ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-ต้องไปหาหมอ.jpg

มนุษย์เราใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับ โดยร่างกายอาศัยช่วงเวลานอนหลับในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ต่อมต่าง ๆ มีการหลั่งฮอร์โมนรวมถึงสารเคมีชนิดต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเจริญเติบโต เพิ่มความต้านทานโรค สมองมีการจัดระเบียบความคิด ความจำ กล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆคลายตัวเพื่อปลดปล่อยความเคร่งเครียด รวมถึงมีการสะสมพลังงาน เพื่อที่จะทำงานในวันถัดไป

 

คุณภาพการนอนหลับ

การนอนหลับที่มีคุณภาพในแต่ละคืนนั้น จะประกอบไปด้วยวงจรการนอนหลับที่มีช่วงหลับธรรมดาและหลับลึกรวม 4 ระยะและช่วงหลับฝัน 1 ใช้เวลารวม 80 – 120 นาทีต่อรอบ จำนวน 4 – 6 รอบต่อเนื่องกันจนกระทั่งตื่นนอนเช้า กินเวลา 7 – 8 ชั่วโมงในวัยผู้ใหญ่ การนอนหลับไม่พอจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของจำนวนชั่วโมงการนอนว่าครบ 7 – 8 ชั่วโมงหรือไม่ แต่ยังหมายรวมถึง การหลับแต่ละช่วงทั้งช่วงหลับธรรมดา หลับลึกและหลับฝัน มีระยะเวลาที่นานพอและมีความสมดุลกันด้วยหรือไม่ มีงานวิจัยพบว่าคุณภาพการนอนมีผลต่อสุขภาพกาย เช่น คนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อคืน มีอัตราการตายที่สูงขึ้น หรือคนที่นอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อคืน ติดต่อกัน 6 คืน มีปัญหาในการเผาผลาญกลูโคส มีการขัดขวางการใช้อินซูลิน ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังได้

 

อาการนอนไม่หลับ แบบที่ต้องไปพบแพทย์

เมื่อพูดถึงอาการ “นอนไม่หลับ” แน่นอนว่าทุกคนจะต้องเคยได้ยิน และเคยประสบปัญหานี้กันมาบ้างแล้ว ส่วนใหญ่อาการนอนไม่หลับจะเป็นเพียงบางช่วงสั้น ๆ เมื่อมีเรื่องรบกวนจิตใจ หรือมีความเจ็บป่วยทางกาย เมื่อเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาผ่านไป หรือมีการปรับเทคนิคแก้นอนไม่หลับ การนอนหลับก็ดีขึ้น แต่ในบางคนอาการนอนไม่หลับนั้นเป็นอยู่นานเป็นเดือน ไม่หายไปเอง หรือบางครั้งสามารถนอนหลับได้ แต่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ตอนกลางวัน รู้สึกง่วงนอน ต้องแอบงีบหรือนั่งสัปหงก ไม่มีสมาธิ แม้ว่าชั่วโมงนอนจะเพียงพอแล้วก็ตาม เรามาดูเกณฑ์เบื้องต้นที่พอจะสังเกตกันได้ หากใครมีอาการนอนไม่หลับแบบนี้ แนะนำให้จัดเวลาไปพบแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำ วินิจฉัยและวางแผนการรักษาก่อนที่อาการนอนไม่หลับจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ

  • นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทติดต่อกันนานกว่า 4 สัปดาห์ หรืออาจน้อยกว่า 4 สัปดาห์ แต่ส่งผลต่อสุขภาพในช่วงกลางวัน ทำให้ไม่สามารถเรียน ทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างปกติ
  • ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกระหว่างนอนหลับ โดยรู้สึกเหนื่อย หายใจไม่ทันหรือหายใจไม่เต็มปอดหรือมีคนใกล้ชิดสังเกตว่ามีช่วงหยุดหายใจหรือช่วงที่หายใจกระตุก
  • รู้สึกปวด ชาหรือยกขาไม่ขึ้นเป็นประจำ ในขณะนอนหลับ
  • ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก โดยรู้สึกแสบร้อนกลางอก หรือมีอาการดังกล่าวจนไม่สามารถนอนหลับได้ปกติ
  • นอนไม่หลับหรือต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะมีความเจ็บปวดที่ใดที่หนึ่งเป็นประจำ
  • นอนหลับไม่สนิท แล้วรู้สึกอารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น หดหู่ ซึมเศร้า เบื่ออาหาร หมดแรงง่าย เป็นต้น

อาการนอนไม่หลับข้างต้น เป็นอาการนอนไม่หลับแบบที่ควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ที่โรงพยาบาลกรณีทั่วไป แต่หากมีอาการแน่นหน้าอก หรือหายใจไม่สะดวกเวลาตื่นขึ้นมากลางดึกทำให้นอนไม่หลับ และอาการนั้นไม่หายไปในเวลาสั้น ๆ แบบนี้ควรจะรีบไปตรวจที่ห้องฉุกเฉิน เพื่อประเมินภาวะที่อาจเป็นอันตรายอย่างหัวใจขาดเลือด หรือหัวใจล้มเหลว ทันที

กล่าวโดยสรุปแล้ว อาการนอนไม่หลับนั้น เป็นอาการที่พบได้บ่อยและเกิดได้กับทุกคน แต่หากมีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังติดต่อกันนาน หรืออาการนั้นรบกวนชีวิตประจำวัน ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้ อีกทั้งอาการเหล่านี้ยังอาจเป็นอาการของโรคทางกายอื่น ๆ ที่ทำให้นอนไม่หลับซ่อนอยู่ จึงต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

แหล่งข้อมูล : www.webmd.com 
ภาพประกอบ : www.freepik.com


....พิชิตคอเลสเตอรอล.jpg

หลาย ๆ คนคงทราบว่า ผลเสียของการมีคอเลสเตอรอลสูงนั้นมีหลายประการ อาทิ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ คุณสามารถปรับระดับคอเลสเตอรอลด้วยการกินยาได้ แต่ในอีกทาง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต เพื่อปรับลดระดับคอเลสเตอรอลเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ และถ้าคุณทานยาอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ จะเสริมผลลัพธ์จากการกินยาได้อีกด้วย

 

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ

การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในมื้ออาหารของคุณ จะสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลลงได้ นั่นหมายถึงสุขภาพหัวใจคุณจะดีขึ้นด้วย

เลือกทานไขมันที่ดีต่อสุขภาพ
ลดไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) ที่ปกติพบในเนื้อสีแดงและผลิตภัณฑ์จากนม ไขมันในกลุ่มนี้เป็นตัวเพิ่มคอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol, TC) และ LDL คอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันไม่ดี ในทางกลับกัน คุณควรทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ นมพร่องมันเนย และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่มีอยู่ในน้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนลา เพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

กำจัดไขมันทรานส์
ไขมันทรานส์มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลโดยไปเพิ่มคอเลสเตอรอล “ไม่ดี” และลดคอเลสเตอรอล “ดี” สองอย่างรวมกันนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ไขมันทรานส์พบได้ในอาหารทอด และผลิตภัณฑ์ที่ขายกันอยู่หลายรายการ เช่น คุกกี้ แครกเกอร์ และขนมขบเคี้ยว ก่อนทานครั้งต่อไปตรวจสอบก่อนว่าเป็นขนมที่ Trans fat-free”

เลือกทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3
กรดไขมันโอเมก้า-3 ไม่ส่งผลต่อ LDL คอเลสเตอรอลเป็นไขมันไม่ดี แต่จะมีประโยชน์ต่อหัวใจ เช่น ช่วยเพิ่ม HDL คอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันดี ลดไตรกลีเซอไรด์ ไขมันในเลือดและลดความดันโลหิต ปลาบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูและปลาแฮริ่ง อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 นอกจากนี้ยังพบได้ใน ถั่ววอลนัท ถั่วอัลมอนด์ เป็นต้น

เลือกทานอาหารเพิ่มเส้นใยที่ละลายน้ำได้ (Soluble Fiber)
เส้นใยมี 2 ประเภท คือ ประเภทที่สามารถละลายน้ำได้และไม่สามารถละลายน้ำได้ ทั้งสองมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ แต่เส้นใยที่ละลายน้ำได้ จะช่วยลดระดับ LDL คอเลสเตอรอล คุณสามารถเพิ่มเส้นใยประเภทนี้ได้ โดยการรับประทานข้าวโอ๊ตและรำข้าวโอ๊ต ผลไม้ พืชตระกูลถั่วต่างๆ

