ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

ใครเป็นตะคริวบ่อย-ๆ-อ่านเรื่องนี้เลย.jpg

หลาย ๆ คนที่ชอบการออกกำลังกาย รวมถึงผู้ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย อาจผ่านสถานการณ์ของการเป็น “ตะคริว” กันมาบ้าง ซึ่งปกติก็มักจะหายได้เอง แต่ในบางคนที่เป็นตะคริวบ่อย ๆ หรือเป็นที่จุดสำคัญ ๆ จะเจ็บปวดทรมาน มากเป็นพิเศษ บางรายอาจถึงขั้นบาดเจ็บในภายหลัง

 

ตะคริว มีอาการอย่างไร

ตะคริว หรือ Muscle cramp เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงเฉียบพลัน และกล้ามเนื้อนั้นเกิดการเกร็งตัว แข็ง คลำได้เป็นก้อน และไม่ยอมคลายตัวออก ทำให้ไม่สามารถใช้งานกล้ามเนื้อมัดนั้นได้ และมีอาการเจ็บปวดตามมา โดยสามารถเกิดได้กับกล้ามเนื้อทุกมัด ทั้งกล้ามเนื้อแขน ขา กล้ามเนื้อของอวัยวะภายใน โดยเกิดกับกล้ามเนื้อเพียงมัดเดียวหรือหลายๆ มัดพร้อมกันก็ได้ พบมากบริเวณกล้ามเนื้อน่อง กล้ามเนื้อต้นขาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และกล้ามเนื้อเท้า กล้ามเนื้อหลัง โดยมักจะเกิดเพียงไม่กี่นาที แต่บางรายที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดเป็นชั่วโมงหรือนานกว่านั้น ซึ่งทำให้เจ็บปวดทรมานมาก

ทั้งนี้ปกติแล้วตะคริวจะหายได้เอง อย่างไรก็ตาม หากพบอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์ ได้แก่ รักษาด้วยตัวเองแล้วไม่ดีขึ้น อาการรุนแรงจนมีผลข้างเคียง ขาบวมแดงหรือผิวหนังเปลี่ยนแปลง กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดตะคริวขึ้นบ่อย ๆ

 

สาเหตุของตะคริว

ในปัจจุบันยังไม่ทราบกลไกที่แท้จริงของการเกิดตะคริว แต่จากการศึกษาเชื่อว่าอาจเกิดจากการที่เอ็นและกล้ามเนื้อไม่ได้มีการยืดตัวบ่อย ๆ จึงทำให้มีการหดรั้งหรือเกร็งได้ง่าย เมื่อมีการใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นมากเกินไป นอกจากนั้นยังเชื่อว่าอาจเกิดจากเซลล์ประสาทและเส้นประสาทที่ควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติไป หรืออาจเกิดจากการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่ดี เป็นต้น

ทั้งนี้สาเหตุของการเป็นตะคริวยังไม่ทราบแน่ชัด โดยมีทั้งตะคริวประเภทที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุและประเภทที่มีสาเหตุร่วมด้วย สำหรับกรณีที่มีสาเหตุร่วมด้วย ได้แก่

  • การออกกำลังกาย การใช้กล้ามเนื้อมากเกินไปหรือจนกล้ามเนื้ออ่อนล้าหรืออ่อนแรง การออกกำลังที่ใช้แรงจนเกินกำลัง ออกกำลังกายที่ไม่คุ้นเคย หรือออกกำลังกายติดต่อกันนาน ๆ เช่น การว่ายน้ำ การวิ่งทางไกล การเล่นกีฬาหนัก โดยเฉพาะการออกกำลังกายโดยไม่ได้อบอุ่นร่างกาย
  • ภาวะเกลือแร่ในร่างกายต่ำ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียมภาวะเกลือแร่ในเลือดต่ำ หรือร่างกายเสียสมดุลของเกลือแร่ที่ใช้ในการทำงานของกล้ามเนื้อที่สำคัญ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม จากอาการท้องเดิน อาเจียน เสียเหงื่อมากจากการทำงาน การเล่นกีฬา อากาศที่ร้อน หรือจากโรคเรื้อรังของอวัยวะที่ควบคุมเกี่ยวกับน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย เช่น โรคไตเรื้อรัง
  • การมีโรคเรื้อรังหรือภาวะอื่น ๆ เช่น โรคพาร์กินสัน, โรคโลหิตจาง, โรคเบาหวาน (ทำให้เกิดความผิดปกติในการใช้พลังงานของร่างกาย), ภาวะหัวใจวาย น้ำตาลในเลือดต่ำ, โรคของต่อมไทรอยด์ ภาวะขาดไทรอยด์ ภาวะขาดพาราไทรอยด์ (เกิดความผิดปกติทางฮอร์โมน และรวมไปถึงการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดซึ่งเป็นยาฮอร์โมน), โรคตับและโรคไต ตับแข็ง ไตวาย (เพราะตับและไตมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับสมดุลของน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย) รวมถึงผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายแข็ง หรือหลอดเลือดตีบตัน ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี กล้ามเนื้อจึงขาดเลือด
  • การมีโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท เช่น ปลายประสาทอักเสบ รากประสาทถูกกด ส่งผลให้ประสาทสั่งงานกล้ามเนื้อผิดปกติ ทำให้มีอาการตะคริวที่น่องในขณะเดินเป็นเวลานาน ๆ หรือเดินเป็นระยะทางไกล ๆ
  • การติดเชื้อ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น บาดทะยัก (Tetanus) ซึ่งทำให้เกิดตะคริวและการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) ซึ่งจะขับของเหลวออกจากร่างกายและใช้เพื่อรักษาโรคหรือภาวะต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจวายและโรคเกี่ยวกับไตบางประเภท กลุ่มยาสแตติน (Statins) ใช้รักษาผู้ที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ยากรดนิโคตินิก (Nicotinic Acid) รักษาผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง ยาราโลซิฟีน (Raloxifene) ใช้ในการป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยทอง ยาไนเฟดิปีน (Nifedipine) ที่ใช้ในการรักษาอาการเจ็บหน้าอก (Angina) หรือโรคโรคเรเนาด์ (Raynaud’s Phenomenon)
  • สาเหตุอื่นๆ ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มน้ำน้อย สารพิษ (Poisonous) ในเลือด เป็นต้น

 

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นตะคริว

  • อายุที่มากขึ้น ผู้สูงอายุที่เสียมวลกล้ามเนื้อไปมาก ทำให้กล้ามเนื้อที่เหลือสามารถเกิดความตึงเครียดและเกิดตะคริวได้ง่าย
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ การเกิดตะคริวจะพบได้บ่อยในหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เนื่องจากระดับแคลเซียมในเลือดต่ำหรือการไหลเวียนของเลือดไปที่ขาไม่สะดวก
  • ผู้ที่ทำอาชีพที่ต้องยืน เดิน นั่ง หรือนอนเป็นเวลานาน ๆ ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี

 

การดูแลและป้องกันตะคริว

โดยปกติ ผู้ที่เป็นตะคริวสามารถรักษาอาการได้ด้วยตัวเอง เช่น การประคบร้อน ประคบเย็นเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อที่มีอาการ อ่านเพิ่มเติมได้จาก ตะคริวการดูแลและป้องกัน

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

ข้อมูลจาก :

  1. ตะคริว (ออนไลน์). สืบค้นจาก www.pobpad.com (27 ส.ค. 2562)
  2. ตะคริว อาการ สาเหตุและวิธีแก้ (ออนไลน์) สืบค้นจาก www.medthai.com (27 ส.ค. 2562)

 

 


เจียวกู่หลาน-สามารถลดคอเลสเตอรอลและลดเบาหวาน.jpg

เจียวกู่หลาน เป็นสมุนไพรที่ได้รับการขนานนามว่า สมุนไพรแห่งชีวิตอมตะ ซึ่งสมุนไพรชนิดนี้มีการศึกษามาอย่างมากมายถึงคุณประโยชน์นานัปการเทียบเคียงกับโสมได้เลยค่ะ ทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายสามารถรับประทานได้ทุกวัน โดยปัจจุบัน “เจียวกู่หลาน” ถูกนำมาสกัดเป็นอาหารเสริมที่ช่วยในการควบคุมคอเลสเตอรอล และรักษาโรคเบาหวาน จึงเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคดังกล่าวหรือผู้สูงวัยทั้งหลาย

 

ข้อมูลเบื้องต้นของ เจียวกู่หลาน

เจียวกู่หลานเจียวกู่หลาน หรือ Gynostemma Peenta- Phyllum Makino เป็นพืชตระกูลเดียวกับ Cucurbitaceae โดยมีถิ่นกำเนิดในทวีฟเอเชีย สำหรับประเทศไทยรู้จักกันในชื่อ ปัญจขันธ์ มีลักษณะเป็นเถา ลำต้นกลม มีสีเขียว โดยส่วนใหญ่จะเพาะปลูกอยู่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันเจียวกู่หลานเป็นสมุนไพรที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในรูปแบบของชาชงสมุนไพรและอาหารสุขภาพสำหรับบำรุงร่างกาย

 

สรรพคุณของ เจียวกู่หลาน

สมุนไพรแห่งชีวิตอมตะนี้ หากทุกคนได้ทราบถึงสรรพคุณของเจ้าสิ่งนี้แล้ว คงต้องรีบหามารับประทานเป็นแน่ ซึ่งสรรพคุณหลักของเจียวกู่หลานที่มีผลวิจัยมากมายรองรับคือความสามารถในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจวายแบบฉับพลัน รวมไปถึงสามารถปรับสมดุลของความดันเลือด โดยหากรับประทานอย่างเป็นประจำยังจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย รวมถึงช่วยปรับสมดุลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และยังช่วยคลายความเครียดและทำให้นอนหลับได้สบายมากยิ่งขึ้นอีกด้วยค่ะ

  1. ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล
    คอเลสเตอรอลเป็นไขมันชนิดหนึ่งในร่างกาย สามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดได้แก่ คอเลสเตอรรอลชนิดที่ดี (High-Density Lipoprotein: HDL) และคอเลสเตอรอลชนิดเจียวกู่หลานที่ไม่ดี (Low-Density Lipoprotein: LDL) โดยคอเลสเตอรอลสูง (High Cholesterol) เป็นภาวะที่ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นซึ่งอาจทำอันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทั้งยังทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดอีกด้วย โดยภาวะนี้มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาทิ ไม่ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ นอกจากนั้นอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพของตน อาทิ ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ รวมถึงโรคต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง (Underactive Thyroid) ซึ่งการรักษาสามารถทำได้โดยการปรับพฤติกรรมของตัวเอง ทั้งการออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ และเลิกสูบบุหรี่ สำหรับการใช้ยาในการรักษาทั้งนี้ต้องดูผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นต่อร่างกายของแต่ละบุคคลอีกด้วย
    .
    นอกจากนั้นเรายังสามารถใช้เจียวกู่หลานในการป้องกันและลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ เนื่องจากมีการวิจัยมากมายที่ยืนยันว่า เจียวกู่หลานสามารถเข้าไปควบคุมและลดปริมาณไขมันในเลือดได้ ทั้งคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ให้กลับมาอยู่ในภาวะปกติได้อีกด้วยค่ะ
    .
  2. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและลดเบาหวาน
    โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างผิดปกติ ซึ่งเกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือร่างกายดื้อต่อฮอร์โมนชนิดนี้ จนทำให้มีน้ำตาลสะสมในเลือดปริมาณมาก โดยสังเกตได้จาก อาการกระหายน้ำ ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย สายตาพร่ามัว รวมถึงแผลหายช้า โดยการรักษาทำได้โดยฉีดฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปในร่างกาย ควบคู่กับเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม และการออกกำลังกาย หากไม่ทำเช่นนี้ความร้ายแรงของโรคอาจรุนแรงไปถึงการตัดอวัยวะบางส่วนทิ้งเพื่อป้องกันการลุกลามของบาดแผลที่ไม่อาจรักษา
    .
    นอกจากวิธีดังกล่าวเรายังสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับมาปกติด้วยสมุนไพรแห่งชีวิตอมตะอย่างเจียวกู่หลาน ซึ่งนอกจากสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย โดยผ่านกลไกการยับยั้งเอนไซน์ที่เกี่ยวกับกระบวนการเมทาบอลิซึมของกลูโคส ทั้งยังกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ทรวมถึงป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานด้วยการต้านอนุมูลอิสระ โดยที่ไม่พบอาการข้างเคียงอีกด้วยค่ะ
    .
  3. ช่อยคลายเครียดและทำให้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น
    เจียวกู่หลานในสถานการณ์ที่ค่อนข้างโหดร้ายต่อจิตใจ ทั้งสภาวะเศรษฐกิจและสังคม นำมาซึ่งความเครียดสะสม นอนไม่หลับ จึงทำให้จิตใจไม่ผ่องใสเท่าที่ควร ซึ่งการศึกษาเกี่ยวสมุนไพรเจียวกู่หลานพบว่า เจียวกู่หลานมีสารสกัดที่ได้จากสมุนไพร หรือ Adaptogen ที่ดีกว่าสมุนไพรชนิดอื่น ๆ มีฤทธิ์ทำให้เกิดความสมดุลภายในร่างกาย สามารถลดความเครียด และทำให้ร่างกายกลับมากระฉับกระเฉงอีกครั้ง

 

ป้องกันคอเลสเตอรอลและเบาหวาน Hi-Balanz Jiaogulan Extract ช่วยได้

ในปัจจุบันเจ้าสมุนไพรเจียวกู่หลานถูกบรรจุในผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารเสริมเพื่อบำรุงร่างกาย ซึ่งเราค้นพบว่า Hi-Balanz Jiaogulan Extract ตอบโจทย์ทั้งการลดระดับคอเลสเตอรอล ลดภาวะน้ำตาลในเลือด ควบคุมความกันโลหิต เพิ่มภูมิต้านทาน ต้านการอักเสบ ปรับสมดุลในร่างกาย ผ่อนคลายความเครียดช่วยให้นอนสบายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

เจียวกู่หลาน

นอกจากนั้น Hi-Balanz Jiaogulan Extract  ยังอัดแน่นไปด้วยสารกัดจากเจียวกู่หลาน (Gynostemma Extract) ถึง 100 มิลลิกรัม โดยมีสารประกอบที่สำคัญ อาทิ Gypenoside ถึง 82 ชนิด มีส่วนในการบำรุงร่างกาย ช่วยสมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มภูมิต้านทาน และต้านอนุมูลอิสระ เสริมทัพด้วย Flavonoid ที่สามาถลดระดับของคอเลสเตอรอล ป้องกันไม่ให้ไขมันอุดตันในเส้นเลือด และช่วยไม่ให้เซลล์ภายในร่างกายถูกทำลาย ส่วน Vitamin B1 และ 2 ช่วยในการบำรุงประสาท คลายความเครียด ลดอาการปวดไมเกรน มีส่วนช่วยในการมองเห็น และสุดท้ายคือแร่ธาตุ ที่ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ สำหรับการบริโภค เราสามารถบริโภคได้เป็นประจำทุกวันโดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงในร่างกายของเราอีกด้วยค่ะ

Hi-Balanz Jiaogulan

Hi-Balanz Jiaogulan Extract 30 Capsules

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม www.hibalanz.com

 


9-สิ่งที่คุณควรทราบก่อนกินมัง.jpg

ผู้เชี่ยวชาญ แนะนำเรื่องการรับประทานอาหารที่ทำจากพืชหรือมังสวิรัติ (Vegetarian) ว่า สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ลดความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและสโตรค รวมถึงอาจลดความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ เต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ ยังมีความยากและสับสนอยู่ถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

ดังนั้น หากคุณกำลังจะเปลี่ยนจากการกินอาหารแบบปกติมาเป็นอาหารมังสวิรัติหรือเรียกง่าย ๆ ว่า “กินมัง” โดยตัดผลิตภัณฑ์จากสัตว์ออก สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ คือ

 

1. ค่อย ๆ เปลี่ยนจากอาหารปกติมา “กินมัง”

การกินมังจะสำเร็จได้ง่ายขึ้น โดยใช้วิธีค่อย ๆ เปลี่ยน จากกินมังวันละ 1 มื้อ เป็นวันละ 2 – 3 มื้อ หลังจากนั้นคุณสามารถเปลี่ยนมากินมัง ในแต่ละมื้อของวันอื่นๆด้วย เมื่อคุณคุ้นชินจนรู้สึกพอใจในการกินแบบใหม่มากขึ้นแล้ว ขั้นต่อไปคือการเพิ่มจำนวนมื้อต่อสัปดาห์ที่คุณกินมังให้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดย 2 – 3 สัปดาห์แรกจะท้าทายคุณมากที่สุด แต่ถ้าผ่านช่วงเวลาดังกล่าวไปได้ คุณจะรู้สึกดีขึ้น

 

2. บริโภคธาตุเหล็ก เพิ่มมากขึ้น

การได้รับธาตุเหล็กสำหรับผู้ที่กินมังเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะธาตุเหล็กส่วนใหญ่อยู่ในเนื้อสัตว์ (Heme iron)  ขณะที่ธาตุเหล็กส่วนที่อยู่ในพืช (Non-heme iron) เช่น พืชตระกูลถั่ว พืชผักใบเขียวเข้ม ไข่ เมล็ดทานตะวันและเมล็ดฟักทอง รวมทั้งอาหารเสริมและธัญพืชบางชนิด ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีเท่าธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์  ดังนั้นคนกินมังจะต้องกินอาหารปริมาณมากกว่าคำแนะนำทั่วไป เพื่อให้ได้ธาตุเหล็กที่เพียงพอสำหรับผู้ชายที่กินมัง ควรได้รับธาตุเหล็กอย่างน้อย 14.4 มิลลิกรัมต่อวันและผู้หญิงควรได้รับ 32.4 มิลลิกรัมต่อวัน

 

3. อย่าลืมเรื่องโอเมก้า 3 (Omega-3s)

กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต่อสุขภาพของหัวใจ โดยสามารถหาแหล่งที่มาในพืชได้จาก เมล็ดลินิน เมล็ดเชีย ถั่ววอลนัท น้ำมันคาโนลา ถั่วเหลืองและสาหร่ายทะเล ซึ่งผู้ชายต้องการ 1.6 กรัม ขณะที่ผู้หญิงต้องการ 1.1 กรัมต่อวัน และเนื่องจากโอเมก้า 3 ที่ได้จากพืชจะมีพลังงานน้อยกว่าที่ได้จากอาหารทะเล เพราะต้องผ่านขั้นตอนการแปลง ก่อนที่ร่างกายของคุณจะได้รับประโยชน์ ดังนั้นคุณต้องทานให้มากพอเพื่อให้เกิดผลดี

 

4. หยุดกินอาหารขยะ (Junk food)

การกินมังนั้นดีต่อหัวใจของคุณ แต่ถ้าอาหารที่คุณกินยังคงเป็นน้ำผลไม้ เครื่องดื่มหวาน ธัญพืชที่ผ่านการสีแล้ว เช่น ขนมปังขาว ข้าวและพาสต้า มันฝรั่ง ขนมหวาน นั่นอาจไม่ส่งผลดี เพราะธัญพืชที่ผ่านการสีแล้ว จะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้คุณเสี่ยงต่อโรคเบาหวานได้ ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนไปกินธัญพืชที่ผ่านการขัดสีน้อย (Whole Grains) แทน เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง ข้าวสาลี เบอร์รี่ และต้องไม่เติมความหวานเพิ่มเติมอีกด้วย

 

5. สบายใจได้สำหรับเรื่องโปรตีน

เนื่องจากโปรตีนมีอยู่ในอาหารจากพืชทั้งหมดโดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชตระกูลถั่ว เมล็ดพืชต่างๆ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เมล็ดควินัว บรอคโคลี่ ข้าวโอ๊ตและธัญพืชต่างๆ โดยความต้องการโปรตีนจะแตกต่างกันตามเพศ อายุและน้ำหนัก สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี ค่าปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (DRI-Dietary Reference intake) ควรได้รับโปรตีนวันละ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมหรือ 0.36 กรัมต่อปอนด์  ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณน้ำหนัก 60 กิโลกรัม คุณต้องการโปรตีน 48 กรัมในแต่ละวัน

 

6. หลีกเลี่ยงความจำเจ ด้วยการใช้เมนูที่หลากหลาย

การสลับเมนูเพื่อให้เกิดความหลากหลายของรสชาติ ช่วยสร้างความน่าสนใจของการกินมังได้มากขึ้น เช่น ถั่วเขียวหรือเมล็ดถั่ว กะหล่ำปลีและมันฝรั่ง หรือแกงกะหรี่ การมีโอกาสได้ปรุงแต่งผลิตภัณฑ์ที่มาจากดิน ช่วยเติมสีสันให้อาหารค่ำน่าสนใจขึ้นมาก ๆ ได้

 

7. อย่าทำหรือบริโภคเนื้อเทียมมากเกิน

ซูเปอร์มาร์เก็ตเต็มไปด้วยสารทดแทนเนื้อสัตว์ สารเหล่านั้นหลาย ๆ ตัวได้ผ่านกระบวนการผสมเติมแต่ง รวมถึงการใส่สารยืดอายุการเก็บ จึงควรตรวจสอบฉลากและเลือกอาหารที่มีส่วนประกอบไม่เกิน 5 อย่าง และต้องแน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ในรายการเป็นอาหารไม่ใช่สารเคมี

 

8. เป็นมิตรกับถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองเป็นโปรตีนจากพืชเพียงไม่กี่ตัว ที่ร่างกายดูดซึมและใช้ประโยชน์ได้ง่าย นอกจากนี้ ถั่วเหลืองยังเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์ มีกรดอะมิโนที่จำเป็นทั้งหมด และยังมีไขมันต่ำและมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง ทั้งหมดอธิบายได้ว่าการเป็นมิตรกับถั่วเหลืองจะดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพหัวใจ

 

9. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

สุดท้าย เนื่องจากประเภทอาหารมังสวิรัติ ปริมาณ และรายละเอียดในการกินให้ได้สารอาหารครบถ้วน อาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน เนื่องจากเพศ ความสูง น้ำหนัก ระดับกิจกรรมและวิถีชีวิต จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในทุกข้อสงสัย เพื่อประโยชน์กับตัวคุณเอง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.everydayhealth.com
ภาพประกอบ : www.pixabay.com


ทำไมต้องฝึกปั๊มหัวใจ-CPR.jpg

การทำ CPR นั้นไม่ใช่เรื่องยากและเป็นทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยการปั๊มหัวใจที่ทุกคนควรฝึกฝนติดตัวไว้เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ในยามฉุกเฉิน เมื่อเราต้องเจอกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่พบผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ก็จะทำให้เราสามารถยื้อเวลา แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที

 

ปั๊มหัวใจ (CPR) คืออะไร

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือ CPR คือวิธีการปั๊มช่วยชีวิตผู้ที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้วเพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นได้ใหม่อีกครั้ง สมองคนเราหากขาดออกซิเจนไปเลี้ยงเกิน 4 นาที จะทำให้เกิดการสูญเสียเซลล์สมองบางส่วนอย่างถาวร แม้หัวใจจะสามารถกลับมาเต้นใหม่ แต่สมองส่วนที่เสียไปจะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถฟื้นคืนสติกลับมาสมบูรณ์ได้เหมือนเดิม การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือ CPR  จึงเป็นวิธีการที่จะช่วยยื้อชีวิตผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นได้เป็นอย่างดี

 

เหตุผลที่เราควรฝึกฝนการทำ CPR  ปั๊มหัวใจ

  1. CPR ช่วยชีวิตคนได้จริงๆ คนทั่วโลกมากมายเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ ภาพที่หลายคนอาจเคยเห็นคือ ผู้ป่วยจะล้มฟุบลงกับพื้น หมดสติ แล้วหยุดหายใจในที่สุด ในกรณีเช่นนี้หากไม่ได้รับการทำ CPR ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก เราสามารถใช้วิธีทำ CPR กู้ชีวิตผู้ป่วยกลับคืนมาได้หากทำอย่างถูกต้อง
  2. เชื่อหรือไม่ว่ายังมีการใช้ CPR ช่วยชีวิตผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลยังไม่มากพอ ดังนั้นหากเราทุกคนฝึกฝน
    การทำ CPR อย่างถูกวิธีก็จะสามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้ทุกที่ทุกเวลา และหากเกิดเหตุฉุกเฉินให้เรากลายเป็นผู้ป่วยเสียเอง เราก็จะได้รับการช่วยชีวิตอย่างถูกต้องเช่นกัน
  3. การทำ CPR ไม่ใช่การทำ Mouth-to-mouth หลายคนลังเลที่จะทำ CPR ให้ผู้ป่วยเพราะเข้าใจผิดว่าต้องใช้วิธีเป่าปากเพื่อช่วยหายใจ แต่ความจริงแล้ว CPR คือการใช้แรงกดที่หน้าอกของผู้ป่วยโดยใช้มือหรือเครื่อง AED (เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ) หรือหากใช้ควบคู่กันทั้ง 2 อย่างก็จะเพิ่มความสัมฤทธิผลมากยิ่งขึ้นถึง 45%
  4. ขั้นตอนการทำ CPR คือสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่ายมาก เมื่อพบเจอเหตุฉุกเฉินและมีผู้ป่วย ควรประเมินสภาพแวดล้อมว่าตรงนั้นคือที่ที่ปลอดภัยหรือไม่ ดูว่าผู้ป่วยยังมีสติอยู่หรือไม่ หากหมดสติ ลองคลำหาชีพจร หากไม่พบให้รีบขอช่วยเหลือด่วนภายใน 4นาที เพราะหากเกิน 4 นาที ออกซิเจนในสมองผู้ป่วยจะหมดไป รีบแจ้งหน่วยงานแพทย์ฉุกเฉินเช่น ศูนย์เอราวัณ (โทร 1646 เฉพาะในพื้นที่ กทม.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (โทร. 1669 ทั่วประเทศ) และเริ่มทำ CPR ทันที
  5. ระลึกไว้เสมอว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมักเกิดขึ้นที่บ้าน เมื่อมีผู้เสียชีวิต เรามักได้ยินญาติ ๆ พูดเสมอว่า หากมีผู้ช่วยปั๊มหัวใจน่าจะช่วยชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ หากทุกคนฝึกฝนการทำ CPR เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น และเราอาจได้ใช้วิธีนี้ช่วยคนใกล้ตัวหรือแม้แต่ผู้เป็นที่รักของเราเอง

 

10 ขั้นตอนการทำ CPR

  1. เมื่อพบคนหมดสติ ให้ตรวจดูความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมก่อนเข้าไปช่วยเหลือ
  2. ปลุกเรียกผู้ป่วยด้วยเสียงที่ดัง และตบไหล่ทั้งสองข้างหากผู้ป่วยรู้สึกตัว หายใจเองได้ ให้นอนตะแคง 
  3. แต่หากผู้ป่วยไม่หายใจ โทรขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1669  เพื่อขอเครื่อง AED
  4. ประเมินผู้ป่วย หากไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ ให้ทำ CPR ทันที
  5. ทำ CPR ด้วยการกดหน้าอก ให้ผู้ป่วยนอนหงาย ผู้ทำ CPR วางสันมือข้างหนึ่งตรงครึ่งล่างกระดูกหน้าอก และวางมืออีกข้างทับประสานกันไว้  เริ่มกดหน้าอกให้ลึกลงไปอย่างน้อย 5 เซนติเมตร ในอัตราความเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที
  6. หากมีเครื่อง AED ให้เปิดเครื่อง ถอดเสื้อผ้าผู้ป่วยออก
  7. ติดแผ่น AED หรือแผ่นนำไฟฟ้าตรงใต้กระดูกไหปลาร้าด้านขวา และชายโครงด้านซ้าย ห้ามสัมผัสตัวผู้ป่วย
  8. ปฏิบัติตามแนะนำที่เครื่อง AED บอก เมื่อเครื่องสั่งให้ช็อกไฟฟ้า ให้กดปุ่มช็อก และกดหน้าอกหลังทำการช็อกทันที แต่หากเครื่องไม่สั่งให้ช็อก ให้ทำการกดหน้าอกต่อไป
  9. กดหน้าอกอย่างต่อเนื่อง ทำ CPR และปฏิบัติตามคำแนะนำของเครื่อง AED จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง
  10. ส่งต่อผู้ป่วยให้กับทีมกู้ชีพเพื่อนำส่งโรงพยาบาล

จะเห็นได้ว่าการศึกษาจดจำขั้นตอนเหล่านี้ไว้จะมีประโยชน์มากในเวลาคับขัน ทุกคนควรเรียนรู้ไว้และสนับสนุนให้คนรอบข้างเรียนรู้ด้วย เพราะนอกจากช่วยชีวิตผู้อื่นได้แล้ว ผู้อื่นก็อาจจะใช้ขั้นตอนนี้ช่วยชีวิตเราได้เช่นกัน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.everydayhealth.com
ภาพประกอบจาก : www.flickr.com 


BannerQuiz-เสริมอาหารและวิตามิน.jpg

แบบทดสอบ เสริมอาหารและวิตามิน

 

เลือกคำตอบที่ถูกต้อง จากเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ เสริมอาหารและวิตามิน

แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ

1. วิตามินดีมีความสำคัญอย่างไร
2. วิธีใดที่จะทำให้เราได้รับวิตามินดีที่เหมาะสม
3. สำหรับผู้ที่มีความเครียด ควรรับประทานวิตามินในปริมาณเท่าใด
4. วิตามินซี มีประโยชน์อย่างไร
5. ข้อใดคือประโยชน์ของวิตามินอี
6. ใครควรจะได้รับการเสริมวิตามินอี มากกว่ากัน
7. ข้อใดเป็นวิตามิน และอาหารเสริมที่ไม่ควรเสียเงินซื้อให้สิ้นเปลือง
8. โอเมก้า 6 มีอยู่ในอาหารชนิดใด
9. ผู้ที่สูบบุหรี่ไม่ควรรับประทานวิตามินสังเคราะห์ใด
10. ควรรับประทานอาหารเสริม Zinc (สังกะสี) อย่างไรให้ได้ผล

 

 

 

 

 

 

 


การตรวจสุขภาพที่สำคัญของวัยทำงาน.jpg

คนวัยทำงาน ควรตรวจสุขภาพอะไรบ้าง

เมื่อรู้ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพแล้ว สำหรับวัยทำงานถือเป็นวัยที่ต้องเข้ารับบริการตรวจสุขภาพอย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นวัยที่มักจะตรวจพบโรคซ่อนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ มาดูกันว่าวัยทำงาน  (18-60 ปี) ควรมีการตรวจอะไรบ้าง

  • การซักประวัติ เป็นการคัดกรองเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรค โดยเฉพาะคนที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โดยเฉพาะชายอายุน้อยกว่า 55 ปี และหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้
  • การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ตรวจฟังเสียงหัวใจผิดปกติ ตับม้ามโตว่าโตผิดปกติ หรือมีภาวะบวม หรือไม่ เป็นต้น
  • ตรวจสุขภาพช่องปาก ควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน เป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ตรวจการได้ยิน คนที่ทำงานหรืออยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่เสียงดังติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรได้รับการตรวจการได้ยินเบื้องต้น ด้วยการใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ถูกันเบาๆ ห่างจากรูหูประมาณ 1 นิ้ว ปีละ 1 ครั้ง ซึ่งหากพบภาวะผิดปกติจะได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยต่อไป ทั้งนี้ ปัญหาด้านการได้ยินจะส่งผลด้านการสื่อสารและการเข้าสังคม
  • ทำแบบประเมินสภาวะสุขภาพ เพื่อตรวจหาความเสี่ยงของการประเมินโรคหัวใจและหลอดเลือด ภายใน 10 ปีข้างหน้า ภาวะซึมเศร้า การติดนิโคตินในผู้สูบบุหรี่ (ประเมินเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่) การดื่มแอลกอฮอล์ (ประเมินเฉพาะผู้ที่ดื่ม) การใช้ยาและสารเสพติด (ประเมินเฉพาะผู้ที่ใช้ยาและสารเสพติด)
  • การตรวจตา สำหรับคนวัยทำงานที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจวัดสายตาและตรวจคัดกรองโรคต้อหิน ภาวะความดันลูกตาสูง และความผิดปกติอื่น ๆ โดยทีมจักษุแพทย์ อย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
    • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) คนที่มีช่วงอายุ 18-60 ปี ควรได้รับการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) 1 ครั้ง ซึ่งจะช่วยในการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง รวมทั้งอาจตรวจพบความผิดปกติอื่นๆ เช่น เม็ดเลือดหรือเกล็ดเลือดผิดปกติ ถ้าหากเคยตรวจพบว่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำอีก
    • ตรวจระดับไขมันในเลือด สำหรับคนที่อายุ 20 ปีขึ้นไป หรือมีสมาชิกในครอบครัวหลายคนเป็นโรคไขมันในเลือดสูง ควรได้รับการตรวจระดับไขมันในเลือดทุก 5 ปี เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน สำหรับบุคคลที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุก 3 ปี
    • ตรวจอุจจาระ สำหรับบุคคลตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจอุจจาระ เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ปีละ 1 ครั้ง
    • ตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) เฉพาะคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ควรได้รับการตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) โดยตรวจเพียงครั้งเดียว
  • การตรวจสุขภาพเพิ่มเติมสำหรับเพศหญิง
    • ตรวจสุขภาพเต้านม ผู้หญิงในช่วงอายุ 30-39 ปี ควรได้รับการตรวจเต้านมทุก ๆ 3 ปี จากแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข ที่ได้รับการฝึกอบรม และอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเต้านมเป็นประจำทุกปี
    • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วย Pap’s smear ทุก 3 ปี หรือวิธีป้ายหาความผิดปกติโดยใช้กรดอะซิติก (VIA) ทุก 5 ปี ทว่าหากมีอายุ 55 ปีขึ้นไป ควรตรวจด้วยวิธี Pap’s smear เท่านั้น

ทั้งนี้การตรวจสุขภาพเป็นเพียงการหาสัญญาณผิดปกติของโรคซ่อนหรือภาวะเสี่ยงต่าง ๆ การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มง่าย ๆ โดยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่พอเหมาะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนอย่างเพียงพอ รวมถึงการปรับไลฟ์สไตล์เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ ปัจจุบันทุกคนสามารถไปใช้บริการการตรวจสุขภาพได้ที่โรงพยาบาลและสถานบริการสุขภาพของรัฐ หรือสถานบริการเอกชนซึ่งมีค่าใช้จ่ายตามแพคเกจที่เลือก

 

เรียบเรียงข้อมูล : กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.healthcheckup.in.th/article/6
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com  

 


5-น้ำมันทอดดีต่อสุขภาพหนักมาก.jpg

น้ำมันทอดกับอาหาร ถือว่าเป็นของคู่กันสำหรับคนที่รับประทานอาหารตามปกติ และถ้าคุณวางโปรแกรมการรับประทานอาหารคลีน ก็จะยิ่งมีการแยกประเภทของน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพเฉพาะเจาะจงลงไปอีก บางคนอาจเคยคิดว่าของทอดนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย แต่อันที่จริงแล้ว วัตถุดิบตั้งต้นต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ ส่วนกรรมวิธีการปรุงอย่างการทอดนั้นไม่ใช่ปัญหา ถึงแม้จะควบคุมอาหาร แต่ถ้าเลือก ” น้ำมันทอด ” ที่ดีต่อร่างกาย ยังไงก็ยังฟินกับของทอดได้แน่นอน

 

น้ำมันทอด 5 ชนิด ได้แก่

 

1.น้ำมันมะกอก

ถ้าคุณกำลังสนใจเรื่องการรับประทานอาหารคลีน น้ำมันมะกอกถือว่าเป็นราชินีของการปรุงเมนูคลีนเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นน้ำมันที่ให้แคลอรี่ต่ำ มีสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย น้ำมันมะกอกมีหลายชนิด ตั้งแต่ Virgin, Extra virgin, Light ซึ่งคำเหล่านี้ใช้จำแนกถึงระดับจุดเดือดของน้ำมัน ซึ่งบางคนอาจกำลังงงว่า น้ำมันมะกอกสามารถทอดของจนกรอบได้หรือไม่ คำตอบ คือ ได้ ถ้าเลือกชนิด Light ซึ่งมีจุดเดือดสูงที่สุดจากทั้งหมดนี้ สามารถทอดเนื้อสัตว์ชุบแป้งทอดชิ้นเล็ก ๆ ได้ ส่วน Virgin เหมาะกับอาหารคลุกจำพวกสลัด และ Extra virgin เหมาะกับการนาบ ย่าง หรือผัดโดยใช้ความร้อน

 

2.น้ำมันคาโนลา

คาโนลาเป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง โดยน้ำมันคาโนลานี้ สกัดมาจากเมล็ดของมันนั่นเอง ถือว่าเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก เพราะมีระดับไขมันอิ่มตัวที่ต่ำ มีโอเมก้าสูง ทำให้ครองใจคอรักสุขภาพมากมาย อีกทั้งมีระดับจุดเดือดปานกลาง ดังนั้น ถ้าใครคิดถึงการรับประทานของทอดอย่างไข่เจียวกรอบ ๆ หรือมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบทำเองซักถ้วย ก็ยังทอดไหว แต่ถ้าทอดในระดับ Deep fried อย่างปลากะพงทอดน้ำปลา คงต้องบอกลากันไปก่อน

 

3.น้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว ถือเป็นน้ำมันน้องใหม่ที่เริ่มบูมมากในกลุ่มคนรักสุขภาพ ช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับน้ำมันประเภทอื่น มีไขมันทั้งอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ ดังนั้น จึงเหมาะกับคนที่เล่นบอดี้เวท ทำให้น้ำมันมะพร้าวมักจะถูกบรรจุลงในโปรแกรมการกินแบบ Burn fat ของเหล่ากูรูเทรนเนอร์ท่านต่าง ๆ และตอนนี้ในท้องตลาดยังมีการพัฒนาน้ำมันมะพร้าวเพื่อการปรุงอาหารในครัวเรือนโดยเฉพาะด้วย ทำให้ผู้บริโภคสามารถสร้างสรรค์เมนูได้หลากหลาย ตั้งแต่การทำสลัดจนถึงการใช้น้ำมันทอดตามปกติทั่วไปเลย

 

4.น้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าวถือว่ามีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เพราะเป็นน้ำมันที่สกัดจากเปลือกของเมล็ดข้าวที่เรารับประทานกันเข้าไป และยังมีสารที่เรียกว่า Oryzanol ซึ่งได้รับการกล่าวถึงอย่างมากว่าเป็นไขมันดี และส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดด้วย ปัจจุบันน้ำมันรำข้าวในท้องตลาดได้มีการพัฒนาออกมาเป็นแบบ Light สำหรับผู้ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษ ซึ่งคำว่า Light นี้ หมายถึงระดับแคลอรี่ที่น้อยกว่าน้ำมันรำข้าวปกติ สามารถผัดและทอด Deep fried ได้ และสามารถใช้ในเตาอุณหภูมิสูงแทนเนยตามเมนูขนมอบเพื่อสุขภาพ อย่างคุกกี้ หรือบราวนี่ได้ด้วย

 

5.น้ำมันพืช

ถ้าพูดถึงคำว่าน้ำมันพืชในท้องตลาด เรามักจะคุ้นหูคุ้นตากันดีกับน้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม ที่เห็นวางจำหน่ายกันทั่วไป ปัจจุบันนี้ความมั่นใจของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นอีกขั้น ด้วยกฎหมายที่ควบคุมเรื่องไขมันทรานส์ ทำให้มั่นใจได้เลยว่า น้ำมันพืชธรรมดา ๆ ก็ดีต่อสุขภาพได้ไม่แพ้กัน นอกจากนั้น หลากหลายแบรนด์ยังมีการเพิ่มจุดขายด้วยการเพิ่มแร่ธาตุและสารอาหารต่าง ๆ ลงไป โดยผู้บริโภคสามารถเลือกแบรนด์ที่ชอบได้ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันเพื่อสุขภาพแบบอื่น ๆ แล้ว น้ำมันพืชจะมีจุดเด่นที่ราคา อีกทั้งยังสามารถย่าง ผัด ทอดได้หลากหลายตามใจอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.everydayhealth.com   www.mensjournal.com   www.time.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


ช่วยร่างกายลดการอักเสบ-ได้อย่างไร-.jpg

การอักเสบ (Inflammation)  จัดเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค หรือสิ่งที่จะทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกายได้รับบาดเจ็บ ผลของการอักเสบจะทำให้ร่างกายกำจัดสิ่งเหล่านั้นออกไปรวมทั้งมีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่เสียหาย  อย่างไรก็ตามหากเกิดการอักเสบมากเกินไป หรือเกิดการอักเสบแบบเรื้อรังเป็นเวลานาน จะเกิดการทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการทำงานผิดปกติไป

 

การอักเสบมากเกินหรือเรื้อรัง ถูกเชื่อมโยงกับโรคเรื้อรังที่สำคัญ ๆ เกือบทุกโรค เช่น โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดสมอง ในความเป็นจริง มีการตอบสนองต่อการอักเสบที่ไม่เหมือนกันในแต่ละคน อาจอธิบายได้ว่า ทำไมคนสูบบุหรี่ หรือคนดื่มจัดบางคน เป็นโรคหลอดเลือดแดง ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจวาย ในขณะที่บางคนไม่เป็น
ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญยังคงศึกษาว่า การอักเสบส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร ในขณะที่ความสำคัญในการควบคุมการอักเสบไม่ให้มาก หรือยาวนานเกินไป เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจำเป็น เรามาดูกันว่า การควบคุมการอักเสบเพื่อการปกป้องดูแลหัวใจ และการทำงานของระบบในร่างกายให้ทำงานอย่างปกตินั้น เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ ได้อย่างไร

 

เลิกสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ส่งผลต่อการอักเสบ โดยจะไปเพิ่มอัตราการสะสมของไขมันตามผนังหลอดเลือดแดง เป็นอีกเหตุผลในการเพิ่มการอักเสบเรื้อรัง  โดยยิ่งบริเวณที่มีคราบไขมันสะสมมากขึ้น บริเวณที่เกิดการอักเสบยิ่งมากขึ้น และแน่นอนว่า เมื่อคราบไขมันที่สะสมมากขึ้นจนหลุดออก อาจนำไปสู่การอุดตันของหลอดเลือดแดง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง  เป็นต้น ดังนั้น ควรศึกษาวิธีเลิกบุหรี่ อย่างน้อยเพื่อสุขภาพของคุณเอง

 

เคลื่อนไหวร่างกายให้มาก ๆ

อย่าเลือกใช้ชีวิตแบบนิ่ง ๆ อยู่กับที่ ในทางตรงข้าม คุณควรเลือกใช้ชีวิตในแบบกระฉับกระเฉง มีการลุก เดิน นั่ง วิ่ง อยู่ตลอดในการใช้ชีวิต มีผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายในระดับปานกลาง (Moderate exercise) ครั้งละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดระดับการอักเสบได้มากถึง 12%

 

รับประทานอาหารต้านการอักเสบ

มีการศึกษาที่เชื่อมโยงว่า การทานอาหารสูตรเมดิเตอเรเนียน ไดเอท (Mediterranean diet) ซึ่งเน้นการทานปลา ไขมันดี ผัก ธัญพืช ถั่ว และพืชตระกูลถั่ว ช่วยลดการอักเสบ ในขณะที่อาหารประเภทที่มีน้ำตาลสูง ธัญพืชแปรรูป และไขมันทรานส์ มีแนวโน้มเพิ่มการอักเสบให้มากขึ้น มีข้อสังเกตว่าถ้าในฉลากอาหารมีส่วนผสมอะไรที่เขียนว่า ไฮโดรจีเนเตด(Hydrogenated)  แสดงว่า มีไขมันทรานส์อยู่ในผลิตภัณฑ์นั้น คุณควรเลี่ยงทันที
สำหรับเรื่องของแอลกอฮอล์ มีงานวิจัยพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลาง คือ ผู้หญิงดื่ม วันละ 1 แก้ว หรือ 2 แก้วสำหรับผู้ชาย อาจทำให้ระดับการอักเสบลดลง ขณะที่อาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น องุ่น ผลเบอร์รี่ และช็อกโกแลตแบบเข้ม 70% ก็เป็นประโยชน์

 

ใช้เวลาว่างในการผ่อนคลาย

การมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ช่วยลดความวิตกกังวล และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เครียด เป็นวิธีที่ดีในการลดการอักเสบ สุขภาพทางอารมณ์ที่ดี และการผ่อนคลายที่มากขึ้น มีบทบาทอย่างมากในการลดการอักเสบให้ดีขึ้น แนะนำให้ใช้เวลากับเพื่อน ๆ ที่ทำให้หัวเราะ การหัวเราะสามารถลดความแข็งและการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดได้ และอย่าลืมพักจากการใช้สมาร์ทโฟนซึ่งอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณเครียดได้

 

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.prevention.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


สนใจ-Zone-diet-ต้องรู้อะไรบ้าง.jpg

Zone diet คิดขึ้นโดยดอกเตอร์ แบรี่ เชียรส์ (Dr. Barry Sears) ซึ่งเป็นนักชีวเคมี เน้นเรื่องการรักษาสมดุลของสารอาหาร ที่ช่วยทำให้การทำงานของฮอร์โมนจากระบบต่อมไร้ท่อในร่างกายเกิดความสมดุล และช่วยต้านการอักเสบในร่างกาย โดยมีหลักคิดว่าให้รับประทาน ในแต่ละมื้อให้ได้สัดส่วนพลังงานจาก คาร์โบไฮเดรต: โปรตีน: ไขมัน ในสัดส่วน 4:3:3

 

  • คาร์โบไฮเดรต 40% เน้นคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง มีค่าไกลซีมิคต่ำ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ผักทุกชนิด ผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน หมุนเวียนกันไป หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว พวกแป้งขัดขาว ข้าวขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว น้ำตาลทราย น้ำเชื่อม ขนมปังขาว มันฝรั่ง หรือ ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผ่านการแปรรูป ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มอย่างฉับพลัน
  • โปรตีน 30% ไม่จำกัดว่าได้จากอาหารประเภทใด เช่น ไข่ นม ปลา เนื้อไม่ติดมัน ไม่ติดหนัง ขนาดไม่เกินฝ่ามือในแต่ละมื้อ
  • ไขมัน 30% เน้นไขมันที่ดี เช่น ไขมันจากน้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย หรืออโวคาโด ถั่วต่าง ๆ ปลาทะเลน้ำลึกโดยลด/เลี่ยงไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) เพราะจะไปจับกับผนังหลอดเลือดแดง ก่อให้เกิดโรค เช่น โรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงโรคอ้วน

 

กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า สูตรการคุมอาหารแบบ Zone diet เน้นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือ Glycemic control ให้คงที่ โดยการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เสริมด้วยโปรตีนปริมาณที่เหมาะสมและไขมันชนิดดี เพื่อให้เกิดสมดุลของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งเป็นตัวควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วงเวลาดังกล่าว ร่างกายจะสามารถควบคุมกระบวนการอักเสบของร่างกาย รวมถึงฮอร์โมนต่าง ๆ ทำงานได้อย่างดี ในขณะที่การอยู่นอกโซน หรือ Out of Zone เป็นต้นเหตุที่จะนำไปสู่ ภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน โรคเรื้อรังต่าง ๆ รวมไปถึงความแก่ชราก่อนวัยอันควรได้

 

หลักในการกินอาหารสูตร Zone diet คือ

  • ทานมื้อเช้าภายใน 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอน
  • แนะนำให้ทานวันละ 5 มื้อต่อวัน โดยแบ่งเป็นมื้อหลัก 3 มื้อ มื้อว่าง 2 มื้อ
  • สิ่งสำคัญที่สุดของสูตรนี้คือ ระยะเวลาของความถี่ในการทานแต่ละมื้อ ไม่ควรเว้นระยะแต่ละมื้อนานเกิน 4 – 6 ชั่วโมง
  • ควรทานอาหารหลักหลังจากทานของว่างไปประมาณ 2 – 2.5 ชั่วโมง ไม่ว่าจะหิวหรือไม่ก็ตาม
  • ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน

 

ข้อคิดเกี่ยวกับ Zone Diet

  • เน้นเรื่องการกินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง
  • เน้นเรื่องการลดการอักเสบของเซลล์ในร่างกายเป็นสำคัญ
  • การรักษาระดับของฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ฮอร์โมนต่าง ๆ ทำงานได้เต็มที่และสมดุล โดยร่างกายสามารถดึงไขมันที่เก็บสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงานได้ดี
  • อย่างไรก็ดี สูตรไดเอทแบบ Zone diet ถูกวิจารณ์ว่า การลดคาร์โบไฮเดรตจากอาหารบางประเภท จะทำให้ร่างกายขาดกากใยอาหารที่สำคัญต่อร่างกายไปด้วย
  • มีบางการศึกษาวิจัยที่เน้นการกินคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนต่ำกว่าการกินแบบ Zone diet ก็ช่วยลดการเกิดโรคเรื้อรังและโรคอ้วนได้เช่นกัน

 

กินสูตรไดเอทแบบ Zone diet เป็นอีกหนึ่งวิธีการทานอาหารเพื่อการลดและรักษาน้ำหนักให้คงที่ได้อย่างดี นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์ในแง่ของการทำงานที่สมดุลของระบบฮอร์โมนในร่างกาย และการต้านการอักเสบในร่างกายอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.medicalnewstoday.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


สมัคร-HUAWEI-CLOUD-รับคูปองเงินสดฟรี.jpg

ระบบ Cloud กลายเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์คนในสังคมดิจิทัลเพราะความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเพื่อรองรับการใช้งานของผู้ใช้งานในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะการเข้ามาของ Huawei Cloud ได้กลายเป็นผู้ช่วยคนใหม่ของเรา ทั้งความสามารถในการสำรองและคืนค่าข้อมูล รวมทั้งยังสามารถซิงค์ โอนถ่ายข้อมูลไปยังโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องเพื่อเพิ่มพื้นที่และความสามารถในการจัดเก็บได้อย่างจุใจ

 

โอกาสดี ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บมาแล้ว

ทาง HUAWEI CLOUD (International) มอบคูปองเงินสดมูลค่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับซื้อที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ เพียงลงชื่อและปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้องก็สามารถรับคูปองเงินสดได้แบบทันที เพียง ลงชื่อเข้าใช้บัญชี HUAWEI CLOUD International ก็สามารถรับคูปองเงินสดได้ที่ https://activity.huaweicloud.com/intl/en-us/discount_area/index.html

โดยคูปองเงินสดนี้มีมูลค่าถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,000 บาท โดยเราสามารถนำสิทธิ์จากคูปองเงินสดไปจ่ายค่าบริการการใช้งาน  HUAWEI CLOUD ได้ทั้งแพ็คเกจรายเดือนและรายปี ซึ่งคูปองเงินสดของเรามีจำนวนจำกัด โดยสงวนสิทธิ์ในการมอบคูปองสำหรับผู้ที่ยืนยันการรับสิทธิ์ก่อน รวมทั้งสามารถใช้คูปองเงินสดนี้ได้ทั้งโทรศัพท์มือถือ Huawei รวมไปถึง HUAWEI CLOUD ECS, EIP, EVS และฐานรับข้อมูลต่าง ๆ

 

ขั้นตอนการรับสิทธิ์

  1. เข้าไปยังลิงก์ >> https://activity.huaweicloud.com/intl/en-us/discount_area/index.html
    โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

    • กรณีที่เป็นผู้ใช้งาน HUAWEI CLOUD อยู่แล้ว สามารถคลิก “Get Now” คุณจะได้รับคูปองเงินสดทันที
      .
    • หากคุณยังไม่มีบัญชี HUAWEI CLOUD คุณจะต้องลงทะเบียนเพื่อสมัครใช้บัญชี Huawei Cloud ก่อน
      .
    • คูปองเงินสด ใช้ได้เฉพาะบัญชีที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
    • สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง สามารถดูข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติในหน้าของคูปองเงินสด โดยเราจำกัดจำนวนของผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในแต่ละวันตามเวลาท้องถิ่นของประเทศนั้น ๆ ตัวอย่าง ประเทศจีนสามารถกดรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่ 09.00 น. ตามเวลาปักกิ่ง (GMT +8.00) หากสิทธิ์ที่ได้รับในวันดังกล่าวหมดลง สามารถเข้ามารับสิทธิ์ได้อีกครั้งในวันต่อมา
  2. การตรวจสอบสถานะและการใช้คูปองเงินสด
    1. การตรวจสอบสถานะการใช้คูปองเงินสด เมื่อเราเข้าไปยังลิงก์เรียบร้อยแล้วหากเรามีสิทธิ์ได้รับคูปองเงินสด จะปรากฏหน้าจอ และหน้าส่วนลดในระบบข้อมูลเพื่อเรียกเก็บเงิน ดังต่อไปนี้ หากเกิดปัญหาหรือมีข้อสงสัยสามารถติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
      .
    2. การใช้คูปองเงินสด ตั้งค่าบัญชี (Account) ให้สมบูรณ์ตามที่ HUAWEI CLOUD กำหนด จากนั้นกรอกข้อมูลบัตรเครดิตให้เชื่อมต่อกับบัญชีการใช้งานหลักของตนโดยสามารถใช้คูปองเงินสดได้ 2 รูปแบบ
      • แพ็คเกจแบบจ่ายค่าบริการตามการใช้งาน: ตั้งค่าการเรียกเก็บเงินสำหรับจ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริง โดยกดยืนยันคำสั่งซื้อ หากมีข้อความที่ปรากฏคล้ายกับข้อความต่อไปนี้แสดงว่าคำสั่งซื้อสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคูปองเงินสดจะถูกนำมาหักออกจากค่าบริการตามการใช้งานจริงของเราโดยอัตโนมัติ สำหรับการชำระค่าบริการตามการใช้งานจะคิดค่าบริการตามชั่วโมงโดยใช้คูปองเงินสดที่ได้สำหรับจ่ายค่าบริการที่อยู่ในใบเสร็จ
        .
      • แพ็คเกจแบบใช้บริการทั้งแบบรายเดือนและรายปี: กำหนดแพ็คเกจที่ต้องการซื้อแล้วยืนยันการสั่งซื้อ โดยเข้าไปที่หน้าชำระเงิน แล้วเลือกคูปองเงินสดที่ได้รับ จากนั้นจึงคลิกชำระเงิน ถ้าหากไม่ได้เลือกการจ่ายค่าบริการแบบใช้คูปองเงินสดจะถูกคิดตามราคาปกติ

โดยต้องทำรายการภายในระยะเวลาที่กำหนด นอกจากนั้นคูปองเงินสดนี้สามารถใช้ได้สำหรับการสั่งซื้อในครั้งต่อไปตราบเท่าที่จำนวนเงินยังมีอยู่ ถ้าหากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
Website : https://activity.huaweicloud.com/intl/en-us/discount_area/index.html