ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

เรื่องของ-น้ำตาลในเลือด.jpg

ภายหลังจากลำไส้เล็กย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ได้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือที่เรียกว่า น้ำตาลโมโนแซคคาไรด์ และทำการส่งไปที่ตับเพื่อเปลี่ยนน้ำตาลโมโนแซคคาไรด์ประเภทอื่นให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคส (Glucose) หลังจากนั้นกลูโคสจะถูกลำเลียงผ่านกระแสเลือด ไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย

 

โดยธรรมชาติร่างกายมนุษย์จะมีกลไกควบคุมและรักษาระดับของน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่สมดุลของร่างกาย (Homeostasis) ทั้งนี้ค่าน้ำตาลในเลือดจะมีความผันผวนตลอดทั้งวัน โดยจะมีระดับต่ำในช่วงเช้า ก่อนการรับประทานอาหารมื้อแรก และจะเพิ่มขึ้นหลังจากรับประทานอาหาร ปกติการวัดระดับน้ำตาลในเลือด จะให้ผู้วัดอดอาหารและน้ำอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ก่อนทำการวัด โดยระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (Fasting blood sugar, FBS) ในผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานจะอยู่ระหว่าง 70-100 มก./ดล. (mg/dL) กรณีที่ค่าที่ได้มากกว่า 100 มก./ดล. จัดอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) โดยค่าที่วัดได้ระหว่าง 100 – 125 มก./ดล. จัดอยู่ในผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน กรณีค่าที่วัดได้มากกว่า 125 มก./ดล. จัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะเบาหวาน  และกรณีระดับน้ำตาลที่วัดได้ต่ำกว่า 100 มก./ดล. จัดอยู่ในภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)

ทั้งนี้ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงสามารถเกิดได้กับทุกคน เช่น หลังกินอาหารที่มีน้ำตาลหรือแป้งในปริมาณมาก มีภาวะเครียด ไม่ออกกำลังกาย การกินยาบางชนิด โดยระดับน้ำตาลในเลือดอาจสูงอยู่สัก 2 – 3 ชม. หลังจากนั้นจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างเรื้อรัง ทั้งนี้ผู้ที่วัดได้ค่าระดับน้ำตาลหลังอดอาหารสูงแล้ว ควรได้รับการตรวจยืนยันซ้ำด้วยการทดสอบความทนต่อน้ำตาล (Oral glucose tolerance test : OGTT) โดยให้ผู้ที่วัดดื่มน้ำตาลกลูโคส และทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มน้ำตาลไปแล้ว 2 ชั่วโมง ซึ่งค่าปกติจะต่ำกว่า 140 มก./ดล. ถ้าค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 140 – 199 มก./ดล. จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน และถ้ามีค่าที่ได้ตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไป จัดอยู่ในกลุ่มที่มีภาวะเบาหวาน

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : th.wikipedia.org   www.yaandyou.net
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


หัวใจวาย.jpg

ภาวะหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้ตามปกติ โดยมีทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ภาวะนี้เกิดได้กับคนทุกวัย แต่พบบ่อยในเพศชายที่สูงอายุ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงเยอะกว่าเพศหญิงและคนวัยวัยหนุ่มสาว โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด โดยถือเป็นภาวะรุนแรง หากรักษาไม่ทัน อาจทำให้เสียชีวิตได้ หรือในรายที่เป็นนานๆอาจทำให้อวัยวะในระบบอื่น ๆ เสียหายได้

 

ภาวะหัวใจวายอาจเกิดอาการได้ทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรังโดยมีอาการค่อยเป็นค่อยไป ขึ้นกับสาเหตุที่พบ นอกจากนี้ยังมีแบบที่ภาวะหัวใจบีบตัวผิดปกติ (Systolic Heart Failure) เป็นอาการหัวใจวายที่ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้ดีเท่าที่ควร และแบบที่ภาวะหัวใจคลายตัวผิดปกติ (Diastolic Heart Failure) เป็นอาการหัวใจวายที่ทำให้หัวใจไม่คลายตัว เป็นเหตุให้เลือดไหลเวียนเข้าสู่หัวใจได้น้อย

 

อาการ

ปัญหาการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ เลือดไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ

ในระยะแรก จะมีอาการหอบเหนื่อยเวลาออกแรงหรือทำงานหนัก และอาจมีอาการหายใจลำบาก หายใจสั้น ไอ บางรายมีจุกแน่นลิ้นปี่ ปวดชายโครง ขาและข้อเท้าบวม ต่อมาเมื่ออาการหนักขึ้น นอกเหนือจากอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก จะมีอาการอ่อนเพลีย แม้ว่าอยู่ในขณะพัก นอนราบไม่ได้  ปัสสาวะออกน้อย เท้าบวม ท้องบวม กรณีเป็นรุนแรง อาจมีเสมหะสีชมพู ตัวเขียว ริมฝีปากเขียว กระสับกระส่าย ใจสั่น หากไม่ได้รับการรักษาอาจเสียชีวิต

ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะหัวใจวาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะส่งผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ จากการที่เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงไม่พอ ตัวอย่างเช่น ไตเสื่อม โรคลิ้นหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ตับทำงานผิดปกติ เป็นต้น

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์
เมื่อรู้สึกหอบเหนื่อยผิดปกติ เวลาออกแรง หายใจลำบาก หายใจสั้น เหมือนหายใจไม่สุด หรือมีอาการบวมที่ขาและข้อเท้า หรือจุกแน่นลิ้นปี่ ปวดชายโครง ควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุแต่เนิ่น

 

สาเหตุ

ภาวะหัวใจวายสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด การทานยาบางชนิด การติดเชื้อบางสายพันธ์ พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ทั้งนี้อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุร่วมกันได้ ดังนี้

  • โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ ความผิดปกติ เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูงทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ นำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจต้องทำงานหนัก ภายใต้แรงดันเลือดที่สูง หากปล่อยทิ้งไว้กล้ามเนื้อหัวใจจะไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ เร็วไป ช้าไปหรือไม่สม่ำเสมอ สามารถทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย เป็นลมหรือชักได้ โรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจรั่วทำให้เลือดมีการไหลย้อนกลับ กล้ามเนื้อหัวใจต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสูบฉีดเลือดให้เพียงพอ โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ทั้งนี้โรคทั้งหมดที่กล่าวมา สามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้
  • โรคและภาวะอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคปอดเรื้อรัง ไตวายเรื้อรัง คอพอกเป็นพิษ ภาวะโลหิตจางรุนแรง โรคเหน็บชาบางชนิด ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคเหล่านี้กรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุม สามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้
  • การใช้ยาบางชนิด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายได้ ดังนั้นในการใช้ยาควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง
  • การดื่มแอลกอฮอล์จัด สูบบุหรี่จัด อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักประวัติสุขภาพ อาการที่เกิดขึ้น ตรวจร่างกายเบื้องต้น โดยหากสงสัยว่ามีภาวะหัวใจวาย แพทย์จะพิจารณาตรวจพิเศษบางอย่าง เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัย ตัวอย่างการตรวจพิเศษที่สำคัญ ๆ การตรวจเลือด ดูการทำงานของอวัยวะในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และอาจมีการตรวจระดับสาร NT-proBNP ในเลือด ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยภาวะหัวใจวายได้รวดเร็วและแม่นยำ การตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) เป็นการใช้อุปกรณ์ปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง ดูประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือด และความผิดปกติอื่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram, ECG) ดูการทำงานของกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจ การเอกซเรย์ทรวงอก และอาจมีการสวนหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac Catheterization) ดูหลอดเลือดที่ตีบ เป็นต้น

 

การรักษา

หัวใจวายเป็นภาวะที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุดได้ ทั้งนี้ในการรักษาภาวะหัวใจวาย จำเป็นต้องพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัย เช่น สาเหตุหลัก ชนิดและความรุนแรงของภาวะหัวใจวาย เพศและอายุของผู้ป่วย โรคที่พบร่วม เป็นต้น หลังจากนั้นแพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อควบคุมอาการให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงการทำงานของหัวใจเองน้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุหลัก ทั้งการใช้ยา การติดอุปกรณ์ช่วยการทำงานหัวใจ การผ่าตัดและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ตัวอย่างเช่น

  • การรักษาด้วยยา ซึ่งในบางครั้งอาจต้องใช้หลายๆตัวร่วมกัน เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะ ยาเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ ยาขยายหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น ทั้งนี้ยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง การใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์
  • การรักษาโดยการติดอุปกรณ์ช่วยการทำงานหัวใจ บางกรณีแพทย์อาจพิจารณาติดอุปกรณ์ช่วยการทำงานของหัวใจ เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemakers) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ช้ากว่าปกติ เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวร (Cardiac Resynchronization Therapy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหัวใจวายจากการที่หัวใจห้องล่างซ้ายไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้แล้ว, เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (Implantable Cardioverter Defibrillators) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อุปกรณ์นี้จะช่วยให้หัวใจเต้นได้ตามจังหวะปกติ เป็นต้น
  • การรักษาโดยการผ่าตัด ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาเลือกการผ่าตัด ตัวอย่างเช่น การผ่าตัดซ่อมแซมหรือผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ กรณีที่ภาวะหัวใจวายเกิดจากความผิดปกติที่ลิ้นหัวใจ การผ่าตัดทำบอลลูน (Coronary Angioplasty) ขยายหลอดเลือดหัวใจ เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Graft: CABG) เป็นการนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาทำทางเบี่ยงให้เลือดสามารถหมุนเวียนเลี้ยงหัวใจได้ปกติ การผ่าตัดติดตั้งเครื่องช่วยสูบฉีดเลือด (Left Ventricular Assist Devices) ในกรณีหัวใจห้องล่างซ้ายไม่สามารถทำงานได้ และการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ (Heart Transplant) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหัวใจวายรุนแรง และการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ
  • การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ที่สำคัญ ได้แก่ การงดเหล้า บุหรี่  ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ โดยควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ห้ามทำงานที่ต้องออกแรงสูง เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งผู้ที่มีภาวะหัวใจวาย และผู้ที่ยังไม่มีภาวะหัวใจวาย แต่มีโรคประจำตัว หรือโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดภาวะหัวใจวาย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทั้งนี้เพื่อควบคุมอาการในผู้ที่มีภาวะหัวใจวาย และลดความเสี่ยงในการนำไปสู่ภาวะหัวใจวาย ในผู้ที่มีโรคปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ
  • ปรับพฤติกรรมในด้านการกินอาหาร โดยเลือกกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ หลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงทำให้เกิดโรค เช่น อาหารเค็ม อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง เครื่องในสัตว์ กุ้ง หอย ปลาหมึก อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง เช่น ไอศกรีม ขนมที่ทำจากแป้ง ขาหมู ไส้กรอก เนยแข็ง อาหารที่ทำโดยการผัดหรือทอด เป็นต้น โดยหันมาเน้นการกิน เนื้อปลา เนื้อไก่ โดยทำแบบแกง ต้ม ยำ นึ่ง อบหรือย่าง ผักสด ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ข้าวโพดต้ม แก้วมังกร กล้วย มันเทศ กะหล่ำปลี
  • การออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม การออกกำลังกาย รวมถึงการควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้ผู้ป่วยควรเข้ารับคำแนะนำในการวางแผนการออกกำลังกาย และการกินอาหารอย่างเหมาะสมจากแพทย์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

แหล่งที่มา
  1. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. หัวใจวาย/หัวใจล้ม. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 426-428
  2. https://th.wikipedia.org/wiki/ภาวะหัวใจวาย
  3. https://www.healthline.com/health/heart-failure#symptoms
  4. https://www.bumrungrad.com/th/heart-cardiology-center-treatment-surgery-bangkok-thailand/conditions/congestive-heart-failure
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

ว่าด้วยเรื่อง-ไขมันและคอเลสเตอรอล.jpg

ไขมันในเลือดที่สำคัญมีหลายชนิด แต่โดยทั่วไปในการตรวจวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง แพทย์จะตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid profile) ใน 4 ค่าหลัก ๆ ดังนี้

 

คอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol, TC)

เป็นผลรวมของค่าคอเลสเตอรอล แอลดีแอล คอเลสเตอรอล เอชดีแอลคอเลสเตอรอล 20% ของค่าไตรกลีเซอไรด์ (แทนวีแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (VLDL-C) ซึ่งคำนวณได้ยาก) โดยค่าปกติควรน้อยกว่า 200 mg/dl

 

แอลดีแอล คอเลสเตอรอล (LDL-cholesterol)

เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นต่ำ ไขมันชนิดนี้ถ้ามีในเลือดสูงจะไปเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากขึ้น โดยค่าปกติไม่ควรเกิน 100 mg/dl

เอชดีแอล คอเลสเตอรอล (HDL-cholesterol)

เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นสูง มีหน้าที่นำคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือดไปทำลายที่ตับ ส่งผลดีต่อหลอดเลือดแดง เพราะจะป้องกันไม่ให้ไขมันตัวอื่น ๆ ไปพอกสะสมทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง โดยค่าปกติไม่ควรต่ำกว่า 40 mg/dl

 

ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)

เป็นไขมันที่มีประโยชน์กับร่างกาย ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง และให้พลังงานเมื่อร่างกายต้องการ อย่างไรก็ตามผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบเพิ่มมากขึ้น ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 160 mg/dl

 

ภาวะไขมันในเลือดสูง พบได้บ่อยทั้งชายและหญิง พบมากในคนที่มีประวัติทางกรรมพันธุ์ คนอ้วน หรือคนที่ชอบกินอาหารพวกไขมันมาก ๆ หรือทำงานเบา ๆ ไม่ค่อยออกกำลังกาย

 

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


โรคหลอดเลือดแดงแข็ง.jpg

โรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)  เป็นโรคที่หลอดเลือดแดงเกิดการอักเสบจากหลาย ๆ สาเหตุ จนทำให้หลอดเลือดแดงหนาตัว มีความแข็ง ขาดความยืดหยุ่นและอาจถึงขั้นตีบตัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดผ่านหลอดเลือดบริเวณดังกล่าวติดขัด ส่งผลให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงไม่เพียงพอ

 

โรคหรือภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง สามารถเกิดขึ้นได้กับหลอดเลือดทั่วร่างกาย โดยผู้ที่เป็นมักจะไม่รู้จนกระทั่งเกิดอาการของภาวะแทรกซ้อน ซึ่งขึ้นอยู่กับหลอดเลือดบริเวณที่ตีบตัน เช่น กรณีเกิดที่หลอดเลือดที่คอหรือสมอง อาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์ กรณีเกิดที่หลอดเลือดหัวใจ อาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด กรณีเกิดที่หลอดเลือดแขน ขา อาจทำให้เกิดอาการชา ปวด เป็นตะคริว มีแผลจะหายช้า และที่ไตถ้าเป็นรุนแรงอาจทำให้ไตวายได้

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

ในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่พบอาการใด ๆ จะเริ่มมีอาการเมื่อหลอดเลือดมีการตีบตันมากจนเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ไม่เพียงพอ อาการจึงขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ขาดเลือด เช่น

  • หลอดเลือดแดงแข็งที่คอและสมอง ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการของภาวะสมองขาดเลือด เช่น ชาใบหน้า แขนขาอ่อนแรง สูญเสียการทรงตัว ปวดศีรษะ วิงเวียน สับสน ปากเบี้ยว พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้ หายใจลำบาก กรณีไม่ได้รับการแก้ไขอาจส่งผลให้เป็นอัมพาตได้
  • หลอดเลือดหัวใจแข็ง ทำให้เลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ เกิดอาการของภาวะหัวใจขาดเลือด เช่น ปวดเค้นอก แน่นหน้าอก ปวดร้าวมาไหล่และแขนซ้ายด้านใน เหงื่อออกมาก หายใจหอบเหนื่อย กรณีเป็นรุนแรงส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวายได้
  • หลอดเลือดแดงแข็งที่ไต ทำให้เนื้อเยื่อไตขาดเลือด ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง ผู้ป่วยมักมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เท้าบวม ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย กรณีเป็นรุนแรงส่งผลให้เกิดภาวะไตวายได้
  • หลอดเลือดแดงแข็งที่แขนขา อาการที่สามารถพบได้ เช่น เป็นตะคริวบ่อย ปวดเมื่อยแขน ขาตลอดเวลา ชาแขน ขา กรณีเป็นรุนแรงมือ เท้า เล็บอาจเขียวคล้ำ สามารถเกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรงได้
  • นอกจากนั้นโรคนี้ยังสามารถทำให้เกิดหลอดเลือดโป่งพอง (Aneurysm) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและสามารถเกิดได้ทั่วร่างกาย โดยเกิดจากเมื่อผนังหลอดเลือดแดงเปราะบางลงจากภาวะโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) หรืออื่น ๆ จะทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นโป่งเป็นกระเปาะ เรียกว่า aneurysm ภาวะนี้มักไม่มีอาการใด ๆ แต่หากหลอดเลือดนี้เกิดการแตกออกอาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต

 

สาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้ผนังหลอดเลือดอักเสบ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากการมีไขมันหรือแคลเซียมเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว และการสะสมของไขมันและสารอื่นๆรวมถึงเม็ดเลือดขาว ทำให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ทั้งนี้หลอดเลือดแดงแข็ง มักเกิดในหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นส่วนใหญ่ พบในขนาดเล็กเป็นส่วนน้อย

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ได้แก่

    • การมีไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะการมีไขมันชนิด LDL-C ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่ดี ในปริมาณมาก และมีไขมัน HDL-C ซึ่งเป็นไขมันชนิดที่ดีในปริมาณน้อย
    • การมีภาวะอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวเกิน ซึ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง
    • การมีความดันโลหิตสูง ตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป โดยหากมีโรคร่วมอื่น เช่น โรคเบาหวาน โรคไต ด้วย ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็งเพิ่มมากขึ้น
    • การเป็นโรคเบาหวาน การมีน้ำตาลในเลือดสูง การมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผนังหลอดเลือดอักเสบ ซึ่งสามารถทำให้หลอดเลือดแข็งตัว และตีบตันได้
    • การมีพฤติกรรมเสี่ยงทางด้านสุขภาพที่สำคัญ ๆ ได้แก่ การมีไลฟ์สไตล์ในการดำเนินชีวิตที่ไม่เคลื่อนไหว ประกอบกับขาดการออกกำลังกายที่เพียงพอ การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่การกินอาหารไม่เป็นไปตามหลักโภชนาการที่ดี เช่น กินของมัน ของทอด อาหารที่มีไขมันจากสัตว์เป็นประจำ การมีภาวะเครียดบ่อยๆ ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง รวมถึงโรคอ้วนหรือภาวะน้ำหนักตัวเกิน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง
  • การมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยหากไม่ได้รับการรักษาจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น
  • การมีอายุมากขึ้น โดยเพศชายอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป และเพศหญิงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป
  • พันธุกรรม มีประวัติบุคคลที่เป็นญาติสายตรงในครอบครัว เป็นโรคนี้ก่อนวัยอันควร เช่น ก่อนวัย 45 ในผู้ชายและก่อนวัย 65 ในผู้หญิง

  

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติอาการป่วย  รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (ตามรายละเอียดในข้อสาเหตุ) พร้อมการตรวจร่างกาย การตรวจหาอาการของหลอดเลือดแดงแข็งบริเวณอวัยวะที่สอดคล้องกับปัจจัยเสี่ยง

ทั้งนี้เพื่อความแม่นยำ แพทย์อาจพิจารณาตรวจด้วยวิธีการอื่น ๆ เป็นการเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดเพื่อหาระดับไขมัน ระดับน้ำตาลในเลือด การใช้เทคนิคทางด้านเอ็กซเรย์หรือการสแกน เพื่อดูความผิดปกติหลอดเลือด เช่น เอกซเรย์ปอด อัลตร้าซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT-scan) การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) การทำดอปเปอร์อัลตร้าซาวด์ (Doppler ultrasound) เพื่อวัดความดันและการไหลของเลือดในหลอดเลือดที่คาดว่าผิดปกติ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อวินิจฉัยและหาตำแหน่งกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด การตรวจคลื่นหัวใจขณะออกกำลังกาย (Stress test) เพื่อตรวจหาการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติ การฉีดสารทึบแสงพร้อมการเอ็กซเรย์ (Angiogram) เพื่อดูความผิดปกติของหลอดเลือด

 

การรักษา

ภายหลังการวินิจฉัย รู้ตำแหน่งของหลอดเลือดที่ผิดปกติ ภาวะของโรคร่วมหรือโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงแล้ว แพทย์จะวางแผนการรักษาตามแนวทาง

  1. การรักษาแบบประคับประคองอาการ เช่น การให้ยาแก้ปวด ในผู้ป่วยที่มีการปวดขาจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็งบริเวณแขนขา ยาแก้ปวดศีรษะในผู้ที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรังจากความผิดปกติที่หลอดเลือดสมอง
  2. การรักษา/ควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ทั้งในรูปแบบของ
    • การใช้ยา ซึ่งมียาหลายตัวที่แพทย์สามารถเลือกใช้ ได้แก่ ยาลดไขมัน ซึ่งมีทั้งกลุ่มสแตติน (Statin) กลุ่มเรซิน (Resin) กลุ่มไฟเบรต (Fibrate) ยาลดความดันโลหิต กลุ่มเอจอินฮิบิเตอร์ (ACE inhibitors) กลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta blocker) กลุ่มอัลฟ่าบล็อกเกอร์ (Alpha blocker) ยาแคลเซียม แชนแนล บล็อกเกอร์(Calcium channel blockers) และยาขับปัสสาวะ เป็นต้น
    • การไม่ใช้ยา มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การควบคุมอาหาร กินให้ถูกโภชนาการ การเพิ่มการออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ แอกอฮอล์ การพักผ่อนให้เพียงพอ ฝึกปล่อยวาง เป็นต้น
  3. การป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน โดยการใช้ยาละลายลิ่มเลือดเช่น ยาวาร์ฟาลิน (Warfarin) หรือยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดยาแอสไพริน (Aspirin) ซึ่งหากลิ่มเลือดอุดตันบริเวณหลอดเลือดที่สำคัญ อาจทำให้ผู้ป่วยพิการหรือเสียชีวิตในระยะเวลาอันสั้นได้
  4. การผ่าตัดขยายหลอดเลือด สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การทำบอลลูน (Balloon) การใช้ลวดตาข่าย (Stent) ถ่างหลอดเลือด การตัดต่อหลอดเลือด (Graft) ซึ่งจะเลือกวิธีการใด ขึ้นกับว่าเป็นหลอดเลือดของอวัยวะใด การตีบตันเกิดในตำแหน่งใดของหลอดเลือด อายุ สุขภาพร่างกายผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์
  5. การผ่าตัดทำบายพาส (Coronary artery bypass grafting) เป็นการผ่าตัดโดยการนำหลอดเลือดดำที่ขามาเชื่อมหลอดเลือดแดงเข้าด้วยกันเพื่อสร้างทางเบี่ยงข้ามบริเวณที่หลอดเลือดตีบตัน ทำให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างปกติ ลดอาการเจ็บหน้าอก และป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือด

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งการปรับลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและการกินยา ทั้งนี้หากพบอาการที่ผิดปกติเพิ่มเติม ให้ปรึกษาแพทย์ทันที
  • ผู้ที่มีอาการใกล้เคียงกับโรคนี้ ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุทันที แม้ว่าอาการอาจเป็น ๆ หาย ๆ แต่ผู้ป่วยยังคงมีความเสี่ยงในการที่อาการดังกล่าวจะกลับมา และส่งผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ มากกว่าเดิม
  • บุคคลทั่วไป สามารถป้องกันและชะลอภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ได้โดย
    • การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยควรงดสูบบุหรี่ งดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงสภาวะที่ก่อให้เกิดความเครียดเรื้อรัง พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น 
    • การควบคุมอาหาร โดยให้ความสำคัญกับการทานอาหารในทุกมื้อ ไม่ควรทานในปริมาณมากหรือตามใจปาก โดยมีมื้อหลักไม่เกิน 3 มื้อ มื้อเช้าสำคัญอย่าขาด มื้อเย็นควรให้น้อยที่สุด เพราะเป็นช่วงก่อนเข้านอน ในแต่ละมื้อเน้นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะธัญพืช ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้แคลอรี่สูง เช่น ของมัน ของทอด เนื้อติดมัน และอาหารที่มีรสหวาน เช่น ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว เลือกดื่มน้ำเปล่าหรือนมไขมันต่ำแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • การออกกำลังกายเป็นประจำ ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไป โดยเลือกรูปแบบการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดผ่านอวัยวะต่าง ๆ ทำให้ลดโอกาสในการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจนเป็นเบาหวาน และภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งทั้ง 3 โรคถือเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง
    • การควบคุมน้ำหนัก ควรให้ความสำคัญกับปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ต่อวัน เพื่อวางแผนการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายให้เหมาะสม ไม่ให้น้ำหนักตัวเกินหรือมีภาวะอ้วน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการนำไปสู่โรคต่างๆที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งได้
    • รักษา/ควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน อย่างเคร่งครัด
    • ตรวจสุขภาพเพื่อดูการทำงานของหัวใจ ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และการทำงานของไต เพื่อคัดกรองความผิดปกติต่าง ๆ เป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค

 

แหล่งที่มา
  1. https://en.wikipedia.org/wiki/Atherosclerosis
  2. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/arteriosclerosis-atherosclerosis/symptoms-causes/syc-20350569
  3. https://www.honestdocs.co/atherosclerosis-cur
ภาพประกอบจาก : www.pngtree.com

 


โรคหัวใจขาดเลือด.jpg

โรคหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Ischemic heart disease) เป็นโรคหัวใจที่เกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บหน้าอกเป็นครั้งคราว เช่น ขณะโกรธจัด รีบจัด เครียด หรือออกกำลังกาย เรียก โรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ (Angina pectoris) โดยหากปล่อยไว้ไม่ได้ทำการรักษา อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการที่เลือดไม่สามารถเข้าไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง เกิดภาวะช็อกและหัวใจวายร่วมด้วย เรียก โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial infarction)

 

โรคนี้มักพบอาการเริ่มแรกในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และอายุมากขึ้นจะมีโอกาสพบมากขึ้น การดำเนินชีวิตที่ขาดกิจกรรมเคลื่อนไหว ขาดการใส่ใจในการกินอาหาร และออกกำลังกายไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงมากกว่าในผู้ที่มีการเคลื่อนไหว กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ มีการออกกำลังกายที่เหมาะสม

 

อาการ

กรณีที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ จะมีอาการปวดเค้นหรือจุกแน่นตรงกลางอก โดยอาจเจ็บร้าวไปที่ไหล่ซ้าย ด้านในของแขนซ้าย บางครั้งอาจลุกลามไปคอ ขากรรไกร มักมีอาการอยู่ประมาณ 2 – 3 นาที อาการจะทุเลาหายไปเมื่อได้พัก แต่อาจน้อยหรือนานกว่านั้นได้ในบางราย นอกจากนี้ผู้ป่วยยังอาจรู้สึกเหมือนแสบร้อนกลางอก หรืออาหารไม่ย่อยได้อีกด้วย

กรณีที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะมีอาการปวดเค้นหรือจุกแน่นตรงกลางอก เช่นเดียวกับโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ แต่จะมีอาการรุนแรงและยาวนานกว่า แม้ว่าได้พักอาการก็จะไม่หายไป ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ใจสั่น หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่เป็นรุนแรง จะมีอาการหอบเหนื่อย จากภาวะหัวใจวายหรือเกิดภาวะช็อก โดยจะมีเหงื่อออก ตัวเย็น ชีพจรเต้นเบาหรือไม่สม่ำเสมอ ความดันโลหิตตก ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจเป็นลมหมดสติและตายในทันทีได้

 

สาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้มีหลายสาเหตุ สาเหตุหลักเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease) โดยการมีคราบไขมันเกาะสะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดแดงขาดความยืดหยุ่น เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) และไขมันที่สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ และทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุหรือปัจจัยอื่น เช่น ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคไตเรื้อรัง ผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ รวมถึงการมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น มีความเครียดสูง สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติสุขภาพผู้ป่วย ประวัติสุขภาพครอบครัวในส่วนของโรคที่เกี่ยวข้อง การตรวจพื้นฐานทางหัวใจ เช่น ตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจเอกซ์เรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography, ECG)  นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาตรวจพิเศษเพื่อให้การวินิจฉัยแม่นยำมากขึ้น เช่น การตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูงหรืออัลตราซาวด์ (Echo cardiography) การเดินหรือวิ่งสายพาน (Exercise stress test) การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยสารทึบรังสี (Coronary angiography) การตรวจภาพหลอดเลือดหัวใจโดยการใส่สายสวนขดลวด (Stent test)

 

การรักษา

ภาวะหัวใจขาดเลือดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ทั้งนี้ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหัวใจ และทำให้การฟื้นฟูเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น แนวทางการรักษามีดังนี้

  • การรักษาด้วยยา โดยแพทย์อาจใช้ยาชนิดเดียว หรืออาจใช้ยาหลายชนิดร่วมกันเพื่อช่วยในการรักษา เช่น ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ กลุ่ม ACE inhibitor, กลุ่ม Calcium channel blocker, กลุ่ม Beta blocker, ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet) และยาละลายลิ่มเลือด (Anticoagulant) เป็นต้น

บางกรณี แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดเพื่อช่วยให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

  • การรักษาด้วยการทำบอลลูนหัวใจ (Balloon angioplasty) โดยการสอดท่อที่มีปลายติดอุปกรณ์คล้ายบอลลูน เข้าไปที่หลอดเลือดหัวใจเพื่อขยายหลอดเลือดบริเวณที่อุดตันหรือตีบ นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งขดลวด (Stent) ที่สามรถกางออกเพื่อให้ผนังหลอดเลือดในบริเวณดังกล่าวขยายอยู่ตลอดเวลา
  • การรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดทางระบายของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery bypass grafting) โดยแพทย์จะนำหลอดเลือดดำที่บริเวณขามาเชื่อมหลอดเลือดแดงหัวใจ 2 เส้นเข้าด้วยกัน เพื่อเบี่ยงทางไหลเวียนของเลือดให้สามารถผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้

 

ภาวะแทรกซ้อน

ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจังหรือมีอาการเรื้อรัง อาจพบภาวะแทรกซ้อนซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ เช่น ภาวะช็อกจากหัวใจ (Cardiogenic shock) ลิ้นหัวใจรั่ว (Acute mitral regurgitation) หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) หัวใจวาย (Heart failure) หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ผนังกล้ามเนื้อหัวใจฉีกขาด เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ผู้ป่วยที่เป็นเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เป็นประจำ และควรพกยาขยายหลอดเลือดติดตัวไว้ใช้เวลามีอาการ
  • ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาภายหลังออกจากโรงพยาบาล ควรพักฟื้นที่บ้านสักระยะ งดการทำงานหนัก รวมถึงการร่วมเพศเป็นเวลา 4 – 5 สัปดาห์ โดยเมื่อกลับไปทำงานแล้ว ยังมีความจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้แรงมาก ทั้งนี้นอกเหนือจากการกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดแล้ว การปฏิบัติตัวเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ เช่น การกินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว การออกกำลังกายให้เหมาะสม การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้อาการของโรคกำเริบ เป็นสิ่งจำเป็น
  • ข้อควรปฏิบัติในการป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด
    • ควรให้ความสำคัญกับการทานอาหารในทุกมื้อ โดยไม่ควรทานในปริมาณมากหรือตามใจปาก โดยมีมื้อหลักไม่เกิน 3 มื้อ มื้อเช้าสำคัญอย่าขาด มื้อเย็นควรให้น้อยที่สุด เพราะเป็นช่วงก่อนเข้านอน ในแต่ละมื้อเน้นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะธัญพืช ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้แคลอรี่สูง เช่น ของมัน ของทอด เนื้อติดมัน และอาหารที่มีรสหวาน เช่น ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว เลือกดื่มน้ำเปล่าหรือนมไขมันต่ำแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • ควรออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยเพื่อให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานในส่วนที่เกินจากปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน สำหรับการออกกำลังกายนั้นควรออกให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายอย่างน้อย 150 – 300 นาที/สัปดาห์ อาจเลือกกิจกรรมง่าย ๆ อย่างการวิ่ง เดิน หรือเต้น และเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ เมื่อมีโอกาส
    • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียดเรื้อรัง การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนหลับน้อย เป็นต้น
    • รักษาควบคุม โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง อย่างเคร่งครัด
    • หากสมาชิกในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคหัวใจขาดเลือด ควรวางแผนรับมือ เช่น จดรายละเอียดยาที่ใช้ ยาที่แพ้ และเตรียมหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยแพทย์ฉุกเฉินไว้ในที่ที่สามารถเห็นได้สะดวก รวมถึงผู้ป่วยควรพกข้อมูลติดต่อของคนใกล้ชิดที่สามารถติดต่อได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน คนในครอบครัวควรช่วยกันดูความผิดปกติ เพราะยิ่งพบเร็วก็จะทำให้รักษาได้อย่างทันท่วงทีมากขึ้น และสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้
    • หากพบผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจ สามารถแจ้งได้ที่โรงพยาบาลใกล้เคียง หรือสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สายด่วน 1669 โดย ให้ข้อมูลว่าเกิดเหตุอะไร มีผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บในลักษณะใด  2) บอกสถานที่เกิดเหตุ เส้นทาง จุดเกิดเหตุให้ชัดเจน  3) บอกเพศ ช่วงอายุ อาการ จำนวน ผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ  4) บอกระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วย  5) บอกความเสี่ยงที่อาจเกิดซ้ำ เช่น อยู่กลางถนนหรือรถติดแก๊ส  6) บอกชื่อผู้แจ้งเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้  7) ช่วยเหลือเบื้องต้นตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่  8) รอทีมกู้ชีพไปรับผู้ป่วยเพื่อนำส่งโรงพยาบาล

 

แหล่งที่มา
  1. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. โรคหัวใจขาดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 421-425
  2. http://www.thaiheart.org/รู้จักหัวใจ/การตรวจทางหัวใจ.html
ภาพประกอบจาก : www.pngtree.com

 


ไขมันในเลือดสูง-edit.jpg

ภาวะผิดปกติของไขมันในเลือดมีอยู่หลายแบบ เช่น ไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemias) คอเลสเตอรอลในเลือดสูง (Hypercholesterolemia) ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (Hypertriglyceridemia) ไลโปโปรตีนในเลือดผิดปกติ (Dyslipoprotein) โดยมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งชักนำให้เกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองตีบ ทั้งนี้ถ้าพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ก็จะมีโอกาสทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากขึ้น

 

ไขมันในเลือดที่สำคัญมีหลายชนิด แต่โดยทั่วไปในการตรวจวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง แพทย์จะตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid profile) ใน 4 ค่าหลัก ๆ ดังนี้

  • คอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol, TC) เป็นผลรวมของค่าคอเลสเตอรอล แอลดีแอล คอเลสเตอรอล เอชดีแอลคอเลสเตอรอล 20% ของค่าไตรกลีเซอไรด์ (แทนวีแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (VLDL-C) ซึ่งคำนวณได้ยาก) โดยค่าปกติควรน้อยกว่า 200 mg/dl
  • แอลดีแอล คอเลสเตอรอล (LDL-cholesterol) เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นต่ำ ไขมันชนิดนี้ถ้ามีในเลือดสูงจะไปเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากขึ้น โดยค่าปกติไม่ควรเกิน 100 mg/dl
  • เอชดีแอล คอเลสเตอรอล (HDL-cholesterol) เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นสูง มีหน้าที่นำคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือดไปทำลายที่ตับ ส่งผลดีต่อหลอดเลือดแดง เพราะจะป้องกันไม่ให้ไขมันตัวอื่น ๆ ไปพอกสะสมทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง โดยค่าปกติไม่ควรต่ำกว่า 40 mg/dl
  • ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่มีประโยชน์กับร่างกาย ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง และให้พลังงานเมื่อร่างกายต้องการ อย่างไรก็ตามผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบเพิ่มมากขึ้น ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 160 mg/dl

ภาวะไขมันในเลือดสูง พบได้บ่อยทั้งชายและหญิง พบมากในคนที่มีประวัติทางกรรมพันธุ์ คนอ้วน หรือคนที่ชอบกินอาหารพวกไขมันมาก ๆ หรือทำงานเบา ๆ ไม่ค่อยออกกำลังกาย

 

อาการและอาการแทรกซ้อน

โดยปกติแล้วไขมันในเลือดสูงจะไม่มีอาการแสดงให้เห็น มักจะพบจากผลทางห้องปฏิบัติการระหว่างการการตรวจเช็คสุขภาพหรือขณะมาพบแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อน เช่น เจ็บหน้าอก ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ อัมพาต ฯลฯ โดยในรายที่มีภาวะไขมันสูงมาก ๆ อาจพบตุ่มหรือแผ่นเนื้อเยื่อไขมันบนผิวหนัง บริเวณหนังตา คอ หลัง สะโพก (Xanthoma) หรือที่เส้นเอ็น บริเวณเอ็นร้อยหวาย เอ็นข้อนิ้วมืออาจทำให้เส้นเอ็นมีลักษณะหนาตัว หรืออาจพบวงแหวนสีขาว ๆ ตรงขอบกระจกตาดำ

ไขมันในเลือดสูง และเข้าไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดจนสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และหลอดเลือดตีบตัน ความดันโลหิตสูง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับหลอดเลือดในทุกส่วนของร่างกาย ทำให้เกิดโรคและอาการต่าง ๆ ได้แก่

  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดหัวใจ เมื่อไขมันไปเกาะสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งและตีบตัน เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดสมอง เมื่อไขมันไปเกาะสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดสมองแข็งและตีบตัน ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต สมองเสื่อมได้
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขา ทำให้ปวดน่องมากๆเวลาเดิน เป็นตะคริว ปลายเท้าเย็น เป็นแผลเรื้อรังที่เท้าหรือปวดขาหรือปลายเท้า
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดเลี้ยงอวัยวะเพศชาย ทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือภาวะองคชาตไม่แข็งตัว
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดไต ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบ ทำให้ไตสูญเสียการทำงานและไตวายในที่สุด

 

สาเหตุ

อาจเกิดจากหลายสาเหตุหรือหลายปัจจัย แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ได้แก่

  • กรรมพันธุ์ มีผลต่อการเกิดภาวะไขมันในเลือดสูงได้ทุกแบบ รวมถึงภาวะ HDL-cholesterol ต่ำ
  • พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวมาก ทำให้ LDL-cholesterol สูง, การกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ทำให้ Triglyceride สูง การออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ทำให้การเผาผลาญไขมันส่วนเกินเกิดได้น้อย, การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่มากเกินไป
  • โรค ภาวะรวมถึงยาบางชนิด เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลัน ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โลหิตเป็นพิษ โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไตวายเรื้อรัง ยาเบต้าบล็อคเกอร์ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง ขณะที่โรคตับแข็ง โรคตับที่มีการอุดกั้นทางเดินน้ำดี โรคไตเนโฟรติก ทำให้คอเลสเตอรอลสูง บางกรณีอาจมีไตรกลีเซอไรด์สูงด้วย
  • เพศชายมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง โดยทั้ง 2 เพศ เมื่ออายุมากขึ้นจะมีความเสี่ยงมากขึ้น

 

การวินิจฉัย

การตรวจวัดระดับไขมันในเลือดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออยู่ในภาวะอ้วน ผู้มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคเหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร ผู้มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง สมองขาดเลือดชั่วคราวหรือโรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน รวมถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคไต โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง หรือตับอ่อนอักเสบ สำหรับผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง โดยมีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป ควรตรวจวัดระดับไขมันในเลือดอย่างน้อยทุก 5 ปี

 

ประเภทไขมัน ระดับเป้าหมาย ต้องดูแล
คอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) < 200 200 - 239 สูงเล็กน้อย
คอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) < 200 > 240 สูงมาก
คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL Cholesterol) < 100 100 - 129 ใกล้เคียงปกติ
130 - 159 สูงเล็กน้อย
160 - 189 สูง
> 190 สูงมาก
คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL Cholesterol) ≥ 40 < 40 ต่ำ
> 60 สูง
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) < 150 150 - 199 สูงเล็กน้อย
200 - 499 สูง
500 สูงมาก

 

ในกรณีที่ค่าไขมันในเลือดตัวใดตัวหนึ่งผิดปกติ แพทย์จะสืบหาสาเหตุโดยอาศัยการตรวจร่างกาย การซักประวัติสุขภาพบุคคลในครอบครัว โดยอาจมีการเจาะเลือด  การตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉพาะกรณีเป็นการเพิ่มเติม ทั้งนี้สาเหตุของไขมันในเลือดสูงที่มาจากโรคหรือภาวะบางอย่าง ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือดไม่เหมือนกัน รวมทั้งรูปแบบการรักษาและชนิดของยาที่จะตอบสนองแตกต่างกันด้วย

 

การรักษา

ถ้าพบว่ามีระดับไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ แพทย์จะวางแผนการรักษา โดยดูให้สอดคล้องกับความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด หลักเบื้องต้นดังนี้

  1. ถ้าไม่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีปัจจัยเสี่ยงเพียง 1 ข้อ เช่น ตรวจพบค่า LDL > 160 mg/dl ไม่มีความเสี่ยงจากกรรมพันธุ์ ไม่เป็นโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง ตับแข็ง เป็นต้น แพทย์จะทำการรักษาแบบไม่ใช้ยา โดยแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัว เป็นระยะเวลา 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้าค่าไขมันที่ตรวจครั้งใหม่ยังสูงอยู่ แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปด้วย แต่ถ้าตรวจพบค่า LDL > 190 mg/dl อยู่ในเกณฑ์สูงมาก แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการรักษาแบบไม่ใช้ยาทันที
  2. ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป เช่น ตรวจพบค่า LDL > 130 mg/dl โดยผู้ป่วยติดบุหรี่และมีความดันโลหิตสูงให้ใช้การรักษาโดยไม่ใช้ยาลดไขมันในเลือด 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้าค่าไขมันที่ตรวจครั้งใหม่ยังสูงอยู่ แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการรักษาแบบไม่ใช้ยา
  3. กรณีที่เป็นโรคเบาหวานหรือเคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดมาแล้ว ตรวจพบค่า LDL > 100 mg/dl ให้ใช้การรักษาแบบไม่ใช้ยา ถ้า LDL > 130 mg/dl แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการรักษาแบบไม่ใช้ยา.

    1. การรักษาแบบไม่ใช้ยา
      เป็นการแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวในด้านต่าง ๆ เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ

      • ปรับพฤติกรรมในด้านการกินอาหาร เช่น ลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง เครื่องในสัตว์ กุ้ง หอย ปลาหมึก อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง เช่น ไอศกรีม ขนมที่ทำจากแป้ง ขาหมู ไส้กรอก เนยแข็ง อาหารที่ทำโดยการผัดหรือทอด อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวสูง ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว ขนมเค้ก ของหวาน ลูกอม รวมถึงอาหารที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในอาหารที่ให้ความหวาน โดยหันมาเน้นการกิน เนื้อปลา เนื้อไก่ โดยทำแบบแกง ต้ม ยำ นึ่ง อบหรือย่าง ผักสด ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ข้าวโพดต้ม แก้วมังกร กล้วย มันเทศ กะหล่ำปลี
      • เพิ่มการออกกำลังกาย การออกกำลังกาย Zone 2 – 3 อย่างสม่ำเสมอ โดยให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 61 – 80% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (Maximum heart rate) เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ปั่นจักรยานต่อเนื่องมากกว่า 30 นาที เป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยลดระดับไขมันชนิดต่างๆและช่วยเพิ่มระดับไขมัน HDL นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดได้ ไม่ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วยก็ตาม
      • การลดน้ำหนัก สอดคล้องกับ 2 ข้อแรก หากคุมการกินอาหารได้ดี ประกอบกับออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หรือวิธีอื่นๆที่ทำให้น้ำหนักตัวลดลง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือมีภาวะอ้วน จะช่วยให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงและช่วยเพิ่มระดับกลุ่มไขมัน HDL ได้
    2. การรักษาแบบใช้ยา
      ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัดแล้ว ยังไม่สามารถควบคุมระดับไขมันในเลือดให้เป็นปกติได้ แพทย์จะพิจารณาใช้ยาลดไขมัน ซึ่งมีหลายกลุ่ม ได้แก่

      • ยากลุ่มสแตติน (Statin หรือ HMGCoA reductase inhibitor) มีประสิทธิภาพในการลดแอลดีแอลคอเลสเตอรอลในเลือด ตัวอย่างเช่น ซิมวาสแตติน (Simvastatin), พราวาสแตติน(Pravastatin), ฟลูวาสแตติน (Fluvastatin)
      • ยาช่วยขจัดกรดน้ำดี (Resins หรือ Bile acid sequestrants) มีประสิทธิภาพลดระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอลได้ดี ตัวอย่างเช่น คอเลสไทรามีน (Cholestyramine) คอเลสทิพอล (Colestipol) คอเลสเซเวแลม (Colesevelam)
      • ยากลุ่มไฟเบรต (Fibrate) มีประสิทธิภาพในการลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ในระดับหนึ่ง และเพิ่มเอชดีแอล คอเลสเตอรอล ตัวอย่างเช่น บีซาไฟเบรต (Bezafibrate), ฟีโนไฟเบรต (Fenofibrate), เจมไฟโบรซิล (Gemfibrozil)
      • ยายับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอล (Selective cholesterol absorption inhibitors) เช่น ยาอีเซทิไมบ์ (Ezetimibe)
      • ยาอื่นๆ เช่น วิตามิน บี 3, Niacin, กรดนิโคตินิก (Nicotinic acid)

ทั้งนี้การใช้ยาให้ได้ผลสูงสุดขึ้นกับขนาดของยา รวมถึงยาตัวอื่นที่กินร่วมกัน และยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง ดังนั้น ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาลดไขมันกินเอง โดยควรกินยาตามแพทย์แนะนำเท่านั้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี แต่มีปัจจัยเสี่ยง อาทิ มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือภาวะไขมันในเลือดสูง ควรตรวจระดับไขมันในเลือด โดยก่อนตรวจควรอดอาหารอย่างน้อย 12 ชั่วโมง กรณีที่การตรวจครั้งแรกพบว่ามีระดับไขมันในเลือดสูง อาจจำเป็นต้องตรวจซ้ำอีก 1 – 2 ครั้ง ภายใน 1 เดือน เพราะการตรวจในแต่ละครั้งอาจมีความคลาดเคลื่อนได้
  • ในการรักษาทั้งแบบใช้ยาหรือไม่ใช้ยา ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตัวในด้านต่าง ๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผู้ที่ใช้ยาต้องกินยาตามแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับผู้ที่รับการรักษาแบบไม่ใช้ยา โดยต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหาร การออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก รวมถึงการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางด้านสุขภาพอื่น ๆ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์

 

แหล่งที่มา
  1. http://www.srinagarind.md.kku.ac.th/New%20folder/งานเวชกรรมสังคม/คู่มือสุขภาพ/คู่มือภาวะไขมันในเลือด.pdf
  2. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. ไขมันในเลือดสูง, ไขมันในเลือดผิดปกติ. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 485-489
  3. http://haamor.com/th/ไขมันในเลือดสูง/
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


เมื่อเกิดอาการท้องร่วง-ท้องเสีย-ใช้สมุนไพรอะไรได้บ้าง.jpg

ท้องเดิน หรือที่เรียกว่าท้องร่วง ท้องเสียและอุจจาระร่วง หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวมากกว่าวันละ 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นมูก หรือมูกปนเลือดเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากและบ่อยครั้งกว่าที่เคยเป็นก็ถือว่าผิดปกติ ท้องเดินเป็นอาการที่พบได้บ่อยและมีสาเหตุได้หลายประการ ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงและมักจะหายได้เอง ส่วนน้อยอาจมีอาการรุนแรงทำให้มีภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ เป็นอันตรายถึงตายได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและคนแก่

 

หากมีอาการท้องเสียแบบรุนแรงไม่ควรรักษาด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย โดยมีเป้าหมายที่จะหาสาเหตุของโรค ซึ่งในบางกรณีอาจเป็นโรคที่หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจจะรักษาไม่ทัน หรือเป็นอันตรายได้

 

สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการท้องร่วง ท้องเสีย

  1. ฟ้าทะลายโจร นำใบฟ้าทะลายโจรสดล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง (ควรผึ่งในร่มที่มีอากาศโปร่ง ห้ามตากแดด) บดเป็นผงให้ละเอียดปั้นกับน้ำผึ้งเก็บไว้ในขวดแห้งและมิดชิด รับประทานครั้งละ 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน
  2. ฝรั่ง ใช้ใบแก่ 10 – 15 ใบ ปิ้งไฟและชงน้ำรับประทาน หรือใช้ผลอ่อน 1 ผล ฝนกับน้ำปูนใสรับประทานเมื่อมีอาการท้องเสีย
  3. กล้วยน้ำว้า กล้วยดิบรักษาอาการท้องเสียที่ไม่รุนแรง โดยใช้กล้วยน้ำว้าห่ามรับประทานครั้งละ 1/2 – 1 ผล หรือใช้กล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นตากแดดให้แห้งบดเป็นผง ชงน้ำดื่มครั้งละ 1/2 – 1 ผล หรือบดเป็นผงปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้งก่อนอาหารและก่อนนอน
  4. ทับทิม เปลือกทับทิมใช้เป็นยาแก้ท้องเดินและบิด มีวิธีใช้ คือ ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ 1 ใน 4 ของผล ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ๆ รับประทานครั้งละ 1 – 2 ช้อนแกง หรือต้มกับน้ำปูนใส แล้วดื่มน้ำที่ต้มก็ได้
  5. มังคุด ใช้เป็นยารักษาอาการท้องเสีย โดยใช้เปลือกผลแห้งประมาณครึ่งผล (4 กรัม) ย่างไฟให้เกรียม ฝนกับน้ำปูนใสประมาณครึ่งแก้ว หรือบดเป็นผงละลายน้ำข้าว (น้ำข้าวเช็ด) หรือน้ำสุกดื่ม ทุก 2 ชั่วโมง
  6. สีเสียดแห้ง ก้อนสีเสียดช่วยฝาดสมานแก้อาการท้องเดิน ใช้ผงครั้งละ 1/3 – 1/2 ช้อนชา (หนัก 0.3 – 1 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม

 

ภาพประกอบจาก : www.lovepik.com


โรคเบาหวาน.jpg

เบาหวาน (Diabetes mellitus : DM, Diabetes) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกายทำให้ตับอ่อนมีการผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ได้น้อยหรือไม่เพียงพอ หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อไปเผาผลาญเป็นพลังงานได้ตามปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รักษา จะส่งผลแทรกซ้อนก่อให้เกิดภาวะต่าง ๆ และโรคตามมาอีกหลายโรค เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ไตเสื่อม ประสาทตาหรือจอตาเสื่อม กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น จากข้อมูลพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากขึ้นทุกปี ส่วนหนึ่งเนื่องจากบางคนไม่มีอาการ การเรียนรู้เรื่องโรคเบาหวาน จึงเป็นสิ่งจำเป็น

 

ชนิดของเบาหวานและสาเหตุ

โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ๆ คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยมีอาการ สาเหตุ ความรุนแรง และการรักษาต่างกัน

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type I  DM) พบประมาณ 5% ของเบาหวานทั้งหมด เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยมาก หรือผลิตไม่ได้เลย แพทย์เชื่อว่าร่างกายของผู้ป่วยมีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านการทำงานของตับอ่อน จนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ เบาหวานชนิดนี้พบในเด็กและผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เป็นส่วนใหญ่ โรคเบาหวานชนิดนี้ จะต้องได้รับยาฉีดอินซูลินทุกวันเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ได้

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type II  DM) พบประมาณ 90 – 95% ของเบาหวานทั้งหมด เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยลง ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือผลิตได้เพียงพอแต่เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จึงทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าปกติ มักพบในผู้ที่มีอายุ 30 – 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภาวะอ้วน หรือมีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน เบาหวานชนิดนี้จะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป การตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดสูง แล้วปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารหรือการใช้ยาเบาหวานชนิดรับประทาน ส่วนใหญ่สามารถควบคุมให้อยู่ในระดับปกติได้

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) พบประมาณ 2 – 5% ของเบาหวานทั้งหมด โดยในขณะตั้งครรภ์ร่างกายหญิงจะมีการสร้างฮอร์โมนหลายชนิด โดยบางชนิดออกฤทธิ์ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จนกลายเป็นเบาหวาน ทั้งนี้ภายหลังการคลอดบุตร ระดับน้ำตาลในเลือดของมารดามักจะกลับเป็นสู่ปกติ

 

อาการ

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 อาการต่าง ๆ ที่เป็นผลจากเบาหวานจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยน้ำหนักตัวจะลดลงอย่างมากภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ผู้ป่วยหลายรายอาจมาโรงพยาบาลด้วยอาการหมดสติจากภาวะคีโตแอซิโดซิส (Ketoacidosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายเป็นกรด โดยมีระดับน้ำตาลและคีโตน (Ketone) ในเลือดสูง สืบเนื่องจากการขาดอินซูลิน

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในรายที่เพิ่งเริ่มเป็นหรือเป็นน้อย ๆ ค่าระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงมาก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน โดยอาจตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หรือตรวจร่างกายประจำปี สำหรับในรายที่มีอาการผิดปกติ อาจพบอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะในตอนกลางคืน กระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อย หิวบ่อย กินจุ อ่อนเพลีย  เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง บางครั้งมีอาการสายตามัว เห็นภาพไม่ชัด ปัสสาวะมีมดขึ้น (ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 200 mg/dL) ทั้งนี้อาการมักค่อยเป็นค่อยไป กรณีที่เป็นเรื้อรัง น้ำหนักตัวอาจลดจากการที่ร่างกายหันมาใช้พลังงานจากโปรตีนในกล้ามเนื้อและไขมันในร่างกาย อาจมีอาการคันตามตัว เป็นฝีหรือโรคติดเชื้อราที่ผิวหนังบ่อย หรือเป็นแผลเรื้อรังที่หายช้ากว่าปกติ

ผู้ป่วยบางรายที่อยู่ในภาวะเบาหวานมานานและไม่รู้ตัว อาจมาพบแพทย์ด้วยอาการของภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เช่น อาการชาหรือปวดแสบปวดร้อนปลายมือปลายเท้า ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เจ็บจุกหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต สายตามัว ฯลฯ

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติอาการ ประวัติการเจ็บป่วยต่าง ๆ ประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว การตรวจร่างกาย และที่สำคัญคือ การเจาะเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือด โดยแพทย์สามารถเลือก

  • ในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการแสดง การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบเจาะที่แขนหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (Fasting plasma glucose : FPG) ถ้ามีค่า 100 – 125 มก./ดล. ถือว่าเป็นระดับน้ำตาลสูงผิดปกติ เรียกว่า “กลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน” ซึ่งต้องตรวจยืนยันซ้ำด้วยการทดสอบความทนต่อน้ำตาล (Oral glucose tolerance test : OGTT)
    .
    ทั้งนี้การทดสอบความทนต่อน้ำตาล (OGTT) เป็นวิธีทดสอบโดยการให้ผู้ป่วยอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง แล้วทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก่อน 1 ครั้ง จากนั้นจะให้ผู้ป่วยดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม และทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มน้ำตาลไปแล้ว 2 ชั่วโมง (ค่าปกติจะต่ำกว่า 140 มก./ดล. แต่ถ้ามีค่า 140 – 199 มก./ดล. จะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน และถ้ามีค่าตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไปจะถือว่าเป็นเบาหวาน) แต่วิธีนี้จะใช้เฉพาะในรายที่ตรวจพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารสูงผิดปกติ (IFG) และหญิงหลังคลอดที่เคยตรวจพบว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM)

    .
  • ในผู้ป่วยที่มีอาการแสดง การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบสุ่มตรวจ คือ ตรวจได้ทันทีไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ถ้าพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไป ก็จะวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคเบาหวาน

นอกจากนั้นแพทย์อาจพิจารณาตรวจอื่น ๆ ประกอบไปด้วยตามความเหมาะสม เช่น

  • การตรวจปัสสาวะเพื่อดูน้ำตาลในปัสสาวะ
  • การตรวจพบระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม หรือฮีโมโกลบินเอวันซี (Hemoglobin A1C : HbA1C) มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 6.5% จากการตรวจ 2 ครั้งในต่างวันกัน (ค่าปกติจะต่ำกว่า 5% แต่ถ้ามีค่าอยู่ที่ 5.7 – 6.4% จะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน)
  • การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของไต เพราะเบาหวานมักส่งผลต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง
  • การตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานต่อจอตา

 

การรักษา

เป้าหมายของการรักษาเบาหวาน ทั้งชนิดที่ 1 หรือ 2 คือ การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ ถ้าไม่ได้ผล แพทย์จะค่อย ๆ ปรับขนาดยาเพิ่มขึ้น หากยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ แพทย์อาจเพิ่มยาชนิดที่ 2 หรือ 3 ก็ได้

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

  • ยาฉีดอินซูลินโดยเลือกชนิดและขนาดของยาให้ตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน โดยอาจฉีดให้วันละ 1 – 4 ครั้ง ตามสภาพของผู้ป่วย
  • เน้นให้ผู้ป่วยควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย ปรับพฤติกรรมที่เหมาะสม โดยเมื่อปรับยาฉีดจนสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมายแล้ว แพทย์ก็จะสอนให้ผู้ป่วยฉีดยาขนาดนั้นทุกวันไปเรื่อย ๆ และมาพบแพทย์ตามเวลานัด

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

แพทย์จะให้คำแนะนำโดยการให้ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และปรับพฤติกรรม ถ้าภายใน 3 เดือน ยังควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีแพทย์จะให้การรักษาด้วยยาควบคู่กัน สำหรับยารักษาโรคเบาหวาน ได้แก่

  • ยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylurea) เช่น ไกลเบนคลาไมด์ มีฤทธิ์กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน นิยมใช้เป็นยาตัวแรกในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน ผลข้างเคียงสำคัญ คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และการแพ้ยา
  • ยากลุ่มไบกัวไนด์ (Biguanide) เช่น เมทฟอร์มิน มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกลูโคสที่ตับและกระตุ้นให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อต่าง ๆ นำกลูโคสไปใช้งานได้มากขึ้น แพทย์มักใช้ยากลุ่มนี้เป็นยาตัวแรกในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง หรือมีภาวะน้ำหนักตัวเกิน และสามารถใช้ควบกับยารักษาเบาหวานกลุ่มอื่น ๆ ได้ทุกกลุ่ม ผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ ปากคอขม เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดมวนท้อง ท้องเสีย ถ้าใช้กับยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียหรือยาฉีดอินซูลิน อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ยากลุ่มกลิตาโซน (Glitazone) เช่น ยาไพโอกลิตาโซน เป็นกลุ่มยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อนำกลูโคสไปใช้งานได้ดีขึ้น สามารถใช้เป็นยารักษาเบาหวานแบบเดี่ยว ๆ หรือใช้ควบกับยารักษาเบาหวานกลุ่มอื่น ๆ ได้ทุกกลุ่ม ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ บวม น้ำหนักตัวขึ้น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เอนไซม์ตับ (AST, ALT) ขึ้น การติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น
  • ยากลุ่มเมกลิทิไนด์ (Meglitinides) เช่น ยารีพาไกลไนด์ มีฤทธิ์กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน สามารถใช้แทนยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียได้ในทุกกรณี ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ การแพ้ยา
  • ยากลุ่มยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส (Alpha-glucosidase inhibitor) ได้แก่ ยาอะคาร์โบส มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล จึงช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ นิยมใช้ยากลุ่มนี้เป็นยาเสริมยารักษาเบาหวานกลุ่มอื่น ๆ ได้ทุกกลุ่ม ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ มีลมในท้อง ปวดท้อง ท้องเสีย
  • ยาฉีดอินซูลิน (Insulin) ใช้รักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในบางกรณี เช่น กินยารักษาเบาหวานเต็มที่แล้ว ยังคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ หรือผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรง ผู้ป่วยผ่าตัด หรือผู้ป่วยตั้งครรภ์ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยาฉีดอินซูลินเป็นการชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคตับหรือโรคไต ผู้ป่วยเบาหวานที่แพ้ยารักษาเบาหวานชนิดรับประทาน

 

ทั้งนี้ผลข้างเคียงจากการทานยารักษาเบาหวาน อาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ คือ ทำให้มีอาการใจหวิว ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย เหงื่อออก ตัวเย็นเหมือนเวลาหิวข้าวมาก ๆ ถ้าเป็นมาก ๆ อาจทำให้เป็นลม หมดสติ หรือชักได้ เมื่อเริ่มใช้ยาผู้ป่วยจึงควรระวังอาการในลักษณะดังกล่าว ถ้าเริ่มรู้สึกว่ามีอาการก็ให้ผู้ป่วยรีบกินน้ำตาล ของหวาน หรือลูกอมทันที ก็จะช่วยให้อาการดีขึ้น

ผู้ป่วยเบาหวานควรเข้ารับการตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การตรวจตา การตรวจหัวใจ และหลอดเลือด ตรวจความผิดปกติของเท้า เพราะถ้าพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้หาทางป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือชะลอความรุนแรงลงได้

 

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย

ในรายที่เป็นมานาน ผู้ป่วยไม่รู้หรือไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่หาย หากปล่อยทิ้งไว้อาจพบภาวะแทรกซ้อน จากโรคเบาหวาน ที่สำคัญได้แก่

  • ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy) เกิดจากการที่น้ำตาลคั่งอยู่ในหลอดเลือดฝอยในลูกตา ทำให้หลอดเลือดฝอยที่ตาเสื่อม ส่งผลให้จอตาเสื่อม ผู้ป่วยจะมาด้วยการมองเห็นภาพไม่ชัด มองเห็นจุดดำลอยไปมา เป็นต้น
  • ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy) เมื่อน้ำตาลคั่งในหลอดเลือดฝอยไต ทำให้หลอดเลือดฝอยไตเสื่อม ส่งผลให้เกิดไตวาย (Renal failure)  ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการบวมที่เท้า ข้อเท้า ขา ซีด อ่อนเพลีย เป็นต้น
  • ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy) เมื่อน้ำตาลคั่งในหลอดเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาทในแต่ละอวัยวะ ทำให้หลอดเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาทของอวัยวะดังกล่าวเสื่อม

ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทได้ เช่น ชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้า มีความเสี่ยงต่อแผลหายช้า อัมพาตกล้ามเนื้อตา กลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือเบ่งปัสสาวะไม่ได้ กระเพาะอาหารทำงานไม่ปกติ รวมถึงการเกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Impotence) ในผู้ชาย

  • ภาวะแทรกซ้อนต่อหัวใจ การที่หลอดเลือดหัวใจเสื่อมจากภาวะเบาหวานประกอบกับภาวะไขมันในเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดหัวใจเกิดการอุดตัน เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตาย เกิดโรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease) บางรายมีความจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ และในหลายกรณีที่ไม่มีอาการล่วงหน้า ผู้ป่วยมีอาการครั้งแรกเป็นแบบรุนแรง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือ หัวใจล้มเหลว ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ช้ากว่าปกติ
  • ภาวะแทรกซ้อนต่อสมอง ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease) สูง โดยผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นอัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมองตีบมากกว่าบุคคลปกติ 3 – 5 เท่า โดยจะมีอาการเบื้องต้นคือ กล้ามเนื้อแขน ขา อ่อนแรงครึ่งซีกอย่างทันทีทันใด หรือเป็นครั้งคราว ใบหน้าชาครึ่งซีกใดซีกหนึ่ง พูดกระตุกกระตัก สับสนหรือพูดไม่ได้เป็นครั้งคราว ตาพร่าหรือมืดมองไม่เห็นไปชั่วครู่ กลืนอาหารแล้วสำลักบ่อย ๆ เป็นต้น
  • แผลเรื้อรังจากเบาหวาน (Diabetic ulcer) ผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีอาการปลายประสาทอักเสบ ภาวะขาดเลือดจากหลอดเลือดเสื่อมสภาพ และติดเชื้อง่ายจากภาวะภูมิคุ้มกันที่ต่ำ ทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย เกิดแล้วหายช้า อาจลุกลาม รุนแรง เป็นเนื้อตายจนถึงขั้นต้องตัดอวัยวะบริเวณดังกล่าวทิ้งได้ โดยเฉพาะแผลที่เท้า

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อเจาะตรวจเลือด หรือวางแผนการรักษาตามวันเวลานัด การขาดการจริงจังกับการรักษา อาจทำให้ผู้ป่วยประสบกับปัญหาจากภาวะแทรกซ้อนมากยิ่งขึ้นได้
  • ห้ามซื้อยารับประทานเอง ทั้งนี้ยาสามารถส่งผลต่อระดับน้ำตาล ทำให้เพิ่มขึ้นหรือลดต่ำลงจนอยู่ในระดับผิดปกติ โดยผู้ป่วยจะมีอาการและอาจเป็นอันตรายได้ เช่น กรณีน้ำตาลในเลือดต่ำจะมีอาการหน้ามืด ตาลาย เหงื่อออก อาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติ กรณีน้ำตาลในเลือดสูง จะมีอาการของภาวะเบาหวาน ถึงแม้รับประทานยา ทั้งนี้ควรพบแพทย์และรับประทานยาตามที่กำหนด
  • หมั่นตรวจและดูแลเท้าอย่างละเอียดทุกวัน ระวังไม่ให้มีบาดแผลหรือมีการอักเสบ ถ้ามีแผลที่เท้า แม้เพียงเล็กน้อย ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรประคบร้อน
  • คนปกติที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ควรเจาะเพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุก 3 ปี แต่หากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีพี่น้องเป็นเบาหวาน มีภาวะอ้วน มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ควรเจาะเร็วขึ้น บ่อยขึ้น โดยหากพบในระยะเริ่มแรกจะได้วางแผนการรักษาแต่เนิ่น
  • ควบคุมน้ำหนักให้คงที่ อย่าให้น้ำหนักเกินเกณฑ์หรือหากใครที่เป็นโรคอ้วนก็ควรรีบลดน้ำหนัก เพราะจากการวิจัยพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินล้วนมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงถึง 80% ฉะนั้น การควบคุมน้ำหนักจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญ
  • ควบคุมอาหารการกินอย่างเคร่งครัด โดยรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นผัก ผลไม้ ลดคาร์โบไฮเดรตชนิดไม่ดี ลดไขมัน หลีกเลี่ยงการกินน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำหวาน น้ำอัดลม นมหวาน ผลไม้รสหวานจัด หลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารทอด หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด และอาหารสำเร็จรูป
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยทำในปริมาณพอ ๆ กันทุกวันและไม่หักโหม ทั้งนี้เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การออกกำลังกายหักโหมมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส ไม่เครียด เพราะความเครียดอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้
  • เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและตีบเร็วขึ้นจนเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่าง ๆ ตามมาได้
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ เช่น วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่

 

แหล่งที่มา
  1. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. เบาหวาน. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 473-483
  2. www.mayoclinic.org
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


5-ดาราหนุ่มวีแกนสุดฮอต-ที่ทำให้อยากกินผัก.jpg

ใครว่านักล่าต้องกินเนื้อ…ขอเปิดประเด็นด้วยการชวนสาว ๆ มาทำความรู้จักกับ 5 ดาราชายคนดังระดับโลก การันตีความฮอตปรอทแตก รูปร่างกระชากใจ ที่สำคัญบางคนยังเป็นชาววีแกนและบางคนกินมังสวิรัติอีกด้วย เห็นแบบนี้แล้วทำเอาความเชื่อเรื่องผู้ชายร้ายต้องกินเนื้อสั่นคลอนกันเลยใช่มั้ยคะ เรามาดูหนุ่ม ๆ เป็นอาหารตากันดีกว่า ใครอยากจะลองดูแลสุขภาพตามวิธีการแบบนี้ก็ไม่ว่ากันค่ะ หรือใครคิดอยากจะเริ่มหันมากินผักผลไม้เพื่อสุขภาพมากขึ้นก็ดีมาก ๆ เลย

 

Jared Leto

นักร้องหนุ่มมาดเซอร์เจ้าของผมสีน้ำตาลเข้มและดวงตาสีฟ้ามีเสน่ห์คู่นี้กระชากหัวใจของสาว ๆ ทั่วโลกมาแล้ว จากการรับบท Joker ในภาพยนตร์เรื่อง Suicide Squad เห็นแบบนี้เจ้าตัวอายุขึ้นหลักสี่แล้วนะ แต่เคล็ดลับความหล่อกระชากวัยส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานทานมังสวิรัติมาร่วม 20 ปี ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวีแกนเต็มตัว

 

Milo Ventimiglia

ดาราหนุ่มจอเงินเชื้อสายอิตาเลี่ยน-ไอริชคนนี้ ถ้าสาว ๆ คนไหนติดตามซีรี่ส์ดังทางช่อง NBC อย่างเรื่อง Heroes ก็ต้องร้องอ๋อกันแน่นอน เห็นแบบนี้คุณอาจนึกไม่ถึงเลยว่าเขารับประทานมังสวิรัติมาตลอดชีวิตตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน เรียกว่ากินผักกันทั้งบ้านเลยทีเดียว

 

Liam Hemsworth

อีกหนึ่งดาราหนุ่มซึ่งเป็นที่คลั่งไคล้จากสาว ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่แจ้งเกิดจากภาพยนตร์เรื่อง Hunger Game แม้เทียบสัดส่วนจากพระเอกของเรื่องแล้วบทจะน้อยกว่า แต่ความดังไม่เป็นรองแน่ ๆ ที่สำคัญจากการทำงานร่วมกับเพื่อนนักแสดงในกองที่เป็นวีแกนทำให้เขาเริ่มสนใจ และหันมาเป็นวีแกนเต็มตัวตั้งแต่ปี 2015 และเคยได้รับรางวัล Sexiest Vegan Celebrities ประจำปี 2016 จาก PETA อีกด้วย

 

Tobey Maguire

ดาราหนุ่มคุณภาพระดับออสการ์ที่มาพร้อมผลงานการแสดงทุบสถิติรายได้มากมายอย่าง Spider Man 1-3 เสน่ห์ของผู้ชายคนนี้คงเป็นในเรื่องของมาดใส ๆ แบบหนุ่มข้างบ้าน ยังพร้อมรับบทเด็กไฮสคูลแม้อายุจะเลยหลักสี่มาแล้ว เขาเริ่มรับประทานมังสวิรัติในปี 1992 และกลายมาเป็นวีแกนในปี 2009

 

Benedict Cumberbatch

ใครหลงรักหนุ่มอังกฤษคนนี้กันบ้าง เราคุ้นหน้าเขากันดีจากซีรี่ส์ Sherlock Holmes และภาพยนตร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ Dr. Strange เขาได้พูดถึงการใช้ชีวิตแบบวีแกนของตนเองเมื่อช่วงกลางปี 2018 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งยังกล่าวถึงประสบการณ์เดินทางไปสิงคโปร์และลิ้มรสอาหารท้องถิ่นด้วยว่าได้พยายามลองมากที่สุดเท่าที่คนเป็นวีแกนสามารถทำได้…เห็นแบบนี้แล้วรู้เลยว่าเขา Enjoy กับความเป็นวีแกนของตนเองไม่น้อย

 

เป็นยังไงกันบ้างคะ…ดาราหนุ่มทั้ง 5 คนนี้ ระดับความหล่อและเซ็กซี่ไม่ธรรมดากันเลยใช่มั้ย เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนอาจเคยติดตามและชื่นชอบผลงาน หรือเคยเห็นการแสดงของ 1 ใน 5 คนนี้ผ่านตามาก่อนบ้างแล้ว แต่บางคนอาจยังไม่เคยรู้เจาะลึกถึงรสนิยมการกินที่เป็นวิถีชีวิตขงพวกเขาแบบนี้ แม้จะเป็นวีแกน ซึ่งหลีกเลี่ยงการบริโภคอุปโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์โดยสิ้นเชิง ส่วนบางคนอาจรับประทานมังสวิรัติที่งดเว้นเฉพาะชีวิต แต่ยังบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ในลักษณะของนมและเนยได้ ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ล้วนเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าผักและผลไม้มีประโยชน์ต่ร่างกาย พวกเขายังคงมีสุขภาพแข็งแรง มีรูปร่างเป็นที่ชื่นชอบของสาว ๆ และเป็นแรงบันดาลใจของผู้ชายอีกหลายคน ใครอยากลองนำหลักโภชนาการแบบนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดูบ้าง อย่างไรก็ได้รับผลดีแน่นอนค่ะ…เป็นเรื่องดีที่จะเริ่มกินผักและผลไม้ตั้งแต่วันนี้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.shape.com   www.shape.com
ภาพประกอบจาก : jaredleto   miloanthonyventimiglia   liamhemsworth   tobey.ma   cumberlife   www.freepik.com

 


โรคกระเพาะอาหาร.jpg

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ บวม แดง ของเยื่อบุภายในกระเพาะอาหาร อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ การกินยาบางชนิด ความเครียด เป็นต้น โดยมีทั้งแบบเฉียบพลัน 1 – 3 อาทิตย์หาย และแบบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ใช้เวลาเป็นปี โรคนี้เป็นโรคทั่วไป พบได้ในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งเพศหญิงและเพศชาย

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

  • ปวดท้องแบบแสบท้อง บริเวณลิ้นปี่หรือยอดอก เป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะเวลาหิวหรือหลังตื่นนอน บางรายอาจปวดท้องรุนแรงแบบปวดบิดอย่างเฉียบพลัน
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย แน่นอึดอัดท้อง อาหารไม่ย่อยแม้กินอาหารเพียงเล็กน้อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน อาจเบื่ออาหาร
  • กรณีเป็นรุนแรง อาจมีการอาเจียนเป็นเลือดหรืออุจจาระมีสีดำจากเลือดที่ออกในกระเพาะ และอาจเป็นแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) หรือโรคร้ายแรงอื่น ๆในกระเพาะ

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

หลาย ๆ คนคุ้นเคยกันดี กับอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อย แต่ถ้าพบว่าอาการเหล่านั้นหรืออาการของโรคกระเพาะไม่หายไปภายใน 1 สัปดาห์ หรือหากมีอาการอาเจียนหรือถ่ายอุจาระเป็นสีดำเกิดขึ้น รีบไปพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาทันที

 

สาเหตุ

มีหลายสาเหตุที่ส่งผลต่อเยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร ทำให้ไม่สามารถป้องกันผนังกระเพาะอาหารได้ น้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดสูง จึงสามารถเข้าทำลายผนังกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดการอักเสบ และนำไปสู่การเป็นแผลในกระเพาะอาหาร สาเหตุดังกล่าว ได้แก่

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะ pylori ซึ่งปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่ม
  • การใช้ยาบรรเทาปวดเป็นประจำหรือใช้ยามากเกินไป ยาที่พบบ่อย เช่น แอสไพริน (Aspirin), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอกเซน (Naproxen) ส่งผลให้ความสามารถในการป้องกันผนังกระเพาะอาหารลดลง สามารถทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง
  • การมีอายุมากขึ้น อายุมากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะอักเสบเพิ่มขึ้น เนื่องจากเยื่อบุกระเพาะอาหารมีแนวโน้มที่จะบางลง นอกจากนี้คนสูงอายุยังมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อ pylori หรือความผิดปกติของภูมิต้านทานตนเองมากกว่าคนในวัยอื่น
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป แอลกอฮอล์ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคือง กระตุ้นให้มีการสร้างกรดเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบแบบเฉียบพลัน
  • ความเครียดโดยเฉพาะความเครียดที่รุนแรง จะกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรดก่อให้เกิดการระคายเคือง และทำให้เซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหารอักเสบ
  • โรคภูมิแพ้ตนเอง (Autoimmune disease) ผู้ป่วย Autoimmune gastritis จะมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ จากการที่เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เข้าโจมตีเซลล์ที่ประกอบเป็นเยื่อบุกระเพาะอาหารจนก่อให้เกิดการอักเสบตามมา
  • โรคและภาวะอื่น ๆ เช่น โรคติดเชื้อ HIV โรคโครห์น (Crohn’s disease) และการติดเชื้อปรสิต

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะสอบถามประวัติ อาการเบื้องต้น การตรวจร่างกาย ในบางรายแพทย์จะพิจารณาเลือกการตรวจพิเศษเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงเป็นการเพิ่มเติม เช่น

  • การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Endoscopy) โดยแพทย์จะสอดท่อที่มีความยืดหยุ่นสูงพร้อมกับเลนส์กล้อง ลงไปในลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร เข้าสู่ลำไส้เล็กเพื่อตรวจหาการอักเสบ ในกรณีที่พบชิ้นเนื้อที่ผิดปกติ แพทย์สามารถตัดชื้นเนื้อขนาดเล็กเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไป
  • การเอกซเรย์กระเพาะอาหารด้วยการกลืนแป้งแบเรียม (Barium swallow) วิธีนี้สามารถสร้างภาพของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก เพื่อมองหาความผิดปกติ เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ก้อนต่าง ๆ ได้ชัดขึ้น
  • การตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย pyroli แพทย์อาจพิจารณาการตรวจหาเชื้อดังกล่าว ซึ่งสามารถพบได้จากการตรวจเลือด ตรวจอุจจาระหรือจากการทดสอบลมหายใจ

 

การรักษา

  • การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโรค หากพบว่าการอักเสบนั้นเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย pyroli เช่น ยาคลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) ยาอมอกซิซิลลิน (Amoxicillin) หรือยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole)
  • การบรรเทาอาการปวดท้อง ยาที่นิยมใช้คือ ยาธาตุน้ำขาว (Alum milk) หรือใช้เป็นยาเม็ดอลูมิเนียม ไฮดรอกไซด์ก็ได้ผลเช่นกัน ซึ่งในกรณีของยาเม็ดควรเคี้ยวก่อนกลืน เพราะยาเม็ดบางชนิดแตกตัวในกระเพาะอาหารช้า ยากลุ่มนี้จะรับประทานก่อนอาหาร 3 เวลา หรืออาจรับประทานเพิ่มเติมเมื่อมีการปวดระหว่างมื้อ  นอกจากนี้ควรเลี่ยงอาหารรสจัด น้ำอัดลม กาแฟซึ่งอาจกระตุ้นอาการปวดท้อง
  • การรักษาการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ใช้ยารักษานาน 14 วัน นิยมใช้ยาลดการหลั่งกรด (Acid suppression) ได้แก่ ยากลุ่ม H2 receptor antagonists เช่น ซัยเมททิดีน (cimetidine), รานิทิดีน (ranitidine) หรือยากลุ่ม Proton pump inhibitors โอมิพราโซล (omeprazole), แลนโซพราโซล (lanzoprazole) เพราะหาซื้อได้สะดวกตามร้านขายยา ส่วนยากลุ่ม Cytoprotective เช่น Sucralfate หรือ Bismuth ก็สามารถใช้ได้
  • การป้องกันการเกิดซ้ำ เน้นการปรับพฤติกรรม เช่น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด หรือยาแก้ปวดข้อ การออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันโรค
  • การป้องกันภาวะแทรกซ้อน ส่วนใหญ่ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดจากยาแก้ปวดข้อ เนื่องจากยานี้จะลดอาการปวดได้ขณะที่ยากัดกระเพาะ ทำให้อาการปวดท้องซึ่งเป็นอาการเตือนถูกบดบัง ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นแผลในกระเพาะมาก่อน ผู้ป่วยที่รับประทานยาชุด-ยาลูกกลอน เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นมา การรักษามักจะต้องใช้การส่องกล้องรักษาหรืออาจต้องผ่าตัดถ้ามีกระเพาะอาหารทะลุ

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • กินยาตามแพทย์แนะนำ ให้ถูกต้อง สม่ำเสมอ
  • ฝึกสังเกต พร้อมงดอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดอาการ หรือทำให้อาการแย่ลง เช่น แอลกอฮอล์ คาเฟอีน เป็นต้น
  • ปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เพื่อลดความเครียด
  • รักษาความสะอาดการกิน อยู่ หลับ นอน เพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรค
  • ปรึกษาแพทย์ กรณีที่ต้องใช้ยาแก้ปวดอย่างต่อเนื่อง

 

แหล่งที่มา :
  1. www.mayoclinic.org
  2. www.honestdocs.co
  3. www.vibhavadi.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com