ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน หรือโอเอบี (overactive bladder หรือ OAB) เป็นกลุ่มอาการผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง โดยอาการที่พบบ่อยที่สุดคือ การปวดปัสสาวะอย่างฉับพลัน ไม่สามารถรอหรือกลั้นได้ โดยอาจจะมีภาวะปัสสาวะเล็ดหลังอาการดังกล่าว รวมด้วยหรือไม่ก็ได้ ทำให้ต้องวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างเร่งรีบหลาย ๆ ครั้ง ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน บางครั้งมีปัสสาวะเล็ดราดออกมาก่อนที่จะไปถึงห้องน้ำ เป็นปัญหาที่พบบ่อย ที่สร้างความกังวลและความยุ่งยากในการชีวิตประจำวันแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง

 

OAB เป็นภาวะที่พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่มีแนวโน้มจะพบมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบอย่างมากทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรมร่วมกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ อย่างเหมาะสม

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (Overactive Bladder, OAB) เป็นกลุ่มอาการเรื้อรังที่ประกอบด้วย

  • ปวดปัสสาวะเฉียบพลัน โดยรู้สึกปวดอยากถ่ายปัสสาวะขึ้นมาอย่างฉับพลัน รอต่อไม่ได้ ต้องรีบไปห้องน้ำทันที อาการนี้เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว อาจมีน้ำปัสสาวะเพียงเล็กน้อยในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีปัสสาวะออกมาไม่มาก
  • ปัสสาวะบ่อย มักมีการถ่ายปัสสาวะมากกว่า 7 ครั้งในตอนกลางวัน และมากกว่า 1 ครั้ง ในตอนกลางคืน
  • บางครั้งมีปัสสาวะเล็ดราดออกมา จากการปวดปัสสาวะเฉียบพลัน และเข้าห้องน้ำไม่ทันเกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
ถึงแม้ว่าภาวะนี้ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน การดำเนินชีวิตประจำวัน การเดินทาง อื่น ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง ดังนั้นเมื่อมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น ควรมาพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษา เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด

 

สาเหตุ

ในระบบขับถ่ายปัสสาวะนั้น เมื่อไตผลิตน้ำปัสสาวะ น้ำปัสสาวะจะไหลผ่านท่อไตมาเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะ โดยรอยต่อระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อปัสสาวะจะมีชุดกล้ามเนื้อที่ทำงานเป็นหูรูดเปิดปิดการไหลของน้ำปัสสาวะ หูรูดนี้จะถูกควบคุมโดยระบบประสาท โดยเมื่อมีปริมาณน้ำปัสสาวะมาก และอยู่ในสถานที่ที่สามารถขับถ่ายปัสสาวะได้ สมองจะสั่งงานให้หูรูดคลายตัว กระเพาะปัสสาวะบีบตัวให้การขับปัสสาวะเป็นไปอย่างปกติ

ในผู้ที่มีภาวะ OAB จะมีความผิดปกติของสัญญาณดังกล่าว ทำให้มีการการคลายตัวของหูรูดอย่างเฉียบพลัน อาจรวมถึงการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ทั้งที่น้ำในกระเพาะปัสสาวะอาจยังไม่เต็มความจุ สาเหตุของความผิดปกติดังกล่าวยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยที่อาจส่งผล ดังนี้

  • โรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคของระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
  • กล้ามเนื้อที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกรานและท่อปัสสาวะมีการทำงานที่ผิดปกติ
  • กล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะเองมีการทำงานที่ผิดปกติ
  • ความผิดปกติของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญาณ จากการมีอายุที่เพิ่มขึ้น
  • การรับประทานยาบางชนิดที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
  • การรับประทานเครื่องดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป

 

การวินิจฉัย

แพทย์วินิจฉัยภาวะ OAB ได้โดยการสอบถามอาการ ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติทางสูตินรีเวชในผู้หญิงร่วมกับการตรวจร่างกาย  และตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ ได้แก่

  • ตรวจปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีการอักเสบติดเชื้อหรือมีเม็ดเลือดแดงในกระเพาะปัสสาวะหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้แยกโรคหรือความผิดปกติอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายกันออกไปได้
  • การทำบันทึกเวลาปัสสาวะ (Voiding diary) เพื่อดูความถี่ปริมาณ และอาการผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ โดยจดบันทึกว่าในวันหนึ่งๆ คุณดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มอื่นๆ ในปริมาณเท่าไร ถ่ายปัสสาวะกี่ครั้ง และปริมาณน้ำปัสสาวะที่ถ่ายออกมาแต่ละครั้ง หากมีปัสสาวะเล็ดราดให้บันทึกปริมาณปัสสาวะที่เล็ดออกมา และกิจกรรมขณะนั้นด้วย ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ว่าดื่มเข้าไปเป็นปริมาณเท่าไร และปริมาณน้ำปัสสาวะที่กระเพาะปัสสาวะสามารถกลั้นอยู่ได้
  • การตรวจวัดปัสสาวะตกค้างหลังถ่ายปัสสาวะ เป็นการตรวจโดยใช้อัลตร้าซาวด์ หรือเครื่องมืออื่น ๆ เพื่อหาปริมาณน้ำปัสสาวะที่ตกค้างเหลืออยู่ในกระเพาะปัสสาวะ
  • การตรวจยูโรไดนามิกส์ (Urodynamics) ในผู้ป่วยบางราย และในบางสถานพยาบาล แพทย์อาจพิจารณาตรวจยูโรไดนามิกส์ เพื่อตรวจดูว่ากล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะมีการบีบตัวอย่างเหมาะสมหรือไม่ มีภาวะปัสสาวะเล็ดขณะออกแรง หรือมีปัสสาวะตกค้างหลังขับถ่ายหรือไม่

 

การรักษา

การรักษากลุ่มอาการกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินมีหลายวิธี ทั้งนี้การรักษามักเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยจะทำให้อาการลดลง ในบางรายถึงขั้นอาการดีขึ้นจนหายไปเลย หลังจากนั้นจึงพิจารณาใช้ยาตามความเหมาะสม

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตัวอย่าง เช่น
    • ลดปริมาณการดื่มน้ำ โดยเฉพาะการดื่มน้ำก่อนเข้านอน และการลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ น้ำชา น้ำอดลม โซดา น้ำผลไม้ และแอลกอฮอล์
    • ฝึกกลั้นปัสสาวะ โดยพยายามยืดระยะระหว่างการเข้าห้องน้ำในแต่ละครั้งให้นานขึ้น เช่น จากทุก 1 ชม. ยืดออกเป็น 2 หรือ 3 ชม. ก่อนเข้าห้องน้ำในครั้งถัดไป
    • ฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel exercise) จะทำให้กล้ามเนื้อที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกราน  และกล้ามเนื้อหูรูดส่วนนอกของท่อปัสสาวะมีการหนาตัวและแข็งแรงมากขึ้น โดยการบริหารดังกล่าวจะเพิ่มแรงต้านในท่อปัสสาวะให้สูงขึ้น มี reflex ไปยับยั้งการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ และป้องกันปัสสาวะไม่เล็ดราดได้อีกด้วย
  • การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้ในการรักษามีหลายชนิด หลักๆเป็นยาช่วยคลายหรือลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ 2 กลุ่ม คือ ยากลุ่ม Anticholinergic Drug อาจมีผลข้างเคียง คือ ปากแห้ง ตาแห้ง ปัสสาวะค้าง ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ท้องผูก การรับรู้เปลี่ยนแปลงไป และยากลุ่ม Beta 3-adrenoceptor agonist  อาจมีผลข้างเคียง คือ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการดีขึ้น จนบางครั้งสามารถหยุดยาได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยหลายรายยังจำเป็นต้องรับประทานยาต่อไปในระยะยาวเพื่อควบคุมอาการต่างๆ

  • การรักษาด้วยวิธีอื่น กรณีการรักษาโดยวิธีข้างต้นไม่หาย แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลได้
    • การฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum toxin) เข้ากล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ โดยการส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะ เพื่อให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะคลายตัวและอาการปวดปัสสาวะฉับพลันลดลง โดยยาจะให้ผลการรักษาประมาณ 5-9 เดือน จากนั้นอาจต้องฉีดซ้ำหากจำเป็น วิธีนี้สามารถพิจารณาในผู้ป่วยที่ทานยาไม่ได้ผล หรือต้องการลดผลข้างเคียงจากการใช้ยารับประทาน อย่างไรก็ตามยาตัวนี้อาจทำให้ผู้ป่วยบางรายเกิดอาการปัสสาวะไม่ออกได้
    • การใช้อุปกรณ์ปรับสมดุลระบบประสาทควบคุมกระเพาะปัสสาวะ (Neuromodulator) โดยการฝังเข็ม การใช้แผ่นแปะเพื่อส่งกระแสไฟฟ้า หรือการผ่าตัดฝังอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ในร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้เส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะกลับมาทำงานได้เป็นปกติ ซึ่งทั้งหมดจะทำได้โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่ได้ผล
    • การผ่าตัดขยายกระเพาะปัสสาวะ เพื่อเพิ่มความจุในการเก็บน้ำปัสสาวะ แต่มีผลข้างเคียงหลายด้าน จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นเพิ่มเติม

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ควรควบคุมปริมาณการดื่มน้ำและเครื่องดื่มต่าง ๆ ไม่ให้มากเกินไป
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อย เช่น กาแฟ น้ำอัดลม โซดา น้ำผลไม้ เครื่องดืมแอลกอฮอล์ เป็นต้น โดยเฉพาะในช่วงก่อนนอน เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดปัสสาวะบ่อย จนรบกวนคุณภาพการนอนหลับได้
  • รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เพื่อป้องกันท้องผูกซึ่งจะส่งผลให้เกิดแรงดันที่กระเพาะปัสสาวะมากขึ้น และทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น หากลดอาการท้องผูกได้ ปัญหาของการปัสสาวะจะลดน้อยลง
  • ฝึกกลั้นปัสสาวะหรือฝึกกำหนดเวลาในการขับถ่ายปัสสาวะ
  • บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นประจำ หรืออย่างน้อย ๆ ต่อเนื่องกันมากกว่า 8 สัปดาห์ เพื่อให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแข็งแรงขึ้น

 

แหล่งข้อมูล : www.mayoclinic.org  www.si.mahidol.ac.th  www.bumrungrad.com International Urogynecological Association (IUGA). Overactive bladder: A Guide for Women. 2011.
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


-Sinusitis.jpg

โรคที่พบได้บ่อยในหน้าฝน คือ โพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) ไข้หวัด (Common cold) และไซนัสอักเสบ (Sinusitis) ซึ่งโรคโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้มักมีอาการตลอดทั้งปี โดยจะมีอาการมากในหน้าฝนและหนาว อาการเด่น คือ คัดจมูก น้ำมูกใส นอนกรน ไม่มีไข้ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักเป็นหวัดบ่อยทำให้มีการติดเชื้อตามมาได้ โดยการแยกความแตกต่างระหว่างไข้หวัดและภูมิแพ้ คือ ภูมิแพ้ไม่มีไข้และอาการคงอยู่ตลอด ส่วนหวัดจะมีไข้ ไอ น้ำมูกและมักจะหายภายใน 7 – 10 วัน

 

โดยปกติในเด็กจะเป็นหวัดปีละ 4 – 6 ครั้ง โดยผู้ใหญ่เป็นหวัดปีละ 2 ครั้ง กรณีเป็นหวัดบ่อย หรือเรื้อรังเกิน 7 – 10 วัน ต้องระวังว่าจะมีภาวะไซนัสอักเสบแทรกซ้อนได้

 

