ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-MS-ด้วยการกินปลา-2.jpg

โรคปลอกประสาทอักเสบ หรือโรคเอ็มเอส (Multiple sclerosis : MS) เป็นโรคที่ทำให้การทำงานของระบบประสาท สมองและไขสันหลังมีปัญหา ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าปลอกประสาทที่ผิดปกติ เกิดขึ้นที่ส่วนใดของสมอง ล่าสุดมีงานวิจัยว่า ผู้ที่กินปลาเป็นประจำจะมีความเสี่ยงลดลงในการเป็นโรคนี้

โรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple sclerosis : MS) เป็นโรคของระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system : CNS) ที่ทำให้การสื่อสารระหว่างสมองกับส่วนอื่นๆของร่างกายมีปัญหา อาการแสดงที่สำคัญของโรคนี้จะพบการทำลายปลอกประสาท (Myelin sheath) จากการทำงานผิดพลาดของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune system) โดยเม็ดเลือดขาว เข้าไปโจมตีและทำลายปลอกประสาท โดยเข้าใจว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม

 

การกินปลาส่งผลอย่างไร

การศึกษาล่าสุด จัดทำในกลุ่มศึกษามากกว่า 1,100 คน จาก Southern California ซึ่งมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 36 ปี ครึ่งหนึ่งของกลุ่มศึกษานี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Early MS หรือไม่ก็เป็น Clinically isolated syndrome

ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่กินปลาอย่างน้อย หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ หรือกินปลา 1-3 ครั้งต่อเดือน และทานอาหารเสริมน้ำมันปลาทุกวัน มีความเสี่ยงในการเป็นโรคปลอกประสาทอักเสบ (MS) น้อยกว่า 45% เมื่อเทียบกับผู้ที่กินปลาน้อยกว่าเดือนละครั้ง และไม่ได้ทานอาหารเสริมน้ำมันปลา และในการศึกษานี้ยังพบด้วยว่ามีกลุ่มยีนของคนอยู่ 2 ใน 13 กลุ่มมีความเสี่ยงน้อยในการเป็นโรคปลอกประสาทอักเสบ (MS) ไม่ว่าจะกินปลาเท่าไรก็ตาม

ดร. แอนเน็ตต์ แลงเกอร์ กูลด์ (Dr. Annette Langer-Gould) ผู้วิจัยกล่าวว่า การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึง ประโยชน์ที่เกิดจาการกินอาหารทะเล โดยการกินปลาเป็นประจำ มีส่วนลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงลดความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ด้วย

 

ผลดีของกรดไขมันโอเมก้า 3

การบริโภคกรดไขมันโอเมก้า 3 จากปลา ช่วยป้องกันการเกิดโรคปลอกประสาทอักเสบ (MS) ได้อย่างไร

“โอเมก้า 3 ช่วยบำรุงสมอง ความจำ และต้านการอักเสบ และมีแนวโน้มในการป้องกันการเป็นโรคปลอกประสาทอักเสบ (MS) ได้”  ดร. แอนเน็ตต์ แลงเกอร์ กูลด์ (Dr. Annette Langer-Gould) กล่าว อย่างไรก็ตามจากการศึกษาไม่ได้แสดงให้เห็นถึงสาเหตุและผลลัพธ์ (Cause and Effect) ในเรื่องดังกล่าว

นอกจากนี้นิโคลัส ลารอคค่า (Nicholas LaRocca) จากสมาคมโรคปลอกประสาทอักเสบแห่งชาติ (National Multiple Sclerosis Society) ได้กล่าวว่า  “มีประโยชน์ทางสุขภาพอย่างมาก จากการกินปลาที่มีกรดไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในระดับของการพบความสัมพันธ์” โดยปัจจุบันกำลังมีความพยายามที่จะหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนปัจจัยแวดล้อม เช่น การควบคุมอาหารเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปลอกประสาทอักเสบ (MS)

 

สำหรับผู้ที่เป็นโรคอยู่แล้ว

การศึกษานี้ไม่ได้เน้นไปที่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคในขั้นรุนแรง แต่จากการที่กรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) ในขณะที่ผู้ที่เป็นโรคปลอกประสาทอักเสบ (MS) ซึ่งก็สามารถเป็นโรคในกลุ่ม CVD และมีแนวโน้มที่กลายเป็นคนพิการ ดังนั้นการกินปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

ดร. แอนเน็ตต์ แลงเกอร์ กูลด์ (Dr. Annette Langer-Gould) ยังชี้ให้เห็นว่าการได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 จากการกินปลาหรืออาหารทะเลโดยตรงนั้น ดีกว่าการได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 จากผลิตภัณฑ์เสริมน้ำมันปลา

การศึกษานี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก U.S. National Institute of Neurological Disorders and Stroke. โดยถูกนำเสนอในงานประชุมประจำปี American Academy of  Neurology ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-27 เมษายน ที่ Los Angeles งานวิจัยที่นำเสนอในที่ประชุมนี้ ถือเป็นข้อมูลขั้นต้นก่อนที่จะมีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญและตีพิมพ์ในวารสาร

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


Probiotics-good-bacteria-body-needs.jpg

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) เป็นจุลินทรีย์ชนิดดี ซึ่งจุลินทรีย์ (Microorganism) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงจำเป็นต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ ได้แก่ แบคทีเรีย อาร์เคีย รา และ ยีสต์ เป็นต้น จุลินทรีย์พบได้ทุกสภาวะแวดล้อม แม้แต่ในสภาวะแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอยู่ไม่ได้ จุลินทรีย์มีทั้งแบบที่ก่อโรคและแบบไม่ก่อโรค มีการเรียกจุลินทรีย์ไม่ก่อโรคและมีประโยชน์ต่อร่างกายว่า จุลินทรีย์ชนิดดี หรือ โพรไบโอติกส์ (Probiotics) นั่นเอง 

 

โพรไบโอติคส์ (Probiotics) คืออะไร 

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) เป็นจุลินทรีย์ชนิดดี ส่วนใหญ่จะเป็นแบคทีเรียกับยีสต์ มีประโยชน์ต่อร่างกายเมื่ออยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยจะช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานเป็นปกติ โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน ในส่วนของระบบทางเดินอาหาร ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามิน B12 เกลือแร่ ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม น้ำตาลชนิดดี และกรดไขมันชนิดดี ส่งเสริมการผลิตวิตามินต่างๆ เช่น วิตามิน K2 เอนไซม์ในการย่อยและกลุ่มวิตามินบี ช่วยย่อยอาหารพวกเส้นใยให้กลายเป็นกรดไขมันสายสั้นโมเลกุลเล็กๆ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน สำหรับระบบภูมิคุ้มกัน มีส่วนช่วยในการป้องกันสิ่งแปลกปลอม และเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงแบคทีเรียชนิดไม่ดี ไวรัส พยาธิ สารพิษ และสารอักเสบต่าง ๆ ช่วยทำลายสารพิษในลำไส้ ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้  ทำให้ลำไส้มีสภาพเป็นกรดไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดที่ก่อโรค

 

ทำไมต้องมีการเพิ่มโพรไบโอติคส์ให้ร่างกาย

ปกติแล้วในร่างกายของมนุษย์ เช่น ทางเดินอาหาร จะมีแบคทีเรียทั้งชนิดดีและชนิดไม่ดีอยู่ด้วยกันอย่างสมดุล แต่ความสมดุลนี้จะถูกทำลายจากการทานอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ความเครียด พักผ่อนน้อย อายุที่เพิ่มขึ้นรวมถึงโรคต่าง ๆ และการใช้ยา เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาคุมกำเนิด การบำบัดโรคด้วยวิธีฉายรังสี หรือแม้แต่การผ่าตัดกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น ภูมิแพ้คอเลสเตอรอลสูง ภูมิต้านทานโรคต่ำ ท้องผูก

การกินอาหารที่มีจุลินทรีย์โปรไบโอติกส์ในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยทำหน้าที่ปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารได้

 

การเลือกซื้อโพรไบโอติคส์

เนื่องจากปัจจุบัน มีการนำผลิตภัณฑ์ที่มีโพรไบโอติคส์ มานำเสนอหลากหลายตราสินค้าและหลากหลายช่องทาง ในการเลือกซื้อจึงควรใส่ใจในรายละเอียด มีแนวทางปฏิบัติดังนี้

  1. ควรเลือกซื้อจากช่องทาง ที่มีการเก็บผลิตภัณฑ์ในลักษณะที่มีความเย็นอยู่เสมอ
  2. ควรดูชื่อจุลินทรีย์ที่ฉลากรายละเอียดผลิตภัณฑ์ว่า เป็นโพรไบโอติคส์หรือไม่ เพราะบางครั้งอาจเป็นเพียงเชื้อจุลินทรีย์สำหรับทำผลิตภัณฑ์ เช่น สเตร็ปโตค็อคคัส เทอร์โมฟิลัส (Streptococcus thermophiles) และแล็คโตแบซิลลัส บัลการิคัส (Lactobacillus bulgaricus) เป็นจุลินทรีย์สำหรับทำโยเกิร์ต ไม่ใช่โพรไบโอติคส์
  3. ถ้าเป็นโพรไบโอติคส์ ให้ดูต่อว่าอยู่ในกลุ่มที่ตรงกับที่ร่างกายต้องการหรือไม่ เช่น กรณีท้องผูก อาจเหมาะกับเชื้อไบฟิโดแบคทีเรียม แอนิมาลิส ซึ่งกรณีที่ไม่อยู่ในกลุ่มท้องผูกควรหลีกเลี่ยงเชื้อตัวนี้ ทั้งนี้ต้องทานต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของร่างกายว่าตรงตามที่ต้องการหรือไม่ กรณีไม่ตรงอาจพิจารณาเปลี่ยนเชื้อ และทานต่อเนื่องอีกครั้ง
  4. พิจารณาฉลากรายละเอียดผลิตภัณฑ์ โดยเลือกซื้อที่มีโพรไปโอติคส์ ชนิดที่ต้องการจำนวนอย่างน้อย 1010-1011 ตัว

แนะนำให้อ่านข้อมูลเพิ่มเติม การเลือกซื้อโพรไบโอติคส์

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.goodlifeupdate.com   www.pharmacy.mahidol.ac.th
ภาพประกอบ : www.freepik.com


6-things-healthy-eating.jpg

เพื่อน ๆ หลายคนคงเคยได้ยินสำนวนที่ว่า You are what you eat” หรือ “กินอย่างไร ร่างกายก็เป็นอย่างนั้น” จากเหตุผลที่ว่าสารอาหารต่าง ๆ ที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อ ร่างกายจะนำไปสร้าง ซ่อมแซม กระตุ้นให้ระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยถ้าได้รับสารอาหารที่ครบในปริมาณที่เหมาะสมร่างกายก็จะนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ในทางตรงข้ามหากได้รับสารอาหารที่ไม่ครบและปริมาณไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับความต้องการของร่างกาย ปัญหาสุขภาพก็จะตามมา มาดูกันค่ะว่า เรื่องที่ต้องรู้สำหรับการกินเพื่อสุขภาพ ซึ่งเมื่อรู้แล้วนำไปปฏิบัติจะส่งผลดีต่อสุขภาพมีอะไรบ้าง

 

ข้อ 1 รู้ว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเอง ต้องการพลังงานเฉลี่ยวันละเท่าไร

ร่างกายต้องการใช้พลังงานใน 1 วัน ไปใน 3 กิจกรรมหลัก ๆ โดยผู้ชายที่ออกกำลังกายปานกลางจะใช้พลังงานประมาณ 2,200 – 2,500 กิโลแคลอรี่ ส่วนผู้หญิงที่ออกกำลังกายปานกลางจะใช้พลังงานประมาณ 1,800 – 2,000 กิโลแคลอรี่ หากแยกตามกิจกรรมหลัก ๆ ในเบื้องต้นจะได้ดังนี้

  • พลังงานที่ใช้เพื่อการทำงานของระบบอวัยวะต่าง ๆ ในขณะพักหรือไม่เคลื่อนไหวทำกิจกรรมใด ๆ ที่เรียกว่า อัตราการเผาผลาญของร่างกายขั้นพื้นฐาน (Basal Metabolic Rate: BMR) ซึ่งแตกต่างกันไปจากหลายๆปัจจัย โดยผู้ชายจะมีการใช้พลังงานประมาณ 1,700 กิโลแคลอรี่ ส่วนผู้หญิงจะมีการใช้พลังงานประมาณ 1,400 กิโลแคลอรี่ โดยพลังงานในข้อนี้คิดเป็นร้อยละ 50 – 80 ของพลังงานที่ใช้แต่ละวัน
  • พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical Activity) เช่น นั่ง ยืน เดิน วิ่ง ขับรถ ออกกำลังกาย ซึ่งแตกต่างกันไปตามไลฟ์สไตล์ โดยพลังงานในข้อนี้คิดเป็นร้อยละ 25 – 35 และอาจเพิ่มขึ้นได้หลายเท่าในวันที่มีการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา
  • พลังงานที่ใช้ย่อยอาหาร (Thermic Effect of Food) เป็นพลังงานที่ใช้ในการรับประทาน ย่อย และเผาผลาญอาหาร การใช้พลังงานส่วนนี้คิดเป็นร้อยละ 5 – 10 โดยแตกต่างกันไปตามประเภทของอาหารและปัจจัยอื่น ๆ

จะเห็นว่าร่างกายต้องการพลังงานต่อวันมากหรือน้อยแตกต่างกันนั้น จะอยู่ที่พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหวร่างกายในข้อที่ 2 เป็นหลัก ดังนั้นหากต้องการเพิ่มการเผาผลาญ เพื่อนๆสามารถเพิ่มการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬาในแต่ละสัปดาห์ให้มากขึ้นได้

 

ข้อ 2 รู้ว่าอาหารหลัก 5 หมู่ แต่ละหมู่มีประโยชน์อย่างไร และให้พลังงานเท่าไร

อาหารหลัก 5 หมู่  ประกอบไปด้วย

  • อาหารหมู่ที่ 1 โปรตีน พบในเนื้อสัตว์ นม ไข่และถั่ว มีประโยชน์ในการเสริมสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ ภูมิต้านทาน ซ่อมแทรมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอ ให้พลังงาน 4 กิโลแครอลี่/กรัม
  • อาหารหมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต พบในข้าว น้ำตาล แป้ง มัน เผือก มีประโยชน์ในการเป็นแหล่งพลังงานในการทำกิจกรรมแต่ละวัน รวมถึงการให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ให้พลังงานพลังงาน 4 กิโลแครอลี่/กรัมโดยถ้าทานมากไป พลังงานส่วนที่เหลือจะถูกเก็บไว้ในรูปของไขมัน ปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่โรคในกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • อาหารหมู่ที่ 3 เกลือแร่หรือแร่ธาตุ พบในพืชและผักต่าง ๆ ร่างกายต้องการไม่มากแต่ขาดไม่ได้ มีประโยชน์ในการเสริมสร้างความแข็งแรง ควบคุมการทำงานของระบบอวัยวะ ฮอร์โมน รักษาสมดุลของกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย และเป็นองค์ประกอบของเซลล์ เนื้อเยื่อบางชนิดในร่างกายด้วย
  • อาหารหมู่ที่ 4 วิตามิน พบในผลไม้ชนิดต่าง ๆ ช่วยเร่งปฏิกิริยาต่างๆในร่างกายให้ดำเนินไปได้ดี ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานต่อโรคดี
  • อาหารหมู่ที่ 5 ไขมันจากพืชและสัตว์ มีประโยชน์ในการให้พลังงานและความอบอุ่นกับร่างกาย ช่วยลดแรงกระแทกต่ออวัยวะภายใน ช่วยในการดูดซึมวิตามินบางชนิด โดยให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี/กรัม

เมื่อพิจารณาในด้านการให้พลังงานจะพบว่า ไขมันให้พลังงานสูงสุด ตามมาด้วยคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน โดยอาหารทั้ง 5 หมู่มีประโยชน์แตกต่างกันไป การทานอาหารในแต่ละมื้อให้ครบ 5 หมู่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย

 

ข้อ 3 รู้ว่าภาวะอ้วนหรือผอมในชายหญิงปกติ มาจากการกินที่ไม่สมดุล

ภาวะอ้วนเกิดจากการที่ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหาร โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตและไขมันมากเกินกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน โดยพลังงานที่เหลือจะเก็บไว้ในรูปของไขมันสะสมอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มจนเข้าสู่ภาวะอ้วน และอาจเป็นโรคอ้วนในที่สุด ในทางตรงข้ามหากร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารไม่พอกับที่ร่างกายต้องการ ก็จะมีการดึงไขมันที่สะสมไว้ตามอวัยวะต่าง ๆ ออกมาใช้เป็นพลังงาน หากปล่อยไว้เป็นเวลานานอาจเข้าสู่ภาวะผอมได้

ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายมีน้ำหนักที่สมดุลกับส่วนสูง และมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง นอกจากจะทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แล้ว ยังต้องมีการจัดสัดส่วนอาหารให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ค่าพลังงานจากอาหารใกล้เคียงกับค่าพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน

 

ข้อ 4 รู้วิธีจัดสัดส่วนของอาหารแต่ละหมู่ เพื่อให้ได้ค่าพลังงานตรงกับที่ร่างกายต้องการ

  • ปัจจุบันสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้ออกข้อปฏิบัติในการกินเพื่อสุขภาพดีหรือธงโภชนาการ โดยแต่ละวันควรทานอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ สับเปลี่ยนหมุนเวียนรายการอาหารในแต่ละหมู่ให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน โดยวัยทำงานควรแบ่งสัดส่วนอาหารดังนี้
    • ชายวัยทำงาน อายุ 25 – 60 ปี ควรได้รับพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน ปรับเพิ่มลดตามไลฟ์สไตล์ แบ่งสัดส่วนในแต่ละวัน เป็นหมู่คาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวขัดสีน้อยสลับกับแป้ง 10 ทัพพี หมู่แร่ธาตุจากพืชผัก 5 ทัพพี หมู่วิตามินจากผลไม้ 4 ส่วน และหมู่โปรตีน เนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่ 9 ช้อนกินข้าว และนม 1 แก้ว เป็นต้น โดยกินไขมันและอาหารรสจัดเท่าที่จำเป็น
    • หญิงวัยทำงาน อายุ 25 – 60 ปี ควรได้รับพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรีต่อวัน ปรับเพิ่มลดตามไลฟ์สไตล์ แบ่งสัดส่วนในแต่ละวัน เป็นหมู่คาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวขัดสีน้อยสลับกับแป้ง 8 ทัพพี หมู่แร่ธาตุจากพืชผัก 4 ทัพพี หมู่วิตามินจากผลไม้ 3 ส่วน และหมู่โปรตีน เนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่ 6 ช้อนกินข้าว และนม 2 แก้ว เป็นต้น โดยกินไขมันและอาหารรสจัดเท่าที่จำเป็น
      .
      6 ข้อควรรู้ สำหรับการกินเพื่อสุขภาพ
      ภาพ : nutrition.anamai.moph.go.th
  • สูตรสัดส่วนอาหาร 2:1:1 สำหรับเพื่อน ๆ บางคนที่อยากลดพุง ลดน้ำหนักอาจใช้สูตรสัดส่วนอาหารในจานที่ทานในแต่ละมื้อ โดยกะด้วยสายตาให้มีผักทั้งสดและดิบหลากหลายชนิด 2 ส่วน (ครึ่งจาน) ข้าวไม่ขัดสี ขนมปังโฮลวีทหรือธัญพืช 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ปลา ถั่วเหลือง เต้าฮู้ 1 ส่วน วิธีนี้ถ้าทำทานเป็นประจำ ประกอบกับการออกกำลังกายให้หนักเพียงพอ ก็จะช่วยเพื่อน ๆ ลดพุง ลดน้ำหนักและร่างกายแข็งแรงได้
    .
    6 ข้อควรรู้ สำหรับการกินเพื่อสุขภาพ
    .
    6 ข้อควรรู้ สำหรับการกินเพื่อสุขภาพ

           ภาพ: Thaihealthlifestyle.com/สื่อลดพุงลดโรค

 

  • นอกจากสัดส่วนอาหารแล้วยังมีการเลือกกินและไม่กินอาหารบางประเภท เพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยเพื่อนที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ เช่น อาหารคลีน (Clean Food) อาหารมังสวิรัติ หรือกินมัง ซึ่งแยกย่อยได้หลายแบบ เช่น มังสวิรัตินม ไข่ ปลา และที่พูดถึงบ่อย ๆ ในบ้านเราคือกินมังแบบ วีแกน (Vegan) เป็นต้น

 

ข้อ 5  รู้ว่าต้องมีการปรับสัดส่วนของอาหารแต่ละหมู่ จำนวนมื้อ เมื่อเป้าหมายเปลี่ยนไป

ในกรณีที่มีน้ำหนักตัวไม่เหมาะสมจากการคำณวนค่า BMI หรือบางรายต้องการลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก เพิ่มกล้ามเนื้อ และอื่นๆ นอกเหนือจากการกินอาหารเพื่อสุขภาพแล้ว ต้องมีการปรับสูตรการกินอาหารเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งแต่ละสูตรมีข้อดีข้อเสีย มีข้อจำกัดในการใช้ ทำให้บางคนเห็นผลสามารถทำต่อเนื่อง ในขณะที่บางคนถึงแม้จะเห็นผลแต่ทำได้ไม่ต่อเนื่อง หรือบางคนทำแล้วไม่เห็นผล ซึ่งจะคุยในเรื่องต่อๆไป สำหรับสูตรการกินอาหารเน้นการลดน้ำหนักที่นิยมและเป็นที่รู้จักในบ้านเรา เช่น กินแบบคีโต  (Ketogenic Diet) กินแบบพาลีโอ  (Paleo Diet) กินแบบแอตกินส์ (Atkins Diet) กินแบบแบ่งโซน (Zone Diet) กินแบบคาร์บต่ำ (LCHF) และกินแบบ IF (Intermittent Fasting Diet) เป็นต้น

 

ข้อ 6 รู้วิธีจัด ปรับพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ส่วนตัวให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางสุขภาพที่กำหนดด้วย

การมีสุขภาพดี การลดหรือเพิ่มน้ำหนักและที่เห็นชัดคือการสร้างกล้ามเนื้อ ไม่ได้อยู่ที่การกินให้ถูกโภชนาการแต่เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องมีการปรับพฤติกรรมหรือนิสัยทางด้านสุขภาพด้านอื่น ๆ ประกอบกันด้วย เช่น การมีสุขภาพดี การลดน้ำหนักต้องมีการออกกำลังกายที่หนักเพียงพอและสม่ำเสมอร่วมด้วย เพื่อช่วยลดพลังงานส่วนเกินและเพิ่มความแข็งแรงของระบบอวัยวะต่างๆของร่างกาย การนอนไม่ดึกและนอนครบ 7 – 8 ชั่วโมง หรือประเภทของการออกกำลังกายที่ถูกต้อง เช่น กินเพื่อสร้างกล้ามเนื้อต้องมีการออกกำลังกายแบบเวท เทรนนิ่งร่วมด้วย

 

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล

  1. www.thaihealthlifestyle.com
  2. www.nutrition.anamai.moph.go.th

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-งานกับชีวิต.jpg

หากคุณอยู่ในสถานการณ์ที่งานทำให้สมดุลในชีวิตลดลง คุณภาพชีวิตโดยรวมลดลง ถึงเวลาแล้วที่คุณควรแก้ไข ไม่ใช่การเปลี่ยนหรือการออกจากงาน แต่เป็นการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงบางเรื่องเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น

 

เคล็ดลับที่อาจช่วยให้ชีวิตสมดุลยิ่งขึ้น

  • หากลุ่มเพื่อนที่สามารถสนับสนุนชีวิตของคุณ การปลีกตัวอยู่เพียงลำพัง เป็นแหล่งสะสมความเครียด ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะเชื่อมโยงกับคนรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสภาพแวดล้อมการทำงานของคุณเต็มไปด้วยความเครียดหรือภาวะเป็นพิษ คุณจะต้องหากลุ่มเพื่อนที่สามารถสนับสนุนชีวิตของคุณ เช่น คุณอาจพิจารณาเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน การพบปะเพื่อนฝูงดื่มกาแฟกัน เข้าอบรมคอร์สต่าง ๆ คุณสามารถเข้ากลุ่มคนรักสุขภาพและนันทนาการ
  • เรียนรู้ที่จะพูดว่า “ไม่” บางครั้งความเครียดมาจากการไม่สามารถกำหนดขอบเขตและขีดจำกัดของตัวเองได้ เมื่อได้รับการร้องขอในเรื่องต่างๆ คุณอาจรู้สึกผิดที่จะพูดว่า “ไม่” โดยติดกับคำพูดว่า “ใช่” ซึ่งอาจทำให้คุณติดกับดักได้ ดังนั้น ถึงเวลาที่จะคิดใหม่กับคำว่า “ไม่ได้” เริ่มต้นสัปดาห์นี้เพื่อสร้างความสมดุลในชีวิต หัดพูดว่า “ไม่” กับการถูกขอร้องหรือทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่รู้ว่ามันจะทำให้เกิดความเครียดและความไม่สมดุลในชีวิต
  • มองเข้าไปข้างในตัวเอง คุณไม่สามารถแยกสุขภาพกาย ออกจากสุขภาพใจได้ โดยถ้าสุขภาพใจไม่ดี ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย แม้ว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการนอนหลับให้เพียงพอก็ตาม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องสังเกตใจ อารมณ์ของตนเอง ถ้าพบว่ามันไม่ดีหรือเปลี่ยนแปลงไป มีวิธีแก้ไขได้หลายวิธี เช่น ระบายสี วาดภาพ การออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ฝึกสมาธิ เป็นต้น โดยสามารถติดตามได้จากหน้ากิจกรรมและกลุ่มคนรักสุขภาพและนันทนาการ
  • ปรับไลฟ์สไตล์ให้ดูแลตัวเอง คุณควรปรับไลฟ์สไตล์ของคุณให้ส่งเสริมการสร้างสมดุลในชีวิต เมื่อมีแล้วก็ทำจนชิน ให้ติดเป็นนิสัย เช่น ทำอาหารกินเองสัปดาห์ละครั้ง นวดแผนโบราณเดือนละครั้ง  ฟังเพลงสไตล์ที่ชอบ 2 – 3 วันครั้ง  พูดคุยกับเพื่อนๆอย่างน้อยเดือนละครั้ง อ่านหนังสือทุกวัน เป็นต้น
  • จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม บ่อยครั้งการรีบร้อน ทำให้เกิดความเครียด แนะนำให้จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม โดยใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุด ทำกิจกรรมที่สำคัญที่สุด มีเทคนิคในการจัดเวลาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าคุณจะใช้แบบไหน ล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น

 

คุณควรมีแนวทางในการใช้ชีวิต ให้ได้ความสมดุลกับความคาดหวังหรือเป้าหมายในชีวิตของคุณ แต่ต้องมั่นใจว่าเป้าหมายนั้น อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง แล้วอย่าลืมฝึกทักษะการรับมือกับเรื่องที่ไม่คาดหมายอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.articles.mercola.com
ภาพประกอบ : www.cdn.pixabay.com


-Paleo-กับโรคแพ้ภูมิตนเอง.jpg

ถ้าพูดถึงพาลีโอ กับโรคภูมิแพ้ หลายคนอาจรู้จักกันดี แต่ถ้าเอ่ยถึงโรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune disease) คงต้องมีการหยุดคิดกันบ้างว่า มันคือโรคอะไรกันนะ…ตัวการความแพ้ของโรคนี้ค่อนข้างน่าสงสาร เพราะแพ้อะไรไม่แพ้ ดันแพ้กระทั่งภูมิคุ้มกันของตัวเอง สำหรับผู้ที่ป่วย มีญาติป่วย หรือมีความเสี่ยง เรามารู้จักสูตรไดเอทแนว “พาลีโอ” กัน บางทีแล้วเรื่องนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับหลาย ๆ คนได้

 

อาหารแนวพาลีโอ (Paleo diet)

อาหารแนวพาลีโอ (Paleo diet) หรืออาหารแนว Autoimmune Paleo Diet (AIP) เป็นแนวการกินอาหารที่ต้านการอักเสบ โดยมุ่งเน้นไปที่การกินอาหารแบบมนุษย์ในยุคโบราณ หรือมนุษย์ถ้ำ โดยอาหารจะเป็นเนื้อสัตว์ที่กินหญ้า มีไขมันต่ำ ปลาจากธรรมชาติ ผัก ผลไม้สดไม่แปรรูป น้ำมันพืชที่มีไขมันที่ดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอาโวคาโด โดยไม่กินพืชตระกูลถั่ว ธัญพืช รวมถึงน้ำตาล

อ่านเพิ่มเติม: สูตรไดเอท สุดฮอต 2018

 

อาหารแนวพาลีโอ ลดอาการของโรคแพ้ภูมิตนเองได้ไหม

จากการศึกษาพบว่า อาหารแนวพาลีโอ สามารถช่วยลดน้ำหนัก หรือเพิ่มพลังงานได้มากขึ้น โดยการทานอาหารแนวนี้จะช่วยกำจัดอาหารประเภทที่ก่ออันตรายต่อร่างกาย เช่น อาหารขยะสไตล์อเมริกัน เบอร์เกอร์ น้ำอัดลม มันฝรั่งทอด รวมไปถึงคุกกี้ ถั่ว นม และผลิตภัณฑ์จากนม โดยสามารถช่วยบรรเทาโรค เช่น โรคลำไส้อักเสบ (IBD), โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) และโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS)

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ข้อดีในการบรรเทาอาการของโรคแพ้ภูมิตนเองนั้น หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่เพียงพอ ในความเป็นจริง คือ ผู้ป่วยบางรายมีอาการที่ดีขึ้น ในขณะที่ในผู้ป่วยบางรายอาหารสูตรนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เรื่องนี้ยังต้องทำการติดตามต่อ

 

ข้อดีของอาหารแนวพาลีโอ

อาหารแนวพาลีโอ (Autoimmune Paleo Diet : AIP) แม้ว่าจะยังไม่สามารถสรุปถึงผลต่อโรคแพ้ภูมิตนเองได้โดยตรง แต่ข้อดีที่เกี่ยวเนื่องกับการลดการอักเสบในร่างกาย ได้ส่งผลที่ดีต่อโรคที่อาจนำไปสู่โรคแพ้ภูมิตนเองได้ เช่น

  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease, IBD) จากการศึกษาพบว่า การกินอาหารสูตรพาลีโอ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น แต่ต้องอย่าลืมว่าแต่ละคนมีการตอบสนองต่อสูตรการกินอาหารที่แตกต่างกันด้วย
  • โรคสะเก็ดเงิน และผื่นผิวหนังอักเสบ (Psoriasis, Eczema) ผู้ที่ทานอาหารแนวนี้พบข้อดีของการลดการอักเสบ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผิวหนัง เช่น ในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน โรคผื่นผิวหนังอักเสบ แม้ว่ายังขาดการวิจัยยืนยัน
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis, MS) มีงานวิจัยพบว่า การกินอาหารแนวพาลีโอ ควบคู่กับการออกกำลังกาย และการทำสมาธิ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าอาการที่ดีขึ้นมาจากปัจจัยใดในสามข้อข้างต้น
  • โรคแพ้กลูเตน (Celiac disease) แม้จะพบโรคนี้ได้น้อย แต่อาหารแนวพาลีโอ (Paleo) เป็นคำตอบที่ดีสำหรับผู้ป่วยที่แพ้กลูเตน
  • โรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโต (Hashimoto’s Thyroiditis) เป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง ที่ส่งผลต่อต่อมไทรอยด์ ทำให้มีอาการ น้ำหนักเพิ่ม ซึมเศร้า และเมื่อยล้า จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าอาหารแนวพาลีโอ อาจลดแอนตี้บอดี้ต่อไทรอยด์ลงได้

 

กล่าวโดยสรุป เมื่อมองในแง่ของโภชนาการ สูตรอาหารแนวพาลีโอที่ตัดอาหารขยะ อาหารแปรรูปต่าง ๆ ออกไป ย่อมส่งผลดีต่อร่างกาย แต่การจำกัดอาหารประเภทอื่น ๆ  เช่น พวกนม ถั่ว ไขมันสัตว์ อาจไม่เหมาะสมสำหรับคนทั่วไป เพราะอาจส่งผลต่อการขาดสารอาหาร (Nutrient deficiency) ในส่วนของผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือโรคที่กล่าวมาข้างต้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามอย่างใกล้ชิด

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.everydayhealth.com   www.haamor.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


diet-low-carb-high-fat.jpg

สูตรไดเอท แบ่งออกได้เป็นหลายสาย แต่ละสายหลักยังมีสูตรย่อยลงลึกไปอีกแตกต่างกันไป บางสูตรเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง บางสูตรเป็นที่นิยมเฉพาะคน เฉพาะกลุ่ม หนึ่งในสูตรไดเอทที่เป็นที่นิยม เผื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับทุกท่าน คือ สูตรไดเอทแบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” หรือ Low Carb High Fat (LCHF)

 

หลักคิดการไดเอทแบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง”

สูตรไดเอทแบบ Low Carb High Fat (LCHF) เน้นการกินแป้ง น้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรต (Carb) ในปริมาณต่ำ ๆ ประมาณ 5% หรือน้อยกว่า 50 กรัมต่อวัน โดยกินโปรตีน เช่น ไข่ เนื้อปลา ให้สอดคล้องกับน้ำหนักตัวประมาณ 20% ส่วนที่เหลือจะเป็นการกินไขมันดีสูง ๆ ประมาณ 75% หลักการ คือว่า เมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากแป้ง น้ำตาลลดลง ร่างกายจะเริ่มหันไปใช้พลังงานจากไขมันเป็นหลัก ก่อให้เกิดคีโตน (Ketone) ซึ่งเป็นสารปลายทางจากการเปลี่ยนไขมันเป็นน้ำตาล และเข้าสู่ภาวะคีโตซิส (Ketosis) ในเวลาต่อมา ซึ่งร่างกายจะมีประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมัน ไขมันส่วนเกินโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง และไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

จากหลักการดังกล่าว เป็นที่ชัดเจนว่าผู้ที่ทำสำเร็จและร่างกายตอบสนองได้ดี จะมีน้ำหนักลดลง อีกทั้งจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นจากการลดไขมัน ที่สะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังโดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด (โรคในกลุ่ม CVD) โรคมะเร็งบางชนิด โรคทางระบบประสาทบางโรค เช่น โรคลมชัก โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงการช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สำหรับสูตรไดเอทที่นิยมในปัจจุบัน และถือว่าอยู่ในสูตร “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” หรือ  LCHF ได้แก่ สูตร Ketogenic diet และสูตร Atkins diet

 

“คาร์บต่ำ ไขมันสูง” อะไรที่กินได้ และอะไรที่กินไม่ได้

อาหารที่ไม่แนะนำ

สูตรการกินแบบ LCHF เน้นให้ลด/จำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรต ดังนั้น ให้หลีกเลี่ยงอาหาร ดังนี้

  • อาหารที่มีแป้ง (starch) เป็นส่วนผสม เช่น เส้นพาสต้า ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง ขนมเค้ก ข้าว ธัญพืช
  • อาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล สารให้ความหวานสูง ๆ เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมหวาน ทุกชนิด
  • ผักที่มีแป้ง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ถั่ว ฯลฯ
  • ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่ มะขามหวาน กล้วยบางชนิด ขนุน ส้มโอ มะม่วงอกร่อง ส่วนผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ ได้แก่ แก้วมังกร แคนตาลูป ชมพู่ เชอร์รี่ แตงโม แตงไทย ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่ แอปเปิ้ล สำหรับผู้สนใจค่าความหวานของผลไม้ไทย หาข้อมูลได้จาก ปริมาณน้ำตาลในผลไม้ไทย สำนักโภชนาการ กรมอนามัย 
  • อาหารปรุงแต่งที่มีประมาณน้ำตาลสูง


อาหารที่แนะนำ

ยังคงเป็นอาหารที่มีไขมันดีสูง และคาร์โบไฮเดรตน้อย ๆ ดังนี้

  • กินไข่ทั้งฟอง (กินไข่แดงด้วย)
  • น้ำมันโอลีฟ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอาโวคาโด
  • เนื้อปลาทุกชนิด เนื้อแดง เนื้อไก่
  • เนย ชีส โยเกิร์ต
  • ผักที่ไม่มีแป้ง (Starch) ผักใบเขียวต่าง ๆ เห็ด อัลมอลด์ แมคคาเดเมีย มะม่วงหิมพานต์ เมล็ดฟักทอง
  • อาโวคาโด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
  • เครื่องปรุงจากสมุนไพร พริก พริกไทย

ทั้งนี้ก่อนเริ่มกินแบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” ควรปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว อย่าลืมว่าไม่มีสูตรไดเอท หรือสูตรการกินอาหารแบบใดที่เหมาะสมกับทุกคน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย เป้าหมายที่ต้องการ และการตอบสนองต่อสูตรไดเอทของแต่ละคน

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา:  www.healthline.com   www.nutrition.anamai.moph.go.th/.pdf
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-ให้ชีวิตไม่วิกฤติ-2.jpg

หลายๆคนคงจะเคยได้ยิน การพูดถึงเรื่องของ “วิกฤติวัยกลางคน” แต่ไม่รู้ว่า คำ ๆ นี้หมายถึงอะไร ครอบคลุมขนาดไหน ที่สำคัญใกล้ตัวเรามากน้อยจนส่งผลกระทบได้หรือไม่ หรือแม้แต่ว่าใช่ตัวเราเองไหม มาติดตามเรื่องของวิกฤติวัยกลางคนกัน

 

วิกฤติวัยกลางคน คืออะไร

หุนหันพลันแล่น ทำเรื่องไม่คาดคิด เบื่อชีวิตที่คุ้นเคย ไม่ยอมอยู่เฉย ไม่ทน!! นี่อาจเป็นนิยามหนึ่งของภาวะที่เรียกว่า วิกฤติวัยกลางคน

เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ชายจะเริ่มคิดทบทวน ประเมินชีวิตของตัวเองอย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องหน้าที่การงาน การเงิน ความสำเร็จ  ความสุข ไปจนถึงชีวิตครอบครัว และเมื่อไตร่ตรองถึงวันข้างหน้าที่เหลืออยู่อีกไม่นาน บางคนจึงตัดสินใจ ลุกขึ้นมาทำอะไรที่ไม่คาดคิดอย่างฉับพลัน

วิกฤติวัยกลางคนนี้ไม่ใช่โรค ไม่ใช่ความผิดปกติทางการแพทย์ เป็นแค่เพียงปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นได้ในวัยที่ก้าวเปลี่ยนผ่าน จากวัยทำงานสู่วัยกลางคน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คนส่วนใหญ่สามารถก้าวผ่านไปโดยใช้ชีวิตอย่างราบรื่น แต่สำหรับบางคน เมื่อถึงวัยนี้ อาจตัดสินใจในบางเรื่องอย่างหุนหันพลันแล่น รุนแรง จนส่งผลวิกฤติกับชีวิต

 

ทำไมวัยกลางคน จึงมักเกิดวิกฤติ

เมื่อชีวิตล่วงเข้าสู่สู่วัยกลางคน เป็นช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน สุขภาพร่างกายเริ่มเสื่อมถอย มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ รูปลักษณ์ เช่น อ้วนลงพุง หัวล้าน ในเรื่องหน้าที่การงาน มาถึงจุดที่ต้องการความสำเร็จ ความมั่นคง ความก้าวหน้าอย่างมาก  ยิ่งใกล้เกษียณ ยิ่งคิดถึงเวลาข้างหน้าที่เหลืออยู่อีกไม่มาก กระตุ้นให้อยากรีบทำบางอย่างที่ไม่เคยทำ และยังถูกซ้ำเติมด้วยความสูญเสียของคนใกล้ชิด เพื่อนฝูง ญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว  ที่ค่อย ๆ ทยอยจากไป จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ คือปัจจัยที่สร้างความสั่นคลอนทางใจ ให้ชายวัยกลางคนมากขนาดไหน

 

สัญญาณเตือนว่าชีวิตกำลังเข้าสู่วิกฤติวัยกลางคน

แม้การผ่านเข้าสู่วัยกลางคนจะไม่ใช่วิกฤติสำหรับทุกคน แต่ไม่ควรปล่อยผ่าน เมื่อมีสัญญานต่อไปนี้

  • รู้สึกไม่พอใจในเรื่องต่างๆอย่างรุนแรง ทั้งเรื่องงาน สุขภาพ ชีวิตคู่  ไม่มีความสุขในชีวิต ความคิดสับสน ชอบคิดวกวน
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย  หรือซึมเศร้า 
  • ตัดสินใจทำอะไรหุนหันพลันแล่น เช่น ขอหย่ากับภรรยาเพราะเบื่อหน่ายชีวิตคู่ ตัดสินใจลาออกจากงาน ทิ้งชีวิตแบบเดิมๆเอาดื้อๆ

 

วิกฤติวัยกลางคน นำมาซึ่งเรื่องดีและร้าย

อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้น วิกฤติวัยกลางคนอาจเป็นเรื่องที่ดี สำหรับบางคนที่สามารถหาสาเหตุของความรู้สึกแย่ ๆ และทำการปรับแก้อย่างสอดคล้อง แต่สำหรับบางคนกลับเป็นเรื่องที่ร้าย โดยเปลี่ยนไปทำพฤติกรรมที่ร้ายกว่าแต่ก่อน เช่น มีคู่ขาใหม่ ซื้อรถที่กำลังซื้อของตัวเองมีไม่ถึง

 

ผ่านวัยกลางคนอย่างไร ให้ชีวิตไม่เจอวิกฤติ

วิกฤติวัยกลางคน เป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ ขอเพียงมีความรู้ความเข้าใจ เพื่อนำไปสู่แนวทางป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติในชีวิตดังนี้

  • มองให้ออกว่า ความรู้สึกแย่ เป็นเพียงแค่ความรู้สึกในชั่วขณะหนึ่ง ไม่ใช่คำสั่ง ไม่มีอิทธิพลในการบังคับตัวเรา จริงอยู่ว่าบางเรื่องอาจจะต้องแก้ที่สาเหตุ แต่ในส่วนของความรู้สึกแล้ว มันจะเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
  • นึกถึงเรื่องดี ๆ ที่ผ่านมาในชีวิต และขอบคุณในสิ่งเหล่านั้น ขณะที่นึกถึงการกระทำที่หากทำแล้ว อาจทำให้สิ่งดี ๆ เหล่านั้น สูญหายไป
  • ลดโอกาสตัดสินใจผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด โดยเฉพาะเรื่องสำคัญ ๆ ในชีวิต ยิ่งต้องพยายามคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ หรือปรึกษาพูดคุยกับคนที่มีประสบการณ์ คนที่ไว้ใจ เพื่อให้มองเห็นทางออกอื่นๆ หลายด้านประกอบกัน
  • วิเคราะห์สิ่งที่อยากจะทำว่า มีความเป็นไปได้จริง ๆ หรือไม่ เป็นจริงที่ว่าผู้ชายในวัยนี้ ยังสามารถประสบความสำเร็จในเรื่องใหม่ ๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การเล่นกีฬา การเริ่มต้นธุรกิจ เพียงแต่ต้องแน่ใจว่าเป้าหมายใหม่นั้น เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์และคุณเข้าใจเป็นอย่างดี
  • หลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือน คนที่เรารัก ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด ให้หลีกเลี่ยงหนทางที่จะนำมาซึ่งความเสียหายกับคนที่คุณรัก

 

และที่สำคัญอีกเช่นกัน การกลับสู่เรื่องพื้นฐานของทุกคน

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกาย สามารถช่วยลดความเครียดความวิตกกังวล ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายลดอาการซึมเศร้า 
  • หาเวลาทำกิจกรรมใหม่ ๆ หาโอกาสลองทำสิ่งใหม่ ๆ ได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ ซึ่งจะลดความเบื่อหน่าย คลายความเครียด

 

การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยกลางคน เป็นภาวะปกติที่ทุกคนต้องเจอ หากเราเข้าใจสภาวะและหาวิธีป้องกันแก้ไข ทุกคนก็จะสามารถผ่านวิกฤติไปได้อย่างราบรื่นแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com
ภาพประกอบ: www.pixabay.com

 


-Atkins-Diet-ดีจริงหรือ-.jpg

นายแพทย์โรเบิร์ต แอทกิ้นส์ (Dr. Robert Atkins) แพทย์หัวใจชาวอเมริกันเป็นผู้ค้นคิดสูตร Atkins Diet ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 และได้ถูกปรับเปลี่ยนมาหลายเวอร์ชั่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเน้นการกินคาร์โบไฮเดรตต่ำ โปรตีนสูง เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานจากไขมันในร่างกาย ทำให้น้ำหนักลด และประโยชน์ในด้านอื่น ๆ 

 

อย่างไรก็ตาม Atkins Diet เป็นหนึ่งในสูตรอาหารลดน้ำหนักที่เป็นที่รู้จักกันดี โดยเน้นการทานอาหารที่มีโปรตีนสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำ โดยมีหลักการว่า การทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น น้ำตาล ผลไม้ แป้ง ข้าว จะทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ซึ่งเชื่อว่ามีผลต่อความหิว และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

 

โดยหลักในการทำงาน คือ การปรับลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานให้เหลือน้อย ทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะ Ketosis ซึ่งร่างกายจะดึงไขมันที่เก็บสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงานแทนน้ำตาล ช่วยให้น้ำหนักตัวและไขมันส่วนเกินในร่างกายลดลง ผู้ที่ทำตามโปรแกรมนี้ นอกจากจะสามารถลดน้ำหนักลงได้แล้ว ยังช่วยรักษาระดับน้ำหนักให้คงที่ มีสุขภาพที่ดี แข็งแรงไม่เจ็บป่วย

 

อาหารที่ควรทานและไม่ควรทาน 

ควรทานอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ โดยอาหารที่มีค่าไกลซิมิคต่ำ (Glycemic Index – GI) ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มช้า ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ถือเป็นอาหารที่ดี ตัวอย่างอาหารที่ควรทาน ได้แก่ เนื้อสัตว์ เนื้อหมู เบคอน เนื้อปลา อาหารทะเล อาโวคาโด ไข่ นม ผักใบเขียว ถั่วและเมล็ดธัญพืชที่มีแป้งน้อย  ไขมันดีจากน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอาโวคาโด เป็นต้น

 

ส่วนอาหารที่ไม่ควรทาน จะอยู่ในอาหารที่มีค่าไกลซิมิคสูง เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน เค้ก ลูกกวาด ธัญพืช เป็นต้น ซึ่งหลังจากทานไปแล้ว ร่างกายจะดูดซึมอาหารอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นเร็ว และมีการหิวเร็ว โดยการทานอาหารตามสูตรนี้ ควรที่จะบริโภคแร่ธาตุให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น

 

4 ระยะหลักของการกินแบบ Atkins Diet

  • ระยะเริ่มต้น ช่วงแรกของการเริ่มรับประทานอาหารสูตรนี้ จำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานให้เหลือน้อยกว่า 20 กรัมต่อวัน (และมี Atkins 40 plan ซึ่งเป็นอีกสูตรที่มีการจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรต ที่รับประทานให้เหลือน้อยกว่า 40 กรัมต่อวัน แทนที่จะเป็น 20 กรัมต่อวัน) โดยได้คาร์โบไฮเดรตจากสลัด และผักคาร์โบไฮเดรตต่ำ และอาหารจำพวกโปรตีนและไขมันสูง จากการที่ระบบเผาผลาญจะดึงไขมันที่เก็บสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงานแทนน้ำตาล ทำให้อาจมีอาการข้างเคียงในระยะนี้ คือ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ท้องผูก มีกลิ่นปากได้
  • ระยะน้ำหนักลดต่อเนื่อง ค่อย ๆ เพิ่มคาร์โบไฮเดรตจากแหล่งอื่น ๆ โดยเน้นอาหารประเภทที่ให้พลังงานต่ำ และมีกากใยสูง โดยเพิ่มปริมาณ 25 กรัมภายใน 2 อาทิตย์แรก เพิ่ม 30 กรัมช่วงอาทิตย์ที่ 2 และเพิ่มทุก ๆ สัปดาห์จนน้ำหนักไม่ลดแล้ว จากนั้นก็ค่อย ๆ ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานเข้าไป 5 กรัมทุก ๆ วันจนน้ำหนักเริ่มจะลดลงอีก
  • ระยะก่อนเข้าสู่ระยะน้ำหนักคงตัว อัตราการลดน้ำหนักของคุณจะค่อย ๆ ลดลง คุณสามารถเพิ่มปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานได้ 10 กรัมต่อสัปดาห์ จนรู้สึกว่าน้ำหนักตัวลดลงอย่างช้า ๆ
  • ระยะน้ำหนักคงตัว เมื่อคุณสามารถลดน้ำหนักได้ถึงระดับที่ต้องการ คุณจะเริ่มเข้าสู่ระยะน้ำหนักคงตัว และอาจเริ่มเพิ่มการรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ ได้ แต่ต้องเป็นแบบที่มีค่าไกลซิมิคต่ำ ๆ ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดดี โดยหากคุณเริ่มกลับมามีน้ำหนักเพิ่ม คุณอาจเริ่มการรับประทานอาหารสูตรนี้ใหม่อีกครั้ง

 

การทานอาหารตามสูตรจะช่วยในการลดน้ำหนัก และช่วยป้องกันโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด อย่างไรก็ดี การศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่ของผู้ทานอาหารตามสูตรนี้ หยุดปฏิบัติหลังจากผ่านไป 2 – 3 ปี โดยช่วงแรกมีรายงานของอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการปวดศีรษะ เวียนหัว อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ท้องผูก ซึ่งอาจเกิดจากการใช้พลังงานจากไขมัน ทำให้เกิดการสะสมของคีโตน และอาจนำไปสู่อาการดังกล่าว นอกจากนี้ อาหารตามสูตรนี้ยังไม่เหมาะกับผู้ใช้ยาขับปัสสาวะ ฉีดอินซูลิน ใช้ยาเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไต สตรีมีครรภ์ หรือให้นมบุตร

 

ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มทานอาหารแบบ Atkins diet ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อน รวมถึงผู้ที่จะปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารแบบทันทีทันใด ควรเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนการปรับเปลี่ยน

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.medicalnewstoday.com
ภาพประกอบ: www.freepik.com


.jpg

ร่างกายของผู้หญิงมีความต้องการที่แตกต่างกัน การรับประทาน “อาหารสุขภาพ” เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน แต่อาหารสุขภาพสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ สามารถเข้าป้องกันสาเหตุของโรคได้ เช่น กระดูกเปราะ การตั้งครรภ์ และมะเร็งเต้านม เป็นต้น อาหารสุดอร่อยเหล่านี้ล้วนอุดมไปด้วยสารอาหาร จะช่วยปกป้องร่างกายและช่วยให้ทำงานได้ดีแม้ในขณะที่ผู้หญิงมีอายุมากขึ้น

ถั่วแระ

ถั่วแระ (Edamame) คือ ฝักถั่วเหลืองสุดอร่อย ซึ่งเต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร ไขมันดี และเอสโตรเจน (Estrogen) ที่เป็นฮอร์โมนเพศหญิง คล้ายกับสารประกอบเรียกว่า ไอโซฟลาโวน (Isoflavones) ซึ่งเป็นสารอาหารจากพืช สามารถบรรเทาอาการในวัยหมดประจำเดือน อาการร้อนวูบวาบ (แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม)

 

คะน้า

ประโยชน์ในใบสีเขียวของผักคะน้า ก็คือ วิตามิน เค ที่ทำงานร่วมกับแคลเซียม และวิตามิน ดี เพื่อให้กระดูกของคุณแข็งแรง และมีสุขภาพดี จำนวนการบริโภควิตามิน เค ควรเป็น 20% ของจำนวนวิตามิน เอ และวิตามิน ซี ที่แนะนำไว้ในแต่ละวัน

 

หน่อไม้ฝรั่ง

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยในการเสริมสร้างกระดูก ควรบริโภคประมาณ ½ ถ้วยต่อวัน นอกจากนี้ ยังเต็มไปด้วยโฟเลต (Folate) วิตามิน บี 9 ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ความบกพร่องของกระดูกสันหลัง (Spina bifida)

 

ถั่ว

ถั่วมีโปรตีนจำนวนมาก ไม่มีไขมัน และมีเส้นใยอาหารสูง สามารถลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด และลดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่ง 3 อาการเหล่านี้สามารถนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตผู้หญิงในสหรัฐอเมริกา

 

ส้มโอ

อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ (flavonoids) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยลดโอกาสที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบในผู้หญิง และช่วยบำรุงหัวใจ (ส้มก็ช่วยได้เช่นกันแต่ส้มโอจะมีน้ำตาลน้อยกว่า) แต่ส้มโอไม่ควรรับประทานพร้อมกับยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใส่ไว้ในเมนู

 

เบอร์รี่และเชอร์รี่

ผลไม้ทั้งสองนี้ดูสวยงามในสีม่วง สีแดง และสีฟ้า เปี่ยมด้วยฟลาโวนอยด์และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถปกป้องเซลล์จากความเสื่อมสภาพ เบอร์รี่ช่วยบำรุงให้สมองเฉียบคมขึ้นในผู้สูงอายุ นอกจากนี้ วิตามิน ซี ยังช่วยสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยให้ผิวกระชับขึ้น

 

มะละกอ

สีแดงส้มของมะละกอมาจากเบต้าแคโรทีน (Beta carotene) และไลโคปีน (Lycopene) ช่วยลดโอกาสในการเป็นมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตอยู่ในระดับที่ดีต่อสุขภาพ ที่จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ

 

โยเกิร์ตธรรมดาไขมันต่ำ

คุณจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมมากขึ้นเมื่ออายุเกิน 50 ปีขึ้นไป โยเกิร์ตเพียงแค่ 8 ออนซ์ให้แคลเซียมมากกว่า 1 ใน 3 ของแคลเซียมที่คุณควรได้รับต่อวัน ค้นหาชนิดที่อุดมไปด้วยวิตามิน ดี เพื่อช่วยให้ร่างกายของคุณดูดซึมแร่ธาตุได้ดีขึ้น

 

ปลาซาร์ดีน

ปลาเหล่านี้เต็มไปด้วยกรดไขมันดีต่อร่างกาย วิตามินดี และแคลเซียม กรดไขมัน Omega-3 สามารถเพิ่มสารอาหารในน้ำนมแม่ ดีสำหรับทารกที่มารดารับประทานขณะตั้งครรภ์ และยังมีสารปรอทน้อยกว่าปลาอื่น ๆ ทั้งหมด

 

เมล็ดแฟลกซ์

เมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed) หรือเมล็ดลินิน เป็นอาหารที่มีเส้นใยอาหารเช่นเดียวกับ Lignans สารประกอบพืชที่ทำหน้าที่เหมือนเอสโตรเจน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด เช่น โรคมะเร็งเต้านมได้  เป็นกรดไขมันดี Omega-3  ของคุณ แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่กำลังเป็นโรคมะเร็ง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเพิ่มในเมนู

 

วอลนัท

ถั่ววอลนัทนี้เต็มไปด้วยกรดไขมันดีที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และอาจป้องกันมะเร็งได้ เป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุล ใช้ถั่ววอลนัท (หรือเมล็ดแฟลกซ์) สำหรับโรยบนโยเกิร์ต

 

อาโวคาโด

เต็มไปด้วยไขมันดี จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าอาโวคาโดสามารถช่วยกำจัดไขมันหน้าท้อง และปกป้องดวงตา และผิวหนังของคุณได้ และยังอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ “ไม่ดี” และเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ “ดี” ได้

 

มันหวาน

ธาตุทองแดง ไฟเบอร์ วิตามิน บี 6 โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ทั้งหมดนี้พบในมันหวาน และยังมีเบต้าแคโรทีน (Beta carotene) อย่างมาก เหมาะกับคุณแม่รับประทานระหว่างตั้งครรภ์และให้นม จะช่วยก็ให้ปอดของลูกน้อยแข็งแรง

 

ผักโขม

อุดมด้วยโฟเลต (Folate) ช่วยลดโอกาสต่อภาวะสมองเสื่อม โรคหัวใจ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ มี Lutein ซึ่งเป็นสารอาหารปกป้องดวงตา เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเลนส์และเรตินาในตาของคุณ และอาจป้องกันการเกิดริ้วรอยเล็ก ๆ ได้

 

ตับ

ตับวัวเป็นแหล่งโฟเลต (Folate) ที่มีวิตามิน บี 9 และกรดโฟลิค (Folic acid) ช่วยเสริมสร้างกระบวนการผลิตเซลล์ใหม่ คุณประโยชน์พอ ๆ กับอาหารมังสวิรัติที่ดีอย่างผักโขม และถั่วดำได้เลย

 

เนื้อไม่ติดมัน

เนื้อวัว เนื้อแดงเต็มไปด้วยธาตุเหล็ก หลังจากอายุ 18 ปีแล้ว ร่างกายของคนเราจะต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น อีกทั้งยังมีสังกะสีและวิตามิน บี แต่อย่ากินมากเกินพอดี เพราะมีโอกาสที่กินเนื้อแดงมากไปอาจทำให้มีความเสี่ยงเป็นเนื้องอกในมดลูก

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com
ภาพประกอบจาก: www.pixabay.com

 


.jpg

คนวัยทำงาน ควรตรวจสุขภาพอะไรบ้าง

เมื่อรู้ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพแล้ว สำหรับวัยทำงานถือเป็นวัยที่ต้องเข้ารับบริการตรวจสุขภาพอย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นวัยที่มักจะตรวจพบโรคซ่อนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ มาดูกันว่าวัยทำงาน  (18-60 ปี) ควรมีการตรวจอะไรบ้าง

  • การซักประวัติ เป็นการคัดกรองเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรค โดยเฉพาะคนที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โดยเฉพาะชายอายุน้อยกว่า 55 ปี และหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้
  • การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ตรวจฟังเสียงหัวใจผิดปกติ ตับม้ามโตว่าโตผิดปกติ หรือมีภาวะบวม หรือไม่ เป็นต้น
  • ตรวจสุขภาพช่องปาก ควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน เป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ตรวจการได้ยิน คนที่ทำงานหรืออยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่เสียงดังติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรได้รับการตรวจการได้ยินเบื้องต้น ด้วยการใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ถูกันเบาๆ ห่างจากรูหูประมาณ 1 นิ้ว ปีละ 1 ครั้ง ซึ่งหากพบภาวะผิดปกติจะได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยต่อไป ทั้งนี้ ปัญหาด้านการได้ยินจะส่งผลด้านการสื่อสารและการเข้าสังคม
  • ทำแบบประเมินสภาวะสุขภาพ เพื่อตรวจหาความเสี่ยงของการประเมินโรคหัวใจและหลอดเลือด ภายใน 10 ปีข้างหน้า ภาวะซึมเศร้า การติดนิโคตินในผู้สูบบุหรี่ (ประเมินเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่) การดื่มแอลกอฮอล์ (ประเมินเฉพาะผู้ที่ดื่ม) การใช้ยาและสารเสพติด (ประเมินเฉพาะผู้ที่ใช้ยาและสารเสพติด)
  • การตรวจตา สำหรับคนวัยทำงานที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจวัดสายตาและตรวจคัดกรองโรคต้อหิน ภาวะความดันลูกตาสูง และความผิดปกติอื่น ๆ โดยทีมจักษุแพทย์ อย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
    • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) คนที่มีช่วงอายุ 18-60 ปี ควรได้รับการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) 1 ครั้ง ซึ่งจะช่วยในการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง รวมทั้งอาจตรวจพบความผิดปกติอื่นๆ เช่น เม็ดเลือดหรือเกล็ดเลือดผิดปกติ ถ้าหากเคยตรวจพบว่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำอีก
    • ตรวจระดับไขมันในเลือด สำหรับคนที่อายุ 20 ปีขึ้นไป หรือมีสมาชิกในครอบครัวหลายคนเป็นโรคไขมันในเลือดสูง ควรได้รับการตรวจระดับไขมันในเลือดทุก 5 ปี เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน สำหรับบุคคลที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุก 3 ปี
    • ตรวจอุจจาระ สำหรับบุคคลตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจอุจจาระ เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ปีละ 1 ครั้ง
    • ตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) เฉพาะคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ควรได้รับการตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) โดยตรวจเพียงครั้งเดียว
  • การตรวจสุขภาพเพิ่มเติมสำหรับเพศหญิง
    • ตรวจสุขภาพเต้านม ผู้หญิงในช่วงอายุ 30-39 ปี ควรได้รับการตรวจเต้านมทุก ๆ 3 ปี จากแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข ที่ได้รับการฝึกอบรม และอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเต้านมเป็นประจำทุกปี
    • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วย Pap’s smear ทุก 3 ปี หรือวิธีป้ายหาความผิดปกติโดยใช้กรดอะซิติก (VIA) ทุก 5 ปี ทว่าหากมีอายุ 55 ปีขึ้นไป ควรตรวจด้วยวิธี Pap’s smear เท่านั้น

ทั้งนี้การตรวจสุขภาพเป็นเพียงการหาสัญญาณผิดปกติของโรคซ่อนหรือภาวะเสี่ยงต่าง ๆ การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มง่าย ๆ โดยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่พอเหมาะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนอย่างเพียงพอ รวมถึงการปรับไลฟ์สไตล์เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ ปัจจุบันทุกคนสามารถไปใช้บริการการตรวจสุขภาพได้ที่โรงพยาบาลและสถานบริการสุขภาพของรัฐ หรือสถานบริการเอกชนซึ่งมีค่าใช้จ่ายตามแพคเกจที่เลือก

 

เรียบเรียงข้อมูล : กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.healthcheckup.in.th/article/6
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com  

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก