ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-Hypertension.jpg

ความดันโลหิต (Blood pressure) เป็นหนึ่งใน 4 สัญญาณชีพของมนุษย์ ประกอบไปด้วยชีพจร (Pulse) อัตราการหายใจ (Respiratory rate) อุณหภูมิร่างกาย (Body Temperature) และความดันโลหิต ที่สามารถบอกถึงสุขภาพและโรคต่าง ๆ ได้

 

ความดันโลหิตหรือความดันเลือด (Blood pressure) คือ แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือดแดง อันเกิดจากการสูบฉีดของหัวใจ ซึ่งสามารถวัดโดยใช้เครื่องวัดความดัน วัดที่แขนซึ่งจะได้ค่าที่วัด 2 ค่า โดยค่าตัวแรกหรือค่าตัวบน เรียกค่าความดันโลหิตซีสโตลิค (Systolic blood pressure) เป็นค่าความดันในหลอดเลือดเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัวสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือด และค่าตัวตามหรือค่าตัวล่าง เรียกค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic blood pressure) เป็นค่าความดันในหลอดเลือดเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายคลายตัว โดยความดันปกติควรจะต่ำกว่า 120/80 มม.ปรอท หากสูงกว่าแต่ไม่ถึง 140/90 มม.ปรอท จัดอยู่ในระดับปกติค่อนข้างสูง ทั้งนี้การวัดความดันโลหิตควรวัดในขณะพัก และวัดซ้ำ 2 – 3 ครั้ง ห่างกัน 1 นาที แล้วหาค่าเฉลี่ยของความดันที่วัดได้

ความดันโลหิตสูง (Hypertension) จะหมายถึง ความดันช่วงบนมีค่าตั้งแต่ 140 มม.ปรอทขึ้นไป หรือความดันช่วงล่างมีค่าตั้งแต่ 90 มม.ปรอทขึ้นไป โดยการแบ่งระดับความรุนแรงสามารถแบ่งได้ดังนี้

 

ตารางระดับความรุนแรงโรคความดันโลหิตสูง
ค่าตัวบน (มม.ปรอท) ค่าตัวล่าง (มม.ปรอท)
ปกติ < 130 < 85
ปกติค่อนข้างสูง 130 - 139 85 - 89
ความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก 140 - 159 90 - 99
ความดันโลหิตสูงระยะปานกลาง 160 - 179 100 - 109
ความดันโลหิตสูงระยะรุนแรง 180 - 209 110 - 119
ความดันโลหิตสูงระยะรุนแรงมาก ≥ 210 ≥ 120

 

ทั้งนี้ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงต้องเป็นผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจากการวัดอย่างต่อเนื่อง โดยความดันโลหิตที่สูงขึ้นเพียงชั่วคราว เช่น ขณะเครียด ดีใจ ตื่นเต้น ออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องรักษาแต่อย่างใด

ในบางกรณีอาจพบผู้ที่มีความดันตัวบนสูงเดี่ยว เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยบางโรค อาทิ  ผู้ป่วยหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ ผู้ป่วยคอพอกเป็นพิษ ในขณะที่ผู้ที่มีความดันตัวล่างสูงเดี่ยว พบได้น้อยและมีวิธีการรักษาและข้อแนะนำเหมือนกับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั่วไป

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใด ๆ และมักตรวจพบโดยบังเอิญ ขณะไปให้แพทย์ตรวจรักษาด้วยปัญหาอื่น ๆ ส่วนน้อยอาจมีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ ในรายที่เป็นมานาน ๆ หรือความดันสูงมาก ๆ อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ มือเท้าชา ตามัว

โดยเมื่อปล่อยความดันโลหิตสูงทิ้งไว้นาน ๆ จะส่งผลต่ออวัยวะที่สำคัญ ๆ เช่น หัวใจ หลอดเลือด สมอง ไต ประสาทตา เป็นต้น ส่งผลให้เกิดอาการแทรกซ้อน เช่น

  • ภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันหรือแตก (Stroke) กรณีเฉียบพลันอาจทำให้เป็นอัมพฤกษ์ (Paresis) อัมพาต (Paralysis) หรือเสียชีวิต ในกรณีที่เป็นเรื้อรัง อาจทำให้เป็นโรคสมองเสื่อม (Dementia) ได้
  • ภาวะผนังหัวใจหนาตัวและยืดออก ส่งผลให้หัวใจโต และเกิดภาวะหัวใจวาย (Heart failure) ได้
  • ภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการอุดตันเฉียบพลัน เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial infarction) และเกิดหัวใจวาย อาจเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วนได้
  • ภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบ เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ ทำให้ไตกรองของเสียได้ไม่เต็มที่ เกิดภาวะไตวาย (Renal failure) และส่งผลกลับทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นอีก
  • ภาวะหลอดเลือดแดงในตาเสื่อม อาจมีเลือดออกที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวหรือตาบอดได้

โดยจากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่ได้รับการรักษา 60 – 45% จะเสียชีวิตจากหัวใจวาย 20 – 30% จะเสียชีวิตจากหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก และ 5 – 10% จะเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง

 

สาเหตุ

  • ผู้ป่วย 90 – 95% เป็นความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เรียกความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (Primary hypertension) โดยแพทย์จะตรวจไม่พบโรคหรือภาวะผิดปกติที่เป็นสาเหตุ เริ่มพบภาวะความดันโลหิตสูงในผู้ที่มีอายุประมาณ 25 – 55 ปี พบมากในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และยิ่งอายุมากโอกาสพบภาวะนี้ยิ่งสูงขึ้น
  • ผู้ป่วย 5 – 10% เป็นความดันโลหิตสูงชนิดทราบสาเหตุ เรียกว่าความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ(Secondary hypertension) มักพบความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นก่อนอายุ 25 ปี หรือหลังอายุ 55 ปี โดยตัวอย่างของสาเหตุที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ในกลุ่มนี้ ได้แก่
    • ป่วยด้วยโรคไต เช่น โรคไตเรื้อรัง กรวยไตอักเสบเรื้อรัง หน่วยไตอักเสบ โรคถุงน้ำไตชนิดหลายถุง หลอดเลือดแดงไตเสื่อม ฯลฯ
    • ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) หลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ
    • ป่วยด้วยโรคของต่อมไร้ท่อ เช่น คอพอก เนื้องอกบางชนิดของต่อมหมวกไตหรือต่อมใต้สมอง โรคคุชชิง
    • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea)
    • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์, ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์, ยาเม็ดคุมกำเนิด/เอสโตรเจน, อะดรีนาลิน/ซูโดอีเฟดรีน, ไซโคลสปอริน, อิริโทรมัยซิน, อีริโทรโพอิติน, รวมไปถึงการใช้สารเสพติดอย่างแอมเฟตามีน/โคเคน

 

การวินิจฉัย

การวัดระดับความดันโลหิตเป็นสิ่งสำคัญ โดยเจ้าหน้าที่จะทำการวัดความดันโลหิตด้วยวิธีที่ถูกต้อง ด้วยเครื่องวัดฯ ที่มีคุณภาพมาตรฐาน จำนวน 2 ถึง 3 ครั้ง แล้วหาค่าเฉลี่ยต่อการบันทึก 1 ครั้ง ในกรณีที่อยู่ในเกณฑ์ความดันโลหิตสูง แพทย์อาจพิจารณานัดวัดซ้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง ใน 4 สัปดาห์ถัดมา ในกรณียังมีความดันโลหิตสูง นอกเหนือจากการซักประวัติทางการแพทย์ การตรวจร่างกายแล้ว แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุหรือผลข้างเคียงจากโรคอื่น  เช่น ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด  ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG, EKG) ตรวจไขมัน หรือตรวจด้วย CT scan ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมต่าง ๆ จะขึ้นกับอาการผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์

 

การรักษา

สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงในระยะแรก  แพทย์จะให้ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัว เช่น การควบคุมน้ำหนัก ลดการกินอาหารเค็ม งดสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG, EKG) เพื่อหาสาเหตุที่อาจมาจากโรคอื่น และนัดตรวจวัดความดันเป็นระยะ ๆ ในกรณีที่ค่าความดันยังสูงอยู่ เช่นเดียวกับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงในระยะปานกลางและรุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้ยาลดความดันโลหิต

การให้ยาลดความดันโลหิต แพทย์จะเริ่มพิจารณาให้ในแบบยาตัวเดียว และใช้โดสน้อย ๆ ก่อน ถ้าไม่ได้ผลจะมีการปรับโดสเพิ่มขึ้น ในกรณีที่การให้ยาตัวเดียวไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาให้ยา 2 – 3 ชนิดร่วมกัน

