ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง.jpg

ปัจจุบันโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) ได้กลายเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของโลก เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตต่ำ และอัตราการเสียชีวิตสูง นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ ยังมีมูลค่าที่สูงมาก โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ในระยะที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต หรือที่เราเรียกง่าย ๆ ว่า การล้างไต (dialysis) โดยข้อมูลของประเทศไทยในปัจจุบันมีผู้ป่วยที่กำลังได้รับการล้างไตอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 70,000 คน และมีจำนวนผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นถึงประมาณปีละ 16,000 คน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้รวมถึงผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรก ๆ อีกจำนวนมากที่ยังไม่แสดงอาการแต่มีโอกาสที่จะเกิดไตเสื่อมลงจนต้องกลายเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายในอนาคต โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์มากที่สุดถ้าได้รับการตรวจวินิจฉัยโรคไตให้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ  เพื่อที่จะได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมสามารถชะลอการเสื่อมของไตออกไปได้

 

คำจำกัดความและการแบ่งระยะของโรคไตเรื้อรัง (Definition and classification of CKD)

การจะวินิจฉัยผู้ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังจะต้องตรวจพบความผิดปกติทางด้านโครงสร้างหรือการทำงานของไตอย่างใดอย่างหนึ่งมานานกว่า 3 เดือนดังต่อไปนี้

  1. มีหลักฐานที่แสดงถึงการที่ไตถูกทำลาย (kidney damage) เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน โดยที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ การตรวจพบไข่ขาวในปัสสาวะ (albuminuria) มากกว่า 30 มก./วัน หรือ
  2. อัตรากรองของเสียของไต (glomerular filtration rate: GFR) ลดลงต่ำกว่า 60 มล./นาที/1.73 ตร.ม. ค่าปกติประมาณ 90-110 ทำให้แพทย์บางคนเรียกค่า GFR นี้ว่า เปอร์เซ็นต์การทำงานของไตเพื่อให้ผู้ป่วยเห็นภาพได้ง่าย

ในปัจจุบันเราแบ่งระยะของโรคไตเรื้อรังออกตามระดับของ GFR (% การทำงานของไต) และระดับของไข่ขาวปัสสาวะ แต่โดยทั่วไปในทางปฏิบัติแพทย์โรคไตจะแจ้งผู้ป่วยตามระยะของ GFR  เป็นหลักซึ่งแบ่งออกเป็นระยะที่ 1 ถึง 5 ซึ่งในระยะที่ 5 (GFR < 15 มล./นาที/1.73 ตร.ม.) จะเป็นระยะที่ผู้ป่วยต้องเตรียมตัวเข้ารับการล้างไต โดยข้อมูลจากการศึกษาของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยพบว่า ประชากรมีโรคไตเรื้อรังจำนวนสูงถึงร้อยละ 17.5 % โดยแบ่งเป็นระยะที่ 1 และ 2 ร้อยละ 8.9 และระยะที่ 3-5 อีก ร้อยละ 8.6

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าประชากรไทยมีภาวะโรคไตเรื้อรังสูงถึงร้อยละ 17.5 ซึ่งในผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะยังไม่แสดงอาการจนกว่าจะเข้าสู่ระยะท้าย ๆ (GFR น้อยกว่า 30 มล./นาที/1.73 ตร.ม. หรือระยะที่ 4 และ 5) ซึ่งเป็นระยะที่ไม่สามารถชะลอการล้างไตออกไปได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของการดูแลรักษาโรคไตเรื้อรังคือ การตรวจคัดกรองหาความผิดปกติของไตที่ซ่อนอยู่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นแม้ว่าจะไม่มีสัญญาณหรืออาการใด ๆ

 

“ใครบ้างควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรัง”

ผู้ป่วยที่ควรเข้ารับการตรวจหาโรคไตเรื้อรังคือ กลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ดังต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
  • ตรวจพบนิ่วในไต
  • เคยได้รับสารพิษหรือยาที่ทำลายไต (โดยเฉพาะยาแก้ปวดและสมุนไพร)
  • มีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • มีประวัติโรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำหลายครั้ง
  • มีประวัติโรคไตเรื้อรังในครอบครัว
  • อายุมากกว่า 60 ปี

 

“การตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรัง ต้องตรวจอะไรบ้าง”

โดยทั่วไปการตรวจหาความผิดปกติของไตทำได้ไม่ยาก ซึ่งการตรวจสุขภาพประจำปีทั่วไปจะรวมการตรวจสุขภาพไตขั้นต้นอยู่แล้ว ได้แก่

  1. วัดความดันโลหิต
  2. ตรวจปัสสาวะ โดยเฉพาะการตรวจหาไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะ
  3. ตรวจเลือดหาระดับ “คริอะตินิน” เพื่อไปคำนวณค่า GFR (% การทำงานของไตที่เหลืออยู่)

ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้สามารถบอกได้ขั้นต้นว่ามีโรคไตระยะแรกซ่อนอยู่หรือไม่ ซึ่งการตรวจร่างกายประจำปีของกองเวชศาสตร์ป้องกัน กรมแพทย์ทหารอากาศ ได้มีการตรวจครบทั้ง 3 อย่างในข้าราชการที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปี ขึ้นไป โดยหากตรวจพบว่า มีความผิดปกติของไตก็ควรที่จะพบอายุรแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของไตตลอดจนป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ

 

“กลเม็ดเคล็ดลับ ทำอย่างไร ไตไม่วาย”

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เป็นโรคไตเรื้อรัง หรือมีแค่ความผิดปกติของไตระยะแรก ๆ นั้น เรามีกลเม็ดเคล็ดลับป้องกันไตวายอะไรบ้าง มาดูกันดังนี้

  1. ทำการตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรังและติดตามค่าการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยง
  2. รักษาโรคเรื้อรังที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไต ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เอสแอลอี โรคเก๊าท์ นิ่วในไต การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ ๆ ควรพบแพทย์และตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
  3. ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ควรควบคุมความดันโลหิต ให้ไม่เกิน 130/80 มม.ปรอท
  4. ผู้ป่วยเบาหวาน ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำกว่า 130 มก.ต่อเดซิลิตร หรือระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) < 7 %
  5. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เป็น “สาเหตุของไตเสื่อมเฉียบพลัน” เช่น ป้องกันอย่าให้เกิดโรคเก๊าท์กำเริบ หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกระดูก ยาหม้อ และสมุนไพร
  6. รับประทานอาหารเค็มต่ำ (low salt) เกลือโซเดียม 2 กรัม (เทียบเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา) โดยอาหารที่มีเกลือสูง ได้แก่ อาหารแปรรูปทั้งหลาย เช่น ปลาเค็ม ปลาร้า ผักดอง ผลไมดอง เต้าเจี้ยว น้ำบูดู กะปิ ผงชูรส หมูแผ่น หมูหยอง ไส้กรอก แฮม เบคอน ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ รวมไปถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูป จำพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊ก เป็นต้น
  7. สนใจสุขภาพตนเองกินอาหารที่มีคุณค่าสูง ออกกำลังกายเป็นประจำควบคุมน้ำหนักตัวให้ดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ พักผ่อนให้เพียงพอ งดสูบบุหรี่

 

น.อ. นพ. พงศธร คชเสนี
อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุยเดช
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


ไข้หวัด-edit.jpg

ไข้หวัด หรือโรคหวัด (Common Cold) เป็นโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ประกอบด้วย จมูก คอ ไซนัส กล่องเสียง พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเด็กมีโอกาสติดเชื้อหวัดได้ง่ายกว่า โดยเฉลี่ยปีละ 6 – 12 ครั้ง เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายยังไม่เต็มที่ ส่วนผู้ใหญ่ติดเชื้อหวัดโดยเฉลี่ยปีละ 2 – 3 ครั้ง

 

สาเหตุ

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อหวัดซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ โดยมีเชื้อไวรัสมากกว่า 200 ชนิดจาก 8 กลุ่มด้วยกัน โดยกลุ่มที่พบมากที่สุด คือ กลุ่มไรโนไวรัส (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิด นอกจากนี้ยังมีไวรัสกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มโคโรนาไวรัส (Coronavirus) กลุ่มฮิวแมน พาราอินฟลูเอนซ่าไวรัส (Human para-influenza virus) กลุ่มอินฟลูเอนซ่าไวรัส (Influenza virus) กลุ่มอาร์เอสไวรัส (Respiratory syncytial virus-RSV) กลุ่มอะดีโนไวรัส (Adenovirus)  กลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) และกลุ่มเฮิร์บ ซิมเพลคไวรัส (Herpes simplex virus) เป็นต้น การเกิดโรคหวัดขึ้นในแต่ละครั้ง จะเกิดจากการได้รับเชื้อหวัดหรือเชื้อไวรัสเพียงชนิดเดียว หลังจากนั้นร่างกายจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสชนิดนั้น โดยการเกิดโรคหวัดในครั้งต่อไปจะเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสชนิดใหม่ เวียนไปเรื่อย ๆ

เนื่องจากเชื้อหวัดสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ทั้งผ่านทางการไอ จาม หายใจรดกัน ทำให้ละอองอากาศที่มีเชื้อหวัดลอยเข้าสู่ร่างกาย และการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ที่อาจติดอยู่ตามข้าวของ เครื่องใช้ที่ผู้ป่วยสัมผัส ภายหลังนำมือไปจับบริเวณตา ปาก และจมูกทำให้เชื้อหวัดเข้าสู่ร่างกาย  ทั้งนี้พบว่าการสัมผัสโดยตรงทำให้เกิดการติดเชื้อได้มากกว่าการหายใจเอาละอองอากาศเข้าไป นอกจากนี้คนบางกลุ่มยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อหวัดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เช่น เด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ การอยู่ในสถานที่แออัด ห้องเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก มีโอกาสสัมผัส ไอ จามใส่กันได้ง่าย เป็นการเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อหวัดมากขึ้น หรือในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพสะสม ผู้ที่ติดบุหรี่ สารเสพติด ล้วนเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น โดยส่วนใหญ่มักพบผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว แต่ยังไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์แน่ชัดว่าจากสาเหตุใด อากาศที่เปลี่ยนทำให้ระบบทางเดินหายใจมีความไวมากกว่าปกติ จึงทำให้มีการติดหวัดได้ง่ายในช่วงฤดูดังกล่าว

 

อาการ

อาการสำคัญของโรคไข้หวัด ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกใส ไอแห้ง ๆ อาจมีเสมหะด้วยเล็กน้อย มักเป็นเสมหะขาว เจ็บคอ หายใจไม่สะดวกจากเยื่อบุจมูกบวมหรือน้ำมูกอุดตัน อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ครั่นเนื้อตัว ในเด็กมักมีไข้ เด็กเล็กอาจมีการอาเจียนร่วมด้วย วัยผู้ใหญ่อาจไม่มีไข้หรือไข้อ่อน ๆ

ถ้าเป็นอยู่นานหลายวัน อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ ทำให้น้ำมูกเปลี่ยนจากใส เป็นน้ำมูกข้น สีเหลืองหรือเขียว อาจมีไข้สูงขึ้น และอาจมีอาการจากการที่เชื้อติดซ้ำลุกลามไปจนเกิดการอักเสบที่อวัยวะอื่น ๆ เช่น ทอนซิลบวมโต มีหนองจากการเป็นทอนซิลอักเสบ ปวดมึน หนักหน้าผาก โหนกแก้ม รวมถึงมีเสมหะข้นเหลืองเขียวจากการเป็นไซนัสอักเสบ เสียงแหบ เจ็บหน้าอก เสมหะขุ่นข้นจากการเป็นหลอดลมอักเสบ เป็นต้น

เมื่อไหร่จึงควรพบแพทย์
ผู้ใหญ่มีไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 2 วัน มีไข้ซ้ำหลังจากอาการไข้หายไปแล้ว เจ็บคออย่างรุนแรง หายใจมีเสียงหวีดและหายใจหอบเหนื่อย หรือ ปวดบริเวณโหนกแก้มหรือไซนัส ในเด็กแรกเกิด ถึง 12 สัปดาห์ มีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 1 วัน อาการของไข้หวัดรุนแรงมากขึ้น หรือรับการรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น มีอาการปวดหัว หรือไออย่างรุนแรง หายใจมีเสียงหวีด เด็กมีอาการง่วงนอนมากผิดปกติ ความอยากอาหารลดลง หรือมีอาการงอแงมากขึ้น

ทั้งนี้อาการไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ มีความคล้ายคลึงกัน แต่สามารถสังเกตความแตกต่างได้โดยอาการไข้หวัดใหญ่จะมีความรุนแรงมากกว่า อาการสำคัญคือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และรู้สึกไม่สบายตัวจนมีผลต่อการทำกิจวัตรประจำวันได้ ส่วนอาการไข้หวัดทั่วไป จะมีความรุนแรงไม่มาก มีเพียงอาการ ไข้ ไอและน้ำมูกไหล และเจ็บคอเป็นอาการเด่น

 

การวินิจฉัย

ผู้ป่วยโรคหวัดส่วนใหญ่ยังคงสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ในรายที่มีไข้สูงมาก อาการซับซ้อนหรือมีอาการรุนแรง ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยแยกโรค เนื่องจากมีโรคติดเชื้ออีกหลายชนิดที่อาการในระยะแรกคล้ายกับโรคหวัด  เช่น ไข้เลือดออก ไข้ออกผื่น เป็นต้น โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ อาการ ประวัติการระบาดของโรค และตรวจร่างกายในกรณีที่สงสัยว่าอาจไม่ใช่โรคหวัดทั่วไป ทั้งนี้การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจในเบื้องต้นจะแยกได้จากตำแหน่งที่แสดงอาการ เช่น โรคหวัดจะมีอาการทางจมูกเป็นหลัก โรคคอหอยอักเสบจะมีอาการบริเวณลำคอเป็นหลัก โรคหลอดลมอักเสบจะมีอาการไอเป็นหลัก โดยทั่วไปจะไม่สามารถระบุประเภทของไวรัสได้จากอาการ แพทย์อาจสั่งตรวจด้วยเอกซเรย์ และตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจน้ำมูก การตรวจเลือด เพื่อใช้ในการยืนยันผล หรือในรายที่มีไข้สูง แพทย์อาจสั่งตรวจเลือดครบ (Complete Blood Count) เพื่อแยกว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย หรือการตรวจดูค่าเกล็ดเลือด เพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก เป็นต้น

 

การรักษา

ไข้หวัดเป็นโรคที่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ในกรณีที่รู้แน่ชัดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา การรักษาจึงไม่มีวิธีการเฉพาะ โดยมักเป็นการปฏิบัติตัวของคนไข้ ร่วมกับการใช้ยาประคับประคองตามอาการ ยกเว้นถ้าแพทย์สงสัยว่าจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย  จึงจะให้ยาปฏิชีวนะ ในเบื้องต้นควรดูแลรักษา ดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหนัก ๆ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและอาการไข้หวัดรุนแรงขึ้นได้
  • สวมใส่เสื้อผ้าให้เพียงพอ ในการทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อและน้ำมูก การรับประทานอาหาร ช่วงแรก ๆ อาจเป็นอาหารอ่อน ที่ยังเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและฟื้นฟูร่างกายให้กลับสู่ปกติ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำก๊อกหรือน้ำอุ่น เช็ดตัวช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงที่ไข้ขึ้นสูง
  • อาจมีการรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น มีไข้ในผู้ใหญ่ ใช้ยาลดไข้ พาราเซตามอล มีอาการน้ำมูกมาก ใช้ยาลดน้ำมูก ยาแก้แพ้  มีอาการไอ ไม่มีเสมหะ เจ็บคอใช้ยาอม สมุนไพรหรือสเปรย์พ่นคอเพิ่มความชุ่มชื้น ลดอาการลงได้
  • ในกรณีที่มีการพิสูจน์ทราบว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ influenza A B แพทย์ สามารถที่จะสั่งยาต้านไวรัส โอเซลตามีเวีย ให้แก่ผู้ที่ได้รับเชื้อดังกล่าว โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 6 ขวบ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และหญิงตั้งครรภ์

สำหรับเด็กเล็ก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ และเภสัชกร ซึ่งจะมียาและอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะจะปลอดภัยที่สุด

  • ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจากไม่สามารถฆ่าเชื้อหวัดซึ่งเป็นเชื้อไวรัสได้ อีกทั้งการใช้ยาปฏิชีวนะอาจมีอาการแพ้และผลข้างเคียงกับผู้รับประทานยา เว้นแต่แพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนและมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อน ไข้หวัดแม้อาการจะไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ แต่โรคนี้อาจเป็นปัจจัยทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ หรือเกิดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไปยังอวัยวะใกล้เคียง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ ในกรณีที่มีการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง อาจทำให้เกิดภาวะปวดอักเสบนิวโมเนีย โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

บุคคลทั่วไป

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อหวัด โดยควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ติดเชื้อของผู้ป่วย หมั่นล้างมือก่อนการรับประทานอาหารหรือสัมผัสบริเวณหน้า เพื่อลดปริมาณเชื้อที่อาจเข้าสู่ร่างกายได้ทางตา ปากและจมูก หากต้องอยู่ใกล้กับผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัย (Mask) เพื่อป้องกันการรับเชื้อเข้าร่างกายทางการหายใจ
  2. หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ที่อยู่ในข่ายมีภูมิคุ้มกันต่ำ ไปยังสถานที่แออัด สถานที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูง ๆ เช่น โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
  3. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ช่วงเดือน มิถุนายน ก่อนเข้าหน้าฝน

ผู้ป่วย

  1. หมั่นล้างมือ หลังการไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก และควรสวมหน้าการอนามัยเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น
  2. หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังแหล่งชุมชน เนื่องจากในช่วงนี้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ ขณะเดียวกันยังเป็นการลดความเสี่ยงในการนำเชื้อหวัดไปแพร่ให้กับผู้อื่นได้

 

พ.อ. นพ. ยศวีร์ วงศ์เจริญ
อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
แหล่งที่มา : นพ.สุรเกียรติ อาชานุภาพ. ตำราการตรวจและรักษาโรคทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ.สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน, 2544.   www.mayoclinic.org   www.medicinenet.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


หัวใจวาย.jpg

ภาวะหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้ตามปกติ โดยมีทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ภาวะนี้เกิดได้กับคนทุกวัย แต่พบบ่อยในเพศชายที่สูงอายุ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงเยอะกว่าเพศหญิงและคนวัยวัยหนุ่มสาว โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด โดยถือเป็นภาวะรุนแรง หากรักษาไม่ทัน อาจทำให้เสียชีวิตได้ หรือในรายที่เป็นนานๆอาจทำให้อวัยวะในระบบอื่น ๆ เสียหายได้

 

ภาวะหัวใจวายอาจเกิดอาการได้ทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรังโดยมีอาการค่อยเป็นค่อยไป ขึ้นกับสาเหตุที่พบ นอกจากนี้ยังมีแบบที่ภาวะหัวใจบีบตัวผิดปกติ (Systolic Heart Failure) เป็นอาการหัวใจวายที่ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้ดีเท่าที่ควร และแบบที่ภาวะหัวใจคลายตัวผิดปกติ (Diastolic Heart Failure) เป็นอาการหัวใจวายที่ทำให้หัวใจไม่คลายตัว เป็นเหตุให้เลือดไหลเวียนเข้าสู่หัวใจได้น้อย

 

อาการ

ปัญหาการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ เลือดไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ

ในระยะแรก จะมีอาการหอบเหนื่อยเวลาออกแรงหรือทำงานหนัก และอาจมีอาการหายใจลำบาก หายใจสั้น ไอ บางรายมีจุกแน่นลิ้นปี่ ปวดชายโครง ขาและข้อเท้าบวม ต่อมาเมื่ออาการหนักขึ้น นอกเหนือจากอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก จะมีอาการอ่อนเพลีย แม้ว่าอยู่ในขณะพัก นอนราบไม่ได้  ปัสสาวะออกน้อย เท้าบวม ท้องบวม กรณีเป็นรุนแรง อาจมีเสมหะสีชมพู ตัวเขียว ริมฝีปากเขียว กระสับกระส่าย ใจสั่น หากไม่ได้รับการรักษาอาจเสียชีวิต

ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะหัวใจวาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะส่งผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ จากการที่เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงไม่พอ ตัวอย่างเช่น ไตเสื่อม โรคลิ้นหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ตับทำงานผิดปกติ เป็นต้น

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์
เมื่อรู้สึกหอบเหนื่อยผิดปกติ เวลาออกแรง หายใจลำบาก หายใจสั้น เหมือนหายใจไม่สุด หรือมีอาการบวมที่ขาและข้อเท้า หรือจุกแน่นลิ้นปี่ ปวดชายโครง ควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุแต่เนิ่น

 

สาเหตุ

ภาวะหัวใจวายสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด การทานยาบางชนิด การติดเชื้อบางสายพันธ์ พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ทั้งนี้อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุร่วมกันได้ ดังนี้

  • โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ ความผิดปกติ เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูงทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ นำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจต้องทำงานหนัก ภายใต้แรงดันเลือดที่สูง หากปล่อยทิ้งไว้กล้ามเนื้อหัวใจจะไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ เร็วไป ช้าไปหรือไม่สม่ำเสมอ สามารถทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย เป็นลมหรือชักได้ โรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจรั่วทำให้เลือดมีการไหลย้อนกลับ กล้ามเนื้อหัวใจต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสูบฉีดเลือดให้เพียงพอ โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ทั้งนี้โรคทั้งหมดที่กล่าวมา สามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้
  • โรคและภาวะอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคปอดเรื้อรัง ไตวายเรื้อรัง คอพอกเป็นพิษ ภาวะโลหิตจางรุนแรง โรคเหน็บชาบางชนิด ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคเหล่านี้กรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุม สามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้
  • การใช้ยาบางชนิด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายได้ ดังนั้นในการใช้ยาควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง
  • การดื่มแอลกอฮอล์จัด สูบบุหรี่จัด อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักประวัติสุขภาพ อาการที่เกิดขึ้น ตรวจร่างกายเบื้องต้น โดยหากสงสัยว่ามีภาวะหัวใจวาย แพทย์จะพิจารณาตรวจพิเศษบางอย่าง เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัย ตัวอย่างการตรวจพิเศษที่สำคัญ ๆ การตรวจเลือด ดูการทำงานของอวัยวะในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และอาจมีการตรวจระดับสาร NT-proBNP ในเลือด ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยภาวะหัวใจวายได้รวดเร็วและแม่นยำ การตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) เป็นการใช้อุปกรณ์ปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง ดูประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือด และความผิดปกติอื่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram, ECG) ดูการทำงานของกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจ การเอกซเรย์ทรวงอก และอาจมีการสวนหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac Catheterization) ดูหลอดเลือดที่ตีบ เป็นต้น

 

การรักษา

หัวใจวายเป็นภาวะที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุดได้ ทั้งนี้ในการรักษาภาวะหัวใจวาย จำเป็นต้องพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัย เช่น สาเหตุหลัก ชนิดและความรุนแรงของภาวะหัวใจวาย เพศและอายุของผู้ป่วย โรคที่พบร่วม เป็นต้น หลังจากนั้นแพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อควบคุมอาการให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงการทำงานของหัวใจเองน้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุหลัก ทั้งการใช้ยา การติดอุปกรณ์ช่วยการทำงานหัวใจ การผ่าตัดและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ตัวอย่างเช่น

  • การรักษาด้วยยา ซึ่งในบางครั้งอาจต้องใช้หลายๆตัวร่วมกัน เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะ ยาเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ ยาขยายหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น ทั้งนี้ยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง การใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์
  • การรักษาโดยการติดอุปกรณ์ช่วยการทำงานหัวใจ บางกรณีแพทย์อาจพิจารณาติดอุปกรณ์ช่วยการทำงานของหัวใจ เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemakers) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ช้ากว่าปกติ เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวร (Cardiac Resynchronization Therapy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหัวใจวายจากการที่หัวใจห้องล่างซ้ายไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้แล้ว, เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (Implantable Cardioverter Defibrillators) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อุปกรณ์นี้จะช่วยให้หัวใจเต้นได้ตามจังหวะปกติ เป็นต้น
  • การรักษาโดยการผ่าตัด ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาเลือกการผ่าตัด ตัวอย่างเช่น การผ่าตัดซ่อมแซมหรือผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ กรณีที่ภาวะหัวใจวายเกิดจากความผิดปกติที่ลิ้นหัวใจ การผ่าตัดทำบอลลูน (Coronary Angioplasty) ขยายหลอดเลือดหัวใจ เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Graft: CABG) เป็นการนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาทำทางเบี่ยงให้เลือดสามารถหมุนเวียนเลี้ยงหัวใจได้ปกติ การผ่าตัดติดตั้งเครื่องช่วยสูบฉีดเลือด (Left Ventricular Assist Devices) ในกรณีหัวใจห้องล่างซ้ายไม่สามารถทำงานได้ และการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ (Heart Transplant) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหัวใจวายรุนแรง และการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ
  • การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ที่สำคัญ ได้แก่ การงดเหล้า บุหรี่  ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ โดยควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ห้ามทำงานที่ต้องออกแรงสูง เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งผู้ที่มีภาวะหัวใจวาย และผู้ที่ยังไม่มีภาวะหัวใจวาย แต่มีโรคประจำตัว หรือโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดภาวะหัวใจวาย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทั้งนี้เพื่อควบคุมอาการในผู้ที่มีภาวะหัวใจวาย และลดความเสี่ยงในการนำไปสู่ภาวะหัวใจวาย ในผู้ที่มีโรคปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ
  • ปรับพฤติกรรมในด้านการกินอาหาร โดยเลือกกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ หลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงทำให้เกิดโรค เช่น อาหารเค็ม อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง เครื่องในสัตว์ กุ้ง หอย ปลาหมึก อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง เช่น ไอศกรีม ขนมที่ทำจากแป้ง ขาหมู ไส้กรอก เนยแข็ง อาหารที่ทำโดยการผัดหรือทอด เป็นต้น โดยหันมาเน้นการกิน เนื้อปลา เนื้อไก่ โดยทำแบบแกง ต้ม ยำ นึ่ง อบหรือย่าง ผักสด ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ข้าวโพดต้ม แก้วมังกร กล้วย มันเทศ กะหล่ำปลี
  • การออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม การออกกำลังกาย รวมถึงการควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้ผู้ป่วยควรเข้ารับคำแนะนำในการวางแผนการออกกำลังกาย และการกินอาหารอย่างเหมาะสมจากแพทย์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

แหล่งที่มา
  1. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. หัวใจวาย/หัวใจล้ม. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 426-428
  2. https://th.wikipedia.org/wiki/ภาวะหัวใจวาย
  3. https://www.healthline.com/health/heart-failure#symptoms
  4. https://www.bumrungrad.com/th/heart-cardiology-center-treatment-surgery-bangkok-thailand/conditions/congestive-heart-failure
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

โรคเกาต์-H2C00-1.jpg

โรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคที่เกิดอาการอักเสบ เนื่องจากมีกรดยูริก (Monosodium urate monohydrate – MSU) ตกตะกอน ใน ข้อและอวัยวะต่าง ๆ ผู้ชายมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเกาต์มากกว่าผู้หญิง 20 เท่า และพบบ่อยในผู้ชายอายุ 35 ปี ขึ้นไป ผู้หญิงจะพบได้บ่อยเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี หรือช่วงวัยหมดประจำเดือน

 

อาการและอาการแสดง

  • ข้ออักเสบฉับพลัน ปวด บวม แดง ร้อน อย่างชัดเจน มักมีอาการอักเสบมากที่สุดภายใน 24 ชั่วโมงแรก
  • พบบ่อยที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า หลังเท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อศอก อาจรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำ ๆ
  • ระยะแรก จะมีการอักเสบ ข้อเดียวนาน 1 – 2 วัน ปีละ 1 – 2 ครั้ง (ร้อยละ 60 จะกลับมีอาการซ้ำอีกภายใน 1 ปี) แต่ถ้าไม่ได้รักษา การอักเสบจะบ่อยขึ้น นานขึ้น เป็นหลายข้อพร้อมกัน มีก้อนผลึกกรดยูริกหรือก้อนโทฟัส (Tophus) ทำให้ข้อผิดรูป และกลายเป็นข้ออักเสบเรื้อรัง ข้อเสื่อมอย่างถาวร
  • มีโอกาสเกิดนิ่วในไต ร้อยละ 20 และมีโอกาสเกิดไตวาย ร้อยละ 10
  • ถ้าเป็นเรื้อรัง อาจพบก้อนโทฟัส ที่ข้อศอก ข้อเท้า ใบหู ก้อนอาจแตก และมีสารคล้ายชอล์กสีขาว ผลึกกรดยูริกออกมา แต่ถ้าก้อนไม่แตกเอง ก็ไม่ควรไปผ่า เพราะแผลจะหายช้ามาก
  • ผู้ที่มีลักษณะต่อไปนี้แสดงว่าเป็นโรคเกาต์แบบรุนแรง เช่น ปริมาณกรดยูริกในเลือดสูง มีก้อนโทฟัส เริ่มเป็นตั้งแต่อายุน้อย มีอาการไตอักเสบ หรือมีนิ่วในไต เป็นต้น

 

โรคเกาต์

https://www.webmd.com/arthritis/ss/slideshow-gout.

  

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคเกาต์

  • เกณฑ์การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบในโรคเกาต์ที่แน่นอน (definite) คือ การตรวจพบผลึกเกลือโมโนโซเดียมยูเรต (Monosodium urate crystal) จากน้ำไขข้อหรือก้อนโทฟัส ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจผลึก อาจใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเกาต์ของ Rome (Rome criteria) โดยอาศัยเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ ดังต่อไปนี้
    • ข้อบวมเจ็บซึ่งเกิดขึ้นทันทีทันใดและหายภายใน 2 อาทิตย์
    • ระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่า 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชายและมากกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในผู้หญิง
    • พบก้อนโทฟัส (tophus)
  • 2015 Gout Classification Criteria An American College of Rheumatology/European League Against Rheumatism Collaborative Initiative The entry criterion for the new classification criteria requires the occurrence of at least 1 episode of peripheral joint or bursal swelling, pain, or tenderness.
    • The presence of MSU crystals in a symptomatic joint/bursa (i.e., synovial fluid) or in a tophus is a sufficient criterion for classification of the subject as having gout, and does not require further scoring.
    • The domains of the new classification criteria include clinical (pattern of joint/bursa involvement, characteristics and time course of symptomatic episodes), laboratory (serum urate, MSU negative synovial fluid aspirate), and imaging (double contour sign on ultrasound or urate on dual-energy computed tomography, radiographic gout-related erosion).
    • The sensitivity and specificity of the criteria are high (92% and 89%, respectively).

 

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยจะต้องมีข้ออักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนฉับพลัน เป็น ๆ หาย ๆ และไม่ได้อาศัยการเจาะเลือด ตรวจกรดยูริกเพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดว่า เจาะเลือดแล้วกรดยูริกสูง เป็นเกาต์ แต่ถ้าเจาะเลือดแล้วกรดยูริกต่ำ ไม่เป็นเกาต์ ถ้าเจาะเลือดแล้วกรดยูริกสูง แต่ไม่มีอาการ ก็ไม่ได้เป็นโรคเกาต์ แต่จะเรียกว่า ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ไม่ต้องรักษา ยกเว้นมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่า 13.0 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในเพศชาย และ 10.0 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในเพศหญิง หรือการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะมากกว่าวันละ 1,100 มิลลิกรัม เมื่อรับประทานอาหารตามปกติ จะพบอุบัติการณ์ของไตทำงานบกพร่องและนิ่วในทางเดินปัสสาวะมากขึ้น ควรพิจารณาให้การรักษา

 

โรคเกาต์

https://theheartysoul.com/how-to-reverse-gout/

 

สาเหตุที่กระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบ

  • การบาดเจ็บหรือข้อถูกกระทบกระแทกแบบไม่รุนแรง โดยตอนกระแทกจะไม่ค่อยเจ็บ แต่ต่อมาเจ็บมากขึ้น
  • อาหารที่เป็นของแสลง ไม่ได้ทำให้เกิดโรค แต่จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในบางคน แต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงควรสังเกต จดบันทึกชนิดอาหารที่ทานก่อนเกิดข้ออักเสบ และหลีกเลี่ยงของแสลง โดยเฉพาะช่วงที่มีข้ออักเสบ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ไก่ เป็ด ห่าน น้ำต้มกระดูก กุ้งทะเล หมึก หอย ซุปก้อน กะปิ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง พืชบางชนิด เช่น ถั่ว เห็ด กระถิน ชะอม ใบขี้เหล็ก สะเดา สะตอ ผักโขม หน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่ง ผักคะน้า แตงกวา ของหมักดอง
  • เหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อื่น ๆ
  • อากาศเย็นหรือช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงเช้า หรือ ก่อนฝนตก เป็นต้น
  • ยา เช่น แอสไพริน ยารักษาวัณโรค ยาขับปัสสาวะ

 

แนวทางรักษา

  1. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ
  2. ลดการใช้งานของข้อที่อักเสบถ้าในช่วงที่มีการอักเสบมาก อาจจำเป็นต้องใส่เฝือกชั่วคราว เพื่อให้ข้ออยู่นิ่ง ๆ
  3. ยา
    • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์(NSAIDs, เอนเสด) เป็นยาบรรเทาอาการเท่านั้นไม่ได้รักษาโรค เมื่ออาการดีขึ้น ไม่ปวด ไม่บวม ไม่แดง ไม่ร้อน ก็หยุดยาได้ มีผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะคลื่นไส้ ท้องอืด แสบท้อง จุกแน่นลิ้นปี่ แผลในกระเพาะอาหาร หน้าบวม ตาบวม ขาบวม
    • ยา โคชิซีน (colchicine) ถ้ามีการอักเสบมากก็จะต้องใช้ยาปริมาณมาก ทาให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้นด้วย ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นคัน ซึ่งถ้าเกิดอาการข้างเคียงมาก ให้ลดปริมาณยาลง หรือ หยุดยาไว้ก่อน

      • การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
        • ถ้ามีข้ออักเสบบ่อย เช่น ข้ออักเสบทุก 1 – 2 เดือน ควรพิจารณาให้ยา 3 – 1.2 มก./วัน รับประทานทุกวัน
        • ถ้ามีข้ออักเสบไม่บ่อย เช่น ทุก 3 – 4 เดือนขึ้นไป อาจพิจารณาให้ยาเฉพาะช่วงที่เริ่มมีอาการปวดข้อ
      • การพิจารณาหยุดยา colchicines
        • ถ้าผู้ป่วยไม่มีปุ่มโทฟัส ให้พิจารณาหยุดยาเมื่อ ไม่มีข้ออักเสบ และควบคุมระดับกรดยูริกได้ตามเกณฑ์ที่ต้องการ เป็นระยะเวลา 6 – 12 เดือน
        • ถ้าผู้ป่วยมีปุ่มโทฟัส ให้พิจารณาหยุดยาเมื่อ ปุ่มโทฟัสหายไป และควบคุมระดับกรดยูริกได้ตามเกณฑ์ที่ต้องการเป็นระยะเวลา 6 – 12 เดือน
    • ยาลดกรดยูริก ยายับยั้งการสร้างกรดยูริก และยาเร่งการขับกรดยูริก
      • ควรเริ่มยา หลังจากข้ออักเสบหายสนิทแล้วเท่านั้น แต่ ในกรณีที่ใช้ยาอยู่แล้ว ให้ยาเดิมต่อไป ไม่ควรปรับขนาดยาลดกรดยูริกที่ผู้ป่วยได้รับขณะที่มีข้ออักเสบ
      • ตั้งเป้าหมายให้กรดยูริกในเลือดอยู่ในระดับเท่ากับหรือต่ำกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่ ในกรณีที่มีก้อนโทฟัสแล้วอาจตั้งเป้าหมายลดระดับกรดยูริกในเลือดลงมาเท่ากับหรือต่ำกว่า 5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
      • ระยะเวลาของการให้ยาควรให้ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาให้ยาไปจนผู้ป่วยไม่มีอาการอักเสบของข้อหรือให้จนปุ่มโทฟัสหายไปหมดเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 4 – 5 ปี ในรายที่มีประวัตินิ่วในทางเดินปัสสาวะหรือมีการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะมากกว่า 800 มก./วัน ต้องพิจารณาให้ยาลดกรดยูริกชนิดยายับยั้งการสร้างกรดยูริกไปตลอด
      • แนวทางการใช้ยายับยั้งการสร้างกรดยูริก (Xanthine oxidase inhibitor เช่น allopurinol febuxostat)
        • มีปุ่มโทฟัส
        • มีการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะมากกว่า 800 มก./วัน
        • มีประวัติหรือตรวจพบนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
        • ใช้ยาเร่งการขับกรดยูริกออกทางไตไม่ได้ผล
        • แนวทางการใช้ยาเร่งการขับกรดยูริก (Uricosuric agents)
      • อายุน้อยกว่า 60 ปี
        • หน้าที่การทำงานของไตปกติ การใช้ยา probenecid ควรมีค่า CCr มากกว่า 80 cc/min การใช้ยา benzpromarone ควรมีค่า CCr มากกว่า 30 cc/min)
        • มีการขับกรดยูริกออกทางไตน้อยกว่า 800 มก./วัน
        • ไม่มีประวัติหรือตรวจพบนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
        • ควรแนะนาให้ดื่มน้ำวันละมากกว่า 2 ลิตร หรือเปลี่ยนสภาวะความเป็นกรดของปัสสาวะให้เป็นด่าง (alkalinization; urine pH 6.5 – 7) โดยให้ potassium citrate หรือ potassium bicarbonate หรือ soda mint

แนะนำอ่านเพิ่มเติม
• 2015 Gout Classification Criteria An American College of Rheumatology/European League Against Rheumatism Collaborative Initiative
• ARTHRITIS & RHEUMATOLOGY Vol. 67, No. 10, October 2015, pp 2557–2568
• 2012 American College of Rheumatology Guidelines for Management of Gout. Part 1: Systematic Nonpharmacologic and Pharmacologic Therapeutic Approaches to Hyperuricemia
• Arthritis Care & Research Vol. 64, No. 10, October 2012, pp 1431–1446
• 2012 American College of Rheumatology Guidelines for Management of Gout. Part 2: Therapy and Antiinflammatory Prophylaxis of Acute Gouty Arthritis
• Arthritis Care & Research Vol. 64, No. 10, October 2012, pp 1447–1461
• แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์ (Guideline for Management of Gout) โดย สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2555 (ปรับปรุงจากแนวทางเวชปฏิบัติภาวะกรดยูริกในเลือดสูงและโรคเกาต์ ปี พ.ศ. 2544)
• แนวทางเวชปฏิบัติ ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) และโรคเก๊าท์ (Gout) โดยสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

 

ผู้เขียน : นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์
ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้ภาพ


โรคหลอดเลือดแดงแข็ง.jpg

โรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)  เป็นโรคที่หลอดเลือดแดงเกิดการอักเสบจากหลาย ๆ สาเหตุ จนทำให้หลอดเลือดแดงหนาตัว มีความแข็ง ขาดความยืดหยุ่นและอาจถึงขั้นตีบตัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดผ่านหลอดเลือดบริเวณดังกล่าวติดขัด ส่งผลให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงไม่เพียงพอ

 

โรคหรือภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง สามารถเกิดขึ้นได้กับหลอดเลือดทั่วร่างกาย โดยผู้ที่เป็นมักจะไม่รู้จนกระทั่งเกิดอาการของภาวะแทรกซ้อน ซึ่งขึ้นอยู่กับหลอดเลือดบริเวณที่ตีบตัน เช่น กรณีเกิดที่หลอดเลือดที่คอหรือสมอง อาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์ กรณีเกิดที่หลอดเลือดหัวใจ อาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด กรณีเกิดที่หลอดเลือดแขน ขา อาจทำให้เกิดอาการชา ปวด เป็นตะคริว มีแผลจะหายช้า และที่ไตถ้าเป็นรุนแรงอาจทำให้ไตวายได้

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

ในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่พบอาการใด ๆ จะเริ่มมีอาการเมื่อหลอดเลือดมีการตีบตันมากจนเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ไม่เพียงพอ อาการจึงขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ขาดเลือด เช่น

  • หลอดเลือดแดงแข็งที่คอและสมอง ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการของภาวะสมองขาดเลือด เช่น ชาใบหน้า แขนขาอ่อนแรง สูญเสียการทรงตัว ปวดศีรษะ วิงเวียน สับสน ปากเบี้ยว พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้ หายใจลำบาก กรณีไม่ได้รับการแก้ไขอาจส่งผลให้เป็นอัมพาตได้
  • หลอดเลือดหัวใจแข็ง ทำให้เลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ เกิดอาการของภาวะหัวใจขาดเลือด เช่น ปวดเค้นอก แน่นหน้าอก ปวดร้าวมาไหล่และแขนซ้ายด้านใน เหงื่อออกมาก หายใจหอบเหนื่อย กรณีเป็นรุนแรงส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวายได้
  • หลอดเลือดแดงแข็งที่ไต ทำให้เนื้อเยื่อไตขาดเลือด ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง ผู้ป่วยมักมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เท้าบวม ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย กรณีเป็นรุนแรงส่งผลให้เกิดภาวะไตวายได้
  • หลอดเลือดแดงแข็งที่แขนขา อาการที่สามารถพบได้ เช่น เป็นตะคริวบ่อย ปวดเมื่อยแขน ขาตลอดเวลา ชาแขน ขา กรณีเป็นรุนแรงมือ เท้า เล็บอาจเขียวคล้ำ สามารถเกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรงได้
  • นอกจากนั้นโรคนี้ยังสามารถทำให้เกิดหลอดเลือดโป่งพอง (Aneurysm) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและสามารถเกิดได้ทั่วร่างกาย โดยเกิดจากเมื่อผนังหลอดเลือดแดงเปราะบางลงจากภาวะโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) หรืออื่น ๆ จะทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นโป่งเป็นกระเปาะ เรียกว่า aneurysm ภาวะนี้มักไม่มีอาการใด ๆ แต่หากหลอดเลือดนี้เกิดการแตกออกอาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต

 

สาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้ผนังหลอดเลือดอักเสบ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากการมีไขมันหรือแคลเซียมเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว และการสะสมของไขมันและสารอื่นๆรวมถึงเม็ดเลือดขาว ทำให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ทั้งนี้หลอดเลือดแดงแข็ง มักเกิดในหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นส่วนใหญ่ พบในขนาดเล็กเป็นส่วนน้อย

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ได้แก่

    • การมีไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะการมีไขมันชนิด LDL-C ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่ดี ในปริมาณมาก และมีไขมัน HDL-C ซึ่งเป็นไขมันชนิดที่ดีในปริมาณน้อย
    • การมีภาวะอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวเกิน ซึ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง
    • การมีความดันโลหิตสูง ตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป โดยหากมีโรคร่วมอื่น เช่น โรคเบาหวาน โรคไต ด้วย ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็งเพิ่มมากขึ้น
    • การเป็นโรคเบาหวาน การมีน้ำตาลในเลือดสูง การมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผนังหลอดเลือดอักเสบ ซึ่งสามารถทำให้หลอดเลือดแข็งตัว และตีบตันได้
    • การมีพฤติกรรมเสี่ยงทางด้านสุขภาพที่สำคัญ ๆ ได้แก่ การมีไลฟ์สไตล์ในการดำเนินชีวิตที่ไม่เคลื่อนไหว ประกอบกับขาดการออกกำลังกายที่เพียงพอ การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่การกินอาหารไม่เป็นไปตามหลักโภชนาการที่ดี เช่น กินของมัน ของทอด อาหารที่มีไขมันจากสัตว์เป็นประจำ การมีภาวะเครียดบ่อยๆ ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง รวมถึงโรคอ้วนหรือภาวะน้ำหนักตัวเกิน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง
  • การมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยหากไม่ได้รับการรักษาจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น
  • การมีอายุมากขึ้น โดยเพศชายอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป และเพศหญิงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป
  • พันธุกรรม มีประวัติบุคคลที่เป็นญาติสายตรงในครอบครัว เป็นโรคนี้ก่อนวัยอันควร เช่น ก่อนวัย 45 ในผู้ชายและก่อนวัย 65 ในผู้หญิง

  

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติอาการป่วย  รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (ตามรายละเอียดในข้อสาเหตุ) พร้อมการตรวจร่างกาย การตรวจหาอาการของหลอดเลือดแดงแข็งบริเวณอวัยวะที่สอดคล้องกับปัจจัยเสี่ยง

ทั้งนี้เพื่อความแม่นยำ แพทย์อาจพิจารณาตรวจด้วยวิธีการอื่น ๆ เป็นการเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดเพื่อหาระดับไขมัน ระดับน้ำตาลในเลือด การใช้เทคนิคทางด้านเอ็กซเรย์หรือการสแกน เพื่อดูความผิดปกติหลอดเลือด เช่น เอกซเรย์ปอด อัลตร้าซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT-scan) การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) การทำดอปเปอร์อัลตร้าซาวด์ (Doppler ultrasound) เพื่อวัดความดันและการไหลของเลือดในหลอดเลือดที่คาดว่าผิดปกติ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อวินิจฉัยและหาตำแหน่งกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด การตรวจคลื่นหัวใจขณะออกกำลังกาย (Stress test) เพื่อตรวจหาการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติ การฉีดสารทึบแสงพร้อมการเอ็กซเรย์ (Angiogram) เพื่อดูความผิดปกติของหลอดเลือด

 

การรักษา

ภายหลังการวินิจฉัย รู้ตำแหน่งของหลอดเลือดที่ผิดปกติ ภาวะของโรคร่วมหรือโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงแล้ว แพทย์จะวางแผนการรักษาตามแนวทาง

  1. การรักษาแบบประคับประคองอาการ เช่น การให้ยาแก้ปวด ในผู้ป่วยที่มีการปวดขาจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็งบริเวณแขนขา ยาแก้ปวดศีรษะในผู้ที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรังจากความผิดปกติที่หลอดเลือดสมอง
  2. การรักษา/ควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ทั้งในรูปแบบของ
    • การใช้ยา ซึ่งมียาหลายตัวที่แพทย์สามารถเลือกใช้ ได้แก่ ยาลดไขมัน ซึ่งมีทั้งกลุ่มสแตติน (Statin) กลุ่มเรซิน (Resin) กลุ่มไฟเบรต (Fibrate) ยาลดความดันโลหิต กลุ่มเอจอินฮิบิเตอร์ (ACE inhibitors) กลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta blocker) กลุ่มอัลฟ่าบล็อกเกอร์ (Alpha blocker) ยาแคลเซียม แชนแนล บล็อกเกอร์(Calcium channel blockers) และยาขับปัสสาวะ เป็นต้น
    • การไม่ใช้ยา มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การควบคุมอาหาร กินให้ถูกโภชนาการ การเพิ่มการออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ แอกอฮอล์ การพักผ่อนให้เพียงพอ ฝึกปล่อยวาง เป็นต้น
  3. การป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน โดยการใช้ยาละลายลิ่มเลือดเช่น ยาวาร์ฟาลิน (Warfarin) หรือยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดยาแอสไพริน (Aspirin) ซึ่งหากลิ่มเลือดอุดตันบริเวณหลอดเลือดที่สำคัญ อาจทำให้ผู้ป่วยพิการหรือเสียชีวิตในระยะเวลาอันสั้นได้
  4. การผ่าตัดขยายหลอดเลือด สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การทำบอลลูน (Balloon) การใช้ลวดตาข่าย (Stent) ถ่างหลอดเลือด การตัดต่อหลอดเลือด (Graft) ซึ่งจะเลือกวิธีการใด ขึ้นกับว่าเป็นหลอดเลือดของอวัยวะใด การตีบตันเกิดในตำแหน่งใดของหลอดเลือด อายุ สุขภาพร่างกายผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์
  5. การผ่าตัดทำบายพาส (Coronary artery bypass grafting) เป็นการผ่าตัดโดยการนำหลอดเลือดดำที่ขามาเชื่อมหลอดเลือดแดงเข้าด้วยกันเพื่อสร้างทางเบี่ยงข้ามบริเวณที่หลอดเลือดตีบตัน ทำให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างปกติ ลดอาการเจ็บหน้าอก และป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือด

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งการปรับลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและการกินยา ทั้งนี้หากพบอาการที่ผิดปกติเพิ่มเติม ให้ปรึกษาแพทย์ทันที
  • ผู้ที่มีอาการใกล้เคียงกับโรคนี้ ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุทันที แม้ว่าอาการอาจเป็น ๆ หาย ๆ แต่ผู้ป่วยยังคงมีความเสี่ยงในการที่อาการดังกล่าวจะกลับมา และส่งผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ มากกว่าเดิม
  • บุคคลทั่วไป สามารถป้องกันและชะลอภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ได้โดย
    • การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยควรงดสูบบุหรี่ งดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงสภาวะที่ก่อให้เกิดความเครียดเรื้อรัง พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น 
    • การควบคุมอาหาร โดยให้ความสำคัญกับการทานอาหารในทุกมื้อ ไม่ควรทานในปริมาณมากหรือตามใจปาก โดยมีมื้อหลักไม่เกิน 3 มื้อ มื้อเช้าสำคัญอย่าขาด มื้อเย็นควรให้น้อยที่สุด เพราะเป็นช่วงก่อนเข้านอน ในแต่ละมื้อเน้นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะธัญพืช ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้แคลอรี่สูง เช่น ของมัน ของทอด เนื้อติดมัน และอาหารที่มีรสหวาน เช่น ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว เลือกดื่มน้ำเปล่าหรือนมไขมันต่ำแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • การออกกำลังกายเป็นประจำ ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไป โดยเลือกรูปแบบการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดผ่านอวัยวะต่าง ๆ ทำให้ลดโอกาสในการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจนเป็นเบาหวาน และภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งทั้ง 3 โรคถือเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง
    • การควบคุมน้ำหนัก ควรให้ความสำคัญกับปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ต่อวัน เพื่อวางแผนการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายให้เหมาะสม ไม่ให้น้ำหนักตัวเกินหรือมีภาวะอ้วน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการนำไปสู่โรคต่างๆที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งได้
    • รักษา/ควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน อย่างเคร่งครัด
    • ตรวจสุขภาพเพื่อดูการทำงานของหัวใจ ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และการทำงานของไต เพื่อคัดกรองความผิดปกติต่าง ๆ เป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค

 

แหล่งที่มา
  1. https://en.wikipedia.org/wiki/Atherosclerosis
  2. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/arteriosclerosis-atherosclerosis/symptoms-causes/syc-20350569
  3. https://www.honestdocs.co/atherosclerosis-cur
ภาพประกอบจาก : www.pngtree.com

 


โรคเบาหวาน.jpg

เบาหวาน (Diabetes mellitus : DM, Diabetes) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกายทำให้ตับอ่อนมีการผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ได้น้อยหรือไม่เพียงพอ หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อไปเผาผลาญเป็นพลังงานได้ตามปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รักษา จะส่งผลแทรกซ้อนก่อให้เกิดภาวะต่าง ๆ และโรคตามมาอีกหลายโรค เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ไตเสื่อม ประสาทตาหรือจอตาเสื่อม กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น จากข้อมูลพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากขึ้นทุกปี ส่วนหนึ่งเนื่องจากบางคนไม่มีอาการ การเรียนรู้เรื่องโรคเบาหวาน จึงเป็นสิ่งจำเป็น

 

ชนิดของเบาหวานและสาเหตุ

โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ๆ คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยมีอาการ สาเหตุ ความรุนแรง และการรักษาต่างกัน

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type I  DM) พบประมาณ 5% ของเบาหวานทั้งหมด เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยมาก หรือผลิตไม่ได้เลย แพทย์เชื่อว่าร่างกายของผู้ป่วยมีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านการทำงานของตับอ่อน จนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ เบาหวานชนิดนี้พบในเด็กและผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เป็นส่วนใหญ่ โรคเบาหวานชนิดนี้ จะต้องได้รับยาฉีดอินซูลินทุกวันเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ได้

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type II  DM) พบประมาณ 90 – 95% ของเบาหวานทั้งหมด เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยลง ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือผลิตได้เพียงพอแต่เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จึงทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าปกติ มักพบในผู้ที่มีอายุ 30 – 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภาวะอ้วน หรือมีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน เบาหวานชนิดนี้จะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป การตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดสูง แล้วปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารหรือการใช้ยาเบาหวานชนิดรับประทาน ส่วนใหญ่สามารถควบคุมให้อยู่ในระดับปกติได้

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) พบประมาณ 2 – 5% ของเบาหวานทั้งหมด โดยในขณะตั้งครรภ์ร่างกายหญิงจะมีการสร้างฮอร์โมนหลายชนิด โดยบางชนิดออกฤทธิ์ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จนกลายเป็นเบาหวาน ทั้งนี้ภายหลังการคลอดบุตร ระดับน้ำตาลในเลือดของมารดามักจะกลับเป็นสู่ปกติ

 

อาการ

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 อาการต่าง ๆ ที่เป็นผลจากเบาหวานจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยน้ำหนักตัวจะลดลงอย่างมากภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ผู้ป่วยหลายรายอาจมาโรงพยาบาลด้วยอาการหมดสติจากภาวะคีโตแอซิโดซิส (Ketoacidosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายเป็นกรด โดยมีระดับน้ำตาลและคีโตน (Ketone) ในเลือดสูง สืบเนื่องจากการขาดอินซูลิน

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในรายที่เพิ่งเริ่มเป็นหรือเป็นน้อย ๆ ค่าระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงมาก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน โดยอาจตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หรือตรวจร่างกายประจำปี สำหรับในรายที่มีอาการผิดปกติ อาจพบอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะในตอนกลางคืน กระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อย หิวบ่อย กินจุ อ่อนเพลีย  เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง บางครั้งมีอาการสายตามัว เห็นภาพไม่ชัด ปัสสาวะมีมดขึ้น (ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 200 mg/dL) ทั้งนี้อาการมักค่อยเป็นค่อยไป กรณีที่เป็นเรื้อรัง น้ำหนักตัวอาจลดจากการที่ร่างกายหันมาใช้พลังงานจากโปรตีนในกล้ามเนื้อและไขมันในร่างกาย อาจมีอาการคันตามตัว เป็นฝีหรือโรคติดเชื้อราที่ผิวหนังบ่อย หรือเป็นแผลเรื้อรังที่หายช้ากว่าปกติ

ผู้ป่วยบางรายที่อยู่ในภาวะเบาหวานมานานและไม่รู้ตัว อาจมาพบแพทย์ด้วยอาการของภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เช่น อาการชาหรือปวดแสบปวดร้อนปลายมือปลายเท้า ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เจ็บจุกหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต สายตามัว ฯลฯ

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติอาการ ประวัติการเจ็บป่วยต่าง ๆ ประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว การตรวจร่างกาย และที่สำคัญคือ การเจาะเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือด โดยแพทย์สามารถเลือก

  • ในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการแสดง การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบเจาะที่แขนหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (Fasting plasma glucose : FPG) ถ้ามีค่า 100 – 125 มก./ดล. ถือว่าเป็นระดับน้ำตาลสูงผิดปกติ เรียกว่า “กลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน” ซึ่งต้องตรวจยืนยันซ้ำด้วยการทดสอบความทนต่อน้ำตาล (Oral glucose tolerance test : OGTT)
    .
    ทั้งนี้การทดสอบความทนต่อน้ำตาล (OGTT) เป็นวิธีทดสอบโดยการให้ผู้ป่วยอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง แล้วทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก่อน 1 ครั้ง จากนั้นจะให้ผู้ป่วยดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม และทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มน้ำตาลไปแล้ว 2 ชั่วโมง (ค่าปกติจะต่ำกว่า 140 มก./ดล. แต่ถ้ามีค่า 140 – 199 มก./ดล. จะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน และถ้ามีค่าตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไปจะถือว่าเป็นเบาหวาน) แต่วิธีนี้จะใช้เฉพาะในรายที่ตรวจพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารสูงผิดปกติ (IFG) และหญิงหลังคลอดที่เคยตรวจพบว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM)

    .
  • ในผู้ป่วยที่มีอาการแสดง การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบสุ่มตรวจ คือ ตรวจได้ทันทีไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ถ้าพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไป ก็จะวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคเบาหวาน

นอกจากนั้นแพทย์อาจพิจารณาตรวจอื่น ๆ ประกอบไปด้วยตามความเหมาะสม เช่น

  • การตรวจปัสสาวะเพื่อดูน้ำตาลในปัสสาวะ
  • การตรวจพบระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม หรือฮีโมโกลบินเอวันซี (Hemoglobin A1C : HbA1C) มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 6.5% จากการตรวจ 2 ครั้งในต่างวันกัน (ค่าปกติจะต่ำกว่า 5% แต่ถ้ามีค่าอยู่ที่ 5.7 – 6.4% จะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน)
  • การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของไต เพราะเบาหวานมักส่งผลต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง
  • การตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานต่อจอตา

 

การรักษา

เป้าหมายของการรักษาเบาหวาน ทั้งชนิดที่ 1 หรือ 2 คือ การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ ถ้าไม่ได้ผล แพทย์จะค่อย ๆ ปรับขนาดยาเพิ่มขึ้น หากยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ แพทย์อาจเพิ่มยาชนิดที่ 2 หรือ 3 ก็ได้

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

  • ยาฉีดอินซูลินโดยเลือกชนิดและขนาดของยาให้ตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน โดยอาจฉีดให้วันละ 1 – 4 ครั้ง ตามสภาพของผู้ป่วย
  • เน้นให้ผู้ป่วยควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย ปรับพฤติกรรมที่เหมาะสม โดยเมื่อปรับยาฉีดจนสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมายแล้ว แพทย์ก็จะสอนให้ผู้ป่วยฉีดยาขนาดนั้นทุกวันไปเรื่อย ๆ และมาพบแพทย์ตามเวลานัด

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

แพทย์จะให้คำแนะนำโดยการให้ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และปรับพฤติกรรม ถ้าภายใน 3 เดือน ยังควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีแพทย์จะให้การรักษาด้วยยาควบคู่กัน สำหรับยารักษาโรคเบาหวาน ได้แก่

  • ยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylurea) เช่น ไกลเบนคลาไมด์ มีฤทธิ์กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน นิยมใช้เป็นยาตัวแรกในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน ผลข้างเคียงสำคัญ คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และการแพ้ยา
  • ยากลุ่มไบกัวไนด์ (Biguanide) เช่น เมทฟอร์มิน มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกลูโคสที่ตับและกระตุ้นให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อต่าง ๆ นำกลูโคสไปใช้งานได้มากขึ้น แพทย์มักใช้ยากลุ่มนี้เป็นยาตัวแรกในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง หรือมีภาวะน้ำหนักตัวเกิน และสามารถใช้ควบกับยารักษาเบาหวานกลุ่มอื่น ๆ ได้ทุกกลุ่ม ผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ ปากคอขม เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดมวนท้อง ท้องเสีย ถ้าใช้กับยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียหรือยาฉีดอินซูลิน อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ยากลุ่มกลิตาโซน (Glitazone) เช่น ยาไพโอกลิตาโซน เป็นกลุ่มยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อนำกลูโคสไปใช้งานได้ดีขึ้น สามารถใช้เป็นยารักษาเบาหวานแบบเดี่ยว ๆ หรือใช้ควบกับยารักษาเบาหวานกลุ่มอื่น ๆ ได้ทุกกลุ่ม ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ บวม น้ำหนักตัวขึ้น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เอนไซม์ตับ (AST, ALT) ขึ้น การติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น
  • ยากลุ่มเมกลิทิไนด์ (Meglitinides) เช่น ยารีพาไกลไนด์ มีฤทธิ์กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน สามารถใช้แทนยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียได้ในทุกกรณี ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ การแพ้ยา
  • ยากลุ่มยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส (Alpha-glucosidase inhibitor) ได้แก่ ยาอะคาร์โบส มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล จึงช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ นิยมใช้ยากลุ่มนี้เป็นยาเสริมยารักษาเบาหวานกลุ่มอื่น ๆ ได้ทุกกลุ่ม ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ มีลมในท้อง ปวดท้อง ท้องเสีย
  • ยาฉีดอินซูลิน (Insulin) ใช้รักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในบางกรณี เช่น กินยารักษาเบาหวานเต็มที่แล้ว ยังคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ หรือผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรง ผู้ป่วยผ่าตัด หรือผู้ป่วยตั้งครรภ์ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยาฉีดอินซูลินเป็นการชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคตับหรือโรคไต ผู้ป่วยเบาหวานที่แพ้ยารักษาเบาหวานชนิดรับประทาน

 

ทั้งนี้ผลข้างเคียงจากการทานยารักษาเบาหวาน อาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ คือ ทำให้มีอาการใจหวิว ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย เหงื่อออก ตัวเย็นเหมือนเวลาหิวข้าวมาก ๆ ถ้าเป็นมาก ๆ อาจทำให้เป็นลม หมดสติ หรือชักได้ เมื่อเริ่มใช้ยาผู้ป่วยจึงควรระวังอาการในลักษณะดังกล่าว ถ้าเริ่มรู้สึกว่ามีอาการก็ให้ผู้ป่วยรีบกินน้ำตาล ของหวาน หรือลูกอมทันที ก็จะช่วยให้อาการดีขึ้น

ผู้ป่วยเบาหวานควรเข้ารับการตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การตรวจตา การตรวจหัวใจ และหลอดเลือด ตรวจความผิดปกติของเท้า เพราะถ้าพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้หาทางป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือชะลอความรุนแรงลงได้

 

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย

ในรายที่เป็นมานาน ผู้ป่วยไม่รู้หรือไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่หาย หากปล่อยทิ้งไว้อาจพบภาวะแทรกซ้อน จากโรคเบาหวาน ที่สำคัญได้แก่

  • ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy) เกิดจากการที่น้ำตาลคั่งอยู่ในหลอดเลือดฝอยในลูกตา ทำให้หลอดเลือดฝอยที่ตาเสื่อม ส่งผลให้จอตาเสื่อม ผู้ป่วยจะมาด้วยการมองเห็นภาพไม่ชัด มองเห็นจุดดำลอยไปมา เป็นต้น
  • ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy) เมื่อน้ำตาลคั่งในหลอดเลือดฝอยไต ทำให้หลอดเลือดฝอยไตเสื่อม ส่งผลให้เกิดไตวาย (Renal failure)  ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการบวมที่เท้า ข้อเท้า ขา ซีด อ่อนเพลีย เป็นต้น
  • ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy) เมื่อน้ำตาลคั่งในหลอดเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาทในแต่ละอวัยวะ ทำให้หลอดเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาทของอวัยวะดังกล่าวเสื่อม

ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทได้ เช่น ชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้า มีความเสี่ยงต่อแผลหายช้า อัมพาตกล้ามเนื้อตา กลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือเบ่งปัสสาวะไม่ได้ กระเพาะอาหารทำงานไม่ปกติ รวมถึงการเกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Impotence) ในผู้ชาย

  • ภาวะแทรกซ้อนต่อหัวใจ การที่หลอดเลือดหัวใจเสื่อมจากภาวะเบาหวานประกอบกับภาวะไขมันในเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดหัวใจเกิดการอุดตัน เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตาย เกิดโรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease) บางรายมีความจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ และในหลายกรณีที่ไม่มีอาการล่วงหน้า ผู้ป่วยมีอาการครั้งแรกเป็นแบบรุนแรง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือ หัวใจล้มเหลว ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ช้ากว่าปกติ
  • ภาวะแทรกซ้อนต่อสมอง ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease) สูง โดยผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นอัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมองตีบมากกว่าบุคคลปกติ 3 – 5 เท่า โดยจะมีอาการเบื้องต้นคือ กล้ามเนื้อแขน ขา อ่อนแรงครึ่งซีกอย่างทันทีทันใด หรือเป็นครั้งคราว ใบหน้าชาครึ่งซีกใดซีกหนึ่ง พูดกระตุกกระตัก สับสนหรือพูดไม่ได้เป็นครั้งคราว ตาพร่าหรือมืดมองไม่เห็นไปชั่วครู่ กลืนอาหารแล้วสำลักบ่อย ๆ เป็นต้น
  • แผลเรื้อรังจากเบาหวาน (Diabetic ulcer) ผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีอาการปลายประสาทอักเสบ ภาวะขาดเลือดจากหลอดเลือดเสื่อมสภาพ และติดเชื้อง่ายจากภาวะภูมิคุ้มกันที่ต่ำ ทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย เกิดแล้วหายช้า อาจลุกลาม รุนแรง เป็นเนื้อตายจนถึงขั้นต้องตัดอวัยวะบริเวณดังกล่าวทิ้งได้ โดยเฉพาะแผลที่เท้า

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อเจาะตรวจเลือด หรือวางแผนการรักษาตามวันเวลานัด การขาดการจริงจังกับการรักษา อาจทำให้ผู้ป่วยประสบกับปัญหาจากภาวะแทรกซ้อนมากยิ่งขึ้นได้
  • ห้ามซื้อยารับประทานเอง ทั้งนี้ยาสามารถส่งผลต่อระดับน้ำตาล ทำให้เพิ่มขึ้นหรือลดต่ำลงจนอยู่ในระดับผิดปกติ โดยผู้ป่วยจะมีอาการและอาจเป็นอันตรายได้ เช่น กรณีน้ำตาลในเลือดต่ำจะมีอาการหน้ามืด ตาลาย เหงื่อออก อาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติ กรณีน้ำตาลในเลือดสูง จะมีอาการของภาวะเบาหวาน ถึงแม้รับประทานยา ทั้งนี้ควรพบแพทย์และรับประทานยาตามที่กำหนด
  • หมั่นตรวจและดูแลเท้าอย่างละเอียดทุกวัน ระวังไม่ให้มีบาดแผลหรือมีการอักเสบ ถ้ามีแผลที่เท้า แม้เพียงเล็กน้อย ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรประคบร้อน
  • คนปกติที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ควรเจาะเพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุก 3 ปี แต่หากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีพี่น้องเป็นเบาหวาน มีภาวะอ้วน มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ควรเจาะเร็วขึ้น บ่อยขึ้น โดยหากพบในระยะเริ่มแรกจะได้วางแผนการรักษาแต่เนิ่น
  • ควบคุมน้ำหนักให้คงที่ อย่าให้น้ำหนักเกินเกณฑ์หรือหากใครที่เป็นโรคอ้วนก็ควรรีบลดน้ำหนัก เพราะจากการวิจัยพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินล้วนมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงถึง 80% ฉะนั้น การควบคุมน้ำหนักจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญ
  • ควบคุมอาหารการกินอย่างเคร่งครัด โดยรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นผัก ผลไม้ ลดคาร์โบไฮเดรตชนิดไม่ดี ลดไขมัน หลีกเลี่ยงการกินน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำหวาน น้ำอัดลม นมหวาน ผลไม้รสหวานจัด หลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารทอด หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด และอาหารสำเร็จรูป
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยทำในปริมาณพอ ๆ กันทุกวันและไม่หักโหม ทั้งนี้เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การออกกำลังกายหักโหมมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส ไม่เครียด เพราะความเครียดอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้
  • เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและตีบเร็วขึ้นจนเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่าง ๆ ตามมาได้
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ เช่น วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่

 

แหล่งที่มา
  1. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. เบาหวาน. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 473-483
  2. www.mayoclinic.org
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


ไขมันในเลือดสูง-edit.jpg

ภาวะผิดปกติของไขมันในเลือดมีอยู่หลายแบบ เช่น ไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemias) คอเลสเตอรอลในเลือดสูง (Hypercholesterolemia) ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (Hypertriglyceridemia) ไลโปโปรตีนในเลือดผิดปกติ (Dyslipoprotein) โดยมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งชักนำให้เกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองตีบ ทั้งนี้ถ้าพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ก็จะมีโอกาสทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากขึ้น

 

ไขมันในเลือดที่สำคัญมีหลายชนิด แต่โดยทั่วไปในการตรวจวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง แพทย์จะตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid profile) ใน 4 ค่าหลัก ๆ ดังนี้

  • คอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol, TC) เป็นผลรวมของค่าคอเลสเตอรอล แอลดีแอล คอเลสเตอรอล เอชดีแอลคอเลสเตอรอล 20% ของค่าไตรกลีเซอไรด์ (แทนวีแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (VLDL-C) ซึ่งคำนวณได้ยาก) โดยค่าปกติควรน้อยกว่า 200 mg/dl
  • แอลดีแอล คอเลสเตอรอล (LDL-cholesterol) เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นต่ำ ไขมันชนิดนี้ถ้ามีในเลือดสูงจะไปเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากขึ้น โดยค่าปกติไม่ควรเกิน 100 mg/dl
  • เอชดีแอล คอเลสเตอรอล (HDL-cholesterol) เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นสูง มีหน้าที่นำคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือดไปทำลายที่ตับ ส่งผลดีต่อหลอดเลือดแดง เพราะจะป้องกันไม่ให้ไขมันตัวอื่น ๆ ไปพอกสะสมทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง โดยค่าปกติไม่ควรต่ำกว่า 40 mg/dl
  • ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่มีประโยชน์กับร่างกาย ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง และให้พลังงานเมื่อร่างกายต้องการ อย่างไรก็ตามผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบเพิ่มมากขึ้น ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 160 mg/dl

ภาวะไขมันในเลือดสูง พบได้บ่อยทั้งชายและหญิง พบมากในคนที่มีประวัติทางกรรมพันธุ์ คนอ้วน หรือคนที่ชอบกินอาหารพวกไขมันมาก ๆ หรือทำงานเบา ๆ ไม่ค่อยออกกำลังกาย

 

อาการและอาการแทรกซ้อน

โดยปกติแล้วไขมันในเลือดสูงจะไม่มีอาการแสดงให้เห็น มักจะพบจากผลทางห้องปฏิบัติการระหว่างการการตรวจเช็คสุขภาพหรือขณะมาพบแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อน เช่น เจ็บหน้าอก ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ อัมพาต ฯลฯ โดยในรายที่มีภาวะไขมันสูงมาก ๆ อาจพบตุ่มหรือแผ่นเนื้อเยื่อไขมันบนผิวหนัง บริเวณหนังตา คอ หลัง สะโพก (Xanthoma) หรือที่เส้นเอ็น บริเวณเอ็นร้อยหวาย เอ็นข้อนิ้วมืออาจทำให้เส้นเอ็นมีลักษณะหนาตัว หรืออาจพบวงแหวนสีขาว ๆ ตรงขอบกระจกตาดำ

ไขมันในเลือดสูง และเข้าไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดจนสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และหลอดเลือดตีบตัน ความดันโลหิตสูง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับหลอดเลือดในทุกส่วนของร่างกาย ทำให้เกิดโรคและอาการต่าง ๆ ได้แก่

  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดหัวใจ เมื่อไขมันไปเกาะสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งและตีบตัน เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดสมอง เมื่อไขมันไปเกาะสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดสมองแข็งและตีบตัน ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต สมองเสื่อมได้
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขา ทำให้ปวดน่องมากๆเวลาเดิน เป็นตะคริว ปลายเท้าเย็น เป็นแผลเรื้อรังที่เท้าหรือปวดขาหรือปลายเท้า
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดเลี้ยงอวัยวะเพศชาย ทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือภาวะองคชาตไม่แข็งตัว
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดไต ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบ ทำให้ไตสูญเสียการทำงานและไตวายในที่สุด

 

สาเหตุ

อาจเกิดจากหลายสาเหตุหรือหลายปัจจัย แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ได้แก่

  • กรรมพันธุ์ มีผลต่อการเกิดภาวะไขมันในเลือดสูงได้ทุกแบบ รวมถึงภาวะ HDL-cholesterol ต่ำ
  • พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวมาก ทำให้ LDL-cholesterol สูง, การกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ทำให้ Triglyceride สูง การออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ทำให้การเผาผลาญไขมันส่วนเกินเกิดได้น้อย, การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่มากเกินไป
  • โรค ภาวะรวมถึงยาบางชนิด เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลัน ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โลหิตเป็นพิษ โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไตวายเรื้อรัง ยาเบต้าบล็อคเกอร์ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง ขณะที่โรคตับแข็ง โรคตับที่มีการอุดกั้นทางเดินน้ำดี โรคไตเนโฟรติก ทำให้คอเลสเตอรอลสูง บางกรณีอาจมีไตรกลีเซอไรด์สูงด้วย
  • เพศชายมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง โดยทั้ง 2 เพศ เมื่ออายุมากขึ้นจะมีความเสี่ยงมากขึ้น

 

การวินิจฉัย

การตรวจวัดระดับไขมันในเลือดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออยู่ในภาวะอ้วน ผู้มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคเหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร ผู้มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง สมองขาดเลือดชั่วคราวหรือโรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน รวมถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคไต โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง หรือตับอ่อนอักเสบ สำหรับผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง โดยมีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป ควรตรวจวัดระดับไขมันในเลือดอย่างน้อยทุก 5 ปี

 

 

ในกรณีที่ค่าไขมันในเลือดตัวใดตัวหนึ่งผิดปกติ แพทย์จะสืบหาสาเหตุโดยอาศัยการตรวจร่างกาย การซักประวัติสุขภาพบุคคลในครอบครัว โดยอาจมีการเจาะเลือด  การตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉพาะกรณีเป็นการเพิ่มเติม ทั้งนี้สาเหตุของไขมันในเลือดสูงที่มาจากโรคหรือภาวะบางอย่าง ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือดไม่เหมือนกัน รวมทั้งรูปแบบการรักษาและชนิดของยาที่จะตอบสนองแตกต่างกันด้วย

 

การรักษา

ถ้าพบว่ามีระดับไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ แพทย์จะวางแผนการรักษา โดยดูให้สอดคล้องกับความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด หลักเบื้องต้นดังนี้

  1. ถ้าไม่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีปัจจัยเสี่ยงเพียง 1 ข้อ เช่น ตรวจพบค่า LDL > 160 mg/dl ไม่มีความเสี่ยงจากกรรมพันธุ์ ไม่เป็นโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง ตับแข็ง เป็นต้น แพทย์จะทำการรักษาแบบไม่ใช้ยา โดยแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัว เป็นระยะเวลา 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้าค่าไขมันที่ตรวจครั้งใหม่ยังสูงอยู่ แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปด้วย แต่ถ้าตรวจพบค่า LDL > 190 mg/dl อยู่ในเกณฑ์สูงมาก แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการรักษาแบบไม่ใช้ยาทันที
  2. ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป เช่น ตรวจพบค่า LDL > 130 mg/dl โดยผู้ป่วยติดบุหรี่และมีความดันโลหิตสูงให้ใช้การรักษาโดยไม่ใช้ยาลดไขมันในเลือด 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้าค่าไขมันที่ตรวจครั้งใหม่ยังสูงอยู่ แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการรักษาแบบไม่ใช้ยา
  3. กรณีที่เป็นโรคเบาหวานหรือเคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดมาแล้ว ตรวจพบค่า LDL > 100 mg/dl ให้ใช้การรักษาแบบไม่ใช้ยา ถ้า LDL > 130 mg/dl แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการรักษาแบบไม่ใช้ยา.