เพิ่มเวย์โปรตีน (Whey protein)
เวย์โปรตีนเป็นหนึ่งในสองโปรตีนในผลิตภัณฑ์นม อีกโปรตีนคือ เคซีน (Casein) การศึกษาแสดงให้เห็นว่าเวย์โปรตีนที่ให้ในรูปของอาหารเสริมจะช่วยลด LDL คอเลสเตอรอล และลดระดับคอเลสเตอรอลรวม (TC) ศึกษารายละเอียดก่อนทานด้วย

 

ออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน และเพิ่มกิจกรรมระหว่างวัน

การออกกำลังกายสามารถปรับระดับคอเลสเตอรอลได้ การออกกำลังกายหนักปานกลางสามารถช่วยเพิ่ม HDL คอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันดี โดยทั่วไปถ้าคุณไม่มีโรคประจำตัว ควรออกกำลังกายหนักปานกลาง วันละอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน

การเพิ่มกิจกรรมระหว่างวัน แม้แค่ครั้งละ 10 นาที หลายๆครั้ง สามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ มาดูว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง ที่คุณสามารถทำและติดตามการเปลี่ยนแปลงได้

  • เดินไปทำงาน
  • ขึ้นบันไดแทนลิฟต์
  • เดินเร็ว ๆ ในช่วงกลางวัน
  • ขี่จักรยาน
  • เล่นกีฬา อาทิ ตีปิงปอง ซิทอัพ

ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายปกติ หรือการเพิ่มกิจกรรมระหว่างวัน หากลุ่ม หาเพื่อนร่วมทำจะเป็นการเพิ่มแรงจูงใจได้อย่างดี

เลิกสูบบุหรี่ทันที
ภายใน 20 นาทีหลังจากเลิกสูบบุหรี่ ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจจะลดลง และภายใน 1ปี ความเสี่ยงของคุณต่อโรคหัวใจเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของความเสี่ยงในผู้สูบบุหรี่ ภายใน 15 ปีความเสี่ยงของคุณต่อโรคหัวใจจะพอๆกับคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่

ควบคุมน้ำหนัก
การมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย มีผลให้มีคอเลสเตอรอลสูงขี้น การลดน้ำหนักลงสัก 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยปรับระดับคอเลสเตอรอลให้ดีขึ้นได้

เริ่มต้นด้วยการประเมินนิสัยการกินและกิจวัตรประจำวันของคุณ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพเพื่อเอาชนะน้ำหนักตัว

คุณอาจเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ เช่น ถ้าคุณกินเมื่อคุณเบื่อหรือผิดหวัง ให้เปลี่ยนเป็นเดินเล่นแทน ถ้าคุณกินอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นมื้อกลางวันบ่อยๆ ให้นำอาหารที่ดีต่อสุขภาพมาจากบ้านแทน สำหรับขนมขบเคี้ยว เคี้ยวแครอทแท่ง แทนมันฝรั่งทอด เป็นทางเลือกง่ายๆที่สามารถทำได้

ดื่มแอลกอฮอล์อย่างพอประมาณ
ดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลาง มีส่วนช่วยในเรื่องการเพิ่มขึ้นของ HDL คอเลสเตอรอล  แต่ประโยชน์ไม่มากพอที่จะแนะนำให้ดื่มแอลกอฮอล์สำหรับผู้ที่ไม่ดื่ม ถ้าคุณดื่มแอลกอฮอล์ ให้ดื่มพอประมาณ นั่นคือ วันละ 1 แก้ว ในผู้หญิงทุกช่วงอายุ และผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป และดื่มได้ถึง 2 แก้วต่อวัน สำหรับผู้ชายอายุตั้งแต่ 65 ปีลงมา

ทั้งนี้ การดื่มแอลกอฮอล์มาก อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรง รวมถึงความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจล้มเหลวและโรคหลอดเลือดสมอง

 

หากคุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตแล้ว แต่ระดับคอเลสเตอรอลยังไม่เป็นที่น่าพอใจ แพทย์อาจแนะนำให้คุณใช้ยา ให้ใช้ยาตามที่แพทย์กำหนด แต่ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามข้อแนะนำข้างต้นอยู่ เพื่อที่คุณอาจกินยาน้อยลง

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.yahoo.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


.......ไหม.jpeg

การทำทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต หนึ่งในปัญหาที่อาจเจอ คือ ทำมากเกินไปและน้อยเกินไป ซึ่งส่งผลเสียทั้งคู่ ยิ่งเรื่องการทำงานด้วยแล้ว หากเกินปัญหาขึ้น อาจส่งผลกระทบได้มาก เรามาดูกันว่าวันนี้คุณทำงานมากไป…ไหม

 

จำนวนชั่วโมงที่เหมาะสมในการทำงาน

บางส่วนของงานวิจัยจาก Australian National University (ANU) จัดทำในคนวัยทำงานจำนวน 8,000 คน อายุระหว่าง 24 – 65 ปี พบว่า

  • การทำงาน 39 ชั่วโมง/สัปดาห์ เป็นเวลาในอุดมคติ ที่สามารถมีสมดุลของชีวิตและมีสุขภาพที่ดี
  • ผู้ที่ทำงานในลักษณะงานบริการ เช่น งานแม่บ้าน และงานที่เกี่ยวกับการดูแลจิตใจคน การลดชั่วโมงทำงานเหลือ 34 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เหมาะสมกว่า
  • ชั่วโมงการทำงานที่ยาวขึ้น อาจไม่มีผลเชิงลบต่อสุขภาพจิตสำหรับบางคน แต่ความแตกต่างนั้นจะส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ เมื่อไปถึงจุดหนึ่ง

 

ทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมง อาจส่งผลเสียต่อหัวใจคุณได้

งานวิจัยโดย European Society of Cardiology (ESC) ศึกษาในชายและหญิง จำนวน 85,500 คน ระยะเวลา 10 ปี พบแนวโน้มที่เป็นลบของความสัมพันธ์ระหว่างชั่วโมงการทำงานกับสุขภาพ หัวใจโดย

โดยผู้ที่ทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มที่จะมีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติหรือภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้ว(Atrial Fibrillation-AF) มากกว่าคนที่ทำงาน 35 – 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และความสัมพันธ์ดังกล่าวยังคงอยู่ภายหลังจากการปรับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น อายุ การดื่มแอลกอฮอล์ เพศ ความอ้วน และการสูบบุหรี่ ออกแล้ว

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้อาจเชื่อมโยงได้ว่าการทำงานหลายชั่วโมง ทำให้เสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งทำให้เสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และยังมีผลกระทบด้านสุขภาพอื่น ๆ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว และภาวะสมองเสื่อมที่เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง

 

ชั่วโมงทำงานที่ยาว การทำงานเป็นกะ ส่งผลเสียต่อระบบนาฬิกาชีวภาพ

ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองไม่ได้เป็นเพียงแค่เหตุผลเดียว ที่คุณอาจต้องลดชั่วโมงการทำงานลง มีการศึกษาหลาย ๆ การศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า  การทำงานแบบเป็นกะ และช่วงเวลาทำงานที่ยาว เช่น การทำงานล่วงเวลาเป็นประจำ เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางด้านสุขภาพและความปลอดภัยของชีวิตอย่างสำคัญ ความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจาก พฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่ขัดกับวงจรนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythms) ทั้งนี้ร่างกายของหลาย ๆ คนอาจไม่สามารถปรับตัวให้เข้านอนได้ในตอนกลางวันหรือในเวลาที่ไม่สม่ำเสมอได้ ดังนั้น ผู้ที่ทำงานเป็นกะ ผู้ที่ทำงานล่วงเวลา จึงอาจไม่ได้รับการนอนหลับเพียงพอ ระหว่าง 7 – 8 ชั่วโมง และมีแนวโน้มในการมีพฤติกรรมเสี่ยงเช่น ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่  น้ำหนักมากขึ้น โรคอ้วนรวมถึงมีอัตราเจ็บป่วยและเสียชีวิตที่สูงขึ้น

จากข้อมูลข้างต้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนควรหันมาดูเคล็ดลับในการสร้างสมดุลในชีวิต

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.articles.mercola.com
ภาพประกอบ : www.cdn.pixabay.com


6-เหตุผล-ที่ทำให้อุจาระท้องร่วงมีสีแดง-1-1.jpg

อุจจาระที่บ่งบอกว่าร่างกายแข็งแรง มักมีลักษณะเป็นของแข็ง มีความอ่อนนุ่มและสีน้ำตาล ส่วนถ้าเป็นโรคอุจจาระร่วง (Diarrhea) อาหารจะมีการย่อยสลายและผ่านลำไส้เร็วเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาในการสร้างมวลแข็ง ทำให้สิ่งต่างๆ ออกมาในรูปของของเหลว ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นสัญญาณของอาการป่วยที่ร้ายแรงเสมอไป หากจะหาสัญญาณของการเกิดโรค สีที่ปะปนออกมากับอุจจาระอาจให้ข้อมูลมากกว่า

 

สาเหตุทำให้อุจจาระร่วงมีสีแดง

การมีสีแดงหรือเลือดปะปนมาพร้อมกับท้องเสียอาจจะเป็นสัญญาณเตือน หรือบ่งบอกถึงสาเหตุต่างๆ มากมายที่เป็นไปได้ดังนี้

  1. เป็นโรคบิด
    โรคอุจจาระร่วงที่มีเลือดออกมาด้วย จะเรียกว่าโรคบิด (Dysentery) โดยต้นเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคบิด คือแบคทีเรียชิเกลล่า (Shigella) หรือปรสิตชนิด Entamoeba histolytica ซึ่งสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง จนทำให้เกิดการอักเสบในลำไส้มากพอที่จะทำให้เลือดออกได้
  2. จากการกินอาหารที่มีสีแดง
    อาหารที่มีสีแดงตามธรรมชาติ หรือใส่สีผสมอาหารสีแดง เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนสีของอุจจาระได้ โดยโรคท้องร่วงที่อุจจาระมีสีแดงก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น หากอาหารเหล่านั้นเกิดการบูด เสียและถูกกินเข้าไป ทำให้เกิดอาหารอาหารเป็นพิษตามมา โดยอาหารที่สามารถส่งผลต่ออุจจาระให้เป็นสีแดง เช่น แตงโม มะละกอ มะเขือเทศ
  3. จากเลือดออกในทางเดินอาหาร
    มีปัจจัยหลายประการในการส่งผลให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร (Gastrointestinal bleeding) อาทิ ติ่งเนื้อในลำไส้ (Colon polyps) ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease : IBD) หรือแม้แต่มะเร็ง ในกระเพาะอาหาร(Gastric cancer) โดยเลือดที่ออกมามากๆ อาจทำให้เกิดอุจาระที่ออกมามีสีแดง
  4. จากโรคริดสีดวงทวาร
    ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoid) เกิดจากการที่หลอดเลือดแดง บวมขึ้น ภายในบริเวณลำไส้ ส่วนปลายหรือทวารหนัก ถือว่าเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของอาการท้องร่วงเป็นสีแดง
  5. จากการใช้ยาบางชนิด
    ยาบางชนิดจะมีผลข้างเคียง (Side effect) ทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร และอาจนำไปสู่การอุจจาระร่วง ยาที่ทำให้อุจจาระสีแดง อาจรวมถึงยาปฏิชีวนะที่เป็นของเหลวด้วยก็ได้
  6. จากรอยฉีกที่ทวารหนัก
    บางครั้งรอยขีดข่วน หรือรอยฉีกในบริเวณทวารหนัก อาจทำให้อุจจาระที่ผ่านออกมาเปื้อนเลือดได้ ในกรณีนี้อาจเป็นเพียงสีแดงติดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

สาเหตุที่ทำให้อุจจาระมีสีอื่น ๆ

และถ้าคุณมีข้อสงสัยขึ้นมา ว่าแล้วอุจจาระสีอื่นล่ะ หมายความว่าอะไรกันบ้าง เราก็เตรียมคำตอบมาให้แล้วเช่นกัน

  • อุจจาระสีดำ
    อุจจาระสีดำหรืออุจจาระที่มีความหนาแน่นของกากใยต่าง ๆ สามารถบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ ที่อาจมีเลือดออกในทางเดินอาหาร(Gastrointestinal bleeding) และหากมีอาการอุจจาระร่วงเป็นสีดำ  อาจชี้ไปที่เลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน เพราะเลือดสีแดงจะเดินทางผ่านลำไส้ ทำให้มีเวลามากพอในการเปลี่ยนเป็นสีที่ดำคล้ำขึ้น แต่จะมีอาหารบางชนิดเช่นกัน ที่สามารถทำให้อุจจาระเปลี่ยนเป็นสีดำ ตัวอย่างเช่น น้ำองุ่นเข้มข้น หรือชะเอม
  • อุจจาระสีเขียว
    อุจจาระสีเขียวอาจเกิดจากการมีน้ำดี (Bile) ปนมาในอุจจาระ หรือแม้แต่การได้รับธาตุเหล็กมากขึ้นอาจทำให้อุจจาระกลายเป็นสีเขียวเข้มได้เช่นกัน
  • อุจจาระสีซีดอ่อน
    อุจจาระสีซีดหรือสีเทา อาจบ่งบอกถึงนิ่วในถุงน้ำดี ลองสังเกตว่า หากปัสสาวะมีสีเข้มร่วมด้วย คือสัญญาณเพิ่มเติม ว่าต้นเหตุมาจากถุงน้ำดีหรือตับรวมถึงการกินยาลดกรดบางชนิดที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์อาจทำให้อุจจาระซีดจางได้
  • อุจจาระสีเหลืองเยิ้มๆ
    อุจจาระสีเหลืองอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือ มีการดูดซึมของอาหารทางลำไส้ ไม่ปกติ

 

แนวทางการรักษา

เมื่อรู้ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดอุจาระร่วงเป็นสีแดงกันไปแล้ว มาถึงขั้นตอนการรักษาในรูปแบบต่างๆ ซึ่งโดยพื้นฐาน การจิบน้ำบ่อยๆ เป็นวิธีง่ายๆ ที่สามารถช่วยได้ เมื่อคนเรามีอาการท้องเสีย จะเกิดการสูญเสียน้ำจำนวนมากผ่านทางอุจจาระ การจิบน้ำหรือดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่จะช่วยทดแทน และป้องกันอาการขาดน้ำได้

ทั้งนี้อุจจาระร่วงมักเป็นวิธีที่ร่างกายใช้กำจัดไวรัสที่ไม่พึงประสงค์ แทนที่จะให้ยาเพื่อให้ลำไส้ทำงานหรือบีบตัวน้อยลง เป็นเหตุให้เชื้ออยู่ในร่างกายนานขึ้น แพทย์อาจพิจารณาปล่อยอาการอุจาระร่วงให้เป็นไปตามธรรมชาติโดยจะหายได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม หากอาการอุจจาระร่วงนั้นเรื้อรัง อาจต้องใช้การรักษาเพิ่มเติม อย่างวิธีให้สารเหลวทางหลอดเลือดดำและยาเพื่อลดอาการบีบรัดในช่องท้อง หากอาการอุจาระร่วงมีสีแดงเป็นเพราะยาระหว่างการรักษา ควรมีการพูดคุยกับแพทย์ที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำ

ในกรณีที่เป็นโรคอุจาระร่วงที่รุนแรง หรือเรื้อรัง หรือกรณีมีเลือดออกไม่ทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอย่างแน่ชัด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ท่านทันที

 

ว่าด้วยการป้องกัน อุจจาระร่วงมีสีแดง

ด้านการป้องกันอุจจาระร่วง หากอาการอุจจาระร่วงมีสีแดงเป็นผลมาจากโรคบิดหรือการติดเชื้อมีหลายวิธีเพื่อป้องกัน เช่น

  • ทำความสะอาดพื้นที่เตรียมอาหารให้สะอาดอยู่เสมอ
  • ปรุงอาหารให้สุก โดยอาหารดิบมีแนวโน้มที่จะมีเชื้อแบคทีเรียชิเกลล่า (Shigella) แฝงอยู่
  • ดื่มน้ำดื่มบรรจุขวดหรือน้ำต้ม เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ
  • หลีกเลี่ยงการมีสัมผัสทางเพศกับบุคคลที่มีอาการอุจาระร่วง หรือผู้ที่เพิ่งป่วยด้วยเชื้อชิเกลลา
  • ห้ามดื่มน้ำที่ไม่ใช่น้ำเพื่อดื่มโดยเฉพาะ เช่น น้ำจากทะเลสาบหรือแม่น้ำ
  • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากสัมผัสพื้นผิวที่อาจมีการปนเปื้อนหรือเพิ่งเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็กมา
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีการย้อมสีแดง และอาหารที่มีแนวโน้มจะบูด เน่าเสีย ที่สามารถจะเป็นต้นเหตุของอุจจาระร่วงได้

 

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ว่าเมื่อใหร่ที่ควรจะไปพบแพทย์ สังเกตตัวเองว่าถ้ามีอาการหนาวสั่นและมีไข้ควบคู่กับโรคอุจจาระร่วงที่มีสีแดง หรืออุจจาระร่วงเป็นเลือดจำนวนมาก อาจเป็นสัญญาณของเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ดังนั้นจึงควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