ข้อมูลเบื้องต้น

ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) จัดอยู่ในกลุ่มโรคภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง โดยพบจำนวนผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคแพ้อากาศ

ไซนัส คือ โพรงอากาศที่อยู่ภายในกระดูกบริเวณรอบ ๆ หรือใกล้เคียงกับจมูก ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตำแหน่งเป็นคู่ ๆ คือ บริเวณหน้าผาก ใกล้กับหัวคิ้วทั้งสองข้าง บริเวณข้างจมูกทั้งสองข้าง บริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้าง และบริเวณกะโหลกศีรษะใกล้กับฐานสมอง โดยหน้าที่หลัก ๆ ของไซนัส คือ ช่วยในการปรับความดันของอากาศภายในโพรงจมูก ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของความดัน และสร้างสารคัดหลั่งที่ป้องกันการติดเชื้อของโพรงจมูกและไซนัส

ไซนัสอักเสบจะเกิดขึ้นเมื่อจมูกมีการติดเชื้อหรือมีการอักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากการเป็นหวัดไม่สบาย ส่งผลให้บริเวณท่อที่เชื่อมต่อระหว่างจมูกกับไซนัสอุดตัน ทำให้มีน้ำมูกคั่งค้าง เมื่อน้ำมูกมีการสะสมมากขึ้นจะมีความหนืด และเป็นแหล่งของเชื้อโรค ทำให้เกิดการติดเชื้อกลายเป็นไซนัสอักเสบได้ นอกจากนี้ไซนัสอักเสบอาจเกิดจากการเป็นภูมิแพ้ มีสารระคายเคืองหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ในจมูกได้อีกด้วย

 

 

ประเภทของไซนัสอักเสบ

โดยไซนัสอักเสบสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลันและไซนัสอักเสบแบบเรื้อรัง

  • ไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลัน (Acute sinusitis) จะมีอาการทั่วไปคล้ายกับเป็นไข้หวัด มีไข้สูงหรือต่ำก็ได้ เมื่อเชื้อลุกลามเข้าสู่ไซนัสผู้ป่วยจะมีอาการปวดจมูก ปวดกระบอกตา ปวดศีรษะ น้ำมูกและเสมหะจะมีสีเหลืองอมเขียว ไอมีเสมหะไหลลงคอ ไซนัสอักเสบชนิดนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย โดยอาการจะเป็นอยู่น้อยกว่า 8-12 สัปดาห์ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำการรักษามีโอกาสที่จะกลายเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังได้
  • ไซนัสอักเสบแบบเรื้อรัง (Chronic sinusitis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ซึ่งจะมีอาการมากกว่า 3 เดือน และในช่วงที่เป็นนั้นอาการจะหนักเบาสลับกันไป แต่ไม่มีช่วงที่หายสนิท โดยมักมีอาการไอเรื้อรัง น้ำมูกใสสลับเขียว มีเสมหะเหนียวในลำคอ ปวดศีรษะ มึนงง ไข้เป็นๆหายๆ ร่วมกับอาการคัดจมูกเรื้อรัง และประสิทธิภาพในการดมกลิ่นลดลง ผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังมักพบร่วมกับโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ได้บ่อย ดังนั้นควรตรวจภาวะนี้ในคนไข้กลุ่มนี้ด้วย

 

ความรุนแรงและความน่ากลัวของไซนัสอักเสบ

หากปล่อยให้เป็นนาน ๆ อาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อที่อาจลุกลามเข้าไปในกระบอกตา ซึ่งจะทำให้เนื้อเยื่อรอบ ๆ ตาอักเสบ เกิดเป็นฝีรอบตา และอาจถึงขั้นตาบอดได้ นอกจากนี้การติดเชื้ออาจลุกลามไปยังสมอง ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเกิดฝีใต้เยื่อหุ้มสมอง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีก็อาจมีอันตรายถึงเสียชีวิตได้

 

การวินิจฉัย ไซนัสอักเสบ

วิธีการที่ดีที่สุด คือ เช็คประวัติและตรวจร่างกายที่มีอาการคล้ายหวัด แต่ไม่หายภายใน 10 วันหรือเป็นหวัดบ่อย เป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งจะบอกได้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ ยกเว้นกรณีอาการไม่ชัดเจน เช่น ประวัติไม่ชัดเจนหรือรักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น จึงจะมีการเอกซเรย์ไซนัส แต่การเอกซเรย์ไซนัสบางครั้งก็บอกได้ยาก ต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ซึ่งจะบอกได้ดีกว่า การส่งคนไข้ไปเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่จะใช้ในกรณีที่คนไข้มีอาการหนักหรืออาการไม่ชัดเจน หรือในกรณีที่ต้องส่งผ่าตัดเท่านั้น เพื่อดูว่ามีความผิดปกติในโครงสร้างของจมูกหรือไม่ เช่น มีจมูกคด เป็นต้น แต่ทั้งนี้เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นปัจจุบันก็ยังนิยมการวินิจฉัยด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก

 

วิธีการรักษา 

ส่วนใหญ่เป็นการใช้ยาปฏิชีวนะและแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์ควบคู่ไปด้วยนอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีการอุดตันของเสมหะข้างในโพรงไซนัสอาจใช้การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือช่วยได้ ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบ มักจะหายได้โดยการใช้ยาอย่างเต็มที่ ส่วนน้อยที่ต้องรับการผ่าตัด ซึ่งจะถูกพิจารณาเป็นกรณีสุดท้าย มักใช้ในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วยเท่านั้น ในผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังหรือเป็นบ่อยเกิน 4 ครั้ง/ปี หรือ 3 ครั้งใน 6 เดือน ควรได้รับการตรวจและรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ด้วย

ดังนั้นจึงควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคหวัด ที่อาจนำไปสู่ไซนัสอักเสบได้

 

ศ.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล
ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหืด โรคภูมิแพ้ และโรคระบบหายใจ
โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้ภาพ

 


-ไบโพลาร์.jpg

Bipolar disorders หรือ BP เป็นโรคอารมณ์แปรปรวนที่ผู้ป่วยมีอารมณ์คลุ้มคลั่งครื้นเครงมากกว่าปกติหรือ อารมณ์ครื้นเครงไปจากภาวะปกติเล็กน้อย สลับกับมีภาวะอารมณ์เศร้าซึม

 

ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมีเพียงอาการอารมณ์คลุ้มคลั่งครื้นเครงมากกว่าปกติเท่านั้น ในแต่ละครั้งที่อาการกำเริบ โดยไม่มีระยะที่มีอาการซึมเศร้าเลย แต่ยังคงให้การวินิจฉัยว่าเป็นภาวะอารมณ์เศร้าอารมณ์แปรปรวน ทั้งนี้เนื่องจากการดำเนินโรค ประวัติของโรคในครอบครัว ตลอดจนการตอบสนองต่อการรักษาไม่ต่างไปจากผู้ป่วยที่มีอาการทั้ง 2 ด้าน อีกทั้งผู้ป่วยประเภทนี้พบได้ไม่มาก (ประมาณร้อยละ 10)

 

ลักษณะอาการทางคลินิก

อาการของผู้ป่วยอาจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่

  • อาการด้านอารมณ์ ผู้ป่วยรู้สึกมีความสุขมาก อารมณ์ดี พูดจามีอารมณ์ขัน ล้อเลียนผู้อื่น คึกคะนอง ไม่สำรวม มีการแสดงออกของอารมณ์หรือความต้องการอย่างขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่ค่อยคำนึงถึงผู้อื่นหรือกฎเกณฑ์ของสังคม หากถูกห้ามปรามหรือขัดขวางในสิ่งที่ตนต้องการจะหงุดหงิด ฉุนเฉียว
  • อาการด้านพฤติกรรม ผู้ป่วยจะรู้สึกคึกคัก มีกำลังวังชา ขยันมากกว่าปกติแต่มักทำได้ไม่ค่อยดี ความต้องการนอนลดลง ชอบพูดคุยทักทายผู้อื่น แม้แต่กับคนแปลกหน้า พูดมาก พูดเร็ว กิจกรรมทางเพศเพิ่มขึ้น ใช้จ่ายสิ้นเปลือง
  • อาการด้านความคิด ผู้ป่วยจะมีความคิดสร้างสรรค์มากมาย มีโครงการในกิจการต่างๆ ซึ่งเกินตัว เชื่อมั่นในตนเองมากร่วมกับมีการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม ไม่ยอมรับฟังผู้อื่น ในรายที่เป็นรุนแรงจะพบมีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอน โดยเนื้อหามักเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจวิเศษ ศาสนา หรือบางครั้งอาจมีลักษณะแปลกๆ เช่นเดียวกับที่พบในโรคจิตเภท

 

ระบาดวิทยา

ความชุกโดยคำนวณตลอดชีวิต ร้อยละ 1 หญิงและชายพบได้พอๆ กัน อายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มมีอาการประมาณ 30 ปี

 

สาเหตุ

ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุเป็นจากปัจจัยด้านชีวภาพ ซึ่งพบเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านพันธุกรรมค่อนข้างสูง และเกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมอง ในแง่ของสารสื่อนำประสาทในสมองหลายตัว โดยพบว่าในระยะที่มีอารมณ์เศร้า มีสารสื่อนำประสาทนอร์อิพิเนฟรินและซีโรโทนินลดลง และในระยะอารมณ์คลั่งมีนอร์อิพิเนฟรินสูง

 

การดำเนินโรค

ผู้ป่วยชายส่วนใหญ่จะมีอาการครั้งแรกเป็นภาวะอารมณ์คลั่ง ส่วนผู้ป่วยหญิงจะมีอาการครั้งแรกเป็นแบบภาวะอารมณ์เศร้า ระยะเวลาที่เป็น หากไม่ได้รักษาโดยเฉลี่ยนาน 4 เดือน ผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะอารมณ์คลั่ง พบว่ามีโอกาสที่จะเป็นอีกมากกว่าร้อยละ 90 และโรคนี้มีโอกาสเกิดซ้ำของโรค สูงกว่าพวกที่มาด้วยภาวะอารมณ์เศร้า

 

การรักษา

รับไว้รักษาในโรงพยาบาลในรายที่อาการรุนแรง เช่น ก้าวร้าว ทำลายข้าวของ มีอาการโรคจิต หรือไม่พักผ่อน รบกวนคนในครอบครัวหรือผู้อื่น ญาติควบคุมพฤติกรรมไม่ได้ เป็นต้น

ยาหลักใน การรักษา ได้แก่ ลิเทียม ให้ขนาด 600-9000 มก./วัน โดยให้ระดับยาในเลือดอยู่ระหว่าง 0.8-1.4 mEq/ลิตร ในรายที่มีอาการมากในช่วงแรกจำเป็นต้องให้ยารักษาโรคจิต หรือยาในกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนในขนาดสูงร่วมไปด้วย เพื่อควบคุมพฤติกรรม ลดอาการวุ่นวาย ก้าวร้าว เมื่ออาการด้านอารมณ์ลดลงจึงค่อยๆ ลดยารักษาโรคจิตลงจนหยุด ผู้ป่วยอารมณ์คลั่งที่มีอาการโรคจิตร่วมด้วยนั้นต้องให้การรักษาด้วยยารักษา โรคจิต และลดยาลงเมื่อหายอาการเช่นกัน

ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยลิเทียม หลังจากให้ยาในขนาดที่เหมาะสมไปนาน 4 สัปดาห์ หรือในผู้ป่วยที่เป็น rapid cycling อาจให้การรักษาด้วย carbamazepine หรือ sodium valproate

หลังจากผู้ป่วยอาการกลับสู่ปกติแล้ว ให้ลิเทียมต่อไปอีก 3-4 เดือน แล้วลดยาลงจนหยุด ในผู้ป่วยที่มีประวัติเคยเป็นมาแล้ว 2 ครั้งขึ้นไป ควรให้การรักษาแบบดูแลต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำ โดยมีระยะเวลาที่ให้ควรนานอย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป

ขณะให้ยารักษาเพื่อดูแลต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ หากผู้ป่วยที่กลับมามีอาการ อารมณ์คลั่งให้เพิ่มขนาดลิเทียม หรือให้ยารักษาโรคจิตร่วม หากมีอาการซึมเศร้าให้เพิ่มขนาดลิเทียม ร่วมกับทำจิตบำบัด ถ้ายังไม่ดีขึ้นอาจให้ยาแก้เศร้า แต่ไม่ควรให้นาน เนื่องจากอาจไปกระตุ้นให้โรคเกิดกำเริบบ่อยขึ้นได้

 

เอกสารอ้างอิง :

  1. มานิต ศรีสุรภานนท์. ตำราจิตเวชศาสตร์, โรคอารมณ์แปรปรวน, พิมพ์ครั้งที่ 2 เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์, เชียงใหม่: หน้า 165, พ.ศ. 2544.
  2. ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล. จิตเวชศาสตร์รามาธิบดี, โรคอารมณ์แปรปรวน, พิมพ์ครั้งที่ 6 สวิชาการพิมพ์, กรุงเทพฯ: หน้า 153-157, พ.ศ. 2544.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก bipolar-disorders-โรคอารมณ์เศร้าอารมณ์
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


.jpg

หลอดลมอักเสบ (Bronchitis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบที่เยื่อบุหลอดลม ซึ่งเป็นทางผ่านของอากาศเข้าไปยังปอด กระบวนการอักเสบส่งผลให้เยื่อบุหลอดลมมีการบวมและหนาตัว  มีการปล่อยสารคัดหลั่งเป็นมูกเหนียวออกมามากขึ้น สารคัดหลั่งจะไปอุดตันทางเดินหายใจ ขวางทางเดินของอากาศ อาการหลักของผู้ป่วยคืออาการไอ นอกจากนั้นอาจพบอาการหายใจไม่สะดวก เหนื่อย หายใจมีเสียงดัง และมีเสมหะร่วมด้วย

 

ประเภทของหลอดลมอักเสบ

ภาวะหลอดลมอักเสบ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน และหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ดังนี้

  1. หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bronchitis)1 เป็นภาวะที่มีการอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม อาการมักเป็นแบบชั่วคราวและสามารถหายได้เองในระยะเวลาหลักวันหรือสัปดาห์ ผู้ป่วยมักมีอาการไอแบบมีเสมหะ โดยอาการไออาจยาวนานถึง 2 – 3 สัปดาห์ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อไวรัส โดยพบว่าเพียงแค่ประมาณ 1-10% เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และไม่ค่อยพบภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงในผู้ป่วยหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน
  2. หลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic Bronchitis)2 หลอดลมอักเสบเรื้อรังเป็นภาวะที่ค่อนข้างร้ายแรงกว่าหลอดลมอักเสบแบบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการไอเรื้อรัง โดยอาจไอนานกว่า 3 เดือน ในแต่ละช่วงของปี และมีอาการติดต่อกันนานกว่า 2 ปี ผู้ป่วยจะมีการอักเสบที่ผิวเยื่อบุในหลอดลม ซึ่งเป็นผลมาจากสารที่สร้างความระคายเคืองต่อเยื่อบุในหลอดลมอย่างต่อเนื่อง เช่น สารพิษในควันบุหรี่ หรือจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อม ผู้ป่วยจะมีการหลั่งเมือกและเสมหะออกมาค่อนมาก เสมหะจะเหนียวข้น และกำจัดได้ยาก จนอาจปิดกั้นหลอดลม ทำให้มีอาการหายใจลำบาก เหนื่อยง่าย และอาจเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้

 

สาเหตุ

หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน และหลอดลมอักเสบเรื้อรังมีสาเหตุที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • สาเหตุของหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ประมาณเกิดจากการติดเชื้อไวรัส และมักเป็นเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกับที่ทำให้เกิดไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ อินฟลูเอนซ่า ชนิด เอ และ บี (Influenza A and B), พาราอินฟลูเอนซ่า (Parainfluenza), โคโรไวรัส (Coronavirus), อะดีโนไวรัส (Adenovirus), และไรโนไวรัส (Rhinovirus) เป็นต้น
    .
    ส่วนน้อยที่หลอดลมอักเสบเฉียบพลันอาจมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ ไมโคพลาสมา (Mycoplasma), คลาไมเดีย นิวโมนิเอ (Chlamydia pneumonia), สเตรปโตคอคคัท นิวโมนิเอ (Streptococcus pneumonia), โมแรกเซลล่า คาทาราลิส (Moraxella catarrhalis), ฮิโมฟิลลุส อินฟลูเอนซ่า (Haemophilus influenza), บอร์ดาเทลเลีย เพอร์ทัสสีส (Bordatelia pertussis) โดยการติดเชื้อแบคทีเรียมักเป็นเชื้อแทรกซ้อนที่พบในผู้สูงอายุ คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือเด็กเล็ก
    .
    หลอดลมอักเสบเฉียบพลันในผู้ป่วยบางราย มีสาเหตุจากสารที่สร้างความระคายเคืองให้ทางเดินหายใจ ได้แก่ ควันบุหรี่ ฝุ่นละออง ควันไอเสียรถยนต์ หรือน้ำย่อยที่ขย้อนขึ้นมาในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน
    .
  • สาเหตุของหลอดลมอักเสบเรื้อรัง สาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เกิดจากสารพิษหรือสารที่สร้างความระคายเคืองให้ทางเดินหายใจ ที่เรารู้จักกันดีคือสารพิษในบุหรี่ โดยจะทำลายเยื่อบุหลอดลมและถุงลมปอด สาเหตุอื่น เช่น มลพิษในอากาศ ฝุ่น ควันไฟ สารเคมีที่ฟุ้งกระจายในอากาศ เป็นต้น
    .
    นอกจากนี้ภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรังอาจพบได้ใน ผู้ป่วยโรคหอบหืดที่ไม่สามารถควบคุมโรคได้เป็นเวลานาน และคนที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจบ่อย ๆ ในช่วงวัยเด็ก

 

อาการ

ผู้ป่วยหลอดลมอักเสบมีอาการไอเป็นอาการหลัก ร่วมกับอาการอื่น ๆ ดังต่อไปนี้

  • อาการสำคัญของภาวะหลอดลมอักเสบเฉียบพลันคือ อาการไอ ในวันแรก ๆ ผู้ป่วยจะไอและมีเสมหะเพียงเล็กน้อย เสมหะจะใสหรือเป็นสีขาว อาจพบอาการของโรคหวัดร่วมด้วย เช่น การมีน้ำมูก ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะโดยอาจพบว่ามีไข้ได้ในวันแรก ๆ โดยเป็นที่น่าสนใจว่าแม้เสมหะจะข้นเป็นสีเหลืองเขียวปนก็ไม่ได้บ่งบอกว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป3 อาการไออาจอยู่ได้นานกว่า 2 – 3 สัปดาห์ บางคนอาจไอมากจนเจ็บหน้าอก มีอาการหายใจเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด และอาจมีเสียงแหบได้
  • อาการของหลอดลมอักเสบเรื้อรังคือ อาการไอและมีเสมหะอย่างเรื้อรัง ไอนานกว่า 3 เดือน และติดต่อกันนานกว่า 2 ปี ในระยะแรกจะมีสีเสมหะสีขาว และมักมีเสมหะออกมามากในช่วงตื่นนอน จนหลายคนต้องขากเสมหะในตอนเช้า ในระยะต่อมาผู้ป่วยจะไอมากขึ้นและมีเสมหะมากขึ้นตลอดวัน เสมหะอาจเป็นสีเหลืองเขียว หายใจมีเสียงหวีด หายใจเหนื่อย หายใจไม่ทันโดยเฉพาะเวลาออกแรกมาก โดยพบว่าหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นลักษณะของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease; COPD) ชนิดหนึ่ง

 

การวินิจฉัย 

แพทย์จะวินิจฉัยภาวะหลอดลมอักเสบจากการซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย โดยซักประวัติอาการ การไอ ลักษณะเสมหะ ช่วงเวลาไอ ระยะเวลาที่ไอหรือมีเสมหะ ประวัติการสูบบุหรี่ การได้รับสารพิษที่อาจสร้างความระคายเคืองทางเดินหายใจ สถานที่อยู่ อาชีพ ประวัติการติดเชื้อทางเดินหายใจ และโรคร่วมอื่นๆ

การตรวจร่างกาย โดยใช้อุปกรณ์หูฟัง (Stethoscope) ฟังปอดจากการหายใจของผู้ป่วย หรืออาจตรวจเพิ่มเติม โดยตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์ และ/หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การตรวจเลือดซีบีซี (CBC) ตรวจเพาะเชื้อจากเลือดหรือเสมหะ การตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด (Pulmonary function test หรือ Spirometry) ทั้งนี้ขึ้นกับวิจารณญาณของแพทย์

 

การรักษา

โรคหลอดลมอักเสบทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง สามารถรักษาแบบประคับประคองตามอาการ และรักษาตามสาเหตุ ดังนี้

  • การรักษาหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน หลอดลมอักเสบเฉียบพลันเป็นโรคที่สามารถหายได้เอง ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา โดยผู้ป่วยหลอดลมอักเสบเฉียบพลันจำเป็นต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะ ๆ หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดการระคายเคืองทางเดินหายใจและทำให้ไอมากขึ้น เช่น อากาศเย็น ฝุ่น ควัน เป็นต้น
    .
    แพทย์อาจพิจารณาให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ไอ หรือยาละลายเสมหะ ในผู้ป่วยที่มีอาการไอ หรือมีเสมหะเหนียวข้นระคายคอ ยาลดไข้ในผู้ป่วยที่มีไข้ ยาแก้แพ้หรือยาลดน้ำมูกในผู้ป่วยที่มีน้ำมูก ส่วนน้อยที่จะเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ จึงแนะนำว่าควรพยายามหลีกเลี่ยงถ้าไม่จำเป็น โดยข้อมูลพบว่าการให้ยาปฏิชีวนะไม่ได้ลดระยะเวลาการไออย่างมีนัยสำคัญ และพบว่าอาจเพิ่มโอกาสของเชื้อที่จะดื้อยาและผลข้างเคียงจากการได้รับยาปฏิชีวนะ1 เนื่องจากส่วนใหญ่สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัส จึงแนะนำให้รักษาแบบประคับประคองตามอาการเท่านั้น เนื่องจากยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาต้านไวรัสตามความจำเป็น นอกจากนั้นถ้าแพทย์ตรวจพบว่ามีเสียงปอดที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ อาจพิจารณาให้ยาพ่นขยายหลอดลม แต่ต้องระวังผลข้างเคียง เช่น อาการใจสั่น มือสั่น เป็นต้น
    .
    โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลันมักไม่รุนแรง แต่ในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนไข้ไต เบาหวาน จะมีโอกาสติดเชื้อแทรกซ้อนและเกิดโรคที่รุนแรงขึ้น เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบ และอาจถึงแก่ชีวิตได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด และรีบพบแพทย์เมื่ออาการรุนแรงขึ้น.
  • การรักษาหลอดลมอักเสบเรื้อรัง2 โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถชะลอการดำเนินของโรคไม่ให้รุนแรงได้ ผู้ป่วยหลอดลมอักเสบเรื้อรังควรเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้หลอดลมอักเสบ และควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีควันบุหรี่ หรือมลพิษที่เป็นอันตรายต่อทางเดินหายใจ รักษาประคับประคองตามอาการโดยใช้ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ ยาพ่นขยายหลอดลม ยาพ่นกลุ่มสเตียรอยด์ พบว่าภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หากปล่อยไว้ไม่รักษาให้ถูกต้อง จะมีการอักเสบและทำลายหลอดลมต่อเนื่อง จนทำให้เกิดการลดลงของสมรรถภาพปอด พัฒนาเป็นโรคถุงลมโป่งพองหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวได้ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสภาพจิตใจของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ดังนั้น ผู้ป่วยควรดูแลตัวเอง หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นอย่างเด็ดขาด เพื่อช่วยชะลอและควบคุมการดำเนินของโรค

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

ข้อแนะนำ

  1. หลอดลมอักเสบเฉียบพลันมักเกิดหลังจากป่วยเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ และถึงแม้เชื้อก่อโรคจะถูกกำจัดไปแล้ว แต่ผู้ป่วยมักจะยังมีอาการไอเรื้อรังต่ออีกเป็นเดือน ซึ่งเกิดเนื่องจากหลอดลมที่ถูกกระตุ้นจากกระบวนการอักเสบ จะยังมีความไวต่อสารที่มากระตุ้น เช่น ควัน ฝุ่น ลม อากาศเย็น มากกว่าปกติ ดังนั้นผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้เพื่อให้ร่างกายกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว
  2. ผู้ป่วยหลอดลมอักเสบเฉียบพลันควรพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ดื่มน้ำสะอาด เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
  3. ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ควรดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด และรีบมาพบแพทย์เมื่ออาการแย่ลง เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าผู้ป่วยทั่วไป
  4. ผู้ป่วยที่มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้กลางคืน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ไอมีเลือดปน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป
  5. ผู้ป่วยหลอดลมอักเสบเรื้อรังที่มีอาการในระยะเริ่มแรก ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยสาเหตุและควรเลิกสูบบุหรี่ เพื่อรักษาสภาพหลอดลมและปอด ไม่ให้ถูกทำลายไปจนส่งผลต่อสมรรถภาพปอดในระยะยาว
  6. ผู้ป่วยที่ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้เอง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเข้าคลินิกเลิกสูบบุหรี่
  7. ผู้ป่วยหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ควรรับการรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่อง ครบถ้วน และมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

.
การป้องกัน

  1. เลิกสูบบุหรี่
  2. หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ผู้สูบบุหรี่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีควันบุหรี่
  3. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีมลภาวะ เช่น ควัน ละออง สารเคมี และควรใช้หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานเมื่อจำเป็นต้องอยู่ในมลภาวะเป็นเวลานาน
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรค
  5. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามการรณรงค์ของกระทรวงสาธารณสุข เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล หรือวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อนิวโมคอกคัส โดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง กลุ่มผู้สูงอายุ โรคปอดเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  6. ใช้หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานเมื่อต้องอยู่สภาวะที่อาจมีการระบาดของโรคติดเชื้อ และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ


เอกสารอ้างอิง
 

  1. Kinkade S, Long NA. Acute Bronchitis. Am Fam Physician. 2016;94(7):560-5.
  2. Kim V, Criner GJ. Chronic bronchitis and chronic obstructive pulmonary disease. Am J Respir Crit Care Med. 2013;187(3):228-37.
  3. Altiner A, Wilm S, Däubener W, et al. Sputum colour for diagnosis of a bacterial infection in patients with acute cough. Scand J Prim Health Care. 2009;27(2):70-3.


ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


.jpg

โรคมะเร็งปอด เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อย โดยพบบ่อยเป็นอันดับสองในชายไทย และ พบบ่อยเป็นอันดับสี่ในหญิงไทย โดยมีการประมาณว่าผู้ป่วยชาวไทยที่เป็นโรคมะเร็งปอดรายใหม่ปีละสองหมื่นราย และมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ แปดพันกว่าคนในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด คือการสูบบุหรี่ ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่มีรายงานไว้คือ การอาศัยหรือทำงานในสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะทางอากาศ

 

อาการที่ชวนสงสัย

ไอเรื้อรังนานกว่าสามสัปดาห์ ไอแล้วมีเลือดปนออกมากับเสมหะ เสียงแหบ โดยเฉพาะยิ่งในบุคคลที่สูบบุหรี่ อาการอื่นที่อาจพบร่วมด้วยเช่น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง ท่านที่มีอาการเช่นนี้ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจเพื่อวินิจฉัยว่าท่านจะเป็นโรคมะเร็งปอดหรือไม่

 

การตรวจวินิจฉัยโรค

ภาพถ่ายรังสีปอด พบว่ามีก้อนในปอด (ดังรูปที่แสดง) หรือมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด

โรคมะเร็งปอด

แต่การวินิจฉัยขั้นสุดท้ายคือ การตรวจพบเซลล์มะเร็งจากเสมหะ หรือ จากการเจาะน้ำในช่องปอด การตัดต่อมน้ำเหลืองที่คอไปตรวจ หรือ การส่องกล้องหลอดลมเพื่อตัดชิ้นเนื้อจากหลอดลม

โรคมะเร็งปอด

นอกจากนี้แพทย์จะส่งตรวจพิเศษอื่นๆอีกเพื่อประเมินระยะของโรค เช่น เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ปอดและช่องท้องส่วนบน ตรวจหามะเร็งแพร่กระจายไปที่กระดูก (Bone scan)

 

การวางแผนการรักษา

วิธีรักษาโรคมะเร็งปอดมีวิธีหลักอยู่สามวิธี คือ ผ่าตัด ฉายรังสี และการรักษาด้วยยา แพทย์จะเลือกใช้วิธีใดขึ้นกับระยะของโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ เช่น

  • ระยะที่หนึ่ง และระยะที่สอง ผู้ป่วยจะมีโอกาสหายขาดได้สูง ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้รักษาโดยวิธีผ่าตัด แต่ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรงพอที่จะผ่าตัดได้ แพทย์มักจะแนะนำให้รักษาโดยวิธีการฉายรังสีแทน
  • ส่วนระยะที่สาม อาจเลือกได้หลายรูปแบบ เช่น ให้ยาเคมีบำบัดไปก่อน เมื่อโรคยุบดีค่อยผ่าตัด แต่ถ้าไม่ค่อยยุบอาจเปลี่ยนไปใช้วิธีฉายรังสี หรือ แพทย์อาจแนะนำให้ยาเคมีบำบัดไปพร้อมๆกับการฉายรังสีตั้งแต่แรก
  • ระยะที่สี่ ถ้ามีร่างกายแข็งแรง แพทย์มักแนะนำให้รักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งแม้จะไม่หายขาดแต่อาจช่วยให้ก้อนเนื้อยุบเล็กลง ทำให้มีอาการดีขึ้น และอาจช่วยเพิ่มระยะเวลารอดชีวิตให้ยาวนานขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมียาใหม่หลายชนิด ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ายาเก่าและมีอาการข้างเคียงที่น้อยกว่าให้เลือกใช้ แต่ถ้าผู้ป่วยมีร่างกายอ่อนแอ แพทย์อาจแนะนำแค่รักษาตามอาการ

 

พ.อ. ผศ. กสานติ์ สีตลารมณ์
แพทยศาสตร์บัณฑิต วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญ อายุรศาสตร์ทั่วไป
อ.ว. อายุรศาสตร์โรคมะเร็ง
มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


.jpg

ท้องผูก เป็นภาวะที่พบบ่อย ประมาณร้อยละ 15 – 20 ของคนทั่วไปมักจะมีปัญหาท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งส่งผลรบกวนชีวิตประจำวัน บางคนหงุดหงิด ไม่สบายใจ บางคนแน่นท้อง ไม่สบายท้อง บางคนถึงกับนอนไม่หลับกระสับกระส่าย สมาธิการทำงานเสียไป ปัญหาท้องผูกมีผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างไร มากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับโรคเรื้อรังอื่น ๆ

 

จากการรวบรวมการศึกษาคุณภาพดี 13 การศึกษา (3 การศึกษาในเด็ก) พบว่า อาการท้องผูกเรื้อรังในเด็กและผู้ใหญ่ ทำให้คุณภาพชีวิตทั้งด้านกาย ใจ สังคมลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพ่อแม่ของเด็กมักจะให้คะแนนคุณภาพชีวิตด้านอารมณ์ และสังคมของเด็กต่ำกว่าที่เด็กให้คะแนนตัวเอง เพราะเด็กมักจะไม่คิดว่าท้องผูกเป็นปัญหาของตัวเอง

สำหรับผู้ใหญ่ อาการท้องผูกเรื้อรังมีผลด้านจิตใจมากกว่าร่างกาย เช่น มีผลต่ออารมณ์หงุดหงิด โกรธง่าย มากกว่าความรู้สึกไม่สบายท้อง เป็นต้น นอกจากนี้ คุณภาพชีวิตของผู้ที่ท้องผูกเรื้อรังลดลงพอ ๆ กับผู้ป่วยเบาหวาน เข่าเสื่อมเรื้อรัง โรคข้อรูมาตอยด์ และโรคภูมิแพ้เรื้อรัง สรุปว่า ท้องผูกเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ท้องผูกเป็นประจำในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเพิ่มโอกาสโรคหัวใจและหลอดเลือด (Constipation and risk of cardiovascular disease among postmenopausal women. Salmorirago-Blotcher E.Am J Med2011; 124:714)

 

ท้องผูกเป็นปัญหาที่พบบ่อยมากทั่วโลก โดยเฉพาะสังคมแบบชาวตะวันตก รวมทั้งสังคมไทย (เขตเมือง)

ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนปี ค.ศ. 2000 มีการประเมินว่า คนอเมริกันพบแพทย์ด้วยปัญหาท้องผูก 2.5 ล้านคน/ปี และเพิ่มขึ้น 2 เท่า ใน 10 ปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะผู้หญิงและผู้สูงอายุจะมีปัญหาท้องผูกเรื้อรังมาก

ประเทศไทยยาแก้ท้องผูกเป็นยาที่ใช้มากที่สุดชนิดหนึ่งของคนไทย จากการศึกษาที่ผ่านมาบอกให้เรารู้ว่า ท้องผูกมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ท้องผูกเกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารที่มีเส้นใย (ผัก ผลไม้) น้อยเกินไป ขาดการออกกำลังกาย เพิ่มโอกาสเบาหวาน ดังนั้น อาการท้องผูกน่าจะเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

การศึกษาที่ชื่อว่า Women’s Health Initiative ในผู้หญิงชาวอเมริกัน 9 หมื่น 3 พันกว่าคน ที่ไม่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด ติดตามเป็นเวลาเฉลี่ย 6.9 ปี จากข้อมูลการขับถ่ายที่รายงานโดยผู้หญิงในโครงการ 7 หมื่น 3 พันกว่าคน พบว่า อาการท้องผูกพบร้อยละ 34.7 แบ่งเป็นอาการไม่มาก (ไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน) ร้อยละ 25.7 อาการปานกลาง (รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันบ้าง) ร้อยละ 7.4 และอาการรุนแรง (รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันมากถึงมากที่สุด) ร้อยละ 1.6

 

อาการท้องผูกจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุ (อายุยิ่งมาก โอกาสท้องผูกจะยิ่งมากขึ้น) ตามการสูบบุหรี่ เบาหวาน ไขมัน โคเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง อ้วน การออกกำลังกายน้อย รับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อย ภาวะซึมเศร้า และประวัติครอบครัวที่เป็นหลอดเลือดหัวใจตีบตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย

สำหรับอาการของโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ อาการแน่นหน้าอก กล้ามเนื้อหัวใจตายหรือขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต การผ่าตัดต่อหลอดเลือดหรือใส่ขดลวดในหลอดเลือด และการตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจ

 

ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังปานกลางถึงรุนแรง เกิดโรคหรือภาวะดังกล่าวเฉลี่ยร้อยละ 1.42 และ 1.91 ในเวลา 1 ปี เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่มีอาการท้องผูก เกิดโรคดังกล่าวร้อยละ 0.96 หมายความว่า ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีอาการท้องผูกรุนแรงเป็นประจำ เพิ่มโอกาสโรคหัวใจและหลอดเลือด 2 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีอาการท้องผูก แต่หลังจากปรับปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นแล้ว พบว่าผู้หญิงที่มีอาการท้องผูกรุนแรงเท่านั้น ที่เพิ่มโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่มีอาการท้องผูก สรุปว่า อาการท้องผูกเป็นตัวบ่งบอกพฤติกรรมเสี่ยง (เช่น รับประทาน เส้นใยอาหารน้อย มีกิจกรรมทางกายน้อย สูบบุหรี่) และปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด (เช่น ความอ้วน เบาหวาน ภาวะซึมเศร้า) ขณะเดียวกันก็เป็นตัวช่วยบอกโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการท้องผูกรุนแรงเป็นประจำ

 

ทำอย่างไรดีถ้าท้องผูกเรื้อรัง

  • อันดับแรกคือ หาเหตุปัจจัยที่ทำให้เราท้องผูก ตัวเรารับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากหรือไม่ ควรรับประทานผักสดอย่างน้อย 2 ฝ่ามือ/มื้อ (ผักสุก 1 ฝ่ามือ/มื้อ) ผลไม้ 15 คำ/วัน ธัญพืชได้รับประทานบ้างหรือเปล่า
  • ยาหรืออาหารบางอย่างที่ทำให้ท้องผูก เช่น ยาแคลเซียมเม็ด ฝรั่ง ชา กาแฟ
  • นั่ง ๆ นอน ๆ ไม่ยอมขยับทั้งวันหรือไม่มีโอกาสเดินเร็ว ออกกำลังกาย วันละครึ่งชั่วโมงหรือยัง เครียด หงุดหงิด ซึมเศร้าทั้งวัน ยิ่งเครียด ลำไส้ยิ่งไม่ทำงาน ท้องยิ่งผูก
  • ลงมือเปลี่ยนพฤติกรรมการกินการอยู่ใช้ชีวิตให้มีคุณภาพมากขึ้น ด้วยการรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช เส้นใยอาหาร เช่น มะขาม มะละกอ ลูกพรุน ซึ่งจะช่วยในการขับถ่าย ออกกำลังกายป็นประจำ อารมณ์เบิกบาน แจ่มใส คลายเครียด คลายกังวล

 

ถ้าอาการท้องผูกยังไม่ดีขึ้นหลังเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุท้องผูกเรื้อรังและแก้ไขต่อไป เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดโอกาสโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

 

ผศ.นพ. สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์
สาขาวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


.jpg

เบาหวาน (Diabetes Mellitus : DM, Diabetes) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกายทำให้ตับอ่อนมีการผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ได้น้อยหรือไม่เพียงพอ หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อไปเผาผลาญเป็นพลังงานได้ตามปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รักษา หรือรักษาแล้วระดับน้ำตาลยังสูงเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลแทรกซ้อนก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายชนิด ที่ส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ  เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เส้นเลือดในสมองตีบ ไตเสื่อม ประสาทตาหรือจอตาเสื่อม กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น จากข้อมูลพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากขึ้นทุกปี  โดยในประเทศไทย พบผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นผู้ใหญ่ ประมาณ 8.3% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นผู้ป่วยทั้งสิ้นประมาณ 4 ล้านราย ดังนั้น การเรียนรู้เพื่อป้องกัน ดูแลและรักษาผู้ป่วยเบาหวานเป็นสิ่งสำคัญ

 

ชนิดของเบาหวานและสาเหตุ

โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น ชนิดหลัก ๆ ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และโรคเบาหวานจากสาเหตุอื่น ๆ โดยจะมีอาการ สาเหตุ ความรุนแรง และการรักษาที่แตกต่างกัน

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type I  DM) พบประมาณ 5% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยมาก หรือผลิตไม่ได้เลย โดยเกิดจากร่างกายของผู้ป่วยมีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านการทำงานของตับอ่อน จนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ เบาหวานชนิดนี้พบในเด็กและผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เป็นส่วนใหญ่ โดยประมาณ 30% ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้ มักมาด้วยอาการเลือดเป็นกรดเป็นอาการแสดงแรก โรคเบาหวานชนิดนี้ผู้ป่วยจะต้องได้รับยาฉีดอินซูลินตลอดชีวิต
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type II  DM) พบประมาณ 90 – 95% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินได้เพียงพอแต่เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน กล่าวคือ ตัวจับอินซูลินที่อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ดีพอ จึงไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้ จึงทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ มักพบในผู้ที่มีอายุ 30 – 40 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภาวะอ้วน หรืออ้วนลงพุง หรือมีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน เบาหวานชนิดนี้จะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทราบว่าตนเป็นเบาหวานอยู่ การตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดสูง แล้วปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารหรือการใช้ยาเบาหวานชนิดรับประทาน ส่วนใหญ่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติได้
  • โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) พบประมาณ 2 – 5% ของเบาหวานทั้งหมด โดยในขณะตั้งครรภ์ร่างกายหญิงจะมีการสร้างฮอร์โมนจากรกหลายชนิด โดยบางชนิดออกฤทธิ์ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จนทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นในช่วงตั้งครรภ์  ทั้งนี้ภายหลังการคลอดบุตร ระดับน้ำตาลในเลือดของมารดามักจะกลับเป็นสู่ปกติและไม่จำเป็นต้องใช้ยาลดระดับน้ำตาล
  • โรคเบาหวานจากสาเหตุอื่น ๆ (Specific types of Diabetes due to Other Causes) เบาหวานกลุ่มนี้เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวไปข้างต้น สาเหตุของเบาหวานชนิดนี้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยตับอ่อนอักเสบเรื้อรังทำให้ไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอ ผู้ป่วยที่ใช้ยาบางกลุ่มเป็นระยะเวลานาน เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น

 

อาการโรคเบาหวาน

ในบทความนี้จะกล่าวถึงอาการเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2

  • ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 อาการต่าง ๆ ในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้ป่วยอาจมีอาการปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำบ่อย และน้ำหนักตัวจะลดลงอย่างมากภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ผู้ป่วยหลายรายอาจมาโรงพยาบาลด้วยอาการหมดสติจากภาวะคีโตแอซิโดซิส (Ketoacidosis) ซึ่งเป็นภาวะที่เลือดในร่างกายเป็นกรด ซึ่งมีระดับน้ำตาลและคีโตน (Ketone) ในเลือดสูง สืบเนื่องจากการขาดอินซูลิน
  • ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในรายที่เพิ่งเริ่มเป็นหรือเป็นน้อย ๆ ค่าระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงมาก ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน โดยอาจตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะหรือตรวจร่างกายประจำปี สำหรับในรายที่มีอาการผิดปกติ อาจพบอาการปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำบ่อย ปัสสาวะในตอนกลางคืน กระหายน้ำ หิวบ่อย กินจุ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง บางครั้งมีอาการสายตามัว เห็นภาพไม่ชัด ปัสสาวะมีมดขึ้น (ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 200 mg/dL) ทั้งนี้อาการมักค่อยเป็นค่อยไป กรณีที่เป็นเรื้อรัง น้ำหนักตัวอาจลดจากการที่ร่างกายหันมาใช้พลังงานจากโปรตีนในกล้ามเนื้อและไขมันในร่างกาย อาจมีอาการคันตามตัว เป็นฝีหรือโรคติดเชื้อราที่ผิวหนังบ่อย หรือเป็นแผลเรื้อรังที่หายช้ากว่าปกติ

ผู้ป่วยบางรายที่อยู่ในภาวะเบาหวานมานานและไม่รู้ตัว อาจมาพบแพทย์ด้วยอาการของภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เช่น อาการชาหรือปวดแสบปวดร้อนปลายมือปลายเท้า ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เจ็บจุกหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต สายตามัว เป็นต้น

 

การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

แพทย์จะทำการซักประวัติอาการ ประวัติการเจ็บป่วยต่าง ๆ ประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว การตรวจร่างกาย และที่สำคัญคือ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด โดยเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะเบาหวานมีดังนี้

  • ระดับน้ำตาลในเลือดที่เจาะข้อพับแขนหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (Fasting plasma glucose: FPG) มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 126 มก./ดล. ถือว่าเป็นผู้ป่วยเบาหวาน
  • ระดับน้ำตาลในเลือดที่เจาะที่ข้อพับแขนขณะที่ไม่ได้อดอาหาร มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 200 มก./ดล. ร่วมกับมีอาการแสดงของโรคเบาหวาน เช่น ดื่มน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด เลือดเป็นกรด ถือว่าสามารถวินิจฉัยเบาหวานได้
  • การทดสอบความทนต่อน้ำตาล (Oral Glucose Tolerance Test: OGTT) สามารถทำโดยให้ผู้ป่วยอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง แล้วทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก่อน 1 ครั้ง จากนั้นจะให้ผู้ป่วยดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม และทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มน้ำตาลไปแล้ว 2 ชั่วโมง (ค่าปกติจะต่ำกว่า 140 มก./ดล.) ถ้ามีค่าตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไปจะถือว่าผู้ป่วยเป็นเบาหวาน

นอกจากนั้นแพทย์อาจพิจารณาตรวจอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ได้แก่

  • การตรวจปัสสาวะเพื่อดูโปรตีนที่รั่วในปัสสาวะ
  • การตรวจพบระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม หรือฮีโมโกลบินเอวันซี (Hemoglobin A1C: HbA1C) มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 6.5% จากการตรวจ 2 ครั้งในต่างวันกัน (ค่าปกติจะต่ำกว่า 5% แต่ถ้ามีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 6.5% จะถือว่าเป็นเบาหวาน)
  • การตรวจระดับไขมันในเลือด เพราะเบาหวานมักมีความสัมพันธ์กับระดับไขมันในเลือดสูง
  • การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของไต เพราะเบาหวานมักส่งผลต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง
  • การตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานต่อจอตา
  • การวัดความดันโลหิต เนื่องจากเบาหวานมักพบร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง
  • การตรวจเท้า เพื่อหารอยแผลและการรับความรู้สึกผิดปกติ เนื่องจากสัมพันธ์กับผู้เป็นเบาหวานระยะเวลานาน
  • หากสงสัยภาวะเบาหวานชนิดที่ 1 แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจภูมิคุ้มกันในเลือด (Antibody) เพื่อยืนยันการเกิดเบาหวานชนิดที่ 1

 

การรักษา โรคเบาหวาน 

เป้าหมายของการรักษาเบาหวาน ทั้งชนิดที่ 1 หรือ 2 คือ การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  ซึ่งประกอบไปด้วย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการใช้ยาลดระดับน้ำตาล ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดรับประทานหรือยาฉีด

 

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ประกอบไปด้วย การออกกำลังกาย การควบคุมอาหารและการงดสูบบุหรี่

การออกกำลังกาย

แนะนำให้ออกกำลังกายระดับเบา กล่าวคือ ชีพจรให้ได้ร้อยละ 50 – 70 ของชีพจรสูงสุด (220 – อายุเป็นปี) โดยหากออกกำลังกายแบบแอโรบิก แนะนำให้ปฏิบัติ 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยแบ่งออกกำลังกายวันละ 30 – 50 นาทีให้ได้ 3 – 5 วันต่ออาทิตย์ และไม่ควรงดออกกำลังกายติดต่อกันนานกว่า 2 วัน สำหรับการออกกำลังแบบต้านแรง (resistance) แนะนำให้ปฏิบัติคู่กับการออกกำลังแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ ประกอบด้วย 8 – 10 ท่า (หนึ่งชุด) แต่ละท่าทำ 8 – 12 ครั้ง วันละ 2 – 4 ชุด

การควบคุมอาหาร

ผู้ป่วยเบาหวานควรมีการควบคุมการรับประทานอาหารและให้มีการลดลงของน้ำหนักได้อย่างน้อยร้อยละ 5 – 7 โดยการควบคุมอาหาร ไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอนว่า สัดส่วนของพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันควรจะเป็นเท่าใด สำหรับคาร์โบไฮเดรต ควรรับประทานชนิดที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ธัญพืช ถั่ว ผลไม้ และนมจืดไขมันต่ำ ร่วมกับเลือกทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ควรบริโภคไขมันไม่อิ่มตัวหนึ่งตำแหน่งเป็นหลักเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และหลอดเลือด สำหรับโปรตีนควรบริโภคปลาและเนื้อไก่เป็นหลัก และบริโภคปลามากกว่าหรือเท่ากับ 2 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อเพิ่มโอเมก้า-3 ไม่แนะนำให้ดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าดื่ม ควรจำกัดปริมาณไม่เกิน 1 ส่วนต่อวัน สำหรับผู้หญิง และ 2 ส่วนต่อวัน สำหรับผู้ชาย

 

การใช้ยาลดระดับน้ำตาล

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องใช้ยาฉีดอินซูลินเท่านั้น สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 นั้น สามารถใช้ยาชนิดรับประทานได้ โดยชนิดของยารับประทานมี ดังนี้

  • ยากลุ่มไบกัวไนด์ (Biguanide) เช่น metformin มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกลูโคสที่ตับและกระตุ้นให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อต่าง ๆ นำกลูโคสไปใช้งานได้มากขึ้น มักใช้ยากลุ่มนี้เป็นยาตัวแรกในผู้ป่วยเบาหวาน และสามารถใช้ควบกับยารักษาเบาหวานกลุ่มอื่น ๆ ได้ทุกกลุ่ม ผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ ปากคอขม เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดมวนท้อง ท้องเสีย น้ำหนักลดเล็กน้อย ถ้าใช้กับยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียหรือยาฉีดอินซูลิน อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylurea) เช่น glipizide และ gliclazide มีฤทธิ์กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน ผลข้างเคียงสำคัญ คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ น้ำหนักขึ้น และการแพ้ยากลุ่มซัลฟา
  • ยากลุ่มกลิตาโซน (Glitazone) เช่น pioglitazone เป็นกลุ่มยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อนำกลูโคสไปใช้งานได้ดีขึ้นใช้ควบคู่กับยารักษาเบาหวานกลุ่มอื่น ๆ ได้ทุกกลุ่ม แต่หากใช้คู่กับอินซูลินอาจทำให้บวมมากขึ้น ควรพิจารณาปรับขนาดยา ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ บวม น้ำหนักตัวขึ้น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เอนไซม์ตับ (AST, ALT) ขึ้น การติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น
  • ยากลุ่มเมกลิทิไนด์ (Meglitinides) เช่น repaglinide มีฤทธิ์กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน สามารถใช้แทนยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียได้ในทุกกรณี ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ การแพ้ยากลุ่มซัลฟา
  • ยากลุ่มยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส (Alpha-glucosidase inhibitor) ได้แก่ acarbose  มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล จึงช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ นิยมใช้ยากลุ่มนี้เป็นยาเสริมยารักษาเบาหวานกลุ่มอื่น ๆ ได้ทุกกลุ่ม ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ มีลมในท้อง ปวดท้อง ท้องเสีย
  • ยากลุ่มยับยั้งการดูดซึมกลูโคสที่ไต (SGLT2 inhibitor) ได้แก่ empagliflozin, canagliflozin และ dapagliflozin สามารถออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดกลับน้ำตาลกลูโคสที่ท่อไตส่วนต้นได้ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในแง่การลดการเสื่อมของไตและลดการเกิดหัวใจล้มเหลวด้วย ผลข้างเคียงที่สำคัญ ได้แก่ การเกิดภาวะเลือดเป็นกรด ความดันต่ำ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
  • ยาฉีดกลุ่ม GLP-1 agonist (GLP-1 receptor agonist) ได้แก่ liraglutide สามารถทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น กระเพาะและลำไส้บีบตัวได้น้อยลง ทำให้อิ่มไวและระดับน้ำตาลลดลง ผลข้างเคียงที่สำคัญได้แก่ น้ำหนักตัวลด ท้องอืด
  • ยาฉีดอินซูลิน (Insulin) ใช้รักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในบางกรณี เช่น กินยารักษาเบาหวานเต็มที่แล้ว ยังควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ หรือผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรง ผู้ป่วยผ่าตัด ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาล หรือผู้ป่วยตั้งครรภ์ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยาฉีดอินซูลินเป็นการชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคตับหรือโรคไต ผู้ป่วยเบาหวานที่แพ้ยารักษาเบาหวานชนิดรับประทาน

ทั้งนี้ผลข้างเคียงจากการทานยารักษาเบาหวานบางชนิดข้างต้น  อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ คือทำให้มีอาการใจหวิว ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย เหงื่อออก ตัวเย็น หิวข้าว ถ้าเป็นรุนแรง อาจทำให้เป็นลม หมดสติ หรือชักได้ เมื่อเริ่มใช้ยาผู้ป่วยจึงควรระวังอาการในลักษณะดังกล่าว ถ้าเริ่มรู้สึกว่ามีอาการก็ให้ผู้ป่วยรีบกินน้ำตาล ของหวาน หรือลูกอมทันที ก็จะช่วยให้อาการดีขึ้น

 

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย

ในรายที่เป็นเบาหวานมาเป็นระยะเวลานาน หรือไม่ได้รับการรักษา หากปล่อยทิ้งไว้อาจพบภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่สำคัญ ได้แก่

  • ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy) เกิดจากการที่น้ำตาลคั่งอยู่ในหลอดเลือดฝอยในลูกตา ทำให้หลอดเลือดฝอยที่ตาเสื่อม ส่งผลให้จอตาเสื่อม ระยะแรกอาจไม่มีอาการ หลังจากนั้นผู้ป่วยจะมาด้วยการมองเห็นภาพไม่ชัด มองเห็นจุดดำลอยไปมา หรือตาบอด เป็นต้น
  • ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy) เมื่อน้ำตาลคั่งในหลอดเลือดฝอยไต ทำให้หลอดเลือดฝอยไตเสื่อม ส่งผลให้เกิดไตวาย (Renal failure)  ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการบวมที่เท้า ข้อเท้า ขา ซีด อ่อนเพลีย เป็นต้น
  • ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy) เมื่อน้ำตาลคั่งในหลอดเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาทในแต่ละอวัยวะ ทำให้หลอดเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาทของอวัยวะดังกล่าวเสื่อม ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทได้ เช่น ชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้า มีความเสี่ยงต่อแผลหายช้า อัมพาตกล้ามเนื้อตา กลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือเบ่งปัสสาวะไม่ได้ กระเพาะอาหารทำงานไม่ปกติ รวมถึงการเกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย
  • ภาวะแทรกซ้อนต่อหัวใจ การที่หลอดเลือดหัวใจเสื่อมจากภาวะเบาหวานประกอบกับภาวะไขมันในเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดหัวใจเกิดการอุดตัน เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตาย เกิดโรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease) บางรายมีความจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนหลอดเลือด ผู้ป่วยหลายกรณีไม่มีอาการล่วงหน้า บางรายอาจมีอาการแบบรุนแรง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลัน หรือ หัวใจล้มเหลวฉับพลัน ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ช้ากว่าปกติ
  • ภาวะแทรกซ้อนต่อสมอง ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease/stroke) สูง โดยผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นอัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมองตีบมากกว่าบุคคลปกติ 3 – 5 เท่า โดยจะมีอาการเบื้องต้นคือ กล้ามเนื้อแขน ขา อ่อนแรงครึ่งซีกอย่างทันทีทันใด หรือเป็นครั้งคราว ใบหน้าชาครึ่งซีกใดซีกหนึ่ง พูดกระตุกกระตัก สับสนหรือพูดไม่ได้เป็นครั้งคราว ตาพร่าหรือมืดมองไม่เห็นไปชั่วครู่ กลืนอาหารแล้วสำลักบ่อยๆ เป็นต้น
  • แผลเรื้อรังจากเบาหวาน (Diabetic ulcer) ผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีอาการปลายประสาทอักเสบ ภาวะขาดเลือดจากหลอดเลือดเสื่อมสภาพ และติดเชื้อง่ายจากภาวะภูมิคุ้มกันที่ต่ำ ทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย เกิดแล้วหายช้า อาจลุกลาม รุนแรง เป็นเนื้อตายจนถึงขั้นต้องตัดอวัยวะบริเวณดังกล่าวทิ้งได้ โดยเฉพาะแผลที่เท้า

 

สรุป

  • ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อเจาะตรวจเลือด หรือวางแผนการรักษาตามวันเวลานัด การขาดการจริงจังกับการรักษา อาจทำให้ผู้ป่วยประสบกับปัญหาจากภาวะแทรกซ้อนมากยิ่งขึ้นได้
  • ห้ามซื้อยารับประทานเอง ทั้งนี้ยาสามารถส่งผลต่อระดับน้ำตาล ทำให้เพิ่มขึ้นหรือลดต่ำลงจนอยู่ในระดับผิดปกติ โดยผู้ป่วยจะมีอาการและอาจเป็นอันตรายได้ เช่น น้ำตาลในเลือดต่ำหรือน้ำตาลในเลือดสูง
  • หมั่นตรวจและดูแลเท้าอย่างละเอียดทุกวัน ระวังไม่ให้มีบาดแผลหรือมีการอักเสบ ถ้ามีแผลที่เท้า แม้เพียงเล็กน้อย ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรประคบร้อน
  • คนปกติที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ควรเจาะเพื่อตรวจเบาหวาน โรคตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุก 3 ปี แต่หากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีพี่น้องเป็นเบาหวาน มีภาวะอ้วน มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ควรตรวจทุกปี โดยหากพบในระยะเริ่มแรกจะได้วางแผนการรักษาแต่เนิ่น
  • ควบคุมน้ำหนักให้คงที่ อย่าให้น้ำหนักเกินเกณฑ์หรือหากเป็นโรคอ้วนก็ควรลดน้ำหนัก เพราะจากการวิจัยพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินล้วนมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงถึง 80% ฉะนั้น การควบคุมน้ำหนักจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญ
  • ควบคุมอาหารการกินอย่างเคร่งครัด โดยรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นผัก ผลไม้ ลดคาร์โบไฮเดรตชนิดไม่ดี ลดไขมัน หลีกเลี่ยงการกินน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำหวาน น้ำอัดลม นมหวาน ผลไม้รสหวานจัด หลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารทอด หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด และอาหารสำเร็จรูป
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยทำในปริมาณพอ ๆ กันทุกวันและไม่หักโหม ทั้งนี้เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การออกกำลังกายหักโหมมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส ไม่เครียด เพราะความเครียดอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้
  • เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและตีบเร็วขึ้นจนเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่าง ๆ ตามมาได้
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ เช่น วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่

 

แหล่งที่มา

  1. www.mayoclinic.org
  2. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. เบาหวาน. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 473-483
  3. Standards of Medical Care in Diabetes-2020. Diabetes care. 2020;43(Suppl 1):S98-s110.
  4. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2560. สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย. (2560)
  5. www.idf.org

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


.jpg

เอ็นอักเสบ (Tendinitis) คือ การบวมเจ็บของเอ็นกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดเส้นใย มองเห็นในทางกายวิภาคจะเห็นเป็นสีขาวตรงบริเวณส่วนปลายของมัดกล้ามเนื้อ ส่วนที่ยึดติดกับกระดูกและข้อต่าง ๆ โดยทั่วไปการอักเสบจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายขั้นรุนแรง แต่หากปล่อยให้เรื้อรังอาจทำให้มีปัญหาในการเคลื่อนไหว จนกระทบต่อคุณภาพในการดำเนินชีวิตได้

 

อาการ

อาการเอ็นอักเสบเกิดได้กับกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย โดยบริเวณที่เป็นบ่อย คือ หัวไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อเข่า ข้เท้า โดยมักจะมีอาการดังนี้

  • อาการเจ็บ ปวดตื้อ ๆ เมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือใช้งานกล้ามเนื้อที่มีเอ็นอักเสบ
  • อาการอักเสบ ได้แก่ ปวด ร้อน บวม แดง ของเอ็นที่อักเสบ
  • บางรายอาจเห็นเป็นก้อนบวมนูนตามแนวของเอ็นกล้ามเนื้อที่อักเสบ

โดยอาการของเอ็นอักเสบส่วนใหญ่จะดีขึ้นใน 2 – 3 วัน จากการพักการใช้งานเอ็นและกล้ามเนื้อมัดนั้น แต่หากผ่านไป 2 – 3 วัน อาการไม่ดีขึ้น หรือแย่ลงควรไปพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษา

 

สาเหตุ

สาเหตุของการอักเสบของเอ็นกล้ามเนื้อนั้น มักจะเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หรือใช้กล้ามเนื้อทำงานหนักจนเกินไป เช่น งานช่าง งานบ้าน หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดท่า ออกแรงเหวี่ยง เอื้อมยกของที่หนัก นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยในนักกีฬาที่ต้องมีการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานานในระหว่างการซ้อม การแข่งขัน หรือเกิดการกระทบรุนแรง ตัวอย่างกีฬาที่อาจส่งผล เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน มวย วิ่ง เป็นต้น

 

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  1. เบื้องต้นให้หยุดพักการใช้กล้ามเนื้อและเอ็นบริเวณที่อักเสบ
  2. ระยะ 48 ชั่วโมงแรก ประคบเย็นด้วยผ้าห่อน้ำแข็งบริเวณที่อักเสบนาน 20 นาที ทำซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง
  3. ใช้ผ้าพันแผลพันรอบ ๆ ข้อต่อและเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณที่อักเสบ เพื่อลดการเคลื่อนไหว
  4. พยายามยกส่วนของร่างกายที่มีเอ็นอักเสบให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าหัวใจ เช่น การใช้หมอนหนุนขณะนั่งหรือนอน
  5. อาจรับประทานยาหรือทาเจลบรรเทาอาการอักเสบ ที่หาซื้อตามร้านขายยาทั่วไปได้
  6. กรณีอาการอักเสบดีขึ้น หลัง 48 – 72 ชั่วโมง ให้เริ่มประคบอุ่น เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและนำสารอาหารเข้าไปเลี้ยงส่วนที่บาดเจ็บ ร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนนั้นเบา ๆ เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด

ทั้งนี้หากอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน หรือยังคงมีอาการรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ทันที

*ผู้ป่วยสามารถไปพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มเป็นได้ทันที

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักถามกิจกรรมที่ทำมาก่อนหน้าการอักเสบ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อทำซ้ำ ๆ และตรวจกล้ามเนื้อและเอ็นบริเวณที่เจ็บ โดยการคลำ การให้ออกแรงต้านในบางท่าทาง เพื่อระบุตำแหน่งเอ็นที่เจ็บ กรณีที่ผู้ป่วยปฐมพยาบาลในเบื้องต้นมาก่อนหน้าแล้ว แพทย์จะส่งพิจารณาตรวจเพิ่มเติม โดยมักเป็นการตรวจทางรังสี

 

การรักษา

  • รักษาด้วยยาชนิดรับประทาน เช่น แอสไพริน (Aspirin) นาพรอกเซน (Naproxen) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือยาอื่น ๆ เพื่อช่วยลดอาการเจ็บปวดที่เกิดจากการอักเสบได้
  • รักษาด้วยยาฉีด โดยการฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) รอบ ๆ บริเวณเอ็นที่มีการอักเสบ เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการเจ็บ ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ฉีดยานี้ซ้ำ ๆ ในกรณีที่มีการอักเสบเกิน 3 เดือน เนื่องจากอาจทำให้เอ็นกล้ามเนื้ออ่อนแอ เสี่ยงต่อการฉีกขาดได้
  • การทำกายภาพบำบัด เป็นวิธีบำบัดรักษาโดยใช้การออกกำลังกายในท่าทางที่ถูกต้อง เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของเอ็นกล้ามเนื้อที่อักเสบ
  • การผ่าตัด กรณีที่เอ็นอักเสบมีอาการรุนแรงและนำไปสู่การฉีกขาดของเอ็น อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เอ็นกล้ามเนื้อฉีกขาดออกจากกระดูก

 

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนของเอ็นอักเสบนั้น มักจะเกิดจากการไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม ทำให้เสี่ยงต่อการอักเสบแบบเรื้อรัง การฉีกขาดหรือการเสื่อมสภาพของเอ็นกล้ามเนื้อ ทำให้การทำงานของข้อต่อบริเวณดังกล่าวติดขัด ผิดรูป คุณภาพชีวิตลดลงได้

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน เอ็นอักเสบ

  1. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้อทำงานนาน ๆ หรือหนักมากเกินไป โดยให้พักหรือเปลี่ยนท่าเป็นระยะ ๆ ระหว่างวัน
  2. ปรับท่าทางการนั่ง ยืน เดิน นอน ให้ถูกต้อง รวมถึงการจัดสถานที่นั่งทำงาน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การจัดวางสิ่งของต่างๆ ให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ใช้งาน
  3. ควรอบอุ่นร่างกายทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา เพื่อให้กล้ามเนื้อและระบบต่าง ๆ ของร่างกายมีความพร้อม
  4. ควรออกกำลังกายให้ได้ครบทั้ง 3 แบบ อย่างสมดุล ทั้งแบบที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆแบบที่เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และแบบที่เสริมสร้างความยืดหยุ่นของร่างกาย

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.haamor.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


-อัลไซเมอร์.jpg

โรคสมองเสื่อม เป็นภาวะที่สมรรถภาพการทำงานของสมองถดถอยบกพร่อง ทำให้เกิดปัญหาทางด้านความจำ คิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และหน้าที่อื่น ๆ ของสมอง ไปจนถึงการรับรู้เกี่ยวกับสังคมรอบตัว จนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน เนื้องอกสมอง โพรงน้ำในสมองขยายตัว โรคขาดฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ รวมถึงโรคติดเชื้อบางชนิด ปัจจุบันพบโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) เป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด

 

อาการ

ผู้ป่วยจะมีปัญหาด้านความจำเป็นอาการหลักโดยไม่สามารถจดจำและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ จึงมักจะลืมว่าวางของไว้ที่ไหน ถามซ้ำ ๆ พูดซ้ำ ๆ สับสนเรื่องวัน เวลา สถานที่ นึกคำพูดไม่ค่อยออกใช้คำผิด ๆ แทน ในขณะที่ความจำเรื่องเก่า ๆ ในอดีตยังคงดีอยู่

อาการจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง ในระยะต่อมาอาจมีอาการบกพร่องของการรับรู้ด้านอื่นร่วมด้วย เช่น หลงทาง คิดเลขไม่ได้ จัดการกิจวัตรประจำวันของตนเองไม่ได้อาจมีปัญหาทางด้านอารมณ์พฤติกรรมและความผิดปกติทางจิต เช่น หงุดหงิด เฉื่อยชาและเฉยเมย ขาดการยับยั้งชั่งใจ มีอาการหลงผิด ประสาทหลอน เป็นต้น หากไม่ได้รับการแก้ไขในที่สุดแล้วผู้ป่วยจะไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

 

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์

เมื่อปัญหาด้านความจำที่เกิดขึ้นหรืออาการหลงลืมนั้น ก่อให้เกิดปัญหาไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ เช่น ทำได้ช้าลง ทำผิดบ่อยขึ้นหรือทำในสิ่งที่เคยทำเป็นประจำไม่ได้ เป็นต้น

 

สาเหตุ

อัลไซเมอร์เกิดจากการฝ่อตัวของสมอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของสมองที่ฝ่อตัว ส่วนสาเหตุที่ทำให้สมองฝ่อตัวลงนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด โดยความผิดปกติที่พบคือ การสะสมของโปรตีนชนิดที่เรียกว่า อะไมลอยด์ พลัค (Amyloid Plaques) กลุ่มใยประสาท (Neurofibrillary Tangles) และสารสื่อประสาทอะซีติลโคลีน (Acetylcholine) ในสมองที่ไม่สมดุล และพบเส้นเลือดในสมองของผู้ป่วยค่อย ๆ ถูกทำลายลง โดยความเสียหายนี้จะกระทบสมองส่วนที่ทำหน้าที่ด้านความทรงจำเป็นส่วนแรก ก่อนแพร่กระจายไปสู่สมองส่วนอื่นๆ

 

ปัจจัยเสี่ยง

  1. อายุ โดยโอกาสเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทุก ๆ 5 ปี ในผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี
  2. พันธุกรรม แม้ว่าจะมีโอกาสไม่มาก แต่หากพบว่าสมาชิกในครอบครัวหลายคนเป็นโรคนี้ ควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์เมื่ออายุมากขึ้น
  3. ผู้ที่มีกลุ่มอาการดาวน์ เป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์สูง เนื่องจากความผิดปกติทางพันธุกรรมทำให้เกิดการสะสมของสารอะไมลอยด์ในสมองได้
  4. ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง จะยิ่งเสี่ยงพัฒนาไปเป็นโรคอัลไซเมอร์ยิ่งขึ้น
  5. ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคนี้มีปัจจัยการเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน 

 

การวินิจฉัยโรค

  1. การซักประวัติสุขภาพ และประเมินความสามารถด้านความจำ โดยแพทย์จะพิจารณาอาการของผู้ป่วย ความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน พฤติกรรมและลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการถามคำถามหรือให้ผู้ป่วยทำแบบทดสอบความจำ การแก้ปัญหา การนับเลข หรือทักษะทางด้านภาษา เพื่อตรวจดูการทำงานของสมอง
  2. การตรวจร่างกายและประเมินระบบประสาท เป็นการตรวจสุขภาพทางระบบประสาทของผู้ป่วย เช่น การทดสอบปฏิกิริยาโต้กลับ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การมองเห็นและการได้ยิน การประสานงานและความสมดุลของร่างกาย
  3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อแยกโรคที่อาจเป็นสาเหตุของปัญหาความจำ
  4. การทดสอบสมรรถภาพทางจิตและการทำงานของสมอง โดยในส่วนการทำงานของสมองอาจมีการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI Scan) การตรวจเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) การตรวจเพทสแกน (PET Scan) รวมถึงการกรวดน้ำในโพรงสมองและไขสันหลัง เป็นต้น

 

การรักษา โรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ เป็นเพียงยาที่ช่วยบรรเทาหรือชะลออาการเสื่อมของสมองให้ช้าลง หรือบรรเทาอาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในเบื้องต้น ดังนี้

  • ยากลุ่มโคลิเนสเทอเรส (Cholinesterase inhibitors) เช่น โดนีพีซิล กาแลนตามีน และไรวาสติกมีน เพื่อชะลออาการของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมบางชนิด โดยจะได้ผลดีเมื่อให้ในผู้ป่วยที่มีอาการระยะแรก ๆ ทั้งนี้ยานี้ไม่ได้ทำให้โรคนี้หาย แต่ช่วยในการชะลอการดำเนินของโรค
  • ยาทางเลือก ปัจจุบันมีตัวช่วยเสริมในเรื่องของความคิดและความจำ เป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยแต่ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันแน่ชัด เช่น กรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินอี แปะก๊วย เป็นต้น
  • ยาช่วยลดอาการหรือพฤติกรรมที่เป็นปัญหา ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์อาจมีปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมร่วมด้วย เช่น เอะอะโวยวาย เห็นภาพหลอน ประสาทหลอน ซึมเศร้า วิตกกังวล เป็นต้น ในบางรายอาจต้องใช้ยาเพื่อลดอาการดังกล่าว
  • การบำบัดทางจิตวิทยา นอกจากยาแล้ว การเลือกบำบัดทางด้านอื่นเพิ่มเติม อาจช่วยผู้ป่วยได้มากขึ้น เช่น การกระตุ้นสมองโดยนักจิตวิทยา การบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม การใช้ดนตรีหรือ ศิลปะบำบัด และการบำบัดด้วยการผ่อนคลาย เป็นต้น

ทั้งนี้ภายหลังแพทย์วินิจฉัยผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ผู้ใกล้ชิดหรือญาติควรเตรียมการในการดูแลผู้ป่วยให้พร้อม ดังนี้

  1. จัดที่พักผู้ป่วยให้สะดวกกับผู้ป่วยและผู้ดูแลมากขึ้น เช่น ปรับลดสิ่งของหรือผนังที่ทำด้วยกระจกให้เหลือน้อยที่สุด ติดราวจับทางขึ้นลงบันไดและห้องน้ำ ลดจำนวนสิ่งของบริเวณที่ผู้ป่วยอยู่ เหลือเฉพาะที่จำเป็นพร้อมจัดวางให้เป็นระเบียบ ติดตั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยตามภาชนะหรือจุดเสี่ยงต่าง ๆ เช่น เครื่องตัดแก๊สรั่ว เครื่องตรวจจับควัน รวมถึงการจัดวางรูปถ่าย สิ่งของที่มีความหมายกับผู้ป่วยไว้ในจุดที่เห็นเด่นชัด เป็นต้น
  2. เตรียมพร้อมผู้ป่วยเผื่อกรณีฉุกเฉิน เช่น ให้ผู้ป่วยพกติดตัวเฉพาะของที่จำเป็นเท่านั้น โดยของใช้ส่วนตัว ควรเก็บไว้ในที่ที่เดียว ควรมีชื่อที่อยู่เบอร์ติดต่อญาติติดตัวตลอดเวลา ใช้มือถือที่เปิด GPS ตลอดเพื่อประโยชน์สำหรับผู้ติดตาม เสื้อผ้ารองเท้าผู้ป่วยควรเลือกที่ใส่ถอดง่าย ไม่ซับซ้อน รองเท้าไม่หลุดง่าย เป็นต้น
  3. ผู้ดูแลผู้ป่วยควรศึกษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วย เช่น ข้อมูลโรคเบื้องต้น การรับประทานยาและการทำกิจกรรมจิตบำบัดของผู้ป่วย วันเวลานัดหมายแพทย์ ช่องทางการติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลกรณีฉุกเฉิน ช่องทางการติดต่อญาติผู้ป่วย การปฏิบัติกรณีผู้ป่วยมีอาการสับสน เป็นต้น

 

แหล่งข้อมูล : www.si.mahidol.ac.th  www.chulabhornhospital.com  www.podpad.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder, OCD) เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีอาการทางจิต โดยจะมีรูปแบบความคิดหรือความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผล จนนำไปสู่การทำพฤติกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ เพื่อที่จะลดความไม่สบายใจที่เกิดขึ้น พบได้ร้อยละ 2 – 3 ในประชากรทั่วไป โดยเริ่มมีอาการโดยเฉลี่ยที่อายุ 20 ปี พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยอาจพบร่วมกับโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ได้ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคแพนิค เป็นต้น

 

อาการ

ผู้ป่วยมักจะมีอาการย้ำคิดร่วมกับอาการย้ำทำ หรืออาจมีเฉพาะอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

  • อาการย้ำคิด (obsession) เป็นความคิด ความรู้สึก แรงขับดันจากภายใน หรือจินตนาการ ที่มักผุดขึ้นมาซ้ำ ๆ โดยผู้ป่วยเองก็ทราบว่า เป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล เป็นความคิดซ้ำซากที่ผุดขึ้นมาซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดอาการย้ำทำตามมา จึงมักส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นทุกข์และมีความวิตกกังวลจากความคิดที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลหรือคิดมากเกินพอดี เช่น กลัวความสกปรกจากการหยิบจับสิ่งของและการสัมผัสผู้อื่น วิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยตลอดเวลา เช่น คิดว่าลืมปิดประตูบ้านหรือเตาแก๊ส ไม่สบายใจเมื่อเห็นสิ่งของจัดไม่เป็นระเบียบ หรือมีความคิดทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น เป็นต้น
  • อาการย้ำทำ (Compulsion) เป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองต่ออาการย้ำคิด เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความวิตกกังวลในใจ โดยผู้ป่วยจะรู้สึกสบายใจเมื่อได้ลงมือทำ และด้วยการที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ทำให้เสียเวลากับอาการย้ำทำวันละไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง จนไม่สามารถดำเนินชีวิตเป็นปกติได้ ตัวอย่างเช่น ล้างมือหรืออาบน้ำบ่อยเกินจำเป็น ตรวจดูประตูหรือเตาแก๊สซ้ำแล้วซ้ำเล่า คอยตรวจนับหรือจัดสิ่งของซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่องคำพูดหรือบทสวดมนต์ในใจซ้ำ ๆ ชอบเก็บหรือสะสมสิ่งของในบ้านมากเกินไป เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น การเคลื่อนไหวผิดปกติที่เรียกว่า Motor Tic/Movement Tic  หรือการพูดผิดปกติแบบ Vocal Tic หรือมีอาการร่วมกับโรคทางจิตเวชอื่น ๆ

 

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์

เมื่อมีอาการย้ำคิดและย้ำทำ แม้ว่าจะเห็นว่าไม่มีเหตุผล แต่หยุดคิดและหยุดทำด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องทำอะไรซ้ำ ๆ กันมากกว่า 1 ชม.ในแต่ละวัน ทำให้เป็นทุกข์ ไม่มีความสุขและไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันให้เป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้

 

สาเหตุ

โรคย้ำคิดย้ำทำมีสาเหตุได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางชีวภาพและปัจจัยด้านการเรียนรู้ โดยปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ การทำงานเพิ่มขึ้นของสมองในส่วน Orbitofrontal cortex, Cingulate cortex, Caudate nucleusและ thalamus หรือความผิดปกติในระบบซีโรโตนิน (Serotonin) รวมถึงทางด้านพันธุกรรม โดยพบว่าอัตราการเกิดโรคในแฝดไข่ใบเดียวกัน (Monozygotic twins) สูงถึงร้อยละ 60-90 ในขณะที่ในประชากรทั่วไป พบเพียงร้อยละ 2 – 3 สำหรับปัจจัยด้านการเรียนรู้ ผู้ป่วยจะเชื่อมสถานการณ์ปกติเข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอันตราย จนเกิดความวิตกกังวล ต้องลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อให้คลายวิตกกังวล ภายหลังทำแล้วดีขึ้นก็จะมีการทำซ้ำๆจนเกิดอาการ นอกจากนี้อาจมีสาเหตุมาจากความรุนแรงในชีวิต จนก่อให้เกิดความเครียดแล้วกระตุ้นให้ผู้ป่วยแสดงอาการย้ำคิดย้ำทำออกมา

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อวินิจฉัยและแยกโรคอื่นๆที่อาจเป็นสาเหตุออกไปเหลือเฉพาะโรคทางจิตเวชเป็นหลัก ซึ่งผู้ป่วยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น ความรุนแรงของอาการ รูปแบบความคิด พฤติกรรม และระยะเวลาที่หมดไปกับอาการย้ำคิดย้ำทำ

นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจร่างกายหาร่องรอยที่เป็นสาเหตุหรือภาวะแทรกซ้อนของโรคและอาจตรวจหาปัจจัยร่วมอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของไทรอยด์ การใช้แอลกอฮอล์และสารเสพติด เป็นต้น

 

การรักษา

การรักษามุ่งเน้นการควบคุมอาการและการเพิ่มทักษะในการจัดการ เพื่อลดอาการย้ำคิดย้ำทำและอาการเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งมี 2 วิธีหลัก ดังนี้

  • การรับประทานยา แพทย์อาจพิจารณาให้ยาหลายชนิดเพื่อช่วยควบคุมอาการ เช่น
    • ยาแก้ซึมเศร้า เป็นยาที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ปรับสารซีโรโตนิน (Serotonin) ในสมอง ให้อยู่ในระดับสมดุล โดยอาการของผู้ป่วยมักดีขึ้นหลังจากรับประทานยาติดต่อกันอย่างน้อย 8 – 12 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามการหยุดปรับลดยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
    • ยาคลายกังวล ในผู้ป่วยที่มีความวิตกกังวลสูง อาจใช้ยาเพื่อช่วยคลายกังวลในระยะสั้น ๆ
    • ยาต้านโรคจิต ในผู้ป่วยบางรายที่ได้รับการรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้าแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านโรคจิตควบคู่ไปกับยาแก้ซึมเศร้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
  • การรักษาทางจิตบำบัด เป็นการรักษาที่อาจต้องใช้ทั้งเวลา ความพยายามของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยหรือสมาชิกในครอบครัว โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยฝึกปฏิบัติ พร้อมทั้งให้ความรู้แก่สมาชิกในครอบครัว ถึงอาการ แนวทางการรักษาและบทบาทในการปฏิบัติต่อผู้ป่วย เพื่อให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุดด้วย การรักษาด้วยวิธีนี้อาจได้ผลดี แม้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยารักษาโรคทางจิตเวช

นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีอื่นเพิ่มเติม ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อวิธีการก่อนหน้า เช่น การฝังขั้วไฟฟ้ากระตุ้นสมอง และการผ่าตัด เป็นต้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะรักษาโดยวิธีใด ผู้ป่วยจะต้องพบแพทย์ตามนัดหรือตามแผนการรักษา เพื่อติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

 

การป้องกัน

  • ออกกำลังกาย รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • แบ่งเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนส่วนตัวให้สมดุล เช่น จัดเวลาทำงาน เวลาอยู่กับครอบครัว เพื่อนฝูง เวลาทำงานอดิเรกและพักผ่อน ไม่หนักด้านหนึ่งด้านใดมากเกินไป
  • เรียนรู้วิธีจัดการและรับมือกับอารมณ์ หรือความคิดที่ไม่เหมาะสมหรือเกินพอดี
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้เป็นต้นเหตุของโรค เช่น เรื่องที่มักจะทำให้วิตกกังวล ซึมเศร้า คิดมาก เป็นต้น
  • ไปพบแพทย์ทันทีหากคิดว่าตนเองมีอาการย้ำคิดย้ำทำ ไม่สามารถควบคุมและดำเนินชีวิตเป็นปกติได้

 

แหล่งข้อมูล : www.med.mahidol.ac.th  www.podpad.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก