ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-ทำอย่างไร-Phat.jpg

เด็กนั้นเลี้ยงยาก แต่จะเลี้ยงอย่างไรให้ลูกเกิดมาเป็นเด็กฉลาด และไม่กดดันลูกมากเกินไป ไปติดตามวิธีรับมือกับเหล่าเด็กตัวน้อยพร้อมกันในบทความค่ะ

 

ของเล่นและหนังสือท้าทายความสามารถ

วิธีหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้น ความสามารถของลูกคือ การให้ลูกได้สัมผัสกับของเล่นหรือเกมที่กระตุ้นให้เขา ได้ใช้ความคิด ทักษะการแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ เด็กที่มีพรสวรรค์มักสนใจของเล่นและเกมยาก ๆ เกินอายุ

 

ปฏิสัมพันธ์กับลูก

พูดคุยกับลูก ถามว่าลูกกำลังคิดหรือรู้สึกอะไร ฟังลูกเมื่อเขามีคำถาม และพยายามตอบคำถามให้ดีที่สุดเท่าที่คุณรู้ เล่นกับลูก นี่เป็นช่วงที่คุณจะช่วยฝึกสมองเขาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเวลาเล่นเกม

 

ลับสมองด้วยกัน

ส่งลูกไปเข้าค่าย ลำพังการให้ลูกเล่นของเล่นและอ่านหนังสือที่ท้าทายความสามารถแค่ที่บ้านคงไม่พอ คุณอาจลองส่งลูกไปเข้าค่าย เข้าคอร์ส หรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษคนอื่น ๆ เช่น คอร์สร้องเพลง ฝึกเต้น วาดรูป เป็นต้น

 

ให้ลูกเล่นกับเพื่อน

ใช่ว่าเด็กที่ฉลาดและมีพรสวรรค์จะต้องมุ่ง แต่พัฒนาความสามารถเพียงอย่างเดียว พ่อแม่ควรให้เขาได้ออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ ด้วย เด็กจะได้พัฒนาทักษะทางสังคมและมีการพัฒนาทางอารมณ์ที่เหมาะสม และรักษาสมดุลย์ในชีวิต

 

ให้ลูกทำกิจกรรมและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ

แม้ลูกอาจจะมีความ สามารถในด้านใดด้านหนึ่ง แค่คุณก็ควรให้เขาได้ลองทำอะไรแปลกใหม่ดูบ้าง เช่น ฝึกการแสดง ร้องเพลง เต้นรำ เล่นดนตรี กีฬา ฯลฯ ไม่แน่ เขาอาจมีความสามารถในด้านอื่น ๆ ซ่อนอยู่อีกก็เป็นได้

 

อย่าคาดหวังหรือเรียกร้องจากลูกมากเกินไป

อย่าพยายามตั้งความหวังกับลูกไว้สูงจนเกินไป เพราะมันอาจทำให้เกิดผลเสียได้ เช่น เมื่อลูกได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่สอบได้คะแนนน้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้ เขาอาจเครียดเพราะทำไม่ได้อย่างที่หวัง พยายามกระตุ้นลูกแต่อย่ากดดันเขามากเกินไป เพราะอาจทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจได้ ถ้าเขาทำได้ไม่ดีเลิศอย่างที่หวัง ก็ขอให้คุณเข้าใจ พยายามให้กำลังใจเขา และอย่าซ้ำเติม

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : theasianparent. (2009). เลี้ยงลูกให้ฉลาด ทำอย่างไร. 21 สิงหาคม 2558.
แหล่งที่มา : https://th.theasianparent.com/เลี้ยงลูกให้ฉลาด-ทำอย่างไร/
ภาพประกอบจาก : www.women.tsgclub.com


-รักษาอย่างไรดี-H2C00-hcc.jpg

จุดมุ่งหมายของการรักษา เพื่อให้กระดูกที่หัก เมื่อหายแล้ว กลับมาอยู่ในสภาพใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด ลดผลข้างเคียง ลดภาวะแทรกซ้อนให้น้อยที่สุด ผู้ป่วยสามารถทำกายภาพบาบัดได้เร็ว และกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้เร็วที่สุด

 

แนวทางรักษา

วิธีไม่ผ่าตัด เช่น ใช้ผ้ายืดพัน ใส่อุปกรณ์พยุงข้อ ใส่เฝือก

  • ข้อดี คือ ไม่เจ็บ ไม่ต้องเสี่ยงกับการรับเลือด ไม่ต้องเสี่ยงกับการให้ยาระงับความรู้สึก ฉีดยาชาเฉพาะที่ บล็อกหลัง หรือดมยาสลบ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล หรือถ้าต้องนอนก็มักไม่กี่วัน เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
  • ข้อเสีย คือ ต้องใส่เฝือกนาน (ประมาณ 2 – 4 อาทิตย์) กระดูกที่หักอาจไม่ติด ติดช้าหรือติดผิดรูป เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการพักเป็นเวลานาน เช่น กล้ามเนื้อลีบ ข้อติด แผลกดทับ ปอดติดเชื้อ ท้องผูก เป็นต้น

วิธีผ่าตัด เช่น ผ่าตัดทำความสะอาด และจัดกระดูกให้เข้าที่ แล้วใส่เฝือก ใส่เหล็ก หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ผ่าตัดใส่เหล็กยึดตรึงกระดูก เช่น ลวด แผ่นเหล็ก แกนเหล็ก แท่งเหล็กดามกระดูกด้านนอก

  • ข้อดี คือ สามารถจัดกระดูกให้เข้าที่ได้ดีกว่า เริ่มทำกายภาพบำบัดได้เร็ว ดำเนินชีวิตปกติได้เร็วขึ้น
  • ข้อเสีย คือ การติดเชื้อ ผลแทรกซ้อนของยาระงับความรู้สึก เสียเลือด ต้องพักในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายสูง ถ้าผ่าตัดใส่แผ่นเหล็กในบางตำแหน่ง เมื่อกระดูกติดสนิทจะต้องผ่าตัดเพื่อเอาแผ่นเหล็กออก

https://gojiactivesdiet.com/1069/incomplete-fracture.html

 

กระดูกหักที่ควรผ่าตัด เช่น

  • กระดูกหักหลายตำแหน่ง
  • กระดูกหักตำแหน่งเดียวแต่หลายชิ้น
  • กระดูกแตกเข้าข้อ
  • กระดูกหักเคลื่อนไปมาก
  • มีแผลเปิดเข้าไปถึงบริเวณกระดูกที่หัก
  • มีการบาดเจ็บของเส้นเลือด เส้นประสาทร่วมด้วย
  • กระดูกหักในบางตำแหน่ง เช่น กระดูกข้อสะโพก กระดูกต้นขา กระดูกปลายแขน
  • กระดูกหักในผู้สูงอายุ เพื่อให้ทำกายภาพบำบัดได้เร็วขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อนจากการนอนพักนาน

แต่ละทางเลือกมีทั้งข้อดี ข้อเสีย การตัดสินใจว่าจะรักษาแบบไหนจึงขึ้นอยู่กับแพทย์ ผู้ป่วยและญาติ โดยแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำว่าควรจะรักษาวิธีไหน มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และตอบคำถามข้อสงสัยต่างๆ แต่ผู้ที่จะตัดสินใจเลือกแนวทางรักษา ในขั้นตอนสุดท้าย คือ ตัวผู้ป่วยเอง

 

กระดูกหัก เมื่อไรจะหาย

ตามธรรมชาติ ร่างกายจะซ่อมแซมกระดูกที่หัก ให้กลับมาติดกันได้อยู่แล้ว แพทย์เป็นเพียงผู้ที่ช่วยจัดกระดูก ให้กลับเข้ามาอยู่ในแนวที่ดี ใกล้เคียงปกติมากที่สุด เพื่อให้อวัยวะนั้นกลับมาทำงานได้ใกล้เคียงกับสภาพเดิม ซึ่งการจัดกระดูกนี้ อาจทำได้ทั้งวิธีไม่ผ่าตัด และวิธีผ่าตัด

ระยะเวลา ตั้งแต่กระดูกหัก จนติดสนิท (หายสนิท) ประมาณ 4 – 6 เดือน จะแตกต่างกันในแต่ละคน ส่วนจะติดดีหรือไม่ดี ติดเร็วหรือติดช้านั้น ปัจจัยสำคัญส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วย เช่น

  • อายุ เด็ก กระดูกจะติดดีและเร็ว ผู้สูงอายุ กระดูกก็จะติดช้า
  • กระดูกที่หักเคลื่อนที่ไม่มาก ก็จะติดดีกว่า กระดูกที่หักแล้วเคลื่อนที่มาก
  • กระดูกหักหลายชิ้น ก็จะติดช้า
  • มีการติดเชื้อ ก็จะติดช้า
  • กระดูกที่แตกเข้าในข้อ ก็จะติดช้า
  • ถ้าไม่ทำกายภาพบำบัด ไม่ออกกำลังบริหารข้อและกล้ามเนื้อ กระดูกก็จะติดช้า
  • อาหารที่มีแคลเซียมสูง ยาเม็ดแคลเซียม ยา Ossein-Hydroxyapatite อาจช่วยกระดูกติดเร็วขึ้น

 

https://orthoinfo.aaos.org/en/diseases–conditions/distal-humerus-fractures-of-the-elbow/

 

ระยะเวลาของการซ่อมแซมกระดูก สาหรับผู้ที่อยู่ใน ช่วงวัยหนุ่มสาว แบ่งเป็น

ระยะที่ 1
กระดูกเริ่มติด ใช้เวลาประมาณ 4 – 6 อาทิตย์ 
ช่วง 2 อาทิตย์แรก จะมีอาการปวดมาก บวมมาก

อาทิตย์ที่ 3-4 อาการปวดลดลง แต่ถ้าเอกซเรย์จะเห็นรอยกระดูกหัก ซึ่งแสดงว่ากระดูกยังไม่ติดสนิท ต้องระมัดระวังการใช้อวัยวะที่มีกระดูกหัก เช่น งดยกของหนัก เดินลงน้ำหนักบางส่วนโดยใช้ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน ถ้าลงน้ำหนักหรือใช้แรงมากเกินไป กระดูกอาจหักซ้ำ เหล็กดามกระดูกที่ใส่ไว้ อาจหัก หรือ สกรูถอนออก

ในระยะนี้ บางคนคิดว่าหายแล้วเพราะไม่ปวด ใช้แรงหรือลงน้ำหนักเต็มที่ ช่วงแรกก็พอทำได้ แต่เมื่อผ่านไปสักพัก เหล็กดามกระดูกและกระดูกที่เพิ่งเริ่มติด ก็หักซ้ำ ทำให้ต้องเริ่มรักษากันใหม่ แต่ว่าผลการรักษากระดูกที่หักซ้ำครั้งที่สองนี้ จะไม่ค่อยดีเหมือนกับผลการรักษาในครั้งแรก

ระยะที่ 2
กระดูกติดสนิท ต้องใช้เวลาอีก 3 – 5 เดือน หลังจากระยะที่ 1 รวมทั้งหมด 4 – 6 เดือน

แพทย์จะนัดเอกซเรย์ทุก 1 – 2 เดือน ถ้าไม่เห็นรอยกระดูกหัก จึงถือว่ากระดูกติดสนิท หายสนิท ดังนั้นควรมาตรวจตามแพทย์นัด และ สอบถามแพทย์ว่า กระดูกติดสนิทหรือยัง ถ้าแพทย์ตอบว่า กระดูกติดสนิทแล้ว จึงจะถือว่าหาย สามารถทำทุกอย่างได้ตามปกติ

การรักษากระดูกหักต้องใช้เวลานานหลายเดือน และ ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยและญาติ ที่จะปฏิบัติตามคาแนะนาของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลของการรักษาออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้รูป


-H2C00V1.jpg

กระดูกไหปลาร้า เป็นตำแหน่งที่พบกระดูกหักได้บ่อย แต่มักไม่มีอันตรายร้ายแรง และไม่ค่อยพบภาวะแทรกซ้อน ยกเว้นกระดูกติดทับซ้อนกันทำให้กระดูกนูนขึ้น ไม่เรียบเหมือนปกติ กระดูกไหปลาร้าหัก มักเกิดจากการเอามือยันพื้นขณะเกิดอุบัติเหตุ หรือถูกกระแทกโดยตรงที่กระดูกไหปลาร้า

 

แนวทางรักษากระดูกหัก

  1. วิธีไม่ผ่าตัด ผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่จะรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด
    • รับประทานยาบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ
    • อุปกรณ์พยุงไหล่ เช่น ผ้าคล้องแขน ผ้ารัดไหล่รูปเลขแปด เป็นต้น ในระยะแรกจะมีอาการปวด บวม กดเจ็บ หรือคลำได้ปลายกระดูกที่หัก บางครั้งอาจได้ยินเสียงกระดูกเสียดสีกัน เวลาขยับไหล่ ขยับแขน ไอจาม แต่สามารถทำกิจกรรมดำเนินชีวิตประจำวันและบริหารข้อไหล่ได้ โดยมีหลักง่าย ๆ ว่า “ถ้าทำแล้วไม่ปวด ก็ทำได้ แต่ถ้าทำแล้วปวดก็ให้หยุด”
    • การใส่อุปกรณ์พยุงไหล่ มีจุดประสงค์เพื่อ ลดการเคลื่อนไหวของกระดูกหัก จะได้ไม่ปวด เท่านั้น (ไม่ได้ใส่เพื่อให้กระดูกเข้าที่เหมือนปกติ) ดังนั้นเมื่อรักษาหายแล้ว กระดูกจะติดผิดรูป ทำให้กระดูกไหปลาร้านูนกว่าปกติ อาจดูแล้วไม่สวยงามแต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในการใช้งาน
    • โดยทั่วไปจะใส่อุปกรณ์พยุงไหล่ไว้ 4 – 6 อาทิตย์ สามารถถอดอุปกรณ์พยุงไหล่ ออกได้ในบางช่วง เช่น อาบน้ำหรือนอน เป็นต้น เพียงแต่เมื่อถอดอุปกรณ์พยุงไหล่ออก เวลาขยับไหล่ อาจรู้สึกปวดมากขึ้น
    • หลังจาก 4-6 อาทิตย์ กระดูกจะเริ่มติด ถ้าเคลื่อนไหวไหล่แล้วไม่ค่อยปวด สามารถถอดอุปกรณ์พยุงไหล่ออกได้เลย (กระดูกติดสนิท ใช้เวลา 4 – 6 เดือน)
    • การบริหารข้อไหล่สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ช่วงที่กระดูกหัก โดยมีหลักเบื้องต้นว่า “ถ้าทำแล้วไม่ปวด ก็ทำได้ แต่ถ้าทำแล้วปวดก็ให้หยุด” ถ้าไม่บริหารข้อไหล่ จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ข้อไหล่ติด กล้ามเนื้อลีบอ่อนแรง ซึ่งจะรักษายากและทำให้ผลการรักษาไม่ค่อยดี
  2. วิธีผ่าตัด

    • ผ่าตัดทำความสะอาดบาดแผลแต่ไม่ใส่เหล็ก แล้วใส่เครื่องพยุงไหล่ไว้
    • ผ่าตัดใส่เหล็กเพื่อยึดตรึงกระดูก เช่น ลวด แผ่นเหล็ก แกนเหล็ก

ข้อบ่งชี้ ที่ควรรักษาด้วยวิธีผ่าตัด เช่นกระดูกหักหลายชิ้น หรือแตกเข้าข้อ

  • ปลายกระดูกที่หัก เคลื่อนที่ห่างกันมาก
  • มีแผลเปิดเข้าไปถึงบริเวณกระดูกที่หัก
  • กระดูกไม่ติด และมีอาการปวด

 

อาการผิดปกติที่ต้องมาพบแพทย์

  • มีอาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หายใจลำบาก รู้สึกเหนื่อยมากขึ้น
  • มือบวมมาก รู้สึกชาที่บริเวณปลายนิ้วมือ หรือ รู้สึกแขนอ่อนแรง
  • ปวดไหล่ หรือปวดแขนมาก รับประทานยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น
  • มีไข้สูง แผลบวมหรือมีหนอง ปวดแผลมาก

การรักษาอาจแตกต่างกัน ต้องสอบถามแพทย์ผู้ให้การรักษาท่านว่า ควรจะรักษาด้วยวิธีไหน แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด การตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่จะเลือกวิธีรักษานั้น ท่านต้องตัดสินใจ ด้วยตนเอง

  

วิธีบริหาร ข้อไหล่

1. เหวี่ยงแขนเป็นวงกลม ค่อย ๆ หมุนเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำ 10 เที่ยว ยืนก้มเล็กน้อย
(ใช้มืออีกข้างจับโต๊ะเพื่อช่วยพยุงตัว) หรือนอนคว่าอยู่บนเตียง
ถ้าไม่ปวดมาก อาจถือน้ำหนัก 1 – 2 กิโลกรัม เพื่อช่วยให้หมุนได้ง่ายขึ้น

กระดูกไหปลาร้าหัก

2. ท่าหมุนข้อไหล่ ทำซ้ำ 10 เที่ยว

กระดูกไหปลาร้าหัก

———-ก. หมุนไปข้างหน้า              ข. เคลื่อนหน้าหลัง              ค. หมุนย้อนกลับ

 

3. ท่ายกแขน ศอกเหยียดตรง ยกสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำ 10 เที่ยว

กระดูกไหปลาร้าหัก

 

———-ก. ด้านหน้า                    ข. ด้านหลัง                     ค. ด้านข้าง

 

4. ท่ายกไม้ ยกสูงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำ 10 เที่ยว

กระดูกไหปลาร้าหัก

——ก. ด้านหน้า             ข. ด้านข้าง ซ้ายขวา             ค. ด้านหลัง        ง. ด้านหลัง ข้อศอกงอ
————————————————————— ข้อศอกตรง             (ไม้ชิดหลัง)

 

5. ท่านิ้วไต่ผนัง ให้สูงมากที่สุดเท่าที่จะทนปวดได้ ทำ 10 เที่ยว ทำเครื่องหมายไว้ ครั้งต่อไป พยายามทำให้สูงกว่าเดิม อย่าเขย่งหรือเอียงตัว

กระดูกไหปลาร้าหัก

 

————————ก. หันหน้าเข้าผนัง         ข. หันข้างเข้าผนัง

 

6. ท่าชักรอก นาเชือกคล้องผ่านรอกเหนือศีรษะทางด้านหน้า จับปลายเชือกทั้งสองข้าง ใช้แขนที่ไม่ปวดดึงเชือกลง เพื่อดึงแขนข้างปวดขึ้น ให้สูงมากที่สุด ทำ 10 เที่ยว

กระดูกไหปลาร้าหัก

 

7. ท่าใช้ผ้าถูหลัง มือที่อยู่ด้านบนดึงผ้าขึ้นให้มากที่สุด ค้างไว้ นับ 1-10 แล้วทำสลับ มือด้านล่างดึงผ้าลงให้มากที่สุด ค้างไว้นับ 1-10 ทำ 10 เที่ยว

 

กระดูกไหปลาร้าหัก

 

ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้รูป


-H2C-555.jpg

ทำไมต้องใส่เฝือก (Cast) หรือเฝือกชั่วคราว (Slap) เพื่อดามกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บให้อยู่นิ่ง ๆ ช่วยลดอาการปวด บวม และกล้ามเนื้อหดเกร็ง ป้องกันไม่ให้กระดูกที่หักเคลื่อนที่ หลังจากได้รับการจัดเข้าที่แล้ว หรือใส่ดัดกล้ามเนื้อ ดัดข้อ เพื่อแก้ไขความพิการ

 

แบ่งเป็นเฝือกครึ่งเดียวหรือเฝือกอ่อน (Slap) และเฝือกเต็มรอบหรือเฝือกแข็ง (Cast) โดยเฝือกครึ่งเดียวจะแข็งแรงน้อยกว่าเฝือกเต็มรอบ แต่ถอดออกได้ง่ายกว่า ในระยะแรก ถ้ามีอาการบวมมาก อาจใส่เฝือกครึ่งเดียวหรือเฝือกชั่วคราวไว้ก่อน และเมื่ออาการบวมลดลงจึงมาใส่เป็นเฝือกเต็มรอบอีกครั้ง

 

ชนิดของเฝือก

ปัจจุบันมีเฝือกให้เลือกอยู่ 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ

  • เฝือกปูน ซึ่งเป็นการนำปูนพลาสเตอร์มาเคลือบบนผ้าฝ้าย เมื่อใส่แล้วก็จะมีสีขาว
    • ข้อดี ราคาค่อนข้างถูก การใส่เฝือกและการตัดเฝือก ดัดเฝือกทำได้ง่าย
    • ข้อเสีย น้ำหนักมาก แตกร้าวง่าย ต้องใช้ไม้ค้ำยัน ห้ามลงน้ำหนักที่เฝือก ระบายอากาศไม่ดี มักเกิดอาการคัน เวลาถ่ายเอกซเรย์ จะมองไม่ค่อยเห็นรอยกระดูกหัก ถ้าเฝือกแน่นหรือหลวมก็ต้องเปลี่ยนเฝือกใหม่
  • เฝือกพลาสติก (Fiber cast) เป็นพลาสติกสังเคราะห์ มีหลายสีให้เลือก
    • ข้อดี น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี สีสวยงาม ความแข็งแรงสูง แต่ก็ต้องใช้ไม้ค้ำยัน ห้ามลงน้ำหนักเต็มที่ เวลาถ่ายเอกซเรย์ จะเห็นรอยกระดูกหักได้ชัดเจนกว่า เฝือกแน่นหรือหลวมก็ต้องเปลี่ยนเฝือกใหม่
    • ข้อเสีย ราคาแพง (แพงกว่าเฝือกปูนประมาณ 8 – 10 เท่า) การตัดเฝือก ดัดเฝือกทำได้ยาก มักเปลี่ยนใหม่
  • เฝือกลม (Air cast) มีใส่เฉพาะที่ เท้า ข้อเท้า ขา และมีเฉพาะสีเทา
    • ข้อดี น้ำหนักเบา ความแข็งแรงสูงสามารถเดินลงน้ำหนักบนเฝือกได้ โดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำยัน ระบายอากาศได้ดี มีถุงลมปรับให้แน่นหรือหลวมได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนเฝือก สามารถถอดเฝือกออกได้เอง
    • ข้อเสีย ราคาแพง  ไม่สามารถปรับให้เข้ากับกระดูกที่คดผิดรูป

การรักษาด้วยวิธีใส่เฝือก

www.youtube.com/watch?v=4w76zbUHH-g

 

เมื่อไรถึงจะต้องเปลี่ยนเฝือก

  • เฝือกปูน เฝือกพลาสติก เมื่อใส่ไปช่วงหนึ่ง ประมาณ 2 อาทิตย์ เฝือกมักจะหลวม เนื่องจาก บวมลดลง หรือกล้ามเนื้อลีบ ต้องตัดเฝือกเก่าออกแล้วใส่ใหม่ แต่ถ้าเป็นเฝือกลม สามารถเพิ่มลมให้เฝือกแน่นขึ้นได้
  • เมื่อกระดูกเริ่มติด ประมาณ 4 – 6 อาทิตย์ ก็อาจเปลี่ยนเป็นเฝือกชั่วคราว เพื่อสะดวกในการบริหาร

 

ถ้ารู้สึกบวม ทำอย่างไร

ในช่วง 48 – 72 ชั่วโมงแรก สามารถลดอาการบวมโดย

  • ยกแขนหรือขาให้สูงกว่าระดับหัวใจ โดยเฉพาะขณะพักผ่อน เช่น ใช้ผ้าคล้องแขน วางบนเก้าอี้ หรือหมอน
  • ขยับนิ้วหรือนิ้วเท้า ส่วนที่อยู่นอกเฝือกบ่อย ๆ และเคลื่อนไหวข้อที่อยู่นอกเฝือกบ่อย ๆ
  • ประคบเย็นบนเฝือก โดยนำน้ำแข็งใส่ในถุงพลาสติก ใส่น้ำเล็กน้อย แล้วห่อด้วยผ้าแห้ง นำไปหุ้มรอบเฝือก
  • บริเวณกระดูกหัก การประคบเย็นเพียงจุดเดียวจะไม่ค่อยได้ผลเหมือนการประคบเย็นรอบเฝือก

 

สัญญาณอันตรายหลังการใส่เฝือก หรือเฝือกชั่วคราว ควรพบแพทย์โดยด่วน

  • ปวดหรือชามากขึ้น เฝือกคับแน่นมากขึ้น หลังจาก ยกสูง ประคบเย็น และ รับประทานยา แล้ว
    อาการไม่ดีขึ้น
  • ผิวหนังบริเวณขอบเฝือก บวมแดง มีแผลติดเชื้อหรือน้ำซึมเปื้อนเฝือก ไหลออกมาจากเฝือก หรือเฝือกมีกลิ่นเหม็น
  • ปลายนิ้วหรือเล็บ เขียวคล้าหรือซีดขาวกว่าข้างปกติ ไม่สามารถขยับนิ้วมือนิ้วเท้า หรือขยับแล้วปวดมาก
  • เฝือกหลวม หลุด หรือเฝือกหัก แตก ร้าว ผิดรูป

 

การรักษาด้วยวิธีใส่เฝือก

www.youtube.com/watch?v=y1n623RB1CY

 

การดูแลเฝือกปูน เฝือกพลาสติกหรือ เฝือกชั่วคราว

  • อย่าให้เฝือกเปียกน้ำ เวลาอาบน้ำให้หุ้มเฝือกด้วยถุงพลาสติก 2 ชั้น แล้วรัดปากถุงด้วยเชือกหรือยางยืดให้แน่น
  • ถ้าเฝือกเปียกน้ำ ให้ใช้พัดลม หรือไดร์เป่าผม เป่าเฝือกให้แห้ง ห้ามใช้ ไฟลนเฝือก
  • ไม่ควรลงน้ำหนักเต็มที่บนเฝือก จนกว่าเฝือกจะแข็งแรง (เฝือกพลาสติก 1 ชม. เฝือกปูน
    2 – 3 วัน)
  • วางเฝือกบนวัสดุนิ่มๆ เวลาเคลื่อนย้าย ควรประคองเฝือก อย่างระมัดระวัง อย่าให้กระทบกระแทก
  • ระวังอย่าให้สิ่งสกปรก ทรายหรือฝุ่น เข้าไปในเฝือก ไม่ควรใส่แป้งฝุ่นเข้าไปในเฝือก
  • ถ้ามีอาการคัน ไม่ควรใช้ไม้ หรือ สิ่งอื่นใส่เข้าไปในเฝือกเพื่อเกา เพราะอาจเกิดแผลถลอก
    หรือเกิดแผลติดเชื้อ
  • ถ้าคันมากให้ใช้ 75% แอลกอฮอล์ หยอดลงไปในเฝือกให้ไหลไปบริเวณที่คัน หรือใช้สเปรย์แป้ง
  • ไม่ควรตัดขอบเฝือกเอง หรือตัดเฝือกให้สั้นลง ไม่ควรดึงสำลีรองเฝือกออก

 

การเอาเฝือกปูน เฝือกพลาสติกออก

จะใช้เลื่อยสาหรับตัดเฝือกโดยเฉพาะใบเลื่อยจะสั่นด้านข้าง เมื่อใบเลื่อยโดนสำลีรองเฝือก สำลีจะไม่ขาด ทำให้ไม่เป็นอันตราย ขณะตัดเฝือกจะมีเสียงดังและรู้สึกร้อนจากการเสียดสีบ้างเล็กน้อย

 

การดูแลหลังจากเอาเฝือกออก

  • ทำความสะอาดผิวหนัง เบา ๆ ด้วยสบู่และน้ำ อาจทาน้ำมันหรือโลชั่นเพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น
  • เริ่มเคลื่อนไหวข้อที่ถอดเฝือกออกทันที โดยค่อย ๆ ทาเพิ่มขึ้น ทาเท่าที่ทาได้ ทาบ่อย ๆ
  • ถ้ามีอาการบวม ควรยกแขนหรือขา ให้สูงกว่าระดับหัวใจ เช่น ใช้ผ้าคล้องแขน วางบนเก้าอี้หรือหมอน

 

แนวทางรักษาทั่วไป

โดยทั่วไป จะนัดมาตรวจครั้งแรกหลังจากใส่เฝือกไว้ 2 อาทิตย์ ถ้าเฝือกหลวม อาจต้องเอกซเรย์หรือเปลี่ยนเฝือกใหม่ แต่ถ้าเฝือกแน่นและแข็งแรงดีอยู่ ก็ใส่เฝือกเดิมแล้วนัดมาตรวจซ้ำอีก 2 อาทิตย์ เพื่อตัดเฝือกออก โดยปกติใส่ 2 – 4 อาทิตย์ หลังจากนั้นจะนัดทุก 1 – 2 เดือน เพื่อตรวจซ้ำว่า เส้นเอ็นหรือกระดูกหายสนิทหรือยัง ปกติใช้เวลา 4 – 6 เดือน แต่เฝือกจะใส่ไว้แค่  2 – 4 อาทิตย์ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเอาเฝือกออกแล้ว เส้นเอ็นหรือกระดูก ก็ยังไม่หายสนิท จึงควรแนะนำให้ผู้ป่วยระมัดระวังในการใช้งานและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างเคร่งครัด

 

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์
ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ที่ระบุใต้รูป


-ลดความอ้วน-ในระยะยาว-health.jpg

วิธีลดความอ้วน ในระยะยาว เพื่อน ๆ หลายคนลดน้ำหนัก ตามสูตรลดน้ำหนัก ลดความอ้วน แบบ 7 วันบ้าง 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ทรมานและต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่ง (แต่เพื่อความผอม สวย ยอมได้)

อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถทานแบบนี้ไปได้ตลอดชีวิตแน่นอน การลดน้ำหนักลงมาหลาย ๆ โล ในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นสูตรสำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วนแบบเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ถ้าหากคุณกลับมากินอาหารปกติ คุณจะอ้วนเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิม การลดน้ำหนักในระยะยาว การลดน้ำหนักที่ดีที่สุดนั้น ควรเป็นการจำกัดแคลอรี่ของอาหาร การทานอาหารครบทุกมื้อ และการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน วันนี้เรามีข้อแนะนำที่จะควบคุมน้ำหนักให้คงที่อยู่เสมอในระยะยาว เคล็ดลับต่าง ๆ เหล่านี้ ทำได้ไม่ยากแต่ต้องฝึกฝนให้ติดจนเป็นนิสัยเท่านั้นเอง

 

กิจกรรมและการออกกำลังกาย 

  1. อย่าชั่งน้ำหนักบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้กดดันตัวเอง ทำให้หงุดหงิดง่ายควรชั่ง สัปดาห์ละครั้งก็พอ
  2. ออกกำลังกายให้มากกว่า 15 นาที เพราะ 20 นาทีแรกนั้น ร่างกายจะอยู่ในระหว่างอุ่นเครื่อง หลัง จากนั้นร่างกายจะเผาผลาญไขมัน
  3. การเดินเร็ว ๆ หรือวิ่งเหยาะ ๆ เป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น
  4. ถ้าวันไหนจะได้นอนมาก ๆ และไม่ได้ทำงานอะไรเท่าไหร่ คุณต้องลดอาหารลงอีก กินแต่ผักผลไม้ก็พอแล้ว
  5. สำหรับคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย ให้ว่ายน้ำหรือเต้นรำตามจังหวะเพลงสนุก ๆ อย่างต่อเนื่อง 1 ชั่วโมงทุกวัน
  6. ออกกำลังกายให้หลากหลายชนิด จะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายอย่างครบถ้วน เป็นการบริหารทุกส่วนของร่างกาย และช่วยปรับสมดุลของร่างกาย
  7. หมั่นไปออกกำลังกายเป็นกลุ่มหรือไปออกกำลังกายยังที่ที่คนมาชุมนุมกัน เช่น ศูนย์ฟิตเนส ลานเต้นแอโรบิค สระว่ายน้ำ เป็นต้น เพื่อช่วยเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คุณเกิดความมุ่งมั่นที่จะลดน้ำหนัก และอีกทั้งยังช่วยให้ไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการออกกำลังกาย

 

อาหารการกิน

  1. ลดปริมาณอาหารเนื้อสัตว์ประเภทหมู เป็ด ไก่และเนื้อวัวลง ควรกินแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น อย่ากินส่วนที่เป็นหนังและมัน
  2. ถ้าหิวบ่อยให้แบ่งมื้ออาหารเป็น 4 – 5 มื้อเล็ก ๆ แทนการทานแบบ 3 มื้อใหญ่ (ที่หลายท่านมักทานจนอิ่มท้องมากเกินไป)
  3. เคี้ยวอาหาร เคี้ยวช้า ๆ ให้ละเอียดที่สุด ก่อนจะกลืนลงไป ควรใช้เวลากินมื้อละ 10 – 15 นาที จะช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น
  4. ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำแร่ให้มากๆ และจิบน้ำตลอดวันเพื่อให้กินอาหารได้ไม่มาก อีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้นด้วย
  5. ในตู้เย็นควรจะมีแต่ผักและผลไม้สดเท่านั้น เพื่อเป็นตัวช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ราบรื่น
  6. ของว่างระหว่างมื้อควรทานผลไม้สด ๆ หรือถั่วธัญพืชต่าง ๆ ไม่ควรทานอาหารคาวหรือขนมหวาน
  7. ลดคาร์โบไฮเดรต ลดเนื้อสัตว์ กินแต่ผักผลไม้เป็นหลัก งดทานของทอด ๆ ผัด ๆ หรือการปรุงอาหารที่ต้องใช้น้ำมันมากๆ หรือการปรุงด้วยน้ำตาล เนย และกะทิ เช่น แกงเผ็ด แกงที่ใช้กะทิเป็นเครื่องปรุงก็ควรเลี่ยง
  8. อย่าโทษตัวเองเมื่อเผลอกินอาหารตามใจปาก เช่น เค้ก ไอศกรีม วันต่อไปให้ออกำลังกายหนักขึ้นเพื่อการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น แต่อย่าทำเช่นนี้บ่อยๆ เพราะจะทำให้ที่พยายามลดน้ำหนักมานั้นเสียเปล่า
  9. อย่าอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะจะทำให้คุณกินทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างไร้สติ ควรกินอาหารเล็กน้อยเสมออย่าปล่อยให้หิว ถ้าถึงมื้อแล้วไม่หิวก็ให้ทานผลไม้แทนได้
  10. พยายามเปลี่ยนเมนูอยู่เสมอ การกินอาหารเดิม ๆ ซ้ำ ๆ กันเกือบทุกวันจะเป็นผลเสียต่อการเผาผลาญอาหาร เพราะร่างกายจะเผาผลาญแคลอรี่ได้เท่าเดิม จึงแทบจะไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักตัว
  11. อย่าเสียดายของเหลือในจาน ถ้ากินไม่หมด ควรเก็บใส่ตู้เย็น หรือทิ้งเสีย อย่ากินจนหมด
  12. แอปเปิ้ล แคนตาลูป และโยเกิร์ต คือเมนูลดน้ำหนักที่ดีกินอย่างใดอย่างหนึ่งแทนมื้อกลางวันหรือเย็นได้ทุกวัน
  13. ถ้าอยากกินเนื้อสัตว์ให้กินแฮมต้ม ปลานึ่ง ทูน่ากระป๋อง ไก้ต้มไม่เอาหนัง กินอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงเล็กน้อยใน 1 มื้อ ควรกินคู่กับผักต้ม
  14. ถ้าหิวตอนดึกๆ ให้ดื่มชาร้อนๆ เพราะเครื่องดื่มร้อน ๆ จะช่วยให้ความรู้สึกหิวหายไป อาจดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำร้อน ชาสมุนไพร หรือนมร้อน ๆ สักถ้วยก็ได้
  15. ถ้าเบื่อผลไม้ ให้นำมายำ โดยทำน้ำยำดังนี้ ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ กับมะนาว และพริกป่น แล้วคลุกกับผลไม้ให้ทั่ว ใช้แอปเปิ้ล เขียวแดง ชมพู่ มันแกว ส้มโอ ส้มเขียวหวาน หรือองุ่น
  16. ถ้าติดขนมจุบจิบ ให้ใช้แตงกวา มะม่วง หรือแครอท หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า หรือน้ำแข็งป่นมาวางใกล้ ๆ มือ ทานแทนขนมขบเคี้ยว
  17. เคี้ยวหมากฝรั่งบ้าง รสชาติสะอาด ๆ ในช่องปากอาจทำให้คุณไม่อยากกินอะไร
  18. กินกระเทียมสดและพริกไทยทุกวัน เพราะจะช่วยลดคอเลสเตอรอลและลดน้ำหนักได้
  19. วางแผนการกินล่วงหน้าแต่ละมื้อ การกินโดยไม่คิดก่อนจะทำให้เผลอไปกินอาหารที่ไขมันสูง
  20. เมื่อลดน้ำหนักได้ 1 กิโลกรัม แทนที่จะให้รางวัลตัวเองเป็นขนมหวาน ควรให้รางวัลเป็นอย่างอื่นเช่น เสื้อสวย ๆ สักตัว หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การกิน
  21. เลิกคร่ำครวญถึงรสชาติอาหารจานโปรด คุณต้องตัดใจ จงคร่ำครวญถึงชุดสวย ๆ แทน คุณจะได้มีแรงบันดาลใจเพียงพอที่จะลดน้ำหนัก
  22. ฝึกเป็นนิสัยอ่านฉลากบนผลิตภัณฑ์อาหารทุกอย่าง ว่ามีพลังงานหรือไขมันเท่าใดบ้าง ทำเป็นประจำจะทำให้คุณเป็นคนที่กินเป็นมากขึ้น และมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย
  23. ทานข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือแทนข้าวขาว เพราะข้าวกล้องอิ่มนานกว่า และมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าข้าวขาว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : Ladytip.com.(2009).วิธีลดความอ้วน ในระยะยาว.2 สิงหาคม 2558.
แหล่งที่มา : https://sites.google.com/site/jaisorgroup/9
ภาพประกอบจาก : http://heal.in.th


-ในหน้าหนาว.jpg

ในช่วงฤดูหนาวเราอาจเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส บางคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่เดิม โดยเฉพาะแพ้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบ้าน เช่น ขนของสัตว์เลี้ยง ตัวไรในฝุ่นก็อาจมีอาการแพ้มากขึ้น โดยอาจมีอาการจาม น้ำมูกไหล

 

มีโรคใดบ้างที่พบบ่อยในฤดูหนาว

ในช่วงฤดูหนาวเราอาจเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส บางคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่เดิม โดยเฉพาะแพ้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบ้าน เช่น ขนของสัตว์เลี้ยง ตัวไรในฝุ่นก็อาจมีอาการแพ้มากขึ้น โดยอาจมีอาการจาม น้ำมูกไหล หรือบางคนที่เป็นโรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรังอยู่ก่อนแล้วก็อาจมีอาการหอบมากขึ้นได้ โดยเฉพาะถ้าติดไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วย นอกจากนั้นปัญหาเรื่องผิวหนังก็เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย เช่น ผิวแห้งคันหลังอาบน้ำซึ่งพบบ่อยมากในผู้สูงอายุซึ่งมีไขมันใต้ผิวหนังน้อยและต่อมไขมันก็ทำงานลดลงตามอายุ หรือคนที่ผิวแห้งอยู่เดิมก็อาจคันมากหรือผิวลอกไปเลย บางรายที่เป็นผื่นผิวหนังแพ้อากาศเย็นก็อาจทำให้มีผื่นแพ้อากาศเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้

 

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพ

ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งติดต่อได้ทางระบบหายใจ เช่น ไอ จาม ทำให้เชื้อโรคกระจายออกมาในอากาศ หรือจากการที่มีเสมหะ น้ำลายของผู้ป่วยเปื้อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได แก้วน้ำ แล้วมือเราไปสัมผัสมาแล้วเผลอไปจับจมูก จับหน้าของเราทำให้เชื่อโรคเข้าจมูกหรือตาได้

ส่วนอาการโรคภูมิแพ้เกิดจากการที่เรามีโอกาสมากขึ้นในการอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งที่เราแพ้ เช่น พอฤดูหนาว เราและสัตว์เลี้ยงอาจอยู่ในบ้านมากขึ้น ถ้าเราแพ้ขนสัตว์อาจทำให้เรามีอาการมากขึ้น หรือเรานอนมากขึ้นในฤดูหนาวทำให้แพ้ตัวไรในฝุ่นตามที่นอน หมอน มุ้งมากขึ้น สำหรับอาการผื่นแพ้อากาศเย็นหรือคันตามผิว คัน แห้ง ลอกนั้นเกิดจากอากาศที่เย็นโดยตรง

 

โรคที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุด

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุดในฤดูหนาว เพราะเป็นโรคที่อาจเกิดผลแทรกซ้อนได้ และอาจมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากได้ โดยเฉพาะถ้ามีการระบาด โดยประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ปีละ 20,000 – 50,000 คน/ปี บางรายเพลียมาก มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวมากจนต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือหยุดงาน และมีบางรายที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาล หรือบางรายถึงแก่ชีวิต ซึ่งมักเป็นผู้ป่วยสูงอายุแต่พบไม่บ่อย เสียชีวิตปีละไม่กี่รายจากจำนวนคนที่ป่วยหลายหมื่นคน สำหรับอาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะคล้าย ๆ กับโรคไข้ชนิดอื่น ๆ คือ มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก ระคายคอ แต่ถ้ามีไข้มากหรือปวดเมื่อยตามตัวมากต้องระวังว่าอาจเป็นไข้หวัดใหญ่ได้โดยโรคนี้พบได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ แต่ถ้าเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ หรือมีโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืดอยู่เดิม หรือมีโรคเรื้อรังที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อย ๆ เช่น ไตวาย เบาหวาน โรคหัวใจ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น ได้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน คือ ปอดอักเสบติดเชื้อจากไข้หวัดใหญ่เองหรือจากเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้มาก

 

วิธีการรักษา

โรคไข้หวัดใหญ่โดยทั่วไปจะหายเองภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือให้การรักษาตามอาการ คือช่วงที่มีไข้ก็รับประทานยาลดไข้พาราเซตตามอล เช็ดตัวบ่อย ๆ พักผ่อนมาก ๆ ไม่ตรากตำทำงานหนัก ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ ถ้าสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้ายู่ต้องงด และรับประทานยาลดอาการต่าง ๆ เช่น ถ้าไอก็รับประทานยาแก้ไอ มีน้ำมูกก็รับประทานยาลดน้ำมูก เป็นต้น ในเด็กควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาลดไข้แอสไพริน เนื่องจากอาจเกิดตับวายและสมองอักเสบได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมาก เช่น หอบเหนื่อย ซึม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุซึ่งอาจมีไข้ อ่อนเพลียโดยอาการไม่ชัด แล้วมีอาการซึม สับสน ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง อาจต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาการดังกล่าวจะพบเป็นส่วนน้อย สำหรับยาฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะมักไม่ต้องใช้ เพราะโรคจะหายได้เอง จึงใช้เฉพาะในรายที่อาการรุนแรงเท่านั้น

 

ความจำเป็นในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

แนะนำให้ฉีดเฉพาะในรายที่มีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนจากโรคสูง ส่วนในคนทั่วไปยังไม่แนะนำเนื่องจากวัคซีนได้ผลประมาณร้อยละ 70-90 แต่ในผู้สูงอายุอาจได้ผลน้อยกว่านี้ สาเหตุของการที่ได้ผลน้อยกว่าวัคซีนชนิดอื่น ๆ เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์ตลอด โดยควรฉีดวัคซีนก่อนถึงช่วงที่จะมีการระบาดของโรค เนื่องจากเมื่อฉีดไปแล้ว 2 สัปดาห์ ร่างกายจะเกิดภูมิคุ้มกันโรคได้ และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นอยู่ได้ 1 ปี ฉะนั้นต้องฉีดปีละครั้ง สำหรับกรณีที่ควรฉีดวัคซีน ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ อายุมากกว่า 65 ปี
  • ผู้ที่โรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอื่น ๆ เช่นโรคไต โรคเบาหวาน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันด้วย
  • เด็กอายุ 6 เดือน – 8 ปี ที่รับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำ เนื่องจากถ้าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่อาจเกิดตับอักเสบและสมองอักเสบได้
  • ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 และ 3
  • ผู้ที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือชุมชน เช่น แพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานในสถานดูแลผู้ป่วยสูงอายุ เป็นต้น

 

ควรดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวอย่างไร

การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าสุขภาพดีจะลดโอกาสการเจ็บป่วยลง โดยทั่วไปควรปฏิบัติ ดังนี้

  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงพอและครบหมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอไม่ตรากตรำทำงานหนักจนเกินไป
  • อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เข้าไปในที่แออัดโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติดต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดอยู่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน
  • ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากอาจไปสัมผัสเชื้อโรคที่อยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู แก้วน้ำ เป็นต้น แล้วเผลอไปสัมผัสบริเวณหน้าได้ โดยล้างมือด้วยสบู่ธรรมดา 15 – 20 วินาที หรือใช้น้ำยาล้างมืออื่น ๆ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ในที่ที่หนาวมากควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย
  • หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอจาม ไม่คลุกคลีกับผู้อื่นและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
  • สำหรับปัญหาเรื่องผิวหนัง เราควรให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ถ้าอากาศหนาวมาก ไม่อาบน้ำนาน ๆ ในที่ที่หนาวมาก อาจไม่ต้องอาบน้ำวันละสองครั้งเหมือนฤดูอื่น หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว หลังจากเช็ดตัวหมาด ๆ ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ควรทาด้วยลิปสติกมันและไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อย ๆ


ทุกคนจึงควรหมั่นคอยดูแลสุขภาพให้ดีตลอดเวลาเพราะจะเป็นการป้องกันโรคที่คุ้มค่าที่สุด และไม่มีใครรู้ว่าความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ หากเมื่อเราป่วยอาจเป็นมากกว่าคนที่มีพื้นฐานสุขภาพที่ดี สำหรับผู้ที่อายุยังไม่มาก ก็ควรดูแลสุขภาพให้ดีเช่นเดียวกัน เพราะสุขภาพที่ดีในตอนอายุยังน้อยจะเป็นเกราะป้องกันโรคตอนอายุมากขึ้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : รศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล.(2009).การดูแลสุขภาพในหน้าหนาว.1 สิงหาคม 2559.
แหล่งที่มา : http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=115
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


shoulderpain1.jpg

สาเหตุที่พบบ่อย

  1. อุบัติเหตุ ทำให้เกิดกล้ามเนื้อฉีกขาด เส้นเอ็นขาด กระดูกหัก หรือข้อเคลื่อน
  2. การใช้งานอย่างไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด
  3. ความเสื่อมตามธรรมชาติของกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น พบบ่อยในผู้สูงอายุ
  4. โรคข้ออักเสบ ทำให้มีข้อไหล่อักเสบร่วมด้วย เช่น รูมาตอยด์ เกาต์ แคลเซียมเกาะเส้นเอ็น เป็นต้น
  5. อาการปวดไหล่ ซึ่งเป็นผลของอาการปวดร้าวมาจากที่อื่น (ไม่ได้เกิดจากข้อไหล่) เช่น กระดูกคอเสื่อม กล้ามเนื้อหลังอักเสบ ไมเกรน ความเครียด โรคปอด ถุงน้าดีอักเสบ หัวใจขาดเลือด โรคตับ เป็นต้น
  6. ข้อไหล่ติด พบบ่อยในผู้สูงอายุ ที่ไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวข้อไหล่ จนเกิดพังผืดแทรกในข้อและกล้ามเนื้อมักปวดตอนกลางคืน ถ้าเคลื่อนไหวจะปวดมากขึ้นแต่อยู่นิ่งไม่ปวด ไม่มีข้อบวมแดงร้อน ไม่มีจุดกดเจ็บ

 

วิธีรักษาเบื้องต้น

  1. หยุดพักการใช้ข้อไหล่ โดยงดยกของหนัก งดเคลื่อนไหวแขนหรือไหล่ในท่าที่ทำให้ปวด อาจใช้ผ้าคล้องแขนไว้ แต่ไม่ควรหยุดใช้ไหล่เกิน 2 – 3 วันเพราะจะทำให้เกิดภาวะข้อไหล่ติดได้
  2. ประคบด้วยความร้อน โดยใช้ถุงน้าร้อน ผ้าขนหนูชุบน้าอุ่น หรือ ใช้ยานวด
  3. ยาบรรเทาอาการ เช่น ยาพาราเซตามอล ยาแก้ปวดลดอาการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ
  4. บริหารกายภาพบำบัด จะช่วยลดอาการปวด และทำให้ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น

 

อาการที่ควรตรวจหาสาเหตุ หรือส่งต่อแพทย์เฉพาะทาง

  1. มีอาการตึงขัดข้อไหล่ เคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่ นานกว่า 2 อาทิตย์
  2. มีอาการชาของแขน หรือมือ ปลายนิ้วเย็น
  3. อาการเป็นมากขึ้น รักษาแล้วไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะอาการปวดในขณะพัก ปวดตอนกลางคืน
  4. มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ก้อน ไข้ เบื่ออาหาร น้าหนักลด ต่อมน้าเหลืองโต เป็นต้น

 

ข้อแนะนำวิธีบริหารข้อไหล่

  1. เริ่มบริหาร หลังจากอาการปวด ลดลงแล้ว เริ่มด้วยจานวนครั้งน้อย ๆ เช่น ลองทำท่าที่ 1 – 3 ก่อน ถ้าไม่ปวดก็ทำเพิ่มเป็นท่าที่ 1 – 5 แล้วถ้าไม่ปวดก็ค่อยทำจนครบทั้งหมด ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ยิ่งบ่อยยิ่งดี
  2. ขณะบริหาร ถ้าปวดมาก ก็ให้ลดจำนวนครั้งลง หรือหยุดบริหารท่านั้นไว้ก่อน เมื่ออาการปวดดีขึ้น จึงค่อยเพิ่มจำนวนขึ้น อย่าหักโหมหรือทำอย่างรุนแรง รวดเร็ว เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม

สาหรับโรคข้อไหล่ติด ขณะบริหาร จะต้องปวด มากขึ้น (เพื่อให้พังพืดในข้อไหล่ยืดออกจากกัน) ดังนั้นต้องพยายามทนปวดให้มากที่สุด ถ้าบริหารแล้วไม่ปวด แสดงว่าไม่ถูกวิธี ไม่ได้ผล แต่ถ้าปวดมาก (หยุดพักเกิน 2 ชั่วโมงยังปวดมากอยู่) ให้ปรับลดลง การรักษาต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะหายเหมือนปกติ

 

วิธีบริหารข้อไหล่

  1. เหวี่ยงแขนเป็นวงกลม ค่อย ๆ หมุนเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำ 10 เที่ยว ยืนก้มเล็กน้อย (ใช้มืออีกข้างจับโต๊ะเพื่อช่วยพยุงตัว) หรือนอนคว่าอยู่บนเตียงถ้าไม่ปวดมาก อาจถือน้ำหนัก 1 – 2 กิโลกรัม เพื่อช่วยให้หมุนได้ง่ายขึ้น
  2. ท่าหมุนข้อไหล่ ทำซ้ำ 10 เที่ยว
  3. ท่ายกแขน ศอกเหยียดตรง ยกสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำ 10 เที่ยว
  4. ท่ายกไม้ ยกสูงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำ 10 เที่ยว
  5. ท่านิ้วไต่ผนัง ให้สูงมากที่สุดเท่าที่จะทนปวดได้ ทำ 10 เที่ยว
  6. ท่าชักรอก นาเชือกคล้องผ่านรอกเหนือศีรษะทางด้านหน้า จับปลายเชือกทั้งสองข้าง
  7. ท่าใช้ผ้าถูหลัง มือที่อยู่ด้านบนดึงผ้าขึ้นให้มากที่สุด ค้างไว้ นับ 1 – 10

 


ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้ภาพ


-MS-ด้วยการกินปลา-2.jpg

โรคปลอกประสาทอักเสบ หรือโรคเอ็มเอส (Multiple sclerosis : MS) เป็นโรคที่ทำให้การทำงานของระบบประสาท สมองและไขสันหลังมีปัญหา ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าปลอกประสาทที่ผิดปกติ เกิดขึ้นที่ส่วนใดของสมอง ล่าสุดมีงานวิจัยว่า ผู้ที่กินปลาเป็นประจำจะมีความเสี่ยงลดลงในการเป็นโรคนี้

โรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple sclerosis : MS) เป็นโรคของระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system : CNS) ที่ทำให้การสื่อสารระหว่างสมองกับส่วนอื่นๆของร่างกายมีปัญหา อาการแสดงที่สำคัญของโรคนี้จะพบการทำลายปลอกประสาท (Myelin sheath) จากการทำงานผิดพลาดของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune system) โดยเม็ดเลือดขาว เข้าไปโจมตีและทำลายปลอกประสาท โดยเข้าใจว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม

 

การกินปลาส่งผลอย่างไร

การศึกษาล่าสุด จัดทำในกลุ่มศึกษามากกว่า 1,100 คน จาก Southern California ซึ่งมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 36 ปี ครึ่งหนึ่งของกลุ่มศึกษานี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Early MS หรือไม่ก็เป็น Clinically isolated syndrome

ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่กินปลาอย่างน้อย หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ หรือกินปลา 1-3 ครั้งต่อเดือน และทานอาหารเสริมน้ำมันปลาทุกวัน มีความเสี่ยงในการเป็นโรคปลอกประสาทอักเสบ (MS) น้อยกว่า 45% เมื่อเทียบกับผู้ที่กินปลาน้อยกว่าเดือนละครั้ง และไม่ได้ทานอาหารเสริมน้ำมันปลา และในการศึกษานี้ยังพบด้วยว่ามีกลุ่มยีนของคนอยู่ 2 ใน 13 กลุ่มมีความเสี่ยงน้อยในการเป็นโรคปลอกประสาทอักเสบ (MS) ไม่ว่าจะกินปลาเท่าไรก็ตาม

ดร. แอนเน็ตต์ แลงเกอร์ กูลด์ (Dr. Annette Langer-Gould) ผู้วิจัยกล่าวว่า การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึง ประโยชน์ที่เกิดจาการกินอาหารทะเล โดยการกินปลาเป็นประจำ มีส่วนลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงลดความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ด้วย

 

ผลดีของกรดไขมันโอเมก้า 3

การบริโภคกรดไขมันโอเมก้า 3 จากปลา ช่วยป้องกันการเกิดโรคปลอกประสาทอักเสบ (MS) ได้อย่างไร

“โอเมก้า 3 ช่วยบำรุงสมอง ความจำ และต้านการอักเสบ และมีแนวโน้มในการป้องกันการเป็นโรคปลอกประสาทอักเสบ (MS) ได้”  ดร. แอนเน็ตต์ แลงเกอร์ กูลด์ (Dr. Annette Langer-Gould) กล่าว อย่างไรก็ตามจากการศึกษาไม่ได้แสดงให้เห็นถึงสาเหตุและผลลัพธ์ (Cause and Effect) ในเรื่องดังกล่าว

นอกจากนี้นิโคลัส ลารอคค่า (Nicholas LaRocca) จากสมาคมโรคปลอกประสาทอักเสบแห่งชาติ (National Multiple Sclerosis Society) ได้กล่าวว่า  “มีประโยชน์ทางสุขภาพอย่างมาก จากการกินปลาที่มีกรดไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในระดับของการพบความสัมพันธ์” โดยปัจจุบันกำลังมีความพยายามที่จะหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนปัจจัยแวดล้อม เช่น การควบคุมอาหารเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปลอกประสาทอักเสบ (MS)

 

สำหรับผู้ที่เป็นโรคอยู่แล้ว

การศึกษานี้ไม่ได้เน้นไปที่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคในขั้นรุนแรง แต่จากการที่กรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) ในขณะที่ผู้ที่เป็นโรคปลอกประสาทอักเสบ (MS) ซึ่งก็สามารถเป็นโรคในกลุ่ม CVD และมีแนวโน้มที่กลายเป็นคนพิการ ดังนั้นการกินปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

ดร. แอนเน็ตต์ แลงเกอร์ กูลด์ (Dr. Annette Langer-Gould) ยังชี้ให้เห็นว่าการได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 จากการกินปลาหรืออาหารทะเลโดยตรงนั้น ดีกว่าการได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 จากผลิตภัณฑ์เสริมน้ำมันปลา

การศึกษานี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก U.S. National Institute of Neurological Disorders and Stroke. โดยถูกนำเสนอในงานประชุมประจำปี American Academy of  Neurology ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-27 เมษายน ที่ Los Angeles งานวิจัยที่นำเสนอในที่ประชุมนี้ ถือเป็นข้อมูลขั้นต้นก่อนที่จะมีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญและตีพิมพ์ในวารสาร

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-one.jpg

ไข้ (Fever) เกิดจากการที่ร่างกายพยายามปรับสมดุล เนื่องจากมีการอักเสบเกิดขึ้น ทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานสูงขึ้น มีผลให้อุณหภูมิสูงขึ้น รวมทั้งมีการระบายความร้อนออกด้วยการขับเหงื่อ เพื่อลดอุณหภูมิในร่างกายลง ส่วนใหญ่มักจะถือว่า มีไข้ ถ้าวัดอุณหภูมิทางปากได้มากกว่า 38.3 องศาเซลเซียส   ไข้ แบ่งได้หลายแบบ เช่น แบ่งตามระยะเวลาที่มีอาการ คือ ไข้เฉียบพลัน ซึ่งมักจะมีอาการมาไม่เกิน 7 วัน หรือ ไข้เรื้อรัง คือเป็นไข้มาแล้วอย่างน้อย 3 สัปดาห์ แต่ถ้าอยู่ในระหว่าง 7 – 21 วันมักจะเรียกว่า ไข้กึ่งเฉียบพลัน หรืออาจจะแบ่งตามสาเหตุ อวัยวะที่มีอาการก็ได้ การแบ่งระยะเวลาของไข้ อาจจะบอกถึงกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุได้

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดไข้

สาเหตุของไข้ เกิดจากทั้งโรคติดเชื้อ และโรคไม่ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม โรคติดเชื้อป็นสาเหตุที่สำคัญของไข้ โดยเฉพาะไข้เฉียบพลัน ถือเป็นร้อยละ 80 ขึ้นไป ในขณะที่ไข้เรื้อรังอาจเกิดจากโรคไม่ติดเชื้อ ร้อยละ 30 – 40 โรคไม่ติดเชื้อที่สำคัญ ที่เป็นสาเหตุของไข้ ได้แก่ โรคภูมิแพ้ตนเอง โรครูมาตอยด์ โรคคอพอกเป็นพิษ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น ซึ่งเป็นตัวอย่างที่พบบ่อย ๆ เท่านั้น จริง ๆ แล้วยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีกมากมาย

โรคติดเชื้อ เป็นสาเหตุสำคัญ ทั้งไข้เฉียบพลัน และไข้เรื้อรัง เชื้อโรคที่ทำให้เกิดไข้ อาจเป็นได้ทั้ง เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อวัณโรค เชื้อรา เชื้อพยาธิ อย่างไรก็ตาม เชื้อโรคเหล่านี้บางอย่างเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของไข้เฉียบพลัน เช่น แบคทีเรีย ไวรัส แต่บางอย่างเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของไข้เรื้อรัง ได้แก่ วัณโรค เป็นต้น

แม้กระทั่งในแต่ละกลุ่มเชื้อโรคเอง บางชนิดก็ทำให้เกิดไข้เฉียบพลัน บางชนิดก็ทำให้เกิดไข้เรื้อรังได้ หรือเกิดได้ทั้ง 2 แบบ ความรุนแรงของอาการก็แตกต่างกันได้ในแต่ละคน แม้จะเกิดจากการติดเชื้อชนิดเดียวกันก็ตาม เช่น ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสไข้เลือดออก ส่วนใหญ่จะหายเอง แต่บางรายอาการรุนแรงจนเสียชีวิตได้

คนที่มีไข้ จะรู้สึกไม่สบายตัว อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ไม่อยากไปทำงาน อยากจะพักผ่อน ซึ่งเป็นกลไกปกติของร่างกายในการปรับสมดุล นอกจากนั้นยังมีอาการตามอวัยวะที่มีการอักเสบเกิดขึ้น  มีสารคัดหลั่งของระบบนั้น ๆ ออกมามากขึ้น เช่น ถ้ามีการอักเสบที่ปอด ก็จะไอ มีเสมหะ ถ้าอักเสบที่ข้อก็จะปวดข้อ ข้อบวมเนื่องจากมีน้ำในข้อเพิ่มขึ้น เป็นต้น สารคัดหลั่งอาจมีลักษณะเป็นสีเหลืองข้น หรือเป็นหนองได้ ถ้ามีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว และเนื้อเยื่อที่ตายมาสะสมจำนวนมากในสารคัดหลั่งนั้น เช่น น้ำมูกเหลืองข้น ฝี

โดยทั่วไป เมื่อมีไข้ก็ต้องกินยาลดไข้ก่อน เพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นการปฐมพยาบาลขั้นต้น และยาลดไข้สามารถซื้อหาได้ง่ายจากร้านขายยาทั่วไป นอกจากนั้นผู้ที่มีไข้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อชดเชยการการสูญเสียเหงื่อจากการระบายความร้อน

ไข้จะหายไปเมื่อร่างกายควบคุม หรือกำจัดสาเหตุของไข้ออกจากร่างกายไปได้ ดังนั้นการที่ไข้จะหายเร็วแค่ไหน ขึ้นกับปัจจัยใหญ่ ๆ 3 ประการ คือ ภูมิต้านทานของคนคนนั้น สาเหตุของไข้ และการรักษาจำเพาะที่ต้นเหตุ เนื่องจากไข้เฉียบพลันส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยเฉพาะการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ และมักจะหายเองได้ใน 3 – 7 วัน ดังนั้นการดูแลรักษาตัวเองเบื้องต้นดังกล่าวก็เพียงพอ  อาจไม่ต้องมาพบแพทย์ ถ้ามียารักษาอาการร่วมต่าง ๆ อยู่แล้ว

 

เมื่อไรที่ควรมาพบแพทย์

อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติม เนื่องจากไข้ที่มีอาจไม่ใช่ไข้จากโรคติดเชื้อ หรือเป็นไข้จากโรคติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาจำเพาะ หรือเป็นโรคติดเชื้อที่อาการอาจจะทวีความรุนแรง จนอาจเกิดการติดเชื้อหรือลุกลามไปยังระบบอื่น ๆ จนอาจถึงแก่ชีวิตได้ การกินยาลดไข้โดยเฉพาะยาพาราเซตามอลเป็นจำนวนมาก หลายวันติดต่อกัน อาจมีพิษต่อตับ ทำให้ตับวายจนถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน

ไข้เป็นแค่ไหนต้องพบแพทย์

 

ผู้ป่วยที่ควรจะมาพบแพทย์ เมื่อมีไข้แต่เนิ่น ๆ มีดังต่อไปนี้

  1. เป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ เมื่อมีการติดเชื้ออาจเกิดการลุกลามได้รุนแรง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยเม็ดเลือดขาวต่ำ เป็นต้น
  2. ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอื่น ๆ ที่มีการทำงานของอวัยวะในร่างกายบกพร่องอยู่เดิม ซึ่งเมื่อมีไข้สูงอยู่นาน อาจทำให้ร่างกายทนไม่ไหว ได้แก่ ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ยังควบคุมไม่ได้ดี โรคตับแข็ง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง อายุมากหรือเด็กแรกคลอด เป็นต้น
  3. ผู้ป่วยที่มีไข้ ร่วมกับอาการอื่น ๆ ที่มีความรุนแรงขึ้น จนรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ไอมากขึ้น ท้องเสียมากขึ้น ปัสสาวะขัดขุ่นมากขึ้น ทั้งๆ ที่ได้รับการักษาตามอาการเต็มที่แล้ว
  4. มีอาการผิดปกติหลาย ๆ ระบบร่วมกัน เช่น มีดีซ่านร่วมกับจุดเลือดออก หอบเหนื่อย หรือมีความดันโลหิตต่ำ เป็นต้น
  5. มีการระบาดของโรคติดเชื้อในชุมชนที่พักอาศัย ซึ่งบางอย่างอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ในบางช่วงอายุ ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่
  6. มีประวัติสัมผัสโรคบางอย่างที่มีการรักษาจำเพาะ เช่น ไข้มาลาเรีย ไข้สุกใส
  7. ไข้เรื้อรัง กินยาลดไข้อย่างเดียว ไม่หาย หรือนานกว่าที่คาดหมาย อาจจะเกิดจากโรคติดเชื้อเรื้อรัง หรือจากโรคไม่ติดเชื้อ ควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
  8. ไม่แน่ใจว่าไข้เกิดจากสาเหตุใด จะมีอาการรุนแรงหรือไม่ ก็ควรจะมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

 

แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณที่ผู้ป่วยมีอาการเด่นชัด มีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุ และประเมินความรุนแรงของอาการและสาเหตุ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่ได้จากประวัติและการตรวจร่างกาย ในกรณีที่สามารถวินิจฉัยสาเหตุของไข้ว่าอาการไม่รุนแรง หรือแพทย์คิดว่าการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่ช่วยในการวินิจฉัยในขณะนั้นแพทย์จะสั่งการรักษาได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย

ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง หรือมีโอกาสที่จะเกิดอาการรุนแรง แพทย์อาจรักษาไปก่อนด้วยยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมสาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอันตราย ยาปฏิชีวนะจะได้ประโยชน์เฉพาะไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อเท่านั้น กรณีที่ไข้เกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อก็ต้องใช้ยารักษาสาเหตุอื่นๆ เช่น ไข้จากคอพอกเป็นพิษ ก็ต้องรักษาด้วยยาลดการทำงานของไทรอยด์ ไข้จากโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเองก็ต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

ยังมีความสับสนระหว่างยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ ยาแก้อักเสบ หมายถึงยาที่ไปลดการอักเสบในร่างกาย แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ ส่วนยาปฏิชีวนะ หมายถึงยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่รวมถึงยาฆ่าเชื้อไวรัส หรือเชื้อพยาธิ ยาปฏิชีวนะมักจะลดการอักเสบลงได้ ถ้าเชื้อก่อโรคนั้นทำให้เกิดการอักเสบแต่ไม่ได้ลดการอักเสบโดยตรง

อย่างไรก็ตามโรคติดเชื้อไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเสมอไป เนื่องจากร่างกายสามารถกำจัดเชื้อโรคหลายชนิดออกจากร่างกายได้เอง เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะโรคติดเชื้อไวรัสที่ก่ออาการของระบบทางเดินหายใจส่วนบนในผู้ใหญ่ เช่น หวัด หลอดลมอักเสบ โรคติดเชื้อบางอย่างก็ไม่มียารักษาจำเพาะ เช่น ไข้เลือดออก การรักษาตามอาการ เช่น กินยาลดน้ำมูก แก้ไอ ระยะเวลาหนึ่ง อาการต่างๆ ก็จะหายไปได้เอง

นอกจากนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียในร่างกายดื้อยาสะสม และทำให้ใช้ยาดังกล่าวไม่ได้เมื่อจำเป็นต้องใช้ และอาจจะเกิดการแพ้ยาได้

ดังนั้น การกินยาลดไข้ ร่วมกับยาบรรเทาอาการอื่นๆ อาจเพียงพอในโรคติดเชื้อหลาย ๆ ชนิดโดยเฉพาะโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งมักเกิดจากเชื้อไวรัส และถ้าเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวใด ๆ ส่วนใหญ่จะเวลาประมาณ 3 – 7 วัน ไข้จะค่อย ๆ ลดลงและหายไปในที่สุด ในขณะที่ผู้ป่วยซึ่งมีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิต้านทานลดลง มีอาการรุนแรงของอวัยวะที่มีการอักเสบ เช่น ไอมากจนหายใจลำบาก ท้องเสียถ่ายมากจนไม่มีแรง หรือในช่วงที่มีการระบาดของโรคที่มีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ควรจะมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ประเมิน และรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

 

นพ. ภิรุญ  มุตสิกพันธุ์
หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


Probiotics-good-bacteria-body-needs.jpg

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) เป็นจุลินทรีย์ชนิดดี ซึ่งจุลินทรีย์ (Microorganism) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงจำเป็นต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ ได้แก่ แบคทีเรีย อาร์เคีย รา และ ยีสต์ เป็นต้น จุลินทรีย์พบได้ทุกสภาวะแวดล้อม แม้แต่ในสภาวะแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอยู่ไม่ได้ จุลินทรีย์มีทั้งแบบที่ก่อโรคและแบบไม่ก่อโรค มีการเรียกจุลินทรีย์ไม่ก่อโรคและมีประโยชน์ต่อร่างกายว่า จุลินทรีย์ชนิดดี หรือ โพรไบโอติกส์ (Probiotics) นั่นเอง 

 

โพรไบโอติคส์ (Probiotics) คืออะไร 

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) เป็นจุลินทรีย์ชนิดดี ส่วนใหญ่จะเป็นแบคทีเรียกับยีสต์ มีประโยชน์ต่อร่างกายเมื่ออยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยจะช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานเป็นปกติ โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน ในส่วนของระบบทางเดินอาหาร ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามิน B12 เกลือแร่ ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม น้ำตาลชนิดดี และกรดไขมันชนิดดี ส่งเสริมการผลิตวิตามินต่างๆ เช่น วิตามิน K2 เอนไซม์ในการย่อยและกลุ่มวิตามินบี ช่วยย่อยอาหารพวกเส้นใยให้กลายเป็นกรดไขมันสายสั้นโมเลกุลเล็กๆ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน สำหรับระบบภูมิคุ้มกัน มีส่วนช่วยในการป้องกันสิ่งแปลกปลอม และเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงแบคทีเรียชนิดไม่ดี ไวรัส พยาธิ สารพิษ และสารอักเสบต่าง ๆ ช่วยทำลายสารพิษในลำไส้ ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้  ทำให้ลำไส้มีสภาพเป็นกรดไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดที่ก่อโรค

 

ทำไมต้องมีการเพิ่มโพรไบโอติคส์ให้ร่างกาย

ปกติแล้วในร่างกายของมนุษย์ เช่น ทางเดินอาหาร จะมีแบคทีเรียทั้งชนิดดีและชนิดไม่ดีอยู่ด้วยกันอย่างสมดุล แต่ความสมดุลนี้จะถูกทำลายจากการทานอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ความเครียด พักผ่อนน้อย อายุที่เพิ่มขึ้นรวมถึงโรคต่าง ๆ และการใช้ยา เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาคุมกำเนิด การบำบัดโรคด้วยวิธีฉายรังสี หรือแม้แต่การผ่าตัดกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น ภูมิแพ้คอเลสเตอรอลสูง ภูมิต้านทานโรคต่ำ ท้องผูก

การกินอาหารที่มีจุลินทรีย์โปรไบโอติกส์ในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยทำหน้าที่ปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารได้

 

การเลือกซื้อโพรไบโอติคส์

เนื่องจากปัจจุบัน มีการนำผลิตภัณฑ์ที่มีโพรไบโอติคส์ มานำเสนอหลากหลายตราสินค้าและหลากหลายช่องทาง ในการเลือกซื้อจึงควรใส่ใจในรายละเอียด มีแนวทางปฏิบัติดังนี้

  1. ควรเลือกซื้อจากช่องทาง ที่มีการเก็บผลิตภัณฑ์ในลักษณะที่มีความเย็นอยู่เสมอ
  2. ควรดูชื่อจุลินทรีย์ที่ฉลากรายละเอียดผลิตภัณฑ์ว่า เป็นโพรไบโอติคส์หรือไม่ เพราะบางครั้งอาจเป็นเพียงเชื้อจุลินทรีย์สำหรับทำผลิตภัณฑ์ เช่น สเตร็ปโตค็อคคัส เทอร์โมฟิลัส (Streptococcus thermophiles) และแล็คโตแบซิลลัส บัลการิคัส (Lactobacillus bulgaricus) เป็นจุลินทรีย์สำหรับทำโยเกิร์ต ไม่ใช่โพรไบโอติคส์
  3. ถ้าเป็นโพรไบโอติคส์ ให้ดูต่อว่าอยู่ในกลุ่มที่ตรงกับที่ร่างกายต้องการหรือไม่ เช่น กรณีท้องผูก อาจเหมาะกับเชื้อไบฟิโดแบคทีเรียม แอนิมาลิส ซึ่งกรณีที่ไม่อยู่ในกลุ่มท้องผูกควรหลีกเลี่ยงเชื้อตัวนี้ ทั้งนี้ต้องทานต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของร่างกายว่าตรงตามที่ต้องการหรือไม่ กรณีไม่ตรงอาจพิจารณาเปลี่ยนเชื้อ และทานต่อเนื่องอีกครั้ง
  4. พิจารณาฉลากรายละเอียดผลิตภัณฑ์ โดยเลือกซื้อที่มีโพรไปโอติคส์ ชนิดที่ต้องการจำนวนอย่างน้อย 1010-1011 ตัว

แนะนำให้อ่านข้อมูลเพิ่มเติม การเลือกซื้อโพรไบโอติคส์

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.goodlifeupdate.com   www.pharmacy.mahidol.ac.th
ภาพประกอบ : www.freepik.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก