ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

โรคสะเก็ดเงิน.jpg

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) นั้น เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง พบได้ทั้งเพศชายและหญิง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการของโรคเมื่ออายุ 30 – 40 ปี มีผู้เป็นโรคนี้ประมาณร้อยละ 1 – 3 ของประชากรทั่วโลก สาเหตุของโรคเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมเป็นพื้นฐาน มีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างกระตุ้นให้เกิดอาการแสดงทางผิวหนังและข้อ

อาการผื่นผิวหนังอักเสบมีหลายรูปแบบที่พบบ่อย คือ ผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง ลอกเป็นขุย เป็น ๆ หาย ๆ คนไข้บางรายเป็นเฉียบพลัน แล้วผื่นก็หายไป บางรายเป็นผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจพบ คือ เล็บผิดรูป หรือมีอาการปวดข้อตามหลังอาการผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยน้อยรายที่มีอาการปวดข้อนำมาก่อน บางครั้งอาจเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับอาการผื่นผิวหนังอักเสบ พบมากในวัยผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก

 

 

ทำไมถึงเรียกสะเก็ดเงิน 

ที่ชื่อ “โรคสะเก็ดเงิน” เพราะลักษณะของผื่นจะเป็นปื้นหรือตุ่มสีแดง ขอบเขตชัดเจน บนผิวของผื่นผิวหนังอักเสบจะมีสะเก็ดสีขาวคล้ายเงินปกคลุมอยู่ เมื่อแกะเกาสะเก็ดให้หลุดลอกออกจากผิวหนังจะเห็นจุดเลือดออกบนผิวของผื่นที่อักเสบแดง ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของโรคนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีตุ่มหรือปื้นแดงที่มีสะเก็ดสีขาวให้เห็น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะของโรค

 

ปัจจัยที่ทำให้อาการกำเริบ

  • ความเครียด เป็นสาเหตุสำคัญและพบบ่อยที่สุดประมาณร้อยละ 70
  • การแกะเกา เสียดสี ขูดขีดผิวหนัง
  • ได้รับสารเคมีที่เป็นพิษ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และเสพยาเสพติด
  • ติดเชื้อไข้หวัด หรือเชื้อฝีหนองอื่น ๆ

 

พบอาการของโรคที่อวัยวะใดบ้าง

โรคสะเก็ดเงินจะเกิดอาการกับอวัยวะาง ๆ หลายแห่งดังนี้

  1. ผิวหนังตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
    บางรายมีตุ่มหรือปื้นผิวหนังอักเสบเฉพาะที่ศอก เข่า แขน ขา เพียง 2 – 3 แห่งเท่านั้น หรืออาจเป็นผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณข้อพับ เช่น ขาหนีบ ร่องก้น มีตุ่มหนองตามฝ่ามือฝ่าเท้าหรือเฉพาะที่ปลายนิ้วมือหรือเท้าคนไข้ที่มีอาการรุนแรง จะมีผื่นผิวหนังอักเสบแดงทั่วทั้งตัวและลอกเป็นสะเก็ด อันเป็นสาเหตุของการเสียโปรตีนไปกับสะเก็ดผิวหนัง นอกจากนี้ยังเสียความร้อนในร่างกายหรือน้ำทางผิวหนังมากกว่าปกติ ทำให้อ่อนเพลีย หนาวสะท้าน เพราะเสียความร้อนออกทางผิวหนังตลอดเวลา บางรายเป็นไข้ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ เกิดตุ่มหนองกระจายทั่วตัว

  1. เล็บมือและเล็บเท้า
    เล็บของคนไข้จะมีความผิดปกติได้หลายรูปแบบ เช่น ผิวเล็บเป็นหลุมเล็ก ๆ จนถึงเล็บผิดรูปขรุขระทั้งเล็บ นอกจากนี้บางรายอาจมีเล็บหนา เป็นขุยขาวใต้เล็บ เล็บล่อน เป็นต้น

  1. ข้อต่อของแขนขาทุกตำแหน่ง รวมทั้งข้อกระดูกสันหลัง
    อาการข้ออักเสบมักเกิดตามหลังผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เป็นมานานนับปี หรืออาจเกิดพร้อม ๆ กับผื่นผิวหนังอักเสบ ผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีอาการทางข้ออักเสบนำมาก่อน ข้อที่เกิดการอักเสบบ่อย ๆ คือ ข้อนิ้วมือส่วนปลาย ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อกระดูกคอ โดยทั่วไปหากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องจะเกิดการพิการของข้อตามมาได้

 

การรักษา

ปัจจุบันได้มีการพัฒนายาใหม่ ๆ ทั้งยาทาและยารับประทานที่ได้ผลดีในการรักษาเป็นจำนวนมาก วิธีรักษาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

  1. ผื่นเป็นน้อย ผื่นผิวหนังอักเสบไม่เกิน ร้อยละ 10 ของพื้นที่ผิวหนัง จะใช้ยาทาเป็นหลัก ยาทากลุ่ม สเตียรอยด์ เป็นยาที่แพทย์ทั่วไปนิยมใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมากที่สุด เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง ได้ผลเร็ว สะดวกในการใช้ ราคาไม่แพงนัก และไม่ระคายเคือง ถ้าใช้ในระยะสั้นมักจะไม่เกิดผลเสียที่รุนแรง แต่ถ้าใช้สเตียรอยด์ชนิดแรงติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผลเสียได้ เช่น ผิวหนังฝ่อ หลอดเลือดขยายตัว ผิวแตก ผิวขาว และการดื้อยา นอกจากนั้นโรคยังกลับเป็นซ้ำได้  ดังนั้นการใช้ยาดังกล่าวควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ถ้าจะซื้อใช้เองต้องมีความรู้เรื่องยาสเตียรอยด์เป็นอย่างดี
  2. ผื่นเป็นมากเกิน ร้อยละ 10 – 20 ของพื้นที่ผิวหนัง จำเป็นต้องใช้ยารับประทานและใช้แสงแดดเทียมในการรักษา ข้อจำกัดที่สำคัญของการใช้ตู้แสงแดดเทียมคือ คนไข้ต้องมารับการรักษาที่โรงพยาบาลประมาณ 2 – 4 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 2 – 3 เดือนติดต่อกัน

 

รศ. นพ. ป่วน สุทธิพินิจธรรม
ภาควิชาวิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ที่มา : www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=706