ส่วนอาการที่ควรไปพบแพทย์ หากมีอาการอุจจาระร่วง แต่ไม่ได้เป็นสีแดงมีดังนี้

  • หนาวสั่นควบคู่กับมีอาการท้องร่วง
  • มีอาการอุจจาระร่วงต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 สัปดาห์
  • เป็นลม (Fainting) จากการท้องร่วง
  • มีไข้สูง33 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า
  • อุจจาระร่วงรุนแรง ติดต่อกันนานกว่า 2 วัน
  • อาเจียน
  • ปวดหรือเป็นตะคริว มีอาการที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง

 

อุจจาระร่วงธรรมดา ไม่ได้เป็นความผิดปกติที่น่ากังวลเสมอไป แต่การเสียเลือดอย่างรุนแรงหรือต่อเนื่องอาจเป็นกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์ เพราะฉะนั้นควรดูแลและสังเกตตัวเองอย่างถี่ถ้วน เพื่อเตรียมพร้อมพบแพทย์อย่างทันท่วงที

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.medicalnewstoday.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


5-ปัจจัยทำให้หนุ่มสาววัยทำงาน-นอนไม่หลับ.jpg

นอนไม่หลับเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน ถ้าเป็นครั้งคราวอาจจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่การนอนไม่หลับสะสมจนทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายหลายประการ เช่น เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคอ้วน เบาหวานและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ไม่นับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยมีการสำรวจวัยทำงานพบสูงถึง 35% ที่เคยอยู่ในภาวะนอนไม่หลับ

 

อาการนอนไม่หลับของแต่ละคนแตกต่างกันหรือไม่

จากความรู้เรื่อง “หลับอย่างมีคุณภาพ เป็นอย่างไร” จะพบว่าอาการนอนไม่หลับ และหลับยากของแต่ละคนนั้น อาจแตกต่างกัน มีทั้งใช้เวลาก่อนหลับนานเกินครึ่งชั่วโมง หลับแล้วแต่ไม่สนิท มีตื่นกลางดึก บางครั้งตื่นมาแล้วหลับต่อไม่ได้อีก ซึ่งอาการนอนไม่หลับนั้นเกิดได้กับทุกคนแต่ปกติจะเกิดในช่วงสั้น ๆ ไม่เกิน 1 – 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งในทางการแพทย์ยังไม่ถือว่าเป็นโรคที่ต้องรักษา เพียงการปรับพฤติกรรมทางสุขภาพโดยเฉพาะช่วงใกล้เวลานอน และปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการนอน ก็พอจะหลับได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากอาการนอนไม่หลับเป็นติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน แม้จะปรับพฤติกรรมทางสุขภาพแล้ว ปรับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการนอนอย่างเต็มที่แล้ว ก็ยังไม่สามารถนอนหลับอย่างเป็นปกติ ตื่นเช้ามายังมีความรู้สึกอย่างนอนอยู่ ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ตกกลางวันยังง่วงนอนอยู่ ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้เป็นปกติได้ อาจเข้าข่ายเป็นโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) ซึ่งต้องเข้าพบแพทย์เพื่อรักษาก่อนที่จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพและผลเสียด้านอื่น ๆ ตามมา

  

5 ปัจจัย ทำให้นอนไม่หลับในวัยทำงาน  

นอนไม่หลับในวัยทำงาน เกิดได้จากหลายสาเหตุ และในคนที่นอนไม่หลับก็มักจะมาจากสาเหตุมากกว่าหนึ่งสาเหตุด้วยกัน โดยบางสาเหตุเป็นผลจากคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี ทำให้เกิดการเจ็บป่วย และการเจ็บป่วยทางกายเอง ก็ส่งผลทำให้นอนไม่หลับ วนเวียนเช่นนี้ได้ การจะรักษาอาการนอนไม่หลับให้หายได้นั้นจะต้องอาศัยการแก้ปัญหาแบบองค์รวม เพื่อลดทุกปัจจัยที่มีส่วนทำให้นอนไม่หลับ โดยหลัก ๆ แล้วอาการนอนไม่หลับ โดยเฉพาะในวัยทำงานจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยดังต่อไปนี้

  • อาการนอนไม่หลับจากความเครียด ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะคล้ายกับถูกกระตุ้นตลอดเวลาทำให้นอนไม่หลับ ซึ่งบางทีผู้ที่นอนไม่หลับก็อาจจะไม่รู้ว่าตนเองมีความเครียดหรืออยู่ในภาวะเครียด ขณะเดียวกันเมื่อการนอนไม่หลับแม้อาจมาจากเหตุอื่น แต่พอต่อเนื่องเป็นเวลานานขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบให้เกิดภาวะเครียดอีกได้
    .
    ส่วนสาเหตุที่ทำให้เครียดในวัยทำงานมีหลายประการ เช่น ความกดดันในภาระงาน ความกดดันจากปัญหาความสัมพันธ์ทั้งครอบครัว ภรรยา ลูกและที่ทำงาน รวมถึงความกดดันทางด้านการเงิน  หากมีอาการนอนไม่หลับช่วงไหน ให้สำรวจดูเรื่องความเครียด ถ้าใช่รีบหาสาเหตุและแก้ในทันที
    .
  • อาการนอนไม่หลับกับตารางชีวิต ในทางทฤษฎีร่างกายของคนเราจะมีสิ่งที่เรียกว่านาฬิกาชีวภาพ (Biological clock) เป็นของตัวเอง ซึ่งคอยความคุมการตื่นและการนอน ซึ่งหากเราเข้านอนและตื่นในเวลาที่ไม่คงที่จะทำให้นาฬิกาชีวภาพนี้รวนได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ๆ ก็คือในคนที่เดินทางไปต่างประเทศแล้วมีอาการเจ็ทแลค หรือในคนที่ทำงานเป็นกะ ต้องสลับกลางวันกลางคืนบ่อย ๆ ก็จะทำให้นอนหลับได้ยาก
    .
    หากมีอาการนอนไม่หลับช่วงไหน ให้สำรวจดูว่ามีการเปลี่ยนไปอยู่ในสถานที่นอกเขตเวลาเดิมไหม หากนอกเขตเวลา ร่างกายต้องมีการปรับตัวสักระยะ แต่ถ้าในเขตเวลาเดิม ต้องมองย้อนดูเวลาเข้าและตื่นนอนของตนเอง ว่าสม่ำเสมอใกล้เคียงกับเวลาปกติไหม
    .
  • อาการนอนไม่หลับกับกิจกรรมที่ทำ โดยเฉพาะช่วงก่อนเวลานอน กิจกรรมที่ทำและอาหารที่รับประทาน หากไม่เหมาะสมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนไม่หลับได้เช่นกัน เช่น
    • ทำกิจกรรมที่ใช้สมองหนักในช่วงก่อนเข้านอน เช่น ทำงานจนค่ำ เล่นเกม เล่นคอมพิวเตอร์ หรือใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ
    • ทำงานหรือทำกิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมที่ใช้สมองบนเตียง จะทำให้สมองจดจำว่าเตียงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ทำงาน ทำให้เวลาต่อ ๆ มาจะไม่รู้สึกง่วงนอนเมื่ออยู่บนเตียง
    • นอนหลับในตอนกลางวัน จะทำให้ไม่ง่วงในตอนกลางคืนและนอนหลับได้ยาก
    • อาหารการกินเองก็มีผลกับการนอนหลับ อย่างที่ทราบกันดี เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ จะทำให้ไม่ง่วง ในทางตรงกันข้ามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากจะทำให้ง่วงและหลับง่าย
      .
      หากมีอาการนอนไม่หลับช่วงไหน ลองสำรวจกิจกรรมที่ทำโดยเฉพาะในช่วงใกล้เวลานอน โดยปรับพฤติกรรมหรือนิสัยเพื่อให้เอื้อต่อการนอนหลับลึกมากขึ้น 6 นิสัยทำแล้วนอนหลับลึก แน่นอน
      .
  • อาการนอนไม่หลับกับสุขภาพจิต สุขภาพจิตในบางเวลาไม่เอื้อต่อการนอนหลับ เช่น มีความวิตกกังวลงานไม่เสร็จ รู้สึกซึมเศร้า หดหู่จากบางสิ่งไม่เป็นดังใจ ตื่นตระหนกแพนิคจากการต้องทำอะไรที่ไม่คุ้นเคย สถานการณ์เหล่านี้ทำให้คนในวัยทำงานบางคนนอนไม่หลับโดยไม่รู้ตัว
    .
    หากมีอาการนอนไม่หลับช่วงไหน ให้สำรวจสุขภาพจิตของตนเอง มีความวิตกกังวล ซึมเศร้า หดหู่ แพนิค ในเรื่องใดหรือไม่ ถ้ามีให้หาวิธีปรับลดให้น้อยลง จนใกล้เคียงปกติหรือเปลี่ยนความวิตกกังวล เป็นแรงผลักดันในการจัดการกับเรื่องราวต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น
    .
  • อาการนอนไม่หลับกับสุขภาพกาย ความเจ็บป่วยทางกายแทบทุกอย่างสามารถทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้แทบทุกโรค แม้แต่โรคประจำตัวที่มักไม่ได้มีอาการแสดงอะไรชัดเจน เช่น โรคเบาหวานก็อาจทำให้นอนไม่หลับได้จากอาการกระหายน้ำ และปัสสาวะบ่อย และโรคที่รบกวนการนอนได้มากอย่างนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจโต
    .
    หากมีอาการนอนไม่หลับจากสุขภาพกาย ควรปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษา ทั้งนี้แพทย์จะให้ยาและคำแนะนำในการปฏิบัติเพื่อแก้นอนไม่หลับ ที่สอดคล้องกับโรคทางกายที่รักษาอยู่

เรียกได้ว่าอาการนอนไม่หลับ หรือนอนหลับยากนั้น เกิดได้จากแทบทุกสาเหตุตั้งแต่ไลฟ์สไตล์การนอนที่ไม่เหมาะสม ความเครียด ปัญหาสุขภาพทั้งกายและจิตใจ หากมีอาการนอนไม่หลับนั้น จะต้องสังเกตตัวเองว่ามีอะไรที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดอาการหรือไม่ จะได้ปรับเปลี่ยนและแก้ไขได้ถูกต้อง

 

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


OSA-FAQ.jpg

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) อาจจะมีหลาย ๆ เรื่องที่คล้ายกับปัญหาการนอนหลับในเรื่องอื่น ๆ  นำไปสู่ความเข้าใจที่ทั้งเป็นจริงและไม่เป็นจริงเกี่ยวกับภาวะนี้ โดยความเข้าใจที่ถูกต้อง จะนำไปสู่แนวทางการรับมือที่เหมาะสม

 

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) เป็นเพียงการนอนกรน (Snoring) เท่านั้น: ไม่เป็นความจริง

การนอนกรนเป็นปัญหาและความผิดปกติของการนอนหลับที่พบบ่อย โดยเป็นอาการที่บ่งบอกถึงการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  ผู้ที่เป็นภาวะดังกล่าวมีโอกาสหยุดหายใจได้มากถึง 400 ครั้งตลอดทั้งคืน และการหยุดหายใจบางครั้ง อาจยาวนานได้ถึง 10 – 30 วินาที โดยหลายคนมักจะตามด้วยการสำลัก เพื่อเริ่มต้นหายใจใหม่อีกครั้ง อาการเหล่านี้จะทำลายวงจรการนอนหลับ และทำให้พักผ่อนได้ไม่เต็มที่ มีอาการเหนื่อยในระหว่างวันตามมา

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร: ไม่เป็นความจริง

ทุกครั้งที่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  ทำลายการนอนหลับของคุณ มันส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ โดยหากไม่ได้รับการแก้ไขหรือดูแลอย่างเหมาะสม ก็อาจส่งผลต่อเนื่องถึงปัญหาที่เกี่ยวกับการทำงาน อุบัติเหตุระหว่างการขับรถ รวมถึงโรคหัวใจล้มเหลวและหลอดเลือดสมองแตก

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) เกิดจากการอุดกลั้นทางเดินหายใจ: เป็นความจริง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่พบบ่อยเกิดจากการที่ลิ้น ทอนซิล หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่ด้านหลังของลำคอ มาอุดกลั้นทางเดินหายใจ เมื่อคุณพยายามหายใจเข้า อากาศจะไม่สามารถผ่านได้ ในขณะที่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการสั่งของสมอง (Central Sleep Apnea: CSA) พบได้น้อยกว่า โดยเกิดจากการที่สมองไม่ได้ส่งสัญญาณให้ร่างกาย  หายใจอย่างที่ควรจะเป็น

 

ผู้สูงอายุเท่านั้นที่จะเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA): ไม่เป็นความจริง

แพทย์ประเมินว่าชาวอเมริกันมากกว่า 18 ล้านคน กำลังมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยพบได้ง่ายในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แท้จริงแล้ว ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกเพศทุกวัย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในคนที่มีน้ำหนักเกิน เพศชาย เชื้อสายแอฟริกันอเมริกันหรือชาวลาติน

 

แอลกอฮอล์สามารถช่วยเรื่องการนอนหลับ: ไม่เป็นความจริง

คุณอาจจะรู้สึกว่าแอลกอฮอล์ช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายขึ้น แต่แอลกอฮอล์จะไม่ช่วยให้คุณได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพแบบที่ต้องการ ทั้งนี้แอลกอฮอล์จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณด้านหลังลำคอของคุณคลายตัว ทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม และนอกจากนี้ยานอนหลับยังให้ผลแบบเดียวกันอีกด้วย

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) เกิดขึ้นได้ยากในวัยเด็ก: ไม่เป็นจริง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA)  พบได้บ่อยในเด็ก โดยมีสัดส่วน 1 ใน 10 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการจะไม่ค่อยรุนแรง แต่กับเด็กบางคน อาจเริ่มมีปัญหาด้านพฤติกรรม หรือปัญหาทางการแพทย์ที่ร้ายแรงด้วยผลกระทบจากภาวะนี้

 

การลดน้ำหนักสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

คุณสามารถทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) มีอาการดีขึ้นได้ เมื่อลดน้ำหนัก ซึ่งถ้าคุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับโปรแกรมการลดน้ำหนักที่เหมาะสม และการเลิกสูบบุหรี่ ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

 

การนอนตะแคงสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

หากคุณนอนหงาย จะทำให้แรงโน้มถ่วง ดึงเนื้อเยื่อในลำคอลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น การนอนตะแคงจะช่วยเปิดลำคอ ไม่ให้เนื้อเยื่อไปอุดกลั้นทางเดินหายใจ การใช้หมอนข้างสามารถช่วยคุณในการนอนตะแคงได้ และบางคนก็เลือกที่จะเย็บลูกเทนนิสติดไว้ด้านหลังของชุดนอนเพื่อบังคับไม่ไห้นอนหงายโดยไม่รู้ตัว

 

ยางครอบฟันสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

ทันตแพทย์สามารถแนะนำยางครอบฟันที่เหมาะสมกับคุณได้ โดยเครื่องมือนี้จะช่วยลดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่ไม่รุนแรง ซึ่งยางครอบฟันจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับรูปปาก ทำให้มันช่วยจัดโครงสร้างภายในปากให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ใส่มันก่อนนอนเพื่อเปิดทางเดินหายใจของคุณขณะนอนหลับ

 

วิธีรักษาโดยใช้เครื่องซีแพพ (CPAP) คือการรักษาที่มีประสิทธิภาพ: เป็นความจริง

เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continuous Positive Airway Pressure-CPAP) จะเป่าอากาศเข้าไปขยายทางเดินหายใจของคุณ โดยคุณสามารถที่จะปรับแรงดันอากาศ ได้จนกว่ามันจะเพียงพอ ที่จะทำให้ทางเดินหายใจของคุณเปิดขึ้นในขณะนอนหลับ เป็นการรักษาที่มักใช้กับผู้ใหญ่ที่มีระดับอาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ในขั้นปานกลางถึงรุนแรง

 

การผ่าตัดเป็นวิธีที่ดี และแน่นอนที่สุดในการแก้ไขภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ: ไม่เป็นจริง

การผ่าตัดจะได้ผล แค่เพียงในบางกรณีเท่านั้น เช่น เด็กที่มีต่อมทอนซิลขนาดใหญ่ มาบล็อกทางเดินหายใจ  แพทย์สามารถผ่าตัดเพื่อนำทอนซิลที่ก่อให้เกิดปัญหาออก และมีผู้ใหญ่บางคนที่สามารถผ่าตัดเพื่อลดเนื้อเยื่อ แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน หากคุณมีอาการนี้อยู่ ควรพูดคุยกับแพทย์ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีข้อเสียของการผ่าตัดให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการผ่าตัดใดๆ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


hot-cold.jpg

รู้ได้อย่างไรว่า จะต้องประคบร้อนหรือเย็น การประคบร้อนหรือเย็นเป็นวิธีหนึ่งในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบ ทั้งอาการปวดที่เกิดจากการเจ็บป่วย มีไข้ หรือการได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นกีฬา วิ่งเล่น ซึ่งอาจมีได้ตั้งแต่ การหกล้ม ศีรษะกระแทกจากการปะทะ การบาดเจ็บ ฟกช้ำของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

การจะเลือกใช้ความร้อนหรือเย็นนั้นมีข้อที่ต้องพิจารณาเบื้องต้น คือ ถ้าเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันร่วมกับมีการบวม ควรเลือกใช้ความเย็น เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดออกน้อยลงและช่วยลดบวมได้ แต่ถ้าเป็นการปวด แบบเป็น ๆ หาย ๆ มีอาการมานานหรือเรื้อรัง หรือปวดร่วมกับมีอาการตึงกล้ามเนื้อ ควรใช้ความร้อน เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนเลือดดีขึ้นจึงลดอาการปวดและตึงกล้ามเนื้อได้

 

ประคบเย็นเมื่อ…

หากมีอาการปวดหรือได้รับบาดเจ็บควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที (ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง) ประคบนาน 20 – 30 นาที วันละ 2 – 3 ครั้ง อาการที่ควรประคบเย็น เช่น ปวดศรีษะ มีไข้สูง ปวดฟัน ปวดบวมข้อเท้า ข้อเคล็ด เลือดกำเดาไหล หรือปวดบวมบริเวณอื่น ๆ ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือเพิ่งมีอาการใหม่ ๆ

อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป หรือทำถุงน้ำแข็งขึ้นใช้เอง โดยการใช้ถุงพลาสติกขนาดพอเหมาะแล้วเติมน้ำเปล่าผสมน้ำแข็งอย่างละครึ่งลงไปในถุง ตรวจสอบว่าไม่เย็นเกินไปโดยการนำมาประคบผิวหนัง ถ้าบริเวณที่มีอาการเป็นบริเวณมือ แขน ขาหรือเท้า อาจใช้การแช่ในภาชนะที่บรรจุน้ำเย็นแทน โดยแช่นานประมาณ 15 – 20 นาที

 

ประคบร้อนเมื่อ…

การประคบร้อนจะเริ่มใช้หลังจากมีอาการผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมง ให้ประคบครั้งละ 15 – 20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดความปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อาการที่ควรประคบร้อน เช่น ปวดตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หลัง น่อง ปวดประจำเดือน อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป ใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรืออาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 45 องศาเซลเซียส สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ไม่ควรประคบด้วยความร้อนที่มากเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณที่ประคบ ไม่ควรประคบนานหรือถี่เกินไป และต้องไม่ประคบร้อนในบริเวณที่มีบาดแผลเปิดหรือมีเลือดออก เพราะจะยิ่งทำให้มีการอักเสบเพิ่มมากขึ้น จะประคบร้อนได้ก็ต่อเมื่ออักเสบน้อยลงแล้ว ซึ่งสังเกตได้จากไม่มีอาการบวม แดง ร้อน

 

เมื่อไร่ถึงไม่ควรประคบร้อนหรือเย็น

การประคบเย็นไม่สมควรทำเมื่อ ร่างกายหนาวสั่น การประคบร้อนไม่สมควรทำเมื่อ ร่างกายร้อน เหงื่อแตก เนื่องจากว่าสมองจะมีการแปลผลว่าการกระทำของเราเป็นอันตรายต่อร่างกายมากขึ้น และสมองจะแปลผลการประคบของเราเป็นอาการปวดมากขึ้นแทน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สื่อสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
แหล่งที่มา : https://www.hsri.or.th/people/media/care/detail/5833
ภาพประกอบจาก : http://blog.elivatefitness.com


-ระวังไว้ไม่เสี่ยงชีวิต.jpg

ภาวะหลับใน ระวังไว้ไม่เสี่ยงชีวิต หลายคนมักมองข้ามภาวะหลับใน เพราะคิดว่าสามารถควบคุมความง่วงที่เกิดขึ้นขณะขับรถ ช่วงเวลารถติด และขับรถทางไกลนาน ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้ ทั้งที่ความจริงแล้วความง่วงสามารถจู่โจมแบบกระทันหัน (Sleep Attack) ทำให้หลับค้างกลางอากาศหรือเกิดภาวะหลับในได้ เพราะฉะนั้นการดูแลเรื่องการนอนหลับพักผ่อนให้มีคุณภาพ คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ห่างไกลความเสี่ยงและอันตรายที่อาจรุนแรงถึงชีวิตจากภาวะหลับในได้

 

ภาวะหลับในคืออะไร

ภาวะหลับในหรือการหลับระยะสั้น ๆ (Microsleep) เป็นปรากฏการณ์การสับสนระหว่างการหลับ และการตื่น โดยการหลับเข้ามาแทรกการตื่นอย่างเฉียบพลัน โดยไม่รู้ตัวในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1 – 2 วินาที

 

สาเหตุของภาวะหลับใน

มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหลับใน ได้แก่

  1. อดนอน การนอนน้อยหรือนอนไม่พอต่ำกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลับใน เพราะสมองส่วนธาลามัสอาจหยุดทำงานสั้น ๆ ชั่วคราว ส่งผลให้เกิดความง่วงกระทันหัน (Sleep Attack) งีบหลับไม่รู้ตัว ไม่ตอบสนองต่อการรับรู้จนเกิดภาวะหลับในได้ นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักเพิ่ม เกิดภาวะซึมเศร้า หลอดเลือดสมองตีบ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ช้าลง หากอดนอนเรื้อรังในระยะยาว
  2. นอนไม่เป็นเวลา
  3. นอนดึกตื่นสาย ส่งผลเสียต่อร่างกาย คือ ฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลง รู้สึกอ่อนเพลียนอนไม่เต็มอิ่ม เช่น เข้านอนตี 4 ตื่นนอนเที่ยงวัน คุณภาพการนอนไม่ดีเท่ากับเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นนอน 6 โมงเช้า เป็นต้น
  4. เวลาเข้านอนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ส่งผลให้สมองงงและเกิดความเสื่อม เพราะปกติสมองจะจำเวลานอนและเกิดความง่วงในเวลานั้น ถ้าเปลี่ยนเวลาเข้านอนบ่อย ๆ จะทำให้เวลานอนไม่ง่วง นอนน้อยลง หลับไม่เต็มอิ่ม เช่น ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์เข้านอนดึกมากหลังตี 2 ตื่น 9 โมงเช้า ส่วนวันธรรมดาเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นนอนตี 5 เป็นต้น
  5. กรรมพันธุ์

ส่งผลให้บางคนอยู่ในกลุ่มนอนยาว (Long Sleepers) มีความต้องการนอนนานถึง 10 ชั่วโมงจึงจะสดชื่น หรือบางคนอยู่ในกลุ่มนอนระยะสั้น (Short Sleepers) เพียง 4-5 ชั่วโมงก็ตื่นมาได้อย่างสดชื่น แต่พบได้ในจำนวนน้อยมาก ดังนั้นหากไม่มั่นใจควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการนอน

 

สัญญาณเตือนง่วงมากผิดปกติ

หากเกิดสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ อาจบ่งบอกว่าคุณเสี่ยงหลับใน

  • ตื่นตอนเช้าไม่สดชื่นอยากนอนต่อ
  • ง่วงเหงาหาวนอนบ่อย ๆ ต่อเนื่องระหว่างวัน
  • มึนศีรษะ มองภาพไม่ชัด ตาปรือ รู้สึกลืมตาไม่ขึ้น มองข้ามสัญญาณไฟจราจร
  • ขาดสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการขับขี่ที่ไม่สามารถควบคุมเส้นทางได้
  • เมื่ออยู่นิ่ง ๆ เผลอหลับแบบไม่รู้ตัว
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า กระวนกระวาย

 

ป้องกันให้ทันเวลา

การป้องกันภาวะหลับในไม่เพียงช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ แต่ยังช่วยพัฒนาคุณภาพการนอนให้ดีขึ้น ได้แก่

