ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

เอ็นอักเสบ (Tendinitis) คือ การบวมเจ็บของเอ็นกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดเส้นใย มองเห็นในทางกายวิภาคจะเห็นเป็นสีขาวตรงบริเวณส่วนปลายของมัดกล้ามเนื้อ ส่วนที่ยึดติดกับกระดูกและข้อต่าง ๆ โดยทั่วไปการอักเสบจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายขั้นรุนแรง แต่หากปล่อยให้เรื้อรังอาจทำให้มีปัญหาในการเคลื่อนไหว จนกระทบต่อคุณภาพในการดำเนินชีวิตได้

 

อาการ

อาการเอ็นอักเสบเกิดได้กับกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย โดยบริเวณที่เป็นบ่อย คือ หัวไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อเข่า ข้เท้า โดยมักจะมีอาการดังนี้

  • อาการเจ็บ ปวดตื้อ ๆ เมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือใช้งานกล้ามเนื้อที่มีเอ็นอักเสบ
  • อาการอักเสบ ได้แก่ ปวด ร้อน บวม แดง ของเอ็นที่อักเสบ
  • บางรายอาจเห็นเป็นก้อนบวมนูนตามแนวของเอ็นกล้ามเนื้อที่อักเสบ

โดยอาการของเอ็นอักเสบส่วนใหญ่จะดีขึ้นใน 2 – 3 วัน จากการพักการใช้งานเอ็นและกล้ามเนื้อมัดนั้น แต่หากผ่านไป 2 – 3 วัน อาการไม่ดีขึ้น หรือแย่ลงควรไปพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษา

 

สาเหตุ

สาเหตุของการอักเสบของเอ็นกล้ามเนื้อนั้น มักจะเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หรือใช้กล้ามเนื้อทำงานหนักจนเกินไป เช่น งานช่าง งานบ้าน หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดท่า ออกแรงเหวี่ยง เอื้อมยกของที่หนัก นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยในนักกีฬาที่ต้องมีการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานานในระหว่างการซ้อม การแข่งขัน หรือเกิดการกระทบรุนแรง ตัวอย่างกีฬาที่อาจส่งผล เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน มวย วิ่ง เป็นต้น

 

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  1. เบื้องต้นให้หยุดพักการใช้กล้ามเนื้อและเอ็นบริเวณที่อักเสบ
  2. ระยะ 48 ชั่วโมงแรก ประคบเย็นด้วยผ้าห่อน้ำแข็งบริเวณที่อักเสบนาน 20 นาที ทำซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง
  3. ใช้ผ้าพันแผลพันรอบ ๆ ข้อต่อและเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณที่อักเสบ เพื่อลดการเคลื่อนไหว
  4. พยายามยกส่วนของร่างกายที่มีเอ็นอักเสบให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าหัวใจ เช่น การใช้หมอนหนุนขณะนั่งหรือนอน
  5. อาจรับประทานยาหรือทาเจลบรรเทาอาการอักเสบ ที่หาซื้อตามร้านขายยาทั่วไปได้
  6. กรณีอาการอักเสบดีขึ้น หลัง 48 – 72 ชั่วโมง ให้เริ่มประคบอุ่น เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและนำสารอาหารเข้าไปเลี้ยงส่วนที่บาดเจ็บ ร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนนั้นเบา ๆ เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด

ทั้งนี้หากอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน หรือยังคงมีอาการรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ทันที

*ผู้ป่วยสามารถไปพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มเป็นได้ทันที

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักถามกิจกรรมที่ทำมาก่อนหน้าการอักเสบ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อทำซ้ำ ๆ และตรวจกล้ามเนื้อและเอ็นบริเวณที่เจ็บ โดยการคลำ การให้ออกแรงต้านในบางท่าทาง เพื่อระบุตำแหน่งเอ็นที่เจ็บ กรณีที่ผู้ป่วยปฐมพยาบาลในเบื้องต้นมาก่อนหน้าแล้ว แพทย์จะส่งพิจารณาตรวจเพิ่มเติม โดยมักเป็นการตรวจทางรังสี

 

การรักษา

  • รักษาด้วยยาชนิดรับประทาน เช่น แอสไพริน (Aspirin) นาพรอกเซน (Naproxen) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือยาอื่น ๆ เพื่อช่วยลดอาการเจ็บปวดที่เกิดจากการอักเสบได้
  • รักษาด้วยยาฉีด โดยการฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) รอบ ๆ บริเวณเอ็นที่มีการอักเสบ เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการเจ็บ ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ฉีดยานี้ซ้ำ ๆ ในกรณีที่มีการอักเสบเกิน 3 เดือน เนื่องจากอาจทำให้เอ็นกล้ามเนื้ออ่อนแอ เสี่ยงต่อการฉีกขาดได้
  • การทำกายภาพบำบัด เป็นวิธีบำบัดรักษาโดยใช้การออกกำลังกายในท่าทางที่ถูกต้อง เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของเอ็นกล้ามเนื้อที่อักเสบ
  • การผ่าตัด กรณีที่เอ็นอักเสบมีอาการรุนแรงและนำไปสู่การฉีกขาดของเอ็น อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เอ็นกล้ามเนื้อฉีกขาดออกจากกระดูก

 

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนของเอ็นอักเสบนั้น มักจะเกิดจากการไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม ทำให้เสี่ยงต่อการอักเสบแบบเรื้อรัง การฉีกขาดหรือการเสื่อมสภาพของเอ็นกล้ามเนื้อ ทำให้การทำงานของข้อต่อบริเวณดังกล่าวติดขัด ผิดรูป คุณภาพชีวิตลดลงได้

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน เอ็นอักเสบ

  1. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้อทำงานนาน ๆ หรือหนักมากเกินไป โดยให้พักหรือเปลี่ยนท่าเป็นระยะ ๆ ระหว่างวัน
  2. ปรับท่าทางการนั่ง ยืน เดิน นอน ให้ถูกต้อง รวมถึงการจัดสถานที่นั่งทำงาน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การจัดวางสิ่งของต่างๆ ให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ใช้งาน
  3. ควรอบอุ่นร่างกายทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา เพื่อให้กล้ามเนื้อและระบบต่าง ๆ ของร่างกายมีความพร้อม
  4. ควรออกกำลังกายให้ได้ครบทั้ง 3 แบบ อย่างสมดุล ทั้งแบบที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆแบบที่เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และแบบที่เสริมสร้างความยืดหยุ่นของร่างกาย

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.haamor.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


-อัลไซเมอร์.jpg

โรคสมองเสื่อม เป็นภาวะที่สมรรถภาพการทำงานของสมองถดถอยบกพร่อง ทำให้เกิดปัญหาทางด้านความจำ คิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และหน้าที่อื่น ๆ ของสมอง ไปจนถึงการรับรู้เกี่ยวกับสังคมรอบตัว จนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน เนื้องอกสมอง โพรงน้ำในสมองขยายตัว โรคขาดฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ รวมถึงโรคติดเชื้อบางชนิด ปัจจุบันพบโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) เป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด

 

อาการ

ผู้ป่วยจะมีปัญหาด้านความจำเป็นอาการหลักโดยไม่สามารถจดจำและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ จึงมักจะลืมว่าวางของไว้ที่ไหน ถามซ้ำ ๆ พูดซ้ำ ๆ สับสนเรื่องวัน เวลา สถานที่ นึกคำพูดไม่ค่อยออกใช้คำผิด ๆ แทน ในขณะที่ความจำเรื่องเก่า ๆ ในอดีตยังคงดีอยู่

อาการจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง ในระยะต่อมาอาจมีอาการบกพร่องของการรับรู้ด้านอื่นร่วมด้วย เช่น หลงทาง คิดเลขไม่ได้ จัดการกิจวัตรประจำวันของตนเองไม่ได้อาจมีปัญหาทางด้านอารมณ์พฤติกรรมและความผิดปกติทางจิต เช่น หงุดหงิด เฉื่อยชาและเฉยเมย ขาดการยับยั้งชั่งใจ มีอาการหลงผิด ประสาทหลอน เป็นต้น หากไม่ได้รับการแก้ไขในที่สุดแล้วผู้ป่วยจะไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

 

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์

เมื่อปัญหาด้านความจำที่เกิดขึ้นหรืออาการหลงลืมนั้น ก่อให้เกิดปัญหาไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ เช่น ทำได้ช้าลง ทำผิดบ่อยขึ้นหรือทำในสิ่งที่เคยทำเป็นประจำไม่ได้ เป็นต้น

 

สาเหตุ

อัลไซเมอร์เกิดจากการฝ่อตัวของสมอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของสมองที่ฝ่อตัว ส่วนสาเหตุที่ทำให้สมองฝ่อตัวลงนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด โดยความผิดปกติที่พบคือ การสะสมของโปรตีนชนิดที่เรียกว่า อะไมลอยด์ พลัค (Amyloid Plaques) กลุ่มใยประสาท (Neurofibrillary Tangles) และสารสื่อประสาทอะซีติลโคลีน (Acetylcholine) ในสมองที่ไม่สมดุล และพบเส้นเลือดในสมองของผู้ป่วยค่อย ๆ ถูกทำลายลง โดยความเสียหายนี้จะกระทบสมองส่วนที่ทำหน้าที่ด้านความทรงจำเป็นส่วนแรก ก่อนแพร่กระจายไปสู่สมองส่วนอื่นๆ

 

ปัจจัยเสี่ยง

  1. อายุ โดยโอกาสเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทุก ๆ 5 ปี ในผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี
  2. พันธุกรรม แม้ว่าจะมีโอกาสไม่มาก แต่หากพบว่าสมาชิกในครอบครัวหลายคนเป็นโรคนี้ ควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์เมื่ออายุมากขึ้น
  3. ผู้ที่มีกลุ่มอาการดาวน์ เป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์สูง เนื่องจากความผิดปกติทางพันธุกรรมทำให้เกิดการสะสมของสารอะไมลอยด์ในสมองได้
  4. ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง จะยิ่งเสี่ยงพัฒนาไปเป็นโรคอัลไซเมอร์ยิ่งขึ้น
  5. ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคนี้มีปัจจัยการเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน 

 

การวินิจฉัยโรค

  1. การซักประวัติสุขภาพ และประเมินความสามารถด้านความจำ โดยแพทย์จะพิจารณาอาการของผู้ป่วย ความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน พฤติกรรมและลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการถามคำถามหรือให้ผู้ป่วยทำแบบทดสอบความจำ การแก้ปัญหา การนับเลข หรือทักษะทางด้านภาษา เพื่อตรวจดูการทำงานของสมอง
  2. การตรวจร่างกายและประเมินระบบประสาท เป็นการตรวจสุขภาพทางระบบประสาทของผู้ป่วย เช่น การทดสอบปฏิกิริยาโต้กลับ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การมองเห็นและการได้ยิน การประสานงานและความสมดุลของร่างกาย
  3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อแยกโรคที่อาจเป็นสาเหตุของปัญหาความจำ
  4. การทดสอบสมรรถภาพทางจิตและการทำงานของสมอง โดยในส่วนการทำงานของสมองอาจมีการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI Scan) การตรวจเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) การตรวจเพทสแกน (PET Scan) รวมถึงการกรวดน้ำในโพรงสมองและไขสันหลัง เป็นต้น

 

การรักษา โรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ เป็นเพียงยาที่ช่วยบรรเทาหรือชะลออาการเสื่อมของสมองให้ช้าลง หรือบรรเทาอาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในเบื้องต้น ดังนี้

  • ยากลุ่มโคลิเนสเทอเรส (Cholinesterase inhibitors) เช่น โดนีพีซิล กาแลนตามีน และไรวาสติกมีน เพื่อชะลออาการของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมบางชนิด โดยจะได้ผลดีเมื่อให้ในผู้ป่วยที่มีอาการระยะแรก ๆ ทั้งนี้ยานี้ไม่ได้ทำให้โรคนี้หาย แต่ช่วยในการชะลอการดำเนินของโรค
  • ยาทางเลือก ปัจจุบันมีตัวช่วยเสริมในเรื่องของความคิดและความจำ เป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยแต่ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันแน่ชัด เช่น กรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินอี แปะก๊วย เป็นต้น
  • ยาช่วยลดอาการหรือพฤติกรรมที่เป็นปัญหา ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์อาจมีปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมร่วมด้วย เช่น เอะอะโวยวาย เห็นภาพหลอน ประสาทหลอน ซึมเศร้า วิตกกังวล เป็นต้น ในบางรายอาจต้องใช้ยาเพื่อลดอาการดังกล่าว
  • การบำบัดทางจิตวิทยา นอกจากยาแล้ว การเลือกบำบัดทางด้านอื่นเพิ่มเติม อาจช่วยผู้ป่วยได้มากขึ้น เช่น การกระตุ้นสมองโดยนักจิตวิทยา การบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม การใช้ดนตรีหรือ ศิลปะบำบัด และการบำบัดด้วยการผ่อนคลาย เป็นต้น

ทั้งนี้ภายหลังแพทย์วินิจฉัยผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ผู้ใกล้ชิดหรือญาติควรเตรียมการในการดูแลผู้ป่วยให้พร้อม ดังนี้

