ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

โรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ.jpg

อะไรคือโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ…คุณอาจจะอดใจไม่ใหวเมื่อกินบุฟเฟ่ต์กับเพื่อนหรือไปจัดหนักด้วยอาหารมื้อใหญ่กับครอบครัว โดยคุณอาจจะกินจนแน่นหรือปวดท้องบางครั้ง แต่นั่นไม่ใช่อาการของโรค…ทว่าเมื่อใดที่คุณเริ่มเสพติดและทำพฤติกรรมนี้เป็นประจำ กินทีละมาก ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนขึ้นไป ก็อาจแปลว่าโรคนี้คืบคลานเข้ามาแล้ว

 

ความรู้สึกเศร้าจากภาวะการกินที่ผิดปกติ

ผู้คนที่อยู่ในภาวะการกินที่ผิดปกตินี้ มักรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมการกิน ทั้งปริมาณและแม้แต่ชนิดของอาหาร พวกเขาจึงมักจะกินไม่หยุดจนกว่าจะรู้สึกแย่ ป่วย หรืออิ่มจนกินไม่ใหวแล้ว และอารมณ์ที่ตามมาหลังจากนั้นคือ เริ่มรู้สึกผิด ขยะแขยง อับอาย และเศร้าใจกับการกิน จนทำให้เริ่มกินคนเดียว หลบซ่อนการกินที่ผิดปกตินี้จากเพื่อนและครอบครัว

 

Binge eating disorder แตกต่างจากโรค Bulimia

ถึงแม้ทั้งสองจะเป็นความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการกินเหมือนกัน แต่ผู้ที่เป็นบูลิเมียมักจะหาทางนำอาหารที่กินเข้าไปออกโดยการอาเจียน ใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือออกกำลังกายมากเกินไป ส่วนผู้เป็นโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติจะไม่ได้พยายามทำเช่นนั้น

 

ใครเสี่ยงเป็นโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ

ทุกคนมีความเสี่ยงเป็นโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ โดยไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยอย่างเชื้อชาติ เพศ อายุ หรือแม้แต่น้ำหนัก สำหรับผู้ที่เป็นโรค มีแนวโน้มว่าผู้ป่วยเพศหญิงจะมีจำนวนมากกว่าเพศชายเล็กน้อย

 

โรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ นี้มีผลต่อน้ำหนักอย่างไร

ผู้มีภาวะการกินที่ผิดปกติจำนวนสองในสาม มักมีปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วน ทำให้มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานประเภท 2 ตามมา และยังพบโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติในผู้ที่พยายามจะลดน้ำหนัก สูงถึง 30% อีกด้วย

 

ความเกี่ยวข้องของโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ กับสุขภาพจิต

ผู้คนมากมายที่ตกอยู่ในสภาวะการกินที่ปกติ มักมีปัญหาเกี่ยวกับ อารมณ์และจิตใจในด้านอื่น ๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพล่า หรือมีการใช้สารเสพติด โดยพวกเขาอาจมีชีวิตในวังวนของความเครียด ปัญหาการนอนหลับ มั่นใจในตัวเองต่ำ และอับอายกับรูปร่างของตน

 

สาเหตุของโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ

ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุของโรคนี้กันแน่ แต่จากที่เคยพบ มีปัจจัยมากมาย ตั้งแต่ยีนส์ของมนุษย์ จิตวิทยา ภูมิหลัง ทำให้คนบางคนสามารถไวต่อการกระตุ้นจากอาหาร เช่น สีสัน หรือกลิ่น และยังมีเหตุผลเกี่ยวกับความเครียด ความเจ็บปวดในชีวิต ก็สามารถนำมาสู่โรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติได้เช่นกัน

 

การรักษาโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ

หากคุณคิดว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคพฤติกรรมการกินผิดปกติ ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยก่อนเป็นอันดับแรก โดยคุณอาจต้องตรวจร่างกายและตอบคำถามเกี่ยวกับนิสัยการกิน สุขภาพจิต รูปร่างและความรู้สึกต่ออาหารเพื่อไปสู่ขั้นต่อไป

โดยการรักษา อาจเริ่มจากการบำบัดในด้านต่าง ๆ เช่น การบำบัดด้วยความรู้ความเข้าใจพฤติกรรม (CBT) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนรูปแบบความคิดเชิงลบที่จะนำไปสู่โรค และยังมี การบำบัดระหว่างบุคคล (IPT) โดยมุ่งไปที่ปัญหาความสัมพันธ์ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร ควรมีนักโภชนาการที่สามารถให้คำปรึกษา เรียนรู้วิธีการกินเพื่อสุขภาพและเก็บบันทึกเมนูอาหาร ขณะที่คุณกำลังฟื้นตัว ส่วนเรื่องการใช้ยาในการรักษา ยาบางชนิดจะช่วยควบคุมความอยากอาหาร ซึ่งมักจะได้ผลเมื่อทำควบคู่ไปกับการรักษาแบบอื่น ๆ

 

ถึงแม้การควบคุมน้ำหนักและความอยากอาหารจะเป็นเรื่องยาก สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ ก็ตาม แต่แทนที่จะจมอยู่กับความทุกข์ และรู้สึกผิดทุกครั้งที่กินอาหาร ลองเริ่มต้นหาทางออกด้วยการพยายามปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ เพื่อเข้าถึงข้มูลวิธีไดเอ็ตเฉพาะสำหรับผู้มีภาวะการกินผิดปกติได้อย่างถูกต้อง

 

เรียบเรียงโดย  : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


Ketogenic-diet.jpg

สูตรการทานอาหารเพื่อไดเอทมีหลากหลายแนว หนึ่งในนั้นคือ สูตรการทานแบบคีโตเจนิค (Ketogenic diet) เรียกสั้น ๆ ว่า การทานแบบ “คีโต” ซึ่งเป็นอีกสูตรในการไดเอท ที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน มาติดตามเรื่องที่น่าสนใจด้วยกันได้เลย

 

ทำความรู้จักกับ การทานอาหารแบบ “คีโต”

“คีโต” เป็นสูตรการทานอาหารที่ได้รับความสนใจมากสุดในปัจจุบัน โดยเน้นการทานอาหารแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำ เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงาน 60 – 80% จากไขมัน 5 – 10% จากคาร์โบไฮเดรต หรือประมาณ 20 – 30 กรัมต่อวัน ที่เหลือเป็นพลังงานที่ได้จากโปรตีน สูตรการทานอาหารแบบนี้จะช่วยให้ร่างกายนำไขมันที่สะสมในร่างกายออกมาใช้ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะคีโตซีส (Ketosis)

นักโภชนาการกล่าวว่า แม้ว่ามีผลการลดน้ำหนักที่ดี แต่ “การทานอาหารแนวคีโต อาจไม่ได้ผลเหมือนกันในทุกคน” โดยเคมีในร่างกายที่เป็นลักษณะเฉพาะ จะบ่งชี้ว่าร่างกายสามารถตอบสนองต่อการทานอาหารแบบนี้อย่างไร

 

การทานแบบ “คีโต” กับสุขภาพของคุณ

อาหารแนวคีโต อาจทำให้คุณผอมลงอย่างรวดเร็ว จากการตรวจสอบพบว่า อาหารแนวนี้มีประสิทธิภาพในการช่วยกระตุ้นให้น้ำหนักลด และช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มการเผาผลาญเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่การที่น้ำหนักลดเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า อาหารแนว “คีโต” ทำให้คุณลดความอยากทานอาหารโดยรวม

อย่างไรก็ตามจากการศึกษา ผลที่ได้ต่อสุขภาพยังมีความขัดแย้งกัน เช่น งานวิจัยในสัตว์แสดงให้เห็นถึงปัญหาโรคไขมันพอกตับจากการทานอาหารแบบคีโตเป็นเวลานาน ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการวิจัยเพิ่มเติมกับผลกระทบของอาหารแนวนี้ นอกจากนี้การทานอาหารแนวคีโตยังไม่ได้รับคะแนนที่ดีจากการจัดอันดับโดย US news & World report ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ในการจัดอันดับสูตรอาหาร Diet กว่า 40 สูตร

 

ผลกระทบของการทานอาหารแนว “คีโต”

ช่วงเริ่มแรก คุณจะต้องทานคาร์โบไฮเดรตต่ำมากประมาณ 20 ถึง 30 กรัมต่อวัน เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายของคุณจะเข้าสู่ “ภาวะคีโตซีส” (Ketosis) ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในการกำจัดอาหารหลาย ๆ อย่างออกพร้อมกัน

โดยช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่น้ำหนักจะลด เป็นช่วงที่ร่างกายปรับตัว หลายๆคนจะเจอกับอาการ “คีโตฟลู” (Keto flu) เช่น เหนื่อยล้า มึน คลื่นไส้ เป็นต้น อาการเหล่านี้มักเป็นแค่ชั่วคราว แต่จะทำให้คุณคิดไตร่ตรอง รวมถึงทดสอบแรงบันดาลใจ แน่นอนว่าเกี่ยวกับน้ำหนักที่คุณต้องการลด  สำหรับบางคนที่คิดว่าการทานอาหารแนวคีโตไม่เหมาะกับคุณ แต่เมื่อเริ่มแล้ว ควรมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6 สัปดาห์ หลังจากนั้น ถ้าคุณยังมีอาการ “คีโตฟลู” อยู่ หรือทานอาหารไม่ลง เป็นไปได้ว่าอาหารแนวนี้อาจจะไม่เหมาะสำหรับคุณจริงๆ อย่างไรก็ตาม หากคุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หลังจากผ่านอาการ “คีโตฟลู” แล้ว คุณมีแนวโน้มที่จะไปได้ดีกับการทานอาหารแนวนี้

สำหรับในระยะยาวแล้ว งานวิจัยยังมีจำกัด ปัจจุบันยังบอกไม่ได้ว่าการตัดอาหารหมู่สำคัญออกไป จะส่งผลต่อร่างกายอย่างไร นักโภชนาการเคยเตือนไว้ว่า อาจทำให้ขาดสารอาหารได้ หากคุณทานอาหารแนวคีโตนานเกินไป ระยะเวลาที่แนะนำให้ทานอาหารแนวคีโต คือ  3 – 6 เดือน เพราะคีโตไม่เหมาะสำหรับทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน

 

ข้อควรระวังการทานอาหารแนว “คีโต”

อาหารแนวคีโต ไม่ได้เป็นอาหารวิเศษสำหรับลดน้ำหนักหรือแก้ไขปัญหาสุขภาพได้ทั้งหมด สำหรับบางคน เช่น ผู้ที่เป็นโรคไต การทานอาหารแนวนี้อาจเป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ยังไม่เหมาะกับการทานเป็นระยะเวลานาน ๆ

 

ดังนั้นควรนึกถึงไลฟ์สไตล์ของคุณว่าสอดคล้องข้อจำกัดกับอาหารแนวคีโตนี้หรือไม่ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มทานอาหารแนวนี้ด้วย ทั้งนี้ภายใต้คำแนะนำที่ถูกต้องจะสามารถทำให้คุณมีความสุขกับการทานอาหารแนวนี้ได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.everydayhealth.com  www.healthline.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


เทคโนโลยีใกล้ตัวที่ทำให้สุขภาพแย่ลง.jpg

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันนี้เราใช้ชีวิตอยู่หน้าจอกันเป็นส่วนใหญ่ และเทคโนโลยีใกล้ตัวนี่แหละคือตัวการที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้อย่างคิดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ที่แสงจ้าเกินไป การจ้องจอ ท่าทางการนั่งทำงานนาน ๆ หรือแม้แต่เชื้อโรคต่าง ๆ ที่เราได้รับมาจากอุปกรณ์เหล่านี้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นสิ่งของข้างกายเราแทบตลอดเวลา

 

พฤติกรรมเสี่ยงที่มาจากเทคโนโลยี

  1. จ้องจอคอมพิวเตอร์
    การจ้องจอส่งผลกระทบต่อเราได้หลากหลายแบบ โดยส่วนมากมักทำให้เกิดอาการแสบตา น้ำตาไหลเมื่อจ้องจอมากเกินไปเนื่องจากตาแห้ง นอกจากนั้นยังมีอาการเมื่อยตา ปวดหัว สาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ภาพในจอคอมพิวเตอร์นั้นกระพริบตลอดเวลาโดยที่เราไม่ทันสังเกต ทำให้เรากระพริบตาน้อยลงอย่างไม่รู้ตัวจนตาเกิดอาการแห้ง ซึ่งอาการนี้จะนำไปสู่ความเสื่อมขอสายตาในที่สุด คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์ก็อาจส่งผลต่อระบบประสาททำให้รู้สึกคลื่นไส้และนอนไม่หลับได้
  2. นั่งผิดท่า
    การทำท่าเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ขณะทำงาน การนั่งหรือนอนเล่นแท็บเล็ตท่าเดิม ๆ หรือการใช้นิ้วเลื่อนจอภาพไปมานานหลายชั่วโมง ผลของการทำท่าเดิมซ้ำ ๆ นี้จะไม่แสดงเด่นชัดนัก แต่จะสะสมไปเรื่อยจนเป็นมากแล้วจึงเกิดอาการขึ้นมา เช่น การปวดคอ ปวดไหล่ ปวดข้อมือ ในระยะเริ่มแรกเมื่อได้พักแล้วอาการอาจจะหายไป แต่หากไม่เปลี่ยนพฤติกรรม อาการก็จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ พักแล้วไม่หาย ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายหรือขั้นรุนแรงสุดคือ ปวดอยู่ตลอดเวลา ที่จริงอาการเหล่านี้อาจเกิดได้กับทุกส่วนของร่างกายที่ค้างไว้ท่าเดิมเป็นเวลานาน ๆ อย่างไม่ถูกสุขลักษณะ อาการขั้นร้ายแรงที่เป็นกันมาก ก็คือ อาการอักเสบ ชา และเจ็บปวดมาก จนต้องเข้ารับการผ่าตัดต่อไปอีก
  3. เจ็บข้อมือ
    อาการเจ็บข้อมือที่เกิดจากเส้นประสาทข้อมืออักเสบ (Carpal tunnel syndrome) เกิดขึ้นมากในกลุ่มคนทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องกระดกข้อมือค้างไว้เกือบจะตลอดเวลา ทั้งคลิกเม้าส์ เลื่อนเม้าส์ ประกอบกับมีการกดทับตรงข้อมือ ทำให้เกิดการเสียดสีกันในช่องทางเดินของเส้นประสาท ทำให้เส้นประสาทบริเวณข้อมืออักเสบ อาการนี้รักษาเบื้องต้นได้ด้วยการกินยาแก้ปวดและพักการใช้ข้อมือ แต่ส่วนใหญ่ถ้ากลับไปทำพฤติกรรมแบบเดิมอีกก็จะกลับมาปวดอีกจนเรื้อรัง หากเป็นมากแพทย์จะต้องฉีดสเตียรอยด์บริเวณข้อมือเพื่อลดการอักเสบโดยตรงและหากเป็นหนักกว่านั้นก็อาจถึงกับต้องผ่าตัด
  4. ความอดทนต่ำ
    อีกอาการหนึ่งที่อาจไม่ส่งผลทางกายภาพชัดเจนนัก คือ การที่พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีส่งผลให้ผู้ใช้มีความอดทนต่ำลง เพราะคุ้นเคยกับการทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น ค้นคว้าข้อมูล ติดต่อสื่อสารด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว หรือแม้แต่เกิดอาการหงุดหงิดกระวนกระวายเมื่อขาดอุปกรณ์เทคโนโลยีที่คุ้นเคย เช่น คอมพิวเตอร์เสีย ลืมเอาโทรศัพท์มือถือมาจากบ้านหรือแม้แต่แท็บเล็ตแบตเตอรี่หมด นอกจากนั้นการเสพย์ติดโซเชียลมีเดียจนเคยชิน ยังทำให้เรามีอิสระในการทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น จนบางครั้งลืมขีดจำกัดของตนเองไป เช่น การดูซีรี่ส์จนดึกทั้งที่วันรุ่งขึ้นต้องไปเรียนหนังสือ หรือคุยแชตกับแฟนจนไม่ได้นอนทั้งคืน ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมลงโดยไม่รู้ตัวในที่สุด

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเราไม่รู้ตัวทั้งสิ้น ดังนั้น ควรระลึกไว้เสมอว่าต้องรู้เท่าทันพฤติกรรมของตนเองและจำไว้ว่าเทคโนโลยีอาจมีทั้งผลกระทบแง่บวกและลบ ขึ้นอยู่กับที่เราจะปรับตัวและป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียจนเกินเยียวยา แม้กิจวัตรประจำวันของเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี แต่เราสามารถเลือกที่จะไม่ป่วยเพราะเทคโนโลยีได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.reo14.moe.go.th
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


ค่าไกลซีมิค-อินเดค-และค่าไกลซีมิค-โหลด-.jpg

อาหารบางชนิดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุเพราะร่างกายสามารถเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตในอาหารให้เป็นน้ำตาลกลูโคสได้อย่างง่าย ทำให้หลายๆคนประสบปัญหาในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แม้ว่าจะใช้ยาอินซูลินและยาเบาหวานก็ตาม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นในการกำหนดค่าที่แสดงถึงความเร็วในการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นน้ำตาลกลูโคส

 

ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index – GI)

ค่าดัชนีน้ำตาลหรือค่าไกลซีมิค เป็นค่าที่แสดงให้เห็นถึงความเร็วของร่างกายในการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตในอาหารนั้นๆ ให้เป็นน้ำตาลกลูโคส โดยค่าดัชนีน้ำตาลที่น้อยหมายถึง อาหารนั้นๆเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดได้ช้าเมื่อเทียบกับอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ทั้งนี้อาหารสองชนิดที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเท่ากันสามารถมีดัชนีน้ำตาลแตกต่างกันได้ ตัวอย่างเช่น ค่าดัชนีน้ำตาล 55 หรือน้อยกว่า=ต่ำ(ดี) ค่าดัชนีน้ำตาล 56-69=ปานกลาง ค่าดัชนีน้ำตาล 70 หรือสูงกว่า=สูง(ไม่ดี)

สำหรับคาร์โบไฮเดรตชนิดไม่ดี เช่น ขนมปังขาว ขนมหวาน ลูกกวาด มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง กินแล้วระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นเร็วเมื่อเทียบกับคาร์โบไฮเดรตชนิดดี เช่น ข้าวและแป้งไม่ขัดสี ถั่ว ธัญพืช ผักใบเขียว โฮลวีท ซึ่งมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า กินแล้วอิ่มนาน และมีสารอาหารมากกว่า

 

ค่าไกลซีมิค โหลด (Glycemic Load-GL)

การพิจารณาค่าดัชนีน้ำตาลอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ เนื่องจากอาหารบางชนิดมีค่าดังกล่าวสูง แต่กลับมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารน้อย หรือพูดง่ายๆคือ มีน้ำตาลสูงแต่คาร์โบไฮเดรตต่ำ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดที่ได้จากการทานอาหารนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก จึงมีการคิดค่าไกลซีมิค โหลด เพื่ออธิบายเรื่องดังกล่าว วิธีการคำนวณค่าไกลซีมิคโหลดคือ (ดัชนีน้ำตาล / 100) x ปริมาณคาร์โบไฮเดรต (หน่วยเป็นกรัม) ในหนึ่งหน่วยบริโภค ทั้งนี้ความหมาย ค่าไกลซีมิค โหลด  20 หรือมากกว่า ถือว่าสูง เป็นกลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ค่าไกลซีมิคโหลด ระหว่าง 11-19 ถือว่าปานกลาง สามารถทานได้บ้างในปริมาณเหมาะสม ค่าไกลซีมิคโหลด 10 หรือต่ำกว่า ถือว่าน้อย สามารถทานได้ (ในปริมาณเหมาะสมเช่นกัน)

ตัวอย่างเช่น เช่น แตงโมมีค่าดัชนีน้ำตาลเท่ากับ 72 เป็นค่าที่สูงและไม่ดี แต่ในหนึ่งหน่วยบริโภคจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตอยู่เพียง 6 กรัม เมื่อคำนวณเป็นค่าไกลซีมิค โหลด เท่ากับ (72 / 100) x 6 = 4 ซึ่งมีค่าน้อย แตงโมจึงสามารถทานได้ในปริมาณที่เหมาะสม

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com   www.thaidietinfo.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


วิธีบำบัดอาการซึมเศร้าควบคู่กับการรักษา.jpg

ในบางครั้ง ภาวะซึมเศร้าหรือโรคซึมเศร้า อาจทำให้รู้สึกว่าคุณไม่สามารถควบคุมหรือทำอะไรกับได้ซักอย่าง แต่แท้จริงแล้ว คุณยังสามารถลุกขึ้นสู้ไปพร้อมกับการบำบัดและรับยาต้านอาการด้วยวิธีที่หลากหลาย โดยอาจเริ่มจากข้อเสนอแนะเหล่านี้

 

วิธีบำบัดโรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง

  1. กำหนดตารางชีวิตประจำวัน
    ในภาวะซึมเศร้าบ่อยครั้งที่วันเวลามักใหลและเลือนหายไปแบบไม่รู้ตัว การจัดตารางกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวันจะช่วยให้คุณค่อย ๆ กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติขึ้นได้อีกครั้ง
  2. กำหนดเป้าหมาย
    หากเป็นโรคซึมเศร้าแล้วอย่ารู้สึกแย่กับตัวเอง หากไม่สามารถทำอะไรให้สำเร็จเสร็จสิ้นได้ซักอย่างในขณะที่มีอาการ มาเริ่มต้นใหม่กันอีกครั้งด้วยการตั้งเป้าหมายง่าย ๆ ที่คุณสามารถประสบความสำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น อย่าลืมให้รางวัลตัวเองด้วยนะ
  3. ออกกำลังกาย
    การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มความรู้สึกที่ดีโดยการหลั่งสาร Endorphins กระตุ้นสมองในทางที่ดี และยังถือเป็นกิจกรรมที่เป็นผลดีระยะยาวกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า โดยคุณไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก ลงวิ่งมาราธอน หรือทำสิ่งที่เหนื่อยเกินไป การออกไปเดินเล่นรับลมซักหน่อยในแต่ละสัปดาห์ เราก็นับว่าเป็นการออกกำลังกายเช่นกัน
  4. กินเพื่อสุขภาพ
    อาจจะไม่มีอาหารวิเศษใด ๆ ที่สามารถแก้ไขภาวะซึมเศร้าได้โดยตรง แต่ถ้าอาการป่วยทำให้คุณกินมากเกินไป การควบคุมอาหารนั่นแหละที่จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นอีกครั้ง และอย่าลืมทานอาหารที่มีแนวโน้มจะช่วยลดอาการของโรคซึมเศร้าได้ เช่น อาหารที่มีไขมันโอเมก้า 3 จำพวกปลาแซลมอน ทูน่า และอาหารประเภทกรดโฟลิค พวกผักโขม และอะโวคาโด
  5. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
    นอกจากภาวะซึมเศร้าจะทำให้รู้สึกหดหู่ การนอนน้อยจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง แก้ไขนิสัยการนอนโดยพยายามนอนหลับและตื่นในเวลาเดียวกันทุกวัน และนำสิ่งที่อาจรบกวนการนอนออกจากห้อง
  6. เพิ่มหน้าที่รับผิดชอบ
    โรคซึมเศร้าอาจทำให้คุณปลีกตัวจากสังคม ครอบครัว การงาน และปล่อยทิ้งความรับผิดชอบทั้งหมด แต่เราจะแนะนำให้ลองกลับไปอีกครั้ง โดนยังไม่ต้องก้าวข้ามไปเต็มตัวก็ได้ แต่นำไลฟ์สไตล์บางอย่างของคุณกลับมา อาจเริ่มจากหน้าที่รับผิดชอบง่าย ๆ หรืองานอาสาสมัครที่จะไม่ทำให้คุณรู้สึกกดดัน
  7. ท้าทายความคิดด้านลบ
    พยายามเปลี่ยนความคิดของคุณทีละนิด หยุดความฟุ้งซ่านด้วยการตั้งคำถาม อย่าง คุณอาจจะรู้สึกว่าไม่มีใครชอบคุณ แต่มีหลักฐานจริง ๆ หรือเปล่า ? หรือการรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าที่สุดในโลก มันเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หรอ ? มันอาจจะต้องใช้เวลาในการค่อย ๆ ฝึกเอาชนะความคิดด้านลบ แต่แค่ลองเริ่ม ก็เป็นก้าวแรกที่เยี่ยมยอดแล้ว
  8. ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาหรืออาหารเสริมใด ๆ
    เพราะสารบางตัวในยา หรืออาหารเสริมต่าง ๆ อาจสามารถมีผลกระทบกับอาการภาวะซึมเศร้าหรือยาต้านเศร้า เพราะฉะนั้นควรคุยกับแพทย์ให้แน่ใจว่าคุณสามารถใช้มันได้โดยไม่มีผลเสียตามมา
  9. ทำอะไรใหม่ ๆ
    ลองผลักดันตัวเองไปทำอะไรที่ต่างจากที่เคย หาไอเดียดี ๆ อย่างการไปพิพิธภัณฑ์อ่านหนังสือในสวน ทำอาหาร หรือแม้แต่ลงเรียนภาษา เพราะการพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองอย่าง Dopamine ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสุข ความเพลิดเพลินและการเรียนรู้
  10. พยายามสนุกสนานอีกครั้ง
    โรคซึมเศร้าอาจทำให้คุณรู้สึกหมดความสนใจ และไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่จะสนุกแล้วในโลกนี้ ซึ่งมันเป็นอาการของโรค เพราะฉะนั้นมาเริ่มเรียนรู้ที่จะค่อย ๆ กลับมารู้สึกสนุกอีกครั้งผ่านกิจกรรมโปรด กับคนใกล้ชิด เมื่อถึงเวลา ความรู้สึกสนุกสนานนี้อาจค่อย ๆ กลับมาเติมเต็มรอยยิ้มให้คุณอีกครั้ง

 

เมื่อเป็นโรคซึมเศร้าหรือมีอาการภาวะซึมเศร้าแล้ว สิ่งที่ควรระลึกเสมอ คือ อย่าได้ย่อท้อหรือสิ้นหวังโดยเด็ดขาด ทุกปัญหาย่อมมีทางออกอยู่เสมอ แค่ผสานสองวิธีการบำบัดด้วยตัวเองและการรักษาโดยจิตแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในอีกไม่นานก็ต้องพบผลลัพธ์ที่ดีแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก :  www.pixabay.com


เทคนิคการเลือกรองเท้าวิ่งให้เหมาะกับตัวเอง.jpg

ในการเลือกซื้อรองเท้าวิ่งที่ถูกใจซักคู่ ถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจพอสมควร ถ้าหากคุณไม่มีความรู้ อาจได้พียงรองเท้าวิ่งที่สวมใส่สบายเมื่อตอนที่อยู่ในร้านเท่านั้น แต่พอวิ่งบนเส้นทางจริงก็อาจเป็นสาเหตุทำให้ปวดไปทั้งขาได้ ดังนั้นเราจึงมีเทคนิคในการเลือกที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อให้คุณได้รองเท้าวิ่งที่ถูกใจที่สุด คุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง

 

รองเท้าวิ่งโดยเฉพาะ

การนำรองเท้าผ้าใบแฟชั่นมาใส่วิ่งเป็นทางเลือกที่ไม่ฉลาดเพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยาว แม้ว่าในชีวิตประจำวันบางคนอาจแย้งว่าคุณสามารถวิ่งได้คล่องแคล่วถึงจะสวมใส่รองเท้าแตะเสียด้วยซ้ำ…คุณอาจสามารถใช้รองเท้าเหล่านั้นได้เพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่เหมาะแน่หากคุณกำลังคิดจะยึดการวิ่งเป็นกีฬาประจำตัวในการออกกำลังกาย นั่นเพราะการวิ่งเป็นประจำจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและรับภาระของช่วงล่างซ้ำ ๆ การมีอุปกรณ์ที่ถูกต้องและซัพพอร์ทการเคลื่อนไหวของคุณได้ดีจะทำให้คุณได้รับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นน้อยลง รองเท้าวิ่งจะมีการถนอมข้อเท้าที่ดีกว่า

 

ประเภทของการวิ่ง

วิ่งมาราธอน วิ่งระยะใกล้ วิ่งระยะไกลหรือวิ่งในยิม สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อลักษณะของรองเท้าวิ่ง หลักง่าย ๆ คือยิ่งคุณวิ่งเป็นระยะทางไกลมากเท่าไหร่ ควรเลือกรองเท้าที่มีการบุนวมหนาขึ้นเพื่อซัพพอร์ทกล้ามเนื้อและกระดูกข้อเท้าไม่ให้รับภาระมากเกินไป สำหรับในส่วนของการวิ่งวิบากแบบมาราธอนสิ่งสำคัญคือเรื่องของดอกยางที่สามารถเกาะพื้นได้ดี พื้นรองที่ซัพพอร์ทฝ่าเท้า จะช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นบนเส้นทางได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางขุระ ทางลื่น สำหรับการวิ่งในยิมซึ่งไม่มีอุปสรรคอะไรมากนัก รองเท้าวิ่งมักจะเน้นความสมดุลและความสามารถในการเกาะยึดพื้นผิว เพราะพื้นในโรงยิมส่วนใหญ่มักเป็นยางที่ลื่น ดังนั้นอาจเสียหลักได้ในกรณีที่เปียกเหงื่อหรือน้ำหก

 

ชนิดของรองเท้าวิ่ง

ชนิดของรองเท้าวิ่งจะสัมพันธ์กับประเภทของการวิ่งที่คุณเลือก ดังนี้

  • Neutral shoes : รองเท้าประเภทนี้เหมาะกับการวิ่งในยิมหรือพื้นที่เฉพาะอย่างสนามกีฬาและสวนสาธารณะ มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง แต่การซัพพอร์ทอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากการพลิกและเส้นทางคดเคี้ยวน้อยกว่าประเภทอื่น ๆ
  • Stability shoes : รองเท้าประเภทนี้มีความสมดุลค่อนข้างสูง เหมาะกับนักวิ่งที่ชอบไปยังเส้นทางในชีวิตประจำวันเช่นการวิ่งไปทำงานหรือสถานที่ต่าง ๆ หรือการวิ่งขึ้นลงบันไดตามสิ่งก่อสร้าง เพราะตัวรองเท้ามีการซัพพอร์ทเพื่อป้องกันข้อเท้าพลิกและหกล้มค่อนข้างดี
  • Motion control : รองเท้าประเภทนี้จะมีรูปร่างภายนอกที่ดูหนาที่สุดเมื่อเทียบกับรองเท้าวิ่งแบบอื่น ๆ เหมาะสำหรับมือใหม่ไปจนถึงนักวิ่งมืออาชีพ คนที่ยึดการวิ่งเป็นกีฬา วิ่งทุกวัน ไปวิ่งแทบทุกงาน เพราะรองเท้าวิ่งประเภทนี้จะถนอมข้อเท้าและกล้ามเนื้อขาสูงสุด ลดความเสี่ยงบาดเจ็บสำหรับคนที่วิ่งหนักและบ่อย
  • Barefoot shoes : รองเท้าประเภทนี้เน้นโครงสร้างปราดเปรียวและน้ำหนักเบา เน้นใส่แล้วเคลื่อนไหวสบาย ๆ แบบ Crossfit

 

ใส่ได้พอดี

หากรองเท้าไม่พอดี เพียงแค่เดินเรายังรู้สึกว่าลำบาก ยิ่งต้องใส่วิ่งจนครบตามเป้าหมายระยะเวลาด้วยแล้วคงเป็นเรื่องที่ไม่สบายเท้าเป็นอย่างมาก  ดังนั้นวิธีเช็คว่ารองเท้าที่ใส่พอดีหรือไม่มีดังนี้

  • กระชับ : โดยเฉพาะบริเวณข้อเท้าที่เมื่อสวมใส่รองเท้าวิ่งแล้วรู้สึกว่าตัวรองเท้าสามารถโอบกระชับได้อย่างดี เวลาแบะเท้าออกแล้วไม่ลื่นไหลหรือพลิกไปมา
  • มีพื้นที่หน้ารองเท้า : ตรงหัวรองเท้าช่วงปลายนิ้วและนวมบุรองเท้าควรมีที่ว่างประมาณครึ่งเซ็นติเมตร คุณสามารถลองจิกเล็บดูภายในร้องเท้า งอนิ้วได้นิดหน่อย เพื่อป้องกันปัญหารองเท้ากัดเมื่อเท้าขยายและเล็บขบ
  • ซื้อตอนเย็น : ข้อนี้สำคัญ เพราะเท้าที่ผ่านการเดินมาตลอดทั้วันจะขยายมากที่สุด ทำให้เราสามารถกะได้ว่าซื้อรองเท้าไซส์ไหนมาจึงจะไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป

 

ลองเสมอ

กรณีที่ซื้อรองเท้าวิ่งครั้งแรกในชีวิต คุณควรลองสวมที่ร้านก่อนเสมอ บางร้านที่มีขนาดใหญ่อาจจะมีบริเวณออกกำลังกายอย่างลู่วิ่งให้ลูกค้าได้ลองสวมวิ่งด้วย แต่ถ้าไม่…ลองสวมแล้วเดินไปมาในร้าน เพื่อให้มั่นใจว่ารองเท้าวิ่งคู่นั้นกระชับเท้าของคุณอย่างแท้จริง ถ้าไม่เคยมีรองเท้าวิ่งมาก่อน หรือเปลี่ยนแบรนด์ที่ไม่เคยใช้ ไม่ควรเสี่ยงซื้อทางออนไลน์ แต่ถ้าเคยซื้อรองเท้าวิ่งมาแล้ว และต้องการคู่ใหม่แบรนด์เดิม ก็สามารถเลือกตามแบบเดิมที่เคยมีได้เลย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.rei.com   www.runningshoesguru.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


เคล็ดลับสร้างสมดุล-งานกับชีวิต.jpg

หากคุณอยู่ในสถานการณ์ที่งานทำให้สมดุลในชีวิตลดลง คุณภาพชีวิตโดยรวมลดลง ถึงเวลาแล้วที่คุณควรแก้ไข ไม่ใช่การเปลี่ยนหรือการออกจากงาน แต่เป็นการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงบางเรื่องเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น

 

เคล็ดลับที่อาจช่วยให้ชีวิตสมดุลยิ่งขึ้น

  • หากลุ่มเพื่อนที่สามารถสนับสนุนชีวิตของคุณ การปลีกตัวอยู่เพียงลำพัง เป็นแหล่งสะสมความเครียด ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะเชื่อมโยงกับคนรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสภาพแวดล้อมการทำงานของคุณเต็มไปด้วยความเครียดหรือภาวะเป็นพิษ คุณจะต้องหากลุ่มเพื่อนที่สามารถสนับสนุนชีวิตของคุณ เช่น คุณอาจพิจารณาเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน การพบปะเพื่อนฝูงดื่มกาแฟกัน เข้าอบรมคอร์สต่าง ๆ คุณสามารถเข้ากลุ่มคนรักสุขภาพและนันทนาการ
  • เรียนรู้ที่จะพูดว่า “ไม่” บางครั้งความเครียดมาจากการไม่สามารถกำหนดขอบเขตและขีดจำกัดของตัวเองได้ เมื่อได้รับการร้องขอในเรื่องต่างๆ คุณอาจรู้สึกผิดที่จะพูดว่า “ไม่” โดยติดกับคำพูดว่า “ใช่” ซึ่งอาจทำให้คุณติดกับดักได้ ดังนั้น ถึงเวลาที่จะคิดใหม่กับคำว่า “ไม่ได้” เริ่มต้นสัปดาห์นี้เพื่อสร้างความสมดุลในชีวิต หัดพูดว่า “ไม่” กับการถูกขอร้องหรือทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่รู้ว่ามันจะทำให้เกิดความเครียดและความไม่สมดุลในชีวิต
  • มองเข้าไปข้างในตัวเอง คุณไม่สามารถแยกสุขภาพกาย ออกจากสุขภาพใจได้ โดยถ้าสุขภาพใจไม่ดี ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย แม้ว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการนอนหลับให้เพียงพอก็ตาม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องสังเกตใจ อารมณ์ของตนเอง ถ้าพบว่ามันไม่ดีหรือเปลี่ยนแปลงไป มีวิธีแก้ไขได้หลายวิธี เช่น ระบายสี วาดภาพ การออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ฝึกสมาธิ เป็นต้น โดยสามารถติดตามได้จากหน้ากิจกรรมและกลุ่มคนรักสุขภาพและนันทนาการ
  • ปรับไลฟ์สไตล์ให้ดูแลตัวเอง คุณควรปรับไลฟ์สไตล์ของคุณให้ส่งเสริมการสร้างสมดุลในชีวิต เมื่อมีแล้วก็ทำจนชิน ให้ติดเป็นนิสัย เช่น ทำอาหารกินเองสัปดาห์ละครั้ง นวดแผนโบราณเดือนละครั้ง  ฟังเพลงสไตล์ที่ชอบ 2 – 3 วันครั้ง  พูดคุยกับเพื่อนๆอย่างน้อยเดือนละครั้ง อ่านหนังสือทุกวัน เป็นต้น
  • จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม บ่อยครั้งการรีบร้อน ทำให้เกิดความเครียด แนะนำให้จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม โดยใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุด ทำกิจกรรมที่สำคัญที่สุด มีเทคนิคในการจัดเวลาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าคุณจะใช้แบบไหน ล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น

 

คุณควรมีแนวทางในการใช้ชีวิต ให้ได้ความสมดุลกับความคาดหวังหรือเป้าหมายในชีวิตของคุณ แต่ต้องมั่นใจว่าเป้าหมายนั้น อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง แล้วอย่าลืมฝึกทักษะการรับมือกับเรื่องที่ไม่คาดหมายอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.articles.mercola.com
ภาพประกอบ : www.cdn.pixabay.com


การเกิดผมหงอกก่อนวัย.jpg

เรามักจะเชื่อมโยงเรื่องผมหงอกกับความแก่ชรา หากเห็นผมสีเทาอันแปลกปลอมแทรกอยู่ในช่วงอายุที่ไม่น่าจะมี ก็ไม่แปลกหากคุณจะเกิดคำถามมากมายอย่าง…ผมหงอกก่อนวัยแบบนี้จะเป็นสัญญาณเกี่ยวกับสุขภาพภายในหรือเปล่า มาค้นหาคำตอบเกี่ยวกับความจริงของเส้นผมและการเปลี่ยนสีกัน

 

ผมเริ่มหงอกตอนไหน

แพทย์ผิวหนังได้ออกมาเผยว่าการเปลี่ยนสีของผมมักเกี่ยวข้องกับช่วงอายุโดยเกี่ยวข้องกับเม็ดสีเมลาโนไซต์ในเกล็ดผม ซึ่งเป็นเซลล์ตัวเดียวกันกับเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดสีในผิวหนัง เมื่อพวกมันค่อย ๆ หยุดการผลิตเม็ดสี ผมในช่วงแรกจะเป็นสีเทา ก่อนจะกลายเป็นสีขาวตามลำดับ ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ได้กระทบกับ Keratinocytes ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเส้นใยผม นั่นแปลว่าสีไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างในเส้นผมใด ๆ อย่างไรก็ตามคุณอาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเนื้อสัมผัสของเส้นผมของคุณได้ เช่น ความหยาบหรือแข็งกระด้าง โดยการเปลี่ยนแปลงของสีผมก็ไม่ได้เปลี่ยนในช่วงอายุที่เท่ากันทุกคน เช่น ผมของคุณอาจเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาได้ในช่วงวัย 30 แต่เพื่อนของคุณยังคงมีผมที่ดกดำและเงางาม ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

นอกจากนั้นผู้เชี่ยวชาญยังได้กล่าวไว้ว่า ร้อยละ 90 ของเหตุผลในการเปลี่ยนเป็นสีเทาของเส้นผม สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยทางพันธุกรรม แต่เราก็ยังคงมีความรู้ที่จำกัดเกี่ยวกับเรื่องยีนส์ที่ส่งผลถึงเรื่องนี้ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่เชื้อชาติของคุณเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนสีของผม โดยอายุเฉลี่ยที่ผมเริ่มจะเป็นสีเทาคือ ช่วงกลางวัย 30 สำหรับชนชาติคอเคเซียน ปลายช่วงวัย 30 ในชาวเอเชีย และช่วงวัย 40 กลางสำหรับ Afro-Caribbeans  และประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้คน จะมีผมสีเทาประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหัวเมื่ออายุอยู่ในช่วงวัย 50 ปี

 

ผมหงอกก่อนวัยอันควรบอกถึงปัญหาสุขภาพหรือไม่

นี่เป็นคำถามที่พบได้บ่อยและเป็นคำถามที่นักวิจัยพยายามหาคำตอบ โดยมีหลักฐานบางอย่างว่าการเกิดผมหงอกก่อนวัย สามารถบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพบางอย่างได้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับหัวใจของคุณ

มีการศึกษาที่นำเสนอในการประชุมประจำปีครั้งที่ 69 ของสมาคมโรคหัวใจแห่งอินเดีย พบว่า ผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีที่มีผมสีเทาก่อนวัย มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้มากกว่าคนที่ผมยังไม่เปลี่ยนสีในช่วงวัยเดียวกันถึงห้าเท่า ซึ่งการหดตัวของหลอดเลือดแดงอาจนำไปสู่อาการหัวใจวายได้

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 2012 ผลวิจัยจากสหราชอาณาจักร ได้ชี้แจงว่าการเสื่อมสภาพของเซลล์เม็ดสีที่ทำให้เกิดสีเทา อาจเกิดจากความเครียดจากภาวะการออกซิเดชั่น ซึ่งก็คือกระบวนการทางชีวภาพที่อาจสร้างความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อที่มีสุขภาพดี ดังนั้นกระบวนการเดียวกันที่เกิดขึ้นในเซลล์ผมของคุณอาจมีโอกาศเกิดขึ้นกับส่วนอื่นในร่างกายของคุณด้วย

แต่อย่าเพิ่งวิตกเกินไป เพราะผลวิจัยของการมีผมสีเทาก่อนวัยอันควรกับปัญหาเกี่ยวกับหัวใจก็ยังไม่ได้มีหลักฐานรองรับที่หนักแน่นมากนัก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถนิ่งนอนใจโดยไม่ป้องกันหากเกิดผมหงอกจำนวนมากก่อนอายุ 35 ปี ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือพบแพทย์เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงอื่น ๆ สำหรับโรคหัวใจ เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย น้ำหนักที่เหมาะสม ความดันโลหิตสูง หรือคอเลสเตอรอลสูง

 

สรุปแล้วผมหงอกก่อนวัยไม่กี่เส้น อาจไม่ได้เป็นอันตรายหรือมีความเสี่ยงมากในการเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจเท่ากับวิธีการที่ไม่ดีต่อสุขภาพอื่น ๆ เช่น การเพิ่มน้ำหนักมากเกินไป การสูบบุหรี่ การกินอาหารขยะหรือการไม่ออกกำลังกาย และในเมื่อคุณไม่สามารถห้ามหรือควบคุมการหงอกของผมได้ แต่คุณสามารถดูแลปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงด้วยกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.menshealth.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


ข้อปฏิบัติต้องรู้-เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน.jpg

ข้อปฏิบัติต้องรู้ เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน สำหรับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ซึ่งนาน ๆ ครั้งจะเข้าโรงพยาบาลที พอถึงเวลาที่จะต้องออกจากโรงพยาบาล มีความกังวลใจว่า จะต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง เราเรียบเรียงบทความจากจาก Health at home มานำเสนอให้ทุกท่าน รู้สึกมั่นใจมากขึ้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกจากโรงพยาบาล

 

1. ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่า เป็นโรคอะไร เข้าใจตรงกับแพทย์ไหม

ก่อนออกจากโรงพยาบาลทุกครั้ง ควรตรวจสอบกับแพทย์เจ้าของไข้ ถึงโรคที่เป็นทุกครั้ง เพราะหลายครั้งผู้ป่วยอาจมีหลายโรค หรือมีแพทย์หลายคนที่ร่วมดูแล การสื่อสารให้ชัดเจน จะทำให้การปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ที่บ้านเป็นไปอย่างถูกต้อง

 

2. เตรียมความพร้อมของบ้านและอุปกรณ์ทางการแพทย์

ประเมินว่าสิ่งแวดล้อมที่บ้านเหมาะสมกับระดับความหนักเบาของโรคที่ผู้ป่วยเป็นไหม เช่น จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยพักที่ชั้นล่างของบ้านหรือเปล่า ต้องเพิ่มทางขึ้นลงแบบพื้นสโลปไหม อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นในการดูแลเช่น เตียงผู้ป่วย วอล์คเกอร์ เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องดูดเสมหะ ที่นอนลม เป็นต้น

 

3. วิธีปฏิบัติตัวระหว่างอยู่ที่บ้าน

กิจกรรมที่ผู้ป่วยต้องทำขณะอยู่ที่บ้าน เช่น การกิน การนอน การเข้าห้องน้ำ การทำกายภาพบำบัด การให้อาหารทางสาย สิ่งเหล่านี้ ผู้ป่วยโดยเฉพาะญาติผู้ป่วยต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดีว่า จะทำอย่างไร ทำที่ไหน ใครเป็นคนทำ เพราะการกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ผู้ป่วยยังมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

 

4. ผู้ดูแลขณะอยู่ที่บ้าน

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องมีผู้ดูแล ญาติหรือครอบครัวผู้ป่วยต้องพิจารณาความเหมาะสม ของผู้ที่มารับผิดชอบ กรณีที่ญาติดูแลเองต้องมีการหาข้อมูล เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้อง กรณีที่ต้องจ้างผู้ดูแล ควรพิจารณาเรื่อง ความปลอดภัย ประวัติอาชญากรรม ทักษะความสามารถ และประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย

 

5. ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องป้องกัน

ควรทราบถึง สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของการป่วย สิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันการป่วยอีกครั้ง อย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีความเสี่ยงที่น้ำตาลจะสูงหรือต่ำกว่าปกติ ผู้ป่วยโรคหัวใจวายอาจต้องระวังปริมาณน้ำและเกลือ

6. อาการสัญญาณเตือนของโรค คืออะไร

ควรรู้ว่าผู้ป่วยมีโรคและโรคร่วมอะไรบ้าง เมื่อมีอาการแล้วเบื้องต้นควรปฏิบัติอย่างไร มีความเร่งด่วนมากน้อยแค่ไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที การบันทึกข้อมูลประจำวันของผู้ป่วย เช่น สัญญานชีพ ระดับค่าน้ำตาล อาการทั่วไป ในแต่ละวันจะช่วยให้เราติดตามอาการได้อย่างใกล้ชิด และจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากถ้ามีผู้ดูแลร่วมดูแลหลายคน

 

7. ยาที่ผู้ป่วยต้องรับประทาน

จากสถิติพบว่าผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวเฉลี่ย 3 – 4 โรค และ ยาก็เป็นสิ่งที่ตามมา นอกจากนั้นทุกครั้งที่นอนโรงพยาบาล แพทย์ก็มักสั่งยาเพิ่มเติมกลับบ้านมาด้วย ดังนั้นผู้ดูแลจะต้องรู้จักยาทุกชนิดที่ผู้ป่วยรับประทานให้ดี เช่น อะไรคืออาการข้างเคียงของยา อะไรคืออาการแพ้ยา เมื่อมีอาการเหล่านั้นควรปฏิบัติอย่างไร

 

8. วันนัดหมายกับแพทย์

ผู้ดูแลและญาติผู้ป่วย ควรตรวจสอบวันนัดหมายกับแพทย์ให้ถูกต้อง และต้องมีการตรวจสอบว่า ในวันนัดผู้ป่วย ต้องมีการเตรียมตัวอะไรบ้าง เช่น ต้องงดน้ำงดอาหารเพื่อเจาะเลือดหรือไม่ และควรนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมดไปให้แพทย์ดูทุกครั้ง

 

9. เบอร์โทรติดต่อในกรณีฉุกเฉิน

ควรมีการรวบรวมเบอร์ติดต่อในกรณีที่ฉุกเฉินเอาไว้ เบอร์ของลูก หรือคนในครอบครัว (กรณีมีผู้ดูแลข้างนอกมาดูแล) เบอร์ของแพทย์ หรือโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยรักษาอยู่ และที่สำคัญ 1669 คือเบอร์ติดต่อฉุกเฉินที่โทรได้ 24 ชั่วโมง

 

10. ประวัติการรักษา

ควรขอประวัติการรักษาของผู้ป่วยและผลทางห้องปฏิบัติการไว้เสมอ  ในกรณีมีความจำเป็นต้องย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ๆ หรือในกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้การมีประวัติการรักษาและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาจช่วยลดการตรวจซ้ำซ้อนลงได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.medium.com
ภาพประกอบ : www.pexels.com


รู้จักกับเกลือปรุงอาหารทั้ง-5-ชนิด.jpg

เกลือถือเป็นเครื่องปรุงรสพื้นฐานที่ขาดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะในแง่ของคุณประโยชน์ที่ประกอบด้วยแร่ธาตุหลักอย่างโซเดียมรวมไปจนถึงการเติมสารไอโอดีน  เกลือจำเป็นต่อการแต่งรสชาติและถนอมอาหาร นอกจากนั้นในอีกแง่ เกลือยังสามารถเป็นโทษต่อร่างกายได้ จากการรับประทานเป็นปริมาณที่มากเกินไป อย่างไรก็ดีเราอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนว่าที่จริงแล้วเกลือในท้องตลาดมีมากมายหลายชนิด โดยเฉพาะ 5 ชนิดหลักนี้ที่คนทำอาหารควรรู้เอาไว้

 

เกลือแกง

เกลือแกง เกลือไอโอดีน หรือ Table salt คือเกลือปรุงอาหารที่เราพบได้บ่อยที่สุดตามบ้านและห้างสรรพสินค้าทั่วไป โดยส่วนใหญ่มักจะมีเกล็ดเกลือละเอียดและผ่านการขัดสีจนขาวสะอาด โดยกระบวนการนี้เองที่ทำให้แร่ธาตุสำคัญในเกลือหายไป ดังนั้น ส่วนใหญ่จึงมักมีการเติมสารไอโอดีนเพื่อเพิ่มคุณค่าทดแทน  และเพราะเกลือแกงมักจะประกอบด้วยโซเดียมคลอไรด์เป็นส่วนใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญหลายรายจึงมักออกมาเตือนเรื่องความระมัดระวังในการบริโภคโซเดียมเข้าสู่ร่างกายมากเกินพอดี จนอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงโซเดียมมากเกินไป แต่ยังต้องการไอโอดีนเพื่อร่างกาย สามารถหันมาบริโภคสาหร่ายทะเลทดแทนได้เพราะเป็นแหล่งอุดมด้วยแร่ธาตุไอโอดีนเช่นกัน

 

เกลือทะเล

เกลือทะเล หรือ Sea salt เป็นเกลือที่ผ่านกระบวนการระเหยน้ำทะเลแบบที่เราเห็นกันตามนาเกลือนั่นเอง มีขนาดผลึกที่ใหญ่กว่าเกลือแกง มีไอโอดีนน้อยกว่าเกลือแกง แต่มีแร่ธาตุอื่น ๆ จำนวนมาก เช่น โพแทสเซียม เหล็กและสังกะสี อีกทั้งมีหลากหลายชนิดแยกย่อยไปตามสถานที่ เช่น เกลือทะเลเซลติกและเกลือทะเลฝรั่งเศส เฟลอร์ เดอ เซล เป็นต้น  เกลือทะเลเป็นเกลือทางเลือกอีกประเภทที่ถูกนำมาใช้ปรุงอาหาร มีรสชาติชัดเจนซึ่งเกิดจากการที่มีแร่ธาตุหลายชนิดผสมอยู่ในนั้นนั่นเอง ดังนั้นจึงมักใช้กับการเสริมรสชาติอาหารให้โดดเด่น เช่น เนื้อปลาแซลมอนรมควัน สลัด หรือผลไม้ต่าง ๆ

 

เกลือโคเชอร์

เกลือโคเชอร์หรือ Kosher salt มีลักษณะเป็นเกล็ดหยาบกว่าเกลือแกง ผลึกเกลือใหญ่ มักใช้ในกาโรยเพื่อแต่งรสเนื้อรวมถึงโรยผักและใช้ปรุงรสทั่วไป เกลือโคเชอร์มักไม่มีการเติมแร่ธาตุใด ๆ เพิ่ม ทำให้เป็นรสชาติของเกลือแท้ ๆ แต่ก็จะขาดในเรื่องไอโอดีนและแร่ธาตุจำเป็นอื่น ๆ ได้ เกลือโคเชอร์เป็นที่นิยมในกลุ่มเชฟมืออาชีพเพราะให้รสชาติที่เป็นธรรมชาติของเกลือแท้ ๆ เม็ดเกลือละลายช้า ดังนั้นผู้รับประทานอาหารจะได้ลิ้มรสชาติของอาหารแต่ละประเภทอย่างล้ำลึกโดยที่เกลือจะยังไม่แทรกซึมลงไปแทรกแซงรสชาติของส่วนประกอบอื่น ๆ ทันที

 

เกลือสินเธาว์

เกลือสินเธาว์ เกลือหินหรือ Rock salt มีสีที่ค่อนไปทางเทา ลักษณะของเกล็ดเกลือเป็นลิ่มคล้ายคริสตัล โดยส่วนใหญ่แล้วเกลือสินเธาว์มักไม่ได้ใช้เป็นเกลือปรุงอาหารโดยตรงในเมนูตะวันตก แต่มักใช้เป็นเกลือพอกอบ การเลือกใช้เกลือสินเธาว์นั้นมีหลากหลายประเภท ควรดูให้แน่ใจว่าเป็นเกรดประกอบอาหาร Food grade เพราะเกลือสินเธาว์จะมีอีกประเภทที่ใช้คู่กับเครื่องทำไอศกรีมซึ่งไม่เหมาะที่จะนำมาประกอบอาหารเป็นอย่างยิ่ง โดยส่วนใหญ่แล้วเกลือสินเธาว์มีแร่ธาตุน้อยกว่าเกลือทะเล ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการควบคุมเรื่องเพิ่มแร่ธาตุรวมถึงสารไอโอดีนลงไปในเกลือ

 

เกลือหิมาลายัน

เกลือหิมาลายันหรือ Himalayan pink salt มีผลึกเกลือเป็นสีชมพูและได้ชื่อว่าเป็นเกลือที่มีความบริสุทธิ์ที่สุดในโลก อันที่จริงเป็นเกลือหินชนิดหนึ่ง แต่ที่แตกต่างคือในด้านของคุณค่าทางอาหาร เกลือหิมาลายันมีลักษณะเฉพาะและอุดมไปด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ทองแดง และธาตุเหล็ก ด้วยเหตุนี้จึงมักเป็นเกลือที่ถูกนำมาใช้ในเรื่องของอาหารเพื่อสุขภาพ มีรสชาติที่ค่อนข้างซับซ้อน สามารถปรุงให้เมนูอาหารโดดเด่นขึ้นได้ มักใช้ในการปรุงเนื้อสัตว์ ซุป รวมถึงสลัดผักต่าง ๆ โดยทั่วไปเกลือหิมาลายันมักขายเป็นผลึกใหญ่ ดังนั้นจึงต้องมีการใช้คู่กับเครื่องบดเกลือ นอกจากนั้นเกลือชนิดนี้ยังช่วยเรื่องสมดุลแร่ธาตุในร่างกายได้ ปัจจุบันมีการนำไปผลิตเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ทำจากเกลือหิมาลายันอีกด้วย

 

เกลือมีหลากหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยแต่ต่างกันไป อย่างที่เรามักจะเห็นคนที่ลงมือเข้าครัวปรุงอาหารเองมักจะให้ความพิถีพิถันในรายละเอียดเหล่านี้ หากใครอยากลองหาเกลือที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และสุขภาพของตนเอง สิ่งสำคัญคือควรอ่านฉลากบรรจุภัณฑ์ให้ครบถ้วน เมื่อนั้นไม่ว่าคุณจะเลือกซื้อเกลือชนิดใดก็ตาม ก็จะได้ของดีมีคุณภาพแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.ecowatch.com   www.jessicagavin.com   www.thespruceeats.com   www.wideopeneats.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com