ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

เลิกสูบบุหรี่-ทำอย่างไร.jpg

วันที่คุณพร้อมจะเลิกสูบบุหรี่ ความมุ่งมั่นถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญ จริงอยู่มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีดียว แต่กระนั้น การเลือกวิธีเลิกสูบบุหรี่ที่เหมาะสมก็เป็นจุดเริ่มต้น ในการเสริมความมั่นใจที่จะทำให้สำเร็จ

 

ต้องมีแผนการเลิกสูบบุหรี่

อย่างที่คุณอาจทราบ มีหลายวิธีในการเลิกสูบบุหรี่ วิธีนี้อาจจะดีกว่าวิธีนั้น แผนการที่ดีที่สุดคือ แผนที่คุณสามารถทำสู้ไปกับมันได้ พิจารณาสิ่งเหล่านี้อาจเหมาะกับคุณ

  • หักดิบด้วยตัวเอง ประมาณ 90% ของผู้ที่พยายามเลิกสูบบุหรี่ เริ่มด้วยการหักดิบ โดยไม่พึ่งอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นการขอความช่วยเหลือ การเข้ารับการรักษาการติดบุหรี่ การใช้ยา พบว่ามีผู้ที่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้โดยการหักดิบสำเร็จ เพียง 4 – 7% เท่านั้น
  • พฤติกรรมบำบัด วิธีนี้เป็นการเข้าไปขอคำปรึกษากับผู้ให้การบำบัด เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมในการที่จะทำให้คุณไม่อยากสูบบุหรี่ เมื่อคุณรู้ถึงสิ่งกระตุ้นของคุณ เช่น อารมณ์หรือสถานการณ์ที่ทำให้คุณอยากสูบบุหรี่ จะได้วางแผนที่จะทำให้คุณผ่านช่วงเวลานั้น โดยไม่ต้องพึ่งบุหรี่
  • การบำบัดโดยนิโคตินทดแทน หมากฝรั่ง แผ่นทดแทน ยาสูดพ่น สเปรย์และยาอม เป็นวิธีการบำบัดแบบนิโคตินทดแทน โดยจะให้นิโคตินแก่คุณโดยคุณไม่ต้องสูบบุหรี่ และอย่าลืมว่าจุดมุ่งหมายคือการเลิกเสพติดสารนิโคติน ไม่ใช่เพียงแค่เลิกสูบบุหรี่ ในทางปฏิบัติจึงอาจใช้วิธีนี้ควบคู่ไปกับการทำพฤติกรรมบำบัด
  • การใช้ยาช่วยลดอาการถอนยา Bupropion , Varenicline เป็นต้น เป็นยาตามใบสั่งแพทย์ที่สามารถช่วยลดความอยากสูบบุหรี่ รวมถึงลดอาการถอนยาได้
  • การรักษาแบบผสม การใช้วิธีการรักษาแบบผสมสามารถเพิ่มโอกาสในการเลิกสูบบุหรี่ ตัวอย่าง เช่น การใช้แผ่นนิโคตินทดแทนร่วมกับหมากฝรั่งอาจดีกว่าใช้แผ่นนิโคตินเพียงอย่างเดียว หรือ การรักษาแบบพฤติกรรมบำบัดร่วมกับการบำบัดนิโคตินทดแทน การใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ร่วมกับแผ่นนิโคตินทดแทน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คุณควรปรึกษากับแพทย์ก่อน เพื่อให้รู้ว่าวิธีการที่เหมาะสำหรับคุณ ควรเป็นวิธีใด

ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีใด ส่วนสำคัญของการเลิกสูบบุหรี่คือ การสร้างแผนการเลิกบุหรี่ที่เหมาะกับคุณ เลือกวันที่จะตัดสินใจเลิก เพื่อจะช่วยให้คุณมีเวลาเตรียมตัวโดยไม่สูญเสียแรงจูงใจ บอกเพื่อนและครอบครัวว่าคุณกำลังเลิกสูบบุหรี่ ทิ้งบุหรี่และที่เขี่ยบุหรี่ทั้งหมดออกจากบ้าน ที่ทำงานและรถของคุณ มองวิเคราะห์ถึงสิ่งกระตุ้นที่ให้คุณอยากสูบบุหรี่และตัดสินใจว่าคุณจะจัดการกับพวกมันอย่างไร

 

ทำอย่างไร ให้อยู่ในแผนการเลิกบุหรี่ได้จนสำเร็จ

ความรู้สึกอยากกลับไปสูบบุหรี่ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอด ทำให้หลาย ๆ คนล้มเลิกและย้อนกลับไปสูบบุหรี่ตามพฤติกรรมเดิมๆ เรามาดูกันว่ามีวิธีปฏิบัติอะไรบ้าง ที่ช่วยให้คุณอยู่ในแผนการที่วางไว้จนกระทั่งสำเร็จ

  1. รู้ถึงสิ่งกระตุ้นให้คุณอยากสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยง หลังจากเขียนถึงสิ่งกระตุ้นและวิธีการที่คุณจะจัดการในแต่ละสถานการณ์แล้ว เรื่องพื้นฐานคือ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่หลายๆคนล้มเลิกความตั้งใจและเลิกบุหรี่ไม่สำเร็จ
  2. รู้ว่า 2 – 3 วันแรก เป็นวันที่ลำบากที่สุด คุณอาจจะรู้สึกหงุดหงิด หดหู่ ทำอะไรช้า ๆ และเหนื่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเลือกใช้วิธีหักดิบ ในทางปฏิบัติการมีเพื่อนดี ๆ คอยให้กำลังใจ หรือมีศูนย์เลิกสูบบุหรี่ที่คุณสามารถปรึกษาได้ เป็นสิ่งที่ดี จากการศึกษาพบว่าหลาย ๆ คนเมื่อผ่านวันนี้ไปได้จะรู้สึกดีขึ้น แม้ว่าจะยังมีความอยากสูบบุหรี่อยู่ก็ตาม
  3. อย่ายอมจำนนกับความอยากของคุณ ทุกครั้งที่คุณอยากสูบบุหรี่ และคุณไม่สูบได้ โอกาสของคุณที่จะเลิกสูบบุหรี่ก็มีมากขึ้น ฝึกเปลี่ยนนิสัยของคุณ ให้ปากคาบอย่างอื่นแทน เช่น คาบแครอทที่ตัดเป็นแท่งเล็ก ๆหรือกินเมล็ดดอกทานตะวัน
  4. หางานอดิเรกใหม่ ๆ ทำร่วมกับเพื่อนที่ไม่สูบบุหรี่ ทำบางสิ่งบางอย่างที่ช่วยให้มือของคุณไม่ว่างและลดความเครียดที่อาจเกิดขึ้น เช่น การพาสุนัขเดินเล่น การเล่นกีฬา ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน วิ่ง อื่นๆ ทั้งหมดล้วนทำให้คุณห่างจากบุหรี่มากขึ้น
  5. ให้รางวัลกับตัวเอง สิ่งที่คุณกำลังทำไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อคุณทำถึงขั้นที่สำคัญหรือสูงสุด ให้อะไรกับตัวเองด้วยสิ่งที่คุณต้องการหรือชอบ

 

ความยากในการเลิกสูบบุหรี่

ความยากง่ายในการเลิกสูบบุหรี่ มีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน มีปัจจัย 3 ข้อ ช่วยคุณให้เข้าใจในเรื่องนี้ได้

  • คุณสูบบุหรี่มากน้อยเท่าไรในแต่ละวัน
  • เพื่อนและสมาชิกในครอบครัวของคุณสูบบุหรี่ด้วยไหม
  • สุดท้ายคือ ทำไมคุณสูบบุหรี่

มองถึงประโยชน์ที่จะได้ ภายในไม่กี่ชั่วโมงของการเลิกสูบบุหรี่ ร่างกายของคุณจะเริ่มฟื้นตัวจากผลกระทบจากนิโคตินและการเสพติด ทั้งความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิของร่างกายของคุณ ซึ่งทั้งหมดเคยสูงกว่าที่ควรจะเป็นเพราะนิโคตินในบุหรี่ แต่จากนี้ ทุกอย่างจะเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ

คุณสามารถหายใจได้ง่ายสะดวกขึ้น ระดับของคาร์บอนมอนอกไซด์ที่เป็นพิษในเลือดลดลง ทำให้เลือดของคุณสามารถนำพาออกซิเจนได้มากขึ้น และไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเลิกสูบบุหรี่ช่วยให้ร่างกายทั้งหมดของคุณดีขึ้น แต่ยังช่วยปรับปรุงรูปลักษณ์ของคุณ ให้ดูดีสมวัยมากขึ้น

 

เกิดอะไรขึ้นถ้าฉันกลับไปสูบบุหรี่อีกครั้ง

คล้ายการกำเริบของโรค มันเกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก ก่อนที่จะเลิกสูบบุหรี่ได้อย่างถาวร ดังนั้นถือเป็นเรื่องปกติมากในการเสพติดที่รุนแรง เช่น การสูบบุหรี่ ถ้าคุณเกิดกำเริบ ลองพยายามสูบบุหรี่ให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ จนกว่าคุณจะพร้อมที่จะเลิกสูบบุหรี่อีกครั้ง การหยุดอย่างถาวรคือกระบวนการที่อาจใช้เวลานานสักหน่อยแต่มันคุ้มค่า

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


เปลี่ยนชีวิตให้สดใส.....ด้วยการดื่มน้ำ-2.jpg

เคยไหมที่บางครั้งอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกหัวตื้อคิดอะไรไม่ออก สายตาพร่ามัว  ผิวพรรณหยาบกระด้าง ริมฝีปากแห้งแตกระแหง ดวงตาไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง และรู้สึกง่วงอยู่ตลอดเวลา เมื่ออาการเหล่านี้เกิดกับคุณโดยเฉพาะคุณผู้หญิง อย่าได้มองข้ามอาการเหล่านี้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจเป็นสิ่งบ่งบอกว่าร่างกายคุณกำลังขาดน้ำ ซึ่งในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้คุณติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอันตรายและแสบร้อนทรมานมากขณะปัสสาวะ

 

ตามปกติแล้วปริมาณน้ำที่คุณผู้หญิงควรดื่มในแต่ละวันอยู่ที่ 8 – 10 แก้ว สำหรับบางคนที่ติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะบ่อย ๆ สามารถดื่มมากกว่านั้นได้ นอกจากนั้นผู้ที่ติดเชื้อควรเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความอับชื้นโดยเฉพาะหลังจากออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) และปัสสาวะทุกครั้งหลังจากมีเพศสัมพันธ์ด้วย

 

รู้ได้อย่างไรดื่มน้ำพอไหม

ประโยชน์ของการดื่มน้ำให้เพียงพอสำหรับร่างกายมีมากมาย สิ่งที่คุณจะรับรู้ได้อย่างชัดเจนด้วยตัวเองก็คือ เมื่อดื่มน้ำสะอาดเพียงพอสำหรับร่างกาย สมองจะสามารถคิด ประมวลผลได้เร็วขึ้น จดจำและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น มีสมาธิในการทำงานเพิ่มขึ้น  ผิวพรรณจะเปล่งปลั่งสุขภาพดี เรียบเนียน ไร้ริ้วรอยเหี่ยวย่น ดูอ่อนกว่าวัย ปวดศีรษะน้อยลง ส่วนผลลัพธ์ที่อาจมองเห็นไม่ชัดด้วยตาเปล่า เช่น การทำงานของตับและไตจะดีขึ้น ร่างกายจะขับถ่ายของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจวาย เลือดข้น โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนั้นน้ำยังทำให้ข้อต่อแข็งแรง มีความยืดหยุ่นมากขึ้น การดื่มน้ำมาก ๆ ยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วยเพราะน้ำจะช่วยขับของเสียออกจากอวัยวะต่าง ๆ ทำให้ร่างกายสะอาดขึ้น คุณจะมีความอยากกินอาหารขยะน้อยลง และกลิ่นปากจะลดลงด้วย

 

 

ถ้าดื่มน้ำมากเกิน

ในทางตรงข้าม การดื่มน้ำมากเกินไปก็มีโทษเช่นกัน ลองสังเกตร่างกายของคุณว่า ดื่มแค่ไหนจึงรู้สึกพอ เพราะร่างกายจะมีกลไกที่บอกว่าได้รับน้ำเพียงพอแล้วสำหรับระยะเวลานั้น อย่าฝืนดื่มน้ำมากเกินไป โดยในช่วงอากาศร้อนจัดและรู้สึกกระหาย ควรจิบน้ำที่อยู่ในอุณหภูมิห้องทีละน้อย หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำครั้งละมาก ๆ หรือเย็นจัดร้อนจัด สังเกตปัสสาวะของตนเองอยู่เสมอ ปัสสาวะที่มีสีเหลืองเข้มอาจบ่งบอกว่าคุณกำลังขาดน้ำก็ได้ ในขณะที่ปัสสาวะสีเหลืองอ่อน คือ สิ่งบ่งบอกว่าคุณดื่มน้ำอย่างเพียงพอแล้ว

อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดกับคนจำนวนมากคืออาการท้องผูก และการดื่มน้ำสามารถช่วยบรรเทาท้องผูกได้เช่นกัน สาเหตุที่ทำให้คนดื่มน้ำน้อยมักท้องผูก เพราะเมื่อขาดน้ำ ลำไส้จะไปดึงน้ำออกจากอุจจาระเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ทำให้อุจจาระแข็งตัวและขับถ่ายลำบาก วิธีแก้ไขง่าย ๆ เบื้องต้นคือลองดื่มน้ำอุ่น ๆ ก่อนนอน 1 แก้ว เพราะน้ำจะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหารและทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้ดีขึ้น นอกจากนั้นผู้ที่ท้องผูกควรรับประทานอาหารจำพวกกากใย ผัก ผลไม้ให้มาก ๆ เป็นนิสัยขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน อย่านอนดึกหรืออดนอน  และเมื่อร่างกายขับถ่ายของเสียได้ดีขึ้นแล้ว ระบบในร่างกายก็มีแนวโน้มที่จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์และเกิดอาการเมาค้างในตอนเช้า น้ำดื่มสะอาดก็สามารถช่วยคุณให้พ้นจากอาการปวดหัวได้เช่นกัน เพราะน้ำมีคุณสมบัติช่วยขับปัสสาวะ หากคืนไหนรู้สึกว่าดื่มหนัก ๆ ก่อนเข้านอนลองดื่มน้ำดู เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาน้ำจะช่วยขับแอลกอฮอล์ที่ตกค้างในร่างกายของคุณออกไป ช่วยให้คุณฟื้นคืนสภาพได้เร็วขึ้น

นอกจากการดื่มน้ำสะอาดแล้ว ผลไม้ต่าง ๆ ที่มีน้ำอยู่มากเช่นแตงโม สับปะรด สตรอเบอรี่ แคนตาลูป ส้ม หรือแอปเปิลก็ยังช่วยดับกระหายและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกายคุณได้ด้วย เพียงแค่เลือกรับประทานบ่อย ๆ เป็นนิสัย คุณก็จะมีสุขภาพดีขึ้นและอ่อนวัยขึ้นได้อย่างง่ายดาย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ   
แหล่งข้อมูล : www.mindbodygreen.com
ภาพประกอบ : www.pexels.com  www.freepik.com


รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา-ทำไงดี.jpg

ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา อาจไม่ใช่เรื่องแปลกนักเพราะมีคนเป็นจำนวนมากที่รู้สึกเช่นนั้น มีงานวิจัยที่ระบุว่าผู้ใหญ่ถึง 1 ใน 3 นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ก็ยังต้องไปทำงานหรือทำธุระต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

 

คำถามแรกที่คุณมักถามตัวเองคือ “ทำไมฉันถึงรู้สึกเพลียตลอดเวลา” และ “ฉันจะแก้ไขการอ่อนเพลียนี้ได้อย่างไร” คำตอบคือ เพราะคุณพักผ่อนไม่พอนั่นเอง และทางแก้ไขก็คือ จัดตารางชีวิตเสียใหม่

โดยให้เวลาตัวเองเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงทีละน้อย เช่น ลดเวลาทำงาน ลดการพบปะสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ลง หาเวลาส่วนตัวสำหรับพักผ่อน นอนหลับจริง ๆ ไม่ใช่นอนเล่นมือถือบนเตียงจนเช้า หรือดูซีรีส์จนสว่างคาตา เพิ่มเวลานอนหลับให้มากยิ่งขึ้น การนอนหลับให้พออาจต้องสร้างบรรยากาศในห้องนอนที่เอื้อต่อการนอนหลับ  แต่หากทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแล้วก็ยังคงอ่อนเพลียอยู่ ก็ลองสำรวจตัวเองดูว่าคุณมีพฤติกรรมผิด ๆ เหล่านี้หรือไม่

 

  • ดื่มน้ำน้อยเกินไป การดื่มน้ำน้อยเกินไปทำให้เลือดในร่างกายข้นและไหลเวียนช้า ทำให้ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้น้อยลง และทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย
  • ไม่ได้กินอาหารเช้า เพราะอาหารเช้าช่วยเติมพลังงานให้กับร่างกายและสมอง ทำให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน
  • กินอาหารขยะ (Junk food) มากเกินไป อาหารเหล่านี้เกือบทุกชนิดมีน้ำตาล ไขมัน โซเดียม และคาร์โบไฮเดรตสูงมาก
  • ดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 3 ชั่วโมงก่อนนอน ทำให้ฮอร์โมนอดรีนาลีนในร่างกายสูงขึ้น ร่างกายจึงตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
  • ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ หรือรับข่าวสารเรื่องเครียด ๆ ก่อนเข้านอน ข้อมูลเหล่านี้จะยังติดอยู่ในสมอง ส่งผลให้จิตใจไม่สงบ ฝันร้าย และนอนไม่หลับได้
  • เล่นมือถือ แท็บเล็ตก่อนนอนมากเกินไป เพราะแสงสว่างจากหน้าจอจะทำให้นาฬิกาชีวิตปรวนแปรได้
    และยังทำให้สายตาเสียอีกด้วย
  • มีความเครียดในการทำงานและชีวิตประจำวันสูง การมีหน้าที่รับผิดชอบสูงมาก ๆ อาจทำให้อ่อนเพลียทั้งกายและใจ ลองใช้วิธีแก้ไขด้วยการพยายามปล่อยวาง ผ่อนคลาย และฝึกสมาธิให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้น

 

หากมั่นใจแล้วว่านอนหลับ พักผ่อนเป็นเวลานาน แต่ตื่นนอนแล้วก็ยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ คุณควรไปปรึกษาแพทย์เพราะนั่นอาจเป็นอาการของโรคบางอย่าง เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นภาวะที่มีการหยุดหายใจเป็นระยะ ๆ หรือมีการหายใจตื้น ๆ สลับกับการหายใจที่เป็นปกติในระหว่างที่นอนหลับ อาจเป็นเพียงไม่กี่วินาทีหรืออาจยาวเป็นนาทีก็ได้ โดยมักเกิด 5 – 30 ครั้งหรือมากกว่าในเวลา 1 ชั่วโมง ส่งผลให้นอนหลับได้ไม่เต็มที่และอ่อนเพลียในตอนเช้า เกิดจากอุดกั้นทางเดินหายใจจากการคลายตัวของกล้ามเนื้อช่วงลำคอ หรือความหนาของเนื้อเยื่อผนังคอในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน การหยุดหายใจขณะหลับทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง ส่งผลให้สมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ และไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือพยายามนอนตะแคง หลีกเลี่ยงการนอนหงาย งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ก่อนนอน รวมถึงลดน้ำหนักหากน้ำหนักเกิน โดยแพทย์จะแนะนำการรักษาการหยุดหายใจขณะหลับที่เหมาะสม

แต่สำหรับคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีภาวะผิดปกติทางสุขภาพ  การแก้ไขที่มักได้ผลเสมอ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันนั่นเอง นอกจากนั้นควรหาวิธีให้ตัวเองนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ อาจดื่มนมอุ่น ๆ ก่อนนอนเพื่อช่วยให้หลับง่ายขึ้น เพราะในนมมีทริปโตเฟนซึ่งช่วยในการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งช่วยให้หลับง่ายและหลับลึกขึ้น เพิ่มการกินไข่ขาวและเมล็ดฟักทองซึ่งมีทริปโตเฟนสูงเช่นกัน งดการดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือทำงานบนเตียงนอน และผ่อนคลายจิตใจด้วยการทำสมาธิ กำหนดหายใจเข้าออก เมื่อจิตใจสงบแล้ว ร่างกายก็จะผ่อนคลายทำให้นอนหลับง่ายในที่สุด

 

เมื่อทราบแล้วว่า การรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลาส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และวิธีแก้ไขอาจง่ายดายมากโดยเริ่มที่ตัวคุณเอง ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความอ่อนเพลียบั่นทอนร่างกายและจิตใจ รีบแก้ไขเสียตั้งแต่วันนี้ แล้วประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างแทบไม่น่าเชื่อ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.prevention.com
ภาพประกอบ : www.unsplash.com


Ketogenic-diet.jpg

สูตรการทานอาหารเพื่อไดเอทมีหลากหลายแนว หนึ่งในนั้นคือ สูตรการทานแบบคีโตเจนิค (Ketogenic diet) เรียกสั้น ๆ ว่า การทานแบบ “คีโต” ซึ่งเป็นอีกสูตรในการไดเอท ที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน มาติดตามเรื่องที่น่าสนใจด้วยกันได้เลย

 

ทำความรู้จักกับ การทานอาหารแบบ “คีโต”

“คีโต” เป็นสูตรการทานอาหารที่ได้รับความสนใจมากสุดในปัจจุบัน โดยเน้นการทานอาหารแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำ เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงาน 60 – 80% จากไขมัน 5 – 10% จากคาร์โบไฮเดรต หรือประมาณ 20 – 30 กรัมต่อวัน ที่เหลือเป็นพลังงานที่ได้จากโปรตีน สูตรการทานอาหารแบบนี้จะช่วยให้ร่างกายนำไขมันที่สะสมในร่างกายออกมาใช้ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะคีโตซีส (Ketosis)

นักโภชนาการกล่าวว่า แม้ว่ามีผลการลดน้ำหนักที่ดี แต่ “การทานอาหารแนวคีโต อาจไม่ได้ผลเหมือนกันในทุกคน” โดยเคมีในร่างกายที่เป็นลักษณะเฉพาะ จะบ่งชี้ว่าร่างกายสามารถตอบสนองต่อการทานอาหารแบบนี้อย่างไร

 

การทานแบบ “คีโต” กับสุขภาพของคุณ

อาหารแนวคีโต อาจทำให้คุณผอมลงอย่างรวดเร็ว จากการตรวจสอบพบว่า อาหารแนวนี้มีประสิทธิภาพในการช่วยกระตุ้นให้น้ำหนักลด และช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มการเผาผลาญเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่การที่น้ำหนักลดเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า อาหารแนว “คีโต” ทำให้คุณลดความอยากทานอาหารโดยรวม

อย่างไรก็ตามจากการศึกษา ผลที่ได้ต่อสุขภาพยังมีความขัดแย้งกัน เช่น งานวิจัยในสัตว์แสดงให้เห็นถึงปัญหาโรคไขมันพอกตับจากการทานอาหารแบบคีโตเป็นเวลานาน ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการวิจัยเพิ่มเติมกับผลกระทบของอาหารแนวนี้ นอกจากนี้การทานอาหารแนวคีโตยังไม่ได้รับคะแนนที่ดีจากการจัดอันดับโดย US news & World report ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ในการจัดอันดับสูตรอาหาร Diet กว่า 40 สูตร

 

ผลกระทบของการทานอาหารแนว “คีโต”

ช่วงเริ่มแรก คุณจะต้องทานคาร์โบไฮเดรตต่ำมากประมาณ 20 ถึง 30 กรัมต่อวัน เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายของคุณจะเข้าสู่ “ภาวะคีโตซีส” (Ketosis) ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในการกำจัดอาหารหลาย ๆ อย่างออกพร้อมกัน

โดยช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่น้ำหนักจะลด เป็นช่วงที่ร่างกายปรับตัว หลายๆคนจะเจอกับอาการ “คีโตฟลู” (Keto flu) เช่น เหนื่อยล้า มึน คลื่นไส้ เป็นต้น อาการเหล่านี้มักเป็นแค่ชั่วคราว แต่จะทำให้คุณคิดไตร่ตรอง รวมถึงทดสอบแรงบันดาลใจ แน่นอนว่าเกี่ยวกับน้ำหนักที่คุณต้องการลด  สำหรับบางคนที่คิดว่าการทานอาหารแนวคีโตไม่เหมาะกับคุณ แต่เมื่อเริ่มแล้ว ควรมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6 สัปดาห์ หลังจากนั้น ถ้าคุณยังมีอาการ “คีโตฟลู” อยู่ หรือทานอาหารไม่ลง เป็นไปได้ว่าอาหารแนวนี้อาจจะไม่เหมาะสำหรับคุณจริงๆ อย่างไรก็ตาม หากคุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หลังจากผ่านอาการ “คีโตฟลู” แล้ว คุณมีแนวโน้มที่จะไปได้ดีกับการทานอาหารแนวนี้

สำหรับในระยะยาวแล้ว งานวิจัยยังมีจำกัด ปัจจุบันยังบอกไม่ได้ว่าการตัดอาหารหมู่สำคัญออกไป จะส่งผลต่อร่างกายอย่างไร นักโภชนาการเคยเตือนไว้ว่า อาจทำให้ขาดสารอาหารได้ หากคุณทานอาหารแนวคีโตนานเกินไป ระยะเวลาที่แนะนำให้ทานอาหารแนวคีโต คือ  3 – 6 เดือน เพราะคีโตไม่เหมาะสำหรับทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน

 

ข้อควรระวังการทานอาหารแนว “คีโต”

อาหารแนวคีโต ไม่ได้เป็นอาหารวิเศษสำหรับลดน้ำหนักหรือแก้ไขปัญหาสุขภาพได้ทั้งหมด สำหรับบางคน เช่น ผู้ที่เป็นโรคไต การทานอาหารแนวนี้อาจเป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ยังไม่เหมาะกับการทานเป็นระยะเวลานาน ๆ

 

ดังนั้นควรนึกถึงไลฟ์สไตล์ของคุณว่าสอดคล้องข้อจำกัดกับอาหารแนวคีโตนี้หรือไม่ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มทานอาหารแนวนี้ด้วย ทั้งนี้ภายใต้คำแนะนำที่ถูกต้องจะสามารถทำให้คุณมีความสุขกับการทานอาหารแนวนี้ได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.everydayhealth.com  www.healthline.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


ข้อปฏิบัติต้องรู้-เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน.jpg

ข้อปฏิบัติต้องรู้ เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน สำหรับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ซึ่งนาน ๆ ครั้งจะเข้าโรงพยาบาลที พอถึงเวลาที่จะต้องออกจากโรงพยาบาล มีความกังวลใจว่า จะต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง เราเรียบเรียงบทความจากจาก Health at home มานำเสนอให้ทุกท่าน รู้สึกมั่นใจมากขึ้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกจากโรงพยาบาล

 

1. ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่า เป็นโรคอะไร เข้าใจตรงกับแพทย์ไหม

ก่อนออกจากโรงพยาบาลทุกครั้ง ควรตรวจสอบกับแพทย์เจ้าของไข้ ถึงโรคที่เป็นทุกครั้ง เพราะหลายครั้งผู้ป่วยอาจมีหลายโรค หรือมีแพทย์หลายคนที่ร่วมดูแล การสื่อสารให้ชัดเจน จะทำให้การปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ที่บ้านเป็นไปอย่างถูกต้อง

 

2. เตรียมความพร้อมของบ้านและอุปกรณ์ทางการแพทย์

ประเมินว่าสิ่งแวดล้อมที่บ้านเหมาะสมกับระดับความหนักเบาของโรคที่ผู้ป่วยเป็นไหม เช่น จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยพักที่ชั้นล่างของบ้านหรือเปล่า ต้องเพิ่มทางขึ้นลงแบบพื้นสโลปไหม อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นในการดูแลเช่น เตียงผู้ป่วย วอล์คเกอร์ เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องดูดเสมหะ ที่นอนลม เป็นต้น

 

3. วิธีปฏิบัติตัวระหว่างอยู่ที่บ้าน

กิจกรรมที่ผู้ป่วยต้องทำขณะอยู่ที่บ้าน เช่น การกิน การนอน การเข้าห้องน้ำ การทำกายภาพบำบัด การให้อาหารทางสาย สิ่งเหล่านี้ ผู้ป่วยโดยเฉพาะญาติผู้ป่วยต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดีว่า จะทำอย่างไร ทำที่ไหน ใครเป็นคนทำ เพราะการกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ผู้ป่วยยังมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

 

4. ผู้ดูแลขณะอยู่ที่บ้าน

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องมีผู้ดูแล ญาติหรือครอบครัวผู้ป่วยต้องพิจารณาความเหมาะสม ของผู้ที่มารับผิดชอบ กรณีที่ญาติดูแลเองต้องมีการหาข้อมูล เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้อง กรณีที่ต้องจ้างผู้ดูแล ควรพิจารณาเรื่อง ความปลอดภัย ประวัติอาชญากรรม ทักษะความสามารถ และประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย

 

5. ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องป้องกัน

ควรทราบถึง สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของการป่วย สิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันการป่วยอีกครั้ง อย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีความเสี่ยงที่น้ำตาลจะสูงหรือต่ำกว่าปกติ ผู้ป่วยโรคหัวใจวายอาจต้องระวังปริมาณน้ำและเกลือ

6. อาการสัญญาณเตือนของโรค คืออะไร

ควรรู้ว่าผู้ป่วยมีโรคและโรคร่วมอะไรบ้าง เมื่อมีอาการแล้วเบื้องต้นควรปฏิบัติอย่างไร มีความเร่งด่วนมากน้อยแค่ไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที การบันทึกข้อมูลประจำวันของผู้ป่วย เช่น สัญญานชีพ ระดับค่าน้ำตาล อาการทั่วไป ในแต่ละวันจะช่วยให้เราติดตามอาการได้อย่างใกล้ชิด และจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากถ้ามีผู้ดูแลร่วมดูแลหลายคน

 

7. ยาที่ผู้ป่วยต้องรับประทาน

จากสถิติพบว่าผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวเฉลี่ย 3 – 4 โรค และ ยาก็เป็นสิ่งที่ตามมา นอกจากนั้นทุกครั้งที่นอนโรงพยาบาล แพทย์ก็มักสั่งยาเพิ่มเติมกลับบ้านมาด้วย ดังนั้นผู้ดูแลจะต้องรู้จักยาทุกชนิดที่ผู้ป่วยรับประทานให้ดี เช่น อะไรคืออาการข้างเคียงของยา อะไรคืออาการแพ้ยา เมื่อมีอาการเหล่านั้นควรปฏิบัติอย่างไร

 

8. วันนัดหมายกับแพทย์

ผู้ดูแลและญาติผู้ป่วย ควรตรวจสอบวันนัดหมายกับแพทย์ให้ถูกต้อง และต้องมีการตรวจสอบว่า ในวันนัดผู้ป่วย ต้องมีการเตรียมตัวอะไรบ้าง เช่น ต้องงดน้ำงดอาหารเพื่อเจาะเลือดหรือไม่ และควรนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมดไปให้แพทย์ดูทุกครั้ง

 

9. เบอร์โทรติดต่อในกรณีฉุกเฉิน

ควรมีการรวบรวมเบอร์ติดต่อในกรณีที่ฉุกเฉินเอาไว้ เบอร์ของลูก หรือคนในครอบครัว (กรณีมีผู้ดูแลข้างนอกมาดูแล) เบอร์ของแพทย์ หรือโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยรักษาอยู่ และที่สำคัญ 1669 คือเบอร์ติดต่อฉุกเฉินที่โทรได้ 24 ชั่วโมง

 

10. ประวัติการรักษา

ควรขอประวัติการรักษาของผู้ป่วยและผลทางห้องปฏิบัติการไว้เสมอ  ในกรณีมีความจำเป็นต้องย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ๆ หรือในกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้การมีประวัติการรักษาและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาจช่วยลดการตรวจซ้ำซ้อนลงได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.medium.com
ภาพประกอบ : www.pexels.com


5-แนวกลิ่นน้ำหอมเพิ่มแรงดึงดูดทางเพศ.jpg

หลากหลายพฤติกรรมทางกายภาพที่เกิดตามธรรมชาติของเรานั้นล้วนมีจุดมุ่งหมายในเรื่องเพศหรือเซ็กส์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่รับรู้ได้ชัดเจนทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ ไปจนถึงเรื่องกลิ่นก็มีอิทธิพลต่อการดึงดูดซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ทางเพศและกลิ่นน้ำหอมเป็นหัวข้อที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ระดับโลกต่างให้ความสนใจในการศึกษาอย่างมาก ทั้งในเรื่องของฟีโรโมนจากร่างกายตามธรรมชาติ และกลิ่นต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเลือกคู่ของเรา

 

วงการธุรกิจน้ำหอมและเนวคิดเรื่องเซ็กส์

เนื่องจากแนวคิดเรื่องกลิ่นและการเลือกคู่นี้เอง ทำให้เหล่าผู้ประกอบการแบรนด์น้ำหอมต่างมุ่งเน้นการสร้างจุดขายในเรื่องเซ็กส์แฝงอยู่ในแคมเปญโฆษณาทุกยุคทุกสมัย ย้อนกลับไปเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 Jacques Guerlain ผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอางเกอร์แลง (Guerlain) ได้ผลิตน้ำหอมที่ให้กลิ่นที่ชวนให้รู้สึกถึงพื้นที่ใต้กระโปรงของสุภาพสตรีและกลายเป็นที่นิยมอย่างมาก เป็นต้นแบบของกลิ่นขายดีประจำแบรนด์ตลอดกาลอย่าง Shalimar และ Mitsouko

จากความสำเร็จในครั้งนั้น เป็นแบบแผนให้เหล่าแบรนด์น้ำหอมอื่น ๆ เจริญรอยตาม ไม่ว่าจะเป็น Tom Ford กลิ่น Black orchid, Serge Lutens กลิ่น Ambre sultan หรือ Hermès กลิ่น Eau de hermès ที่ชูจุดขายในเรื่องเพศอย่างชัดเจน นอกจากการผสมผสานกลิ่นจากสัตว์ พืชและสารสังเคราะห์เพื่อให้ได้แนวกลิ่นที่ใกล้เคียงกับแนวคิดเรื่องเซ็กส์มากที่สุด ในปัจจุบันวงการน้ำหอมยังก้าวข้ามไปอีกขั้นด้วยการพัฒนาสารเคมีจำพวกฟีโรโมน รวมไปจนถึงการเลียนแบบกลิ่นสารคัดหลังที่เกิดจากร่างกายโดยตรงอีกด้วย

 

5 แนวกลิ่นน้ำหอมเพิ่มเสน่ห์แรงดึงดูดทางเพศ

มัสก์

มัสก์ (Musk) เป็นกลิ่นฐานยอดนิยมที่กลุ่มน้ำหอมที่มีจุดขายในเรื่องเพศ  เป็นสารสกัดที่ได้จากสัตว์ ภายหลังได้มีการพัฒนามัสก์จากพืช เนื่องจากกลิ่นมัสก์แบบดั้งเดิมสกัดจากชะมด ซึ่งปัจจุบันถูกห้ามโดยกฎหมายแล้ว ดังนั้นมัสก์ในปัจจุบันจึงมาจากสัตว์ประเภทอื่น โดยส่วนใหญ่แล้วหากพบน้ำหอมที่เขียนว่า Musk มักเป็นส่วนประกอบ จากพืชเป็นหลัก ส่วน Musk (Animalic) มักจะเป็นสารสกัดจากสัตว์ บริเวณต่อมใกล้กับอัณฑะซึ่งเป็นระบบสืบพันธุ์ ทำให้น้ำหอมมีราคาสูง เนื่องด้วยเชื่อกันว่าในมัสก์จะมีฟีโรโมนของสัตว์เจือปน แต่อย่างไรก็ดี ฟีโรโมนของสัตว์ไม่ส่งผลต่อคน ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรใช้วิจารณญาณในการเลือกซื้อ…ทว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้มัสก์ซึ่งสกัดจากสัตว์ยังได้รับความนิยม นั่นก็เป็นเพราะ แบรนด์ผู้ผลิตน้ำหอมมักมีกรรมวิธีการผลิตแบบเฉพาะ จนสามารถรังสรรค์กลิ่นที่ใกล้เคียงร่างกาย ดังนั้นมัสก์จึงเป็นกลิ่นน้ำหอมที่คนส่วนใหญ่ให้ค่ามากที่สุด เพราะส่งผลต่ออารมณ์และความเคยชินในเรื่องเซ็กส์นั่นเอง

 

แซนดัลวู้ด

พืชในกลุ่มไม้จันทน์ (Sandalwood) นั้น รวมถึงกฤษณาและไม้หอมหลากชนิดไม่ใช่เพียงต้นจันทน์เท่านั้น โดยในต้นไม้เหล่านี้จะให้น้ำมันที่ส่งกลิ่นหอมอบอวล มีการใช้น้ำมันหอมกลุ่มนี้เป็นน้ำมันนวดและกิจกรรมทางเพศตั้งแต่ยุคโบราณ ตามแนวคิดของเรื่องจักระและการขับเคลื่อนพลังทางเพศจากตำรากามาสุตรา ว่ากันว่ากลิ่นแซนดัลวู้ดช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ เพิ่มการตอบสนอง ทำให้คู่นอนไปถึงจุดสุดยอดได้ง่ายขึ้น น้ำหอมกลิ่นแซนดัลวู้ดมักผสมผสานในกลุ่มน้ำหอมประเภทที่ระบุว่า Oriental ซึ่งหมายถึงน้ำหอมที่ให้แนวกลิ่นแบบเครื่องเทศ เซ็กซี่ อบอวล กลิ่นเข้ม และ Woody ซึ่งหมายถึงน้ำหอมที่มีแนวกลิ่นสุขุม ลุ่มลึก อบอุ่น ความแหลมของกลิ่นน้อยกว่าโอเรียนทอล เนื่องจากเน้นพืชที่ให้กลิ่นหอมเย็นเป็นหลัก

 

มะลิ

มะลิที่ถูกนำมาใช้ในน้ำหอมมีหลากหลายสายพันธุ์ หากคุณเจอคำว่า Jasmine ตรงตัว หรือแม้แต่ Melati, Sambac หรือ  White gardenia กลุ่มเหล่านี้มักมีมะลิรวมอยู่ด้วยทั้งสิ้น เคยมีผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าในบรรดาพืชดอกที่ให้กลิ่นหอม มะลิถือเป็นดอกไม้ที่ให้กลิ่นหอม ซึ่งส่งผลดึงดูดที่สุด อีกทั้งยังเป็นดอกไม้ที่ถูกใช้ในการทำเครื่องหอมโบราณที่เกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจทางเพศในภูมิภาคเอเชียมากมาย ทั้งน้ำมันหอม น้ำปรุง น้ำมันนวด กำยาน ฯลฯ กลิ่นมะลิช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ใจสงบ ทำให้มีสมาธิ ซึ่งส่งผลต่อการบรรเทาอาการหลั่งเร็วได้ และยังมีพื้นกลิ่นนุ่ม ๆ เบา ๆ เหมาะกับอากาศเมืองร้อนอย่างประเทศไทยมาก ๆ

 

ชะเอมเทศ

ชะเอมเทศ (Licorice) คือพืชที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารและยามากมาย มีสรรพคุณทางยาในเรื่องของบรรเทาอาการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ นอกจากนั้นยังมีผลการศึกษาด้วยว่าชะเอมเทศช่วยให้คลายเครียดได้ ในแง่ของกลิ่น ชะเอมเทศ มักจะถูกนำไปใช้แต่งกลิ่นนผลิตภัณฑ์ที่ทำให้สดชื่น ปลอดโปร่ง รู้สึกถึงความสะอาด ทำให้ทุกครั้งที่เราได้กลิ่นแนวนี้ ร่างกายจะจดจำความรู้สึกได้โดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดความผ่อนคลาย รู้สึกสบาย อยากอยู่ใกล้ กลิ่นชะเอมเทศส่งผลต่อความรู้สึกของผู้หญิงด้วย ยิ่งถ้าผสมกับแนวกลิ่นของขนมลูกอมหรือโคล่า ก็จะทำให้รู้สึกอยากอยู่ใกล้ อยากทำความรู้จักได้ไม่ยาก

 

วนิลา

ย้อนกลับไปในช่วงยุคแรก ๆ ของน้ำหอม วนิลา (Vanilla) เป็นส่วนประกอบที่นิยมเป็นอย่างมากในประเทศจีนและประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญนิยมแนะนำในช่วงศตวรรษที่ 17 ว่าช่วยเพิ่มความแข็งแรงทางเพศได้อย่างดีในผู้ชาย  และยังมีการกล่าวถึงในยุคหลังจากนั้นอีกว่า วนิลาสามารถช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศในชายสูงอายุได้  วนิลาเป็นพืชที่ให้กลิ่มหอม ซึ่งมีอุภาพในการสร้างความผ่อนคลาย เป็นกลิ่นที่ทำให้เรานึกถึงเรื่องราวหรือความทรงจำแห่งความสุข เพราะเหตุนี้นี่เองวนิลาจึงมักถูกเลือกให้เป็นส่วนประกอบในน้ำหอมส่วนใหญ่แทบทุกมุมโลก

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.feelingsexy.com.au   www.allure.com   www.mensjournal.com   www.thoughtcatalog.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


อาหารมังแนววีแกน.jpg

สูตรไดเอทแบบวีแกน (Vegan diet) หรือ “กินมังแบบวีแกน”  เน้นเรื่องวิถีการใช้ชีวิตโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่เบียดเบียนสัตว์  เรียกได้ว่าเป็นสายกินพืช ผัก ผลไม้ ที่เคร่งครัดกว่าการ “กินมังแบบเวจจี้” (Vegetarian) โดยทั่วไป สำหรับผู้สนใจหาสูตรอาหารที่เหมาะสมกับตัวเองอยู่ ติดตามได้เลย

การ “กินมังแบบวีแกน” ผู้ทานจะได้อาหารที่มีคุณค่าสูง จากการทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวน้อย อุดมไปด้วยสารอาหารที่ดี นอกจากนี้ผู้ทานยังได้ความอิ่มอกอิ่มใจ เหมือนกับการได้ทำบุญรักษาชีวิตสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ไปในตัวอีกด้วย อย่างไรก็ตามก่อนเริ่มทานอาหารแนวนี้ คุณจะต้องมีการวางแผนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพและไม่ก่อให้เกิดอันตราย

 

ความแตกต่างของการ “กินมังแบบวีแกน”  และ “กินมังแบบเวจจี้”

การ “กินมังแบบเวจจี้” เป็นการทานมังสวิรัติโดยไม่ทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด แต่ทานไข่และนม รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสัตว์  ขณะที่ “กินมังแบบวีแกน” นอกจากจะไม่ทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดเหมือนกันแล้ว ยังไม่ทานผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสัตว์ เช่น ไข่ นม น้ำผึ้ง นมผึ้ง ยีสต์ เจลาติน อื่น ๆ โดยเน้นทานอาหารสด ที่ไม่ผ่านการแปลงสภาพ นอกจากนี้ยังงดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสัตว์ เช่น กระเป๋า  เข็มขัด และรองเท้าจากหนังสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้การ “กินมังแบบวีแกน” ยังมีแนวย่อย ๆ อีกหลายแนว เช่น แนว Whole-food, แนว Raw-food, แนว Low-fat, Raw-food, แนว Low-fat, High-carb, แนว Raw till-4 ซึ่งทุกแนวมีประโยชน์และเรื่องที่ควรระวังคล้ายๆกัน

 

ประโยชน์ของการ “กินมังแบบวีแกน”  

จากการที่กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated  fatty acid) ซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ เมื่อสะสมอยู่ในร่างกายในระยะเวลาหนึ่ง ส่งผลให้เกิด โรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และโรคอื่นๆอีกหลายโรค ทำให้การทานพืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช เมล็ดพืช ตามแนวทางกินมัง สามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคดังกล่าว รวมถึงโรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ โรคไต โรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งยังช่วยลดระดับความดันโลหิต ลดไขมัน LDL ในเลือด รวมถึงช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก เนื่องจากร่างกายได้รับพลังงานโดยรวมลดลง

 

“กินมังแบบวีแกน” ต้องทานอะไรเสริมบ้าง

เช่นเดียวกับการ “กินมังแบบเวจจี้” การ “กินมังแบบวีแกน” จำเป็นต้องมีการวางแผนในการทานพืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะวิตามิน B12 ธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามิน D ไขมันดี โอเมก้า 3 และธาตุสังกะสี

  • วิตามิน B 12 ที่อาจหาได้ยากในพืช ผัก ผลไม้ แต่มักพบมากในนมและไข่ จึงทำให้ชาว “กินมังแบบวีแกน” ที่ไม่ทานนมและไข่ อาจขาดวิตามิน B 12 จนกลายเป็นโรคโลหิตจาง และเกิดความผิดปกติทางประสาท
  • ธาตุเหล็ก การขาดธาตุเหล็กทำให้ร่างกายซีดเซียว ขาดออกซิเจน อ่อนเพลีย ติดเชื้อง่ายและเจ็บป่วยบ่อย เมื่อไม่ทานเนื้อสัตว์ จึงควรเลือกทานผัก ผลไม้ ที่มีธาตุเหล็กชดเชย เช่น สาหร่ายทะเล สาหร่ายเกลียวทอง ถั่วฝัก ถั่วเมล็ด ผลไม้อบแห้ง เช่น มะเดื่อ บลอกโคลี เป็นต้น แนะนำให้ทานร่วมกับอาหารที่ให้วิตามิน C สูง เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว มะเขือเทศ เพื่อช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กให้ดีขึ้น
  • แคลเซียม เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน รวมถึงการกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนในร่างกาย เมื่อไม่ทานนมหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของแคลเซียม จึงควรเลือกทานเต้าหู้ ถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง ผักใบเขียว หรือเมล็ดพืชที่มีแคลเซียมสูงๆ เช่น งาดำ มะเดื่อแห้ง อัลมอนด์ ผักโขม ผักคะน้า เป็นต้น
  • วิตามิน D ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังต่าง ๆ และยังช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องทานอาหารที่มีวิตามิน D หรือเสริมวิตามิน D พร้อมๆกับการออกไปรับวิตามิน D จากแสงแดดด้วย
  • กรดไขมัน Omega-3 ซึ่งเป็นกลุ่มของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ที่จำเป็นต่อระบบการทำงานต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นต่อสุขภาพหัวใจ สายตา และสมอง จัดเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากการทานอาหาร ทั้งนี้โอเมก้า 3 แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ กรดไขมัน EPA กรดไขมัน DHA และกรดไขมัน ALA โดยกรดไขมัน EPA ไม่มีในอาหาร “มังแบบวีแกน” และกรดไขมัน ALA เป็นตัวสร้างกรดไขมันชนิดอื่นขึ้นมา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมกรดไขมัน ALA และ DHA โดยทานอาหารจำพวกน้ำมันพืช เมล็ดพืช  ถั่ว วอลนัท ถั่วเหลือง ผักใบเขียว รวมทั้งน้ำมันสกัดจากเมล็ดกัญชง เป็นต้น
  • ธาตุสังกะสี จำเป็นต่อการทำงานของปฏิกิริยาเคมีต่างๆที่เกิดขึ้นในระดับเซลล์ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถทดแทนได้ด้วยการทานธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี พืชตระกูลถั่ว และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เป็นต้น

การทานอาหารมังสวิรัติไม่ว่าจะเป็น “กินมังแบบวีแกน” หรือ “กินมังแบบเวจจี้” มีข้อดี หากร่างกายยังได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ร่างกายของทุกคนไม่เหมือนกัน ในรายที่พบความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคเรื้อรัง การปรึกษาแพทย์ก่อนการทานมังสวิรัติเป็นสิ่งจำเป็น

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.medicalnewstoday.com   www.healthline.com   www.pobpad.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


ไดเอ๊ตตามกรุ๊ปเลือด-ได้ผลจริงหรือ.jpg

การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดถือเป็นเทรนด์สุดฮิตที่มาจากแนวคิดว่าร่างกายของทุกคนล้วนแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการกินอาหารที่เหมาะสมกับยีนส์ในร่างกายเรา โดยแบ่งเป็นสี่ประเภทใหญ่ๆ ตามกรุ๊ปเลือดนั้น อาจจะทำให้ร่างกายของเราจะเผาผลาญได้ดีขึ้น  ซึ่งจะทำให้มีผลต่อน้ำหนัก การควบคุมอาหาร และเรื่องของสุขภาพที่ตามมา แต่คุณอาจเกิดคำถามที่ว่า แล้วการรับรอง ? ผลวิจัย ? ความเป็นจริงเบื้องหลังทฤษฎียอดนิยมนี้ล่ะ เป็นอย่างไร ? มาไขข้อข้องใจกันดีกว่า…

 

อะไรคือการกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด ‘Blood Type Diet’ ?

จากแนวคิดของ Peter D’Adamo ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดและนักวิจัยการแพทย์ทางเลือกซึ่งได้รับรางวัลแพทย์ธรรมชาติบำบัดยอดเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ. 1990 เขาได้เผยแพร่เทรนด์การกินอาหารที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มเลือดทั้งสี่ คือ A, B, O และ AB เป็นหลัก โดยได้ให้คำแนะนำด้านโภชนาการเพื่อพัฒนาสุขภาพที่วิเคราะห์จากแนวโน้มและผลการวิจัย ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป A มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง และโรคเบาหวานมากขึ้น นั่นเป็นเหตุผลว่าแผนอาหารประเภท A คือกลุ่มอาหารที่สามารถเติมพลังระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น โดยแบ่งเป็นชุดอาหาร ดังนี้

สำหรับเลือดกรุ๊ป A : อาหารมังสวิรัติ คงรูปแบบจากธรรมชาติ สดและไม่ผ่านการแปรรูป อาหารออร์กานิค

สำหรับเลือดกรุ๊ป B : ควรหลีกเลี่ยงไก่ ข้าวโพด ข้าวสาลี เค้ก ถั่ว มะเขือเทศ ถั่วลิสง และเมล็ดงา และรับประทานผักใบเขียว ไข่ นมไขมันต่ำ และเนื้อสัตว์ จำพวกเนื้อแกะหรือเนื้อกวาง

สำหรับเลือดกรุ๊ป O : ควรกินเนื้อไม่ติดมันและไขมันที่ดีต่อสุขภาพ แต่ตัดธัญพืช ถั่วและนมออกไปจากลิสท์อาหาร

สำหรับเลือดกรุ๊ป AB : หลีกเลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์และเนื้อสัตว์ที่ผ่านการรมควัน มุ่งเน้นไปที่อาหารประเภทเต้าหู้ อาหารทะเล นม และผักสีเขียว

 

การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด ‘Blood Type Diet’ ได้ผลจริงหรือไม่ ?

จากความเห็นของ Kris Sollid, RD, ผู้อำนวยการอาวุโส การสื่อสารด้านโภชนาการจาก the International Food Information Council Foundation ได้กล่าวถึงแนวคิดด้านความรู้สุขภาพของการกินอาหารแบ่งตามกรุ๊ปเลือดว่ามีความน่าสนใจ แต่ร่างกายของมนุษย์ซับซ้อนกว่านั้นมาก การจะแบ่งเพียงแค่ 4 ประเภท แล้วยึดหลักการนั้นสำหรับทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ เพราะบางครั้งอาจจะมีข้อยกเว้นหรือความจำเป็นเฉพาะตัวของแต่ละคน ซึ่งบางส่วนก็ยังเป็นผลดีเมื่อผู้คนทำตาม อย่างน้อยก็เป็นกลุ่มอาหารที่มีประโยชน์และเป็นการช่วยให้หลายคนรู้สึกดีขึ้นเมื่อมีการวางแผนจำกัดการกินที่ปราศจากอาหารขยะอาหารแปรรูปและน้ำตาล แต่เมื่อพิจารณาดูงานวิจัยอย่างละเอียด การสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์สำหรับ Blood Type Diet ยังคงไม่พอเพียงและไม่มีสิ่งที่ชี้ชัดให้เห็นว่าการกินที่แตกต่างกันจะสามารถช่วยในการเผาผลาญ ทำให้ผู้ที่ทำตามแนวคิดนี้อย่างเคร่งครัดอาจกลายเป็นผลเสียในด้านความครบถ้วนสมบูรณ์ของสารอาหารที่ร่างกายจะได้รับ

 

ควรรับประทานอาหารอย่างไรให้เหมาะสม ?

ลองวิธีง่าย ๆ ที่ได้ผลสำหรับทุกคน อย่างการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่มีโปรตีนสูง ที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้อง ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและช่วยเผาผลาญได้ดี ทานอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผักผลไม้ จะช่วยป้องกันการเพิ่มของน้ำหนักและไขมันสะสม รวมถึงการเลือกรับประทานไขมันดีในอาหารจำพวกถั่วและน้ำมันมะกอก เป็นต้น

ที่สำคัญ…อย่าลืมลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรต ซึ่งจะส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังทำให้รู้สึกหิวง่าย และควรหลีกเลี่ยงน้ำตาลไม่ว่าจะในรูปแบบอาหารหรือน้ำ พวกโซเดียม เป็นต้น นอกจากการกินที่ดีแล้ว การออกกำลังกายและการพักผ่อนอย่างถูกสุขลักษณะก็เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้คุณสุขภาพดีและน้ำหนักลดได้อีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.prevention.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


เรื่องของ-น้ำตาลในเลือด.jpg

ภายหลังจากลำไส้เล็กย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ได้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือที่เรียกว่า น้ำตาลโมโนแซคคาไรด์ และทำการส่งไปที่ตับเพื่อเปลี่ยนน้ำตาลโมโนแซคคาไรด์ประเภทอื่นให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคส (Glucose) หลังจากนั้นกลูโคสจะถูกลำเลียงผ่านกระแสเลือด ไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย

 

โดยธรรมชาติร่างกายมนุษย์จะมีกลไกควบคุมและรักษาระดับของน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่สมดุลของร่างกาย (Homeostasis) ทั้งนี้ค่าน้ำตาลในเลือดจะมีความผันผวนตลอดทั้งวัน โดยจะมีระดับต่ำในช่วงเช้า ก่อนการรับประทานอาหารมื้อแรก และจะเพิ่มขึ้นหลังจากรับประทานอาหาร ปกติการวัดระดับน้ำตาลในเลือด จะให้ผู้วัดอดอาหารและน้ำอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ก่อนทำการวัด โดยระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (Fasting blood sugar, FBS) ในผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานจะอยู่ระหว่าง 70-100 มก./ดล. (mg/dL) กรณีที่ค่าที่ได้มากกว่า 100 มก./ดล. จัดอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) โดยค่าที่วัดได้ระหว่าง 100 – 125 มก./ดล. จัดอยู่ในผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน กรณีค่าที่วัดได้มากกว่า 125 มก./ดล. จัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะเบาหวาน  และกรณีระดับน้ำตาลที่วัดได้ต่ำกว่า 100 มก./ดล. จัดอยู่ในภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)

ทั้งนี้ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงสามารถเกิดได้กับทุกคน เช่น หลังกินอาหารที่มีน้ำตาลหรือแป้งในปริมาณมาก มีภาวะเครียด ไม่ออกกำลังกาย การกินยาบางชนิด โดยระดับน้ำตาลในเลือดอาจสูงอยู่สัก 2 – 3 ชม. หลังจากนั้นจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างเรื้อรัง ทั้งนี้ผู้ที่วัดได้ค่าระดับน้ำตาลหลังอดอาหารสูงแล้ว ควรได้รับการตรวจยืนยันซ้ำด้วยการทดสอบความทนต่อน้ำตาล (Oral glucose tolerance test : OGTT) โดยให้ผู้ที่วัดดื่มน้ำตาลกลูโคส และทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มน้ำตาลไปแล้ว 2 ชั่วโมง ซึ่งค่าปกติจะต่ำกว่า 140 มก./ดล. ถ้าค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 140 – 199 มก./ดล. จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน และถ้ามีค่าที่ได้ตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไป จัดอยู่ในกลุ่มที่มีภาวะเบาหวาน

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : th.wikipedia.org   www.yaandyou.net
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


หัวใจวาย.jpg

ภาวะหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้ตามปกติ โดยมีทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ภาวะนี้เกิดได้กับคนทุกวัย แต่พบบ่อยในเพศชายที่สูงอายุ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงเยอะกว่าเพศหญิงและคนวัยวัยหนุ่มสาว โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด โดยถือเป็นภาวะรุนแรง หากรักษาไม่ทัน อาจทำให้เสียชีวิตได้ หรือในรายที่เป็นนานๆอาจทำให้อวัยวะในระบบอื่น ๆ เสียหายได้

 

ภาวะหัวใจวายอาจเกิดอาการได้ทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรังโดยมีอาการค่อยเป็นค่อยไป ขึ้นกับสาเหตุที่พบ นอกจากนี้ยังมีแบบที่ภาวะหัวใจบีบตัวผิดปกติ (Systolic Heart Failure) เป็นอาการหัวใจวายที่ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้ดีเท่าที่ควร และแบบที่ภาวะหัวใจคลายตัวผิดปกติ (Diastolic Heart Failure) เป็นอาการหัวใจวายที่ทำให้หัวใจไม่คลายตัว เป็นเหตุให้เลือดไหลเวียนเข้าสู่หัวใจได้น้อย

 

อาการ

ปัญหาการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ เลือดไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ

ในระยะแรก จะมีอาการหอบเหนื่อยเวลาออกแรงหรือทำงานหนัก และอาจมีอาการหายใจลำบาก หายใจสั้น ไอ บางรายมีจุกแน่นลิ้นปี่ ปวดชายโครง ขาและข้อเท้าบวม ต่อมาเมื่ออาการหนักขึ้น นอกเหนือจากอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก จะมีอาการอ่อนเพลีย แม้ว่าอยู่ในขณะพัก นอนราบไม่ได้  ปัสสาวะออกน้อย เท้าบวม ท้องบวม กรณีเป็นรุนแรง อาจมีเสมหะสีชมพู ตัวเขียว ริมฝีปากเขียว กระสับกระส่าย ใจสั่น หากไม่ได้รับการรักษาอาจเสียชีวิต

ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะหัวใจวาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะส่งผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ จากการที่เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงไม่พอ ตัวอย่างเช่น ไตเสื่อม โรคลิ้นหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ตับทำงานผิดปกติ เป็นต้น

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์
เมื่อรู้สึกหอบเหนื่อยผิดปกติ เวลาออกแรง หายใจลำบาก หายใจสั้น เหมือนหายใจไม่สุด หรือมีอาการบวมที่ขาและข้อเท้า หรือจุกแน่นลิ้นปี่ ปวดชายโครง ควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุแต่เนิ่น

 

สาเหตุ

ภาวะหัวใจวายสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด การทานยาบางชนิด การติดเชื้อบางสายพันธ์ พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ทั้งนี้อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุร่วมกันได้ ดังนี้

  • โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ ความผิดปกติ เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูงทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ นำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจต้องทำงานหนัก ภายใต้แรงดันเลือดที่สูง หากปล่อยทิ้งไว้กล้ามเนื้อหัวใจจะไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ เร็วไป ช้าไปหรือไม่สม่ำเสมอ สามารถทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย เป็นลมหรือชักได้ โรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจรั่วทำให้เลือดมีการไหลย้อนกลับ กล้ามเนื้อหัวใจต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสูบฉีดเลือดให้เพียงพอ โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ทั้งนี้โรคทั้งหมดที่กล่าวมา สามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้
  • โรคและภาวะอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคปอดเรื้อรัง ไตวายเรื้อรัง คอพอกเป็นพิษ ภาวะโลหิตจางรุนแรง โรคเหน็บชาบางชนิด ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคเหล่านี้กรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุม สามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้
  • การใช้ยาบางชนิด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายได้ ดังนั้นในการใช้ยาควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง
  • การดื่มแอลกอฮอล์จัด สูบบุหรี่จัด อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักประวัติสุขภาพ อาการที่เกิดขึ้น ตรวจร่างกายเบื้องต้น โดยหากสงสัยว่ามีภาวะหัวใจวาย แพทย์จะพิจารณาตรวจพิเศษบางอย่าง เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัย ตัวอย่างการตรวจพิเศษที่สำคัญ ๆ การตรวจเลือด ดูการทำงานของอวัยวะในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และอาจมีการตรวจระดับสาร NT-proBNP ในเลือด ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยภาวะหัวใจวายได้รวดเร็วและแม่นยำ การตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) เป็นการใช้อุปกรณ์ปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง ดูประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือด และความผิดปกติอื่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram, ECG) ดูการทำงานของกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจ การเอกซเรย์ทรวงอก และอาจมีการสวนหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac Catheterization) ดูหลอดเลือดที่ตีบ เป็นต้น

 

การรักษา

หัวใจวายเป็นภาวะที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุดได้ ทั้งนี้ในการรักษาภาวะหัวใจวาย จำเป็นต้องพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัย เช่น สาเหตุหลัก ชนิดและความรุนแรงของภาวะหัวใจวาย เพศและอายุของผู้ป่วย โรคที่พบร่วม เป็นต้น หลังจากนั้นแพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อควบคุมอาการให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงการทำงานของหัวใจเองน้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุหลัก ทั้งการใช้ยา การติดอุปกรณ์ช่วยการทำงานหัวใจ การผ่าตัดและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ตัวอย่างเช่น

  • การรักษาด้วยยา ซึ่งในบางครั้งอาจต้องใช้หลายๆตัวร่วมกัน เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะ ยาเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ ยาขยายหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น ทั้งนี้ยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง การใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์
  • การรักษาโดยการติดอุปกรณ์ช่วยการทำงานหัวใจ บางกรณีแพทย์อาจพิจารณาติดอุปกรณ์ช่วยการทำงานของหัวใจ เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemakers) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ช้ากว่าปกติ เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวร (Cardiac Resynchronization Therapy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหัวใจวายจากการที่หัวใจห้องล่างซ้ายไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้แล้ว, เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (Implantable Cardioverter Defibrillators) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อุปกรณ์นี้จะช่วยให้หัวใจเต้นได้ตามจังหวะปกติ เป็นต้น
  • การรักษาโดยการผ่าตัด ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาเลือกการผ่าตัด ตัวอย่างเช่น การผ่าตัดซ่อมแซมหรือผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ กรณีที่ภาวะหัวใจวายเกิดจากความผิดปกติที่ลิ้นหัวใจ การผ่าตัดทำบอลลูน (Coronary Angioplasty) ขยายหลอดเลือดหัวใจ เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Graft: CABG) เป็นการนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาทำทางเบี่ยงให้เลือดสามารถหมุนเวียนเลี้ยงหัวใจได้ปกติ การผ่าตัดติดตั้งเครื่องช่วยสูบฉีดเลือด (Left Ventricular Assist Devices) ในกรณีหัวใจห้องล่างซ้ายไม่สามารถทำงานได้ และการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ (Heart Transplant) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหัวใจวายรุนแรง และการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ
  • การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ที่สำคัญ ได้แก่ การงดเหล้า บุหรี่  ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ โดยควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ห้ามทำงานที่ต้องออกแรงสูง เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งผู้ที่มีภาวะหัวใจวาย และผู้ที่ยังไม่มีภาวะหัวใจวาย แต่มีโรคประจำตัว หรือโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดภาวะหัวใจวาย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทั้งนี้เพื่อควบคุมอาการในผู้ที่มีภาวะหัวใจวาย และลดความเสี่ยงในการนำไปสู่ภาวะหัวใจวาย ในผู้ที่มีโรคปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ
  • ปรับพฤติกรรมในด้านการกินอาหาร โดยเลือกกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ หลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงทำให้เกิดโรค เช่น อาหารเค็ม อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง เครื่องในสัตว์ กุ้ง หอย ปลาหมึก อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง เช่น ไอศกรีม ขนมที่ทำจากแป้ง ขาหมู ไส้กรอก เนยแข็ง อาหารที่ทำโดยการผัดหรือทอด เป็นต้น โดยหันมาเน้นการกิน เนื้อปลา เนื้อไก่ โดยทำแบบแกง ต้ม ยำ นึ่ง อบหรือย่าง ผักสด ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ข้าวโพดต้ม แก้วมังกร กล้วย มันเทศ กะหล่ำปลี
  • การออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม การออกกำลังกาย รวมถึงการควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้ผู้ป่วยควรเข้ารับคำแนะนำในการวางแผนการออกกำลังกาย และการกินอาหารอย่างเหมาะสมจากแพทย์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

แหล่งที่มา
  1. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. หัวใจวาย/หัวใจล้ม. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 426-428
  2. https://th.wikipedia.org/wiki/ภาวะหัวใจวาย
  3. https://www.healthline.com/health/heart-failure#symptoms
  4. https://www.bumrungrad.com/th/heart-cardiology-center-treatment-surgery-bangkok-thailand/conditions/congestive-heart-failure
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com