ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

ทำไมต้องฝึกปั๊มหัวใจ-CPR.jpg

การทำ CPR นั้นไม่ใช่เรื่องยากและเป็นทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยการปั๊มหัวใจที่ทุกคนควรฝึกฝนติดตัวไว้เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ในยามฉุกเฉิน เมื่อเราต้องเจอกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่พบผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ก็จะทำให้เราสามารถยื้อเวลา แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที

 

ปั๊มหัวใจ (CPR) คืออะไร

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือ CPR คือวิธีการปั๊มช่วยชีวิตผู้ที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้วเพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นได้ใหม่อีกครั้ง สมองคนเราหากขาดออกซิเจนไปเลี้ยงเกิน 4 นาที จะทำให้เกิดการสูญเสียเซลล์สมองบางส่วนอย่างถาวร แม้หัวใจจะสามารถกลับมาเต้นใหม่ แต่สมองส่วนที่เสียไปจะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถฟื้นคืนสติกลับมาสมบูรณ์ได้เหมือนเดิม การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือ CPR  จึงเป็นวิธีการที่จะช่วยยื้อชีวิตผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นได้เป็นอย่างดี

 

เหตุผลที่เราควรฝึกฝนการทำ CPR  ปั๊มหัวใจ

  1. CPR ช่วยชีวิตคนได้จริงๆ คนทั่วโลกมากมายเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ ภาพที่หลายคนอาจเคยเห็นคือ ผู้ป่วยจะล้มฟุบลงกับพื้น หมดสติ แล้วหยุดหายใจในที่สุด ในกรณีเช่นนี้หากไม่ได้รับการทำ CPR ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก เราสามารถใช้วิธีทำ CPR กู้ชีวิตผู้ป่วยกลับคืนมาได้หากทำอย่างถูกต้อง
  2. เชื่อหรือไม่ว่ายังมีการใช้ CPR ช่วยชีวิตผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลยังไม่มากพอ ดังนั้นหากเราทุกคนฝึกฝน
    การทำ CPR อย่างถูกวิธีก็จะสามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้ทุกที่ทุกเวลา และหากเกิดเหตุฉุกเฉินให้เรากลายเป็นผู้ป่วยเสียเอง เราก็จะได้รับการช่วยชีวิตอย่างถูกต้องเช่นกัน
  3. การทำ CPR ไม่ใช่การทำ Mouth-to-mouth หลายคนลังเลที่จะทำ CPR ให้ผู้ป่วยเพราะเข้าใจผิดว่าต้องใช้วิธีเป่าปากเพื่อช่วยหายใจ แต่ความจริงแล้ว CPR คือการใช้แรงกดที่หน้าอกของผู้ป่วยโดยใช้มือหรือเครื่อง AED (เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ) หรือหากใช้ควบคู่กันทั้ง 2 อย่างก็จะเพิ่มความสัมฤทธิผลมากยิ่งขึ้นถึง 45%
  4. ขั้นตอนการทำ CPR คือสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่ายมาก เมื่อพบเจอเหตุฉุกเฉินและมีผู้ป่วย ควรประเมินสภาพแวดล้อมว่าตรงนั้นคือที่ที่ปลอดภัยหรือไม่ ดูว่าผู้ป่วยยังมีสติอยู่หรือไม่ หากหมดสติ ลองคลำหาชีพจร หากไม่พบให้รีบขอช่วยเหลือด่วนภายใน 4นาที เพราะหากเกิน 4 นาที ออกซิเจนในสมองผู้ป่วยจะหมดไป รีบแจ้งหน่วยงานแพทย์ฉุกเฉินเช่น ศูนย์เอราวัณ (โทร 1646 เฉพาะในพื้นที่ กทม.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (โทร. 1669 ทั่วประเทศ) และเริ่มทำ CPR ทันที
  5. ระลึกไว้เสมอว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมักเกิดขึ้นที่บ้าน เมื่อมีผู้เสียชีวิต เรามักได้ยินญาติ ๆ พูดเสมอว่า หากมีผู้ช่วยปั๊มหัวใจน่าจะช่วยชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ หากทุกคนฝึกฝนการทำ CPR เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น และเราอาจได้ใช้วิธีนี้ช่วยคนใกล้ตัวหรือแม้แต่ผู้เป็นที่รักของเราเอง

 

10 ขั้นตอนการทำ CPR

  1. เมื่อพบคนหมดสติ ให้ตรวจดูความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมก่อนเข้าไปช่วยเหลือ
  2. ปลุกเรียกผู้ป่วยด้วยเสียงที่ดัง และตบไหล่ทั้งสองข้างหากผู้ป่วยรู้สึกตัว หายใจเองได้ ให้นอนตะแคง 
  3. แต่หากผู้ป่วยไม่หายใจ โทรขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1669  เพื่อขอเครื่อง AED
  4. ประเมินผู้ป่วย หากไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ ให้ทำ CPR ทันที
  5. ทำ CPR ด้วยการกดหน้าอก ให้ผู้ป่วยนอนหงาย ผู้ทำ CPR วางสันมือข้างหนึ่งตรงครึ่งล่างกระดูกหน้าอก และวางมืออีกข้างทับประสานกันไว้  เริ่มกดหน้าอกให้ลึกลงไปอย่างน้อย 5 เซนติเมตร ในอัตราความเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที
  6. หากมีเครื่อง AED ให้เปิดเครื่อง ถอดเสื้อผ้าผู้ป่วยออก
  7. ติดแผ่น AED หรือแผ่นนำไฟฟ้าตรงใต้กระดูกไหปลาร้าด้านขวา และชายโครงด้านซ้าย ห้ามสัมผัสตัวผู้ป่วย
  8. ปฏิบัติตามแนะนำที่เครื่อง AED บอก เมื่อเครื่องสั่งให้ช็อกไฟฟ้า ให้กดปุ่มช็อก และกดหน้าอกหลังทำการช็อกทันที แต่หากเครื่องไม่สั่งให้ช็อก ให้ทำการกดหน้าอกต่อไป
  9. กดหน้าอกอย่างต่อเนื่อง ทำ CPR และปฏิบัติตามคำแนะนำของเครื่อง AED จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง
  10. ส่งต่อผู้ป่วยให้กับทีมกู้ชีพเพื่อนำส่งโรงพยาบาล

จะเห็นได้ว่าการศึกษาจดจำขั้นตอนเหล่านี้ไว้จะมีประโยชน์มากในเวลาคับขัน ทุกคนควรเรียนรู้ไว้และสนับสนุนให้คนรอบข้างเรียนรู้ด้วย เพราะนอกจากช่วยชีวิตผู้อื่นได้แล้ว ผู้อื่นก็อาจจะใช้ขั้นตอนนี้ช่วยชีวิตเราได้เช่นกัน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.everydayhealth.com
ภาพประกอบจาก : www.flickr.com 


นอนเท่าไหร่-ถึงจะพอ.jpg

หลาย ๆ คนที่อ่านเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการนอน จะคิดว่าคนเราต้องนอนให้ได้ 8 ชั่วโมงถึงจะเพียงพอ แต่จริง ๆ แล้วตัวเลข 8 ชั่วโมง เป็นแค่ค่าเฉลี่ย การนอนให้เพียงพอ ของแต่ละคนคือ การนอนจนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเอง และสามารถอยู่ได้จนไม่เพลียตลอดทั้งวัน ซึ่งค่าเฉลี่ยการนอนแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ อาทิ

 

 

รู้ได้อย่างไรนอนหลับพอหรือไม่

  • เมื่อตื่นมาตอนเช้า เรารู้สึกยังไม่สดชื่น อยากจะนอนต่อไปอีก
  • ในระหว่างวัน เรามีอาการง่วงเหงาหาวนอนอยู่เรื่อย ๆ
  • ถ้ามีโอกาสได้นอนในตอนกลางวัน เราอาจหลับไปภายในเวลา 5 นาทีเท่านั้น

การนอนไม่พอมีผลต่อร่างกายอย่างแน่นอน ถ้าเรานอนน้อยไปเพียงหนึ่งวันอาจไม่เห็นผลกระทบที่รุนแรงนัก อย่างมากก็แค่ง่วงซึมบ้างในช่วงกลางวัน แต่ครั้นพอตกกลางคืนเมื่อได้นอนอย่างเต็มอิ่มอีกครั้งร่างกายก็จะฟื้นตัวกลับมาสดชื่นได้อีกในวันรุ่งขึ้น แต่ถ้ายังคงอดนอนต่อไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้น

 

ผลกระทบจากการนอนไม่พอ

กระทบต่อกระบวนการคิดและความจำ การนอนหลับมีบทบาทสำคัญต่อการคิดและการเรียนรู้ หากช่วงเวลาในการนอนมีไม่เพียงพอโดยเฉพาะช่วงที่สมองมีการจัดระเบียบความคิด ความจำ เชื่อมโยงระหว่างข้อมูลใหม่กับข้อมูลเก่า จะส่งผลต่อกระบวนการคิด ความสามารถในการใช้เหตุผล ความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการแก้ปัญหา การตัดสินใจ และสมาธิในการทำสิ่งต่าง ๆ ลดลง ลืมง่าย ส่งผลให้ไม่สามารถเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้

กระทบต่อสุขภาพร่างกาย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ต้องใช้เวลาในช่วงของการนอนหลับ ผลิตไซโตไคน์ (Cytokines) เซลล์ และแอนติบอดี้สำหรับต่อสู้กับเชื้อโรค ทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส  ผู้ที่นอนน้อยหรือประสบปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับเรื้อรัง มีโอกาสเสี่ยงป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ได้มากกว่าคนปกติ เช่น โรคหัวใจวาย โรคหัวใจและหลอดเลือด หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน และโรคอ้วน

นอกจากนี้ ยังมีผลเสียต่อร่างกายทางด้านอื่น ๆ เช่น มีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาน้อย ทำให้ผิวเสียและตาบวม มีการหลั่งโกรทฮอร์โมน ซึ่งเป็นฮอร์โมนช่วยในการเจริญเติบโตน้อย ส่งผลต่อมวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกระดูก

กระทบต่อความต้องการทางเพศ การนอน น้อยส่งผลให้แรงขับทางเพศและความสนใจการร่วมเพศลดลง โดยผู้ชายที่ประสบภาวะหยุดหายใจขณะหลับนั้น จะมีฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนลดลง ซึ่งส่งผลให้แรงขับทางเพศลดลง รวมถึงอาจประสบภาวะมีลูกยาก ทั้งในชายและหญิง

กระทบต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ ก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า ผู้ที่นอนน้อยหรือมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับนอนหลับ เกิดอาการซึมเศร้าได้ ทั้งนี้ ภาวะนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการนอนที่พบได้มากที่สุด และเป็นอาการที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะซึมเศร้าอย่างเด่นชัด เนื่องจากภาวะนอนไม่หลับเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้เป็นอันดับแรกของโรคซึมเศร้า นอกจากนี้การอดนอนชนิดรุนแรงสามารถทำให้เกิด อาการหูแว่ว ประสาทหลอน หลงผิด ระแวงกลัวคนมาทำร้าย หรือมีอาการคล้ายคนที่เป็นโรคอารมณ์แปรปรวนหรือโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) ได้

 

ทำให้เกิดอาการงีบหลับสั้น ๆ หรือที่เรียกว่า “หลับกลางอากาศ” หรือ “หลับใน”

เกิดจากการที่สมองส่วนธาลามัส (Thalamus) ของคนที่นอนไม่พอ จะหยุดทำงานช่วงสั้น ๆ แบบชั่วคราว อาจเป็นวินาทีหรือนานถึงครี่งนาที ทำให้เกิดอาการงีบหลับ ไม่ตื่นตัว ไม่ตอบสนองต่อการรับรู้ใด ๆ หรือรับรู้ได้ช้า บางคนเรียกภาวะนี้ว่า “หลับใน” ซึ่งเป็นอันตรายมากถ้าเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังขับรถหรือระหว่างการทำงานที่ต้องใช้ความเร็วหรือความแม่นยำ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.pobpad.com  www.bangkokhealth.com
ภาพประกอบจาก : www.huffingtonpost.com


กินมัง-เลือกได้หลายแบบ.jpg

การทานอาหารมังสวิรัติ (Vegetarian diet) หรือเรียกสั้นๆว่า “กินมัง”  เป็นการเลือกทานพืช ผัก ผลไม้ ไม่ทานเนื้อสัตว์ ด้วยเหตุผลเรื่องความเมตตาต่อสัตว์ ควบคู่ไปกับการรักสุขภาพ  โดยการ “กินมัง” นั้น มีมาตั้งแต่ ก่อนศตวรรษที่ 6 ในบางพื้นที่ของโลก อาทิ อินเดีย กรีซ และปัจจุบันมีผู้นิยม “กินมัง” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

 

ปัจจุบันมีผู้ที่นิยม “กินมัง” ในหลายแบบย่อย ๆ ตามเหตุผล ความเชื่อ ความศรัทธา ของแต่ละกลุ่ม เช่น

  • มังสวิรัตินมและไข่ (Lacto-ovo Vegetarian) เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่วและธัญพืชต่าง ๆ รวมถึงนมและไข่
  • มังสวิรัติปลา (Pescatarian) เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่วและธัญพืชต่าง ๆ รวมถึงเนื้อปลา และอาหารทะเล
  • มังสวิรัตินม (Lacto Vegetarian) เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่วและธัญพืชต่างๆ รวมทั้งนม เนย และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม แต่จะไม่กินไข่ทุกชนิด
  • มังสวิรัติไข่ (Ovo Vegetarian) เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่วและธัญพืชต่างๆ รวมถึงไข่ แต่ไม่ดื่มนมและผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด
  • มังสวิรัติวีแกน (Vegan) งดทานอาหารที่ทำจากสัตว์ส่วนประกอบเกี่ยวเนื่องจากสัตว์ รวมถึงงดใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำจากสัตว์ เช่น งดทานน้ำผึ้ง งดใช้กระเป๋าที่ทำจากเนื้อสัตว์ เป็นต้น
  • กึ่งมังสวิรัติ (Semi-vegetarian) เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่วและธัญพืชต่างๆ ไม่ทานเนื้อสัตว์สีแดงหรือสัตว์ใหญ่ แต่ทานเนื้อปลา เนื้อไก่ นม เนย ไข่ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มนี้บางคนยังไม่จัดว่าเป็นการ “กินมัง”

ทั้งนี้การ “กินมัง” ถ้าทานให้ได้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ พร้อมทั้งมีการออกกำลังกายและการพักผ่อนที่เหมาะสมแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายโดยรวมคือ การมีสุขภาพที่ดี ปราศจากโรค ร่างกายแข็งแรง และอายุยืน

 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ว่ามนุษย์เราเป็นสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์ โดยร่างกายต้องการสารอาหารที่สำคัญจากทั้งพืชและสัตว์ การไม่กินเนื้อสัตว์อาจส่งผลให้ร่างกายขาดธาตุเหล็ก แคลเซียม โปรตีน วิตามิน D วิตามิน B12 และธาตุสังกะสี จึงจำเป็นต้องศึกษาถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้การ “กินมัง” ของคุณได้ประโยชน์และไม่ก่อให้เกิดอันตราย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.medicalnewstoday.com   www.mayoclinic.org
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


15-วิธีอัพพลังบวกสร้างความสุขให้ชีวิต.jpg

การประสบความสำเร็จในชีวิตด้านใดกันนะ ที่จะมีค่าเท่า ‘ความสุข’ คำสั้น ๆ ที่หลายคนล้วนเสาะแสวงหา และเป็นความปรารถนาอันดับต้น ๆ ของชีวิต ซึ่งแท้จริงแล้วการสร้างความสุขนั้น สามารถเริ่มได้จากตัวเองจากวิธีที่ง่ายกว่าที่คิด อีกทั้งยังสามารถส่งต่อไปถึงผู้คนรอบข้างได้อีกด้วย โดยคุณอาจจะเริ่มสร้างความสุขตามคำแนะนำง่าย ๆ ทั้ง 15 ข้อดังนี้

 

เดินอย่างกระฉับกระเฉง

การเดินหลังตรง ยืดตัว และแกว่งแขนไปพร้อมกันสามารถทำให้อารมณ์ดีขึ้นแบบบวก ๆ

 

ยิ้มอยู่เสมอ

ไม่ว่าจะเจออะไร ยิ้มเข้าไว้ก่อน การยกมุมปากทั้งสองข้างช่วยในการเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมองทำให้คุณรู้สึกมีความสุขมากขึ้น

 

เป็นอาสาสมัคร

การช่วยเหลือคนอื่นไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาชุมชนหรือยื่นมือเข้าหาเพื่อนเมื่อพวกเขาต้องการ จะสร้างความสุขจากการเป็นผู้ให้ ถือเป็นการพัฒนาด้านสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง

 

หาเพื่อนใหม่

เปิดตัวตนสร้างความสัมพันธ์ เฟรนลี่เข้าไว้กับผู้คนที่พบเจอ เช่น เพื่อนในที่ทำงาน ยิม โบสถ์ หรือสวนสาธารณะ รู้จักรักษาและสานต่อความสัมพันธ์ การได้ติดต่อกับมิตรที่ดีจะช่วยให้คุณมีความสุข

 

จดบันทึกความสุข

เขียนทุกอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกดีลงในสมุด เพื่อการโฟกัสแต่สิ่งดี ๆ มองโลกและชีวิตในแง่บวกก็ช่วยได้เยอะ

 

ออกกำลังกาย

การออกกำลังระยะสั้น ๆ แค่ประมาณ 5 นาทีก็สามารถทำให้คุณรู้สึกดีและสดชื่น ยิ่งทำเป็นประจำยิ่งดีต่อสุขภาพและร่างกายในระยะยาว และการออกกำลังยังช่วยบำบัดภาวะซึมเศร้าอีกด้วย

 

รู้จักการให้อภัยและปล่อยวาง

ความเสียใจ ความเศร้า และความผิดหวังจะกัดกินและผลักดันชีวิตของคุณออกจากความสุขสงบ มามีความสุขจากภายในด้วยการเริ่มต้นให้อภัย และปล่อยวางสิ่งที่ไม่น่าจดจำออกไปจากชีวิต

 

ฝึกสติและสมาธิ

การนั่งสมาธิแค่ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะส่งผลให้คุณมีความสุข ความสงบ และความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้นได้

 

ฟังเพลงโปรด

การฟังเพลง มีพลังและสามารถส่งผลต่ออารมณ์ได้มากกว่าที่คุณคิด เลือกฟังเพลงที่ชอบและปล่อยใจไปกับมัน เพียงเท่านี้ความสุขก็อยู่ไม่ไกล

 

นอนหลับอย่างพอเพียง

ผู้ใหญ่ต้องการการนอนหลับพักผ่อนประมาณ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อคงสภาวะอารมณ์ที่ดี ไม่หงุดหงิดง่ายจากการนอนไม่พอ

 

ตั้งเป้าหมาย

การมีจุดมุ่งหมายในการทำสิ่งต่าง ๆ จะทำให้ชีวิตของคุณมีความหมาย แม้ในวันที่เหนื่อยล้า หากคุณรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร และเพื่ออะไร เหตุผลเหล่านั้นจะช่วยย้ำเตือนถึงความสำเร็จที่จะมาถึงได้ในอนาคต

 

ท้าทายความกลัวภายใน

คุณอาจจะมีเสียงเล็ก ๆ จากภายในคอยยับยั้งความคิด การกระทำ ว่าสิ่งที่คุณทำหรือเป็นอยู่นั้นดีจริงหรอ มันอาจเป็นคำเตือนที่มีประโยชน์ แต่บางครั้งก็ต้องกล้าที่จะมั่นใจตัวเองและมีความสุขกับสิ่งที่ตัดสินใจลงไป พุ่งชน และทำมันให้ดีที่สุดเท่าที่ตั้งใจไว้

 

บรรลุจุดหมาย

คุณสามารถเริ่มจากเป้าหมายเล็ก ๆ ในชีวิต เช่น เดินออกกำลังเป็นเวลา 30 นาที 3 วันในหนึ่งสัปดาห์ หรือ ทานสลัดเป็นอาหารกลางวันสองครั้งต่อสัปดาห์ เลือกเป้าหมายที่อยู่ในพื้นฐานความเป็นจริง เมื่อคุณทำสำเร็จ คุณจะเกิดความรู้สึกดี และยังสามารถให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ กับตัวเองได้อีกด้วยนะ

 

ค้นหาผู้คนที่มีพลังบวก

รู้หรือไม่ ว่าเรื่องอารมณ์ ก็สามารถติดต่อกันได้ ผู้คนที่มีพลังบวกในตัว มองโลกในแง่ดี มีแพสชั่น จะส่งเสริมและส่งต่อพลังชีวิตของพวกเขามาสู่คุณ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจมากขึ้น และคุณสามารถส่งต่ออารมณ์ดี ๆ ให้กับผู้คนรอบตัวได้เช่นกัน

 

พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังรู้สึกว่าการมีความสุขหรือทำตัวให้เป็นสุขเป็นเรื่องยาก หลังจากที่ลองทำตามเคล็ดลับทั้งหมดข้างต้น ก็อาจถึงเวลาที่ต้องพึ่งและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรึกษาอาการ หาทางแก้ไข หรือรับการรักษาให้คุณสามารถกลับมามีความสุขได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

 

ทั้ง 15 ข้อสร้างความสุขนี้ทำได้ไม่ยากเลยใช่มั้ยล่ะ…ถ้าลองปฏิบัติไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นนิสัยคุณก็จะยิ่งพบว่าสิ่งเหล่านี้ง่ายดายมากขึ้นอีก ดังนั้นแทนที่จะรอให้ความสุขเข้ามาหาตัวเรา สู้เริ่มสตาร์ทที่ตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพียงเท่านี้ก็ดีต่อใจ ดีต่อชีวิต และยังดึงพลังในด้านบวกให้เข้ามารายล้อมตัวคุณอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


5-ดาราสาวสายสตรองหุ่นดีสร้างแรงบันดาลใจ.jpg

ในการออกกำลังกายนั้น หากคุณกำหนดเป้าหมายเอาไว้จะช่วยให้ทิศทางการวางโปรแกรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เคล็ดไม่ลับอยู่ที่ลองหาไอดอลทางด้านรูปร่างและสุขภาพมาเป็นแนวทางซักคน คิดไว้เลยว่าฉันอยากมีสะโพกแบบนี้ ต้องสควอชแค่ไหนหรือแม้แต่ดาราคนนั้นดูหน้าอ่อนจัง…เขาบอกว่าเล่นโยคะเหมือนกันแล้วจะช่วยได้ล่ะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยทำให้คุณถึงจุดหมายได้ไวขึ้น ที่เหลือต่อจากนั้นก็คือความพยายามและสม่ำเสมอของคุณนั่นเอง เรามาดู 5 ดาราสาวไทยกันดีกว่าว่าคนไหนหุ่นสตรองสุด ๆ รู้แล้วก็รีบเซฟเก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจเลย

 

ยิปซี – คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์

หากใครติดตามสาวยิปซีทางอินสตาแกรมจะพบว่าเธอเป็นสาวรักสุขภาพตัวยงเลยทีเดียว แนวทางการดูแลร่างกายเริ่มตั้งแต่พื้นฐานเรื่องโภชนาการนั่นก็คือการกินคลีนรวมไปถึงการออกกำลังกาย 3 – 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งเจ้าตัวเคยกล่าวไว้ว่าไม่เน้นออกกำลังกายหนัก แต่เน้นทำสม่ำเสมอ ซึ่งผลลัพธ์ก็ทำให้เราได้เห็นว่าสาวยิปซีมีรูปร่างดีมาก กล้ามท้องกำลังดีและดูมีเสน่ห์สุด ๆ กีฬาที่เธอชอบคือ ชกมวย เต้นซุมบ้า และบอดี้เวท

 

เบเบ้ – ธันย์ชนก ฤทธินาคา

อยากหุ่นดีแบบสาวเบเบ้ เจ้าตัวเคยกล่าวไว้ว่าก็ต้องออกกำลังกาย…แบบนี้หวังว่าคงเป็นแรงบันดาลใจให้สาว ๆ ลุกขึ้นมาฮึดกันได้แล้วนะ เธอคนนี้ชื่นชอบการออกกำลังกายหลากหลายสไตล์และยังรู้ลึกจนถึงขั้นแนะนำได้เลยทีเดียว หุ่นสไตล์เบเบ้จะเน้นกล้ามเนื้อค่อนข้างมาก ถ้าใครชอบดูคลิปการออกกำลังกายของฝั่งอเมริกาเทรนเนอร์หญิงก็จะรูปร่างประมาณนี้ ดังนั้นถ้าใครอยากได้หุ่นรูปแบบเบเบ้ต้องลองทำตามโปรแกรมเล่นบอดี้เวทที่เธอมักจะแชร์บน FB :  Bebe Fit Routine

 

เกรซ – กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า

มาต่อกันที่สาวหมวยหุ่นดีกันบ้าง ที่ล่าสุดความรักและใส่ใจสุขภาพของเธอทำให้ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ การออกกำลังกายที่สาวเกรซชื่นชอบคือยืดเหยียดและบอดี้เวท หุ่นดีขนาดนี้ได้เป็นถึงพรีเซนเตอร์ของแบรนด์สปอร์ตแวร์มาแล้วด้วย เธอไม่ได้กินคลีนเป็นประจำ แต่จะเน้นพวกอาหารเพื่อสุขภาพแบบทางสายกลาง ใครอยากมีรูปร่างแบบสาวเกรซต้องลองดู

 

เบลล่า – ราณี แคมเปน

ครบเครื่องทั้งความเฟิร์มและความฟิตต้องสาวคนนี้ เธอมีกล้ามเนื้อที่สวยกำลังดี โดยการออกกำลังกายของเบลล่าจะเน้นไปที่ วิ่ง โยคะและบอดี้เวท ประมาณ 4 – 5 วันต่อสัปดาห์ อุปกรณ์พื้นฐานแบบนี้ใครอยากทำตามไม่ยากแน่นอน ส่วนในเรื่องอาหารเธอเน้นรับประทานตามหลักโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ และเน้นแนวคิดเรื่องการรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือดเข้ามาปรับใช้ด้วย

 

เจนี่ – เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์

ถ้าพูดถึงตัวแม่เรื่องการออกกำลังกายคงขาดสาวคนนี้ไปไม่ได้ ถ้าเราได้เห็นภาพเจนี่ในเมื่อก่อนและรูปร่างในตอนนี้จะพบว่าเธอใช้ความพยายามอย่างหนักมากจนได้หุ่นแบบนี้มา เริ่มแรกของการดูแลสุขภาพเธอเข้าคลาสโยคะและพิลาทิสที่เริ่มบูมในสมัยแรก ๆ จากนั้นความชอบก็มากเรื่อย ๆ จนลองการออกกำลังกายแบบอื่น คาร์ดิโอ บอดี้เวท มีกี่ชนิด เจนี่ลองครบหมด เธอมีบอดี้ไลน์ที่สวยมาก และปัจจุบันยังเปิดยิมของตัวเองอีกด้วย

 

เห็นกันชัด ๆ ไปเลยว่า กว่าจะสวยหุ่นดีแบบนี้ต้องอาศัยความพยายามเท่านั้น ไม่มีทางลัด บางคนอาจเคยคิดว่าลำพังเพียงผอมก็เพียงพอแล้ว แต่จริง ๆ แล้วความผอมนั้นอาจไม่ใช่คำตอบของรูปร่างที่ดูดีสมส่วนเสมอไปค่ะ เพราะการออกกำลังกายทำให้แต่ละส่วนมีความแข็งแรง กระชับขึ้น ดูตัวอย่างหุ่นสุดแซ่บของสาว ๆ ตัวแม่ทั้ง 5 คนนี้ก็จะรู้เลยว่าสำคัญแค่ไหน ดังนั้น ใครที่อยากดูดีและมีสุขภาพแข็งแรงอย่ารอช้า ตัดสินใจออกกำลังกายกันดีกว่าค่ะ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : gypsykeerati   thisisbebe   gracekanklao   bellacampen   janienineeleven


ทำไม…-ต้องทำประกันชีวิต.jpg

การทำประกันนั้นมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด แต่หากเรามองในความเป็นจริงแล้วนั้น ชีวิตคนเราไม่มีอะไรเลยที่แน่นอน ทุกอย่างมีการเกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปได้อยู่เสมอ ไปลองดูเหตุผล  10 ข้อที่จะตอบคำถามของคุณว่า ทำไมเราถึงต้องทำประกันกันค่ะ

 

1. ทำให้รู้สึกปลอดภัย

รู้หรือไม่ว่า การใช้ชีวิตในแต่ละวันของเรานั้นเต็มไปด้วยภัยอันตราย ทั้งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็นมากมาย อยากให้ลองนึกเส้นทางหรือวิธีการที่เราต้องใช้ในการเดินทางไปทำงาน หรือไปเรียนในแต่ละวันดู ใครจะรู้ล่ะว่า พี่วินมอเตอร์ไซค์ที่เรานั่งอยากจะเกิดอารมณ์ซิ่งขึ้นมา หรือเกิดอุบัติเหตุรถชน ทั้งๆ ที่เราก็ขับของเรามาดี ๆ ประกันชีวิตจึงเป็นเหมือนเบาะที่คอยรองรับเราในกรณีที่เกิดเหตุที่คาดการณ์ไม่ถึงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้จิตใจของเรารู้สึกปลอดภัย และโล่งใจมากขึ้นอย่างแน่นอน

 

2. เงินชดเชยหากเสียชีวิต

ในบางครั้งเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด มันก็อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นถ้าหากเราทำหลักประกันไว้ อย่างน้อยก็อุ่นใจได้ว่า เราจะไม่ทำให้ครอบครัวหรือคนข้างหลังเราเดือดร้อนอย่างกะทันหัน

 

3. มีเงินใช้หลังเกษียณ

เคยเป็นห่วงกันบ้างไหม หลังเกษียณแล้ว เราจะเอาเงินจากที่ไหนใช้ อาหารก็ต้องกิน น้ำก็ต้องดื่ม ไหนจะค่าไฟอีก ถ้าเงินหมดละแย่เลยในยุคสมัยนี้ การทำประกันชีวิตแบบบำนาญ นี่แหละจะทำให้เรามีเงินใช้หลังเกษียณทุกเดือน แถมยังมีการคุ้มครองกรณีเสียชีวิตอีกด้วย

 

4. ประกันชีวิต

จะสอนให้เราวางแผนอย่างเป็นระบบ อย่างที่รู้กันดีว่า การชำระเบี้ยประกันนั่นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญ และต้องตรงเวลา ซึ่งบางมุมเราอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากน่ารำคาญ แต่เคยลองมองอีกมุมบ้างหรือไม่ ว่าเพราะตรงนี้นั้นแหละที่จะเป็น ครูสอนให้เราวางแผนการใช้เงินหรือกระทั่งการใช้ชีวิตให้เป็นระบบระเบียบได้เป็นอย่างดี  เลยทีเดียว

 

5. หมดกังวล เรื่องค่ารักษาพยาบาล

เกิดอุบัติเหตุหรือป่วยกะทันหัน ค่าใช้จ่ายหรือค่ารักษาพยาบาลก็หลายสตางค์ ยิ่งบางคน รายได้ยิ่งไม่มั่นคงอยู่ ถ้าหากคุณได้ทำประกันชีวิตเอาไว้ก่อน ก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรือรับภาระค่ารักษามากนัก เอาเวลาเครียดมาพักผ่อนแทนดีกว่า

 

6. ลดหย่อนภาษีได้

รู้หรือไม่ การทำประกันชีวิตนอกจากที่เราจะได้รับการคุ้มครองและความรู้สึกปลอดภัยแล้ว ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วยนะ เรียกได้ว่าเป็นประโยชน์สองต่อกันไปเลย

 

7. ช่วยออมเงิน

อยากจะทำประกัน แต่กลัวว่าเงินจะสูญเปล่า ทำยังไงดี ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ เมื่อครบกำหนดเราก็จะได้เงินคืนกลับมาใช้ ในรูปแบบของดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ไม่ต้องเป็นห่วงว่าถ้าทำประกันแล้วไม่ได้ใช้ แล้วจะไม่ได้อะไรกลับคืนมาอีกต่อไป แถมยิ่งผูกพันนานเท่าไร เงินปันผลที่ได้ออกมาก็จะเยอะขึ้นตามไปอีกด้วย

 

8. เพิ่มความน่าเชื่อถือ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการทำประกันชีวิต เป็นอีกหนึ่งหนทางที่สามารถเพิ่มเครดิตให้กับเราได้ เช่นในกรณีกู้ยืมผ่อนบ้าน หากเรามีประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ก็จะทำให้สถาบันการเงินอนุมัติเงินกู้เราได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าหากเกิดกรณีร้ายแรงชนิดเสียชีวิตขึ้น บริษัทประกันก็จะเป็นผู้ชำระหนี้ที่เหลือให้ ทำให้ภาระหนี้ไม่ตกไปอยู่กับคนข้างหลังเรานั่นเอง

 

9. วิธีใหม่ของการแสดงความรัก

หลายคนชอบคิดว่าการทำประกันให้ผู้อื่นหรือมอบของขวัญให้ผู้อื่นในรูปแบบของประกัน เป็นเหมือนการแช่งให้เจ็บปวดหรือเสียชีวิต แต่ทว่าความเป็นจริงแล้ว การที่มีคนทำประกันชีวิตให้เรา มีแต่ได้กับได้ ตังค์ก็ไม่ต้องเสีย แถมหากเกิดกรณีที่คาดไม่ถึงจริง ๆ ก็สามารถหยิบเอามาใช้ได้จริง ดีกว่าดอกกุหลาบหรือช็อคโกแลตเสียอีก อาจเรียกได้ว่า การทำประกันชีวิตให้แก่กันเป็นเสมือนหนทางใหม่ในการแสดงความรัก หรือความรับผิดชอบต่อบุคคลที่เราห่วงใยเลยก็ได้นะ

 

10. ปลอดภัยกว่าการลงทุนหุ้น

แม้การทำประกันชีวิตจะไม่ได้เห็นผลกำไรชนิดชั่วข้ามคืน แต่ที่แน่นอนเลยก็คือ การลงทุนไปกับประกันมีความเสี่ยงต่ำกว่าการเล่นหุ้นอย่างแน่นอน อย่างน้อยถ้าหากทำควบคู่กันไป ก็เป็นการกระจายความเสี่ยง จากการเล่นหุ้นได้

 

เห็นไหมล่ะ ว่าประกันชีวิตสำคัญแค่ไหน อุบัติเหตุหรือเรื่องที่คาดไม่ถึง เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่มันคงจะไม่เรียกว่าคาดไม่ถึงถ้าเรารู้ว่ามันจะเกิดขึ้น ดังนั้นการป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ว่าจะเพื่อตัวคุณเองหรือเพื่อคนรอบข้างก็ตาม

 

ขอบคุณข้อมูลจาก :  https://finance.rabbit.co.th/blog/why-you-should-do-life-insurance
ภาพประกอบ : https://moneyhub.in.th/


ข้อปฏิบัติต้องรู้-เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน.jpg

ข้อปฏิบัติต้องรู้ เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน สำหรับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ซึ่งนาน ๆ ครั้งจะเข้าโรงพยาบาลที พอถึงเวลาที่จะต้องออกจากโรงพยาบาล มีความกังวลใจว่า จะต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง เราเรียบเรียงบทความจากจาก Health at home มานำเสนอให้ทุกท่าน รู้สึกมั่นใจมากขึ้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกจากโรงพยาบาล

 

1. ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่า เป็นโรคอะไร เข้าใจตรงกับแพทย์ไหม

ก่อนออกจากโรงพยาบาลทุกครั้ง ควรตรวจสอบกับแพทย์เจ้าของไข้ ถึงโรคที่เป็นทุกครั้ง เพราะหลายครั้งผู้ป่วยอาจมีหลายโรค หรือมีแพทย์หลายคนที่ร่วมดูแล การสื่อสารให้ชัดเจน จะทำให้การปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ที่บ้านเป็นไปอย่างถูกต้อง

 

2. เตรียมความพร้อมของบ้านและอุปกรณ์ทางการแพทย์

ประเมินว่าสิ่งแวดล้อมที่บ้านเหมาะสมกับระดับความหนักเบาของโรคที่ผู้ป่วยเป็นไหม เช่น จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยพักที่ชั้นล่างของบ้านหรือเปล่า ต้องเพิ่มทางขึ้นลงแบบพื้นสโลปไหม อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นในการดูแลเช่น เตียงผู้ป่วย วอล์คเกอร์ เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องดูดเสมหะ ที่นอนลม เป็นต้น

 

3. วิธีปฏิบัติตัวระหว่างอยู่ที่บ้าน

กิจกรรมที่ผู้ป่วยต้องทำขณะอยู่ที่บ้าน เช่น การกิน การนอน การเข้าห้องน้ำ การทำกายภาพบำบัด การให้อาหารทางสาย สิ่งเหล่านี้ ผู้ป่วยโดยเฉพาะญาติผู้ป่วยต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดีว่า จะทำอย่างไร ทำที่ไหน ใครเป็นคนทำ เพราะการกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ผู้ป่วยยังมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

 

4. ผู้ดูแลขณะอยู่ที่บ้าน

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องมีผู้ดูแล ญาติหรือครอบครัวผู้ป่วยต้องพิจารณาความเหมาะสม ของผู้ที่มารับผิดชอบ กรณีที่ญาติดูแลเองต้องมีการหาข้อมูล เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้อง กรณีที่ต้องจ้างผู้ดูแล ควรพิจารณาเรื่อง ความปลอดภัย ประวัติอาชญากรรม ทักษะความสามารถ และประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย

 

5. ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องป้องกัน

ควรทราบถึง สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของการป่วย สิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันการป่วยอีกครั้ง อย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีความเสี่ยงที่น้ำตาลจะสูงหรือต่ำกว่าปกติ ผู้ป่วยโรคหัวใจวายอาจต้องระวังปริมาณน้ำและเกลือ

6. อาการสัญญาณเตือนของโรค คืออะไร

ควรรู้ว่าผู้ป่วยมีโรคและโรคร่วมอะไรบ้าง เมื่อมีอาการแล้วเบื้องต้นควรปฏิบัติอย่างไร มีความเร่งด่วนมากน้อยแค่ไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที การบันทึกข้อมูลประจำวันของผู้ป่วย เช่น สัญญานชีพ ระดับค่าน้ำตาล อาการทั่วไป ในแต่ละวันจะช่วยให้เราติดตามอาการได้อย่างใกล้ชิด และจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากถ้ามีผู้ดูแลร่วมดูแลหลายคน

 

7. ยาที่ผู้ป่วยต้องรับประทาน

จากสถิติพบว่าผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวเฉลี่ย 3 – 4 โรค และ ยาก็เป็นสิ่งที่ตามมา นอกจากนั้นทุกครั้งที่นอนโรงพยาบาล แพทย์ก็มักสั่งยาเพิ่มเติมกลับบ้านมาด้วย ดังนั้นผู้ดูแลจะต้องรู้จักยาทุกชนิดที่ผู้ป่วยรับประทานให้ดี เช่น อะไรคืออาการข้างเคียงของยา อะไรคืออาการแพ้ยา เมื่อมีอาการเหล่านั้นควรปฏิบัติอย่างไร

 

8. วันนัดหมายกับแพทย์

ผู้ดูแลและญาติผู้ป่วย ควรตรวจสอบวันนัดหมายกับแพทย์ให้ถูกต้อง และต้องมีการตรวจสอบว่า ในวันนัดผู้ป่วย ต้องมีการเตรียมตัวอะไรบ้าง เช่น ต้องงดน้ำงดอาหารเพื่อเจาะเลือดหรือไม่ และควรนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมดไปให้แพทย์ดูทุกครั้ง

 

9. เบอร์โทรติดต่อในกรณีฉุกเฉิน

ควรมีการรวบรวมเบอร์ติดต่อในกรณีที่ฉุกเฉินเอาไว้ เบอร์ของลูก หรือคนในครอบครัว (กรณีมีผู้ดูแลข้างนอกมาดูแล) เบอร์ของแพทย์ หรือโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยรักษาอยู่ และที่สำคัญ 1669 คือเบอร์ติดต่อฉุกเฉินที่โทรได้ 24 ชั่วโมง

 

10. ประวัติการรักษา

ควรขอประวัติการรักษาของผู้ป่วยและผลทางห้องปฏิบัติการไว้เสมอ  ในกรณีมีความจำเป็นต้องย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ๆ หรือในกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้การมีประวัติการรักษาและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาจช่วยลดการตรวจซ้ำซ้อนลงได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.medium.com
ภาพประกอบ : www.pexels.com


BannerQuiz-สุขภาพชาย-edit1.jpg

แบบทดสอบ สุขภาพชาย

 

เลือกคำตอบที่ถูกต้อง จากเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ สุขภาพชาย

แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ

1. ออกกำลังกายด้วยวิธีไหน ที่จะทำให้หลั่งฮอร์โมนเพศชายออกมาได้นาน
2. อาหารชนิดใดช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย
3. การกระทำในข้อใดเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า
4. ข้อใดเป็นวิธีที่ถูกต้องในการบำรุงกระดูกให้แข็งแรง
5. การออกกำลังกายแบบใด ทำให้ปลอดภัยจากโรคหลอดเลือดได้มาก
6. หากต้องการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ควรเลือกรับประทานอาหารชนิดใด
7. สัดส่วนในการรับประทานอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ควรเป็นอย่างไรเพื่อให้ร่างกายสมดุล
8. ผู้ชายในลักษณะใด ที่เข้าข่ายวัยทองในผู้ชายหรือแอนโดรพอส (Andropause)
9. ข้อใดเป็นสภาวะเดียวกับแอนโดรพอส (Andropause)
10. ข้อใดถูกต้อง