ทั้งนี้ในการรักษาความดันโลหิตสูง แพทย์จะมีการวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับโรคที่ผู้ป่วยเป็นและเกี่ยวเนื่องกับความดันโลหิต ทั้งโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง โรคที่เป็นผลแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ปรับพฤติกรรมการกิน มีหลายข้อที่ควรทำ เช่น หลีกเลี่ยง หรือลดการใช้เนย ไขมัน และน้ำมัน ในการปรุงอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารทอดให้รับประทานอาหารประเภทอบ นึ่ง ต้ม แทน รับประทานอาหารประเภทผัก ถั่ว ผลไม้ ให้มากขึ้น ดื่มน้ำ กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน นมพร่องไขมัน และน้ำผลไม้
  • ลดการรับประทานอาหารเค็ม การรับประทานเกลือมาก จะทำให้ความดันโลหิตสูง และไตทำงานหนักควรศึกษาปริมาณเกลือโซเดียมในอาหาร เพื่อวางแผนการลดการบริโภค รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารประเภทของดองเค็ม เนื้อเค็ม ซุปกระป๋อง ใช้เครื่องเทศแทนเกลือ หรือผงชูรส เลือกรับประทานแต่อาหารที่มีปริมาณเกลือต่ำ
  • หยุดสูบบุหรี่ รวมทั้งงด หรือ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็งปอด อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด รวมถึงความดันโลหิตสูง เช่นเดียวกับการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เป็นปัจจัยที่ทำให้ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
  • เพิ่มการออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่เหมาะสม หัวใจ หลอดเลือด ปอด กล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานดีขึ้น ระบบไหลเวียนโลหิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลดีต่อร่างกายในการควบคุมความดันโลหิต
  • ลดน้ำหนัก เน้นลดการกินอาหารประเภทไขมันชนิดอิ่มตัว เช่น อาหารมัน อาหารทอด ขาหมู และคาร์โบไฮเดรต พวกแป้งและน้ำตาล เช่น ก๋วยเตี๋ยว เผือก มัน น้ำอัดลม อาหารที่มีความหวานมาก ควบคู่กับการออกกำลังกาย เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน แม้ผู้ที่ไม่มีปัญหาเรื่องความอ้วน การลดน้ำหนัก ยังสามารถช่วยลดความดันโลหิตและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
  • หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอารมณ์เครียด พยายามเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เครียด ทั้งที่ทำงาน และที่บ้าน ฝึกรับมือกับความเครียด เช่น ทำสมาธิ บริหารจิต ฟังเพลง การพักผ่อน เป็นต้น
  • รับประทานยาให้สม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง แจ้งให้แพทย์ท่านทราบถึงยาต่าง ๆ ที่ท่านรับประทานอยู่ เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวด เป็นต้น รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หากมียาชนิดใดที่ทำให้รู้สึกไม่สบาย ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที ควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ จนกว่าแพทย์บอกให้หยุด
  • ตรวจวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ สัปดาห์ละครั้ง โดยควรจดบันทึกวัน เวลา ค่าที่วัดได้ทุกครั้ง พร้อมสื่อสารกับแพทย์ หากมีปัญหาในการควบคุมความดันโลหิต

 

แหล่งข้อมูล : www.honestdocs.co  www.thaihypertension.org  www.medthai.com  
ภาพประกอบ : www.freepik.com
.
เครื่องวัดความดัน

.jpg

เทคนิคการเลือก รองเท้าวิ่ง ที่ถูกใจซักคู่ ถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจพอสมควร ถ้าหากคุณไม่มีความรู้ อาจได้พียงรองเท้าวิ่งที่สวมใส่สบายเมื่อตอนที่อยู่ในร้านเท่านั้น แต่พอวิ่งบนเส้นทางจริงก็อาจเป็นสาเหตุทำให้ปวดไปทั้งขาได้ ดังนั้นเราจึงมีเทคนิคในการเลือกที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อให้คุณได้รองเท้าวิ่งที่ถูกใจที่สุด คุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง

 

รองเท้าวิ่ง โดยเฉพาะ

การนำรองเท้าผ้าใบแฟชั่นมาใส่วิ่งเป็นทางเลือกที่ไม่ฉลาดเพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยาว แม้ว่าในชีวิตประจำวันบางคนอาจแย้งว่าคุณสามารถวิ่งได้คล่องแคล่วถึงจะสวมใส่รองเท้าแตะเสียด้วยซ้ำ…คุณอาจสามารถใช้รองเท้าเหล่านั้นได้เพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่เหมาะแน่หากคุณกำลังคิดจะยึดการวิ่งเป็นกีฬาประจำตัวในการออกกำลังกาย นั่นเพราะการวิ่งเป็นประจำจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและรับภาระของช่วงล่างซ้ำ ๆ การมีอุปกรณ์ที่ถูกต้องและซัพพอร์ทการเคลื่อนไหวของคุณได้ดีจะทำให้คุณได้รับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นน้อยลง รองเท้าวิ่งจะมีการถนอมข้อเท้าที่ดีกว่า

 

ประเภทของการวิ่ง

วิ่งมาราธอน วิ่งระยะใกล้ วิ่งระยะไกลหรือวิ่งในยิม สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อลักษณะของรองเท้าวิ่ง หลักง่าย ๆ คือยิ่งคุณวิ่งเป็นระยะทางไกลมากเท่าไหร่ ควรเลือกรองเท้าที่มีการบุนวมหนาขึ้นเพื่อซัพพอร์ทกล้ามเนื้อและกระดูกข้อเท้าไม่ให้รับภาระมากเกินไป สำหรับในส่วนของการวิ่งวิบากแบบมาราธอนสิ่งสำคัญคือเรื่องของดอกยางที่สามารถเกาะพื้นได้ดี พื้นรองที่ซัพพอร์ทฝ่าเท้า จะช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นบนเส้นทางได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางขุระ ทางลื่น สำหรับการวิ่งในยิมซึ่งไม่มีอุปสรรคอะไรมากนัก รองเท้าวิ่งมักจะเน้นความสมดุลและความสามารถในการเกาะยึดพื้นผิว เพราะพื้นในโรงยิมส่วนใหญ่มักเป็นยางที่ลื่น ดังนั้นอาจเสียหลักได้ในกรณีที่เปียกเหงื่อหรือน้ำหก

 

ชนิดของรองเท้าวิ่ง

ชนิดของรองเท้าวิ่งจะสัมพันธ์กับประเภทของการวิ่งที่คุณเลือก ดังนี้

  • Neutral shoes : รองเท้าประเภทนี้เหมาะกับการวิ่งในยิมหรือพื้นที่เฉพาะอย่างสนามกีฬาและสวนสาธารณะ มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง แต่การซัพพอร์ทอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากการพลิกและเส้นทางคดเคี้ยวน้อยกว่าประเภทอื่น ๆ
  • Stability shoes : รองเท้าประเภทนี้มีความสมดุลค่อนข้างสูง เหมาะกับนักวิ่งที่ชอบไปยังเส้นทางในชีวิตประจำวันเช่นการวิ่งไปทำงานหรือสถานที่ต่าง ๆ หรือการวิ่งขึ้นลงบันไดตามสิ่งก่อสร้าง เพราะตัวรองเท้ามีการซัพพอร์ทเพื่อป้องกันข้อเท้าพลิกและหกล้มค่อนข้างดี
  • Motion control : รองเท้าประเภทนี้จะมีรูปร่างภายนอกที่ดูหนาที่สุดเมื่อเทียบกับรองเท้าวิ่งแบบอื่น ๆ เหมาะสำหรับมือใหม่ไปจนถึงนักวิ่งมืออาชีพ คนที่ยึดการวิ่งเป็นกีฬา วิ่งทุกวัน ไปวิ่งแทบทุกงาน เพราะรองเท้าวิ่งประเภทนี้จะถนอมข้อเท้าและกล้ามเนื้อขาสูงสุด ลดความเสี่ยงบาดเจ็บสำหรับคนที่วิ่งหนักและบ่อย
  • Barefoot shoes : รองเท้าประเภทนี้เน้นโครงสร้างปราดเปรียวและน้ำหนักเบา เน้นใส่แล้วเคลื่อนไหวสบาย ๆ แบบ Crossfit

 

ใส่ได้พอดี

หากรองเท้าไม่พอดี เพียงแค่เดินเรายังรู้สึกว่าลำบาก ยิ่งต้องใส่วิ่งจนครบตามเป้าหมายระยะเวลาด้วยแล้วคงเป็นเรื่องที่ไม่สบายเท้าเป็นอย่างมาก  ดังนั้นวิธีเช็คว่ารองเท้าที่ใส่พอดีหรือไม่มีดังนี้

  • กระชับ : โดยเฉพาะบริเวณข้อเท้าที่เมื่อสวมใส่รองเท้าวิ่งแล้วรู้สึกว่าตัวรองเท้าสามารถโอบกระชับได้อย่างดี เวลาแบะเท้าออกแล้วไม่ลื่นไหลหรือพลิกไปมา
  • มีพื้นที่หน้ารองเท้า : ตรงหัวรองเท้าช่วงปลายนิ้วและนวมบุรองเท้าควรมีที่ว่างประมาณครึ่งเซ็นติเมตร คุณสามารถลองจิกเล็บดูภายในร้องเท้า งอนิ้วได้นิดหน่อย เพื่อป้องกันปัญหารองเท้ากัดเมื่อเท้าขยายและเล็บขบ
  • ซื้อตอนเย็น : ข้อนี้สำคัญ เพราะเท้าที่ผ่านการเดินมาตลอดทั้วันจะขยายมากที่สุด ทำให้เราสามารถกะได้ว่าซื้อรองเท้าไซส์ไหนมาจึงจะไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป

 

ลองเสมอ

กรณีที่ซื้อ รองเท้าวิ่ง ครั้งแรกในชีวิต คุณควรลองสวมที่ร้านก่อนเสมอ บางร้านที่มีขนาดใหญ่อาจจะมีบริเวณออกกำลังกายอย่างลู่วิ่งให้ลูกค้าได้ลองสวมวิ่งด้วย แต่ถ้าไม่…ลองสวมแล้วเดินไปมาในร้าน เพื่อให้มั่นใจว่ารองเท้าวิ่งคู่นั้นกระชับเท้าของคุณอย่างแท้จริง ถ้าไม่เคยมีรองเท้าวิ่งมาก่อน หรือเปลี่ยนแบรนด์ที่ไม่เคยใช้ ไม่ควรเสี่ยงซื้อทางออนไลน์ แต่ถ้าเคยซื้อรองเท้าวิ่งมาแล้ว และต้องการคู่ใหม่แบรนด์เดิม ก็สามารถเลือกตามแบบเดิมที่เคยมีได้เลย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.rei.com   www.runningshoesguru.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


-5-สิ่งที่ไม่ควรทำกับคอนแทคเลนส์.jpg

คอนแทคเลนส์ ถือเป็นหนึ่งในไอเทมส์คู่ใจของสาว ๆ ยุคปัจจุบันไปแล้ว เรามักจะใช้ในการปรับเปลี่ยนลุคแต่งหน้า และสำหรับใครที่มีปัญหาสายตา ก็มักจะเลือกสีสันและลวดลายตามเทรนด์ ต่างจากเมื่อก่อนที่มักเป็นคอนแทคเลนส์เรียบ ๆ ธรรมดา แต่อย่างไรก็ตาม แม้ คอนเทคเลนส์จะช่วยอำนวยความสะดวกและความคล่องตัวในทุกครั้งที่ใช้ แต่ถ้าปฏิบัติผิด ๆ ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพของดวงตาได้

 

ช็อค… คอนแทคเลนส์ ติดอยู่ในดวงตา 28 ปี!

ข่าวช็อควงการแพทย์และเหล่าผู้ใช้คอนแทคเลนส์ เมื่อมีรายงานว่าหญิงวัย 42 ปี มีอาการปวดและกล้ามเนื้อตาหดเกร็งมานานกว่า 6 เดือน หลังจากตรวจอาการในเบื้องต้นกับอายุรแพทย์ เธอได้รับการส่งต่อไปยังจักษุแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งภายใต้การตรวจโดย MRI ก็พบกับผลลัพธ์สุดสะพรึง นั่นก็คือคอนแทคเลนส์ที่อยู่ข้างในเบ้าตา เธอได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดและได้พบว่าแท้ที่จริงแล้วคอนเทคเลนส์อันนี้คือคอนแทคเลนส์เก่าที่หายไปกว่า 28 ปี เป็นข้างเดียวกับที่หญิงคนนั้นเคยใส่เมื่อสมัยสาว ๆ ภายหลังเธอได้เล่าว่า เธอเคยมีประวัติอุบัติเหตุที่ดวงตาข้างซ้ายจากการเล่นแบดมินตัน หลังจากนั้นเธอก็ไม่พบคอนแทคเลนส์ที่สวมใส่อยู่อีกเลย เธอเข้าใจว่ามันหลุดหายไปตั้งแต่ตอนนั้น แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ อุบัติเหตุครั้งนั้นอาจเป็นสาเหตุดันเลนส์เข้าไปลึกในเบ้าตา อย่าไรก็ตามนับว่าเป็นโชคดีที่ไม่มีอาการร้ายแรงเกินไปกว่านี้ และเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ใช้คอนแทคเลนส์ให้มีความระวัดระวัง แม้ว่าปัจจุบันจะมีการพัฒนาคอนแทคเลนส์ที่สามารถยึดติดกับดวงตาได้ดีกว่าเดิมก็ตาม ว่าหากคุณรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอม หรือคอนแทคเลนส์สูญหายจากดวงตาโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์

 

5 สิ่งที่ไม่ควรทำกับคอนแทคเลนส์

ใส่อาบน้ำหรือว่ายน้ำ
จากผลการสำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีผู้ใช้คอนแทคเลน์เกิน 80% ไม่ถอดออกขณะอาบน้ำ และกว่า 60% สวมคอนแทคเลนส์เมื่อใช้สระว่ายน้ำอีกด้วย พฤติกรรมนี้สร้างความเป็นห่วงจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญ เพราะน้ำนั้นสามารถเพิ่มโอกาสติดเชื้อให้แก่ดวงตาของผู้สวมคอนแทคเลนส์ได้ แม้น้ำประปาจะได้รับการการันตีว่าปลอดภัย แต่การปนเปื้อนจุลินทรีย์อาจมาจากก็อก อ่างน้ำ ภายในสระ ซึ่งน้ำเหล่านั้นจะมาเคลือบติดบนคอนแทคเลนส์และถูกกักเอาไว้ในดวงตา นอกจากนั้นยังไม่ควรใช้แค่น้ำเปล่าธรรมดาล้างคอนแทคเลนส์ด้วย

ไม่ถูขณะล้าง
ในการล้าง คอนแทคเลนส์ ทุกครั้งต้องใช้นิ้วถูทำความสะอาดด้วย ไม่ควรแช่ไว้เฉย ๆ แม้ว่าจะแช่อยู่ในน้ำยาล้างก็ตาม เว้นแต่ว่าคุณใช้เครื่องล้าง นั่นก็จะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น การใส่ใจทำความสะอาดโดยใช้มือถือ ในรายที่ไม่มีเครื่องล้างจะช่วยขจัดคราบสกปรกต่าง ๆ เศษฝุ่น และคราบโปรตีน อีกทั้งยังสามารถกำจัดเชื้อโรคได้ในเบื้องต้น หลังจากใช้นิ้วถูเบา ๆ แล้ว เพื่อความมั่นใจควรนำไปแช่น้ำยาทิ้งไว้ต่างหากในถ้วยใหม่อีกหนึ่งคืน

ใส่นอนหลับ
ผลการสำรวจพบว่ามีผู้ใช้คอนแทคเลนส์เกินว่า 80% ในสหรัฐอเมริกาไม่ถอดคอนแทคเลนส์ออกขณะที่งีบหลับ ซึ่งพฤติกรรมนี้นับว่าเป็นการประมาทและอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพดวงตาอย่างมาก ดังนั้นหากพบว่าการเผลองีบหลับหลีกเลี่ยงยาก ลองเลือกคอนเทคเลนส์ที่ซัพพอร์ทการเกาะติดดวงตา นี่คือทางแก้ไขในเบื้องต้น แต่อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการถอดออกขณะหลับเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะการหลับทั้งคอนแทคเลนส์นอกจากจะมีความเสี่ยงทำให้หลุดเข้าไปติดในเบ้าตาแล้วยังอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ อีกทั้งการถอดคอนแทคเลนส์จะทำให้ดวงตาได้พักรับออกซิเจนอย่างแท้จริง จากผลการวิจัยพบว่าออกซิเจนมีบทบาทช่วยให้กระจกตาแข็งแรง

ใส่เกินอายุกำหนด
ผู้ใช้คอนแทคเลนส์ควรตระหนักถึงอายุของคอนแทคเลนส์แต่ละคู่ว่าสมารถใส่ได้นานแค่ไหน บางคู่อาจเป็นแบบใส่รายวัน หรือบางคู่อาจเป็นแบบใส่รายเดือน จุดนี้สำคัญมากเพราะเป็นการป้องกันไม่ให้ดวงตาของคุณติดเชื้อจุลินทรีย์ หลักการนี้ใช้กับเลนส์ที่หมดอายุแล้วเช่นเดียวกัน แม้ว่าคุณจะไม่เคยแกะคอนแทคเลนส์คู่นั้นออกมาใส่เลยก็ตาม ความผิดพลาดที่มักพบได้บ่อยคือผู้ใช้มักจะแกะคอนแทคเลนส์คู่เหมือนออกมาใส่พร้อมกันหลายคู่ ทำให้ไม่สามารถแยกแยะวันหมดอายุของเลนส์ได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังให้ดี

วางไว้นอกของเหลวเฉพาะ
โดยปกติแล้วน้ำยาแช่คอนแทคเลนส์จะมีความสามารถในการชะล้างเชื้อโรคและสิ่งสกปรกที่อาจปนเปื้อนมาจากการใช้งานคอนแทคเลนส์ได้ แต่กรณีที่คุณเผลอวางนอกเคสคอนแทคเลนส์ที่เป็นภาชนะปิด หรือเผลอทำคอนแทคเลนส์หล่นไปแล้วก็ไม่ควรเก็บกลับมาใส่อีกเด็ดขาดแม้จะล้งแล้วก็ตามเพราะอาจทำให้ดวงตาเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.shape.com   www.aameda.org   www.health.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


.jpg

มาลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์และเริ่มต้น พัฒนาสมอง อยู่เสมอกันด้วยวิธีใกล้ตัวที่คุณอาจจะนึกไม่ถึง แต่แท้จริงแล้วกลับมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากที่จะช่วยผลักดันและกระตุ้นให้สมองทำงาน การดูแลและออกกำลังสมองจะส่งผลดีต่อเนื่องในระยะยาว อวัยวะที่สำคัญไม่ว่าใครก็อยากให้มันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพไปได้นาน ๆ

 

การฟังเพลง

นอกจากการฟังเพลงจะช่วยทำให้คุณกะปรี้กะเปร่า ผ่อนคลาย และมีอารมณ์ที่ดีขึ้น ยังถือเป็นการพัฒนาสมองด้วยการเชื่อมต่อโครงสร้างของโน้ตดนตรีต่าง ๆ และยังได้ผลดีเป็นพิเศษเมื่อฟังเพลงใหม่ ๆ อีกด้วย

 

หาเพื่อนใหม่

การพูดคุย แลกเปลี่ยน ทำความรู้จักและพยายามเข้าใจเพื่อนใหม่ เป็นวิธีที่จะช่วยบริหารสมองเช่นกัน โดยในส่วนของความจำระยะสั้น ฝึกจับใจความและจดจ่อกับข้อมูลได้มากขึ้น และยังช่วยพัฒนาสมองให้คิดในแนวทางใหม่ ๆ ที่แตกต่างออกไปจากเดิม

 

หัวเราะบ่อย ๆ

ความเครียดจะทำให้สมองปล่อยสารที่มีชื่อว่า Cortisol ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถจะคิดและสร้างสรรค์อย่างปลอดโปร่ง และในระยะยาว ความเครียดยังทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้และความทรงจำได้เช่นกัน การหัวเราะจะช่วยลดระดับ Cortisol และทำให้สมองของคุณมีสุขภาพดีขึ้น

 

ออกไปข้างนอกบ้าง

ธรรมชาติจะช่วยส่งผลด้านความสงบและบรรเทาความเครียด ในชีวิตประจำวัน คุณอาจจะหาเวลาเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลาย ด้วยการมองออกไปนอกหน้าต่าง หรือออกไปเดินเล่น ให้สมองได้พักผ่อนจากข้อมูลที่วิ่งวุ่นวาย เมื่อสมองถูกรีเฟรชด้วยธรรมชาติจะทำให้คุณกลับมาโฟกัส เพิ่มความสร้างสรรค์และความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดีขึ้น

 

เปลี่ยนแปลงตารางประจำวัน

มันก็ไม่ได้แย่และสะดวกดี หากคุณทำตามตารางชีวิตและสิ่งเดิม ๆ ทานอาหารเช้าแบบเดิม ๆ ใช้ชีวิตตามปกติ แต่การเปิดรับ เรียนรู้สิ่งใหม่และนำไปผสมผสาน จะช่วยในการพัฒนาสมองได้อย่างดี

 

กลับสู่การเรียนรู้อีกครั้ง

อย่าหยุดนิ่งและหางานอดิเรกใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมประเภทการเขียน ศิลปะ ดนตรี หรือทักษะต่าง ๆ การทำกิจกรรมเหล่านั้นจะกระตุ้นเซลล์ในสมองจำนวนมากในแนวทางที่ต่างออกไป นอกจากจะได้ประโยชน์กับสมองแล้ว คุณยังอาจพบพรสวรรค์ที่แอบซ่อนอยู่ก็เป็นได้

 

พยายามโฟกัสในสิ่งต่าง

อย่าทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น ดูทีวี อ่านข้อความ เล่นโซเชี่ยล หรือกินข้าวพร้อมกัน เพราะกระแสข้อมูลที่หลากหลายจะทำให้คุณไม่สามารถโฟกัสและจัดการหน่อยความจำใด ๆ ได้ ทำให้ใช้สมองได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้สมาธิและความจำสั้นอีกต่างหาก

 

ทำสมาธิ

ไม่ว่าจะเป็นการท่องบทสวดมนต์หรือกำหนดลมหายใจเข้าออกเพียงอย่างเดียว ก็ถือเป็นการทำสมาธิ ที่สามารถช่วยลดปัญหาความดันโลหิตสูงและอัลไซเมอร์ได้ โดยการทำสมาธินั้น อีกนัยหนึ่งก็คือการพักสมองจากคำพูด ความนึกคิดและการทำงานหนักต่าง ๆ นั่นเอง

 

ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายนอกจากจะดีต่อร่างกายแล้ว ก็ยังดีต่อการพัฒนาสมองเช่นกัน โดยมันจะช่วยให้คุณสามารถนึกคิดอย่างเฉียบแหลม เป็นเหตุเป็นผล เพราะเลือดสามารถใหลเวียนเข้าสู่สมองได้อย่างดี เพราะฉะนั้นมาขยับตัวอย่างน้อยวันละ 30 นาทีกันดีกว่า

 

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

หากคุณได้รับการนอนหลับไม่เพียงพอ แม้แต่งานง่ายๆ ก็สามารถกลายเป็นเรื่องยากได้ โดยคุณจะเบลอ ไม่สามารถโฟกัสในสิ่งที่กำลังทำ และหลงลืมมากขึ้น ทางที่ดีคือปล่อยให้สมองของคุณได้นอนหลับพักผ่อน 7 – 9 ชั่วโมงในแต่ละคืนกันเถอะ

 

ดูแลเรื่องอาหารการกิน

การรับแคลอรี่ที่มากเกินไป อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยง ทำให้ปัญหาเกี่ยวกับการสูญเสียความทรงจำมีมากขึ้น ถ้าหากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักหรือการกิน สามารถปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อหาทางแก้ไขได้

 

บำรุงสมอง

ด้วยอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว ปลาและบรรดาไขมันดี อย่างกราโนล่าและน้ำมันมะกอก การดื่มชาหรือกาแฟสามารถกระตุ้นให้สมองของคุณตื่นตัว และไม่ควรได้รับคาร์โบไฮเดรตมากกว่า 20 กรัมต่อวัน เพราะน้ำตาลในเลือดจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์

 

หยุดสูบบุหรี่

ในบุหรี่มีสารเคมีหลายชนิดที่สามารถทำร้าย และส่งผลเสียต่อสมองของคุณ และอาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมได้ ทั้งผู้สูบโดยตรงและยังกระทบต่อผู้คนรอบข้างหรือที่เรียกกันว่าบุหรี่มือสองอีกด้วย

 

ดูแลหัวใจของคุณ

ถ้าหัวใจของคุณมีสุขภาพไม่ดี อาจส่งผลถึงปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้และหน่วยความจำ การมีน้ำหนักเกินและการออกกำลังกายไม่เพียงพอ จะทำให้หลอดเลือดของคุณแคบลง จนไปกระทบเลือดที่จะไหลไปยังสมอง

 

เข้าพบจิตแพทย์

หากคุณหรือสึกหดหู่ หรือกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึกและจิตใจ ซึมเศร้า ไม่สนใจที่จะทำในกิจกรรมที่ชอบเช่นเดิม คิดอะไรไม่ออก หัวไม่แล่น โปรดอย่ามองข้าม เพราะนั่นคืออาการป่วย ควรพบจิตแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาต่อไป

 

การพัฒนาสมองให้ไบรท์อยู่เสมอจะช่วยทำให้สุขภาพโดยรวมทั้งร่างกายและจิตใจของเราดีขึ้นอย่างเกห็นได้ชัดแน่นอนว่าทุกคนก็อยากจะมีสมองไว้คิดและควบคุมสั่งการร่วมกับอวัยวะอื่น ๆ ไปอีกนาน ดังนั้นลองทำตามวิธีที่เราแนะนำทั้ง 15 นี้ ก็จะเห็นผลได้ง่าย ๆ เลยล่ะ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


15-วิธีอัพพลังบวกสร้างความสุขให้ชีวิต.jpg

การประสบความสำเร็จในชีวิตด้านใดกันนะ ที่จะมีค่าเท่า ‘ความสุข’ คำสั้น ๆ ที่หลายคนล้วนเสาะแสวงหา และเป็นความปรารถนาอันดับต้น ๆ ของชีวิต ซึ่งแท้จริงแล้วการสร้างความสุขนั้น สามารถเริ่มได้จากตัวเองจากวิธีที่ง่ายกว่าที่คิด อีกทั้งยังสามารถส่งต่อไปถึงผู้คนรอบข้างได้อีกด้วย โดยคุณอาจจะเริ่มสร้างความสุขตามคำแนะนำง่าย ๆ ทั้ง 15 ข้อดังนี้

 

เดินอย่างกระฉับกระเฉง

การเดินหลังตรง ยืดตัว และแกว่งแขนไปพร้อมกันสามารถทำให้อารมณ์ดีขึ้นแบบบวก ๆ

 

ยิ้มอยู่เสมอ

ไม่ว่าจะเจออะไร ยิ้มเข้าไว้ก่อน การยกมุมปากทั้งสองข้างช่วยในการเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมองทำให้คุณรู้สึกมีความสุขมากขึ้น

 

เป็นอาสาสมัคร

การช่วยเหลือคนอื่นไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาชุมชนหรือยื่นมือเข้าหาเพื่อนเมื่อพวกเขาต้องการ จะสร้างความสุขจากการเป็นผู้ให้ ถือเป็นการพัฒนาด้านสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง

 

หาเพื่อนใหม่

เปิดตัวตนสร้างความสัมพันธ์ เฟรนลี่เข้าไว้กับผู้คนที่พบเจอ เช่น เพื่อนในที่ทำงาน ยิม โบสถ์ หรือสวนสาธารณะ รู้จักรักษาและสานต่อความสัมพันธ์ การได้ติดต่อกับมิตรที่ดีจะช่วยให้คุณมีความสุข

 

จดบันทึกความสุข

เขียนทุกอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกดีลงในสมุด เพื่อการโฟกัสแต่สิ่งดี ๆ มองโลกและชีวิตในแง่บวกก็ช่วยได้เยอะ

 

ออกกำลังกาย

การออกกำลังระยะสั้น ๆ แค่ประมาณ 5 นาทีก็สามารถทำให้คุณรู้สึกดีและสดชื่น ยิ่งทำเป็นประจำยิ่งดีต่อสุขภาพและร่างกายในระยะยาว และการออกกำลังยังช่วยบำบัดภาวะซึมเศร้าอีกด้วย

 

รู้จักการให้อภัยและปล่อยวาง

ความเสียใจ ความเศร้า และความผิดหวังจะกัดกินและผลักดันชีวิตของคุณออกจากความสุขสงบ มามีความสุขจากภายในด้วยการเริ่มต้นให้อภัย และปล่อยวางสิ่งที่ไม่น่าจดจำออกไปจากชีวิต

 

ฝึกสติและสมาธิ

การนั่งสมาธิแค่ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะส่งผลให้คุณมีความสุข ความสงบ และความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้นได้

 

ฟังเพลงโปรด

การฟังเพลง มีพลังและสามารถส่งผลต่ออารมณ์ได้มากกว่าที่คุณคิด เลือกฟังเพลงที่ชอบและปล่อยใจไปกับมัน เพียงเท่านี้ความสุขก็อยู่ไม่ไกล

 

นอนหลับอย่างพอเพียง

ผู้ใหญ่ต้องการการนอนหลับพักผ่อนประมาณ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อคงสภาวะอารมณ์ที่ดี ไม่หงุดหงิดง่ายจากการนอนไม่พอ

 

ตั้งเป้าหมาย

การมีจุดมุ่งหมายในการทำสิ่งต่าง ๆ จะทำให้ชีวิตของคุณมีความหมาย แม้ในวันที่เหนื่อยล้า หากคุณรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร และเพื่ออะไร เหตุผลเหล่านั้นจะช่วยย้ำเตือนถึงความสำเร็จที่จะมาถึงได้ในอนาคต

 

ท้าทายความกลัวภายใน

คุณอาจจะมีเสียงเล็ก ๆ จากภายในคอยยับยั้งความคิด การกระทำ ว่าสิ่งที่คุณทำหรือเป็นอยู่นั้นดีจริงหรอ มันอาจเป็นคำเตือนที่มีประโยชน์ แต่บางครั้งก็ต้องกล้าที่จะมั่นใจตัวเองและมีความสุขกับสิ่งที่ตัดสินใจลงไป พุ่งชน และทำมันให้ดีที่สุดเท่าที่ตั้งใจไว้

 

บรรลุจุดหมาย

คุณสามารถเริ่มจากเป้าหมายเล็ก ๆ ในชีวิต เช่น เดินออกกำลังเป็นเวลา 30 นาที 3 วันในหนึ่งสัปดาห์ หรือ ทานสลัดเป็นอาหารกลางวันสองครั้งต่อสัปดาห์ เลือกเป้าหมายที่อยู่ในพื้นฐานความเป็นจริง เมื่อคุณทำสำเร็จ คุณจะเกิดความรู้สึกดี และยังสามารถให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ กับตัวเองได้อีกด้วยนะ

 

ค้นหาผู้คนที่มีพลังบวก

รู้หรือไม่ ว่าเรื่องอารมณ์ ก็สามารถติดต่อกันได้ ผู้คนที่มีพลังบวกในตัว มองโลกในแง่ดี มีแพสชั่น จะส่งเสริมและส่งต่อพลังชีวิตของพวกเขามาสู่คุณ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจมากขึ้น และคุณสามารถส่งต่ออารมณ์ดี ๆ ให้กับผู้คนรอบตัวได้เช่นกัน

 

พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังรู้สึกว่าการมีความสุขหรือทำตัวให้เป็นสุขเป็นเรื่องยาก หลังจากที่ลองทำตามเคล็ดลับทั้งหมดข้างต้น ก็อาจถึงเวลาที่ต้องพึ่งและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรึกษาอาการ หาทางแก้ไข หรือรับการรักษาให้คุณสามารถกลับมามีความสุขได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

 

ทั้ง 15 ข้อสร้างความสุขนี้ทำได้ไม่ยากเลยใช่มั้ยล่ะ…ถ้าลองปฏิบัติไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นนิสัยคุณก็จะยิ่งพบว่าสิ่งเหล่านี้ง่ายดายมากขึ้นอีก ดังนั้นแทนที่จะรอให้ความสุขเข้ามาหาตัวเรา สู้เริ่มสตาร์ทที่ตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพียงเท่านี้ก็ดีต่อใจ ดีต่อชีวิต และยังดึงพลังในด้านบวกให้เข้ามารายล้อมตัวคุณอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


5-ดาราหนุ่มวีแกนสุดฮอต-ที่ทำให้อยากกินผัก.jpg

ใครว่านักล่าต้องกินเนื้อ…ขอเปิดประเด็นด้วยการชวนสาว ๆ มาทำความรู้จักกับ 5 ดาราชายคนดังระดับโลก การันตีความฮอตปรอทแตก รูปร่างกระชากใจ ที่สำคัญบางคนยังเป็นชาววีแกนและบางคนกินมังสวิรัติอีกด้วย เห็นแบบนี้แล้วทำเอาความเชื่อเรื่องผู้ชายร้ายต้องกินเนื้อสั่นคลอนกันเลยใช่มั้ยคะ เรามาดูหนุ่ม ๆ เป็นอาหารตากันดีกว่า ใครอยากจะลองดูแลสุขภาพตามวิธีการแบบนี้ก็ไม่ว่ากันค่ะ หรือใครคิดอยากจะเริ่มหันมากินผักผลไม้เพื่อสุขภาพมากขึ้นก็ดีมาก ๆ เลย

 

Jared Leto

นักร้องหนุ่มมาดเซอร์เจ้าของผมสีน้ำตาลเข้มและดวงตาสีฟ้ามีเสน่ห์คู่นี้กระชากหัวใจของสาว ๆ ทั่วโลกมาแล้ว จากการรับบท Joker ในภาพยนตร์เรื่อง Suicide Squad เห็นแบบนี้เจ้าตัวอายุขึ้นหลักสี่แล้วนะ แต่เคล็ดลับความหล่อกระชากวัยส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานทานมังสวิรัติมาร่วม 20 ปี ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวีแกนเต็มตัว

 

Milo Ventimiglia

ดาราหนุ่มจอเงินเชื้อสายอิตาเลี่ยน-ไอริชคนนี้ ถ้าสาว ๆ คนไหนติดตามซีรี่ส์ดังทางช่อง NBC อย่างเรื่อง Heroes ก็ต้องร้องอ๋อกันแน่นอน เห็นแบบนี้คุณอาจนึกไม่ถึงเลยว่าเขารับประทานมังสวิรัติมาตลอดชีวิตตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน เรียกว่ากินผักกันทั้งบ้านเลยทีเดียว

 

Liam Hemsworth

อีกหนึ่งดาราหนุ่มซึ่งเป็นที่คลั่งไคล้จากสาว ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่แจ้งเกิดจากภาพยนตร์เรื่อง Hunger Game แม้เทียบสัดส่วนจากพระเอกของเรื่องแล้วบทจะน้อยกว่า แต่ความดังไม่เป็นรองแน่ ๆ ที่สำคัญจากการทำงานร่วมกับเพื่อนนักแสดงในกองที่เป็นวีแกนทำให้เขาเริ่มสนใจ และหันมาเป็นวีแกนเต็มตัวตั้งแต่ปี 2015 และเคยได้รับรางวัล Sexiest Vegan Celebrities ประจำปี 2016 จาก PETA อีกด้วย

 

Tobey Maguire

ดาราหนุ่มคุณภาพระดับออสการ์ที่มาพร้อมผลงานการแสดงทุบสถิติรายได้มากมายอย่าง Spider Man 1-3 เสน่ห์ของผู้ชายคนนี้คงเป็นในเรื่องของมาดใส ๆ แบบหนุ่มข้างบ้าน ยังพร้อมรับบทเด็กไฮสคูลแม้อายุจะเลยหลักสี่มาแล้ว เขาเริ่มรับประทานมังสวิรัติในปี 1992 และกลายมาเป็นวีแกนในปี 2009

 

Benedict Cumberbatch

ใครหลงรักหนุ่มอังกฤษคนนี้กันบ้าง เราคุ้นหน้าเขากันดีจากซีรี่ส์ Sherlock Holmes และภาพยนตร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ Dr. Strange เขาได้พูดถึงการใช้ชีวิตแบบวีแกนของตนเองเมื่อช่วงกลางปี 2018 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งยังกล่าวถึงประสบการณ์เดินทางไปสิงคโปร์และลิ้มรสอาหารท้องถิ่นด้วยว่าได้พยายามลองมากที่สุดเท่าที่คนเป็นวีแกนสามารถทำได้…เห็นแบบนี้แล้วรู้เลยว่าเขา Enjoy กับความเป็นวีแกนของตนเองไม่น้อย

 

เป็นยังไงกันบ้างคะ…ดาราหนุ่มทั้ง 5 คนนี้ ระดับความหล่อและเซ็กซี่ไม่ธรรมดากันเลยใช่มั้ย เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนอาจเคยติดตามและชื่นชอบผลงาน หรือเคยเห็นการแสดงของ 1 ใน 5 คนนี้ผ่านตามาก่อนบ้างแล้ว แต่บางคนอาจยังไม่เคยรู้เจาะลึกถึงรสนิยมการกินที่เป็นวิถีชีวิตขงพวกเขาแบบนี้ แม้จะเป็นวีแกน ซึ่งหลีกเลี่ยงการบริโภคอุปโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์โดยสิ้นเชิง ส่วนบางคนอาจรับประทานมังสวิรัติที่งดเว้นเฉพาะชีวิต แต่ยังบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ในลักษณะของนมและเนยได้ ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ล้วนเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าผักและผลไม้มีประโยชน์ต่ร่างกาย พวกเขายังคงมีสุขภาพแข็งแรง มีรูปร่างเป็นที่ชื่นชอบของสาว ๆ และเป็นแรงบันดาลใจของผู้ชายอีกหลายคน ใครอยากลองนำหลักโภชนาการแบบนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดูบ้าง อย่างไรก็ได้รับผลดีแน่นอนค่ะ…เป็นเรื่องดีที่จะเริ่มกินผักและผลไม้ตั้งแต่วันนี้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.shape.com   www.shape.com
ภาพประกอบจาก : jaredleto   miloanthonyventimiglia   liamhemsworth   tobey.ma   cumberlife   www.freepik.com

 


5-แนวกลิ่นน้ำหอมเพิ่มแรงดึงดูดทางเพศ.jpg

หลากหลายพฤติกรรมทางกายภาพที่เกิดตามธรรมชาติของเรานั้นล้วนมีจุดมุ่งหมายในเรื่องเพศหรือเซ็กส์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่รับรู้ได้ชัดเจนทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ ไปจนถึงเรื่องกลิ่นก็มีอิทธิพลต่อการดึงดูดซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ทางเพศและกลิ่นน้ำหอมเป็นหัวข้อที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ระดับโลกต่างให้ความสนใจในการศึกษาอย่างมาก ทั้งในเรื่องของฟีโรโมนจากร่างกายตามธรรมชาติ และกลิ่นต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเลือกคู่ของเรา

 

วงการธุรกิจน้ำหอมและเนวคิดเรื่องเซ็กส์

เนื่องจากแนวคิดเรื่องกลิ่นและการเลือกคู่นี้เอง ทำให้เหล่าผู้ประกอบการแบรนด์น้ำหอมต่างมุ่งเน้นการสร้างจุดขายในเรื่องเซ็กส์แฝงอยู่ในแคมเปญโฆษณาทุกยุคทุกสมัย ย้อนกลับไปเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 Jacques Guerlain ผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอางเกอร์แลง (Guerlain) ได้ผลิตน้ำหอมที่ให้กลิ่นที่ชวนให้รู้สึกถึงพื้นที่ใต้กระโปรงของสุภาพสตรีและกลายเป็นที่นิยมอย่างมาก เป็นต้นแบบของกลิ่นขายดีประจำแบรนด์ตลอดกาลอย่าง Shalimar และ Mitsouko

จากความสำเร็จในครั้งนั้น เป็นแบบแผนให้เหล่าแบรนด์น้ำหอมอื่น ๆ เจริญรอยตาม ไม่ว่าจะเป็น Tom Ford กลิ่น Black orchid, Serge Lutens กลิ่น Ambre sultan หรือ Hermès กลิ่น Eau de hermès ที่ชูจุดขายในเรื่องเพศอย่างชัดเจน นอกจากการผสมผสานกลิ่นจากสัตว์ พืชและสารสังเคราะห์เพื่อให้ได้แนวกลิ่นที่ใกล้เคียงกับแนวคิดเรื่องเซ็กส์มากที่สุด ในปัจจุบันวงการน้ำหอมยังก้าวข้ามไปอีกขั้นด้วยการพัฒนาสารเคมีจำพวกฟีโรโมน รวมไปจนถึงการเลียนแบบกลิ่นสารคัดหลังที่เกิดจากร่างกายโดยตรงอีกด้วย

 

5 แนวกลิ่นน้ำหอมเพิ่มเสน่ห์แรงดึงดูดทางเพศ

มัสก์

มัสก์ (Musk) เป็นกลิ่นฐานยอดนิยมที่กลุ่มน้ำหอมที่มีจุดขายในเรื่องเพศ  เป็นสารสกัดที่ได้จากสัตว์ ภายหลังได้มีการพัฒนามัสก์จากพืช เนื่องจากกลิ่นมัสก์แบบดั้งเดิมสกัดจากชะมด ซึ่งปัจจุบันถูกห้ามโดยกฎหมายแล้ว ดังนั้นมัสก์ในปัจจุบันจึงมาจากสัตว์ประเภทอื่น
โดยส่วนใหญ่แล้วหากพบน้ำหอมที่เขียนว่า Musk มักเป็นส่วนประกอบ จากพืชเป็นหลัก ส่วน Musk (Animalic) มักจะเป็นสารสกัดจากสัตว์ บริเวณต่อมใกล้กับอัณฑะซึ่งเป็นระบบสืบพันธุ์ ทำให้น้ำหอมมีราคาสูง เนื่องด้วยเชื่อกันว่าในมัสก์จะมีฟีโรโมนของสัตว์เจือปน
แต่อย่างไรก็ดี ฟีโรโมนของสัตว์ไม่ส่งผลต่อคน ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรใช้วิจารณญาณในการเลือกซื้อ…ทว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้มัสก์ซึ่งสกัดจากสัตว์ยังได้รับความนิยม นั่นก็เป็นเพราะ แบรนด์ผู้ผลิตน้ำหอมมักมีกรรมวิธีการผลิตแบบเฉพาะ จนสามารถรังสรรค์กลิ่นที่ใกล้เคียงร่างกาย ดังนั้นมัสก์จึงเป็นกลิ่นน้ำหอมที่คนส่วนใหญ่ให้ค่ามากที่สุด เพราะส่งผลต่ออารมณ์และความเคยชินในเรื่องเซ็กส์นั่นเอง

 

นดัลวู้ด

พืชในกลุ่มไม้จันทน์ (Sandalwood) นั้น รวมถึงกฤษณาและไม้หอมหลากชนิดไม่ใช่เพียงต้นจันทน์เท่านั้น โดยในต้นไม้เหล่านี้จะให้น้ำมันที่ส่งกลิ่นหอมอบอวล มีการใช้น้ำมันหอมกลุ่มนี้เป็นน้ำมันนวดและกิจกรรมทางเพศตั้งแต่ยุคโบราณ ตามแนวคิดของเรื่องจักระและการขับเคลื่อนพลังทางเพศจากตำรากามาสุตรา ว่ากันว่ากลิ่นแซนดัลวู้ดช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ เพิ่มการตอบสนอง ทำให้คู่นอนไปถึงจุดสุดยอดได้ง่ายขึ้น น้ำหอมกลิ่นแซนดัลวู้ดมักผสมผสานในกลุ่มน้ำหอมประเภทที่ระบุว่า Oriental ซึ่งหมายถึงน้ำหอมที่ให้แนวกลิ่นแบบเครื่องเทศ เซ็กซี่ อบอวล กลิ่นเข้ม และ Woody ซึ่งหมายถึงน้ำหอมที่มีแนวกลิ่นสุขุม ลุ่มลึก อบอุ่น ความแหลมของกลิ่นน้อยกว่าโอเรียนทอล เนื่องจากเน้นพืชที่ให้กลิ่นหอมเย็นเป็นหลัก

 

มะลิ

มะลิที่ถูกนำมาใช้ในน้ำหอมมีหลากหลายสายพันธุ์ หากคุณเจอคำว่า Jasmine ตรงตัว หรือแม้แต่ Melati, Sambac หรือ  White gardenia กลุ่มเหล่านี้มักมีมะลิรวมอยู่ด้วยทั้งสิ้น เคยมีผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าในบรรดาพืชดอกที่ให้กลิ่นหอม มะลิถือเป็นดอกไม้ที่ให้กลิ่นหอม ซึ่งส่งผลดึงดูดที่สุด อีกทั้งยังเป็นดอกไม้ที่ถูกใช้ในการทำเครื่องหอมโบราณที่เกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจทางเพศในภูมิภาคเอเชียมากมาย ทั้งน้ำมันหอม น้ำปรุง น้ำมันนวด กำยาน ฯลฯ กลิ่นมะลิช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ใจสงบ ทำให้มีสมาธิ ซึ่งส่งผลต่อการบรรเทาอาการหลั่งเร็วได้ และยังมีพื้นกลิ่นนุ่ม ๆ เบา ๆ เหมาะกับอากาศเมืองร้อนอย่างประเทศไทยมาก ๆ

 

ชะเอมเทศ

ชะเอมเทศ (Licorice) คือพืชที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารและยามากมาย มีสรรพคุณทางยาในเรื่องของบรรเทาอาการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ นอกจากนั้นยังมีผลการศึกษาด้วยว่าชะเอมเทศช่วยให้คลายเครียดได้ ในแง่ของกลิ่น ชะเอมเทศ มักจะถูกนำไปใช้แต่งกลิ่นนผลิตภัณฑ์ที่ทำให้สดชื่น ปลอดโปร่ง รู้สึกถึงความสะอาด ทำให้ทุกครั้งที่เราได้กลิ่นแนวนี้ ร่างกายจะจดจำความรู้สึกได้โดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดความผ่อนคลาย รู้สึกสบาย อยากอยู่ใกล้ กลิ่นชะเอมเทศส่งผลต่อความรู้สึกของผู้หญิงด้วย ยิ่งถ้าผสมกับแนวกลิ่นของขนมลูกอมหรือโคล่า ก็จะทำให้รู้สึกอยากอยู่ใกล้ อยากทำความรู้จักได้ไม่ยาก

 

วนิลา

ย้อนกลับไปในช่วงยุคแรก ๆ ของน้ำหอม วนิลา (Vanilla) เป็นส่วนประกอบที่นิยมเป็นอย่างมากในประเทศจีนและประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญนิยมแนะนำในช่วงศตวรรษที่ 17 ว่าช่วยเพิ่มความแข็งแรงทางเพศได้อย่างดีในผู้ชาย  และยังมีการกล่าวถึงในยุคหลังจากนั้นอีกว่า วนิลาสามารถช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศในชายสูงอายุได้  วนิลาเป็นพืชที่ให้กลิ่มหอม ซึ่งมีอุภาพในการสร้างความผ่อนคลาย เป็นกลิ่นที่ทำให้เรานึกถึงเรื่องราวหรือความทรงจำแห่งความสุข เพราะเหตุนี้นี่เองวนิลาจึงมักถูกเลือกให้เป็นส่วนประกอบในน้ำหอมส่วนใหญ่แทบทุกมุมโลก

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.feelingsexy.com.au   www.allure.com   www.mensjournal.com   www.thoughtcatalog.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


.jpg

ความดันโลหิต (Blood pressure) เป็นหนึ่งใน 4 สัญญาณชีพของมนุษย์ ประกอบไปด้วยชีพจร (Pulse) อัตราการหายใจ (Respiratory rate) อุณหภูมิร่างกาย (Body Temperature) และความดันโลหิต ที่สามารถบอกถึงสุขภาพและโรคต่าง ๆ ได้

 

ความดันโลหิตหรือความดันเลือด (Blood pressure) คือ แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือดแดง อันเกิดจากการสูบฉีดของหัวใจ ซึ่งสามารถวัดโดยใช้เครื่องวัดความดัน วัดที่แขนซึ่งจะได้ค่าที่วัด 2 ค่า โดยค่าตัวแรกหรือค่าตัวบน เรียกค่าความดันโลหิตซีสโตลิค (Systolic blood pressure) เป็นค่าความดันในหลอดเลือดเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัวสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือด และค่าตัวตามหรือค่าตัวล่าง เรียกค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic blood pressure) เป็นค่าความดันในหลอดเลือดเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายคลายตัว โดยความดันปกติควรจะต่ำกว่า 120/80 มม.ปรอท โดยหากสูงกว่า 140/90 มม.ปรอท จะเป็นความดันโลหิตสูง และหากต่ำกว่า 90/60 มม.ปรอท จะเป็นความดันโลหิตต่ำ ทั้งนี้การวัดความดันโลหิตควรวัดในขณะพัก และวัดซ้ำ 2 – 3 ครั้ง ห่างกันและหาค่าเฉลี่ยที่วัดได้

โดยความดันโลหิตต่ำ (Hypotension) อาจต่ำเพียงความดันซีสโตลิค หรือไดแอสโตลิกตัวใดตัวหนึ่ง หรือต่ำทั้งสองตัวก็ได้ ซึ่งโดยทั่วไป แพทย์ไม่จัดความดันโลหิตต่ำเป็นโรค แต่จัดเป็นภาวะ หากไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ ในทางการแพทย์ยังจัดว่าสุขภาพเป็นปกติ ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา พบได้ทั้งสองเพศใกล้เคียงกัน และพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กอ่อนไปจนถึงผู้สูงอายุ

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
ภาวะความดันโลหิตต่ำบางคนไม่มีอาการใด ๆ ในรายที่มีอาการสามารถพบได้ดังนี้ ตาลาย ตาพร่า มองไม่ชัดเจน ใจสั่น วิงเวียนศีรษะ มึนงง ทรงตัวไม่อยู่ หน้ามืด เป็นลม กระหายน้ำ อ่อนเพลีย ผิวซีด/ตัวเย็น โดยอาการที่เป็นชั่วคราว สามารถนั่งพัก ดื่มน้ำมาก ๆ แต่ในรายที่เป็นบ่อยๆ พักแล้วก็ไม่หายหรือมีอาการอย่างอื่นด้วย ควรพบแพทย์ทันทีเพราะปล่อยไว้อาจทำให้สมองขาดเลือด หมดสติ ชัก นำไปสู่โรคแทรกซ้อนหรืออุบัติเหตุจนเสียชีวิตได้

 

ปัจจัยเสี่ยง

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตต่ำ ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ โดยต้องระวังภาวะนี้อาจทำให้มีอาการวิงเวียน เกิดการล้มได้ง่าย
  • ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำจากสาเหตุต่างๆ เช่น ท้องเสีย หรือ อาเจียน รุนแรง หรือภาวะลมแดด ดื่มน้ำน้อย
  • ผู้มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคของต่อมไทรอยด์ และภาวะซีด
  • ผู้ที่กินยาบางชนิด เช่น ยาขับน้ำ/ยาขับปัสสาวะ ยาโรคความดันโลหิตสูง และยาโรคเบาหวาน

 

สาเหตุ

ภาวะความดันโลหิตต่ำเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • ภาวะโลหิตจาง ภาวะติดเชื้อรุนแรงในกระแสโลหิต การแพ้ยา สารเคมี อาหารอย่างรุนแรง
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาขับน้ำ/ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิตสูง ยาไวอากร้า (Viagra) ยาทางจิตเวชบางชนิด
  • การตั้งครรภ์ในระยะ 6 เดือนแรก
  • โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น โรคของต่อมไทรอยด์ โรคของต่อมหมวกไต โรคเบาหวาน และโรคเกี่ยวกับหัวใจละหลอดเลือด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น โรคพาร์กินสัน
  • สุดท้ายจากพันธุกรรม อายุที่เพิ่มขึ้น หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะสอบถามประวัติทางการแพทย์ อาการผิดปกติที่เกิดขึ้น การตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจหาภาวะช็อก ตรวจระดับความรุนแรงของภาวะความดันโลหิตต่ำ และการตรวจพิเศษอื่น ๆ เป็นการเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด (Blood Tests) การตรวจระบบประสาทอัตโนมัติหัวใจด้วยเตียงปรับระดับ (Tilt Table Test) การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: EKG) การบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Holter and Event Monitors) การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Stress Test) การตรวจระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) การตรวจปัสสาวะ เป็นต้น ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมต่าง ๆ จะขึ้นกับอาการผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์

 

การรักษา

แนวทางการรักษาจะเป็นการเพิ่มความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ตามสาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตต่ำ เบื้องต้นมีวิธีการดังนี้

  • การรักษาด้วยการใช้ยา โดยต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ โดยยาที่ใช้ในการรักษา ได้แก่ ยาเพิ่มความดันโลหิต (Vasodilator) ยาแอนติไดยูเรติก ฮอร์โมน (Antidiuretic Hormone) ยาทางจิตเวชบางตัว (Antipsychotic agents) และยาสเตียรอยด์ (Steroid) เป็นต้น
  • การให้น้ำเกลือ ในผู้ที่ติดเชื้อในกระแสเลือด หรือในผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตต่ำจากการบาดเจ็บอย่างรุนแรงหรือเกิดภาวะช็อกขึ้น อาจได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อช่วยเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้น
  • การปรับเปลี่ยนยา หากสาเหตุความดันโลหิตต่ำมาจากการทานยาตัวใดตัวหนึ่งเป็นประจำอยู่

นอกจากนี้ แพทย์จะวางแผนการรักษาโรคหลักที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความดันต่ำควบคู่ไปด้วย เช่น หากความดันต่ำจากฮอร์โมนผิดปกติ อาจส่งตัวผู้ป่วยให้แพทย์ด้านต่อมไร้ท่อ หากความดันต่ำจากการติดเชื้อ อาจส่งต่อผู้ป่วยให้แพทย์ทางด้านโรคติดเชื้อ หรือวางแผนการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุด้วยตัวเอง เป็นต้น

 

ข้อแนะนำ และการป้องกัน

  • ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว หรือมากกว่านั้น หากอากาศร้อน เป็นหวัด หรือเสียน้ำมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ เกลือแร่ และเพิ่มปริมาณเลือดให้สูงขึ้น
  • ควบคุมอาหาร โดยรับประทานอาหารน้อยลงกว่าปกติ และแบ่งเป็นหลายมื้อ จำกัดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
  • รับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของเกลือ เพราะโซเดียมจะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น แต่ควรปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษาอยู่
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำ เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
  • ระมัดระวังเมื่อต้องเปลี่ยนอิริยาบถไปท่าอื่น โดยเฉพาะขณะลุกขึ้นยืนจากท่านั่งหรือนอน ควรหาที่ยึดจับเมื่อเปลี่ยนท่า โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
  • หลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานาน และหลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  • เลือกสวมถุงน่องที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
  • ควรยกระดับศีรษะให้สูงกว่าลำตัวในขณะนอน
  • ดูแล รักษา ควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ ควบคู่ไปกับภาวะความดันโลหิตต่ำ

 

แหล่งข้อมูล

  1. www.pobpad.com
  2. www.mayoclinic.org

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


.jpg

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) เป็นโรคที่มีการอักเสบอย่างเรื้อรัง โดยมักจะเกิดขึ้นที่บริเวณข้อต่อหลาย ๆ ข้อในร่างกาย สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ มองเนื้อเยื่อข้อต่อเป็นสิ่งแปลกปลอม โรคนี้พบได้บ่อยในช่วงอายุ คือ ช่วงอายุ 20 – 30 ปี และ 50 – 60 ปี โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในช่วงอายุน้อย แต่ในช่วงอายุมาก พบได้ทั้ง 2 เพศเท่า ๆ กัน

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีไข้อ่อน ๆ น้ำหนักตัวลดลง และอาการอักเสบรอบ ๆ ข้อ ได้แก่

  • อาการปวด บวม แดง อุ่น ตามข้อต่อขนาดเล็กพร้อมกันหลาย ๆ ข้อ เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อศอก ข้อเท้า บางครั้งอาจพบที่ข้อขนาดใหญ่ เช่น ข้อไหล่ ข้อศอก โดยอาการนี้มักจะเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งข้างซ้ายและข้างขวา เมื่อใช้งานข้อนาน ๆ จะปวดมากขึ้น
  • อาการข้อฝืดแข็ง ข้อขยับลำบาก มักจะเกิดขึ้นหลังจากไม่ได้เคลื่อนไหวข้อสักระยะเวลาหนึ่ง เช่น ตื่นนอนในตอนเช้า หรือหลังจากนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน ๆ

นอกจากนี้ ยังสามารถพบความผิดปกติที่อวัยวะอื่น ๆ เช่น ปุ่มเนื้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid Nodules) ซึ่งเป็นปุ่มเนื้อนิ่ม ๆ บริเวณที่มีการเสียดสีบ่อย เช่น ข้อศอก เนื้อเยื่อปลายแขน อาการอักเสบที่กล้ามเนื้อ ปอด เยื่อหุ้มหัวใจ หลอดเลือด อาการของระบบประสาท เช่น อาการชาและอ่อนแรง และอาจมีอาการอักเสบร่วมกับมีม้ามโตและเม็ดเลือดขาวต่ำ สามารถติดเชื้อและอาจเสียชีวิตได้

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
เมื่อมีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหารโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการปวดตามข้อ ข้อฝืดข้อติดขัดเวลาไม่ขยับตัวนาน ๆ หรือหลังตื่นนอน โดยอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุวางแผนการรักษาทันที

 

สาเหตุ

เกิดจากหลาย ๆ ปัจจัยไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไป จนทำลายเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายรวมถึงเยื่อหุ้มข้อ จนเกิดการปวดและอักเสบขึ้นมา โดยนานไปจะมีการทำลายกระดูก กระดูกอ่อนปลายข้อต่อและเอ็นกล้ามเนื้อ จนทำให้ข้อต่อผิดรูป โดยปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้น ได้แก่

  • พันธุกรรม โดยพบว่า 10% ของผู้ป่วยมีญาติที่เป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ด้วย
  • การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียบางชนิด
  • การสูบบุหรี่ ความอ้วน
  • ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมอื่น ๆ

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจทางรังสี และตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยเกณฑ์ที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จะอยู่ใน 4 จาก 7 ข้อ ดังนี้

  • อาการข้อแข็งฝืดในตอนเช้า เป็นเวลานาน 1 ชั่วโมง แล้วอาการข้อฝืดหรือขยับไม่ได้นั้นหายไป
  • มีอาการปวดและบวมข้อมากกว่า 3 ข้อขึ้นไป
  • มีอาการอักเสบของข้อในมือร่วมด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็น นิ้วมือ ฝ่ามือหรือข้อมือ
  • อาการอักเสบที่เกิดขึ้นต้องเกิดขึ้นทั้งข้างซ้ายและขวา
  • พบปุ่มเนื้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid Nodules)
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการพบสารภูมิต้านทาน Rheumatoid Factor ในเลือด
  • การตรวจด้วยรังสี พบความผิดปกติของกระดูกรอบข้อ เช่น กระดูกรอบข้อบางลง

 

การรักษา

เป้าหมายในการรักษา เน้นลดการปวด บวม อักเสบของข้อ ป้องกันการเสียหายและผิดรูปของข้อเพื่อให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ รวมถึงการรักษาภาวะอื่น ๆ ที่เกิดร่วมกับตัวโรค โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้

  • การใช้ยา โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาหลาย ๆ ตัวร่วมกัน ทั้งยารับประทานและยาฉีด เพื่อลดอาการและป้องกันการทำลายข้อในระยะยาว โดยกลุ่มยาที่ใช้ ได้แก่
    • ยาต้านการอักเสบเอนเสด (NSAIDs) เพื่อลดอาการบวมและอักเสบของข้อต่อเท่านั้น
    • ยาสเตียรอยด์ (Steroid) เพื่อลดความรุนแรงของการอักเสบและลดการดำเนินของโรคให้ช้าลง
    • ยาปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรคหรือยากลุ่ม DMARDs (Disease-Modifying Antirheumatic Drugs) เพื่อลดความรุนแรง ชะลอการดำเนินของโรค อีกทั้งควบคุมอาการที่เกิดจากการอักเสบ
    • ยาต้านการทำงานของสารเคมีในกระบวนการอักเสบ เพื่อช่วยควบคุมไม่ให้เกิดอาการจากการอักเสบและลดการดำเนินของโรคได้
    • ยากดภูมิคุ้มกันต้านทานของร่างกาย กรณีการใช้ยากลุ่ม DMARDs ไม่ได้ผล
  • การทำกายภาพบำบัดและการออกกำลังกาย เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของข้อ เช่น การบริหารข้อมือ ข้อต่อต่าง ๆ ให้มีความยืดหยุ่น ขยับได้ง่ายขึ้น การแนะนำอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วย ให้สามารถดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติ
  • การผ่าตัด การผ่าตัดเปลี่ยนใส่ข้อเทียม เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ในกรณีที่ข้อถูกทำลายไปมากแล้ว ช่วยลดความเจ็บปวด และแก้ไขความพิการ

ทั้งนี้โรคที่สงบแล้ว อาจกลับมากำเริบได้อีก ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องติดตามการรักษา และรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมโรคไม่ให้กลับมารุนแรง และเพื่อให้การรักษาได้ผลดี ควรมาพบแพทย์ภายใน 1 ปีแรกที่เริ่มมีอาการ

 

ภาวะแทรกซ้อนของโรค

ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และดูแลป้องกันไม่ดี อาจเกิดโรคหรือภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ เช่น โรคกระดูกพรุน โรคติดเชื้อ โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคโจเกรน (Sjogren’s Syndrome) โรคหัวใจ เป็นต้น

 

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 

 

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก