ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

โรคเกาต์-H2C00-1.jpg

โรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคที่เกิดอาการอักเสบ เนื่องจากมีกรดยูริก (Monosodium urate monohydrate – MSU) ตกตะกอน ใน ข้อและอวัยวะต่าง ๆ ผู้ชายมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเกาต์มากกว่าผู้หญิง 20 เท่า และพบบ่อยในผู้ชายอายุ 35 ปี ขึ้นไป ผู้หญิงจะพบได้บ่อยเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี หรือช่วงวัยหมดประจำเดือน

 

อาการและอาการแสดง

  • ข้ออักเสบฉับพลัน ปวด บวม แดง ร้อน อย่างชัดเจน มักมีอาการอักเสบมากที่สุดภายใน 24 ชั่วโมงแรก
  • พบบ่อยที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า หลังเท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อศอก อาจรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำ ๆ
  • ระยะแรก จะมีการอักเสบ ข้อเดียวนาน 1 – 2 วัน ปีละ 1 – 2 ครั้ง (ร้อยละ 60 จะกลับมีอาการซ้ำอีกภายใน 1 ปี) แต่ถ้าไม่ได้รักษา การอักเสบจะบ่อยขึ้น นานขึ้น เป็นหลายข้อพร้อมกัน มีก้อนผลึกกรดยูริกหรือก้อนโทฟัส (Tophus) ทำให้ข้อผิดรูป และกลายเป็นข้ออักเสบเรื้อรัง ข้อเสื่อมอย่างถาวร
  • มีโอกาสเกิดนิ่วในไต ร้อยละ 20 และมีโอกาสเกิดไตวาย ร้อยละ 10
  • ถ้าเป็นเรื้อรัง อาจพบก้อนโทฟัส ที่ข้อศอก ข้อเท้า ใบหู ก้อนอาจแตก และมีสารคล้ายชอล์กสีขาว ผลึกกรดยูริกออกมา แต่ถ้าก้อนไม่แตกเอง ก็ไม่ควรไปผ่า เพราะแผลจะหายช้ามาก
  • ผู้ที่มีลักษณะต่อไปนี้แสดงว่าเป็นโรคเกาต์แบบรุนแรง เช่น ปริมาณกรดยูริกในเลือดสูง มีก้อนโทฟัส เริ่มเป็นตั้งแต่อายุน้อย มีอาการไตอักเสบ หรือมีนิ่วในไต เป็นต้น

 

โรคเกาต์

https://www.webmd.com/arthritis/ss/slideshow-gout.

  

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคเกาต์

  • เกณฑ์การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบในโรคเกาต์ที่แน่นอน (definite) คือ การตรวจพบผลึกเกลือโมโนโซเดียมยูเรต (Monosodium urate crystal) จากน้ำไขข้อหรือก้อนโทฟัส ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจผลึก อาจใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเกาต์ของ Rome (Rome criteria) โดยอาศัยเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ ดังต่อไปนี้
    • ข้อบวมเจ็บซึ่งเกิดขึ้นทันทีทันใดและหายภายใน 2 อาทิตย์
    • ระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่า 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชายและมากกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในผู้หญิง
    • พบก้อนโทฟัส (tophus)
  • 2015 Gout Classification Criteria An American College of Rheumatology/European League Against Rheumatism Collaborative Initiative The entry criterion for the new classification criteria requires the occurrence of at least 1 episode of peripheral joint or bursal swelling, pain, or tenderness.
    • The presence of MSU crystals in a symptomatic joint/bursa (i.e., synovial fluid) or in a tophus is a sufficient criterion for classification of the subject as having gout, and does not require further scoring.
    • The domains of the new classification criteria include clinical (pattern of joint/bursa involvement, characteristics and time course of symptomatic episodes), laboratory (serum urate, MSU negative synovial fluid aspirate), and imaging (double contour sign on ultrasound or urate on dual-energy computed tomography, radiographic gout-related erosion).
    • The sensitivity and specificity of the criteria are high (92% and 89%, respectively).

 

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยจะต้องมีข้ออักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนฉับพลัน เป็น ๆ หาย ๆ และไม่ได้อาศัยการเจาะเลือด ตรวจกรดยูริกเพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดว่า เจาะเลือดแล้วกรดยูริกสูง เป็นเกาต์ แต่ถ้าเจาะเลือดแล้วกรดยูริกต่ำ ไม่เป็นเกาต์ ถ้าเจาะเลือดแล้วกรดยูริกสูง แต่ไม่มีอาการ ก็ไม่ได้เป็นโรคเกาต์ แต่จะเรียกว่า ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ไม่ต้องรักษา ยกเว้นมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่า 13.0 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในเพศชาย และ 10.0 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในเพศหญิง หรือการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะมากกว่าวันละ 1,100 มิลลิกรัม เมื่อรับประทานอาหารตามปกติ จะพบอุบัติการณ์ของไตทำงานบกพร่องและนิ่วในทางเดินปัสสาวะมากขึ้น ควรพิจารณาให้การรักษา

 

โรคเกาต์

https://theheartysoul.com/how-to-reverse-gout/

 

สาเหตุที่กระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบ

  • การบาดเจ็บหรือข้อถูกกระทบกระแทกแบบไม่รุนแรง โดยตอนกระแทกจะไม่ค่อยเจ็บ แต่ต่อมาเจ็บมากขึ้น
  • อาหารที่เป็นของแสลง ไม่ได้ทำให้เกิดโรค แต่จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในบางคน แต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงควรสังเกต จดบันทึกชนิดอาหารที่ทานก่อนเกิดข้ออักเสบ และหลีกเลี่ยงของแสลง โดยเฉพาะช่วงที่มีข้ออักเสบ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ไก่ เป็ด ห่าน น้ำต้มกระดูก กุ้งทะเล หมึก หอย ซุปก้อน กะปิ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง พืชบางชนิด เช่น ถั่ว เห็ด กระถิน ชะอม ใบขี้เหล็ก สะเดา สะตอ ผักโขม หน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่ง ผักคะน้า แตงกวา ของหมักดอง
  • เหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อื่น ๆ
  • อากาศเย็นหรือช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงเช้า หรือ ก่อนฝนตก เป็นต้น
  • ยา เช่น แอสไพริน ยารักษาวัณโรค ยาขับปัสสาวะ

 

แนวทางรักษา

  1. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ
  2. ลดการใช้งานของข้อที่อักเสบถ้าในช่วงที่มีการอักเสบมาก อาจจำเป็นต้องใส่เฝือกชั่วคราว เพื่อให้ข้ออยู่นิ่ง ๆ
  3. ยา
    • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์(NSAIDs, เอนเสด) เป็นยาบรรเทาอาการเท่านั้นไม่ได้รักษาโรค เมื่ออาการดีขึ้น ไม่ปวด ไม่บวม ไม่แดง ไม่ร้อน ก็หยุดยาได้ มีผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะคลื่นไส้ ท้องอืด แสบท้อง จุกแน่นลิ้นปี่ แผลในกระเพาะอาหาร หน้าบวม ตาบวม ขาบวม
    • ยา โคชิซีน (colchicine) ถ้ามีการอักเสบมากก็จะต้องใช้ยาปริมาณมาก ทาให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้นด้วย ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นคัน ซึ่งถ้าเกิดอาการข้างเคียงมาก ให้ลดปริมาณยาลง หรือ หยุดยาไว้ก่อน

      • การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
        • ถ้ามีข้ออักเสบบ่อย เช่น ข้ออักเสบทุก 1 – 2 เดือน ควรพิจารณาให้ยา 3 – 1.2 มก./วัน รับประทานทุกวัน
        • ถ้ามีข้ออักเสบไม่บ่อย เช่น ทุก 3 – 4 เดือนขึ้นไป อาจพิจารณาให้ยาเฉพาะช่วงที่เริ่มมีอาการปวดข้อ
      • การพิจารณาหยุดยา colchicines
        • ถ้าผู้ป่วยไม่มีปุ่มโทฟัส ให้พิจารณาหยุดยาเมื่อ ไม่มีข้ออักเสบ และควบคุมระดับกรดยูริกได้ตามเกณฑ์ที่ต้องการ เป็นระยะเวลา 6 – 12 เดือน
        • ถ้าผู้ป่วยมีปุ่มโทฟัส ให้พิจารณาหยุดยาเมื่อ ปุ่มโทฟัสหายไป และควบคุมระดับกรดยูริกได้ตามเกณฑ์ที่ต้องการเป็นระยะเวลา 6 – 12 เดือน
    • ยาลดกรดยูริก ยายับยั้งการสร้างกรดยูริก และยาเร่งการขับกรดยูริก
      • ควรเริ่มยา หลังจากข้ออักเสบหายสนิทแล้วเท่านั้น แต่ ในกรณีที่ใช้ยาอยู่แล้ว ให้ยาเดิมต่อไป ไม่ควรปรับขนาดยาลดกรดยูริกที่ผู้ป่วยได้รับขณะที่มีข้ออักเสบ
      • ตั้งเป้าหมายให้กรดยูริกในเลือดอยู่ในระดับเท่ากับหรือต่ำกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่ ในกรณีที่มีก้อนโทฟัสแล้วอาจตั้งเป้าหมายลดระดับกรดยูริกในเลือดลงมาเท่ากับหรือต่ำกว่า 5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
      • ระยะเวลาของการให้ยาควรให้ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาให้ยาไปจนผู้ป่วยไม่มีอาการอักเสบของข้อหรือให้จนปุ่มโทฟัสหายไปหมดเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 4 – 5 ปี ในรายที่มีประวัตินิ่วในทางเดินปัสสาวะหรือมีการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะมากกว่า 800 มก./วัน ต้องพิจารณาให้ยาลดกรดยูริกชนิดยายับยั้งการสร้างกรดยูริกไปตลอด
      • แนวทางการใช้ยายับยั้งการสร้างกรดยูริก (Xanthine oxidase inhibitor เช่น allopurinol febuxostat)
        • มีปุ่มโทฟัส
        • มีการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะมากกว่า 800 มก./วัน
        • มีประวัติหรือตรวจพบนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
        • ใช้ยาเร่งการขับกรดยูริกออกทางไตไม่ได้ผล
        • แนวทางการใช้ยาเร่งการขับกรดยูริก (Uricosuric agents)
      • อายุน้อยกว่า 60 ปี
        • หน้าที่การทำงานของไตปกติ การใช้ยา probenecid ควรมีค่า CCr มากกว่า 80 cc/min การใช้ยา benzpromarone ควรมีค่า CCr มากกว่า 30 cc/min)
        • มีการขับกรดยูริกออกทางไตน้อยกว่า 800 มก./วัน
        • ไม่มีประวัติหรือตรวจพบนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
        • ควรแนะนาให้ดื่มน้ำวันละมากกว่า 2 ลิตร หรือเปลี่ยนสภาวะความเป็นกรดของปัสสาวะให้เป็นด่าง (alkalinization; urine pH 6.5 – 7) โดยให้ potassium citrate หรือ potassium bicarbonate หรือ soda mint

แนะนำอ่านเพิ่มเติม
• 2015 Gout Classification Criteria An American College of Rheumatology/European League Against Rheumatism Collaborative Initiative
• ARTHRITIS & RHEUMATOLOGY Vol. 67, No. 10, October 2015, pp 2557–2568
• 2012 American College of Rheumatology Guidelines for Management of Gout. Part 1: Systematic Nonpharmacologic and Pharmacologic Therapeutic Approaches to Hyperuricemia
• Arthritis Care & Research Vol. 64, No. 10, October 2012, pp 1431–1446
• 2012 American College of Rheumatology Guidelines for Management of Gout. Part 2: Therapy and Antiinflammatory Prophylaxis of Acute Gouty Arthritis
• Arthritis Care & Research Vol. 64, No. 10, October 2012, pp 1447–1461
• แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์ (Guideline for Management of Gout) โดย สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2555 (ปรับปรุงจากแนวทางเวชปฏิบัติภาวะกรดยูริกในเลือดสูงและโรคเกาต์ ปี พ.ศ. 2544)
• แนวทางเวชปฏิบัติ ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) และโรคเก๊าท์ (Gout) โดยสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

 

ผู้เขียน : นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์
ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้ภาพ


โรคภูมิแพ้-1.jpg

โรคภูมิแพ้ (Allergy) ด้วยลักษณะการทำงานของคนออฟฟิศที่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ต้องตื่นเช้าเพราะหนีรถติดและส่วนใหญ่อยู่ในที่ทำงาน ทำให้ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้มีผลต่อภาวะภูมิแพ้หรือไม่

โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ โรคที่เกิดจากภาวะร่างกายตอบสนองต่อสารกระตุ้น (โดยในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย อย่างเช่น พวกไรฝุ่น ละอองเกสรพืช) แล้วเกิดการตอบสนองมากผิดปกติจนทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) นั้น เช่น ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก เมื่อเราหายใจเข้าไปทางจมูกสารก่อภูมิแพ้จะไปสัมผัสกับเยื่อบุโพรงจมูกแล้วทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก ทำให้คัดจมูก จาม มีน้ำมูกใส ๆ คันจมูก

ส่วนกรณีที่เป็นโรคหืดเมื่อหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปถึงหลอดลมก็จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลม แล้วหลอดลมก็จะตอบสนองด้วยการหดเกร็ง ทำให้เกิดอาการของหลอดลมตีบขึ้น ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้

 

โรคภูมิแพ้มีหลายชนิด

โรคภูมิแพ้แบ่งเป็นหลายชนิด ได้แก่ โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ผิวหนัง ภูมิแพ้ทางตา และแพ้อาหารโดยโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยคือโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ และโรคหืด สถิติในประเทศไทยเราพบว่า อุบัติการณ์ของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23 – 30 โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคหืดร้อยละ 10 – 15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหารร้อยละ 5

 

สาเหตุ

สาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะภูมิแพ้ คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่มีสารกระตุ้นภูมิแพ้ โดยสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญในคนไทยคือ ไรฝุ่น ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น มักอยู่ตามที่นอน พรม ม่าน ดังนั้นคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีพรม ม่านหรือแอร์ที่เก่า ไม่ค่อยได้ล้างก็อาจทำให้เป็นภูมิแพ้ หรือคนที่เป็นอยู่แล้วอาจมีผลทำให้อาการกำเริบได้

ดังนั้นคนที่ทำงานออฟฟิศอาจประสบกับภาวะนี้ เพราะต้องอยู่ในที่ทำงานที่มีสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นมาก อาจมีผลให้อาการของโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจกำเริบได้ นอกจากนี้การทำงานหนัก พักผ่อนน้อยมีผลทำให้อาการของโรคโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้กำเริบ และติดเชื้อหวัดได้ง่าย

 

วิธีสังเกต

วิธีสังเกตว่าเป็นโรคโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้หรือแพ้อากาศ จะมีอาการน้ำมูกใส โดยจะไหลออกมาหรือไหลลงคอ จาม คันจมูก อาจมีอาการไอเรื้อรังหรือกระแอม ซึ่งเกิดจากเสมหะไหลลงคอ บางคนมีอาการปวดศรีษะเรื้อรัง นอนกรน หรือถอนหายใจบ่อย ๆ ปากแห้ง บางคนมีอาการคันหัวตาโดยไม่มีอาการตาแดง ผู้ป่วยที่เป็นโรคโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้นั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่นว่า มีอาการคัดจมูกในเวลากลางคืนทำให้นอนอ้าปากหายใจ จึงตื่นมาด้วยอาการปากแห้ง รู้สึกเหมือนนอนหลับไม่สนิท คุณภาพการนอนหลับลดลง ทำให้ร่างกายไม่สดใสตื่นตัว มีผลกระทบต่อการทำงาน อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ อย่างไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ หรือนอนกรน นอกจากนี้ในคนที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้อาจพบว่ามีโรคหืดร่วมด้วยในคนเดียวกัน ทำให้มีอาการไอบ่อย เหนื่อยง่าย หายใจดังวี้ด

หากสังเกตตัวเองว่ามีอาการเข้าได้กับภาวะเหล่านี้ ก็สามารถดูแลตนเองได้โดย การควบคุมสิ่งแวดล้อม การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ จัดบ้านและที่ทำงานให้เหมาะสม ไม่ควรมีพรมหรือม่านในที่ทำงาน ควรใช้มู่ลี่จะดีกว่า ทำความสะอาดแอร์ในที่ทำงานสม่ำเสมอ นอกจากนี้ไม่ควรปรับลดยาเอง ให้ใช้ยาสม่ำเสมอ โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจนั้นอาการจะกำเริบได้ง่ายหากอดนอน ดังนั้นควรพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้อาการของโรคดีขึ้น

 

 

สำหรับท่านที่มีสมาร์ทโฟน สามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลตนเอง การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น และการใช้ยาได้ที่แอพพลิเคชั่นที่หมอและทีมงานของชมรมผู้ป่วยโรคหืดธรรมศาสตร์พัฒนาขึ้นมาเรียกว่า แอสมาแคร์ (Asthma Care) ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแอพได้ฟรี โดยใช้คำค้นหาเช่น หืด หอบ การพ่นยา การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น  เป็นต้น

 

ศ. พญ. อรพรรณ โพชนุกูล
ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหืด โรคภูมิแพ้ และโรคระบบหายใจ
โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
ภาพประกอบจาก : https://www.wowamazing.com

 


โรคกรดไหลย้อน.jpg

โรคกรดไหลย้อน (Gastro Esophageal Reflux Disease: GERD) เป็นโรคที่เกิดจากกรดในกระเพาะอาหาร (Stomach acid) ซึ่งอยู่ในรูปของน้ำย่อย (Gastric juice) น้ำดี (Bile) อื่น ๆ ไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหาร ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่ทนต่อกรด ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณหลอดอาหารเกิดการอักเสบ หากเกิดขึ้นบ่อย ๆโดยไม่ได้รับการแก้ไขการอักเสบจะรุนแรงขึ้น จนเกิดความผิดปกติตามมา เช่น หลอดอาหารเป็นแผล เกิดการตีบแคบ และสามารถพัฒนาเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้  ทั้งนี้ในภาวะปกติหลอดอาหารจะมีการบีบตัว (Peristalsis) เพื่อไล่อาหารลงสู่กระเพาะอาหาร โดยมีหูรูด (Lower esophageal sphincter – LES) และกระบังลมที่ทำงานสัมพันธ์กัน  คอยปิดเพื่อป้องกันการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหาร ในคนปกติทั่วไปสามารถมีกรดไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหารได้ แต่มักไม่ทำให้เกิดอาการหรือรอยโรคใด ๆ มากมายกับหลอดอาหาร  แต่ในกรณีที่หูรูดดังกล่าวทำงานบกพร่อง  กรดดังกล่าวจึงสามารถไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองต่อหลอดอาหาร และอวัยวะส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ทั้งนี้โรคกรดไหลย้อน สามารถพบได้ในทุกช่วงวัย แต่มักพบกลุ่มคนวัยทำงาน เนื่องจากมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคดังกล่าว  

 

อาการ

อาการที่พบบ่อยมีดังนี้

  • การปวดแสบปวดร้อนบริเวณอก (heartburn) โดยเฉพาะหลังกินอาหาร อาจแย่ลงในตอนกลางคืน
  • การจุกเสียดแน่นท้องคล้ายอาหารไม่ย่อย เรอบ่อยเรอเปรี้ยว แสบคอ บางครั้งรู้สึกแน่นคอเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ ทำให้มีอาการแสบคอและกลืนอาหารได้ลำบาก นอกจากนี้ในกรณีที่มีกรดไหลย้อนในตอนกลางคืน ยังสามารถพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย
  • ไอเรื้อรัง เสียงแหบในตอนเช้า เจ็บคอเรื้อรัง มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุ ในบางรายกรดไหลย้อนขึ้นมาถึงโพรงหลังจมูก เกิดไซนัสอักเสบเรื้อรัง นอกจากนั้นกรดไหลย้อนยังอาจทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดมีอาการกำเริบได้

ในเด็กมักพบอาการไอเรื้อรัง อาการหอบเหนื่อยโดยเฉพาะตอนกลางคืน อาจมีอาการปอดอักเสบ มีอาการอาเจียนหลังจากการดื่มนม อาจมีภาวะซีดเนื่องจากมีเลือดออกบริเวณหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร น้ำหนักลด การเจริญเติบโตช้าผิดปกติ

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร

  • เมื่อมีอาการแน่นหน้าอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการร้าวปวดกรามหรือปวดแขน เหนื่อยมากขึ้น เพราะอาการดังกล่าวอาจเกี่ยวเนื่องกับโรคหัวใจได้
  • เมื่อมีกลืนลำบาก อาการแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย เรอเปรี้ยว โดยเฉพาะหลังทานอาหาร

 

สาเหตุ

สาเหตุหลักเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดตรงส่วนปลายของหลอดอาหาร (Lower Esophageal Sphincter – LES) เช่น หูรูดหย่อนและปิดไม่สนิท ทำให้กรดและอาหารที่ยังย่อยไม่สมบูรณ์ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร สำหรับปัจจัยที่ทำให้หูรูดบริเวณดังกล่าวหย่อน ได้แก่

  • การดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ การสูบบุหรี่ ซึ่งนอกจากเป็นสาเหตุให้หูรูดหย่อนแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดกรดไหลย้อน โดยลดการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนาน เพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารอีกด้วย
  • โรคเบาหวาน
  • โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือโรคถุงลมโป่งพอง ที่ทำให้มีอาการไอบ่อย ๆ การไอบ่อย ๆ เป็นชุด ๆ ทำให้เกิดกดไหลย้อนได้
  • สาเหตุทางด้านสรีระวิทยา เช่น การมีรูปร่างอ้วน หญิงในขณะตั้งครรภ์ การใส่กางเกงรัดรูปเป็นประจำ สรีระดังกล่าวเป็นการเพิ่มแรงดันบริเวณช่องท้อง ทำให้เพิ่มโอกาสในการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารขึ้นสู่หลอดอาหาร
  • สาเหตุด้านพฤติกรรมการกิน เช่น การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การรับประทานอาหารมัน อาหารทอด อาหารรสจัด และอาหารที่ย่อยยาก ๆ เช่น เนื้อสัตว์ ตลอดจนการรับประทานอาหารครั้งละมาก ๆ โดยเฉพาะมื้อก่อนนอน ล้วนเพิ่มโอกาสในการเป็นกรดไหลย้อนได้
  • โรคเครียด และซึมเศร้า เป็นการเพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร มีโอกาสเป็นกรดไหลย้อนได้

 

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยเบื้องต้น สามารถทำได้โดยการซักประวัติและสอบถามอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก หากไม่พบสาเหตุหรืออาการที่ชัดเจน แพทย์จะพิจารณาการตรวจชนิดอื่นเพิ่มเติม เช่น

  • การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น (Esophagogastroendoscopy) เพื่อตรวจความรุนแรงของการอักเสบ แผล รอยตีบ ในหลอดอาหารรวมถึงกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้น หรือโรคแทรกซ้อนที่อาจพบ เช่น แผลในกระเพาะ เนื้องอก รวมถึงการตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมได้
  • การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร (Esophageal Manometry) เพื่อตรวจดูการบีบตัวของหลอดอาหาร โดยใช้เครื่องวัดความดันบริเวณผนังของหลอดอาหาร อีกทั้งยังช่วยดูการสำลักและการหย่อนของหูรูดได้

 

การรักษา

แนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อน แพทย์สามารถพิจารณาเริ่มจาก

  1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรค อาทิ การเลิก แอลกอฮอล์ กาแฟ การสูบบุหรี่ การควบคุมน้ำหนัก การรับประทานอาหารให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงอาหารมื้อก่อนนอน ในบางรายที่มีอาการรุนแรง
  2. เคี้ยวอาหารในแต่ละคำให้ละเอียดมาก ๆ ก่อนกลืน
  3. รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัด ไม่เปรี้ยว หลีกเลี่ยงอาหารในกลุ่มที่มีเส้นใย fiber มาก และถั่ว ซึ่งจะทำให้ย่อยยากท้องอืด
  4. การรับประทานยาร่วมด้วย ยาที่ใช้ในการรักษาแบ่งได้หลายกลุ่ม ได้แก่
    • ยาลดกรด ใช้บรรเทาอาการปวดแสบท้อง ยายับยั้งการหลั่งกรด ที่ใช้บ่อย ๆ เช่น ยายับยั้งการหลั่งกรดในกลุ่มโปรตอนปั๊มอินฮิบิเตอร์ (Proton Pump Inhibitors) เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรัง
    • ยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของทางเดินอาหาร (prokinetic drugs) จะช่วยให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านจากหลอดอาหารไป กระเพาะ และลำไส้เล็กได้รวดเร็วขึ้น
  5. การผ่าตัดทางหน้าท้องหรือผ่อนกล้อง เพื่อซ่อมแซมหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารจะช่วยป้องกันกรดไหลย้อนได้ แพทย์จะพิจารณารักษาผู้ป่วยที่มีอาการกรดไหลย้อนรุนแรง ไม่สามารถหายได้ด้วยการใช้ยา หรือผู้ป่วยที่อาจมีอาการกลับมาเป็นซ้ำหลังจากการหยุดยา

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  1. ปรับลดพฤติกรรมเสี่ยงควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยพฤติกรรมเสี่ยงที่ควรปรับปรุง เช่น
    • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำย่อยหลั่งในขณะที่ท้องว่าง
    • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร เช่น อาหารมัน อาหารทอด อาหารรสจัด เครื่องดื่มที่มี gas
    • หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดลมในทางเดินอาหาร เช่น ถั่วทุกชนิด มันฝรั่งแห้ง ผักที่ย่อยยาก เช่น แตงกวา ดอกกะหล่ำ หัวหอม บร็อคโคลี่ ผลไม้ที่ย่อยยาก เช่น ลูกเกด กล้วย ฝรั่ง มะม่วงดิบ ลูกพรุน เป็นต้น
    • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนย ครีม ซอสครีม นม เป็นต้น ทั้งนี้เครื่องดื่มเหล่านี้อาจทำให้หูรูดหย่อนตัว รวมถึงลดการบีบตัวของทางเดินอาหาร ทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น
    • การรับประทานอาหารแต่ละมื้อควรทานอาหารปริมาณพอเหมาะ หรือการแบ่งเป็นมื้อย่อย ๆ ไม่ควรทานอาหารจนเต็มกระเพาะ และไม่ควรนอนหรือนั่งนาน ๆ ทันทีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ควรทำกิจกรรมอื่น ๆ ในท่ายืน และเดิน อย่างน้อย ครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะนั่งหรือ 3 ชม. ก่อน นอนหลับ และควรนอนท่าตะแคงซ้าย
    • ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เนื่องจากสารนิโคตินในบุหรี่จะไปกระตุ้นให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น
    • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม รวมถึงการไม่ใส่เสื้อผ้ารัดรูป อันเป็นการเพิ่มแรงดันที่กดช่องท้อง เพิ่มโอกาสในการที่กรดไหลย้อนสูงขึ้น
  2. กรณีที่แพทย์พิจารณาให้ใช้ยา รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และหากมีอาการรุนแรงขึ้นหรือมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นอก ไอเรื้อรังรักษาไม่หายและเจ็บแสบคอมากกว่าปกติ เจ็บเวลากลืนหรือกลืนแล้วติดคอ สำลักบ่อย อาเจียนบ่อย อาเจียนเป็นเลือด ปวดท้องรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที

 

ทั้งนี้การปรับลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่ถูกโภชนาการ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ การตรวจสุขภาพตามความจำเป็น นอกจากจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคกรดไหลย้อนแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดโรคชนิดอื่น ๆ ไปอีกทางด้วย

 

พ.อ. นพ. ยศวีร์ วงศ์เจริญ
อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
แหล่งที่มา : รศ.นพ. สุเทพ กลชาญวิทย์ โรคกรดไหลย้อน บทความวิชาการ จัดทำโดยสมมาคมประสาททางเดินอาหาร และการเคลื่อนไหวไทย   www.mayoclinic.org   www.medicalnewstoday.com   www.pobpad.com   th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


โรคสะเก็ดเงิน.jpg

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) นั้น เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง พบได้ทั้งเพศชายและหญิง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการของโรคเมื่ออายุ 30 – 40 ปี มีผู้เป็นโรคนี้ประมาณร้อยละ 1 – 3 ของประชากรทั่วโลก สาเหตุของโรคเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมเป็นพื้นฐาน มีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างกระตุ้นให้เกิดอาการแสดงทางผิวหนังและข้อ

อาการผื่นผิวหนังอักเสบมีหลายรูปแบบที่พบบ่อย คือ ผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง ลอกเป็นขุย เป็น ๆ หาย ๆ คนไข้บางรายเป็นเฉียบพลัน แล้วผื่นก็หายไป บางรายเป็นผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจพบ คือ เล็บผิดรูป หรือมีอาการปวดข้อตามหลังอาการผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยน้อยรายที่มีอาการปวดข้อนำมาก่อน บางครั้งอาจเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับอาการผื่นผิวหนังอักเสบ พบมากในวัยผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก

 

 

ทำไมถึงเรียกสะเก็ดเงิน 

ที่ชื่อ “โรคสะเก็ดเงิน” เพราะลักษณะของผื่นจะเป็นปื้นหรือตุ่มสีแดง ขอบเขตชัดเจน บนผิวของผื่นผิวหนังอักเสบจะมีสะเก็ดสีขาวคล้ายเงินปกคลุมอยู่ เมื่อแกะเกาสะเก็ดให้หลุดลอกออกจากผิวหนังจะเห็นจุดเลือดออกบนผิวของผื่นที่อักเสบแดง ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของโรคนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีตุ่มหรือปื้นแดงที่มีสะเก็ดสีขาวให้เห็น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะของโรค

 

ปัจจัยที่ทำให้อาการกำเริบ

  • ความเครียด เป็นสาเหตุสำคัญและพบบ่อยที่สุดประมาณร้อยละ 70
  • การแกะเกา เสียดสี ขูดขีดผิวหนัง
  • ได้รับสารเคมีที่เป็นพิษ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และเสพยาเสพติด
  • ติดเชื้อไข้หวัด หรือเชื้อฝีหนองอื่น ๆ

 

พบอาการของโรคที่อวัยวะใดบ้าง

โรคสะเก็ดเงินจะเกิดอาการกับอวัยวะาง ๆ หลายแห่งดังนี้

  1. ผิวหนังตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
    บางรายมีตุ่มหรือปื้นผิวหนังอักเสบเฉพาะที่ศอก เข่า แขน ขา เพียง 2 – 3 แห่งเท่านั้น หรืออาจเป็นผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณข้อพับ เช่น ขาหนีบ ร่องก้น มีตุ่มหนองตามฝ่ามือฝ่าเท้าหรือเฉพาะที่ปลายนิ้วมือหรือเท้าคนไข้ที่มีอาการรุนแรง จะมีผื่นผิวหนังอักเสบแดงทั่วทั้งตัวและลอกเป็นสะเก็ด อันเป็นสาเหตุของการเสียโปรตีนไปกับสะเก็ดผิวหนัง นอกจากนี้ยังเสียความร้อนในร่างกายหรือน้ำทางผิวหนังมากกว่าปกติ ทำให้อ่อนเพลีย หนาวสะท้าน เพราะเสียความร้อนออกทางผิวหนังตลอดเวลา บางรายเป็นไข้ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ เกิดตุ่มหนองกระจายทั่วตัว

  1. เล็บมือและเล็บเท้า
    เล็บของคนไข้จะมีความผิดปกติได้หลายรูปแบบ เช่น ผิวเล็บเป็นหลุมเล็ก ๆ จนถึงเล็บผิดรูปขรุขระทั้งเล็บ นอกจากนี้บางรายอาจมีเล็บหนา เป็นขุยขาวใต้เล็บ เล็บล่อน เป็นต้น

  1. ข้อต่อของแขนขาทุกตำแหน่ง รวมทั้งข้อกระดูกสันหลัง
    อาการข้ออักเสบมักเกิดตามหลังผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เป็นมานานนับปี หรืออาจเกิดพร้อม ๆ กับผื่นผิวหนังอักเสบ ผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีอาการทางข้ออักเสบนำมาก่อน ข้อที่เกิดการอักเสบบ่อย ๆ คือ ข้อนิ้วมือส่วนปลาย ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อกระดูกคอ โดยทั่วไปหากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องจะเกิดการพิการของข้อตามมาได้

 

การรักษา

ปัจจุบันได้มีการพัฒนายาใหม่ ๆ ทั้งยาทาและยารับประทานที่ได้ผลดีในการรักษาเป็นจำนวนมาก วิธีรักษาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

  1. ผื่นเป็นน้อย ผื่นผิวหนังอักเสบไม่เกิน ร้อยละ 10 ของพื้นที่ผิวหนัง จะใช้ยาทาเป็นหลัก ยาทากลุ่ม สเตียรอยด์ เป็นยาที่แพทย์ทั่วไปนิยมใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมากที่สุด เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง ได้ผลเร็ว สะดวกในการใช้ ราคาไม่แพงนัก และไม่ระคายเคือง ถ้าใช้ในระยะสั้นมักจะไม่เกิดผลเสียที่รุนแรง แต่ถ้าใช้สเตียรอยด์ชนิดแรงติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผลเสียได้ เช่น ผิวหนังฝ่อ หลอดเลือดขยายตัว ผิวแตก ผิวขาว และการดื้อยา นอกจากนั้นโรคยังกลับเป็นซ้ำได้  ดังนั้นการใช้ยาดังกล่าวควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ถ้าจะซื้อใช้เองต้องมีความรู้เรื่องยาสเตียรอยด์เป็นอย่างดี
  2. ผื่นเป็นมากเกิน ร้อยละ 10 – 20 ของพื้นที่ผิวหนัง จำเป็นต้องใช้ยารับประทานและใช้แสงแดดเทียมในการรักษา ข้อจำกัดที่สำคัญของการใช้ตู้แสงแดดเทียมคือ คนไข้ต้องมารับการรักษาที่โรงพยาบาลประมาณ 2 – 4 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 2 – 3 เดือนติดต่อกัน

 

รศ. นพ. ป่วน สุทธิพินิจธรรม
ภาควิชาวิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ที่มา : www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=706


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง.jpg

ปัจจุบันโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) ได้กลายเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของโลก เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตต่ำ และอัตราการเสียชีวิตสูง นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ ยังมีมูลค่าที่สูงมาก โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ในระยะที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต หรือที่เราเรียกง่าย ๆ ว่า การล้างไต (dialysis) โดยข้อมูลของประเทศไทยในปัจจุบันมีผู้ป่วยที่กำลังได้รับการล้างไตอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 70,000 คน และมีจำนวนผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นถึงประมาณปีละ 16,000 คน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้รวมถึงผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรก ๆ อีกจำนวนมากที่ยังไม่แสดงอาการแต่มีโอกาสที่จะเกิดไตเสื่อมลงจนต้องกลายเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายในอนาคต โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์มากที่สุดถ้าได้รับการตรวจวินิจฉัยโรคไตให้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ  เพื่อที่จะได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมสามารถชะลอการเสื่อมของไตออกไปได้

 

คำจำกัดความและการแบ่งระยะของโรคไตเรื้อรัง (Definition and classification of CKD)

การจะวินิจฉัยผู้ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังจะต้องตรวจพบความผิดปกติทางด้านโครงสร้างหรือการทำงานของไตอย่างใดอย่างหนึ่งมานานกว่า 3 เดือนดังต่อไปนี้

  1. มีหลักฐานที่แสดงถึงการที่ไตถูกทำลาย (kidney damage) เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน โดยที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ การตรวจพบไข่ขาวในปัสสาวะ (albuminuria) มากกว่า 30 มก./วัน หรือ
  2. อัตรากรองของเสียของไต (glomerular filtration rate: GFR) ลดลงต่ำกว่า 60 มล./นาที/1.73 ตร.ม. ค่าปกติประมาณ 90-110 ทำให้แพทย์บางคนเรียกค่า GFR นี้ว่า เปอร์เซ็นต์การทำงานของไตเพื่อให้ผู้ป่วยเห็นภาพได้ง่าย

ในปัจจุบันเราแบ่งระยะของโรคไตเรื้อรังออกตามระดับของ GFR (% การทำงานของไต) และระดับของไข่ขาวปัสสาวะ แต่โดยทั่วไปในทางปฏิบัติแพทย์โรคไตจะแจ้งผู้ป่วยตามระยะของ GFR  เป็นหลักซึ่งแบ่งออกเป็นระยะที่ 1 ถึง 5 ซึ่งในระยะที่ 5 (GFR < 15 มล./นาที/1.73 ตร.ม.) จะเป็นระยะที่ผู้ป่วยต้องเตรียมตัวเข้ารับการล้างไต โดยข้อมูลจากการศึกษาของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยพบว่า ประชากรมีโรคไตเรื้อรังจำนวนสูงถึงร้อยละ 17.5 % โดยแบ่งเป็นระยะที่ 1 และ 2 ร้อยละ 8.9 และระยะที่ 3-5 อีก ร้อยละ 8.6

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าประชากรไทยมีภาวะโรคไตเรื้อรังสูงถึงร้อยละ 17.5 ซึ่งในผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะยังไม่แสดงอาการจนกว่าจะเข้าสู่ระยะท้าย ๆ (GFR น้อยกว่า 30 มล./นาที/1.73 ตร.ม. หรือระยะที่ 4 และ 5) ซึ่งเป็นระยะที่ไม่สามารถชะลอการล้างไตออกไปได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของการดูแลรักษาโรคไตเรื้อรังคือ การตรวจคัดกรองหาความผิดปกติของไตที่ซ่อนอยู่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นแม้ว่าจะไม่มีสัญญาณหรืออาการใด ๆ

 

“ใครบ้างควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรัง”

ผู้ป่วยที่ควรเข้ารับการตรวจหาโรคไตเรื้อรังคือ กลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ดังต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
  • ตรวจพบนิ่วในไต
  • เคยได้รับสารพิษหรือยาที่ทำลายไต (โดยเฉพาะยาแก้ปวดและสมุนไพร)
  • มีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • มีประวัติโรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำหลายครั้ง
  • มีประวัติโรคไตเรื้อรังในครอบครัว
  • อายุมากกว่า 60 ปี

 

“การตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรัง ต้องตรวจอะไรบ้าง”

โดยทั่วไปการตรวจหาความผิดปกติของไตทำได้ไม่ยาก ซึ่งการตรวจสุขภาพประจำปีทั่วไปจะรวมการตรวจสุขภาพไตขั้นต้นอยู่แล้ว ได้แก่

  1. วัดความดันโลหิต
  2. ตรวจปัสสาวะ โดยเฉพาะการตรวจหาไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะ
  3. ตรวจเลือดหาระดับ “คริอะตินิน” เพื่อไปคำนวณค่า GFR (% การทำงานของไตที่เหลืออยู่)

ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้สามารถบอกได้ขั้นต้นว่ามีโรคไตระยะแรกซ่อนอยู่หรือไม่ ซึ่งการตรวจร่างกายประจำปีของกองเวชศาสตร์ป้องกัน กรมแพทย์ทหารอากาศ ได้มีการตรวจครบทั้ง 3 อย่างในข้าราชการที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปี ขึ้นไป โดยหากตรวจพบว่า มีความผิดปกติของไตก็ควรที่จะพบอายุรแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของไตตลอดจนป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ

 

“กลเม็ดเคล็ดลับ ทำอย่างไร ไตไม่วาย”

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เป็นโรคไตเรื้อรัง หรือมีแค่ความผิดปกติของไตระยะแรก ๆ นั้น เรามีกลเม็ดเคล็ดลับป้องกันไตวายอะไรบ้าง มาดูกันดังนี้

  1. ทำการตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรังและติดตามค่าการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยง
  2. รักษาโรคเรื้อรังที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไต ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เอสแอลอี โรคเก๊าท์ นิ่วในไต การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ ๆ ควรพบแพทย์และตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
  3. ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ควรควบคุมความดันโลหิต ให้ไม่เกิน 130/80 มม.ปรอท
  4. ผู้ป่วยเบาหวาน ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำกว่า 130 มก.ต่อเดซิลิตร หรือระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) < 7 %
  5. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เป็น “สาเหตุของไตเสื่อมเฉียบพลัน” เช่น ป้องกันอย่าให้เกิดโรคเก๊าท์กำเริบ หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกระดูก ยาหม้อ และสมุนไพร
  6. รับประทานอาหารเค็มต่ำ (low salt) เกลือโซเดียม 2 กรัม (เทียบเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา) โดยอาหารที่มีเกลือสูง ได้แก่ อาหารแปรรูปทั้งหลาย เช่น ปลาเค็ม ปลาร้า ผักดอง ผลไมดอง เต้าเจี้ยว น้ำบูดู กะปิ ผงชูรส หมูแผ่น หมูหยอง ไส้กรอก แฮม เบคอน ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ รวมไปถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูป จำพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊ก เป็นต้น
  7. สนใจสุขภาพตนเองกินอาหารที่มีคุณค่าสูง ออกกำลังกายเป็นประจำควบคุมน้ำหนักตัวให้ดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ พักผ่อนให้เพียงพอ งดสูบบุหรี่

 

น.อ. นพ. พงศธร คชเสนี
อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุยเดช
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


อุจจาระร่วง-Diarrhea.jpg

อาการอุจจาระร่วง (Diarrhea) เป็นอาการที่พบบ่อย ซึ่งเกือบทุกคนคงเคยมีอาการนี้มาก่อน บางคนอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ความจริงแล้วอาการอุจจาระร่วงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ไตวายหรือถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ หรืออาจมีการระบาดเป็นวงกว้างทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุที่สำคัญของการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะยาต้านจุลชีพ ทำให้มีการเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นและยังนำไปสู่การเกิดเชื้อจุลชีพดื้อยา

 

สาเหตุ

สาเหตุของอาการนี้มักเกิดจากสารพิษหรือเชื้อโรค ซึ่งอาจจะมีอยู่ตั้งแต่แรกในอาหารหรือน้ำที่เรารับประทาน หรือปนเปื้อนภายหลังจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือที่ปนเปื้อนแล้ว ไม่ได้ล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร ซึ่งเรามักเรียก กลุ่มอาการอุจจาระร่วงที่มีสาเหตุมาจากอาหารหรือน้ำว่า “โรคอาหารเป็นพิษ” นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้มีอาการอุจจาระร่วงได้ เช่น บางคนรับประทานนมแล้วไม่ย่อย ยาบางชนิด เช่น ยาที่เป็นน้ำเชื่อม ยาปฏิชีวนะ หรือโรคลำไส้บางชนิดก็ทำให้มีอุจจาระร่วงได้

บางครั้งท่านอาจจะสงสัยว่าทั้ง ๆ ที่รับประทานอาหารสุกแล้วก็ยังเกิดอาหารเป็นพิษ ทำให้มีท้องเสีย อาเจียนได้ ทั้งนี้เพราะสารพิษบางชนิดที่ตกค้างอยู่ในอาหารหรือน้ำมีความทนทานต่อความร้อน กรณีนี้มักพบในอาหารปรุงสุก แล้วปล่อยทิ้งค้างไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้เก็บรักษาให้เหมาะสม เช่น ข้าวผัด หลังผัดทิ้งไว้ค้างคืนโดยไม่ได้ใส่ตู้เย็นที่อุณหภูมิเหมาะสมแล้วนำมาอุ่น เชื้อจุลชีพที่เจริญในระหว่างนี้อาจปล่อยสารพิษไว้ เมื่อนำไปอุ่นความร้อนสามารถทำลายเชื้อจุลชีพได้ แต่ไม่สามารถทำลายสารพิษที่ตกค้างได้ ดังนั้นนอกจากต้องใส่ใจกับความสุก ความสะอาดของอาหาร และสุขอนามัยของผู้ปรุงอาหารหรือบริกรแล้ว ขั้นตอนในการเก็บรักษาอาหารเพื่อนำมาบริโภคซ้ำก็มีความสำคัญเช่นกัน

 

อาการ

ในทางการแพทย์ เราให้คำนิยามของอาการอุจจาระร่วงว่า คือ การถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเป็นมูกเลือด 1 ครั้งหรือมากกว่า ผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วงอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง แน่นท้อง บางรายอาจมีไข้ ผู้ป่วยอาจมีอาการเนื่องจากการขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง กระหายน้ำ หน้ามืด ในรายที่มีขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงอาจมีปัสสาวะออกน้อย ซึมลง สับสน ความดันโลหิตต่ำได้

เราพอจะแบ่งกลุ่มอาการอุจจาระร่วงออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

  • กลุ่มที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่น โดยมีสาเหตุใหญ่อยู่ 2 สาเหตุ คืออาหารเป็นพิษจากสารพิษที่ทนความร้อนและการติดเชื้อ ไวรัสในระบบทางเดินอาหาร กรณีของที่เกิดจากสารพิษที่ทนต่อความร้อน ผู้ป่วยมักมีอาการหลังรับประทานอาหารประมาณ 6 – 24 ชั่วโมง โดยมักมีประวัติรับประทานอาหารที่ทิ้งค้างไว้นาน ผู้ป่วยมักเริ่มต้นด้วยอาการอาเจียนมากร่วมกับปวดท้อง ต่อมาจึงมีถ่ายอุจจาระร่วงซึ่งมักเป็นไม่รุนแรง ส่วนกรณีของการติดเชื้อ ไวรัสในระบบทางเดินอาหารมักพบในเด็ก ส่วนใหญ่ติดต่อทางน้ำดื่มและอาหาร มีระยะฟักตัวประมาณ 18 – 72 ชั่วโมง มักเริ่มด้วยไข้ต่ำ ๆ ไอ หวัดเล็กน้อย ซึ่งมักเป็นอยู่ 1 – 2 วัน ต่อจากนั้นจะมีอาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และมีอาการอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ แต่จะไม่มีมูกเลือด
  • กลุ่มที่มีอาการอุจจาระร่วงเป็นอาการเด่น แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กลุ่มที่อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำกับกลุ่มที่ถ่ายเป็นมูกปนเลือด ทั้งสองกลุ่มส่วนมากเกิดการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มที่อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เข้าไปสร้างสารพิษในลำไส้ ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้ เช่น อหิวาตกโรค ส่วนกลุ่มที่ถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด มักจะมีอาการไข้ ปวดท้อง หรือปวดเบ่งที่ทวารหนัก ถ่ายบ่อย โดยถ่ายแต่ละครั้งปริมาณไม่มาก ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นโรคบิด เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลามเข้าไปในผนังลำไส้ ทำให้มีลำไส้อักเสบ

 

การรักษา

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการอุจจาระร่วง มักเป็นชนิดที่อาการไม่รุนแรง อาจมีถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำปนเนื้อประมาณ 5-6 ครั้งต่อวัน ไม่มีอาการของการขาดน้ำหรือเกลือแร่ เช่น ไม่มีอาการอ่อนเพลีย กระหายน้ำ หน้ามืด หรือซึมลง มักจะไม่มีไข้หรือมีเพียงไข้ต่ำ ๆ อาจจะมีปวดท้องหรืออาเจียนมากในระยะแรก แต่อาการมักจะดีขึ้นได้เองใน 1-2 วัน ผู้ป่วยในกลุ่มนี้อาจดูแลตัวเองไปก่อนได้โดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ มุ่งเน้นที่การทดแทนน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอโดยการดื่มน้ำเกลือแร่ และรับประทานยารักษาตามอาการ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านจุลชีพ การรับประทานอาหารถ้าอุจจาระร่วงไม่มาก สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ถ้ามีอาการมากแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุป น้ำผลไม้ นมถั่วเหลือง ส่วนนมสดไม่ควรรับประทานเพราะอาจทำให้อุจจาระร่วงมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด และไม่ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก

ยาที่อาจรับประทานได้โดยไม่ต้องพบแพทย์ ได้แก่ ยากลุ่มที่มีการออกฤทธิ์ดูดซับสารพิษ เช่น kaolin, pectin, activated charcoal ซึ่งเป็นยาที่ปลอดภัย แต่ลดปริมาณอุจจาระได้ไม่มาก ไม่ทำให้อุจจาระร่วงหายเร็วขึ้น แต่ทำให้อุจจาระมีลักษณะเป็นเนื้อมากขึ้น ส่วนยากลุ่มที่ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น  loperamide (Imodium) สามารถทำให้ถ่ายอุจจาระน้อยครั้งลง ยานี้ห้ามใช้ในรายที่ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดหรือมีไข้สูง อาจรับประทานในรายที่ต้องทำงานต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดงานได้หรือต้องเดินทางไกล แต่ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจทาให้ท้องอืด แน่นท้อง จึงไม่ควรรับประทานเกิน 1 – 2 เม็ดต่อวัน กรณีที่รับประทานแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ ถ้ามีอาการปวดมวนท้องอาจรับประทานยา hyoscine (Buscopan) ซึ่งมีฤทธิ์ลดอาการบีบเกร็งของลำไส้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากอาการปวดท้องอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่มีอันตราย ดังนั้นถ้าปวดท้องรุนแรง มีไข้ ถ่ายมีมูกปนเลือด หรือรับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

 

ข้อแนะนำ

ผู้ป่วยอุจจาระร่วงที่ควรปรึกษาแพทย์ ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอาการนานกว่า 2 วัน มีอาการของการขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น กระหายน้ำ ปากแห้ง อ่อนเพลีย เวียนศีรษะหน้ามืด ปัสสาวะออกน้อย มีอาการปวดท้องหรือปวดเบ่งรุนแรง ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือมูกปนเลือด และผู้ป่วยที่มีไข้สูง นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอาจพิจารณาพบแพทย์เร็วขึ้น

 

การป้องกัน

การป้องกันอาการอุจจาระร่วง ได้แก่ รับประทานอาหารและน้ำที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่อาหารสดที่ซื้อมา การเก็บรักษา การเตรียมหรือปรุงอาหาร สถานที่ในการเตรียมอาหาร การล้างมือบ่อย ๆ ขณะเตรียมอาหาร โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสของสด อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ถ้าปล่อยทิ้งค้างไว้นานควรเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม นอกจากนี้การล้างมือก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการป้องกันอาการอุจจาระร่วง ทั้งนี้เพราะมือของเราอาจสัมผัสกับเชื้อจุลชีพที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม จึงควรล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังรับประทานอาหาร และภายหลังกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจทำให้มือปนเปื้อน เช่น หลังเข้าห้องน้า หลังปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม

 

น.อ. นพ. ธนาสนธิ์ ธรรมกุล
หน่วยโรคติดเชื้อ กองอายุรกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


ไข้หวัด-edit.jpg

ไข้หวัด หรือโรคหวัด (Common Cold) เป็นโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ประกอบด้วย จมูก คอ ไซนัส กล่องเสียง พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเด็กมีโอกาสติดเชื้อหวัดได้ง่ายกว่า โดยเฉลี่ยปีละ 6 – 12 ครั้ง เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายยังไม่เต็มที่ ส่วนผู้ใหญ่ติดเชื้อหวัดโดยเฉลี่ยปีละ 2 – 3 ครั้ง

 

สาเหตุ

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อหวัดซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ โดยมีเชื้อไวรัสมากกว่า 200 ชนิดจาก 8 กลุ่มด้วยกัน โดยกลุ่มที่พบมากที่สุด คือ กลุ่มไรโนไวรัส (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิด นอกจากนี้ยังมีไวรัสกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มโคโรนาไวรัส (Coronavirus) กลุ่มฮิวแมน พาราอินฟลูเอนซ่าไวรัส (Human para-influenza virus) กลุ่มอินฟลูเอนซ่าไวรัส (Influenza virus) กลุ่มอาร์เอสไวรัส (Respiratory syncytial virus-RSV) กลุ่มอะดีโนไวรัส (Adenovirus)  กลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) และกลุ่มเฮิร์บ ซิมเพลคไวรัส (Herpes simplex virus) เป็นต้น การเกิดโรคหวัดขึ้นในแต่ละครั้ง จะเกิดจากการได้รับเชื้อหวัดหรือเชื้อไวรัสเพียงชนิดเดียว หลังจากนั้นร่างกายจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสชนิดนั้น โดยการเกิดโรคหวัดในครั้งต่อไปจะเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสชนิดใหม่ เวียนไปเรื่อย ๆ

เนื่องจากเชื้อหวัดสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ทั้งผ่านทางการไอ จาม หายใจรดกัน ทำให้ละอองอากาศที่มีเชื้อหวัดลอยเข้าสู่ร่างกาย และการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ที่อาจติดอยู่ตามข้าวของ เครื่องใช้ที่ผู้ป่วยสัมผัส ภายหลังนำมือไปจับบริเวณตา ปาก และจมูกทำให้เชื้อหวัดเข้าสู่ร่างกาย  ทั้งนี้พบว่าการสัมผัสโดยตรงทำให้เกิดการติดเชื้อได้มากกว่าการหายใจเอาละอองอากาศเข้าไป นอกจากนี้คนบางกลุ่มยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อหวัดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เช่น เด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ การอยู่ในสถานที่แออัด ห้องเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก มีโอกาสสัมผัส ไอ จามใส่กันได้ง่าย เป็นการเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อหวัดมากขึ้น หรือในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพสะสม ผู้ที่ติดบุหรี่ สารเสพติด ล้วนเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น โดยส่วนใหญ่มักพบผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว แต่ยังไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์แน่ชัดว่าจากสาเหตุใด อากาศที่เปลี่ยนทำให้ระบบทางเดินหายใจมีความไวมากกว่าปกติ จึงทำให้มีการติดหวัดได้ง่ายในช่วงฤดูดังกล่าว

 

อาการ

อาการสำคัญของโรคไข้หวัด ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกใส ไอแห้ง ๆ อาจมีเสมหะด้วยเล็กน้อย มักเป็นเสมหะขาว เจ็บคอ หายใจไม่สะดวกจากเยื่อบุจมูกบวมหรือน้ำมูกอุดตัน อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ครั่นเนื้อตัว ในเด็กมักมีไข้ เด็กเล็กอาจมีการอาเจียนร่วมด้วย วัยผู้ใหญ่อาจไม่มีไข้หรือไข้อ่อน ๆ

ถ้าเป็นอยู่นานหลายวัน อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ ทำให้น้ำมูกเปลี่ยนจากใส เป็นน้ำมูกข้น สีเหลืองหรือเขียว อาจมีไข้สูงขึ้น และอาจมีอาการจากการที่เชื้อติดซ้ำลุกลามไปจนเกิดการอักเสบที่อวัยวะอื่น ๆ เช่น ทอนซิลบวมโต มีหนองจากการเป็นทอนซิลอักเสบ ปวดมึน หนักหน้าผาก โหนกแก้ม รวมถึงมีเสมหะข้นเหลืองเขียวจากการเป็นไซนัสอักเสบ เสียงแหบ เจ็บหน้าอก เสมหะขุ่นข้นจากการเป็นหลอดลมอักเสบ เป็นต้น

เมื่อไหร่จึงควรพบแพทย์
ผู้ใหญ่มีไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 2 วัน มีไข้ซ้ำหลังจากอาการไข้หายไปแล้ว เจ็บคออย่างรุนแรง หายใจมีเสียงหวีดและหายใจหอบเหนื่อย หรือ ปวดบริเวณโหนกแก้มหรือไซนัส ในเด็กแรกเกิด ถึง 12 สัปดาห์ มีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 1 วัน อาการของไข้หวัดรุนแรงมากขึ้น หรือรับการรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น มีอาการปวดหัว หรือไออย่างรุนแรง หายใจมีเสียงหวีด เด็กมีอาการง่วงนอนมากผิดปกติ ความอยากอาหารลดลง หรือมีอาการงอแงมากขึ้น

ทั้งนี้อาการไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ มีความคล้ายคลึงกัน แต่สามารถสังเกตความแตกต่างได้โดยอาการไข้หวัดใหญ่จะมีความรุนแรงมากกว่า อาการสำคัญคือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และรู้สึกไม่สบายตัวจนมีผลต่อการทำกิจวัตรประจำวันได้ ส่วนอาการไข้หวัดทั่วไป จะมีความรุนแรงไม่มาก มีเพียงอาการ ไข้ ไอและน้ำมูกไหล และเจ็บคอเป็นอาการเด่น

 

การวินิจฉัย

ผู้ป่วยโรคหวัดส่วนใหญ่ยังคงสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ในรายที่มีไข้สูงมาก อาการซับซ้อนหรือมีอาการรุนแรง ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยแยกโรค เนื่องจากมีโรคติดเชื้ออีกหลายชนิดที่อาการในระยะแรกคล้ายกับโรคหวัด  เช่น ไข้เลือดออก ไข้ออกผื่น เป็นต้น โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ อาการ ประวัติการระบาดของโรค และตรวจร่างกายในกรณีที่สงสัยว่าอาจไม่ใช่โรคหวัดทั่วไป ทั้งนี้การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจในเบื้องต้นจะแยกได้จากตำแหน่งที่แสดงอาการ เช่น โรคหวัดจะมีอาการทางจมูกเป็นหลัก โรคคอหอยอักเสบจะมีอาการบริเวณลำคอเป็นหลัก โรคหลอดลมอักเสบจะมีอาการไอเป็นหลัก โดยทั่วไปจะไม่สามารถระบุประเภทของไวรัสได้จากอาการ แพทย์อาจสั่งตรวจด้วยเอกซเรย์ และตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจน้ำมูก การตรวจเลือด เพื่อใช้ในการยืนยันผล หรือในรายที่มีไข้สูง แพทย์อาจสั่งตรวจเลือดครบ (Complete Blood Count) เพื่อแยกว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย หรือการตรวจดูค่าเกล็ดเลือด เพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก เป็นต้น

 

การรักษา

ไข้หวัดเป็นโรคที่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ในกรณีที่รู้แน่ชัดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา การรักษาจึงไม่มีวิธีการเฉพาะ โดยมักเป็นการปฏิบัติตัวของคนไข้ ร่วมกับการใช้ยาประคับประคองตามอาการ ยกเว้นถ้าแพทย์สงสัยว่าจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย  จึงจะให้ยาปฏิชีวนะ ในเบื้องต้นควรดูแลรักษา ดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหนัก ๆ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและอาการไข้หวัดรุนแรงขึ้นได้
  • สวมใส่เสื้อผ้าให้เพียงพอ ในการทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อและน้ำมูก การรับประทานอาหาร ช่วงแรก ๆ อาจเป็นอาหารอ่อน ที่ยังเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและฟื้นฟูร่างกายให้กลับสู่ปกติ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำก๊อกหรือน้ำอุ่น เช็ดตัวช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงที่ไข้ขึ้นสูง
  • อาจมีการรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น มีไข้ในผู้ใหญ่ ใช้ยาลดไข้ พาราเซตามอล มีอาการน้ำมูกมาก ใช้ยาลดน้ำมูก ยาแก้แพ้  มีอาการไอ ไม่มีเสมหะ เจ็บคอใช้ยาอม สมุนไพรหรือสเปรย์พ่นคอเพิ่มความชุ่มชื้น ลดอาการลงได้
  • ในกรณีที่มีการพิสูจน์ทราบว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ influenza A B แพทย์ สามารถที่จะสั่งยาต้านไวรัส โอเซลตามีเวีย ให้แก่ผู้ที่ได้รับเชื้อดังกล่าว โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 6 ขวบ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และหญิงตั้งครรภ์

สำหรับเด็กเล็ก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ และเภสัชกร ซึ่งจะมียาและอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะจะปลอดภัยที่สุด

  • ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจากไม่สามารถฆ่าเชื้อหวัดซึ่งเป็นเชื้อไวรัสได้ อีกทั้งการใช้ยาปฏิชีวนะอาจมีอาการแพ้และผลข้างเคียงกับผู้รับประทานยา เว้นแต่แพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนและมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อน ไข้หวัดแม้อาการจะไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ แต่โรคนี้อาจเป็นปัจจัยทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ หรือเกิดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไปยังอวัยวะใกล้เคียง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ ในกรณีที่มีการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง อาจทำให้เกิดภาวะปวดอักเสบนิวโมเนีย โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

บุคคลทั่วไป

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อหวัด โดยควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ติดเชื้อของผู้ป่วย หมั่นล้างมือก่อนการรับประทานอาหารหรือสัมผัสบริเวณหน้า เพื่อลดปริมาณเชื้อที่อาจเข้าสู่ร่างกายได้ทางตา ปากและจมูก หากต้องอยู่ใกล้กับผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัย (Mask) เพื่อป้องกันการรับเชื้อเข้าร่างกายทางการหายใจ
  2. หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ที่อยู่ในข่ายมีภูมิคุ้มกันต่ำ ไปยังสถานที่แออัด สถานที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูง ๆ เช่น โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
  3. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ช่วงเดือน มิถุนายน ก่อนเข้าหน้าฝน

ผู้ป่วย

  1. หมั่นล้างมือ หลังการไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก และควรสวมหน้าการอนามัยเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น
  2. หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังแหล่งชุมชน เนื่องจากในช่วงนี้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ ขณะเดียวกันยังเป็นการลดความเสี่ยงในการนำเชื้อหวัดไปแพร่ให้กับผู้อื่นได้

 

พ.อ. นพ. ยศวีร์ วงศ์เจริญ
อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
แหล่งที่มา : นพ.สุรเกียรติ อาชานุภาพ. ตำราการตรวจและรักษาโรคทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ.สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน, 2544.   www.mayoclinic.org   www.medicinenet.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


ไซนัสอักเสบ-Sinusitis.jpg

โรคที่พบได้บ่อยในหน้าฝน คือ โพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) ไข้หวัด (Common cold) และไซนัสอักเสบ (Sinusitis) ซึ่งโรคโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้มักมีอาการตลอดทั้งปี โดยจะมีอาการมากในหน้าฝนและหนาว อาการเด่น คือ คัดจมูก น้ำมูกใส นอนกรน ไม่มีไข้ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักเป็นหวัดบ่อยทำให้มีการติดเชื้อตามมาได้ โดยการแยกความแตกต่างระหว่างไข้หวัดและภูมิแพ้ คือ ภูมิแพ้ไม่มีไข้และอาการคงอยู่ตลอด ส่วนหวัดจะมีไข้ ไอ น้ำมูกและมักจะหายภายใน 7 – 10 วัน

โดยปกติในเด็กจะเป็นหวัดปีละ 4 – 6 ครั้ง โดยผู้ใหญ่เป็นหวัดปีละ 2 ครั้ง กรณีเป็นหวัดบ่อย หรือเรื้อรังเกิน 7 – 10 วัน ต้องระวังว่าจะมีภาวะไซนัสอักเสบแทรกซ้อนได้

 

ข้อมูลเบื้องต้น

ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) จัดอยู่ในกลุ่มโรคภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง โดยพบจำนวนผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคแพ้อากาศ

ไซนัส คือ โพรงอากาศที่อยู่ภายในกระดูกบริเวณรอบ ๆ หรือใกล้เคียงกับจมูก ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตำแหน่งเป็นคู่ ๆ คือ บริเวณหน้าผาก ใกล้กับหัวคิ้วทั้งสองข้าง บริเวณข้างจมูกทั้งสองข้าง บริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้าง และบริเวณกะโหลกศีรษะใกล้กับฐานสมอง โดยหน้าที่หลัก ๆ ของไซนัส คือ ช่วยในการปรับความดันของอากาศภายในโพรงจมูก ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของความดัน และสร้างสารคัดหลั่งที่ป้องกันการติดเชื้อของโพรงจมูกและไซนัส

ไซนัสอักเสบจะเกิดขึ้นเมื่อจมูกมีการติดเชื้อหรือมีการอักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากการเป็นหวัดไม่สบาย ส่งผลให้บริเวณท่อที่เชื่อมต่อระหว่างจมูกกับไซนัสอุดตัน ทำให้มีน้ำมูกคั่งค้าง เมื่อน้ำมูกมีการสะสมมากขึ้นจะมีความหนืด และเป็นแหล่งของเชื้อโรค ทำให้เกิดการติดเชื้อกลายเป็นไซนัสอักเสบได้ นอกจากนี้ไซนัสอักเสบอาจเกิดจากการเป็นภูมิแพ้ มีสารระคายเคืองหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ในจมูกได้อีกด้วย

 

 

ประเภทของไซนัสอักเสบ

โดยไซนัสอักเสบสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลันและไซนัสอักเสบแบบเรื้อรัง

  • ไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลัน (Acute sinusitis) จะมีอาการทั่วไปคล้ายกับเป็นไข้หวัด มีไข้สูงหรือต่ำก็ได้ เมื่อเชื้อลุกลามเข้าสู่ไซนัสผู้ป่วยจะมีอาการปวดจมูก ปวดกระบอกตา ปวดศีรษะ น้ำมูกและเสมหะจะมีสีเหลืองอมเขียว ไอมีเสมหะไหลลงคอ ไซนัสอักเสบชนิดนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย โดยอาการจะเป็นอยู่น้อยกว่า 8-12 สัปดาห์ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำการรักษามีโอกาสที่จะกลายเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังได้
  • ไซนัสอักเสบแบบเรื้อรัง (Chronic sinusitis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ซึ่งจะมีอาการมากกว่า 3 เดือน และในช่วงที่เป็นนั้นอาการจะหนักเบาสลับกันไป แต่ไม่มีช่วงที่หายสนิท โดยมักมีอาการไอเรื้อรัง น้ำมูกใสสลับเขียว มีเสมหะเหนียวในลำคอ ปวดศีรษะ มึนงง ไข้เป็นๆหายๆ ร่วมกับอาการคัดจมูกเรื้อรัง และประสิทธิภาพในการดมกลิ่นลดลง ผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังมักพบร่วมกับโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ได้บ่อย ดังนั้นควรตรวจภาวะนี้ในคนไข้กลุ่มนี้ด้วย

 

ความรุนแรงและความน่ากลัวของไซนัสอักเสบ

หากปล่อยให้เป็นนาน ๆ อาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อที่อาจลุกลามเข้าไปในกระบอกตา ซึ่งจะทำให้เนื้อเยื่อรอบ ๆ ตาอักเสบ เกิดเป็นฝีรอบตา และอาจถึงขั้นตาบอดได้ นอกจากนี้การติดเชื้ออาจลุกลามไปยังสมอง ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเกิดฝีใต้เยื่อหุ้มสมอง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีก็อาจมีอันตรายถึงเสียชีวิตได้

 

การวินิจฉัยไซนัสอักเสบ

วิธีการที่ดีที่สุด คือ เช็คประวัติและตรวจร่างกายที่มีอาการคล้ายหวัด แต่ไม่หายภายใน 10 วันหรือเป็นหวัดบ่อย เป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งจะบอกได้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ ยกเว้นกรณีอาการไม่ชัดเจน เช่น ประวัติไม่ชัดเจนหรือรักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น จึงจะมีการเอกซเรย์ไซนัส แต่การเอกซเรย์ไซนัสบางครั้งก็บอกได้ยาก ต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ซึ่งจะบอกได้ดีกว่า การส่งคนไข้ไปเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่จะใช้ในกรณีที่คนไข้มีอาการหนักหรืออาการไม่ชัดเจน หรือในกรณีที่ต้องส่งผ่าตัดเท่านั้น เพื่อดูว่ามีความผิดปกติในโครงสร้างของจมูกหรือไม่ เช่น มีจมูกคด เป็นต้น แต่ทั้งนี้เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นปัจจุบันก็ยังนิยมการวินิจฉัยด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก

 

วิธีการรักษา

ส่วนใหญ่เป็นการใช้ยาปฏิชีวนะและแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์ควบคู่ไปด้วยนอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีการอุดตันของเสมหะข้างในโพรงไซนัสอาจใช้การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือช่วยได้ ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบ มักจะหายได้โดยการใช้ยาอย่างเต็มที่ ส่วนน้อยที่ต้องรับการผ่าตัด ซึ่งจะถูกพิจารณาเป็นกรณีสุดท้าย มักใช้ในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วยเท่านั้น ในผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังหรือเป็นบ่อยเกิน 4 ครั้ง/ปี หรือ 3 ครั้งใน 6 เดือน ควรได้รับการตรวจและรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ด้วย

ดังนั้นจึงควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคหวัด ที่อาจนำไปสู่ไซนัสอักเสบได้

 

ศ.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล
ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหืด โรคภูมิแพ้ และโรคระบบหายใจ
โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้ภาพ

 


โรคกระดูกพรุน-osteoperosis-H2C00.jpg

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) หรือกระดูกโปร่งบางคือ ภาวะที่ปริมาณเนื้อกระดูกลดลง และมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของกระดูก ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง เกิดกระดูกหักได้ง่ายขึ้น

โรคกระดูกพรุนพบบ่อยรองจากโรคข้อเสื่อม โดยที่ไม่แสดงอาการผิดปกติ การสูญเสียเนื้อกระดูกไม่สามารถเปลี่ยนกลับมาเหมือนเดิมได้ ดังนั้น จึงควรป้องกันและให้การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก่อนที่จะเกิดกระดูกหัก

ในวัยเด็กปริมาณเนื้อกระดูกจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนสูงสุดเมื่ออายุ 30 – 35 ปี หลังจากนั้นเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างช้า ๆ แต่ในผู้หญิงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน ปริมาณเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้หญิงสูญเสียปริมาณเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชาย 2 – 3 เท่า ผู้หญิงมีโอกาสเกิดโรคนี้ถึงร้อยละ 30 – 40 แต่ผู้ชายมีโอกาสเกิดโรคนี้เพียงร้อยละ 10

พบว่าในผู้หญิงอายุ 60 – 70 ปีเป็นโรคนี้ ร้อยละ 40 และในผู้หญิงอายุมากว่า 80 ปี จะเป็นโรคนี้ถึงร้อยละ 60 จะเห็นว่าทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน แต่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงจะมีโอกาสเป็นโรคมากกว่าผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง

 

https://beyondthedish.files.wordpress.com

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทาให้เกิดโรคกระดูกพรุน

  1. ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือผู้หญิงที่ผ่าตัดรังไข่ออกทั้งสองข้าง ทำให้ขาดฮอร์โมน
    เอสโตรเจน
  2. รับประทานอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วน เช่น ทานอาหารโปรตีนสูง (เนื้อสัตว์) โซเดียมสูง (รสเค็ม) แต่มีแคลเซียมต่ำ
  3. กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน หรือมีกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน
  4. สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน ดื่มน้าอัดลมมากกว่า 1 ลิตรต่อวัน
  5. ขาดการออกกำลังกาย ที่มีการแบกรับน้ำหนัก
  6. น้ำหนักตัว โดยเฉพาะในผู้หญิง จะพบว่าคนรูปร่างผอมมีความเสี่ยงมากกว่าคนที่มีรูปร่างอ้วน
  7. เป็นโรคบางอย่าง เช่น ไตวาย เบาหวาน รูมาตอยด์ ไทรอยด์ พิษสุราเรื้อรัง ธาลัสซีเมีย
    โรคมะเร็งบางชนิด เป็นต้น
  8. ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาลดกรดในกระเพาะ (ยาธาตุน้ำขาว) ยากันชัก ยาขับปัสสาวะ
  9. ผู้สูงอายุ เชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการขาดแคลเซียมต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำ หรือลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง และอาจร่วมกับการขาดวิตามินดี เพราะผู้สูงอายุมักไม่ได้ออกไปสัมผัสกับแสงแดด

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคกระดูกพรุน

  • โดยทั่วไป ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการผิดปกติ จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง แต่ทำให้มีกระดูกหักเกิดขึ้น เช่น ลื่นล้มหรือตกจากเก้าอี้ เป็นต้น ตำแหน่งที่พบกระดูกหักได้บ่อยคือ ข้อมือ หัวไหล่ หลังสะโพก และส้นเท้า
  • ผู้สูงอายุที่มีหลังโก่งหรือความสูงลดลง เกิดจากกระดูกสันหลังค่อย ๆ ยุบลง โดยความสูงลดลงมากกว่า 1.5 นิ้ว เมื่อเทียบกับความสูงที่สุดช่วงอายุ 25 – 30 ปี (ความสูงที่สุด มีค่าเทียบเท่ากับความยาวจากปลายนิ้วทั้งสองข้าง)
  • เอกซเรย์กระดูก ในตำแหน่งต่าง ๆ เช่น กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง เป็นต้น
  • วัดความหนาแน่นเนื้อกระดูก เช่น วัดด้วยคลื่นเสียงอัลตร้า รังสีเอกซ์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ เช่น การตรวจปัสสาวะ การตรวจสารเคมีในเลือด เป็นต้น
  • การตัดชิ้นเนื้อกระดูกเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งจะทำในรายที่จำเป็นเท่านั้น

ปัจจุบันมีการคัดกรองโรคกระดูกพรุนที่หลากหลาย เช่น การคำนวณดัชนีคัดกรองความเสี่ยง Osteoporosis Self-Assessment Tool for Asian (OSTA) หรือ Khon Kaen Osteoporosis Study Score (KKOS) การวัดกระดูกส้นเท้า (quantitative ultrasound calcaneus measurement หรือ QUS) องค์การอนามัยโลกแนะนำการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักเรียกว่า FRAX® ซึ่งประชาชนหรือบุคลากรทางการแพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักภายใน 10 ปีข้างหน้าได้

สำหรับการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนที่เป็นมาตรฐาน (gold standard) ในปัจจุบันยังต้องอาศัยเครื่องวัดมวลกระดูก Dual energy X-ray absorptiometry (DXA) ซึ่งเป็นวิธีการวัดความหนาแน่นของกระดูกที่แม่นยาที่สุด อย่างไรก็ตาม เครื่องมือนี้ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกโรงพยาบาลจะมีตามโรงพยาบาล ขนาดใหญ่เท่านั้น เกณฑ์การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนด้วย DXA ซึ่งกำหนดโดยองค์การอนามัยโลก แสดงเป็น ค่า T-score

  • 0 ถึง – 1 (ศูนย์ ถึง ลบ หนึ่ง) แปลว่า อยู่ในเกณฑ์ ปกติ
  • – 1 ถึง – 2.5 (ลบหนึ่ง ถึง ลบสองจุดห้า) แปลว่า กระดูกบาง
  • ค่าน้อยกว่า – 2.5 (น้อยกว่า ลบสองจุดห้า) แปลว่า กระดูกพรุน
  • ค่าน้อยกว่า – 2.5 และ มีกระดูกหัก แปลว่า กระดูกพรุน ขั้นรุนแรง

หมายเหตุ การแปลผลจะเทียบค่าที่วัดได้กับค่ามาตรฐานที่มี เพศ อายุ เชื้อชาติ ใกล้เคียงกัน

การวัดกระดูกส้นเท้า (quantitative ultrasound calcaneus measurement หรือ QUS) เป็นวิธีตรวจคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้น ว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่ มีข้อดีคือ สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเสี่ยงกับการได้รับรังสีและราคาถูก แต่มีความคลาดเคลื่อนพอสมควร ถ้าวัดแล้วมีค่าผิดจากปกติมากเกินไป เช่น อายุน้อยแต่กระดูกบางมาก เป็นต้น ก็ควรตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีอื่น ๆ ก่อนให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกบาง กระดูกพรุน

 

ข้อบ่งชี้ในการตรวจหาความหนาแน่นของกระดูก

  1. เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเปรียบเทียบครั้งต่อไป
  2. ผู้ที่มีปัจจัยความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนสูง
  3. เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคหรือประเมินการสูญเสียเนื้อกระดูกว่าอยู่ในกลุ่มที่มีการสูญเสียกระดูกอย่างรวดเร็วหรือไม่ เพื่อที่จะได้หาวิธีป้องกันและให้การรักษาตั้งแต่แรก ๆ
  4. ใช้ในการติดตามผลการรักษา ซึ่งอาจตรวจซ้ำทุก 1 – 2 ปี

 

http://back.vsebolezni.com

ผู้ที่ควรตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก

  • ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน (โดยเฉพาะผู้ที่อายุน้อยกว่า 40 ปี) หรือผู้ที่ได้รับการผ่าตัดรังไข่
    ออกทั้งสองข้าง
  • ถ่ายภาพเอกซเรย์ของกระดูก แล้วพบว่ากระดูกบางผิดปกติ
  • มีกระดูกหักเกิดขึ้นทั้งที่เป็นอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น ข้อเท้าพลิก ยกของหนัก ลื่นล้มหรือตกจากเก้าอี้ โดยเฉพาะกระดูกหักในบริเวณ ข้อมือ ข้อไหล่ กระดูกสันหลัง ข้อสะโพก และกระดูกส้นเท้า
  • ผู้สูงอายุ ที่รู้สึกว่ากระดูกสันหลังผิดปกติ เช่น หลังโก่ง หลังคด หรือ ความสูงลดลงมากกว่า 1.5 นิ้วเมื่อเทียบกับความสูงที่สุดช่วงอายุ 25-30 ปี (ความสูงที่สุดสามารถวัดได้เทียบเท่ากับความยาวจากปลายนิ้วทั้งสองข้าง)
  • เป็นโรคบางอย่าง เช่น ไตวาย เบาหวาน รูมาตอยด์ ไทรอยด์ พิษสุราเรื้อรัง ธาลัสซีเมีย โรคมะเร็ง เป็นต้น
  • รับประทานยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาลดกรดในกระเพาะ (ยาธาตุน้ำขาว) ยาขับปัสสาวะ
  • รูปร่าง ผอมหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
  • มีประวัติครอบครัว เป็นโรคกระดูกพรุน หรือ มีกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน
  • สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน ดื่มน้าอัดลมมากกว่า 1 ลิตรต่อวัน

 

แนวทางการรักษา

ปัจจุบันรักษาโดยใช้หลาย ๆ วิธีร่วมกัน ได้แก่

  1. การออกกำลังกาย ต้องเป็นการออกกำลังกายที่มีการแบกรับน้ำหนัก เช่น เดิน วิ่งเหยาะ ๆ เต้นแอโรบิกแบบแรงกระแทกต่ำ (สเต็ปแอโรบิก) ลีลาศ ยกน้าหนัก เป็นต้น จะช่วยเพิ่มเนื้อกระดูกในบริเวณที่รับน้าหนักได้ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยให้ชีพจรเต้นเร็วขึ้นประมาณร้อยละ 60 – 70 ของชีพจรสูงสุด (ชีพจรสูงสุด = 220 ลบด้วยอายุของผู้ที่ออกกำลังกาย) ออกไปสัมผัสกับแสงแดดในช่วงเช้าและเย็น อย่างสม่ำเสมอและนานเพียงพอ (ประมาณ 15 – 20 นาที ต่อวัน)
  2. ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทาให้สูญเสียเนื้อกระดูก เช่น รับประทานอาหารให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโปรตีนสูงและโซเดียมสูง แต่เพิ่มอาหารที่มีแคลเซียมสูง หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน หรือ ดื่มน้าอัดลมมากกว่า 1 ลิตรต่อวัน หลีกเลี่ยงยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาลดกรดในกระเพาะ (ยาธาตุน้ำขาว) ยากันชัก ยาขับปัสสาวะ
  3. การรักษาด้วยยาจะมียาอยู่หลายกลุ่มซึ่งมักจะต้องใช้ร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น
    • ฮอร์โมนเอสโตรเจนราลอกซีฟีน
      ต้องได้รับฮอร์โมนภายใน 3 – 5 ปีหลังเริ่มหมดประจำเดือน และใช้ติดต่อกัน 5 – 6 ปี จึงจะได้ผลดีที่สุด ก่อนใช้ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากมีผลข้างเคียงสูง และ ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม โรคตับ หลอดเลือดดำอุดตัน
    • แคลเซียม 
      • อาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น น้ำนม กุ้งแห้ง กะปิ ผักใบเขียว ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งตัว เต้าหู้เหลือง น้าเต้าหู้ ข้าวขาหมู ข้าวหมูแดง ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ้วใส่ไข่ ข้าวราดไก่ผัดกระเพรา ขนมจีนน้ายา เป็นต้น
      • ถ้าได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอนานประมาณ 18 เดือน จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักได้
      • ในผู้สูงอายุ ควรได้รับแคลเซียม ร่วมกับฮอร์โมนเอสโตรเจน แคลซิโทนินหรือวิตามินดี 
        จึงจะได้ผลดียิ่งขึ้น
      • แคลเซียมชนิดเม็ดฟู (ละลายในน้า) ก็จะถูกดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมชนิดอื่น ๆ แต่ก็จะมีราคาสูงกว่า
    • ฮอร์โมนแคลซิโตนิน
      ฮอร์โมนแคลซิโตนินมีทั้ง ชนิดฉีดและชนิดสเปรย์พ่นจมูก สามารถเพิ่มเนื้อกระดูกได้ ร้อยละ 5 – 10 ใน 2 ปีแรกของการใช้ยา และลดโอกาสเกิดกระดูกหักได้ร้อยละ 30 – 40 ช่วยลดอาการปวดกระดูกได้ แต่มีข้อเสียคือต้องใช้ติดต่อกัน 2 – 3 เดือน มีค่าใช้จ่ายประมาณ 8,000 – 17,000 บาท
    • ยาบิสฟอสโฟเนต
      บิสฟอสโฟเนต เช่น เอเลนโดรเนต ริสซิโดรเนต ไอแบนโดรเนต โซลิโดรเนต เป็นต้น ช่วยเพิ่มเนื้อกระดูกได้ร้อยละ 5 – 8 ลดโอกาสเกิดกระดูก หักได้ร้อยละ 50 ต้องใช้ยาติดต่อกันอย่างน้อย 3 – 6 เดือน มีค่าใช้จ่ายประมาณ 9,600 – 16,000 บาท ต่อปี ซึ่งอาจต้องใช้ติดต่อกัน 2 – 3 ปีจึงจะเห็นผลชัดเจน
    • ยากลุ่มอื่น เช่น ฟลูออไรด์ เทสโตสเทอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) พาราไทรอยด์ฮอร์โมน
      สตรอนเตียม เป็นต้น

การเลือกวิธีการรักษาต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเสี่ยงที่จะเกิดโรค ความรุนแรงของโรค ผลดีผลเสียของวิธีรักษาแต่ละวิธี และค่าใช้จ่าย เพราะต้องรักษาต่อเนื่องหลายปี หรืออาจจะต้องรักษากันตลอดชีวิต

แนะนำอ่านเพิ่มเติม
• แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคกระดูกพรุน พ.ศ. 2553 โดย มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย
• แนวทางเวชปฏิบัติโรคกระดูกพรุน พ.ศ. 2548 โดย สำนักพัฒนาวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์
  กระทรวงสาธารณสุข

 

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์
ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้ภาพ


โรคข้อเข่าเสื่อม-Osteoarthritis-of-Knee.jpg

โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis of Knee) จะมีพยาธิสภาพหลักอยู่ที่ กระดูกอ่อน (articular cartilage) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น กระดูกอ่อนผิวข้อบางลงและขรุขระ กระดูกงอกบริเวณขอบข้อ และน้ำไขข้อมีการสูญเสียคุณสมบัติ ทำให้มีปริมาณมากขึ้น แต่ความยืดหยุ่นลดลง เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกระบวนการเสื่อมจะไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมและอาจทวีความรุนแรงขึ้นตามลาดับ

มีปัจจัยเกี่ยวข้อง เช่น อายุ (พบบ่อยเมื่ออายุเกิน 40 ปี) น้ำหนักตัวมาก เพศ (ผู้หญิงพบมากกว่าผู้ชาย 3 เท่า) การใช้ข้อไม่เหมาะสม อุบัติเหตุ กระดูกหัก เส้นเอ็นฉีกขาด ติดเชื้อในข้อ เป็นต้น

 

อาการ

อาการและอาการแสดง อาจพบเพียงอาการเดียว หรือหลายอาการพร้อมกันก็ได้ ในระยะแรก อาการจะไม่มาก และเป็น ๆ หาย ๆ แต่เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง ก็จะมีอาการมากขึ้น หรือเป็นตลอดเวลา เช่น

  • ปวดเข่า มักจะระบุตำแหน่งไม่ได้ รู้สึกเมื่อยตึงที่น่อง ข้อพับเข่ามีเส้นเอ็นอักเสบ ทาให้ปวด กดเจ็บ ด้านในเข่าและหน้าแข้ง
  • ข้อฝืด เหยียดงอเข่าได้ไม่สุด มีเสียงดังในข้อเวลาขยับเข่า ถ้านั่งยอง คุกเข่า นั่งพื้น แล้วลุกลำบาก
  • ข้อบวม ร้อน เพราะมีการอักเสบทำให้น้ำไขข้อมากขึ้น มีก้อนถุงน้ำในข้อพับเข่าจากเยื่อบุข้อเข่าโป่งออก
  • เข่าคดเข้า เข่าโก่งออก หรือ มีกระดูกงอก ทาให้ข้อผิดรูป กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง เดินกะเผลก

เอกซเรย์พบมีช่องของข้อเข่าแคบลง มีกระดูกงอก แต่ความผิดปกติทางเอกซเรย์ อาจไม่สัมพันธ์กับอาการ (เอกซเรย์มีข้อเสื่อมมากแต่ไม่ค่อยปวด) จึงไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ ยกเว้น ผู้ที่รักษาแล้วไม่ดีขึ้น หรือก่อนการผ่าตัด

โรคข้อเข่าเสื่อม

http://www.kinetesisspineandjoint.ca/knee_osteoarthritis

 

ACR Clinical Classification Criteria for Osteoarthritis of the knee:

Using history and physical examination

  • pain in the knee and 3 of the following
    • Over 50 years of age
    • Less than 30 minutes of morning stiffness
    • Crepitus on active motion
    • Bony tenderness
    • Bony enlargement
    • No palpable warmth of synovium

 

แนวทางรักษา

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาด จุดมุ่งหมายในการรักษาทุกวิธีคือ บรรเทาอาการปวด ทำให้ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น ป้องกันหรือแก้ไขข้อที่ผิดรูป เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามสมควร

การจัดการและการใช้ยา

  • ขณะปวด ให้พักการใช้ข้อเข่า
  • ใช้ยาต้านการอักเสบชนิดทาภายนอก หรือ ยาทาเจลพริก
  • ประคบด้วยความเย็น/ความร้อน กายภาพบำบัด การฝังเข็ม
  • ผ้ารัดเข่าเฝือกอ่อนพยุงเข่า (แต่ถ้าใส่ติดต่อกันนาน จะทาให้กล้ามเนื้อลีบ) ถ้ามีเข่าผิดรูป ให้ใส่เป็น สนับเข่าแกนเหล็กด้านข้าง หรือใช้อุปกรณ์พยุงเข่า (knee brace / support)
  • บริหารกล้ามเนื้อ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวและป้องกันข้อติด เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อรอบข้อ
  • ยาบรรเทาอาการ เช่น Acetaminophen, Non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ ถ้าไม่มีข้อห้ามในการใช้ยา และต้องระวังภาวะแทรกซ้อน
  • ยากลุ่ม SYSADOA (Symptomatic slow acting drugs for osteoarthritis) เช่น กลูโคซามีนซัลเฟต (Glucosamine sulfate) หรือไดอะเซอเรน (Diacerein) ถือว่าเป็น “ทางเลือก” ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3 เดือน ให้หยุดยา แต่ถ้าอาการดีขึ้น แนะนำให้ใช้ต่อไม่เกิน 6 เดือน และหยุดยาอย่างน้อย 6 เดือน
  • ฉีดน้ำไขข้อเทียม ช่วยให้อาการดีขึ้น เฉลี่ย 6 เดือน – 1 ปี แต่มีราคาค่อนข้างสูง (13,000 – 16,000 บาท) จึงแนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยที่ รักษาด้วยวิธีอื่น ๆไม่ได้ผล แต่ยังไม่อยากผ่าตัด หรือผ่าตัดไม่ได้
  • การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ หรือเจาะดูดน้ำไขข้อ ถึงแม้ทาให้อาการปวดดีขึ้นรวดเร็ว แต่ผ่านไป 1 – 2 เดือน จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม และมีผลข้างเคียงสูง เช่น ข้อเสื่อมเร็วขึ้น กระดูกพรุน กล้ามเนื้อลีบ ติดเชื้อ แต่ถ้าจำเป็น ขณะ ฉีดยา หรือเจาะข้อ ต้องป้องกันการติดเชื้ออย่างดี เช่น ใช้ผ้าปลอดเชื้อ ถุงมือปลอดเชื้อ เป็นต้น ไม่ควรฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ มากกว่าปีละ 2 – 3 ครั้ง หลังฉีดต้องลดการใช้เข่า 1 – 2 อาทิตย์และใส่ผ้ารัดเข่าร่วมด้วย

โรคข้อเข่าเสื่อม

http://www.kinetesisspineandjoint.ca/knee_osteoarthritis

 

การผ่าตัด

  • การส่องกล้องผ่าตัดในข้อ (Arthroscopic surgery) เฉพาะในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีอาการเนื่องจาก มีหมอนรองข้อเข่า (meniscus) หรือกระดูกอ่อนหลวม (Loose bodies) หรือมีแผ่นเนื้อ (Flap) ทำให้ข้อเข่ายึดเหยียดงอไม่ได้หรือเดินแล้วล้มเท่านั้น และไม่แนะนำ การเจาะล้างข้อเข่า (Needle lavage) ครูดหรือเจาะเนื้อเยื่อในข้อ (Arthroscopic abrasion or drilling) รวมทั้งการผ่าตัดผ่านกล้องในการรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีเข่าผิดรูป เพราะไม่ให้ประโยชน์
  • การผ่าตัดจัดแนวกระดูก (Realignment osteotomy) ในการรักษาผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมในช่องเพียงด้านเดียว (Unicompartment) ซึ่งมีอาการ แต่ยังแข็งแรงแคล่วคล่อง (Active) และมีแนวกระดูกผิดปกติ (Malalignment)
  • การผ่าตัดกระดูกจัดแนวแข้งด้านบน (High Tibial Osteotomy: HTO) ในผู้ป่วยอายุน้อยและยังมีกิจกรรมมาก (young, active) โดยผู้ป่วยต้อง งอเข่าได้อย่างน้อย 90 องศา ยังมีกระดูกอ่อนผิวข้อด้านในคงเหลืออยู่ ไม่มีการเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อเข่าด้านนอกและกระดูกอ่อนผิวสะบ้าหรือมีน้อยมาก และเข่ายังมั่นคงดีหรือมีการเลื่อนไปด้านนอกหรือความไม่มั่นคงไม่มากนัก
  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ (Total knee arthroplasty) เป็นต้น การผ่าตัดถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย ใช้ในผู้ที่มีอาการมาก รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น เนื่องจากมีข้อจากัด เช่น ข้อเข่าเทียมจะใช้ได้แค่ 10 – 15 ปี เป็นต้น แต่การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จะดีในแง่ลดอาการปวด เคลื่อนไหวข้อได้ดีขึ้น

ข้อบ่งชี้ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ ต้องมีลักษณะซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ทุกข้อดังต่อไปนี้

  • ให้การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด มากกว่า 6 เดือน แต่ไม่ได้ผล
  • มีผิวข้อเข่าทุกผิวเสื่อมอย่างรุนแรง (Severe tri-compartmental osteoarthritis)
  • อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป

ข้อห้าม การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อในผู้ป่วยที่มีข้อห้ามข้อหนึ่งข้อใดดังต่อไปนี้

  • ข้อเสื่อมเหตุประสาทพยาธิสภาพ (Neuropathic arthritis)
  • มีการติดเชื้อในข้อในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา
  • มีการสูญเสียการทำงานของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าอย่างสิ้นเชิง

ข้อแนะนำการดูแลตนเอง

  1. ลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีคำนวณตัวเลขสุขภาพ มากกว่า 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ควรลดน้ำหนักลงให้อยู่ในระดับใกล้เคียงมาตรฐานหรืออย่างน้อยร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวขณะที่มีอาการปวดข้อ เพราะเมื่อเดินจะมีแรงกดลงที่เข่าประมาณ 5 เท่าของน้ำหนักตัว แต่ถ้าวิ่งจะมีแรงกดลงที่เข่า เพิ่มขึ้นเป็น 7 – 10 เท่าของน้ำหนักตัว (การถีบจักรยาน เข่าจะรับแรงกดเพียง 1.5 เท่าของน้ำหนักตัวเท่านั้น) ดังนั้น ถ้าลดน้ำหนักตัวได้ เข่าก็จะรับแรงกดน้อยลง อาการปวดก็จะลดลงด้วย
  2. ท่านั่ง ควรนั่งบนเก้าอี้สูงระดับเข่า ซึ่งเมื่อนั่งห้อยขาแล้วฝ่าเท้าจะวางราบกับพื้นพอดี หลีกเลี่ยง การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า นั่งยอง ๆ หรือ นั่งราบบนพื้น
  3. เวลาอาบน้ำ หรือสระผมควรใช้ เก้าอี้นั่ง เพื่อป้องกันการลื่นหกล้มขณะอาบน้ำ
  4. เวลาเข้าห้องน้ำ ควรนั่งถ่ายบนโถนั่ง (แบบนั่งราบ) หรือ นั่งบนเก้าอี้สามขาที่มีรูตรงกลาง วางไว้เหนือคอห่าน และควรทำที่จับยึดบริเวณด้านข้างโถนั่ง เพื่อใช้จับพยุงตัวเวลาจะลงนั่งหรือจะลุกขึ้นยืน
  5. นอนบนเตียง ซึ่งมีความสูงระดับเข่าเมื่อนั่งห้อยขาที่ขอบเตียงแล้วฝ่าเท้าจะแตะพื้นพอดี
  6. ไม่ควรนอนราบบนพื้น เพราะต้องงอเข่าเวลาจะนอนหรือจะลุกขึ้น ทำให้ผิวข้อเสียดสีกันมากขึ้น
  7. หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได ขณะขึ้นลงบันได จะมีแรงกดที่เข่าประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักตัว
  8. หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งในท่าเดียวนาน ๆ ควรขยับเปลี่ยนท่าหรือเหยียด-งอข้อเข่า บ่อย ๆ
  9. การยืน ควรยืนตรง ขากางออกเล็กน้อย ให้น้ำหนักตัวลงบนขาทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน
  10. การเดิน ควรเดินบนพื้นราบ หลีกเลี่ยง ทางลาดเอียงหรือทางเดินที่ขรุขระ เพราะทำให้น้ำหนักตัวที่ลงไปที่เข่าเพิ่มมากขึ้น ควรใส่รองเท้าแบบมีส้นเตี้ย (สูงไม่เกิน 1 นิ้ว) หรือไม่มีส้นรองเท้า พื้นรองเท้านุ่มพอสมควร และมีขนาดกระชับพอดี
  11. ใช้ไม้เท้า ในช่วงที่มีอาการปวด หรือในผู้ที่มีข้อเข่าโก่งผิดรูป เพื่อช่วยรับน้ำหนัก (ลดแรงกระทำต่อข้อเข่าได้ประมาณร้อยละ 25 ของน้ำหนักตัว) และช่วยพยุงตัวเมื่อจะล้ม ในผู้ที่ปวดเข่ามากข้างเดียว ให้ถือไม้เท้าในด้านตรงข้ามกับเข่าที่ปวด แต่ถ้าปวดทั้งสองข้างให้ถือไม้เท้าในข้างที่ถนัด
  12. บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ให้แข็งแรง ซึ่งจะช่วยลดอาการปวด ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น การทรงตัวดีขึ้น
  13. ควรออกกำลังกายที่ไม่ต้องลงน้ำหนักมากนัก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดินเร็ว ๆ วิ่งเหยาะ ๆ เป็นต้น แนะนำให้ออกกาลังกายสม่ำเสมอ ครั้งละ 20 – 40 นาที สัปดาห์ละ 3 – 5 วัน

แนะนำอ่านเพิ่มเติม
• แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุขโรคข้อเข่าเสื่อม พ.ศ. 2554
http://www.rcost.or.th/web/
• ACR Diagnostic Guidelines Osteoarthritis
http://www.hopkinsarthritis.org/physician-corner/education/arthritis-education-diagnostic-guidelines/

 

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์
ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้ภาพ