ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

10-เทคนิคคลายเครียดฉบับด่วนจี๋.jpg

แต่ละวันเราต้องเผชิญร้อยแปดพันเรื่องราว ที่สร้างผลกระทบหลากหลายต่ออารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากงานหรือปัญหาต่าง ๆ ก็แก้ไขเบื้องต้นได้ง่าย ๆ ด้วยเคล็ดลับแสนสะดวกที่คุณอาจจะไม่รู้ รีบอ่านแล้วลองทำตามกันเลย สุขภาพจิตที่ดีอยู่ไม่ไกลแน่นอน

 

คลายเครียดได้ไม่ยาก

  1. นั่งสมาธิ
    การนั่งสมาธิคลายเครียดไม่กี่นาทีต่อวันสามารถช่วยทำให้จิตใจสงบลงได้ เพียงนั่งขัดสมาธิ ทำหลังให้ตรง โฟกัสกับการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เมื่อทำทุกวันเป็นประจำจะช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดลงไปได้เยอะเลย
  2. หายใจเข้าลึก ๆ
    ระหว่างการทำงานที่ตึงเครียด คุณสามารถหยุดพักคลายเครียดซักหน่อยและโฟกัสที่การหายใจ โดยเริ่มจากการนั่งตัวตรง ปิดตาลง นำมือไปไว้บริเวณหน้าท้อง หายใจเข้าอย่างช้า ๆ จนรู้สึกเต็มตื้นไปทั่วปอด แล้วค่อย ๆ พรูลมหายใจออกมาทางปาก การทำแบบนี้จะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตและความเครียดได้ทันตา
  3. ตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน
    ตระหนักรู้และใส่ใจอยู่เสมอไม่ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ อย่าปล่อยให้ความเร่งรีบมาทำลายความเพลิดเพลินของปัจจุบัน คลายเครียดด้วยการค่อย ๆ ทำทุกอย่างอย่างมีสติ จะทำให้เรื่องที่รู้สึกตึง ๆ เบาลงได้เช่นกัน
  4. สร้างความสัมพันธ์
    การพูดคุย พบปะสังสรรค์กับผู้คนที่สนิทใจอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการคลายเครียด ผ่อนคลายอารมณ์ระหว่างช่วงวัน โดยคุณอาจจะเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ แลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งคุณอาจจะได้มุมมองใหม่ ๆ หรือพลังในแง่บวกกลับมาก็ได้
  5. สำรวจร่างกาย
    พยายามเฟ้นหาว่าความเครียดส่งผลอย่างไรบ้างต่อร่างกาย โดยการนอนเอนหลังหรือนั่งขัดสมาธิที่พื้น สำรวจความรู้สึกตั้งแต่ปลายเท้าไปจนถึงหนังศรีษะ ใช้เวลาประมาณ 1 – 2 นาทีสำหรับขั้นตอนนี้ จินตนาการว่าลมหายใจกำลังหมุนวนในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยความตั้งใจและสงบ
  6. คลายกล้ามเนื้อ
    นำแผ่นประคบร้อนมาประคบบริเวณคอและไหล่ ประมาณ 10 นาที ปิดตาและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และอาจจะใช้ตัวช่วยอย่างลูกบอกหรือลูกกลิ้งเพื่อนวดไปตามจุดที่แข็งเกร็ง และคุณยังสามารถกดจุดคลายเครียดได้ด้วยการนำบอลมาขั้นระหว่างร่างกายกับผนัง ดันลูกบอลติดผนังประมาณ 15 วินาทีก่อนย้ายไปยังจุดถัดไป
  7. หัวเราะออกมาดัง ๆ
    การหัวเราะออกมาดังๆ นอกจากจะช่วยในคลายเครียด ลดความกดดันแล้ว การทำแบบนี้ยังช่วยให้ฮอร์โมน Cortisol ลดลง เพิ่มสาร Endorphins ที่ทำให้มีความสุข โดยคุณอาจจะดูหนังตลก อ่านเรื่องขำขันเพื่อหัวเราะออกมาดัง ๆ ก็ได้
  8. ฟังเพลง
    การฟังเพลงหรือเสียงที่ผ่อนคลาย สามารถลดความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจและแม้แต่ความวิตกกังวลได้ จากการที่จิตใจของคุณจะโฟกัสอยู่กับโน๊ตดนตรี หรือเสียงต่าง ๆ ที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นรีบจัดการลิสท์เพลงโปรด หรือเลือกเสียงจากธรรมชาติอย่างเสียงฝน น้ำตก นกร้อง มาฟังคลายเครียดกันให้ไว
  9. ขยับร่างกาย
    แม้แต่การเดินเล่นก็ถือว่าเป็นประโยชน์ช่วยคลายเครียดได้ ขยับนิดขยับหน่อยในแต่ละวันจะช่วยลดความเศร้าซึม วิตกกังวล โดยสมองจะปล่อยสารที่เกี่ยวเนื่องกับความสุขออกมา ให้เราได้มีวันที่ดีและปลอดโปร่งง่าย ๆ ทุกวัน
  10. เห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต
    การขอบคุณในพร ความอยู่ดีมีสุข ความพึงพอใจในชีวิต สามารถช่วยต้านความคิดทางลบและความกังวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคุณอาจจะเริ่มด้วยการบันทึกสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี ซาบซึ้ง มีความสุขในแต่ละวันและเก็บไว้อ่านในเวลาที่รู้สึกตึงเครียดก็ดีเช่นกัน

ทั้ง 10 เทคนิคนี้สามารถนำไปรับมือกับความเครียดได้ไม่อยากเลย อีกทั้งยังเหมาะสมต่อการคลายเครียดอย่างด่วนจี๋ในระหว่างวันที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาได้ด้วย ลองนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสถานที่และสถานการณ์ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลกับความเครียด พลังลบตัวร้ายอีกแล้ว!

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-1.jpg

ความสัมพันธ์หลาย ๆ ลักษณะ ที่ดูเหมือนว่าจะไปได้ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่ข้อมูลจาก แอนิต้า เอ. ชลิพาลา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องครอบครัวและการสมรส และผู้เขียนหนังสือเรื่อง First Comes Us The Busy Couple’s Guide To Lasing Love ได้กล่าวถึงลักษณะของความสัมพันธ์  8 ข้อ ที่ดูว่าจะไปได้ดี แต่อาจไม่ใช่

 

การใช้เวลาด้วยกันมาก ๆ

ในตอนแรกของความสัมพันธ์ การใช้เวลาศึกษา เรียนรู้ ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นเวลานาน เป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อคุณหยุดพบปะเพื่อน ๆ หรือจะตอบตกลงกับเพื่อนในแต่ละครั้ง ต้องรอเขาหรือเธอติดต่อมาเสียก่อน ในความเป็นจริง คุณจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่สนใจ งานที่ทำเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้ แม้กระทั่งการยอมรับข้อตกลงระยะยาว อย่างเช่นการแต่งงาน

 

การไม่เคยทะเลาะกันเลย

อันที่จริง ทะเลาะกันบ้างก็เป็นเรื่องที่ดีต่อความสัมพันธ์แม้ว่าคุณจะพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยไม่พูดในบางเรื่อง เพื่อไม่ให้ทะเลาะกัน แต่ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นคือ การไม่พอใจในความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่  เพราะว่าไม่ได้พูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ดังนั้น ควรมีการโต้แย้งกันบ้าง และควรรับรู้ถึงการใช้น้ำเสียง ในการแสดงความรู้สึกและแสดงความเห็นของกันและกัน

การที่จะให้คนสองคนคิดอะไรเหมือนกัน ทั้งที่มีความแตกต่างกันทั้งบุคลิกภาพ ภูมิหลัง ความชอบ ฯลฯ ย่อมเป็นไปไม่ได้ บางครั้งทางออกคือ ต้องยอมรับที่จะขัดแย้งกัน และทำความเข้าใจคู่ของคุณโดยไม่ต้องเห็นด้วยกับเขา นั่นเพราะข้อขัดแย้งเป็นสิ่งดี ช่วยให้คู่รักไม่มองข้ามความสำคัญของกันและกัน และทำให้มั่นใจด้วยว่า ทั้งคู่ยังคงบริหารความสัมพันธ์ในแบบที่พวกเขาต้องการได้อย่างดี

 

การคิดว่าแค่ “ขอโทษ” ก็เพียงพอ

หลายคนมักจะยึดหลักเหตุผลว่า การกล่าวคำว่า “ขอโทษ” หรือ “เสียใจ” ทุกอย่างก็ลงตัว แต่ถ้าคุณและคนรักขัดแย้งกันบ่อย ๆ แล้ว การขอโทษก็ไม่เพียงพอต่อการรักษาความสัมพันธ์ นอกจากคำกล่าวขอโทษแล้ว  คุณจำเป็นต้องลงมือทำเพื่อให้คู่ของคุณเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้นจริงๆ

 

การมีเซ็กส์มาก ๆ

การมีเซ็กส์มาก ๆ อาจดีหากว่าทั้งคู่ยังไม่มีปัญหาอะไรซ่อนอยู่ แต่ถ้าวันใดที่เซ็กส์เป็นช่องทางเดียวในการสื่อสารในเรื่องความสัมพันธ์ขึ้นมา นั่นแหละคือปัญหา ดังนั้นเซ็กส์เป็นสิ่งดี ตราบที่ทั้งคู่ได้ตกลงปลงใจร่วมกัน และการสื่อสารความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น ๆ ยังมีอยู่

 

การบอกกล่าวเรื่องที่ตนเองสนใจทุกเรื่อง

มีงานวิจัยที่บ่งชัดว่า ความสนใจในเรื่องที่เหมือน ๆ กันของคู่รัก ส่งผลไม่มากต่อความสัมพันธ์แบบที่น่าพอใจ ในทางกลับกัน ความสนใจในเรื่องต่างกันกลับช่วยเติมรสชาติและทำให้แรงปรารถนาที่จะสานความสัมพันธ์ยังคงอยู่  ดังนั้น แม้ว่าหลายๆคู่ที่ชอบอะไรคล้ายกัน แต่การสนใจในเรื่องที่ต่างกันบ้าง ก็เป็นเรื่องดีต่อคนทั้งคู่ เพราะมันจะเป็นการเสริมเพิ่มเติมสิ่งใหม่ ๆ ให้แก่คู่รักและคงไว้ซึ่งปริศนาที่คุณได้พบกันในครั้งแรก

การบอกทุกเรื่องกับคู่ของคุณ

ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีสำนึกของความรับผิดชอบ คุณอาจจะอยากบอกทุกเรื่องกับคู่ของคุณ แต่บางเรื่องอาจส่งผลลบกับคู่ของคุณเป็นอย่างมากได้ ในทางตรงข้าม บางเรื่องการบอกให้คู่ของคุณรับรู้ เป็นการสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นร่วมกัน ดังนั้นก่อนบอกหรือแชร์ประสบการณ์ในเรื่องต่างๆกับคู่ของคุณ ควรพิจารณาถึงผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นด้วยความรับผิดชอบ

การคิดไปเองเรื่องรักเดียวใจเดียว

แม้มันไม่ง่ายนักสำหรับคู่รัก ที่จะคุยกันในเรื่องของ “รักเดียวใจเดียว” กับ “การนอกใจ” แต่จากข้อมูลปัจจุบันที่พบว่าการนอกใจ เกิดขึ้นมากในสังคม และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่แต่ละคู่ต้องพูดคุย เพื่อกำหนดนิยามของเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจน ก่อนที่ปัญหาจากการนิยามไม่ตรงกันจะตามมา

การรับไม่ได้กับเรื่องหึงหวง

การที่คู่ของคุณเป็นที่ต้องการของคนอื่น อาจจะทำให้คุณรู้สึกหึงหวงได้ แต่ถ้าคุณจัดการกับเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง มันอาจเป็นสิ่งที่ดี เพราะอย่างน้อยการแสดงออกอย่างหมาะสมเพื่อให้คู่ของคุณรู้ จะทำให้เขาหรือเธอรู้สึกมีคุณค่า มีความสำคัญ แต่ต้องมั่นใจว่าการแสดงออกนั้น ไม่ใช่การรุกราน

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.yahoo.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


9-วิธีปรับปรุงชีวิตคู่.....ให้ดีขึ้น-2.jpg

ชีวิตคู่ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป วันนี้มาดูข้อแนะนำ จากนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาการใช้ชีวิตสมรสกัน ว่าเขาแนะนำให้ทำอะไรมากที่สุด อ่านแล้วรีบปรับใช้ได้ทันที ทั้งกับผู้ที่สมรสแล้วหรือยังโสดอยู่

 

1. เปิดใจรับฟังคู่ของคุณ

คู่สมรสส่วนใหญ่ไม่มีวิธีการจัดการกับข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ความสัมพันธ์ในเวลาต่อมาดียิ่ง ๆ ขึ้น  ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูก และยึดติดกับจุดยืนของตัวเอง หลายๆครั้งปัญหาอยู่ที่เพียงการต้องการให้อีกฝ่ายรับฟังความเห็นของตนบ้างเท่านั้น นักจิตวิทยาจึงแนะนำว่า ให้ทั้งสองฝ่ายรับฟังซึ่งกันและกัน พร้อมตอบสนองด้วยอากัปกริยาที่เหมาะสม

 

2. เพิ่มช่วงเวลาคุณภาพที่มีให้กันมากขึ้น

บางคู่ที่ทั้งสามีและภรรยา ต่างต้องแบ่งเวลาเพื่อการทำงาน เพื่อพ่อแม่ เพื่อเพื่อนฝูง ทำให้เหลือเวลาที่จะอยู่ด้วยกันน้อยลง อย่างไรก็ตามยังมีความจำเป็นในการหาเวลาว่าง อยู่ด้วยกันมากขึ้น แน่นอนว่าไม่ใช่แค่การนั่งดูทีวี หรือนั่งบนโซฟา แล้วต่างคนต่างทำกิจกรรมของตนเอง สิ่งที่ควรทำคือ การเพิ่มช่วงเวลาที่มีคุณภาพสร้างบรรยากาศโรแมนติก คุยกันกระหนุงกระหนิง มีงานอดิเรกสนุกๆทำด้วยกัน ร้อยทั้งร้อย “รักกันมากขึ้น”

 

3. อย่าเอาอารมณ์มาอยู่เหนือทุกสิ่ง

ความสัมพันธ์ของคู่รักมักดีขึ้น เมื่อสื่อสารพูดคุยเข้าใจกัน แต่ต้องแน่ใจว่าเลือกใช้คำพูดที่เป็นภาษาเดียวกัน ที่สำคัญอย่าพูดอะไรออกไปด้วยอารมณ์ เพราะนั่นจะทำให้ยิ่งแย่ ปรับใช้คำพูดที่ให้ความรู้สึกดี เช่น เลือกพูด “ผมรู้สึกว่า…” แทนคำว่า “คุณก็เป็นแบบนี้เสมอๆ” ซึ่งเหมือนคุณตัดสินไปแล้ว แต่ถ้าถูกคู่รักตำหนิ ก็พยายามฟังให้จบก่อน แม้ว่าคุณอยากจะโต้เถียงในทันทีก็ตาม และเมื่อได้โอกาสพูดแล้ว “อย่าใช้อารมณ์”

 

4. แสดงความชื่นชมคู่ของคุณ

การเป็นคู่รักกันมานาน บางทีก็ทำให้ลืมเรื่องเล็กๆน้อยๆไป เช่น การพูดคำว่า “ขอบคุณ” หรือแสดงความรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่คู่รักทำให้ เช่น “ขอบคุณครับที่เตรียมอาหารเช้าให้ ผมรู้นะว่าคุณยุ่งๆและต้องรีบไปทำงาน แต่คุณก็ทำให้ผม” คิดดูซิว่า ใครได้ยินประโยคนี้ ก็ต้องละลายและยิ้มแก้มปริทีเดียว ดังนั้น อย่าปล่อยให้การชื่นชมและพูดคำว่า “ขอบคุณ” ห่างหายไปจากกันและกัน

 

5. เปลี่ยนจากเรื่องน่าเบื่อ เป็นเรื่องน่าเรียนรู้

การจดจำแต่ว่าพฤติกรรมอะไรที่คู่ของคุณทำแล้ว ทำให้คุณแทบจะบ้าคลั่ง ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ เป็นการ เรียนรู้พฤติกรรมนั้น จะดีกว่ามั้ย แค่คิดที่จะเรียนรู้ ก็พาคุณออกนอกกรอบ การเรียนรู้นิสัยและพฤติกรรมของคนที่เรารัก และเข้าใจถึงนิสัยและพฤติกรรมนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายนะ เพราะเมื่อเข้าใจ คุณก็อาจจะยิ้มได้กับพฤติกรรมแปลกๆของคนรัก อีกทั้งยังเป็นการไม่ทำให้คนรักรู้สึกแย่ ที่พฤติกรรมของเขาถูกรังเกียจ

 

6. หันหน้าออกจากสมาร์ทโฟน

การใช้เวลาอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟน บางทีมันทำให้เพลินกับโลกโซเชียลจนลืมตัวไปว่า ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว หรือบางกรณี กว่าที่คู่รักจะหาเวลาว่างมาดินเนอร์กัน แต่เมื่อได้ดินเนอร์ กลับก้มหน้าก้มตาอยู่กับสมาร์โฟน นี่คืออีกหนึ่งต้นเหตุของปัญหาชีวิตคู่ นักจิตบำบัดหลายท่านบอกว่า จริงๆมันง่ายมากเลยนะที่จะหันหน้าออกจากสมาร์ทโฟน แล้วหันหน้าไปหาคนรัก เพราะต้องยอมรับความจริงข้อนึงว่า ทุกคนต้องการการเอาใจใส่และการได้รับความสนใจ

 

7. ค้นหาความมหัศจรรย์เกี่ยวกับเซ็กส์

โลกมีอะไรให้ค้นหามากมาย คนก็มีอะไรให้ค้นหาเช่นกัน การเป็นคู่รักกันมานาน ไม่ได้หมายความว่า จะค้นเจอความมหัศจรรย์ของคนรัก โดยเฉพาะในเรื่องเซ็กส์ ดังนั้น อย่าปล่อยให้ชีวิตคู่จืดชืด พูดคุยกันบ่อยขึ้น ค้นหาความมหัศจรรย์ของเรื่องเซ็กส์ให้เจอ อย่างน้อยทำให้คู่ของคุณเห็นว่า คุณยังให้ความสำคัญและต้องการจะทำมันให้ดีขึ้น

 

8. แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ร่วมกัน

การใช้ชีวิตทุกวัน ย่อมเจอเรื่องราวที่นำมาแบ่งปัน เล่าสู่กันฟังได้ นักจิตวิทยาบอกว่า มันเป็นความท้าทายและน่าซาบซึ้ง ที่คนสองคนจะแชร์เรื่องราว แบ่งปันเรื่องราว เล่าสู่กันฟัง เพราะนั่นคือการเปิดใจ ส่งผลดีให้คู่รักสนิทกันมากขึ้น หัวเราะด้วยกันมากขึ้น มีโมเม้นท์ดีๆน่ารักๆให้จดจำ

 

9. กำหนดขอบเขตและความคาดหวัง

ปัญหาของความสัมพันธ์ หลายๆครั้งมาจากขอบเขตและความคาดหวังของทั้งคู่ที่ต่างกัน ลองนึกดูว่าถ้าอีกฝ่ายอยากแต่งงาน แต่อีกฝ่ายต้องการแค่ความเป็นเพื่อน ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ ปัญหาในอนาคตอาจเกิดขึ้น ลองหาเวลาพูดคุยแบบสบายๆ สำรวจให้เข้าใจถึงขอบเขต และความคาดหวังของทั้ง 2 ฝ่าย แน่นอนว่าทุกคนไม่อยากผิดหวัง ทุกคู่กลัวการหย่าร้าง ทุกคู่อยากให้ความสัมพันธ์ราบรื่น ดังนั้นการคุยกัน ตกลงกัน มีข้อกำหนด มีขอบเขต ซึ่งทั้งคู่ยอมรับได้ นั่นก็จะช่วยลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

 

คุณโชคดีแค่ไหน ที่มีคนรัก ให้หวานใส่กัน แบ่งปันเรื่องราวกัน เป็นห่วงกัน สร้างอนาคตร่วมกัน ขณะที่คนอื่นไม่มีแบบคุณ ดังนั้น แม้ชีวิตคู่จะเจออุปสรรค เจอปัญหา เจอความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง แต่ให้คิดว่านั่นคือ โอกาสที่จะได้ศึกษากัน เพื่อปรับจูนกันใหม่ ไม่มีใครหรอกที่อยากเลิกรา หย่าร้าง 9 วิธีข้างต้น ช่วยคุณได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.womansday.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-ที่ทำลายความสัมพันธ์-.jpg

หลาย ๆ คนอาจแปลกใจว่า ทำไมความสัมพันธ์กับคู่ของคุณ ถึงได้แย่ลง ทั้งๆที่บางคู่อาจไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน บทความนี้เป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษากายและความสามารถพิเศษ รวมถึงนักบำบัดด้านจิตวิทยาร่วมกันแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว

 

เมื่อพูดถึงนิสัยที่ไม่ดี ทุกคนคงยอมรับว่ามีกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และถ้าถามว่าเมื่อมีแล้วจะทำยังไง ถึงตอนนี้หลายๆคนคงจะตอบว่า ถ้าแก้ไขแล้วดีขึ้นได้ก็จะทำ แต่ทำอย่างไรกับบางเรื่องที่คุณไม่รู้ และบางครั้งถึงรู้ ก็อาจคิดว่า ไม่สำคัญ ในชีวิตประจำวัน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์แบบซึมลึกได้ เรามาดูความเห็นจากนักวิชาการกันเลย

 

1. เข้าและออกจากบ้าน โดยไม่ทักทายคู่ของคุณ

ความประทับใจครั้งแรก เป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าความสัมพันธ์นั้นจะมีมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่หลายๆคู่กลับพบว่าถ้าละเลยไปแล้ว มันอาจสร้างปัญหาในเวลาต่อมาได้ เช่น ไม่ได้ทักทาย พูดคุย สัมผัส หรืออื่น ๆ กับคู่ของคุณ ตอนออกจากบ้านหรือกลับเข้าบ้าน ถ้าตารางเวลาของคุณไม่ตรงกัน หรือคุณพบว่าตัวเองต้องรีบไป แนะนำให้หาทางทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่จะแสดงให้คู่ของคุณรู้ว่า คุณกำลังคิดถึงเขาอยู่บ้าง

 

2. นำเหตุผลเรื่องงาน มาปนกับเรื่องคู่หรือครอบครัว

ในยุคดิจิตอลนี้ มันเป็นการยากที่จะแยกระหว่างเรื่องงานกับชีวิตในบ้าน เวลามีข้อขัดแย้งขึ้นคุณอาจจะกลายเป็นผู้เติมเชื้อเพลิงให้สถานการณ์ มันแย่ลง มีข้อแนะนำว่า ในกรณีที่เกิดปัญหาที่บ้าน คุณควรพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้เหมือนกับเป็นงานของคุณอีกงานหนึ่ง โดยคู่ของคุณคือเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นคุณจำเป็นต้องสร้างกลยุทธ์สำหรับการทำงานร่วมกับคู่ของคุณด้วยเพื่อให้ความสัมพันธ์ทุกอย่างดีขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

 

3. ไม่ตั้งใจฟังคู่ของคุณ อย่างแท้จริง

วันว่าง ๆ ลองนับคำตอบในการสนทนากับคู่ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องละคร หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ถ้าจำนวนครั้งที่คุณตอบ “อืม” “อือ” หรืออะไรก็แล้วแต่ประมาณนี้ คำลักษณะนี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณไม่ได้ฟังมันจริง ๆ  คู่ของคุณอาจมองว่าคุณกำลังฟังอยู่ แต่ในความเป็นจริง มันบอกได้เลยว่าคุณไม่ได้สนใจกับเรื่องที่เล่าอยู่เลย บางครั้งมันอาจส่งผลเสียในเวลาต่อมา

 

4. อึดอัดที่จะพูดถึงเรื่องเงิน

ไม่ว่าคุณจะมีเงินมากน้อยแค่ไหน มันสำคัญที่ว่าคุณควรต้องพูดคุยกับคู่ของคุณอย่างเปิดเผย ซื่อสัตย์ ตรงไป ตรงมา ไม่ว่าคุณจะมีบัญชีร่วมกับคู่ของคุณหรือไม่ “การวางแผนทางการเงิน” เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการแต่งงานที่มีความสุข แต่ต้องแน่ใจว่าการพูดคุยในเรื่องดังกล่าวเป็นการพูดคุยในรูปแบบหลักการบริหารไม่ใช่พูดเป็นในประเด็นการใช้เงินส่วนตัวของแต่ละคน

 

5. ออกเสียงในลำคอหรือกระแอมบ่อย

เราทุกคนมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่สะดวก ที่พูดกันบ่อย ๆมากคือ กระแอมในลำคอ หลายๆคนกระแอมในลำคอเหมือนเป็นคำตอบให้กับสิ่งที่พวกเขากำลังพูดหรือได้ยินในเรื่องไม่ดี ไม่ถูกใจ “สิ่งนี้จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ถ้าคุณใช้พฤติกรรมที่แสดงออกเวลาเครียด มาเป็นพฤติกรรมปกติในการสื่อสารกับคู่ของคุณ”

 

6. ไม่สนใจในความต้องการของกันและกัน

ลองปรับมาคิดแบบนี้ในทุกๆเรื่อง “ถ้าคุณเข้าไปหาน้ำดื่มสักแก้วในครัว คุณควรถามคู่ของคุณว่าต้องการน้ำด้วยหรือไม่” ในความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งคู่ควรพยายามเติมเต็มความต้องการของกันและกัน อย่าลืมว่า ถ้าคุณกระหายน้ำก็มีโอกาสที่คู่ของคุณกระหายน้ำด้วยเช่นกัน

 

7. เครียดแล้วชวนทะเลาะ

คุณไม่สามารถนำความเครียดของคุณ ไปจุดชนวนทำให้ทะเลาะกันกับคู่ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการนอนไม่หลับ เจ้านายดุ หมุนเงินไม่ทัน พ่อป่วย แม่เจ็บ หรืออื่นๆ ความจริงคือไม่มีเหตุผลใดที่คุณจะนำแรงกดดันในเรื่องเหล่านี้ ไปเป็นชนวนให้เกิดการทะเลาะกับคู่ของคุณ ในทางกลับกัน คุณมีสิทธิที่จะสื่อสารให้เขาหรือเธอได้รับรู้ คิด พิจารณาร่วมกัน  และมีปฏิสัมพันธ์อย่างเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น

 

8. ต่างคนต่างอยู่

แม้ว่าความเป็นอิสระในการดำเนินชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ แต่การใช้ชีวิตคู่ จำเป็นที่จะต้องมีการแบ่งปันกัน การแบ่งปันเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี สมมติว่าคุณกำลังดูทีวีกับคู่ของคุณ คำถามคือ “คุณจะเก็บผ้าห่มไว้ห่มตัวเอง คุณจะให้เขาหรือเธอห่ม คุณจะใช้การแบ่งกันห่ม” อาจฟังดูง่าย แต่การกระทำเล็ก ๆ นี้บ่งบอกว่าความสัมพันธ์ของคุณปกติ หรือคุณอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.yahoo.com
ภาพประกอบ: www.freepik.com


Change-life-drinking-water.jpg

เปลี่ยนชีวิตให้สดใสด้วยการ “ดื่มน้ำ” เคยไหมที่บางครั้งอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกหัวตื้อคิดอะไรไม่ออก สายตาพร่ามัว ผิวพรรณหยาบกระด้าง ริมฝีปากแห้งแตกระแหง ดวงตาไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง และรู้สึกง่วงอยู่ตลอดเวลา เมื่ออาการเหล่านี้เกิดกับคุณโดยเฉพาะคุณผู้หญิง อย่าได้มองข้ามอาการเหล่านี้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจเป็นสิ่งบ่งบอกว่าร่างกายคุณกำลังขาดน้ำ ซึ่งในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้คุณติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ มารู้กันว่าการ “ดื่มน้ำ” สำคัญอย่างไร 

 

ตามปกติแล้วปริมาณน้ำที่คุณผู้หญิงควรดื่มในแต่ละวัน อยู่ที่ 8 – 10 แก้ว สำหรับบางคนที่ติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะบ่อย ๆ สามารถดื่มมากกว่านั้นได้ นอกจากนั้น ผู้ที่ติดเชื้อควรเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความอับชื้น โดยเฉพาะหลังจากออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) และปัสสาวะทุกครั้งหลังจากมีเพศสัมพันธ์ด้วย

 

รู้ได้อย่างไรว่า “ดื่มน้ำ” อย่างพอเหมาะ  

ประโยชน์ของการดื่มน้ำให้เพียงพอสำหรับร่างกายมีมากมาย สิ่งที่คุณจะรับรู้ได้อย่างชัดเจนด้วยตัวเอง ก็คือ เมื่อดื่มน้ำสะอาดเพียงพอสำหรับร่างกาย สมองจะสามารถคิด ประมวลผลได้เร็วขึ้น จดจำและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น มีสมาธิในการทำงานเพิ่มขึ้น  ผิวพรรณจะเปล่งปลั่งสุขภาพดี เรียบเนียน ไร้ริ้วรอยเหี่ยวย่น ดูอ่อนกว่าวัย ปวดศีรษะน้อยลง เรียกได้ว่า เปลี่ยนชีวิตให้สดใสด้วยการดื่มน้ำเลยจริงๆ

ส่วนผลลัพธ์ที่อาจมองเห็นไม่ชัดด้วยตาเปล่า เช่น การทำงานของตับและไตจะดีขึ้น ร่างกายจะขับถ่ายของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจวาย เลือดข้น โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

นอกจากนั้น น้ำยังทำให้ข้อต่อแข็งแรง มีความยืดหยุ่นมากขึ้น การดื่มน้ำมาก ๆ ยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย เพราะน้ำจะช่วยขับของเสียออกจากอวัยวะต่าง ๆ ทำให้ร่างกายสะอาดขึ้น คุณจะมีความอยากกินอาหารขยะน้อยลง และกลิ่นปากจะลดลงด้วย

 

ถ้าดื่มน้ำมากเกิน

ในทางตรงข้าม การดื่มน้ำมากเกินไปก็มีโทษเช่นกัน ลองสังเกตร่างกายของคุณว่า ดื่มแค่ไหนจึงรู้สึกพอ เพราะร่างกายจะมีกลไกที่บอกว่าได้รับน้ำเพียงพอแล้วสำหรับระยะเวลานั้น อย่าฝืนดื่มน้ำมากเกินไป โดยในช่วงอากาศร้อนจัดและรู้สึกกระหาย ควรจิบน้ำที่อยู่ในอุณหภูมิห้องทีละน้อย หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำครั้งละมาก ๆ หรือเย็นจัดร้อนจัด สังเกตปัสสาวะของตนเองอยู่เสมอ ปัสสาวะที่มีสีเหลืองเข้มอาจบ่งบอกว่าคุณกำลังขาดน้ำก็ได้ ในขณะที่ปัสสาวะสีเหลืองอ่อน คือ สิ่งบ่งบอกว่าคุณดื่มน้ำอย่างเพียงพอแล้ว

อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดกับคนจำนวนมาก คือ อาการท้องผูก และการดื่มน้ำสามารถช่วยบรรเทาท้องผูกได้เช่นกัน สาเหตุที่ทำให้คนดื่มน้ำน้อยมักท้องผูก เพราะเมื่อขาดน้ำลำไส้จะไปดึงน้ำออกจากอุจจาระเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ทำให้อุจจาระแข็งตัวและขับถ่ายลำบาก วิธีแก้ไขง่าย ๆ เบื้องต้น คือ ลองดื่มน้ำอุ่น ๆ ก่อนนอน 1 แก้ว เพราะน้ำจะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหาร และทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้ดีขึ้น

นอกจากนั้น ผู้ที่ท้องผูกควรรับประทานอาหารจำพวกกากใย ผัก ผลไม้ให้มาก ๆ เป็นนิสัย ขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน อย่านอนดึก หรืออดนอน  และเมื่อร่างกายขับถ่ายของเสียได้ดีขึ้นแล้ว ระบบในร่างกายก็มีแนวโน้มที่จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์และเกิดอาการเมาค้างในตอนเช้า น้ำดื่มสะอาดก็สามารถช่วยคุณให้พ้นจากอาการปวดหัวได้เช่นกัน เพราะน้ำมีคุณสมบัติช่วยขับปัสสาวะ หากคืนไหนรู้สึกว่าดื่มหนัก ๆ ก่อนเข้านอนลองดื่มน้ำดู เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาน้ำจะช่วยขับแอลกอฮอล์ที่ตกค้างในร่างกายของคุณออกไป ช่วยให้คุณฟื้นคืนสภาพได้เร็วขึ้น

นอกจากการดื่มน้ำสะอาดแล้ว ผลไม้ต่าง ๆ ที่มีน้ำอยู่มาก เช่น แตงโม สับปะรด สตรอเบอรี่ แคนตาลูป ส้ม หรือแอปเปิล ก็ยังช่วยดับกระหายและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกายคุณได้ด้วย เพียงแค่เลือกรับประทานบ่อย ๆ เป็นนิสัย คุณก็จะมีสุขภาพดีขึ้นและอ่อนวัยขึ้นได้อย่างง่ายดาย

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ   
แหล่งข้อมูล: www.mindbodygreen.com
ภาพประกอบ:  www.freepik.com


-ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม.jpg

อุบัติการณ์การเกิดโรคภูมิแพ้ (Allergy) เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก จากการสำรวจในประเทศไทยพบว่ามีการเพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา โดยในประเทศไทยพบผู้ป่วย โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23 – 30 โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคหืดร้อยละ 10 – 15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหารร้อยละ 5

 

นอกจากนี้ภูมิแพ้ยังสามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนในหลายระบบของร่างกาย เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ นอนกรน การเป็นภูมิแพ้ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดน้อยลง ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ มีทั้งที่ทุกข์ทรมานมากจนต้องพักฟื้นอยู่กับบ้าน และที่คุมอาการจนสามารถทำงานได้ใกล้เคียงปกติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการ และการดูแลรักษาของผู้ป่วยแต่ละคน

 

สาเหตุที่ทำเกิดโรคภูมิแพ้

ภูมิแพ้ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามโรคภูมิแพ้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ สภาพแวดล้อมที่เราอยู่อาศัย พฤติกรรมการใช้ชีวิต การกิน นอน การพักผ่อนที่ไม่เหมาะสม ความเครียด ฝุ่นควันทั้งในที่พักอาศัยและบนท้องถนนในระหว่างการเดินทาง ล้วนทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้

นอกจากนั้นสุขภาพร่างกายของเรา และกรรมพันธ์ุก็มีส่วนทำให้เป็นโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น บุคคลที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคภูมิแพ้สูงกว่าบุคคลอื่น ๆ ไม่เพียงเท่านั้นพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่างก็ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ อาทิ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน และได้รับสารเคมีบางชนิดอีกด้วย

 

อาการของโรคภูมิแพ้

  1. อาการที่เกิดขึ้นจากระบบทางเดินหายใจ ซี่งเราสามารถสังเกตได้จาก อาการคัน คัดจมูก น้ำมูกไหล จนกระทั่งอาจเกิดอาการรุนแรงขึ้น หากพบว่า มีอาการไอ มีเสมหะ และอาการหอบร่วมด้วยภูมิแพ้ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม
  2. อาการที่เกิดขึ้นที่ผิวหนัง ในบางคนอาจพบว่าตนเองมีอาการลมพิษหรือภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจมีอาการคัน ผดผื่นขึ้นตามตัว อาการแดง มีตุ่มนูนคันเกิดขึ้น  และเป็นปื้นใหญ่นูนแดง ซึ่งมักเกิดจากการแพ้อาหาร ลมพิษ หรือแพ้แมลงที่ดัดต่อยก็เป็นได้
  3. อาการที่เกิดขึ้นจากระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอาจเกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ส่วนใหญ่จะเกิดจากการแพ้อาหาร
  4. อาการที่เกิดขึ้นหลายระบบในร่างกาย และพบว่ามีความรุนมาก ซึ่งระดับความรุนแรงมากโดยมักมีอาการหอบ ลมพิษ ช็อค หรืออาจเสียเสียชีวิตได้เลย สาเหตุมาจากการแพ้อาหารบางชนิดอย่างรุนแรง

 

วิธีการรักษาโรคภูมิแพ้

  • รักษาโดยรับประทานยาแก้แพ้ ยากลุ่มที่ใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้มีทั้งหมด 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มดั้งเดิม ได้แก่ คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ไฮดรอไซซีน (hydroxyzine) ที่เข้าไปช่วยลดการหลั่งสารฮิสตามีน ข้อเสียของยากลุ่มนี้คืออาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ กลุ่มต่อมาคือ กลุ่มยาที่ใช้ต้านฮิสตามีน โดยไม่ทำให้ง่วงซึม ได้แก่ เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) เซทิริซีน (Cetirizine) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเป็นกลุ่มยาที่ไม่เข้าไปรบกวนระบบประสาททำให้ไม่เกิดอาการอ่อนเพลียและง่วงซึมขึ้น
  • รักษาโดยการฉีดวัควีน สำหรับการฉีดวัคซีนคือการเอาสารก่อภูมิแพ้ฉีดเข้าไปภายในร่างกาย มีผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ซึ่งจะช่วยให้ไม่เกิดอาการแพ้ขึ้นอีก ซึ่งสามารถฉีดได้นับตั้งแต่อายุ 5 ปีขึ้นไป
  • รักษาโดยการปรับพฤติกรรมของตัวเอง สิ่งที่สำคัญที่ช่วยในการรักษาอาการภูมิแพ้โดยที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเองภูมิแพ้ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาทิ หลีกเลี่ยงหรือพยายามออกห่างสิ่งที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ ทำความสะอาดบ้านอย่างเป็นประจำ ออกกำลังกาย พยายามไม่ให้ตัวเองเครียดโดยการหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีมลพิษทางอากาศ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบห้าหมู่ และบำรุงร่างกายตนเองให้มีสุขภาพที่แข็งแรง  

 

เสริมภูมิต้านทานในร่างกายด้วย BALANS โพรโพลิส พลัส (PROPOLIS PLUS)

จากที่กล่าวมา โรคภูมิแพ้ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดลงอย่างมาก มีผู้ป่วยหลายรายต้องพักรักษาตัว ไม่สามารถไปทำงาน หรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ การป้องกันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถือเป็นอีกทางเลือกที่ดี สำหรับผู้ที่เหมาะสมในการป้องกันโรคภูมิแพ้

 

ภูมิแพ้ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

 

บาลานส์ โพรโพลิส พลัส (ฺBalans Propolis Plus) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสารสกัดสำคัญจากผิวของรังผึ้ง ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ต้องการเสริมภูมิต้านทานในร่างกายให้แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย หรือ ผู้ที่มีอาการแพ้อากาศ แพ้ฝุ่น หรือร่างกายไวต่อสภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอากาศ อย่าง ฝุ่น ควัน และมลพิษต่าง ๆ นอกจากนั้นผู้ที่มีปัญหาทางผิวหนัง มักเกิดปัญหาสิว หรือผิวแพ้ง่าย นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายอ่อนแอ จวบจนผู้ที่ประสบปัญหาทางเดินหายใจก็สามารถรับประทานได้

 

ส่วนประกอบสำคัญ


  • โพรโพลิส เป็นสารสกัดที่ได้มาจากผิวของรังผึ้ง ซึ่งสามารถใช้บรรเทาอาการปวด โดยเฉพาะเจ็บและปวดฟัน สมานแผล และช่วยในการฆ่าเชื้อ นับตั้งแต่ยุค กรีก โรมัน จนมาถึงในยุคปัจจุบัน
  • น้ำมันงาม่อน ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีโอเมก้า3 สูงและวิตามินอีสูง สามารถช่วยในเรื่องของความจำ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดความเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจ ช่วยชะลอวัย และสามารถบำรุงสายตาได้อีกด้วย
  • คาโมมายล์ สายพันธุ์เยอรมัน ซึ่งอุดมไปด้วย สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ สารกลุ่ม เทอร์พีนอยด์และสารกลุ่ม คูมารินส์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ ป้องกันการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติต้านมะเร็งด้วย
  • ซีบัคธอร์น มี ซีบัคธอร์น ช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทาน มีความสามารถในการลดคอเรสเตอรอล ลดการสะสมไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของเลือด

การดูแลร่างกายไม่ให้เจ็บป่วยเป็นสิ่งสำคัญ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการเกิดโรคแล้วค่อยรักษามาก ผลที่ได้ก็ต่างกัน ทั้งนี้การดูแลร่างกายไม่ให้เจ็บป่วย ต้องดูแลทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต การลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ การทานอาหาร การพักผ่อน การอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ และอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถช่วยได้ คือ การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เหมาะสม

ภูมิแพ้ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

Balans Propolis Plus 30 Capsules

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท เวลเนส เอเชีย จำกัด
Website : www.benjaoil.com/th
Facebook : www.facebook.com/Balans.official
Line : @balans
Tel. 095 495 7828

 

 


5-vitamins-supplements-workers.jpg

วัฒนธรรมการทำงานออฟฟิศในปัจจุบันแม้จะอำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมากแต่ก็สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพแก่คนทำงานหรือมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ ได้เช่นกัน ซึ่งนอกจากสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจแล้ว ร่างกายของเรายังขาด ” วิตามิน ” และได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ไม่เพียงพอ ทำให้บ่มเพาะนิสัยการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง มีปัญหาสุขภาพและขาดสารอาหารตามมาเป็นลำดับ ดังนั้นนอกจากการปรับพฤติกรรมแล้ว วิตามิน กับ อาหารเสริมต่าง ๆ ก็เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะแก่วัยทำงาน

 

วิตามิน และ อาหารเสริมสำหรับมนุษย์เงินเดือน 

 

1.วิตามินซี (Vitamin C)

จากการศึกษาพบว่าผู้ที่มีความเครียดสะสมทางร่างกายและจิตใจมีแนวโน้มต้องการวิตามินซีเสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ วิตามินซีเป็นหนึ่งในกลุ่มแอนตี้อ็อกซิแดนซ์ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง อีกทั้งยังเป็นวิตามินที่สามารถละลายน้ำได้ จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องตกค้างในกลุ่มผู้ที่บริโภควิตามินซีเป็นประจำ อีกทั้งวิตามินซียังทำงานร่วมกับวิตามินเอในเรื่องการบำรุงสุขภาพสายตาให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคต้อซึ่งเกิดจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานติดต่อกันได้ด้วย

 

2.วิตามินบี  (Vitamin B)

วิตามินบีเป็นวิตามินที่สามารถพบได้ในอาหารหลากหลายหมู่ ไม่ว่าจะเป็นถั่ว, ธัญพืช, กล้วย หรือแม้แต่เนื้อสัตว์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นวิตามินที่คนส่วนใหญ่ขาด จากการรับประทานอาหารไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ เน้นอาหารสำเร็จรูปและอาหารที่ผ่านการแปรรูปซึ่งทำให้คุณประโยชน์ของวิตามินบีพร่องไปด้วย วิตามินบีมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายและระบบเลือด บำรุงสมอง ทำให้ทำงานอย่างลื่นไหล ใครมีปัญหาหลงลืม หรือรู้สึกว่าสมองไม่ค่อยปลอดโปร่ง ลองรับประทานวิตามินบีจะพบว่าสมองสามารถตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น โดยสามารถเลือกรับประทานแบบบีรวมที่มีวิตามินบีครบทุกชนิด

 

3.วิตามินดี (Vitamin D)

จริง ๆ แล้ววิตามินดีเป็นสิ่งที่ร่างกายสามารถผลิตเองได้ง่าย ๆ เพียงแค่ออกไปรับแดดตอนเช้า ๆ ซักหน่อย แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือวิถีชีวิตของเราไม่ได้เอื้ออำนวยมากนัก ออฟฟิศส่วนใหญ่เป็นตึกมิดชิด  จากการศึกษาพบว่าการขาดวิตามินดีอาจไม่เพียงส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูกเท่านั้น ยังอาจนำไปสู่โรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ ได้อีกด้วย วิตามินดีและแคลเซียมถือเป็นคู่หูของกันและกัน นอกจากการรับประทานวิตามินดีเสริมแล้วเรายังสามารถปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตช่วยได้ด้วย เช่น ออกกำลังกายในสวนสาธารณะตอนเช้า หรือหาโอกาสนั่งกินข้าวเที่ยงในร้านอาหารแบบ Out-door บ้าง เป็นต้น

 

4.วิตามินเอ  (Vitamin A)

ถ้าพูดถึงวิตามินเอ แน่นอนว่าทุกคนจะนึกถึงสรรพคุณในเรื่องการบำรุงสายตา ซึ่งขาดไปไม่ได้เลยกับพนักงานออฟฟิศที่ใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมงต่อวันในการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ วิตามินเอมักพบในอาหารจำพวกเครื่องใน ไข่แดง ผักโขม รวมไปถึงผักผลไม้สีเหลือง เป็นต้น ในกรณีที่คุณใช้สายตาหนักมาก การเสริมอาหารด้วยวิตามินเอแบบเม็ดที่ขายกันตามร้านขายยาก็ช่วยได้ แต่เนื่องจากวิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันซึ่งอาจส่งผลข้างเคียงเมื่อตกค้างในร่างกาย ดังนั้นจึงควรอ่านฉลากยาอย่างเคร่งครัดถึงข้อปฏิบัติและข้อยกเว้นต่าง ๆ

 

5.น้ำมันปลา (Fish Oil)

น้ำมันปลา Fish oil นี้สกัดจากเนื้อปลา คนละอย่างกับน้ำมันตับปลาที่สกัดจากตับปลา อีกทั้งยังให้คุณประโยชน์ทางยาที่ต่างกัน โดยการทานน้ำมันปลา จะหวังผลในเรื่องไขมันดีอย่าง โอเมก้า-3 เป็นหลัก ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดข้อมือและข้อนิ้วที่มักพบในคนทำงานได้ อาหารที่อุดมด้วยโอเมก้า-3 ได้แก่ปลาแซลมอน และอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มโอเมก้า-3 ให้แก่ร่างกายคือการรับประทานน้ำมันปลาในรูปแบบแคปซูลนั่นเอง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.holtraceuticals.com   www.highachieverdiet.com   www.ncbi.nlm.nih.gov
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


food.jpg

ร่างกายจำเป็นต้องการ “อาหารหลัก 5 หมู่” เพื่อนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับเซลล์ และอวัยวะในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย สำหรับดำเนินชีวิตประจำวัน รวมถึงการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อาหารหลัก 5 หมู่ มีความจำเป็นร่างกาย ดังนี้ 

 

สิ่งที่สำคัญ คือ สารอาหารแต่ละประเภทมีลักษณะ คุณสมบัติ และประโยชน์ที่ไม่เหมือนกัน สารอาหารบางประเภทเน้นการเจริญเติบโต บางประเภทเน้นให้พลังงานและสารอาหารแต่ละประเภทร่างกายต้องการไม่เท่ากัน และยังเปลี่ยนแปลงไปตามวัย การรู้ข้อมูลของอาหารหลัก 5 หมู่อย่างเพียงพอ จะช่วยเพิ่มความเข้าใจ ทำให้สามารถเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการดูแลตนเองได้

 

อาหารหมู่ที่ 1 โปรตีน

โปรตีนพบในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม ไข่ และถั่วต่าง ๆ มีประโยชน์ โดยช่วยให้ร่างกายมีการเจริญเติบโต อาทิ การสร้างกระดูก สร้างกล้ามเนื้อ ผิวหนังรวมถึงอวัยวะในส่วนอื่น และช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อในส่วนที่สึกหรอ รวมถึงการเสริมสร้างภูมิต้านทาน เพื่อป้องกันโรคให้แก่ร่างกาย โดยโปรตีน 1 กรัมจะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี

เมื่อเรารับประทานอาหาร โปรตีนจะถูกย่อยในระบบย่อยอาหาร บริเวณกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก โดยจะถูกดูดซึมในรูปของกรดอะมิโน โดยกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการนั้น มีทั้งที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเอง ต้องได้จากอาหารที่รับประทาน เรียก กรดอะมิโนจำเป็น (Essential amino acid) และร่างกายสามารถสร้างเองได้อย่างพอเพียง ในภาวะปกติเรียก กรดอะมิโนไม่จำเป็น (Non-essential amino acid)

ร่างกายเมื่อขาดโปรตีน จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เหน็บชา ตะคริวบ่อย อ่อนเพลีย เจ็บป่วยง่าย ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ผิวแห้ง เล็บเปราะบาง ความจำไม่ดี รวมถึงความรู้สึกหดหู่ กังวลใจ

 

อาหารหมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต

คาร์โบไฮเดรต พบในอาหารประเภทข้าว น้ำตาล แป้ง มัน และเผือก เป็นต้น มีประโยชน์ในการให้พลังงาน  ให้ความอบอุ่นกับร่างกายโดยพลังงานที่ได้จากการทานอาหารประเภทนี้ จะใช้ในการทำกิจกรรมในแต่ละวัน เช่น การทำงาน การออกกำลังกาย การเดินทาง โดยถ้าเราทานอาหารประเภทนี้มากเกินไปในแต่ละวัน พลังงานส่วนที่เหลือจะถูกเก็บไว้ในรูปของไขมัน ซึ่งการสะสมไว้นาน ๆ จะทำให้เกิดโรคตามมา อาทิ โรคกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases) คาร์โบไฮเดรต 1 กรัมจะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี

เมื่อเรารับประทานอาหาร คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยในระบบย่อยอาหาร ส่วนใหญ่เกิดที่บริเวณลำไส้เล็ก โดยจะถูกดูดซึมในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide)  อาทิ น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลกาแลคโตส และน้ำตาลฟรุกโตส โดยเมื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว บางส่วนจะถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานในกิจกรรมประจำวัน บางส่วนจะถูกนำไปใช้ในการสร้างสารอื่น และการเก็บไว้ในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) ร่างกายเมื่อขาดคาร์โบไฮเดรต จะมีอาการอ่อนเพลีย อ่อนล้า ไร้เรี่ยวแรง จากการที่ร่างกายหมดพลังงาน

 

อาหารหมู่ที่ 3 แร่ธาตุ จากพืชผักต่าง ๆ

อาหารในหมู่นี้ พบในพืชและผักต่าง ๆ อาทิ ผัดคะน้า ผักกาด ผักบุ้ง ผักใบเขียว ผักใบสี และผักชนิดอื่น ๆ ที่รับประทานได้

ร่างกายต้องการเกลือแร่ไม่มาก แต่ขาดไม่ได้เนื่องจากเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็น ต่อการเสริมสร้างความแข็งแรง ช่วยในการควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ช่วยควบคุมการทำงานของฮอร์โมน ช่วยรักษาสมดุลของกระบวนการออสโมซิส (Osmosis) และเกลือแร่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเป็นโครงสร้างของร่างกาย ตั้งแต่การเป็นองค์ประกอบของเซลล์ เนื้อเยื่อ เส้นประสาท เอนไซม์ ฮอร์โมนและวิตามิน

เกลือแร่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เกลือแร่ที่มนุษย์ต้องการในปริมาณที่มากกว่าวันละ 100 มิลลิกรัม ได้แก่ แมกนีเซียม โซเดียม กำมะถัน ฟอสฟอรัสโพแทสเซียม คลอรีน และแคลเซียม และเกลือแร่ที่มนุษย์ต้องการในปริมาณวันละ 2 – 3 มิลลิกรัม นั่นก็คือ เหล็ก โครเมียม ไอโอดีน ทองแดง โคบอลต์ สังกะสี แมงกานีส ซีลีเนียม ฟลูออรีน และโมลิบดีนัม

 

อาหารหมู่ที่ 4 วิตามินจากผลไม้ต่าง ๆ

อาหารประเภทนี้ พบในผลไม้ชนิดต่าง ๆ เช่น กล้วย ส้ม มะละกอ แอปเปิล ลำไย มังคุด และอื่น ๆ อาหารในหมู่นี้จะให้วิตามิน และเกลือแร่แก่ร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้อย่างปกติ มีภูมิในการต้านทานต่อเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ รวมถึงการมีกากใยอาหารที่ช่วยให้การขับถ่ายของลำไส้ เป็นไปตามปกติอีกด้วย

สารอาหารที่เป็นวิตามิน มีทั้งที่เป็นวิตามินละลายในไขมัน  ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี เค เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีนบางชนิดในร่างกาย และที่เป็นวิตามินละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินซี บี1 บี2 บี3 บี12 ไนอาซิน กรดแพนโทนิก ไบโอติน และโฟลาซิน เกี่ยวข้องในการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา หรือทำให้ปฏิกิริยาต่าง ๆ ในร่างกายดำเนินไปได้

การขาดวิตามินจะส่งผลกระทบต่อระบบของร่างกายในหลายระบบ อาทิ ทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง เจ็บป่วยง่าย ผิวหนังหยาบกร้าน อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกอ่อน หรือกระดูกพรุน มีอาการท้องผูกเป็นประจำ เป็นต้น

 

อาหารหมู่ที่ 5 ไขมัน

อาหารในหมู่นี้ พบในน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม รวมถึงกะทิ มะพร้าว และไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ประโยชน์ของไขมัน การนอนไม่หลับมีหลายประการ เช่น การให้พลังงานและความอบอุ่นกับร่างกาย โดยไขมัน 1 กรัมจะให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี

นอกจากนี้ ไขมันยังช่วยลดแรงกระแทกต่ออวัยวะภายใน ช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน รวมทั้งเมื่อรวมกับโปรตีนจะกลายเป็นส่วนประกอบของเซลล์อีกด้วย

เมื่อเรารับประทานอาหาร ไขมันจะถูกย่อยในระบบย่อยอาหารและถูกดูดซึมในรูปของกรดไขมัน (Fatty acids) และกรีเซอรอล (Glycerol) โดยเราสามารถแบ่งกรดไขมันออกเป็น 3 ประเภท คือ กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty Acid) พบมากในน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กรดไขมันไม่อิ่มตัว 1 ตำแหน่ง (Monounsaturated Fatty Acid) พบมากในน้ำมันเมล็ดชา น้ำมันมะกอก และกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (Polyunsaturated Fatty Acid) พบมากในน้ำมันเมล็ดคำฝอย น้ำมันเมล็ดทานตะวัน

 

จากข้อมูลเบื้องต้น ทั้งในเรื่องประเภท แหล่งที่พบ และประโยชน์ของสารอาหารแต่ละประเภท จะช่วยให้พวกเราเห็นความสำคัญของการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของเพศ วัย รูปแบบในการดำเนินชีวิต สภาวะสุขภาพ ทำให้ยังคงมีความจำเป็นในการสอบถามเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.honestdocs.co  www.thaihealth.or.th
ภาพประกอบจาก: www.thaihealth.or.th


-Ketosis-และ-Keto-flu.jpg

รู้จัก Ketosis และ Keto flu สำหรับผู้ที่สนใจสูตรไดเอท แบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” โดยเฉพาะสูตร “คีโต” หรือ Ketogenic diet อาจจะเคยผ่านตาเรื่องของภาวะคีโตซิส (Ketosis) และคีโต ฟลู (Keto flu) กันมาบ้าง มาดูกันนะค่ะว่า 2 คำนี้ มีความหมายอย่างไร

 

สูตรไดเอทแบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” เน้นการดึงเอาพลังงานจากไขมันมาใช้แทนคาร์โบไฮเดรต ยกตัวอย่างเช่น สูตรไดเอทแบบคีโต หรือ Ketogenic diet และสูตรไดเอทแบบแอทกิ้นส์ หรือ Atkins Diet ซึ่งร่างกายของผู้ที่ไม่คุ้นเคยต้องมีการปรับตัว เรามารู้จักกับ 2 คำ ที่ควรรู้กันค่ะ

 

Ketosis และ Keto flu คืออะไร และสำคัญอย่างไร 

 

1.Ketosis 

คีโตซิส (Ketosis) เป็นกระบวนการเผาผลาญไขมันที่เก็บไว้ในร่างกาย เพื่อให้เกิดพลังงาน ในภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลกลูโคสไม่เพียงพอ กระบวนการดังกล่าวส่งผลให้เกิดการสะสมของกรดคีโตน (Ketone) ภายในร่างกาย

ทั้งนี้ภาวะนี้ จะพบได้ในผู้ที่ทานอาหารแบบ Ketogenic diet โดยลดคาร์โบไฮเดรตลงอย่างมาก เพื่อบังคับให้ร่างกายเผาผลาญไขมัน เพื่อเอาพลังงานที่ได้มาแทนพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ภาวะนี้ยังพบได้ในผู้ป่วยเบาหวาน  ซึ่งร่างกายมีฮอร์โมนอินซูลินผิดปกติ ร่างกายเข้าสู่ภาวะคีโตซิสโดยพลังงานหลักมาจากไขมัน ต่อมาเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (Ketoacidosis)

โดยมีคีโตนในเลือดสูงจนเกิดอันตราย มีอาการปากแห้ง กระหายน้ำ มึนงง สับสน คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก กรณีรุนแรงอาจเกิดสมองบวม โคม่าและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes) ซึ่งตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ มีโอกาสเกิดภาวะเลือดเป็นกรดได้มากกว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) ซึ่งมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน และจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลทันที

 

2.Keto flu 

คีโตฟลู (Keto flu) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดกับหลาย ๆ คน ในช่วงแรกของการปรับตัวทานอาหารแนวคีโต (Ketogenic diet) ซึ่งเป็นสูตรอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก โดยมักจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำกว่า 50 กรัมต่อวัน การลดลงอย่างมากนี้อาจเกิดผลกระทบต่อร่ากายคล้ายกับอาการจากการถอนคาเฟอีน หรือสารเสพติดบางประเภท

โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ท้องร่วง ปวดหัว เวียนหัว อ่อนแรง หงุดหงิด ตะคริว ปวดท้อง ขาดสมาธิ ปวดกล้ามเนื้อ นอนหลับยาก จนถึงการอยากกินน้ำตาล โดยผู้ทานอาหารแนวคีโตอาจพบอาการเหล่านี้ในหนึ่งสัปดาห์แรก

ในขณะที่บางคนมีอาการต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลานาน อาการเหล่านี้มีผลโดยตรง ทำให้หลายๆคนไม่สามารถประสบความสำเร็จกับการทานอาหารแนวคีโต รู้จัก Ketosis, Keto flu ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.medicalnewstoday.com   www.healthline.com   www.haamor.com
ภาพประกอบจาก : www.unsplash.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก