ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

ทำความรู้จัก-คอลลาเจน-แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร.jpg

คอลลาเจน คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นโครงสร้างหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกายของเรา ซึ่งสามารถพบได้ในส่วนที่เป็นผิวหนัง เอ็น กระดูกอ่อน กระดูกข้อต่อ หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “คอลลาเจน” กันมาบ้างแล้วแน่ ๆ โดยปกติร่างกายของมนุษย์เรา จะมีคอลลาเจนต่างชนิดกันอยู่ แต่จะมีแบบไหนบ้างนั้น มาทำความรู้จักกันดีกว่า

 

ประเภทของคอลลาเจน

  1. คอลลาเจนแบบที่ละลายน้ำไม่ได้ (Insoluble Collagen)
  2. คอลลาเจนแบบที่ละลายน้ำได้ (Soluble Collagen) เป็นคอลลาเจนที่จะมีปริมาณลดลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เพราะมีการเปลี่ยนสภาพเป็นคอลลาเจนที่ละลายน้ำไม่ได้ จึงทำให้ร่างกายสูญเสียความเต่งตึงและความยืดหยุ่นของผิวหนัง เกิดริ้วรอย ผิวไม่เรียบเนียน

จริง ๆ แล้ว ชนิดของคอลลาเจนสามารถแบ่งได้ทั้งหมดออกเป็น 13 ชนิด โดยเรียงตามลำดับของกรด Amino acid แต่ที่สามารถได้พบเห็นและรู้จักอย่างกว้างขวางนั้น จะมีเพียงแค่ 4 ชนิด ดังนี้

  1. คอลลาเจนชนิด Type I : จะพบได้ในกลุ่มสัตว์ เช่น วัว หรือ ปลาทะเล อยู่ตรงบริเวณหนัง เอ็น และกระดูก ประกอบไปด้วย 3 สาย คือ  α1 ( I ) จำนวน 2 สาย และ α2 ( I ) จำนวน 1 สาย คอลลาเจน Type I จะมีกรดอะมิโนไกลซีน อยู่ประมาณ 1 ใน 3 ของกรดอะมิโนทั้งหมด
  2. คอลลาเจนชนิด Type II : จะพบได้ในกระดูกอ่อน ข้อต่อต่าง ๆ ประกอบด้วย สาย α1 ( II ) จำนวน 3 มีลักษณะคล้าย ๆ กับสาย α1 ( I ) คอลลาเจนชนิดนี้มีปริมาณไฮดรอกซีไลซีนสูงกว่าคอลลาเจนชนิด Type I มากถึง 3 เท่า
  3. คอลลาเจนชนิด Type III : คอลลาเจนที่พบได้ในปริมาณน้อย มักพบในเส้นเลือด และมักมีการจับตัวกับคอลลาเจนชนิด Type I หลังจากมีการสกัดแล้วจึงสามารถพบคอลลาเจนชนิด Type III ปะปนรวมกับคอลลาเจนชนิด Type I ได้
  4. คอลลาเจนชนิด Type IV : เป็นคอลลาเจนที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยสามารถพบได้เฉพาะบริเวณเส้นใยฝอยของเยื่อแผ่นบาง ๆ บริเวณนอกเซลล์

 

แหล่งที่มาของคอลลาเจน

คอลลาเจนจากเนื้อวัว
ในการสกัดคอลลาเจนจากเนื้อวัวนั้น ได้จากส่วนต่าง ๆ อย่างผิวหนัง กระดูก กล้ามเนื้อของวัว หลอดเลือด ส่วนใหญ่ประกอบจากคอลลาเจน Type I และ Type II มักใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับส่วนผสมในเครื่องสำอาง อาหารเสริม ที่จะช่วยในเรื่องของรอยย่นร่องลึกให้ตื้นขึ้น แต่อาจจะมีข้อเสียตรงที่มักจะมีอาการแพ้ง่ายสำหรับผิวบอบบาง และเนื่องจากคอลลาเจนเหล่านี้ เป็นคอลลาเจนที่สร้าง และพบได้มากที่สุดในร่างกายของมนุษย์ โดยเป็นแหล่งของไกลซีน และโพรลีน เป็นประโยชน์สำหรับการสร้างครีเอติน สร้างกล้ามเนื้อ และช่วยเสริมร่างกายในการสร้างคอลลาเจน

คอลลาเจนจากปลา
ไม่ว่าส่วนไหนของปลา เช่น เกล็ด ครีบ หนังปลา ล้วนเป็นแหล่งคอลลาเจนจำนวนมาก จึงนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหารเสริม เพราะคอลลาเจนจากปลาสามารถดูดซึมได้ง่าย มีกรดอะมิโน ไกลซีน โพรลีน และไฮดรอกซิโพรลีน ที่ช่วยให้คอลลาเจนมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น ช่วยรักษาซ่อมแซมกระดูกและข้อต่อให้แข็งแรง อุดมไปด้วยโปรตีนและคอลลาเจนชนิด Type I ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

คอลลาเจนจากไก่
คอลลาเจนที่พบมากที่สุดในคอลลาเจนจากไก่ คือ คอลลาเจนชนิด Type II จะพบได้จากเอ็นข้อไก่ ตีนไก่ กระดูกอ่อน เนื้อเยื่อของไก่ ซึ่งคอลลาเจนชนิด Type II ในไก่ ยังช่วยให้ ชอนโดรอิตินซัลเฟต และกลูโคซาไมน์ซัลเฟต ที่มีฤทธิ์ในการต้านความชรา บรรเทาอาการอักเสบ

คอลลาเจนจากเปลือกไข่
สามารถพบคอลลาเจนได้จากเปลือกไข่และไข่ขาว คอลลาเจนจากไข่ มีชอนโดรอิตินซัลเฟต กลูโคซาไมน์ซัลเฟต กรดไฮยาลูโรนิค และกรดอะมิโนต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเนื้อเยื่อเชื่อมต่อ การรักษาบาดแผล ลดอาการเจ็บปวด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ลดความเมื่อยล้า เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย และสร้างกล้ามเนื้อ

 

ดังนั้น คอลลาเจนในรูปแบบต่าง ๆ ในปัจจุบันคอลลาเจนได้ถูกสกัด และพัฒนาขึ้นมาให้เป็นในรูปแบบครีม เครื่องสำอาง แบบผง และอีกมากมาย การที่จะซื้อคอลลาเจนมารับประทาน หรือมาใช้ ควรคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับ เพราะคอลลาเจนที่มีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่เกินไปสำหรับการดูดซึมของผิว ก็อาจจะทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนไม่เต็มที่ โมเลกุลของคอลลาเจนที่มีขนาดกเล็กจึงจะสามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็วกว่า เช่น คอลลาเจนแบบผงชงดื่ม ที่สามรถนำไปผสมน้ำผลไม้ น้ำเปล่า ชา กาแฟ ก็ได้เช่นกัน คอลลาเจนแบบผง สามารถละลายน้ำได้อย่างรวมเร็วและมีการทำงานในการดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

 

ทำความรู้จัก คอลลาเจน แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร

 

แหล่งที่มา : Collagen peptide
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


คอลลาเจน-สำคัญและมีประโยชน์กว่าที่คุณคิด.jpg

คอลลาเจนเป็นโปรตีนในผิวหนังที่ร่างกายสร้างขึ้นเองโดยธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยพยุงและเป็นส่วนประกอบหลักของเนื้อเยื่อ เซลล์ อวัยวะ ของร่างกาย โดยคอลลาเจนในร่างกายมีมากถึง 1 ใน 3 ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งส่วนมากคอลลาเจนในร่างกายของเราจะพบได้มากในบริเวณ ข้อต่อ กระดูก เอ็น กระดูกอ่อน เซลล์สร้างเส้นใย หลอดเลือด กระจกตา กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อในอวัยวะต่าง ๆ คอลลาเจนจึงเป็นส่วนสำคัญในร่างกาย เพราะเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นคอลลาเจนจะลดลง โดยผู้หญิงจะมีอัตราการผลิตคอลลาเจนน้อยกว่าผู้ชาย

 

ปัจจัยในการสูญเสียคอลลาเจน

มีทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน เช่น อายุที่มากขึ้น การเสื่อมสภาพของเซลล์ มลภาวะ แสงแดด สารอาหาร หรือแม้แต่มลพิษจากควัน จากการสูบบุหรี่ เมื่อคอลลาเจนลดลงผิวหนังจะเกิดการสูญเสียความยืดหยุ่น ความกระชับ จึงเป็นที่มาของการเกิดริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย ดูแก่ก่อนวัย ทั้งยังส่งผลไปถึงกระดูก ข้อต่อ ได้ด้วยเช่นกัน  และ ในปัจจุบันการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในแต่ละมื้อค่อนข้างจะยาก การทานคอลลาเจนเสริมจากการทานอาหารในทุกวันจึงถือเป็นตัวช่วยที่ดี

 

ประโยชน์ของคอลลาเจนต่อผิว

ผิวหนังของเรา สามารถแบ่งได้เป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งคอลลาเจนมีความสำคัญมาก โดยที่ชั้นหนังกำพร้า จะเกี่ยวกับเรื่องของสิว จุดด่างดำ ฝ้า กระ ส่วนชั้นหนังแท้จะเกี่ยวกับการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ซึ่งในชั้นผิวหนังประกอบด้วยโปรตีนเส้นใย 2 ชนิดทำงานร่วมกันกับคอลลาเจน

โดยคอลลาเจนนั้นจะทำงานร่วมกับอิลาสติน ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างให้ความเหนียว ตึง แข็งแรง และเรียบเนียนของผิวหนัง อิลาสตินทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นต่อผิวหนัง และในส่วนชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เป็นส่วนที่รองรับให้ผิวหนังคงสภาพ คงรูปร่างไว้

ทั้งยังช่วยในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิว ให้ผิวชุ่มชื้น เนียนนุ่ม มีความยืดหยุ่น ทำให้ผิวที่หย่อนคล้อยกระชับมากขึ้น ให้ผิวสุขภาพดีขึ้น เปล่งปลั่งกว่าเคย

 

ประโยชน์ของคอลลาเจนต่อสุขภาพ

คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen type II) ซึ่งพบมากในเนื้อเยื่อกระดูกและข้อต่อของร่างกาย ที่เชื่อว่าอาจมีคุณประโยชน์ในการรักษาอาการเจ็บอันเกิดจากโรคเกี่ยวกับกระดูกหรือข้อต่อ อาการเจ็บหลังการผ่าตัด หรือ อาการปวดอื่น ๆ

การทานคอลลาเจนเป็นประจำทุกวัน จะช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง เสริมสร้างมวลกระดูก กระตุ้นการทำงานของเซลล์ ชะลอการเสื่อมสภาพ ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดข้อเข่า ไขข้อ ข้อต่าง ๆ ป้องกันกระดูกพรุน ไขข้อเสื่อม

 

ประโยชน์ของคอลลาเจนต่อเส้นผม

คอลลาเจนจะเข้าไปช่วยยับยั้งการเกิดสารอนุมูลอิสระ ที่เป็นตัวการสำคัญของเส้นผม ก่อให้เกิดปัญหาทั้งเส้นผมและหนังศรีษะ ช่วยป้องกันรากผมไม่ให้อ่อนแอ ป้องกันผมร่วง ผมบาง ผมขาด แตกปลาย ตัวคอลลาเจนจะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตโปรตีนไฟเบอร์มากขึ้น ซึ่งโปรตีนหล่านี้เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างเส้นผม ถ้าขาดตัวโปรตีนไฟเบอร์แล้ว เสียผมจะอ่อนแอ ขาด หลุดร่วงง่าย ผมจึงแห้งกร้าน หยาบกระด้าง แตกปลาย ไม่มีน้ำหนัก คอลลาเจนจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เส้นผมเราแข็งแรง สุขภาพดีมากขึ้น

 

ดังนั้นแล้ว การรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอย่างคอลลาเจน เพื่อเป็นตัวช่วยในการทดแทนส่วนที่ขาดหาย หรือแม้แต่การเติมคอลลาเจนให้กับร่างกายที่สูญเสียไป จึงมีประโยชน์ สามารถช่วยในเรื่องของผิวพรรณ เรื่องสุขภาพ (กระดูกข้อต่อ) และประโยชน์ในด้านอื่น ๆ จึงไม่แปลกใจที่คอลลาเจนในรูปแบบอาหารเสริมจะได้รับความนิยมในหมู่คนทั่วไป และกลุ่มคนรักสุขภาพ

คอลลาเจน สำคัญและมีประโยชน์กว่าที่คุณคิด

 

แหล่งที่มา : Collagen peptide
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


อย่ามองข้าม...สัญญาณเตือนการฆ่าตัวตาย.jpg

จากสถิติทุก ๆ ปี มีชาวอเมริกันจำนวนกว่า 42,000 คน เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย คนจำนานมากกว่าล้านคนที่ พยายามปลิดชีวิตตนเองและ 9 ล้านคนเคยคิดที่จะทำ การฆ่าตัวตายจึงเป็นสาเหตุที่เป็นรองเพียงอุบัติเหตุของการเสียชีวิตในช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่า 35 ปีเท่านั้น อ่านแล้วค่อนข้างใจหายไม่เบา แล้วถ้าวันหนึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของเราล่ะ

 

สัญญาณเตือนการฆ่าตัวตาย…ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

แท้จริงแล้วการฆ่าตัวตายป้องกันได้ หากเราสามารถรับรู้และใส่ใจถึงสัญญาณของคนที่อยากฆ่าตัวตายส่งออกมา โดยเริ่มจากการสังเกตุผู้คนรอบตัวที่มีพฤติกรรมเหล่านี้

  • สังเกตุสัญญาณเตือน
    ผู้คนจำนวนมากที่ตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย ทั้งที่แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้อยากตาย แต่แค่ต้องการยุติความเจ็บปวดในชีวิตที่พบเจออยู่เท่านั้น อย่ามองข้ามหากพวกเขาเริ่มที่จะพูดคุยเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายหรือแสดงสัญญาณเตือนบางอย่างที่ผิดสังเกตุซึ่งบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง
  • ถอยจากสังคม
    พวกเขาจะหลีกหนีจากครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเข้าสู่ความโดดเดี่ยว ไม่มีความสนใจในการพบปะสังสรรค์หรือมีกินกรรมทางสังคมใด ๆ เริ่มที่จะทำตัวแปลกแยกไม่เหมือนปกติ ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณซึ่งไม่น่าไว้วางใจและอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย
  • มุ่งเน้นที่ความตาย
    คนบางคนจะพูดคุยอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความต้องการที่จะตาย หรือหัวข้อเกี่ยวกับความตาย โดยพวกเขาอาจจะค้นหาหนทางที่จะฆ่าตัวตาย หรือแม้แต่ซื้อปืน มีด หรือยา มาเตรียมไว้
  • แสดงความสิ้นหวัง
    พวกเขาอาจจะพูดคุยเกี่ยวกับความเจ็บปวดที่เขารู้สึกเกินทนและรับมือไม่ได้ ความรู้สึกสิ้นหวัง ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใดในชีวิต หรือแม้แต่รู้สึกว่าการมีชีวิตของตน กำลังกลายเป็นภาระให้กับผู้อื่น ก็อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้
  • จัดเตรียมแผนการ
    คนบางคน อาจจะมีการตระเตรียมและสิ่งที่ต้องทำก่อนจากไป เช่น บอกความปราถนาสุดท้าย แจกจ่ายข้าวของ บอกลา หรือแม้แต่การเขียนจดหมายก่อนฆ่าตัวตาย
  • มีอารมณ์หรือการนอนหลับที่แปรปรวน
    บ่อยครั้งที่พวกเขาจะมีอารมณ์ที่ไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นความหดหู่ ความเศร้า ความกังวล หรือความโกรธ โดยแปรปรวนและเปลี่ยนแปลงได้ง่าย แต่ความฉุนเฉียว ก้าวร้าวรุนแรงที่แสดงออก อาจจะเปลี่ยนเป็นความสงบนิ่งได้อย่างเฉียบพลันเมื่อพวกเขาตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตาย และอาจมีพฤติกรรมการนอนหลับที่ผิดปกติ โดยอาจนอนมากขึ้น หรือน้อยลงก็เป็นได้
  • เหล้าและยา
    การหันหน้าเข้าสู่ความมึนเมาโดยการใช้เหล้าและยา อาจจะเป็นความพยายามในการลบ หลีกเลี่ยง ความเจ็บปวดหรือการทำร้ายตัวเอง แต่ก็เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้เช่นกัน
  • ดำรงชีวิตด้วยความประมาท
    เมื่อพวกเขาไม่กลัวที่จะตาย ก็อาจจะท้าทายด้วยพฤติกรรมอันตรายอย่างการเมาแล้วขับ หรือมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง

 

เราจะช่วยเหลือคนที่มีความคิดอยากฆ่าตัวตายได้อย่างไร

แค่เพียงคุณใส่ใจสัญญาณเตือนการฆ่าตัวตายทั้งหมดอย่างจริงจัง การมีส่วนร่วมและการสนับสนุนของคุณอาจช่วยรักษาชีวิตของพวกเขาได้ อย่ากลัวที่จะถามว่าคนที่คุณรักกำลังคิดจะทำร้ายตัวเอง รู้สึกหดหู่หรือมีปัญหาอะไรอยู่หรือไม่ การเริ่มต้นสนทนาอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้กระตุ้นให้พวกเขาอยากฆ่าตัวตายมาขึ้น ในความเป็นจริงการพูดคุยและรับฟังด้วยความเข้าใจ จะสามารถช่วยลดความคิดฆ่าตัวตายได้อีกต่างหาก

 

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสิ่ที่สำคัญและมีความหมายต่อคนเราคือการให้กำลังใจ ส่งเสริมความกล้าของพวกเขาในการไปพบแพทย์หรือจิตแพทย์ เพื่อแก้ไขปัญหา เข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้หรือหากพบว่ามีคนบอกว่ากำลังจะฆ่าตัวตายอย่างแน่ชัด อย่าปล่อยให้พวกเขาอยู่คนเดียวตามลำพัง หากเห็นท่าไม่ดี หรือมีแนวโน้มที่เกินความควบคุมของคุณ ควรรีบแจ้งตำรวจเพื่อระงับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


อาหารสุขภาพเพื่อผู้หญิง.jpg

ร่างกายของผู้หญิงมีความต้องการที่แตกต่างกัน การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน แต่อาหารสุขภาพเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะสามารถเข้าป้องกันสาเหตุของโรคได้ เช่น กระดูกเปราะ การตั้งครรภ์และมะเร็งเต้านม เป็นต้น อาหารสุดอร่อยเหล่านี้ล้วนอุดมไปด้วยสารอาหารจะช่วยปกป้องร่างกายและช่วยให้ทำงานได้ดีแม้ในขณะที่ผู้หญิงมีอายุมากขึ้น

 

ถั่วแระ

ถั่วแระ (Edamame) คือ ฝักถั่วเหลืองสุดอร่อย ซึ่งเต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร ไขมันดี และเอสโตรเจน (Estrogen) ที่เป็นฮอร์โมนเพศหญิง คล้ายกับสารประกอบเรียกว่า ไอโซฟลาโวน (Isoflavones) ซึ่งเป็นสารอาหารจากพืช สามารถบรรเทาอาการในวัยหมดประจำเดือน อาการร้อนวูบวาบ (แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม)

 

คะน้า

ประโยชน์ในใบสีเขียวของผักคะน้าก็คือ วิตามิน เค ที่ทำงานร่วมกับแคลเซียม และวิตามิน ดี เพื่อให้กระดูกของคุณแข็งแรง และมีสุขภาพดี จำนวนการบริโภควิตามินเค ควรเป็น 20% ของจำนวนวิตามิน เอ และวิตามิน ซี ที่แนะนำไว้ในแต่ละวัน

 

หน่อไม้ฝรั่ง

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยในการเสริมสร้างกระดูก ควรบริโภคประมาณ ½ ถ้วยต่อวัน นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโฟเลต (Folate) วิตามิน บี 9 ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ความบกพร่องของกระดูกสันหลัง (Spina bifida)

 

ถั่ว

ถั่วมีโปรตีนจำนวนมาก ไม่มีไขมัน และมีเส้นใยอาหารสูง สามารถลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด และลดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่ง 3 อาการเหล่านี้สามารถนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตผู้หญิงในสหรัฐอเมริกา

 

ส้มโอ

อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ (flavonoids) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยลดโอกาสที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบในผู้หญิง และช่วยบำรุงหัวใจ (ส้มก็ช่วยได้เช่นกันแต่ส้มโอจะมีน้ำตาลน้อยกว่า) แต่ส้มโอไม่ควรรับประทานพร้อมกับยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใส่ไว้ในเมนู

 

เบอร์รี่และเชอร์รี่

ผลไม้ทั้งสองนี้ดูสวยงามในสีม่วง สีแดงและสีฟ้า เปี่ยมด้วยฟลาโวนอยด์และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถปกป้องเซลล์จากความเสื่อมสภาพ เบอร์รี่ช่วยบำรุงให้สมองเฉียบคมขึ้นในผู้สูงอายุ นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยให้ผิวกระชับขึ้น

 

มะละกอ

สีแดงส้มของมะละกอมาจากเบต้าแคโรทีน (Beta carotene) และไลโคปีน (Lycopene) ช่วยลดโอกาสในการเป็นมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยให้คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตอยู่ในระดับที่ดีต่อสุขภาพที่จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ

 

โยเกิร์ตธรรมดาไขมันต่ำ

คุณจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมมากขึ้นเมื่ออายุเกิน 50 ปีขึ้นไป โยเกิร์ตเพียงแค่ 8 ออนซ์ให้แคลเซียมมากกว่า 1 ใน 3 ของแคลเซียมที่คุณควรได้รับต่อวัน ค้นหาชนิดที่อุดมไปด้วยวิตามิน ดี เพื่อช่วยให้ร่างกายของคุณดูดซึมแร่ธาตุได้ดีขึ้น

 

ปลาซาร์ดีน

ปลาเหล่านี้เต็มไปด้วยกรดไขมันดีต่อร่างกาย วิตามิน ดี และแคลเซียม กรดไขมัน Omega-3 สามารถเพิ่มสารอาหารในน้ำนมแม่ ดีสำหรับทารกที่มารดารับประทานขณะตั้งครรภ์ และยังมีสารปรอทน้อยกว่าปลาอื่น ๆ ทั้งหมด

 

เมล็ดแฟลกซ์

เมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed) หรือเมล็ดลินิน เป็นอาหารที่มีเส้นใยอาหารเช่นเดียวกับ Lignans สารประกอบพืชที่ทำหน้าที่เหมือนเอสโตรเจน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด เช่น โรคมะเร็งเต้านมได้  เป็นกรดไขมันดี Omega-3  ของคุณ แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่กำลังเป็นโรคมะเร็ง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเพิ่มในเมนู

 

วอลนัท

ถั่ววอลนัทนี้เต็มไปด้วยกรดไขมันดีที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและอาจป้องกันมะเร็งได้ เป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุล ใช้ถั่ววอลนัท (หรือเมล็ดแฟลกซ์) สำหรับโรยบนโยเกิร์ต

 

อโวคาโด

เต็มไปด้วยไขมันดี จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าอโวคาโดสามารถช่วยกำจัดไขมันหน้าท้องและปกป้องดวงตาและผิวหนังของคุณได้ และยังอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ “ไม่ดี” และเพิ่มคอเลสเตอรอล “ดี” ได้

 

มันหวาน

ธาตุทองแดง ไฟเบอร์ วิตามิน บี 6 โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก …ทั้งหมดนี้พบในมันหวาน และยังมี เบต้าแคโรทีน (Beta carotene) อย่างมาก เหมาะกับคุณแม่รับประทานระหว่างตั้งครรภ์และให้นม จะช่วยก็ให้ปอดของลูกน้อยแข็งแรง

 

ผักโขม

อุดมด้วยโฟเลต (Folate) ช่วยลดโอกาสต่อภาวะสมองเสื่อม โรคหัวใจและมะเร็งลำไส้ใหญ่ มี Lutein ซึ่งเป็นสารอาหารปกป้องดวงตา เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเลนส์และเรตินาในตาของคุณและอาจป้องกันการเกิดริ้วรอยเล็ก ๆ ได้

 

ตับ

ตับวัวเป็นแหล่งโฟเลต (Folate) ที่มีวิตามิน บี 9 และกรดโฟลิค (Folic acid) ช่วยเสริมสร้างกระบวนการผลิตเซลล์ใหม่ คุณประโยชน์พอ ๆ กับอาหารมังสวิรัติที่ดีอย่างผักโขมและถั่วดำได้เลย

 

เนื้อไม่ติดมัน

เนื้อวัว เนื้อแดงเต็มไปด้วยธาตุเหล็ก และหลังจากอายุ 18 ปีแล้ว ร่างกายของคนเราจะต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น อีกทั้งยังมีสังกะสีและวิตามินบี แต่อย่ากินมากเกินพดี เพราะมีโอกาสที่กินเนื้อแดงมากไปอาจทำให้มีความเสี่ยงเป็นเนื้องอกในมดลูก

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


อัพสมองให้ไบรท์.jpg

มาลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์และเริ่มต้นพัฒนาสมองอยู่เสมอกันด้วยวิธีใกล้ตัวที่คุณอาจจะนึกไม่ถึง แต่แท้จริงแล้วกลับมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากที่จะช่วยผลักดันและกระตุ้นให้สมองทำงาน การดูแลและออกกำลังสมองจะส่งผลดีต่อเนื่องในระยะยาว อวัยวะที่สำคัญไม่ว่าใครก็อยากให้มันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพไปได้นาน ๆ

 

การฟังเพลง

นอกจากการฟังเพลงจะช่วยทำให้คุณกะปรี้กะเปร่า ผ่อนคลาย และมีอารมณ์ที่ดีขึ้น ยังถือเป็นการพัฒนาสมองด้วยการเชื่อมต่อโครงสร้างของโน้ตดนตรีต่าง ๆ และยังได้ผลดีเป็นพิเศษเมื่อฟังเพลงใหม่ ๆ อีกด้วย

 

หาเพื่อนใหม่

การพูดคุย แลกเปลี่ยน ทำความรู้จักและพยายามเข้าใจเพื่อนใหม่ เป็นวิธีที่จะช่วยบริหารสมองเช่นกัน โดยในส่วนของความจำระยะสั้น ฝึกจับใจความและจดจ่อกับข้อมูลได้มากขึ้น และยังช่วยพัฒนาสมองให้คิดในแนวทางใหม่ ๆ ที่แตกต่างออกไปจากเดิม

 

หัวเราะบ่อย ๆ

ความเครียดจะทำให้สมองปล่อยสารที่มีชื่อว่า Cortisol ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถจะคิดและสร้างสรรค์อย่างปลอดโปร่ง และในระยะยาว ความเครียดยังทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้และความทรงจำได้เช่นกัน การหัวเราะจะช่วยลดระดับ Cortisol และทำให้สมองของคุณมีสุขภาพดีขึ้น

 

ออกไปข้างนอกบ้าง

ธรรมชาติจะช่วยส่งผลด้านความสงบและบรรเทาความเครียด ในชีวิตประจำวัน คุณอาจจะหาเวลาเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลาย ด้วยการมองออกไปนอกหน้าต่าง หรือออกไปเดินเล่น ให้สมองได้พักผ่อนจากข้อมูลที่วิ่งวุ่นวาย เมื่อสมองถูกรีเฟรชด้วยธรรมชาติจะทำให้คุณกลับมาโฟกัส เพิ่มความสร้างสรรค์และความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดีขึ้น

 

เปลี่ยนแปลงตารางประจำวัน

มันก็ไม่ได้แย่และสะดวกดี หากคุณทำตามตารางชีวิตและสิ่งเดิม ๆ ทานอาหารเช้าแบบเดิม ๆ ใช้ชีวิตตามปกติ แต่การเปิดรับ เรียนรู้สิ่งใหม่และนำไปผสมผสาน จะช่วยในการพัฒนาสมองได้อย่างดี

 

กลับสู่การเรียนรู้อีกครั้ง

อย่าหยุดนิ่งและหางานอดิเรกใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมประเภทการเขียน ศิลปะ ดนตรี หรือทักษะต่าง ๆ การทำกิจกรรมเหล่านั้นจะกระตุ้นเซลล์ในสมองจำนวนมากในแนวทางที่ต่างออกไป นอกจากจะได้ประโยชน์กับสมองแล้ว คุณยังอาจพบพรสวรรค์ที่แอบซ่อนอยู่ก็เป็นได้

 

พยายามโฟกัสในสิ่งต่าง

อย่าทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น ดูทีวี อ่านข้อความ เล่นโซเชี่ยล หรือกินข้าวพร้อมกัน เพราะกระแสข้อมูลที่หลากหลายจะทำให้คุณไม่สามารถโฟกัสและจัดการหน่อยความจำใด ๆ ได้ ทำให้ใช้สมองได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้สมาธิและความจำสั้นอีกต่างหาก

 

ทำสมาธิ

ไม่ว่าจะเป็นการท่องบทสวดมนต์หรือกำหนดลมหายใจเข้าออกเพียงอย่างเดียว ก็ถือเป็นการทำสมาธิ ที่สามารถช่วยลดปัญหาความดันโลหิตสูงและอัลไซเมอร์ได้ โดยการทำสมาธินั้น อีกนัยหนึ่งก็คือการพักสมองจากคำพูด ความนึกคิดและการทำงานหนักต่าง ๆ นั่นเอง

 

ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายนอกจากจะดีต่อร่างกายแล้ว ก็ยังดีต่อการพัฒนาสมองเช่นกัน โดยมันจะช่วยให้คุณสามารถนึกคิดอย่างเฉียบแหลม เป็นเหตุเป็นผล เพราะเลือดสามารถใหลเวียนเข้าสู่สมองได้อย่างดี เพราะฉะนั้นมาขยับตัวอย่างน้อยวันละ 30 นาทีกันดีกว่า

 

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

หากคุณได้รับการนอนหลับไม่เพียงพอ แม้แต่งานง่ายๆ ก็สามารถกลายเป็นเรื่องยากได้ โดยคุณจะเบลอ ไม่สามารถโฟกัสในสิ่งที่กำลังทำ และหลงลืมมากขึ้น ทางที่ดีคือปล่อยให้สมองของคุณได้นอนหลับพักผ่อน 7 – 9 ชั่วโมงในแต่ละคืนกันเถอะ

 

ดูแลเรื่องอาหารการกิน

การรับแคลอรี่ที่มากเกินไป อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยง ทำให้ปัญหาเกี่ยวกับการสูญเสียความทรงจำมีมากขึ้น ถ้าหากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักหรือการกิน สามารถปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อหาทางแก้ไขได้

 

บำรุงสมอง

ด้วยอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว ปลาและบรรดาไขมันดี อย่างกราโนล่าและน้ำมันมะกอก การดื่มชาหรือกาแฟสามารถกระตุ้นให้สมองของคุณตื่นตัว และไม่ควรได้รับคาร์โบไฮเดรตมากกว่า 20 กรัมต่อวัน เพราะน้ำตาลในเลือดจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์

 

หยุดสูบบุหรี่

ในบุหรี่มีสารเคมีหลายชนิดที่สามารถทำร้าย และส่งผลเสียต่อสมองของคุณ และอาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมได้ ทั้งผู้สูบโดยตรงและยังกระทบต่อผู้คนรอบข้างหรือที่เรียกกันว่าบุหรี่มือสองอีกด้วย

 

ดูแลหัวใจของคุณ

ถ้าหัวใจของคุณมีสุขภาพไม่ดี อาจส่งผลถึงปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้และหน่วยความจำ การมีน้ำหนักเกินและการออกกำลังกายไม่เพียงพอ จะทำให้หลอดเลือดของคุณแคบลง จนไปกระทบเลือดที่จะไหลไปยังสมอง

 

เข้าพบจิตแพทย์

หากคุณหรือสึกหดหู่ หรือกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึกและจิตใจ ซึมเศร้า ไม่สนใจที่จะทำในกิจกรรมที่ชอบเช่นเดิม คิดอะไรไม่ออก หัวไม่แล่น โปรดอย่ามองข้าม เพราะนั่นคืออาการป่วย ควรพบจิตแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาต่อไป

 

การพัฒนาสมองให้ไบรท์อยู่เสมอจะช่วยทำให้สุขภาพโดยรวมทั้งร่างกายและจิตใจของเราดีขึ้นอย่างเกห็นได้ชัดแน่นอนว่าทุกคนก็อยากจะมีสมองไว้คิดและควบคุมสั่งการร่วมกับอวัยวะอื่น ๆ ไปอีกนาน ดังนั้นลองทำตามวิธีที่เราแนะนำทั้ง 15 นี้ ก็จะเห็นผลได้ง่าย ๆ เลยล่ะ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


15-วิธีอัพพลังบวกสร้างความสุขให้ชีวิต.jpg

การประสบความสำเร็จในชีวิตด้านใดกันนะ ที่จะมีค่าเท่า ‘ความสุข’ คำสั้น ๆ ที่หลายคนล้วนเสาะแสวงหา และเป็นความปรารถนาอันดับต้น ๆ ของชีวิต ซึ่งแท้จริงแล้วการสร้างความสุขนั้น สามารถเริ่มได้จากตัวเองจากวิธีที่ง่ายกว่าที่คิด อีกทั้งยังสามารถส่งต่อไปถึงผู้คนรอบข้างได้อีกด้วย โดยคุณอาจจะเริ่มสร้างความสุขตามคำแนะนำง่าย ๆ ทั้ง 15 ข้อดังนี้

 

เดินอย่างกระฉับกระเฉง

การเดินหลังตรง ยืดตัว และแกว่งแขนไปพร้อมกันสามารถทำให้อารมณ์ดีขึ้นแบบบวก ๆ

 

ยิ้มอยู่เสมอ

ไม่ว่าจะเจออะไร ยิ้มเข้าไว้ก่อน การยกมุมปากทั้งสองข้างช่วยในการเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมองทำให้คุณรู้สึกมีความสุขมากขึ้น

 

เป็นอาสาสมัคร

การช่วยเหลือคนอื่นไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาชุมชนหรือยื่นมือเข้าหาเพื่อนเมื่อพวกเขาต้องการ จะสร้างความสุขจากการเป็นผู้ให้ ถือเป็นการพัฒนาด้านสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง

 

หาเพื่อนใหม่

เปิดตัวตนสร้างความสัมพันธ์ เฟรนลี่เข้าไว้กับผู้คนที่พบเจอ เช่น เพื่อนในที่ทำงาน ยิม โบสถ์ หรือสวนสาธารณะ รู้จักรักษาและสานต่อความสัมพันธ์ การได้ติดต่อกับมิตรที่ดีจะช่วยให้คุณมีความสุข

 

จดบันทึกความสุข

เขียนทุกอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกดีลงในสมุด เพื่อการโฟกัสแต่สิ่งดี ๆ มองโลกและชีวิตในแง่บวกก็ช่วยได้เยอะ

 

ออกกำลังกาย

การออกกำลังระยะสั้น ๆ แค่ประมาณ 5 นาทีก็สามารถทำให้คุณรู้สึกดีและสดชื่น ยิ่งทำเป็นประจำยิ่งดีต่อสุขภาพและร่างกายในระยะยาว และการออกกำลังยังช่วยบำบัดภาวะซึมเศร้าอีกด้วย

 

รู้จักการให้อภัยและปล่อยวาง

ความเสียใจ ความเศร้า และความผิดหวังจะกัดกินและผลักดันชีวิตของคุณออกจากความสุขสงบ มามีความสุขจากภายในด้วยการเริ่มต้นให้อภัย และปล่อยวางสิ่งที่ไม่น่าจดจำออกไปจากชีวิต

 

ฝึกสติและสมาธิ

การนั่งสมาธิแค่ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะส่งผลให้คุณมีความสุข ความสงบ และความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้นได้

 

ฟังเพลงโปรด

การฟังเพลง มีพลังและสามารถส่งผลต่ออารมณ์ได้มากกว่าที่คุณคิด เลือกฟังเพลงที่ชอบและปล่อยใจไปกับมัน เพียงเท่านี้ความสุขก็อยู่ไม่ไกล

 

นอนหลับอย่างพอเพียง

ผู้ใหญ่ต้องการการนอนหลับพักผ่อนประมาณ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อคงสภาวะอารมณ์ที่ดี ไม่หงุดหงิดง่ายจากการนอนไม่พอ

 

ตั้งเป้าหมาย

การมีจุดมุ่งหมายในการทำสิ่งต่าง ๆ จะทำให้ชีวิตของคุณมีความหมาย แม้ในวันที่เหนื่อยล้า หากคุณรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร และเพื่ออะไร เหตุผลเหล่านั้นจะช่วยย้ำเตือนถึงความสำเร็จที่จะมาถึงได้ในอนาคต

 

ท้าทายความกลัวภายใน

คุณอาจจะมีเสียงเล็ก ๆ จากภายในคอยยับยั้งความคิด การกระทำ ว่าสิ่งที่คุณทำหรือเป็นอยู่นั้นดีจริงหรอ มันอาจเป็นคำเตือนที่มีประโยชน์ แต่บางครั้งก็ต้องกล้าที่จะมั่นใจตัวเองและมีความสุขกับสิ่งที่ตัดสินใจลงไป พุ่งชน และทำมันให้ดีที่สุดเท่าที่ตั้งใจไว้

 

บรรลุจุดหมาย

คุณสามารถเริ่มจากเป้าหมายเล็ก ๆ ในชีวิต เช่น เดินออกกำลังเป็นเวลา 30 นาที 3 วันในหนึ่งสัปดาห์ หรือ ทานสลัดเป็นอาหารกลางวันสองครั้งต่อสัปดาห์ เลือกเป้าหมายที่อยู่ในพื้นฐานความเป็นจริง เมื่อคุณทำสำเร็จ คุณจะเกิดความรู้สึกดี และยังสามารถให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ กับตัวเองได้อีกด้วยนะ

 

ค้นหาผู้คนที่มีพลังบวก

รู้หรือไม่ ว่าเรื่องอารมณ์ ก็สามารถติดต่อกันได้ ผู้คนที่มีพลังบวกในตัว มองโลกในแง่ดี มีแพสชั่น จะส่งเสริมและส่งต่อพลังชีวิตของพวกเขามาสู่คุณ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจมากขึ้น และคุณสามารถส่งต่ออารมณ์ดี ๆ ให้กับผู้คนรอบตัวได้เช่นกัน

 

พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังรู้สึกว่าการมีความสุขหรือทำตัวให้เป็นสุขเป็นเรื่องยาก หลังจากที่ลองทำตามเคล็ดลับทั้งหมดข้างต้น ก็อาจถึงเวลาที่ต้องพึ่งและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรึกษาอาการ หาทางแก้ไข หรือรับการรักษาให้คุณสามารถกลับมามีความสุขได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

 

ทั้ง 15 ข้อสร้างความสุขนี้ทำได้ไม่ยากเลยใช่มั้ยล่ะ…ถ้าลองปฏิบัติไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นนิสัยคุณก็จะยิ่งพบว่าสิ่งเหล่านี้ง่ายดายมากขึ้นอีก ดังนั้นแทนที่จะรอให้ความสุขเข้ามาหาตัวเรา สู้เริ่มสตาร์ทที่ตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพียงเท่านี้ก็ดีต่อใจ ดีต่อชีวิต และยังดึงพลังในด้านบวกให้เข้ามารายล้อมตัวคุณอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


เคล็ดลับรับมือโรคซึมเศร้า.jpg

หากคุณเป็นผู้ป่วยหรือรู้ตัวว่ากำลังเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือภาวะซึมเศร้า อย่าคาดหวังให้หายด้วยตัวเองเช่นเดียวกับการเจ็บป่วยธรรมดา เพราะการอดทนอาจทำให้ทุกอย่างแย่ลง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาให้เร็วที่สุดและควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ เพื่อเยียวยาตัวเองในขั้นต้นควบคู่ไปด้วยกัน

 

อย่าหยุดรักษา

ในการรักษาโรคซึมเศร้า เป็นเรื่องปกติที่อาการป่วยอาจจะไม่ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเวลา 4 – 6 สัปดาห์แรก และบางกรณีก็อาจจะไม่ได้ผลทำให้ต้องปรับเปลี่ยนยาหรือวิธีการรักษาให้แตกต่างออกไปในแต่ละบุคคล แต่อย่าหมดหวัง ควรให้เวลามากขึ้น ในที่สุดแล้ว หากผู้มีอาการซึมเศร้าได้รับยาที่ถูกต้องในปริมาณที่เหมาะสม ติดต่อกันเป็นเวลาที่เพียงพอ จะช่วยให้การรักษาประสบความสำเร็จสูงถึงประมาณ 70% ดังนั้นอย่าถอดใจหรือสับสนที่จะต้องเปลี่ยนยาไปมา เมื่อถึงเวลาทุกอย่างจะดีขึ้น

 

ใช้ยาตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

สร้างความคุ้นชินในการกินยารักษาโรคซึมเศร้าให้เป็นเวลา จะช่วยให้จำง่ายขึ้นหากคุณรวมการกินยาไว้กับกิจกรรมอื่น ๆ จนเป็นนิสัย เช่น การกำหนดว่าจะกินยาหลังจากแปรงฟัน ก่อนอาหารเช้า หรือก่อนนอน และใช้กล่องยารายอาทิตย์เป็นตัวช่วยเพื่อตรวจสอบว่าคุณพลาดยาของวันใหนไปหรือไม่

 

อย่าหยุดยาด้วยตนเอง

อย่าคิดว่าไม่เป็นไรในการหยุดยาโรคซึมเศร้าด้วยตนเอง เมื่อคิดว่ามีอาการดีขึ้นหรือหายขาดแล้ว เพราะยาบางชนิดทางการแพทย์ จำเป็นที่จะต้องค่อย ๆ ลดปริมาณยาที่ได้รับลงก่อนหยุดยาถาวร การหยุดยาอย่างกะทันหันอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง หรือมีภาวะซึมเศร้ากลับคืนมา โปรดจำไว้เสมอว่าถ้าคุณรู้สึกดีขึ้นเพราะยา จะรีบหยุดมันทำไม ให้แพทย์เป็นคนประเมินและบอกช่วงเวลาที่เหมาะสมดีกว่านะ

 

เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต

เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณสามารถทำด้วยตนเองเพื่อส่งเสริมการรักษาอาการโรคซึมเศร้า โดยอาจจะเริ่มจากสิ่งง่าย ๆ เช่นการดูแลตัวเองให้มากขึ้น กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ผักและผลไม้ ลดน้ำตาลและไขมัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มมึนเมาและสารเสพติด ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าเข้ามาแทรกแซงและกระทบต่อการใช้ยารักษา นอนหลับให้เพียงพอและเริ่มต้นขยับร่างกาย ออกกำลังกาย โดยอาจจะเริ่มที่การเดินเล่นกับเพื่อนในละแวกบ้านก็ได้

 

ลดและหลีกเลี่ยงความเครียด ไม่ว่าจะจากที่บ้านหรือที่ทำงาน

ขอความช่วยเหลือหรือคำปรึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นต้นเหตุของความตึงเครียดและโรคซึมเศร้าในชีวิต ลองพูดคุย แลกเปลี่ยนหรือ ขอให้พวกเขาช่วยดูแลความยุ่งยากในชีวิตประจำวันชั่วคราว และหากคุณได้รับความเครียดจากงานมาก อาจต้องลองลดสเกลและจัดการงานที่รับผิดชอบลงเล็กน้อย

 

ซื่อสัตย์และเปิดใจให้กับการรักษา

การเปิดใจรับการรักษาโรคซึมเศร้าและนักบำบัดโรคหรือจิตแพทย์อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากคุณไม่พูดความจริง ก็เป็นเรื่องยากที่จะมีใครเข้ามาช่วยรักษาอาการที่คุณเป็นอยู่ได้ หากคุณสงสัยหรือเคลือบแคลงเกี่ยวกับวิธีรักษา คุณมีสิทธิที่จะถามอยู่เสมอ อย่าพยายามอดทนและเก็บมันไว้ ยิ่งเปิดเผยมากเท่าใหร่มันก็จะยิ่งง่ายกับการทำงานร่วมกัน ค้นหาแนวทางใหม่ ในการรักษา และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพกับโรคของคุณมากขึ้น

 

เปิดกว้างกับแนวคิดใหม่ ๆ

คุณอาจได้รับคำปรึกษาหรือแนวทางแปลก ๆ จากจิตแพทย์หรือนักบำบัดของคุณในการรักษาโรคซึมเศร้า พวกเขาอาจจะผลักดันให้คุณทำสิ่งที่รู้สึกอึดอัดใจในบางครั้ง แต่หากคุณลองและพยายามที่เปิดกว้าง คุณอาจจะพบประโยชน์ของมันมากกว่าที่คิด

 

อย่ายอมแพ้

ในขณะนี้คุณอาจจะรู้สึกสิ้นหวังจากโรคซึมเศร้า อาจจะกำลังรู้สึกว่าทุกอย่างมืดแปดด้าน และไม่ว่าจะทำอย่างไรมันก็ไม่ดีขึ้น เตือนตัวเองไว้เสมอว่ามันเป็นหนึ่งในอาการของโรคของคุณ ให้เวลากับตัวเอง อย่าเพิ่งหมดหวัง และปล่อยให้ยาและการรักษาต่าง ๆ ของคุณทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ถึงโรคซึมเศร้าและภาวะซึมเศร้าจะเป็นอะไรที่รับมือได้ยากและหาคนเข้าใจอย่างถ่องแท้ได้น้อยเหลือเกิน แต่ขอให้คุณอย่าท้อและหมั่นพูดคุยกับนักบำบัดหรือจิตแพทย์เพื่อหาหนทางรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมกับตัวเองที่สุด ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นอีกครั้งในเวลาที่เหมาะสมแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.webmd.com
ภาพประกอบจาก :  www.pixabay.com


สิ่งที่ควรทำเมื่อย่างเข้าวัยทอง.jpg

คุณอาจมีชีวิตสุดเหวี่ยงในช่วงอายุที่ผ่านมา แต่เมื่อเข้าสู่วัยทองสุขภาพก็เริ่มถดถอย สารเคมีและฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมนิสัยการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยดีก็อาจจะส่งผลไปถึงหัวใจและหลอดเลือดของเราอย่างเห็นได้ชัดขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

 

สิ่งที่ควรทำหรือเลิกทำเมื่อเข้าสู่วัยทอง

ระวังเรื่องน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้น ระบบการเผาผลาญก็เริ่มลดน้อยลง ทำให้การกินอาหารนิดเดิม ๆ ปริมาณเดิม ๆ อาจเป็นสาเหตุให้น้ำหนักของคุณเพิ่มมากขึ้นทีละนิด และไขมันในร่างกายก็จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจเช่นกัน เพราะฉะนั้นควรหมั่นตรวจเช็คน้ำหนักของตนเองอยู่เสมอ โดยชั่งน้ำหนักตอนเช้าก่อนการรับประทานอาหาร ในช่วงเวลาเดิมทุกวัน พร้อมจดบันทึกเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง

กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ ลดแคลอรี่ ลดคาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาล รวมทั้งอาหารแปรรูปต่าง ๆ ที่อุดมไปด้วยโซเดียม เน้นการกินผัก ผลไม้ การทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างพอเพียงจะทำให้คุณไม่หิวในระหว่างวัน หรือแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อยขึ้นก็ช่วยได้เช่นกัน

ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
ถึงแม้ร่างกายของคุณจะดูปกติ ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วย แต่การตรวจร่างกายปีละครั้งก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะความผิดปกติหรือโรคร้ายบางอย่างไม่ได้แสดงอาการออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น การตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละครั้งจะทำให้สบายใจ และอาจพบปัญหาสุขภาพแต่เนิ่น ๆ ในระยะที่ยังไม่ลุกลามร้ายแรง ทำให้การรักษาสามารถทำได้ง่าย และมีโอกาศหายมากขึ้น

เลิกบุหรี่
หากช่วงอายุที่ผ่านมาคุณยังหยวน ๆ ให้กับการเลิกบุหรี่ เข้าเลข 4 แล้วก็ควรตัดให้ขาดซักที เพราะการสูบบุหรี่สามารถส่งผลเสียมากมายต่อร่างกายจากสารพิษอันตรายต่าง ๆ เช่น นิโคติน แอมโมเนีย หรือทาร์ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดโรคร้ายได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็งปอด หลอดอาหาร โรคเกี่ยวกับเส้นเลือดตีบ ที่อาจต่อเนื่องถึงความเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจวาย และโรคเรื้อรังมากมาย ส่งผลให้ร่างกายถดถอยได้เร็วยิ่งขึ้น

ออกกำลังกาย
ซึ่งโดยปกติแล้วการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ต้องมีการเตรียมร่างกายอย่างเหมาะสม อุ่นเครื่องอย่างน้อย 5 – 10 นาที ควรออกกำลังอย่างน้อยประมาณ 30 – 45 นาทีในแต่ละวัน ซัก 3 – 4 วันต่อสัปดาห์ แน่นอนว่าการขยับตัวทำสิ่งต่าง ๆ จะช่วยคงความแอคทีฟ กะปรี้กะเปร่าในชีวิตประจำวัน แต่การออกกำลังกายที่หนักหน่วงเกินไปอาจเป็นปัญหาต่อสุขภาพ เช่น กล้ามเนื้อและข้อต่อ

ทำสมาธิ ผ่อนคลายความเครียด
ความเครียดสามารถส่งผลเสียในระยะยาวได้ ยิ่งช่วงอายุที่มีอารมณ์แปรปรวนพร้อมหน้าที่ความรับผิดชอบ อาจจะหลีกเลี่ยงอาการเครียดได้ยาก แต่ก็ควรมีลิมิต และใช้เวลาอยู่กับตัวเอง หยุดพักบ้าง เยียวยาความเครียดด้วยการทำสมาธิ ผ่อนคลายใจ ร่างกาย จัดการระบบความคิด ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมารับมือกับสิ่งต่าง ๆ อีกครั้ง

นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
เมื่อคุณอายุมากขึ้น การนอนน้อยจะมีผลกระทบกับร่างกายของคุณมากกว่าเดิม ความเหนื่อยล้าจะกินเวลานานขึ้น สมองจะเฉื่อยชาลง ขี้หลงขี้ลืม ในบางคนอาจจะมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ ตื่นง่ายเกิดขึ้นในเวลากลางคืน ซึ่งหากมีอาการแบบนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์เพื่อบำบัดรักษาต่อไป

 

ปัญหาสุขภาพในวัยทองถือเป็นจุดหมายที่หลายคนไม่ต้องการแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นทางที่ดี การเริ่มต้นดูแลสุขภาพร่างกายตั้งแต่ตอนนี้เลยก็จะเป็นการปูพื้นฐานที่ดีแก่สุขภาพในระยะยาว จำเอาไว้ว่าสุขภาพดีเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงอายุ 40 ก่อนก็ได้!

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.prevention.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


ดื่มน้ำให้มากขึ้น...แบบง่ายๆ.jpg

น้ำมีประโยชน์ต่อชีวิตคนเราอย่างยิ่ง ทั้งนี้ 4 ใน 5 ของน้ำหนักมนุษย์ประกอบไปด้วยน้ำ เราอาจอยู่โดยขาดอาหารได้นานกว่าการอยู่โดยขาดน้ำ  ประโยชน์ของน้ำที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ทำให้ผิวพรรณผ่องใส ไม่แห้งกร้าน ดวงตาสดใสไม่ขุ่นมัว ทำให้ดูเปล่งปลั่งอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ นอกจากนั้น น้ำยังทำให้สมองคิดประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเครียด และช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้อย่างปกติ ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ในร่างกายได้อย่างเต็มที่ อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้สมบูรณ์ และยังบรรเทาอาการต่าง ๆ เช่นปวดหัว ท้องผูกได้โดยไม่ต้องพึ่งยา

 

แต่มีบ่อยครั้งที่เราไม่รู้ตัวว่ากำลังดื่มน้ำน้อยเกินไป และดื่มแค่ในตอนที่รู้สึกกระหายน้ำเท่านั้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่สูบบุหรี่ โทษของการดื่มน้ำน้อยเกินไปนั้น ส่งผลมากมายกว่าที่คิด อาทิ ผิวหนังจะแห้งกร้าน ดวงตาไม่สดใส สมองประมวลผลช้าลง ปัสสาวะสีเข้มและมีกลิ่นแรง และยังนำไปสู่โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ โรคไต หรือแม้แต่อาการไม่พึงประสงค์ เช่น เป็นสิวอักเสบ ท้องผูก ผิวแตกแห้งกร้าน ประจำเดือนมาไม่ปกติ หากรู้ตัวว่ามีอาการเช่นนี้ รู้ได้เลยว่าเป็นอาการของการดื่มน้ำน้อยเกินไป วิธีแก้ไขคือพยายามดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว นำเอาขวดน้ำมาวางไว้ใกล้ ๆ มือและคอยจิบอยู่เรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน การดื่มนมสดไม่ถูกนับรวมว่าเป็นการดื่มน้ำ แม้จะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ เพราะนมสดจัดอยู่ในกลุ่มของอาหาร นอกจากนั้นแล้วคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือคนป่วยเป็นไข้หวัด จะต้องการน้ำในปริมาณมากกว่าคนปกติด้วย

 

กรณีที่รู้สึกว่าการดื่มน้ำเปล่าเฉยๆ ยังไม่น่าดึงดูดใจพอ ลองใช้วิธีนี้ข้างล่างนี้ เพื่อช่วยให้การดื่มน้ำเป็นเรื่องน่าสนุกและมีสีสันยิ่งขึ้น

  • เพิ่มสีสันลงในแก้วน้ำ โดยหั่นผลไม้สด เช่น สับปะรด สตรอว์เบอร์รี ส้ม มะนาว หรือแม้แต่ผักอย่างแตงกวา ใส่ลงไปแก้วเพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติที่แปลกใหม่
  • ดื่มน้ำทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ เพื่อเติมน้ำกลับคืนให้ร่างกายทุกครั้งที่น้ำถูกขับออกไป
  • จิบน้ำก่อนกินอาหารทุกมื้อ วิธีนี้จะทำให้กินอาหารน้อยลงด้วย แต่อย่าเผลอดื่มมากไปเพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจางได้
  • ใช้แอพพลิเคชั่นในสมาร์ตโฟนช่วยเตือน ซึ่งเดี๋ยวนี้มีมากมายให้เลือก เช่น Daily Water และ Carbodroid เป็นต้น
  • หากระบอกใส่น้ำหรือแก้วสวย ๆ แบบที่ชอบมาใส่น้ำดื่มวางไว้ใกล้ ๆ ตัว
  • ถ้ารู้สึกว่าน้ำเปล่ารสชาติจืดชืดไป ลองหาน้ำผลไม้ที่ชอบมาเจือจางในน้ำดื่มเพื่อเพิ่มรสชาติสักนิดก็ยังได้
  • ใช้กระติกหรือแก้วน้ำที่มีขีดบอกระดับน้ำ จะได้รู้ทันทีว่าดื่มน้ำไปมากแค่ไหนแล้ว

 

วิธีเหล่านี้จะช่วยสร้างบันดาลใจในการดื่มน้ำในแต่ละวันให้มากขึ้นได้ ทั้งยังให้ความรื่นรมย์และดีต่อสุขภาพไปพร้อมๆ กัน แถมยังเป็นวิธีที่ไม่ยากเลย ลองพยายามดื่มน้ำในแต่ละวันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด แล้วคุณจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากน้ำอยู่ใกล้ตัวได้อย่างเต็มที เพื่อชีวิตที่สดใสและสุขภาพที่แข็งแรงของคุณนั่นเอง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.self.com
ภาพประกอบ : www.unsplash.com


ไขข้อเท็จจริง-ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ-2.jpg

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) อาจจะมีหลาย ๆ เรื่องที่คล้ายกับปัญหาการนอนหลับในเรื่องอื่น ๆ  นำไปสู่ความเข้าใจที่ทั้งเป็นจริงและไม่เป็นจริงเกี่ยวกับภาวะนี้ โดยความเข้าใจที่ถูกต้อง จะนำไปสู่แนวทางการรับมือที่เหมาะสม

 

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) เป็นเพียงการนอนกรน (Snoring) เท่านั้น: ไม่เป็นความจริง

การนอนกรนเป็นปัญหาและความผิดปกติของการนอนหลับที่พบบ่อย โดยเป็นอาการที่บ่งบอกถึงการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  ผู้ที่เป็นภาวะดังกล่าวมีโอกาสหยุดหายใจได้มากถึง 400 ครั้งตลอดทั้งคืน และการหยุดหายใจบางครั้ง อาจยาวนานได้ถึง 10 – 30 วินาที โดยหลายคนมักจะตามด้วยการสำลัก เพื่อเริ่มต้นหายใจใหม่อีกครั้ง อาการเหล่านี้จะทำลายวงจรการนอนหลับ และทำให้พักผ่อนได้ไม่เต็มที่ มีอาการเหนื่อยในระหว่างวันตามมา

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร: ไม่เป็นความจริง

ทุกครั้งที่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  ทำลายการนอนหลับของคุณ มันส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ โดยหากไม่ได้รับการแก้ไขหรือดูแลอย่างเหมาะสม ก็อาจส่งผลต่อเนื่องถึงปัญหาที่เกี่ยวกับการทำงาน อุบัติเหตุระหว่างการขับรถ รวมถึงโรคหัวใจล้มเหลวและหลอดเลือดสมองแตก

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) เกิดจากการอุดกลั้นทางเดินหายใจ: เป็นความจริง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่พบบ่อยเกิดจากการที่ลิ้น ทอนซิล หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่ด้านหลังของลำคอ มาอุดกลั้นทางเดินหายใจ เมื่อคุณพยายามหายใจเข้า อากาศจะไม่สามารถผ่านได้ ในขณะที่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการสั่งของสมอง (Central Sleep Apnea: CSA) พบได้น้อยกว่า โดยเกิดจากการที่สมองไม่ได้ส่งสัญญาณให้ร่างกาย  หายใจอย่างที่ควรจะเป็น

 

ผู้สูงอายุเท่านั้นที่จะเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA): ไม่เป็นความจริง

แพทย์ประเมินว่าชาวอเมริกันมากกว่า 18 ล้านคน กำลังมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยพบได้ง่ายในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แท้จริงแล้ว ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกเพศทุกวัย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในคนที่มีน้ำหนักเกิน เพศชาย เชื้อสายแอฟริกันอเมริกันหรือชาวลาติน

 

แอลกอฮอล์สามารถช่วยเรื่องการนอนหลับ: ไม่เป็นความจริง

คุณอาจจะรู้สึกว่าแอลกอฮอล์ช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายขึ้น แต่แอลกอฮอล์จะไม่ช่วยให้คุณได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพแบบที่ต้องการ ทั้งนี้แอลกอฮอล์จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณด้านหลังลำคอของคุณคลายตัว ทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม และนอกจากนี้ยานอนหลับยังให้ผลแบบเดียวกันอีกด้วย

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) เกิดขึ้นได้ยากในวัยเด็ก: ไม่เป็นจริง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA)  พบได้บ่อยในเด็ก โดยมีสัดส่วน 1 ใน 10 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการจะไม่ค่อยรุนแรง แต่กับเด็กบางคน อาจเริ่มมีปัญหาด้านพฤติกรรม หรือปัญหาทางการแพทย์ที่ร้ายแรงด้วยผลกระทบจากภาวะนี้

 

การลดน้ำหนักสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

คุณสามารถทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) มีอาการดีขึ้นได้ เมื่อลดน้ำหนัก ซึ่งถ้าคุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับโปรแกรมการลดน้ำหนักที่เหมาะสม และการเลิกสูบบุหรี่ ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

 

การนอนตะแคงสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

หากคุณนอนหงาย จะทำให้แรงโน้มถ่วง ดึงเนื้อเยื่อในลำคอลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น การนอนตะแคงจะช่วยเปิดลำคอ ไม่ให้เนื้อเยื่อไปอุดกลั้นทางเดินหายใจ การใช้หมอนข้างสามารถช่วยคุณในการนอนตะแคงได้ และบางคนก็เลือกที่จะเย็บลูกเทนนิสติดไว้ด้านหลังของชุดนอนเพื่อบังคับไม่ไห้นอนหงายโดยไม่รู้ตัว

 

ยางครอบฟันสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

ทันตแพทย์สามารถแนะนำยางครอบฟันที่เหมาะสมกับคุณได้ โดยเครื่องมือนี้จะช่วยลดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่ไม่รุนแรง ซึ่งยางครอบฟันจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับรูปปาก ทำให้มันช่วยจัดโครงสร้างภายในปากให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ใส่มันก่อนนอนเพื่อเปิดทางเดินหายใจของคุณขณะนอนหลับ

 

วิธีรักษาโดยใช้เครื่องซีแพพ (CPAP) คือการรักษาที่มีประสิทธิภาพ: เป็นความจริง

เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continuous Positive Airway Pressure-CPAP) จะเป่าอากาศเข้าไปขยายทางเดินหายใจของคุณ โดยคุณสามารถที่จะปรับแรงดันอากาศ ได้จนกว่ามันจะเพียงพอ ที่จะทำให้ทางเดินหายใจของคุณเปิดขึ้นในขณะนอนหลับ เป็นการรักษาที่มักใช้กับผู้ใหญ่ที่มีระดับอาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ในขั้นปานกลางถึงรุนแรง

 

การผ่าตัดเป็นวิธีที่ดี และแน่นอนที่สุดในการแก้ไขภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ: ไม่เป็นจริง

การผ่าตัดจะได้ผล แค่เพียงในบางกรณีเท่านั้น เช่น เด็กที่มีต่อมทอนซิลขนาดใหญ่ มาบล็อกทางเดินหายใจ  แพทย์สามารถผ่าตัดเพื่อนำทอนซิลที่ก่อให้เกิดปัญหาออก และมีผู้ใหญ่บางคนที่สามารถผ่าตัดเพื่อลดเนื้อเยื่อ แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน หากคุณมีอาการนี้อยู่ ควรพูดคุยกับแพทย์ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีข้อเสียของการผ่าตัดให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการผ่าตัดใดๆ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com