  1. นอนให้พอ ในจำนวนชั่วโมงที่เหมาะสมคือ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะถ้าต้องขับรถทางไกล ควรพักผ่อนให้เพียงพอติดต่อกัน 2 – 3 คืน ขึ้นไปก่อนออกเดินทาง
  2. นอนเป็นเวลา ควรเข้านอนเวลาที่เหมาะสมคือ ช่วง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เพื่อให้โกรทฮอร์โมน (Growth Hormones) ที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโตและส่งเสริมการทำงานระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งหลั่งในช่วงตี 2 ถึงตี 4 ทำงานได้ดี เพราะฉะนั้นในช่วงใกล้ 3 ทุ่มควรฝึกตัวเองให้ผ่อนคลายและเตรียมพร้อมเข้าสู่การนอน
  3. นอนเวลาเดิมสม่ำเสมอ พยายามเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดียวกันทุก ๆ วัน จะช่วยให้นอนหลับเต็มอิ่ม
  4. งดดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน อย่างชา โกโก้ เป็นต้น ในช่วงหลัง 4 โมงเย็น เพราะจะทำให้นอนไม่หลับหรือหลับไม่ลึก ส่งผลให้ตื่นมาไม่สดชื่น
  5. เลือกใช้หลอดไฟสีส้ม ในห้องนอน เพราะไม่รบกวนดวงตา ช่วยให้ผ่อนคลาย หลับได้ง่ายขึ้น
  6. อุณหภูมิห้องนอน ควรอยู่ระหว่าง 25-26 องศาเซลเซียส ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป ช่วยให้ไม่ตื่นกลางดึกหลับสนิทต่อเนื่อง

 

เทคนิคขับรถ ไม่กลัวหลับใน

  • พักคนและรถทุก ๆ 2 ชั่วโมง
  • งีบพักประมาณ 5 – 45 นาที ช่วยลดโอกาสเกิดหลับใน แต่ต้องเลือกสถานที่ที่ปลอดภัย
  • หากไปหลายคนสลับกันขับ เพื่อไม่ให้เหนื่อยล้าจนเกินไป
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเพิ่มโอกาสเกิดภาวะหลับใน
  • ระวังเรื่องการทานยาที่อาจทำให้ง่วง เช่น ยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด ยาคลายเครียด เป็นต้น
  • ถ้าเลี่ยงได้ควรขับรถในช่วงกลางวันมากกว่าช่วงดึกหรือใกล้เช้า

ภาวะหลับในไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ การพักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้เป็นเวลา และเข้านอนในเวลาที่ดีและสม่ำเสมอในทุก ๆ วัน ย่อมช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะหลับในได้ แต่ถ้าหากนอนเพียงพอแล้วยังรู้สึกง่วง ไม่สดชื่น ควรเข้ารับการตรวจ Sleep Test  เพื่อวินิจฉัยการนอนโดยละเอียดกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะได้ดูแลการนอนให้มีคุณภาพ ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและเป็นการพักผ่อนชาร์จพลังให้ร่างกายอย่างแท้จริง

 

ผู้เขียน : นพ. จักริน ลบล้ำเลิศ. ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ. “ภาวะหลับใน ระวังไว้ไม่เสี่ยงชีวิต”. (ระบบออนไลน์)
แหล่งที่มา : https://www.bangkokhospital.com/index.php/th/diseases-treatment/be-careful-microsleep/ (28 พฤศจิกายน 2560)
ภาพประกอบจาก :  https://www.telegraph.co.uk/


L-diet.jpg

วิธีลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ในระยะยาว แม้ว่ายาจะสามารถใช้รักษาให้หายป่วย และทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักไว้เสมอก็คือ ยาทุกชนิดล้วนแล้วแต่มีอันตราย เช่นเดียวกับที่มีคุณประโยชน์ ดังนั้น ก่อนใช้ยาควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนใช้ทุกครั้ง

เพื่อน ๆ หลายคนลดน้ำหนัก ตามสูตรลดน้ำหนัก ลดความอ้วน แบบ 7 วันบ้าง 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ทรมานและต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่ง (แต่เพื่อความผอม สวย ยอมได้) อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถทานแบบนี้ไปได้ตลอดชีวิตแน่นอน การลดน้ำหนักลงมาหลาย ๆ โล ในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นสูตรสำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วนแบบเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ถ้าหากคุณกลับมากินอาหารปกติ คุณจะอ้วนเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิม

การลดน้ำหนักในระยะยาว การลดน้ำหนักที่ดีที่สุดนั้น ควรเป็นการจำกัดแคลอรี่ของอาหาร การทานอาหารครบทุกมื้อ และการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน วันนี้เรามีข้อแนะนำที่จะควบคุมน้ำหนักให้คงที่อยู่เสมอในระยะยาว เคล็ดลับต่าง ๆ เหล่านี้ ทำได้ไม่ยากแต่ต้องฝึกฝนให้ติดจนเป็นนิสัยเท่านั้นเอง

 

กิจกรรมและการออกกำลังกาย  

  1. อย่าชั่งน้ำหนักบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้กดดันตัวเอง ทำให้หงุดหงิดง่าย ควรชั่ง สัปดาห์ละครั้งก็พอ 
  2. ออกกำลังกายให้มากกว่า 15 นาที เพราะ 20 นาทีแรกนั้น ร่างกายจะอยู่ในระหว่างอุ่นเครื่อง หลัง จากนั้นร่างกายจะเผาผลาญไขมัน 
  3. การเดินเร็ว ๆ หรือวิ่งเหยาะ ๆ เป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายหงุดหงิดได้ดีขึ้น 
  4. ถ้าวันไหนจะได้นอนมากๆ และไม่ได้ทำงานอะไรเท่าไหร่ คุณต้องลดอาหารลงอีก กินแต่ผักผลไม้ก็พอแล้ว 
  5. สำหรับคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย ให้ว่ายน้ำหรือเต้นรำตามจังหวะเพลงสนุก ๆ อย่างต่อเนื่อง 1 ชั่วโมงทุกวัน 
  6. ออกกำลังกายให้หลากหลายชนิด จะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายอย่างครบถ้วน เป็นการบริหารทุกส่วนของร่างกาย และช่วยปรับสมดุลของร่างกาย 
  7. หมั่นไปออกกำลังกายเป็นกลุ่มหรือไปออกกำลังกายยังที่ที่คนมาชุมนุมกัน เช่น ศูนย์ฟิตเนส ลานเต้นแอโรบิค สระว่ายน้ำ เป็นต้น เพื่อช่วยเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คุณเกิดความมุ่งมั่นที่จะลดน้ำหนัก และอีกทั้งยังช่วยให้ไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการออกกำลังกาย 

 

อาหารการกิน

  • ลดปริมาณอาหารเนื้อสัตว์ประเภทหมู เป็ด ไก่และเนื้อวัวลง ควรกินแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น อย่ากินส่วนที่เป็นหนังและมัน
  • ถ้าหิวบ่อยให้แบ่งมื้ออาหารเป็น 4 – 5 มื้อเล็ก ๆ แทนการทานแบบ 3 มื้อใหญ่ (ที่หลายท่านมักทานจนอิ่มท้องมากเกินไป) 
  • เคี้ยวอาหาร เคี้ยวช้า ๆ ให้ละเอียดที่สุด ก่อนจะกลืนลงไป ควรใช้เวลากินมื้อละ 10 – 15 นาที จะช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น
  • ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำแร่ให้มาก ๆ และจิบน้ำตลอดวันเพื่อให้กินอาหารได้ไม่มาก อีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้นด้วย 
  • ในตู้เย็นควรจะมีแต่ผักและผลไม้สดเท่านั้น เพื่อเป็นตัวช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ราบรื่น
  • ของว่างระหว่างมื้อควรทานผลไม้สด ๆ หรือถั่วธัญพืชต่าง ๆ ไม่ควรทานอาหารคาวหรือขนมหวาน
  • ลดคาร์โบไฮเดรต ลดเนื้อสัตว์ กินแต่ผักผลไม้เป็นหลัก งดทานของทอด ๆ ผัด ๆ หรือการปรุงอาหารที่ต้องใช้น้ำมันมาก ๆ หรือการปรุงด้วยน้ำตาล เนย และกะทิ เช่น แกงเผ็ด แกงที่ใช้กะทิเป็นเครื่องปรุงก็ควรเลี่ยง 
  • อย่าโทษตัวเองเมื่อเผลอกินอาหารตามใจปาก เช่น เค้ก ไอศกรีม วันต่อไปให้ออกำลังกายหนักขึ้นเพื่อการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น แต่อย่าทำเช่นนี้บ่อยๆ เพราะจะทำให้ที่พยายามลดน้ำหนักมานั้นเสียเปล่า  
  • อย่าอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะจะทำให้คุณกินทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างไร้สติ ควรกินอาหารเล็กน้อยเสมออย่าปล่อยให้หิว ถ้าถึงมื้อแล้วไม่หิวก็ให้ทานผลไม้แทนได้
  • พยายามเปลี่ยนเมนูอยู่เสมอ การกินอาหารเดิม ๆ ซ้ำ ๆ กันเกือบทุกวันจะเป็นผลเสียต่อการเผาผลาญอาหาร เพราะร่างกายจะเผาผลาญแคลอรี่ได้เท่าเดิม จึงแทบจะไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักตัว
  • อย่าเสียดายของเหลือในจาน ถ้ากินไม่หมด ควรเก็บใส่ตู้เย็น หรือทิ้งเสีย อย่ากินจนหมด 
  • แอปเปิ้ล แคนตาลูป และโยเกิร์ต คือเมนูลดน้ำหนักที่ดีกินอย่างใดอย่างหนึ่งแทนมื้อกลางวันหรือเย็นได้ทุกวัน
  • ถ้าอยากกินเนื้อสัตว์ให้กินแฮมต้ม ปลานึ่ง ทูน่ากระป๋อง ไก้ต้มไม่เอาหนัง กินอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงเล็กน้อยใน 1 มื้อ ควรกินคู่กับผักต้ม
  • ถ้าหิวตอนดึก ๆ ให้ดื่มชาร้อน ๆ เพราะเครื่องดื่มร้อน ๆ จะช่วยให้ความรู้สึกหิวหายไป อาจดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำร้อน ชาสมุนไพร หรือนมร้อน ๆ สักถ้วยก็ได้
  • ถ้าเบื่อผลไม้ ให้นำมายำ โดยทำน้ำยำดังนี้ ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ กับมะนาว และพริกป่น แล้วคลุกกับผลไม้ให้ทั่ว ใช้แอปเปิ้ล เขียวแดง ชมพู่ มันแกว ส้มโอ
    ส้มเขียวหวาน หรือองุ่น
  • ถ้าติดขนมจุบจิบ ให้ใช้แตงกวา มะม่วง หรือแครอท หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า หรือน้ำแข็งป่นมาวางใกล้ ๆ มือ ทานแทนขนมขบเคี้ยว
  • เคี้ยวหมากฝรั่งบ้าง รสชาติสะอาด ๆ ในช่องปากอาจทำให้คุณไม่อยากกินอะไร
  • กินกระเทียมสดและพริกไทยทุกวัน เพราะจะช่วยลดคอเลสเตอรอลและลดน้ำหนักได้
  • วางแผนการกินล่วงหน้าแต่ละมื้อ การกินโดยไม่คิดก่อนจะทำให้เผลอไปกินอาหารที่ไขมันสูง
  • เมื่อลดน้ำหนักได้ 1 กิโลกรัม แทนที่จะให้รางวัลตัวเองเป็นขนมหวาน ควรให้รางวัลเป็นอย่างอื่น เช่น เสื้อสวย ๆ สักตัว หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การกิน
  • เลิกคร่ำครวญถึงรสชาติอาหารจานโปรด คุณต้องตัดใจ จงคร่ำครวญถึงชุดสวย ๆ แทน คุณจะได้มีแรงบันดาลใจเพียงพอที่จะลดน้ำหนัก
  • ฝึกเป็นนิสัยอ่านฉลากบนผลิตภัณฑ์อาหารทุกอย่าง ว่ามีพลังงานหรือไขมันเท่าใดบ้าง ทำเป็นประจำจะทำให้คุณเป็นคนที่กินเป็นมากขึ้น และมีประโยชน์
    ต่อสุขภาพด้วย
  • ทานข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือแทนข้าวขาว เพราะข้าวกล้องอิ่มนานกว่า และมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าข้าวขาว

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : jaisorgroup.(2009).วิธีลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ในระยะยาว. 28 พฤศจิกายน 2558.
แหล่งที่มา : http://www.oknation.net/blog/Faijaruwan
ภาพประกอบจาก : https://sites.google.com/site/jaisorgroup/9

 


.jpg

สาเหตุที่พบบ่อย

  1. กล้ามเนื้ออักเสบ หรือกล้ามเนื้อคล็ด คอตกหมอน มักเกิดจากอิริยาบถ หรือท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น การแหงน หรือก้มหน้าเป็นเวลานาน นอนในท่าที่คอบิดไปข้างใดข้างหนึ่ง นอนหนุนหมอนที่สูง หรือแข็งเกินไป
  2. ความเครียด หรือปัญหาสายตา กล้ามเนื้อจะหดเกร็ง ทำให้ปวดคอ ท้ายทอยหรือขมับ ในช่วงบ่ายหรือเย็น
  3. อุบัติเหตุ ทำให้คอเคลื่อนไหวมากหรือเร็วกว่าปกติ เกิดกล้ามเนื้อ/เส้นเอ็นฉีกขาด หรือกระดูกคอเคลื่อน
  4. หมอนรองกระดูกแตก (เคลื่อน) กดทับเส้นประสาท หรือกดทับไขสันหลัง มีอาการปวดร้าวไปที่ไหล่ แขน และมือมีอาการชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง กามือไม่แน่น ถือของแล้วของตก เดินขาสั่น เดินเซ หรือกระตุก บางครั้งอาจมีอาการกลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ได้ (อุจจาระ หรือปัสสาวะราด) ร่วมด้วย
  5. กระดูกคอเสื่อม พบบ่อยในผู้สูงอายุ ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ทุกคน เพราะในผู้สูงอายุทั่วไปก็พบว่ามีกระดูกงอก กระดูกเสื่อมได้ โดยไม่มีอาการและลักษณะของกระดูกงอกจากเอกซเรย์ก็ไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของอาการปวด แต่ถ้าเป็นกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท หรือกดทับไขสันหลังอาการคล้ายกับข้อ 4
  6. กลุ่มอาการปวดไขสันหลัง โดยไม่ทราบสาเหตุ (พังผืดอักเสบ) เมื่อใช้งานกล้ามเนื้อนั้น ก็จะปวดมากขึ้นและรู้สึกอ่อนแรง มีจุดที่กดเจ็บชัดเจนและอาจคลำได้เป็นก้อนพังผืดแข็ง ๆ

อื่น ๆ เช่น โรครูมาตอยด์ โรคเกาต์โรคกระดูกสันหลังยึดติด (AS) การติดเชื้อแบคทีเรีย หูอักเสบ ไมเกรน เป็นต้น

 

การรักษาเบื้องต้น

  1. ระวังอิริยาบถ หรือท่าทางที่ไม่ถูกต้อง
    • หลีกเลี่ยง การก้มหรือแหงนคอนานเกินไป หรือบ่อยเกินไป ถ้าจำเป็นก็ควรหยุดพักเป็นช่วง ๆ เพื่อบริหารกล้ามเนื้อคอ หรือขยับเคลื่อนไหวคอ เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ สัก 2 – 3 นาทีทุก ๆ ชั่วโมง
    • หมอน ควรจะมีความนุ่มและยืดหยุ่น จนแนบส่วนโค้งของคอ มีความหนาพอเหมาะทำให้คออยู่ในแนวตรง (เมื่อมองจากด้านข้าง) หลีกเลี่ยงการนอนอ่านหนังสือหรือดูทีวี เพราะทำให้คอแหงนมากเกินไป
  2. ประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำอุ่น อาจใช้ครีมนวด ร่วมด้วยแต่อย่านวดแรงเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อฟกช้ำมากขึ้น
  3. รับประทานยา เช่น ยาพาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น
  4. กายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ เช่น
    • ใส่เครื่องพยุงคอ ซึ่งควรใช้ชั่วคราวเท่านั้น เพราะถ้าใช้ติดต่อกันนาน ๆ จะทาให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้น
    • ดึงถ่วงน้ำหนักกระดูกคอ (ดึงคอ) นวดกล้ามเนื้อ ประคบด้วยความร้อน ความเย็น หรืออัลตร้าซาวน์

 

อาการที่ควรตรวจหาสาเหตุ หรือส่งต่อแพทย์เฉพาะทาง

  1. ปวดร้าวไปที่ไหล่ แขน หรือ มือ โดยอาจจะมีอาการชา หรือ กล้ามเนื้อมืออ่อนแรง ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
  2. ขาชาหรือขาอ่อนแรง เวลาเดินรู้สึกว่าขาจะสั่น เดินเซ เดินแล้วจะล้ม หรือรู้สึกขากระตุก
  3. กลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ได้ ทำให้มีอุจจาระ หรือปัสสาวะราด
  4. ลองดูแลรักษาตนเอง 2-3 วัน แล้วไม่ดีขึ้น หรือรู้สึกเป็นมากขึ้น

 

วิธีบริหาร คอ

  • เริ่มบริหาร ภายหลังจากอาการปวดทุเลาแล้ว
  • ถ้าบริหารแล้วปวดมากขึ้นให้ลดจานวนครั้งลง หรือหยุดบริหารท่านั้นไว้ก่อน
  • ทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ควรทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (อย่างน้อยวันละ 2 – 3 รอบ) ติดต่อกัน 3-4 เดือน

 


ภาพประกอบจาก : http://www.thebodyworksclinic.com

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก