ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

Cool-Work.jpg

เมื่อวันเวลาเดินหน้าไปอยู่เสมอ ไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนในยุคนี้ คูล และ เวิร์ค น่าทำตาม กลุ่มคนรุ่นเดิมก็ถูกผลัดเปลี่ยนด้วยคนรุ่นใหม่ วิถีชีวิตของคนแต่ละรุ่นหรือแต่ละกลุ่มย่อมแตกต่างกันไป วิถีชีวิตที่ว่า คือ คำที่คนในสมัยนี้เรียกกันอย่างติดปากว่า “ไลฟ์สไตล์” ไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนในยุคนี้ ในยุคปัจจุบันอย่างเรา ๆ นั้น มีสิ่งที่แปลกใหม่หรือสิ่งที่นิยมทำกันเกิดขึ้นใหม่ ๆ มากมาย บางสิ่งก็ดูแล้วไร้สาระหรือไม่เป็นประโยชน์อะไรนัก หรือถึงขั้นเกิดผลเสียก็เป็นได้ เราลองมาเลือกไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย อินเทรนด์ และดู คูล และ ชิค เหมาะที่จะนำมาทำให้ชีวิตสดใส และมีความสุขขึ้นกันดีกว่า

 

ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ มีเวลาใส่ใจดูแลสุขภาพ

จะสังเกตได้ว่ากระแสไลฟ์สไตล์ที่กำลังมาแรงอย่างปฏิเสธไม่ได้เลยของยุคนี้ ก็คือ การหันมาแบ่งเวลาให้สุขภาพ ดูได้จาก คนมากมายทั้งกลุ่มหนุ่มสาวออฟฟิศ คนสูงอายุในวัยเกษียณ นักเรียนนักศึกษา ต่างก็หันมาให้เวลากับการดูแลสุขภาพ ด้วยการออกกำลังกาย มีกีฬาและวิธีในการออกกำลังเกิดขึ้นใหม่มากมาย เช่น โยคะ ซึ่งมีทั้งโยคะร้อน โยคะทั่วไป โยคะฟรายด์ พิราทิส ครอสฟิต ปั่นจักรยาน เล่นเวท หรือแม้แต่กีฬาต่าง ๆ ซึ่งมีสถานที่ออกกำลังกาย โรงเรียนที่สอนเฉพาะทางเกิดขึ้นมากมายทุกหนแห่ง สาเหตุหนึ่ง คงเป็นเพราะคนเรามองเห็นแล้วว่าการป้องกันไม่ให้ร่างกายอ่อนแอและเจ็บป่วยนั้นสำคัญและให้ผลดียิ่งกว่าการรักษา นับว่าเป็นไลฟ์สไตล์ที่ คูล และน่าจะเลือกมีไว้ในตารางชีวิตบ้างเหมือนกัน

 

นิยมอาหารคลีน

คำว่าอาหารคลีน คงไม่ใช่ศัพท์ใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกันแล้ว เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็จะเห็นคนรุ่นใหม่มีไลฟ์สไตล์ที่รักสุขภาพ และใส่ใจในการรับประทาน เนื่องจากมลพิษและสารปนเปื้อนมีมากมายในอาหารที่รับประทานกันทุกวัน และอาหารนี่เองที่เป็นตัวชี้ว่าร่างกายจะแข็งแรงหรือจะเกิดโรคในภายหน้า การทานอาหารคลีนก็คือ การเลือกรับประทานอาหารที่สดใหม่และมีขั้นตอนในการปรุงที่น้อย ทำให้อาหารมีการปนเปื้อนน้อย และเป็นอาหารสดที่มีอายุของอาหารสั้น ไม่ใช่อาหารดอง หมัก แช่แข็ง เพราะอาหารอายุยาวทำให้อายุคนรับประทานสั้น และอาหารอายุสั้นคืออาหารสดจะทำให้คนรับประทานมีอายุยาว การทานอาหารคลีนอาจจะเลือกโดยการทำรับประทานเองที่บ้าน หรือด้วยไลฟ์สไตล์ของตน ก็มีบริการของร้านอาหารคลีนที่เปิดรองรับ ทั้งรับประทานภายในร้าน และสั่งเป็นมื้อเหมือนผูกปิ่นโตก็ได้ ซึ่งมีให้เลือกสั่งซื้อในแทบทุกพื้นที่ทั่วกรุงเทพและต่างจังหวัดก็มีแล้วเช่นกัน หากสนใจไลฟ์สไตล์ดูแลอาหารการกิน คูล ๆ เช่นนี้ลองหามารับประทานหรือทำเองก็ไม่ยาก

 

ชอบสินค้า DIY

อาจจะด้วยทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างฝืดเคือง คนในยุคเราจึงเพิ่มทางเลือกให้กับชีวิตด้วยการมีไลฟ์สไตล์นิยมสินค้า DIY สินค้า DIY เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความชอบและความสุขของยุคสมัยในราคาเบา ๆ เรียกว่าเป็นไลฟ์สไตล์ชิค ๆ มาก เมื่อเราต้องการของอะไรสักอย่าง การซื้อของสำเร็จรูปที่มีคุณภาพและมีแบรนด์อาจทำให้เป็นภาระหนักต่อกระเป๋าสตางค์ แต่หากหันไปมองสินค้า DIY เราจะเห็นว่ามีสินค้าหลายอย่างที่คุณภาพและดีไซน์ใกล้เคียงกัน และอาจจะมีเอกลักษณ์แตกต่าง ดีไซน์ที่ออกแบบเพิ่มเองได้อย่างสวยตรงใจ เพียงแต่ต้องลงแรงและฝีมือในการประกอบหรือทำขึ้นมาเองในบางขั้นตอนเท่านั้น

 

มีงานอดิเรกหรือกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม

อาจจะด้วยพัฒนาการอันทันสมัยแห่งโลกโซเชี่ยล ไลฟ์สไตล์ คูล ๆ ของคนในยุคเราอีกอย่างคือ มีกิจกรรมเฉพาะกลุ่มที่ตรงใจกัน เราสามารถมีกลุ่มสังคมที่มีความรักชอบในสิ่งเดียวกัน และรวมกันไปทำกิจกรรมที่ชอบในวันว่างร่วมกัน ซึ่งคนเหล่านั้นอาจจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนในชีวิตประจำวัน แต่สามารถมาพบรู้จักคนใหม่ ๆ ที่มีความสนใจเหมือนกัน ทำให้เกิดกิจกรรมดี ๆ ร่วมกัน เช่น ก๊วนปั่นจักรยาน กลุ่มเพื่อนสายบุญ กลุ่มงานประดิษฐ์ คนชอบธรรมชาติ ชมรมคนรักต้นไม้ เป็นต้น

 

ใช้ชีวิตสุด ๆ ทั้งทำงานสุด ๆ และพักผ่อนสุดชิล

ไลฟ์สไตล์ของคนยุคเราที่แสนจะชิลและชิค อย่างไม่มีใครเถียงก็คือ การทำอะไรสุด ๆ และพยายามรักษาสมดุลของชีวิต ต่างจากคนในยุคก่อนที่อาจจะบ้าทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน หรือมีชีวิตเรียบเกินไปอยู่แต่บ้าน หรือไม่ก็เที่ยวจนไม่เป็นอันทำงาน แต่ไลฟ์สไตล์ของคนปัจจุบันรักษาสมดุลได้ดี เมื่อทำงานก็ทำกันอย่างเต็มที่ เพื่อเก็บเงินและเพื่อความก้าวหน้า แต่เมื่อถึงวันหยุด เราจะเห็นได้ว่าทุกคนต่างมุ่งหน้าไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่เกิดขึ้นใหม่ หลากหลายอย่างมีความสุข

การใช้ชีวิตนับว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ละเอียดอ่อน การจะวัดความสำเร็จของคนเรา คงไม่สามารถวัดได้จากหน้าที่การงานหรือเงินในกระเป๋าของคนแต่ละคนเพียงเท่านั้น แต่ยังวัดได้จากการเลือกใช้ชีวิตที่มีทั้งสาระและความสุขได้ในทุก ๆ วินาทีของชีวิตอีกด้วย การเปิดรับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ลองทำในสิ่งที่เราเองอาจจะยังไม่เคยได้ทำ หรือค้นหาความชอบความรักของตน เป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มสีสันละความสุขให้กับชีวิต ไลฟ์สไตล์ เป็นสิ่งที่เราต้องเลือกด้วยตนเอง เพราะไลฟ์สไตล์นั้นบ่งบอกความเป็นเราที่ไม่มีใครจะเข้าใจตัวเราเองได้ดีไปกว่าตัวเรา วันนี้คุณมีไลฟ์สไตล์ คูล และ ชิค ที่เหมาะกับตนเองแล้วหรือยัง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://moneyhub.in.th/article/5-lifestyle-that-good-to-follow/
ภาพประกอบจาก : www.happyjuiceco.ca


-1.jpg

ข้อควรรู้ สำหรับผู้ใช้ยา ให้ปลอดภัย อ่านฉลากยาให้เข้าใจ และหากมีปัญหาเกี่ยวกับวิธีใช้ยา ต้องถามให้เข้าใจอย่างชัดเจนก่อน เมื่อไรก็ตามที่ได้รับการจ่ายยามา ลองหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้

 

ใช้ยาให้ปลอดภัย

  1. อ่านฉลากยาให้เข้าใจ และหากมีปัญหาเกี่ยวกับวิธีใช้ยา ต้องถามให้เข้าใจอย่างชัดเจนก่อน
  2. เมื่อไรก็ตามที่ได้รับการจ่ายยามา ลองหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้
    • ควรรู้ชื่อยา หากเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยควรรู้ว่า มีข้อบ่งใช้หรือรักษาอะไร
    • มีข้อควรระวังในการใช้อย่างไรบ้าง
    • ไม่ควรรับประทานร่วมกับยาใดบ้าง
    • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มประเภทใดบ้าง
    • มีวิธีใช้ยาอย่างไรและเวลาใดบ้าง
    • ต้องใช้เป็นระยะเวลานานเท่าใด หรือควรพบแพทย์อีกหรือไม่
  3. ทุกครั้งที่พบแพทย์หรือซื้อยามาใช้ด้วยตนเอง ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกร ได้ทราบว่ากำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง
  4. ยาเกือบทุกชนิดมีฤทธิ์ข้างเคียง ที่นอกเหนือจากฤทธิ์สำคัญที่ต้องการ และอาจเกิดขึ้นกับคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากผู้ใช้ยามีปัญหาของฤทธิ์ข้างเคียงที่เกิดขึ้นนั้น ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
  5. ผู้ใช้ยาควรแจ้งให้แพทย์ หรือเภสัชกรทราบทุกครั้งว่า ตนเองเคยมีอาการแพ้ยาชนิดใดบ้าง อาการแพ้ยาแสดงให้เห็น ด้วยลักษณะต่าง ๆ เช่น เกิดผื่นแดงที่ผิวหนัง ผื่นลมพิษ คันตามตัวหรือใบหน้า หน้าบวม หรือหายใจขัด เป็นต้น
  6. ไม่ควรนำยาของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ ไปให้ผู้อื่นหรือแนะนำให้ซื้อใช้ชนิดเดียวกับตนถึงแม้ว่าจะมีอาการแสดงคล้ายคลึงกัน แต่อาจไม่ใช่โรคเดียวกันก็ได้
  7. การซื้อยามาใช้ด้วยตนเอง เช่น ยาหยอดหู ตา จมูก ยาเหน็บ ควรอ่านฉลากหรือถามผู้ขายถึงวิธีใช้ยาให้เข้าใจ เพราะบ่อยครั้งที่พบว่าการใช้ยาไม่ถูกต้อง ทำให้โรคหรืออาการไม่หายได้
  8. คนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ต้องใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ จำเป็นต้องระมัดระวัง ในการซื้อยามาใช้ด้วยตนเอง เพราะอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับ การเกิดปฏิกิริยาต่อกันของยาได้
  9. ไม่ควรให้ยาแก่ทารก ที่มีอายุต่ำกว่า 1 ขวบ โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และการให้ยาเพื่อบำบัด อาการเจ็บป่วยไม่รุนแรง แก่เด็กที่มีอายุ 1 – 12 ปี ผู้ใช้ยาต้องรู้ขนาดใช้ยาที่เหมาะสมกับอายุของเด็ก
  10. สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในระยะให้นมบุตร ควรปรึกษาการใช้ยากับแพทย์หรือเภสัชกร
  11. ควรมีความรู้เกี่ยวกับการเก็บยาให้ถูกต้อง โดยทั่วไปยาที่ไม่ได้ระบุฉลากว่าต้องเก็บในตู้เย็นแล้ว ก็ควรเก็บไว้ในตู้เก็บยาที่ปิดมิดชิด ในสถานที่แห้งและเย็น ไม่มีแดดส่อง
  12. ตรวจตู้ยาเป็นระยะ ๆ เพื่อกำจัดยาที่ไม่ใช้หรือหมดอายุแล้ว

 

ใช้ยาให้ถูกต้อง

1.ใช้ยาให้ถูกวิธีหรือถูกทาง

  • ยาเม็ดหรือแคปซูลวิธีใช้ยาที่ถูกต้อง คือกลืนยาทั้งเม็ดหรือแคปซูล พร้อมน้ำโดยไม่ต้องเคี้ยวยา ยกเว้นยาที่ระบุว่า “ควรเคี้ยวยาก่อนกลืน” เช่นยาลดกรด
  • ยาน้ำสำหรับรับประทานก่อนรินยาต้องเขย่าขวดก่อนทุกครั้ง เพื่อให้ตัวยากระจายทั่วขวด และต้องใช้ช้อนตวงยา หรือหลอดยาที่ติดมากับขวดยา ห้ามใช้ช้อนกาแฟ หรือช้อนรับประทานอาหาร เพราะทำให้มีขนาดยาไม่ถูกต้อง
  • ยาผงสำหรับรับประทานหากระบุให้ละลายน้ำก่อนรับประทาน ก็ต้องละลายก่อนรับประทาน ไม่ควรเทผงยาใส่ปากแล้วดื่มน้ำตาม หากเป็นผงยาโรยแผล เวลาใช้ต้องระวังอย่าให้ผงยาปลิวเข้าปาก จมูก และตา
  • ยาขี้ผึ้งหรือครีมเป็นยาที่ใช้กับผิวภายนอกร่างกาย เวลาใช้ให้ทาบาง ๆ วันละ 2 – 3 ครั้ง โดยไม่ต้องถูหรือนวด ยกเว้นเมื่อมีระบุไว้ในฉลากเท่านั้น
  • ยาประเภทหยอดหู ตา จมูก ยาเหน็บควรอ่านฉลากแนะนำให้เข้าใจก่อนใช้
  • ยาอมเป็นยาที่ต้องการให้ละลายในปาก ห้ามเคี้ยวหรือกลืนยาทั้งเม็ด

2.ใช้ยาให้ถูกขนาดและถูกเวลา ขนาดยา

คือจำนวนยาที่ให้เข้าไปในร่างกาย เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีที่สุด โดยทั่วไปขนาดยาที่ใช้ในแต่ละคน จะไม่เท่ากันซึ่งแตกต่างกันไปตามอายุ น้ำหนักร่างกาย และความรุนแรงของโรค ดังนั้น ผู้ใช้ยาจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลาก เกี่ยวกับขนาดและระยะเวลา หรือช่วงห่างในการใช้ยา จึงจะทำให้ยานั้น ๆ ได้ผลตามต้องการ ผู้ใช้ยาควรต้องทราบถึงความหมายของคำต่าง ๆ ที่พบเสมอในฉลากยา เช่น

  • รับประทานก่อนอาหาร หมายความว่า ก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้ยาถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ดีในขณะท้องว่าง
  • รับประทานหลังอาหาร หมายความว่า หลังอาหารอย่างน้อย 15 นาที เพื่อให้ยาดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ดีโดยมีอาหารช่วยในการดูดซึม
  • รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที ยามีฤทธิ์ระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารจนถึงขั้นเป็นแผลทะลุได้ บ่อยครั้งที่ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หากรับประทานขณะท้องว่าง ดังนั้น จึงต้องมีอาหารหรือน้ำช่วยทำให้เจือจางลง ยาดังกล่าวได้แก่ ยาแก้ปวดข้อต่าง ๆ หรือยาปฏิชีวนะบางชนิด
  • รับประทานก่อนนอน หมายความว่า รับประทานก่อนนอนตอนกลางคืนวันละ 1 ครั้งเท่านั้น

การใช้ยาอย่างปลอดภัย

เราจะใช้ยาได้อย่างปลอดภัย ก็ต่อเมื่อรู้ข้อมูลเกี่ยวกับยานั้น ๆ ให้มากที่สุด การรู้ว่ายาที่จะใช้คือยาอะไร และใช้เพื่ออะไรนั้น จะช่วยให้ใช้ยาได้เต็มประโยชน์ และลดโอกาสที่อาจเกิดอันตรายจากยา ให้เหลือน้อยที่สุด และถ้าเป็นไปได้ ก็อย่าลืมจดคำถามที่อยากรู้ เอาไว้ถามแพทย์หรือเภสัชกร ก่อนรับยามาด้วยทุกครั้ง

หลักในการใช้ยาที่ถูกต้องคือ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร หรือคำแนะนำที่ระบุบนฉลากยา อย่างเคร่งครัดทุกครั้ง โดยเฉพาะยาที่ซื้อกลับมาใช้เองที่บ้าน (ยาบาอย่าง เช่น ยาต้านมะเร็ง ต้องให้แพทย์หรือพยาบาลเป็นผู้ฉีดให้เท่านั้น) ตัวอย่างเช่น ยาที่ระบุว่าให้กินพร้อมอาหาร ก็แสดงว่าเป็นยาที่มีผลระคายเคือง ต่อทางเดินอาหาร

ยาบางอย่างนั้น ต้องกินตามช่วงเวลาที่แน่นอน เช่น ทุก 4 หรือ 6 ชั่วโมง เนื่องจากมีฤทธิ์อยู่ได้ เพียงช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นหากลืมกินยามื้อใดมื้อหนึ่งไป ก็เท่ากับว่าร่างกายจะไม่ได้รับยาตามขนาด ที่จะให้ผลได้ตามต้องการ เมื่อรับยามาทุกครั้ง จึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า ยาที่ระบุไว้ว่าให้กินวันละ 4 ครั้งนั้น หมายถึง ต้องกินยาทุก 6 ชั่วโมงจริง ๆ (ตื่นขึ้นมากินตอนกลางคืนด้วย) หรือให้กินตามเวลาอาหาร คือ เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน

 

การเรียกชื่อตัวยา

เมื่อจะใช้ยาอะไรก็ตาม เราต้องรู้จักชื่อสามัญของยานั้นด้วย ไม่ใช่รู้จักแต่เฉพาะชื่อการค้าเท่านั้น ชื่อสามัญของยา คือ ชื่อทั่วไปที่ใช้เรียกตัวยา โดยตัวยาชนิดหนึ่งจะมีชื่อสามัญเพียงชื่อเดียว แต่อาจมีชื่อการค้าได้หลายชื่อ ตามแต่บริษัทผู้ผลิตยาจะตั้งไว้

เมื่อบริษัทยาค้นพบยาใหม่ๆ ตัวใดตัวหนึ่ง ก็จะตั้งชื่อการค้าและขายยาตามชื่อนั้น จนกระทั่งหมดสิทธิ์ (ส่วนใหญ่ลิขสิทธิ์ยามีอายุประมาณ 20 ปี) หลังจากนั้นยาดังกล่าวก็จะถูกเรียกโดยชื่อสามัญ และบริษัทอื่น ๆ ก็สามารถผลิตออกมาขายได้ ประโยชน์ของการรู้จักชื่อสามัญของยานั้น นอกจากจะทำให้สามารถเลือกใช้ยาที่ถูกกว่า แต่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกันแล้ว ยังช่วยป้องกันความสับสน และความซ้ำซ้อน ที่อาจเกิดขึ้นในการใช้ยาได้ด้วย

 

การใช้ยา

ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า เราต้องใช้ยาชนิดนั้น ๆ นานเท่าใด ยาบางอย่าง เช่น ยาปฏิชีวนะนั้น จำเป็นต้องใช้ให้ครบ ตามจำนวนที่แพทย์สั่ง แม้ว่าจะหายป่วยแล้วก็ตาม หรือการหยุดใช้ยาบางชนิดอย่างกะทันหัน ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้นหากอาการยังไม่ดีขึ้น และต้องการยาเพิ่ม จึงควรไปพบแพทย์ ก่อนที่ยาชุดเก่าจะหมด

ยาบางอย่างแสดงฤทธิ์ได้เร็วมาก เช่น ยากลีเซอริลไตรไนเตรต ซึ่งเป็นยาแก้อาการปวดเค้นหัวใจ เนื่องจากหัวใจขาดเลือด ที่ออกฤทธิ์ได้เกือบทันที แต่ยาบางอ่างก็แสดงฤทธิ์ช้าๆ และต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ จึงจะเห็นผล ดังนั้นจึงควรถามแพทย์หรือเภสัชกร เกี่ยวกับเวลาในการออกฤทธิ์ของยา ก่อนที่จะหยุดยา เนื่องจากคิดว่ายานั้นใช้ไม่ได้ผล

ยาทุกชนิดล้วนมีอาการข้างเคียง ไม่ว่าจะมากหรือน้อย และจะสังเกตได้หรือไม่ก็ตาม โดยบางชนิดอาจแสดงผลอันไม่พึงประสงค์ทันที แต่ยาบางชนิดอาจแสดงผล หลังจากใช้ไปแล้วหลายวัน ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้ยา ต้องรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรโดยเร็ว นอกจากนั้น การใช้ยาหลายๆ อย่างพร้อมกัน ก็อาจทำให้ยาเกิดปฏิกิริยาต่อกันได้ ไม่ว่าเป็นการเสริมฤทธิ์ ด้านฤทธิ์ หรือทำให้ยาอีกตัวไม่แสดงฤทธิ์ เป็นต้น จึงต้องบอกแพทย์และเภสัชกรทุกครั้ง หากกำลังใช้ยาตัวอื่นอยู่ด้วย

เรื่องที่ต้องถาม

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามสำคัญ ที่ต้องถามแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง และต้องทำความเข้าใจกับคำตอบที่ได้ให้ชัดเจน ก่อนจะรับยากลับบ้าน

  • ชื่อสามัญและชื่อการค้าของยาชนิดนี้คืออะไร
  • ยาชนิดนี้เป็นยาประเภทใดหรือกลุ่มใด เช่น ยาแก้ปวด ยาลดไขมันในเลือด หรือยาลดความดันโลหิต
  • ยาออกฤทธิ์อย่างไร
  • ยาทำให้เกิดอาการข้างเคียงอย่างไรบ้าง
  • ต้องกินยาวันละกี่ครั้ง กินอย่างไร (ก่อน หลัง หรือพร้อมอาหาร) และนานเท่าใด
  • ระหว่างการใช้ยา ต้องงดอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดใดหรือไม่
  • จะทำอย่างไร ถ้าลืมกินยา
  • จะรู้ได้อย่างไรว่ายาใช้ได้ผลแล้ว

และสุดท้าย ต้องนึกไว้เสมอว่าโรคบางโรคนั้น อาจหายได้เองโดยไม่ต้องพึ่งยา ดังนั้น เมื่อเจ็บป่วยและไปพบแพทย์ ก็อย่าคาดหวังว่าแพทย์ต้องจ่ายยา หรือฉีดยาให้เราทุกครั้ง เพราะวิถีแห่งเวชปฏิบัติที่ดี และควรจะเป็นก็คือ การรู้ว่าเมื่อใดบ้าง ที่ควรและไม่ควรใช้ยา

 

การใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธี

ยาปฏิชีวนะนั้นถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น และมีประโยชน์สำหรับร่างกาย แต่ในบากรณีก็ไม่จำเป็นและไม่ควรใช้ วัตถุประสงค์หลักของการใช้ยาปฏิชีวนะ ก็คือ เพื่อฆ่าหรือยับยั้งเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่คือเชื้อราหรือบัคเตรี แต่จะใช้ไม่ได้ผลกับอาการไอ หรือไข้หวัดซึ่งมักเกิดจากเชื้อไวรัส ทุกครั้งที่ใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องใช้ให้ครบตามจำนวนที่แพทย์สั่ง การหยุดาเอง เมื่อรู้สึกว่าอาการดีขึ้น จะทำให้เชื้อที่เหลืออยู่พัฒนาตัวเอง จนดื้อยาและรักษายากขึ้น ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อเป็น

  • โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อบัคเตรี
  • อาการปอดบวม
  • วัณโรค
  • สิวที่มีการอักเสบรุนแรง
  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากเชื้อบัคเตรี
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ก่อนและหลังการผ่าตัดใหญ่
  • โรคติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงและไม่ควรใช้เมื่อเป็น
  • ไข้หวัด เจ็บคอ (ยกเว้นที่เกิดจากเชื้อบัคเตรี) หัด อีสุกอีใส คางทูม หรือโรคอื่น ๆ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส
  • อาการท้องร่วงและอาเจียน ยกเว้นที่เกิดจากการติดเชื้อบัคเตรี

 

ยาบรรจุเสร็จ

ยาบรรจุเสร็จ คือ ยาที่ใช้แก้อาการหรือบำบัดโรค ที่ไม่เป็นอันตรายมากนัก และสามารถหาซื้อได้ โดยไม่ต้องใช้ใบยาสั่งยาจากแพทย์ แม้ว่ายาบรรจุเสร็จมักมีฤทธิ์รุนแรง น้อยกว่ายาที่แพทย์สั่งจ่าย แต่ก็ยังเป็นยาเช่นกัน จึงควรใช้เท่าที่จำเป็น และหากใช้เกิดขนาด ก็อาจเป็นอันตรายได้ ตัวอย่างเช่น การใช้ยาพาราเซตามอลติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้ตับถูกทำลายอย่างรุนแรง นอกจากนั้น ยังควรใช้อย่างระมัดระวัง และอ่านฉลากยาให้ถ้วนถี่ก่อนใช้ โดยเฉพาะเรื่องขนาดสูงสุดที่ใช้ได้ รวมทั้งข้อห้ามใช้อื่นๆ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลวิภาวดี.(2009).ข้อควรรู้สำหรับผู้ใช้ยา.9 กันยายน 2559.
แหล่งที่มา : http://www.vibhavadi.com/mobi/health_detail.php?id=27
ภาพประกอบจาก : www.kvamsook.com

 


.jpg

การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ทำได้ 2 แบบ คือ แบบ active (กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเอง) และแบบ passive (ให้ภูมิคุ้มกันของคน หรือสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้วฉีดเข้าไปในร่างกาย) การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแบบ active ได้แก่ การให้วัคซีน ซึ่งวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทย อาจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

 

กลุ่มที่ 1 ท็อกซอยด์ (toxoid)

ใช้ป้องกันโรคที่เกิดขึ้นเป็นผลจากพิษ หรือท็อกซินของแบคทีเรีย ไม่ได้เกิดจากตัวแบคทีเรียโดยตรง เช่น โรคคอตีบ หรือโรคบาดทะยัก ทำได้โดยทำให้พิษของแบคทีเรียหมดไป แต่ความสามารถให้การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันยังมีอยู่ เช่น วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก

โดยทั่วไปเมื่อฉีดพวกนี้เข้าไปจะไม่มีไข้ หรือปฏิกิริยาเฉพาะที่ นอกจากเคยฉีดมาแล้วหลายครั้ง หรือร่างกายมีภูมิคุ้มกันสูงอยู่ก่อนแล้ว ในกรณีเช่นนี้อาจเกิดปฏิกิริยาอิมมูนบริเวณที่ฉีด ทำให้มีอาการบวมแดง เจ็บบริเวณที่ฉีด และมีไข้ได้

 

กลุ่มที่ 2 วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (inactivated หรือ killed vaccine)

  • ทำจากแบคทีเรีย หรือไวรัสทั้งตัวที่ทำให้ตายแล้ว (whole cell vaccine) พวกที่ทำจากเชื้อแบคทีเรียมักเกิดจากปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีด บางครั้งอาจมีไข้ด้วย อาการมักจะเริ่มเกิดหลังฉีด 3 – 4 ชั่วโมง และจะมีอยู่ประมาณ 1 วัน บางครั้งอาจมีปฏิกิริยาอยู่นานถึง 3 วัน ตัวอย่างของวัคซีนในกลุ่มนี้ ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคไอกรน วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดเอ วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ วัคซีนพวกนี้มักจะต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ห้ามเก็บในตู้แช่แข็ง เพราะจะทำให้แอนติเจนเสื่อมคุณภาพ
  • ใช้เฉพาะส่วนของแบคทีเรีย หรือไวรัสที่เกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันเท่านั้นมาทำเป็นวัคซีน (subunit vaccine) เช่น วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี วัคซีนป้องกัน  โรคไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันเชื้อฮิบ (Haemophilus influenzae type b) วัคซีนป้องกันโรคไอกรนชนิดไร้เซลล์ (acellular pertussis vaccine) วัคซีนป้องกัน ไทฟอยด์ชนิดวีไอ (Vi vaccine)

 

กลุ่มที่ 3 วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (live attenuated vaccine)

เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อเป็นที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ทำให้ฤทธิ์อ่อนลงแล้ว ส่วนใหญ่เป็นวัคซีนสำหรับไวรัส ส่วนวัคซีนสำหรับแบคทีเรียที่ใช้แพร่หลาย ได้แก่ วัคซีนป้องกันวัณโรค (บีซีจี) วัคซีนป้องก้นโรคไข้ไทฟอยด์ชนิดกิน ส่วนวัคซีนสำหรับไวรัสที่ใช้ในประเทศไทย คือ วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดกิน วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน วัคซีนป้องกันโรคสุกใส วัคซีนในกลุ่มนี้เมื่อให้เข้าไปในร่างกายแล้ว จะยังไม่มีปฏกิริยาทันที จะต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเริ่มมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคหัด จะมีอาการไข้ประมาณ วันที่ 5 ถึงวันที่ 12 หลังฉีด วัคซีนในกลุ่มนี้จะต้องเก็บไว้ให้ดีเป็นพิเศษ เพราะถ้าเชื้อตายการให้วัคซีนจะไม่ได้ผล นอกจากนี้ ถ้าร่างกายมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง เช่น ได้รับอิมมูโนโกลบุลิน หรือเดิมที่เรียกกันว่า แกมมาโกลบุลิน อาจขัดขวางการออกฤทธิ์ของวัคซีน การให้วัคซีนในกลุ่มนี้จะต้องระวัง ถ้าให้ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ หรือผู้ที่ได้รับยา หรือสารกดภูมิคุ้มกันอยู่ อาจมีอันตรายได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: dmsc.(2009).การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค.24 มีนาคม 2559.
แหล่งที่มา: www.biology.dmsc.moph.go.th
ภาพประกอบจาก: www.psychcentral.com


-เวลาที่ต้องเข้าโรงพยาบาล-1.jpg

ไม่อาจปฏิเสธว่าร่างกายมนุษย์ ก็ไม่ต่างจากเครื่องจักรประเภทหนึ่งที่ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง นานหลายปี มีระบบกลไกการทำงานภายใน ที่ไม่สามารถมองเห็นความเสื่อมสภาพได้ด้วยตาเปล่า และคนส่วนใหญ่ก็มักจะละเลยการดูแลสุขภาพ ทั้งที่ร่างกายมีอายุการใช้งานจำกัด สึกหรอไปตามวัย และการใช้งาน

 

ทำให้ชีวิตคุณเต็มไปด้วยความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย และการเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด และปัญหาหลักที่จะตามมา คือ ค่าใช้จ่ายในการ “รักษาพยาบาล” ที่คุณต้องควักจ่ายไปกับการรักษาตัว แต่ก่อนถึงจุดนั้น มาเช็คกันหน่อยว่า ถ้าคุณ “เจ็บป่วย” หนึ่งครั้ง ต้องควักจ่ายเท่าไหร่ เพื่อวางแผนการเงินในปัจจุบันและในอนาคต

 

ค่าบริการตรวจรักษา หรือค่าบริการหมอเฉพาะทาง

รายจ่ายที่ต้องรับมือแน่นอนเมื่อเข้ารับการรักษา คือ “ค่าหมอ” ที่ต้องจ่ายทุกครั้งเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอาการเบื้องต้นของคุณ เฉลี่ยอยู่ที่ 150 – 1,000 บาท*/ครั้ง แต่ราคาดังกล่าว อาจเพิ่มสูงขึ้น 2 – 3 เท่า หากคุณจำเป็นต้องพบหมอเฉพาะทาง เช่น หาหมอระบบไขข้อกระดูก หาหมอสูตินารีแพทย์ หาหมอระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และค่าหมอมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น หากคุณเกิดเจ็บป่วยนอกเวลาทำงานของแพทย์

 

ค่ายารักษาโรค

ค่ายารักษาโรคตามโรงพยาบาล มักมีราคาแตกต่างกันออกไป เฉลี่ยอยู่ที่ 100 บาทขึ้นไป/1 ตัวยา ทั้งนี้ ราคาขึ้นอยู่กับกลุ่มของโรคที่คุณเจ็บป่วยด้วย ว่าต้องใช้ยาชนิดใดในการรักษา ต้องกินอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หรือเป็นยานำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ค่ายาเวชภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ แม้ค่ายาตามโรงพยาบาลเอกชนจะมีราคาสูง แต่อย่าลืมว่าการได้รับยาที่ถูกสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะยารักษาที่ตรงกับโรคของคุณ ย่อมช่วยให้อาการเจ็บป่วยทุเลาลง และลดระยะเวลาการพักฟื้นได้

 

ค่าห้องพักผู้ป่วยใน

ในกรณีที่คุณเจ็บป่วยหนัก และแพทย์ลงความเห็นว่า ควรนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะตามมาหลังการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น โดยราคาห้องพักผู้ป่วยเฉลี่ยเริ่มต้นที่ 2,400 – 10,600 บาท/คืน แต่ราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าบริการอื่น ๆ เช่น ค่ายาเวชภัณฑ์ ค่าบริการพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าอาหารผู้ป่วย หากรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่คุณต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล จะเฉลี่ยอยู่ที่คืนละ 6,500 บาท ขึ้นไป (ราคาขึ้นอยู่กับห้องพัก แต่ละประเภท)

 

ค่าการเอกซเรย์ ค่าฉายแสงบำบัด ค่าผ่าตัด

หากคุณเกิดเจ็บป่วยกะทันหัน ป่วยฉุกเฉิน หรือมีอาการของโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องวินิจฉัย หรือรักษาด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น การเข้าเครื่องเอกซเรย์ สแกน MRI การ ส่องกล้องทางเดินอาหาร การตัดชิ้นเนื้อตรวจ ฯลฯ การตรวจด้วยเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้ จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการหาหมอหนึ่งครั้งเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัว โดยเฉลี่ยแล้วค่ารักษาต่อครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 3,xxx – 1x,xxx บาทขึ้นไป

 

ส่วนค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดใหญ่

มักเกิดในผู้ป่วยที่เจ็บป่วยเรื้อรัง เกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน หรือมีอาการของโรคเกิดขึ้นเฉียบพลัน ต้องรับการผ่าตัดทันทีเพื่อรักษาชีวิต ซึ่งทุกการผ่าตัดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ และความพร้อมของผู้ป่วย แต่บางกรณีต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน เพื่อลดความเสี่ยงการเสียชีวิต

โดยค่าใช้จ่ายการผ่าตัดเฉลี่ยต่อครั้ง จะอยู่ที่ประมาณ 3,xxx – 1xx,xxx บาทขึ้นไป (ยังไม่รวมค่าบริการอื่น ๆ ของโรงพยาบาล) ราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความรุนแรงของโรค ระยะของโรค ชนิดของโรค อุปกรณ์พิเศษที่ต้องใช้ในการผ่าตัด ฯลฯ

 

ค่าใช้จ่ายแฝง

กรณีหาหมอแบบผู้ป่วยนอก นอกจากต้องชำระค่าหมอตรวจรักษา และค่ายา คุณต้องเสียค่าบริการของโรงพยาบาลเพิ่มเติม เช่น ค่าอุปกรณ์การแพทย์และวัสดุสิ้นเปลือง ค่าบริการพยาบาล ค่าคลินิกนอกเวลา ค่าบริการผู้ป่วยนอก ฯลฯ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,xxx บาท ขึ้นไป++ ต่อการตรวจรักษา 1 ครั้ง

 

นี่เป็นเพียงการประเมินค่าใช้จ่ายการเจ็บป่วย “1 ครั้ง” ในกรณีตัวอย่างเท่านั้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตามปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่น ๆ เช่น จ่ายค่าเครื่องมือแพทย์ แลกกับความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัยโรค ยาเวชภัณฑ์คุณภาพสูง สภาพเศรษฐกิจ มาตรฐานโรงพยาบาล แต่ละแห่ง ฯลฯ

นอกจากค่าใช้จ่ายในการหาหมอแล้ว การเจ็บป่วยแต่ละครั้งก็มีโอกาส ทำให้คุณสูญเสียรายได้หากต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล

ดังนั้น ควรมองหาตัวช่วยเพื่อรักษารายได้ของคุณ ซึ่งประกันชีวิตแบบชดเชยรายได้ เป็นตัวช่วยหนึ่งในการสร้างความอุ่นใจทุกครั้ง เมื่อต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: www.play.scblife.co.th
ภาพประกอบจาก: www.kasikornbank.com

 

 


.jpg

วิธีคำนวณเบี้ยประกันชีวิต เขาทำกันอย่างไร วันนี้เลยนำวิธีคำนวณเบี้ยประกันชีวิต แบบง่าย ๆ มาฝากกัน เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การทำประกันชีวิต มีประโยชน์กับครอบครัวหลาย ๆ อย่าง การทำประกันชีวิตโดยชำระเบี้ยประกันที่เหมาะสมกับรายได้ก็จะทำให้ครอบครัวมีความอุ่นใจ

 

โดยปกติแล้วผู้เขียนจะแนะนำให้ลูกค้าทำประกันชีวิต ประมาณ 10 – 20% ของรายได้ปัจจุบัน แต่ในอนาคต รายได้เพิ่มขึ้นก็ควรจะมีการปรับพอร์ทการทำประกันให้สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วยนะครับ

 

วิธีคำนวณเบี้ยประกันชีวิต 

ผมจะยกตัวอย่างแบบประกันของบริษัท เอไอเอ ที่เป็นที่นิยมอย่างมากขึ้นมา 1 แบบ แบบประกันแบบนี้จะให้ความคุ้มครองชีวิตทุกกรณีหากเสียชีวิตไป ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด เช่น เสียชีวิตจากการเจ็บป่วย หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ

วิธีคำนวณ

จากสูตร: (ทุนประกันชีวิต x อัตราเบี้ยประกันชีวิต) / 1,000 = เบี้ยประกันชีวิตที่ต้องชำระต่อปี
ทุนประกันชีวิต: ความคุ้มครองที่เราต้องการหาก ผู้เอาประกันเสียชีวิต
อัตราเบี้ยประกันชีวิต: ขอได้จากตัวแทน (บริษัทเป็นผู้กำหนดโดยคำนวณจากอัตรามรณะของประชากรไทย)

1,000: เป็นเลขคงที่

จากสูตร: (ทุนประกันชีวิต x อัตราเบี้ยประกันชีวิต) / 1,000 = เบี้ยประกันชีวิตที่ต้องชำระต่อปี

ตัวอย่างที่ 1 สมมุติว่าคุณต้องการซื้อประกันชีวิต ทุน 100,000 บาท ก็จะได้สมการแบบนี้
(100,000 x 26.03) / 1,000 = 2,603 บาท (สองพันหกร้อยสามบาทต่อปี)
เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่าถ้าต้องการซื้อประกันชีวิต 100,000 บาท
คุณก็จ่ายเบี้ยประกันปีละ 2,603 บาท

ตัวอย่างที่ 2 สมมุติว่าคุณต้องการซื้อประกันชีวิต ทุน 230,000 บาท ก็จะได้สมการแบบนี้
(230,000 x 26.03) / 1,000 = 5,986.90 บาท (ห้าพันเก้าร้อยแปดสิบเจ็ดบาทต่อปี)
เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่าถ้าต้องการซื้อประกันชีวิต 230,000 บาท
คุณก็จ่ายเบี้ยประกันปีละ 5,986.90 บาท

 

เคล็ดลับซื้อประกันราคาถูก

คุณรู้หรือไม่ว่า ประกันชีวิตมีส่วนลดเบี้ยประกันให้ด้วยนะ หากซื้อเยอะส่วนลดอัตราเบี้ยประกัน (ข้อกำหนดของแต่ละแบบประกัน และแต่ละบริษัทไม่เท่ากัน)

  • ทุนประกันชีวิต 100,000 – 249,999 บาท ไม่มีส่วนลดอัตราเบี้ยประกัน
  • ทุนประกันชีวิต 250,000 – 599,999 บาท มีส่วนลดอัตราเบี้ยประกัน 1 บาท
  • ทุนประกันชีวิต 600,000 ขึ้นไป มีส่วนลดอัตราเบี้ยประกัน 2 บาท

ตัวอย่างที่ 3 สมมุติว่าคุณต้องการซื้อประกันชีวิต ทุน 1,000,000 บาท เช่น
ปกติหากซื้อทุนประกันชีวิตที่ 1,000,000 บาท
(1,000,000 x 26.03) / 1,000 = 26,030 บาท ต่อปี
แต่ถ้าคำนวณโดยใช้ ส่วนลดอัตราเบี้ยประกัน
(1,000,000 x (26.03-2)) / 1,000 = 24,030 บาท ต่อปี 
ประหยัดเงินไปได้ 2,000 บาทต่อปีเลยที่เดียว

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: moneyhub.in.th.(2011).วิธีคำนวณเบี้ยประกันชีวิต.1 มกราคม 2558.
แหล่งที่มา: https://moneyhub.in.th
ภาพประกอบจาก:  www.insurefordream.com 


-เมื่อประสบภัยจากรถ.jpg

ข้อควรรู้เมื่อประสบภัยจากรถ ประชาชนทุกคนที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถ จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ว่าผู้ประสบภัยนั้นจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ในรถหรือนอกรถ เป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร เจ้าของรถ คนเดินถนน หากได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตอันเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถ จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

 

การที่รัฐออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัย อย่างน้อยที่สุด คือ การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถ ที่ได้รับบาดเจ็บ/เสียชีวิต เพราะเหตุประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที กรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล/สถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาล ในการรับรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ และเป็นสวัสดิการสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย เพราะเหตุประสบภัยจากรถ ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือนร้อน แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว

 

ข้อพึงปฏิบัติเมื่อประสบภัยจากรถ

เมื่ออุบัติเหตุรถยนต์เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หรือผู้พบเห็นควรปฏิบัติ ดังนี้

  • กรณีมีผู้บาดเจ็บ
  1. นำคนเจ็บเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด และสะดวกที่สุดก่อน
  2. แจ้งเหตุที่เกิดให้ตำรวจทราบ และขอสำเนาประจำวันตำรวจเก็บไว้
  3. แจ้งเหตุบริษัทประกันภัยทราบ แจ้งวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ
  4. เตรียมเอกสาร ถ่ายสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถคันเกิดเหตุ ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ออกโดยราชการ กรณีเมื่อเรียกร้องค่าเสียหาย
  5. ให้ชื่อ ที่อยู่ ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือในการเป็นพยานให้แก่คนเจ็บ
  • การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นผ่านโรงพยาบาล

เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัย ให้เตรียมเอกสาร ดังนี้

  1. สำเนากรมธรรม์ของรถ (ใบเสร็จรับเงินจากบริษัทประกัน)
  2. สำเนาใบบันทึกประจำวันของตำรวจประทับตราโล่ และสำเนาถูกต้องเอกสาร
  3. สำเนาคู่มือรถหน้าจดทะเบียน และหน้ารายการเสียภาษี หรือสำเนาสัญญาซื้อขาย (สมุดเขียว/น้ำเงิน)
  4. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประสบภัย
  5. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประสบภัย
  6. สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของรถ
  7. สำเนาบัตรทะเบียนบ้านเจ้าของรถอย่างละ 2 ชุด

 

มีสิทธิข้าราชการ อุบัติเหตุจากรถ ต้องใช้สิทธิไหนก่อน?

เมื่อผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และเข้ามารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลรามาธิบดี ตามนัยมาตรา 9 แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2535 ของระบบราชการ ต้องใช้สิทธิ พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถ

 

มีสิทธิบัตรประกันสุขภาพ อุบัติเหตุจากรถ  จะใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพก่อนโดยไม่ใช้ พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถได้หรือไม่?

ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ พ.ศ. 2540 ต้องใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถก่อน

การเบิกค่าเสียหายเบื้องต้น ผู้ประสบภัยมากับรถคันไหนให้เบิกค่าเสียหายเบื้องต้นจากรถคันนั้น แต่ถ้าผู้ประสบภัยเป็นบุคคลภายนอกให้เบิกค่าเสียหายเบื้อต้นจากรถที่เกิดเหตุ (หรือเบิกจากกองทุนเงินทดแทน)

ดังนั้น กรณีที่มีผู้ประสบภัยจากรถ ท่านสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน โดยที่ท่านจะรับการรักษาด้วยความสะดวกรวดเร็วไม่น้อยกว่ามาตรฐานของโรงพยาบาล เมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลผู้ประสบภัย หรือญาติ จะต้องแจ้งความประสงค์ในการใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และให้ญาติเตรียมเอกสารดังกล่าวข้างต้นให้กับโรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลจะเป็นผู้ตั้งเบิกต่อบริษัทประกันแทนผู้ประสบภัย ตามค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริง ไม่เกิน 30,000 บาท โดยไม่ต้องสำรองจ่าย

 

วงเงินความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.

  • ค่าเสียหายเบื้องต้น หมายถึง ค่าเสียหายต่อชีวิต – ร่างกายของผู้ประสบภัย อันเนื่องจากการใช้รถที่บริษัทประกันภัยต้องจ่าย โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความรับผิด และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทน

1. ค่ารักษาพยาบาล ไม่เกิน 30,000 บาท
2. ค่าทุพพลภาพ/สูญเสียอวัยวะ หรือค่าปลงศพตามข้อ 1, 2 รวมกันแล้วไม่เกิน 65,000 บาท ในชั้นต้น 35,000 บาท

  • ค่าสินไหมทดแทนสูงสุด (รวมค่าเสียหายเบื้องต้น) หมายถึง ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อชีวิต – ร่างกายของผู้ประสบภัยจากรถที่บริษัทประกันภัยต้องจ่ายเมื่ออุบัติเหตุจากรถนั้นเป็นความผิดของผู้ขับขี่รถที่เอาประกันภัย

1. กรณีบาดเจ็บ ไม่เกิน 80,000 บาท
2. กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวร 300,000 บาท
3. สูญเสียอวัยวะ
• นิ้วขาด 1 ข้อขึ้นไป 200,000 บาท
• สูญเสียอวัยวะ 1 ส่วน 250,000 บาท
• สูญเสียอวัยวะ 2 ส่วน 300,000 บาท
4. ค่าชดเชยการรักษาตัว (ผู้ป่วยใน) 200 บาทต่อวัน ไม่เกิน 20 วัน  4,000 บาท

* ยกเว้น ผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายผิดจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น

หมายเหตุ สำหรับกรมธรรม์ที่เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559 เป็นต้นไป

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: https://med.mahidol.ac.th
ภาพประกอบจาก: www.psh.go.th


.jpg

มาวางแผนทางการเงินกันดีกว่า ซึ่งหลีกเลี่ยงไปไม่ได้ว่า “เงิน” เป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญในการดูแลสุขภาพรวมถึงการป้องกันและรักษาโรค อย่างไรก็ตามเรายังมีความจำเป็นต้องจัดสรรปันส่วนเงินไปใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ ของชีวิต สำหรับตอนนี้เรามาดูเรื่องของการวางแผนทางการเงินกันค่ะ

 

อะไรคือการวางแผนทางเงิน

เมื่อสักสองถึงสามปีที่ผ่านมามีกระแสการรักษาสุขภาพในแนวทางชีวจิตตื่นตัวขึ้นมาอย่างมาก แต่ผมจะไม่พูดเรื่องการกินอยู่ การถอนพิษออกจากร่างกายเพราะนั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะกล่าวถึงแต่จะขออ้าง คำพูดของ ดอกเตอร์สาทิต อินทรกำแหง ที่ท่านกล่าวในทำนองนี้ว่า การรักษาแบบชีวจิตเป็นการรักษาแบบองค์รวม คือ ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดีขึ้นทั้งหมดโรคภัยไข้เจ็บจะได้ไม่มาเยือน ไม่ใช่การรักษาโรคที่บางครั้งโรคหายแต่คนร่างกายทรุดโทรมจนเกือบไม่รอด (ในบางรายแพทย์แนะนำว่าต้องตัดอวัยวะบางส่วนของร่างกายออกด้วย)

ด้วยแนวคิดเดียวกันถ้าเราตัวแทนประกันชีวิตไปพบผู้มุ่งหวังและนำเสนอการประกันชีวิตอย่างเดียว โดยไม่รู้ข้อมูลด้านอื่น ๆ ของผู้มุ่งหวังเลย (ด้วยความสามารถในการใช้บทเจรจาการขายที่ยอดเยี่ยม ผู้มุ่งหวังก็ตัดสินใจจ่ายเบี้ยก้อนโต) ก็เหมือนการรักษาโรคที่เน้นให้โรคหาย แต่คนไข้อาจจะบอบช้ำจากการรักษาจนไม่สามารถส่งเบี้ยประกัน หรือไม่อยากส่งเบี้ยปีต่ออายุปีต่อไปอีกเลย (เหมือนคนไข้กลัวหมอยอมตายดีกว่าต้องตัดอวัยวะออกอีก)

โดยแนวคิดของ Financial Planner ตัวแทนสามารถให้คำปรึกษาทางด้านการเงินแก่ผู้มุ่งหวังแบบองค์รวม และผู้มุ่งหวังจะสบายใจในการใช้บริการจากตัวแทนคนนั้นมากกว่า เพราะตัวแทนได้นำปัญหา ความฝัน เป้าหมายทางการเงินทุกด้านขึ้นมาตีแผ่ให้ผู้มุ่งหวังได้เห็นชัดเจนว่าตัวเขาอยู่ในจุดใด และเขาจะเดินไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้อย่างไร โดยมีการประกันชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเงินของเขาซึ่งทำให้ผู้มุ่งหวังยอมรับการมีประกันชีวิตได้ง่าย และได้มากกว่าที่ตัวแทนจะเสนอขายประกันชีวิตอย่างเดียว

 

แล้วองค์รวมของแผนการเงินมีอะไรบ้าง ?

ข้อมูลที่ผมนำเสนอต่อไปนี้ได้จากการค้นหาในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับ Financial Planner ข้อมูลบางอย่างยังไม่มีในประเทศไทย แต่เรารู้กว้าง ๆ กันก่อน แล้วค่อยนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้างในองค์รวมนี้

  1. Retirement Planning การวางแผนเกษียณอายุ
  2. Education funding กองทุนการศึกษาบุตร
  3. Estate planning การวางแผนมรดก
  4. Cash management and budgeting การบริหารเงินสดและการจัดงบประมาณ
  5. Employee benefits การวางแผนผลประโยชน์สำหรับพนักงาน
  6. Planning for business owners การวางแผนสำหรับเจ้าของธุรกิจ
  7. Investment and asset management การลงทุนและการบริหารสินทรัพย์
  8. Tax planning การวางแผนทางภาษี
  9. Insurance การประกัน
  10. Planned and charitable giving การวางแผนบริจาคเพื่อการกุศล
  11. Elder and long term care planning การวางแผนสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ

จะเห็นได้ว่าประกันชีวิตเป็นเพียงข้อเดียวใน 11 ข้อของการวางแผนทางการเงิน แต่ผู้เขียนมุ่งหวังไม่ใช่จะต้องการการวางแผนการเงินทุกด้านทั้งหมด บางคนอาจจะต้องการ 5 ข้อ 8 ข้อ ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานะของตัวเขาเอง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สมนึก ธนวัฒน์โกศล.(2010).มาวางแผนทางการเงินกันดีกว่า.8 พฤศจิกายน 2558.
แหล่งที่มา : http://www.bangkokwealth.com
ภาพประกอบจาก : www.ebony.com


.jpg

ปัจจุบันวิธีการผลิตวัคซีนมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก อาจแบ่งวิธีการผลิตตามเทคโนโลยีการผลิต antigen ได้เป็น 4 วิธี คือ

 

1. First generation vaccine production

เป็นการผลิตวัคซีนแบบดั้งเดิม (conventional method) ที่ใช้การผลิตวัคซีนทั่ว ๆ ไป ได้แก่

  • Killed vaccine หรือ Inactivated vaccine Antigen ได้จากการนำเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคมาทำให้ตาย เช่น วัคซีนไทฟอยด์ อหิวาต์ ไอกรน โรคพิษสุนัขบ้า ไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนโปลิโอชนิดฉีด เป็นต้น
  • Live attenuated vaccine Antigen ได้จากการนำเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค มาทำให้อ่อนกำลังลงจนไม่สามารถก่อโรคได้ เช่น วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม วัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน และวัคซีนไข้เหลือง เป็นต้น
  • Toxoid Antigen ได้จากการทำให้ toxin ที่ตัวเชื้อก่อโรคสร้างขึ้นหมดความเป็นพิษลง เช่น ท๊อกซอยด์บาดทะยัก และท๊อกซอยด์คอตีบ เป็นต้น
  • Subunit Vaccine Antigen ได้จากการแยกชิ้นส่วนของเชื้อก่อโรคตามธรรมชาติ เช่น plasma-derived hepatitis B vaccine ได้จากการนำส่วน HBsAg ของ hepatitis B virus หรือการนำส่วน polysaccharide ของเชื้อ meningococcus และเชื้อ pneumococcus มาผลิตเป็น meningococcal vaccine และ pneumococcal vaccine

 

2. Second generation vaccine production Antigen

เป็นชิ้นส่วนของเชื้อโรค ซึ่งได้จากการผลิตในสิ่งมีชีวิต โดยอาศัยความรู้ด้าน molecular biology และ recombinant DNA tecnology เช่น yeast-derived recombinant hepatitis B vaccine

 

3. Third generation vaccine production

Antigen เป็นชิ้นส่วนของเชื้อโรค ซึ่งผลิตในหลอดทดลอง โดยขบวนการทางเคมีและฟิสิกส์ วัคซีนที่ผลิตโดยวิธีการนี้ยังอยู่ในระหว่างการทดลอง

 

4. Forth generation vaccine production Antigen

เป็น DNA ของเชื้อโรคที่ควบคุมการสร้างโปรตีน ที่สามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ เรียกวัคซีนประเภทนี้ว่า nucleic acid vaccine หรือ DNA vaccine วัคซีนที่ผลิตโดยวิธีการนี้ยังอยู่ในระหว่างการทดลอง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: dmsc.(2009).เทคโนโลยีการผลิตวัคซีน.22 ธันวาคม 2557.
แหล่งที่มา: www.biology.dmsc.moph.go.th
ภาพประกอบจาก: www.thaicancerj.wordpress.com


-3.jpg

ข้อควรรู้ เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือ แอนตี้ไบโอติก (Antibiotic) คือ ยารักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ โดยทั่วไปแล้วหมายถึง เชื้อแบคทีเรีย ปัจจุบันมีการใช้คำอื่นทดแทน คือ ยาต้านจุลชีพหรือยาต้านจุลินทรีย์ (Antimicrobial) โดยยากลุ่มนี้ จะใช้เมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัย หรือคาดว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น

 

ในสังคมไทยประชาชนทั่วไปมักเรียกยากลุ่มนี้ เป็นยาแก้อักเสบทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า การใช้ยานี้จะทำให้โรคที่เป็นอยู่หายเร็วขึ้น เพราะยาจะไปรักษาหรือแก้การอักเสบ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ยาปฏิชีวนะที่เป็นที่คุ้นเคยและผู้ป่วยมักซื้อใช้เอง ได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) อ็อกเมนติน (Augmentin) นอร์ฟล็อกซาซิน (Norfloaxacin) เตตร้าซัยคลิน (Tetracycline) อะซีโทรมัยซิน (Azithromycin) เป็นต้น

 

ทำไมจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ

ยาทุกชนิดมีทั้งประโยชน์ในการรักษาโรค และมีโทษจากผลข้างเคียงของยา นอกจากนี้ยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการแพ้ยา ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ และเมื่อใช้ไม่ถูกต้องจะก่อให้เกิดโทษต่อผู้ป่วย ได้แก่

  • ต้องได้รับผล
    • ต้องได้รับผลข้างเคียงจากยา ไม่ว่าจะเป็น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เวียนศีรษะ
    • โรคไม่หาย อาจเกิดการแพ้ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้
    • เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นซึ่งมีอยู่ได้ในร่างกายเป็นปกติดื้อต่อยาที่ใช้
    • ข้อสำคัญ ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินค่ายาสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้

 

เมื่อไรที่ต้องใช้หรือไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

เมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัย หรือคาดว่าผู้ป่วยมีการติด เชื้อแบคทีเรียเท่านั้น หมายความว่า ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะต้องพบแพทย์และต้องได้รับกาตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด พบว่ากลุ่มโรค 3 กลุ่ม ที่ไม่จำเป็นและไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะแต่มีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะสูงมาก ได้แก่

  • อาการคือ 
    • ไข้หวัด เจ็บคอ
    • ท้องเสีย
    • แผลเลือดออก

โดยกลุ่มโรคเหล่านี้มากกว่าร้อยละ 80 ไม่มีสาเหตุมาจากการติด เชื้อแบคทีเรีย การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ ประคับประคอง และการให้คำแนะนำผู้ป่วย เช่น ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ยาลดน้ำมูก ยาลดไข้ ยาแก้ไอในไข้หวัดเจ็บคอ การใช้ยาลดอาการท้องอืด และการดื่มน้ำเกลือแร่กรณีท้องเสีย และในกรณีแผลเลือดออก การดูแลรักษาแผลตามที่แพทย์นัดและป้องกันไม่ให้แผลโดนน้ำ เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เป็นต้น

แต่พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มักร้องขอยาปฏิชีวนะ เมื่ออาการเป็นนานกว่า 3 ถึง 7 วัน เมื่อเสมหะหรือน้ำมูกเป็นสีเขียวข้น หรือถ้าเป็นกลุ่มท้องเสียก็จะขอยาปฏิชีวนะ เมื่อยังมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้งเกิน 2 วัน หรือเบื่ออาหารปวดเมื่อยตัว หรืออาการไข้ที่ยังไม่หาย ยิ่งไปกว่านั้นการซื้อยาเองตามร้านขายยาก็ง่ายมาก อีกทั้งผู้ขายยาที่ไม่ใช่แพทย์ก็จะจ่ายยาให้ตามที่ผู้ป่วยต้องการจึงทำให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นกันเป็นวงกว้าง

 

ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

เมื่อแพทย์ได้ทำการตรวจโดยละเอียด และให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่มีการติด เชื้อแบคทีเรียแล้ว และผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยควรแจ้งแก่แพทย์ทุกครั้ง หากเคยมีประวัติแพ้ยา ยาปฏิชีวนะ มีทั้งในแบบรับประทานและแบบฉีด ผู้ป่วยควรซักถามทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาที่ต้องใช้ ได้แก่

  • ต้องได้รับยานานเท่าไร 
    • ต้องรับประทานยาอย่างไร ก่อน หรือ หลังอาหาร
    • มีข้อห้ามอย่างไรระหว่างใช้ยานี้ เช่น ห้ามใช้ยาใดร่วม ห้ามรับประทานนมหรืออาหารชนิดใด เป็นต้น
    • ยาที่จะได้รับมีผลข้างเคียงอย่างไร หากเกิดอาการใดขึ้นที่ควรต้องรีบมาพบแพทย์เป็นต้น เมื่อผู้ป่วยใช้ยาปฏิชีวนะแล้วต้องใช้ต่อเนื่องจนครบตามที่แพทย์พิจารณา บ่อยครั้งพบว่าผู้ป่วยหยุดใช้ยาเมื่ออาการดีขึ้นซึ่งจะมีผลเสียอาจทำให้โรคกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ยังรักษาไม่หายดี

ข้อควรระวังที่สำคัญ คือ อาการแพ้ยา หากผู้ป่วยมีอาการแพ้ยา ได้แก่ ผื่นทุกชนิด ปากบวม ตาบวม แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี๊ด ควรรีบหยุดยาและมาพบแพทย์ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอนานเพียงเพื่อกลับไปพบแพทย์คนเดิม หากฉุกเฉินและไม่ควรปรับยาเองข้อสำคัญผู้ป่วยต้องนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมด พร้อมซองหรือชื่อยาไปให้แพทย์ด้วยไม่ควรนำไปแต่เม็ดยา หากเป็นยาฉีดก็ให้นำใบนัดฉีดยา ซึ่งจะมีชื่อยาไปให้แพทย์ด้วย

 

ปัจจุบันมีความพยายามให้ความรู้ประชาชนและแพทย์ทั่วไป เพื่อให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล เพื่อลดผลเสียและความสิ้นเปลืองจากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

 

ผู้เขียน : พญ. พรพรรณ กู้มานะชัย. สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิยาลัยมหิดล สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. “ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ”.
แหล่งที่มา : บทความ ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ 1
ภาพประกอบจาก :  https://suntreeinternalmedicine.com


.jpg

คนทั่วไป หรืออีก 71.6% ของจำนวนประชากรไทย ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต อาจมาจากหลาย ๆ สาเหตุ บางส่วนของเหตุผล คือ ตัวแทนส่วนใหญ่ชอบ “ขายแบบประกันชีวิต”  โดยให้ (ว่าที่) ลูกค้าที่ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต และให้ลูกค้าเลือกหลาย ๆ แบบ หากลูกค้าไม่ชอบก็เปลี่ยนแบบไปเรื่อย ๆ สุดท้ายลูกค้าก็ไม่ซื้ออยู่ดี

 

ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต ชอบซื้อความมั่นคงของครอบครัว

ลูกค้าจะทำประกันชีวิตก็ต่อเมื่อหากมีวิธีการที่ทำให้เขามีความมั่นคงทางรายได้ของครอบครัว “เขาอยากทำ” คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการซื้อประกันชีวิต แต่ต้องการซื้อความมั่นคงของครอบครัว ว่าเขาควรทำอย่างไรเกี่ยวกับรายได้ของครอบครัว ถ้าหากเขาเสียชีวิตไป ครอบครัวยังคงมีเงินใช้อยู่ ไม่เดือดร้อน และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ลูกค้าตัดสินใจ

 

ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต ชอบซื้อความมั่นคงตอนเกษียณ

ลูกค้าแค่อยากรู้วิธีสร้างความมั่นคงตอนเกษียณ พวกเขาจะนึกเสมอว่า ถ้าฉันไม่มีเงินใช้ตอนฉันเกษียณฉันจะลำบาก ทำอย่างไรให้เกษียณอายุแล้วมีเงินใช้ หากตัวแทนแนะนำวิธีการเก็บเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อความมั่นคงตอนเกษียณอายุ ลูกค้าจะตัดสินใจ

 

ไม่ต้องการซื้อประกัน ชอบซื้อวิธีการรักษาทรัพย์สมบัติ

คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ทำงานหารายได้ นอกเหนือจากนำมาเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว ก็มุ่งเน้นนำมาสร้างทรัพย์สมบัติให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

ถามผู้อ่าน

  1. คุณยังผ่อนบ้านอยู่หรือไม่
  2. คุณตั้งใจจะผ่อนบ้านให้หมดหรือไม่
  3. ถ้าหากคุณไม่อยู่ ก็อยากให้บ้านอยู่กับครอบครัวของคุณต่อไป

จากคำถาม 3 ข้อข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ถ้าคุณมีชีวิตอยู่ คุณก็ผ่อนบ้านตามปกติ แต่ถ้าโชคร้ายคุณไม่อยู่ คุณก็ไม่ต้องการให้ธนาคารยึดทรัพย์สมบัติไป อีกเหตุผลสำคัญที่ลูกค้าตัดสินใจ คือ เพราะลูกค้าต้องการรักษาทรัพย์สมบัติที่เขาสร้างไว้ ให้อยู่กับครอบครัวตลอดไป

 

ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต ชอบซื้อสวัสดิการดี ๆ

ทุกวันนี้ ใคร ๆ ก็รู้ทั้งนั้นว่าค่ารักษาพยาบาลแพงมาก ๆ ใคร ๆ ก็รู้ว่าเขามีโอกาสป่วยโรคภัยไข้เจ็บแปลก ๆ เกิดขึ้นได้ทุกวัน ข้อดีของอาชีพรับราชการ คือ หากเจ็บป่วยขึ้นมา จะได้รับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล แต่ไม่สามารถเลือกชนิดของยา เลือกการให้บริการทางการแพทย์ เลือกเตียงห้องพัก เลือกให้มีพยาบาลเฝ้าไข้ ฯลฯ

“คุณคิดว่าข้าราชการตัดสินใจรักษาตัวในโรงพยาบาลของรัฐ หรือเพราะเลือกสวัสดิการไม่ได้ ?”

ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่า ถ้ามีการอนุญาตให้รักษาที่ไหนก็ได้ ข้าราชการส่วนใหญ่คงอยากไปใช้บริการดี ๆ เลือกเตียงห้องพักเองที่โรงพยาบาลเอกชน

 

บทสรุป ประกันชีวิต

ตัวแทนประกันชีวิต หรือนักขายประกันชีวิตที่เก่ง ๆ จะให้คำปรึกษากับลูกค้าในแนวทางการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์จากการซื้อประกันชีวิต ตามวัตถุประสงค์ของลูกค้าเอง ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อประกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: Insurefordream.com.(2014).เหตุผลสำคัญที่ลูกค้าตัดสินใจ ซื้อประกัน.24 ธันวาคม 2558.
แหล่งที่มา: http://www.insurefordream.com
ภาพประกอบจาก: www.reunionfamily.com

 


2
Skip to toolbar