ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

5-ปัจจัยทำให้หนุ่มสาววัยทำงาน-นอนไม่หลับ.jpg

นอนไม่หลับเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน ถ้าเป็นครั้งคราวอาจจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่การนอนไม่หลับสะสมจนทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายหลายประการ เช่น เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคอ้วน เบาหวานและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ไม่นับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยมีการสำรวจวัยทำงานพบสูงถึง 35% ที่เคยอยู่ในภาวะนอนไม่หลับ

 

อาการนอนไม่หลับของแต่ละคนแตกต่างกันหรือไม่

จากความรู้เรื่อง “หลับอย่างมีคุณภาพ เป็นอย่างไร” จะพบว่าอาการนอนไม่หลับ และหลับยากของแต่ละคนนั้น อาจแตกต่างกัน มีทั้งใช้เวลาก่อนหลับนานเกินครึ่งชั่วโมง หลับแล้วแต่ไม่สนิท มีตื่นกลางดึก บางครั้งตื่นมาแล้วหลับต่อไม่ได้อีก ซึ่งอาการนอนไม่หลับนั้นเกิดได้กับทุกคนแต่ปกติจะเกิดในช่วงสั้น ๆ ไม่เกิน 1 – 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งในทางการแพทย์ยังไม่ถือว่าเป็นโรคที่ต้องรักษา เพียงการปรับพฤติกรรมทางสุขภาพโดยเฉพาะช่วงใกล้เวลานอน และปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการนอน ก็พอจะหลับได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากอาการนอนไม่หลับเป็นติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน แม้จะปรับพฤติกรรมทางสุขภาพแล้ว ปรับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการนอนอย่างเต็มที่แล้ว ก็ยังไม่สามารถนอนหลับอย่างเป็นปกติ ตื่นเช้ามายังมีความรู้สึกอย่างนอนอยู่ ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ตกกลางวันยังง่วงนอนอยู่ ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้เป็นปกติได้ อาจเข้าข่ายเป็นโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) ซึ่งต้องเข้าพบแพทย์เพื่อรักษาก่อนที่จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพและผลเสียด้านอื่น ๆ ตามมา

  

5 ปัจจัย ทำให้นอนไม่หลับในวัยทำงาน  

นอนไม่หลับในวัยทำงาน เกิดได้จากหลายสาเหตุ และในคนที่นอนไม่หลับก็มักจะมาจากสาเหตุมากกว่าหนึ่งสาเหตุด้วยกัน โดยบางสาเหตุเป็นผลจากคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี ทำให้เกิดการเจ็บป่วย และการเจ็บป่วยทางกายเอง ก็ส่งผลทำให้นอนไม่หลับ วนเวียนเช่นนี้ได้ การจะรักษาอาการนอนไม่หลับให้หายได้นั้นจะต้องอาศัยการแก้ปัญหาแบบองค์รวม เพื่อลดทุกปัจจัยที่มีส่วนทำให้นอนไม่หลับ โดยหลัก ๆ แล้วอาการนอนไม่หลับ โดยเฉพาะในวัยทำงานจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยดังต่อไปนี้

  • อาการนอนไม่หลับจากความเครียด ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะคล้ายกับถูกกระตุ้นตลอดเวลาทำให้นอนไม่หลับ ซึ่งบางทีผู้ที่นอนไม่หลับก็อาจจะไม่รู้ว่าตนเองมีความเครียดหรืออยู่ในภาวะเครียด ขณะเดียวกันเมื่อการนอนไม่หลับแม้อาจมาจากเหตุอื่น แต่พอต่อเนื่องเป็นเวลานานขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบให้เกิดภาวะเครียดอีกได้
    .
    ส่วนสาเหตุที่ทำให้เครียดในวัยทำงานมีหลายประการ เช่น ความกดดันในภาระงาน ความกดดันจากปัญหาความสัมพันธ์ทั้งครอบครัว ภรรยา ลูกและที่ทำงาน รวมถึงความกดดันทางด้านการเงิน  หากมีอาการนอนไม่หลับช่วงไหน ให้สำรวจดูเรื่องความเครียด ถ้าใช่รีบหาสาเหตุและแก้ในทันที
    .
  • อาการนอนไม่หลับกับตารางชีวิต ในทางทฤษฎีร่างกายของคนเราจะมีสิ่งที่เรียกว่านาฬิกาชีวภาพ (Biological clock) เป็นของตัวเอง ซึ่งคอยความคุมการตื่นและการนอน ซึ่งหากเราเข้านอนและตื่นในเวลาที่ไม่คงที่จะทำให้นาฬิกาชีวภาพนี้รวนได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ๆ ก็คือในคนที่เดินทางไปต่างประเทศแล้วมีอาการเจ็ทแลค หรือในคนที่ทำงานเป็นกะ ต้องสลับกลางวันกลางคืนบ่อย ๆ ก็จะทำให้นอนหลับได้ยาก
    .
    หากมีอาการนอนไม่หลับช่วงไหน ให้สำรวจดูว่ามีการเปลี่ยนไปอยู่ในสถานที่นอกเขตเวลาเดิมไหม หากนอกเขตเวลา ร่างกายต้องมีการปรับตัวสักระยะ แต่ถ้าในเขตเวลาเดิม ต้องมองย้อนดูเวลาเข้าและตื่นนอนของตนเอง ว่าสม่ำเสมอใกล้เคียงกับเวลาปกติไหม
    .
  • อาการนอนไม่หลับกับกิจกรรมที่ทำ โดยเฉพาะช่วงก่อนเวลานอน กิจกรรมที่ทำและอาหารที่รับประทาน หากไม่เหมาะสมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนไม่หลับได้เช่นกัน เช่น
    • ทำกิจกรรมที่ใช้สมองหนักในช่วงก่อนเข้านอน เช่น ทำงานจนค่ำ เล่นเกม เล่นคอมพิวเตอร์ หรือใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ
    • ทำงานหรือทำกิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมที่ใช้สมองบนเตียง จะทำให้สมองจดจำว่าเตียงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ทำงาน ทำให้เวลาต่อ ๆ มาจะไม่รู้สึกง่วงนอนเมื่ออยู่บนเตียง
    • นอนหลับในตอนกลางวัน จะทำให้ไม่ง่วงในตอนกลางคืนและนอนหลับได้ยาก
    • อาหารการกินเองก็มีผลกับการนอนหลับ อย่างที่ทราบกันดี เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ จะทำให้ไม่ง่วง ในทางตรงกันข้ามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากจะทำให้ง่วงและหลับง่าย
      .
      หากมีอาการนอนไม่หลับช่วงไหน ลองสำรวจกิจกรรมที่ทำโดยเฉพาะในช่วงใกล้เวลานอน โดยปรับพฤติกรรมหรือนิสัยเพื่อให้เอื้อต่อการนอนหลับลึกมากขึ้น 6 นิสัยทำแล้วนอนหลับลึก แน่นอน
      .
  • อาการนอนไม่หลับกับสุขภาพจิต สุขภาพจิตในบางเวลาไม่เอื้อต่อการนอนหลับ เช่น มีความวิตกกังวลงานไม่เสร็จ รู้สึกซึมเศร้า หดหู่จากบางสิ่งไม่เป็นดังใจ ตื่นตระหนกแพนิคจากการต้องทำอะไรที่ไม่คุ้นเคย สถานการณ์เหล่านี้ทำให้คนในวัยทำงานบางคนนอนไม่หลับโดยไม่รู้ตัว
    .
    หากมีอาการนอนไม่หลับช่วงไหน ให้สำรวจสุขภาพจิตของตนเอง มีความวิตกกังวล ซึมเศร้า หดหู่ แพนิค ในเรื่องใดหรือไม่ ถ้ามีให้หาวิธีปรับลดให้น้อยลง จนใกล้เคียงปกติหรือเปลี่ยนความวิตกกังวล เป็นแรงผลักดันในการจัดการกับเรื่องราวต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น
    .
  • อาการนอนไม่หลับกับสุขภาพกาย ความเจ็บป่วยทางกายแทบทุกอย่างสามารถทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้แทบทุกโรค แม้แต่โรคประจำตัวที่มักไม่ได้มีอาการแสดงอะไรชัดเจน เช่น โรคเบาหวานก็อาจทำให้นอนไม่หลับได้จากอาการกระหายน้ำ และปัสสาวะบ่อย และโรคที่รบกวนการนอนได้มากอย่างนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจโต
    .
    หากมีอาการนอนไม่หลับจากสุขภาพกาย ควรปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษา ทั้งนี้แพทย์จะให้ยาและคำแนะนำในการปฏิบัติเพื่อแก้นอนไม่หลับ ที่สอดคล้องกับโรคทางกายที่รักษาอยู่

เรียกได้ว่าอาการนอนไม่หลับ หรือนอนหลับยากนั้น เกิดได้จากแทบทุกสาเหตุตั้งแต่ไลฟ์สไตล์การนอนที่ไม่เหมาะสม ความเครียด ปัญหาสุขภาพทั้งกายและจิตใจ หากมีอาการนอนไม่หลับนั้น จะต้องสังเกตตัวเองว่ามีอะไรที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดอาการหรือไม่ จะได้ปรับเปลี่ยนและแก้ไขได้ถูกต้อง

 

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


OSA-FAQ.jpg

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) อาจจะมีหลาย ๆ เรื่องที่คล้ายกับปัญหาการนอนหลับในเรื่องอื่น ๆ  นำไปสู่ความเข้าใจที่ทั้งเป็นจริงและไม่เป็นจริงเกี่ยวกับภาวะนี้ โดยความเข้าใจที่ถูกต้อง จะนำไปสู่แนวทางการรับมือที่เหมาะสม

 

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) เป็นเพียงการนอนกรน (Snoring) เท่านั้น: ไม่เป็นความจริง

การนอนกรนเป็นปัญหาและความผิดปกติของการนอนหลับที่พบบ่อย โดยเป็นอาการที่บ่งบอกถึงการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  ผู้ที่เป็นภาวะดังกล่าวมีโอกาสหยุดหายใจได้มากถึง 400 ครั้งตลอดทั้งคืน และการหยุดหายใจบางครั้ง อาจยาวนานได้ถึง 10 – 30 วินาที โดยหลายคนมักจะตามด้วยการสำลัก เพื่อเริ่มต้นหายใจใหม่อีกครั้ง อาการเหล่านี้จะทำลายวงจรการนอนหลับ และทำให้พักผ่อนได้ไม่เต็มที่ มีอาการเหนื่อยในระหว่างวันตามมา

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร: ไม่เป็นความจริง

ทุกครั้งที่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  ทำลายการนอนหลับของคุณ มันส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ โดยหากไม่ได้รับการแก้ไขหรือดูแลอย่างเหมาะสม ก็อาจส่งผลต่อเนื่องถึงปัญหาที่เกี่ยวกับการทำงาน อุบัติเหตุระหว่างการขับรถ รวมถึงโรคหัวใจล้มเหลวและหลอดเลือดสมองแตก

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) เกิดจากการอุดกลั้นทางเดินหายใจ: เป็นความจริง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่พบบ่อยเกิดจากการที่ลิ้น ทอนซิล หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่ด้านหลังของลำคอ มาอุดกลั้นทางเดินหายใจ เมื่อคุณพยายามหายใจเข้า อากาศจะไม่สามารถผ่านได้ ในขณะที่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการสั่งของสมอง (Central Sleep Apnea: CSA) พบได้น้อยกว่า โดยเกิดจากการที่สมองไม่ได้ส่งสัญญาณให้ร่างกาย  หายใจอย่างที่ควรจะเป็น

 

ผู้สูงอายุเท่านั้นที่จะเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA): ไม่เป็นความจริง

แพทย์ประเมินว่าชาวอเมริกันมากกว่า 18 ล้านคน กำลังมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยพบได้ง่ายในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แท้จริงแล้ว ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกเพศทุกวัย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในคนที่มีน้ำหนักเกิน เพศชาย เชื้อสายแอฟริกันอเมริกันหรือชาวลาติน

 

แอลกอฮอล์สามารถช่วยเรื่องการนอนหลับ: ไม่เป็นความจริง

คุณอาจจะรู้สึกว่าแอลกอฮอล์ช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายขึ้น แต่แอลกอฮอล์จะไม่ช่วยให้คุณได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพแบบที่ต้องการ ทั้งนี้แอลกอฮอล์จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณด้านหลังลำคอของคุณคลายตัว ทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม และนอกจากนี้ยานอนหลับยังให้ผลแบบเดียวกันอีกด้วย

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) เกิดขึ้นได้ยากในวัยเด็ก: ไม่เป็นจริง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA)  พบได้บ่อยในเด็ก โดยมีสัดส่วน 1 ใน 10 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการจะไม่ค่อยรุนแรง แต่กับเด็กบางคน อาจเริ่มมีปัญหาด้านพฤติกรรม หรือปัญหาทางการแพทย์ที่ร้ายแรงด้วยผลกระทบจากภาวะนี้

 

การลดน้ำหนักสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

คุณสามารถทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) มีอาการดีขึ้นได้ เมื่อลดน้ำหนัก ซึ่งถ้าคุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับโปรแกรมการลดน้ำหนักที่เหมาะสม และการเลิกสูบบุหรี่ ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

 

การนอนตะแคงสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

หากคุณนอนหงาย จะทำให้แรงโน้มถ่วง ดึงเนื้อเยื่อในลำคอลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น การนอนตะแคงจะช่วยเปิดลำคอ ไม่ให้เนื้อเยื่อไปอุดกลั้นทางเดินหายใจ การใช้หมอนข้างสามารถช่วยคุณในการนอนตะแคงได้ และบางคนก็เลือกที่จะเย็บลูกเทนนิสติดไว้ด้านหลังของชุดนอนเพื่อบังคับไม่ไห้นอนหงายโดยไม่รู้ตัว

 

ยางครอบฟันสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

ทันตแพทย์สามารถแนะนำยางครอบฟันที่เหมาะสมกับคุณได้ โดยเครื่องมือนี้จะช่วยลดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่ไม่รุนแรง ซึ่งยางครอบฟันจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับรูปปาก ทำให้มันช่วยจัดโครงสร้างภายในปากให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ใส่มันก่อนนอนเพื่อเปิดทางเดินหายใจของคุณขณะนอนหลับ

 

วิธีรักษาโดยใช้เครื่องซีแพพ (CPAP) คือการรักษาที่มีประสิทธิภาพ: เป็นความจริง

เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continuous Positive Airway Pressure-CPAP) จะเป่าอากาศเข้าไปขยายทางเดินหายใจของคุณ โดยคุณสามารถที่จะปรับแรงดันอากาศ ได้จนกว่ามันจะเพียงพอ ที่จะทำให้ทางเดินหายใจของคุณเปิดขึ้นในขณะนอนหลับ เป็นการรักษาที่มักใช้กับผู้ใหญ่ที่มีระดับอาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ในขั้นปานกลางถึงรุนแรง

 

การผ่าตัดเป็นวิธีที่ดี และแน่นอนที่สุดในการแก้ไขภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ: ไม่เป็นจริง

การผ่าตัดจะได้ผล แค่เพียงในบางกรณีเท่านั้น เช่น เด็กที่มีต่อมทอนซิลขนาดใหญ่ มาบล็อกทางเดินหายใจ  แพทย์สามารถผ่าตัดเพื่อนำทอนซิลที่ก่อให้เกิดปัญหาออก และมีผู้ใหญ่บางคนที่สามารถผ่าตัดเพื่อลดเนื้อเยื่อ แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน หากคุณมีอาการนี้อยู่ ควรพูดคุยกับแพทย์ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีข้อเสียของการผ่าตัดให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการผ่าตัดใดๆ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


hot-cold.jpg

รู้ได้อย่างไรว่า จะต้องประคบร้อนหรือเย็น การประคบร้อนหรือเย็นเป็นวิธีหนึ่งในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบ ทั้งอาการปวดที่เกิดจากการเจ็บป่วย มีไข้ หรือการได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นกีฬา วิ่งเล่น ซึ่งอาจมีได้ตั้งแต่ การหกล้ม ศีรษะกระแทกจากการปะทะ การบาดเจ็บ ฟกช้ำของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

การจะเลือกใช้ความร้อนหรือเย็นนั้นมีข้อที่ต้องพิจารณาเบื้องต้น คือ ถ้าเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันร่วมกับมีการบวม ควรเลือกใช้ความเย็น เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดออกน้อยลงและช่วยลดบวมได้ แต่ถ้าเป็นการปวด แบบเป็น ๆ หาย ๆ มีอาการมานานหรือเรื้อรัง หรือปวดร่วมกับมีอาการตึงกล้ามเนื้อ ควรใช้ความร้อน เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนเลือดดีขึ้นจึงลดอาการปวดและตึงกล้ามเนื้อได้

 

ประคบเย็นเมื่อ…

หากมีอาการปวดหรือได้รับบาดเจ็บควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที (ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง) ประคบนาน 20 – 30 นาที วันละ 2 – 3 ครั้ง อาการที่ควรประคบเย็น เช่น ปวดศรีษะ มีไข้สูง ปวดฟัน ปวดบวมข้อเท้า ข้อเคล็ด เลือดกำเดาไหล หรือปวดบวมบริเวณอื่น ๆ ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือเพิ่งมีอาการใหม่ ๆ

อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป หรือทำถุงน้ำแข็งขึ้นใช้เอง โดยการใช้ถุงพลาสติกขนาดพอเหมาะแล้วเติมน้ำเปล่าผสมน้ำแข็งอย่างละครึ่งลงไปในถุง ตรวจสอบว่าไม่เย็นเกินไปโดยการนำมาประคบผิวหนัง ถ้าบริเวณที่มีอาการเป็นบริเวณมือ แขน ขาหรือเท้า อาจใช้การแช่ในภาชนะที่บรรจุน้ำเย็นแทน โดยแช่นานประมาณ 15 – 20 นาที

 

ประคบร้อนเมื่อ…

การประคบร้อนจะเริ่มใช้หลังจากมีอาการผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมง ให้ประคบครั้งละ 15 – 20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดความปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อาการที่ควรประคบร้อน เช่น ปวดตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หลัง น่อง ปวดประจำเดือน อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป ใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรืออาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 45 องศาเซลเซียส สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ไม่ควรประคบด้วยความร้อนที่มากเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณที่ประคบ ไม่ควรประคบนานหรือถี่เกินไป และต้องไม่ประคบร้อนในบริเวณที่มีบาดแผลเปิดหรือมีเลือดออก เพราะจะยิ่งทำให้มีการอักเสบเพิ่มมากขึ้น จะประคบร้อนได้ก็ต่อเมื่ออักเสบน้อยลงแล้ว ซึ่งสังเกตได้จากไม่มีอาการบวม แดง ร้อน

 

เมื่อไร่ถึงไม่ควรประคบร้อนหรือเย็น

การประคบเย็นไม่สมควรทำเมื่อ ร่างกายหนาวสั่น การประคบร้อนไม่สมควรทำเมื่อ ร่างกายร้อน เหงื่อแตก เนื่องจากว่าสมองจะมีการแปลผลว่าการกระทำของเราเป็นอันตรายต่อร่างกายมากขึ้น และสมองจะแปลผลการประคบของเราเป็นอาการปวดมากขึ้นแทน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สื่อสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
แหล่งที่มา : https://www.hsri.or.th/people/media/care/detail/5833
ภาพประกอบจาก : http://blog.elivatefitness.com


.jpg

ข้ออักเสบ (Arthritis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบในข้อ ส่งผลให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ ที่อยู่ภายในข้อ เช่น หมอนรองกระดูก กระดูกอ่อนหุ้มผิวข้อ เยื่อบุภายในข้อ เอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นกระดูก เกิดการอักเสบ เสียหายและบาดเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดข้อ ข้อบวม กดเจ็บ เกิดข้อติดขัด ไม่สามารถขยับข้อได้อย่างปกติ ข้ออักเสบพบได้ในคนทุกเชื้อชาติ พบทั้งในวัยเด็ก ผู้ใหญ่ พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะคนที่อายุมากกว่า 65 ปี และมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

 

อาการ ข้ออักเสบ

ข้ออักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแตกต่างกันได้ โดยสามารถแบ่งอาการข้ออักเสบเป็น อาการบริเวณข้อและอาการนอกบริเวณข้อ

  • อาการบริเวณข้อ จะพบอากาดังนี้ ปวด บวม แดง ร้อน หรือกดเจ็บบริเวณข้อ มีภาวะข้อยึดติด ข้อแข็ง เคลื่อนไหวได้น้อย ขยับข้อได้ลำบาก ยืดข้อได้ไม่สุด และอาจมีข้อผิดรูป เช่น ข้อ งอ โก่ง ข้อปูดบวมได้
  • อาการนอกบริเวณข้อ เป็นอาการที่เกิดร่วมกับอาการบริเวณข้อ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดข้ออักเสบ เช่น อาการของโรคออโตอิมมูน อาการจากภาวะติดเชื้อ เช่น มีไข้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เมื่อยล้า เป็นต้น

สำหรับข้ออักเสบชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาตอยด์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้

  • โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis: OA) เป็นโรคที่มีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ อาจมีปุ่มงอกบริเวณข้อ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดข้อ โดยมักปวดตื้อ ๆ ที่บริเวณข้อ ปวดทั่วๆ ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่ชัดได้ มักปวดเรื้อรัง และมีอาการรุนแรงขึ้นเมื่อจำเป็นต้องใช้งานหรือลงน้ำหนักที่ข้อนั้นเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยจะมีภาวะข้อฝืด โดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน หรือหลังจากพักข้อเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังมีข้อบวมผิดรูป และจะค่อย ๆ สูญเสียการทำงานหรือการเคลื่อนไหวที่บริเวณข้อนั้น ๆ  โรคข้อเสื่อมมักพบที่ข้อเข่า ข้อกระดูกสันหลังบริเวณเอว ข้อสะโพก ข้อมือ และต้นคอ
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis: RA) มักเกิดในผู้หญิงอายุ 30 ถึง 50 ปี มีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อหุ้มข้อ ซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อของกระดูก อาการจะค่อยเป็นค่อยไป ผู้ป่วยมักมีอาการปวด ร้อน และบวมตามข้อ โดยเฉพาะข้อต่อเล็ก ๆ เช่น ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า และมักเกิดสมมาตรกัน โดยหากเกิดข้ออักเสบด้านขวาก็จะเกิดด้านซ้ายด้วยเช่นกัน และพบตรงบริเวณข้อใหญ่ ๆ ได้น้อย อาการปวดมักมีอยู่แม้ในขณะพักไม่ได้ใช้ข้อ หลังจากตื่นนอนจะมีอาการข้อต่อติดแข็งเป็นเวลานานกว่าชั่วโมง นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เมื่อยล้า มีไข้ต่ำ ๆ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย และอาจพบก้อนรูมาตอยด์ใต้ผิวหนังบริเวณข้อศอกและข้อมือได้ โดยก้อนรูมาตอยด์เป็นปุ่มที่เกิดจากการรวมตัวของเม็ดเลือดขาวชนิดเก็บกินเซลล์ต่าง ๆ ที่ตายแล้ว

 

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์

เนื่องจากกิจกรรมบางอย่าง เช่น การยกของหนัก ออกกำลังกาย อาจทำให้เกิดการปวดข้อได้ อย่างไรก็ตามหากพักข้อหรือคอยดูอาการหลายวันแล้ว ไม่บรรเทาลงหรืออาจมีอาการเพิ่มขึ้น ควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุพร้อมวางแผนการรักษาทันที

 

ผลข้างเคียง

ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบที่ไม่รับการรักษาอย่างถูกวิธี จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยอาจไม่สามารถเคลื่อนไหวและทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้ตามปกติ อาจมีภาวะข้อผิดรูปและสูญเสียการทำงาน จนถึงขั้นพิการ ทั้งนี้ไม่นับรวมผลข้างเคียงจากโรคที่เป็นสาเหตุทำให้ข้ออักเสบ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาจะเกิดผลเสียเช่นเดียวกัน

 

สาเหตุ ข้ออักเสบ

ข้ออักเสบมีสาเหตุหลายอย่าง โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ข้อเสื่อมตามอายุ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้สูงอายุจะมีเซลล์เนื้อเยื่อข้อเสื่อมลงเป็นส่วนใหญ่ และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี หรือหลังวัยหมดประจำเดือน
  • ข้ออักเสบจากการใช้ข้อซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ๆ เช่น การเล่นกีฬาอาชีพ การยกของหนัก การก้มหรือการนั่งงอเข่านาน ๆ
  • ข้อเสื่อมจากข้อรับน้ำหนักมากต่อเนื่อง เช่น ภาวะอ้วน หรือน้ำหนักตัวเกินทำให้เกิดแรงกดปริมาณมาก ไปยังข้อที่รับน้ำหนักของร่างกาย เช่น ข้อเข่าและสะโพก
  • โรคออโตอิมมูน โรคของความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยภูมิคุ้มกันตัวเองทำลายเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย ซึ่งรวมถึงเนื้อเยื่อที่บริเวณข้อต่อ หรือน้ำเลี้ยงข้อต่อ ทำให้เกิดภาวะข้ออักเสบในที่สุด ได้แก่ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน เป็นต้น
  • ข้ออักเสบจากการติดเชื้อ เชื้อสาเหตุส่วนใหญ่มักเป็นเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้อาจพบเชื้อรา และเชื้อไมโคแบคทีเรียร่วมด้วย
  • โรคจากความผิดปกติในการเผาผลาญพลังงานจากอาหาร เช่น โรคเกาต์ ซึ่งเกิดจากการสะสมของกรดยูริกในข้อ หรือโรคเกาต์เทียม ซึ่งเกิดจากการสะสมของผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต
  • อุบัติเหตุต่อข้อ เกิดจากข้อได้รับบาดเจ็บที่ข้อโดยตรง เช่น การทำงาน การออกกำลังกาย

 

การวินิจฉัย ข้ออักเสบ

  • การซักประวัติอาการต่าง ๆ ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต อาชีพ กิจกรรม การออกกำลังกาย การทำงาน และซักหาอาการสำคัญอื่น ๆ เช่น ช่วงเวลาการเกิดอาการเจ็บปวด รูปแบบการปวด ความสมมาตร อาการข้อติดขณะพัก หรือหลังตื่นนอน ปัจจัยกระตุ้นให้อาการปวดรุนแรงหรือทุเลาลง เป็นต้น
  • การตรวจร่างกายทั่วไป แพทย์จะตรวจดูข้อที่มีอาการและข้อต่าง ๆ ที่ปกติ อาจมีการตรวจภาพข้อด้วยการเอกซเรย์ การทำอัลตร้าซาวด์ เพื่อติดตามหรือประเมินความรุนแรงของโรค
  • การตรวจสืบค้นที่ซับซ้อนเพื่อหาสาเหตุ เช่น การตรวจเลือด เพื่อดูสารภูมิต้านทาน แอนตี้บอดีจำเพาะ รูมาตอยด์แฟกเตอร์ ตรวจหาการติดเชื้อ เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจเจาะตรวจของเหลวจากข้อ การตัดชิ้นเนื้อเยื่อบริเวณข้อไปตรวจ หรือตรวจภาพข้อด้วยวิธีจำเพาะอื่น ๆ เช่น เอ็มอาร์ไอ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

ทั้งนี้หากมีอาการรุนแรง ควรเข้าพบเพื่อรับการตรวจรักษา จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูกและข้อโดยตรง

 

การรักษา ข้ออักเสบ

ข้ออักเสบมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป การรักษานอกจากควบคุมอาการปวดเฉพาะที่แล้ว ยังจำเป็นต้องควบคุมสาเหตุของโรคด้วย แนวทางการรักษาโรคข้ออักเสบจึงแบ่งเป็น

  1. การรักษาการอักเสบบริเวณข้อ การรักษาการอักเสบบริเวณข้อ จะใช้ยาที่สามารถลดการปวดและอักเสบ โดยเป็นยาในกลุ่ม NSAIDs (เอ็นเสด) ชื่อเต็มคือ Non-Steroidal Anti-Inflammatory เป็นกลุ่มยาที่ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการปวด บวม หรืออักเสบต่าง ๆ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) นาโปรเซน (Naproxen) ไดโคลฟิเน็ก (Diclofenac) อินโดเมธาซิน (Indomethacin) เป็นต้น ซึ่งยากลุ่มนี้จะใช้บรรเทาตามอาการ ไม่จำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะเสี่ยงต่ออาการข้างเคียง เช่น การแพ้ยา กระเพาะอาหารอักเสบ ไตวาย และโรคหัวใจ โดยบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) เช่น เพรดนิโซโลน (Prednisolone) เพื่อลดการอักเสบแบบเฉียบพลัน และมักใช้ในกรณีข้ออักเสบรูมาตอยด์
  2. การรักษาที่สาเหตุที่ทำให้ข้ออักเสบ โดยการรักษาจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุของข้ออักเสบ เช่น ผู้ป่วยข้ออักเสบจากการติดเชื้อจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ ผู้ป่วยข้ออักเสบจากโรคออโตอิมมูน อาจต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นต้น

นอกจากนี้การรักษาข้ออักเสบ แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาแบบผสม โดยแนะนำให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัด พร้อมการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ควบคุมน้ำหนัก ใช้อุปกรณ์พยุงข้อ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อหรือใส่ข้อเทียม การหลีกเลี่ยงการใช้ข้อหรือการพักข้อเมื่อข้ออักเสบเกิดจาการใช้งานข้อซ้ำๆ หรือเกิดอุบัติเหตุ การดูดของเหลาวที่คั่งอยู่ในข้อออกลดภาวะข้อบวม การฉีดยาลดการอักเสบเข้าบริเวณข้อ ซึ่งเหล่านี้ขึ้นกับวิจารณญาณของแพทย์ และสาเหตุการเจ็บป่วยของผู้ป่วยแต่ละรายในขณะนั้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน โรคข้ออักเสบ

การดูแลตนเองเมื่อมีข้ออักเสบ

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง รับประทานยาให้ถูกต้อง ตรงเวลา ที่สำคัญไม่หยุดยาเอง โดยเฉพาะยา กลุ่มสเตียรอยด์ หรือยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย และพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยากลุ่ม NSAIDs (เอ็นเสด) ยกเว้นเมื่อมีอาการปวดรุนแรง และไม่ควรรับประทานยากลุ่มนี้ติดต่อเป็นเวลานาน เนื่องจากเสี่ยงเกิดการแพ้ยา หรือเกิดอาการข้างเคียง ระคายเคืองทางเดินอาหาร ไตวาย โรคหัวใจ และอื่น ๆ
  • โรคข้อเสื่อม เป็นโรคเรื้อรัง อาการมักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ในผู้ที่มีอาการในระยะเริ่มแรกควรหันมาดูแลตัวเองอย่างจริงจังเพื่อชะลอการดำเนินของโรคให้ได้มากที่สุด หลีกเลี่ยงอิริยาบถที่เป็นอันตรายต่อข้อ ลดน้ำหนัก บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อให้แข็งแรง หรือพักข้อตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งระยะและความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันไปตามสภาพผู้ป่วยแต่ละคน แม้ไม่สามารถย่นระยะเวลาการเป็นโรคได้ แต่การรักษาแต่เนิ่น ๆ ก็ช่วยให้ผู้ป่วยคงสภาพการทำงานของร่างกายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
  • ควรประคบข้อที่อักเสบด้วยการประคบร้อน/ประคบอุ่น หรือตามคำแนะนำของแพทย์
  • ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมหรือวิตามินดีอย่างเพียงพอ เพื่อช่วยบำรุงเนื้อเยื่อและกระดูกให้แข็งแรง

การป้องกัน

ข้ออักเสบเป็นภาวะที่ป้องกันได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะข้ออักเสบที่เกิดจากอิมมูน อย่างไรก็ตามโรคข้อเสื่อมซึ่งมักพบได้ในผู้สูงอายุ สามารถป้องกันหรือลดความรุนแรงได้โดยปฏิบัติดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการนั่งย่อหรือนั่งงอเข่าเป็นเวลานาน
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน เนื่องจากภาวะอ้วนจะเพิ่มแรงกดทับที่บริเวณข้อต่อที่รับน้ำหนักของร่างกาย
  • บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อ โดยเฉพาะที่บริเวณข้อเข่า ให้แข็งแรง ใช้ข้อต่าง ๆ และเคลื่อนไหว ให้ถูกวิธีตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด
  • ออกกำลังกาย โดยเลือกวิธีออกกำลังกายที่ไม่ลงน้ำหนักบริเวณข้อมากเกินไป เช่น การว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เป็นต้น

 

แหล่งที่มา

  1. www.mayoclinic.org 
  2. th.wikipedia.org 

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


.jpg

อาการนกเขาไม่ขันหรืออาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศชาย (Erectile Dysfunction หรือ Impotence) คือ ภาวะที่อวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัวจนสามารถร่วมเพศได้ ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่การไม่สามารถร่วมเพศได้เป็นบางครั้ง ถึงไม่สามารถร่วมเพศได้เลย โดยมีการสำรวจพบอาการนี้ในชายอายุ 40 – 49 อายุ 50 – 59 อายุ 60 – 70 ปี ร้อยละ 20.4, 46.3, และ 73.4 ตามลำดับ ทั้งนี้มีสาเหตุได้จากสภาพร่างกาย เช่น ป่วยด้วยโรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคไขมัน ความดันโลหิตสูง และสภาพจิตใจ เช่น วิตกกังวล หดหู่ ซึมเศร้า เครียด มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคู่ เป็นต้น

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
อาการของนกเขาไม่ขันหรือหย่อนสมรรถภาพทางเพศเกิดขึ้นเมื่ออวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัวหรือแข็งตัวได้ไม่นานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์จนสำเร็จ โดยอาจจัดระดับอาการเป็น ระดับรุนแรงน้อยสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้สำเร็จเกือบทุกครั้ง ระดับรุนแรงปานกลางสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้สำเร็จประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และระดับรุนแรงมากไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้สำเร็จเลย ทั้งนี้อาจเกิดร่วมกับอาการบกพร่องทางเพศอื่นๆ ด้วยได้ เช่น มีความต้องการทางเพศลดลง มีความผิดปกติในการหลั่งน้ำอสุจิ เป็นต้น


เมื่อไหร่จึงควรมาพบแพทย์

  • อวัยวะเพศชายแข็งตัวไม่เต็มที่ติดต่อกันนานกว่า 2 – 3 สัปดาห์ และมีปัญหาในการมีเพศสัมพันธ์
  • มีอาการบกพร่องทางเพศอื่น เช่น มีปัญหาในการหลั่งเร็วหรือช้าเกินไปจนกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์

 

ปัจจัยเสี่ยง

  • ผู้ชายที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป
  • ผู้ชายที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหลอดเลือด ระบบประสาท และต่อมไร้ท่อ เช่น โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น
  • ผู้ที่ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการผ่าตัด หรือภยันตรายต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือกระเพาะปัสสาวะ โรคของไขสันหลัง เป็นต้น
  • ผู้ที่ป่วยด้วยโรคทางจิตใจ เช่น โรคเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า เป็นต้น

 

ภาวะแทรกซ้อน

โดยปกติแล้วภาวะนี้จะไม่มีความรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนใด ๆ แต่อาจส่งผลทางด้านจิตใจและความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ เช่น หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล ซึมเศร้า และอาจนำไปสู่ปัญหาความสัมพันธ์ในการใช้ชีวิตคู่และการมีบุตร อย่างไรก็ตามอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจเป็นอาการของโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่เป็นอันตรายได้

 

สาเหตุ

สาเหตุของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

  • สาเหตุทางด้านร่างกาย ส่วนใหญ่จะเป็นอาการที่เกิดจากการมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคอ้วน โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) หรือโรคพาร์กินสัน เป็นต้น
    .
    นอกจากนั้นยังเกิดได้จากผลข้างเคียงจากการรักษาโรคหรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคซึมเศร้า หรือยาแก้แพ้ รวมไปถึงการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าหนัก ร่างกายอ่อนล้า การติดสารเสพติด การมีอาการบาดเจ็บของอุ้งเชิงกรานหรือไขสันหลังสืบเนื่องจากผลข้างเคียงของการผ่าตัด การรักษาโรคต่อมลูกหมากโต (benign prostatic hyperplasia or BPH) หรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับ เป็นต้น
    .
    สำหรับผู้ที่ใช้เวลานานในการปั่นจักรยานอาจมีความเสี่ยงในการเกิดหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เพราะที่ปั่นจักรยานสามารถทำให้เส้นประสาทและเส้นเลือดที่ทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวนั้นบาดเจ็บได้
    .
  • สาเหตุทางด้านจิตใจ สมองมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นทำให้เกิดการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย หรือกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งภาวะทางจิตใจบางอย่างที่ไปขัดขวางหรือส่งผลด้านลบต่ออารมณ์ทางเพศ ซึ่งได้แก่ ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือภาวะสุขภาพจิตอื่น ๆ รวมไปถึงปัญหาความขัดแย้งหรือปัญหาความสัมพันธ์กับคู่

 

การวินิจฉัย

ในเบื้องต้นแพทย์จะซักประวัติผู้ป่วย เช่น อาการที่สำคัญ ประวัติการเจ็บป่วย โรคประจำตัว หรือยาที่ใช้อยู่ จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจร่างกายพื้นฐาน และตรวจเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ อัลตราซาวด์ ตรวจสุขภาพจิต ตรวจการแข็งตัวของอวัยวะเพศ หรืออาจส่งตัวไปให้แพทย์เฉพาะทางของโรคที่เป็นต้นเหตุ โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เกิดภาวะนี้เป็นผู้ที่มีอายุและมักจะมีโรคที่เป็นต้นเหตุซ่อนอยู่

 

การรักษา

การรักษาจะแตกต่างกันตามสาเหตุ ความรุนแรงและโรคประจำตัว เช่น หากสาเหตุเกิดจากโรคทางร่างกาย แพทย์ก็จะรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศควบคู่ไปกับการรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ โดยอาจมีการตรวจและส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทางโรคที่เกี่ยวข้องเป็นการเพิ่มเติม

ปัจจุบันการรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มีหลากหลายวิธีตามความเหมาะสมและความต้องการของผู้ป่วย ดังนี้

  1. การรักษาด้วยยารับประทาน สามารถใช้ยาในกลุ่มพีดีอี 5 อินฮิบิเตอร์ (Phosphodiesterase-5 Inhibitors: PDE-5) ได้แก่ ยาซิลเดนาฟิล (Sildenafil) ยาทาดาลาฟิล (Tadalafil) ยาวาร์เดนาฟิล (Vardenafil) โดยยาจะออกฤทธิ์ชั่วคราวในการช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตของอวัยวะเพศชาย
    .
    โดยพบว่า 2 ใน 3 ของผู้ที่ใช้ยานี้มีการแข็งตัวของอวัยวะเพศที่ดีขึ้น แต่ต้องมีการเล้าโลมก่อนใช้ยาจึงจะเห็นผลได้ดี

    .
    อย่างไรก็ตามมีข้อจำกัดในการใช้ยากลุ่มนี้อยู่ จึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ เช่น ห้ามใช้ในผู้ที่ใช้ยากลุ่มไนเตรท (Nitrate) ห้ามใช้ร่วมกับยาไซเมทิดีน (Cimetidine) หรือการมีความเสี่ยงต่อภาวะองคชาตแข็งค้าง (Priapism)  เป็นต้น และในบางรายอาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ปวดศีรษะ และไมเกรน ผิวหนังแดง อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้และอาเจียน คัดจมูกหรือมีน้ำมูกไหล ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ การมองเห็นแย่ลง
  2. การรักษาโดยใช้ฮอร์โมนบำบัด สำหรับผู้ที่มีสาเหตุมาจากฮอร์โมน เช่น มีระดับฮอร์โมนเพศชายต่ำเกินไป แพทย์อาจรักษาด้วยการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนในร่างกายให้กลับสู่ระดับปกติ
  3. การรักษาโดยใช้อุปกรณ์สุญญากาศหรือกระบอกสุญญากาศ โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่ใช้ยารับประทานไม่ได้ผล อุปกรณ์มีลักษณะเป็นกระบอกกลวง มีทั้งแบบใช้ถ่านและใช้แรงมือ สามารถนำอุปกรณ์นี้สวมครอบเข้าไปที่อวัยวะเพศและปั๊มเอาอากาศออกมา จะทำให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงอวัยวะเพศและทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวนานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้
  4. การผ่าตัดใส่แกนอวัยวะเพศเทียม วิธีนี้จะเป็นวิธีสุดท้ายเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นๆไม่ได้ผล เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง นอกจากนั้น แกนอวัยวะเพศเทียมยังมีราคาแพงมากและต้องเป็นศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะบางรายเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้
  5. การรักษาทางจิตใจซึ่งมีหลายวิธี เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การฝึก “Sensate Focus” เรียนรู้การกระตุ้นอารมณ์จากการสัมผัส การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อรักษาภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล การบำบัดด้วยการเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioural Therapy: CBT)

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  1. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่เป็นปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ แอลกอฮอล์ อาหารไขมันสูง
  2. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ
  3. ฝึกดูแลจิตใจให้สงบ มั่นคง ไม่เครียด ไม่วิตกกังวลจนส่งผลต่อสุขภาพ หากมีปัญหาจิตใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษา อย่าปล่อยไว้
  4. หากมีโรคประจำตัวที่เป็นโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหลอดเลือด ระบบประสาท และต่อมไร้ท่อ เช่น โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน ให้รีบรักษา โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้ส่งผลต่อสุขภาพน้อยที่สุด

 

แหล่งข้อมูล : www.mayoclinic.org  www.webmd.com  www.pobpad.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


.jpg

ผู้หญิงส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดจะผ่านประสบการณ์การปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea) กันมาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นมีอาการปวดประจำเดือนสูงถึง 80 – 90% มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่เคยมีอาการ และในผู้ที่มีอาการจำนวน 1 – 5% จะมีอาการปวดประจำเดือนมากจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ต้องขาดเรียน ขาดงานขาดโอกาสในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
การปวดประจำเดือน เป็นการปวดเกร็งบริเวณท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกรานในช่วงก่อนหรือระหว่างการมีประจำเดือน โดยการปวดประจำเดือนที่เป็นปกติไม่ควรรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน เพียงทานยาแก้ปวดประจำเดือนแล้วควรดีขึ้น อย่างไรก็ตามในรายที่มีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง อาจมีการปวดร้าวไปถึงบริเวณหลัง บริเวณก้น บริเวณต้นขา และยังอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หน้ามืด เป็นลม ไม่สามารถดำเนินชีวิตปกติได้

ทั้งนี้การปวดประจำเดือนมักจะพบได้บ่อยในช่วงวัยรุ่น เริ่มตั้งแต่ 1 – 2 ปีหลังจากมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก และอาการปวดมีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุมากขึ้น นอกจากนี้ภายหลังการมีบุตร โอกาสเกิดอาการปวดประจำเดือนน้อยกว่าก่อนมีบุตร

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
หลายๆกรณีของการปวดท้องที่เกิดในเวลาใกล้เคียงกับประจำเดือน และควรไปพบแพทย์ เช่น ปวดท้องหลายวันก่อนมีประจำเดือน ความปวดมากขึ้นระหว่างมีประจำเดือนและอาจปวดมากต่อเนื่องไปหลังจากประจำเดือนหมด ปวดมากจนมีผลต่อคุณภาพชีวิต เมื่อทานยาแก้ปวดก็ไม่ดีขึ้น ปวดหรือมีเลือดออกเวลาถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะขณะมีประจำเดือน เลือดที่ออกผิดปกติไปจากที่เคยเป็น เป็นต้น

 

สาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้ปวดประจำเดือนมีหลายสาเหตุ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

  • การปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ (Primary dysmenorrhea) มักเกิดกับผู้หญิงวัยรุ่นในช่วง 2 – 3 ปีแรกของการมีประจำเดือน แล้วจะดีขึ้นตามวัยที่สูงขึ้น ลักษณะการปวดจะเริ่มปวดท้องน้อยก่อนที่เลือดประจำเดือนจะออกมา พอเลือดประจำเดือนออกมาแล้วอาการปวดก็ดีขึ้นหรือบรรเทาลง
    .
    อาการปวดเกิดจากมีสารที่เรียกว่า โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandins) หลั่งออกมาจากเยื่อบุโพรงมดลูก และสารตัวนี้จะดูดซึมผ่านกระแสเลือดและมาออกฤทธิ์ที่มดลูก ทำให้มดลูกเกิดการหดตัว และหลอดเลือดมดลูกหดตัว ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงมดลูกชั่วคราว เกิดอาการปวดท้องขึ้น ถ้าหากสารโพรสตาแกลนดินมีปริมาณมากกว่าปกติ ก็จะก่อให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และในบางรายก็อาจจะมีไข้ ที่เรียกกันว่าไข้ทับระดู อาการปวดท้องประจำเดือนจากกรณีนี้ จะไม่เป็นอันตรายมาก
  • การปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea) เป็นการปวดประจำเดือนที่มีภาวะแอบแฝงจากโรคอื่นๆ แพทย์จะตรวจพบพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกรานร่วมด้วย โดยจะปวดต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าประจำเดือนจะหยุดหรือหลังประจำเดือนหยุด ซึ่งการปวดท้องจะรุนแรงและอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เลือดประจำเดือนมีสีแปลกไปจากปกติ และมีอาการคัน เป็นต้น
    .
    สาเหตุที่ทำให้เกิดปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิที่พบบ่อย ได้แก่
    • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) โดยเยื่อบุโพรงมดลูกจะหลุดมาจากท่อรังไข่ย้อนเข้ามาเจริญที่เยื่อบุช่องท้อง รังไข่ บริเวณอุ้งเชิงกรานหรือลำไส้ ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนในร่างกายที่หลั่งออกมาจากรังไข่เช่นเดียวกับเยื่อบุโพรงมดลูกในมดลูก ดังนั้นขณะที่มีประจำเดือนจะมีเลือดออกในช่องท้องด้วย ทำให้เกิดการระคายเคืองที่เยื่อบุช่องท้องจึงทำให้เกิดอาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน
    • การมีเนื้องอกมดลูกโดยเฉพาะในโพรงมดลูก (Submucous myoma) มดลูกจะมีการบีบตัวเพื่อขจัดสิ่งที่ขัดขวางการหดรัดตัวในโพรงมดลูกออก ทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นเรื่อย ๆ
    • การใส่ห่วงอนามัย/ห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine device) ร่างกายพยายามบีบตัวเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม จะทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือน
    • การมีพังผืดในช่องท้อง (Pelvic adhesion) พังผืดเกิดจากการผ่าตัดครั้งก่อนๆหรือจากที่เคยมีการอักเสบในอุ้งเชิงกรานมาก่อน (ที่ไม่ใช่จากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่) จะทำให้เกิดการดึงรั้งของพังผืดกับเยื่อบุช่องท้องทำให้เกิดอาการปวดขึ้น มักมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังมากกว่าปวดตามรอบประจำเดือน

ความแตกต่างระหว่างการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิกับชนิดทุติยภูมิ

WordPress Tables Plugin

 

ปัจจัยเสี่ยง

การมีประจำเดือนเร็ว ครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 12 ปี การสูบบุหรี่ การมีภาวะอ้วน การมีประจำเดือนออกมากและนาน การใส่ห่วงอนามัย ความไม่สมดุลของสารกลุ่มโพรสตาแกลนดิน พบได้ในผู้หญิงประมาณ  70 – 80%  ที่มีอาการปวดประจำเดือน มีความผิดปกติหรือโรคในระบบเจริญพันธุ์

 

การดูแลตนเองเบื้องต้น ในกรณีไม่ต้องไปพบแพทย์

วิธีการดูแลตนเองแบ่งเป็น

  • แบบไม่ใช้ยาเน้นทำเพื่อบรรเทาอาการปวด ตัวอย่างเช่น การออกกำลังกายเบา ๆ เดิน เล่นโยคะ  การนวด การประคบน้ำอุ่นเพื่อทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท้องน้อย/อุ้งเชิงกรานผ่อนคลาย การดื่มน้ำอุ่น การนอนตะแคง เพื่อบรรเทาอาการปวด หรือแพทย์ทางเลือก เช่น การฝังเข็ม เป็นต้น
  • แบบใช้ยา เป็นการทานยาแก้ปวดในระหว่างมีประจำเดือน ตัวอย่างเช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) แนะนำให้ใช้เป็นลำดับแรกเพราะมีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงต่ำ โดยรับประทานขนาด 500 – 1,000 มิลลิกรัม (1 – 2 เม็ด) ทุก 4 – 6 ชั่วโมงในช่วง 24 – 48 ชั่วโมงแรกของการเป็นประจำเดือน โดยหากใช้ยาพาราเซตตามอลแล้วไม่ได้ผล สามารถปรับเป็นการใช้ยาแก้ปวดต้านการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory drug : NSAIDs) ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไป ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสาร Prostaglandin จึงช่วยลดอาการปวดลงได้ ทั้งนี้หากใช้ยาข้างต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไปปรึกษาแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาทันที

 

การวินิจฉัย

ในกรณีที่มาพบแพทย์ จะมีการซักประวัติการปวดท้องโดยลักษณะ ตำแหน่ง ความรุนแรง ระยะเวลาของการปวด มีความสัมพันธ์กับประจำเดือน เบื้องต้นแพทย์จะทำการตรวจภายใน, ตรวจเลือดเพื่อดูจำนวนเม็ดเลือด (Complete blood count; CBC), ตรวจปัสสาวะและอุจจาระ, ตรวจการตั้งครรภ์, การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง/อัลตราซาวด์ มีทั้งการตรวจผ่านทางหน้าท้อง (Trans-abdominal ultrasonography) หรือผ่านทางช่องคลอด (Trans-vaginal ultrasonography) การส่องกล้องวีดีทัศน์ทางหน้าท้อง (Diagnostic laparoscopy) หรือในรายที่จำเป็นแพทย์อาจเลือกใช้การเจาะหน้าท้อง ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้แพทย์จะสามารถเห็นรอยโรคภายในช่องอุ้งเชิงกรานได้ชัดเจน เห็นพังผืด จุดเลือดออก หรือความผิดปกติอื่นๆที่การตรวจก่อนหน้ามองไม่เห็นได้

 

การรักษา

เมื่อแพทย์พบความผิดปกติที่เกิดขึ้น จะทำการรักษาตามสาเหตุนั้น ๆ ด้วยการให้ยาหรือการผ่าตัด

  1. การรักษาโดยใช้ยา ได้แก่
    • ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) โดยให้ผลในการยับยั้งหรือต่อต้านฤทธิ์ของสารโพรสตาแกลนดิน ตัวอย่างเช่น ยากลุ่ม Acetic acids, Propionic acids, Fenamates และ Oxican เป็นต้น ยากลุ่มนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ต้องการคุมกำเนิด โดยอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง โดยเฉพาะในรายที่เคยเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบอยู่เดิม และผลข้างเคียงต่อระบบประสาท เช่น ปวดหลัง มึนงง ปวดศีรษะ ง่วงซึม ตาพร่า และผลข้างเคียงต่อตับและไตได้
    • การใช้ฮอร์โมน (Hormone) โดยส่วนใหญ่มักเลือกใช้ฮอร์โมนรวม ในผู้ป่วยที่ไม่มีข้อบ่งห้ามในการใช้ฮอร์โมน และต้องการผลของการคุมกำเนิดร่วมด้วย
      • ฮอร์โมนรวม Estrogen and Progesterone ออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกเกิด การฝ่อบางลงกว่าปกติ ช่วยลดปริมาณเลือดประจำเดือน และลดการสร้างโพรสตาแกลนดินในมดลูกและในเลือดลง ช่วยลดอาการปวดจากการหดรัดตัวของมดลูกลง โดยที่นิยมมีแบบ ยาเม็ดคุมกำเนิด (Oral contraceptive pills, COCP) และวงแหวนคุมกำเนิด (Patch or ring contraception)
      • Progesterone only contraception ออกฤทธิ์ทำให้การฝ่อบางของ endometrium แต่ไม่ได้ยับยั้งการตกไข่โดยตรง ฮอร์โมนในกลุ่มนี้มีผลข้างเคียงเรื่องเลือดออกกระปริดกระปรอยได้บ่อย จะใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งห้ามในการใช้ฮอร์โมน estrogen โดยที่นิยมมี 1) ยาฉีดคุมกำเนิดช่วยลดเลือดประจำเดือน (DMPA) โดยประมาณ 50% จะขาดประจำเดือนหลังจากใช้ยาไปนาน 1 ปี แต่จะกลับมามีประจำเดือนปกติได้หลังหยุดยา จึงไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่วางแผนจะแต่งงานใน 1-2 ปี  2) การใส่ห่วงอนามัยที่หลั่งฮอร์โมน Levonorgestrel (Levonorgestrel-IUD) ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ทั้งจากการปวดท้องประจำเดือนที่มีและไม่มีสาเหตุจากภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดหรือมดลูกโต และ 3) ยาฝังคุมกำเนิด (Implantation contraception) มีผลลดอาการปวดท้องน้อยทั้งที่สัมพันธ์และไม่สัมพันธ์กับประจำเดือน และยังลดอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยที่มีภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ด้วย
    • ยา Danazol เป็นยาฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศชาย รับประทานนาน 6 เดือน ทำให้เยื่อบุมดลูกฝ่อ ลดปริมาณเลือดประจำเดือนที่ออกหรือไม่มีประจำเดือน จึงใช้รักษาภาวะปวดประจำเดือนได้ ยานี้ราคาค่อนข้างสูง ผลข้างเคียงที่พบได้จะเป็นผลของฮอร์โมนเพศชาย ได้แก่  เสียงห้าว เสียงแหบเหมือนผู้ชาย หน้าเป็นสิว และผิวมัน
    • ยากลุ่ม Gonadotropin releasing hormone agonist (GnRH agonist) เป็นยาฮอร์โมนที่มีฤทธิ์แรง จะทำให้รังไข่ไม่ทำงานระยะหนึ่งคล้ายกับการตัดรังไข่ จึงทำให้ไม่มีประจำเดือนเป็นยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อเดือนละครั้งนาน 6 เดือน ราคายาค่อนข้างสูง ผลข้างเคียงจะมีอาการเหมือนวัยหมดประจำเดือนคือ อาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิด และอาจรุนแรงทำให้กระดูกพรุนได้
  2. การรักษาด้วยการผ่าตัด ถ้าเนื้องอกในมดลูกและสภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นสาเหตุ อาจพิจารณาการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช หรือวิธีรังสีร่วมรักษา เพื่อตัดเนื้องอกที่ไม่จำเป็นออก หรือการตัดมดลูก วิธีนี้จะตัดมดลูกออกทั้งหมดและใช้เป็นวิธีรักษาแนวทางสุดท้ายสำหรับอาการปวดและสำหรับผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีลูก

 

แหล่งข้อมูล : w1.med.cmu.ac.th  www.webmd.com  www.pobpad.com

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


Migrane.jpg

ปวดศีรษะไมเกรน (Migraines) เป็นอาการปวดศีรษะที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 รองจากอาการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อเกร็ง (Tension type headache) มักปวดศีรษะข้างเดียว หรือปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดสองข้าง ในขณะที่ปวดก็มักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย โดยมีทั้งไมเกรนที่ไม่มีอาการเตือน (Migraine without aura) ซึ่งพบมากที่สุด และไมเกรนที่มีอาการเตือน (Migraine with aura) อาการนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 – 3 เท่า โดยมักเริ่มมีอาการครั้งแรกในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน 

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

ลักษณะอาการปวดศีรษะที่จำเพาะกับปวดศีรษะไมเกรนคือ อาการปวดศีรษะข้างเดียว มักเป็นทีละข้าง ปวดแบบตุ้บ ๆ คล้ายเส้นเลือดเต้น อาการปวดจะรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก การทำกิจวัตรทั่วไป เช่น การเดินหรือขึ้นบันได จะทำให้อาการปวดศีรษะเป็นมากขึ้น อาการจะดีขึ้นถ้าได้พักผ่อนอยู่นิ่ง ๆ ในห้องที่มืดและเย็น ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม อาการปวดศีรษะจะอยู่นานระหว่าง 4 – 72 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังอาจมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ไวต่อแสงและเสียง หน้ามืด เป็นลม

สามารถแบ่งอาการปวดศีรษะไมเกรนได้เป็น 4 ระยะ โดยผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการในทุกระยะได้ดังนี้

  • ระยะอาการบอกเหตุ (Prodrome) ในช่วงหนึ่งหรือสองวันแรกก่อนจะเป็นไมเกรน ผู้ป่วยอาจพบอาการบอกเหตุ เช่น อาการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ทั้งอารมณ์เศร้าและสุข อาการอยากอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ อาการปวดตึงคอ อาการกระหายน้ำ ปัสสาวะ หาวบ่อย เป็นต้น
  • ระยะอาการเตือน (Aura) เป็นอาการที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนหรือพร้อมกับการปวดศีรษะไมเกรน ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเตือนนำ ตัวอย่างของอาการเตือน ได้แก่ ความผิดปกติในการมองเห็น เช่น เห็นแสงกระพริบ เห็นจุดแสงวาบ เห็นวัตถุรูปทรงผิดไป เห็นเป็นเส้นคลื่น หรือความผิดปกติเกี่ยวกับประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว เช่น พูดลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชามือชาเท้า เป็นต้น
  • ระยะปวดศีรษะ (Headache) อาจพบอาการปวดศีรษะข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง โดยการเคลื่อนไหว การเห็นแสงจ้า เสียงดังหรือกลิ่นฉุนจะกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจมีอาการร่วมซึ่งอาจต่อเนื่องกับอาการเตือนหรือไม่ก็ได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัด เวียนศีรษะ หน้ามืดหรือเป็นลม
  • ระยะหลังจากการปวดศีรษะ (Postdrome) เป็นระยะสุดท้ายของไมเกรน ซึ่งจะเกิดหลังจากการปวดแล้ว อาจพบอากาเวียนศีรษะ อารมณ์หงุดหงิด อ่อนเพลีย มีความรู้สึกไวต่อแสงและเสียง

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์

  1. ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน หรือเกิดหลังจากได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ
  2. ปวดศีรษะพร้อมกับมีไข้ ปวดเมื่อยคอ สับสนมึนงง มีอาการชัก มองเห็นภาพซ้อน หรืออ่อนแรง
  3. มีความรู้สึกชา หรือพูดติดขัดอย่างชัดเจน
  4. ปวดศีรษะเรื้อรัง ที่เป็นมากขึ้นเวลาไอ /ออกแรงมาก หรือเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถเร็วเกินไป
  5. ปวดศีรษะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปี

 

สาเหตุ

อาการปวดศีรษะไมเกรน เกิดจากความผิดปกติที่ทำให้สมองถูกกระตุ้นได้ง่ายและไวขึ้น ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าวิ่งไปตามผิวของสมองอย่างช้า ๆ ทำให้เกิดอาการเตือนในผู้ป่วยบางคน กระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้ทำให้การไหลเวียนของเลือดในสมองเปลี่ยนแปลง และยังไปกระตุ้นเส้นประสาทสมองให้หลั่งสารสื่อประสาทบางชนิด ส่งผลให้หลอดเลือดสมองเกิดการขยายตัวและเกิดการอักเสบขึ้น ทำให้มีอาการปวดศีรษะในที่สุด โดยถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือได้รับการรักษาช้า จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบรับความเจ็บปวดในสมอง ทำให้อาการปวดศีรษะรุนแรงและมีความถี่เพิ่มมากขึ้น อาจไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวด อาจเจ็บที่บริเวณรอบกระบอกตาหรือหนังศีรษะได้

สำหรับสาเหตุที่แท้จริงนั้นไม่แน่ชัด โดยมีตัวกระตุ้นและอาการแสดงที่แตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ที่ปวดศีรษะไมเกรนบ่อย ๆ จึงควรสังเกตตนเองและคอยจดบันทึกเพื่อเป็นข้อมูลในการไปปรึกษาแพทย์ ตัวอย่างของตัวกระตุ้น ได้แก่

  • ตัวกระตุ้นที่เกี่ยวกับอารมณ์ เช่น ความเครียด วิตกกังวล ตกใจ ซึมเศร้า
  • ตัวกระตุ้นทางกายภาพ เช่น ความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ออกกำลังกายมาก พักผ่อนไม่เพียงพอ น้ำตาลในเลือดน้อย
  • ตัวกระตุ้นเกี่ยวกับอาหาร เช่น รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ขาดน้ำ ดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนประเภท ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง หรืออาหารที่มีสารไทรามีน (Tyramine) เช่น เนยแข็ง อาหารหมักดอง ชีส ไวน์ ช็อกโกแลต ส้ม เป็นต้น
  • ตัวกระตุ้นที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น แสงสว่างจ้า การสูบบุหรี่ หรือได้รับควันบุหรี่ เสียงดัง สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ความชื้น หรืออุณหภูมิที่เย็นจัด ได้รับกลิ่นที่รุนแรง บรรยากาศที่อบอ้าว
  • การใช้ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาคุมกำเนิด การใช้ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดประจำเดือน
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้ป่วยเพศหญิง อาจเป็นไมเกรนในช่วงที่มีประจำเดือน (Menstrual Migraine) เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ในขณะที่บางรายเป็นในวัยหลังหมดประจำเดือน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงดังกล่าวอาจกระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการสอบถามประวัติ อาการที่เกิดขึ้น ตรวจร่างกายเบื้องต้น ตรวจพิเศษเพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติมในผู้ป่วยแต่ละราย เช่น ตรวจเลือด ตรวจน้ำไขสันหลัง เอกซเรย์ CT สมอง หรือทำ MRI  เป็นต้น

 

การรักษา

ปวดศีรษะไมเกรนเป็นโรคเรื้อรัง สามารถควบคุมได้ด้วยการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง และการใช้ยาอย่างเหมาะสม แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความถี่ของการปวดศีรษะ การดำเนินของโรค และลักษณะของผู้ป่วย  เช่น สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร เด็ก เป็นต้น  การรักษาปวดศีรษะไมเกรน สามารถแบ่งได้ 2 ระยะ คือ

  1. ระยะที่มีอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน เบื้องต้นหากปวดยังไม่มากอาจเลือกใช้วิธี นวด กดจุด ประคบร้อน/เย็น หรือนอนหลับเพื่อบรรเทาปวด ในกรณีไม่หายหรือไม่ดีขึ้นควรรับประทานยา ได้แก่
    • ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล, ยาลดการอักเสบที่ไม่ไช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เป็นต้น
    • ยาบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรนโดยตรง เช่น ยากลุ่มทริปแทน (Triptans) และยาเออร์กอต (Ergots) ซึ่งออกฤทธิ์ที่เส้นเลือดสมองโดยตรง การใช้ยาจึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์
      • ยากลุ่มทริปแทน เป็นยาบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน และอาการร่วมอื่น ๆ เช่น อาการคลื่นไส้ หรือไวต่อแสงและเสียง ยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิด เช่น ยาซูมาทริปแทน (Sumatriptan) ยาซอลมิทริปแทน (Zolmitriptan) ยาอีลีทริปแทน (Eletriptan) ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น อาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะและกล้ามเนื้อล้า โดยไม่แนะนำให้ใช้ยาในคนไข้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ
      • ยาเออร์กอต (Ergot) เป็นยาบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน โดยออกฤทธิ์กระตุ้นตัวรับของเซโรโทนิน (Serotonin) ส่งผลให้หลอดเลือดที่ขยายตัวในช่วงที่มีอาการปวดหดตัวลง จนอาการปวดศีรษะอาจหายไปในที่สุด โดยผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน อาการปวดศีรษะจากการใช้ยาติดต่อกันนานเกินไป
    • ยาสำหรับลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน (Anti-nausea Medications) อาการปวดศีรษะไมเกรน หลายครั้งมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ยาที่ใช้บรรเทาอาการ ได้แก่ ยาเมโทโคลพราไมด์ (Metoclopramide) ยาคลอร์โปรมาซีน (Chlorpromazine).

      ทั้งนี้อาจมีการนำยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ (Opioid Medications) เช่น ยาโคเดอีน (Codeine) มาใช้ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ยากลุ่มทริปแทนหรือยาเออร์กอตได้ หรืออาจมีการนำยากลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) เช่น ยาเพรดนิโซน (Prednisone) และเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) มาใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดในบางกรณี
  2. ระยะที่ไม่ปวดศีรษะ สามารถเลือกวิธีในการป้องกัน ลดความถี่และความรุนแรงด้วยการออกกำลังกายในระดับความหนักพอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ มีวิธีจัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสม หากไม่ดีขึ้นในรายที่เป็นบ่อยทุกสัปดาห์ หรือมีอาการรุนแรงมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเพื่อป้องกัน โดยจำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายเดือน ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ กลุ่มยากันชัก เช่น Topiramate, Valproic acid กลุ่มยาปิดกั้นตัวรับแคลเซียม เช่น Flunarizine, Cinnarizine, Verapamil กลุ่มยาปิดกั้นตัวรับเบต้า เช่น Propanolol, Atenolol, Metoprolol และกลุ่มยาต้านอาการซึมเศร้า เช่น Amitriptyline, Nortriptyline, Velafaxine เป็นต้น

ทั้งนี้หากการใช้ยารักษาโรคไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยในบางราย หรือไม่สามารถช่วยป้องกันไมเกรนได้ แพทย์อาจพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ เช่น การฝังเข็ม (Acupuncture) เป็นต้น

 

ภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงจากการรักษา

นอกเหนือจากผลกระทบจากอาการปวดศีรษะในกรณีที่รุนแรง ซึ่งอาจต้องหยุดเรียน หยุดงานบ่อย ๆ ขาดสมาธิขาดแรงผลักดันในการทำงาน ทำภารกิจให้เต็มที่แล้ว ในการรักษาบางครั้งต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ยังอาจมีผลข้างเคียงจากการรักษาถ้าไม่ดูแลให้ดีพอ เช่น อาการปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป อาการปวดท้อง เลือดออกในกระเพาะอาหาร จากการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ในปริมาณมากหรือใช้เป็นเวลานาน เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

เนื่องจากปวดศีรษะไมเกรนเกิดได้จากหลายปัจจัย การออกกำลังกายหนักพอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงบุหรี่ แอลกอฮอล์ คาเฟอีน การรู้จักวิธีจัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสมเป็นเรื่องที่ควรทำเบื้องต้น โดยหากมีอาการแล้ว ควรสังเกตปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น การจดบันทึกจะช่วยจำแนกตัวกระตุ้นที่อาจเป็นสาเหตุ และช่วยให้สามารถเลือกวิธีรักษาหรือบรรเทาอาการที่เหมาะสมได้

สำหรับสิ่งที่ควรจดบันทึก ได้แก่ วันและเวลาที่เกิดอาการ สัญญาณหรืออาการเตือนต่าง ๆ ก่อนเป็นไมเกรน อาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ยาที่เคยใช้ เป็นต้น

 

แหล่งข้อมูล : www.si.mahidol.ac.th  www.pobpad.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


.jpg

ระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นระบบสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของของเหลวออกจากร่างกาย เช่น น้ำ ยูเรีย กรดยูริก ครีเอตินีน เม็ดเลือดแดงที่สลายตัว โดยแบ่งอวัยวะในระบบออกเป็น 2 ส่วน ส่วนบนประกอบด้วย ไต (Kidney) กรวยไต (Renal pelvis) และท่อไต (Ureter) และส่วนล่างประกอบด้วย กระเพาะปัสสาวะ (Bladder) และท่อปัสสาวะ (Urethra)

 

โดยท่อปัสสาวะในเพศหญิงจะมีความยาวประมาณ 4 – 5 เซนติเมตร โดยจะอยู่ภายในร่างกายและมีหน้าที่นำปัสสาวะออกสู่ภายนอกอย่างเดียว ส่วนท่อปัสสาวะในเพศชาย มีความยาวประมาณ 18 – 20 เซนติเมตร แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกมีความยาว 2 – 3 เซนติเมตร อยู่ต่อจากกระเพาะปัสสาวะและมีต่อมลูกหมากห่อหุ้มอยู่ ส่วนที่สองมีความยาว 1 – 2 เซนติเมตร อยู่ต่อจากส่วนที่หุ้มด้วยต่อมลูกหมาก ในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่บางและแคบถูกหุ้มด้วยกล้ามเนื้อหูรูด ส่วนสุดท้ายมีความยาว 14 – 20 เซนติเมตร และอยู่บริเวณตอนปลายขององคชาติ

ท่อปัสสาวะอักเสบ (Urethritis) เป็นภาวะที่เกิดจากการบาดเจ็บหรืออักเสบบริเวณเซลล์เยื่อเมือกบุท่อปัสสาวะ โดยเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน สามารถพบได้ทุกช่วงอายุด้วยกัน ในช่วงวัยเจริญพันธ์มักพบอาการของโรคนี้ร่วมกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายเนื่องจากมีรูเปิดท่อปัสสาวะ (Urethral opening) อยู่ใกล้กับช่องคลอด (Vagina) และทวารหนัก (Anus) จึงมีโอกาสสัมผัสและติดเชื้อได้ง่าย ขณะที่เพศชายมีท่อปัสสาวะที่ยาวและมีต่อมลูกหมากช่วยหลั่งสารต้านเชื้อแบคทีเรีย จึงพบโรคนี้ได้น้อยกว่าในเพศหญิง

 

อาการ 

อาการที่พบบ่อยมีดังนี้

  • ปวด แสบ ขัดเวลาถ่ายปัสสาวะ โดยเฉพาะบริเวณปลายท่อปัสสาวะในเพศชายหรือปากช่องคลอดในเพศหญิง
  • ปัสสาวะบ่อย แต่ครั้งละไม่มาก อาจมีเลือดหรือหนองปน ปัสสาวะอาจขุ่น มีกลิ่นฉุนผิดปกติ
  • อาจมีไข้ ทั้งไข้สูงหรือไข้ต่ำ รู้สึกหนาวสั่น รวมถึงการอ่อนเพลีย อ่อนแรง
  • อาจมีอาการปวดท้องน้อย ปวดอุ้งเชิงกรานในเพศหญิง และปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ทั้งในหญิงและชาย โดยเฉพาะช่วงที่มีการหลั่งอสุจิในเพศชาย
  • นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการตามสรีระร่างกายที่แตกต่างกันในหญิงและชาย
  • เพศหญิง อาจมีอาการบวมแดงที่บริเวณช่องคลอด ปากช่องคลอด ช่องปัสสาวะ มีอาการคันบริเวณอวัยวะเพศ มีตกขาวที่ผิดปกติ อาจมีสีค่อนข้างเขียวและมีกลิ่นเหม็น
  • เพศชาย อาจมีอาการปวดที่ถุงอัณฑะ มีน้ำสีขุ่นออกจากอวัยวะเพศ อาจพบต่อมน้ำเหลืองโตที่บริเวณขาหนีบซึ่งอาจมีอาการข้างเดียวหรือทั้งสองข้างได้

อาการที่ควรไปพบแพทย์
ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการท่อปัสสาวะอักเสบตั้งแต่เริ่มแรก โดยเฉพาะในรายที่อาการไม่ดีขึ้นหลังผ่านไปไม่กี่วัน หรือในกรณีที่เคยเป็น รู้วิธีการดูแลตนเองขั้นต้น แต่มีอาการรุนแรงกว่าเดิม เช่น มีเลือดหรือหนองปนมากับปัสสาวะ มีไข้สูง ปวดมาก

 

สาเหตุ 

ท่อปัสสาวะอักเสบเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 สาเหตุ คือ สาเหตุจากการติดเชื้อทั้งจากโรคที่ใช่และไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และสาเหตุที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ

  1. สาเหตุจากการติดเชื้อ พบสูงถึงร้อยละ 80 – 90 โดยเป็นการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทั้งจากการติดเชื้อจากโรคหนองใน (Gonococcal Urethritis) และจากการติดเชื้อที่ไม่ใช่โรคหนองใน (Non Gonococcal Urethritis) เช่น โรคเริม ซิฟิลิส โรคหนองในเทียม โรคเอดส์ เป็นต้น
    .
    สำหรับการติดเชื้อที่ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เชื้ออีโคไล (Escherichia coli), เชื้อสแตฟีโลค็อกคัส (Staphylococcus) หรือเชื้อสูโดโมแนส (Pseudomonas) โดยเชื้อสามารถแพร่ผ่านจากทวารหนัก ผ่านจากกระเพาะปัสสาวะและแพร่ผ่านจากไต
  1. สาเหตุจากการติดเชื้อที่ไม่ใช่จากโรคติดต่อ พบร้อยละ 10 – 20 โดยสามารถเกิดได้จากการระคายเคืองจากสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้ดูแลอวัยวะเพศ เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลจุดซ่อนเร้น การใช้ผ้าอนามัยที่มีน้ำหอม เป็นต้น การสอดเครื่องมือแพทย์เข้าไปในท่อปัสสาวะ เช่น การสอดท่อในผู้ป่วยอัมพฤกษ์ เป็นต้น การเกิดอุบัติเหตุหรือมีการถูกระแทกอย่างรุนแรง รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์หลาย ๆ ครั้งในระยะเวลาสั้น ๆ โดยมักจะเกิดในเพศหญิง ช่วงของการฮันนีมูน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค
ผู้ที่มีพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น ชอบเปลี่ยนคู่นอน รักร่วมเพศ ไม่ใช้ถุงยางอนามัยหรือใช้ซ้ำ ชอบใช้อุปกรณ์เสริม มีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งในระยะเวลาสั้น ๆ เคยเป็นโรคทางเพศสัมพันธ์มาก่อน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องอื่น ๆ เช่น หญิงสูงวัย หญิงตั้งครรภ์ ชายต่อมลูกหมากโต ป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ ได้รับการกระแทกจากอุบัติเหตุ เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยโดยการซักประวัติ อาการป่วย เช่น อาการที่เกิดขึ้นในผู้ป่วย ระยะเวลาในการเป็นโรค โรคประจำตัว ลักษณะของการมีเพศสัมพันธ์ การขับปัสสาวะและลักษณะของปัสสาวะ ประวัติโรคทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น ร่วมไปกับการตรวจร่างกาย การตรวจภายในของเพศหญิง ในบางกรณีอาจต้องมีการการเพาะเชื้อจากปัสสาวะอีกด้วย ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยมีอาการของโรคเอดส์อาจมีการตรวจเลือดเพิ่มเติม

 

การรักษา

เนื่องจากสาเหตุของการเกิดโรคส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ การรักษาจึงเป็นการใช้ยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อนั้น ๆ หากเป็นสาเหตุอื่นก็จะแก้ที่สาเหตุนั้น ๆ โดยแพทย์อาจรักษาในแบบประคับประคอง เช่น การให้ยาแก้ปวด ซึ่งอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นหากสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคได้รับการแก้ไข

 

ข้อแนะนำในการรักษาโรค

  • ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา และเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบนและอวัยวะบริเวณใกล้เคียง
  • ควรไปพบแพทย์พร้อมกับคู่นอนหรือสามี โดยหากเป็นเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แพทย์อาจพิจารณาวางแผนการรักษาทั้ง 2 คน เนื่องจากเป็นโรคติดต่อ
  • ควรดื่มน้ำมาก ๆ งดดื่มแอลกอฮอล์ งดการมีเพศสัมพันธ์ ในขณะทำการรักษาเพื่อให้ผลการรักษาที่ดี
  • รับประทานยาและปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดยาเองแม้ว่าอาการดีขึ้นแล้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา

 

ข้อแนะนำในการป้องกัน 

  • ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ถี่ ๆ ในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ไม่ควรใช้อุปกรณ์เสริมที่อาจทำให้เกิดการกระแทก ไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่นและควรทำความสะอาดอุปกรณ์เสริมทุกครั้งก่อนและหลังการใช้งาน
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในขณะมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้ถุงยางอนามัยซ้ำ
  • ควรดื่มน้ำ และปัสสาวะทั้งก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์
  • ดูแลอวัยวะเพศไม่ให้อับชื้น เลือกใช้ชุดชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี เช่น ชุดชั้นในที่เป็นผ้าฝ้าย และไม่ควรใช้ชุดชั้นในร่วมกับผู้อื่น ไม่ควรใส่ชุดชั้นในนอน
  • เพศหญิงการทำความสะอาดช่องคลอดควรทำจากด้านหน้าไปด้านหลังเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ขณะมีประจำเดือนควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ และควรหลีกเลี่ยงผ้าอนามัยที่มีส่วนผสมของน้ำหอม เพศชายควรรักษาความสะอาดบริเวณปลายท่อปัสสาวะอยู่เสมอ
  • ไม่กลั้นปัสสาวะโดยไม่จำเป็น หรือกลั้นปัสสาวะเป็นระยะเวลานาน

 

แหล่งข้อมูล : www.medthai.com  www.haamor.com  www.pobpad.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


.jpg

กระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง (Lower urinary tract infection) ทำหน้าที่กักเก็บน้ำปัสสาวะที่ผ่านการกรองจากไต เพื่อรอการระบายออกทางท่อปัสสาวะ ถือได้ว่าเป็นอวัยวะที่สัมผัสกับปัสสาวะนานที่สุด หากในปัสสาวะมีเชื้อโรคอยู่และไม่ถูกระบายออก เชื้อโรคจะสามารถเติบโตและทำให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) ได้

 

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายโดยเฉพาะในวัยเจริญพันธุ์ แต่ก็สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยผู้ป่วยหากได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม หรือไม่กำจัดที่สาเหตุของโรค อาจจะทำให้กลับเป็นโรคซ้ำ โดยมีระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จนสามารถส่งผลต่อกรวยไตและไตได้

 

อาการ

อาการสำคัญที่พบบ่อย ๆ ได้แก่

  • ปวดปัสสาวะมากและบ่อยครั้ง แต่กลับถ่ายปัสสาวะออกมาได้ครั้งละเล็กน้อย
  • ปัสสาวะมีสีขุ่นและมีกลิ่นผิดปกติ บางรายอาจมีเลือดและอาการครั่นเนื้อครั่นตัวร่วมด้วย ในเด็กเล็กอาจพบอาการปัสสาวะรดที่นอนบ่อย ๆ หรือมีไข้และอาเจียนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดบริเวณท้องน้อยหรือหัวเหน่า แสบ ขัดขณะปัสสาวะโดยเฉพาะช่วงใกล้ ๆ สุด

 

สาเหตุ

สาเหตุหลักที่พบมากที่สุด คือ การติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย เอสเชอริเชีย โคไล หรือ อีโคไล (Escherichia coli : E. coli), เคล็บซิลลา (Klebsiella), สูโดโมแนส (Pseudomonas), เอนเทอโรแบกเตอร์ (Enterobacter) ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะมีอยู่มาก ที่บริเวณรอบทวารหนัก สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การทำความสะอาดหลังถ่ายอุจจาระไม่ถูกวิธี การใช้ผ้าอนามัยแบบสอดหรือการสวนปัสสาวะ นอกจากนี้ อาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย แต่มักเกิดได้น้อยมาก เช่น เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบเรื้อรัง การใช้ยา การใช้ผลิตภัณฑ์บริเวณจุดซ่อนเร้น การฉายรังสีบริเวณกล้ามเนื้อเชิงกราน หรือเป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่น

โดยมีปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้ติดเชื้อและเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ได้แก่

  • เพศหญิงจะมีโอกาสในการเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงจะสั้นและอยู่ใกล้กับทวารหนัก จึงมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคจากทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่ายกว่า ส่วนในผู้ชายมีโอกาสติดเชื้อได้น้อย เนื่องจากท่อปัสสาวะอยู่ห่างจากทวารหนักมากกว่า
  • การทำความสะอาดหรือมีสุขอนามัยบริเวณอวัยวะเพศไม่ดี โดยเฉพาะในเพศหญิง เช่น การเช็ดจากด้านทวารหนักมาด้านหน้า การเข้าห้องน้ำสาธารณะที่มีความสะอาดไม่พอ เป็นต้น
  • การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ทำให้ปัสสาวะมีการค้างในกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ เป็นการเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ
  • การเจ็บป่วยด้วยโรคบางโรคหรือในบางภาวะ เช่น ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ โรคต่อมลูกหมาก นิ่วในทางเดินปัสสาวะหรือการเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ มีโอกาสที่ปัสสาวะจะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะเป็นเวลานานขึ้น ทำให้เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ และอาจลุกลามไปถึงกรวยไตด้วย
  • การสวนล้างช่องคลอดด้วยยาปฏิชีวนะ ทำให้แบคทีเรียชนิดดีที่ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคถูกกำจัดออกไป จึงเกิดการติดเชื้อง่ายขึ้น
  • การขาดสุขอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ที่ดีพอ
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในเพศหญิงวัยหมดประจำเดือน โดยเมื่อฮอร์โมนเพศหญิงลดลง ความชุ่มชื้นบริเวณเยื่อบุช่องคลอดและเยื่อบุท่อปัสสาวะ ซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันการติดเชื้อลดลงตามไปด้วย
  • ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่รับประทานยากดภูมิต้านทาน หากควบคุมโรคได้ไม่ดีก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่ำ
  • การใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยโรคจากข้อมูลการสอบถามผู้ป่วยถึงอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น ประวัติการเจ็บป่วย การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน ร่วมกับการตรวจร่างกายและตรวจปัสสาวะ เพื่อยืนยันในเบื้องต้นว่ามีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โดยตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย เม็ดเลือดขาว หรือเลือด หากตรวจไม่พบว่ามีการติดเชื้อจากปัสสาวะ แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีอื่น โดยเฉพาะในรายที่มีอาการแสดงของโรคที่รุนแรงและเรื้อรัง เช่น การส่องกล้อง (Cystoscopy) ใช้ตรวจหาความผิดปกติภายในของกระเพาะปัสสาวะ โดยการสอดกล้องขนาดเล็กผ่านทางระบบทางเดินปัสสาวะ หากพบความผิดปกติจะมีการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อบางส่วนมาตรวจด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการ การส่องกล้องจะใช้ในกรณีที่คาดว่าสาเหตุไม่ใช่การติดเชื้อ และการถ่ายภาพทางรังสี (Imaging Tests) เป็นวิธีการใช้รังสีตรวจภายในกระเพาะปัสสาวะ เช่น ก้อนเนื้องอก เพื่อหาสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดการอักเสบ นอกจากนี้ อาจใช้การเอกซเรย์หรือการตรวจอัลตราซาวด์ ซึ่งแพทย์ใช้พิจารณาใช้วิธีนี้ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะเนื้องอกหรือความผิดปกติอื่นเท่านั้น

 

การรักษา

การรักษาผู้ป่วยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียหลัก ๆ จะเป็นการกินยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานที่ครอบคลุมชนิดเชื้อที่เป็นสาเหตุ โดยได้รับยาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 – 5 วัน แม้ผู้ป่วยอาจมีอาการดีขึ้นหลังการได้รับยา ตัวอย่างยาที่ใช้ในการรักษา เช่น ไตรเมโทพริม (Trimethoprim) นอร์ฟล็อกซาซิน (Norfloxacin) ไซโพรฟล็อกซาซิน (Ciprofloxacin) เป็นต้น และอาจให้ยาอื่นตามอาการ เช่น ยาบรรเทาอาการปวดเพื่อลดการปวดเกร็งของกระเพาะปัสสาวะ ยาลดไข้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การกำจัดปัจจัยอื่นที่เป็นสาเหตุร่วมในการเกิดโรค จะช่วยลดโอกาสของการเกิดโรคซ้ำได้ เช่น การเข้าห้องน้ำทันทีที่รู้สึกปวดปัสสาวะ การดื่มน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น การใช้ครีมทดแทนฮอร์โมนเอสโตรเจนทาบริเวณช่องคลอด เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นขณะมีเพศสัมพันธ์ ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อซ้ำ แพทย์อาจมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาความผิดปกติอื่น ๆ ควบคู่กับการรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานขึ้น โดยหากมีการตรวจพบสาเหตุอื่น ๆ แพทย์จะวางแผนในการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุไปด้วย

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน 

  • การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะรวมถึงการกลับมาเป็นซ้ำได้ เช่น การดื่มน้ำปริมาณที่เหมาะสมและบ่อยครั้ง เพื่อช่วยให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น การถ่ายปัสสาวะทันที ไม่กลั้นไว้โดยไม่จำเป็น และในแต่ละครั้งที่ถ่ายปัสสาวะควรนั่งจนมั่นใจว่าปัสสาวะออกหมด
  • การมีสุขอนามัยโดยเฉพาะภายหลังการถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระที่ถูกต้อง เช่น เพศหญิงควรเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง ไม่เช็ดย้อนทางหรือเช็ดกลับไปมา การทำความสะอาดอวัยวะเพศและทวารหนักโดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม รวมถึงการไม่ใช้น้ำยาล้างบ่อยจนเกินไป เพราะอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อราได้
  • หากมีอาการแสดงของโรคหรือมีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาทันที ไม่ควรซื้อยาทานเอง โดยเฉพาะที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ทั้งนี้หากไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาช้าเกินไป อาจทำให้กรวยไตอักเสบ โรคไตเรื้อรังได้

 

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


-ท้องเสีย-ใช้สมุนไพรอะไรได้บ้าง.jpg

ท้องเดิน หรือที่เรียกว่าท้องร่วง ท้องเสียและอุจจาระร่วง หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายเหลว มากกว่าวันละ 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นมูก หรือมูกปนเลือดเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากและบ่อยครั้งกว่าที่เคยเป็น ก็ถือว่าผิดปกติ ท้องเดินเป็นอาการที่พบได้บ่อย และมีสาเหตุได้หลายประการ ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง และมักจะหายได้เอง ส่วนน้อยอาจมีอาการรุนแรงทำให้มีภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ เป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

 

หากมีอาการท้องเสียแบบรุนแรง ไม่ควรรักษาด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย โดยมีเป้าหมายที่จะหาสาเหตุของโรค ซึ่งในบางกรณีอาจเป็นโรคที่หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจจะรักษาไม่ทัน หรือเป็นอันตรายได้

 

สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการท้องร่วง ท้องเสีย

  1. ฟ้าทะลายโจร นำใบฟ้าทะลายโจรสดล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง (ควรผึ่งในร่มที่มีอากาศโปร่ง ห้ามตากแดด) บดเป็นผงให้ละเอียดปั้นกับน้ำผึ้งเก็บไว้ในขวดแห้งและมิดชิด รับประทานครั้งละ 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน
  2. ฝรั่ง ใช้ใบแก่ 10 – 15 ใบ ปิ้งไฟและชงน้ำรับประทาน หรือใช้ผลอ่อน 1 ผล ฝนกับน้ำปูนใส รับประทานเมื่อมีอาการท้องเสีย
  3. กล้วยน้ำว้า กล้วยดิบรักษาอาการท้องเสียที่ไม่รุนแรง โดยใช้กล้วยน้ำว้าห่าม รับประทานครั้งละ 1/2 – 1 ผล หรือใช้กล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นตากแดดให้แห้ง บดเป็นผง ชงน้ำดื่มครั้งละ 1/2 – 1 ผล หรือบดเป็นผงปั้นเป็นยาลูกกลอน รับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้งก่อนอาหารและก่อนนอน
  4. ทับทิม เปลือกทับทิมใช้เป็นยาแก้ท้องเดินและบิด มีวิธีใช้ คือ ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ 1 ใน 4 ของผล ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ๆ รับประทานครั้งละ 1 – 2 ช้อนแกง หรือต้มกับน้ำปูนใส แล้วดื่มน้ำที่ต้มก็ได้
  5. มังคุด ใช้เป็นยารักษาอาการท้องเสีย โดยใช้เปลือกผลแห้งประมาณครึ่งผล (4 กรัม) ย่างไฟให้เกรียม ฝนกับน้ำปูนใสประมาณครึ่งแก้ว หรือบดเป็นผงละลายน้ำข้าว (น้ำข้าวเช็ด) หรือน้ำสุกดื่ม ทุก 2 ชั่วโมง
  6. สีเสียดแห้ง ก้อนสีเสียดช่วยฝาดสมานแก้อาการท้องเดิน ใช้ผงครั้งละ 1/3 – 1/2 ช้อนชา (หนัก 0.3 – 1 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม

 

ภาพประกอบจาก: www.lovepik.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก