ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

คำถามที่พบบ่อย-เรื่องมะเร็งเต้านม-edit.jpg

ผู้หญิงอายุเท่าไหร่จึงควรจะเริ่มทำแมมโมแกรม (Mammogram) เป็น คำถามที่พบบ่อย เรื่องมะเร็งเต้านม จึงแนะนำว่า ให้เริ่มทำเมื่ออายุ 35 ปี และทำอีกทุก 2-3 ปี จนเมื่ออายุ 40 ปี แล้วให้ ทำทุกปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป ให้ทำทุก 1-2 ปี

 

ผู้หญิงอายุเท่าไหร่จึงควรจะเริ่มทำแมมโมแกรม (Mammogram)

แนะนำว่าให้เริ่มทำเมื่ออายุ 35 ปี และทำอีกทุก 2 – 3 ปี จนเมื่ออายุ 40 ปี แล้วให้ ทำทุกปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป ให้ทำทุก 1 – 2 ปี เพราะจากสถิติผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เริ่มพบ มากตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป

 

อาการเจ็บเต้านม เกิดจากมะเร็งเต้านมใช่หรือไม่

มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นไม่มีอาการเจ็บ แต่แนะนำให้พบแพทย์ถ้ามีอาการเจ็บเต้านม โดยเฉพาะคลำก้อนได้

 

การใส่เสื้อยกทรงที่มีขอบโลหะเสริมจะทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

ไม่เกี่ยวข้องกัน ในสหรัฐอเมริกาก็มีการยืนยันเรื่องนี้เช่นกัน

 

ถ้ามีก้อนเนื้อเล็ก ๆ ที่เต้านม แพทย์ตรวจแล้วบอกว่าเป็นก้อนเนื้องอก ชนิดธรรมดา ควรทำอย่างไร

ถ้าได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทาง การแพทย์แล้วก็ให้เชื่อตามนั้น แต่ต้องตรวจด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบความเปลี่ยนแปลงต้องพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยโดยละเอียดอีกครั้ง

 

ถ้าผ่าตัดเต้านมจากการเป็นมะเร็งเต้านมไปแล้วข้างหนึ่ง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่งหรือไม่

มีโอกาสเป็นได้ จึงควรทำการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ทุกเดือน และตรวจด้วย Mammogram เป็นประจำทุกปี

ผู้หญิงที่ถูกสามีจับเต้านมบ่อย ๆ จะทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

การถูกจับบ่อย ๆ หรือมีการเจ็บหรือถูกกระแทกอย่างแรง ไม่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม

 

การมีนํ้าหรือของเหลวไหลออกจากหัวนมเป็นอาการอย่างหนึ่งของมะเร็งเต้านมหรือไม่

อาจใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

 

ทานยาคุมกำเนิดชนิดหนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นอีกชนิดหนึ่ง การเปลี่ยนชนิด ของยาคุมกำเนิด ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและระยะเวลาที่กิน แต่ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมอยู่แล้ว อาจทำให้โต เร็วขึ้น

 

อาการคันหัวนมเกิดจากสาเหตุอะไร

อาการคันหัวนมเป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อ การแพ้หรืออาจจะเกิดจากมะเร็ง ได้ด้วย ในกรณีหัวนมเปลี่ยนสี และมีแผลร่วมด้วยให้รีบปรึกษาแพทย์

 

มะเร็งเต้านมพบในหญิงอายุน้อยที่สุด และอายุมากที่สุดเท่าไร

พบในผู้หญิงอายุน้อยที่สุด 15 ปี (เท่าที่พบจากรายงาน) และพบในหญิงอายุมากที่สุด 90 ปี

 

มะเร็งเต้านมพบได้มากในช่วงอายุเท่าไร

จากสถิติของศูนย์ถันยรักษ์จะพบมากในช่วงอายุ 40 – 49 ปี = 41% อายุต่ำกว่า 39 ปี มี 18.6%

การบีบเต้านมขณะที่เอกซเรย์เต้านม (Mammogram) จะทำให้ก้อนที่มีอยู่ในเต้านมนั้น แตกหรือไม่

ไม่แตก มีบทความงานวิจัยจากต่างประเทศยืนยันได้

 

อาการของมะเร็งเต้านมในระยะแรกมีอาการอย่างไรบ้าง

ระยะแรกไม่มีอาการ คลำก้อนไม่ได้ หากคลำก้อนได้ ถ้าตรวจแล้วเป็นมะเร็งจริง แสดงว่าเป็นมาประมาณ 2 – 3 ปีแล้ว

 

ถ้าคลำพบก้อนในเต้านมและแพทย์บอกว่าเป็นถุงนํ้า ถ้าไม่เจาะเอานํ้าออกจะมีอันตรายหรือไม่

ถ้าเป็นถุงนํ้าไม่ต้องทำอะไร แต่จะเจาะเอานํ้าออกในกรณีที่รู้สึกเจ็บหรือผู้มาตรวจรำคาญ

 

หินปูนที่พบในเต้านมเกิดจากการรับประทานอาหาร หรือยาที่มีแคลเซียมมากเกินไปใช่หรือไม่

หินปูนไม่เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร แต่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อในเต้านมเอง

 

ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมการรักษาต้องตัดเต้านมออกหมดเสมอไปหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกหมด ถ้าพบมะเร็งที่ขนาดเล็ก หรือคลำไม่ได้ (ซึ่งพบได้ โดยตรวจ Mammogram เท่านั้น) ก็ตัดเฉพาะก้อนเนื้อร้ายออก ถ้ายังไม่กระจายไปต่อมนํ้าเหลือง ก็ไม่ต้องรักษาอะไรเพิ่ม ทั้งนี้แพทย์จะดำเนินการตามขั้นตอน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คู่มือการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุข ในการดูแลและเฝ้าระวังสตรีไทยจากมะเร็งเต้านม.(2009).
คำถามที่พบบ่อย เรื่องมะเร็งเต้านม.
แหล่งที่มา : http://www.thaibreastcancer.com/989/
ภาพประกอบจาก : http://www.phyathai.com/


การเลือกซื้อประกันสุขภาพ-ต้องดูอะไรedit.jpg

เมื่อเราเริ่มจะคิดถึงสุขภาพของตนเอง แน่นอนว่าการทำประกันสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเป็นหลักประกันที่จะทำให้เราไม่ต้องคอยมานั่งกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจจะทำให้เงินเก็บของคุณหมด

 

1. ศึกษาค่าใช้จ่ายในการรักษาของโรงพยาบาลให้ดี

เมื่อเราเลือกทำประกันสุขภาพ สิ่งสำคัญก็คือ ต้องศึกษาค่ารักษาและค่าบริการของโรงพยาบาลที่เราจะใช้บริการนั้นมีจำนวนเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะได้เลือกซื้อแพคเกจของประกันสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป โดยค่าใช้จ่ายและค่ารักษาหลัก ๆ ที่เราควรพิจารณา คือ ค่าใช้จ่ายจำพวก ค่าห้อง ค่ายา ค่ารักษาและค่าผ่าตัดกรณีเป็นโรคร้ายแรง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจหาได้จากเว็บไซต์ของโรงพยาบาล หรือโทรเข้าไปสอบถามที่โรงพยาบาลก็ได้ครับ

 

2. ควรเลือกทำประกันสุขภาพในลักษณะของวงเงินเหมาจ่าย

การทำประกันสุขภาพ ในวงเงินเหมาจ่ายนั้นจะครอบคลุมค่ารักษากรณีเจ็บป่วยร้ายแรงหรือต้องเข้ารับการผ่าตัดซึ่งจะทำให้คุ้มกว่าการทำประกันสุขภาพที่แยกประเภทค่าใช้จ่ายในการรักษา เพราะประกันสุขภาพแบบแยกประเภทจะมีวงเงินค่ารักษาที่น้อยกว่า ในกรณีการผ่าตัด หรือรักษาโรคร้ายแรง เพราะเป็นกรณีที่มีค่ารักษาแพงที่สุด เช่น วงเงินค่ารักษากรณีผ่าตัดของแบบแยกประเภทอาจจะอยู่ที่ 100,000 บาท แต่ขณะที่แบบเหมาะจ่ายจะเหมารวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (ยกเว้นค่าห้อง) อยู่ที่ 1 ล้านบาทเลย ทำให้ครอบคลุมความเสี่ยงมากกว่า

 

3. เลือกทำประกันสุขภาพที่ให้ครอบคลุมทุกความเสี่ยง

บางคนเลือกทำประกันสุขภาพเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งหมด เพราะยังมีกรณีสำคัญที่เราควรจะต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า คือกรณีที่เราอาจจะประสบภาวะเป็นผู้ “ทุพพลภาพ” (ไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตได้ปกติ) ไม่ว่าจะเกิดจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดในสมองแตก หรือจากอุบัติเหตุ แขนขาด ขาขาด พิกลพิการ มันจึงเกิดประเด็นว่า ถึงแม้ประกันสุขภาพอาจจะจ่ายค่ารักษาให้เราได้หมด แต่หลังจากนั้น เราอาจจะใช้ชีวิตต่อไปโดยทำงานไม่ได้ ไม่มีรายได้ หรือรายได้ลดลงกว่าเดิม ขณะที่เรายังมีชีวิต ยังต้องกินต้องใช้ เราจึงต้องการ “เงินชดเชย” ก้อนโต เพื่อนำมาเลี้ยงชีวิตตลอดระยะเวลาที่เหลือ มันจึงเป็นสาเหตุที่เราควรจะต้องทำประกันสุขภาพกรณีโรคร้ายแรง และประกันสุขภาพที่ครอบคลุมเรื่องการเจ็บป่วยที่เกิดจากอุบัติเหตุด้วย

ดังนั้น อย่าลืมว่า หากจะเลือกซื้อประกันสุขภาพแล้ว เราจึงควรซื้อประกันเรื่องค่ารักษาพยาบาล โรคร้ายแรง และอุบัติเหตุ ให้ครบทั้ง 3 ประเภท (ส่วนรายละเอียดของแต่ละประเภทก็ให้พิจารณาเองตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องซื้อให้ครบทุกแบบที่บริษัทประกันมีก็ได้ครับ) จึงจะปิดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยได้อย่างครอบคลุมที่สุด

อย่าลืมเปรียบเทียบเบี้ยประกันแต่ละบริษัท เลือกบริษัทที่ให้การคุ้มครองไม่แตกต่างจากบริษัทอื่นมากนัก แต่เบี้ยประกันถูกกว่า ในขั้นสุดท้ายเราก็แค่นำเงื่อนไขของประกันสุขภาพของบริษัทประกันแต่ละที่มาเปรียบเทียบกัน แล้วเลือกบริษัทที่คิดเบี้ยประกันที่ถูกกว่า หรือเบี้ยประกันพอๆกัน แต่มีวงเงินคุ้มครองที่สูงกว่า นั่นคือประกันสุขภาพที่คุ้มค่ากับเราที่สุด

ส่วนหลักการในการเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุ ก็จะเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับ ประกันสุขภาพ ดูว่าแพคเกจประกันอุบัติเหตุ (PA : Personal Accident) นั้น ชดเชยครอบคลุมกรณีใดบ้าง (เช่น เสียชีวิต ทุพพลภาพ พิการ กระดูกหัก กรณีถูกลอบทำร้าย กรณีเกิดอุบัติเหตุในวันหยุดนักขัตฤกษ์ กรณีเกิดจากการจลาจล ฯลฯ) ก็ควรจะเลือกแพคเกจให้คุ้มครองหลาย ๆ กรณี โดยที่เบี้ยที่จ่าย แนะนำว่าไม่ควรเกิน 5% ของรายได้รวมทั้งปี ก็พอครับ เนื่องจากประกันอุบัติเหตุก็เปรียบเสมือนประกันสุขภาพแบบย่อมๆ ที่คุ้มครองเฉพาะกรณีเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่คุ้มครองกรณีเป็นโรค และค่ารักษาพยาบาลต่างๆ จึงเหมาะกับการคุ้มครองเบื้องต้นที่อาจจะไม่ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งหมด สำหรับคนที่มีรายได้ไม่สูงมาก แต่ต้องการเริ่มปกป้องความเสี่ยงบ้าง แต่สำหรับคนที่มีรายได้พอสมควรแล้ว ผมแนะนำว่าให้ทำประกันสุขภาพอย่างครอบคลุมเลยจะเหมาะสมกว่า

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://aommoney.com
ภาพประกอบจาก :  www.policymantraa.com

 


การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค.jpg

การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ทำได้ 2 แบบ คือแบบ active (กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเอง) และแบบ passive (ให้ภูมิคุ้มกันของคนหรือสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้วฉัดเข้าไปในร่างกาย) การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแบบ active ได้แก่ การให้วัคซีน ซึ่งวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยอาจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

 

กลุ่มที่ 1 ท็อกซอยด์ (toxoid)

ใช้ป้องกันโรคทีเกิดขึ้นเป็นผลจากพิษหรือท็อกซินของแบคทีเรีย ไม่ได้เกิดจากตัวแบคทีเรียโดยตรง เช่น โรคคอตีบหรือโรคบาดทะยัก ทำได้โดยทำให้พิษของแบคทีเรียหมดไป แต่ความสามารถให้การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันยังมีอยู่ เช่น วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก โดยทั่วไปเมื่อฉีดพวกนี้เข้าไปจะไม่มีไข้หรือปฏิกิริยาเฉพาะที่ นอกจากเคยฉีดมาแล้วหลายครั้ง หรือร่างกายมีภูมิคุ้มกันสูงอยู่ก่อนแล้ว ในกรณีเช่นนี้อาจเกิดปฏิกิริยาอิมมูนบริเวณที่ฉีด ทำให้มีอาการบวมแดง เจ็บบริเวณที่ฉีดและมีไข้ได้

 

กลุ่มที่ 2 วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (inactivated หรือ killed vaccine)

  • ทำจากแบคทีเรียหรือไวรัสทั้งตัวที่ทำให้ตายแล้ว (whole cell vaccine) พวกที่ทำจากเชื้อแบคทีเรียมักเกิดจากปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีด บางครั้งอาจมีไข้ด้วย อาการมักจะเริ่มเกิดหนังฉีด 3-4 ชั่วโมง และจะมีอยู่ประมาณ 1 วัน บางครั้งอาจมีปฏิกิริยาอยู่นานถึง 3 วัน ตัวอย่างของวัคซีนในกลุ่มนี้ได้แก่วัคซีนป้องกันโรคไอกรน วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดเอ วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ วัคซีนพวกนี้มักจะต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ห้ามเก็บในตู้แช่แข็ง เพราะจะทำให้แอนติเจนเสื่อมคุณภาพ
  • ใช้เฉพาะส่วนของแบคทีเรียหรือไวรัสที่เกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันเท่านั้นมาทำเป็นวัคซีน (subunit vaccine) เช่น วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี วัคซีนป้องกัน  โรคไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันเชื้อฮิบ (Haemophilus influenzae type b) วัคซีนป้องกันโรคไอกรนชนิดไร้เซลล์ (acellular pertussis vaccine) วัคซีนป้องกัน ทัยฟอยด์ชนิดวีไอ (Vi vaccine)

 

กลุ่มที่ 3 วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (live attenuated vaccine)

เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อเป็นที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ทำให้ฤทธิ์อ่อนลงแล้ว ส่วนใหญ่เป็นวัคซีนสำหรับไวรัส ส่วนวัคซีนสำหรับแบคทีเรียที่ใช้แพร่หลาย ได้แก่ วัคซีนป้องกันวัณโรค (บีซีจี) วัคซีนป้องก้นโรคไข้ทัยฟอยด์ชนิดกิน ส่วนวัคซีนสำหรับไวรัสที่ใช้ในประเทศไทย คือ วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดกิน วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน วัคซีนป้องกันโรคสุกใส วัคซีนในกลุ่มนี้เมื่อให้เข้าไปในร่างกายแล้วจะยังไม่มีปฏกิริยาทันทีจะต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเริ่มมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคหัด จะมีอาการไข้ประมาณ วันที่ 5 ถึงวันที่ 12 หลังฉีด วัคซีนในกลุ่มนี้จะต้องเก็บไว้ให้ดีเป็นพิเศษเพราะถ้าเชื้อตายการให้วัคซีนจะไม่ได้ผล นอกจากนี้ถ้าร่างกายมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง เช่น ได้รับอิมมูโนโกลบุลิน หรือเดิมที่เรียกกันว่า แกมมาโกลบุลิน อาจขัดขวางการออกฤทธิ์ของวัคซีน การให้วัคซีนในกลุ่มนี้จะต้องระวัง ถ้าให้ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ หรือผู้ที่ได้รับยาหรือสารกดภูมิคุ้มกันอยู่อาจมีอันตรายได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: dmsc.(2009).การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค.24 มีนาคม 2559.
แหล่งที่มา : www.biology.dmsc.moph.go.th
ภาพประกอบจาก : www.psychcentral.com


ข้อควรรู้-เมื่อประสบภัยจากรถ.jpg

ข้อควรรู้เมื่อประสบภัยจากรถ ประชาชนทุกคนที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถ จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ว่าผู้ประสบภัยนั้นจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ในรถหรือนอกรถ เป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร เจ้าของรถ คนเดินถนน หากได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอันเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

การที่รัฐออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัย อย่างน้อยที่สุด คือ การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถ ที่ได้รับบาดเจ็บ/เสียชีวิต เพราะเหตุประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีกรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล/สถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาล ในการรับรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ และเป็นสวัสดิการสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย เพราะเหตุประสบภัยจากรถ ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือนร้อน แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว

 

ข้อพึงปฏิบัติเมื่อประสบภัยจากรถ

เมื่ออุบัติเหตุรถยนต์เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หรือผู้พบเห็นควรปฏิบัติดังนี้

  • กรณีมีผู้บาดเจ็บ
  1. นำคนเจ็บเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและสะดวกที่สุดก่อน
  2. แจ้งเหตุที่เกิดให้ตำรวจทราบ และขอสำเนาประจำวันตำรวจเก็บไว้
  3. แจ้งเหตุบริษัทประกันภัยทราบ แจ้งวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ
  4. เตรียมเอกสาร ถ่ายสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถคันเกิดเหตุ ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ออกโดยราชการกรณีเมื่อเรียกร้องค่าเสียหาย
  5. ให้ชื่อ ที่อยู่ ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือในการเป็นพยานให้แก่คนเจ็บ
  • การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นผ่านโรงพยาบาล

เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัย ให้เตรียมเอกสารดังนี้

  1. สำเนากรมธรรม์ของรถ (ใบเสร็จรับเงินจาก บริษัทประกัน)
  2. สำเนาใบบันทึกประจำวันของตำรวจประทับตราโล่และสำเนาถูกต้องเอกสาร
  3. สำเนาคู่มือรถหน้าจดทะเบียนและหน้ารายการเสียภาษีหรือสำเนาสัญญาซื้อขาย (สมุดเขียว/น้ำเงิน)
  4. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประสบภัย
  5. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประสบภัย
  6. สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของรถ
  7. สำเนาบัตรทะเบียนบ้านเจ้าของรถอย่างละ 2 ชุด

 

มีสิทธิข้าราชการ อุบัติเหตุจากรถ ต้องใช้สิทธิไหนก่อน?

เมื่อผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และเข้ามารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลรามาธิบดี ตามนัยมาตรา 9 แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2535 ของระบบราชการ ต้องใช้สิทธิพรบ.ผู้ประสบภัยจากรถ

มีสิทธิบัตรประกันสุขภาพ อุบัติเหตุจากรถ  จะใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพก่อนโดยไม่ใช้พรบ.ผู้ประสบภัยจากรถได้หรือไม่?

ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ พ.ศ. 2540 ต้องใช้สิทธิตามพ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถก่อน

การเบิกค่าเสียหายเบื้องต้น ผู้ประสบภัยมากับรถคันไหนให้เบิกค่าเสียหายเบื้องต้นจากรถคันนั้น แต่ถ้าผู้ประสบภัยเป็นบุคคลภายนอกให้เบิกค่าเสียหายเบื้อต้นจากรถที่เกิดเหตุ (หรือเบิกจากกองทุนเงินทดแทน)

ดังนั้นกรณีที่มีผู้ประสบภัยจากรถ ท่านสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนโดยที่ท่านจะรับการรักษาด้วยความสะดวกรวดเร็วไม่น้อยกว่ามาตรฐานของโรงพยาบาล เมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยหรือญาติจะต้องแจ้งความประสงค์ในการใช้สิทธิตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และให้ญาติเตรียมเอกสารดังกล่าวข้างต้นให้กับโรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลจะเป็นผู้ตั้งเบิกต่อบริษัทประกันแทนผู้ประสบภัย ตามค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 30,000 บาท โดยไม่ต้องสำรองจ่าย

 

วงเงินความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.

  • ค่าเสียหายเบื้องต้น หมายถึง ค่าเสียหายต่อชีวิต – ร่างกาย ของผู้ประสบภัย อันเนื่องจากการใช้รถที่บริษัทประกันภัยต้องจ่ายโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความรับผิดและให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทน

1. ค่ารักษาพยาบาล ไม่เกิน 30,000 บาท
2. ค่าทุพพลภาพ/สูญเสียอวัยวะหรือค่าปลงศพตาม
ข้อ 1, 2 รวมกันแล้วไม่เกิน 65,000 บาทในชั้นต้น 35,000 บาท

  • ค่าสินไหมทดแทนสูงสุด (รวมค่าเสียหายเบื้องต้น) หมายถึง ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อชีวิต – ร่างกายของผู้ประสบภัยจากรถที่บริษัทประกันภัยต้องจ่ายเมื่ออุบัติเหตุจากรถนั้นเป็นความผิดของผู้ขับขี่รถที่เอาประกันภัย

1. กรณีบาดเจ็บ ไม่เกิน 80,000 บาท
2. กรณีเสียชีวิต หรือ ทุพพลภาพถาวร 300,000 บาท
3. สูญเสียอวัยวะ
• นิ้วขาด 1 ข้อขึ้นไป 200,000 บาท
• สูญเสียอวัยวะ 1 ส่วน 250,000 บาท
• สูญเสียอวัยวะ 2 ส่วน 300,000 บาท
4. ค่าชดเชยการรักษาตัว (ผู้ป่วยใน) 200 บาทต่อวัน ไม่เกิน 20 วัน  4,000 บาท

* ยกเว้น ผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายผิดจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น

หมายเหตุ สำหรับกรมธรรม์ที่เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559 เป็นต้นไป

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://med.mahidol.ac.th
ภาพประกอบจาก : www.psh.go.th


วิตามิน-และอาหารเสริมที่ไม่คุ้มค่าเงิน.jpg

วิตามิน และอาหารเสริมที่ไม่คุ้มค่าเงินนั้นมีทั้งประโยชน์และโทษ มาดูรีวิวข้อมูลใหม่ล่าสุดกันว่าตัวไหนนะ ที่ไม่ควรเสียเงินซื้อให้สิ้นเปลือง

 

  1. กลูต้าไธโอน จวบจนปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาขนาดใหญ่ที่พิสูจน์ได้ว่า กลูต้าไธโอนแบบรับประทาน จะสามารถถูกดูดซึมได้ ความน่าจะเป็นจึงเท่ากับว่า คุณเสียตังค์ฟรีเพื่อหลอกตัวเองว่ากินแล้วขาว
  2. แอลฟ่าโทโคฟีรอล หรือ วิตามินอี การศึกษาพบว่า การรับประทานวิตามินอีในฟอร์ม แอลฟ่าโทโคฟีรอล เพียงฟอร์มเดียวนั้น ทำให้ร่างกายขาดวิตามินอีฟอร์มอื่น และอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี
  3. โอเมก้า 6 อัตราส่วนกรดไขมัน 6:3 ในร่างกายเรานั้น ควรมีค่าไม่ต่างกันมาก แต่ในน้ำมันพืชทุกชนิดที่เรารับประทาน มีแต่กรดไขมันโอเมก้า 6 เราจึงไม่จำเป็นต้องซื้อโอเมก้า 6 มารับประทานเพิ่ม ให้เกิดความไม่สมดุลมากขึ้นไปอีก
  4. น้ำมันตับปลาฉลาม สรรพคุณของน้ำมันตับปลาฉลามยังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัด แต่ที่ชัดเจนคือ การรับประทานน้ำมันตับปลาฉลาม ส่งผลเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ จึงเป็นเหตุผลง่ายๆที่คุณควรคิดให้ดีก่อนเสียเงินซื้อมารับประทาน
  5. วิตามินเอ หลายการศึกษาในระยะหลังพบว่า การรับประทานวิตามินเอสังเคราะห์ ให้ผลเชิงลบมากกว่าบวก โดยเฉพาะในผู้สูบบุหรี่ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดได้ และวิตามินเอยังสะสมในร่างกาย ก่อให้เกิดอาการพิษสะสมได้หากรับประทานมากไป
  6. ธาตุเหล็ก ควรรับประทานเฉพาะผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ผู้บริจาคเลือด แต่ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ใด ๆ ไม่ควรซื้อมารับประทานเอง เพราะธาตุเหล็กที่มากเกิน ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ในร่างกายได้
  7. วิตามินทุกตัวไม่ใช่ขนม ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทาน ว่าจำเป็นหรือไม่ ควรรับประทานอย่างไร มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง จึงจะปลอดภัยสูงสุด

 

ผู้เขียน : พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล. รพ.สมิตติเวช สุขุมวิท. “วิตามิน และอาหารเสริมที่ไม่คุ้มค่าเงิน” (ระบบออนไลน์)
แหล่งที่มา : www.samitivejhospitals.com
ภาพประกอบจาก : www.photos-public-domain.com

 

 


วัคซีนไข้หวัดใหญ่-ที่นี่มีคำตอบ.jpg

ประเทศไทยพบ โรคไข้หวัดใหญ่ ประมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน พบมากในฤดูฝนช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม และฤดูหนาวช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม แต่พบได้ประปรายตลอดปี

 

เหตุผลที่ควรฉีดวัคซีน

เหตุผลที่ควรต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอยู่เสมอ ทำให้เกิดเชื้อใหม่ในสัตว์และในคนอยู่เป็นระยะ เป็นเหตุให้ภูมิคุ้มกันโรคในสัตว์และในคนที่มีอยู่เดิม อาจไม่สามารถป้องกันโรคได้ นอกจากนี้ ภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่นั้น คงอยู่ไม่นานและมักจะลดต่ำลงได้ในระยะเวลาไม่กี่เดือนหรือปี ดังนั้น การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี จึงเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เหมาะสมกับเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่มาใหม่แต่ละปี และมีระดับที่สูงอยู่ตลอดเวลาสำหรับรับมือกับเชื้อที่จะเข้ามาสู่ร่างกายของเรา

 

ชนิดของวัคซีน

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล จะประกอบด้วย 3 สายพันธุ์ย่อยของเชื้อไข้หวัดใหญ่ คือ สายพันธุ์ A 2 subtypes (H1N1 และ H3N2) และสายพันธุ์ B 1 สายพันธุ์ย่อย โดยองค์การอนามัยโลกจะคัดเลือกสายพันธุ์ย่อยของเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่พบการระบาดหลายแห่งทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าจะเป็นเชื้อต้นเหตุในปีถัดไปของซีกโลกเหนือ และซีกโลกใต้ เพื่อเป็นข้อกำหนดให้ใช้ในการผลิตวัคซีนสำหรับปีถัดไป ในปัจจุบัน พบว่า มีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิดที่มี 3 สายพันธุ์ย่อย (Trivalent Vaccine; TIV) และ 4 สายพันธุ์ย่อย (Quadrivalent Vaccine; QIV) ของ influenza virus ซึ่งคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกสำหรับปี พ.ศ. 2558-2559 มีดังนี้

  • สำหรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดที่มี 3 สายพันธุ์ย่อย (Trivalent Vaccine; TIV) ควรประกอบด้วย
    • Influenza A/California/7/2009 (H1N1) pdm 09-like virus;
    • Influenza A/Switzerland/9715293/2013 (H3N2)-like virus;
    • Influenza B/Phuket/3073/2013-like virus.

โดยการให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดที่มี 4 สายพันธุ์ย่อย (Quadrivalent Vaccine; QIV) อาจมีประโยชน์ในกรณีที่มีการระบาดของเชื้อ Influenza B ชนิดที่เพิ่มขึ้นในวัคซีนนี้ และเหมาะสำหรับกลุ่มผู้ป่วยเฉพาะ เช่น ผู้ป่วยเด็ก ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Influenza B และสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

 

กลุ่มเป้าหมายที่แนะนำให้ฉีด

กลุ่มเป้าหมายที่แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี ปีละ 1 เข็ม ตามสายพันธุ์ที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลก ได้แก่

  1. กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการที่จะเกิดอาการแทรกซ้อน หลังจากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่
  • บุคคลที่อายุ 65 ปีขึ้นไป
  • บุคคลที่เข้ารับการบำบัดอยู่ใน nursing home และสถานที่รับดูแลโรคเรื้อรัง
  • ผู้ใหญ่และเด็กที่มีโรคปอดเรื้อรัง โรคระบบหัวใจไหลเวียน รวมทั้งเด็กที่เป็นโรคหอบหืดด้วย
  • ผู้ใหญ่หรือเด็กที่ต้องเข้ารับการรักษา เป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลอยู่เป็นประจำด้วยโรคเรื้อรัง คือ โรคเบาหวาน โรคไต โรคเลือด หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งผู้ที่ได้รับยากดระบบภูมิคุ้มกัน
  • เด็กหรือวัยรุ่น(6 เดือน-18 ปี) ที่จำเป็นจะต้องได้รับการรักษาด้วยแอสไพรินเป็นประจำจะมีความเสี่ยงสูงต่อการป่วยเป็น Reye’s Syndrome หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่
  1. กลุ่มที่อาจแพร่โรคไปสู่กลุ่มเสี่ยงสูง
  • แพทย์-พยาบาล บุคลากรอื่นๆ ในโรงพยาบาล
  • เจ้าหน้าที่ใน nursing home และสถานที่บำบัดผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
  • บุคคลที่เข้าพักอยู่ในบ้านเดียวกันกับคนที่มีความเสี่ยงสูง
  1. กลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ ประชาชนทั่วไปที่ต้องการฉีดเพื่อป้องกันการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ โดยคนที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ อาจมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว หรือปวดบวมบริเวณที่มีการฉีดวัคซีน แต่อาการส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง และสามารถหายเป็นปรกติได้ภายใน 1-2 วัน สำหรับบุคคลที่มีข้อห้ามในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่ไก่แบบรุนแรง เนื่องจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ผลิตจากไข่ไก่ฟัก และผู้ที่มีไข้สูง หรือมีอาการเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน ควรรอให้อาการไข้ลดลงก่อนแล้วจึงไปเข้ารับการฉีดวัคซีน

 

ผู้เขียน : อาจารย์ จันทนา ห่วงสายทอง
ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
แหล่งที่มา : www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/staff/jantana.ho


ใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย.jpg

ใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย แม้ว่ายาจะสามารถใช้รักษาให้หายป่วย และทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักไว้เสมอก็คือ ยาทุกชนิดล้วนแล้วแต่มีอันตราย เช่นเดียวกับที่มีคุณประโยชน์ ดังนั้น ก่อนใช้ยาควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนใช้ทุกครั้ง

อันตรายจากการใช้ยานั้น อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากฤทธิ์ของยา ซึ่งอาจเริ่มจากอาการที่ไม่รุนแรง เช่น คลื่นไส้ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ จนถึงขั้นเสียชีวิต เช่น การทำลายตับ หรือการหายใจไม่ออก เป็นต้น นอกจากนี้ยังเกิดได้จากปฏิกิริยาระหว่างยา 2 ชนิดขึ้นไป หรือปฏิกิริยาระหว่างยากับอาหาร เครื่องดื่ม หรืออาหารเสริม (เช่น วิตามินหรือสมุนไพร) ที่รับประทานระหว่างการใช้ยา โดยอาจส่งผลให้ยาที่รับประทานบางชนิด มีประสิทธิภาพลดลงหรือออกฤทธิ์รุนแรงเกินไป หรืออาจเกิดสารเคมีตัวใหม่ที่มีอันตรายสูง ดังนั้นเราจึงควรรู้ถึงวิธีการปฏิบัติเพื่อ ลดความเสี่ยงและได้รับประโยชน์จากการใช้ยาอย่างสูงสุดมี 5 ประการ ได้แก่

 

คุยกับแพทย์ เภสัชกร หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อบอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวท่านเองให้มากที่สุด เช่น

  • ท่านมีประวัติการแพ้ยาอะไรหรือไม่
  • รับประทานยาหรืออาหารเสริมอื่น ๆ อยู่หรือไม่
  • ข้อจำกัดบางประการในการใช้ยา (เช่น มีปัญหาการกลืนยา หรือต้องทำงานกับเครื่องจักรอันตราย ไม่สามารถทานยาที่ทำให้ง่วงได้)
  • อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร (กรณีของผู้หญิง)
  • นอกจากนั้น หากท่านมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจ ควรสอบถามให้ละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาอย่างผิด ๆ

 

ทำความรู้จักยาที่ใช้ให้มากที่สุดเช่น

  • ชื่อสามัญทางยา เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้ยาซ้ำซ้อน และได้รับยาเกินขนาด
  • ชื่อทางการค้าของยา
  • ลักษณะทางกายภาพของยา เช่น สี กลิ่น รูปร่าง เป็นต้น เมื่อสภาพของยาเปลี่ยนแปลงไป เช่น สีเปลี่ยน ไป ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาดังกล่าว เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
  • ข้อกำหนดการใช้ยา เช่น รับประทานเมื่อไหร่ จำนวนเท่าไร อย่างไร และควรรับประทานนานแค่ไหน
  • ภายใต้สถานการณ์ใด ควรหยุดใช้ยาทันที
  • ผลข้างเคียงของยาหรือปฏิกิริยาของยา

อ่านฉลากและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

  • ควรทำความเข้าใจการใช้ยาให้ถูกต้อง หากไม่เข้าใจประการใดควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือผู้เชี่ยวชาญ
  • อ่านฉลากยาอย่างน้อย 2 ครั้ง ก่อนการใช้ยาทุกครั้ง เพื่อความมั่นใจว่ารับประทานยา ถูกต้อง
  • เก็บยาในที่ที่เหมาะสมตามที่ระบุบนฉลาก
  • ห้ามเก็บยาต่างชนิดกันในภาชนะเดียวกัน และไม่ควรเก็บยาสำหรับใช้ภายในและสำหรับใช้ภายนอกไว้ ใกล้เคียงกัน

 

หลีกเลี่ยงปฏิกิริยาระหว่างกันของยา

  • ถามแพทย์ เภสัชกร หรือผู้เชี่ยวชาญว่ายาที่คุณรับประทาน มีปฏิกิริยาระหว่างยา อาหาร เครื่องดื่ม หรือ อาหารเสริมหรือไม่
  • ทุกครั้งที่จะได้รับยามาใหม่ ควรนำยาเดิมที่รับประทานอยู่ ไปแสดงให้แพทย์หรือเภสัชกร ได้ตรวจสอบและจัดยาใหม่ไม่ให้ซ้ำซ้อนกันและได้ยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ตรวจสอบผลของยาที่จะเกิดขึ้นและอาการข้างเคียงจากการใช้ยา

  • ควรทราบวิธีการใช้ยา เพื่อลดอาการข้างเคียง เช่น ควรรับประทานยาหลังรับประทานอาหารทันที เพื่อลดอาการปวดท้อง
  • ให้ความสำคัญกับอาการต่าง ๆ ของร่างกาย หากมีสิ่งใดผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์
  • รู้ว่าควรจะปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อเกิดอาการข้างเคียงจากการใช้ยา

 

แม้ว่าการใช้ยามีอันตรายควบคู่ไปกับคุณประโยชน์ แต่การปฏิบัติตนเพื่อลดอันตรายจากการใช้ยา สามารถทำได้ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากจนเกินกว่าที่จะปฏิบัติได้จริง แต่ประโยชน์ที่ได้รับคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง และควรระลึกไว้เสมอว่า การที่ท่านมีส่วนร่วมกับแพทย์ เภสัชกร และผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับการใช้ยาของตัวท่านเองอย่างใกล้ชิด จะทำให้ท่านมีความปลอดภัยในการใช้ยามากยิ่งขึ้น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.fda.moph.go.th. (2009).ใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย.25 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา : http://webnotes.fda.moph.go.th/consumer/csmb/
ภาพประกอบจาก : www.090101066.exteen.com

 


ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ-3.jpg

ข้อควรรู้ เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือ แอนตี้ไบโอติก (Antibiotic) คือ ยารักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ โดยทั่วไปแล้วหมายถึง เชื้อแบคทีเรีย ปัจจุบันมีการใช้คำอื่นทดแทน คือ ยาต้านจุลชีพหรือยาต้านจุลินทรีย์ (Antimicrobial) โดยยากลุ่มนี้ จะใช้เมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัย หรือคาดว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น

ในสังคมไทยประชาชนทั่วไปมักเรียกยากลุ่มนี้ เป็นยาแก้อักเสบทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า การใช้ยานี้จะทำให้โรคที่เป็นอยู่หายเร็วขึ้น เพราะยาจะไปรักษาหรือแก้การอักเสบ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ยาปฏิชีวนะที่เป็นที่คุ้นเคยและผู้ป่วยมักซื้อใช้เองได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) อ็อกเมนติน (Augmentin) นอร์ฟล็อกซาซิน (Norfloaxacin) เตตร้าซัยคลิน (Tetracycline) อะซีโทรมัยซิน (Azithromycin) เป็นต้น

 

ทำไมจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ

ยาทุกชนิดมีทั้งประโยชน์ในการรักษาโรค และมีโทษจากผลข้างเคียงของยา นอกจากนี้ยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการแพ้ยา ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ และเมื่อใช้ไม่ถูกต้องจะก่อให้เกิดโทษต่อผู้ป่วย ได้แก่

  • ต้องได้รับผล
    • ต้องได้รับผลข้างเคียงจากยา ไม่ว่าจะเป็น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เวียนศีรษะ
    • โรคไม่หาย อาจเกิดการแพ้ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้
    • เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นซึ่งมีอยู่ได้ในร่างกายเป็นปกติดื้อต่อยาที่ใช้
    • ข้อสำคัญ ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินค่ายาสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้

 

เมื่อไรที่ต้องใช้หรือไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

เมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัย หรือคาดว่าผู้ป่วยมีการติด เชื้อแบคทีเรียเท่านั้น หมายความว่า ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะต้องพบแพทย์และต้องได้รับกาตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด พบว่ากลุ่มโรค 3 กลุ่ม ที่ไม่จำเป็นและไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะแต่มีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะสูงมาก ได้แก่

  • อาการคือ 
    • ไข้หวัด เจ็บคอ
    • ท้องเสีย
    • แผลเลือดออก

โดยกลุ่มโรคเหล่านี้มากกว่าร้อยละ 80 ไม่มีสาเหตุมาจากการติด เชื้อแบคทีเรีย การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ ประคับประคอง และการให้คำแนะนำผู้ป่วย เช่น ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ยาลดน้ำมูก ยาลดไข้ ยาแก้ไอในไข้หวัดเจ็บคอ การใช้ยาลดอาการท้องอืด และการดื่มน้ำเกลือแร่กรณีท้องเสีย และในกรณีแผลเลือดออก การดูแลรักษาแผลตามที่แพทย์นัดและป้องกันไม่ให้แผลโดนน้ำ เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เป็นต้น

แต่พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มักร้องขอยาปฏิชีวนะ เมื่ออาการเป็นนานกว่า 3 ถึง 7 วัน เมื่อเสมหะหรือน้ำมูกเป็นสีเขียวข้น หรือถ้าเป็นกลุ่มท้องเสียก็จะขอยาปฏิชีวนะ เมื่อยังมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้งเกิน 2 วัน หรือเบื่ออาหารปวดเมื่อยตัว หรืออาการไข้ที่ยังไม่หาย ยิ่งไปกว่านั้นการซื้อยาเองตามร้านขายยาก็ง่ายมาก อีกทั้งผู้ขายยาที่ไม่ใช่แพทย์ก็จะจ่ายยาให้ตามที่ผู้ป่วยต้องการจึงทำให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นกันเป็นวงกว้าง

 

ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

เมื่อแพทย์ได้ทำการตรวจโดยละเอียด และให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่มีการติด เชื้อแบคทีเรียแล้ว และผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยควรแจ้งแก่แพทย์ทุกครั้ง หากเคยมีประวัติแพ้ยา ยาปฏิชีวนะ มีทั้งในแบบรับประทานและแบบฉีด ผู้ป่วยควรซักถามทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาที่ต้องใช้ ได้แก่

  • ต้องได้รับยานานเท่าไร 
    • ต้องรับประทานยาอย่างไร ก่อน หรือ หลังอาหาร
    • มีข้อห้ามอย่างไรระหว่างใช้ยานี้ เช่น ห้ามใช้ยาใดร่วม ห้ามรับประทานนมหรืออาหารชนิดใด เป็นต้น
    • ยาที่จะได้รับมีผลข้างเคียงอย่างไร หากเกิดอาการใดขึ้นที่ควรต้องรีบมาพบแพทย์เป็นต้น เมื่อผู้ป่วยใช้ยาปฏิชีวนะแล้วต้องใช้ต่อเนื่องจนครบตามที่แพทย์พิจารณา บ่อยครั้งพบว่าผู้ป่วยหยุดใช้ยาเมื่ออาการดีขึ้นซึ่งจะมีผลเสียอาจทำให้โรคกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ยังรักษาไม่หายดี

ข้อควรระวังที่สำคัญ คือ อาการแพ้ยา หากผู้ป่วยมีอาการแพ้ยา ได้แก่ ผื่นทุกชนิด ปากบวม ตาบวม แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี๊ด ควรรีบหยุดยาและมาพบแพทย์ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอนานเพียงเพื่อกลับไปพบแพทย์คนเดิม หากฉุกเฉินและไม่ควรปรับยาเองข้อสำคัญผู้ป่วยต้องนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมด พร้อมซองหรือชื่อยาไปให้แพทย์ด้วยไม่ควรนำไปแต่เม็ดยา หากเป็นยาฉีดก็ให้นำใบนัดฉีดยา ซึ่งจะมีชื่อยาไปให้แพทย์ด้วย

 

ปัจจุบันมีความพยายามให้ความรู้ประชาชนและแพทย์ทั่วไป เพื่อให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล เพื่อลดผลเสียและความสิ้นเปลืองจากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

 

ผู้เขียน : พญ. พรพรรณ กู้มานะชัย. สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิยาลัยมหิดล สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. “ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ”.
แหล่งที่มา : บทความ ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ 1
ภาพประกอบจาก :  https://suntreeinternalmedicine.com


ว่าด้วยเรื่องของวิตามิน-อี-01.jpg

ปัจจุบันมีการใช้ยาเพื่อเสริมสุขภาพมากมาย โดยมีทั้งยาชนิดที่มีการวิจัยถึงผลประโยชน์ที่ชัดเจน และยาชนิดยังไม่ทราบประโยชน์ที่แน่ชัด โดยอาจมีอันตรายแอบแฝงอยู่ด้วย แต่ก็มีขายในท้องตลาดอย่างกว้างขวาง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ในอาหารเสริมสุขภาพแต่ละชนิดเพื่อความปลอดภัยและประโยชน์ในการเลือกใช้

 

วิตามิน อี คืออะไร และสำคัญอย่างไร ?

วิตามิน อี เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ละลายในไขมัน และเป็นยาตัวหนึ่งที่นำมาใช้เสริมสุขภาพอย่างแพร่หลาย เราจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับประโยชน์และโทษของยาตัวนี้เป็นอย่างดี วิตามิน อี มีรูปแบบอยู่ถึง 8 รูปแบบ สำหรับรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้ดี ได้แก่ แอลฟา-โทโคเฟอรอล เป็นสารต้านฤทธิ์ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่มีประสิทธิภาพสูง ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นนี้จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อ อันส่งผลทำให้เกิดการเสื่อมสภาพ และโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง เป็นต้น

ได้มีการนำวิตามิน อี มาใช้เพื่อการป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ได้แก่ การชะลอความแก่ การรักษาผมร่วง การอักเสบของถุงน้ำในข้อ แผลในกระเพาะอาหาร โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง  การแท้ง การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ การมีบุตรยาก ใช้ลดการเจ็บครรภ์คลอด ใช้เป็นยาเสริมสุขภาพสตรีวัยทองและอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น รักษาหิมะกัด ผึ้งต่อย โดยอ้างอิงกลไกปฏิกิริยาของวิตามินอี และความเชื่อต่าง ๆ

ก่อนที่จะไปดูผลการศึกษาในรายงานต่าง ๆ ต้องเข้าใจเกี่ยวกับหลักการรับประทานหรือเสริมสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินก่อน คือ ปกติแล้วในร่างกายมนุษย์จะต้องได้รับสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินโดยมีความสมดุลย์ ปริมาณของสารอาหารชนิดต่างๆ แร่ธาตุ และวิตามินต้องการในแต่ละวันไม่เท่ากัน แต่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นปกติ ในกรณีที่มีการขาดของสารอาหารเหล่านี้ จะส่งผลต่อกิจกรรมต่างๆ ของร่างกายโดยทำให้เกิดอาการผิดปกติได้หลายอย่าง สำหรับวิตามินอี ความต้องการในแต่ละวันราว 5 – 30 หน่วยสากล ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ เพศ และสภาพร่างกาย การรับประทานอาหารจำพวกไขมัน โดยในสตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตรจะมีความต้องการวิตามินอีสูงขึ้น เมื่อเกิดการขาดวิตามินอีจะส่งผลต่อสุขภาพและการเจริญเติบโต ทำให้การทำงานของระบบประสาทผิดปกติ การส่งกระแสประสาทช้าลง กล้ามเนื้ออ่อนแรงและพบการเสื่อมสภาพของจอประสาทตาที่อาจส่งผลทำให้เกิดตาบอดได้

 

ใครควรจะได้รับการเสริมวิตามิน อี ?

ความเหมาะสมของการเสริมวิตามิน อี หลักดังกล่าวมาแล้วคือ “สำหรับผู้ที่ขาดหรือมีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามิน อี ควรได้รับการเสริม”เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก สมควรให้ในทารกที่เกิดก่อนกำหนด หรือน้ำหนักแรกเกิดกว่า 1,500 กรัม โดยการเสริมจะให้เสริมลงไปในนม สำหรับวัยผู้ใหญ่ สมควรให้ในผู้ที่มีปัญหาความผิดปกติของการย่อยไขมัน คือ ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเอากระเพาะบางส่วนหรือทั้งหมดออกไป ผู้ที่มีลำไส้อักเสบและมีปัญหาเรื่องการดูดซึมไขมัน สำหรับในปัจจุบันอาจพบปัญหาเพิ่มเติมขึ้นในสตรีที่ลดความอ้วนมาก ๆ โดยไม่รับประทานไขมันเลย หรือกินยาป้องกันการดูดซึมของไขมันก็อาจจะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินอีได้

วิตามิน อี พบมากในอาหารจำพวกใด ?

วิตามิน อี พบมากใน น้ำมันพืช ได้แก่ น้ำมันสกัดจากจมูกข้าวสาลี น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด ถั่วเมล็ดแห้ง ผักใบเขียว อย่างไรก็ตาม ขณะที่ร่างกายต้องการวิตามิน อี เพิ่มขึ้น การรับประทานสารอาหารจำพวกไขมันในปริมาณที่เหมาะสมก็มีความจำเป็นต่อการดูดซึมวิตามิน อี ด้วย

 

อันตรายจากการเสริมวิตามิน อี ?

จากข้อมูลปัจจุบันพบว่า วิตามิน อี มีความปลอดภัยสูง โดยหากเสริมจากอาหารปริมาณที่ได้รับมักจะไม่เป็นอันตราย แต่หากรับประทานวิตามิน อี ที่เกิน 800 หน่วยสากลต่อวัน อาจจะส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด และเสี่ยงต่อปัญหาเรื่องเลือดออกง่ายได้

 

ข้อมูลของวิตามิน อี ที่กำลังมีการศึกษา

ได้มีการศึกษาผลของการใช้วิตามิน อี ในการโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์อาการปวดกล้ามเนื้อเป็นพัก ๆ การเสื่อมของจอประสาทตาที่สัมพันธ์กับอายุและการเสริมวิตามิน อี ในผู้ป่วยจิตเวชที่มีภาวะแทรกซ้อนจากยาโดยมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ข้อมูลการศึกษาส่วนใหญ่ ยังไม่ชัดเจน และยังมีการศึกษาน้อย แต่มีแนวโน้มว่าน่าจะเป็นประโยชน์และไม่พบอาการข้างเคียงจากการใช้ที่รุนแรง สำหรับการศึกษาเพื่อเก็บข้อมูลจำนวนมากต้องใช้เวลาในการศึกษา จึงคงต้องติดตามผลการศึกษาเรื่องเหล่านี้ต่อไป

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: thaihealthy.(2009).ว่าด้วยเรื่องของวิตามินอี.28 ธันวาคม 2558.
แหล่งที่มา : www.thaihealthy.thaidietetics.org
ภาพประกอบจาก : www.stronglife.in.th