ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

ผู้หญิงส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดจะผ่านประสบการณ์การปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea) กันมาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นมีอาการปวดประจำเดือนสูงถึง 80 – 90% มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่เคยมีอาการ และในผู้ที่มีอาการจำนวน 1 – 5% จะมีอาการปวดประจำเดือนมากจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ต้องขาดเรียน ขาดงานขาดโอกาสในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
การปวดประจำเดือน เป็นการปวดเกร็งบริเวณท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกรานในช่วงก่อนหรือระหว่างการมีประจำเดือน โดยการปวดประจำเดือนที่เป็นปกติไม่ควรรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน เพียงทานยาแก้ปวดประจำเดือนแล้วควรดีขึ้น อย่างไรก็ตามในรายที่มีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง อาจมีการปวดร้าวไปถึงบริเวณหลัง บริเวณก้น บริเวณต้นขา และยังอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หน้ามืด เป็นลม ไม่สามารถดำเนินชีวิตปกติได้

ทั้งนี้การปวดประจำเดือนมักจะพบได้บ่อยในช่วงวัยรุ่น เริ่มตั้งแต่ 1 – 2 ปีหลังจากมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก และอาการปวดมีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุมากขึ้น นอกจากนี้ภายหลังการมีบุตร โอกาสเกิดอาการปวดประจำเดือนน้อยกว่าก่อนมีบุตร

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
หลายๆกรณีของการปวดท้องที่เกิดในเวลาใกล้เคียงกับประจำเดือน และควรไปพบแพทย์ เช่น ปวดท้องหลายวันก่อนมีประจำเดือน ความปวดมากขึ้นระหว่างมีประจำเดือนและอาจปวดมากต่อเนื่องไปหลังจากประจำเดือนหมด ปวดมากจนมีผลต่อคุณภาพชีวิต เมื่อทานยาแก้ปวดก็ไม่ดีขึ้น ปวดหรือมีเลือดออกเวลาถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะขณะมีประจำเดือน เลือดที่ออกผิดปกติไปจากที่เคยเป็น เป็นต้น

 

สาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้ปวดประจำเดือนมีหลายสาเหตุ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

  • การปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ (Primary dysmenorrhea) มักเกิดกับผู้หญิงวัยรุ่นในช่วง 2 – 3 ปีแรกของการมีประจำเดือน แล้วจะดีขึ้นตามวัยที่สูงขึ้น ลักษณะการปวดจะเริ่มปวดท้องน้อยก่อนที่เลือดประจำเดือนจะออกมา พอเลือดประจำเดือนออกมาแล้วอาการปวดก็ดีขึ้นหรือบรรเทาลง
    .
    อาการปวดเกิดจากมีสารที่เรียกว่า โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandins) หลั่งออกมาจากเยื่อบุโพรงมดลูก และสารตัวนี้จะดูดซึมผ่านกระแสเลือดและมาออกฤทธิ์ที่มดลูก ทำให้มดลูกเกิดการหดตัว และหลอดเลือดมดลูกหดตัว ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงมดลูกชั่วคราว เกิดอาการปวดท้องขึ้น ถ้าหากสารโพรสตาแกลนดินมีปริมาณมากกว่าปกติ ก็จะก่อให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และในบางรายก็อาจจะมีไข้ ที่เรียกกันว่าไข้ทับระดู อาการปวดท้องประจำเดือนจากกรณีนี้ จะไม่เป็นอันตรายมาก
  • การปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea) เป็นการปวดประจำเดือนที่มีภาวะแอบแฝงจากโรคอื่นๆ แพทย์จะตรวจพบพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกรานร่วมด้วย โดยจะปวดต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าประจำเดือนจะหยุดหรือหลังประจำเดือนหยุด ซึ่งการปวดท้องจะรุนแรงและอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เลือดประจำเดือนมีสีแปลกไปจากปกติ และมีอาการคัน เป็นต้น
    .
    สาเหตุที่ทำให้เกิดปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิที่พบบ่อย ได้แก่
    • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) โดยเยื่อบุโพรงมดลูกจะหลุดมาจากท่อรังไข่ย้อนเข้ามาเจริญที่เยื่อบุช่องท้อง รังไข่ บริเวณอุ้งเชิงกรานหรือลำไส้ ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนในร่างกายที่หลั่งออกมาจากรังไข่เช่นเดียวกับเยื่อบุโพรงมดลูกในมดลูก ดังนั้นขณะที่มีประจำเดือนจะมีเลือดออกในช่องท้องด้วย ทำให้เกิดการระคายเคืองที่เยื่อบุช่องท้องจึงทำให้เกิดอาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน
    • การมีเนื้องอกมดลูกโดยเฉพาะในโพรงมดลูก (Submucous myoma) มดลูกจะมีการบีบตัวเพื่อขจัดสิ่งที่ขัดขวางการหดรัดตัวในโพรงมดลูกออก ทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นเรื่อย ๆ
    • การใส่ห่วงอนามัย/ห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine device) ร่างกายพยายามบีบตัวเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม จะทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือน
    • การมีพังผืดในช่องท้อง (Pelvic adhesion) พังผืดเกิดจากการผ่าตัดครั้งก่อนๆหรือจากที่เคยมีการอักเสบในอุ้งเชิงกรานมาก่อน (ที่ไม่ใช่จากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่) จะทำให้เกิดการดึงรั้งของพังผืดกับเยื่อบุช่องท้องทำให้เกิดอาการปวดขึ้น มักมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังมากกว่าปวดตามรอบประจำเดือน

ความแตกต่างระหว่างการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิกับชนิดทุติยภูมิ

WordPress Tables Plugin

 

ปัจจัยเสี่ยง

การมีประจำเดือนเร็ว ครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 12 ปี การสูบบุหรี่ การมีภาวะอ้วน การมีประจำเดือนออกมากและนาน การใส่ห่วงอนามัย ความไม่สมดุลของสารกลุ่มโพรสตาแกลนดิน พบได้ในผู้หญิงประมาณ  70 – 80%  ที่มีอาการปวดประจำเดือน มีความผิดปกติหรือโรคในระบบเจริญพันธุ์

 

การดูแลตนเองเบื้องต้น ในกรณีไม่ต้องไปพบแพทย์

วิธีการดูแลตนเองแบ่งเป็น

  • แบบไม่ใช้ยาเน้นทำเพื่อบรรเทาอาการปวด ตัวอย่างเช่น การออกกำลังกายเบา ๆ เดิน เล่นโยคะ  การนวด การประคบน้ำอุ่นเพื่อทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท้องน้อย/อุ้งเชิงกรานผ่อนคลาย การดื่มน้ำอุ่น การนอนตะแคง เพื่อบรรเทาอาการปวด หรือแพทย์ทางเลือก เช่น การฝังเข็ม เป็นต้น
  • แบบใช้ยา เป็นการทานยาแก้ปวดในระหว่างมีประจำเดือน ตัวอย่างเช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) แนะนำให้ใช้เป็นลำดับแรกเพราะมีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงต่ำ โดยรับประทานขนาด 500 – 1,000 มิลลิกรัม (1 – 2 เม็ด) ทุก 4 – 6 ชั่วโมงในช่วง 24 – 48 ชั่วโมงแรกของการเป็นประจำเดือน โดยหากใช้ยาพาราเซตตามอลแล้วไม่ได้ผล สามารถปรับเป็นการใช้ยาแก้ปวดต้านการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory drug : NSAIDs) ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไป ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสาร Prostaglandin จึงช่วยลดอาการปวดลงได้ ทั้งนี้หากใช้ยาข้างต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไปปรึกษาแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาทันที

 

การวินิจฉัย

ในกรณีที่มาพบแพทย์ จะมีการซักประวัติการปวดท้องโดยลักษณะ ตำแหน่ง ความรุนแรง ระยะเวลาของการปวด มีความสัมพันธ์กับประจำเดือน เบื้องต้นแพทย์จะทำการตรวจภายใน, ตรวจเลือดเพื่อดูจำนวนเม็ดเลือด (Complete blood count; CBC), ตรวจปัสสาวะและอุจจาระ, ตรวจการตั้งครรภ์, การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง/อัลตราซาวด์ มีทั้งการตรวจผ่านทางหน้าท้อง (Trans-abdominal ultrasonography) หรือผ่านทางช่องคลอด (Trans-vaginal ultrasonography) การส่องกล้องวีดีทัศน์ทางหน้าท้อง (Diagnostic laparoscopy) หรือในรายที่จำเป็นแพทย์อาจเลือกใช้การเจาะหน้าท้อง ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้แพทย์จะสามารถเห็นรอยโรคภายในช่องอุ้งเชิงกรานได้ชัดเจน เห็นพังผืด จุดเลือดออก หรือความผิดปกติอื่นๆที่การตรวจก่อนหน้ามองไม่เห็นได้

 

การรักษา

เมื่อแพทย์พบความผิดปกติที่เกิดขึ้น จะทำการรักษาตามสาเหตุนั้น ๆ ด้วยการให้ยาหรือการผ่าตัด

  1. การรักษาโดยใช้ยา ได้แก่
    • ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) โดยให้ผลในการยับยั้งหรือต่อต้านฤทธิ์ของสารโพรสตาแกลนดิน ตัวอย่างเช่น ยากลุ่ม Acetic acids, Propionic acids, Fenamates และ Oxican เป็นต้น ยากลุ่มนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ต้องการคุมกำเนิด โดยอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง โดยเฉพาะในรายที่เคยเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบอยู่เดิม และผลข้างเคียงต่อระบบประสาท เช่น ปวดหลัง มึนงง ปวดศีรษะ ง่วงซึม ตาพร่า และผลข้างเคียงต่อตับและไตได้
    • การใช้ฮอร์โมน (Hormone) โดยส่วนใหญ่มักเลือกใช้ฮอร์โมนรวม ในผู้ป่วยที่ไม่มีข้อบ่งห้ามในการใช้ฮอร์โมน และต้องการผลของการคุมกำเนิดร่วมด้วย
      • ฮอร์โมนรวม Estrogen and Progesterone ออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกเกิด การฝ่อบางลงกว่าปกติ ช่วยลดปริมาณเลือดประจำเดือน และลดการสร้างโพรสตาแกลนดินในมดลูกและในเลือดลง ช่วยลดอาการปวดจากการหดรัดตัวของมดลูกลง โดยที่นิยมมีแบบ ยาเม็ดคุมกำเนิด (Oral contraceptive pills, COCP) และวงแหวนคุมกำเนิด (Patch or ring contraception)
      • Progesterone only contraception ออกฤทธิ์ทำให้การฝ่อบางของ endometrium แต่ไม่ได้ยับยั้งการตกไข่โดยตรง ฮอร์โมนในกลุ่มนี้มีผลข้างเคียงเรื่องเลือดออกกระปริดกระปรอยได้บ่อย จะใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งห้ามในการใช้ฮอร์โมน estrogen โดยที่นิยมมี 1) ยาฉีดคุมกำเนิดช่วยลดเลือดประจำเดือน (DMPA) โดยประมาณ 50% จะขาดประจำเดือนหลังจากใช้ยาไปนาน 1 ปี แต่จะกลับมามีประจำเดือนปกติได้หลังหยุดยา จึงไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่วางแผนจะแต่งงานใน 1-2 ปี  2) การใส่ห่วงอนามัยที่หลั่งฮอร์โมน Levonorgestrel (Levonorgestrel-IUD) ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ทั้งจากการปวดท้องประจำเดือนที่มีและไม่มีสาเหตุจากภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดหรือมดลูกโต และ 3) ยาฝังคุมกำเนิด (Implantation contraception) มีผลลดอาการปวดท้องน้อยทั้งที่สัมพันธ์และไม่สัมพันธ์กับประจำเดือน และยังลดอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยที่มีภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ด้วย
    • ยา Danazol เป็นยาฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศชาย รับประทานนาน 6 เดือน ทำให้เยื่อบุมดลูกฝ่อ ลดปริมาณเลือดประจำเดือนที่ออกหรือไม่มีประจำเดือน จึงใช้รักษาภาวะปวดประจำเดือนได้ ยานี้ราคาค่อนข้างสูง ผลข้างเคียงที่พบได้จะเป็นผลของฮอร์โมนเพศชาย ได้แก่  เสียงห้าว เสียงแหบเหมือนผู้ชาย หน้าเป็นสิว และผิวมัน
    • ยากลุ่ม Gonadotropin releasing hormone agonist (GnRH agonist) เป็นยาฮอร์โมนที่มีฤทธิ์แรง จะทำให้รังไข่ไม่ทำงานระยะหนึ่งคล้ายกับการตัดรังไข่ จึงทำให้ไม่มีประจำเดือนเป็นยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อเดือนละครั้งนาน 6 เดือน ราคายาค่อนข้างสูง ผลข้างเคียงจะมีอาการเหมือนวัยหมดประจำเดือนคือ อาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิด และอาจรุนแรงทำให้กระดูกพรุนได้
  2. การรักษาด้วยการผ่าตัด ถ้าเนื้องอกในมดลูกและสภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นสาเหตุ อาจพิจารณาการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช หรือวิธีรังสีร่วมรักษา เพื่อตัดเนื้องอกที่ไม่จำเป็นออก หรือการตัดมดลูก วิธีนี้จะตัดมดลูกออกทั้งหมดและใช้เป็นวิธีรักษาแนวทางสุดท้ายสำหรับอาการปวดและสำหรับผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีลูก

 

แหล่งข้อมูล : w1.med.cmu.ac.th  www.webmd.com  www.pobpad.com

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


Migrane.jpg

ปวดศีรษะไมเกรน (Migraines) เป็นอาการปวดศีรษะที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 รองจากอาการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อเกร็ง (Tension type headache) มักปวดศีรษะข้างเดียว หรือปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดสองข้าง ในขณะที่ปวดก็มักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย โดยมีทั้งไมเกรนที่ไม่มีอาการเตือน (Migraine without aura) ซึ่งพบมากที่สุด และไมเกรนที่มีอาการเตือน (Migraine with aura) อาการนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 – 3 เท่า โดยมักเริ่มมีอาการครั้งแรกในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน 

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

ลักษณะอาการปวดศีรษะที่จำเพาะกับปวดศีรษะไมเกรนคือ อาการปวดศีรษะข้างเดียว มักเป็นทีละข้าง ปวดแบบตุ้บ ๆ คล้ายเส้นเลือดเต้น อาการปวดจะรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก การทำกิจวัตรทั่วไป เช่น การเดินหรือขึ้นบันได จะทำให้อาการปวดศีรษะเป็นมากขึ้น อาการจะดีขึ้นถ้าได้พักผ่อนอยู่นิ่ง ๆ ในห้องที่มืดและเย็น ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม อาการปวดศีรษะจะอยู่นานระหว่าง 4 – 72 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังอาจมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ไวต่อแสงและเสียง หน้ามืด เป็นลม

สามารถแบ่งอาการปวดศีรษะไมเกรนได้เป็น 4 ระยะ โดยผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการในทุกระยะได้ดังนี้

  • ระยะอาการบอกเหตุ (Prodrome) ในช่วงหนึ่งหรือสองวันแรกก่อนจะเป็นไมเกรน ผู้ป่วยอาจพบอาการบอกเหตุ เช่น อาการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ทั้งอารมณ์เศร้าและสุข อาการอยากอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ อาการปวดตึงคอ อาการกระหายน้ำ ปัสสาวะ หาวบ่อย เป็นต้น
  • ระยะอาการเตือน (Aura) เป็นอาการที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนหรือพร้อมกับการปวดศีรษะไมเกรน ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเตือนนำ ตัวอย่างของอาการเตือน ได้แก่ ความผิดปกติในการมองเห็น เช่น เห็นแสงกระพริบ เห็นจุดแสงวาบ เห็นวัตถุรูปทรงผิดไป เห็นเป็นเส้นคลื่น หรือความผิดปกติเกี่ยวกับประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว เช่น พูดลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชามือชาเท้า เป็นต้น
  • ระยะปวดศีรษะ (Headache) อาจพบอาการปวดศีรษะข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง โดยการเคลื่อนไหว การเห็นแสงจ้า เสียงดังหรือกลิ่นฉุนจะกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจมีอาการร่วมซึ่งอาจต่อเนื่องกับอาการเตือนหรือไม่ก็ได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัด เวียนศีรษะ หน้ามืดหรือเป็นลม
  • ระยะหลังจากการปวดศีรษะ (Postdrome) เป็นระยะสุดท้ายของไมเกรน ซึ่งจะเกิดหลังจากการปวดแล้ว อาจพบอากาเวียนศีรษะ อารมณ์หงุดหงิด อ่อนเพลีย มีความรู้สึกไวต่อแสงและเสียง

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์

  1. ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน หรือเกิดหลังจากได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ
  2. ปวดศีรษะพร้อมกับมีไข้ ปวดเมื่อยคอ สับสนมึนงง มีอาการชัก มองเห็นภาพซ้อน หรืออ่อนแรง
  3. มีความรู้สึกชา หรือพูดติดขัดอย่างชัดเจน
  4. ปวดศีรษะเรื้อรัง ที่เป็นมากขึ้นเวลาไอ /ออกแรงมาก หรือเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถเร็วเกินไป
  5. ปวดศีรษะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปี

 

สาเหตุ

อาการปวดศีรษะไมเกรน เกิดจากความผิดปกติที่ทำให้สมองถูกกระตุ้นได้ง่ายและไวขึ้น ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าวิ่งไปตามผิวของสมองอย่างช้า ๆ ทำให้เกิดอาการเตือนในผู้ป่วยบางคน กระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้ทำให้การไหลเวียนของเลือดในสมองเปลี่ยนแปลง และยังไปกระตุ้นเส้นประสาทสมองให้หลั่งสารสื่อประสาทบางชนิด ส่งผลให้หลอดเลือดสมองเกิดการขยายตัวและเกิดการอักเสบขึ้น ทำให้มีอาการปวดศีรษะในที่สุด โดยถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือได้รับการรักษาช้า จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบรับความเจ็บปวดในสมอง ทำให้อาการปวดศีรษะรุนแรงและมีความถี่เพิ่มมากขึ้น อาจไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวด อาจเจ็บที่บริเวณรอบกระบอกตาหรือหนังศีรษะได้

สำหรับสาเหตุที่แท้จริงนั้นไม่แน่ชัด โดยมีตัวกระตุ้นและอาการแสดงที่แตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ที่ปวดศีรษะไมเกรนบ่อย ๆ จึงควรสังเกตตนเองและคอยจดบันทึกเพื่อเป็นข้อมูลในการไปปรึกษาแพทย์ ตัวอย่างของตัวกระตุ้น ได้แก่

  • ตัวกระตุ้นที่เกี่ยวกับอารมณ์ เช่น ความเครียด วิตกกังวล ตกใจ ซึมเศร้า
  • ตัวกระตุ้นทางกายภาพ เช่น ความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ออกกำลังกายมาก พักผ่อนไม่เพียงพอ น้ำตาลในเลือดน้อย
  • ตัวกระตุ้นเกี่ยวกับอาหาร เช่น รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ขาดน้ำ ดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนประเภท ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง หรืออาหารที่มีสารไทรามีน (Tyramine) เช่น เนยแข็ง อาหารหมักดอง ชีส ไวน์ ช็อกโกแลต ส้ม เป็นต้น
  • ตัวกระตุ้นที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น แสงสว่างจ้า การสูบบุหรี่ หรือได้รับควันบุหรี่ เสียงดัง สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ความชื้น หรืออุณหภูมิที่เย็นจัด ได้รับกลิ่นที่รุนแรง บรรยากาศที่อบอ้าว
  • การใช้ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาคุมกำเนิด การใช้ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดประจำเดือน
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้ป่วยเพศหญิง อาจเป็นไมเกรนในช่วงที่มีประจำเดือน (Menstrual Migraine) เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ในขณะที่บางรายเป็นในวัยหลังหมดประจำเดือน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงดังกล่าวอาจกระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการสอบถามประวัติ อาการที่เกิดขึ้น ตรวจร่างกายเบื้องต้น ตรวจพิเศษเพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติมในผู้ป่วยแต่ละราย เช่น ตรวจเลือด ตรวจน้ำไขสันหลัง เอกซเรย์ CT สมอง หรือทำ MRI  เป็นต้น

 

การรักษา

ปวดศีรษะไมเกรนเป็นโรคเรื้อรัง สามารถควบคุมได้ด้วยการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง และการใช้ยาอย่างเหมาะสม แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความถี่ของการปวดศีรษะ การดำเนินของโรค และลักษณะของผู้ป่วย  เช่น สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร เด็ก เป็นต้น  การรักษาปวดศีรษะไมเกรน สามารถแบ่งได้ 2 ระยะ คือ

  1. ระยะที่มีอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน เบื้องต้นหากปวดยังไม่มากอาจเลือกใช้วิธี นวด กดจุด ประคบร้อน/เย็น หรือนอนหลับเพื่อบรรเทาปวด ในกรณีไม่หายหรือไม่ดีขึ้นควรรับประทานยา ได้แก่
    • ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล, ยาลดการอักเสบที่ไม่ไช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เป็นต้น
    • ยาบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรนโดยตรง เช่น ยากลุ่มทริปแทน (Triptans) และยาเออร์กอต (Ergots) ซึ่งออกฤทธิ์ที่เส้นเลือดสมองโดยตรง การใช้ยาจึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์
      • ยากลุ่มทริปแทน เป็นยาบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน และอาการร่วมอื่น ๆ เช่น อาการคลื่นไส้ หรือไวต่อแสงและเสียง ยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิด เช่น ยาซูมาทริปแทน (Sumatriptan) ยาซอลมิทริปแทน (Zolmitriptan) ยาอีลีทริปแทน (Eletriptan) ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น อาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะและกล้ามเนื้อล้า โดยไม่แนะนำให้ใช้ยาในคนไข้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ
      • ยาเออร์กอต (Ergot) เป็นยาบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน โดยออกฤทธิ์กระตุ้นตัวรับของเซโรโทนิน (Serotonin) ส่งผลให้หลอดเลือดที่ขยายตัวในช่วงที่มีอาการปวดหดตัวลง จนอาการปวดศีรษะอาจหายไปในที่สุด โดยผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน อาการปวดศีรษะจากการใช้ยาติดต่อกันนานเกินไป
    • ยาสำหรับลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน (Anti-nausea Medications) อาการปวดศีรษะไมเกรน หลายครั้งมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ยาที่ใช้บรรเทาอาการ ได้แก่ ยาเมโทโคลพราไมด์ (Metoclopramide) ยาคลอร์โปรมาซีน (Chlorpromazine).

      ทั้งนี้อาจมีการนำยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ (Opioid Medications) เช่น ยาโคเดอีน (Codeine) มาใช้ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ยากลุ่มทริปแทนหรือยาเออร์กอตได้ หรืออาจมีการนำยากลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) เช่น ยาเพรดนิโซน (Prednisone) และเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) มาใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดในบางกรณี
  2. ระยะที่ไม่ปวดศีรษะ สามารถเลือกวิธีในการป้องกัน ลดความถี่และความรุนแรงด้วยการออกกำลังกายในระดับความหนักพอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ มีวิธีจัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสม หากไม่ดีขึ้นในรายที่เป็นบ่อยทุกสัปดาห์ หรือมีอาการรุนแรงมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเพื่อป้องกัน โดยจำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายเดือน ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ กลุ่มยากันชัก เช่น Topiramate, Valproic acid กลุ่มยาปิดกั้นตัวรับแคลเซียม เช่น Flunarizine, Cinnarizine, Verapamil กลุ่มยาปิดกั้นตัวรับเบต้า เช่น Propanolol, Atenolol, Metoprolol และกลุ่มยาต้านอาการซึมเศร้า เช่น Amitriptyline, Nortriptyline, Velafaxine เป็นต้น

ทั้งนี้หากการใช้ยารักษาโรคไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยในบางราย หรือไม่สามารถช่วยป้องกันไมเกรนได้ แพทย์อาจพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ เช่น การฝังเข็ม (Acupuncture) เป็นต้น

 

ภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงจากการรักษา

นอกเหนือจากผลกระทบจากอาการปวดศีรษะในกรณีที่รุนแรง ซึ่งอาจต้องหยุดเรียน หยุดงานบ่อย ๆ ขาดสมาธิขาดแรงผลักดันในการทำงาน ทำภารกิจให้เต็มที่แล้ว ในการรักษาบางครั้งต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ยังอาจมีผลข้างเคียงจากการรักษาถ้าไม่ดูแลให้ดีพอ เช่น อาการปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป อาการปวดท้อง เลือดออกในกระเพาะอาหาร จากการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ในปริมาณมากหรือใช้เป็นเวลานาน เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

เนื่องจากปวดศีรษะไมเกรนเกิดได้จากหลายปัจจัย การออกกำลังกายหนักพอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงบุหรี่ แอลกอฮอล์ คาเฟอีน การรู้จักวิธีจัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสมเป็นเรื่องที่ควรทำเบื้องต้น โดยหากมีอาการแล้ว ควรสังเกตปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น การจดบันทึกจะช่วยจำแนกตัวกระตุ้นที่อาจเป็นสาเหตุ และช่วยให้สามารถเลือกวิธีรักษาหรือบรรเทาอาการที่เหมาะสมได้

สำหรับสิ่งที่ควรจดบันทึก ได้แก่ วันและเวลาที่เกิดอาการ สัญญาณหรืออาการเตือนต่าง ๆ ก่อนเป็นไมเกรน อาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ยาที่เคยใช้ เป็นต้น

 

แหล่งข้อมูล : www.si.mahidol.ac.th  www.pobpad.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


.jpg

ระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นระบบสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของของเหลวออกจากร่างกาย เช่น น้ำ ยูเรีย กรดยูริก ครีเอตินีน เม็ดเลือดแดงที่สลายตัว โดยแบ่งอวัยวะในระบบออกเป็น 2 ส่วน ส่วนบนประกอบด้วย ไต (Kidney) กรวยไต (Renal pelvis) และท่อไต (Ureter) และส่วนล่างประกอบด้วย กระเพาะปัสสาวะ (Bladder) และท่อปัสสาวะ (Urethra)

 

โดยท่อปัสสาวะในเพศหญิงจะมีความยาวประมาณ 4 – 5 เซนติเมตร โดยจะอยู่ภายในร่างกายและมีหน้าที่นำปัสสาวะออกสู่ภายนอกอย่างเดียว ส่วนท่อปัสสาวะในเพศชาย มีความยาวประมาณ 18 – 20 เซนติเมตร แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกมีความยาว 2 – 3 เซนติเมตร อยู่ต่อจากกระเพาะปัสสาวะและมีต่อมลูกหมากห่อหุ้มอยู่ ส่วนที่สองมีความยาว 1 – 2 เซนติเมตร อยู่ต่อจากส่วนที่หุ้มด้วยต่อมลูกหมาก ในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่บางและแคบถูกหุ้มด้วยกล้ามเนื้อหูรูด ส่วนสุดท้ายมีความยาว 14 – 20 เซนติเมตร และอยู่บริเวณตอนปลายขององคชาติ

ท่อปัสสาวะอักเสบ (Urethritis) เป็นภาวะที่เกิดจากการบาดเจ็บหรืออักเสบบริเวณเซลล์เยื่อเมือกบุท่อปัสสาวะ โดยเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน สามารถพบได้ทุกช่วงอายุด้วยกัน ในช่วงวัยเจริญพันธ์มักพบอาการของโรคนี้ร่วมกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายเนื่องจากมีรูเปิดท่อปัสสาวะ (Urethral opening) อยู่ใกล้กับช่องคลอด (Vagina) และทวารหนัก (Anus) จึงมีโอกาสสัมผัสและติดเชื้อได้ง่าย ขณะที่เพศชายมีท่อปัสสาวะที่ยาวและมีต่อมลูกหมากช่วยหลั่งสารต้านเชื้อแบคทีเรีย จึงพบโรคนี้ได้น้อยกว่าในเพศหญิง

 

อาการ 

อาการที่พบบ่อยมีดังนี้

  • ปวด แสบ ขัดเวลาถ่ายปัสสาวะ โดยเฉพาะบริเวณปลายท่อปัสสาวะในเพศชายหรือปากช่องคลอดในเพศหญิง
  • ปัสสาวะบ่อย แต่ครั้งละไม่มาก อาจมีเลือดหรือหนองปน ปัสสาวะอาจขุ่น มีกลิ่นฉุนผิดปกติ
  • อาจมีไข้ ทั้งไข้สูงหรือไข้ต่ำ รู้สึกหนาวสั่น รวมถึงการอ่อนเพลีย อ่อนแรง
  • อาจมีอาการปวดท้องน้อย ปวดอุ้งเชิงกรานในเพศหญิง และปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ทั้งในหญิงและชาย โดยเฉพาะช่วงที่มีการหลั่งอสุจิในเพศชาย
  • นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการตามสรีระร่างกายที่แตกต่างกันในหญิงและชาย
  • เพศหญิง อาจมีอาการบวมแดงที่บริเวณช่องคลอด ปากช่องคลอด ช่องปัสสาวะ มีอาการคันบริเวณอวัยวะเพศ มีตกขาวที่ผิดปกติ อาจมีสีค่อนข้างเขียวและมีกลิ่นเหม็น
  • เพศชาย อาจมีอาการปวดที่ถุงอัณฑะ มีน้ำสีขุ่นออกจากอวัยวะเพศ อาจพบต่อมน้ำเหลืองโตที่บริเวณขาหนีบซึ่งอาจมีอาการข้างเดียวหรือทั้งสองข้างได้

อาการที่ควรไปพบแพทย์
ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการท่อปัสสาวะอักเสบตั้งแต่เริ่มแรก โดยเฉพาะในรายที่อาการไม่ดีขึ้นหลังผ่านไปไม่กี่วัน หรือในกรณีที่เคยเป็น รู้วิธีการดูแลตนเองขั้นต้น แต่มีอาการรุนแรงกว่าเดิม เช่น มีเลือดหรือหนองปนมากับปัสสาวะ มีไข้สูง ปวดมาก

 

สาเหตุ 

ท่อปัสสาวะอักเสบเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 สาเหตุ คือ สาเหตุจากการติดเชื้อทั้งจากโรคที่ใช่และไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และสาเหตุที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ

  1. สาเหตุจากการติดเชื้อ พบสูงถึงร้อยละ 80 – 90 โดยเป็นการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทั้งจากการติดเชื้อจากโรคหนองใน (Gonococcal Urethritis) และจากการติดเชื้อที่ไม่ใช่โรคหนองใน (Non Gonococcal Urethritis) เช่น โรคเริม ซิฟิลิส โรคหนองในเทียม โรคเอดส์ เป็นต้น
    .
    สำหรับการติดเชื้อที่ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เชื้ออีโคไล (Escherichia coli), เชื้อสแตฟีโลค็อกคัส (Staphylococcus) หรือเชื้อสูโดโมแนส (Pseudomonas) โดยเชื้อสามารถแพร่ผ่านจากทวารหนัก ผ่านจากกระเพาะปัสสาวะและแพร่ผ่านจากไต
  1. สาเหตุจากการติดเชื้อที่ไม่ใช่จากโรคติดต่อ พบร้อยละ 10 – 20 โดยสามารถเกิดได้จากการระคายเคืองจากสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้ดูแลอวัยวะเพศ เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลจุดซ่อนเร้น การใช้ผ้าอนามัยที่มีน้ำหอม เป็นต้น การสอดเครื่องมือแพทย์เข้าไปในท่อปัสสาวะ เช่น การสอดท่อในผู้ป่วยอัมพฤกษ์ เป็นต้น การเกิดอุบัติเหตุหรือมีการถูกระแทกอย่างรุนแรง รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์หลาย ๆ ครั้งในระยะเวลาสั้น ๆ โดยมักจะเกิดในเพศหญิง ช่วงของการฮันนีมูน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค
ผู้ที่มีพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น ชอบเปลี่ยนคู่นอน รักร่วมเพศ ไม่ใช้ถุงยางอนามัยหรือใช้ซ้ำ ชอบใช้อุปกรณ์เสริม มีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งในระยะเวลาสั้น ๆ เคยเป็นโรคทางเพศสัมพันธ์มาก่อน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องอื่น ๆ เช่น หญิงสูงวัย หญิงตั้งครรภ์ ชายต่อมลูกหมากโต ป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ ได้รับการกระแทกจากอุบัติเหตุ เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยโดยการซักประวัติ อาการป่วย เช่น อาการที่เกิดขึ้นในผู้ป่วย ระยะเวลาในการเป็นโรค โรคประจำตัว ลักษณะของการมีเพศสัมพันธ์ การขับปัสสาวะและลักษณะของปัสสาวะ ประวัติโรคทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น ร่วมไปกับการตรวจร่างกาย การตรวจภายในของเพศหญิง ในบางกรณีอาจต้องมีการการเพาะเชื้อจากปัสสาวะอีกด้วย ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยมีอาการของโรคเอดส์อาจมีการตรวจเลือดเพิ่มเติม

 

การรักษา

เนื่องจากสาเหตุของการเกิดโรคส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ การรักษาจึงเป็นการใช้ยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อนั้น ๆ หากเป็นสาเหตุอื่นก็จะแก้ที่สาเหตุนั้น ๆ โดยแพทย์อาจรักษาในแบบประคับประคอง เช่น การให้ยาแก้ปวด ซึ่งอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นหากสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคได้รับการแก้ไข

 

ข้อแนะนำในการรักษาโรค

  • ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา และเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบนและอวัยวะบริเวณใกล้เคียง
  • ควรไปพบแพทย์พร้อมกับคู่นอนหรือสามี โดยหากเป็นเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แพทย์อาจพิจารณาวางแผนการรักษาทั้ง 2 คน เนื่องจากเป็นโรคติดต่อ
  • ควรดื่มน้ำมาก ๆ งดดื่มแอลกอฮอล์ งดการมีเพศสัมพันธ์ ในขณะทำการรักษาเพื่อให้ผลการรักษาที่ดี
  • รับประทานยาและปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดยาเองแม้ว่าอาการดีขึ้นแล้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา

 

ข้อแนะนำในการป้องกัน 

  • ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ถี่ ๆ ในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ไม่ควรใช้อุปกรณ์เสริมที่อาจทำให้เกิดการกระแทก ไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่นและควรทำความสะอาดอุปกรณ์เสริมทุกครั้งก่อนและหลังการใช้งาน
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในขณะมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้ถุงยางอนามัยซ้ำ
  • ควรดื่มน้ำ และปัสสาวะทั้งก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์
  • ดูแลอวัยวะเพศไม่ให้อับชื้น เลือกใช้ชุดชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี เช่น ชุดชั้นในที่เป็นผ้าฝ้าย และไม่ควรใช้ชุดชั้นในร่วมกับผู้อื่น ไม่ควรใส่ชุดชั้นในนอน
  • เพศหญิงการทำความสะอาดช่องคลอดควรทำจากด้านหน้าไปด้านหลังเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ขณะมีประจำเดือนควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ และควรหลีกเลี่ยงผ้าอนามัยที่มีส่วนผสมของน้ำหอม เพศชายควรรักษาความสะอาดบริเวณปลายท่อปัสสาวะอยู่เสมอ
  • ไม่กลั้นปัสสาวะโดยไม่จำเป็น หรือกลั้นปัสสาวะเป็นระยะเวลานาน

 

แหล่งข้อมูล : www.medthai.com  www.haamor.com  www.pobpad.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


.jpg

กระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง (Lower urinary tract infection) ทำหน้าที่กักเก็บน้ำปัสสาวะที่ผ่านการกรองจากไต เพื่อรอการระบายออกทางท่อปัสสาวะ ถือได้ว่าเป็นอวัยวะที่สัมผัสกับปัสสาวะนานที่สุด หากในปัสสาวะมีเชื้อโรคอยู่และไม่ถูกระบายออก เชื้อโรคจะสามารถเติบโตและทำให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) ได้

 

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายโดยเฉพาะในวัยเจริญพันธุ์ แต่ก็สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยผู้ป่วยหากได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม หรือไม่กำจัดที่สาเหตุของโรค อาจจะทำให้กลับเป็นโรคซ้ำ โดยมีระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จนสามารถส่งผลต่อกรวยไตและไตได้

 

อาการ

อาการสำคัญที่พบบ่อย ๆ ได้แก่

  • ปวดปัสสาวะมากและบ่อยครั้ง แต่กลับถ่ายปัสสาวะออกมาได้ครั้งละเล็กน้อย
  • ปัสสาวะมีสีขุ่นและมีกลิ่นผิดปกติ บางรายอาจมีเลือดและอาการครั่นเนื้อครั่นตัวร่วมด้วย ในเด็กเล็กอาจพบอาการปัสสาวะรดที่นอนบ่อย ๆ หรือมีไข้และอาเจียนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดบริเวณท้องน้อยหรือหัวเหน่า แสบ ขัดขณะปัสสาวะโดยเฉพาะช่วงใกล้ ๆ สุด

 

สาเหตุ

สาเหตุหลักที่พบมากที่สุด คือ การติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย เอสเชอริเชีย โคไล หรือ อีโคไล (Escherichia coli : E. coli), เคล็บซิลลา (Klebsiella), สูโดโมแนส (Pseudomonas), เอนเทอโรแบกเตอร์ (Enterobacter) ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะมีอยู่มาก ที่บริเวณรอบทวารหนัก สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การทำความสะอาดหลังถ่ายอุจจาระไม่ถูกวิธี การใช้ผ้าอนามัยแบบสอดหรือการสวนปัสสาวะ นอกจากนี้ อาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย แต่มักเกิดได้น้อยมาก เช่น เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบเรื้อรัง การใช้ยา การใช้ผลิตภัณฑ์บริเวณจุดซ่อนเร้น การฉายรังสีบริเวณกล้ามเนื้อเชิงกราน หรือเป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่น

โดยมีปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้ติดเชื้อและเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ได้แก่

  • เพศหญิงจะมีโอกาสในการเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงจะสั้นและอยู่ใกล้กับทวารหนัก จึงมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคจากทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่ายกว่า ส่วนในผู้ชายมีโอกาสติดเชื้อได้น้อย เนื่องจากท่อปัสสาวะอยู่ห่างจากทวารหนักมากกว่า
  • การทำความสะอาดหรือมีสุขอนามัยบริเวณอวัยวะเพศไม่ดี โดยเฉพาะในเพศหญิง เช่น การเช็ดจากด้านทวารหนักมาด้านหน้า การเข้าห้องน้ำสาธารณะที่มีความสะอาดไม่พอ เป็นต้น
  • การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ทำให้ปัสสาวะมีการค้างในกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ เป็นการเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ
  • การเจ็บป่วยด้วยโรคบางโรคหรือในบางภาวะ เช่น ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ โรคต่อมลูกหมาก นิ่วในทางเดินปัสสาวะหรือการเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ มีโอกาสที่ปัสสาวะจะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะเป็นเวลานานขึ้น ทำให้เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ และอาจลุกลามไปถึงกรวยไตด้วย
  • การสวนล้างช่องคลอดด้วยยาปฏิชีวนะ ทำให้แบคทีเรียชนิดดีที่ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคถูกกำจัดออกไป จึงเกิดการติดเชื้อง่ายขึ้น
  • การขาดสุขอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ที่ดีพอ
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในเพศหญิงวัยหมดประจำเดือน โดยเมื่อฮอร์โมนเพศหญิงลดลง ความชุ่มชื้นบริเวณเยื่อบุช่องคลอดและเยื่อบุท่อปัสสาวะ ซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันการติดเชื้อลดลงตามไปด้วย
  • ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่รับประทานยากดภูมิต้านทาน หากควบคุมโรคได้ไม่ดีก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่ำ
  • การใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยโรคจากข้อมูลการสอบถามผู้ป่วยถึงอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น ประวัติการเจ็บป่วย การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน ร่วมกับการตรวจร่างกายและตรวจปัสสาวะ เพื่อยืนยันในเบื้องต้นว่ามีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โดยตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย เม็ดเลือดขาว หรือเลือด หากตรวจไม่พบว่ามีการติดเชื้อจากปัสสาวะ แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีอื่น โดยเฉพาะในรายที่มีอาการแสดงของโรคที่รุนแรงและเรื้อรัง เช่น การส่องกล้อง (Cystoscopy) ใช้ตรวจหาความผิดปกติภายในของกระเพาะปัสสาวะ โดยการสอดกล้องขนาดเล็กผ่านทางระบบทางเดินปัสสาวะ หากพบความผิดปกติจะมีการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อบางส่วนมาตรวจด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการ การส่องกล้องจะใช้ในกรณีที่คาดว่าสาเหตุไม่ใช่การติดเชื้อ และการถ่ายภาพทางรังสี (Imaging Tests) เป็นวิธีการใช้รังสีตรวจภายในกระเพาะปัสสาวะ เช่น ก้อนเนื้องอก เพื่อหาสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดการอักเสบ นอกจากนี้ อาจใช้การเอกซเรย์หรือการตรวจอัลตราซาวด์ ซึ่งแพทย์ใช้พิจารณาใช้วิธีนี้ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะเนื้องอกหรือความผิดปกติอื่นเท่านั้น

 

การรักษา

การรักษาผู้ป่วยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียหลัก ๆ จะเป็นการกินยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานที่ครอบคลุมชนิดเชื้อที่เป็นสาเหตุ โดยได้รับยาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 – 5 วัน แม้ผู้ป่วยอาจมีอาการดีขึ้นหลังการได้รับยา ตัวอย่างยาที่ใช้ในการรักษา เช่น ไตรเมโทพริม (Trimethoprim) นอร์ฟล็อกซาซิน (Norfloxacin) ไซโพรฟล็อกซาซิน (Ciprofloxacin) เป็นต้น และอาจให้ยาอื่นตามอาการ เช่น ยาบรรเทาอาการปวดเพื่อลดการปวดเกร็งของกระเพาะปัสสาวะ ยาลดไข้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การกำจัดปัจจัยอื่นที่เป็นสาเหตุร่วมในการเกิดโรค จะช่วยลดโอกาสของการเกิดโรคซ้ำได้ เช่น การเข้าห้องน้ำทันทีที่รู้สึกปวดปัสสาวะ การดื่มน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น การใช้ครีมทดแทนฮอร์โมนเอสโตรเจนทาบริเวณช่องคลอด เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นขณะมีเพศสัมพันธ์ ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อซ้ำ แพทย์อาจมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาความผิดปกติอื่น ๆ ควบคู่กับการรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานขึ้น โดยหากมีการตรวจพบสาเหตุอื่น ๆ แพทย์จะวางแผนในการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุไปด้วย

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน 

  • การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะรวมถึงการกลับมาเป็นซ้ำได้ เช่น การดื่มน้ำปริมาณที่เหมาะสมและบ่อยครั้ง เพื่อช่วยให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น การถ่ายปัสสาวะทันที ไม่กลั้นไว้โดยไม่จำเป็น และในแต่ละครั้งที่ถ่ายปัสสาวะควรนั่งจนมั่นใจว่าปัสสาวะออกหมด
  • การมีสุขอนามัยโดยเฉพาะภายหลังการถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระที่ถูกต้อง เช่น เพศหญิงควรเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง ไม่เช็ดย้อนทางหรือเช็ดกลับไปมา การทำความสะอาดอวัยวะเพศและทวารหนักโดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม รวมถึงการไม่ใช้น้ำยาล้างบ่อยจนเกินไป เพราะอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อราได้
  • หากมีอาการแสดงของโรคหรือมีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาทันที ไม่ควรซื้อยาทานเอง โดยเฉพาะที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ทั้งนี้หากไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาช้าเกินไป อาจทำให้กรวยไตอักเสบ โรคไตเรื้อรังได้

 

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


shoulderpain1.jpg

สาเหตุที่พบบ่อย

  1. อุบัติเหตุ ทำให้เกิดกล้ามเนื้อฉีกขาด เส้นเอ็นขาด กระดูกหัก หรือข้อเคลื่อน
  2. การใช้งานอย่างไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด
  3. ความเสื่อมตามธรรมชาติของกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น พบบ่อยในผู้สูงอายุ
  4. โรคข้ออักเสบ ทำให้มีข้อไหล่อักเสบร่วมด้วย เช่น รูมาตอยด์ เกาต์ แคลเซียมเกาะเส้นเอ็น เป็นต้น
  5. อาการปวดไหล่ ซึ่งเป็นผลของอาการปวดร้าวมาจากที่อื่น (ไม่ได้เกิดจากข้อไหล่) เช่น กระดูกคอเสื่อม กล้ามเนื้อหลังอักเสบ ไมเกรน ความเครียด โรคปอด ถุงน้าดีอักเสบ หัวใจขาดเลือด โรคตับ เป็นต้น
  6. ข้อไหล่ติด พบบ่อยในผู้สูงอายุ ที่ไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวข้อไหล่ จนเกิดพังผืดแทรกในข้อและกล้ามเนื้อมักปวดตอนกลางคืน ถ้าเคลื่อนไหวจะปวดมากขึ้นแต่อยู่นิ่งไม่ปวด ไม่มีข้อบวมแดงร้อน ไม่มีจุดกดเจ็บ

 

วิธีรักษาเบื้องต้น

  1. หยุดพักการใช้ข้อไหล่ โดยงดยกของหนัก งดเคลื่อนไหวแขนหรือไหล่ในท่าที่ทำให้ปวด อาจใช้ผ้าคล้องแขนไว้ แต่ไม่ควรหยุดใช้ไหล่เกิน 2 – 3 วันเพราะจะทำให้เกิดภาวะข้อไหล่ติดได้
  2. ประคบด้วยความร้อน โดยใช้ถุงน้าร้อน ผ้าขนหนูชุบน้าอุ่น หรือ ใช้ยานวด
  3. ยาบรรเทาอาการ เช่น ยาพาราเซตามอล ยาแก้ปวดลดอาการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ
  4. บริหารกายภาพบำบัด จะช่วยลดอาการปวด และทำให้ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น

 

อาการที่ควรตรวจหาสาเหตุ หรือส่งต่อแพทย์เฉพาะทาง

  1. มีอาการตึงขัดข้อไหล่ เคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่ นานกว่า 2 อาทิตย์
  2. มีอาการชาของแขน หรือมือ ปลายนิ้วเย็น
  3. อาการเป็นมากขึ้น รักษาแล้วไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะอาการปวดในขณะพัก ปวดตอนกลางคืน
  4. มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ก้อน ไข้ เบื่ออาหาร น้าหนักลด ต่อมน้าเหลืองโต เป็นต้น

 

ข้อแนะนำวิธีบริหารข้อไหล่

  1. เริ่มบริหาร หลังจากอาการปวด ลดลงแล้ว เริ่มด้วยจานวนครั้งน้อย ๆ เช่น ลองทำท่าที่ 1 – 3 ก่อน ถ้าไม่ปวดก็ทำเพิ่มเป็นท่าที่ 1 – 5 แล้วถ้าไม่ปวดก็ค่อยทำจนครบทั้งหมด ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ยิ่งบ่อยยิ่งดี
  2. ขณะบริหาร ถ้าปวดมาก ก็ให้ลดจำนวนครั้งลง หรือหยุดบริหารท่านั้นไว้ก่อน เมื่ออาการปวดดีขึ้น จึงค่อยเพิ่มจำนวนขึ้น อย่าหักโหมหรือทำอย่างรุนแรง รวดเร็ว เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม

สาหรับโรคข้อไหล่ติด ขณะบริหาร จะต้องปวด มากขึ้น (เพื่อให้พังพืดในข้อไหล่ยืดออกจากกัน) ดังนั้นต้องพยายามทนปวดให้มากที่สุด ถ้าบริหารแล้วไม่ปวด แสดงว่าไม่ถูกวิธี ไม่ได้ผล แต่ถ้าปวดมาก (หยุดพักเกิน 2 ชั่วโมงยังปวดมากอยู่) ให้ปรับลดลง การรักษาต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะหายเหมือนปกติ

 

วิธีบริหารข้อไหล่

  1. เหวี่ยงแขนเป็นวงกลม ค่อย ๆ หมุนเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำ 10 เที่ยว ยืนก้มเล็กน้อย (ใช้มืออีกข้างจับโต๊ะเพื่อช่วยพยุงตัว) หรือนอนคว่าอยู่บนเตียงถ้าไม่ปวดมาก อาจถือน้ำหนัก 1 – 2 กิโลกรัม เพื่อช่วยให้หมุนได้ง่ายขึ้น
  2. ท่าหมุนข้อไหล่ ทำซ้ำ 10 เที่ยว
  3. ท่ายกแขน ศอกเหยียดตรง ยกสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำ 10 เที่ยว
  4. ท่ายกไม้ ยกสูงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำ 10 เที่ยว
  5. ท่านิ้วไต่ผนัง ให้สูงมากที่สุดเท่าที่จะทนปวดได้ ทำ 10 เที่ยว
  6. ท่าชักรอก นาเชือกคล้องผ่านรอกเหนือศีรษะทางด้านหน้า จับปลายเชือกทั้งสองข้าง
  7. ท่าใช้ผ้าถูหลัง มือที่อยู่ด้านบนดึงผ้าขึ้นให้มากที่สุด ค้างไว้ นับ 1 – 10

 


ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้ภาพ


.jpg

โรคจิตเภท คือ เป็นกลุ่มอาการที่มีความผิดปกติของความคิด การรับรู้ประสาทสัมผัส การแสดงออกทางอารมณ์ และการแสดงออกทางพฤติกรรม ทำให้ผู้ป่วยมีความคิดหลงผิดไปจากความเป็นจริง ความคิดที่ไม่สมเหตุผล อาการประสาทหลอน (โดยเฉพาะอาการหูแว่ว) มีการแสดงอารมณ์หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แปลกแยกไปจากปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ทั้งการดูแลตนเอง การเรียนหรือการทำงาน และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยสาเหตุของการเกิดโรคนี้มีหลายปัจจัยร่วมกัน โรคนี้มักเป็นเรื้อรังและมีการกำเริบซ้ำได้

 

โรคจิตเภท เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มอาการโรคจิต (psychotic disorder) ที่พบได้บ่อยที่สุดและมีความรุนแรง พบว่า ในประชากรทุก ๆ 100 คน จะมีผู้ป่วยด้วยโรคจิตเภท 1 คน และพบได้บ่อยในเพศชายและเพศหญิงเท่า ๆ กัน ช่วงอายุที่จะเกิดอาการป่วยครั้งแรกส่วนใหญ่ในเพศชายคือ ช่วงวัยรุ่นถึงอายุ 25 ปีและในเพศหญิงคือ ช่วงอายุ 25 – 35 ปี สำหรับการรักษานั้นจะเป็นแบบผสมผสานทั้งการใช้ยาร่วมกับการบำบัดและฟื้นฟูทางจิตสังคม ซึ่งผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำและเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยจิตเภท

 

สาเหตุการเกิด โรคจิตเภท

  • ปัจจัยจากพันธุกรรม พบว่า ผู้ที่มีญาติป่วยด้วยโรคจิตเภทมีโอกาสเป็นโรคจิตเภทสูงกว่าคนทั่วไป 10 เท่า โดยเฉพาะการเป็นฝาแฝด พี่น้อง หรือลูกของผู้ป่วย
  • ปัจจัยจากสารสื่อประสาท พบว่า ในสมองของผู้ป่วยที่มีอาการประสาทหลอนและความคิดหลงผิด พบว่า มีระดับของสารสื่อประสาทชนิด “โดปามีน (dopamine)” และ “เซโรโทนิน (serotonin)” ที่เสียสมดุลไป โดยระดับของโดปามีนที่สูงผิดปกติจะเกี่ยวข้องด้านบวก (positive symptoms) ได้แก่ ประสาทหลอน ความคิดหลงผิดและพฤติกรรมแปลกแยก ในขณะที่ระดับของเซโรโทนินที่สูงผิดปกติจะเกี่ยวข้องกับทั้งอาการด้านบวกและอาการด้านลบ (negative symptoms) ได้แก่ อารมณ์เฉยเมย เฉื่อยชา แยกตัวเก็บตัว ขาดสมาธิ เป็นต้น
  • ปัจจัยจากโครงสร้างสมอง พบว่า สมองของผู้ป่วยมีขนาดเล็กลงจากจำนวนเซลล์ประสาทที่ลดลง รวมถึงโครงสร้างของสมองหลายตำแหน่งมีการทำงานของที่ผิดปกติไป ส่งผลให้วงจรหรือโครงข่ายสมองส่วนต่าง ๆ ถูกรบกวนการทำงานจนก่อให้โรคจิตเภทได้
  • ปัจจัยจากครอบครัวและการเลี้ยงดู พบว่า เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคและทำให้โรคกำเริบซ้ำได้ เพราะมีผลต่อการปรับตัวเมื่อเกิดความเครียดหรือปัญหาชีวิต เช่น ในวัยเด็กมีการเติบโตในครอบครัวที่มีบรรยากาศห่างเหิน ไม่เป็นมิตร ไม่อบอุ่น และการเลี้ยงดูที่พ่อแม่ หรือผู้ปกครองมีลักษณะจุกจิกจู้จี้ในเรื่องต่าง ๆ ตำหนิวิพากษ์วิจารณ์มากเกินไปและใช้อารมณ์ที่รุนแรง
  • ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม พบว่า เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคและทำให้โรคกำเริบซ้ำได้ เช่น การที่สภาพสังคมบีบคั้นกดดัน ความยากจน การอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด หรือการอยู่ในสังคมที่ห่างเหิน โดดเดี่ยว ไม่เป็นมิตร
  • ปัจจัยอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดโรคและทำให้โรคกำเริบซ้ำ เช่น การใช้สารเสพติด ความเครียดอย่างรุนแรง เป็นต้น

 

การวินิจฉัย โรคจิตเภท

จิตแพทย์ส่วนใหญ่นิยมอ้างเกณฑ์การวินิจฉัยโรคของสมาคมจิตแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้วินิจฉัยโรค ซึ่งโรคจิตเภท มีเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรค ดังนี้

  1. ลักษณะอาการสำคัญ ที่ต้องมีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 2 ข้อขึ้นไปต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน และต้องมีอาการในข้อ (1), (2) หรือ (3) อย่างน้อยใน 1 ข้อ
    • อาการหลงผิด (delusion)
    • อาการประสาทหลอน (hallucinations)
    • การพูดจา การสื่อสารแปลกแยก เช่น พูดไม่เป็นเรื่องราว พูดไม่ปะติดปะต่อ พูดคนละเรื่อง
    • พฤติกรรมแปลกแยก หรือพฤติกรรมไม่เหมาะสม
    • อาการด้านลบ ได้แก่ อารมณ์เรียบเฉย พูดน้อยหรือไม่พูด เฉื่อยชาหรือขาดความกระตือรือร้น ขาดสมาธิ สูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหาและการใช้เหตุผล
  2. อาการสำคัญดังกล่าวส่งผลต่อหน้าที่การทำงาน/การเรียน การดูแลตัวตัวเอง และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
  3. ช่วงเวลาที่มีอาการต้งเป็นอย่างต่อเนื่องนาน 6 เดือนขึ้นไป โดยต้องมีอาการในข้อ A. อย่างน้อย 1 เดือน ซึ่งเรียกว่า ระยะกำเริบ (active phase) และใน 6 เดือนนี้อาจรวมระยะเวลาที่เป็นอาการนำ (prodromal) หรืออาการที่หลงเหลือภายหลังจากการรักษา (residual phase)
  4. อาการต่าง ๆ ดังกล่าวต้องไม่ได้เป็นผลต้องโรคทางกายอื่น โรคทางจิตเวชอื่น ๆ และจากการใช้สารเสพติด

 

อาการและอาการแสดง โรคจิตเภท

  1. อาการด้านบวก (positive symptoms) หมายถึง ผู้ป่วยมีความรู้สึกหรือพฤติกรรมที่ผิดแปลกประหลาดไปจากคนทั่วไป ได้แก่
    • ความหลงผิด เป็นความเชื่อที่ฝังแน่นไม่อาจแก้ไขได้ด้วยเหตุผล ไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น เชื่อว่ามีคนติดตามและคิดปองร้าย เชื่อว่าคู่ครองมีชู้ เชื่อว่าถูกไสยศาสตร์มนต์ดำ เชื่อว่ามีร่างกายถูกควบคุมจากคลื่นวิทยุ หรือเชื่อว่าสื่อสารทางจิตและอ่านใจคนได้ เป็นต้น
    • อาการประสาทหลอน ผู้ป่วยที่เป็นโรคจิตเภทมักมีอาการประสาทหลอนทางการได้ยิน (หูแว่ว) มากกว่าอาการประสาทหลอนรูปแบบอื่น เนื้อหาของหูแว่วมีได้หลากหลาย เช่น ได้ยินคนอื่นนินทาตนเอง ได้ยินเสียงสั่งให้ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ยินเสียงคุยหลายคนพูดคุยกัน เป็นต้น
  2. อาการด้านลบ (negative symptoms) หมายถึง ผู้ป่วยขาดการมีอารมณ์หรือพฤติกรรมที่คนทั่วไปจะมีเป็นปกติ ได้แก่ พูดน้อยลงหรือไม่พูดเลย ไม่แสดงอารมณ์หรือเฉยเมย ไม่สบตา ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น แยกตัวจากสังคม เก็บตัว สนใจดูแลตนเอง รักษาความสะอาด เป็นต้น
  3. ความบกพร่องของการความคิดและการทำงานของสมอง (cognitive symptoms) หมายถึง การสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจแก้ไขปัญหา การคิดเชิงนามธรรม การวางแผน สมาธิไม่ดี ความจำแย่ลง คิดช้า และการรู้จักกาลเทศะเสียไป ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานหรือการเรียน การปรับตัวในสถานการณ์ต่าง ๆ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในสังคมของผู้ป่วยโรคจิตเภท

 

การตรวจประเมินเพื่อให้การวินิฉัย

  1. การสัมภาษณ์ทางจิตเวช เป็นขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยที่สำคัญที่สุด แพทย์จะซักถามอาการต่าง ๆ โดยไล่เรียงตามลำดับเวลา ซึ่งการสัมภาษณ์นี้ แพทย์จะสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากทั้งผู้ป่วยและผู้ที่เกี่ยวข้อง (เช่น คนในครอบครัว เพื่อน คนใกล้ชิด หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง) คำถามประกอบด้วย
    • อาการสำคัญที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ และอาการต่าง ๆ ที่พบรวมในปัจจุบัน
    • ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต โรคประจำตัวและการรักษา
    • ประวัติการใช้สารเสพติด
    • ประวัติความเจ็บป่วยของคนในครอบครัว โดยเน้นประวัติโรคทางจิตเวชและการฆ่าตัวตาย
    • บุคลิกภาพ ลักษณะนิสัยและการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย
    • ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
  2. การตรวจสภาพทางจิต เป็นกระบวนการที่รวมการสังเกตและการประเมินจากสัมภาษณ์ทางจิตเวช ร่วมกับแบบคำถามที่มีการประเมินด้านต่าง ๆ ของผู้ป่วย โดยประกอบด้วยการประเมินลักษณะท่าทางโดยทั่วไป การเคลื่อนไหว การแต่งกาย การแสดงออกของอารมณ์ การพูดสื่อสาร เนื้อหาเรื่องราวที่พูด เนื้อหาความคิดและกระบวนการคิด การรับสัมผัส รวมถึงการทดสอบเกี่ยวกับการทำงานของสมอง เช่น สมาธิ ความจำ ความรู้ทั่วไป การใช้เหตุผลและการแก้ปัญหา
  3. การตรวจร่างกาย การตรวจวัดสัญญาณชีพ ตรวจร่างกายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วย รวมทั้งตรวจระบบประสาทและสมอง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยไม่มีโรคทางกายที่อาจเป็นสาเหตุของอาการทางจิตโดยเฉพาะในการป่วยครั้งแรก นอกจากนี้ การตรวจทางร่างกายยังมีส่วนช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้ยารักษาอาการทางจิตและยาร่วมต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อให้มีผลรักษาที่ดีและเกิดอาการข้างเคียงจากยาให้น้อยที่สุด
  4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาจส่งตรวจเลือด ส่งตรวจทางรังสีวินิจฉัย หรือส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติมอื่น ๆ ตามข้อบ่งชี้ เพื่อยืนยันการตรวจวินิจฉัยให้แน่ใจว่าอาการทางจิตนั้นไม่ได้มีสาเหตุจากโรคทางกาย หรือจากสารเสพติด และเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกใช้ยารักษาอาการทางจิตและยาร่วมต่าง ๆ อย่างหมาะสม เพื่อให้มีผลรักษาที่ดีและเกิดอาการข้างเคียงจากยาให้น้อยที่สุด

 

การรักษา โรคจิตเภท

เนื่องจากโรคจิตเภทมีสาเหตุหลักจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทและโครงสร้างของสมอง ร่วมกับปัจจับอื่น ๆ อีกหลายปัจจัย ดังนั้นการรักษาที่สำคัญและจำเป็นที่สุดคือ การรักษาด้วยยารักษาอาการทางจิต ร่วมกับการรักษาทางจิตสังคมและการฟื้นฟูสมรรถภาทางกายและใจ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการรักษา การให้คำปรึกษาและการทำจิตบำบัด เพื่อคลายความทุกข์ใจและให้กำลังใจ การฝึกทักษะการแก้ไขปัญหาและทักษาะการสื่อสาร เพื่อให้ผู้ป่วยปรับตัวกับความเครียดและสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น โดยการรักษาทางจิตสังคมนี้ให้แก่ทั้งผู้ป่วยและญาติ หรือผู้ดูแลผู้ป่วยด้วย ด้วยเหตุนี้เอง การรักษาผู้ป่วยแต่ละรายจึงมีความจำเพาะตัวที่มีรายละเอียดไม่เหมือนกัน จึงมีความยากและต้องเป็นใช้เวลาและทรัพยกรต่าง ๆ เพื่อที่ช่วยให้ได้ผลการรักษาที่ดีและเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

หลักในการรักษาอาจแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ ๆ ตามอาการ ได้แก่

  1. การรักษาในระยะอาการกำเริบ (active phase) หมายถึง การรักษาในระยะที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการกำเริบ ทั้งในการป่วยครั้งแรกหรือครั้งถัด ๆ มา โดยมีเป้าหมายของการรักษา คือ ควบคุมอาการที่กำเริบโดยเร็ว การจัดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย การควบคุมอาการก้าวร้าวรุนแรง และการสร้างสัมพันธภาพในการรักษากับผู้ป่วยและญาติ ญาติควรมีส่วนร่วมในการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกเพื่อให้ญาติเห็นความสำคัญของการรักษาและสร้างความร่วมมือที่ดีในระยะต่อ ๆ ไป ในระยะกำเริบนี้อาจต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติพิเศษ เพื่อแยกสาเหตุจากโรคทางกายหรือจากสารที่ทำให้เกิดอาการคล้ายคลึงกับโรคจิตเภท รวมทั้งประเมินสภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ในระยะนี้จะเน้นการการใช้ยารักษาอาการทางจิตเป็นหลัก ร่วมกับยาร่วมอื่น ๆ เพื่อช่วยเรื่องการนอนหลับ ลดความก้าวร้าว และต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสมและเฝ้าระวังการเกิดอาการข้างเคียงจากยา เพื่อให้การรักษาอาการข้างเคียงได้ทันท่วงที หากอาการรุนแรงมากหรือใช้เวลานานกว่าจะตอบสนองต่อยา จิตแพทย์จะพิจารณาใช้การรักษาด้วยไฟฟ้า (electroconvulsive therapy; ECT) ซึ่งถือเป็นการรักษาที่ปลอดภัยและให้ผลการรักษาที่รวดเร็ว ในกรณีที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมเป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น หรือก่อความเดือดร้อนรบกวนส่วนรวม ปฏิเสธการเจ็บป่วยและการรักษา หรือมีปัญหาอื่นที่ต้องดูแลใกล้ชิด เช่น มีอาการข้างเคียงจากยารุนแรง หรือเพื่อควบคุมเรื่องยา ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ยอมรับประทานยา หรือมีปัญหาในการวินิจฉัย แพทย์จะพิจารณาให้รับรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล ส่วนการรักษาทางจิตสังคมสำหรับระยะกำเริบ บุคลากรทางการแพทย์จะประเมินปัจจัยทางจิตสังคมที่กระตุ้นให้เกิดอาการ และให้ความช่วยเหลือในด้านจิตสังคมที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนตามความเหมาะสม การให้ความรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วยและแผนการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยและญาติรับทราบข้อเท็จจริงเพื่อเพิ่มความร่วมมือ และมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เน้นการลดสิ่งเร้าหรือความกดดันที่มีต่อผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย สงบ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ยุ่งยากหรือต้องใช้สมาธิความตั้งใจมาก การสื่อสารแบบกระชับชัดเจน เข้าใจง่าย และกำหนดกิจกรรมประจำวันเป็นลำดับขั้นที่แน่นอน
  2. การรักษาในระยะอาการทุเลา ระยะนี้อาการต่าง ๆ ที่กำเริบเริ่มทุเลาลง ผู้ป่วยเริ่มพอที่จะควบคุมตนเองได้บ้าง การสื่อสารดีขึ้นและอาการด้านบวกยังคงมีอยู่แต่ความรุนแรงลดลง แต่ยังหลงเหลืออาการด้านลบอยู่ เป้าหมายในการรักษาในระยะนี้ คือ การควบคุมอาการโดยการใช้ยาในขนาดเท่ากับขนาดในการรักษาระยะอาการกำเริบนานต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 1-2 ปีในการป่วยครั้งแรก เพื่อลดโอกาสที่โรคจะกำเริบซ้ำ และในผู้ป่วยที่มีการกำเริบซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ควรรักษาด้วยยาต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5 ปี ร่วมกับการรักษาทางจิตสังคมที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูทักษะในการดำเนินชีวิต ทักษะในการเข้าสังคม และทักษะการแก้ปัญหา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัวกับความเครียดและสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ในระยะนี้กิจกรรมต่าง ๆ จะยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนรูปแบบได้มากขึ้น หากผู้ป่วยกลับไปทำงานควรเปลี่ยนลักษณะงานเป็นงานที่ยังไม่ต้องรับผิดชอบหรือมีความกดดันมากนัก และการพูดคุยกับญาติให้ลดความคาดหวังในตัวผู้ป่วยลง เสริมสร้างความเข้าใจ เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและให้กำลังใจให้ผู้ป่วยกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

การดำเนินโรคและการพยากรณ์

การดำเนินโรคของโรคจิตเภทมีลักษณะที่จะกลับเป็นซ้ำได้อีกภายหลังอาการสงบลงและอาจเป็นเริ้อรังตลอดชีวิต ผู้ป่วยที่มีอาการในครั้งแรกสามารถฟื้นคืนไปสู่ภาวะปกติของตนเองได้อย่างช้า ๆ อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอาการกำเริบซ้ำและเมื่อมีการกำเริบซ้ำบ่อยขึ้น จะส่งผลต่อความเสื่อมสมรรถถภาพการทำงานและการใช้ชีวิตของผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังพบว่าเมื่อป่วยด้วยโรคจิตเภทแล้วผู้ป่วยจะเปราะบางมากขึ้นต่อสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด ดังนั้นการรักษาในช่วง 5 ปีแรกนับจากการป่วยด้วยโรคจิตเภทครั้งแรกนั้นสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงพยากรณ์ของโรคที่ดีหรือไม่ในระยะ เมื่อเวลาผ่านไป ความรุนแรงของกลุ่มอาการด้านบวกจะลดลง ในขณะที่กลุ่มอาการด้านลบจะรุนแรงมากขึ้น

มีการศึกษาถึงผลการรักษาในระยะ 5 – 10 ปีภายหลังจากการป่วยครั้งแรก พบว่า ผู้ป่วยเพียงร้อยละ 10 – 20 เท่านั้นมีผลการรักษาที่ดี ในขณะที่มากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยะจะมีการกำเริบซ้ำ การกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาลซ้ำ มีอาการป่วยด้วยภาวะอารมณ์ผิดปกติ และการฆ่าตัวตาย ดังนั้นการรักษาโรคนี้จึงมีความสำคัญและจำเป็นมากทั้งการใช้ยาและการบำบัดทางจิตสังคม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปสู่สภาวะเดิมที่เคยเป็นและเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งของผู้ป่วย ครอบครัวและสังคม

  

แหล่งที่มา

  1. Stahl’s Essential Psychopharmacology: Neuroscientific Basis and Practical Applications, 4th Edition, 2013
  2. Kaplan and Sadock’s Synopsis of Psychiatry: Behavioral Sciences/Clinical Psychiatry 11th Edition, 2014
  3. ตำราจิตเวชศาสตร์ธรรมศาสตร์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


.jpg

ปัญหาเรื่องแพ้ยา เป็นปัญหาที่พบบ่อย เนื่องจากในปัจจุบันผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จำเป็นต้องรับประทานยาร่วมกันหลายชนิด ทำให้มีโอกาสแพ้ยาสูงขึ้น โดยการแพ้ยามีอาการแสดงออกได้หลายอวัยวะ โดยผิวหนังเป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่สังเกตเห็นอาการแพ้ได้ง่าย

 

อาการ แพ้ยา (Drug Allergy)

เกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีความไวเกินต่อยา  ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน  แต่เกิดขึ้นกับบางคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไวต่อยามากกว่าปกติ คล้ายกับผู้ที่แพ้อาหารทะเล ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่แพ้  ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการแพ้ยาไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ อีกทั้งการแพ้จะไม่เหมือนกันทุกคน ซึ่งแตกต่างกับ อาการข้างเคียงของยา (Adverse drug reaction) ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาชนิดนั้น ๆ โดยอาการข้างเคียงจะเหมือนกันในผู้ที่ได้รับยาชนิดเดียวกัน เพียงแต่จะมากหรือน้อยแตกต่างกันไป เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วงจากยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง

 

อาการ ผื่นแพ้ยา มีได้หลายรูปแบบ จัดให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • ผื่นแพ้ยาชนิดไม่รุนแรง มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มักเป็นผื่นแพ้ยาชนิดไม่รุนแรง มีลักษณะเป็นผื่นแดงแบนราบ หรือาจจะนูนเล็กน้อย กระจายทั่วร่างกาย ตามใบหน้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ผื่นมักเกิดเร็ว ตั้งแต่ 2 – 3 วัน หลังได้รับยา มีอาการคันร่วมด้วย เกือบทุกรายมีไข้ได้ ยาเกือบทุกชนิดทำให้เกิดผื่นแพ้ยาชนิดนี้ได้ ที่พบบ่อย ได้แก่ ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลิน ยากันชัก ยารักษาโรคเกาต์ Allopurinol และยาปวดข้อ ปวดกระดูก กลุ่ม NSAIDs เป็นต้น
  • ผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง พบเป็นส่วนน้อย โดยมักจะเกิดอาการภายหลังได้รับยาประมาณ 1 – 3 สัปดาห์ แต่หากเคยได้รับยาดังกล่าวมาก่อน จะมีอาการภายใน 1 – 3 วัน โดยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวมาก่อน ต่อมาจะเริ่มมีผื่นขึ้นที่บริเวณหน้า ลำตัวและแขนขา ผื่นมีสีแดง ตรงกลางมีสีเข้มหรือเป็นสีน้ำตาล บางรายมีตุ่มน้ำพอง เจ็บบริเวณผื่น ผื่นอาจรวมกันเป็นบริเวณกว้างได้ ในผู้ป่วยที่เป็นรุนแรงจะพบว่ามีการตายของผิวหนังกำพร้าทั้งแถบ ทำให้เกิดการหลุดลอกของผิวหนังกำพร้าเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะบริเวณที่มีการเสียดสีหรือกดทับ ผู้ป่วยอาจมีรอยโรคที่เยื่อบุ เช่น ตาแดงอักเสบ มีแผลเจ็บที่ปาก หรืออวัยวะเพศ อาจพบความผิดปกติของอวัยวะภายในร่วมด้วย เช่น ตับอักเสบ ไตวาย เม็ดเลือดขาวในเลือดต่ำ ทำให้มีความเสี่ยงติดเชื้อแทรกซ้อนได้ ยาทุกชนิด แม้กระทั่งสมุนไพรพื้นบ้าน ทำให้เกิดผื่นแพ้ยารุนแรงได้
  • ผื่นแพ้ยารูปแบบอื่น ๆ เช่น ผื่นแพ้ยาแบบตุ่มหนองขนาดเล็กจำนวนมาก ร่วมกับผิวแดงทั่วร่างกาย (Acute Generalized Exanthematous Pustulosis (AGEP) ) จะมีอาการไข้สูง เม็ดเลือดขาวสูง ตุ่มหนองมักเกิดทันทีหลังได้รับยาที่เป็นสาเหตุ 1 – 2 วัน, ผื่นแพ้ยาที่เป็นลมพิษ เป็นปื้นนูนแดง คัน แต่ละผื่นจะขึ้น ๆ ยุบ ๆ เปลี่ยนที่ไปเรื่อย ๆ บางครั้งอาจมีปากหรือตาบวมร่วมด้วย, ผื่นแพ้ยาแบบผิวหนังทั่วตัวแดงลอกเป็นขุย (Exfoliative Dermatitis), ผื่นแพ้ยาแบบขึ้นที่เดิมทุกครั้งที่ได้รับยานั้น (Fix Drug Eruption) เป็นผื่นบวมแดงรูปร่างกลมหรือรี มีขอบชัดเจน เวลาหายจะกลายเป็นสีน้ำตาลเทาหรือสีออกม่วง

เมื่อเกิดอาการผื่นคันกระจายทั่วร่างกาย สิ่งที่ต้องสันนิษฐาน คือ หากมีประวัติการรับประทานยา หรือฉีดยา ก็ต้องสงสัยว่าเป็น “ผื่นแพ้ยา” หรือไม่ หากไม่มีประวัติการได้รับยาใด ๆ แต่มีประวัติสัมผัสแสงแดด มีผื่นกระจายทั่วร่างกาย ตำแหน่งผื่นอยู่นอกร่มผ้า เช่น บริเวณใบหน้า คอ แขนด้านนอก หลังมือ หลังเท้า  ก็ต้องสงสัย “ผื่นแพ้แสงแดด” หรือไม่  นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายมีประวัติการรับประทานหรือทายาบางประเภท ร่วมกับได้รับแสงแดดไปพร้อม ๆ กัน อาจทำให้เกิด “ผื่นแพ้ยาและแสงแดด” บริเวณที่อยู่นอกร่มผ้าได้  โดยกรณีหลังนี้บางครั้งวินิจฉัยยาก เพราะผู้ป่วยบางรายได้รับยามาเป็นเวลานาน หลายเดือนหรือหลายปี โดยไม่เกิดผื่น

นอกจากนี้ การทายาที่ผิวหนัง เช่น ยาทาคลายกล้ามเนื้อกลุ่ม NSAIDs โดยเฉพาะ Ketoprofen gel หรือการสัมผัสที่ผิวหนัง เช่น การใช้น้ำหอม สารฆ่าเชื้อในสบู่  น้ำยาฆ่าเชื้อ รวมถึงยางจากต้นไม้ ผลไม้ ในบ้าน เช่น ยางมะม่วง เปลือกมะนาว มะกรูด ก็ก่อให้เกิด “ผื่นแพ้แสงและสารเคมี” (Photoallergic reaction) ได้ แม้กระทั่งครีมกันแดดเอง ในบางกรณีก็ก่อให้เกิดการผื่นแพ้แสงได้

 

การวินิจฉัยโรค ผื่นแพ้ยา และผื่นแพ้แสงแดด

ในปัจจุบันยังไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มีความจำเพาะในการวินิจฉัยผื่นแพ้ยา ดังนั้น แพทย์จะให้การวินิจฉัยโดยอาศัยประวัติของผู้ป่วย ประวัติการได้รับยา วันที่เริ่มเกิดผื่นแพ้ยา  โดยอาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาว่ามีความผิดปกติที่อวัยวะภายในอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่ โดยการวินิจฉัยโรคต้องแยกจากภาวะอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายกัน เช่น ผื่นแพ้ยาแบบ Maculopapular Drug Eruptions (MDE) ต้องแยกจากโรคติดเชื้อ เช่น โรคหัด โรคเอดส์ เป็นต้น ในกรณีเหล่านี้ บางครั้งอาจต้องมีการตัดชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยแยกโรค

 

การรักษา ผื่นแพ้ยา และผื่นแพ้แสงแดด

ที่สำคัญคือ หยุดยาที่เป็นสาเหตุ ในรายที่ไม่ทราบ ควรหยุดยาทุกตัวที่สงสัย หรือยาที่ไม่จำเป็นที่ได้รับใหม่ในช่วง 2 เดือนทั้งหมด จากนั้นค่อยมาพิจารณายาที่อาจเป็นสาเหตุการแพ้ยา โดยใช้ระยะเวลาที่เริ่มได้รับยาที่เข้าได้กับการเริ่มเป็นผื่นแพ้ยา แต่กรณีที่ผู้ป่วยเคยได้รับยามาแล้ว ผื่นอาจเกิดขึ้นเร็วภายใน 48 ชั่วโมง รายที่ผื่นแพ้ยาชนิดไม่รุนแรง ไม่จำเป็นต้องให้ยา เนื่องจากผื่นแพ้ยาเหล่านี้ มักหายไปเองหลังหยุดยาประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ แต่ในรายที่ผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง อาจจำเป็นต้องให้ยาประเภทสเตียรอยด์ สำหรับการรักษาอื่น ๆ  เป็นการรักษาตามอาการ โดยการให้ยาทาสเตียรอยด์ (Steroids) ยาแอนติฮิสตามีน (Antihistamine)

 

คำแนะนำ

  1. อาการแพ้ยา ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าใครจะแพ้ยาตัวไหน แต่สามารถป้องกันลดอุบัติการณ์การแพ้ยา โดยหลีกเลี่ยงการกินยาที่ไม่จำเป็น
  2. เมื่อมีประวัติแพ้ยา ผู้ป่วยต้องจดจำชื่อยาให้แม่นยำไปตลอดชีวิต และเมื่อเจ็บป่วยคราวต่อไป ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนว่า เคยแพ้ยามาก่อน เพื่อป้องกันการเกิดแพ้ยาซ้ำอีก
  3. หากสงสัยว่าอาจแพ้ยาที่รับประทานอยู่ เช่น มีผื่นที่ผิวหนัง ให้หยุดยาที่สงสัยว่าจะเป็นสาเหตุทันที ถ่ายรูปผื่น และนำฉลากยาที่สงสัย ไปปรึกษาแพทย์ทันที
  4. การจดจำระยะเวลาเริ่มเกิดผื่น จะช่วยบอกว่ายาชนิดใดน่าจะเป็นสาเหตุของการแพ้ยาในผู้ป่วยแต่ละราย

 

ภาพประกอบ  : www.freepik.com

 


.jpg

อาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน อาจเกิดจากโรคที่ไม่ร้ายแรง เช่น โรคขี้หูอุดตัน ท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ หรือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคที่ร้ายแรงได้ เช่น เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ เนื้องอกของประสาททรงตัว หรือโรคของระบบประสาทส่วนกลาง หากผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุและรักษาที่ถูกต้อง ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น ล้ม เกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะเกิดเลือดออกในสมอง หรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การรู้จัก โรคบ้านหมุน จึงเป็นเรื่องสำคัญ

 

โรคบ้านหมุน หรือโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะ เป็นโรคที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ แต่แท้จริงแล้วไม่มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น โดยผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุนไป หรือรู้สึกว่าตัวผู้ป่วยเองหมุนหรือไหวไป ทั้ง ๆ ที่ตัวผู้ป่วยเองอยู่เฉย ๆ ความรู้สึกดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการรับข้อมูล หรือการเสียสมดุลของระบบประสาททรงตัวของร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยตา ประสาทสัมผัสบริเวณข้อต่อ อวัยวะควบคุมการทรงตัวในหูชั้นใน ระบบประสาทส่วนกลางที่ฐานสมอง และตัวสมองเอง โดยทั้งหมดนี้จะทำงานเกี่ยวเนื่องกัน เนื่องจากอวัยวะการทรงตัวกับอวัยวะการได้ยินอยู่ใกล้ชิดสัมพันธ์กันจากหูไปสู่สมอง โรคของระบบทรงตัวที่ทำให้บ้านหมุนจึงมักสัมพันธ์กับการเสียการได้ยิน หูอื้อ และมีเสียงดังรบกวนในหูได้ รวมถึงเมื่อเกิดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน ก็มักจะมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของลูกตา (ตากระตุก หรือ nystagmus) การเซ การล้ม อาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตกร่วมด้วยได้

 

สาเหตุ โรคบ้านหมุน

โรคบ้านหมุน เกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • โรคของหู
    • หูชั้นนอก ได้แก่ หูชั้นนอกอุดตัน จากขี้หู เนื้องอก หนอง หรือการอักเสบจากหูชั้นนอก หรือหูชั้นกลางอักเสบ กระดูกช่องหูหักจากอุบัติเหตุ
    • เลือดคั่งในหูชั้นกลาง (hemotympanum) จากอุบัติเหตุ หรือการเปลี่ยนแปลงของความดันบรรยากาศ
    • หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)
    • ท่อยูสเตเชียน ซึ่งเป็นท่อที่เชื่อมระหว่างโพรงหลังจมูก และหูชั้นกลาง ทำงานผิดปกติ หรือมีการอุดตันจากโรคจมูกอักเสบเฉียบพลัน (หวัด) หรือเรื้อรัง (เช่น โรคแพ้อากาศ หรือจมูกอักเสบภูมิแพ้) โรคไซนัสอักเสบ การดำน้ำ การขึ้น-ลงที่สูง ก้อนเนื้องอกที่โพรงหลังจมูก
    • การทะลุของเยื่อที่ปิดช่องทางติดต่อระหว่างหูชั้นกลางและหูชั้นใน (perilymphatic fistula) จากการไอ เบ่ง หรือจามแรง ๆ หรือเกิดจากหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง ที่มีภาวะแทรกซ้อน
    • หูชั้นใน ได้แก่ การติดเชื้อของหูชั้นใน (labyrinthitis) โดยเชื้ออาจลุกลามมาจากหูชั้นกลางที่อักเสบเฉียบพลัน หรือเยื่อหุ้มสมองที่อักเสบ หรือหูชั้นกลางที่อักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก) และมีภาวะแทรกซ้อน หรือเกิดจากการติดเชื้อซิฟิลิส ไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิต (ไปเชื้อโรค)
    • การอักเสบของหูชั้นในจากสารพิษ (toxic labyrinthitis) ได้แก่ ยาที่มีพิษต่อระบบประสาททรงตัวในหูชั้นใน เช่น ยาต้านจุลชีพ กลุ่ม aminoglycoside, quinine, salicylate, sulfonamide, barbiturate
    • การบาดเจ็บที่ศีรษะ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของอวัยวะทรงตัวในหูชั้นใน ทำให้มีเลือดออกในหูชั้นใน ฐานสมอง ก้านสมอง หรือสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว
    • การได้รับแรงกระแทก การบาดเจ็บจากเสียงดัง เช่น ระเบิด ประทัด การยิงปืน หรือการผ่าตัดบริเวณหู
  • โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือโรคมีเนีย (Meniere’s disease)
  • โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด (benign paroxysmal positional vertigo หรือ BPPV) ซึ่งอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนจะเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่ศีรษะหันไปทางใดทางหนึ่ง และมักจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ (เป็นวินาที มักไม่เกิน 1 นาที)
  • โรคของทางเดินประสาท และสมอง
  • เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ (vestibular neuronitis)
  • เนื้องอกของประสาททรงตัว (vestibular schwannoma)
  • โรคของระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่
    • ความผิดปกติของกระแสโลหิตที่ไปเลี้ยงระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัวไม่พอ อาจเกิดจากไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ (สารนิโคติน ทำให้เส้นเลือดตีบตัว) การดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มน้ำอัดลม (สารกาเฟอีน ทำให้เส้นเลือดตีบตัว) เบาหวาน เลือดข้นผิดปกติ ซีด กระดูกคอเสื่อม หรือมีหินปูนบริเวณกระดูกคองอกไปกดหลอดเลือดขณะมีการหันศีรษะหรือแหงน เครียด หรือวิตกกังวล (ทำให้เส้นเลือดตีบตัวชั่วคราว) โรคหัวใจ (เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจขาดเลือด)
    • การเสื่อมของระบบประสาทส่วนกลางที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว
    • การติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลาง
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune disease) โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยผิดปกติ (hypothyroidism) โรคเลือด (มะเร็งเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดสูงผิดปกติ ซีด เลือดออกง่ายผิดปกติ) โรคหลอดเลือดแข็งและตีบจากโรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคกระดูกคอเสื่อม โรคไต ระดับยูริกในเลือดสูง โรคความดันโลหิตต่ำ โรคภูมิแพ้
  • ไม่ทราบสาเหตุ

 

กลุ่มเสี่ยง โรคบ้านหมุน

คนที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคบ้านหมุนคือ ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของหู ทางเดินประสาท และสมอง ดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งโรคของต่อมไทรอยด์ โรคเลือด และหลอดเลือด โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคกระดูกคอเสื่อม และโรคไต

 

อาการที่ปรากฏ

สัญญาณเตือนที่ควรระวังของโรคบ้านหมุน ได้แก่ มีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน โคลงเคลง รู้สึกมึน ๆ งง ๆ เบา ๆ โหวง ๆ มีตากระตุก เดินแล้วเซ จะล้ม มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตกร่วมด้วย

 

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยสาเหตุของโรคบ้านหมุนจะอาศัยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย โดยเฉพาะการตรวจทางหู คอ จมูก การตรวจตา การตรวจเส้นประสาทสมอง และระบบประสาทส่วนกลาง การวัดความดันโลหิตในท่านอน ท่านั่ง และท่ายืน (เพื่อตรวจหาความดันเลือดต่ำขณะเปลี่ยนท่า) และการตรวจพิเศษ เช่น

  • การเจาะเลือดเพื่อหาภาวะซีด เลือดข้น มะเร็งเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดมากผิดปกติ เบาหวาน ระดับไขมันในเลือดที่สูง ระดับยูริกในเลือดที่สูง การอักเสบของร่างกาย (erythrocyte sedimentation rate: ESR) ซึ่งอาจบ่งถึงโรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคไต การติดเชื้อซิฟิลิส หรือเอดส์ การทำงานของต่อมไทรอยด์ที่ผิดปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำเกินไป
  • การตรวจปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีโรคไตหรือไม่
  • การตรวจการได้ยิน เพื่อดูว่ามีโรคของหูชั้นกลาง หรือหูชั้นในหรือไม่
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiography) เพื่อดูว่ามีความผิดปกติของหัวใจหรือไม่
  • การตรวจคลื่นสมองระดับก้านสมอง (brainstem electrical response audiometry) โดยใช้เสียงกระตุ้นทางเดินประสาทที่ผ่านหู ตั้งแต่หูชั้นใน ประสาทสมองที่เกี่ยวกับการได้ยินไปสู่ก้านสมอง และผ่านไปกลีบสมอง วิธีนี้สามารถตรวจความผิดปกติของโรคในสมองส่วนกลางได้รวดเร็วและแม่นยำ
  • การตรวจระบบประสาททรงตัว โดยเครื่องวัดการทรงตัว เพื่อแยกความผิดปกติของภาวะข้อเสื่อมจากโรคหูชั้นในและโรคของสมอง
  • การถ่ายภาพรังสีกระดูกคอ เพื่อดูว่ามีกระดูกคอเสื่อมหรือไม่
  • การถ่ายภาพรังสี เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan) หรือเอกซเรย์สนามแม่เหล็ก (MRI) เพื่อดูว่ามีโรคของทางเดินประสาท หรือสมองหรือไม่
  • การตรวจการไหลเวียนของกระแสโลหิตผ่านเส้นเลือดใหญ่ไปสู่สมอง โดยใช้อัลตราซาวน์ ซึ่งจะบอกแรงดันเลือด ความเร็วของการไหล และความไม่สมดุลของการไหลเวียนของกระแสโลหิตได้

 

การรักษา โรคบ้านหมุน

การรักษาตามอาการ ได้แก่

  • ให้ยาที่กดการรับรู้ของประสาททรงตัว เพื่อให้หายจากอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน
  • ให้ยาสงบ หรือระงับประสาท
  • ให้ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • ให้ยาขยายหลอดเลือด เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว ซึ่งการให้ยาดังกล่าวนี้ เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ
  • เมื่ออาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนน้อยลงแล้ว ควรให้เริ่มการบริหารระบบทรงตัว (head balance exercise) เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลของระบบประสาททรงตัวได้ การบริหารดังกล่าวเป็นการฝึกฝนการปรับวิสัยการทรงตัวต่อตัวกระตุ้นสมมุติที่สร้างขึ้น ซึ่งจะสร้างนิสัย “เคยชิน” ต่อสภาวะนั้นๆ ให้เกิดขึ้นในอวัยวะทรงตัว เพื่อให้สามารถทรงตัวได้อย่างดีในสภาวะต่างๆ ได้แก่ การฝึกบริหารสายตา ฝึกกล้ามเนื้อ คอ แขนขา ฝึกการเคลื่อนไหวศีรษะและคอ รวมทั้งการเดิน และยืน
  • ถ้าผู้ป่วยหายเวียนศีรษะ บ้านหมุนแล้ว ควรป้องกันไม่ให้มีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนอีก โดย
  • หลีกเลี่ยงเสียงดัง
  • ถ้าเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคกรดยูริกในเลือดสูง โรคซีด โรคเลือด ควบคุมโรคให้ดี
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาททรงตัว เช่น aspirin, aminoglycoside, quinine
  • หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู
  • หลีกเลี่ยงการติดเชื้อของหู หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน
  • ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา เครื่องดื่มน้ำอัดลม (มีสารกาเฟอีน) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดการสูบบุหรี่ (มีสารนิโคติน)
  • พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มเลือดที่จะไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว ลดความเครียด วิตกกังวล และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ


การรักษาตามสาเหตุของโรค

การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องขณะเวียนศีรษะ บ้านหมุน

  • เมื่อมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนขณะเดิน ควรหยุดเดิน และนั่งพัก เพราะการฝืนเดินขณะเวียนศีรษะ บ้านหมุน อาจทำให้ผู้ป่วยล้มเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้าอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนเกิดขณะขับรถ หรือขณะทำงาน ควรหยุดรถข้างทาง หรือหยุดการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกล ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้าเวียน หรือบ้านหมุนมาก ควรนอนบนพื้นราบที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น พื้น และผู้ป่วยควรมองไปยังวัตถุที่อยู่นิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ถ้าอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนน้อยลงค่อยๆ ลุกขึ้น แต่อาจรู้สึกง่วง หรือเพลียได้ ถ้าง่วง แนะนำให้นอนหลับพักผ่อน ซึ่งอาการมักจะดีขึ้นหลังตื่นนอน
  • ไม่ควรว่ายน้ำ ดำน้ำ ปีนป่ายที่สูง เดินบนสะพานไม้แผ่นเดียว หรือเดินบนเชือกข้ามคูคลอง ขับรถ หรือ ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ขณะมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หรืออันตราย
  • หลีกเลี่ยงสารกาเฟอีน (ชา เครื่องดื่มน้ำอัดลม และกาแฟ) และการสูบบุหรี่ ซึ่งจะลดเลือดที่ไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว
  • พยายามอย่ารับประทานอาหารหรือดื่มมากนัก จะได้มีโอกาสอาเจียนน้อยลง
  • พยายามหลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน ในระหว่างเกิดอาการ ได้แก่ การหมุนหรือหันศีรษะไวๆ การเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว การก้ม เงยคอ หรือหันอย่างเต็มที่
  • พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ สารก่อภูมิแพ้ (ถ้าแพ้) การเดินทางโดยทางเรือ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • เวลามีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนให้รับประทานยาที่แพทย์ให้ ดังนั้นควรพกยาดังกล่าว ในช่วงเวลาเดินทางเสมอ
  • ถ้าอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนเกิดขณะขับรถ หรือขณะทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ดังนั้นหากผู้ป่วยได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้วอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์

 

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก