ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-Ankle-sprain.jpg

ข้อเท้าเคล็ด เส้นเอ็นฉีกขาด (Ankle sprain) มักจะเกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น หกล้มแล้วข้อเท้าบิด ตำแหน่งที่พบบ่อย คือ เส้นเอ็นข้อเท้าด้านนอก ปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อเท้าเคล็ดได้บ่อย คือ เคยมีประวัติข้อเท้าเคล็ดมาก่อน รองเท้าไม่เหมาะสม น้ำหนักตัวมาก เดินหรือวิ่งบนพื้นที่ขรุขระ กล้ามเนื้อเส้นเอ็นรอบข้อเท้าไม่แข็งแรง กีฬาบางชนิด เช่น บาสเกตบอล แบดมินตัน เป็นต้น เอกซเรย์ข้อเท้า โดยส่วนใหญ่มักจะไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่ถ้ามีอุบัติเหตุรุนแรง อาจพบมีกระดูกหัก ร่วมด้วย

 

ระดับความรุนแรง ข้อเท้าเคล็ด เส้นเอ็นฉีกขาด

  • ระดับที่หนึ่ง เส้นเอ็นยึดข้อถูกเหยียดออกมากเกินไป และบางเส้นใยอาจฉีกขาด จะมีอาการปวดเล็กน้อยเวลากด หรือเคลื่อนไหวข้อ แต่มักจะไม่บวม ยังสามารถเดินลงน้ำหนักได้ตามปกติ มักจะหายภายใน 2 อาทิตย์
  • ระดับที่สอง เส้นเอ็นยึดข้อมีการฉีกขาดบางส่วน จะมีอาการปวดและกดเจ็บมากพอควร รวมทั้งมีอาการบวมและฟกช้ำ เพราะเส้นเลือดล็ก ๆ ฉีดขาด ทำให้มีเลือดออก เวลาลงน้ำหนักจะรู้สึกปวด มักจะหายใน 4 – 6 อาทิตย์
  • ระดับที่สาม เส้นเอ็นยึดข้อเส้นหนึ่งหรือหลายเส้นฉีกขาดจากกันทั้งหมด มีอาการปวด บวมและฟกช้ำมาก เคลื่อนไหวข้อหรือลงน้ำหนักไม่ได้ อาจใช้เวลารักษา 6 – 10 เดือนจึงจะหายสนิท ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมจะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงมาก ในกรณีเป็นนักกีฬาอาชีพ อาจต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเย็บซ่อมเส้นเอ็น

ถ้าข้อเท้าบวมมาก เดินลงน้ำหนักไม่ได้ หรือลองรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นใน 1 – 2 วัน จะต้องตรวจหาสาเหตุว่า เกิดจากอะไร

 

แนวทางการรักษา ข้อเท้าเคล็ด เส้นเอ็นฉีกขาด 

แนวทางรักษา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเส้นเอ็นที่ได้รับการบาดเจ็บ ซึ่งมีแนวทางทั่วไปดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวข้อเท้า เช่น การใช้ไม้ดาม ใส่
    เฝือก ใช้ผ้ายืดพัน หรือใช้ไม้เท้าพยุงเวลาเดิน
  • ถ้าเป็นข้อเท้าเคล็ด ระดับที่ 1 ใช้ผ้ายืดพัน หรืออุปกรณ์พยุงข้อเท้า
  • ถ้าเป็นข้อเท้าเคล็ด ระดับที่ 2 ใส่เฝือก 2 – 4 อาทิตย์
  • ถ้าเป็นข้อเท้าเคล็ด ระดับที่ 3 ใส่เฝือก 4 – 6 อาทิตย์ หรือผ่าตัดเย็บซ่อมเส้นเอ็น
  1. ในระยะ 24 – 48 ชั่วโมงแรกให้ประคบบริเวณที่บาดเจ็บด้วยความเย็น เช่น ใช้ผ้าหุ้มก้อนน้ำแข็ง เป็นต้น
  • เมื่อพ้นระยะ 24 – 48 ชั่วโมง จึงประคบด้วยความร้อน เช่น น้ำอุ่น กระเป๋าไฟฟ้า ครีมนวด เป็นต้น
  • ยกเท้าให้สูงกว่าระดับหัวใจเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น เช่น เวลานอนก็ใช้หมอนรองขาเพื่อยกเท้าให้สูงขึ้น
  • ถ้าปวดมากอาจรับประทานเลือด เช่น ยาพาราเซตตามอล หรือยาบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ (NSAIDs)
  1. บริหารกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อเท้า
  • เคลื่อนไหวข้อ 6 ทิศทาง (กระดกขึ้น-งอลง บิดเข้า-บิดออก หมุนวนเข้า-หมุนวนออก) หรือ อาจใช้วิธีบริหารโดยเคลื่อนไหวปลายเท้า เหมือนกับการเขียนตัวหนังสือขนาดใหญ่ ๆ ก็ได้
    ข้อเท้าเคล็ด เส้นเอ็นฉีกขาด
  • บริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรง โดยเกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ประมาณ 5 – 10 วินาที ใน 4 ทิศทาง คือ กระดกขึ้น งอลง บิดเท้าเข้าด้านใน และบิดเท้าออกด้านนอก ถ้าไม่ปวด ให้ถ่วงน้ำหนัก 0.5 – 4 กิโลกรัมที่บริเวณปลายเท้า หรือใช้เท้าดันกับขอบโต๊ะ อาจใช้ยางยืดหรือผ้ารัดที่ปลายเท้าเพื่อเพิ่มแรงต้านให้มากขึ้น ร่วมกับยืนยกส้นเท้า ยกปลายเท้าขึ้น
    ข้อเท้าเคล็ด เส้นเอ็นฉีกขาด
  1. บริหารประสาทรับความรู้สึกของข้อเท้า
  • ยืนหรือนั่ง เหยียบบนหมอนนุ่ม ๆ แล้วลงน้ำหนัก ตามส่วนต่าง ๆ คือ ส้นเท้า ปลายเท้า ด้านในเท้า ด้านนอก
  • วางเท้าบนแผ่นไม้ ที่เอียงกระดกได้ แล้วเหยียบให้แผ่นไม้กระดกไปทั้ง 4 ทิศทาง
  • ยืนเท้าเดียว แล้วบิดตัว
  • กระโดดเชือก (ต้องรอให้หายปวด ไม่มีอาการเสียวในข้อ ไม่มีข้อบวม)

ข้อเท้าเคล็ด เส้นเอ็นฉีกขาด

อาการปวดข้อเท้าเรื้อรัง

โดยส่วนใหญ่ข้อเท้าเคล็ดมักจะหายใกล้เคียงปกติ ด้วยวิธีรักษาแบบไม่ผ่าตัด แต่มีผู้ป่วยบางรายจะเกิดอาการปวดข้อเท้าเรื้อรัง (ปวดนานกว่า 6 อาทิตย์) เคลื่อนไหวข้อได้ไม่เต็มที่ และเกิดข้อเท้าเคล็ดซ้ำได้ง่าย ซึ่งอาจเกิดจาก

  • ไม่ได้ทำกายภาพบำบัดอย่างถูกต้องเหมาะสม ทำให้กล้ามเนื้อทำงานประสานกันได้ไม่ดี กล้ามเนื้อลีบ
  • มีเนื้อเยื่อรอบข้อเท้าที่ฉีกขาดยื่นเข้าไปในข้อเท้า เมื่อกระดกข้อเท้าขึ้นก็จะถูกกระดูกหนีบทำให้ปวด
  • มีกระดูกแตกร่วมด้วย แล้วมีกระดูกติดผิดรูป
  • เส้นเอ็นฉีดขาดหลายเส้น แล้วไม่ได้รักษา ทำให้เส้นเอ็นไม่ติด หรือเส้นเอ็นติดในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม 

 

เมื่อไรถึงจะกลับไปเหมือนกับปกติ

  • เมื่อเคลื่อนไหวข้อเท้า และเดินลงน้ำหนักโดยไม่ปวด สามารถยืนเขย่งยกส้นเท้าขึ้น นานกว่า 20 วินาที ยืนขาข้างเดียว (หลับตา) นานกว่า 30 วินาที และเส้นเอ็นกล้ามเนื้อข้อเท้า มีความแข็งแรง 70 – 80% เทียบกับข้างปกติ
  • ถ้าลองวิ่งในแนวตรง วิ่งวนเป็นวงกลมหรือรูปเลขแปด แล้วไม่ปวด ก็ให้ลองวิ่งแบบสลับฟันปลา ถ้าสามารถวิ่งสลับฟันปลา โดยไม่ปวด และรู้สึกว่าข้อเท้ามั่นคงดี ก็สามารถกลับไปเล่นกีฬาได้แต่ต้องค่อยปรับความเร็ว-ความหนัก และถ้ารู้สึกผิดปกติ เจ็บ-บวมผิดปกติ ให้หยุด หรือลดความเร็ว-ความหนัก ต้องปรับเพิ่มลดตามอาการให้เหมาะสม
  • ข้อเท้าเคล็ดจะหายเป็นปกติหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ระดับความรุนแรง วิธีรักษาที่เหมาะสม การบริหารหรือทำกายภาพบำบัดเป็นต้น ส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลารักษา ประมาณ 2 – 6 อาทิตย์ แต่เส้นเอ็นจะหายเป็นปกติใช้เวลาประมาณ 4 – 6 เดือน จึงควรใส่อุปกรณ์พยุงข้อเท้าอย่างน้อย 6 เดือนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อเท้าเคล็ดซ้ำ

 


ภาพประกอบจาก : www.iwalk-free.com


-Osteoarthritis-of-Knee.jpg

โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis of Knee) จะมีพยาธิสภาพหลักอยู่ที่ กระดูกอ่อน (articular cartilage) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น กระดูกอ่อนผิวข้อบางลงและขรุขระ กระดูกงอกบริเวณขอบข้อ และน้ำไขข้อมีการสูญเสียคุณสมบัติ ทำให้มีปริมาณมากขึ้น แต่ความยืดหยุ่นลดลง เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกระบวนการเสื่อมจะไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมและอาจทวีความรุนแรงขึ้นตามลาดับ

 

มีปัจจัยเกี่ยวข้อง เช่น อายุ (พบบ่อยเมื่ออายุเกิน 40 ปี) น้ำหนักตัวมาก เพศ (ผู้หญิงพบมากกว่าผู้ชาย 3 เท่า) การใช้ข้อไม่เหมาะสม อุบัติเหตุ กระดูกหัก เส้นเอ็นฉีกขาด ติดเชื้อในข้อ เป็นต้น

 

อาการ

อาการและอาการแสดง อาจพบเพียงอาการเดียว หรือหลายอาการพร้อมกันก็ได้ ในระยะแรก อาการจะไม่มาก และเป็น ๆ หาย ๆ แต่เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง ก็จะมีอาการมากขึ้น หรือเป็นตลอดเวลา เช่น

  • ปวดเข่า มักจะระบุตำแหน่งไม่ได้ รู้สึกเมื่อยตึงที่น่อง ข้อพับเข่ามีเส้นเอ็นอักเสบ ทาให้ปวด กดเจ็บ ด้านในเข่าและหน้าแข้ง
  • ข้อฝืด เหยียดงอเข่าได้ไม่สุด มีเสียงดังในข้อเวลาขยับเข่า ถ้านั่งยอง คุกเข่า นั่งพื้น แล้วลุกลำบาก
  • ข้อบวม ร้อน เพราะมีการอักเสบทำให้น้ำไขข้อมากขึ้น มีก้อนถุงน้ำในข้อพับเข่าจากเยื่อบุข้อเข่าโป่งออก
  • เข่าคดเข้า เข่าโก่งออก หรือ มีกระดูกงอก ทาให้ข้อผิดรูป กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง เดินกะเผลก

เอกซเรย์พบมีช่องของข้อเข่าแคบลง มีกระดูกงอก แต่ความผิดปกติทางเอกซเรย์ อาจไม่สัมพันธ์กับอาการ (เอกซเรย์มีข้อเสื่อมมากแต่ไม่ค่อยปวด) จึงไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ ยกเว้น ผู้ที่รักษาแล้วไม่ดีขึ้น หรือก่อนการผ่าตัด

โรคข้อเข่าเสื่อม

http://www.kinetesisspineandjoint.ca/knee_osteoarthritis

 

ACR Clinical Classification Criteria for Osteoarthritis of the knee:

Using history and physical examination

  • pain in the knee and 3 of the following
    • Over 50 years of age
    • Less than 30 minutes of morning stiffness
    • Crepitus on active motion
    • Bony tenderness
    • Bony enlargement
    • No palpable warmth of synovium

 

แนวทางรักษา

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาด จุดมุ่งหมายในการรักษาทุกวิธีคือ บรรเทาอาการปวด ทำให้ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น ป้องกันหรือแก้ไขข้อที่ผิดรูป เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามสมควร

 

การจัดการและการใช้ยา

  • ขณะปวด ให้พักการใช้ข้อเข่า
  • ใช้ยาต้านการอักเสบชนิดทาภายนอก หรือ ยาทาเจลพริก
  • ประคบด้วยความเย็น/ความร้อน กายภาพบำบัด การฝังเข็ม
  • ผ้ารัดเข่าเฝือกอ่อนพยุงเข่า (แต่ถ้าใส่ติดต่อกันนาน จะทาให้กล้ามเนื้อลีบ) ถ้ามีเข่าผิดรูป ให้ใส่เป็น สนับเข่าแกนเหล็กด้านข้าง หรือใช้อุปกรณ์พยุงเข่า (knee brace / support)
  • บริหารกล้ามเนื้อ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวและป้องกันข้อติด เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อรอบข้อ
  • ยาบรรเทาอาการ เช่น Acetaminophen, Non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ ถ้าไม่มีข้อห้ามในการใช้ยา และต้องระวังภาวะแทรกซ้อน
  • ยากลุ่ม SYSADOA (Symptomatic slow acting drugs for osteoarthritis) เช่น กลูโคซามีนซัลเฟต (Glucosamine sulfate) หรือไดอะเซอเรน (Diacerein) ถือว่าเป็น “ทางเลือก” ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3 เดือน ให้หยุดยา แต่ถ้าอาการดีขึ้น แนะนำให้ใช้ต่อไม่เกิน 6 เดือน และหยุดยาอย่างน้อย 6 เดือน
  • ฉีดน้ำไขข้อเทียม ช่วยให้อาการดีขึ้น เฉลี่ย 6 เดือน – 1 ปี แต่มีราคาค่อนข้างสูง (13,000 – 16,000 บาท) จึงแนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยที่ รักษาด้วยวิธีอื่น ๆไม่ได้ผล แต่ยังไม่อยากผ่าตัด หรือผ่าตัดไม่ได้
  • การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ หรือเจาะดูดน้ำไขข้อ ถึงแม้ทาให้อาการปวดดีขึ้นรวดเร็ว แต่ผ่านไป 1 – 2 เดือน จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม และมีผลข้างเคียงสูง เช่น ข้อเสื่อมเร็วขึ้น กระดูกพรุน กล้ามเนื้อลีบ ติดเชื้อ แต่ถ้าจำเป็น ขณะ ฉีดยา หรือเจาะข้อ ต้องป้องกันการติดเชื้ออย่างดี เช่น ใช้ผ้าปลอดเชื้อ ถุงมือปลอดเชื้อ เป็นต้น ไม่ควรฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ มากกว่าปีละ 2 – 3 ครั้ง หลังฉีดต้องลดการใช้เข่า 1 – 2 อาทิตย์และใส่ผ้ารัดเข่าร่วมด้วย

โรคข้อเข่าเสื่อม

http://www.kinetesisspineandjoint.ca/knee_osteoarthritis

 

การผ่าตัด

  • การส่องกล้องผ่าตัดในข้อ (Arthroscopic surgery) เฉพาะในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีอาการเนื่องจาก มีหมอนรองข้อเข่า (meniscus) หรือกระดูกอ่อนหลวม (Loose bodies) หรือมีแผ่นเนื้อ (Flap) ทำให้ข้อเข่ายึดเหยียดงอไม่ได้หรือเดินแล้วล้มเท่านั้น และไม่แนะนำ การเจาะล้างข้อเข่า (Needle lavage) ครูดหรือเจาะเนื้อเยื่อในข้อ (Arthroscopic abrasion or drilling) รวมทั้งการผ่าตัดผ่านกล้องในการรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีเข่าผิดรูป เพราะไม่ให้ประโยชน์
  • การผ่าตัดจัดแนวกระดูก (Realignment osteotomy) ในการรักษาผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมในช่องเพียงด้านเดียว (Unicompartment) ซึ่งมีอาการ แต่ยังแข็งแรงแคล่วคล่อง (Active) และมีแนวกระดูกผิดปกติ (Malalignment)
  • การผ่าตัดกระดูกจัดแนวแข้งด้านบน (High Tibial Osteotomy: HTO) ในผู้ป่วยอายุน้อยและยังมีกิจกรรมมาก (young, active) โดยผู้ป่วยต้อง งอเข่าได้อย่างน้อย 90 องศา ยังมีกระดูกอ่อนผิวข้อด้านในคงเหลืออยู่ ไม่มีการเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อเข่าด้านนอกและกระดูกอ่อนผิวสะบ้าหรือมีน้อยมาก และเข่ายังมั่นคงดีหรือมีการเลื่อนไปด้านนอกหรือความไม่มั่นคงไม่มากนัก
  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ (Total knee arthroplasty) เป็นต้น การผ่าตัดถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย ใช้ในผู้ที่มีอาการมาก รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น เนื่องจากมีข้อจากัด เช่น ข้อเข่าเทียมจะใช้ได้แค่ 10 – 15 ปี เป็นต้น แต่การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จะดีในแง่ลดอาการปวด เคลื่อนไหวข้อได้ดีขึ้น

ข้อบ่งชี้ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ ต้องมีลักษณะซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ทุกข้อดังต่อไปนี้

  • ให้การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด มากกว่า 6 เดือน แต่ไม่ได้ผล
  • มีผิวข้อเข่าทุกผิวเสื่อมอย่างรุนแรง (Severe tri-compartmental osteoarthritis)
  • อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป

ข้อห้าม การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อในผู้ป่วยที่มีข้อห้ามข้อหนึ่งข้อใดดังต่อไปนี้

  • ข้อเสื่อมเหตุประสาทพยาธิสภาพ (Neuropathic arthritis)
  • มีการติดเชื้อในข้อในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา
  • มีการสูญเสียการทำงานของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าอย่างสิ้นเชิง

ข้อแนะนำการดูแลตนเอง

  1. ลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีคำนวณตัวเลขสุขภาพ มากกว่า 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ควรลดน้ำหนักลงให้อยู่ในระดับใกล้เคียงมาตรฐานหรืออย่างน้อยร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวขณะที่มีอาการปวดข้อ เพราะเมื่อเดินจะมีแรงกดลงที่เข่าประมาณ 5 เท่าของน้ำหนักตัว แต่ถ้าวิ่งจะมีแรงกดลงที่เข่า เพิ่มขึ้นเป็น 7 – 10 เท่าของน้ำหนักตัว (การถีบจักรยาน เข่าจะรับแรงกดเพียง 1.5 เท่าของน้ำหนักตัวเท่านั้น) ดังนั้น ถ้าลดน้ำหนักตัวได้ เข่าก็จะรับแรงกดน้อยลง อาการปวดก็จะลดลงด้วย
  2. ท่านั่ง ควรนั่งบนเก้าอี้สูงระดับเข่า ซึ่งเมื่อนั่งห้อยขาแล้วฝ่าเท้าจะวางราบกับพื้นพอดี หลีกเลี่ยง การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า นั่งยอง ๆ หรือ นั่งราบบนพื้น
  3. เวลาอาบน้ำ หรือสระผมควรใช้ เก้าอี้นั่ง เพื่อป้องกันการลื่นหกล้มขณะอาบน้ำ
  4. เวลาเข้าห้องน้ำ ควรนั่งถ่ายบนโถนั่ง (แบบนั่งราบ) หรือ นั่งบนเก้าอี้สามขาที่มีรูตรงกลาง วางไว้เหนือคอห่าน และควรทำที่จับยึดบริเวณด้านข้างโถนั่ง เพื่อใช้จับพยุงตัวเวลาจะลงนั่งหรือจะลุกขึ้นยืน
  5. นอนบนเตียง ซึ่งมีความสูงระดับเข่าเมื่อนั่งห้อยขาที่ขอบเตียงแล้วฝ่าเท้าจะแตะพื้นพอดี
  6. ไม่ควรนอนราบบนพื้น เพราะต้องงอเข่าเวลาจะนอนหรือจะลุกขึ้น ทำให้ผิวข้อเสียดสีกันมากขึ้น
  7. หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได ขณะขึ้นลงบันได จะมีแรงกดที่เข่าประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักตัว
  8. หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งในท่าเดียวนาน ๆ ควรขยับเปลี่ยนท่าหรือเหยียด-งอข้อเข่า บ่อย ๆ
  9. การยืน ควรยืนตรง ขากางออกเล็กน้อย ให้น้ำหนักตัวลงบนขาทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน
  10. การเดิน ควรเดินบนพื้นราบ หลีกเลี่ยง ทางลาดเอียงหรือทางเดินที่ขรุขระ เพราะทำให้น้ำหนักตัวที่ลงไปที่เข่าเพิ่มมากขึ้น ควรใส่รองเท้าแบบมีส้นเตี้ย (สูงไม่เกิน 1 นิ้ว) หรือไม่มีส้นรองเท้า พื้นรองเท้านุ่มพอสมควร และมีขนาดกระชับพอดี
  11. ใช้ไม้เท้า ในช่วงที่มีอาการปวด หรือในผู้ที่มีข้อเข่าโก่งผิดรูป เพื่อช่วยรับน้ำหนัก (ลดแรงกระทำต่อข้อเข่าได้ประมาณร้อยละ 25 ของน้ำหนักตัว) และช่วยพยุงตัวเมื่อจะล้ม ในผู้ที่ปวดเข่ามากข้างเดียว ให้ถือไม้เท้าในด้านตรงข้ามกับเข่าที่ปวด แต่ถ้าปวดทั้งสองข้างให้ถือไม้เท้าในข้างที่ถนัด
  12. บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ให้แข็งแรง ซึ่งจะช่วยลดอาการปวด ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น การทรงตัวดีขึ้น
  13. ควรออกกำลังกายที่ไม่ต้องลงน้ำหนักมากนัก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดินเร็ว ๆ วิ่งเหยาะ ๆ เป็นต้น แนะนำให้ออกกาลังกายสม่ำเสมอ ครั้งละ 20 – 40 นาที สัปดาห์ละ 3 – 5 วัน

แนะนำอ่านเพิ่มเติม
• แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุขโรคข้อเข่าเสื่อม พ.ศ. 2554
http://www.rcost.or.th/web/
• ACR Diagnostic Guidelines Osteoarthritis
http://www.hopkinsarthritis.org/physician-corner/education/arthritis-education-diagnostic-guidelines/

 

ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้ภาพ


-H2C00-1.jpg

โรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคที่เกิดอาการอักเสบ เนื่องจากมีกรดยูริก (Monosodium urate monohydrate – MSU) ตกตะกอน ใน ข้อและอวัยวะต่าง ๆ ผู้ชายมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเกาต์มากกว่าผู้หญิง 20 เท่า และพบบ่อยในผู้ชายอายุ 35 ปี ขึ้นไป ผู้หญิงจะพบได้บ่อยเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี หรือช่วงวัยหมดประจำเดือน

 

อาการและอาการแสดง

  • ข้ออักเสบฉับพลัน ปวด บวม แดง ร้อน อย่างชัดเจน มักมีอาการอักเสบมากที่สุดภายใน 24 ชั่วโมงแรก
  • พบบ่อยที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า หลังเท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อศอก อาจรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำ ๆ
  • ระยะแรก จะมีการอักเสบ ข้อเดียวนาน 1 – 2 วัน ปีละ 1 – 2 ครั้ง (ร้อยละ 60 จะกลับมีอาการซ้ำอีกภายใน 1 ปี) แต่ถ้าไม่ได้รักษา การอักเสบจะบ่อยขึ้น นานขึ้น เป็นหลายข้อพร้อมกัน มีก้อนผลึกกรดยูริกหรือก้อนโทฟัส (Tophus) ทำให้ข้อผิดรูป และกลายเป็นข้ออักเสบเรื้อรัง ข้อเสื่อมอย่างถาวร
  • มีโอกาสเกิดนิ่วในไต ร้อยละ 20 และมีโอกาสเกิดไตวาย ร้อยละ 10
  • ถ้าเป็นเรื้อรัง อาจพบก้อนโทฟัส ที่ข้อศอก ข้อเท้า ใบหู ก้อนอาจแตก และมีสารคล้ายชอล์กสีขาว ผลึกกรดยูริกออกมา แต่ถ้าก้อนไม่แตกเอง ก็ไม่ควรไปผ่า เพราะแผลจะหายช้ามาก
  • ผู้ที่มีลักษณะต่อไปนี้แสดงว่าเป็นโรคเกาต์แบบรุนแรง เช่น ปริมาณกรดยูริกในเลือดสูง มีก้อนโทฟัส เริ่มเป็นตั้งแต่อายุน้อย มีอาการไตอักเสบ หรือมีนิ่วในไต เป็นต้น

 

โรคเกาต์

https://www.webmd.com/arthritis/ss/slideshow-gout.

  

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคเกาต์

  • เกณฑ์การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบในโรคเกาต์ที่แน่นอน (definite) คือ การตรวจพบผลึกเกลือโมโนโซเดียมยูเรต (Monosodium urate crystal) จากน้ำไขข้อหรือก้อนโทฟัส ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจผลึก อาจใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเกาต์ของ Rome (Rome criteria) โดยอาศัยเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ ดังต่อไปนี้
    • ข้อบวมเจ็บซึ่งเกิดขึ้นทันทีทันใดและหายภายใน 2 อาทิตย์
    • ระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่า 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชายและมากกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในผู้หญิง
    • พบก้อนโทฟัส (tophus)
  • 2015 Gout Classification Criteria An American College of Rheumatology/European League Against Rheumatism Collaborative Initiative The entry criterion for the new classification criteria requires the occurrence of at least 1 episode of peripheral joint or bursal swelling, pain, or tenderness.
    • The presence of MSU crystals in a symptomatic joint/bursa (i.e., synovial fluid) or in a tophus is a sufficient criterion for classification of the subject as having gout, and does not require further scoring.
    • The domains of the new classification criteria include clinical (pattern of joint/bursa involvement, characteristics and time course of symptomatic episodes), laboratory (serum urate, MSU negative synovial fluid aspirate), and imaging (double contour sign on ultrasound or urate on dual-energy computed tomography, radiographic gout-related erosion).
    • The sensitivity and specificity of the criteria are high (92% and 89%, respectively).

 

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยจะต้องมีข้ออักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนฉับพลัน เป็น ๆ หาย ๆ และไม่ได้อาศัยการเจาะเลือด ตรวจกรดยูริกเพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดว่า เจาะเลือดแล้วกรดยูริกสูง เป็นเกาต์ แต่ถ้าเจาะเลือดแล้วกรดยูริกต่ำ ไม่เป็นเกาต์ ถ้าเจาะเลือดแล้วกรดยูริกสูง แต่ไม่มีอาการ ก็ไม่ได้เป็นโรคเกาต์ แต่จะเรียกว่า ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ไม่ต้องรักษา ยกเว้นมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่า 13.0 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในเพศชาย และ 10.0 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในเพศหญิง หรือการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะมากกว่าวันละ 1,100 มิลลิกรัม เมื่อรับประทานอาหารตามปกติ จะพบอุบัติการณ์ของไตทำงานบกพร่องและนิ่วในทางเดินปัสสาวะมากขึ้น ควรพิจารณาให้การรักษา

 

โรคเกาต์

https://theheartysoul.com/how-to-reverse-gout/

 

สาเหตุที่กระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบ

  • การบาดเจ็บหรือข้อถูกกระทบกระแทกแบบไม่รุนแรง โดยตอนกระแทกจะไม่ค่อยเจ็บ แต่ต่อมาเจ็บมากขึ้น
  • อาหารที่เป็นของแสลง ไม่ได้ทำให้เกิดโรค แต่จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในบางคน แต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงควรสังเกต จดบันทึกชนิดอาหารที่ทานก่อนเกิดข้ออักเสบ และหลีกเลี่ยงของแสลง โดยเฉพาะช่วงที่มีข้ออักเสบ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ไก่ เป็ด ห่าน น้ำต้มกระดูก กุ้งทะเล หมึก หอย ซุปก้อน กะปิ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง พืชบางชนิด เช่น ถั่ว เห็ด กระถิน ชะอม ใบขี้เหล็ก สะเดา สะตอ ผักโขม หน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่ง ผักคะน้า แตงกวา ของหมักดอง
  • เหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อื่น ๆ
  • อากาศเย็นหรือช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงเช้า หรือ ก่อนฝนตก เป็นต้น
  • ยา เช่น แอสไพริน ยารักษาวัณโรค ยาขับปัสสาวะ

 

แนวทางรักษา

  1. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ
  2. ลดการใช้งานของข้อที่อักเสบถ้าในช่วงที่มีการอักเสบมาก อาจจำเป็นต้องใส่เฝือกชั่วคราว เพื่อให้ข้ออยู่นิ่ง ๆ
  3. ยา
    • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์(NSAIDs, เอนเสด) เป็นยาบรรเทาอาการเท่านั้นไม่ได้รักษาโรค เมื่ออาการดีขึ้น ไม่ปวด ไม่บวม ไม่แดง ไม่ร้อน ก็หยุดยาได้ มีผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะคลื่นไส้ ท้องอืด แสบท้อง จุกแน่นลิ้นปี่ แผลในกระเพาะอาหาร หน้าบวม ตาบวม ขาบวม
    • ยา โคชิซีน (colchicine) ถ้ามีการอักเสบมากก็จะต้องใช้ยาปริมาณมาก ทาให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้นด้วย ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นคัน ซึ่งถ้าเกิดอาการข้างเคียงมาก ให้ลดปริมาณยาลง หรือ หยุดยาไว้ก่อน

      • การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
        • ถ้ามีข้ออักเสบบ่อย เช่น ข้ออักเสบทุก 1 – 2 เดือน ควรพิจารณาให้ยา 3 – 1.2 มก./วัน รับประทานทุกวัน
        • ถ้ามีข้ออักเสบไม่บ่อย เช่น ทุก 3 – 4 เดือนขึ้นไป อาจพิจารณาให้ยาเฉพาะช่วงที่เริ่มมีอาการปวดข้อ
      • การพิจารณาหยุดยา colchicines
        • ถ้าผู้ป่วยไม่มีปุ่มโทฟัส ให้พิจารณาหยุดยาเมื่อ ไม่มีข้ออักเสบ และควบคุมระดับกรดยูริกได้ตามเกณฑ์ที่ต้องการ เป็นระยะเวลา 6 – 12 เดือน
        • ถ้าผู้ป่วยมีปุ่มโทฟัส ให้พิจารณาหยุดยาเมื่อ ปุ่มโทฟัสหายไป และควบคุมระดับกรดยูริกได้ตามเกณฑ์ที่ต้องการเป็นระยะเวลา 6 – 12 เดือน
    • ยาลดกรดยูริก ยายับยั้งการสร้างกรดยูริก และยาเร่งการขับกรดยูริก
      • ควรเริ่มยา หลังจากข้ออักเสบหายสนิทแล้วเท่านั้น แต่ ในกรณีที่ใช้ยาอยู่แล้ว ให้ยาเดิมต่อไป ไม่ควรปรับขนาดยาลดกรดยูริกที่ผู้ป่วยได้รับขณะที่มีข้ออักเสบ
      • ตั้งเป้าหมายให้กรดยูริกในเลือดอยู่ในระดับเท่ากับหรือต่ำกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่ ในกรณีที่มีก้อนโทฟัสแล้วอาจตั้งเป้าหมายลดระดับกรดยูริกในเลือดลงมาเท่ากับหรือต่ำกว่า 5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
      • ระยะเวลาของการให้ยาควรให้ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาให้ยาไปจนผู้ป่วยไม่มีอาการอักเสบของข้อหรือให้จนปุ่มโทฟัสหายไปหมดเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 4 – 5 ปี ในรายที่มีประวัตินิ่วในทางเดินปัสสาวะหรือมีการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะมากกว่า 800 มก./วัน ต้องพิจารณาให้ยาลดกรดยูริกชนิดยายับยั้งการสร้างกรดยูริกไปตลอด
      • แนวทางการใช้ยายับยั้งการสร้างกรดยูริก (Xanthine oxidase inhibitor เช่น allopurinol febuxostat)
        • มีปุ่มโทฟัส
        • มีการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะมากกว่า 800 มก./วัน
        • มีประวัติหรือตรวจพบนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
        • ใช้ยาเร่งการขับกรดยูริกออกทางไตไม่ได้ผล
        • แนวทางการใช้ยาเร่งการขับกรดยูริก (Uricosuric agents)
      • อายุน้อยกว่า 60 ปี
        • หน้าที่การทำงานของไตปกติ การใช้ยา probenecid ควรมีค่า CCr มากกว่า 80 cc/min การใช้ยา benzpromarone ควรมีค่า CCr มากกว่า 30 cc/min)
        • มีการขับกรดยูริกออกทางไตน้อยกว่า 800 มก./วัน
        • ไม่มีประวัติหรือตรวจพบนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
        • ควรแนะนาให้ดื่มน้ำวันละมากกว่า 2 ลิตร หรือเปลี่ยนสภาวะความเป็นกรดของปัสสาวะให้เป็นด่าง (alkalinization; urine pH 6.5 – 7) โดยให้ potassium citrate หรือ potassium bicarbonate หรือ soda mint
    • ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ จะใช้ในกรณีที่มีข้ออักเสบอย่างรุนแรง และผู้ป่วยไม่สามารถกินยาได้ เท่านั้น เพราะการฉีดยาเข้าข้อจะมีผลเสียค่อนข้างมาก เช่น ติดเชื้อในข้อ กระดูกอ่อนผิวข้อบางลง และกล้ามเนื้อรอบข้อลีบ

 

แนะนำอ่านเพิ่มเติม
• 2015 Gout Classification Criteria An American College of Rheumatology/European League Against Rheumatism Collaborative Initiative
• ARTHRITIS & RHEUMATOLOGY Vol. 67, No. 10, October 2015, pp 2557–2568
• 2012 American College of Rheumatology Guidelines for Management of Gout. Part 1: Systematic Nonpharmacologic and Pharmacologic Therapeutic Approaches to Hyperuricemia
• Arthritis Care & Research Vol. 64, No. 10, October 2012, pp 1431–1446
• 2012 American College of Rheumatology Guidelines for Management of Gout. Part 2: Therapy and Antiinflammatory Prophylaxis of Acute Gouty Arthritis
• Arthritis Care & Research Vol. 64, No. 10, October 2012, pp 1447–1461
• แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์ (Guideline for Management of Gout) โดย สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2555 (ปรับปรุงจากแนวทางเวชปฏิบัติภาวะกรดยูริกในเลือดสูงและโรคเกาต์ ปี พ.ศ. 2544)
• แนวทางเวชปฏิบัติ ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) และโรคเก๊าท์ (Gout) โดยสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

 

ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้ภาพ


.jpg

โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable ฺBowel Syndrome, IBS) เป็นโรคที่มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร ในส่วนการทำงานของลำไส้ พบในผู้ใหญ่มากกว่าวัยหนุ่มสาว พบในครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นโรคนี้ มากกว่าครอบครัวที่ไม่มีสมาชิกเคยเป็นโรคนี้มาก่อน โรคลำไส้แปรปรวนไม่ทำให้เกิดอันตรายรุนแรง แต่จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วย

 

อาการ

อาการที่พบบ่อยมีดังนี้

โรคลำไส้แปรปรวน เป็นโรคที่มีอาการแบบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ อาจเป็นปีหรือตลอดชีวิต โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมมากในท้อง เรอบ่อย ๆ ถ่ายอุจจาระมีลมด้วย
  • ปวดท้อง ซึ่งอาการจะดีขึ้นหลังขับถ่าย หลังจากนั้นก็กลับมาปวดท้องใหม่ โดยอาการปวดในแต่ละครั้งรุนแรงไม่เท่ากัน บางครั้งปวดมาก บางครั้งปวดน้อย
  • ท้องผูกหรือท้องเสียโดยเฉพาะหลังกินอาหาร หรือเมื่อตื่นนอนต้องรีบขับถ่าย
  • ท้องผูกสลับท้องเสีย เป็น ๆ หาย ๆ บ่อยครั้งอุจจาระคล้ายมีมูกปน แต่ไม่มีเลือดปน
  • มีอาการคล้ายถ่ายอุจจาระไม่สุด
  • กลั้นอุจจาระไม่อยู่ เมื่อปวดอุจจาระต้องเข้าห้องน้ำทันที

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

ควรไปพบแพทย์หากพบว่ามีอาการของลำไส้แปรปรวน ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา อาการอาจแย่ลงได้ หรือพบว่ามีอาการอุจจาระเป็นเลือด น้ำหนักลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ มีอาการบวมที่ท้อง รวมถึงอาการของโรคโลหิตจาง เช่น รู้สึกเหนื่อย หมดแรง หายใจถี่ หัวใจเต้นแรง ผิวซีด ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

 

สาเหตุ

ในปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด โดยจัดเป็นโรคในกลุ่ม Functional bowel disorder ชนิดหนึ่ง  หมายความถึง โรคที่ไม่พบความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นจากการตรวจร่างกายอย่างละเอียดหรือการตรวจเพิ่มเติมเพื่อสืบค้นหาสาเหตุ ไม่พบว่ามีการอักเสบและไม่พบว่าเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งแต่อย่างใด อาการต่างๆ ของโรคนี้เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังลำไส้ โดยมี 3 ปัจจัยที่สำคัญได้แก่

  • การบีบตัวหรือการเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากการหลั่งสารหรือฮอร์โมนบางอย่างในผนังลำไส้ผิดปกติ นำไปสู่อาการปวดท้อง ท้องเสียหรือท้องผูก
  • ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ เช่น หลังกินอาหารซึ่งในคนปกติจะกระตุ้นให้ลำไส้มีการบีบตัวหรือเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่ในผู้ป่วยไอบีเอส จะมีการตอบสนองมากกว่าปกติ มีการบีบตัวและการเคลื่อนตัวของลำไส้มากขึ้น จนมีอาการปวดท้องและท้องเสีย หรือท้องผูกเป็นต้น นอกจากอาหารแล้วตัวกระตุ้นอื่นที่สำคัญ คือ ความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็มีส่วนเสริมให้มีอาการมากขึ้น
  • มีความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของแกนที่เชื่อมโยงระหว่างประสาทรับความรู้สึก ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้และสมอง (Brain-gut axis) โดยเกิดจากความผิดปกติของสารที่ควบคุมการทำงานซึ่งมีหลายชนิดและทำหน้าที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้อาจมีปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม ความไวต่ออาหารที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะบางตัวด้วย

 

การวินิจฉัย

โรคลำไส้แปรปรวนจะได้รับการวินิจฉัย ก็ต่อเมื่อแพทย์ได้วินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆ ที่มีอาการใกล้เคียงกันออกแล้ว และยังหาสาเหตุของอาการไม่ได้ โดยแพทย์จะมีการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจเลือดเพื่อหาภาวะโลหิตจาง ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ และการติดเชื้อ ตรวจอุจจาระเพื่อหาการติดเชื้อในทางเดินอาหารและตรวจหาเลือดที่ปนมาในอุจจาระ ตรวจ X-rays ลำไส้ใหญ่ หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Flexible Sigmoidoscopy) หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colonoscopy) เพื่อหาสัญญาณและอาการของการอุดตันหรือการอักเสบที่ลำไส้ใหญ่ หรือส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น (Upper Endoscopy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแสบร้อนกลางอกหรืออาหารไม่ย่อย ซึ่งหากผลการตรวจร่างการและการสืบค้นต่าง ๆ อยู่เกณฑ์ปกติ ไม่พบโรคอื่น ๆ จึงสรุปว่า เป็นโรคลำไส้แปรปรวน

 

การรักษา

แนวทางการรักษาโรคลำไส้แปรปรวน เป็นการรักษาตามอาการ เช่น การใช้ยาแก้ปวดท้อง หรือน้ำมันหอมระเหยช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อในระบบย่อยอาหาร การใช้ยาระบาย จะช่วยทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มและเคลื่อนตัวได้ง่ายขึ้น การใช้ยาลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ในผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย จะช่วยลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อในลำไส้ มีเวลาให้อุจจาระแข็งและจับตัวเป็นก้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ยังอาจใช้ยาในกลุ่มจิตเวช เช่น ยาลดอาการซึมเศร้า ยาคลายเครียด รวมถึงการปรึกษาโภชนากรเพื่อปรับเปลี่ยนประเภท/ปริมาณ และ/หรือพฤติกรรมการบริโภคอาหาร

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร สังเกตและหลีกเลี่ยงอาหาร เครื่องดื่มที่กระตุ้นให้เกิดอาการ รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดอาการ เช่น ทานกล้วย แอบเปิ้ล อาหารเส้นใยในผู้ที่มีอาการท้องผูก ขณะที่ทานซีเรียล ถั่ว ธัญพืช ในผู้ที่มีอาการท้องเสีย
  • รับประทานอาหารตรงเวลา ไม่ควรอดอาหาร และไม่ควรรีบรับประทาน โดยรับประทานอาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง กินอาหารที่ย่อยง่าย และรสไม่จัด
  • กินอาหารในกลุ่มโปรไบโอติก (Probiotic) เช่น โยเกิร์ต เพื่อปรับสมดุลของแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ โดยจะมีแบคทีเรียที่เป็นมิตรต่อร่างกาย ช่วยสร้างสมดุลให้กับแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางงานวิจัยยืนยันถึงประโยชน์ของโปรไบโอติกอย่างชัดเจน
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม
  • ดื่มน้ำสะอาด ประมาณอย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม (เช่น โรคหัวใจล้มเหลว) เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียจากท้องเสีย เพื่อป้อง กันภาวะขาดน้ำ และเพื่อป้องกันท้องผูก
  • ปรึกษาแพทย์เรื่องการกินยาแก้ท้องเสียในลักษณะที่เป็นการป้องกันไว้ก่อน
  • ออกกำลังกายแต่พอดี และเป็นประจำ เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด กระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย

 

แหล่งที่มา
  1. www.haamor.com
  2. www.bangkokhospital.com
  3. www.pobpad.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

-osteoperosis-H2C00.jpg

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) หรือกระดูกโปร่งบางคือ ภาวะที่ปริมาณเนื้อกระดูกลดลง และมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของกระดูก ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง เกิดกระดูกหักได้ง่ายขึ้น

 

โรคกระดูกพรุนพบบ่อยรองจากโรคข้อเสื่อม โดยที่ไม่แสดงอาการผิดปกติ การสูญเสียเนื้อกระดูกไม่สามารถเปลี่ยนกลับมาเหมือนเดิมได้ ดังนั้น จึงควรป้องกันและให้การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก่อนที่จะเกิดกระดูกหัก

ในวัยเด็กปริมาณเนื้อกระดูกจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนสูงสุดเมื่ออายุ 30 – 35 ปี หลังจากนั้นเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างช้า ๆ แต่ในผู้หญิงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน ปริมาณเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้หญิงสูญเสียปริมาณเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชาย 2 – 3 เท่า ผู้หญิงมีโอกาสเกิดโรคนี้ถึงร้อยละ 30 – 40 แต่ผู้ชายมีโอกาสเกิดโรคนี้เพียงร้อยละ 10

พบว่าในผู้หญิงอายุ 60 – 70 ปีเป็นโรคนี้ ร้อยละ 40 และในผู้หญิงอายุมากว่า 80 ปี จะเป็นโรคนี้ถึงร้อยละ 60 จะเห็นว่าทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน แต่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงจะมีโอกาสเป็นโรคมากกว่าผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง

 

โรคกระดูกพรุน

https://beyondthedish.files.wordpress.com

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน

  1. ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือผู้หญิงที่ผ่าตัดรังไข่ออกทั้งสองข้าง ทำให้ขาดฮอร์โมน
    เอสโตรเจน
  2. รับประทานอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วน เช่น ทานอาหารโปรตีนสูง (เนื้อสัตว์) โซเดียมสูง (รสเค็ม) แต่มีแคลเซียมต่ำ
  3. กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน หรือมีกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน
  4. สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน ดื่มน้าอัดลมมากกว่า 1 ลิตรต่อวัน
  5. ขาดการออกกำลังกาย ที่มีการแบกรับน้ำหนัก
  6. น้ำหนักตัว โดยเฉพาะในผู้หญิง จะพบว่าคนรูปร่างผอมมีความเสี่ยงมากกว่าคนที่มีรูปร่างอ้วน
  7. เป็นโรคบางอย่าง เช่น ไตวาย เบาหวาน รูมาตอยด์ ไทรอยด์ พิษสุราเรื้อรัง ธาลัสซีเมีย
    โรคมะเร็งบางชนิด เป็นต้น
  8. ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาลดกรดในกระเพาะ (ยาธาตุน้ำขาว) ยากันชัก ยาขับปัสสาวะ
  9. ผู้สูงอายุ เชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการขาดแคลเซียมต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำ หรือลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง และอาจร่วมกับการขาดวิตามินดี เพราะผู้สูงอายุมักไม่ได้ออกไปสัมผัสกับแสงแดด

 

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคกระดูกพรุน

  • โดยทั่วไป ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการผิดปกติ จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง แต่ทำให้มีกระดูกหักเกิดขึ้น เช่น ลื่นล้มหรือตกจากเก้าอี้ เป็นต้น ตำแหน่งที่พบกระดูกหักได้บ่อยคือ ข้อมือ หัวไหล่ หลังสะโพก และส้นเท้า
  • ผู้สูงอายุที่มีหลังโก่งหรือความสูงลดลง เกิดจากกระดูกสันหลังค่อย ๆ ยุบลง โดยความสูงลดลงมากกว่า 1.5 นิ้ว เมื่อเทียบกับความสูงที่สุดช่วงอายุ 25 – 30 ปี (ความสูงที่สุด มีค่าเทียบเท่ากับความยาวจากปลายนิ้วทั้งสองข้าง)
  • เอกซเรย์กระดูก ในตำแหน่งต่าง ๆ เช่น กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง เป็นต้น
  • วัดความหนาแน่นเนื้อกระดูก เช่น วัดด้วยคลื่นเสียงอัลตร้า รังสีเอกซ์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ เช่น การตรวจปัสสาวะ การตรวจสารเคมีในเลือด เป็นต้น
  • การตัดชิ้นเนื้อกระดูกเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งจะทำในรายที่จำเป็นเท่านั้น

ปัจจุบันมีการคัดกรองโรคกระดูกพรุนที่หลากหลาย เช่น การคำนวณดัชนีคัดกรองความเสี่ยง Osteoporosis Self-Assessment Tool for Asian (OSTA) หรือ Khon Kaen Osteoporosis Study Score (KKOS) การวัดกระดูกส้นเท้า (quantitative ultrasound calcaneus measurement หรือ QUS) องค์การอนามัยโลกแนะนำการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักเรียกว่า FRAX® ซึ่งประชาชนหรือบุคลากรทางการแพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักภายใน 10 ปีข้างหน้าได้

สำหรับการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนที่เป็นมาตรฐาน (gold standard) ในปัจจุบันยังต้องอาศัยเครื่องวัดมวลกระดูก Dual energy X-ray absorptiometry (DXA) ซึ่งเป็นวิธีการวัดความหนาแน่นของกระดูกที่แม่นยาที่สุด อย่างไรก็ตาม เครื่องมือนี้ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกโรงพยาบาลจะมีตามโรงพยาบาล ขนาดใหญ่เท่านั้น เกณฑ์การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนด้วย DXA ซึ่งกำหนดโดยองค์การอนามัยโลก แสดงเป็น ค่า T-score

  • 0 ถึง – 1 (ศูนย์ ถึง ลบ หนึ่ง) แปลว่า อยู่ในเกณฑ์ ปกติ
  • – 1 ถึง – 2.5 (ลบหนึ่ง ถึง ลบสองจุดห้า) แปลว่า กระดูกบาง
  • ค่าน้อยกว่า – 2.5 (น้อยกว่า ลบสองจุดห้า) แปลว่า กระดูกพรุน
  • ค่าน้อยกว่า – 2.5 และ มีกระดูกหัก แปลว่า กระดูกพรุน ขั้นรุนแรง

หมายเหตุ การแปลผลจะเทียบค่าที่วัดได้กับค่ามาตรฐานที่มี เพศ อายุ เชื้อชาติ ใกล้เคียงกัน

การวัดกระดูกส้นเท้า (quantitative ultrasound calcaneus measurement หรือ QUS) เป็นวิธีตรวจคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้น ว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่ มีข้อดีคือ สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเสี่ยงกับการได้รับรังสีและราคาถูก แต่มีความคลาดเคลื่อนพอสมควร ถ้าวัดแล้วมีค่าผิดจากปกติมากเกินไป เช่น อายุน้อยแต่กระดูกบางมาก เป็นต้น ก็ควรตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีอื่น ๆ ก่อนให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกบาง กระดูกพรุน

 

ข้อบ่งชี้ในการตรวจหาความหนาแน่นของกระดูก

  1. เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเปรียบเทียบครั้งต่อไป
  2. ผู้ที่มีปัจจัยความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนสูง
  3. เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคหรือประเมินการสูญเสียเนื้อกระดูกว่าอยู่ในกลุ่มที่มีการสูญเสียกระดูกอย่างรวดเร็วหรือไม่ เพื่อที่จะได้หาวิธีป้องกันและให้การรักษาตั้งแต่แรก ๆ
  4. ใช้ในการติดตามผลการรักษา ซึ่งอาจตรวจซ้ำทุก 1 – 2 ปี

 โรคกระดูกพรุน

http://back.vsebolezni.com

 

ผู้ที่ควรตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก

  • ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน (โดยเฉพาะผู้ที่อายุน้อยกว่า 40 ปี) หรือผู้ที่ได้รับการผ่าตัดรังไข่
    ออกทั้งสองข้าง
  • ถ่ายภาพเอกซเรย์ของกระดูก แล้วพบว่ากระดูกบางผิดปกติ
  • มีกระดูกหักเกิดขึ้นทั้งที่เป็นอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น ข้อเท้าพลิก ยกของหนัก ลื่นล้มหรือตกจากเก้าอี้ โดยเฉพาะกระดูกหักในบริเวณ ข้อมือ ข้อไหล่ กระดูกสันหลัง ข้อสะโพก และกระดูกส้นเท้า
  • ผู้สูงอายุ ที่รู้สึกว่ากระดูกสันหลังผิดปกติ เช่น หลังโก่ง หลังคด หรือ ความสูงลดลงมากกว่า 1.5 นิ้วเมื่อเทียบกับความสูงที่สุดช่วงอายุ 25-30 ปี (ความสูงที่สุดสามารถวัดได้เทียบเท่ากับความยาวจากปลายนิ้วทั้งสองข้าง)
  • เป็นโรคบางอย่าง เช่น ไตวาย เบาหวาน รูมาตอยด์ ไทรอยด์ พิษสุราเรื้อรัง ธาลัสซีเมีย โรคมะเร็ง เป็นต้น
  • รับประทานยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาลดกรดในกระเพาะ (ยาธาตุน้ำขาว) ยาขับปัสสาวะ
  • รูปร่าง ผอมหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
  • มีประวัติครอบครัว เป็นโรคกระดูกพรุน หรือ มีกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน
  • สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน ดื่มน้าอัดลมมากกว่า 1 ลิตรต่อวัน

 

แนวทางการรักษา

ปัจจุบันรักษาโดยใช้หลาย ๆ วิธีร่วมกัน ได้แก่

  1. การออกกำลังกาย ต้องเป็นการออกกำลังกายที่มีการแบกรับน้ำหนัก เช่น เดิน วิ่งเหยาะ ๆ เต้นแอโรบิกแบบแรงกระแทกต่ำ (สเต็ปแอโรบิก) ลีลาศ ยกน้าหนัก เป็นต้น จะช่วยเพิ่มเนื้อกระดูกในบริเวณที่รับน้าหนักได้ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยให้ชีพจรเต้นเร็วขึ้นประมาณร้อยละ 60 – 70 ของชีพจรสูงสุด (ชีพจรสูงสุด = 220 ลบด้วยอายุของผู้ที่ออกกำลังกาย) ออกไปสัมผัสกับแสงแดดในช่วงเช้าและเย็น อย่างสม่ำเสมอและนานเพียงพอ (ประมาณ 15 – 20 นาที ต่อวัน)
  2. ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทาให้สูญเสียเนื้อกระดูก เช่น รับประทานอาหารให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโปรตีนสูงและโซเดียมสูง แต่เพิ่มอาหารที่มีแคลเซียมสูง หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน หรือ ดื่มน้าอัดลมมากกว่า 1 ลิตรต่อวัน หลีกเลี่ยงยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาลดกรดในกระเพาะ (ยาธาตุน้ำขาว) ยากันชัก ยาขับปัสสาวะ
  3. การรักษาด้วยยาจะมียาอยู่หลายกลุ่มซึ่งมักจะต้องใช้ร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น
    • ฮอร์โมนเอสโตรเจนราลอกซีฟีน
      ต้องได้รับฮอร์โมนภายใน 3 – 5 ปีหลังเริ่มหมดประจำเดือน และใช้ติดต่อกัน 5 – 6 ปี จึงจะได้ผลดีที่สุด ก่อนใช้ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากมีผลข้างเคียงสูง และ ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม โรคตับ หลอดเลือดดำอุดตัน
    • แคลเซียม 
      • อาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น น้ำนม กุ้งแห้ง กะปิ ผักใบเขียว ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งตัว เต้าหู้เหลือง น้าเต้าหู้ ข้าวขาหมู ข้าวหมูแดง ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ้วใส่ไข่ ข้าวราดไก่ผัดกระเพรา ขนมจีนน้ายา เป็นต้น
      • ถ้าได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอนานประมาณ 18 เดือน จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักได้
      • ในผู้สูงอายุ ควรได้รับแคลเซียม ร่วมกับฮอร์โมนเอสโตรเจน แคลซิโทนินหรือวิตามินดี 
        จึงจะได้ผลดียิ่งขึ้น
      • แคลเซียมชนิดเม็ดฟู (ละลายในน้า) ก็จะถูกดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมชนิดอื่น ๆ แต่ก็จะมีราคาสูงกว่า
    • ฮอร์โมนแคลซิโตนิน
      ฮอร์โมนแคลซิโตนินมีทั้ง ชนิดฉีดและชนิดสเปรย์พ่นจมูก สามารถเพิ่มเนื้อกระดูกได้ ร้อยละ 5 – 10 ใน 2 ปีแรกของการใช้ยา และลดโอกาสเกิดกระดูกหักได้ร้อยละ 30 – 40 ช่วยลดอาการปวดกระดูกได้ แต่มีข้อเสียคือต้องใช้ติดต่อกัน 2 – 3 เดือน มีค่าใช้จ่ายประมาณ 8,000 – 17,000 บาท
    • ยาบิสฟอสโฟเนต
      บิสฟอสโฟเนต เช่น เอเลนโดรเนต ริสซิโดรเนต ไอแบนโดรเนต โซลิโดรเนต เป็นต้น ช่วยเพิ่มเนื้อกระดูกได้ร้อยละ 5 – 8 ลดโอกาสเกิดกระดูก หักได้ร้อยละ 50 ต้องใช้ยาติดต่อกันอย่างน้อย 3 – 6 เดือน มีค่าใช้จ่ายประมาณ 9,600 – 16,000 บาท ต่อปี ซึ่งอาจต้องใช้ติดต่อกัน 2 – 3 ปีจึงจะเห็นผลชัดเจน
    • ยากลุ่มอื่น เช่น ฟลูออไรด์ เทสโตสเทอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) พาราไทรอยด์ฮอร์โมน
      สตรอนเตียม เป็นต้น

การเลือกวิธีการรักษาต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเสี่ยงที่จะเกิดโรค ความรุนแรงของโรค ผลดีผลเสียของวิธีรักษาแต่ละวิธี และค่าใช้จ่าย เพราะต้องรักษาต่อเนื่องหลายปี หรืออาจจะต้องรักษากันตลอดชีวิต

แนะนำอ่านเพิ่มเติม
• แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคกระดูกพรุน พ.ศ. 2553 โดย มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย
• แนวทางเวชปฏิบัติโรคกระดูกพรุน พ.ศ. 2548 โดย สำนักพัฒนาวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์
  กระทรวงสาธารณสุข

 

ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้ภาพ


-1.jpg

โรคภูมิแพ้ (Allergy) ด้วยลักษณะการทำงานของคนออฟฟิศที่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ต้องตื่นเช้าเพราะหนีรถติดและส่วนใหญ่อยู่ในที่ทำงาน ทำให้ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้มีผลต่อภาวะภูมิแพ้หรือไม่

 

โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ โรคที่เกิดจากภาวะร่างกายตอบสนองต่อสารกระตุ้น (โดยในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย อย่างเช่น พวกไรฝุ่น ละอองเกสรพืช) แล้วเกิดการตอบสนองมากผิดปกติจนทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) นั้น เช่น ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก เมื่อเราหายใจเข้าไปทางจมูกสารก่อภูมิแพ้จะไปสัมผัสกับเยื่อบุโพรงจมูกแล้วทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก ทำให้คัดจมูก จาม มีน้ำมูกใส ๆ คันจมูก

ส่วนกรณีที่เป็นโรคหืดเมื่อหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปถึงหลอดลมก็จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลม แล้วหลอดลมก็จะตอบสนองด้วยการหดเกร็ง ทำให้เกิดอาการของหลอดลมตีบขึ้น ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้

 

โรคภูมิแพ้มีหลายชนิด

โรคภูมิแพ้แบ่งเป็นหลายชนิด ได้แก่ โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ผิวหนัง ภูมิแพ้ทางตา และแพ้อาหาร โดยโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยคือ โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ และโรคหืด สถิติในประเทศไทยเราพบว่า อุบัติการณ์ของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23 – 30 โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคหืดร้อยละ 10 – 15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหารร้อยละ 5

 

สาเหตุ

สาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะภูมิแพ้ คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่มีสารกระตุ้นภูมิแพ้ โดยสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญในคนไทยคือ ไรฝุ่น ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น มักอยู่ตามที่นอน พรม ม่าน ดังนั้น คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีพรม ม่านหรือแอร์ที่เก่า ไม่ค่อยได้ล้างก็อาจทำให้เป็นภูมิแพ้ หรือคนที่เป็นอยู่แล้วอาจมีผลทำให้อาการกำเริบได้

ดังนั้นคนที่ทำงานออฟฟิศอาจประสบกับภาวะนี้ เพราะต้องอยู่ในที่ทำงานที่มีสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นมาก อาจมีผลให้อาการของโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจกำเริบได้ นอกจากนี้การทำงานหนัก พักผ่อนน้อยมีผลทำให้อาการของโรคโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้กำเริบ และติดเชื้อหวัดได้ง่าย

 

วิธีสังเกต

วิธีสังเกตว่าเป็นโรคโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้หรือแพ้อากาศ จะมีอาการน้ำมูกใส โดยจะไหลออกมาหรือไหลลงคอ จาม คันจมูก อาจมีอาการไอเรื้อรังหรือกระแอม ซึ่งเกิดจากเสมหะไหลลงคอ บางคนมีอาการปวดศรีษะเรื้อรัง นอนกรน หรือถอนหายใจบ่อย ๆ ปากแห้ง บางคนมีอาการคันหัวตาโดยไม่มีอาการตาแดง ผู้ป่วยที่เป็นโรคโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้นั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่นว่า มีอาการคัดจมูกในเวลากลางคืนทำให้นอนอ้าปากหายใจ จึงตื่นมาด้วยอาการปากแห้ง รู้สึกเหมือนนอนหลับไม่สนิท คุณภาพการนอนหลับลดลง ทำให้ร่างกายไม่สดใสตื่นตัว มีผลกระทบต่อการทำงาน อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ อย่างไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ หรือนอนกรน นอกจากนี้ในคนที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้อาจพบว่ามีโรคหืดร่วมด้วยในคนเดียวกัน ทำให้มีอาการไอบ่อย เหนื่อยง่าย หายใจดังวี้ด

หากสังเกตตัวเองว่ามีอาการเข้าได้กับภาวะเหล่านี้ ก็สามารถดูแลตนเองได้โดย การควบคุมสิ่งแวดล้อม การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ จัดบ้านและที่ทำงานให้เหมาะสม ไม่ควรมีพรมหรือม่านในที่ทำงาน ควรใช้มู่ลี่จะดีกว่า ทำความสะอาดแอร์ในที่ทำงานสม่ำเสมอ นอกจากนี้ไม่ควรปรับลดยาเอง ให้ใช้ยาสม่ำเสมอ โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจนั้นอาการจะกำเริบได้ง่ายหากอดนอน ดังนั้นควรพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้อาการของโรคดีขึ้น

 

 

สำหรับท่านที่มีสมาร์ทโฟน สามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลตนเอง การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น และการใช้ยาได้ที่แอพพลิเคชั่นที่หมอและทีมงานของชมรมผู้ป่วยโรคหืดธรรมศาสตร์พัฒนาขึ้นมาเรียกว่า แอสมาแคร์ (Asthma Care) ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแอพได้ฟรี โดยใช้คำค้นหาเช่น หืด หอบ การพ่นยา การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เป็นต้น

 

ศ. พญ. อรพรรณ โพชนุกูล
ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหืด โรคภูมิแพ้ และโรคระบบหายใจ
โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
ภาพประกอบจาก : www.wowamazing.com

 


-Sinusitis.jpg

โรคที่พบได้บ่อยในหน้าฝน คือ โพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) ไข้หวัด (Common cold) และไซนัสอักเสบ (Sinusitis) ซึ่งโรคโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้มักมีอาการตลอดทั้งปี โดยจะมีอาการมากในหน้าฝนและหนาว อาการเด่น คือ คัดจมูก น้ำมูกใส นอนกรน ไม่มีไข้ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักเป็นหวัดบ่อยทำให้มีการติดเชื้อตามมาได้ โดยการแยกความแตกต่างระหว่างไข้หวัดและภูมิแพ้ คือ ภูมิแพ้ไม่มีไข้และอาการคงอยู่ตลอด ส่วนหวัดจะมีไข้ ไอ น้ำมูกและมักจะหายภายใน 7 – 10 วัน

 

โดยปกติในเด็กจะเป็นหวัดปีละ 4 – 6 ครั้ง โดยผู้ใหญ่เป็นหวัดปีละ 2 ครั้ง กรณีเป็นหวัดบ่อย หรือเรื้อรังเกิน 7 – 10 วัน ต้องระวังว่าจะมีภาวะไซนัสอักเสบแทรกซ้อนได้

 

ข้อมูลเบื้องต้น

ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) จัดอยู่ในกลุ่มโรคภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง โดยพบจำนวนผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคแพ้อากาศ

ไซนัส คือ โพรงอากาศที่อยู่ภายในกระดูกบริเวณรอบ ๆ หรือใกล้เคียงกับจมูก ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตำแหน่งเป็นคู่ ๆ คือ บริเวณหน้าผาก ใกล้กับหัวคิ้วทั้งสองข้าง บริเวณข้างจมูกทั้งสองข้าง บริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้าง และบริเวณกะโหลกศีรษะใกล้กับฐานสมอง โดยหน้าที่หลัก ๆ ของไซนัส คือ ช่วยในการปรับความดันของอากาศภายในโพรงจมูก ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของความดัน และสร้างสารคัดหลั่งที่ป้องกันการติดเชื้อของโพรงจมูกและไซนัส

ไซนัสอักเสบจะเกิดขึ้นเมื่อจมูกมีการติดเชื้อหรือมีการอักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากการเป็นหวัดไม่สบาย ส่งผลให้บริเวณท่อที่เชื่อมต่อระหว่างจมูกกับไซนัสอุดตัน ทำให้มีน้ำมูกคั่งค้าง เมื่อน้ำมูกมีการสะสมมากขึ้นจะมีความหนืด และเป็นแหล่งของเชื้อโรค ทำให้เกิดการติดเชื้อกลายเป็นไซนัสอักเสบได้ นอกจากนี้ไซนัสอักเสบอาจเกิดจากการเป็นภูมิแพ้ มีสารระคายเคืองหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ในจมูกได้อีกด้วย

 

 

ประเภทของไซนัสอักเสบ

โดยไซนัสอักเสบสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลันและไซนัสอักเสบแบบเรื้อรัง

  • ไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลัน (Acute sinusitis) จะมีอาการทั่วไปคล้ายกับเป็นไข้หวัด มีไข้สูงหรือต่ำก็ได้ เมื่อเชื้อลุกลามเข้าสู่ไซนัสผู้ป่วยจะมีอาการปวดจมูก ปวดกระบอกตา ปวดศีรษะ น้ำมูกและเสมหะจะมีสีเหลืองอมเขียว ไอมีเสมหะไหลลงคอ ไซนัสอักเสบชนิดนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย โดยอาการจะเป็นอยู่น้อยกว่า 8-12 สัปดาห์ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำการรักษามีโอกาสที่จะกลายเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังได้
  • ไซนัสอักเสบแบบเรื้อรัง (Chronic sinusitis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ซึ่งจะมีอาการมากกว่า 3 เดือน และในช่วงที่เป็นนั้นอาการจะหนักเบาสลับกันไป แต่ไม่มีช่วงที่หายสนิท โดยมักมีอาการไอเรื้อรัง น้ำมูกใสสลับเขียว มีเสมหะเหนียวในลำคอ ปวดศีรษะ มึนงง ไข้เป็นๆหายๆ ร่วมกับอาการคัดจมูกเรื้อรัง และประสิทธิภาพในการดมกลิ่นลดลง ผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังมักพบร่วมกับโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ได้บ่อย ดังนั้นควรตรวจภาวะนี้ในคนไข้กลุ่มนี้ด้วย

 

ความรุนแรงและความน่ากลัวของไซนัสอักเสบ

หากปล่อยให้เป็นนาน ๆ อาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อที่อาจลุกลามเข้าไปในกระบอกตา ซึ่งจะทำให้เนื้อเยื่อรอบ ๆ ตาอักเสบ เกิดเป็นฝีรอบตา และอาจถึงขั้นตาบอดได้ นอกจากนี้การติดเชื้ออาจลุกลามไปยังสมอง ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเกิดฝีใต้เยื่อหุ้มสมอง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีก็อาจมีอันตรายถึงเสียชีวิตได้

 

การวินิจฉัย ไซนัสอักเสบ

วิธีการที่ดีที่สุด คือ เช็คประวัติและตรวจร่างกายที่มีอาการคล้ายหวัด แต่ไม่หายภายใน 10 วันหรือเป็นหวัดบ่อย เป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งจะบอกได้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ ยกเว้นกรณีอาการไม่ชัดเจน เช่น ประวัติไม่ชัดเจนหรือรักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น จึงจะมีการเอกซเรย์ไซนัส แต่การเอกซเรย์ไซนัสบางครั้งก็บอกได้ยาก ต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ซึ่งจะบอกได้ดีกว่า การส่งคนไข้ไปเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่จะใช้ในกรณีที่คนไข้มีอาการหนักหรืออาการไม่ชัดเจน หรือในกรณีที่ต้องส่งผ่าตัดเท่านั้น เพื่อดูว่ามีความผิดปกติในโครงสร้างของจมูกหรือไม่ เช่น มีจมูกคด เป็นต้น แต่ทั้งนี้เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นปัจจุบันก็ยังนิยมการวินิจฉัยด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก

 

วิธีการรักษา 

ส่วนใหญ่เป็นการใช้ยาปฏิชีวนะและแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์ควบคู่ไปด้วยนอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีการอุดตันของเสมหะข้างในโพรงไซนัสอาจใช้การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือช่วยได้ ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบ มักจะหายได้โดยการใช้ยาอย่างเต็มที่ ส่วนน้อยที่ต้องรับการผ่าตัด ซึ่งจะถูกพิจารณาเป็นกรณีสุดท้าย มักใช้ในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วยเท่านั้น ในผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังหรือเป็นบ่อยเกิน 4 ครั้ง/ปี หรือ 3 ครั้งใน 6 เดือน ควรได้รับการตรวจและรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ด้วย

ดังนั้นจึงควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคหวัด ที่อาจนำไปสู่ไซนัสอักเสบได้

 

ศ.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล
ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหืด โรคภูมิแพ้ และโรคระบบหายใจ
โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้ภาพ

 


-Hypertension.jpg

ความดันโลหิต (Blood pressure) เป็นหนึ่งใน 4 สัญญาณชีพของมนุษย์ ประกอบไปด้วยชีพจร (Pulse) อัตราการหายใจ (Respiratory rate) อุณหภูมิร่างกาย (Body Temperature) และความดันโลหิต ที่สามารถบอกถึงสุขภาพและโรคต่าง ๆ ได้

 

ความดันโลหิตหรือความดันเลือด (Blood pressure) คือ แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือดแดง อันเกิดจากการสูบฉีดของหัวใจ ซึ่งสามารถวัดโดยใช้เครื่องวัดความดัน วัดที่แขนซึ่งจะได้ค่าที่วัด 2 ค่า โดยค่าตัวแรกหรือค่าตัวบน เรียกค่าความดันโลหิตซีสโตลิค (Systolic blood pressure) เป็นค่าความดันในหลอดเลือดเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัวสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือด และค่าตัวตามหรือค่าตัวล่าง เรียกค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic blood pressure) เป็นค่าความดันในหลอดเลือดเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายคลายตัว โดยความดันปกติควรจะต่ำกว่า 120/80 มม.ปรอท หากสูงกว่าแต่ไม่ถึง 140/90 มม.ปรอท จัดอยู่ในระดับปกติค่อนข้างสูง ทั้งนี้การวัดความดันโลหิตควรวัดในขณะพัก และวัดซ้ำ 2 – 3 ครั้ง ห่างกัน 1 นาที แล้วหาค่าเฉลี่ยของความดันที่วัดได้

ความดันโลหิตสูง (Hypertension) จะหมายถึง ความดันช่วงบนมีค่าตั้งแต่ 140 มม.ปรอทขึ้นไป หรือความดันช่วงล่างมีค่าตั้งแต่ 90 มม.ปรอทขึ้นไป โดยการแบ่งระดับความรุนแรงสามารถแบ่งได้ดังนี้

 

 

ทั้งนี้ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงต้องเป็นผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจากการวัดอย่างต่อเนื่อง โดยความดันโลหิตที่สูงขึ้นเพียงชั่วคราว เช่น ขณะเครียด ดีใจ ตื่นเต้น ออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องรักษาแต่อย่างใด

ในบางกรณีอาจพบผู้ที่มีความดันตัวบนสูงเดี่ยว เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยบางโรค อาทิ  ผู้ป่วยหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ ผู้ป่วยคอพอกเป็นพิษ ในขณะที่ผู้ที่มีความดันตัวล่างสูงเดี่ยว พบได้น้อยและมีวิธีการรักษาและข้อแนะนำเหมือนกับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั่วไป

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใด ๆ และมักตรวจพบโดยบังเอิญ ขณะไปให้แพทย์ตรวจรักษาด้วยปัญหาอื่น ๆ ส่วนน้อยอาจมีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ ในรายที่เป็นมานาน ๆ หรือความดันสูงมาก ๆ อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ มือเท้าชา ตามัว

โดยเมื่อปล่อยความดันโลหิตสูงทิ้งไว้นาน ๆ จะส่งผลต่ออวัยวะที่สำคัญ ๆ เช่น หัวใจ หลอดเลือด สมอง ไต ประสาทตา เป็นต้น ส่งผลให้เกิดอาการแทรกซ้อน เช่น

  • ภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันหรือแตก (Stroke) กรณีเฉียบพลันอาจทำให้เป็นอัมพฤกษ์ (Paresis) อัมพาต (Paralysis) หรือเสียชีวิต ในกรณีที่เป็นเรื้อรัง อาจทำให้เป็นโรคสมองเสื่อม (Dementia) ได้
  • ภาวะผนังหัวใจหนาตัวและยืดออก ส่งผลให้หัวใจโต และเกิดภาวะหัวใจวาย (Heart failure) ได้
  • ภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการอุดตันเฉียบพลัน เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial infarction) และเกิดหัวใจวาย อาจเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วนได้
  • ภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบ เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ ทำให้ไตกรองของเสียได้ไม่เต็มที่ เกิดภาวะไตวาย (Renal failure) และส่งผลกลับทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นอีก
  • ภาวะหลอดเลือดแดงในตาเสื่อม อาจมีเลือดออกที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวหรือตาบอดได้

โดยจากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่ได้รับการรักษา 60 – 45% จะเสียชีวิตจากหัวใจวาย 20 – 30% จะเสียชีวิตจากหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก และ 5 – 10% จะเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง

 

สาเหตุ

  • ผู้ป่วย 90 – 95% เป็นความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เรียกความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (Primary hypertension) โดยแพทย์จะตรวจไม่พบโรคหรือภาวะผิดปกติที่เป็นสาเหตุ เริ่มพบภาวะความดันโลหิตสูงในผู้ที่มีอายุประมาณ 25 – 55 ปี พบมากในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และยิ่งอายุมากโอกาสพบภาวะนี้ยิ่งสูงขึ้น
  • ผู้ป่วย 5 – 10% เป็นความดันโลหิตสูงชนิดทราบสาเหตุ เรียกว่าความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ(Secondary hypertension) มักพบความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นก่อนอายุ 25 ปี หรือหลังอายุ 55 ปี โดยตัวอย่างของสาเหตุที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ในกลุ่มนี้ ได้แก่
    • ป่วยด้วยโรคไต เช่น โรคไตเรื้อรัง กรวยไตอักเสบเรื้อรัง หน่วยไตอักเสบ โรคถุงน้ำไตชนิดหลายถุง หลอดเลือดแดงไตเสื่อม ฯลฯ
    • ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) หลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ
    • ป่วยด้วยโรคของต่อมไร้ท่อ เช่น คอพอก เนื้องอกบางชนิดของต่อมหมวกไตหรือต่อมใต้สมอง โรคคุชชิง
    • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea)
    • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์, ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์, ยาเม็ดคุมกำเนิด/เอสโตรเจน, อะดรีนาลิน/ซูโดอีเฟดรีน, ไซโคลสปอริน, อิริโทรมัยซิน, อีริโทรโพอิติน, รวมไปถึงการใช้สารเสพติดอย่างแอมเฟตามีน/โคเคน

 

การวินิจฉัย

การวัดระดับความดันโลหิตเป็นสิ่งสำคัญ โดยเจ้าหน้าที่จะทำการวัดความดันโลหิตด้วยวิธีที่ถูกต้อง ด้วยเครื่องวัดฯ ที่มีคุณภาพมาตรฐาน จำนวน 2 ถึง 3 ครั้ง แล้วหาค่าเฉลี่ยต่อการบันทึก 1 ครั้ง ในกรณีที่อยู่ในเกณฑ์ความดันโลหิตสูง แพทย์อาจพิจารณานัดวัดซ้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง ใน 4 สัปดาห์ถัดมา ในกรณียังมีความดันโลหิตสูง นอกเหนือจากการซักประวัติทางการแพทย์ การตรวจร่างกายแล้ว แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุหรือผลข้างเคียงจากโรคอื่น  เช่น ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด  ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG, EKG) ตรวจไขมัน หรือตรวจด้วย CT scan ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมต่าง ๆ จะขึ้นกับอาการผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์

 

การรักษา

สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงในระยะแรก  แพทย์จะให้ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัว เช่น การควบคุมน้ำหนัก ลดการกินอาหารเค็ม งดสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG, EKG) เพื่อหาสาเหตุที่อาจมาจากโรคอื่น และนัดตรวจวัดความดันเป็นระยะ ๆ ในกรณีที่ค่าความดันยังสูงอยู่ เช่นเดียวกับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงในระยะปานกลางและรุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้ยาลดความดันโลหิต

การให้ยาลดความดันโลหิต แพทย์จะเริ่มพิจารณาให้ในแบบยาตัวเดียว และใช้โดสน้อย ๆ ก่อน ถ้าไม่ได้ผลจะมีการปรับโดสเพิ่มขึ้น ในกรณีที่การให้ยาตัวเดียวไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาให้ยา 2 – 3 ชนิดร่วมกัน

ทั้งนี้ในการรักษาความดันโลหิตสูง แพทย์จะมีการวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับโรคที่ผู้ป่วยเป็นและเกี่ยวเนื่องกับความดันโลหิต ทั้งโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง โรคที่เป็นผลแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ปรับพฤติกรรมการกิน มีหลายข้อที่ควรทำ เช่น หลีกเลี่ยง หรือลดการใช้เนย ไขมัน และน้ำมัน ในการปรุงอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารทอดให้รับประทานอาหารประเภทอบ นึ่ง ต้ม แทน รับประทานอาหารประเภทผัก ถั่ว ผลไม้ ให้มากขึ้น ดื่มน้ำ กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน นมพร่องไขมัน และน้ำผลไม้
  • ลดการรับประทานอาหารเค็ม การรับประทานเกลือมาก จะทำให้ความดันโลหิตสูง และไตทำงานหนักควรศึกษาปริมาณเกลือโซเดียมในอาหาร เพื่อวางแผนการลดการบริโภค รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารประเภทของดองเค็ม เนื้อเค็ม ซุปกระป๋อง ใช้เครื่องเทศแทนเกลือ หรือผงชูรส เลือกรับประทานแต่อาหารที่มีปริมาณเกลือต่ำ
  • หยุดสูบบุหรี่ รวมทั้งงด หรือ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็งปอด อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด รวมถึงความดันโลหิตสูง เช่นเดียวกับการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เป็นปัจจัยที่ทำให้ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
  • เพิ่มการออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่เหมาะสม หัวใจ หลอดเลือด ปอด กล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานดีขึ้น ระบบไหลเวียนโลหิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลดีต่อร่างกายในการควบคุมความดันโลหิต
  • ลดน้ำหนัก เน้นลดการกินอาหารประเภทไขมันชนิดอิ่มตัว เช่น อาหารมัน อาหารทอด ขาหมู และคาร์โบไฮเดรต พวกแป้งและน้ำตาล เช่น ก๋วยเตี๋ยว เผือก มัน น้ำอัดลม อาหารที่มีความหวานมาก ควบคู่กับการออกกำลังกาย เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน แม้ผู้ที่ไม่มีปัญหาเรื่องความอ้วน การลดน้ำหนัก ยังสามารถช่วยลดความดันโลหิตและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
  • หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอารมณ์เครียด พยายามเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เครียด ทั้งที่ทำงาน และที่บ้าน ฝึกรับมือกับความเครียด เช่น ทำสมาธิ บริหารจิต ฟังเพลง การพักผ่อน เป็นต้น
  • รับประทานยาให้สม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง แจ้งให้แพทย์ท่านทราบถึงยาต่าง ๆ ที่ท่านรับประทานอยู่ เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวด เป็นต้น รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หากมียาชนิดใดที่ทำให้รู้สึกไม่สบาย ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที ควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ จนกว่าแพทย์บอกให้หยุด
  • ตรวจวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ สัปดาห์ละครั้ง โดยควรจดบันทึกวัน เวลา ค่าที่วัดได้ทุกครั้ง พร้อมสื่อสารกับแพทย์ หากมีปัญหาในการควบคุมความดันโลหิต

 

แหล่งที่มา
  1. www.thaihypertension.org
  2. www.medthai.com
  3. www.honestdocs.co/ภาวะความดันโลหิตสูง
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

-edit.jpg

ภาวะ ไขมันในเลือดผิดปกติ มีอยู่หลายแบบ เช่น ไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemias) คอเลสเตอรอลในเลือดสูง (Hypercholesterolemia) ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (Hypertriglyceridemia) ไลโปโปรตีนในเลือดผิดปกติ (Dyslipoprotein) โดยมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งชักนำให้เกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองตีบ ทั้งนี้ถ้าพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ก็จะมีโอกาสทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากขึ้น

 

ไขมันในเลือดที่สำคัญมีหลายชนิด แต่โดยทั่วไปในการตรวจวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง แพทย์จะตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid profile) ใน 4 ค่าหลัก ๆ ดังนี้

  • คอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol, TC) เป็นผลรวมของค่าคอเลสเตอรอล แอลดีแอล คอเลสเตอรอล เอชดีแอลคอเลสเตอรอล 20% ของค่าไตรกลีเซอไรด์ (แทนวีแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (VLDL-C) ซึ่งคำนวณได้ยาก) โดยค่าปกติควรน้อยกว่า 200 mg/dl
  • แอลดีแอล คอเลสเตอรอล (LDL-cholesterol) เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นต่ำ ไขมันชนิดนี้ถ้ามีในเลือดสูงจะไปเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากขึ้น โดยค่าปกติไม่ควรเกิน 100 mg/dl
  • เอชดีแอล คอเลสเตอรอล (HDL-cholesterol) เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นสูง มีหน้าที่นำคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือดไปทำลายที่ตับ ส่งผลดีต่อหลอดเลือดแดง เพราะจะป้องกันไม่ให้ไขมันตัวอื่น ๆ ไปพอกสะสมทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง โดยค่าปกติไม่ควรต่ำกว่า 40 mg/dl
  • ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่มีประโยชน์กับร่างกาย ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง และให้พลังงานเมื่อร่างกายต้องการ อย่างไรก็ตามผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบเพิ่มมากขึ้น ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 160 mg/dl

ภาวะไขมันในเลือดสูง พบได้บ่อยทั้งชายและหญิง พบมากในคนที่มีประวัติทางกรรมพันธุ์ คนอ้วน หรือคนที่ชอบกินอาหารพวกไขมันมาก ๆ หรือทำงานเบา ๆ ไม่ค่อยออกกำลังกาย

 

อาการและอาการแทรกซ้อน

โดยปกติแล้วไขมันในเลือดสูงจะไม่มีอาการแสดงให้เห็น มักจะพบจากผลทางห้องปฏิบัติการระหว่างการการตรวจเช็คสุขภาพหรือขณะมาพบแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อน เช่น เจ็บหน้าอก ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ อัมพาต ฯลฯ โดยในรายที่มีภาวะไขมันสูงมาก ๆ อาจพบตุ่มหรือแผ่นเนื้อเยื่อไขมันบนผิวหนัง บริเวณหนังตา คอ หลัง สะโพก (Xanthoma) หรือที่เส้นเอ็น บริเวณเอ็นร้อยหวาย เอ็นข้อนิ้วมืออาจทำให้เส้นเอ็นมีลักษณะหนาตัว หรืออาจพบวงแหวนสีขาว ๆ ตรงขอบกระจกตาดำ

ไขมันในเลือดสูง และเข้าไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดจนสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และหลอดเลือดตีบตัน ความดันโลหิตสูง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับหลอดเลือดในทุกส่วนของร่างกาย ทำให้เกิดโรคและอาการต่าง ๆ ได้แก่

  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดหัวใจ เมื่อไขมันไปเกาะสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งและตีบตัน เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดสมอง เมื่อไขมันไปเกาะสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดสมองแข็งและตีบตัน ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต สมองเสื่อมได้
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขา ทำให้ปวดน่องมากๆเวลาเดิน เป็นตะคริว ปลายเท้าเย็น เป็นแผลเรื้อรังที่เท้าหรือปวดขาหรือปลายเท้า
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดเลี้ยงอวัยวะเพศชาย ทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือภาวะองคชาตไม่แข็งตัว
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดไต ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบ ทำให้ไตสูญเสียการทำงานและไตวายในที่สุด

 

สาเหตุ

อาจเกิดจากหลายสาเหตุหรือหลายปัจจัย แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ได้แก่

  • กรรมพันธุ์ มีผลต่อการเกิดภาวะไขมันในเลือดสูงได้ทุกแบบ รวมถึงภาวะ HDL-cholesterol ต่ำ
  • พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวมาก ทำให้ LDL-cholesterol สูง, การกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ทำให้ Triglyceride สูง การออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ทำให้การเผาผลาญไขมันส่วนเกินเกิดได้น้อย, การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่มากเกินไป
  • โรค ภาวะรวมถึงยาบางชนิด เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลัน ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โลหิตเป็นพิษ โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไตวายเรื้อรัง ยาเบต้าบล็อคเกอร์ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง ขณะที่โรคตับแข็ง โรคตับที่มีการอุดกั้นทางเดินน้ำดี โรคไตเนโฟรติก ทำให้คอเลสเตอรอลสูง บางกรณีอาจมีไตรกลีเซอไรด์สูงด้วย
  • เพศชายมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง โดยทั้ง 2 เพศ เมื่ออายุมากขึ้นจะมีความเสี่ยงมากขึ้น

 

การวินิจฉัย

การตรวจวัดระดับไขมันในเลือดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออยู่ในภาวะอ้วน ผู้มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคเหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร ผู้มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง สมองขาดเลือดชั่วคราวหรือโรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน รวมถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคไต โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง หรือตับอ่อนอักเสบ สำหรับผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง โดยมีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป ควรตรวจวัดระดับไขมันในเลือดอย่างน้อยทุก 5 ปี

 

ประเภทไขมัน ระดับเป้าหมาย ต้องดูแล
คอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) < 200 200 - 239 สูงเล็กน้อย
คอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) < 200 > 240 สูงมาก
คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL Cholesterol) < 100 100 - 129 ใกล้เคียงปกติ
130 - 159 สูงเล็กน้อย
160 - 189 สูง
> 190 สูงมาก
คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL Cholesterol) ≥ 40 < 40 ต่ำ
> 60 สูง
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) < 150 150 - 199 สูงเล็กน้อย
200 - 499 สูง
500 สูงมาก

 

ในกรณีที่ค่าไขมันในเลือดตัวใดตัวหนึ่งผิดปกติ แพทย์จะสืบหาสาเหตุโดยอาศัยการตรวจร่างกาย การซักประวัติสุขภาพบุคคลในครอบครัว โดยอาจมีการเจาะเลือด  การตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉพาะกรณีเป็นการเพิ่มเติม ทั้งนี้สาเหตุของไขมันในเลือดสูงที่มาจากโรคหรือภาวะบางอย่าง ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือดไม่เหมือนกัน รวมทั้งรูปแบบการรักษาและชนิดของยาที่จะตอบสนองแตกต่างกันด้วย

 

การรักษา

ถ้าพบว่ามีระดับไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ แพทย์จะวางแผนการรักษา โดยดูให้สอดคล้องกับความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด หลักเบื้องต้นดังนี้

  1. ถ้าไม่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีปัจจัยเสี่ยงเพียง 1 ข้อ เช่น ตรวจพบค่า LDL > 160 mg/dl ไม่มีความเสี่ยงจากกรรมพันธุ์ ไม่เป็นโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง ตับแข็ง เป็นต้น แพทย์จะทำการรักษาแบบไม่ใช้ยา โดยแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัว เป็นระยะเวลา 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้าค่าไขมันที่ตรวจครั้งใหม่ยังสูงอยู่ แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปด้วย แต่ถ้าตรวจพบค่า LDL > 190 mg/dl อยู่ในเกณฑ์สูงมาก แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการรักษาแบบไม่ใช้ยาทันที
  2. ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป เช่น ตรวจพบค่า LDL > 130 mg/dl โดยผู้ป่วยติดบุหรี่และมีความดันโลหิตสูงให้ใช้การรักษาโดยไม่ใช้ยาลดไขมันในเลือด 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้าค่าไขมันที่ตรวจครั้งใหม่ยังสูงอยู่ แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการรักษาแบบไม่ใช้ยา
  3. กรณีที่เป็นโรคเบาหวานหรือเคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดมาแล้ว ตรวจพบค่า LDL > 100 mg/dl ให้ใช้การรักษาแบบไม่ใช้ยา ถ้า LDL > 130 mg/dl แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการรักษาแบบไม่ใช้ยา.

    1. การรักษาแบบไม่ใช้ยา
      เป็นการแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวในด้านต่าง ๆ เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ

      • ปรับพฤติกรรมในด้านการกินอาหาร เช่น ลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง เครื่องในสัตว์ กุ้ง หอย ปลาหมึก อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง เช่น ไอศกรีม ขนมที่ทำจากแป้ง ขาหมู ไส้กรอก เนยแข็ง อาหารที่ทำโดยการผัดหรือทอด อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวสูง ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว ขนมเค้ก ของหวาน ลูกอม รวมถึงอาหารที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในอาหารที่ให้ความหวาน โดยหันมาเน้นการกิน เนื้อปลา เนื้อไก่ โดยทำแบบแกง ต้ม ยำ นึ่ง อบหรือย่าง ผักสด ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ข้าวโพดต้ม แก้วมังกร กล้วย มันเทศ กะหล่ำปลี
      • เพิ่มการออกกำลังกาย การออกกำลังกาย Zone 2 – 3 อย่างสม่ำเสมอ โดยให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 61 – 80% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (Maximum heart rate) เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ปั่นจักรยานต่อเนื่องมากกว่า 30 นาที เป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยลดระดับไขมันชนิดต่างๆและช่วยเพิ่มระดับไขมัน HDL นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดได้ ไม่ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วยก็ตาม
      • การลดน้ำหนัก สอดคล้องกับ 2 ข้อแรก หากคุมการกินอาหารได้ดี ประกอบกับออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หรือวิธีอื่นๆที่ทำให้น้ำหนักตัวลดลง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือมีภาวะอ้วน จะช่วยให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงและช่วยเพิ่มระดับกลุ่มไขมัน HDL ได้
    2. การรักษาแบบใช้ยา
      ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัดแล้ว ยังไม่สามารถควบคุมระดับไขมันในเลือดให้เป็นปกติได้ แพทย์จะพิจารณาใช้ยาลดไขมัน ซึ่งมีหลายกลุ่ม ได้แก่

      • ยากลุ่มสแตติน (Statin หรือ HMGCoA reductase inhibitor) มีประสิทธิภาพในการลดแอลดีแอล คอเลสเตอรอลในเลือด ตัวอย่างเช่น ซิมวาสแตติน (Simvastatin), พราวาสแตติน(Pravastatin), ฟลูวาสแตติน (Fluvastatin)
      • ยาช่วยขจัดกรดน้ำดี (Resins หรือ Bile acid sequestrants) มีประสิทธิภาพลดระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอลได้ดี ตัวอย่างเช่น คอเลสไทรามีน (Cholestyramine) คอเลสทิพอล (Colestipol) คอเลสเซเวแลม (Colesevelam)
      • ยากลุ่มไฟเบรต (Fibrate) มีประสิทธิภาพในการลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ในระดับหนึ่ง และเพิ่มเอชดีแอล คอเลสเตอรอล ตัวอย่างเช่น บีซาไฟเบรต (Bezafibrate), ฟีโนไฟเบรต (Fenofibrate), เจมไฟโบรซิล (Gemfibrozil)
      • ยายับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอล (Selective cholesterol absorption inhibitors) เช่น ยาอีเซทิไมบ์ (Ezetimibe)
      • ยาอื่นๆ เช่น วิตามิน บี 3, Niacin, กรดนิโคตินิก (Nicotinic acid)

ทั้งนี้การใช้ยาให้ได้ผลสูงสุดขึ้นกับขนาดของยา รวมถึงยาตัวอื่นที่กินร่วมกัน และยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง ดังนั้น ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาลดไขมันกินเอง โดยควรกินยาตามแพทย์แนะนำเท่านั้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี แต่มีปัจจัยเสี่ยง อาทิ มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือภาวะไขมันในเลือดสูง ควรตรวจระดับไขมันในเลือด โดยก่อนตรวจควรอดอาหารอย่างน้อย 12 ชั่วโมง กรณีที่การตรวจครั้งแรกพบว่ามีระดับไขมันในเลือดสูง อาจจำเป็นต้องตรวจซ้ำอีก 1 – 2 ครั้ง ภายใน 1 เดือน เพราะการตรวจในแต่ละครั้งอาจมีความคลาดเคลื่อนได้
  • ในการรักษาทั้งแบบใช้ยาหรือไม่ใช้ยา ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตัวในด้านต่าง ๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผู้ที่ใช้ยาต้องกินยาตามแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับผู้ที่รับการรักษาแบบไม่ใช้ยา โดยต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหาร การออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก รวมถึงการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางด้านสุขภาพอื่น ๆ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์

 

แหล่งที่มา
  1. www.srinagarind.md.kku.ac.th/คู่มือภาวะไขมันในเลือด
  2. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. ไขมันในเลือดสูง, ไขมันในเลือดผิดปกติ. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 485-489
  3. haamor.com/th
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


.jpg

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ บวม แดง ของเยื่อบุภายในกระเพาะอาหาร อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ การกินยาบางชนิด ความเครียด เป็นต้น โดยมีทั้งแบบเฉียบพลัน 1 – 3 อาทิตย์หาย และแบบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ใช้เวลาเป็นปี โรคนี้เป็นโรคทั่วไป พบได้ในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งเพศหญิงและเพศชาย

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

  • ปวดท้องแบบแสบท้อง บริเวณลิ้นปี่หรือยอดอก เป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะเวลาหิวหรือหลังตื่นนอน บางรายอาจปวดท้องรุนแรงแบบปวดบิดอย่างเฉียบพลัน
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย แน่นอึดอัดท้อง อาหารไม่ย่อยแม้กินอาหารเพียงเล็กน้อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน อาจเบื่ออาหาร
  • กรณีเป็นรุนแรง อาจมีการอาเจียนเป็นเลือดหรืออุจจาระมีสีดำจากเลือดที่ออกในกระเพาะ และอาจเป็นแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) หรือโรคร้ายแรงอื่น ๆในกระเพาะ

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

หลาย ๆ คนคุ้นเคยกันดี กับอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อย แต่ถ้าพบว่าอาการเหล่านั้นหรืออาการของโรคกระเพาะไม่หายไปภายใน 1 สัปดาห์ หรือหากมีอาการอาเจียนหรือถ่ายอุจาระเป็นสีดำเกิดขึ้น รีบไปพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาทันที

 

สาเหตุ

มีหลายสาเหตุที่ส่งผลต่อเยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร ทำให้ไม่สามารถป้องกันผนังกระเพาะอาหารได้ น้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดสูง จึงสามารถเข้าทำลายผนังกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดการอักเสบ และนำไปสู่การเป็นแผลในกระเพาะอาหาร สาเหตุดังกล่าว ได้แก่

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะ pylori ซึ่งปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่ม
  • การใช้ยาบรรเทาปวดเป็นประจำหรือใช้ยามากเกินไป ยาที่พบบ่อย เช่น แอสไพริน (Aspirin), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอกเซน (Naproxen) ส่งผลให้ความสามารถในการป้องกันผนังกระเพาะอาหารลดลง สามารถทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง
  • การมีอายุมากขึ้น อายุมากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะอักเสบเพิ่มขึ้น เนื่องจากเยื่อบุกระเพาะอาหารมีแนวโน้มที่จะบางลง นอกจากนี้คนสูงอายุยังมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อ pylori หรือความผิดปกติของภูมิต้านทานตนเองมากกว่าคนในวัยอื่น
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป แอลกอฮอล์ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคือง กระตุ้นให้มีการสร้างกรดเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบแบบเฉียบพลัน
  • ความเครียดโดยเฉพาะความเครียดที่รุนแรง จะกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรดก่อให้เกิดการระคายเคือง และทำให้เซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหารอักเสบ
  • โรคภูมิแพ้ตนเอง (Autoimmune disease) ผู้ป่วย Autoimmune gastritis จะมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ จากการที่เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เข้าโจมตีเซลล์ที่ประกอบเป็นเยื่อบุกระเพาะอาหารจนก่อให้เกิดการอักเสบตามมา
  • โรคและภาวะอื่น ๆ เช่น โรคติดเชื้อ HIV โรคโครห์น (Crohn’s disease) และการติดเชื้อปรสิต

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะสอบถามประวัติ อาการเบื้องต้น การตรวจร่างกาย ในบางรายแพทย์จะพิจารณาเลือกการตรวจพิเศษเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงเป็นการเพิ่มเติม เช่น

  • การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Endoscopy) โดยแพทย์จะสอดท่อที่มีความยืดหยุ่นสูงพร้อมกับเลนส์กล้อง ลงไปในลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร เข้าสู่ลำไส้เล็กเพื่อตรวจหาการอักเสบ ในกรณีที่พบชิ้นเนื้อที่ผิดปกติ แพทย์สามารถตัดชื้นเนื้อขนาดเล็กเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไป
  • การเอกซเรย์กระเพาะอาหารด้วยการกลืนแป้งแบเรียม (Barium swallow) วิธีนี้สามารถสร้างภาพของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก เพื่อมองหาความผิดปกติ เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ก้อนต่าง ๆ ได้ชัดขึ้น
  • การตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย pyroli แพทย์อาจพิจารณาการตรวจหาเชื้อดังกล่าว ซึ่งสามารถพบได้จากการตรวจเลือด ตรวจอุจจาระหรือจากการทดสอบลมหายใจ

 

การรักษา

  • การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโรค หากพบว่า การอักเสบนั้นเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย pyroli เช่น ยาคลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) ยาอมอกซิซิลลิน (Amoxicillin) หรือยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole)
  • การบรรเทาอาการปวดท้อง ยาที่นิยมใช้คือ ยาธาตุน้ำขาว (Alum milk) หรือใช้เป็นยาเม็ดอลูมิเนียม ไฮดรอกไซด์ก็ได้ผลเช่นกัน ซึ่งในกรณีของยาเม็ดควรเคี้ยวก่อนกลืน เพราะยาเม็ดบางชนิดแตกตัวในกระเพาะอาหารช้า ยากลุ่มนี้จะรับประทานก่อนอาหาร 3 เวลา หรืออาจรับประทานเพิ่มเติมเมื่อมีการปวดระหว่างมื้อ  นอกจากนี้ควรเลี่ยงอาหารรสจัด น้ำอัดลม กาแฟซึ่งอาจกระตุ้นอาการปวดท้อง
  • การรักษาการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ใช้ยารักษานาน 14 วัน นิยมใช้ยาลดการหลั่งกรด (Acid suppression) ได้แก่ ยากลุ่ม H2 receptor antagonists เช่น ซัยเมททิดีน (cimetidine), รานิทิดีน (ranitidine) หรือยากลุ่ม Proton pump inhibitors โอมิพราโซล (omeprazole), แลนโซพราโซล (lanzoprazole) เพราะหาซื้อได้สะดวกตามร้านขายยา ส่วนยากลุ่ม Cytoprotective เช่น Sucralfate หรือ Bismuth ก็สามารถใช้ได้
  • การป้องกันการเกิดซ้ำ เน้นการปรับพฤติกรรม เช่น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด หรือยาแก้ปวดข้อ การออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันโรค
  • การป้องกันภาวะแทรกซ้อน ส่วนใหญ่ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดจากยาแก้ปวดข้อ เนื่องจากยานี้จะลดอาการปวดได้ขณะที่ยากัดกระเพาะ ทำให้อาการปวดท้องซึ่งเป็นอาการเตือนถูกบดบัง ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นแผลในกระเพาะมาก่อน ผู้ป่วยที่รับประทานยาชุด-ยาลูกกลอน เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นมา การรักษามักจะต้องใช้การส่องกล้องรักษาหรืออาจต้องผ่าตัดถ้ามีกระเพาะอาหารทะลุ

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • กินยาตามแพทย์แนะนำให้ถูกต้อง และสม่ำเสมอ
  • ฝึกสังเกต พร้อมงดอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดอาการ หรือทำให้อาการแย่ลง เช่น แอลกอฮอล์ คาเฟอีน เป็นต้น
  • ปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เพื่อลดความเครียด
  • รักษาความสะอาดการกิน อยู่ หลับ นอน เพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรค
  • ปรึกษาแพทย์ กรณีที่ต้องใช้ยาแก้ปวดอย่างต่อเนื่อง

 

แหล่งที่มา :
  1. www.mayoclinic.org
  2. www.honestdocs.co
  3. www.vibhavadi.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com