ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-1.jpg

โรคภูมิแพ้ (Allergy) ด้วยลักษณะการทำงานของคนออฟฟิศที่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ต้องตื่นเช้าเพราะหนีรถติดและส่วนใหญ่อยู่ในที่ทำงาน ทำให้ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้มีผลต่อภาวะภูมิแพ้หรือไม่

 

โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ โรคที่เกิดจากภาวะร่างกายตอบสนองต่อสารกระตุ้น (โดยในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย อย่างเช่น พวกไรฝุ่น ละอองเกสรพืช) แล้วเกิดการตอบสนองมากผิดปกติจนทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) นั้น เช่น ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก เมื่อเราหายใจเข้าไปทางจมูกสารก่อภูมิแพ้จะไปสัมผัสกับเยื่อบุโพรงจมูกแล้วทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก ทำให้คัดจมูก จาม มีน้ำมูกใส ๆ คันจมูก

ส่วนกรณีที่เป็นโรคหืดเมื่อหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปถึงหลอดลมก็จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลม แล้วหลอดลมก็จะตอบสนองด้วยการหดเกร็ง ทำให้เกิดอาการของหลอดลมตีบขึ้น ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้

 

โรคภูมิแพ้มีหลายชนิด

โรคภูมิแพ้แบ่งเป็นหลายชนิด ได้แก่ โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ผิวหนัง ภูมิแพ้ทางตา และแพ้อาหาร โดยโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยคือ โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ และโรคหืด สถิติในประเทศไทยเราพบว่า อุบัติการณ์ของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23 – 30 โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคหืดร้อยละ 10 – 15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหารร้อยละ 5

 

สาเหตุ

สาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะภูมิแพ้ คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่มีสารกระตุ้นภูมิแพ้ โดยสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญในคนไทยคือ ไรฝุ่น ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น มักอยู่ตามที่นอน พรม ม่าน ดังนั้น คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีพรม ม่านหรือแอร์ที่เก่า ไม่ค่อยได้ล้างก็อาจทำให้เป็นภูมิแพ้ หรือคนที่เป็นอยู่แล้วอาจมีผลทำให้อาการกำเริบได้

ดังนั้นคนที่ทำงานออฟฟิศอาจประสบกับภาวะนี้ เพราะต้องอยู่ในที่ทำงานที่มีสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นมาก อาจมีผลให้อาการของโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจกำเริบได้ นอกจากนี้การทำงานหนัก พักผ่อนน้อยมีผลทำให้อาการของโรคโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้กำเริบ และติดเชื้อหวัดได้ง่าย

 

วิธีสังเกต

วิธีสังเกตว่าเป็นโรคโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้หรือแพ้อากาศ จะมีอาการน้ำมูกใส โดยจะไหลออกมาหรือไหลลงคอ จาม คันจมูก อาจมีอาการไอเรื้อรังหรือกระแอม ซึ่งเกิดจากเสมหะไหลลงคอ บางคนมีอาการปวดศรีษะเรื้อรัง นอนกรน หรือถอนหายใจบ่อย ๆ ปากแห้ง บางคนมีอาการคันหัวตาโดยไม่มีอาการตาแดง ผู้ป่วยที่เป็นโรคโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้นั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่นว่า มีอาการคัดจมูกในเวลากลางคืนทำให้นอนอ้าปากหายใจ จึงตื่นมาด้วยอาการปากแห้ง รู้สึกเหมือนนอนหลับไม่สนิท คุณภาพการนอนหลับลดลง ทำให้ร่างกายไม่สดใสตื่นตัว มีผลกระทบต่อการทำงาน อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ อย่างไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ หรือนอนกรน นอกจากนี้ในคนที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้อาจพบว่ามีโรคหืดร่วมด้วยในคนเดียวกัน ทำให้มีอาการไอบ่อย เหนื่อยง่าย หายใจดังวี้ด

หากสังเกตตัวเองว่ามีอาการเข้าได้กับภาวะเหล่านี้ ก็สามารถดูแลตนเองได้โดย การควบคุมสิ่งแวดล้อม การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ จัดบ้านและที่ทำงานให้เหมาะสม ไม่ควรมีพรมหรือม่านในที่ทำงาน ควรใช้มู่ลี่จะดีกว่า ทำความสะอาดแอร์ในที่ทำงานสม่ำเสมอ นอกจากนี้ไม่ควรปรับลดยาเอง ให้ใช้ยาสม่ำเสมอ โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจนั้นอาการจะกำเริบได้ง่ายหากอดนอน ดังนั้นควรพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้อาการของโรคดีขึ้น

 

 

สำหรับท่านที่มีสมาร์ทโฟน สามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลตนเอง การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น และการใช้ยาได้ที่แอพพลิเคชั่นที่หมอและทีมงานของชมรมผู้ป่วยโรคหืดธรรมศาสตร์พัฒนาขึ้นมาเรียกว่า แอสมาแคร์ (Asthma Care) ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแอพได้ฟรี โดยใช้คำค้นหาเช่น หืด หอบ การพ่นยา การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เป็นต้น

 

ภาพประกอบ : www.wowamazing.com

 


.jpg

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis: MG) เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ หรือเรียกว่า โรคภูมิต้านตัวเอง ทำให้กล้ามเนื้อลาย (Voluntary Muscle หรือ Striated Muscle) ที่ควบคุมการเคลื่อนไหวบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อบริเวณ แขน ขา ดวงตา ใบหน้า ช่องปาก กล่องเสียง และกล้ามเนื้อซี่โครงที่ใช้ในการหายใจ ไม่สามารถหดตัวได้ตามปกติ ทำให้เกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ

 

จากข้อมูลที่ผ่านมา พบผู้ป่วย 10 ราย ต่อประชากร 100,000 คน โดยพบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่จะพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก เพศหญิงมากกว่าเพศชาย

 

อาการ

มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ (ไม่มีอาการเจ็บปวด) โดยที่อาการจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งของกล้ามเนื้อ เช่น

  • กล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาอ่อนแรง จะมีอาการหนังตาตกข้างใดข้างหนึ่ง ลืมตาไม่ขึ้น รวมถึงการมองเห็นผิดปกติ เช่น มองเห็นไม่ชัดเจน เห็นภาพซ้อน เป็นต้น
  • กล้ามเนื้อบริเวณรอบปาก จะมีอาการเพดานปากหรือลิ้นอ่อนแรง พูดไม่ชัด เคี้ยวไม่ได้ กลืนลำบาก สำลักอาหาร เป็นต้น
  • กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าอ่อนแรง จะทำให้ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของหน้าได้ มีการแสดง
    สีหน้าเปลี่ยนไป
  • กล้ามเนื้อบริเวณลำคอ แขน ขาอ่อนแรง ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายผิดปกติ เช่น เดินตัวตรงได้ยาก ทรงตัวลำบาก มีปัญหาในการยกของ หรือเดินขึ้นบันได เป็นต้น
  • กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจอ่อนแรง จะทำให้หายใจลำบากโดยเฉพาะเมื่อนอนราบ หรือหลังออกกำลังกาย

เมื่อไรควรไปพบแพทย์
เมื่อสังเกตพบอาการผิดปกติในการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น แขนขาอ่อนแรง พูดลำบาก หายใจลำบาก หอบเหนื่อย กล้ามเนื้อเกร็ง กล้ามเนื้อกระตุก จากการที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ควรพบแพทย์ทันที

ในผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเรื้อรัง หรือได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Myasthenia Crisis) จากปัญหาของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ ภาวะพร่องไทรอยด์ (Hypothyroid) หรือภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroid) ส่งผลให้การเผาผลาญในร่างกายของผู้ป่วยผิดปกติ รวมถึงเนื้องอกที่ต่อมไทมัส มีโอกาสเกิดได้ร้อยละ 15 ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น

 

สาเหตุ

เชื่อว่าเกิดจากการแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disorder) แบ่งเป็น

  • สารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ (Antibodies) และการส่งสัญญาณประสาท ปกติระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะผลิตแอนติบอดี้ออกมาเพื่อทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย แต่ในผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง แอนติบอดี้จะไปทำลายหรือขัดขวางการทำงานของสารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) ที่ปลายระบบประสาทบนกล้ามเนื้อแต่ละมัด ทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถหดตัวได้
  • ต่อมไทมัส (Thymus Gland) เป็นต่อมที่อยู่บริเวณกระดูกอก มีส่วนในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ผลิตสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ไปขัดขวางการทำงานของสารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน ในเด็กจะมีต่อมไทมัสขนาดใหญ่และจะค่อย ๆ เล็กลงเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะมีขนาดของต่อมไทมัสที่ใหญ่ผิดปกติ หรือผู้ป่วยบางรายมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่มีสาเหตุมาจากเนื้องอกของต่อมไทมัส ซึ่งพบประมาณร้อยละ 10 ในผู้ป่วยสูงอายุ

 

การวินิจฉัย

เบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัยจากการสอบถามประวัติอาการผู้ป่วย และอาจมีการทดสอบด้วยอื่น ๆ เพิ่มเติมตามความเหมาะสม ได้แก่

  • การตรวจระบบประสาท โดยดูการตอบสนองของกล้ามเนื้อ ดูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ดูความตึงตัวของกล้ามเนื้อ การรับสัมผัส การมองเห็นและการทรงตัว เป็นต้น
  • การตรวจการชักนำประสาท (Nerve Conduction Test) มีวิธีการทดสอบ 2 วิธี คือ Repetitive Nerve Stimulation Test เป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดที่อ่อนแรงซ้ำ ๆ ด้วยกระแสไฟฟ้า เพื่อตรวจสอบความสามารถของเส้นประสาทในการส่งสัญญาณไปที่กล้ามเนื้อ และการตรวจด้วยไฟฟ้า (Electromyography) เป็นการวัดกระแสไฟฟ้าที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อ
  • การตรวจเลือด เพื่อตรวจปริมาณแอนติบอดี้ โดยผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะมีแอนติบอดี้ที่ไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อจำนวนมาก
  • การทดสอบ Edrophonium Test หรือ Tensilon Test จะทำการทดสอบเมื่อพบความผิดปกติจากการตรวจระบบประสาทและการตรวจเลือด โดยการฉีด Edrophonium Chloride เพื่อไปยับยั้งการปล่อยตัวจากตัวรับคำสั่งของสารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) ทำให้แอซิติลโคลีนจับกับตัวรับคำสั่งบนกล้ามเนื้อได้นานขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อไม่เกิดการอ่อนแรง แต่วิธีนี้มีข้อเสีย เนื่องจากมีผลข้างเคียงได้ จึงต้องทดสอบโดยแพทย์ประสาทวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (X-ray Computerized Tomography) ซีทีสแกน (CT-scan) หรือเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging scan : MRI scan) เพื่อตรวจสอบต่อมไทมัสว่ามีก้อนหรือมีขนาดผิดปกติหรือไม่
  • การตรวจสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Tests) เพื่อประเมินสภาพการทำงานของปอดและการหายใจ
  • การทำสอบด้วยถุงน้ำแข็ง (Ice Pack Test) แพทย์จะนำถุงน้ำแข็งมาวางบริเวณที่มีอาการตาตกนาน 2 นาที และวิเคราะห์การฟื้นตัวจากอาการตาตกและทำการวินิจฉัยต่อไป