  1. จัดที่พักผู้ป่วยให้สะดวกกับผู้ป่วยและผู้ดูแลมากขึ้น เช่น ปรับลดสิ่งของหรือผนังที่ทำด้วยกระจกให้เหลือน้อยที่สุด ติดราวจับทางขึ้นลงบันไดและห้องน้ำ ลดจำนวนสิ่งของบริเวณที่ผู้ป่วยอยู่ เหลือเฉพาะที่จำเป็นพร้อมจัดวางให้เป็นระเบียบ ติดตั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยตามภาชนะหรือจุดเสี่ยงต่าง ๆ เช่น เครื่องตัดแก๊สรั่ว เครื่องตรวจจับควัน รวมถึงการจัดวางรูปถ่าย สิ่งของที่มีความหมายกับผู้ป่วยไว้ในจุดที่เห็นเด่นชัด เป็นต้น
  2. เตรียมพร้อมผู้ป่วยเผื่อกรณีฉุกเฉิน เช่น ให้ผู้ป่วยพกติดตัวเฉพาะของที่จำเป็นเท่านั้น โดยของใช้ส่วนตัว ควรเก็บไว้ในที่ที่เดียว ควรมีชื่อที่อยู่เบอร์ติดต่อญาติติดตัวตลอดเวลา ใช้มือถือที่เปิด GPS ตลอดเพื่อประโยชน์สำหรับผู้ติดตาม เสื้อผ้ารองเท้าผู้ป่วยควรเลือกที่ใส่ถอดง่าย ไม่ซับซ้อน รองเท้าไม่หลุดง่าย เป็นต้น
  3. ผู้ดูแลผู้ป่วยควรศึกษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วย เช่น ข้อมูลโรคเบื้องต้น การรับประทานยาและการทำกิจกรรมจิตบำบัดของผู้ป่วย วันเวลานัดหมายแพทย์ ช่องทางการติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลกรณีฉุกเฉิน ช่องทางการติดต่อญาติผู้ป่วย การปฏิบัติกรณีผู้ป่วยมีอาการสับสน เป็นต้น

 

แหล่งข้อมูล : www.si.mahidol.ac.th  www.chulabhornhospital.com  www.podpad.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder, OCD) เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีอาการทางจิต โดยจะมีรูปแบบความคิดหรือความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผล จนนำไปสู่การทำพฤติกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ เพื่อที่จะลดความไม่สบายใจที่เกิดขึ้น พบได้ร้อยละ 2 – 3 ในประชากรทั่วไป โดยเริ่มมีอาการโดยเฉลี่ยที่อายุ 20 ปี พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยอาจพบร่วมกับโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ได้ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคแพนิค เป็นต้น

 

อาการ

ผู้ป่วยมักจะมีอาการย้ำคิดร่วมกับอาการย้ำทำ หรืออาจมีเฉพาะอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

  • อาการย้ำคิด (obsession) เป็นความคิด ความรู้สึก แรงขับดันจากภายใน หรือจินตนาการ ที่มักผุดขึ้นมาซ้ำ ๆ โดยผู้ป่วยเองก็ทราบว่า เป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล เป็นความคิดซ้ำซากที่ผุดขึ้นมาซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดอาการย้ำทำตามมา จึงมักส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นทุกข์และมีความวิตกกังวลจากความคิดที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลหรือคิดมากเกินพอดี เช่น กลัวความสกปรกจากการหยิบจับสิ่งของและการสัมผัสผู้อื่น วิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยตลอดเวลา เช่น คิดว่าลืมปิดประตูบ้านหรือเตาแก๊ส ไม่สบายใจเมื่อเห็นสิ่งของจัดไม่เป็นระเบียบ หรือมีความคิดทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น เป็นต้น
  • อาการย้ำทำ (Compulsion) เป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองต่ออาการย้ำคิด เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความวิตกกังวลในใจ โดยผู้ป่วยจะรู้สึกสบายใจเมื่อได้ลงมือทำ และด้วยการที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ทำให้เสียเวลากับอาการย้ำทำวันละไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง จนไม่สามารถดำเนินชีวิตเป็นปกติได้ ตัวอย่างเช่น ล้างมือหรืออาบน้ำบ่อยเกินจำเป็น ตรวจดูประตูหรือเตาแก๊สซ้ำแล้วซ้ำเล่า คอยตรวจนับหรือจัดสิ่งของซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่องคำพูดหรือบทสวดมนต์ในใจซ้ำ ๆ ชอบเก็บหรือสะสมสิ่งของในบ้านมากเกินไป เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น การเคลื่อนไหวผิดปกติที่เรียกว่า Motor Tic/Movement Tic  หรือการพูดผิดปกติแบบ Vocal Tic หรือมีอาการร่วมกับโรคทางจิตเวชอื่น ๆ

 

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์

เมื่อมีอาการย้ำคิดและย้ำทำ แม้ว่าจะเห็นว่าไม่มีเหตุผล แต่หยุดคิดและหยุดทำด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องทำอะไรซ้ำ ๆ กันมากกว่า 1 ชม.ในแต่ละวัน ทำให้เป็นทุกข์ ไม่มีความสุขและไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันให้เป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้

 

สาเหตุ

โรคย้ำคิดย้ำทำมีสาเหตุได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางชีวภาพและปัจจัยด้านการเรียนรู้ โดยปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ การทำงานเพิ่มขึ้นของสมองในส่วน Orbitofrontal cortex, Cingulate cortex, Caudate nucleusและ thalamus หรือความผิดปกติในระบบซีโรโตนิน (Serotonin) รวมถึงทางด้านพันธุกรรม โดยพบว่าอัตราการเกิดโรคในแฝดไข่ใบเดียวกัน (Monozygotic twins) สูงถึงร้อยละ 60-90 ในขณะที่ในประชากรทั่วไป พบเพียงร้อยละ 2 – 3 สำหรับปัจจัยด้านการเรียนรู้ ผู้ป่วยจะเชื่อมสถานการณ์ปกติเข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอันตราย จนเกิดความวิตกกังวล ต้องลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อให้คลายวิตกกังวล ภายหลังทำแล้วดีขึ้นก็จะมีการทำซ้ำๆจนเกิดอาการ นอกจากนี้อาจมีสาเหตุมาจากความรุนแรงในชีวิต จนก่อให้เกิดความเครียดแล้วกระตุ้นให้ผู้ป่วยแสดงอาการย้ำคิดย้ำทำออกมา

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อวินิจฉัยและแยกโรคอื่นๆที่อาจเป็นสาเหตุออกไปเหลือเฉพาะโรคทางจิตเวชเป็นหลัก ซึ่งผู้ป่วยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น ความรุนแรงของอาการ รูปแบบความคิด พฤติกรรม และระยะเวลาที่หมดไปกับอาการย้ำคิดย้ำทำ

นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจร่างกายหาร่องรอยที่เป็นสาเหตุหรือภาวะแทรกซ้อนของโรคและอาจตรวจหาปัจจัยร่วมอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของไทรอยด์ การใช้แอลกอฮอล์และสารเสพติด เป็นต้น

 

การรักษา

การรักษามุ่งเน้นการควบคุมอาการและการเพิ่มทักษะในการจัดการ เพื่อลดอาการย้ำคิดย้ำทำและอาการเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งมี 2 วิธีหลัก ดังนี้

  • การรับประทานยา แพทย์อาจพิจารณาให้ยาหลายชนิดเพื่อช่วยควบคุมอาการ เช่น
    • ยาแก้ซึมเศร้า เป็นยาที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ปรับสารซีโรโตนิน (Serotonin) ในสมอง ให้อยู่ในระดับสมดุล โดยอาการของผู้ป่วยมักดีขึ้นหลังจากรับประทานยาติดต่อกันอย่างน้อย 8 – 12 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามการหยุดปรับลดยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
    • ยาคลายกังวล ในผู้ป่วยที่มีความวิตกกังวลสูง อาจใช้ยาเพื่อช่วยคลายกังวลในระยะสั้น ๆ
    • ยาต้านโรคจิต ในผู้ป่วยบางรายที่ได้รับการรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้าแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านโรคจิตควบคู่ไปกับยาแก้ซึมเศร้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
  • การรักษาทางจิตบำบัด เป็นการรักษาที่อาจต้องใช้ทั้งเวลา ความพยายามของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยหรือสมาชิกในครอบครัว โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยฝึกปฏิบัติ พร้อมทั้งให้ความรู้แก่สมาชิกในครอบครัว ถึงอาการ แนวทางการรักษาและบทบาทในการปฏิบัติต่อผู้ป่วย เพื่อให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุดด้วย การรักษาด้วยวิธีนี้อาจได้ผลดี แม้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยารักษาโรคทางจิตเวช

นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีอื่นเพิ่มเติม ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อวิธีการก่อนหน้า เช่น การฝังขั้วไฟฟ้ากระตุ้นสมอง และการผ่าตัด เป็นต้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะรักษาโดยวิธีใด ผู้ป่วยจะต้องพบแพทย์ตามนัดหรือตามแผนการรักษา เพื่อติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

 

การป้องกัน

  • ออกกำลังกาย รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • แบ่งเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนส่วนตัวให้สมดุล เช่น จัดเวลาทำงาน เวลาอยู่กับครอบครัว เพื่อนฝูง เวลาทำงานอดิเรกและพักผ่อน ไม่หนักด้านหนึ่งด้านใดมากเกินไป
  • เรียนรู้วิธีจัดการและรับมือกับอารมณ์ หรือความคิดที่ไม่เหมาะสมหรือเกินพอดี
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้เป็นต้นเหตุของโรค เช่น เรื่องที่มักจะทำให้วิตกกังวล ซึมเศร้า คิดมาก เป็นต้น
  • ไปพบแพทย์ทันทีหากคิดว่าตนเองมีอาการย้ำคิดย้ำทำ ไม่สามารถควบคุมและดำเนินชีวิตเป็นปกติได้

 

แหล่งข้อมูล : www.med.mahidol.ac.th  www.podpad.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


-ปอดอักเสบ.jpg

ปอดบวม ปอดอักเสบ (Pneumonia) เป็นอาการที่ปอดมีการบวมและอักเสบ ทั้งที่เกิดจากการติดเชื้อและไม่ใช่การติดเชื้อ แต่ปอดบวมและอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อโรค ทำให้เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า ปอดบวมหมายถึง การที่ปอดติดเชื้อ (Lung Infection) ซึ่งจะทำให้ปอดมีหนอง และสารน้ำต่าง ๆ ในถุงลมของปอด ทำให้ร่างกายไม่สามารถรับออกซิเจนจากการหายใจได้อย่างเพียงพอ และอาจถึงแก่ชีวิตได้

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้สูง ตัวร้อน หนาวสั่น ไอมีเสมหะ เสมหะมีเลือดหรือสีต่างไป เจ็บหน้าอกตรงตำแหน่งที่อักเสบ หายใจอาจมีเสียงจากปอด หายใจหอบ เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ป่วยมักจะมีอาการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้นมาก่อน เช่น ไข้ ไอ จาม คัดจมูก เสมหะ ภายหลังจะมีเจ็บหน้าอก หายใจมีเสียง หายใจหอบ เป็นต้น

สำหรับในผู้สูงอายุ นอกจากอาการข้างตนแล้ว อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการซึม สับสน แม้ว่าไข้จะลดแล้ว ส่วนในเด็กทารกหรือเด็กเล็ก จะมีการหายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม ซึม ปลุกตื่นยาก ปากเล็บลิ้นเขียว ไม่ดูดนม โดยผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการไม่ครบที่กล่าวมา ผู้ใกล้ชิดต้องคอยสังเกตเพื่อส่งแพทย์ให้ทันเวลา

 

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

หากมีอาการไข้ ตัวร้อน ไอ มีเสมหะ เจ็บหน้าอก หายใจหอบ ควรรีบพบแพทย์ทันที

 

สาเหตุของปอดบวม

ปอดบวมหรือปอดติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อราและปรสิต โดยเชื้อมักจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย ก่อนแพร่กระจายผ่านการไอ จาม ใช้วัสดุภาชนะร่วมกัน โดยเชื้อที่แพร่เริ่มแรกอาจอยู่ที่คอ ภายหลังเข้าสู่ปอดและเกิดการลุกลามทำให้ปอดติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานอ่อนแอ เช่น ผู้ที่อายุมาก ผู้ที่ขาดสารอาหาร ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไตเรื้อรัง ไขมันในเลือดสูง  อ้วน เป็นต้น และผู้ที่รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยโรคหลอดลมเรื้อรัง

ปัจจุบันได้มีการจำแนกปอดบวมได้หลายแบบ วิธีที่นิยมคือการจำแนกตามสภาพแวดล้อมที่เกิดปอดบวม เป็น

  • ปอดบวมหรือปอดอักเสบชุมชน (Community-Acquired Pneumonia) เป็นปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อจากภายนอกโรงพยาบาล ที่พบบ่อย เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ Streptococcus pneumoniae การติดเชื้อราในผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การติดเชื้อไวรัสในเด็กเล็ก เป็นต้น
  • ปอดบวมหรือปอดอักเสบในโรงพยาบาล (Nosocomial Pneumonia หรือ Hospital-Acquired Pneumonia) เป็นปอดบวมที่เกิดในผู้ป่วยหลังรักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่ 48 ชั่วโมงขึ้นไป ผู้ป่วยประเภทนี้จะมีอาการที่รุนแรง เพราะป่วยเป็นโรคอื่น ๆ ที่ต้องเข้ารับการรักษาอยู่แล้ว

 

ปัจจัยเสี่ยง

  • อายุ โดยเด็กเล็กและผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่าวัยหนุ่มสาว
  • การดื่มสุรา สูบบุหรี่ และ/หรือรับประทานยาบางชนิด เช่น ยากดภูมิคุ้มกัน ยาเคมีบำบัด ซึ่งส่งผลให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
  • โรคประจำตัวบางโรค เช่น โรคเกี่ยวกับถุงลมปอด มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ ฟันผุ เหงือกเป็นหนอง โรคไต เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักถามประวัติอาการของผู้ป่วย ตรวจร่างกายเบื้องต้น และอาจส่งตรวจเพิ่มเติมตามอายุและอาการของผู้ป่วย เบื้องต้นอาจมีการตรวจวินิจฉัย ดังนี้

  • ตรวจเลือดดูปริมาณเม็ดเลือดขาว สัมพันธ์กับการติดเชื้อ
  • เอกซเรย์ปอด ช่วยระบุตำแหน่งของการติดเชื้อ บวมหรืออักเสบของปอด
  • วัดออกซิเจนในเลือดและชีพจร เพื่อดูประสิทธิภาพในการทำงานของปอด
  • ตรวจเสมหะ ย้อมสี เพาะเชื้อ เพื่อหาเชื้อที่ทำให้เกิดอาการปอดบวม

 

การรักษา

การรักษาปอดบวม มีเป้าหมายเพื่อการฟื้นฟูอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนซึ่งจะทำให้อาการปอดบวมทรุดลงได้

  • การให้ยาปฏิชีวนะ ในรายที่เป็นไม่มากและไม่มีอาการแทรกซ้อนอาจให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอกด้วยยาชนิดรับประทาน เช่น ยาอะม็อกซี่ซิลลิน (Amoxicillin) ในกรณีเชื้อแบคทีเรีย หากกรณีนอกจากนี้การรักษาควรให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดแบบผู้ป่วยใน
  • การรักษาประคับประคองตามอาการทั่ว ๆ ไป เช่น การให้ยาลดไข้ การให้สารน้ำทางหลอดเลือด การให้ออกซิเจน การให้อาหารเหลวทางสายให้อาหารลงกระเพาะอาหารในรายที่รับประทานอาหารเองไม่เพียงพอ ฯลฯ
  • การรักษาอาการแทรกซ้อนเช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจในรายที่เหนื่อยและหายใจเองไม่เพียงพอ การให้ยาเพิ่มความดันโลหิตหากมีความดันโลหิตลดต่ำลง ฯลฯ

โดยเบื้องต้น แพทย์จะพิจารณาระดับความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนของอาการปอดบวม โดยผู้ป่วยปอดบวมที่รุนแรงน้อยอาจให้การรักษาด้วยการทานยาแบบผู้ป่วยนอก กรณีรุนแรงปานกลาง อาจต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยให้ยาและสารน้ำทางหลอดเลือดและอาจต้องให้ออกซิเจนเพิ่มเติม ในกรณีรุนแรงและรุนแรงมาก ต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก (ICU)

 

ภาวะแทรกซ้อน ปอดบวม ปอดอักเสบ

ภาวะแทรกซ้อนของปอดบวมโดยส่วนใหญ่จะเกิดในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอ ซึ่งผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ ดังนี้

  • หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด (Empyema) ส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้ออย่างรุนแรง โดยมีการทำลายเนื้อปอดจนเกิดเป็นโพรงขึ้น ซึ่งการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะร่วมไปกับการระบายหนองออกจากปอด
  • เชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด (Bacteremia) เกิดจากเชื้อที่ปอดได้แพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ และอาจทำให้เกิดการอักเสบ เช่น การอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง เยื่อหุ้มหัวใจ และข้ออักเสบ เป็นต้น
  • น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด (Pleural Effusion) ปอดบวมอาจทำให้เกิดของเหลวที่ก่อตัวขึ้นบริเวณระหว่างชั้นของเนื้อเยื่อปอดและช่องอก หากมีมากต้องมีการเจาะดูดน้ำออก
  • หายใจลำบาก หากเป็นปอดบวมขั้นรุนแรงหรือขั้นเรื้อรังก็อาจทำให้มีปัญหาเรื่องการหายใจ เนื่องจากออกซิเจนไม่เพียงพอจนทำให้หายใจลำบากซึ่งอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • หลอดลมพอง (Bronchiectasis) ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังและมีเสมหะจำนวนมาก

 

คำแนะนำ

  1. เมื่อสงสัยป่วยเป็นโรคปอดบวม ควรรีบพบแพทย์ เพื่อพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะ แต่ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
  2. ผู้ป่วยควรสวมผ้าปิดปากปิดจมูก หลีกเลี่ยง การอยู่ในที่ชุมชน และที่แออัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น
  3. ดูแลรักษาตัวเองตามอาการอย่างเหมาะสม เช่น ใช้ยาลดไข้เมื่อมีไข้ขึ้นสูง ใช้ยาละลายเสมหะเมื่อมีเสมหะเหนียวข้น
  4. รับประทานยาปฏิชีวนะ ให้ครบจำนวนตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และห้ามหยุดยาก่อนเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยา
  5. ดื่มน้ำเยอะ ๆ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ
  6. สังเกตภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น และรีบพบแพทย์ทันทีที่มีอาการ เช่น มีไข้ขึ้นมาใหม่ น้ำหนักลด เสมหะมีเลือดปน หายใจเหนื่อยกว่าเดิม

 

การป้องกัน          

  1. ดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนอย่างเพียงพอ
  2. ดูแลให้ความอบอุ่นร่างกายเมื่อภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง
  3. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเลิกสูบบุหรี่
  4. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด หรือการอยู่ในแหล่งที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
  6. สวมผ้าปิดปากปิดจมูกที่ได้มาตรฐาน เมื่อต้องสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วยที่อาจแพร่กระจายเชื้อในอากาศ ด้วยการ ไอ จาม
  7. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัดนิวโมเนีย หรือนิวโมค็อกคัส (pneumococcal vaccine) โดยเฉพาะในบุคคลกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว โรคถุงลมโป่งพอง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
  8. เมื่อป่วยเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด อีสุกอีใส ควรดูแลรักษาตัวเองให้ดีแต่เนิ่น ๆ

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  โรคปอดอักเสบ, นพ.สุรเกียรติ อาชานุภาพ  www.haamor.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาในการนอนหลับ เช่น หลับยาก หลับไม่สนิท หรืออาการอื่น ๆ ซึ่งหากเป็นเพียง 1 – 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ยังสามารถปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการนอนหลับมากขึ้นได้ แต่หากปัญหาเหล่านี้ยืดเยื้อนานเป็นเดือน ๆ มีโอกาสที่จะทำให้เป็นโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) ได้   

 

อาการ

ในแต่ละวัยต้องการชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมแตกต่างกัน เช่น ในวัยผู้ใหญ่ต้องการชั่วโมงการนอน 7 – 9 ชั่วโมง ในวัยสูงอายุอาจต้องการชั่วโมงการนอนที่น้อยลง อย่างไรก็ตามที่สำคัญยิ่งกว่าชั่วโมงการนอนคือ คุณภาพการนอนหลับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนอนไม่หลับ ผู้ที่เข้าข่ายโรคนอนไม่หลับจะมีอาการ ดังนี้

  • หลับยาก หมายถึง ต้องใช้เวลานานกว่า 30 นาที จึงจะหลับได้
  • หลับ ๆ ตื่น ๆ รู้สึกตัว ตื่นมากลางดึก แล้วหลับต่อไม่ได้
  • ตื่นขึ้นมาเองตั้งแต่เช้ามืด ทั้งที่ยังรู้สึกเพลีย แต่ข่มตาให้หลับต่อไม่ได้

หากมีอาการดังกล่าวติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่ได้รับการแก้ไข จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพและด้านอื่นๆได้

 

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์

เมื่อนอนไม่หลับมากกว่า 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน หรือ ภาวะนอนไม่หลับนี้ส่งผลต่อสุขภาพ กิจวัตรประจำวันและการทำงาน เช่น รู้สึกอ่อนล้า หมดแรง ไม่กระปรี้กระเปร่า ง่วงนอนตลอดเวลา ทำงานผิดพลาด ขาดสมาธิ ความจำไม่ดี หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนอน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและประเมินหาสาเหตุที่แท้จริงทันที

 

สาเหตุ

สามารถแบ่งโรคนอนไม่หลับเพื่ออธิบายสาเหตุได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

  • โรคนอนไม่หลับแบบไม่เรื้อรัง (Acute Insomnia หรือ Transient Insomnia) โดยมักจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ มักจะมีสาเหตุจากพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่มากระทบชั่วครั้งชั่วคราว เช่น ความเครียด กังวลจากงานที่ทำ การเจ็บป่วยทางกาย เช่น ปวดไมเกรน ปวดท้อง ปวดแผลผ่าตัด-อุบัติเหตุ การนอนไม่หลับจากภาวะ Jet lag การทำงานเป็นกะดึก การกินอาหาร ดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน มากเกินไป รวมถึงการทานยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ที่ใช้รักษากล้ามเนื้ออักเสบอาจกระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไต ทำให้ร่างกายตื่นตัวจนนอนไม่หลับ เป็นต้น
  • โรคนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง (Chronic Insomnia) จะเป็นผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ โดยมีอาการต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 เดือน สาเหตุเกิดได้จากหลายประการ ดังนี้
    • การเจ็บป่วยด้วยโรคบางโรค เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคกระเพาะอาหาร โรคกรดไหลย้อน (GERD) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  (OSA) โรคขากระตุกขณะหลับ (PLMD) โรคขาอยู่ไม่สุก (RLS) โรคมะเร็งชนิดต่างๆ และอื่นๆ
    • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยาลดน้ำหนัก ยาแก้หอบหืด ยาต้านซึมเศร้า ยากลุ่มเมทิล ฟีนิเดท (Methylphenidate) ยากลุ่มซูโดอีฟีดริน (Psudoepheridrine) เป็นต้น
    • การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น ช่วงวัยทอง ช่วงตั้งครรภ์ วัยสูงอายุ เป็นต้น
    • การกังวลว่าจะนอนไม่หลับ (Psychophysiological Insomnia ) มักเกิดกับผู้ที่เคยมีปัญหาในการนอนหลับมาก่อน และมีความกังวลว่าจะนอนไม่หลับ สามารถทำให้เกิดสภาวะ hyperarousal จนนอนไม่หลับได้

 

การวินิจฉัย

  • การซักประวัติผู้ป่วย โดยเฉพาะรายละเอียดของการนอนไม่หลับ เช่น นอนไม่หลับเฉพาะตอนที่เพิ่งจะเข้านอนใหม่ ๆ หรือหลับแล้วตื่นบ่อย หรือพอหลับไปสักพักก็จะตื่นและนอนหลับต่อไม่ได้อีก รวมถึงระยะเวลาและความถี่ที่มีอาการ ลักษณะการนอน เวลาเข้านอน เวลาตื่นนอน จำนวนครั้งที่ตื่นตอนกลางคืน อาการอื่นที่เกิดขึ้นในระหว่างการนอนหลับ กิจกรรมก่อนเข้านอน สภาพแวดล้อมภายในห้องนอนและอุปกรณ์ในการนอน และสิ่งแวดล้อมรอบบ้าน กิจกรรมและอาการง่วงนอนตอนกลางวัน ประวัติโรคประจำตัว ประวัติการใช้ยาและสารเสพติด รวมถึงประวัติครอบครัว เป็นต้น
  • การตรวจร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจระบบประสาทเพื่อหาร่องรอยความผิดปกติของระบบประสาทร่วมด้วย โดยหากพบว่าเกิดจากโรคทางระบบประสาทหรือเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่น ๆ แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ชัดเจนขึ้น
  • การตรวจพิเศษ ในผู้ป่วยใหม่หรือผู้ป่วยที่รักษาเบื้องต้นไม่ได้ผล อาจมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งมีทั้งแบบมามานอนค้างที่โรงพยาบาลจัดไว้ โดยจะมีการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อลูกตา ตรวจระดับออกซิเจนในเลือด ตรวจวัดลมหายใจ ฯลฯ หรือแบบติดตั้งอุปกรณ์ที่ห้องนอนของผู้ป่วยเองเพื่อให้ใกล้เคียงกับสภาพจริงมากที่สุด นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาเลือกตรวจเป็นรายการเฉพาะได้ เช่น การตรวจลมหายใจ การเคลื่อนไหวหน้าอกและท้อง การวัดออกซิเจนในเลือด วัดระดับเสียงกรน วัดลมหายใจช่วงนอนหลับ เป็นต้น

 

การรักษา

การรักษาจะพิจารณาตามสาเหตุ หากตรวจพบสาเหตุหลักมาจากโรคอื่น ก็จะวางแผนให้ผู้ป่วยรักษาโรคที่เป็นสาเหตุหลักควบคู่กับโรคนอนไม่หลับไปด้วย เช่น ตรวจพบว่าโรควิตกกังวลทำให้ผู้ป่วยนอนไม่หลับ แพทย์จะวางแผนให้ผู้ป่วยรักษาโรควิตกกังวลควบคู่ไปด้วย สำหรับโรคนอนไม่หลับ สามารถรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสภาพแวดล้อมควบคู่ไปกับการใช้ยา ดังนี้

  • การรักษาโดยการใช้ยา ตัวอย่างยาที่ปัจจุบันนิยมใช้ ได้แก่
  • ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines) ได้แก่ ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) ยาลอราซีแพม (Lorazepam) และ ยาโคลนาซีแพม (Clonazepam) ซึ่งเป็นยาสำหรับลดอาการวิตกกังวลได้ด้วย สามารถทำให้นอนหลับได้ดี แต่แพทย์จะให้ใช้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อป้องกันการดื้อยา
  • ยากลุ่มนอน-เบนโซไดอะซีปีน (Non-Benzodiazepines) เช่น ยาโซลพิเดม (Zolpidem) เป็นยาที่มีปัญหาการดื้อและอาการติดยาน้อยกว่ายากลุ่ม 1
  • ยาต้านซึมเศร้า (Antidepressants) ได้แก่ ยาอะมิทริปไทลีน (Amitryptyline) และยาไมแอนเซรีน (Mianserin) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน
  • ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines) หรือที่รู้จักกันว่าเป็นยาแก้แพ้ เช่น ยาไดเมนไฮดริเนต(Dimenhydrinate) และยาไฮดร็อกซิซีน (Hydroxyzine)
  • การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนยา ในกรณีที่ผู้ป่วยนอนไม่หลับจากการใช้ยารักษาโรคประจำตัว แพทย์จะพิจารณาเลือกการรักษาโดยการปรับเปลี่ยนยา พร้อมให้คำแนะนำด้านพฤติกรรมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อลดอาการนอนไม่หลับ
  • การรักษาโดยการปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม โดยเป็นการเน้นการสร้างสุขอนามัยที่ดีของการนอน (sleep hygiene) เช่น
    • ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ ไม่นอนกลางวัน หากง่วงให้งีบหลับ 10-15 นาที ฝึกการเข้าและตื่นนอนให้ใกล้เคียงกันเป็นประจำทุกวัน ไม่ทำกิจกรรมที่ทำให้ตื่นเต้น หวาดกลัวหรือสมองทำงานหนักก่อนเวลานอน เช่น เล่นเกม ดูหนังผี ดื่มชา กาแฟ คาเฟอีนเป็นต้น ในทางกลับกันให้เน้นกิจกรรมที่เพิ่มความผ่อนคลาย เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเพลง นั่งสมาธิ เป็นต้น ไม่ทานอาหารมื้อใหญ่ก่อนเข้านอน ควรปัสสาวะก่อนเข้านอนและไม่ควรดื่มน้ำมากก่อนเข้านอน เป็นต้น
    • สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการนอน เช่น จัดบรรยากาศห้องนอนให้เงียบสงบ ปิดไฟขณะนอนหลับ มีม่านปิดเพื่อลดแสงไฟจากภายนอก ไม่ทำกิจกรรมทั่วไป เช่น ดูหนัง อ่านหนังสือ ทานขนม บนเตียงนอน ไม่เปิดอุปกรณ์สื่อสารทิ้งไว้ขณะนอน เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน โรคนอนไม่หลับ

  1. รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่เปลี่ยนหรือหยุดยาเอง ควรปรึกษาและกระทำภายใต้คำสั่งแพทย์ โดยควรแจ้งแพทย์ถึงยาอื่นๆที่กินทั้งก่อนและระหว่างการรักษา
  2. ปรับพฤติกรรมทั่วไปโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการนอนตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เช่น ไม่ดื่มชา กาแฟใกล้เวลานอน ไม่ทานอาหารมื้อหนักก่อนเข้านอน หากง่วงใช้การงีบหลับ 15 นาทีแทนการหลับยาวในเวลากลางวัน เป็นต้น
  3. จัดสภาพแวดล้อมให้เกิดสุขอนามัยที่ดีในการนอน

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.nonthavej.co.th  www.bangkokinternationalhospital.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

โรคเหน็บชา (Beriberi) เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากการขาดวิตามินบี 1 หรือไธอามีน (Thiamine) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญหลายอย่างในระบบประสาท และระบบเผาผลาญสารอาหารของร่างกาย การขาดวิตามินบี 1 เกิดได้จากหลายสาเหตุ และพบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

 

อาการ

ผู้ป่วยมักจะมีอาการเหน็บและชา ซึ่งอาการสามารถแยกกันเกิดได้ ความแตกต่างระหว่างอาการทั้ง 2 นี้คือ

  • อาการเหน็บ คือ อาการเจ็บป่วยที่มีลักษณะคล้ายกับอาการที่นั่งทับขาตนเองเป็นเวลานาน ๆ ทำให้ส่วนที่ถูกทับเกิดอาการเจ็บปวดเกร็ง จนในบางครั้งส่วนนั้นอาจอ่อนแรงจนเหยียดไม่ออกและลุกขึ้นไม่ได้
  • อาการชา คือ อาการที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง มีการรับรู้ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป บางครั้งอาจเหมือนมีเข็มเป็นพันเล่มมาจิ้มที่บริเวณนั้น ๆ ในบางรายชาแล้วจะรู้สึกเจ็บ บางรายก็ร้อนหรือเย็น หรืออาจจะรู้สึกหน่วง ๆ ทื่อ ๆ และบางรายที่มีอาการชามากอาจจะไม่รู้สึกที่อวัยวะส่วนนั้นเลย

.
ทั้งนี้โรคเหน็บชายังสามารถแบ่งได้เป็นโรคเหน็บชาในเด็ก (Infantile Beriberi) และโรคเหน็บชาในผู้ใหญ่ (Adult Beriberi) มีอาการดังนี้

  • เหน็บชาในเด็ก (Infantile Beriberi) พบได้บ่อยในทารกที่มีอายุระหว่าง 2 – 6 เดือน โดยเกิดจากการที่มารดากินอาหารไม่เพียงพอ ขาดวิตามินบี 1 ทำให้ทารกที่ต้องกินนมจากมารดานั้น ขาดวิตามินบี 1 ไปด้วย ซึ่งอาการนั้นจะเกิดขึ้นหลายอย่างร่วมกัน เช่น หน้าเขียว ตัวเขียว หอบเหนื่อย ตัวบวม ซึม ร้องไม่มีเสียง เสียงร้องผิดปกติ ทั้งนี้ยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เนื่องจากเด็กยังเล็กมากไม่สามารถบอกความเจ็บปวดแก่ผู้ปกครองให้ทราบได้ แต่ปัจจุบันระบบสาธารณสุขดีขึ้น ทำให้พบโรคเหน็บชาในเด็กน้อยลง
  • เหน็บชาในผู้ใหญ่ (Adult Beriberi) ในระยะแรกนั้นจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร รู้สึกชา ต่อมาจะเริ่มมีอาการชามากขึ้นและชาตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้า ต่อมาจะเป็นตะคริว ไม่สามารถขยับแขนขาได้ ลุกไม่ได้ เมื่อขยับจะเจ็บและปวดกล้ามเนื้อรุนแรง และถ้าเป็นมากและรุนแรง อาจเป็นถึงขั้นอัมพาตได้เลย โดยโรคเหน็บชาในผู้ใหญ่สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
    • โรคเหน็บชาชนิดผอมแห้ง (Dry Beriberi) ผู้ป่วยที่เป็นโรคเหน็บชาชนิดนี้มักจะผอมซูบอย่างมาก บางรายอาจเห็นซี่โครง มีอาการชาตามปลายมือและเท้า กล้ามเนื้อแขนและขาไม่ค่อยมีกำลัง เดินได้ลำบากและเมื่อให้ลุกขึ้นเองจากท่านั่งยอง จะไม่สามารถทำได้ จากการขาดสารอาหารอย่างรุนแรงและวิตามินบี 1
    • โรคเหน็บชาชนิดเปียก (Wet Beriberi) ผู้ป่วยจะมีอาการชาร่วมกับบวมปลายมือและเท้า ร่วมกับการมีน้ำคั่งในช่องท้องและปอด ร่วมกับภาวะทางหัวใจคือใจเต้นเร็วและหัวใจโต หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจทำให้หัวใจวาย และทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด
    • โรคเหน็บชาแบบจากสุราเรื้อรัง หรือ Wernicke-Korsakoff Syndrome พบได้ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง โดยมักจะเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ เดินเซและทรงตัวไม่ได้ การเคลื่อนไหวของลูกตาน้อย มีความผิดปกติทางจิตใจ มีปัญหาในด้านความทรงจำ สามารถเกิดอาการโคม่าและหัวใจล้มเหลียว จนถึงเสียชีวิตได้ในที่สุด

 

สาเหตุหลักของโรคเหน็บชา

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นสาเหตุหลักที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเหน็บชา คือ การขาดวิตามินบี 1 หรือไธอามีน (Thiamine) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญหลัก ๆ ในร่างกาย 2 ประการ คือ การทำหน้าที่เร่งกระบวนการหรือปฏิกิริยาในการเผาผลาญอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน เพื่อให้ได้น้ำตาลกลูโคส ทำให้ร่างกายสามารถนำเอาน้ำตาลไปใช้งานได้ และการมีส่วนสำคัญในระบบประสาทหรือการเหนี่ยวนำของกระแสประสาทให้ทำงานได้ดีเป็นปกติ

ภาวะขาดวิตามินบี 1 นี้ ก็จะสามารถเกิดได้จากสาเหตุหลายประการ ทั้งจากอาหารการกินที่ไม่เหมาะสม และจากโรคต่าง ๆ ดังนี้

  • เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอ โดยอาหารที่พบวิตามัน บี 1 ในปริมาณมาก คือ ข้าวกล้อง ถั่ว งา จมูกข้าวสาลี นมถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน และเนื้อหมู
  • ทานอาหารที่มีสารทำลายและยับยั้งการดูดซึมของวิตามินบี 1 มากเกิน โดยเฉพาะของหมักและดอง เช่น ใบเมี่ยง หมากพลู ใบชา หอยลายดิบ ปลาร้า ปลาส้มดิบ แหนมดิบ ปลาน้ำจืดดิบ เป็นต้น
  • อยู่ในภาวะที่ร่างกายมีการเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ทำให้ร่างกายต้องการวิตามินบี 1 มากขึ้นกว่าปกติเช่น หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เด็กในช่วงวัยเจริญเติบโต หญิงให้นมบุตร ผู้ใช้แรงงานหรือต้องทำงานหนัก ผู้ป่วยที่มีไข้สูง ผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อ ผู้ที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
  • คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก ๆ หรือเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง (Alcoholism) โดยแอลกอฮอล์จะมีผลยับยั้งการดูดซึมของวิตามินบี 1 ที่บริเวณลำไส้เล็ก ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอ และคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมักทานอาหารน้อยกว่าคนปกติ ทำให้ขาดวิตามินอีกด้วย
  • คนที่เป็นโรคหรือได้รับการผ่าตัดทางเดินอาหาร
  • ผู้ป่วยไตระยะสุดท้าย (ESRD) ที่ได้รับการฟอกไต (Hemodialysis)

 

การวินิจฉัย

ในการวินิจฉัยโรคเหน็บชานั้น แพทย์จะซักประวัติถึงเรื่องของอาหารการกินเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่กินอาหารจำเพาะ เช่น กินเจ กินมังสวิรัติ หรือเลือกกินเฉพาะเนื้อสัตว์และข้าวบางชนิด ซึ่งอาจทำให้มีการขาดสารอาหารได้ และยังเน้นไปที่ประวัติการดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย และแพทย์จะพิจารณาส่งตรวจ หรือตรวจร่างกายเพิ่มเติมตามภาวะความผิดปกติที่สงสัย ซึ่งอาจแตกต่างไปในแต่ละราย โดยอาจใช้วิธีการตรวจดังนี้

  • ตรวจการเคลื่อนไหว โดยให้ผู้ป่วยนั้นลองนั่งยอง ๆ ลงแล้วลุกขึ้น บางรายอาจพบว่าผู้ป่วยลุกขึ้นไม่ได้ และอาจจะตรวจพบรีเฟล็กซ์ทางระบบประสาท (reflex) มีการตอบสนองที่ลดลงด้วย
  • สำหรับในทารก แพทย์จะตรวจวินิจฉัยจากอาการหอบเหนื่อย ตากระตุก ตัวเขียว ขาบวม หรือพบชีพจรที่เต้นเร็ว อาจพบการตอบสนองรีเฟล็กซ์ที่น้อยหรือไม่พบเลย
  • ตรวจร่างกายทางระบบประสาท จะทดสอบการทำงานสัมพันธ์กันของร่างกาย และการตอบสนองของร่างกาย เนื่องจากในบางรายที่ขาดวิตามินบี 1 มากๆหรือเป็นเหน็บชาขั้นรุนแรง นั้นจะทำให้เกิดอาการหลงผิด (Delusion) หรืออาจส่งผลเสียต่อความจำ มีอาการสับสนได้
  • ตรวจร่างกายทางระบบหายใจและหัวใจ เพื่อดูปัญหาความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 ระบบ เช่น อาการหายใจหอบเหนื่อยติดขัด ตัวเขียว หัวใจโตและเต้นเร็ว เป็นต้น
  • ตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะ ทำให้สามารถวัดระดับวิตามินบี 1 ที่อยู่ในร่างกายได้ ซึ่งอาจจะพบวิตามินบี 1 ปะปนมาในปัสสาวะในผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมของวิตามินนี้
  • ตรวจทางรังสีวิทยา ด้วยเครื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) หรือ ซีทีสแกน (CT-Scan) เพื่อตรวจสอบดูการเปลี่ยนแปลงในสมองที่เกิดจากภาวะทางสมองขาดวิตามิน บี 1

 

การรักษา

การรักษาโรคเหน็บชานั้น แพทย์จะพิจารณาแยกเป็น 2 กรณีคือ

  • กรณีที่ไม่รุนแรง แพทย์จะให้กินวิตามินบี 1 แบบเม็ดหรืออาจเป็นวิตามินบีรวม และปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ให้กินข้าวไม่ขัดสีและธัญพืชมากขึ้น รวมไปถึงขนมปังแบบโฮลวีทด้วย
  • กรณีที่รุนแรง แพทย์จะทำการฉีดวิตามินบี 1 ในขนาด 10 – 20 มิลลิกรัม วันละ 2 – 3 ครั้ง ผ่านทางหลอดเลือดดำหรือทางกล้ามเนื้อ แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ใช้ชนิดฉีดขนาด 100 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 5 – 7 วัน จากนั้นจึงให้กินวิตามินบี 1 แบบเม็ดและติดตามอาการต่อไป หรือในรายที่สงสัยว่าจะมีภาวะหัวใจวาย แพทย์จะฉีดวิตามินนี้ 25 – 50 มิลลิกรัมร่วมกับการให้ยาขับปัสสาวะ เพื่อประคองอาการเอาไว้

 

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเหน็บชานั้น อาจจะทำให้เกิดหัวใจวายและเสียชีวิตได้ ในบางรายจะพบอาการทางจิต สับสนและหลงผิด อีกทั้งยังส่งผลต่อระบบประสาทอย่างมาก ๆ ทั้งสมอง หัวใจ หรือกล้ามเนื้อด้วยเช่นกัน และอาจพบปัญหาเรื่องการมองเห็นหรือปัญหาด้านความทรงจำในผู้ป่วยบางราย

 

การป้องกันและดูแล โรคเหน็บชา

การป้องกันการเกิดโรคเหน็บชานั้นทำได้ไม่ยาก เนื่องจากภาวะของโรคนั้นคือการขาดวิตามินบี 1 จึงควรได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ กินอาหารที่ไม่ขัดสี โดยเฉพาะ ข้าวกล้องหรือธัญพืชต่าง ๆ เนื้อหมูไม่ติดมัน ข้าวโอ๊ต จมูกข้าว นม ไข่แดง เป็นต้น และต้องลดการกินอาหารที่ไปขัดขวางการดูดซึมของวิตามินบี 1 เช่น ของหมักดอง รวมไปถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่าง ชา กาแฟ และน้ำอัดลม ลดการดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงหรือเลิกขาด และหากมีอาการเหน็บชาควรได้รับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล

 

แหล่งข้อมูล : www.healthline.com  www.pobpad.com  www.medthai.com 

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


.jpg

โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) เป็นภาวะทางอารมณ์ที่มีความกลัวและกังวลเกินกว่าปกติ ในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เหตุการณ์ในอนาคต ตลอดจนการจินตนาการถึงสิ่งที่มองไม่เห็นและความตาย แม้บางครั้งอาจรู้ตัว แต่ก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และภาวะดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตเป็นปกติได้

 

ปัจจุบันได้มีการแบ่งโรควิตกกังวลออกเป็น 7 ประเภท คือ ประเภทวิตกกังวลทั่วไป ประเภทแพนิคหวาดระแวง ประเภทกลัวอย่างจำเพาะเจาะจง ประเภทกลัวการเข้าสังคม ประเภทย้ำคิดย้ำทำ ประเภทผิดปกติทางจิตใจจากวินาศภัยและประเภทกังวลต่อการแยกจาก  ในบทความนี้จะเน้นถึงประเภทวิตกกังวลทั่วไป ซึ่งพบมากที่สุด

 

อาการ

ผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder, GAD) จะมีอาการทั้งทางจิตใจและทางร่างกาย โดยทางจิตใจจะมีอาการ ตื่นตระหนก กระสับกระส่าย กระวนกระวาย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ ขาดความมั่นใจไม่อยากเจอผู้คนและอื่น ๆ สำหรับทางร่างกายจะมีอาการ ปากแห้ง ใจสั่น ตัวสั่น เจ็บหน้าอก  หายใจตื้น คลื่นไส้ วิงเวียน คล้ายจะเป็นลม ท้องไส้ปั่นป่วน รู้สึกเหมือนจะสูญเสียความควบคุม เป็นต้น อาการดังกล่าวอาจเกิดต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน จนผู้ป่วยไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้

 

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์

เมื่อมีอาการวิตกกังวล และไม่สามารถควบคุมหรือจัดการให้ดีขึ้นได้ โดยมีอาการต่อเนื่องกันนานกว่า 6 เดือน หรือผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

 

ภาวะแทรกซ้อน

โรควิตกกังวลทั่วไป หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง จะทำให้อาการรุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคทางใจและทางกาย ตามมาอีกหลายโรค เช่น โรคซึมเศร้า โรคเครียด โรคนอนไม่หลับ โรคทางกาย เช่น โรคหัวใจ ไข้หวัด โรคติดเชื้อจากภูมิต้านทานลดลง

 

สาเหตุ

  • ความผิดปกติในการทำงานของสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ต่าง ๆ โดยโรควิตกกังวลบางชนิด มีความผิดปกติในการทำงานของสมอง ส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอารมณ์และความรู้สึก
  • พันธุกรรม มีการศึกษาพบว่าหากพ่อแม่เป็นโรควิตกกังวล จะเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่บุตรจะเป็นโรควิตกกังวลด้วย ทั้งแบบที่แสดงออกชัดเจน และแบบเก็บซ่อนอารมณ์
  • สภาพแวดล้อมในอดีตและปัจจุบัน เช่น การเคยถูกทำโทษหรือตำหนิอย่างรุนแรงในวัยเด็ก การถูกกดขี่ล้อเลียนด้วยเรื่องต่างๆจนกลัวการเข้าสังคม การประสบความล้มเหลวในชีวิตบางด้าน เช่น ชีวิตสมรส หน้าที่การงาน การทำงานที่มีความกดดันสูง ซับซ้อนทางเทคนิค ประสบปัญหาในการปรับตัว เจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก เป็นหลายๆปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการวิตกกังวล

 

การวินิจฉัย

ในการวินิจฉัย แพทย์จะทำการซักประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่รับประทาน และสอบถามอาการวิตกกังวล พร้อมกับการตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด ตรวจสมรรถภาพปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ตรวจปัสสาวะ ตรวจระดับฮอร์โมน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อแยกโรคอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายกันออก เช่น โรคของต่อมไทรอยด์ โรคหืด ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ เป็นต้น

หากไม่พบสาเหตุความผิดปกติจากโรคอื่น จะทำการส่งต่อให้จิตแพทย์พิจารณาใช้เครื่องมือทางจิตเวชในการประเมินภาวะโรคทางอารมณ์ เพื่อคัดแยกชนิดของโรควิตกกังวลและวางแผนการรักษาได้อย่างตรงสาเหตุที่สุด

 

การรักษา

แพทย์จะผสมผสานวิธีการรักษาหลายวิธีเข้าด้วยกัน เพื่อให้คนไข้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ดังนี้

  • การบำบัดด้วยการใช้ยา แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาหลายกลุ่ม ได้แก่ ยารักษาภาวะซึมเศร้า (Antidepressants) เช่น ยากลุ่ม SSRIs  ยาคลายภาวะวิตกกังวล (Anxiolytic drugs) เช่น ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines) ยาลดอาการตื่นตัวของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น ยาเบต้าบล็อกเกอร์ และยารักษาโรคลมชักและกลุ่มยาระงับอาการทางจิตอื่น ๆ เป็นต้น
  • การทำจิตบำบัด (Psychotherapy) เป็นการพูดคุยเชิงปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อสร้างภูมิต้านทานทางจิตใจ ทำให้สามารถรับมือกับปัญหาหรือสิ่งกระตุ้นของโรควิตกกังวลได้ดีขึ้น โดยมีหลักการ คือ การให้ผู้ป่วยเผชิญสิ่งกระตุ้นความกังวลระดับเล็กน้อยไปจนถึงระดับสูง แบบทีละขั้นตอน แล้วฝึกให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมสถานการณ์ดังกล่าวได้ ไม่วิตกกังวลจนเกินไป
  • การเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive-Behavioral Therapy) เป็นการปรับทัศนคติและเปลี่ยนวิธีการคิดที่มักมองสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบ จนทำให้ภาวะโรควิตกกังวลที่รุนแรงขึ้น เป็นการมองสิ่งต่างๆแบบผ่อนคลาย มองเห็น “ทางออก” ของสถานการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น
  • การทำสมาธิบำบัด (Mindfulness-based stress reduction) เป็นการใช้วิธีตามรู้ลมหายใจตามธรรมชาติ เพื่อลดความวิตกกังวลหรือกลัวล่วงหน้า รวมทั้งลดการตอบสนองต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่มากผิดปกติได้

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน โรควิตกกังวล

  1. พบแพทย์ตามนัด เพื่อการประเมินอาการ ปรับขนาดยา ปรับวิธีการบำบัดตามความเหมาะสม
  2. หลีกเลี่ยงหรืองดการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่อาจกระตุ้นให้อาการของโรควิตกกังวลแย่ลงได้
  3. ควรฝึกทำจิตใจให้ผ่อนคลายและรู้จักปล่อยวางด้วยการฝึกทำสมาธิ ซึ่งจะช่วยจิตใจสงบ

หากรู้ตัวว่าตนเองเริ่มมีความวิตกกังวลอยู่บ่อยครั้งโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ควรไปพบจิตแพทย์หรือผู้ให้คำปรึกษาเพื่อขอความช่วยเหลือ ทำความเข้าใจ และหาวิธีแก้ไขต่อไป

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.webmd.com 

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


9-ข้อถามตอบ-ข้าวเพื่อสุขภาพ.jpg

ข้าวเพื่อสุขภาพต่างจากข้าวทั่วไปอย่างไร

จากการที่ประเทศไทยเปลี่ยนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีสัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดกระแสของการใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ผู้สูงอายุเองก็อยากเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี เป็นสมาร์ทซีเนียร์ ดูแลตัวเองได้ไม่เป็นภาระใคร ขณะวัยกลางคนเองก็ต้องการมีสุขภาพแข็งแรงดุแลผู้สูงอายุ ตนเองและครอบครัว ทำให้มีผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเกิดขึ้นมากมาย

ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย กินกันทุกวัน สลับกับข้าวไปมาแต่ก็มีข้าวเป็นหลัก ๆ อยู่ ก็เลยเกิดความคิดว่าทำอย่างไรให้ข้าวซึ่งเป็นอาหารที่เรากินเป็นประจำ นอกจากจะให้พลังงานแล้ว จะช่วยดูแลสุขภาพในด้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย จึงเป็นที่มาของข้าวเพื่อสุขภาพ

ปัจจุบัน ข้าวเพื่อสุขภาพ พอจะจัดแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่

  • กลุ่มที่ 1 ข้าวออร์แกนิค (Organic rice) เป็นข้าวที่ได้จากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งไม่ใช้สารเคมีหรือสารสังเคราะห์ต่าง ๆ ในทุกขั้นตอนของการผลิต เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงต่าง ๆ ข้าวนี้คุณค่าของสารอาหารจะเหมือนข้าวปกติ แต่จะเน้นความปลอดภัยว่าผู้บริโภคข้าวออร์แกนิคจะไม่ได้รับสารเคมีปนเปื้อนเข้าไปในร่างกาย
  • กลุ่มที่ 2 ข้าวปรับปรุงพันธ์ (Breeding rice) เป็นข้าวที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์เดิม ให้เป็นพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติดีขึ้นตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นทนต่อสภาพอากาศ ทนแมลง ให้ผลผลิตสูง หรือบางพันธ์ที่มีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพ เช่น ข้าวไรซ์เบอรี่ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ สามารถทำอาหารโภชนะบำบัด หรือข้าวสังข์หยด ที่มีวิตามินบี 1 – 2 ฟอสฟอรัส แคลเซียม ทองแดง กากอาหาร และแร่ธาตุอื่น ๆ เป็นต้น
  • กลุ่มที่ 3 ข้าวปรับกระบวนการผลิต ปัจจุบันได้แก่ ข้าวกล้องงอก (Germinated brown rice หรือ “GABA-rice”) เป็นการนำข้าวกล้องมาปรับกระบวนการงอก ทำให้ข้าวกล้องซึ่งมีสารอาหารจำนวนมาก เช่น ใยอาหาร กรดไฟติก วิตามินซี วิตามินอี รวมถึง GABA หรือ Gamma amino butyric acid อยู่แล้ว มีมากขึ้น โดยเฉพาะ GABA เป็นสารสื่อประสาทช่วยในการทำงานของสมอง ลดการวิตกกังวล ซึมเศร้า คลายเครียด เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำให้ข้าวที่หุงสุก มีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม รับประทานได้ง่าย
  • กลุ่มที่ 4 ข้าวเสริมสารอาหาร (Enriched rice) เป็นข้าวที่ผ่านการเติมวิตามินและแร่ธาตุหลัก ๆ ที่มีอยู่ในข้าวก่อนผ่านกระบวนการขัดสี วิตามินและแร่ธาตุหลักๆ ที่เติมจะเป็นส่วนที่สูญหายไปจากการขัดสี เช่น วิตามิน B1, B2, B3 และธาตุเหล็ก ซึ่งจะมีส่วนที่คล้ายกับข้าวกล้องที่สารอาหารก่อนการขัดสียังมีอยู่มาก กับความนุ่มชุ่มชื้นของเม็ดข้าวหลังการหุงที่มีความแตกต่างกัน

ข้าวเพื่อสุขภาพ

ภาพจาก : www.freepik.com

 

เหตุผลที่ข้าวเพื่อสุขภาพ มีส่วนช่วยดูแลสุขภาพสำหรับผู้ที่รับประทาน

ต้องบอกก่อนว่า คนไทยทานข้าวทุกวันอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่ง่ายมากหากมีการให้ความสำคัญกับข้าวที่รับประทานเพิ่มขึ้น แต่ละคนมีข้อห่วงใยทางด้านสุขภาพในเรื่องอะไรกันบ้าง เช่น คนที่ห่วงใยเรื่องสารเคมี ก็อาจพิจารณาบริโภคข้าวออร์แกนิค ที่ผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐาน หรือคนที่ห่วงใยเรื่องความครบถ้วนของสารอาหาร ซึ่งหายไปจากการขัดสี ก็อาจพิจารณาบริโภคข้าวกล้อง หรือถ้าบางคนสนใจเรื่องความครบถ้วนของสารอาหารและความนุ่มนวลและรสชาติ ก็อาจพิจารณาบริโภคข้าวเติมวิตามิน

อย่างไรก็ตามการมีสุขภาพดีนั้นมีหลายปัจจัย นอกเหนือจากการกินให้ถูกโภชนาการของแต่ละเพศและวัยแล้ว ยังมีเรื่องของการออกกำลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงไลฟ์สไตล์ในการดำเนินชีวิตที่ไม่เสี่ยงต่อสุขภาพด้วย

 

ขั้นตอนการผลิต การดูแลเก็บรักษา ข้าวเพื่อสุขภาพเหมือนหรือแตกต่างกับข้าวทั่วไปอย่างไร

ขั้นตอนการผลิต ข้าวทั้ง 4 กลุ่ม มีวิธีการผลิตบางขั้นตอนที่แตกต่างกัน สรุปในเบื้องต้นได้ดังนี้

  • ข้าวออร์แกนิค จะเน้นการงดใช้สารเคมีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต การกำจัดแมลงและวัชพืช โดยเน้นการใช้วัสดุจากธรรมชาติหรือจากพืช ที่ไม่มีพิษต่อคนหรือไม่ตกค้างปนเปื้อนในผลผลิต ในดินและในน้ำ เป็นต้น
  • ข้าวปรับปรุงพันธุ์ จะมีการรวบรวมพันธุ์ คัดเลือกพันธุ์ ผสมพันธุ์ ชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ และการใช้เทคโนโลยีชีวภาพและพันธุวิศวกรรมให้ได้พันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติดีตามที่ต้องการ
  • ข้างกล้องงอก โดยเบื้องต้นเป็นการนำข้าวกล้องมาผ่านกระบวนการทำให้มียอดอ่อนงอก และทำให้หยุดเมื่อยอดอ่อนยาวในระดับหนึ่ง แล้วนำเข้าสู่ขั้นตอนการเก็บรักษาเพื่อการบริโภคต่อไป
  • ข้าวเสริมสารอาหาร จะเป็นการใช้เทคนิคหลาย ๆ รูปแบบในการเติมวิตามินและแร่ธาตุให้กับเมล็ดข้าวที่ขัดแล้ว ตัวอย่างเช่น การพ่นเคลือบ การผสมผง การสเปรย์ การผลิตในสภาพกรด เป็นต้น

สำหรับการดูแลเก็บรักษา ใช้หลักการเดียวกันกับข้าวทุกประเภทคือ การเก็บในที่แห้ง อุณหภูมิปกติ ไม่อับชื้น มีความสะอาด มีฝาปิดมิดชิด

ข้าวเพื่อสุขภาพ

ภาพจาก : www.freepik.com

 

ขั้นตอนการหุง ข้าวเพื่อสุขภาพเหมือนหรือแตกต่างกับข้าวทั่วไปอย่างไร

อาจมีความแตกต่างในรายละเอียดอยู่บ้างเล็กน้อย หลักการคือ ข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อย ทำให้เมล็ดยังมีความแข็งสูง ก่อนการหุงอาจเพิ่มขั้นตอนที่ทำให้ข้าวนิ่มขึ้น เช่น นำข้าวไปแช่น้ำก่อนการหุง นานแค่ไหนแล้วแต่ชนิดของข้าว ตัวอย่างข้าวที่ควรแช่น้ำก่อนการหุง เช่น ข้าวในกลุ่มข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวออร์แกนิคบางชนิด สำหรับการซาวข้าวก่อนหุง เบื้องต้นเน้นเพื่อการทำความสะอาด เน้นการเทน้ำเบาๆ นวดข้าวเสริมเล็กน้อย เพื่อให้สิ่งสกปรกตกตะกอน ฝุ่น มอดออก 1 รอบสำหรับข้าวใหม่ และ 2 – 3 รอบสำหรับข้าวเก็บไว้นาน อย่างไรก็ตามการซาวทุกขั้นตอนควรเน้นเบา ๆ เพื่อป้องกันวิตามิน และแร่ธาตุหลุดจากเมล็ดข้าว ทั้งนี้มีข้าวบางชนิดที่ไม่จำเป็นต้องซาวก่อนหุง

 

ใครเหมาะที่จะทานข้าวเพื่อสุขภาพบ้าง

จริง ๆ เหมาะกับคนที่ห่วงใยสุขภาพ ทุกเพศและวัย กินกันได้ทั้งครอบครัว โดยอาจเลือกข้าวเพื่อสุขภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง เช่น คนที่ตระหนักเรื่องสารเคมีปนเปื้อน อาจเหมาะกับข้าวในกลุ่มออร์แกนิค คนที่สนใจเรื่องต้านอนุมูลอิสระ โอเมก้า 3 ลดคลอเลสเตอรอล อาจเหมาะกับข้าวไรซ์เบอรี่ หรือถ้าอยากได้วิตามินและเกลือแร่ใกล้เคียงกับข้าวก่อนขัดสี ก็อาจเหมาะกับข้าวกล้อง หรือถ้าอยากได้คุณค่าอาหารประมาณข้าวกล้อง แต่อยากได้ความนุ่มนวลแบบข้าวหอมมะลิ อาจเหมาะกับข้าวเติมวิตามิน เป็นต้น

 

เพื่อให้เห็นภาพ ตัวอย่างเช่น คนที่เป็นโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งอาการมีตั้งแต่อ่อนเพลีย นอนรู้สึกไม่เต็มอิ่ม มึนงง ผมร่วง ซึ่งนอกจากการรักษาตามแพทย์แล้ว การปรับมาทานข้าวเสริมธาตุเหล็ก ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีส่วนช่วยเพิ่มธาตุเหล็กให้กับร่างกาย

 

ข้าวเพื่อสุขภาพ ควรจะกินนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล เพราะอะไร

ข้าวเพื่อสุขภาพในทุกกลุ่ม เป็นการเติมสารอาหารเพื่อป้องกันการขาดวิตามิน แร่ธาตุ และสารอื่นๆที่มีคุณค่าทางโภชนาการ อันจะทำให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้อย่างปกติ ไม่ว่าจะเป็นระบบไหลเวียนโลหิต ระบบภูมิคุ้มกันโรค จุดเด่นที่ข้าวเพื่อสุขภาพคือ เราต้องทานข้าวทุกวัน และเกือบทุกมื้ออยู่แล้ว ถ้าข้าวนะมีคุณค่าทางโภชนาการดี ๆ ร่างกายเราก็จะได้สิ่งดี ๆ เข้าไปโดยวิธีง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก

ผู้ที่ต้องการสุขภาพดี ยังต้องทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบ ออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเพียงพอ ข้าวเพื่อสุขภาพช่วยเสริมในส่วนคุณค่าอาหาร เช่นเดียวกับผู้ป่วย ก็ควรต้องรักษากับแพทย์ตามขั้นตอน เพียงการเสริมด้วยข้าวที่มีสารอาหารเพื่อให้ร่างกายกับมาแข็งแรงเร็วยิ่งขึ้น

 

ข้าวเพื่อสุขภาพกับอาหารเสริม เหมือนหรือต่างกัน

ถ้าดูจากข้อก่อนหน้า เราจะเห็นว่าต่างกันชัดเจน เบื้องต้น ข้าวมีวิตามินและเกลือแร่บางชนิดอยู่ กระบวนการผลิต การหุงอาจทำให้สารอาหารดี ๆ หล่นหายไป เราจึงใช้วิธีเติมสารอาหารเหล่านั้นกลับเข้าไป หรือข้าวบางชนิดมีการปรับปรุงพันธ์ให้มีสารอาหารครบถ้วนมากขึ้น ผู้บริโภคจะลดโอกาสในการขาดสารอาหารประเภทนั้น เรียกว่าเป็นตัวช่วยในการป้องกันการขาดสารอาหารบางชนิด

ข้าวเพื่อสุขภาพ

ภาพจาก : www.freepik.com

ขณะที่อาหารเสริมจะผลิตขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่ขาดหรือเสี่ยงที่จะขาดสารอาหารประเภทนั้นโดยเฉพาะ เช่น อาหารเสริมวัยทอง อาหารเสริมผู้สูงอายุ อาหารเสริมบำรุงสมอง โดยทั่วไปจะมีความเข้มข้นของสารอาหาร วิตามิน เกลือแร่มากกว่า ผู้บริโภคควรทานในช่วงเวลาหนึ่ง ควบคู่ไปกับการรักษากับแพทย์ หรือการดูแลตัวเอง

 

หลักในการเลือกซื้อ ข้าวเพื่อสุขภาพ

ฝาก 2 ข้อหลัก คือ ควรเลือกซื้อข้าวที่มีความใหม่ เพราะข้าวที่เก็บไว้นาน ๆ จะมีความเป็นกรด ขณะที่ร่างกายถ้าอยากให้ทำงานได้ดี ต้องการความเป็นด่างอ่อน ๆ โดยข้าวเมื่อถูกขัดสีแล้วเก็บไว้ จะมีการผลิตน้ำมันออกมาเป็นกรดไขมันเพื่อเคลือบตัวเขาเองไม่ให้สูญเสียความชื้นออกไป ยิ่งนานไปความเป็นกรดก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ถ้าเลือกได้ก็อยากให้เลือกกินข้าวใหม่ การซื้อแต่ละครั้งก็อาจจะปรับปริมาณให้พอเหมาะไม่เก็บไว้นานจนเกินไป แม้ว่าจะเก็บอย่างถูกวิธี

สำหรับประเภทของข้าวเพื่อสุขภาพ ในข้อต้น ๆ จะบอกไปแล้วว่าแต่ละกลุ่มมีข้อเด่นอย่างไร ผู้บริโภคสามารถเลือกให้สอดคล้องกับที่ตนเองต้องการได้ โดยที่อยากเน้นคือ ไม่ว่าเป็นข้าวสุขภาพกลุ่มไหน ให้เลือกข้าวที่มีการรับรองมาตรฐานการผลิตด้วย โดยอาจดูที่บรรจุภัณฑ์ว่ามีการแจ้งรับรองการผลิตโดยหน่วยงานภาครัฐหรือไม่ อย่างข้าวออร์แกนิคก็ควรมีมาตรฐานการรับรองอาจจะเป็นมาตรฐานออร์แกนิคไทยแลนด์ หรือมาตรฐานออร์แกนิคระดับสากลอย่าง IFOAM, USDA ของอเมริกา, JAS ของญี่ปุ่น, BioAgreCert ของอิตาลี เป็นต้น

ข้าวเพื่อสุขภาพ

ภาพจาก : www.freepik.com

 

ฝากข้อมูลของข้าววรรณภพ

ข้าววรรณภพเป็นข้าวเติมวิตามิน โดยมีเทคนิคการเติมวิตามินที่ต่างชาติให้การยอมรับ โดยมีไลน์ผลิตชัดเจน มีการทำความสะอาดอย่างเข้มข้น เราใช้น้ำ RO ที่ปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมี โลหะหนักและแบคทีเรียในการขัดข้าว แล้วใช้เทคนิคในการเติมวิตามินเพิ่มเข้าไป และผ่านการตรวจสอบมาตรฐานของข้าวที่ผลิตได้ เพราะข้าววรรณภพต้องรักษามาตรฐานข้าวส่งออกไว้ด้วย นอกจากนี้บรรจุภัณฑ์เราทำเป็นซิปล็อค แก้ปัญหาปนเปื้อนเชื้อรา แบคทีเรียในถังที่ปกติใช้เก็บข้าว ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจถึงความสะอาดปลอดภัย และด้วยความสะอาดในขั้นตอนการผลิต ข้าวรรณภพจึงไม่ต้องซาวก่อนหุง เป็นการลดโอกาสที่สารอาหารจะสูญหายระหว่างการหุงได้

 

ขอขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์ คุณธัณวรรณ พัฒผล CEO บริษัท วรรณภพ จำกัด เว็บไซต์ www.wonnapob.com/th
เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :
1. กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว
2. การปรับปรุงพันธ์ข้าว สารานุกรมไทย
3. Ricefamily.greenishgroup.net   
4. Foodnetwork.solution.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


H2CCVM11400.jpg

รศ. พญ. ธนินี สหกิจรุ่งเรือง
ประชาสัมพันธ์ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ
สาขาวิชาต่อมไร้ท่อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

แรงบันดาลใจในการเลือกแพทย์ โดยเฉพาะสาขาต่อมไร้ท่อ

จบมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสตรีวิทยา แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ตอนนั้นทางบ้านอยากให้เป็นแพทย์ เพราะคุณพ่อในวัยเด็กค่อนข้างลำบาก เรียนหนังสือเก่งแต่ต้องหยุดเรียนออกมาทำการค้า จึงอยากให้ครอบครัวมีความสุข และตอนเด็กๆ เราได้เห็นบทบาทแพทย์ ในมุมมองที่เป็นคนไข้ แพทย์ประจำตัวคุณย่า ศ. นพ. เสนอ อินทรสุขศรี และกุมารแพทย์ ประจำตัวเรา คือ ศ. นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา จึงรู้สึกประทับใจวิชาชีพแพทย์ และด้วยความที่ชอบวิชาชีววิทยา คิดว่าไปทางวิทยาศาสตร์การแพทย์น่าจะเป็นประโยชน์

จากนั้นเอนทรานซ์ติดที่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงปี 4 ได้ขึ้นวอร์ดศัลยกรรมเป็นวอร์ดแรก ได้เห็นตัวอย่างการทำงานหนักเพื่อคนไข้ของอาจารย์และแพทย์ประจำบ้าน ช่วงชั้นคลินิกใช้เวลาในการเรียนหนักขึ้น พักผ่อนน้อยลง แต่รู้สึกสนุก ได้เจอคนไข้ ได้มีประสบการณ์จริง ตอนที่ผ่านอายุรศาสตร์ เจอคนไข้วัยรุ่นเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว มาแอดมิดให้คีโม เราชวนคนไข้คุย ไปเยี่ยมเขาบ่อย ๆ เอาหนังสือที่เขาชอบมาให้อ่าน หลังจากนั้นผ่านไป 2 ปีพยาบาลที่วอร์ดเล่าให้ฟังว่าคนไข้คนนี้มาตามหาคุณหมอ เขาหายดีเลยอยากเอาขนมมาให้ ตอนนั้นรู้สึกดีใจมาก ถึงแม้เป็นนิสิตแพทย์ ก็สามารถทำสิ่งที่มีคุณค่าให้กับคนไข้ได้ เป็นสิ่งที่ทำให้อยากทำแบบนี้ต่อไป พอจบแพทย์ ไปรับเลือกเป็นแพทย์ใช้

ทุนของ รพ.จุฬาฯ ทำอินเทิร์น 1 ปี อยู่ที่ โรงพยาบาลจังหวัดนครนายก และกลับมาเรียนแพทย์เฉพาะทางเลือกเรียนกุมารแพทย์ ส่วนหนึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากกุมารแพทย์ประจำตัวเรา ศ. นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา รู้สึกว่าอาจารย์เป็นแพทย์ที่เก่ง วินิจฉัยได้แม่นยำ มีเทคนิคชวนคุย ฉีดยาโดยที่ไม่ให้เห็นเข็มและอาจารย์รักคนไข้มาก ๆ ช่วงเป็นนิสิตแพทย์ รู้สึกชอบแผนกเด็ก มีความสุขมากเวลาได้อุ้มเด็ก จึงเลือกเรียนกุมารแพทย์ 3 ปี ตอนนั้น ได้พบท่าน ศ. นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเรา บุคลิกของอาจารย์นุ่มนวล ใจดีกับคนไข้และเพื่อนร่วมงานทุกคน เป็นอาจารย์ที่เก่งมาก และ รศ. พญ. สุมาลี ศรีวัฒนา เป็นอาจารย์อาวุโสที่วินิจฉัยคนไข้ได้แม่นยำและเอาใจใส่คนไข้มาก ๆ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้มาเรียนต่อเฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่ออีก 2 ปี จากนั้นไปศึกษาต่อที่ University of California, San Francisco, USA ไปเป็น visiting fellow อีก 2 ปี ศึกษาเกี่ยวกับการทำวิจัยในเชิงลึก ในเรื่องของ Molecular endocrinology การทำวิจัยทาง Basic science research มีโอกาสได้ดูคลินิกเบาหวานและต่อมไร้ท่อที่ทันสมัย ตอนนั้นโปรแกรมไดเรกเตอร์และ mentor ของเราคือ โปรเฟสเซอร์ Walter miller ซึ่งเป็นอาจารย์อีกท่านที่เป็นคนสำคัญ
ของเรา ถ่ายทอดวิชาความรู้ วิชาชีวิต ได้เรียนรู้การทำงานวิจัยชั้นยอดได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และทีมงานดูแลคนไข้ครบวงจรเพื่อมาพัฒนาระบบบริการบ้านเรา เพื่อมาเซ็ตอัพทีมที่จุฬาฯ และกลับมาเป็นอาจารย์สาขาวิชาต่อมไร้ท่อเด็กจนถึงปัจจุบัน

 

เป้าหมายที่มีการตั้งไว้ในการเป็นแพทย์

เป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ อยากให้งานในพันธกิจ 3 ด้าน ขับเคลื่อนไปด้วยกันเป้าหมายทางด้านงานบริการ คือ การดูแลผู้ป่วย สร้างระบบบริการที่ยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งโรคเบาหวานเป็นอะไรที่ชัดมาก จะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีทีมสหสาขาที่มีความพร้อมที่จะเดินไปด้วยกัน ช่วยเหลือกันและกัน ตอนที่กลับมาก็เริ่มแผนงาน โดยเข้าไปคุยกับทุกฝ่าย ขอความช่วยเหลือ มีการจัดค่ายเบาหวานชวนทีมงานไปหลายสิบชีวิต รวมถึงผู้ปกครองและครอบครัวมาเข้าร่วม เป็นการสร้างความร่วมมือให้ทุกฝ่ายไปในทิศทางเดียวกัน พอมาใช้ชีวิตร่วมกันในค่ายได้เห็นความลำบากของคนไข้ ได้รู้ปัญหาของทุกฝ่าย ทุกคนยินดีช่วยเหลือกันทำให้งานที่สานต่อ มีความราบรื่น และวันหนึ่งที่เราไม่อยู่ ทีมจะยังเดินไปได้ คือ กงล้อต้องหมุนไปด้วยตัวของเขาเอง ในที่สุดประโยชน์ที่จะได้คือ คนไข้จะได้เข้าถึงบริการที่เป็นมาตรฐาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และปีที่แล้ว เรามีเป้าหมายการตั้งคลินิกต่อมไร้ท่อเปลี่ยนผ่าน ตอนนี้จัดทำเป็น Transitions Clinic เป็นคลินิกต่อมไร้ท่อเปลี่ยนผ่าน เราอยากจะส่งต่อคนไข้ลูก ๆ ของเราที่เรารักให้ถึงฝั่งอย่างมีความสุขปลอดภัย จึงจับมือคุยกับทีมเบาหวานผู้ใหญ่ ศ. ดร. นพ. วีรพันธุ์ โขวิฑูรกิจ หัวหน้าหน่วยต่อมไร้ท่อและศูนย์ความเป็นเลิศเบาหวานฯ ท่านให้การสนับสนุนเป็นอย่างมากโดยมีเวิร์คช้อปหลายครั้งระหว่างทีมเด็กและผู้ใหญ่มีหมอเด็กหมอผู้ใหญ่ออกตรวจคนไข้ด้วยกัน ประชุมวางแผนการรักษาด้วยกัน ให้คนไข้มาผ่านคลินิกนี้ 1 ปี ทั้งการตรวจ รับยา ทำที่คลินิกผู้ใหญ่ จนคนไข้มั่นใจแล้วว่า คุณหมอผู้ใหญ่ท่านนี้เข้าใจเขา ทำให้การส่งต่อเป็นไปอย่างราบรื่น

เป้าหมายด้านการเรียนการสอน เวลาที่ทีมเบาหวานไปออกตรวจ OPD หรือทีมนักสังคมสงเคราะห์ ทีมเบาหวาน ไปเยี่ยมโรงเรียน เยี่ยมบ้านเยี่ยมคนไข้เบาหวานรายใหม่ เราพานิสิตแพทย์ไปเรียนตรงนั้นด้วย จะได้เรียนรู้ชีวิตผู้ป่วยจริง ๆ ว่ากว่าเขามาถึง รพ. ไม่ได้มาง่าย ๆ การจะส่งเขากลับบ้าน เราต้องทำงานอีกมาก คุณครูที่โรงเรียนจะดูแลผู้ป่วยอย่างไร แก้ไขน้ำตาลตก ปรับยาการออกกำลังกาย ตรงนี้ต้องวางแผน ติดตามอย่างดี นิสิตแพทย์ไปเยี่ยมคนไข้ กลับมาเล่าให้ฟังเขาได้เรียนรู้ มีความเห็นอกเห็นใจคนไข้ เป้าหมายที่เขาวาดไว้อาจไปไม่ถึงเพราะขาดแคลนอุปกรณ์เราต้องดูแลในมิติทางจิตสังคมด้วย ซึ่งนิสิตแพทย์จะเห็นภาพตรงนี้ชัดเจนมาก

เป้าหมายด้านงานวิจัย เราเป็นมหาวิทยาลัยต้องผลิตองค์ความรู้ใหม่ เพื่อสังคม เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน นี้คือพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราเก็บข้อมูลทำ Routine to research พัฒนาระบบให้ดี และเก็บข้อมูล ตีพิมพ์ ทำงานวิจัย เผยแพร่ผลงานไปด้วยงานวิจัยเหล่านี้ให้แพทย์ประจำบ้านและแพทย์ประจำบ้านต่อยอดของเรา ทำวิทยานิพนธ์ เราเป็นที่ปรึกษา เขาเก็บข้อมูล เรียนรู้ เขียนผลงานตีพิมพ์ทีมก็นำผลการศึกษาเหล่านี้มาพัฒนาบริการหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ และพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ

 

เรายังต้องการแพทย์ที่รับฟังคนไข้กุมมือเขา เห็นอกเห็นใจเขา ซึ่งเครื่องจักรทำแทนเราไม่ได้

 

บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิตและการทำงาน

คนแรก ศ. นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ท่านเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาตั้งแต่ตนเองเป็นแพทย์ประจำบ้านได้เห็นการใช้ชีวิตของอาจารย์ในบทบาท หัวหน้าหน่วยงานต่อมไร้ท่อ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานสมาคมวิชาชีพ ของต่อมไร้ท่อในเด็กในระดับภูมิภาค เห็นบทบาทของท่านที่เป็นคุณพ่อของลูกชาย 2 คน เห็นความทุ่มเทในการทำงานควบคู่กับการดูแลครอบครัวท่านทำทุกบทบาทได้ดี เป็น One of a kind จริง ๆ ก็มองท่านเป็นตัวอย่างในแง่เป็นแพทย์ เป็นอาจารย์ เป็นนักบริหาร ที่ประสบความสำเร็จ และแบ่งเวลาได้ดีทั้งครอบครัว ตนเอง และหน่วยงานด้วย

คนที่สอง ผศ. พญ. เทวี วัฒนา เป็นกุมารแพทย์ ทางด้านโรคไต อาจารย์เป็นผู้บุกเบิก เป็นผู้ชี้นำอาจารย์แพทย์รุ่นน้อง เห็นอาจารย์ในบทบาทผู้ขับเคลื่อนงานดูแลคนไข้เรื้อรังของ รพ.จุฬาฯ Psycho-social team มีทีมนักสังคมสงเคราะห์คุณครู จิตแพทย์ ซึ่งมาดูแลคนไข้ร่วมกัน มีการประชุมทีมสม่ำเสมอ อาจารย์เป็นผู้บุกเบิกในส่วนงานตรงนี้ขึ้นมา ทำให้ช่วยสนับสนุนทีมบริบาลคนไข้โรคเรื้อรังอื่น ๆ อีกด้วย

คนที่สาม หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ เป็นพระภิกษุชาวเวียดนาม ท่านเป็นผู้ก่อตั้งพุทธนิกายเซน ที่ก่อตั้งหมู่บ้านพลัม เป็นพระภิกษุที่ผ่านความยากลำบากมาในช่วงสงครามโลก สงครามเวียดนาม ถูกขับไล่ออกจากประเทศ ท่านเป็นสายเมตตา การยุติความรุนแรงด้วยสันติภาพ ด้วย Nonviolent คำสอนและวิธีการของท่านเป็นที่ยอมรับนับถือไปทั่วโลก เทคนิคของท่านนำมาฝึกและใช้ในงานได้ง่าย ทำอย่างไรที่จะผ่านความขัดแย้งโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเกลียดชังกันหลักการนี้ใช้ได้ทุกระดับ ทุกความสัมพันธ์ ทั้งครอบครัว ตนเอง เพื่อนร่วมงานและผู้ป่วย และหลักการนี้ก็สามารถนำไปใช้ได้กับทุกอย่าง ทำให้งานทุกอย่างราบรื่น

 

คติหรือหลักการที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต

การใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดี และบ่มเพาะความกรุณากับผู้คนรอบ ๆ ตัว ภาพลายเส้นของหลวงปู่ที่แปะในห้องทำงานของตัวเองคือ “Breathe and Smile”

 

มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางในอนาคตเป็นอย่างไร

การแพทย์ของไทยเข้าสู่ยุคไอที ใช้ AI มากในฐานะแพทย์ เราคงไม่สามารถสร้างนิสิตแพทย์ให้เก่งเอาชนะ AI ต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกันเราต้องรักษาคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ที่ AI ชนะเราไม่ได้คือเรื่องความเห็นอกเห็นใจกัน ความกรุณาต่อกันการรับฟังกัน เรายังต้องการแพทย์ที่รับฟังคนไข้กุมมือเขา เห็นอกเห็นใจเขา ซึ่งเครื่องจักรทำแทนเราไม่ได้ มองว่าอนาคตแพทย์รุ่นใหม่ต้องมีทักษะตรงนี้ให้ดี ซึ่งโรงเรียนแพทย์ก็ต้องพยายามบ่มเพาะสิ่งเหล่านี้ให้กับบัณฑิตรุ่นใหม่

 

ที่มา : www.cimjournal.com

.

 

 


H2CCVM11500.jpg

รศ. นพ. ธีรภัทร ยิ่งชนม์เจริญ
สาขาวิชาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาโรคหัวใจ

เรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เหตุผลที่เลือกเรียนแพทย์ เนื่องจากชอบวิชาชีววิทยา และรู้สึกว่าเป็นวิชาที่ได้ช่วยคน อีกส่วนหนึ่งครอบครัวก็อยากให้เรียนแพทย์ด้วยตอนเอนทรานซ์ ติดที่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เหตุที่อยากเรียนอายุรศาสตร์ เพราะอายุรศาสตร์เป็นรากฐานของวิชาแพทย์แขนงต่าง ๆ มากมาย หากเรียนรู้ให้ดีจะสามารถช่วยเหลือผู้คนได้มาก โดยในขณะนั้นมี รศ. นพ. วันล่า กุลวิชิต อาจารย์ประจำหน่วยอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ เป็นแรงบันดาลใจ จึงตามรอยอาจารย์ จบจาก จุฬาฯ และไปใช้ทุนที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) เป็นแพทย์ใช้ทุนอายุรศาสตร์ที่ มอ. 4 ปี

จุดเปลี่ยนในชีวิตอีกครั้ง คือ ตอนไปเจอ ศ. นพ. ธาดา ยิบอินซอย อาจารย์เป็นปูชนียบุคคลอันเป็นที่เคารพรักยิ่งของ มอ. อาจารย์มีความรู้กว้างขวางและลึกซึ้ง เข้าใจอะไรอย่างถ่องแท้ เนื่องจาก อ. วันล่า เคยบอกไว้ว่า หากได้มา มอ. ให้ไปเรียนกับอาจารย์ให้ได้มาก ๆ อาจารย์จะเริ่ม round คนไข้ตอนสองทุ่มวันอังคาร ผมก็จะพยายามไปเรียนกับอาจารย์ให้บ่อยครั้งที่สุด ในทุก ๆ ครั้งที่ไม่ได้อยู่เวร ซึ่งได้เรียนรู้จากอาจารย์มากมาย อาจารย์สอนให้ตั้งคำถาม และฝึกกระบวนการคิดหาคำตอบ และเรียนรู้ด้วยตัวเอง หลังจากที่จบอายุรศาสตร์จาก มอ. อยากจะเรียนต่อแผนกหัวใจ ที่รพ.รามาฯ ได้รับความกรุณาจาก อ. ธาดา เขียนจดหมายแนะนำตัวให้ การที่อาจารย์ให้เกียรติเขียน letter of recommendation ให้นั้นนับเป็นเกียรติสูงสุดของชีวิต เมื่อได้เข้ามาเรียนที่แผนกโรคหัวใจที่ รพ.รามาฯ เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก ด้วยเนื้อหาวิชาที่ชอบตั้งแต่แรกและบรรยากาศการเรียนที่เป็นกันเอง อาจารย์สอนสนุก และเพื่อนร่วมงานดี เป็นสองปีที่ได้เจอผู้คนในสถานที่ใหม่ ๆ และได้โอกาสพัฒนาตัวเองในหลาย ๆ ด้านมาก

หลังจากนั้น เรียนเฉพาะทางด้านหัวใจที่ รพ.รามาฯ 2 ปี สนใจในกลุ่มงานที่เกี่ยวกับ cardiac imaging ซึ่งได้รับความกรุณาจาก อ. พญ. อรพร สีห์ ช่วยติดต่อ รศ. นพ. อดิศัย บัวคำศรี ที่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่ง อ. อดิศัย เป็นรุ่นพี่ที่จบจากรามาฯ ช่วยส่งจดหมายติดต่อไปที่ Cleveland clinic, Ohio, U.S.A. รอไปเรียนที่นี่ 1 ปี และหลังจากนั้นไปเรียนในปีถัดไป

ปีแรก ไปเป็น Research fellow มีหน้าที่เก็บและวิเคราะห์ข้อมูล พยายามนำเสนอผลงานวิจัยตีพิมพ์ ผมบอกเขาว่าผมอยากทำ Clinical fellow อยากดูคนไข้ อยากนำวิชาความรู้ที่ทันสมัยกลับมาช่วยเหลือคนไข้ในประเทศไทย เขาให้เงื่อนไขว่า เราต้องทำผลงานวิจัยได้ 3 ชิ้น เสร็จภายใน 1 ปี และได้ตีพิมพ์ สุดท้ายก็ทำได้ ซึ่งเจ้านายผมในขณะนั้นคือ Professor Thomas Marwick จึงไปคุยกับ program director ให้พิจารณาให้ได้เรียน MRI พร้อมกับ Echo ในปีเดียว ผมจึงได้เป็น Clinical fellow ในปีที่ 2 ส่วนในปีที่ 3 ผมเห็นว่ามีเรื่องวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนหัวใจ การรักษาผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว ซึ่งตอนนั้น รพ.รามาฯ ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้ จึงปรึกษากับอาจารย์หลายคน รวมถึง ศ. นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา ซึ่งอาจารย์ก็เห็นด้วย สุดท้ายจึงได้เข้าไปเรียน เป็นปีที่สนุก ได้เรียนรู้ศาสตร์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเรียนมาก่อนในประเทศไทย ได้เจอคนไข้หลากหลาย และทำหัตถการมากมาย ทำให้มี connection จนถึงทุกวันนี้ หลังจากเรียนจบก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี จนถึงปัจจุบัน

 

คนที่เขาดีกับเรา เขาจะกล้าวิจารณ์เราตรง ๆ โดยที่เขารู้ว่า คำติติงของเขา ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เรารู้สึกแย่ แต่ตั้งใจทำให้เราดีขึ้น

 

เป้าหมายที่มีการตั้งไว้ในการเป็นแพทย์หรือการใช้ชีวิต

เริ่มที่การเป็นแพทย์ก่อน คือ เป้าหมายของการรักษา ผมตั้งใจเอาความรู้ที่เรียนมาจากต่างประเทศมาพัฒนา ศาสตร์ที่เรียนมาก็เกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มโปรแกรมการเปลี่ยนหัวใจครั้งแรกในรามาธิบดีได้สำเร็จ ถือว่าเป็นหนึ่งในเป้าประสงค์ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น การใส่อุปกรณ์หัวใจเทียม ที่เรียกว่า LVAD การดูแลคนไข้ที่ต้องใช้ ECMO รวมถึงการก่อตั้งคลินิกเพื่อผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว ทั้งหมดเกิดขึ้นตอนช่วงที่ผมกลับมา และพยายามสร้างของพวกนี้ขึ้นมาทีละชิ้น หลังจากนั้นก็เริ่มหารุ่นน้องที่มีความสนใจทางด้านนี้มาทำต่อ ให้ผ่อนลงมาบ้าง จะได้ทำการศึกษามากขึ้น

เป้าหมายการเรียนการสอน ตอนนี้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิจัย ผมต้องมีการบริหารเกี่ยวข้องกับการวางแผนหลักสูตรใหม่ เกี่ยวกับการทำ Simulation Center ซึ่งเราอาศัยหุ่นจำลอง หรือแบบจำลองเพื่อใช้ในการสอนนักศึกษาแพทย์และแพทย์ประจำบ้านนี่เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้อง รวมถึงการเรียนการสอนด้วย ผมเป็นคนที่ชอบสอนและมีความสุขที่ได้สอน

เป้าหมายด้านการวิจัย ต้องยอมรับว่าทำน้อยลง ถ้าเทียบกับตอนที่อยู่ต่างประเทศ เพราะว่าเวลาของเราจะถูกแบ่งไปกับการดูแลผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ซับซ้อนต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย อาศัยการลงแรง อาศัยเวลาที่ต้องทุ่มเท ประคับประคองช่วงหลังผ่าตัดจนผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้

งานวิจัยเกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลว ที่กำลังพัฒนากับทางภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คือ การพัฒนาอุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบนด้วยวัสดุฉลาด ก็ได้รางวัลเหรียญทองระดับนานาชาติที่ประเทศเยอรมันก็หวังว่าจะเป็นนวัตกรรมที่ไว้ใช้ในการรักษาผู้ป่วย Heart failure with preserved LV ejection fraction (HFpEF) ที่มีหัวใจล้มเหลวน้ำท่วมปอดบ่อยครั้งต้องเข้าโรงพยาบาลหลายรอบจนกระทั่งไม่มีการรักษา ไม่สามารถทำการผ่าตัดทั่วไปได้ เป็นสิ่งที่อยากจะทำเพิ่มต่อไป

สำหรับเป้าหมายด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากการเป็นแพทย์ ดำรงตำแหน่งประธานวิชาการของชมรมหัวใจล้มเหลวแห่งประเทศไทย ประธานวิชาการสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยฯ สิ่งที่เรามองในแง่ของบทบาทของสมาคมหรือชมรม คือ ในฐานะองค์กรวิชาชีพผู้ซึ่งให้ความรู้กับสังคม ก็ได้จัดทำ แนวทางการปฏิบัติ หรือ guideline ของภาวะหัวใจล้มเหลวให้ออกมารู้สึกดีใจที่ผลักดันได้สำเร็จ และอาศัยความร่วมมือจากอาจารย์หลายสถาบันที่ช่วยกัน ในส่วนสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ ก็คงออกมาในรูปของการจัดประชุมวิชาการ กิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งจะให้ความรู้ออกไปสู่โรงพยาบาลที่ห่างไกล เช่น วิชาการสัญจร ที่เราออกไปต่างจังหวัด

 

ที่ผ่านมาเป้าหมายที่สำเร็จ เกิดจากอะไร

เป้าหมายที่จะสำเร็จได้จะประกอบด้วยหลายปัจจัย ทั้งภายใน และภายนอกปัจจัยภายในเริ่มจาก ปัจจัยแรก passion ความอยากที่จะทำ ถ้ามีเป้าประสงค์มีความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ผมเชื่อว่าปัญหาอะไรก็แก้ไขได้ เช่น เรากำลังจะตั้งศูนย์ที่มีการปลูกถ่ายหัวใจขึ้นมา เราต้องเริ่มต้นหาความรู้ว่า เรามีทรัพยากรบุคคลมีสถานที่แค่ไหน ถ้าจะทำจริง ต้องมีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง กว่าจะได้บุคลากรที่จะมาร่วมงานทีละคนก็ไม่ง่าย กว่าที่เราจะ convince ให้เขารู้สึกว่าทำร่วมกัน หลังจากนั้นก็ต้องขอ Top-down support ต้องยอมรับว่า ผมได้รับความเมตตาเอ็นดูจากอาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่านที่สนับสนุนโครงการให้เกิดขึ้นได้ จากนั้นก็ไปรวบรวมประชาสัมพันธ์ ว่าต้องการเลือกคนไข้ที่เหมาะสม ต้องอาศัยเครือข่ายที่มีรุ่นพี่รุ่นน้องที่จบไป ช่วยกันส่งเคสกลับมาให้เราได้ทำ ก็ต้องเรียนรู้ลองผิดลองถูกหลายครั้ง สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก คือ ความเพียรพยายาม แน่นอนเราต้องผิดพลาดบ้าง แต่หลังจากที่ล้ม เราทำอย่างไรให้ลุกกลับขึ้นมาใหม่ได้เร็ว เหมือนตุ๊กตาล้มลุก

ปัจจัยต่อมา กัดไม่ปล่อย เมื่อไรก็ตามที่รู้สึกว่า ต้องทำให้สำเร็จ ก็ต้องทำให้สำเร็จ ผิดพลาดก็เรียนรู้ไป อย่าทำให้เกิดซ้ำอีก เรียนรู้จากความผิดพลาดเดิมผมมั่นใจว่าถึงจุดหนึ่งก็ต้องเก่งขึ้น ทำได้ดีขึ้น

 

มีบางครั้งที่เป้าหมายไม่สำเร็จเกิดจากอะไร ควรปรับปรุงเรื่องอะไร

ส่วนใหญ่จะมองเป็นส่วนที่แก้ไขได้กับส่วนที่แก้ไขไม่ได้ ถ้าเป็นส่วนที่แก้ไขไม่ได้จริง ๆ เราคงต้องยอมรับมันว่า เราทำเต็มที่แล้ว ทำได้แค่นี้ เช่น อยากจะจัดงานอะไรบางอย่าง แต่โควิดเข้ามา ซึ่งคงทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยอมรับไป นี่คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่อะไรที่เกิดจากตัวเราเอง และเราทำไม่เต็มที่ หรือว่าเราทำไม่ดีพอ และแก้ไขได้ก็เรียนรู้ไปว่า น่าจะทำได้ดีกว่านี้ในครั้งต่อไป

 

ในอดีตที่ผ่านมาเวลาประสบปัญหาแก้อย่างไร หรือปรึกษาใคร

ก็คงเหมือนกับทุกคนที่การดำเนินชีวิตต้องเจอกับปัญหา คนที่ผมปรึกษาบ่อยที่สุดก็คงเป็นครอบครัว คือคุณแม่ และ ศ. นพ. สุรเดช หงส์อิง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่สามารถคุยได้ทุกเรื่อง หากถ้าเป็นเรื่องงาน หลายครั้งที่มีปัญหาก็จะขอคำปรึกษาจากอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น ศ. นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา เป็นคนหนึ่งที่ผมโทรหาทุกครั้ง ผศ. นพ. ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ เป็นอีกหนึ่งคนผมปรึกษาบ่อยครั้ง ผศ. นพ. ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา เป็นอีกคนหนึ่งที่ผมปรึกษาบ่อยครั้งเช่นกัน ข้อดี คือ ทำให้เราเห็นตัวเอง ถ้าคนที่เขาดีกับเราจริง ๆ เขาจะกล้าวิพากษ์วิจารณ์เราตรง ๆ โดยที่เขารู้ดีว่า คำติติงของเขานั้นไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เรารู้สึกแย่หรือว่าเสียใจแต่ตั้งใจทำให้เราดีขึ้น

 

ที่มา : www.cimjournal.com

.

 

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก