ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

ออกกำลังกาย-ช่วงเวลาไหนดี.jpg

หลาย ๆ คนอาจมีข้อสงสัยว่า เวลาไหน โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือเย็น จะเหมาะกับการออกกำลังกายดี แต่ก่อนที่จะดูเรื่องเวลา ในเบื้องต้นมีข้อมูลที่ยืนยันแล้วว่าการออกกำลังกายที่เหมาะสม ร่วมกับการเลือกทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ มีประโยชน์แน่ ๆ ในส่วนเรื่องเวลาที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกาย มีดังนี้

 

จากเรื่องหัวใจของการออกกำลังกาย พบว่าการออกกำลังกายไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาไหน ล้วนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป โดยหากออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว ผลลัพธ์ในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะเรื่องของการลดน้ำหนัก พบว่าไม่แตกต่างกันเท่าไร เพื่อให้เนื้อหาสั้นกระชับ ขอเลือกเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย เฉพาะการออกกำลังกายช่วงเช้าและช่วงเย็น ซึ่งคนส่วนใหญ่ มักจะออกกำลังกายในช่วงเวลาดังกล่าว อ่านเพิ่มเติม ตอบข้อสงสัย เรื่องการออกกำลังกาย ตอนที่ 2

 

การออกกำลังกายช่วงเช้า

ข้อดี

  1. สามารถวางแผนและทำต่อเนื่องได้ง่ายกว่าการออกกำลังกายช่วงเย็น
  2. ได้รับอากาศบริสุทธิ์ ฝุ่นควันน้อย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆของวัน รวมถึงการได้รับวิตามินจากแสงแดดในช่วงเช้าอีกด้วย
  3. สามารถกระตุ้นระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ให้มีการตื่นตัว เตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในวันนั้น
  4. มีสมาธิจดจ่อกับการออกกำลังกายในรูปแบบต่าง ๆ ได้ดี เนื่องจากเพิ่งพักผ่อนมาอย่างเต็มที่จากการนอน
  5. มีงานวิจัยที่บอกว่า มีแนวโน้มทานอาหารมื้อเช้าได้น้อยกว่าปกติ อีกทั้งสามารถดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานได้มาก ส่งผลให้ลดน้ำหนักได้ดี อ่านเพิ่มเติม ออกกำลังกาย ร่างกายใช้พลังงานอย่างไร 

ข้อเสีย

  1. อาจต้องใช้เวลาวอร์มนาน เนื่องจากร่างกายมีอุณหภูมิต่ำ หลังจากตื่นจากการนอนหลับ ระบบต่างๆโดยเฉพาะระบบไหลเวียนโลหิต ยังทำงานไม่เต็มที่ อ่านเพิ่มเติม ตอบข้อสงสัย เรื่องการออกกำลังกาย ตอนที่ 2
  2. ต่อเนื่องจากข้อแรก หากวอร์มไม่พอหรือออกกำลังกายหนัก จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูง
  3. หากนอนพักผ่อนไม่พอ การตื่นมาออกกำลังกายในตอนเช้า อาจทำให้อ่อนเพลียทั้งวัน อ่านเพิ่มเติม นอนหลับไม่พอ ควรออกกำลังกายไหม 
  4. หากท้องว่าง จะมีการกระตุ้นให้ตับทำงานเพิ่มขึ้น อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของตับได้

 

เทคนิคการออกกำลังกายช่วงเช้า

ควรรับประทานอาหารลองท้องก่อนออกกำลังกายสักระยะ เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอ และควรอบอุ่นร่างกายให้นานกว่าการออกกำลังกายในช่วงเวลาอื่น ๆ อย่างน้อย 15 – 20 นาที โดยการออกกำลังกายควรเน้นเบาไปหาหนัก เพื่อให้ร่างกายปรับตัว หากรู้สึกง่วง อ่อนเพลีย ควรพักผ่อนให้เต็มที่ เพราะการออกกำลังกายจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร อ่านเพิ่มเติม หัวใจของการออกกำลังกาย

 

การออกกำลังกายช่วงเย็น

ข้อดี

  1. ใช้เวลาวอร์มสั้นกว่าช่วงเช้า เนื่องจากร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่า ระบบต่างๆของร่างกายผ่านการทำงานมาตลอดวัน อ่านเพิ่มเติม ตอบข้อสงสัย เรื่องการออกกำลังกาย ตอนที่ 2
  2. มีโอกาสเสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่ำ หากเลือกออกกำลังกายที่สอดคล้องกับสมรรถภาพของร่างกาย อ่านเพิ่มเติม บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ทำไงดี
  3. มีแนวโน้มออกกำลังกายได้เต็มที่ เนื่องจากความพร้อมของร่างกาย และมีพลังงานเพียงพอจากการทานอาหารในระหว่างวัน ออกกำลังกาย ร่างกายใช้พลังงานอย่างไร
  4. เช่นเดียวกับช่วงเช้า การออกกำลังกายช่วงเย็น มีแนวโน้มให้การทานอาหารมื้อเย็นน้อยกว่าปกติ ช่วยลดน้ำหนักได้ดี
  5. หากมีเวลาพักหลังออกกำลังกายเพียงพอ จะทำให้การนอนหลับในตอนกลางคืนดียิ่งขึ้น
  6. ช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน ทำให้ร่างกายสดชื่น 

ข้อเสีย

  1. หากเว้นช่วงห่างจากการนอนไม่พอ ร่างกายยังคงตื่นตัวอยู่ จะทำให้นอนหลับยาก
  2. ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ช้า เนื่องจากมีสารอาหารให้พลังงานอื่น ๆ จากการรับประทานอาหารก่อนหน้า อ่านเพิ่มเติม ออกกำลังกาย ร่างกายใช้พลังงานอย่างไร
  3. อาจพบความลำบาก หากต้องการให้ออกกำลังกายหนักหน่วงสม่ำเสมอ เนื่องจากความพร้อมหลังเลิกงานเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน

 

เทคนิคการออกกำลังกายช่วงเย็น

ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกาย หากจำเป็นควรเลือกกินผลไม้ที่ให้พลังงานแทน ปรับความหนักเบาของการออกกำลังกายตามสภาพความพร้อมในแต่ละวัน โดยหากออกกำลังกายที่หนักเพียงพอ จะมีแนวโน้มการทานมื้อเย็นได้น้อยลง อย่าลืมเว้นระยะห่างจากการนอนให้ได้อย่างน้อย 3 – 4 ชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนไม่หลับ

 

สรุปแล้ว ควรออกกำลังกายช่วงเวลาไหนดี

ออกกำลังกายช่วงเวลาที่ตนเองสะดวก ไม่ว่าจะช่วงเช้าหรือเย็น โดยเลือกช่วงเวลาที่สามารถออกได้เป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งในสัปดาห์ โดยปรับรูปแบบและความหนักเบา ความถี่ในการออกกำลังกายตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ อ่านเพิ่มเติม หัวใจการออกกำลังกาย

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


ออกกำลังกายแบบนี้-ก็แข็งแรงได้.jpg

สำหรับเพื่อน ๆ ก่อนอ่านบทความนี้ คงจะเห็นแล้วว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญต่อการรักษาสุขภาพ แต่หลาย ๆ ท่านอาจไม่มีเวลาหรือจัดวันเล่นกีฬาแบบไปที่สนามได้แค่ 1 – 2 วัน จริง ๆ แล้วในวันอื่น ๆ เราสามารถออกกำลังกายหลาย ๆ แบบที่บ้านได้ มาติดตามกัน

 

ง่ายสุดคือ การเดิน

หากบ้านใครพอมีบริเวณที่จะเดินได้ ลองหาเวลาช่วงที่ว่างจากงานบ้าน ลองเดินบริเวณสนามหน้าบ้าน เดินถนนในหมู่บ้าน หรือถ้าต้องการความชันด้วย ก็จะเป็นการเดินขึ้นลงบันไดหลาย ๆ รอบ โดยนำความรู้จากเรื่องหัวใจการออกกำลังกายมาปรับใช้ เดินให้หัวใจเต้น โซน 2 หรือมีอาการหอบเหนื่อย ต่อเนื่องให้ได้ 30 นาที – 1 ชั่วโมง อย่าเดิน 5 – 10 นาทีหยุดแล้วเริ่มใหม่ เพราะไขมันจะไม่ถูกเผาผลาญอย่างเต็มที่

 

ปรับเป็นวิ่งเหยาะ ๆ ในบ้าน

สอดคล้องกับในข้อ 1 แต่เพิ่มความเร็ว ความหนักโดยเปลี่ยนจากเดินมาเป็นวิ่งเหยาะ โซน 2 ต่อเนื่องให้ได้ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพื่อลดไขมันและเสริมสร้างการทำงานของระบบในร่างกาย ถึงจุดนี้เพื่อน ๆ อาจพิจารณาหาซื้อลู่วิ่งไฟฟ้าราคาประหยัดมาใช้ทำให้สะดวกยิ่งขึ้น อ่านเพิ่มเติม ตอบข้อสงสัย เรื่องการออกกำลังกาย ตอนที่ 1

 

เสริมด้วยยกน้ำหนัก

ไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนสเพื่อยกลูกเหล็กมาตรฐาน เบื้องต้นหาอุปกรณ์ในบ้าน น้ำหนักพอประมาณยกได้ เช่น น้ำขวดลิตร ตะกร้าผ้า ถังใส่น้ำ น้ำหนักไม่เกิน 5 กิโล ยกหลาย ๆ ชุด จากน้อยไปมากให้ร่างกายเกิดความเคยชิน วิธีนี้อาจไม่ได้กล้ามเนื้อที่ใหญ่ขึ้น 2 – 3 เท่า แต่เมื่อรวมกับการเดินวิ่งที่หนักเพียงพอแล้ว รับรองว่ากล้ามเนื้อจะกระชับ เห็นชัดขึ้นแน่ ๆ

 

สลับกับวิดพื้น

วิดพื้นสุดยอดท่าเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เริ่มด้วยจำนวนครั้งน้อย ๆ ก่อน หากใครยังทำไม่ได้ ให้งอเข่าช่วยพยุงตัวเสริมแขนทั้ง 2 ข้าง วิธีนี้ลดน้ำหนักที่กดแขนได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังอาจเริ่มด้วยการวิดผนังก่อนก็เป็นอีกวิธี ค่อย ๆ ทำ ปรับเพิ่มความหนัก การวิดพื้นจะได้ความแข็งแรงของอก ไหล่ ต้นแขน ปรับการวางมือ และความกว้างของแขนเพื่อเน้นกล้ามเนื้อที่หลากหลายมากขึ้น

 

เสริมด้วยสควอต

สควอตเป็นการออกกำลังกายที่สร้างความแข็งแรงให้กับต้นขา สะโพก เริ่มต้นอาจใช้การลุกนั่งเก้าอี้ เป็นชุด ๆ ละ 10 ครั้ง ปรับเพิ่มเมื่อแข็งแรงขึ้น จนสามารถทำท่าสควอทเต็มรูปแบบได้ เช่นเดียวกันเมื่อแข็งแรงขึ้นให้เพิ่มเวลาเป็นหลาย ๆ นาที หรือปรับเป็นขาเดียวหากร่างกายแข็งแรงมาก ๆ ที่สำคัญทำต่อเนื่องกัน อย่าทำหยุดๆเพื่อให้ร่างกายเคยชิน

 

อย่าลืมซิทอัพ

ซิทอัพสุดยอดท่าออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง และกล้ามเนื้อช่วงกลางลำตัว ปรับหนักเบาตามการยกตัว เพิ่มความแข็งแรงขณะยกตัวถึงจุดสูงสุด ให้เกร็งหน้าท้องไว้สัก 2 – 3 วินาที ก่อนนอนกลับไปที่พื้นตามท่าตั้งต้น ทำเป็นชุด ๆ ละ 10 – 15 ครั้ง

 

ตามด้วยกระโดดตบ

อีกสุดยอดท่าออกกำลังกาย ช่วยให้หัวใจแข็งแรง ร่างกายทำงานประสานกันได้ดี ลดความเครียด จัดเป็นชุด ๆ ละ 15 – 20 ครั้ง เบื้องต้นทำสัก 2-3 ชุด ทำต่อเนื่องสม่ำเสมอ ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนครั้งในแต่ละชุด ท่านี้ทำให้หนักแน่น ต่อเนื่องช่วยลดไขมัน กล้ามเนื้อชัดเจนขึ้นอย่างดี อ่านเพิ่มเติม ตอบข้อสงสัย เรื่องการออกกำลังกาย ตอนที่ 2

 

หาเวลาเปิดเพลงเต้นบ้าง

มีเวลาเปิดเพลงที่ชอบ เต้นให้เข้าจังหวะ ต่อเนื่องหลาย ๆ เพลง ทำให้หัวใจ ปอดทำงานดีขึ้น กล้ามเนื้อข้อต่อต่าง ๆ แข็งแรง มีความยืดหยุ่น แถมได้ความรู้สึกดีกับตัวเอง อารมณ์ดี คลายเครียดได้อีก ลองหาเพลงที่ชอบแทรกการเต้นเข้าไป เริ่มจากวันละ 10 – 15 นาที และค่อยๆเพิ่มเวลาขึ้น อ่านเพิ่มเติม หัวใจการออกกำลังกาย

หลาย ๆ คนที่อ่านบทความถึงตอนนี้ คงลดแรงกดดันจากอุปกรณ์และสถานที่ออกกำลังไปได้บ้าง หลาย ๆ ท่าออกกำลังกาย ซึ่งจริง ๆ มีมากกว่านี้ สามารถทำได้ที่บ้าน พื้นที่ว่าง ๆ แถวบ้าน รวมถึงลานออกกำลัง ลงทุนเรื่องเวลากับการออกกำลังกาย ดีกว่าการทานยาหลาย ๆ เม็ดตอนอายุเยอะ ๆ

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


ตอบข้อสงสัย-เรื่องออกกำลังกาย-ตอนที่-3-edit1.jpg

Q: ถ้าหิว ควรทานอาหารก่อนหรือหลังออกกำลังกายจะดี

A: มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิกในขณะท้องว่าง ร่างกายจะใช้พลังงานจากไขมันมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตามเพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับการเผาผลาญไขมันเพิ่มขึ้น ควรออกกำลังกายในขณะท้องว่างจากเบาไปหนัก และควรกินคาร์โบไฮเดรตล่วงหน้า ก่อนการออกกำลังกายหนัก อ่านเพิ่มเติม กินอาหารก่อนออกกำลังกายดีไหม

 

Q: ควรดื่มน้ำทุกครั้งที่ออกกำลังกายหรือไม่ มีหลักการดื่มอย่างไร

A: ควรดื่ม โดยแบ่งดื่มก่อนออกกำลังกายเป็น 2 ช่วง คือ ดื่มล่วงหน้า 1 – 2 ชม. และดื่ม 15 – 20 นาทีก่อนออกกำลังกาย ในปริมาณที่ลดลง ระหว่างออกกำลังกายมีการสูญเสียเหงื่อ ควรมีการดื่มน้ำเป็นระยะประมาณ 15 – 20 นาที/ครั้ง ครั้งละไม่มาก หากมีเหงื่อออกมาก ควรมีการเสริมเกลือแร่เพิ่ม หลังการออกกำลังกายควรมีการดื่มน้ำเพื่อเติมน้ำกลับคืนร่างกาย ให้ใกล้เคียงกับที่สูญเสียไป ปริมาณมากน้อยสังเกตจากน้ำหนักตัวที่ลดลง

 

Q: ถ้าไม่สบายนิดหน่อย ออกกำลังกายได้ไหม

A: หากเป็นอาการเหนือคอขึ้นไป เช่น คัดจมูก เจ็บคอ น้ำมูกใส สามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรลดความหนักของการออกกำลังกายลงอย่างน้อย 50% พร้อมกับการดูแลด้านอื่นในเบื้องต้น เช่น ดื่มน้ำอุ่น นอนหลับพักผ่อน ทั้งนี้หากอาการแย่ลงควรหยุดออกกำลังกายทันที

 

Q: ถ้าต้องการลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายลักษณะไหน

A: หลักการเบื้องต้น ลดน้ำหนักควรออกกำลังกายควบคู่กับการควบคุมอาหาร ให้พลังงานที่ร่างกายใช้มากกว่าพลังงานที่ได้รับ สำหรับการออกกำลังกายที่เหมาะสมจะเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน ให้หัวใจเต้นอยู่ในโซน 2 ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป สัปดาห์ละ 3 ครั้งหรือมากกว่านั้น พร้อมกับการออกกำลังกายแบบเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อ เพื่อเพิ่มการเผาผลาญให้มากขึ้น อ่านเพิ่มเติม ออกกำลังกาย ร่างกายใช้พลังงานอย่างไร 

 

Q: เลือกควบคุมอาหารโดยไม่ออกกำลังกาย เพื่อลดน้ำหนักได้ไหม

A: ไม่แนะนำ แม้ว่าการคุมอาหารโดยให้พลังงานที่ร่างกายใช้มากกว่าพลังงานที่ได้รับ สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ แต่การออกกำลังกายร่วมกับการควบคุมอาหาร ทำให้ร่างกายไม่ต้องฝืนกับการควบคุมอาหารอย่างหนัก ๆ อีกทั้งยังทำให้ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหายใจ กล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ มีความแข็งแรง ทำงานได้ดีขึ้น

 

Q: ออกกำลังกายเพื่อลดไขมันเฉพาะส่วนได้ไหม

A: ไม่ได้ เพราะร่างกายไม่สามารถกำหนดได้ว่า จะลดไขมันตรงไหนก่อนหลัง โดยหลักการแล้วร่างกายจะเริ่มสะสมไขมัน ซึ่งเป็นพลังงานส่วนเกินไว้ที่ พุง เอว สะโพก แขน ขา โดยการนำมาใช้จะเริ่มจากที่สะสมใหม่ โดยไขมันที่เอว พุง จะค่อย ๆ ลดภายหลังจากการลดน้ำหนักไปได้สักระยะ ทั้งนี้อาจมีการบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะจุด เพื่อสร้างความแข็งแรงบริเวณนั้นได้

 

Q: ถ้าออกกำลังกายหนักแล้ว จะกินมากเท่าไรก็ได้

A: ไม่ถูก การออกกำลังกายหนัก ทำให้กินได้มากกว่าไม่ออกกำลังกาย แต่ต้องไม่ทำให้พลังงานที่ร่างกายได้รับมากกว่าพลังงานที่ร่างกายใช้ เพื่อให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

Q: ออกกำลังกายแบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เน้นการใช้น้ำหนักพอดี ทำจำนวนชุดมาก ๆ

A: ไม่ถูกต้อง หากต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ควรเน้นการใช้น้ำหนักมาก ๆ จำนวนชุดน้อย ๆ โดยต้องรู้สึกตึงกล้ามเนื้อในระดับหนึ่ง เสริมด้วยการกินโปรตีนเสริมตามความเหมาะสม อ่านเพิ่มเติม อาการที่บอกว่า ออกกำลังกายไม่ได้ผล

 

Q: ออกกำลังกายแบบเสริมความยืดหยุ่น ควรเน้นการใช้น้ำหนักมาก ออกแรงสั้น ๆ ไม่หายใจ

A: ไม่ถูกต้อง การเสริมความยืดหยุ่น ควรเน้นให้กล้ามเนื้อ ได้มีการยืด คลายตัวอย่างช้า ๆ ไม่เน้นความหนักหรือความเร็ว เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อตึง และเกิดการบาดเจ็บได้ อ่านเพิ่มเติม ออกกำลังกายแบบไหน ฝึกความอึดทนแกร่ง

 

Q: ออกกำลังกาย จำเป็นต้องกินเวย์ โปรตีนไหม

A: ไม่จำเป็น ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรารับประทานมีโปรตีนเพียงพอไหม โดยไม่จำเป็นต้องกินให้เกินพอ เนื่องจากโปรตีนส่วนที่เกินร่างกายจะขับออก สำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย โดยเฉพาะแบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งต้องใช้โปรตีนที่สูง การกินเวย์โปรตีนอาจเป็นประโยชน์

 

Q: ออกกำลังกาย ต้องกินน้ำเกลือแร่ไหม

A: โดยทั่วไปไม่จำเป็น โดยทานน้ำให้เพียงพอทั้งก่อน ระหว่างและหลังการออกกำลังกายเพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปได้ ยกเว้นการออกกำลังกายหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น วิ่งมาราธอน ควรดื่มเกลือแร่ เพื่อเสริมเกลือแร่ที่สูญเสียไปพร้อมกับเหงื่อขณะวิ่งได้

 

Q: ผู้ป่วยในทุกประเภท ไม่ควรออกกำลังกาย

A: การออกกำลังกายมีประโยชน์หลายประการ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำแนะนำถึงวิธีการออกกำลังกายที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

อ่านต่อ ตอบข้อสงสัย เรื่องออกกำลังกาย ตอนที่ 1ตอบข้อสงสัย เรื่องออกกำลังกาย ตอนที่ 2ตอบข้อสงสัย เรื่องออกกำลังกาย ตอนที่ 3

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


ตอบข้อสงสัย-เรื่องออกกำลังกาย-ตอนที่-2.jpg

Q: ออกกำลังกายตอนเช้าหรือออกกำลังกายตอนเย็น ดีกว่ากัน

A: แต่ละช่วงเวลาก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เช่น ตอนเช้า มีสมาธิมาก แต่หากวอร์มไม่เพียงพอ อาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ในขณะที่ตอนเย็น ร่างกายมีความพร้อมมากกว่า แต่หากออกกำลังกายมากเกินไป อาจทำให้นอนไม่หลับ เป็นต้น ในทางปฏิบัติศึกษาข้อดีข้อเสีย แล้วเลือกเวลาที่เหมาะสม สามารถออกกำลังกายได้เป็นประจำจะดีที่สุด อ่านเพิ่มเติม ออกกำลังกาย ช่วงเวลาไหนดี 

 

Q: จำเป็นต้องวอร์มร่างกาย ทั้งก่อนและหลังออกกำลังกายหรือไม่

A: จำเป็น ถ้าต้องการให้ออกกำลังกายได้ผลดี โดยการวอร์มก่อนออกกำลังกาย เพื่อให้หลอดเลือดขยายตัว กล้ามเนื้ออบอุ่นทำให้สามารถยืดหดตัวได้ดี ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ และการวอร์มภายหลังออกกำลังกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อบีบตัวไล่เลือดที่ค้างในกล้ามเนื้อกลับเข้าสู่หัวใจและหลอดเลือด ป้องกันอาการหน้ามืด วิงเวียน หรือเป็นลมที่อาจเกิดจากการที่ยังมีเลือดค้างอยู่ในกล้ามเนื้อมากเกิน อ่านเพิ่มเติม หัวใจของการออกกำลังกาย

 

Q: ในแต่ละครั้ง จำเป็นต้องออกกำลังกายต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 นาทีไหม

A: หากมองในเรื่องของการเผาผลาญไขมัน ร่างกายจะเริ่มดึงไขมันมาใช้ตั้งแต่นาที 5 – 6 หลังการออกกำลังกาย และเริ่มใช้ไขมันเต็มที่ตั้งแต่นาทีที่ 10 เป็นต้นไป ทั้งนี้หากต้องการเผาผลาญไขมันให้ได้มาก ๆ เช่น เพื่อลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายแบบแอร์โรบิก โดยคุมหัวใจเต้นอยู่ในโซน 2 – 3 ให้นานตลอดการออกกำลังกาย ทั้งนี้หากออกกำลังกายในลักษณะหยุด ๆ ออก ๆ ร่างกายจะเผาผลาญไขมันได้ไม่เต็มที่ อ่านเพิ่มเติม ออกกำลังกาย ร่างกายใช้พลังงานอย่างไร

 

Q: จำเป็นต้องออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 3 ครั้ง ใน 1 สัปดาห์ไหม

A: จำเป็น เนื่องจากกล้ามเนื้อถ้าอยู่เฉย ๆ จะเสียความแข็งแรงไป 1 ใน 5 ทุก ๆ 3 วัน ประกอบกับการปรับตัวของระบบต่าง ๆ ของร่างกายให้เคยชินกับการออกกำลังกาย จึงควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 3 ครั้ง ใน 1 สัปดาห์ และควรเพิ่มจำนวนวันเป็น 4 – 6 วัน หากต้องการผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

 

Q: การออกกำลังกายครั้งเดียวครบ 150 นาทีกับการออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที ติดต่อกัน 5 วัน อย่างไหนให้ผลดีกว่ากัน

A: เหตุผลเดียวกับข้อก่อนหน้า การออกวันละ 30 นาที ติดต่อกัน 5 วัน ให้ผลที่ดีกว่า ออกครั้งเดียว

 

Q: ขณะออกกำลังกาย เหงื่อออกมากดีกว่าเหงื่อออกน้อย จริงไหม

A: ไม่จริง แม้ว่าร่างกายมีการเผาผลาญพลังงานเพื่อใช้ในการออกกำลังกาย และระบายความร้อนที่เกิดขึ้นผ่านทางเหงื่อ แต่ปริมาณเหงื่ออาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นกับหลายปัจจัย อีกทั้งการออกกำลังกายโซน 2 เพื่อลดน้ำหนัก เป็นโซนที่เหงื่อยังออกไม่มาก ดังนั้นควรออกกำลังกายโดยคุมให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในโซนที่เหมาะสมกับเป้าหมายของการออกกำลังกายจะเป็นประโยชน์ที่สุด อ่านเพิ่มเติม อัตราการเต้นหัวใจเป้าหมาย และประโยชน์ที่ได้รับ

 

Q: เวทเทรนนิ่งกับคาร์ดิโอ ควรออกแบบไหนก่อนหลัง

A: ไม่มีข้อกำหนดตายตัว ในเบื้องต้นหากเน้นสร้างกล้ามเนื้อควรทำเวทเทรนนิ่งก่อน หากเน้นพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหายใจควรทำคาร์ดิโอก่อน

 

Q: ถ้าตื่นนอนมา อ่อนเพลีย รู้สึกนอนไม่เต็มอิ่ม ควรนอนหรือออกกำลังกายดี

A: ควรนอน การนอนไม่พอส่งผลต่อฮอร์โมนบางตัว ทำให้เกิดพฤติกรรมเสียต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ และการจัดระบบการทำงานของสมอง จึงควรนอนให้เพียงพอควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย อ่านเพิ่มเติม นอนหลับไม่พอ ควรออกกำลังกายไหม

อ่านต่อ ตอบข้อสงสัย เรื่องออกกำลังกาย ตอนที่ 1ตอบข้อสงสัย เรื่องออกกำลังกาย ตอนที่ 2ตอบข้อสงสัย เรื่องออกกำลังกาย ตอนที่ 3

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


ตอบข้อสงสัย-เรื่องออกกำลังกาย-ตอนที่-1-edit4.jpg

Q: การออกกำลังกายนอกเหนือจากการเล่นกีฬา มีไหม

A: มี โดยหากดูความหมายของการออกกำลังกาย ที่เป็นกิจกรรมมุ่งพัฒนากำลังและความทนทานของกล้ามเนื้อ ระบบหัวใจ ระบบหายใจ ระบบประสาท รวมถึงฝึกฝนจิตใจและร่างกายให้สมดุลกัน การออกกำลังกายจะสามารถรวมกิจกรรมอื่น ๆ เช่น วิดพื้น ซิทอัพ เต้น เดิน ขึ้นลงบันได ลุกนั่ง ยกของ ปีนป่าย หยิบจับ แต่ต้องมีความเข้มข้นและระยะเวลาที่นานเพียงพอ ที่จะพัฒนาระบบต่าง ๆ ได้ อ่านเพิ่มเติม ออกกำลังกายแบบนี้ ก็แข็งแรงได้

 

Q: ทำงานบ้านเยอะแล้ว ไม่ต้องออกกำลังกายได้ไหม

A: ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะงานบ้าน เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า อื่น ๆ ส่วนใหญ่มีความเข้มข้นและระยะเวลานานไม่พอ ยังจำเป็นต้องเสริมการออกกำลังกายที่ต้องมีความเข้มข้นและระยะเวลาที่นานเพียงพอ ทั้งนี้สามารถปรับวิธีเพื่อให้การทำงานบ้าน ได้ประโยชน์แบบการออกกำลังกายได้ เช่น ซักผ้าด้วยมือ ยกตะกร้าผ้าน้ำหนักพอเหมาะขึ้นลงหลาย ๆ รอบ เป็นต้น

 

Q: ถ้าร่างกายปกติดี ไม่เจ็บป่วย ต้องออกกำลังกายไหม

A: ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อพัฒนากำลัง ความทนทานของกล้ามเนื้อ และระบบต่าง ๆ ของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เป็นการป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยง่าย อ่านเพิ่มเติม รู้แบบนี้แล้ว ออกกำลังกายดีกว่า

 

Q: ทำไมบางคน ไม่เคยเห็นออกกำลังกาย แต่แข็งแรงดี ไม่เจ็บป่วย

A: การเจ็บป่วยมาจากหลายสาเหตุ เช่น พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ การติดเชื้อ พันธุกรรม อื่น ๆ บางคนอาจมีพฤติกรรมเสี่ยงน้อย ไม่สัมผัสเชื้อหรือมีภูมิคุ้มกันดี ครอบครัวไม่มีโรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายช่วยลดโอกาสในการเจ็บป่วยจากโรคบางโรค และชะลอความเสื่อมของร่างกาย อ่านเพิ่มเติม รู้แบบนี้แล้ว ออกกำลังกายดีกว่า

 

Q: ควบคุมอาหารแล้ว ไม่ต้องออกกำลังกายได้ไหม

A: หากยึดความหมายของการออกกำลังกายตามข้อที่ 1 แล้ว การควบคุมอาหารไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์การออกกำลังกายได้

 

Q: ออกกำลังกายให้ถูกหลัก ควรเป็นอย่างไร

A: แนะนำอ่านเพิ่มเติม หัวใจของการออกกำลังกาย โดยสรุปดังนี้

  • ควรวอร์มทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย
  • ออกกำลังกายให้หลากหลาย ครอบคลุมทั้งแบบคาร์ดิโอ เพื่อความแข็งแรงของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย แบบเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และแบบเสริมความยืดหยุ่นและอ่อนตัว
  • ปรับรูปแบบของการออกกำลังกายตามเป้าหมาย เช่น ลดน้ำหนัก ควรเน้นออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ สร้างกล้ามเนื้อ ควรออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง ทั้งนี้ควรจัดโปรแกรมให้ครบทั้งแบบคาร์ดิโอ แบบสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และแบบเสริมความยืดหยุ่น
  • ปรับระยะเวลาและความถี่ให้เหมาะสมกับเป้าหมายของการออกกำลังกาย เช่น ลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกาย Zone 2 – 3 ครั้งละ 60 – 90 นาที 5 – 6 วันต่อสัปดาห์ เสริมด้วยเวท เทรนนิ่ง 3 – 4 วัน เป็นต้น อ่านเพิ่มเติม อ่านเพิ่มเติม อัตราการเต้นหัวใจเป้าหมาย และประโยชน์ที่ได้รับ 
  • สังเกตอาการเจ็บป่วยขณะออกกำลังกาย โดยบาดเจ็บใช้แนวทางการรักษาในเบื้องต้น คือ RICE ประกอบด้วย R (Rest) การพัก ไม่เคลื่อนไหวบริเวณที่บาดเจ็บ, I (Ice) น้ำแข็ง การประคบด้วยความเย็น, C (Compress) การรัด ใช้ผ้ายืดพันบริเวณที่บาดเจ็บ, E (Elevate) การยก ยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น อ่านเพิ่มเติม บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ทำไงดี
  • ทั้งนี้ หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เวียนหัว หน้ามืดจะเป็นลม ควรหยุดพักทันที อ่านเพิ่มเติม อาการเตือนถึงอันตราย ขณะออกกำลังกาย

อ่านต่อ ตอบข้อสงสัย เรื่องออกกำลังกาย ตอนที่ 1ตอบข้อสงสัย เรื่องออกกำลังกาย ตอนที่ 2ตอบข้อสงสัย เรื่องออกกำลังกาย ตอนที่ 3

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


อาการที่บอกว่า-ออกกำลังไม่ได้ผล-03-edit1.jpg

อาการที่บอกว่า ออกกำลังกายไม่ได้ผล สำหรับใครที่อยากรู้ว่า ออกกำลังกายในแบบที่ตัวเองทำอยู่นั้น ถูกหรือผิด ล้มเหลวจนถึงขั้นสูญเปล่าหรือไม่ ในเบื้องต้นต้องย้อนกลับมาทบทวนก่อนว่า เพื่อน ๆ ออกกำลังกายโดยมีเป้าหมายเพื่ออะไร เช่น ลดน้ำหนัก เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย ปรับปรุงระบบไหลเวียนโลหิต ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ เป็นต้น เมื่อได้เป้าหมายแล้ว เรามาดูแนวทางการประเมินการออกกำลังกายกัน

 

โดยภาพรวมแล้ว การออกกำลังกายจะได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ผู้ออกกำลังกายควรออกให้ครบทุกอวัยวะ โดยจัดเป็นโปรแกรมลักษณะ Well – rounded exercise program เช่น ใน 1 สัปดาห์ ควรออกกำลังกายโดย ผสมการออกกำลังทั้งสามแบบเข้าด้วยกัน สามารถปฎิบัติได้ดังนี้
1) การออกออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพื่อพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจ และปอด (Cardiorespiratory fitness) เช่น การวิ่ง โดยมีอัตราการเต้นหัวใจอยู่โซน 2 – 3 ติดต่อกันมากกว่าครึ่งชม. 3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป
2) การออกกำลังกายแบบเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ (Resistance exercises) เช่น การเล่นเวทเทรนนิ่ง วิดพื้น ซิทอัพ และ
3) การออกกำลังกายแบบเพิ่มความยืดหยุ่นและความอ่อนตัว (Flexibility exercises) เช่น โยคะ พิลาทิส ไทชิ ชี่กง โดยผู้ที่ออกกำลังกายครบทั้ง 3 ลักษณะ ติดต่อกันในระยะเวลาหนึ่ง ร่างกายจะมีความฟิต โดยมีกล้ามเนื้อที่ทนทานแข็งแรง สามารถยืดหยุ่นได้ดี และสามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้นาน โดยไม่เหนื่อยง่าย

ทั้งนี้การออกกำลังกายอาจไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ตั้งใจ เบื้องต้นสามารถพิจารณาได้จากเป้าหมาย ประเภท ความเข้มข้น ระยะเวลาของการออกกำลังกาย ดังนี้

  • ออกกำลังกาย หนักหรือเข้มข้นไม่พอ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน อาการบอกได้แก่ พูดคุยขณะออกกำลังกายได้เป็นปกติ ไม่รู้สึกเหนื่อยทั้งขณะและหลังออกกำลังกาย เหงื่อไม่ออกหรือออกน้อย เป็นไปได้ว่ามีความหนักหรือเข้มข้นไม่พอ หรือออกกำลังกายไม่ถึง 30 นาทีต่อครั้ง
    ส่งผลให้การทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหายใจยังไม่ถูกกระตุ้นอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับในการออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อ หากไม่รู้สึกตึง ล้ากล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยพอดี ๆ แล้ว เป็นไปได้ว่าอาจใช้น้ำหนักน้อยเกินไป หรือจำนวนชุดในการยกน้อยเกินไป อาการเหล่านี้สามารถบอกว่าการออกกำลังกายครั้งนี้ มีความเข้มข้นไม่พอ
  • ออกกำลังกาย เข้มข้นเกินไป ข้อนี้จะตรงกันข้ามกับข้อแรก หากเพื่อน ๆ ออกกำลังกายหนักเกินไป อาจมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ในขณะหรือหลังออกกำลังกาย เช่น หมดเรี่ยวแรง อ่อนล้าพักแล้วก็ไม่หาย ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง กล้ามเนื้อกระตุก บาดเจ็บจากการออกกำลังกาย อาการเหล่านี้ส่งผลให้ต้องมีการพักเป็นเวลานาน ไม่สามารถออกกำลังกายได้ต่อเนื่องเพียงพอ เป้าหมายการออกกำลังกายอาจไม่สำเร็จ
  • ออกกำลังกายผิดประเภท หรือใช้ส่วนผสมในการออกกำลังกายที่ผิด ข้อนี้ขึ้นกับเป้าหมายของการออกกำลังกาย เช่น ถ้าต้องการลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ โดยมีอัตราการเต้นหัวใจอยู่ในโซน 2 – 3 เป็นเวลานานกว่า 30 นาทีสัปดาห์ละอย่างน้อย 3 ครั้ง หากต้องการลดน้ำหนักแต่ไปออกกำลังกายที่เน้นเสริมความแข็งแรง เช่น ยกน้ำหนัก หรือออกกำลังกายที่เสริมความยืดหยุ่น เช่น โยคะ น้ำหนักก็จะไม่ลด อีกทั้งหากออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แต่ใช้ความเข้มข้นสูงเกิน เช่น มีอัตราการเต้นหัวใจอยู่โซน 4 – 5 ซึ่งร่างกายจะใช้พลังงานในการออกกำลังกายจากไกลโคเจน และน้ำตาลในเลือดเป็นหลัก การลดน้ำหนักก็อาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร อาการในข้อนี้คือ ออกกำลังกายเท่าไรน้ำหนักก็ไม่ลด หรือหากต้องการเพิ่มความแข็งแรง แต่ออกกำลังกายเท่าไรกล้ามเนื้อก็ไม่เพิ่ม ไม่รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น ดังนั้นจึงควรทบทวนและจัดสัดส่วนประเภทของการออกกำลังกายให้เหมาะสม
  • ออกกำลังกายไม่สัมพันธ์กับสูตรในการกินอาหาร ข้อนี้เชื่อมโยงมาถึงแหล่งพลังงานในการออกกำลังกายโดยต้องปรับการกินให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการออกกำลังกายด้วย เช่น หากต้องการลดน้ำหนัก นอกจากการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หัวใจเต้นอยู่ในโซน 2 – 3 พร้อมกับการปรับสูตรอาหาร โดยลดไขมัน ลดแป้ง เพิ่มโปรตีนให้เหมาะสม เป็นต้น ทั้งนี้สูตรการกินอาหารมีหลายประเภท ควรเลือกการกินเพื่อให้เป้าหมายของการออกกำลังกายเห็นผลโดยเร็ว อาการจะคล้ายกับในข้อ 3 คือ ภายหลังการออกกำลังกายไปได้ระยะเวลาหนึ่ง น้ำหนักไม่ลด หรือความแข็งแรงของร่างกายไม่ได้เพิ่ม


ดังนั้นในการออกกำลังกาย ควรมีการกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาเพื่อไปถึงเป้าหมาย แล้วทำการประเมินความคืบหน้า หากพบอาการดังที่กล่าวมา หรือภายหลังออกกำลังกายไปได้ระยะเวลาหนึ่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมาย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับการออกกำลังกายให้เหมาะสมต่อไป

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


5-น้ำมันทอดดีต่อสุขภาพหนักมาก.jpg

น้ำมันทอด กับอาหารถือว่าเป็นของคู่กันสำหรับคนที่รับประทานอาหารตามปกติ และถ้าคุณวางโปรแกรมการรับประทานอาหารคลีนก็จะยิ่งมีการแยกประเภทของน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพเฉพาะเจาะจงลงไปอีก บางคนอาจเคยคิดว่าของทอดนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย แต่อันที่จริงแล้ววัตถุดิบตั้งต้นต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ ส่วนกรรมวิธีการปรุงอย่างการทอดนั้นไม่ใช่ปัญหา ถึงแม้จะควบคุมอาหาร แต่ถ้าเลือกน้ำมันที่ดีต่อร่างกาย ยังไงก็ยังฟินกับของทอดได้แน่นอน

 

น้ำมันมะกอก

ถ้าคุณกำลังสนใจเรื่องการรับประทานอาหารคลีน น้ำมันมะกอกถือว่าเป็นราชินีของการปรุงเมนูคลีนเลยก็ว่าได้เพราะเป็นน้ำมันที่ให้แคลอรี่ต่ำ มีสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย น้ำมันมะกอกมีหลายชนิดตั้งแต่ Virgin, Extra virgin, Light ซึ่งคำเหล่านี้ใช้จำแนกถึงระดับจุดเดือดของน้ำมัน ซึ่งบางคนอาจกำลังงงว่าน้ำมันมะกอกไม่สามารถทอดของจนกรอบได้ คำตอบคือ ได้ถ้าเลือกชนิด Light ซึ่งมีจุดเดือดสูงที่สุดจากทั้งหมดนี้ ทอดเนื้อสัตว์ชุบแป้งทอดชิ้นเล็ก ๆ ได้ ส่วน Virgin เหมาะกับอาหารคลุกจำพวกสลัด และ Extra virgin เหมาะการนาบ ย่าง หรือผัดโดยใช้ความร้อน

 

น้ำมันคาโนลา

คาโนลาเป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง โดยน้ำมันคาโนลานี้สกัดมาจากเมล็ดของมันนั่นเอง ถือว่าเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากเพราะมีระดับไขมันอิ่มตัวที่ต่ำ มีโอเมก้าสูง ทำให้ครองใจคอรักสุขภาพมากมาย อีกทั้งมีระดับจุดเดือดปานกลาง ดังนั้น ถ้าใครคิดถึงการรับประทานของทอดอย่างไข่เจียวกรอบ ๆ หรือมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบทำเองซักถ้วยก็ยังทอดไหว แต่ถ้าทอดในระดับ Deep fried อย่างปลากะพงทอดน้ำปลาคงต้องบอกลากันไปก่อน

 

น้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวถือเป็นน้ำมันน้องใหม่ที่เริ่มบูมมากในกลุ่มคนรักสุขภาพช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับน้ำมันประเภทอื่น มีไขมันทั้งอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ ดังนั้น จึงเหมาะกับคนที่เล่นบอดี้เวท ทำให้น้ำมันมะพร้าวมักจะถูกบรรจุลงในโปรแกรมการกินแบบ Burn fat ของเหล่ากูรูเทรนเนอร์ท่านต่าง ๆ และตอนนี้ในท้องตลาดยังมีการพัฒนาน้ำมันมะพร้าวเพื่อการปรุงอาหารในครัวเรือนโดยเฉพาะด้วย ทำให้ผู้บริโภคสามารถสร้างสรรค์เมนูได้หลายหลายตั้งแต่การทำสลัดจนถึงการใช้น้ำมันทอดตามปกติทั่วไปเลย

 

น้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าวถือว่ามีคุณค่าทางอาหารสูงมากเพราะเป็นน้ำมันที่สกัดจากเปลือกของเมล็ดข้าวที่เรารับประทานกันเข้าไป และยังมีสารที่เรียกว่า Oryzanol ซึ่งได้รับการกล่าวถึงอย่างมากว่าเป็นไขมันดีและส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดด้วย ปัจจุบันน้ำมันรำข้าวในท้องตลาดได้มีการพัฒนาออกมาเป็นแบบ Light สำหรับผู้ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษ ซึ่งคำว่า Light นี้หมายถึงระดับแคลอรี่ที่น้อยกว่าน้ำมันรำข้าวปกติ สามารถผัดและทอด Deep fried ได้ และสามารถใช้ในเตาอุณหภูมิสูงแทนเนยตามเมนูขนมอบเพื่อสุขภาพอย่างคุกกี้หรือบราวนี่ได้ด้วย

 

น้ำมันพืช

ถ้าพูดถึงคำว่าน้ำมันพืชในท้องตลาด เรามักจะคุ้นหูคุ้นตากันดีกับน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์มที่เห็นวางจำหน่ายกันทั่วไป ปัจจุบันนี้ความมั่นใจของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นอีกขั้นด้วยกฎหมายที่ควบคุมเรื่องไขมันทรานส์ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าน้ำมันพืชธรรมดา ๆ ก็ดีต่อสุขภาพได้ไม่แพ้กัน นอกจากนั้นหลากหลายแบรนด์ยังมีการเพิ่มจุดขายด้วยการเพิ่มแร่ธาตุและสารอาหารต่าง ๆ ลงไป โดยผู้บริโภคสามารถเลือกแบรนด์ที่ชอบได้ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันเพื่อสุขภาพแบบอื่น ๆ แล้ว น้ำมันพืชจะมีจุดเด่นที่ราคา อีกทั้งยังสามารถย่าง ผัด ทอดได้หลากหลายตามใจอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.everydayhealth.com   www.mensjournal.com   www.time.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com