 

การรักษา

การรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมีหลายวิธีในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง แพทย์จะพิจารณาการรักษาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละคน โดยคำนึงถึงความรุนแรงของอาการ อายุ ตำแหน่งของโรค มีวิธีการรักษาดังนี้

  1. การรับประทานยา ได้แก่
    • ยากลุ่ม Cholinesterase Inhibitors เช่น ไพริโดสติกมีน (Pyridostigmine) ยาจะไปยับยั้งการทำลายสารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน ส่งผลให้การส่งสัญญาณระหว่างสมองกับกล้ามเนื้อดีขึ้น ยากลุ่มนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่เพิ่งมีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย โดยอาจมีผลข้างเคียงในผู้ป่วยบางราย เช่น เหงื่อออก น้ำลายไหลท้องเสีย คลื่นไส้ เป็นต้น
    • ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เช่น เพรดนิโซน (Prednisone) เพื่อช่วยยับยั้งการสร้างแอนติบอดี้ที่ผิดปกติ โดยอาจมีผลข้างเคียงเช่น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น กระดูกบาง ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย
    • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressants) เช่น อะซาไธโอพรีน (Azathioprine) จะยับยั้งการสร้างแอนติบอดี้ ทั้งนี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยาเป็นเวลานาน จึงจำเป็นตรวจระบบภูมิคุ้มกันอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจมีผลข้างเคียงเช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ตับอักเสบ ไตอักเสบ และการติดเชื้อ
  2. การเปลี่ยนถ่ายพลาสม่า (Plasmapheresis) เพื่อลดปริมาณแอนติบอดี้ที่จะไปยับยั้งการส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ วิธีการรักษานี้ให้ผลเพียงไม่กี่สัปดาห์และอาจเกิดอาการข้างเคียง เช่น ความดันโลหิตลดลง มีเลือดไหล หัวใจเต้นผิดจังหวะ ปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
  3. การบำบัดด้วยอิมมูโนโกลบูลิน (Intravenous Immunoglobulin: IVIg) วิธีนี้จะช่วยปรับการทำงานของภูมิคุ้มกัน ทำให้สร้างแอนติบอดี้ที่ปกติมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การฉีดด้วยอิมมูโนโกลบูลิน มีความเสี่ยงและมีอาการข้างเคียงที่รุนแรง น้อยกว่าการเปลี่ยนถ่ายพลาสม่า โดยผลข้างเคียงที่พบบ่อย เช่น หนาวสั่น วิงเวียน ปวดศีรษะ และบวมน้ำ เป็นต้น
  4. การฉีดริทูซิแมบ (Rituximab) เพื่อกำจัดเซลล์เม็ดเลือดขาว และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
  5. การผ่าตัดต่อมไทมัส ในกรณีที่พบเนื้องอกที่ต่อมไทมัส

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

เนื่องจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด รวมถึงโรคที่เกี่ยวข้องกันก็ยังไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นโรคนี้จึงไม่มีวิธีป้องกัน สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงควรดูแลสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อาการรุนแรงขึ้น ดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียดและสภาพแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกหนาวหรือร้อนจนเกินไป หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่หนักเกินไป
  • ติดตั้งราวจับในบริเวณที่พักรักษาตัว ในตำแหน่งที่เสี่ยงต่อการล้มได้ง่าย เช่น บริเวณทางลาด บันไดขึ้นลง ห้องน้ำโดยเฉพาะส่วนเปียก
  • หาอุปกรณ์ทุ่นแรง ลดการทำงานของกล้ามเนื้อในส่วนที่อ่อนแรง เพื่อปรับให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เช่น แปรงสีฟันไฟฟ้า เครื่องนวด อุปกรณ์รีโมทต่าง ๆ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้น้ำหนักเกิน เพราะกล้ามเนื้อจะต้องทำงานหนักเพื่อรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ควรรับประทานอาหารที่เคี้ยวง่ายและอ่อนนุ่ม ควรแบ่งมื้ออาหารเป็นหลาย ๆ มื้อ
  • ป้องกันการติดเชื้อด้วยการหมั่นทำความสะอาดที่อยู่อาศัยและการมีสุขอนามัยที่ดี รวมถึงหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วยติดเชื้อ หากมีการติดเชื้อควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม
  • รับประทานยาให้ถูกต้องตามที่แพทย์แนะนำ ควรไปพบแพทย์ตามนัดเสมอ และหากมีอาการผิดปกติควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.honestdocs.co
ภาพประกอบ : www.freepik.com


-edit.jpg

ไข้หวัด หรือโรคหวัด (Common Cold) เป็นโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ประกอบด้วย จมูก คอ ไซนัส กล่องเสียง พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเด็กมีโอกาสติดเชื้อหวัดได้ง่ายกว่า โดยเฉลี่ยปีละ 6 – 12 ครั้ง เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายยังไม่เต็มที่ ส่วนผู้ใหญ่ติดเชื้อหวัดโดยเฉลี่ยปีละ 2 – 3 ครั้ง

 

สาเหตุ

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อหวัดซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ โดยมีเชื้อไวรัสมากกว่า 200 ชนิดจาก 8 กลุ่มด้วยกัน โดยกลุ่มที่พบมากที่สุด คือ กลุ่มไรโนไวรัส (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิด นอกจากนี้ยังมีไวรัสกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มโคโรนาไวรัส (Coronavirus) กลุ่มฮิวแมน พาราอินฟลูเอนซ่าไวรัส (Human para-influenza virus) กลุ่มอินฟลูเอนซ่าไวรัส (Influenza virus) กลุ่มอาร์เอสไวรัส (Respiratory syncytial virus-RSV) กลุ่มอะดีโนไวรัส (Adenovirus)  กลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) และกลุ่มเฮิร์บ ซิมเพลคไวรัส (Herpes simplex virus) เป็นต้น การเกิดโรคหวัดขึ้นในแต่ละครั้ง จะเกิดจากการได้รับเชื้อหวัดหรือเชื้อไวรัสเพียงชนิดเดียว หลังจากนั้นร่างกายจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสชนิดนั้น โดยการเกิดโรคหวัดในครั้งต่อไปจะเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสชนิดใหม่ เวียนไปเรื่อย ๆ

เนื่องจากเชื้อหวัดสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ทั้งผ่านทางการไอ จาม หายใจรดกัน ทำให้ละอองอากาศที่มีเชื้อหวัดลอยเข้าสู่ร่างกาย และการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ที่อาจติดอยู่ตามข้าวของ เครื่องใช้ที่ผู้ป่วยสัมผัส ภายหลังนำมือไปจับบริเวณตา ปาก และจมูกทำให้เชื้อหวัดเข้าสู่ร่างกาย  ทั้งนี้พบว่าการสัมผัสโดยตรงทำให้เกิดการติดเชื้อได้มากกว่าการหายใจเอาละอองอากาศเข้าไป นอกจากนี้คนบางกลุ่มยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อหวัดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เช่น เด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ การอยู่ในสถานที่แออัด ห้องเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก มีโอกาสสัมผัส ไอ จามใส่กันได้ง่าย เป็นการเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อหวัดมากขึ้น หรือในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพสะสม ผู้ที่ติดบุหรี่ สารเสพติด ล้วนเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น โดยส่วนใหญ่มักพบผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว แต่ยังไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์แน่ชัดว่าจากสาเหตุใด อากาศที่เปลี่ยนทำให้ระบบทางเดินหายใจมีความไวมากกว่าปกติ จึงทำให้มีการติดหวัดได้ง่ายในช่วงฤดูดังกล่าว

 

อาการ

อาการสำคัญของโรคไข้หวัด ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกใส ไอแห้ง ๆ อาจมีเสมหะด้วยเล็กน้อย มักเป็นเสมหะขาว เจ็บคอ หายใจไม่สะดวกจากเยื่อบุจมูกบวมหรือน้ำมูกอุดตัน อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ครั่นเนื้อตัว ในเด็กมักมีไข้ เด็กเล็กอาจมีการอาเจียนร่วมด้วย วัยผู้ใหญ่อาจไม่มีไข้หรือไข้อ่อน ๆ

ถ้าเป็นอยู่นานหลายวัน อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ ทำให้น้ำมูกเปลี่ยนจากใส เป็นน้ำมูกข้น สีเหลืองหรือเขียว อาจมีไข้สูงขึ้น และอาจมีอาการจากการที่เชื้อติดซ้ำลุกลามไปจนเกิดการอักเสบที่อวัยวะอื่น ๆ เช่น ทอนซิลบวมโต มีหนองจากการเป็นทอนซิลอักเสบ ปวดมึน หนักหน้าผาก โหนกแก้ม รวมถึงมีเสมหะข้นเหลืองเขียวจากการเป็นไซนัสอักเสบ เสียงแหบ เจ็บหน้าอก เสมหะขุ่นข้นจากการเป็นหลอดลมอักเสบ เป็นต้น


เมื่อไหร่จึงควรพบแพทย์

ผู้ใหญ่มีไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 2 วัน มีไข้ซ้ำหลังจากอาการไข้หายไปแล้ว เจ็บคออย่างรุนแรง หายใจมีเสียงหวีดและหายใจหอบเหนื่อย หรือ ปวดบริเวณโหนกแก้มหรือไซนัส ในเด็กแรกเกิด ถึง 12 สัปดาห์ มีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 1 วัน อาการของไข้หวัดรุนแรงมากขึ้น หรือรับการรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น มีอาการปวดหัว หรือไออย่างรุนแรง หายใจมีเสียงหวีด เด็กมีอาการง่วงนอนมากผิดปกติ ความอยากอาหารลดลง หรือมีอาการงอแงมากขึ้น

ทั้งนี้อาการไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ มีความคล้ายคลึงกัน แต่สามารถสังเกตความแตกต่างได้โดยอาการไข้หวัดใหญ่จะมีความรุนแรงมากกว่า อาการสำคัญคือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และรู้สึกไม่สบายตัวจนมีผลต่อการทำกิจวัตรประจำวันได้ ส่วนอาการไข้หวัดทั่วไป จะมีความรุนแรงไม่มาก มีเพียงอาการ ไข้ ไอและน้ำมูกไหล และเจ็บคอเป็นอาการเด่น

 

การวินิจฉัย

ผู้ป่วยโรคหวัดส่วนใหญ่ยังคงสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ในรายที่มีไข้สูงมาก อาการซับซ้อนหรือมีอาการรุนแรง ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยแยกโรค เนื่องจากมีโรคติดเชื้ออีกหลายชนิดที่อาการในระยะแรกคล้ายกับโรคหวัด  เช่น ไข้เลือดออก ไข้ออกผื่น เป็นต้น โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ อาการ ประวัติการระบาดของโรค และตรวจร่างกายในกรณีที่สงสัยว่าอาจไม่ใช่โรคหวัดทั่วไป ทั้งนี้การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจในเบื้องต้นจะแยกได้จากตำแหน่งที่แสดงอาการ เช่น โรคหวัดจะมีอาการทางจมูกเป็นหลัก โรคคอหอยอักเสบจะมีอาการบริเวณลำคอเป็นหลัก โรคหลอดลมอักเสบจะมีอาการไอเป็นหลัก โดยทั่วไปจะไม่สามารถระบุประเภทของไวรัสได้จากอาการ แพทย์อาจสั่งตรวจด้วยเอกซเรย์ และตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจน้ำมูก การตรวจเลือด เพื่อใช้ในการยืนยันผล หรือในรายที่มีไข้สูง แพทย์อาจสั่งตรวจเลือดครบ (Complete Blood Count) เพื่อแยกว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย หรือการตรวจดูค่าเกล็ดเลือด เพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก เป็นต้น

 

การรักษา

ไข้หวัดเป็นโรคที่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ในกรณีที่รู้แน่ชัดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา การรักษาจึงไม่มีวิธีการเฉพาะ โดยมักเป็นการปฏิบัติตัวของคนไข้ ร่วมกับการใช้ยาประคับประคองตามอาการ ยกเว้นถ้าแพทย์สงสัยว่าจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย  จึงจะให้ยาปฏิชีวนะ ในเบื้องต้นควรดูแลรักษา ดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหนัก ๆ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและอาการไข้หวัดรุนแรงขึ้นได้
  • สวมใส่เสื้อผ้าให้เพียงพอ ในการทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อและน้ำมูก การรับประทานอาหาร ช่วงแรก ๆ อาจเป็นอาหารอ่อน ที่ยังเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและฟื้นฟูร่างกายให้กลับสู่ปกติ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำก๊อกหรือน้ำอุ่น เช็ดตัวช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงที่ไข้ขึ้นสูง
  • อาจมีการรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น มีไข้ในผู้ใหญ่ ใช้ยาลดไข้ พาราเซตามอล มีอาการน้ำมูกมาก ใช้ยาลดน้ำมูก ยาแก้แพ้  มีอาการไอ ไม่มีเสมหะ เจ็บคอใช้ยาอม สมุนไพรหรือสเปรย์พ่นคอเพิ่มความชุ่มชื้น ลดอาการลงได้
  • ในกรณีที่มีการพิสูจน์ทราบว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ influenza A B แพทย์ สามารถที่จะสั่งยาต้านไวรัส โอเซลตามีเวีย ให้แก่ผู้ที่ได้รับเชื้อดังกล่าว โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 6 ขวบ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และหญิงตั้งครรภ์

สำหรับเด็กเล็ก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ และเภสัชกร ซึ่งจะมียาและอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะจะปลอดภัยที่สุด

  • ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจากไม่สามารถฆ่าเชื้อหวัดซึ่งเป็นเชื้อไวรัสได้ อีกทั้งการใช้ยาปฏิชีวนะอาจมีอาการแพ้และผลข้างเคียงกับผู้รับประทานยา เว้นแต่แพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนและมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อน ไข้หวัดแม้อาการจะไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ แต่โรคนี้อาจเป็นปัจจัยทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ หรือเกิดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไปยังอวัยวะใกล้เคียง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ ในกรณีที่มีการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง อาจทำให้เกิดภาวะปวดอักเสบนิวโมเนีย โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

บุคคลทั่วไป

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อหวัด โดยควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ติดเชื้อของผู้ป่วย หมั่นล้างมือก่อนการรับประทานอาหารหรือสัมผัสบริเวณหน้า เพื่อลดปริมาณเชื้อที่อาจเข้าสู่ร่างกายได้ทางตา ปากและจมูก หากต้องอยู่ใกล้กับผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัย (Mask) เพื่อป้องกันการรับเชื้อเข้าร่างกายทางการหายใจ
  2. หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ที่อยู่ในข่ายมีภูมิคุ้มกันต่ำ ไปยังสถานที่แออัด สถานที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูง ๆ เช่น โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
  3. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ช่วงเดือน มิถุนายน ก่อนเข้าหน้าฝน

ผู้ป่วย

  1. หมั่นล้างมือ หลังการไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก และควรสวมหน้าการอนามัยเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น
  2. หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังแหล่งชุมชน เนื่องจากในช่วงนี้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ ขณะเดียวกันยังเป็นการลดความเสี่ยงในการนำเชื้อหวัดไปแพร่ให้กับผู้อื่นได้

 

พ.อ. นพ. ยศวีร์ วงศ์เจริญ
อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
แหล่งที่มา : นพ.สุรเกียรติ อาชานุภาพ. ตำราการตรวจและรักษาโรคทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ.สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน, 2544.   www.mayoclinic.org   www.medicinenet.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


.jpg

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ บวม แดง ของเยื่อบุภายในกระเพาะอาหาร อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ การกินยาบางชนิด ความเครียด เป็นต้น โดยมีทั้งแบบเฉียบพลัน 1 – 3 อาทิตย์หาย และแบบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ใช้เวลาเป็นปี โรคนี้เป็นโรคทั่วไป พบได้ในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งเพศหญิงและเพศชาย

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

  • ปวดท้องแบบแสบท้อง บริเวณลิ้นปี่หรือยอดอก เป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะเวลาหิวหรือหลังตื่นนอน บางรายอาจปวดท้องรุนแรงแบบปวดบิดอย่างเฉียบพลัน
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย แน่นอึดอัดท้อง อาหารไม่ย่อยแม้กินอาหารเพียงเล็กน้อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน อาจเบื่ออาหาร
  • กรณีเป็นรุนแรง อาจมีการอาเจียนเป็นเลือดหรืออุจจาระมีสีดำจากเลือดที่ออกในกระเพาะ และอาจเป็นแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) หรือโรคร้ายแรงอื่น ๆในกระเพาะ

เมื่อไรควรไปพบแพทย์
หลาย ๆ คนคุ้นเคยกันดี กับอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อย แต่ถ้าพบว่าอาการเหล่านั้นหรืออาการของโรคกระเพาะไม่หายไปภายใน 1 สัปดาห์ หรือหากมีอาการอาเจียนหรือถ่ายอุจาระเป็นสีดำเกิดขึ้น รีบไปพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาทันที

 

สาเหตุ

มีหลายสาเหตุที่ส่งผลต่อเยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร ทำให้ไม่สามารถป้องกันผนังกระเพาะอาหารได้ น้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดสูง จึงสามารถเข้าทำลายผนังกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดการอักเสบ และนำไปสู่การเป็นแผลในกระเพาะอาหาร สาเหตุดังกล่าว ได้แก่

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะ pylori ซึ่งปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่ม
  • การใช้ยาบรรเทาปวดเป็นประจำหรือใช้ยามากเกินไป ยาที่พบบ่อย เช่น แอสไพริน (Aspirin), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอกเซน (Naproxen) ส่งผลให้ความสามารถในการป้องกันผนังกระเพาะอาหารลดลง สามารถทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง
  • การมีอายุมากขึ้น อายุมากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะอักเสบเพิ่มขึ้น เนื่องจากเยื่อบุกระเพาะอาหารมีแนวโน้มที่จะบางลง นอกจากนี้คนสูงอายุยังมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อ pylori หรือความผิดปกติของภูมิต้านทานตนเองมากกว่าคนในวัยอื่น
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป แอลกอฮอล์ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคือง กระตุ้นให้มีการสร้างกรดเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบแบบเฉียบพลัน
  • ความเครียดโดยเฉพาะความเครียดที่รุนแรง จะกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรดก่อให้เกิดการระคายเคือง และทำให้เซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหารอักเสบ
  • โรคภูมิแพ้ตนเอง (Autoimmune disease) ผู้ป่วย Autoimmune gastritis จะมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ จากการที่เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เข้าโจมตีเซลล์ที่ประกอบเป็นเยื่อบุกระเพาะอาหารจนก่อให้เกิดการอักเสบตามมา
  • โรคและภาวะอื่น ๆ เช่น โรคติดเชื้อ HIV โรคโครห์น (Crohn’s disease) และการติดเชื้อปรสิต

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะสอบถามประวัติ อาการเบื้องต้น การตรวจร่างกาย ในบางรายแพทย์จะพิจารณาเลือกการตรวจพิเศษเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงเป็นการเพิ่มเติม เช่น

  • การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Endoscopy) โดยแพทย์จะสอดท่อที่มีความยืดหยุ่นสูงพร้อมกับเลนส์กล้อง ลงไปในลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร เข้าสู่ลำไส้เล็กเพื่อตรวจหาการอักเสบ ในกรณีที่พบชิ้นเนื้อที่ผิดปกติ แพทย์สามารถตัดชื้นเนื้อขนาดเล็กเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไป
  • การเอกซเรย์กระเพาะอาหารด้วยการกลืนแป้งแบเรียม (Barium swallow) วิธีนี้สามารถสร้างภาพของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก เพื่อมองหาความผิดปกติ เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ก้อนต่าง ๆ ได้ชัดขึ้น
  • การตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย pyroli แพทย์อาจพิจารณาการตรวจหาเชื้อดังกล่าว ซึ่งสามารถพบได้จากการตรวจเลือด ตรวจอุจจาระหรือจากการทดสอบลมหายใจ

 

การรักษา

  • การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโรค หากพบว่า การอักเสบนั้นเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย pyroli เช่น ยาคลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) ยาอมอกซิซิลลิน (Amoxicillin) หรือยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole)
  • การบรรเทาอาการปวดท้อง ยาที่นิยมใช้คือ ยาธาตุน้ำขาว (Alum milk) หรือใช้เป็นยาเม็ดอลูมิเนียม ไฮดรอกไซด์ก็ได้ผลเช่นกัน ซึ่งในกรณีของยาเม็ดควรเคี้ยวก่อนกลืน เพราะยาเม็ดบางชนิดแตกตัวในกระเพาะอาหารช้า ยากลุ่มนี้จะรับประทานก่อนอาหาร 3 เวลา หรืออาจรับประทานเพิ่มเติมเมื่อมีการปวดระหว่างมื้อ  นอกจากนี้ควรเลี่ยงอาหารรสจัด น้ำอัดลม กาแฟซึ่งอาจกระตุ้นอาการปวดท้อง
  • การรักษาการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ใช้ยารักษานาน 14 วัน นิยมใช้ยาลดการหลั่งกรด (Acid suppression) ได้แก่ ยากลุ่ม H2 receptor antagonists เช่น ซัยเมททิดีน (cimetidine), รานิทิดีน (ranitidine) หรือยากลุ่ม Proton pump inhibitors โอมิพราโซล (omeprazole), แลนโซพราโซล (lanzoprazole) เพราะหาซื้อได้สะดวกตามร้านขายยา ส่วนยากลุ่ม Cytoprotective เช่น Sucralfate หรือ Bismuth ก็สามารถใช้ได้
  • การป้องกันการเกิดซ้ำ เน้นการปรับพฤติกรรม เช่น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด หรือยาแก้ปวดข้อ การออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันโรค
  • การป้องกันภาวะแทรกซ้อน ส่วนใหญ่ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดจากยาแก้ปวดข้อ เนื่องจากยานี้จะลดอาการปวดได้ขณะที่ยากัดกระเพาะ ทำให้อาการปวดท้องซึ่งเป็นอาการเตือนถูกบดบัง ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นแผลในกระเพาะมาก่อน ผู้ป่วยที่รับประทานยาชุด-ยาลูกกลอน เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นมา การรักษามักจะต้องใช้การส่องกล้องรักษาหรืออาจต้องผ่าตัดถ้ามีกระเพาะอาหารทะลุ

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • กินยาตามแพทย์แนะนำให้ถูกต้อง และสม่ำเสมอ
  • ฝึกสังเกต พร้อมงดอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดอาการ หรือทำให้อาการแย่ลง เช่น แอลกอฮอล์ คาเฟอีน เป็นต้น
  • ปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เพื่อลดความเครียด
  • รักษาความสะอาดการกิน อยู่ หลับ นอน เพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรค
  • ปรึกษาแพทย์ กรณีที่ต้องใช้ยาแก้ปวดอย่างต่อเนื่อง

 

แหล่งข้อมูล : www.honestdocs.co  www.mayoclinic.org  www.vibhavadi.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


.jpg

โรคงูสวัด (Varicella zoster) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคสุกใส พบมากในผู้ที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิ ผู้ที่เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เป็นต้น โรคนี้ ไม่มีอันตรายร้ายแรงและหายเองได้เป็นส่วนใหญ่ แต่อาจมีอาการปวดตามเส้นประสาทหรือเกิดภาวะแทรก ซ้อนตามมาได้ ในรายที่เสียชีวิตมักเกิดจากร่างกายอยู่ในช่วงอ่อนแอและขาดภูมิต้านทานที่มากพอ

 

อาการ

อาการของโรคงูสวัดจะแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังต่อไปนี้

  • ระยะที่หนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะว่าในช่วงนี้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงแล้ว ทำให้เชื้อไวรัสสามารถเพิ่มจำนวนขึ้น เกิดการติดเชื้อที่ปมประสาท ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน อยู่ลึก ๆ ตามแนวเส้นประสาท
  • ระยะที่สอง หลังจากปวดแสบปวดร้อน 2 – 3 วันแล้ว จะเริ่มมีผื่นแดง แล้วต่อมาจะเริ่มเป็นตุ่มน้ำใส เรียงตัวกันเป็นกลุ่มเป็นแนวยาว ตามเส้นประสาทของร่างกาย กระจายตัวกันเป็นหย่อม ๆ เช่น ตามความยาวของแขน หรือตามความยาวของขา และพบบ่อยในบริเวณรอบเอว รอบหลัง หรือแม้แต่รอบศีรษะ ตุ่มน้ำใส นี้จะแตกออกมาเป็นแผลแล้วตกสะเก็ด และสามารถหายไปได้เองภายในเวลา 2 สัปดาห์
  • ระยะที่สาม เมื่อตุ่มแตกและแผลหายดีแล้ว ผู้ป่วยอาจยังรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอยู่ลึก ๆ โดยเฉพาะตามรอยแนวของโรคที่เกิดขึ้น ซึ่งอาการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน โดยผู้สูงอายุอาจรู้สึกปวดแสบปวดร้อนได้เป็นเดือนและปี

 

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (Varicella-zoster virus, VZV) โดยเมื่อได้รับเชื้อไวรัสนี้เข้าสู่ร่างกาย จะเริ่มแสดงอาการออกมาเป็นโรคสุกใสก่อน โดยเป็นตุ่มขึ้นตามตัว แตกออกและเป็นสะเก็ดแห้ง เมื่ออาการเหล่านั้นหายไปแล้ว เชื้อไวรัส VZV จะยังคงซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาทโดยไม่มีการแบ่งตัว โดยคนที่เคยติดเชื้อและเป็นโรคสุกใส จะมีโอกาสเกิดเป็นโรคงูสวัดได้ถึง 20% เมื่อร่างกายเริ่มอ่อนแอ มีภูมิคุ้มกันต่ำลง เช่น อายุมากขึ้น มีโรคประจำตัว เชื้อที่แฝงตัวอยู่ตามปมประสาท ก็จะเกิดการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนและกระจายอยู่ตามปมประสาท ทำให้เส้นประสาทอักเสบ ปวดบวม และมีตุ่มที่ผิวเรียงเป็นแนวตามเส้นประสาท ซึ่งโดยทั่วไปเป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ำ ยกเว้นในบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจกลับเป็นซ้ำได้อีก

โรคนี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ เนื่องจากภูมิคุ้มกันมีแนวโน้มลดต่ำลงตามอายุที่มากขึ้น แต่กลุ่มคนที่มีภูมิต้านทานต่ำกว่าปกติจะมีความเสี่ยงสูงกว่า เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) หรือผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV/AIDS) รวมถึงผู้ที่กินยากดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์ (Steroid) หรือยาที่ได้หลังจากการปลูกถ่ายอวัยวะ

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักถามประวัติสุขภาพ เช่น ประวัติการป่วยโรคสุกใส โรคประจำตัวอื่น ๆ มีการตรวจดูอาการของผื่นและตุ่มน้ำและอาการอื่น ๆ และมีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและตรวจอื่น ๆ ที่จำเป็น เพื่อการวินิจฉัยแยกโรค

 

การรักษา

การรักษาโรคงูสวัด จะใช้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสและรักษาตามอาการ ร่วมกับดูแลความสะอาดบริเวณผิวหนังที่มีตุ่มน้ำ โดยแพทย์จะพิจารณาใช้ยาดังนี้

  • ยาต้านไวรัส ปัจจุบันมียาที่ใช้ต้านเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทั้งโรคสุกใส งูสวัด และเริม โดยสามารถลดการเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสได้ดี หากใช้ก่อนมีตุ่มน้ำใสหรือภายหลังเกิดตุ่มน้ำใสไม่เกิน 2 – 3 วัน โดยต้องทานยาตามจำนวนครั้งและจำนวนวันให้ครบและต่อเนื่องตามแพทย์กำหนด เช่น รับประทานวันละ 5 ครั้ง ต่อเนื่อง 7 – 10 วัน เป็นต้น
  • ยารักษาตามอาการ แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาแก้ปวด ยากลุ่มลดอาการอักเสบ และยาทาบางชนิดที่สามารถช่วยลดอาการผื่นคันร่วมด้วย แต่หากพบว่าแผลหายแล้ว แต่อาการปวดปมประสาทยังคงอยู่ แพทย์อาจพิจารณาส่งต่อให้แพทย์เกี่ยวกับระบบประสาทต่อไป
  • รักษาความสะอาด สามารถบรรเทาอาการได้โดยการอาบน้ำเย็น หลีกเลี่ยงแสงแดด และไม่ควรแกะหรือเกาแผลที่เป็นงูสวัดอย่างเด็ดขาด ถ้ามีแผลเปิดที่เกิดจากตุ่มที่แตกแล้ว ให้รักษาความสะอาด ล้างแผล เพื่อทำให้แผลปราศจากเชื้อแบคทีเรีย
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการโรคงูสวัดขึ้นตา ควรทำการรักษากับจักษุแพทย์โดยตรง ซึ่งแพทย์จะใช้ยาต้านไวรัสชนิดทานและหยอดตาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำและต้องเข้ารับการรักษาตัวภายในโรงพยาบาลจนกว่าจะหายเป็นปกติ

 

ภาวะแทรกซ้อน

  • การปวดตามแนวเส้นประสาท ซึ่งพบได้บ่อยภายหลังการติดเชื้อ อาการปวดอาจจะคงอยู่นานหลายปี หรืออาจปวดตลอดชีวิต แม้ตัวโรคจะจางไปแล้วก็ตาม ภาวะแทรกซ้อนชนิดนี้มักจะพบในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเสียส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นอาการที่รุนแรง แต่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
  • ติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ส่งผลให้การรักษาโรคงูสวัดหายช้าลง คือ การติดเชื้อแบคทีเรียซ้อนทับลงไปบนแผลตุ่มน้ำจากโรคงูสวัด ซึ่งมักเกิดจากพฤติกรรมการรักษาความสะอาดผิวหนังที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้เล็บแกะและเกาบริเวณทีเป็นตุ่มผื่น ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายตัวได้มากขึ้น แผลหายช้า และอาจทำให้เกิดการลุกลามในพื้นผิวข้างเคียง
  • เชื้อแพร่กระจายสู่ทารกในครรภ์ ในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นงูสวัด เชื้อโรคจะแพร่กระจ่ายเข้าสู่ทารกได้ ทำให้การเจริญเติบโตผิดปกติ มีอากาสที่ทารกจะคลอดออกมาอาจพิการ หรือสมองพัฒนาได้ไม่เต็มที่ได้

 

การติดต่อ

โรคงูสวัดเป็นโรคที่ไม่ติดต่อจากคนสู่คน แต่เชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella-zoster virus) สามารถติดต่อไปสู่คนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันผ่านการสัมผัสผื่น แผล ตุ่มในช่วงพุพองของโรค ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคสุกใส ซึ่งจะเป็นอันตรายในคนบางกลุ่ม เช่น ทารกแรกเกิด หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุกใส เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อทำให้ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสุกใส และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคงูสวัดด้วย
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด เพื่อลดโอกาสในการเป็นโรคงูสวัด โดยแม้ว่าจะเป็นในภายหลังก็สามารถลดความรุนแรงและลดภาวะแทรกซ้อนของโรคลงได้อย่างมาก
  • หมั่นดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ และอยู่ห่างจากผู้ป่วยโรคสุกใส เพื่อลดโอกาสในการติดต่อ

 

แหล่งข้อมูล : inderm.go.th  si.mahidol.ac.th

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


.jpg

กล้ามเนื้ออักเสบ (Myositis) หมายถึง กลุ่มอาการอักเสบของเซลล์กล้ามเนื้อ อาจเกิดจากสาเหตุอะไรก็ได้ มักพบเป็นการอักเสบเรื้อรังได้บ่อยกว่าการอักเสบแบบเฉียบพลับ

 

อาการและอาการแสดง

แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

  • อาการทั่วไป เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า เบื่ออาหาร มีไข้ต่ำ ๆ
  • อาการจากตัวกล้ามเนื้อที่อักเสบ เช่น กล้ามเนื้อบวมและเจ็บเมื่อจับคลำหรือเมื่อใช้งาน ถ้าจับจะรู้สึกร้อน ในระยะยาวกล้ามเนื้อจะลีบจากเซลล์กล้ามเนื้อกลายเป็นพังผืด กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันตามการทำงานของกล้ามเนื้อมัดที่อักเสบ เช่น แขนขาอ่อนแรง เคลื่อนไหวไม่ได้ จากการอักเสบของกล้ามเนื้อแขนขา การกลืนลำบากจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหลอดอาหารหรือกล้ามเนื้อในลำคอ การหายใจลำบากหรือหายใจเองไม่ได้จากการอักเสบของกล้ามเนื้อซี่โครง เป็นต้น
  • อาการจากสาเหตุ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุ เช่น กล้ามเนื้ออักเสบจากโรคมะเร็ง กล้ามเนื้ออักเสบจากเชื้อไวรัส กล้ามเนื้ออักเสบจากยาลดไขมันในเลือดสแตติน (Statins) เป็นต้น

เมื่อไรควรไปพบแพทย์
หากพบว่ามีอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ เช่น ปวด ร้อน บวม แดง ต่อเนื่องกันนานเกิน 3 วัน หรือ ลองรักษาด้วยตัวเองที่บ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาตามความเหมาะสม

 

สาเหตุ

แบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้

  • กลุ่มที่ยังไม่ทราบแน่ชัด (Idiopathic inflammatory myopathy) แต่เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมและปัจจัยสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของตนเอง หรือกล้ามเนื้ออักเสบอาจเป็นอาการแสดงส่วนหนึ่งของโรคออโตอิมูนก็ได้ กล้ามเนื้ออักเสบจากสาเหตุนี้มักเป็นแบบเรื้อรัง รักษาไม่หาย ตัวอย่างเช่น
    • Polymyositis (PM) เป็นการอักเสบของกล้ามเนื้อหลายมัดพร้อมกัน พบบ่อยในกล้ามเนื้อต้นแขน ต้นขา กล้ามเนื้อหลอดอาหาร
    • Dermatomyositis (DM) เป็นการอักเสบของกล้ามเนื้อหลายมัดพร้อมกับมีผื่นผิวหนังอักเสบ แดง เป็นสะเก็ดร่วมด้วยเสมอ โดยมักพบที่ใบหน้า ลำคอ รอบตา และผิวหนังบริเวณที่ได้รับแสงแดดเป็นประจำ โรคนี้พบเกิดร่วมกับโรคมะเร็งได้ประมาณ 10%
    • Inclusion body myositis (IBM) เป็นการอักเสบของกล้ามเนื้อทุกมัดแต่มักเป็นซีกเดียวกันเช่นซ้ายหรือขวา โดยจะค่อย ๆ แสดงอาการ จนมีอาการกล้ามเนื้อลีบ โดยอาจใช้ระยะเวลาเป็นปี
  • การติดเชื้อ (Infectious myositis) จากการที่ร่างกายเกิดการติดเชื้อ เช่น เชื้อไวรัสทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ เชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดโรคฉี่หนู เป็นต้น ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของกล้ามเนื้ออักเสบจากการติดเชื้อมักเป็นการอักเสบแบบเฉียบพลัน และมีการพยากรณ์โรคที่ดี เนื่องจากสามารถรักษาให้หายไปพร้อม ๆ กับโรคติดเชื้อที่เป็นอยู่ได้ ในเด็ก อาจพบอาการกล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลันที่ไม่รุนแรง ตามหลังการติดเชื้อ เช่น อักเสบกล้ามเนื้อน่องจนเดินไม่ได้จากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น
  • การมีหินปูนจับ (Myositis ossification) มักเกิดหลังจากการบาดเจ็บจนฟกช้ำ มีเลือดออกภายในกล้ามเนื้อ ร่างกายจะมีการซ่อมแซม จนเกิดเป็นเนื้อเยื่อกระดูกในกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการเจ็บปวดเมื่อคลำหรือใช้งานกล้ามเนื้อมัดนั้น กล้ามเนื้ออักเสบจากสาเหตุนี้มักไม่รุนแรง โดยทั่วไปสามารถรักษาแบบประคับประคองเพื่อให้ร่างกายดูดซึมหินปูนหรือกระดูกที่เกิดขึ้นให้หมดไปได้
  • ยา (Drug-induced myositis) ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ โดยอาการมักเกิดหลังเริ่มรับประทานยา หรือหลังใช้ยานั้นเป็นเวลานาน หรือใช้ยาหลายตัวพร้อมกัน เช่น ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสแตติน (Statins) ยารักษาโรคเกาต์ (Cochicine) ยา Interferon เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

แพทย์สามารถวินิจฉัยจาก ประวัติอาการ ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการใช้ยา การตรวจร่างกาย การตรวจคลำกล้ามเนื้อมัดที่เกิดอาการ การตรวจเลือด เช่น CBC ที่บอกถึงการติดเชื้อ ค่าเอนไซม์ที่บอกถึงมีการอักเสบของกล้ามเนื้อ (CK, Creatine kinase หรือ CPK, Creatine phosphokinase) ค่าสารภูมิต้านทานหรือสารก่อภูมิต้านทานของโรค การตรวจสภาพกล้ามเนื้อด้วยเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือเอ็มอาร์ไอ อาจมีการตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ และอาจมีการตัดชิ้นเนื้อจากกล้ามเนื้อที่มีการอักเสบเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

 

การรักษา

แบ่งเป็น 3 แนวทาง คือ

  1. การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ในกรณีที่มีการอักเสบไม่มาก
    • การรับประทานยาแก้ปวด เช่น ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) (Paracetamol, Acetaminophen) การประคบร้อนและประคบเย็น ในช่วง 1 – 3 วันแรก เพื่อบรรเทาอาการและลดการอักเสบ
    • พักใช้งานกล้ามเนื้อมัดที่อักเสบ และการใช้อุปกรณ์ช่วยไม่ให้กล้ามเนื้อมัดที่อักเสบนั้นเกิดการเคลื่อนไหวหรือให้เคลื่อนไหวได้น้อยที่สุด
    • การยืดและบริหารกล้ามเนื้อเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันการยึดติด รวมถึงการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพกล้ามเนื้อที่อักเสบเมื่ออาการดีขึ้น เป็นต้น
  2. การรักษาด้วยยา เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (ยาเอ็นเสด) ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ หรือ ยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน
  3. การรักษาสาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ แนวทางนี้จะแตกต่างกันขึ้นกับโรคหรือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการอักเสบ เช่น การปรับวิธีการรักษามะเร็ง เมื่อมีการอักเสบของกล้ามเนื้อจนส่งผลต่อการรักษาและคุณภาพชีวิตผู้ป่วย การหยุดหรือเปลี่ยนยา เมื่อการอักเสบของกล้ามเนื้อเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยา รวมถึง การใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อกล้ามเนื้ออักเสบจากการติดเชื้อ เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ปฏิบัติตามแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญแนะนำโดยรับประทานยาให้ครบถ้วนถูกต้อง ไม่หยุดยาเอง เข้ารับการตรวจรักษาตามนัดหมายทุกครั้ง อาจไปพบแพทย์ก่อนกำหนดนัด หากอาการที่เป็นแย่ลง เช่น ปวดกล้ามเนื้อมากขึ้น กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้น หรืออาการผิดปกติหายแล้วกลับมาเป็นใหม่ มีไข้ มีผื่น ปัสสาวะขัด เป็นต้น
  • ในส่วนการป้องกันจะเน้นการป้องกันที่สาเหตุ ซึ่งแตกต่างกันไป เช่น
    • ป้องกันการใช้กล้ามเนื้อผิด โดยออกกำลังกายแต่พอดี ไม่หักโหม มีการวอร์มอัพและคูลดาวน์ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ
    • ป้องกันการติดเชื้อ โดยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐานกินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ใช้หน้ากากอนามัย
    • ใช้ยาเฉพาะที่จำเป็น ไม่ใช้ยาพร่ำเพรื่อ เมื่อซื้อยาใช้เองต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนเสมอ ยกเว้นยาสามัญประจำบ้าน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ตามกระทรวงสาธารณสุขแนะนำ

 

แหล่งข้อมูล : www.medlineplus.gov  www.healthline.com  www.pobpad.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


.jpg

โรคเครียด (Acute Stress Disorder, ASD) เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของร่างกายและจิตใจ ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดัน โดยแสดงออกผ่านการทำงานที่ผิดปกติของระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งทางด้านจิตใจ อารมณ์และพฤติกรรม ผู้ที่เผชิญสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดันซ้ำ ๆ และไม่ได้รับการแก้ไข นานไปก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพและทำให้เป็นโรคเครียดได้ ทั้งนี้สถานการณ์ที่เป็นแรงกดดัน จนนำไปสู่ภาวะและโรคเครียดอาจแตกต่างกันไป เนื่องจากแต่ละคนมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์กดดันได้มากน้อยแตกต่างกัน  

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเครียดมักเกิดอาการของโรคทันทีที่เผชิญสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด โดยจะเกิดอาการของโรคเป็นเวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ อาการของโรคเครียดในแต่ละด้านมีดังนี้

 

อาการที่ควรไปพบแพทย์
เมื่อมีอาการข้างต้นเกิดขึ้นบ่อยหรือต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นอาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์หรือพฤติกรรม โดยไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดันนั้น ๆ ให้ดีขึ้นได้ ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งที่ควรทำ

ทั้งนี้กรมสุขภาพจิตได้พัฒนาแบบประเมินเพื่อเป็นตัวช่วยให้ประชาชนสามารถคัดกรองภาวะเครียดเบื้องต้นด้วยตนเอง ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นแนวทางการดูแลตัวเองและวางแผนจัดการกับความเครียดได้อย่างเหมาะสม โดยให้สำรวจอาการที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ว่ามีอาการหรือความรู้สึกในตารางด้านล่างนี้มากน้อยเพียงใด

โรคเครียด

เมื่อคุณตอบแบบประเมินครบทั้ง 20 ข้อ แล้วให้รวมคะแนนแต่ละข้อ ดังนี้

  • ไม่เคยเลย = 0 คะแนน
  • เป็นครั้งคราว = 1 คะแนน
  • เป็นบ่อย ๆ = 2 คะแนน
  • เป็นประจำ = 3 คะแนน

จากนั้น ให้รวมคะแนนทั้ง 20 ข้อ คะแนนที่ได้จะอยู่ระหว่าง 0 – 60 คะแนน ซึ่งแต่ละช่วงคะแนนมีความหมาย ดังนี้

  • 0 – 5 คะแนน แสดงว่า เครียดน้อยกว่าปกติ อาจเป็นเพราะคุณมีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนในการดำเนินชีวิตสักเท่าใดนัก คุณอาจถามตัวเองว่าพอใจหรือไม่กับสิ่งที่เป็นอยู่ หากพอใจและชีวิตไม่เดือดร้อนก็สามารถดำเนินชีวิตต่อไปอย่างเป็นสุข แต่ถ้าไม่พอใจควรปรับเปลี่ยนวิถี เช่น อ่านหนังสือ สังสรรค์กับเพื่อน หรือวางเป้าหมายชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเองแล้วดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
  • 6 – 17 คะแนน แสดงว่า เครียดในระดับปกติ คุณสามารถจัดการกับความเครียดที่เกินขึ้นในชีวิตประจำวันได้ดี และปรับตัวปรับใจให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างอย่างเหมาะสม คุณควรพยายามรักษาระดับความเครียดเช่นนี้ต่อไปให้ได้นาน ๆ
  • 18 – 25 คะแนน แสดงว่า เครียดสูงกว่าระดับปกติเล็กน้อย คุณอาจกำลังมีปัญหาบางอย่างที่ทำให้ไม่สบายใจ อาจทำให้มีอาการผิดปกติทางร่างกาย จิตใจและการแสดงออกได้เล็กน้อย แต่เมื่อได้พักผ่อนหย่อนใจก็จะรู้สึกดีขึ้นเอง หากทำแล้วยังไม่หายเครียดควรพูดคุยหรือปรึกษาเรื่องที่รบกวนจิตใจกับคนไว้วางใจ
  • 26 – 29 คะแนน แสดงว่า เครียดสูงว่าระดับปกติปานกลาง คุณอาจกำลังมีปัญหาบางอย่างในชีวิตที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ ทำให้มีอาการผิดปกติทางร่างกาย จิตใจ และการแสดงออกอย่างเห็นได้ชัด และแม้จะพักผ่อนหย่อนใจแล้วก็อาจจะไม่หายเครียด ควรค้นหาสาเหตุของปัญหาที่ทำให้ไม่สบายใจ คิดแก้ไขปัญหาและลงมือแก้ไข
  • 30 – 60 คะแนน แสดงว่า เครียดสูงกว่าระดับปกติมาก คุณอาจกำลังเผชิญภาวะวิกฤตในชีวิตหรือสะสมความเครียดไว้มากเกินไปเป็นเวลานาน ควรคลายเครียดด้วยการหยุดพักความคิด ยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายผ่อนคลาย พักผ่อนหย่อนใจ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง คิดแก้ปัญหาและลงมือแก้ไขปัญหา หากไม่ดีขึ้นควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา : แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

 

สาเหตุ

ผู้ที่เป็นโรคเครียดมักเป็นผู้ที่ประสบพบเจอกับเหตุการณ์ร้ายแรง ที่ทำให้รู้สึกกลัว ตื่นตระหนก หรือรู้สึกสะเทือนขวัญ เช่น การประสบอุบัติเหตุจนเกือบเสียชีวิต การได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง การเจ็บป่วยร้ายแรงของตนเองหรือคนในครอบครัว การประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคเครียด ได้แก่ ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เครียด เช่น มีพ่อแม่เครียด มีปัญหาครอบครัว มีปัญหาในการทำงานหรือปัญหากับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน โดยทั้งหมดต้องติดต่อพบเจอกันเป็นประจำ ผู้ที่มีประวัติประสบปัญหาสุขภาพจิตบางอย่าง เช่น วิตกกังวล ย้ำคิดย้ำทำ หรือผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วงรอยต่อ เช่น ช่วยวัยรุ่นก่อนเป็นผู้ใหญ่ หญิงในช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือน ชายหญิงวัยเกษียณ เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ โดยนอกจากตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว จะมีการสอบถามถึงสถานการณ์ที่อาจเป็นแรงกดดันจนส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น การมีอุบัติเหตุ การเจ็บป่วย ความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมถึงสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติดังกล่าวด้วย เช่น การใช้สารเสพติด ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางอย่าง โรคประจำตัวหรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ เพื่อวางแผนในการรักษาได้ถูกต้อง

 

การรักษา

ผู้ป่วยที่เกิดอาการรุนแรงหรือเกิดความเครียดเรื้อรัง ควรต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • ปรึกษาแพทย์ การปรึกษาจิตแพทย์ถือเป็นวิธีรักษาโรคเครียดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเครียดที่เกิดอาการรุนแรงและเป็นมานาน โดยแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด รวมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยจัดการอาการของโรคที่เกิดขึ้นได้
  • บำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) เป็นวิธีจิตบำบัดที่มีแนวคิดว่าความคิดบางอย่างของผู้ป่วยส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิต ผู้ป่วยโรคเครียดอาจได้รับการบำบัดระยะสั้น โดยแพทย์จะพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกและความคิดของผู้ป่วย รวมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าความคิดบางอย่างนั้นไม่ถูกต้อง และปรับทัศนคติของผู้ป่วยที่มีต่อสิ่งต่างๆให้มองทุกอย่างได้ถูกต้องและตรงตามความเป็นจริง
  • ใช้ยารักษา แพทย์อาจจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วยบางรายเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับโรคเครียด เช่น อาการปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อาการนอนไม่หลับ อาการซึมเศร้า เป็นต้น โดยยาที่ใช้รักษาโรคเครียด ได้แก่ ยากลุ่มเบต้า บล็อกเกอร์ (Beta-Blocker) และยาไดอะซีแพม (Diazepam) โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆในผู้ป่วยบางรายที่จำเป็น

นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการอื่น ๆ เช่น ยาระงับอาการวิตกกังวล ยาต้านซึมเศร้า เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

การปรับไลฟ์สไตล์ให้เกิดความสมดุลในด้านต่าง ๆ ของชีวิต สามารถช่วยป้องกันภาวะเครียดในเบื้องต้น ดังนี้

  1. จัดแบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัวให้เหมาะสม (Work Life Balance) การดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างรีบเร่ง การมีชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่ยาวนานเกินไป หรือการนำงานจากที่ทำงานกลับไปทำที่บ้านบ่อย ๆ ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมได้
  2. ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 – 4 ครั้ง ๆ ละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง หรืออย่างน้อยให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างวัน เช่น เดิน ขึ้นลงบันได ในวันที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
  3. พักผ่อนโดยเฉพาะนอนหลับให้เพียงพอ เบื้องต้นควรนอนก่อน 4 ทุ่ม และควรนอนให้ได้คืนละ 7 – 8 ชั่วโมง
  4. มีงานอดิเรก เช่น ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสุนัข สะสมแสตมป์ อ่านหนังสือ งานจิตอาสาและอื่น ๆ ที่ช่วยให้สมองและร่างกายได้ผ่อนคลายจากสถานการณ์ต่างๆที่เป็นแรงกดดันให้เกิดความเครียด
  5. ฝึกใจให้รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติดจนเกินไป ทั้งด้วยการทำสมาธิ การสวดมนต์ ปฏิบัติหรือสนทนาธรรมกับผู้รู้หรือกัลยาณมิตร เพื่อให้รู้เท่าทันอารมณ์ แก้ปัญหา สถานการณ์ต่าง ๆ โดยไม่ทำให้เครียดมากขึ้น
  6. ฝึกเป็นคนมองโลกในแง่บวก มีงานวิจัยพบว่าการคิดบวกเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพ ทั้งชีวิตยืนยาวอย่างมีความสุขมากขึ้น ลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เสริมสร้างสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเครียดและสถานการณ์ยากลำบากได้ดีขึ้น

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.dmh.go.th  www.siamhealth.net  กรมสุขภาพจิต

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

เชื้อราในช่องคลอด (Vaginal candidiasis) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิง เกิดจากการติดเชื้อราบริเวณปากช่องคลอดและในช่องคลอด ส่งผลให้เกิดการอักเสบ การระคายเคือง และคันที่บริเวณดังกล่าว เชื้อราเป็นเชื้อสาเหตุอันดับสองรองจากเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดภาวะช่องคลอดอักเสบ จากข้อมูลพบว่า 75% ของผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน เคยเป็นโรคนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง และ 45% เคยเป็นโรคนี้มากกว่า 1 ครั้ง

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

อาการสำคัญที่พบได้บ่อยคือ “อาการคัน” บริเวณรอบปากช่องคลอดและในช่องคลอด โดยอาจเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ปัสสาวะบ่อย ปวดแสบปวดร้อนขณะถ่ายปัสสาวะ ปวดเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หลังอาการคันบางรายอาจมีตกขาวผิดปกติ โดยเป็นก้อนข้นเหนียว สีขาวหรือสีเหลืองนวลคล้ายตะกอนนมบูด บางรายอาจเกิดผื่นแดงที่บริเวณช่องคลอดร่วมด้วย


เมื่อไรควรไปพบแพทย์

  • ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นครั้งแรก เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นโรคอื่นที่ร้ายแรงกว่านั้น
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนที่จะซื้อยามารักษาเอง
  • ผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อราในช่องคลอด 4 ครั้งต่อปีหรือมากกว่า ต่อปี แพทย์อาจต้องให้ยาต้านเชื้อรานานอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค นอกจากนี้ยังอาจมีความจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุจากโรคอื่น เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น

 

สาเหตุ

เชื้อราที่เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบในช่องคลอด เป็นเชื้อราในกลุ่มแคนดิด้า (Candida) ซึ่งสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือ “แคนดิด้า อัลบิแคนส์” (Candida albicans) เชื้อราสายพันธุ์นี้พบเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดได้ถึง 80 – 92% เนื่องจากสามารถเกาะติดกับเซลล์เยื่อบุช่องคลอดได้ดี

ปกติเชื้อแคนดิด้า อัลบิแคนส์อาศัยอยู่ได้หลายอวัยวะในร่างกาย ทั้งในช่องปาก ช่องคอ ทางเดินอาหาร ผิวหนัง โดยสามารถผ่านจากทางเดินอาหารออกมาทางทวารหนัก และปนเปื้อนไปตกอยู่ในช่องคลอดได้ แต่ในช่องคลอดจะมีแบคทีเรียประจำถิ่นที่สามารถผลิตสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งทำให้สภาพแวดล้อมในช่องคลอดไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อแคนดิด้า อัลบิแคนส์รา ทำให้ในสภาวะปกติต่อให้มีเชื้อนี้อยู่ในร่างกาย ก็ไม่ก่อให้เกิดโรค แต่เมื่อมีปัจจัยที่ส่งผลให้สภาพแวดล้อมในร่างกายหรือในช่องคลอดเกิดการเปลี่ยนแปลง เชื้อนี้ก็สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจนก่อให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดได้ในที่สุด

 

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยที่ทำให้สภาพร่างกายหรือสภาวะในช่องคลอดของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จนเกิดการติดเชื้อแคนดิด้า อัลบิแคนส์ มักเกี่ยวข้องกับโรค ฮอร์โมน ยา และภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังต่อไปนี้

  • การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างจะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นของร่างกายได้ เมื่อไม่มีเชื้อแบคทีเรียที่ทำหน้าที่รักษาสมดุลกรดด่างในช่องคลอดจึงเป็นโอกาสให้เชื้อราเจริญเติบโตจนก่อโรคได้
  • ภาวะเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการทำงานของภูมิคุ้มกัน T-cell เสื่อมลง ส่งผลให้ความสามารถในการกำจัดเชื้อของร่างกายน้อยลง
  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดจะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มขึ้น เอสโตรเจนมีผลให้ไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งพบได้ในสารน้ำในช่องคลอดมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ไกลโคเจนจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคส ช่วยให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
  • ภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายลดต่ำลง ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน (ยากลุ่มสเตียรอยด์หรือยาเคมีบำบัด) จะมีผลให้ความสามารถในการต่อสู้หรือยับยั้งเชื้อของร่างกายลดต่ำลงจนไม่อาจต่อสู้กับเชื้อราได้
  • การใช้ผลิตภัณฑ์สวนล้างช่องคลอด ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะรบกวนสมดุลกรดด่างในช่องคลอด และทำให้เชื้อราเติบโตจนก่อโรคได้

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักถามอาการและอาการแสดง เช่น อาการคัน การตกขาวที่ผิดปกติ การปวดแสบ ประวัติการติดเชื้อราหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ

สำหรับผู้ป่วยที่กลับเป็นซ้ำบ่อย ๆ หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังได้รับการรักษา จำเป็นต้องตรวจหาความผิดปกติภายในช่องคลอด โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในช่องคลอดเพื่อเก็บสารคัดหลั่งหรือเก็บตัวอย่างตกขาวมาตรวจเพิ่มเติม

การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะใช้วิธีการส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหายีสต์ หรือเชื้อราที่มีลักษณะเป็นเส้นไยหรือไฮฟา (hyphae) นอกจากนี้ แพทย์อาจส่งเพาะเชื้อเพื่อหาเชื้อสาเหตุ การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยให้แพทย์ทราบชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุ และหาวิธีการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

การรักษา

เชื้อราในช่องคลอดเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยใช้ยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีทั้งรูปแบบยาใช้เฉพาะที่ ทั้งชนิดครีมทาหรือเหน็บช่องคลอด และรูปแบบยารับประทาน การรักษาเชื้อราในช่องคลอด เบื้องต้นจำเป็นต้องพิจารณาว่าผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มที่มีการติดเชื้อทั่วไปแบบไม่ซับซ้อน (Uncomplicated infection) หรือกลุ่มติดเชื้อซับซ้อน (Complicated infection) เพื่อให้การรักษาได้อย่างถูกต้อง

  • กลุ่มติดเชื้อทั่วไปแบบไม่ซับซ้อน (Uncomplicated infection).
    ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการไม่รุนแรง เกิดอาการนาน ๆ ครั้ง (น้อยกว่า 4 ครั้งต่อปี) เป็นผู้ที่มีสุขภาพดี และไม่ได้ตั้งครรภ์ เชื้อสาเหตุส่วนใหญ่คือ แคนดิด้า อัลบิแคนส์ ผู้ป่วยสามารถซื้อยาต้านเชื้อราที่ขายทั่วไปมาใช้ควบคู่กับการดูแลตนเองที่บ้านได้ ระยะเวลาการรักษาค่อนข้างสั้น ผู้ป่วยจะตอบสนองต่อการรักษาดี และอาการจะดีขึ้นใน 2 – 3 วัน สูตรยาที่ใช้รักษา ได้แก่

    • ยา Clotrimazole 500 mg เหน็บช่องคลอดครั้งเดียวก่อนนอน หรือ Clotrimazole 100 mg เหน็บช่องคลอดวันละครั้งก่อนนอนนาน 6 วัน
    • ยา Fluconazole 150 mg รับประทานครั้งเดียว
    • ยา Itraconazle 200 mg กินวันละ 2 ครั้งนาน 1 วัน
  • กลุ่มติดเชื้อที่มีความซับซ้อน (Complicated infection).
    ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้บ่อย อาจมากกว่า 4 ครั้งต่อปี มีการกลับเป็นซ้ำหรืออาการไม่ดีขึ้นหลังจากเพิ่งให้การรักษาไป มีอาการรุนแรงพบอวัยวะเพศบวมแดงมาก หรือมีรอยแตกของผนังช่องคลอด หรือตั้งครรภ์

    .
    การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง แนะนำให้ไปพบแพทย์ทั่วไปหรือสูตินารีแพทย์ การรักษาจะใช้เวลาค่อนข้างนาน (มากกว่า 2 สัปดาห์) และการเลือกยาจะพิจารณาจากสภาวะของผู้ป่วยเป็นหลัก เช่น กรณีตั้งครรภ์จำเป็นต้องเลือกยาที่ปลอดภัยที่สุด
    .
    การใช้ยาฆ่าเชื้อราจำเป็นต้องเฝ้าระวังอาการข้างเคียงจากการใช้ยา โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน ยากลุ่มเอโซลอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เอนไซม์ตับเพิ่มขึ้น ตับอักเสบ และผื่นแพ้ยาได้ ดังนั้น หากพบอาการผิดปกติหลังการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทันที นอกจากนี้ ยากลุ่มเอโซลจะเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น เช่น ยาลดไขมันในเลือด หรือยาต้านเชื้อไวรัส ดังนั้น ผู้ป่วยควรแจ้งยาโรคประจำตัวที่ใช้อยู่ให้แพทย์และเภสัชกรทราบทุกครั้ง

 

คำแนะนำ

  1. ผู้ป่วยที่ได้รับยารักษาเชื้อราในช่องคลอด ควรให้ความร่วมมือใช้ยาตามคำสั่งแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด แม้ยาจะสามารถฆ่าเชื้อได้ดีและผู้ป่วยมักมีอาการดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน แต่ก็ไม่ควรหยุดใช้ยาก่อนครบคอร์สการรักษา เพราะอาจเกิดการกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดเชื้อดื้อยาได้
  2. เชื้อราในช่องคลอด ไม่ได้เป็นข้อห้ามไม่ให้ร่วมเพศกับคู่นอน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจเกิดอาการเจ็บขณะร่วมเพศ และถึงแม้โอกาสติดต่อไปยังคู่นอนจะน้อยมาก แต่ถ้าพบคู่นอนมีอาการคันที่อวัยวะเพศ หรือมีการอักเสบที่บริเวณปลายองคชาต ก็ควรรักษาด้วยยาทาฆ่าเชื้อรา เพื่อบรรเทาการติดเชื้อ
  3. ผู้ป่วยกลุ่มซับซ้อน ซึ่งมักมีอาการรุนแรง มีการกลับเป็นซ้ำบ่อย ๆ หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังรักษา แนะนำให้ปรึกษาสูตินารีแพทย์ และไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
  4. ผู้ป่วยกลุ่มซับซ้อน แนะนำให้รักษาโรคร่วมต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดเชื้อราในช่องคลอด เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลได้ ก็ควรรักษาเบาหวานควบคู่ไปจนสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นไปตามเกณฑ์

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น
  • ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะทำให้สมดุลกรดด่างเปลี่ยนไป จนทำให้เกิดเชื้อราได้
  • รักษาความสะอาดที่บริเวณช่องคลอดและอวัยวะเพศ
  • สวมใส่ผ้าสะอาด ไม่ปล่อยให้อับชื้นเป็นเวลานาน
  • เปลี่ยนแผ่นอนามัยอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการใช้แผ่นอนามัยแบบสอด
  • เลือกสวมใส่กางเกงหรือกระโปรงที่ไม่คับหรือรัดแน่นเกินไป ใส่แล้วรู้สึกโล่งสบาย ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกเนื้อผ้าที่มีการถ่ายเทอากาศดี ไม่ทำให้เกิดการอับชื้น

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.siphhospital.com  www.cdc.gov

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


-H2C00.jpg

หลายคนเข้าใจว่า “ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม (Degenerative disc)” เป็นภาวะที่มักจะพบในผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมเกิดขึ้นในร่างกายตามวัยที่สูงขึ้น แต่เชื่อหรือไม่ว่า จากสถิติของคนไข้ที่เข้ารับการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังนั้น มีเพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงอายุและในหลากหลายอาชีพ ซ้ำแล้วในวัยทำงานอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คืออายุตั้งแต่ 25 – 50 ปี ยังพบว่ามีผู้ที่ประสบภาวะนี้เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย

 

สาเหตุสำคัญ

ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม เกิดจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการหลัก

  1. การสึกหรอตามอายุการใช้งาน เช่น นั่งนาน ๆ โดยไม่เปลี่ยนอริยาบท นั่งขับรถเป็นระยะทางไกล ๆ เป็นกิจวัตร
  2. การยกของหนัก
  3. การเกิดภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ซึ่งมีผลทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงบริเวณหมอนรองกระดูกน้อยลง ส่งผลให้กระดูกเสื่อมเร็วก่อนเวลาอันควร

 

อาการที่พบ

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลัง ที่เอวระดับเข็มขัดและอาจร้าวลงไปถึงบริเวณด้านข้างของสะโพก ในบางรายที่มีอาการเฉียบพลัน เช่น ไปยกของหนักมีอาการเจ็บหลังร้าวลงขา ข้างใดข้างหนึ่งทันที แสดงว่า เกิดปริแตกหรือโป่งยื่นของหมอนรองกระดูก ทำให้มีส่วนเนื้อในของหมอนรองกระดูก (Nucleus) โป่งหรือทะลักออกมา ไปกดทับเส้นประสาทที่ไปขา บางรายจะมีอาการชาและทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขา อ่อนแรงของเท้า ทำให้เดินลำบาก ผู้ป่วยลักษณะนี้จะมีภาวะที่เรียกว่า “Acute Herniated Disc Syndrome” ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยทำงาน

อาการที่แสดงว่าหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมที่เห็นเด่นชัดคือ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบริเวณเอว ลักษณะอาการปวดจะตื้อ ๆ ระดับเข็มขัดอาจร้าวลงมาที่บริเวณกล้ามเนื้อด้านข้าง ซึ่งอาการปวดจะมีส่วนสัมพันธ์กับการใช้งาน เช่น มีอาการปวดเมื่อนั่งนาน ขับรถนาน ยืนนาน หรือเดินนาน บางรายอาจนั่งได้เพียง 10-15 นาทีก็จะมีอาการ แต่เมื่อนอนพักอาการปวดจะทุเลาลง ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการกดทับเส้นประสาทมากจะมีอาการปวดร้าวลงขา บางรายมีอาการชาและอ่อนแรงของขาหรือเท้าตามเส้นประสาทส่วนที่ถูกกดทับ

หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม

ภาพจาก : discmdgroup.com 

 

แนวทางในการรักษา

สิ่งแรกแพทย์ต้องจะอธิบายให้ผู้ป่วยทราบว่าตนเองเป็นโรคอะไร มีลักษณะผิดปกติอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง พร้อมกับแนะนำวิธีการดูแลรักษาตนเอง เพื่อให้สามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้อง “โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมหรือโป่งยื่น ส่วนใหญ่สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด (ประมาณกว่า 90% ของผู้ป่วย)” แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดเ ร่วมกับให้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบ ๆ เส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งจะทำให้อาการปวดลดลงได้ และอาจใช้การทำกายภาพบำบัด
ร่วมด้วย

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการชาและอ่อนแรง อาจให้ยาบำรุงเส้นประสาท หรือบางรายที่อาการรุนแรงอาจต้องหยุดพักงาน 2-3 วัน จากนั้นจะเริ่มกลับไปมีกิจวัตรประจำวันตามปกติ อีกแนวทางอีกวิธี คือ การฉีดยารอบเส้นประสาท (Selective nerve block) ด้วยการฉีดสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบและระงับปวดบริเวณเส้นประสาท ในกรณีที่รักษาแบบเบื้องต้นดังกล่าวแล้วไม่ดีขึ้น

 

การผ่าตัด

สำหรับข้อบ่งชี้ว่าผู้ป่วยสมควรเข้ารับการผ่าตัด คือ การรักษาด้วยวิธีการพื้นฐานไม่ได้ผล หรือผู้ป่วยมีอาการชา หรืออ่อนแรงมากขึ้น มีอาการชารอบก้น อั้นอุจจาระและปัสสาวะไม่อยู่ เรียกภาวะนี้ว่า “CaudaEquina Syndrome“ ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่พบได้น้อย และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนทันที

เมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด แพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยการส่งตรวจ MRI เพื่อดูลักษณะของหมอนรองกระดูกสันหลังที่โป่งยื่นหรือสึกหรอ การผ่าตัดจะเป็นการตัดชิ้นของหมอนรองกระดูกสันหลังที่โป่งยื่นออกมาเท่านั้น เรียกว่า “Discectomy” ซึ่งมีเทคนิคหลายวิธี ตั้งแต่เปิดแผลผ่าตัดขนาด 10 เซนติเมตร จนถึงการผ่าตัดเล็ก ขนาด 1-2 เซนติเมตร โดยใช้เทคนิคไมโครสโคปเข้าช่วย (Microdiscectomy) ซึ่งหลังการผ่าตัด คนไข้จะพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน จากนั้นสามารถกลับบ้านได้ แต่จะต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

ข้อที่ต้องหลีกเลี่ยงหลังผ่าตัดอย่างน้อย 3 เดือน คือ ห้ามยกของหนัก ห้ามก้มเก็บของหรือเอี้ยวบิดตัวรุนแรง หลีกเลี่ยงการไอจาม การเบ่งถ่ายอุจจาระ ทั้งนี้เนื่องจากจะทำให้เกิดแรงดันในช่องหมอนรองกระดูกสันหลังสูงขึ้น เกิดความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บขึ้นได้ และไม่ควรนั่งนานเกิน 1 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง ต้องหมั่นเปลี่ยนอิริยาบทบ่อยๆ ด้วยการลุก ยืน เดิน พร้อมกับการบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง

 

เมื่อผ่าตัดแล้ว จะหายขาดหรือไม่

หลังการผ่าตัดอาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจน และจะต้องปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ ส่วนโอกาสที่จะเกิดซ้ำมีประมาณ 5% ส่วนใหญ่เกิดซ้ำในปีแรก โดยเฉพาะ 3 เดือนแรกหลังผ่าตัด เรียกว่าเป็นช่วง 3 เดือนอันตราย ขึ้นอยู่กับระดับความเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง และลักษณะการโป่งยื่นของหมอนรองกระดูก

ส่วนวิธีการรักษาโดยใช้เลเซอร์คลื่นความถี่สูง (RADIOFREQUENCY : RF) และขดลวดความร้อน อาจนำมาใช้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาโดยไม่ผ่าตัด แต่ผลของการรักษาโดยวิธีดังกล่าวนี้ได้ผลเพียงชั่วคราว ซึ่งบางรายก็อาจไม่ได้ผล กรณีของการรักษาโดยนักจัดกระดูก (Chiropractor) โดยถ้ามีการปวดหลังเรื้อรัง อาจมีการพิจารณาเลือกรักษาได้ แต่ถ้ามีอาการปวดร้าวลงขา โดยเฉพาะมีอาการชาและอ่อนแรง ไม่แนะนำให้รับการจัดกระดูก เพราะอาจทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทมากขึ้นและอาการเลวลงได้

สำหรับแนวทางป้องกันหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมหรือโป่งยื่น ก็คือการใช้หลังในชีวิตประจำวันอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายและการทำงาน นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยง คือ การสูบบุหรี่ รวมถึงออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังแข็งแรง สามารถช่วยพยุงให้สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

ดังนั้น เมื่อคุณมีอาการปวดหลังและร้าวลงขาเป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษาก่อนที่จะมีอาการปวดมากขึ้นเนื่องจากหมอนรองกระดูกเสียหายมากขึ้น ทำให้ยากต่อการรักษามากตามไปด้วย

 

รศ. นพ. อารีศักดิ์ โชติวิจิตร
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางกระดูกสันหลังและการผ่าตัดข้อเทียม
ศูนย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH)
ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ใต้รูปภาพ


.jpg

ความกลัวหรือความตระหนกตกใจที่เกิดขึ้นอย่างทันทีเหมือนจู่โจม เป็นลักษณะสำคัญของโรคทางจิตเวชโรคหนึ่ง คือ โรคแพนิค ซึ่งมีอาการทางกายที่รุนแรง เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 3 – 10 นาที เกิดขึ้นเป็นพัก ๆ อาจนานถึงครึ่งชั่วโมงโดยเกิดขึ้นร่วมกับความหวาดกลัว

 

อาการที่สำคัญของ โรคแพนิค

อาการที่เกิดขึ้นแบบจู่โจม (แพนิค) นี้มักเกิดขึ้นโดยไม่เลือกเวลาและสถานที่ จึงยากที่จะทำนายได้ ทำให้บางรายเกิดความหวาดกลัวและพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือ กิจกรรมนั้น ๆ ที่เคยมีแพนิคเกิดขึ้น อาการแพนิคสงบลง ผู้ป่วยมักตกอยู่ในสภาพหวาดหวั่นวิตกกังวลว่าจะเกิดอาการขึ้นมาอีก ไม่อาจรู้ว่าเมื่อไรและ ที่ใดยิ่งมีความหวาดหวั่นและ วิตกกังวลมากเท่าใดก็ดูเหมือนว่าจะเกิดอาการจู่โจมมากขึ้นเท่านั้น ผู้ป่วยได้ตกอยู่ในวงเวียนของการเกิดอาการเสียแล้ว

 

 

โรคแพนิคพบบ่อยในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ทำให้ความสามารถในการประกอบอาชีพลดลง และความสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิด ตึงเครียดมากขึ้น ผู้ป่วยมักคิดว่าตนเองเป็นโรคหัวใจหรือ โรคร้ายแรง เวียนไปพบแพทย์บ่อยๆ ซึ่งการตรวจร่างกายและการทดสอบพิเศษจะไม่พบความผิดปกติ

 

สาเหตุ

มีปัจจัยหลายประการที่อาจประกอบกันทำให้เกิดอาการ เช่น

  • ศูนย์ควบคุมการทำงานของสมองและจิตใจเกี่ยวกับความหวาดกลัวไวต่อสิ่งกระตุ้น มากกว่าปกติ
  • กรรมพันธุ์ โรคนี้อาจพบได้ในครอบครัวเดียวกัน
  • การมีอาการจู่โจมเกิดขึ้นครั้งแรก อาจมีความสัมพันธ์กับความตึงเครียดในชีวิต โรคทางอายุรกรรม หรือสารยาบางตัว บางรายอาจไม่มีสิ่งกระตุ้นเหล่านี้เลยและ ถึงแม้ว่า สิ่งกระตุ้นได้หมดไปแล้วก็ตาม แต่ผู้ป่วยก็ยังคงมีอาการจู่โจมเกิดขึ้นต่อไป

 

การรักษา โรคแพนิค

ในปัจจุบันวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ คือการรักษาทางยาร่วมกับการดูแลทางด้านจิตใจ ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นมาก จนหายขาดได้้ 7 หรือ 9 ราย ใน 10 ราย โดยอาการดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัดภายหลังเริ่มการรักษาแล้ว 6-8 สัปดาห์ เมื่ออาการดีขึ้นแล้วแพทย์ยังคงให้การรักษาต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 6 เดือนเพื่อป้องกันการกำเริบของอาการ การหยุดยา ควร ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรหยุดยาทันที เพราะจะเกิดอาการของการหยุดยา หรือมีอาการ เก่ากำเริบ

 

คำแนะนำ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

สิ่งที่ควรทำ ออกกำลังกายตามสมควร ตามความสามารถ

  • โรคนี้ไม่เป็นอันตรายถึงเสียชีวิต เหมือนที่ผู้ป่วยมักกลัว
  • ควรไปพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัย และรักษา
  • ไม่ควรบรรเทาอาการด้วยการเสพสุรา หรือใช้ยานอนหลับ เพราะอาการอาจรุนแรงขึ้นเมื่อหยุดเสพ
  • ลดหรืองดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลังหรือเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน ประเภทโคล่าทุกชนิด
  • ออกกำลังกายตามสมควรตามความสามารถ
  • เมื่ออาการต่าง ๆ ทุเลาแล้ว ควรออกไปเผชิญกับสถานการณ์ที่เคยหวาดกลัว และลองทำกิจกรรมที่เคยหลีกเลี่ยง โดยเริ่มทีละเล็กน้อยแต่สม่ำเสมอ
  • ฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย เพื่อลดระดับของความตึงเครียด


การฝึกควบคุมการหายใจเพื่อการผ่อนคลาย

  • นอนหงายตามสบายบนเตียง หรือพื้นที่ในบริเวณที่สงบ
  • มือทั้งสองประสานวางอยู่บนหน้าท้องไม่เกร็ง ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออกและหัวไหล่
  • สูดลมหายใจเข้าช้าๆพร้อมทั้งสังเกตและจดจ่ออยู่ที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจ ที่ผ่านรูจมูกเข้าไปลึกเต็มที่จนหน้าท้องขยายขึ้นรู้สึกได้จากการที่มือทั้ง สองถูกยก
  • ขึ้นช้า ๆ และหัวไหล่เคลื่อนขึ้น
  • เมื่อหายใจเข้าเต็มที่แล้ว นับ 1, 2, 3 ในใจช้า ๆ
  • ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ พร้อมทั้งสังเกต และจดจ่อที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่เคลื่อนที่ออกผ่านรูจมูกจนหน้าท้อง แฟบลง มือทั้งสองลดต่ำลง
  • เมื่อหายใจออกจนหมด นับ 1, 2, 3 ในใจช้า ๆ
  • เริ่มหายใจเข้าและหายใจออกสลับกันไป เป็นจังหวะสม่ำเสมออย่างน้อย 10 ครั้ง
  • เมื่อมีความชำนาญอาจทำเวลานั่งโดยพิงเก้าอี้ตามสบาย มือทั้งสองวางไว้ที่หน้าขาหรือประสานกันอยู่ที่หน้าท้อง วิธีการเหมือนกับการควบคุมการหายใจในท่านอนหงายทุกประการ

 

แหล่งข้อมูล : thaipsychiatry.wordpress.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


2
Skip to toolbar