    1. การรักษาแบบไม่ใช้ยา
      เป็นการแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวในด้านต่าง ๆ เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ

      • ปรับพฤติกรรมในด้านการกินอาหาร เช่น ลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง เครื่องในสัตว์ กุ้ง หอย ปลาหมึก อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง เช่น ไอศกรีม ขนมที่ทำจากแป้ง ขาหมู ไส้กรอก เนยแข็ง อาหารที่ทำโดยการผัดหรือทอด อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวสูง ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว ขนมเค้ก ของหวาน ลูกอม รวมถึงอาหารที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในอาหารที่ให้ความหวาน โดยหันมาเน้นการกิน เนื้อปลา เนื้อไก่ โดยทำแบบแกง ต้ม ยำ นึ่ง อบหรือย่าง ผักสด ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ข้าวโพดต้ม แก้วมังกร กล้วย มันเทศ กะหล่ำปลี
      • เพิ่มการออกกำลังกาย การออกกำลังกาย Zone 2 – 3 อย่างสม่ำเสมอ โดยให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 61 – 80% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (Maximum heart rate) เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ปั่นจักรยานต่อเนื่องมากกว่า 30 นาที เป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยลดระดับไขมันชนิดต่างๆและช่วยเพิ่มระดับไขมัน HDL นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดได้ ไม่ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วยก็ตาม
      • การลดน้ำหนัก สอดคล้องกับ 2 ข้อแรก หากคุมการกินอาหารได้ดี ประกอบกับออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หรือวิธีอื่นๆที่ทำให้น้ำหนักตัวลดลง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือมีภาวะอ้วน จะช่วยให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงและช่วยเพิ่มระดับกลุ่มไขมัน HDL ได้
    2. การรักษาแบบใช้ยา
      ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัดแล้ว ยังไม่สามารถควบคุมระดับไขมันในเลือดให้เป็นปกติได้ แพทย์จะพิจารณาใช้ยาลดไขมัน ซึ่งมีหลายกลุ่ม ได้แก่

      • ยากลุ่มสแตติน (Statin หรือ HMGCoA reductase inhibitor) มีประสิทธิภาพในการลดแอลดีแอลคอเลสเตอรอลในเลือด ตัวอย่างเช่น ซิมวาสแตติน (Simvastatin), พราวาสแตติน(Pravastatin), ฟลูวาสแตติน (Fluvastatin)
      • ยาช่วยขจัดกรดน้ำดี (Resins หรือ Bile acid sequestrants) มีประสิทธิภาพลดระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอลได้ดี ตัวอย่างเช่น คอเลสไทรามีน (Cholestyramine) คอเลสทิพอล (Colestipol) คอเลสเซเวแลม (Colesevelam)
      • ยากลุ่มไฟเบรต (Fibrate) มีประสิทธิภาพในการลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ในระดับหนึ่ง และเพิ่มเอชดีแอล คอเลสเตอรอล ตัวอย่างเช่น บีซาไฟเบรต (Bezafibrate), ฟีโนไฟเบรต (Fenofibrate), เจมไฟโบรซิล (Gemfibrozil)
      • ยายับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอล (Selective cholesterol absorption inhibitors) เช่น ยาอีเซทิไมบ์ (Ezetimibe)
      • ยาอื่นๆ เช่น วิตามิน บี 3, Niacin, กรดนิโคตินิก (Nicotinic acid)

ทั้งนี้การใช้ยาให้ได้ผลสูงสุดขึ้นกับขนาดของยา รวมถึงยาตัวอื่นที่กินร่วมกัน และยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง ดังนั้น ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาลดไขมันกินเอง โดยควรกินยาตามแพทย์แนะนำเท่านั้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี แต่มีปัจจัยเสี่ยง อาทิ มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือภาวะไขมันในเลือดสูง ควรตรวจระดับไขมันในเลือด โดยก่อนตรวจควรอดอาหารอย่างน้อย 12 ชั่วโมง กรณีที่การตรวจครั้งแรกพบว่ามีระดับไขมันในเลือดสูง อาจจำเป็นต้องตรวจซ้ำอีก 1 – 2 ครั้ง ภายใน 1 เดือน เพราะการตรวจในแต่ละครั้งอาจมีความคลาดเคลื่อนได้
  • ในการรักษาทั้งแบบใช้ยาหรือไม่ใช้ยา ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตัวในด้านต่าง ๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผู้ที่ใช้ยาต้องกินยาตามแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับผู้ที่รับการรักษาแบบไม่ใช้ยา โดยต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหาร การออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก รวมถึงการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางด้านสุขภาพอื่น ๆ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์

 

แหล่งที่มา
  1. http://www.srinagarind.md.kku.ac.th/New%20folder/งานเวชกรรมสังคม/คู่มือสุขภาพ/คู่มือภาวะไขมันในเลือด.pdf
  2. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. ไขมันในเลือดสูง, ไขมันในเลือดผิดปกติ. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 485-489
  3. http://haamor.com/th/ไขมันในเลือดสูง/
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


โรคอ้วน.jpg

โรคอ้วน (Obesity) เป็นปัญหาสาธารณสุขอันดับต้น ๆ ของโลก เนื่องจากปัจจุบันวิถีชีวิตเปลี่ยนไป โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเมือง ใช้เวลาเดินทางมากขึ้น ไม่มีเวลาทำอาหาร เลือกอาหารสุขภาพทานได้น้อยลง มีการรับประทานอาหารประเภทสะดวกทำ สะดวกซื้อมากขึ้น ซึ่งอาหารเหล่านั้นหลายประเภทมีไขมันและคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) มาก ประกอบกับการออกกำลังกายน้อยลง ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำหนักเกิน (Overweight) และโรคอ้วน (Obesity) ง่ายขึ้น

 

ภาวะอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด(1-2) โรคกระดูกและข้อ(3-4) โรคระบบทางเดินอาหารรวมถึงการเกิดภาวะไขมันเกาะตับ(5) และมะเร็ง ได้แก่ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ ตับ น้ำดีท่อน้ำดี ตับอ่อน เต้านม มดลูก ไทรอยด์และมะเร็งเม็ดเลือดขาว(6) นอกจากนี้การวิจัยพบว่าภาวะอ้วนลงพุงมีความสัมพันธ์กับภาวะต้านอินซูลิน และโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ภาวะอ้วนจึงมีผลทำให้ปีสุขภาวะลดลง จากการเกิดโรคเรื้อรัง มีผลให้คุณภาพชีวิตลดลง(7-10)

โดยโรคอ้วนสามารถบอกได้จากการวัดปริมาณไขมันในร่างกายว่ามีมากน้อยเพียงใด ส่วนการวัดปริมาณไขมันในช่องท้องและไขมันใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้องจะชี้บอกว่าเป็นโรคอ้วนลงพุงหรือไม่ แต่การวัดปริมาณไขมันในร่างกายต้องใช้เครื่องมือพิเศษและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ในทางปฏิบัติจึงใช้ค่าดัชนีมวลกายเพื่อการวินิจฉัยโรคอ้วนทั้งตัว และวัดเส้นรอบเอวเพื่อการวินิจโรคอ้วนลงพุง

  1. ค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index, BMI)
    คำนวณจากการใช้ค่าน้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง โดยค่าที่ได้และความหมายสามารถอ่านได้จากตารางคำนวณค่าดัชนีมวลกาย ซึ่งผู้ที่มีภาวะอ้วนในคนไทยและชาวเอเชีย(11) คือ ผู้ที่มีค่า BMI อยู่ที่ 25 กก/ม2 ขึ้นไป สำหรับเกณฑ์น้ำหนักเกิน คือบุคคลที่มีค่า BMI ระหว่าง 23 – 24.9 กก/ม2 แต่มีบางกรณีที่น้ำหนักที่มากไม่ได้มาจากไขมัน แต่เป็นกล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกกำลังกาย
  2. การวัดรอบเอว
    ตำแหน่งที่วัดเส้นรอบเอว คือ จุดกึ่งกลางระหว่างขอบล่างของกระดูกซี่โครงและขอบบนของกระดูกเชิงกราน ให้วัดในท่ายืนตรงขณะหายใจออก ควรวัดในตอนเช้าก่อนรับประทานอาหารโดยพันสายวัดแนบกับลำตัว ไม่รัดแน่นจนเกินไป และสายวัดขนานกับพื้น

    .
    การตัดสินอ้วนลงพุงโดยการวัดเส้นรอบเอว มีข้อดีหลายประการ คือ เป็นดัชนีที่คาดคะเนมวลไขมันในช่องท้อง การวัดทำได้ง่าย มีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายใช้ทำนายการเกิดโรคแทรกซ้อนจากโรคอ้วนได้ดี เกณฑ์การตัดสินอ้วนลงพุงในผู้ใหญ่โดยเส้นรอบเอว คือ ในเพศชายมีเส้นรอบเอว ตั้งแต่ 90 ซม.ขึ้นไป และในเพศหญิงมีเส้นรอบเอวตั้งแต่ 80 ซม. ขึ้นไป การตัดสินอ้วนลงพุงนอกจากการใช้ค่าวัดเส้นรอบเอวเกินค่ามาตราฐานดังกล่าวข้างต้นแล้ว การใช้ค่าเส้นรอบเอวไม่เกินค่าที่คำนวณจากส่วนสูงหารด้วยสองในทั้งสองเพศ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการตัดสินอ้วนลงพุงได้ดี

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
ผู้เป็นโรคอ้วนอาจจะไม่มีอาการ บางรายจะมีความรู้สึกหายใจติดขัด นอนกรนจากปัญหาการหายใจ เหนื่อยง่าย ร้อนง่าย เหงื่อออกมาก เคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวกแล้ว อาจมีอาการของโรคแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะอ้วน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด น้ำตาลในเลือดสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ กรดไหลย้อน ข้อเสื่อม เป็นต้น

เมื่อไรควรไปพบแพทย์
ผู้ที่มีภาวะอ้วนต้องพยายามควบคุมน้ำหนัก แต่ถ้าไม่สำเร็จหรือผู้ที่มีอาการของโรคอ้วน กระทบคุณภาพในการดำเนินชีวิต และผู้ที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนควรไปพบแพทย์

 

สาเหตุ (12, 13, 14)

ภาวะอ้วนและโรคอ้วน เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญพลังงานออกไปได้หมดในแต่ละวัน โดยเหลือเก็บไว้ในรูปของไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ใต้ผิวหนัง ช่องท้อง อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเกิดขึ้นจากปัจจัยหลัก ๆ คือ พฤติกรรมการกินอาหารที่ผิด เช่น กินมากเกินพอดี กินอาหารที่มีไขมันชนิดไม่ดี ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเกินความต้องการ นอกจากนี้ ยังเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่

  • กรรมพันธุ์ ลูกที่มีพ่อและแม่อ้วนทั้งคู่จะมีโอกาสอ้วนร้อยละ 80 ในขณะที่ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วน ลูกจะมีโอกาสอ้วนร้อยละ 40(12)
  • ออกกำลังกายไม่เพียงพอ กิจกรรมในชีวิตประจำวันและการออกกำลังกายเป็นการใช้พลังงานหลักนอกเหนือจากพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในขณะพัก หากกิจวัตรประจำวัน ส่วนใหญ่เป็นการนั่ง นอน ประกอบกับออกกำลังกายไม่เพียงพอ ขณะที่มีพฤติกรรมการกินที่ผิด ส่งผลให้เกิดภาวะอ้วนหรือโรคอ้วนได้เร็วขึ้น
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ มีการศึกษาพบว่าการนอนหลับน้อยกว่าวันละ 5 ชั่วโมง ส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนบางชนิดน้อยลง เช่น ฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ที่มีบทบาทในการลดความอยากอาหาร และฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ที่มีหน้าที่กระตุ้นการใช้พลังงานของร่างกาย(15)
  • อารมณ์และจิตใจ ส่งผลทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ผิดสำหรับบางคนได้ เช่น บางคนดีใจจะกินบ่อย ในขณะที่บางคนกลุ้มใจ กังวลใจ จะกินบ่อย หรือบางคนกังวล เครียดจะออกกำลังกาย ในขณะที่บางคนมีความสุข ถึงจะออกกำลังกาย เป็นต้น
  • เพศ ผู้หญิงสามารถอ้วนได้ง่ายกว่าผู้ชาย เพราะมีพฤติกรรมการกินอาหารบ่อยกว่า มีช่วงเวลาการตั้งครรภ์ทำให้น้ำหนักตัวมากขึ้น ผู้หญิงบางคนเป็นโรคอ้วนจากการตั้งครรภ์รวมถึงการมีกล้ามเนื้อน้อย ทำให้การเผาผลาญพลังงานของกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชาย
  • อายุ อายุที่มากขึ้น ร่างกายจะมีการเผาผลาญพลังงานลดน้อยลง โอกาสที่จะเกิดภาวะอ้วนจึงมีเพิ่มขึ้น
  • ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ หากร่างกายได้รับเป็นเวลานาน อาจทำให้อ้วนได้ หรือในผู้หญิงที่ฉีดยาหรือใช้ยาคุมกำเนิด ก็สามารถทำให้อ้วนได้
  • โรคบางชนิด เช่น ไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroid) จะทำให้ร่างกายลดการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ที่มีบทบาทในการเผาผลาญพลังงาน โรคคุชชิ่งซินโดรม (Cushing’s syndrome) ทำให้ระดับฮอร์โมนคอรติซอล (Cortisol) เพิ่มสูง ทำให้เกิดไขมันสะสมตามใบหน้า ช่องท้องและหน้าอก รวมถึง โรคเนื้องอกต่อมใต้สมองเป็นต้น

 

การวินิจฉัย

ในรายที่คำนวณค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index, BMI) พบว่า อยู่ในเกณฑ์โรคอ้วนแล้ว แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ซักประวัติสุขภาพ การใช้ชีวิตประจำวัน พฤติกรรมในการกิน ประเภทอาหารและเครื่องดื่ม การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ประวัติสุขภาพของครอบครัว โดยอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาระดับน้ำตาล ระดับไขมันในเลือด เพื่อให้ทราบผลความผิดปกติแล้วนำไปสู่การวางแผนรักษา

ในกรณีที่เป็นโรคที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยมีภาวะอ้วน แพทย์จะทำการรักษาที่โรคดังกล่าวก่อน สำหรับในรายที่มีอาการแทรกซ้อนจากโรคอ้วน แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อระบุถึงโรคดังกล่าว เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

 

การรักษา

การรักษาโรคอ้วนจะปรับตามระดับความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย โดยแพทย์จะพิจารณาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วย เพื่อให้การลดน้ำหนักสัมฤทธิ์ผลร่วมกับการรับประทานยาตามความจำเป็น เริ่มจาก

  • การควบคุมอาหาร ปรับพฤติกรรมการกินและประเภทของอาหารที่กิน เพื่อให้ร่างกายได้ปริมาณพลังงานไม่มากไปกว่าที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน โดยผู้ชายที่ต้องการลดน้ำหนัก ควรบริโภค 1,500 – 1,800 แคลอรี่/วัน ส่วนผู้หญิงควรบริโภคแคลอรี่ 1,200 – 1,500 แคลอรี่/วัน ทั้งนี้ควรลดปริมาณแคลอรี่ของอาหารต่อวัน เพิ่มอาหารประเภทเส้นใย เช่น ผัก อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันดี หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันไม่ดี โดยปัจจุบันมีสูตรอาหาร (Diet) หลายสูตรที่เป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แพทย์สามารถให้คำแนะนำในการเลือกใช้สูตรอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้
  • การออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่เหมาะกับการลดน้ำหนัก เหมาะกับวัยและความแข็งแรงของร่างกายเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้เพื่อเผาผลาญพลังงานส่วนเกินจากการรับประทาน รวมถึงการเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายด้วย
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเพิ่มกิจกรรมที่ใช้พลังงานให้มากขึ้น เช่น การเดินขึ้นบันได การจอดรถให้ไกลเพื่อเพิ่มระยะในการเดิน การลุกขึ้นเดินเพื่อลดเวลาในการนั่งอยู่กับที่นาน ๆ เป็นต้น
  • การใช้ยาลดน้ำหนักหรือยาลดความอ้วน แพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาตามแนวทางดังนี้
    • ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย 27.0 – 29.9 กก./มและมีความเสี่ยงของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เช่น คนในครอบครัวป่วยด้วยโรคดังกล่าว จะพิจารณาให้ยาภายหลังการการคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแล้วอย่างน้อย 3 เดือน
    • ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย ได้ตั้งแต่ 30.0 กก./มขึ้นไป จะให้ใช้ยาภายหลังการรักษาด้วยการคุมอาหาร ออกกำลังกายและการปรับพฤติกรรมแล้วอย่างน้อย 3 เดือน ทั้งนี้การใช้ยาจะต้องพิจารณาในผู้ที่เหมาะสมเท่านั้น เช่น ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และหญิงตั้งครรภ์ เป็นต้น
      .
      ทั้งนี้ ยาลดน้ำหนักที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาจะอยู่ในกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
      .
    • ยาลดความรู้สึกอยากอาหาร เช่น ยาเฟนเตอมีน (Phentermine) เป็นยาที่มีฤทธิ์กดสมอง ทำให้ลดความอยากอาหาร มีโครงสร้างทางเคมีคล้ายสารกระตุ้นที่ชื่อ แอมฟาตามีน(Amphetamine) จึงมีผลข้างเคียงมาก จึงถูกจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 2 ที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
    • ยายับยั้งการดูดซึมไขมันจากอาหารที่รับประทาน ได้แก่ ยาออร์ลิสแตท (Orlistat) เช่น ยี่ห้อ Xenical และ Alli มีผลข้างเคียง ได้แก่ อุจจาระมีไขมันปน มีไขมันไหลออกจากทวารหนัก แต่ข้อดีที่ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะโยโย่ในภายหลัง
    • ยาควบคุมความอยากอาหาร ได้แก่ ยาลอร์คาเซริน (Lorcaserin) ยี่ห้อ Belviq ทำให้มีความรู้สึกอิ่มเร็ว จึงรับประทานอาหารได้น้อยลง
    • ยาสูตรผสมระหว่าง ตัวยาเฟนเตอมีน (Phentermine) และตัวยาโทพิราเมต (Topiramate) โดยเป็นสูตรออกฤทธิ์เร็ว หรือ Extended-Release เช่น ยี่ห้อ Qsymia ลดน้ำหนักโดยผ่าน 2 กลไกออกฤทธิ์ คือ มีผลต่อสัญญาณเคมีในสมอง และไปกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เพิ่มประสิทธิผลในการลดน้ำหนักได้ดีขึ้น
    • ยาสูตรผสมระหว่าง ตัวยานาลเทรกโซน (Naltrexone) ที่ใช้ลดอาการติดสุรา และตัวยาบูโพรพิออน (Bupropion) ที่ใช้รักษาภาวะซึมเศร้า ใช้ลดน้ำหนักด้วยการออกฤทธิ์ต่อสมอง ทำให้ลดความอยากอาหาร และลดพฤติกรรมการบริโภคตามอารมณ์ได้
  • การเข้ากลุ่มบำบัด ทำให้ผู้ที่มีปัญหาโรคอ้วนเหมือนกัน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ วางแผนอย่างเป็นระบบ และตั้งเป้าหมายร่วมกันในการลดน้ำหนัก โดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ
  • การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Bariatric surgery) แพทย์จะพิจารณาใช้ในผู้ที่มีค่า BMI สูงมากกว่า 40.0 กก./มขึ้นไป หรือ มีค่า BMI ในช่วง 35.0 – 40.0 กก./มและมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ทั้งนี้การผ่าตัดมีหลายแบบ เช่น การสร้างถุงเชื่อมกระเพาะอาหารส่วนบนกับลำไส้เล็ก เพื่อให้อาหารผ่านกระเพาะเร็วขึ้น การนำห่วงไปรัดกระเพาะอาหารให้เล็กลง เพื่อให้รับประทานอาหารได้ลดลง โดยสามารถปรับขยายกระเพาะในภายหลังได้ หรือการตัดกระเพาะอาหารบางส่วนออก เพื่อให้มีขนาดเล็กลง เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ควรมีการคำนวณปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน (Total Daily Energy Expenditure, TDEE) โดยนำค่า BMR ซึ่งเป็นค่าพลังงานที่ร่างกายใช้ในขณะพัก คูณด้วยค่าปัจจัยกิจกรรม ซึ่งแตกต่างกันตามรูปแบบในการใช้ชีวิตของแต่ละคน นำค่าที่ได้มาวางแผนในการรับประทานอาหารและปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต
  • ควรให้ความสำคัญกับการทานอาหารในทุกมื้อ โดยไม่ควรทานในปริมาณมากหรือตามใจปาก โดยมีมื้อหลักไม่เกิน 3 มื้อ มื้อเช้าสำคัญอย่าขาด มื้อเย็นควรให้น้อยที่สุด เพราะเป็นช่วงก่อนเข้านอน ในแต่ละมื้อเน้นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะธัญพืช ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้แคลอรี่สูง เช่น ของมัน ของทอด เนื้อติดมัน และอาหารที่มีรสหวาน เช่น ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว เลือกดื่มน้ำเปล่าหรือนมไขมันต่ำแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ค่าพลังงานที่ได้จากการรับประทานอาหารควรน้อยกว่าค่าปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน ในผู้ที่ต้องการลดความอ้วน
  • ควรออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยเพื่อให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานในส่วนที่เกินจากปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน เช่น วันนี้มื้อกลางวันทานอาหารมากกว่าปกติ ตกเย็นควรออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น เพื่อเผาผลาญพลังงานในส่วนเกิน กรณีที่ไม่ออกกำลังกายหรือออกกำลังกายไม่เพียงพอ ร่างกายจะเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ในรูปไขมันที่ทำให้อ้วน สำหรับการออกกำลังกายนั้นควรออกให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายอย่างน้อย 150 – 300 นาที/สัปดาห์ อาจเลือกกิจกรรมง่าย ๆ อย่างการวิ่ง เดิน หรือเต้น และเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ เมื่อมีโอกาส ส่วนผู้ที่เคยรักษาภาวะอ้วนและต้องการป้องกันไม่ให้กลับมาอ้วนอีก ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 60 นาที
  • ควรมีการจดบันทึกและติดตามการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำมาปรับใช้ในการวางแผนการทานอาหาร การออกกำลังกาย และพฤติกรรมด้านอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการลดความอ้วน
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หากไม่แน่ใจว่าตนกำลังเผชิญกับภาวะอ้วนหรือไม่ หรือต้องการทราบวิธีการปฏิบัติตัวเพื่อให้ห่างไกลจากภาวะอ้วน สามารถปรึกษาแพทย์

 

แหล่งที่มา
  1. Singh GM, Danaei G, Farzadfar F, StevensGA, Woodward M, Wormser D, et al. The age-specific quantitative effects of metabolic risk factors on cardiovascular diseases and diabetes: a pooled analysis. PLoS One 2013; 8(7): e65174. 3.
  2. Emerging Risk Factors Collaboration, Wormser DKaptoge SDi Angelantonio EWood AMPennells LThompson A, et al. Separate and combined associations of body-mass index and abdominal adiposity with cardiovascular disease: collaborative analysis of 58 prospective studies. Lancet 2011; 377: 108595.
  3. Jiang L, Rong J, Wang Y,  Hu FBao CLi XZhao Y. The relationship between body mass index and hip osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. Joint Bone Spine 2011; 78: 150-5.
  4. Jiang L, Tian W, Wang Y, Rong J, Bao C, Liu Y,  et al. Body mass index and susceptibility to knee osteoarthritis: a systematic review and metaanalysis. Joint Bone Spine 2012; 79: 291-7.
  5. Lauby-Secretan B, Scoccianti C, Loomis D, Grosse Y, Bianchini F, Straif K. Body fatness and cancer — viewpoint of the IARC Working Group. N Engl J Med 2016; 375: 794-8.
  6. Castillo JJ, Reagan JL, Ingham RR, Furman MDalia SMitri J. Obesity but not overweight increases the incidence and mortality of leukemia in adults: a meta-analysis of prospective cohort studies. Leuk Res 2012; 36: 868-75.
  7. Jia H, Lubetkin EI. The impact of obesity on health-related quality-of life in the general adult US population. J Public Health 2005;14:156–64. [PubMed]
  8. Larsson U, Karlsson J, Sullivan M. Impact of overwieght and obesity on health-related quality of life- a Swedish population study. Int J ObesRelatMetabDisord. 2002;14:417–24. [PubMed]
  9. Sach TH, Barton GR, Doherty M, Muir KR, Jenkinson C, Avery AJ. The relationship between body mass index and health-related quality of life: comparing the EQ-5D, EuroQol VAS and SF-6D. Int J Obes (Lond) 2007;14:189–96.
  10. Wee HL, Wu Y, Thumboo J, Lee J, Tai ES. Assocation of body mass index with Short-Form 36 physical and mental component summary scores in a multiethinic Asian population. Int J Obes (Lond) 2010;14:1034–43.
  11. WHO/IASO/IOTF. The Asia-Pacific perspective: redefining obesity and its treatment. Health Communications Australia:Melbourne. ISBN 0-9577082-1-1.2000.
  12. https://th.wikipedia.org/wiki/โรคอ้วน
  13. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/obesity/symptoms-causes/syc-20375742
  14. http://haamor.com/th/โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน/
  15. Taheri SLin LAustin DYoung TMignot E. Shortsleep duration is associated with reduced leptin, elevated ghrelin, and increased bodymass index. PLoS Med. 2004 Dec;1(3):e62. Epub 2004 Dec 7.
ภาพประกอบจาก : www.pngtree.com

โรคหัวใจขาดเลือด.jpg

โรคหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Ischemic heart disease) เป็นโรคหัวใจที่เกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บหน้าอกเป็นครั้งคราว เช่น ขณะโกรธจัด รีบจัด เครียด หรือออกกำลังกาย เรียก โรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ (Angina pectoris) โดยหากปล่อยไว้ไม่ได้ทำการรักษา อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการที่เลือดไม่สามารถเข้าไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง เกิดภาวะช็อกและหัวใจวายร่วมด้วย เรียก โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial infarction)

 

โรคนี้มักพบอาการเริ่มแรกในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และอายุมากขึ้นจะมีโอกาสพบมากขึ้น การดำเนินชีวิตที่ขาดกิจกรรมเคลื่อนไหว ขาดการใส่ใจในการกินอาหาร และออกกำลังกายไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงมากกว่าในผู้ที่มีการเคลื่อนไหว กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ มีการออกกำลังกายที่เหมาะสม

 

อาการ

กรณีที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ จะมีอาการปวดเค้นหรือจุกแน่นตรงกลางอก โดยอาจเจ็บร้าวไปที่ไหล่ซ้าย ด้านในของแขนซ้าย บางครั้งอาจลุกลามไปคอ ขากรรไกร มักมีอาการอยู่ประมาณ 2 – 3 นาที อาการจะทุเลาหายไปเมื่อได้พัก แต่อาจน้อยหรือนานกว่านั้นได้ในบางราย นอกจากนี้ผู้ป่วยยังอาจรู้สึกเหมือนแสบร้อนกลางอก หรืออาหารไม่ย่อยได้อีกด้วย

กรณีที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะมีอาการปวดเค้นหรือจุกแน่นตรงกลางอก เช่นเดียวกับโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ แต่จะมีอาการรุนแรงและยาวนานกว่า แม้ว่าได้พักอาการก็จะไม่หายไป ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ใจสั่น หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่เป็นรุนแรง จะมีอาการหอบเหนื่อย จากภาวะหัวใจวายหรือเกิดภาวะช็อก โดยจะมีเหงื่อออก ตัวเย็น ชีพจรเต้นเบาหรือไม่สม่ำเสมอ ความดันโลหิตตก ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจเป็นลมหมดสติและตายในทันทีได้

 

สาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้มีหลายสาเหตุ สาเหตุหลักเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease) โดยการมีคราบไขมันเกาะสะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดแดงขาดความยืดหยุ่น เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) และไขมันที่สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ และทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุหรือปัจจัยอื่น เช่น ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคไตเรื้อรัง ผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ รวมถึงการมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น มีความเครียดสูง สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติสุขภาพผู้ป่วย ประวัติสุขภาพครอบครัวในส่วนของโรคที่เกี่ยวข้อง การตรวจพื้นฐานทางหัวใจ เช่น ตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจเอกซ์เรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography, ECG)  นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาตรวจพิเศษเพื่อให้การวินิจฉัยแม่นยำมากขึ้น เช่น การตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูงหรืออัลตราซาวด์ (Echo cardiography) การเดินหรือวิ่งสายพาน (Exercise stress test) การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยสารทึบรังสี (Coronary angiography) การตรวจภาพหลอดเลือดหัวใจโดยการใส่สายสวนขดลวด (Stent test)

 

การรักษา

ภาวะหัวใจขาดเลือดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ทั้งนี้ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหัวใจ และทำให้การฟื้นฟูเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น แนวทางการรักษามีดังนี้

  • การรักษาด้วยยา โดยแพทย์อาจใช้ยาชนิดเดียว หรืออาจใช้ยาหลายชนิดร่วมกันเพื่อช่วยในการรักษา เช่น ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ กลุ่ม ACE inhibitor, กลุ่ม Calcium channel blocker, กลุ่ม Beta blocker, ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet) และยาละลายลิ่มเลือด (Anticoagulant) เป็นต้น

บางกรณี แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดเพื่อช่วยให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

  • การรักษาด้วยการทำบอลลูนหัวใจ (Balloon angioplasty) โดยการสอดท่อที่มีปลายติดอุปกรณ์คล้ายบอลลูน เข้าไปที่หลอดเลือดหัวใจเพื่อขยายหลอดเลือดบริเวณที่อุดตันหรือตีบ นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งขดลวด (Stent) ที่สามรถกางออกเพื่อให้ผนังหลอดเลือดในบริเวณดังกล่าวขยายอยู่ตลอดเวลา
  • การรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดทางระบายของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery bypass grafting) โดยแพทย์จะนำหลอดเลือดดำที่บริเวณขามาเชื่อมหลอดเลือดแดงหัวใจ 2 เส้นเข้าด้วยกัน เพื่อเบี่ยงทางไหลเวียนของเลือดให้สามารถผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้

 

ภาวะแทรกซ้อน

ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจังหรือมีอาการเรื้อรัง อาจพบภาวะแทรกซ้อนซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ เช่น ภาวะช็อกจากหัวใจ (Cardiogenic shock) ลิ้นหัวใจรั่ว (Acute mitral regurgitation) หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) หัวใจวาย (Heart failure) หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ผนังกล้ามเนื้อหัวใจฉีกขาด เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ผู้ป่วยที่เป็นเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เป็นประจำ และควรพกยาขยายหลอดเลือดติดตัวไว้ใช้เวลามีอาการ
  • ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาภายหลังออกจากโรงพยาบาล ควรพักฟื้นที่บ้านสักระยะ งดการทำงานหนัก รวมถึงการร่วมเพศเป็นเวลา 4 – 5 สัปดาห์ โดยเมื่อกลับไปทำงานแล้ว ยังมีความจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้แรงมาก ทั้งนี้นอกเหนือจากการกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดแล้ว การปฏิบัติตัวเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ เช่น การกินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว การออกกำลังกายให้เหมาะสม การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้อาการของโรคกำเริบ เป็นสิ่งจำเป็น
  • ข้อควรปฏิบัติในการป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด
    • ควรให้ความสำคัญกับการทานอาหารในทุกมื้อ โดยไม่ควรทานในปริมาณมากหรือตามใจปาก โดยมีมื้อหลักไม่เกิน 3 มื้อ มื้อเช้าสำคัญอย่าขาด มื้อเย็นควรให้น้อยที่สุด เพราะเป็นช่วงก่อนเข้านอน ในแต่ละมื้อเน้นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะธัญพืช ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้แคลอรี่สูง เช่น ของมัน ของทอด เนื้อติดมัน และอาหารที่มีรสหวาน เช่น ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว เลือกดื่มน้ำเปล่าหรือนมไขมันต่ำแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • ควรออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยเพื่อให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานในส่วนที่เกินจากปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน สำหรับการออกกำลังกายนั้นควรออกให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายอย่างน้อย 150 – 300 นาที/สัปดาห์ อาจเลือกกิจกรรมง่าย ๆ อย่างการวิ่ง เดิน หรือเต้น และเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ เมื่อมีโอกาส
    • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียดเรื้อรัง การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนหลับน้อย เป็นต้น
    • รักษาควบคุม โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง อย่างเคร่งครัด
    • หากสมาชิกในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคหัวใจขาดเลือด ควรวางแผนรับมือ เช่น จดรายละเอียดยาที่ใช้ ยาที่แพ้ และเตรียมหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยแพทย์ฉุกเฉินไว้ในที่ที่สามารถเห็นได้สะดวก รวมถึงผู้ป่วยควรพกข้อมูลติดต่อของคนใกล้ชิดที่สามารถติดต่อได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน คนในครอบครัวควรช่วยกันดูความผิดปกติ เพราะยิ่งพบเร็วก็จะทำให้รักษาได้อย่างทันท่วงทีมากขึ้น และสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้
    • หากพบผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจ สามารถแจ้งได้ที่โรงพยาบาลใกล้เคียง หรือสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สายด่วน 1669 โดย ให้ข้อมูลว่าเกิดเหตุอะไร มีผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บในลักษณะใด  2) บอกสถานที่เกิดเหตุ เส้นทาง จุดเกิดเหตุให้ชัดเจน  3) บอกเพศ ช่วงอายุ อาการ จำนวน ผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ  4) บอกระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วย  5) บอกความเสี่ยงที่อาจเกิดซ้ำ เช่น อยู่กลางถนนหรือรถติดแก๊ส  6) บอกชื่อผู้แจ้งเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้  7) ช่วยเหลือเบื้องต้นตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่  8) รอทีมกู้ชีพไปรับผู้ป่วยเพื่อนำส่งโรงพยาบาล

 

แหล่งที่มา
  1. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. โรคหัวใจขาดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 421-425
  2. http://www.thaiheart.org/รู้จักหัวใจ/การตรวจทางหัวใจ.html
ภาพประกอบจาก : www.pngtree.com

 


อุจจาระร่วง-Diarrhea.jpg

อาการอุจจาระร่วง (Diarrhea) เป็นอาการที่พบบ่อย ซึ่งเกือบทุกคนคงเคยมีอาการนี้มาก่อน บางคนอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ความจริงแล้วอาการอุจจาระร่วงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ไตวายหรือถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ หรืออาจมีการระบาดเป็นวงกว้างทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุที่สำคัญของการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะยาต้านจุลชีพ ทำให้มีการเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นและยังนำไปสู่การเกิดเชื้อจุลชีพดื้อยา

 

สาเหตุ

สาเหตุของอาการนี้มักเกิดจากสารพิษหรือเชื้อโรค ซึ่งอาจจะมีอยู่ตั้งแต่แรกในอาหารหรือน้ำที่เรารับประทาน หรือปนเปื้อนภายหลังจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือที่ปนเปื้อนแล้ว ไม่ได้ล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร ซึ่งเรามักเรียก กลุ่มอาการอุจจาระร่วงที่มีสาเหตุมาจากอาหารหรือน้ำว่า “โรคอาหารเป็นพิษ” นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้มีอาการอุจจาระร่วงได้ เช่น บางคนรับประทานนมแล้วไม่ย่อย ยาบางชนิด เช่น ยาที่เป็นน้ำเชื่อม ยาปฏิชีวนะ หรือโรคลำไส้บางชนิดก็ทำให้มีอุจจาระร่วงได้

บางครั้งท่านอาจจะสงสัยว่าทั้ง ๆ ที่รับประทานอาหารสุกแล้วก็ยังเกิดอาหารเป็นพิษ ทำให้มีท้องเสีย อาเจียนได้ ทั้งนี้เพราะสารพิษบางชนิดที่ตกค้างอยู่ในอาหารหรือน้ำมีความทนทานต่อความร้อน กรณีนี้มักพบในอาหารปรุงสุก แล้วปล่อยทิ้งค้างไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้เก็บรักษาให้เหมาะสม เช่น ข้าวผัด หลังผัดทิ้งไว้ค้างคืนโดยไม่ได้ใส่ตู้เย็นที่อุณหภูมิเหมาะสมแล้วนำมาอุ่น เชื้อจุลชีพที่เจริญในระหว่างนี้อาจปล่อยสารพิษไว้ เมื่อนำไปอุ่นความร้อนสามารถทำลายเชื้อจุลชีพได้ แต่ไม่สามารถทำลายสารพิษที่ตกค้างได้ ดังนั้นนอกจากต้องใส่ใจกับความสุก ความสะอาดของอาหาร และสุขอนามัยของผู้ปรุงอาหารหรือบริกรแล้ว ขั้นตอนในการเก็บรักษาอาหารเพื่อนำมาบริโภคซ้ำก็มีความสำคัญเช่นกัน

 

อาการ

ในทางการแพทย์ เราให้คำนิยามของอาการอุจจาระร่วงว่า คือ การถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเป็นมูกเลือด 1 ครั้งหรือมากกว่า ผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วงอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง แน่นท้อง บางรายอาจมีไข้ ผู้ป่วยอาจมีอาการเนื่องจากการขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง กระหายน้ำ หน้ามืด ในรายที่มีขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงอาจมีปัสสาวะออกน้อย ซึมลง สับสน ความดันโลหิตต่ำได้

เราพอจะแบ่งกลุ่มอาการอุจจาระร่วงออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

  • กลุ่มที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่น โดยมีสาเหตุใหญ่อยู่ 2 สาเหตุ คืออาหารเป็นพิษจากสารพิษที่ทนความร้อนและการติดเชื้อ ไวรัสในระบบทางเดินอาหาร กรณีของที่เกิดจากสารพิษที่ทนต่อความร้อน ผู้ป่วยมักมีอาการหลังรับประทานอาหารประมาณ 6 – 24 ชั่วโมง โดยมักมีประวัติรับประทานอาหารที่ทิ้งค้างไว้นาน ผู้ป่วยมักเริ่มต้นด้วยอาการอาเจียนมากร่วมกับปวดท้อง ต่อมาจึงมีถ่ายอุจจาระร่วงซึ่งมักเป็นไม่รุนแรง ส่วนกรณีของการติดเชื้อ ไวรัสในระบบทางเดินอาหารมักพบในเด็ก ส่วนใหญ่ติดต่อทางน้ำดื่มและอาหาร มีระยะฟักตัวประมาณ 18 – 72 ชั่วโมง มักเริ่มด้วยไข้ต่ำ ๆ ไอ หวัดเล็กน้อย ซึ่งมักเป็นอยู่ 1 – 2 วัน ต่อจากนั้นจะมีอาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และมีอาการอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ แต่จะไม่มีมูกเลือด
  • กลุ่มที่มีอาการอุจจาระร่วงเป็นอาการเด่น แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กลุ่มที่อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำกับกลุ่มที่ถ่ายเป็นมูกปนเลือด ทั้งสองกลุ่มส่วนมากเกิดการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มที่อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เข้าไปสร้างสารพิษในลำไส้ ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้ เช่น อหิวาตกโรค ส่วนกลุ่มที่ถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด มักจะมีอาการไข้ ปวดท้อง หรือปวดเบ่งที่ทวารหนัก ถ่ายบ่อย โดยถ่ายแต่ละครั้งปริมาณไม่มาก ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นโรคบิด เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลามเข้าไปในผนังลำไส้ ทำให้มีลำไส้อักเสบ

 

การรักษา

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการอุจจาระร่วง มักเป็นชนิดที่อาการไม่รุนแรง อาจมีถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำปนเนื้อประมาณ 5-6 ครั้งต่อวัน ไม่มีอาการของการขาดน้ำหรือเกลือแร่ เช่น ไม่มีอาการอ่อนเพลีย กระหายน้ำ หน้ามืด หรือซึมลง มักจะไม่มีไข้หรือมีเพียงไข้ต่ำ ๆ อาจจะมีปวดท้องหรืออาเจียนมากในระยะแรก แต่อาการมักจะดีขึ้นได้เองใน 1-2 วัน ผู้ป่วยในกลุ่มนี้อาจดูแลตัวเองไปก่อนได้โดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ มุ่งเน้นที่การทดแทนน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอโดยการดื่มน้ำเกลือแร่ และรับประทานยารักษาตามอาการ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านจุลชีพ การรับประทานอาหารถ้าอุจจาระร่วงไม่มาก สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ถ้ามีอาการมากแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุป น้ำผลไม้ นมถั่วเหลือง ส่วนนมสดไม่ควรรับประทานเพราะอาจทำให้อุจจาระร่วงมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด และไม่ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก

ยาที่อาจรับประทานได้โดยไม่ต้องพบแพทย์ ได้แก่ ยากลุ่มที่มีการออกฤทธิ์ดูดซับสารพิษ เช่น kaolin, pectin, activated charcoal ซึ่งเป็นยาที่ปลอดภัย แต่ลดปริมาณอุจจาระได้ไม่มาก ไม่ทำให้อุจจาระร่วงหายเร็วขึ้น แต่ทำให้อุจจาระมีลักษณะเป็นเนื้อมากขึ้น ส่วนยากลุ่มที่ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น  loperamide (Imodium) สามารถทำให้ถ่ายอุจจาระน้อยครั้งลง ยานี้ห้ามใช้ในรายที่ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดหรือมีไข้สูง อาจรับประทานในรายที่ต้องทำงานต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดงานได้หรือต้องเดินทางไกล แต่ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจทาให้ท้องอืด แน่นท้อง จึงไม่ควรรับประทานเกิน 1 – 2 เม็ดต่อวัน กรณีที่รับประทานแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ ถ้ามีอาการปวดมวนท้องอาจรับประทานยา hyoscine (Buscopan) ซึ่งมีฤทธิ์ลดอาการบีบเกร็งของลำไส้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากอาการปวดท้องอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่มีอันตราย ดังนั้นถ้าปวดท้องรุนแรง มีไข้ ถ่ายมีมูกปนเลือด หรือรับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

 

ข้อแนะนำ

ผู้ป่วยอุจจาระร่วงที่ควรปรึกษาแพทย์ ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอาการนานกว่า 2 วัน มีอาการของการขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น กระหายน้ำ ปากแห้ง อ่อนเพลีย เวียนศีรษะหน้ามืด ปัสสาวะออกน้อย มีอาการปวดท้องหรือปวดเบ่งรุนแรง ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือมูกปนเลือด และผู้ป่วยที่มีไข้สูง นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอาจพิจารณาพบแพทย์เร็วขึ้น

 

การป้องกัน

การป้องกันอาการอุจจาระร่วง ได้แก่ รับประทานอาหารและน้ำที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่อาหารสดที่ซื้อมา การเก็บรักษา การเตรียมหรือปรุงอาหาร สถานที่ในการเตรียมอาหาร การล้างมือบ่อย ๆ ขณะเตรียมอาหาร โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสของสด อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ถ้าปล่อยทิ้งค้างไว้นานควรเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม นอกจากนี้การล้างมือก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการป้องกันอาการอุจจาระร่วง ทั้งนี้เพราะมือของเราอาจสัมผัสกับเชื้อจุลชีพที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม จึงควรล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังรับประทานอาหาร และภายหลังกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจทำให้มือปนเปื้อน เช่น หลังเข้าห้องน้า หลังปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม

 

น.อ. นพ. ธนาสนธิ์ ธรรมกุล
หน่วยโรคติดเชื้อ กองอายุรกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com