ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-กับ-การแช่ดีเกลือ.jpg

วันนี้ดูละครเกาหลีแล้ว มีข้อคิดมาแชร์กัน 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ การทำน้ำอุ่นแช่ตัวกรณีที่ไม่มีอ่างอาบน้ำ และกรณีที่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น กับอีกเรื่อง คือ ประโยชน์ของการแช่ตัวด้วย ดีเกลือ ปีนี้เมืองไทยค่อนข้างหนาว การได้อาบน้ำอุ่นก็ช่วยให้เลือดไหลหมุนเวียนสะดวกสบายขึ้น ทำให้ลดอาการปวดเมื่อยได้ในวันที่ต้องเดินเยอะ ๆ หรือวันที่ออกกำลังกายหนัก ๆ ถ้าได้แช่น้ำอุ่นจัด ๆ บวกกับการใช้เกลือ ลดการปวดเมื่อยได้ดีทีเดียว

 

เคยได้ยินเรื่องการใช้เกลือกับการนอนแช่น้ำอุ่น ในเขตชนบทของเกาหลีเหนือ ขอพูดเรื่องบทบาทในละครนิดหนึ่งนะคะ เป็นละครออกมาล่าสุดเลยที่นางเอกจากเกาหลีใต้หลงไปอยู่ในเขตทหารของประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งเขตทหารในเรื่องที่อยู่ติดเขตชายแดน  ก็ค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องความสะดวกสบาย การใช้น้ำใช้ไฟทำให้คิดถึงตอนที่ไปเที่ยวบนดอย หนาวมาก น้ำเย็นเจี๊ยบ แต่คิดว่าปัจจุบัน น้ำ ไฟ ความสะดวกสบายเข้าถึงมากแล้ว

ในเรื่องที่น่าสนใจ คือ ไม่มีตู้เย็น ดังนั้น ก็ใช้วิธีห่อเนื้อแล้วใส่ในตุ่มเกลือ เพื่อรักษาเนื้อไว้ใช้ทานต่อไป ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าทำน้ำอุ่น ในละครใช้วิธีการต้มน้ำร้อนให้ร้อนแล้วก็เอามาใส่ในกะละมังที่พอจะแช่ตัวลงไปได้ แล้วก็หาพลาสติกมาทำเป็นกระโจม ก็คือ ทำราวเหมืนราวตากผ้า แล้วใช้ตัวหนีบผ้า เหน็บพลาสติกไว้ให้เป็นลักษณะกระโจม คลุมให้ทั่วกะละมัง เพื่อลดการระเหยความร้อนออกไปข้างนอก จะเรียกว่าซาวน่าก็ใช่เลย เผื่อเราได้เอาไปใช้แนะนำคนที่อยากอาบน้ำอุ่น ๆ ในเวลาอากาศหนาว ๆ หวังว่าเรื่องราววันนี้น่าจะมีประโยชน์กับใครไม่มากก็น้อย

เรื่องที่เป็นวิชาการหน่อย คือ เรื่อง ดีเกลือ หรือ  Epsom salt ในบ้านเรามี ใช้  2 แบบคือ ดีเกลือไทย และดีเกลือฝรั่ง

 

ดีเกลือไทย และดีเกลือฝรั่ง มีลักษณะและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน

  • ดีเกลือไทย (Na2SO4) หรือโซเดียมซัลเฟต จะเป็นผง มีสีขาว ไม่มีกลิ่น รสเค็ม
  • ดีเกลือฝรั่ง (MgSO4.7H2O) หรือแมกนีเซียมซัลเฟต หรือ Epsom salt จะเป็นผลึก มีสีขาวใส ไม่มีกลิ่น สามารถละลายน้ำได้ มีรสเค็ม


มีการใช้ Epsom salt ค่อนข้างแพร่หลาย โดยเฉพาะสำหรับนักกีฬา หรือบุคคลทั่วไป สรรพคุณมากมาย แต่ที่ชอบมากสำหรับลูกชายที่เล่นกีฬา คือ ประโยชน์ ช่วยคลายเครียด คลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเกร็ง โดยผสมน้ำและนอนแช่น้ำดีเกลือ ช่วยได้ดีเลย

หลังจากละลายในน้ำแล้ว เกลือจะถูกดูดซึมผ่านผิวหนัง มีความปลอดภัยในการใช้ วิธีการผสม คือ ใช้ดีเกลือ หรือ Epsom salt 2 ถ้วยตวง ต่อน้ำแกลลอน ประมาณ 4.5 ลิตร ถ้ามากกว่านี้ก็จะเป็นน้ำกระด้างไป และทำให้ผิวแห้งเกิน ปกติก็ใช้ดีเกลือ  2 ถ้วยตวงต่อน้ำแกลลอน ผสมในอ่างอาบน้ำ แช่อย่างน้อย 15 นาที ถ้าแก้ปวดเมื่อย ก็ให้ใช้น้ำอุ่นอย่าร้อนมาก เพราะอาจจะไม่ยุบบวม นอกจากนี้ ยังใช้เป็นการขับสารพิษได้ด้วย  แถมในบางรายใช้ลดอาการสิวด้วย ทำให้ผมนุ่มสลวย มีสูตรหลายสูตรเลยค่ะ เลือกใช้ได้ตามชอบใจ

 

แมกนีเซียมซัลเฟต

ในทางการแพทย์ นำแมกนีเซียมซัลเฟตเอามาใช้ฉีดเข้าเส้นเลือด ใช้ลดการแข็งตัวของมดลูกในกรณีคลอดก่อนกำหนด และใช้ลดความดันโลหิต ในภาวะครรภ์เป็นพิษ ลดการชักเกร็ง ลดการบวมของสมอง ทางการกินก็เอามาเป็นยาระบายในภาวะท้องผูก

ประวัติของสารตัวนี้ก่อกำเนิดในประเทศอังกฤษ ยุคที่ภัยแล้ง ในปี ค.ศ. 1681 หรือ พ.ศ. 2224 ชายเลี้ยงวัวชื่อ  Henry Wicker ก้มลงดื่มน้ำจากสระน้ำที่  Epsom Common เขาค้นพบว่าน้ำเป็นกรดและขม และทำให้เขาระบายท้อง หรือมีอาการถ่ายเหลวนั่นเอง และหลังจากที่น้ำระเหยไปหมด เหลือแต่ผลึก ก็เลยกลายเป็นเอามาใช้เป็นยาระบาย ในปี ค.ศ. 1755 หรือ พ.ศ. 2318 นักวิทยาศาสตร์ นักเคมีชาวอังกฤษ ทำการศึกษาเกี่ยวกับดีเกลือตัวนี้ และค้นพบว่าสารหลัก คือ แมกนีเซียมซัลเฟต

แมกนีเซียมเป็นสารเกลือแร่ที่สำคํญต่อการดำรงชีวิต ในร่างกายต้องการสารตัวนี้เพื่อการทำงานของกล้ามเนื้อ กระดูก และระบบประสาท ภาวะภูมิคุ้มกัน การเต้นของหัวใจ

 

ข้อดีมากมายแบบนี้ลองเอามาใช้กันดูค่ะ โดยเฉพาะตอนนี้งานวิ่งตามพี่ตูน กำลังเป็นที่นิยมของคนไทยทั้งประเทศ มาลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อกันค่ะ

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


.jpg

เหนื่อยไหมกับการพูดคำว่า “ไม่” กับลูก โดยเฉพาะเรื่องการใช้โทรศัพท์ การเล่นเกมส์ การดูการ์ตูน หรือแม้กระทั่งการดูยูทูป

 

ทุกวันนี้ใครเดินทางด้วยยานพาหนะสาธารณะบ้าง เมื่อปี 2539 หมอได้มีโอกาสไปอยู่ญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 เดือน จำได้ว่าโตเกียวตอนนั้น ในรถสาธารณะรถไฟฟ้า คนสูงอายุขึ้นรถก็จะนั่งหลับตา ก้มหน้า เอาหนังสือมาอ่าน เพราะเด็กวัยรุ่นที่ขึ้นมาจะมีการแสดงความรักกันอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะการสัมผัส กอด จูบ ลูบ คลำ ยังเป็นยุคที่ไม่มีโทรศัพท์ ไวไฟในที่สาธารณะ ตอนนั้นจำได้ว่า แอบดีใจที่บ้านเราไม่มีแบบนี้  แต่ตอนนี้ในบ้านเราตอนขึ้นรถไฟฟ้า  ลองมองไปรอบ ๆ ตัว จะมีเรื่องน่าสนใจ มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้โดยสารเป็นโรคยอดนิยม คือ โรคก้มหน้าก้มตา  ทุกครั้งที่หมอขึ้นรถไฟฟ้า หมอจะพยายามไม่ใช้โทรศัพท์ โดยเฉพาะการสนทนา เพราะทุกคนจะได้ยินหมด แต่ก็มีคนที่เปิดเผย คุยแบบไม่มีการปิดบังใคร เราไม่อยากได้ยินก็ต้องพลอยฟัง และกลายเป็นรู้เรื่องกับเขาไปด้วย แต่ถ้าเราใช้เวลานั้นมองดูรอบ ๆ เราจะแทบไม่อยากมีโทรศัพท์เลยทีเดียว  ยิ่งเห็นภาพที่ถูกส่งกันมา เป็นภาพพระสงฆ์ยืนในรถไฟฟ้า เห็นแล้วมีความคิดกระจัดกระจายกันยังไงบ้างคะ

ทุกคนรู้ดีว่า ถ้าเราลดการใช้โทรศัพท์ โดยเฉพาะเวลาที่เราอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว  ลูกเราก็จะลดการใช้ไปด้วย แต่ทุกวันนี้แม้แต่การที่พาลูกมาหาหมอ มานั่งรอตรวจ ก็จะเห็นว่า มีทั้งพ่อ หรือแม่ หรือลูก ก้มหน้าก้มตา และเมื่อเดินเข้ามาตรวจ ระหว่างการคุย อยากให้ลูกเงียบก็ยื่นโทรศัพท์ให้ลูก เปิดการ์ตูน เปิดยูทูป ถ้าเด็กโตหน่อยก็ห้ามยากขึ้น ไม่เคยเห็นพ่อแม่ห้ามสำเร็จสักที แต่ไม่ใช่ว่าพ่อแม่ทุกคนเป็นแบบนี้กันหมดนะคะ มีกลุ่มที่ไม่ให้ลูกใช้ก็เยอะเช่นกันค่ะ เด็กกลุ่มนี้ก็จะช่างคุย ช่างคิด ช่างถาม พัฒนาการทางด้านภาษา การสื่อสาร จะต่างกับในกลุ่มที่ใช้ชัดเจน  เช่น ห้ามใช้ระหว่างทานอาหาร ก็ต้องมีบทสนทนาที่น่าสนใจแทน กลายเป็นว่าไม่ค่อยมีเรื่องราวมาคุยกัน แถมการพูดคุยน้อยลงไปโดยปริยาย มีอะไรก็ส่งเป็นข้อความแทน ไม่ชอบคุย หมอกลับมองว่า ถ้าไม่เห็นหน้า อย่างน้อยโทนเสียงก็บอกอารมณ์ของผู้พูดได้ว่า เราควรจะฟัง หรือปลอบ หรือควรจะหยุด

มีคนเคยบอกว่า ยกเว้นนั่งในเครื่องบิน หรือรถ อนุญาตให้เด็กเล่นได้ แต่บนเครื่องบิน มีอุปกรณ์ระบายสี วาดรูป หรือขีดเขียน ที่เครื่องบินเคยแจกสมัยลูกหมอยังเล็ก แต่ตอนนี้สายการบินประหยัดของพวกนี้ไปเลย เพราะไม่มีใครขอให้ลูก แถม แอร์ก็ไม่แจกไปด้วย เลยไม่รู้ว่ายังมีไหม การอ่านหนังสือ แทบจะตกอยู่ในกลุ่มของคนรุ่นหมอซะส่วนใหญ่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเราเลือก และเราเลือกที่จะใช้ หรือไม่ใช้ได้  ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เช่นนี้ พ่อแม่สามารถทำได้ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องสม่ำเสมอ และต้องมีความเห็นที่ตรงกัน คำถามที่ต้องตอบลูกได้ คือ ทำไมพ่อแม่ใช้ได้ ทำไมลูกใช้ไม่ได้ พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีของลูกเสมอไม่ว่าในทางบวก หรือทางลบ

บนโต๊ะอาหาร ครอบครัวไหนให้ลูกใช้โทรศัทพ์ระหว่างทานข้าวบ้าง พวกเราที่เป็นพ่อแม่คงไม่คาดคิดว่าการให้ลูกดูการ์ตูน ยูทูป ตอนเล็ก ๆ ระหว่างเราทำงาน หรือป้อนข้าวลูก หรือกล่อมลูกนอน มันจะมีผลในระยะยาว คิด ๆ ดูเหมือนสารเสพติดที่ขาดไม่ได้ในชีวิต ไม่ทำอะไรนอกจากจ้องเข้าไปในจอ เป็นซอมบี้ดี ๆ นี่เอง  หมอเชื่อว่าพ่อแม่หลายคนคงอยากให้ลูกใช้เวลาอยู่กับของพวกนี้น้อยลง

 

ต้องทำยังไง ตามทฤษฎีในเด็กน้อยกว่า 6 ขวบ ราชวิทยาลัยให้ใช้ไม่เกินวันละ 1 ชม. ยากใช่ไหมคะ

ถ้ามีเพื่อนบ้านที่มีลูกอายุไล่เลี่ยกัน ลองคุยกันดูค่ะ หาเวลาตรงกัน มารวมกลุ่มกัน พาลูกไปเล่นด้วยกัน หรือพาลูกเดินหลังทานอาหาร พาลูกไปจ่ายกับข้าว ตลาดนัดหลังบ้าน หรือแม้แต่ในห้าง ชี้ให้ลูกดูว่าอะไรคืออะไร สร้างบทสนทนา สอนคิดเลข อย่าปล่อยให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยง หรือโทรศัพท์ เวลาที่อยู่กับลูกเป็นเวลาทอง แต่ละครอบครัวมีเวลา และวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ถ้าไม่อยากให้ลูกใช้ของพวกนี้ การไม่มี ไม่ซื้อ ก็เป็นวิธีหนึ่งนะคะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเหมาะสม การยอมรับได้ ของแต่ละครอบครัวก็ต่างกัน ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นเพราะอยากให้เลิกใช้ แต่เขียนขึ้นเพื่อบอกว่าทุกคนมีทางเลือกของตัวเอง และไม่ว่าตัดสินใจอย่างไร ผลที่เกิดขึ้นกับลูกในอนาคต ก็ต้องยอมรับได้ ปรับไปตามแต่ครอบครัวกันนะ

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


.jpg

มาคุยกันเรื่องนอน เพราะคำถามนี้ถามง่ายแต่ปฏิบัติกันยาก คุณพ่อคุณแม่ต้องมีระเบียบวินัย และความเห็นตรงกันพอสมควรในการเลี้ยงลูก ยิ่งถ้ามี ปู่ ย่า ตา ยาย ต้องทำข้อตกลงแล้วเดินไปด้วยกันจะดีที่สุดนะคะ

 

การนอนหลับมีผลกับเด็กและผู้ใหญ่ นอนหลับเท่าไหร่ถึงจะพอ หลักการคร่าว ๆ ทางวิชาการ ข้อแนะนำจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศอเมริกัน

  • อายุ 4 – 12 เดือน วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 12 – 16 ชั่วโมง (รวมเวลาการนอนกลางวัน)
  • อายุ 1 – 2 ปี วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 11 – 14 ชั่วโมง (รวมเวลาการนอนกลางวัน)
  • อายุ 3 – 5 ปี วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 10 – 13 ชั่วโมง (รวมเวลาการนอนกลางวัน)
  • อายุ 6 – 12 ปี วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 9 – 12 ชั่วโมง
  • อายุ 13 – 18 ปี วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 8 – 10 ชั่วโมง

 

ส่วนเด็กอายุ  0 – 3 เดือน

ไม่ได้มีข้อกำหนดเพราะว่ามันแตกต่างกันมาก โดยทั่วไปก็จะไปนอนประมาณ 14 – 17 ชั่วโมง เพราะวัยนี้จะมีภาวะหลับตื่นสลับกันไปตลอดทั้งวัน แต่เมื่ออายุได้ประมาณ 4 เดือน จะเริ่มหลับกลางคืนได้ยาวประมาณ 6 ชั่วโมง และเมื่ออายุ 6 เดือน จะสามารถหลับได้นานถึง 10 ชั่วโมง ดังนั้น เราหัดลูกเล็กให้นอนยาวทั้งคืน ไม่ต้องตื่นมากินนมได้ วิธีการที่หมอแนะนำแล้วได้ผล แต่ผู้ใหญ่ในบ้านต้องร่วมมือกันนะคะ

โดยทั่วไปเรามักจะกลัวลูกหิว แต่เด็กที่หมอดูแลมาส่วนใหญ่ ถ้าเป็นลูกชาวต่างชาติ อายุ 1 – 2 เดือน ก็ไม่ตื่นมาทานนมกันแล้ว อาจเป็นเพราะไม่ได้นอนด้วยกันกับพ่อแม่ การถูกรบกวนจากแสง เสียง ก็น้อยกว่า ห้องต้องจัดให้มืด แต่ที่หมอแนะนำ คือ หลังอายุ  9 เดือนไปแล้ว ถ้ายังไม่หลับทั้งคืน หมอแนะนำให้รอ ถ้าเด็กร้อง รอให้เด็กร้องได้นานถึง 45 นาที แต่โดยทั่วไปเชื่อไหมว่า ไม่มีเด็กคนไหนที่ร้องได้นานขนาดนั้นเลย นอกจากผู้ใหญ่ในบ้านใจอ่อน ไปอุ้ม ไปให้นมแบบนี้ วันรุ่งขึ้นเด็กจะร้องนานเป็น 2  เท่า เลยล่ะ ประสบการณ์ของหมอเองที่ผ่านมา พ่อแม่หลายคนทำได้สำเร็จ ใช้กับเด็กที่โตขึ้นก็ได้ อีกอันหนึ่ง ก็คือ การงดนมกลางคืน เด็กที่อายุเกิน 6 เดือนไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้กินนมกลางคืน และวิธีการที่หมอใช้ก็คือว่า เผื่อลูกร้องแทนที่จะให้กินนมก็กินน้ำ เด็กเค้าฉลาดมากการที่เราให้กินน้ำแทนนม เด็กฉลาดมากนะ สุดท้ายจะนอนหลับไปเองโดยที่ไม่ตื่นขึ้นมาอีก แม้กระทั่งวิธีนี้ในเด็กที่โต 4 – 5 ขวบแล้ว ก็ใช้ได้ผล แม่เธอบ่นกับหมอ แต่ปรากฏว่าหมอให้ทำวิธีนี้นะ แม่บอกหมอว่า คุณหมอต้องบ้านแตกแน่ แต่เชื่อไหมว่า แค่สองสามวันก็เดินกลับมาบอกว่าแค่คืนเดียวเท่านั้นที่ตื่น หลังจากที่ไม่มีใครให้นม เธอไม่ตื่นอีกเลย ลองเอาไปใช้ดูนะคะรับรองได้ผลแน่นอน แต่ทุกคนในบ้านต้องอดทน ห้ามยอมแพ้ต่อเสียงร้องเด็ดขาด ถ้าทำไม่ได้ หรือยอมแพ้ ก็ต้องรอไปอีกเดือนก่อนจะลองใหม่

 

ในเด็กโตก็ทำแบบนี้ค่ะ

  1. ตั้งเวลาการนอนและตื่นให้เป็นสำหรับทุกวัน แม้กระทั่งวันหยุด ถ้าผ่อนผันได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
  2. 1 ชั่วโมงก่อนนอน ควรจะเป็นเวลาที่สงบ ไม่ควรจะมีกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานเยอะ เช่น เล่นกัน หรือว่ากระตุ้นเยอะ เช่น ดูทีวี หรือว่าเล่นคอมพิวเตอร์
  3. ไม่ควรเข้านอนด้วยความหิวนม หรือคุกกี้ ก่อนนอน เป็นไอเดียที่ดี หลีกเลี่ยงพวกคาเฟอีน เช่น เครื่องดื่มโซดา ชา กาแฟ ช็อกโกแลต
  4. เด็กควรจะออกกำลังกายนอกบ้านทุกวัน
  5. ห้องให้มันเงียบสงบกับแสงไฟให้ดี อุณหภูมิในห้องให้เหมาะสม
  6. ห้ามใช้ห้องนอนเป็นตำแหน่งที่ทำโทษลูก เช่น ขัง หรือล็อกในห้อง
  7. พวกอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น ทีวี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ควรจะเลิกใช้ 1 ชั่วโมงก่อนนอน ไม่ควรจะมีพวกเหล่านี้ไว้ในห้องนอนของเด็ก เพราะมันจะเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมในการที่เด็กต้องใช้
  8. ในวัยรุ่นก็ควรจะเหมือนกัน ควรจะเข้านอนเป็นเวลาเดียวกัน แล้วก็ไม่ควรจะมีการดื่มอะไรที่มันเป็นคาเฟอีน ไม่ควรจะมีการออกกำลังกายหนัก 3 ชั่วโมงก่อนนอน ไม่ควรจะมีการเล่นคอมพิวเตอร์ หรือว่าใช้โทรศัพท์ 1 ชั่วโมงก่อนนอน

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


...เรื่องจริงที่ผู้หญิงต้องรู้.jpg

ยาคุมฉุกเฉิน…เรื่องจริงที่ผู้หญิงต้องรู้ มีความเหมือนหรือแตกต่างจากยาคุมกำเนิดแบบปกติอย่างไร อีกทั้งยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมีวิธีใช้ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเป็นเช่นไร หากท่านไม่ทราบ การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินก็จะเหมือนกับการใช้ยาอื่น ๆ คือ

 

ยาคุมฉุกเฉิน…เรื่องจริงที่ผู้หญิงต้องรู้

คุณผู้อ่านหลายท่านอาจไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าเป็น ยาคุมกำเนิดประเภทหนึ่ง หลายท่านคงร้อง อ๋อ แต่ช้าก่อน ท่านทราบหรือไม่ว่ายาคุมกำเนิดฉุกเฉิน มีความเหมือน หรือแตกต่างจากยาคุมกำเนิดแบบปกติอย่างไร อีกทั้งยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมีวิธีใช้ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเป็นเช่นไร หากท่านไม่ทราบ การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินก็จะเหมือนกับการใช้ยาอื่น ๆ คือ มีประโยชน์หากใช้ถูกต้อง และก่ออาการข้างเคียง หรืออันตรายหากใช้ไม่ถูก

 

ยาคุมฉุกเฉิน คืออะไร 

มารู้จักยาคุมกำเนิดกันก่อน เดิมเรียกว่า “ยาคุมกำเนิดหลังเพศสัมพันธ์” แต่ต่อมาเพื่อความเข้าใจและการใช้ที่ถูกต้อง จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน” ซึ่งจริง ๆ แล้ว หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า “ยาคุมฉุกเฉิน” แท้จริงแล้วไม่ใช่ยา แต่เป็นฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งสูงกว่ายาคุมกำเนิดโดยทั่วไปถึง 2 เท่า และมี 2 ชนิด คือ

1. ยาคุมฉุกเฉินที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว 

มีชื่อทางการค้าว่า โพสตินอร์ จะมีส่วนประกอบหลักเพียงอย่างเดียว คือ ลีโวนอร์เจสเตรล (Levonorgestrel) ขนาดเม็ดละ 0.75 มิลลิกรัม โดยลีโวนอร์เจสเตรลนี้จัดเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์กลุ่มเดียวกับฮอร์โมนโปรเจสโตเจน (Progestogen) มีฤทธิ์ในการยับยั้งการตกไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีความหนาขึ้น และยากต่อการฝังตัวของไข่ นอกจากนี้ ยังทำให้บริเวณปากมดลูกมีสารคัดหลั่งที่มีลักษณะเหนียวข้นออกมา จึงทำให้ตัวอสุจิเข้าไปผสมกับไข่ได้ยากขึ้น

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้บ่อย คือ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน คัดเต้านม และระดูมาผิดปกติ โดยอาจมาเร็วขึ้น หรือช้าก็ได้ บางครั้งอาจพบเลือดออกกะปริบกะปรอย ดังนั้น ถ้าขาดระดู หรือระดูมากะปริดกะปรอยหลังใช้ยานี้ จำเป็นจะต้องตรวจให้ทราบว่าเป็นการตั้งครรภ์ หรือเป็นผลของยา ในกรณีที่ป้องกันไม่ได้ ยังมีโอกาสตั้งครรภ์นอกมดลูกสูงกว่าปกติอีกด้วย

2. ยาคุมฉุกเฉินแบบฮอร์โมนรวม 

หรือที่เรียกว่า Yuzpe regimen เป็นการใช้ฮอร์โมน ethinyl estradiol 0.1 มิลลิกรัม และ Levonorgestrel ขนาด 0.5 มิลลิกรัม โดยยาจะไปขัดขวางการปฏิสนธิของสเปิร์มและไข่ ยับยั้งการตกไข่ หรืออาจมีผลต่อการทำงานของคอร์ปัสลูเตียมก็ได้ ทั้งนี้ วิธีนี้เป็นที่นิยมในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป แต่มีข้อเสีย คือ มีผลข้างเคียงมากกว่าแบบแรก

 

การกินยาคุมฉุกเฉิน อย่างไรถูกต้อง 

ตามคำแนะนำบอกไว้ว่า การรับประทานยาคุมฉุกเฉินต้องกิน 2 ครั้ง โดยเม็ดแรกต้องกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ จากนั้นอีก 12 ชั่วโมงจึงรับประทานยาเม็ดที่ 2 แต่ถ้าหลังจากทานยาเข้าไปแล้วไม่ว่าครั้งแรก หรือครั้งหลังแล้วเกิดการอาเจียนภายในระยะเวลา 2 ชั่วโมง จะต้องทานยานั้นอีกครั้ง

ทั้งนี้ วิธีการรับประทานยาข้างต้นก็เป็นวิธีการที่ถูกต้องค่ะ แต่จริง ๆ แล้ว ทางกรมอนามัย ยังได้แนะนำวิธีการกินยาคุมฉุกเฉินอีกหนึ่งวิธี ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้กัน ก็คือ  ให้รับประทานทั้ง 2 เม็ดพร้อมกันเลยใน 5 วันหลังจากมีเพศสัมพันธ์ได้เลย ซึ่งวิธีดังกล่าวได้รับการยอมรับในหลายประเทศ รวมทั้งองค์การอาหารและยาของสหรัฐ ว่าใช้ได้ผล และเป็นการป้องกันการลืมกินยาเม็ดที่ 2 ได้ดี แต่ในประเทศไทยยังรับรู้เรื่องนี้น้อยมาก

 

ประสิทธิภาพของยาคุมฉุกเฉินเทียบเท่ายาคุมแบบปกติไหม 

ประสิทธิภาพของยาคุมฉุกเฉินย่อมไม่เทียบเท่ายาคุมกำเนิดปกติแน่นอน สำหรับยาคุมฉุกเฉินนั้นมีประสิทธิภาพการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ราวร้อยละ 58 – 95 ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้ที่ถูกวิธีและระยะเวลาที่เริ่มใช้ด้วย แต่ยังไม่พบว่า การกินยามากกว่าขนาดที่กำหนดจะทำให้ประโยชน์มากขึ้นหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือจะมีผลข้างเคียงมากขึ้น

ทั้งนี้ หากคุณรับประทานยาคุมฉุกเฉินเม็ดแรกภายใน 72 หลังจากที่มีเพศสัมพันธ์แล้วตามด้วยยาเม็ดที่สอง จะให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ 75% แต่หากรับประทานยาเม็ดแรกเข้าไปไม่เกิน 24 ชั่วโมง ประสิทธิภาพในการป้องกันก็จะเพิ่มขึ้นอีกถึง 10% ดังนั้น หากต้องการผลที่ชัดเจนและแน่นอนที่สุด ก็ควรจะรีบทานยาเม็ดแรกให้เร็วที่สุดนั่นเอง

 

ยาคุมฉุกเฉิน มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง 

แน่นอนว่า การใช้ยาคุมฉุกเฉินย่อมสร้างปัญหาบางอย่างให้กับคุณผู้หญิงแน่นอน เบาะ ๆ ก็คือ จะทำให้ประจำเดือนผิดปกติ มาช้า หรือมาแบบกะปริบกะปรอย และอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน แต่หากใช้บ่อยและต่อเนื่อง ก็มีโอกาสตั้งครรภ์นอกมดลูกได้เลยทีเดียว

นอกจากนั้นแล้ว จากข้อมูลจากแพทย์ระบุว่าในชีวิตไม่ควรจะใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินเกิน 2 ครั้ง เพราะจะมีผลกับร่างกายของผู้หญิง เช่น กระตุ้นเซลล์มะเร็ง หรือกระทบต่อรังไข่ มดลูก และร่างกายทั่วไป ซึ่งจะส่งผลทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

 

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน 

สำหรับในประเทศไทย การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีความสะดวกในการซื้อการพกพา วิธีการกินไม่ยุ่งยากเหมือนยาคุมกำเนิดทั่วไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แพทย์ก็ได้เตือนสาว ๆ ที่มักนิยมใช้ยาคุมฉุกเฉินว่า ยาดังกล่าวจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันโรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสตับอักเสบบี ฯลฯ ได้อย่างที่เข้าใจกัน

สำหรับคนที่เข้าใจว่ายาคุมฉุกเฉินทำให้แท้งได้ ข้อนี้ก็เป็นความเชื่อที่ผิดเช่นกัน เพราะจริง ๆ แล้วยาคุมฉุกเฉินเพียงแค่ป้องกันการตั้งครรภ์เท่านั้น แต่จะต้องรับยาเข้าไปก่อนที่ไข่จะฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก ดังนั้น ความเข้าใจที่ว่ายาคุมฉุกเฉินเป็นยาทำแท้งนั้นเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

นอกจากนั้นแล้ว ที่น่าเป็นห่วงก็คือ มีข้อมูลที่ระบุว่า ในประเทศไทยมีคนใช้ยาคุมฉุกเฉินราว ๆ ปีละ 8 ล้านแผง ขณะที่บางคนรับประทานยาคุมฉุกเฉินถึง 20 แผงต่อเดือน โดยคิดว่า ยาคุมฉุกเฉินสามารถรับประทานได้เรื่อย ๆ เหมือนกับยาคุมกำเนิดแบบปกติ แต่หากทานมากขนาดนั้นอันตรายถามหาแน่นอน

ยาคุมฉุกเฉินเป็นยาที่ผลิตคิดค้นออกมาเพื่อใช้เฉพาะในเหตุการณ์ฉุกเฉินและจำเป็นเท่านั้น โดยจะเกิดผลดีหากใช้ในทางที่ถูกต้อง ในผู้ที่มีการวางแผนที่จะมีเพศสัมพันธ์ และยังไม่ต้องการมีบุตร สามารถเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อผู้ใช้มากกว่า เช่น การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบที่รับประทานติดต่อกันทุกวัน การใช้ถุงยางอนามัย การใส่ห่วงอนามัย การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะเป็นต้น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th.(2010).ยาคุมฉุกเฉิน…เรื่องจริงที่ผู้หญิงต้องรู้.22 มิถุนายน 2558.
แหล่งที่มา: www.pharmacy.mahidol.ac.th
ภาพประกอบจาก: www.ppat.or.th


-1.jpg

ม่ว่าจะกับใคร ไม่ว่าจะเมื่อไร ไม่ว่าจะที่ไหน ต้องมีคนพูดให้ฟังเสมอเกี่ยวกับการทำงานหนัก ความเครียดและปัญหาต่าง ๆ ของการทำงาน วันก่อนผมมีโอกาสอ่านบทความเกี่ยวกับการรับมือกับงานหนักเรื่องหนึ่ง ซึ่งมองว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับใครหลาย ๆ คนที่กำลังคิดว่าตนเองหรือ คนใกล้ตัวกำลังทำงานหนักอยู่ จึงขอนำมาเล่าให้ฟัง

 

สิ่งแรกที่เขาแนะนำคือการวางแผนและจัดลำดับความสำคัญของงาน แน่นอนว่าสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่ตลอดเวลา และทำให้เป็นนิสัยด้วย ไม่ใช่พอเริ่มรู้สึกว่างานหนัก มีแรงกดดันจากคนรอบข้างมากขึ้น แล้วจึงค่อยลงมือทำ

การวางแผนและจัดลำดับความสำคัญนั้น เริ่มต้นจากการวินิจฉัยว่า งานที่ทำเป็นงานที่สามารถทำได้คนเดียว หรือต้องทำร่วมกันเป็นทีม ถ้าเป็นงานที่ทำได้คนเดียว การวางแผนและจัดลำดับความสำคัญอาจสับสนวุ่นวายน้อยกว่ากรณีที่ต้องทำกันเป็นทีม

หากงานที่ได้รับต้องทำกันเป็นทีม สิ่งสำคัญที่สุดคือการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นหัวหน้าทีมด้วยแล้ว โปรดอย่าคิดเอาเองว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ทุกคนในทีมคงเข้าใจงานที่ต้องทำตรงกัน เพราะประสบการณ์และสถิติยืนยันว่ามัน ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ควรมีการประชุมทีมเสมอ ๆ ทั้งการประชุมรวมกันทั้งทีม และการแยกประชุมกับสมาชิกในทีมแต่ละคน อย่างน้อยให้ได้สักสัปดาห์ละครั้ง ทั้งนี้เพื่อตรวจสอบความคืบหน้า รับทราบปัญหา หาทางแก้ไขและป้องกัน รวมทั้งเตรียมตัวรับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า

และหากงานของทีมกำลังอยู่ ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มด้วยแล้วละก็ การประชุมและพูดคุยกันยิ่งต้องถี่มากขึ้น บางทีอาจต้องประชุมกันวันละครั้งในตอนเช้าก็เป็นไปได้…เชื่อผม ผมไม่เคยเห็นองค์กรไหนหรือทีมงานใด มีการสื่อสารมากเกินไปเลย ส่วนใหญ่มีปัญหาสื่อสารกันน้อยเกินไป ทั้งนั้น

ดังนั้น หากคุณกำลังเริ่มกังวลว่า การพูดคุยกันบ่อย ๆ จะทำให้สื่อสารกันมากเกินไปหรือไม่…อันนี้ไม่ต้องกังวล ผมให้ความมั่นใจกับคุณได้ว่ามากไปย่อมดีกว่าน้อยไปแน่นอน

ที่ผ่านมาบางคนมองว่าการทำงานหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกันเป็นสิ่งที่ดี ผมไม่เถียงถ้า หากสามารถทำให้ผลงานออกมาดีได้ โดยไม่หลุดเลยด้วย แต่ผลการวิจัยเกี่ยวกับการทำงานของสมองคนเรา พบว่าการทำอะไรหลายอย่างพร้อม ๆ กัน ทำให้มีข้อมูลจำนวนมากวิ่งเข้ามาในสมอง ซึ่งสมองของคนเราไม่สามารถรองรับข้อมูลได้ทั้งหมด ผลที่ตามมาคือการเลือกรับข้อมูลบางส่วน และไม่รับข้อมูลส่วนที่เหลือ ปัญหาก็คืองานหลุด หรือขาดรายละเอียดที่ควรมี เป็นต้น

ผมไม่ได้ห้ามคุณทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน เพียงแค่ต้องการชี้ให้เห็นถึงข้อเสียของการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เท่านั้น อย่างไรก็ดี เป็นที่เข้าใจได้ว่าการต้องทำงานหนักและทำหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน อาจไม่ใช่สิ่งที่เราเลือก แต่เกิดจากการถูกสั่ง หรือเหตุการณ์บังคับให้ต้องทำ และหากโชคร้าย เผอิญคุณตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จริง ๆ ผมมีข้อแนะนำสัก 4-5 ข้อดังนี้

 

คนเราอาจรู้สึกดีขึ้น

ถ้าได้รู้ว่า เรา ไม่ได้เป็นคนคนเดียวที่ต้องทำงานหนักและมีความเครียด ลองมองไปรอบ ๆ ตัว แล้วจะพบว่า หลาย ๆ คนที่คุณเห็นก็กำลัง ลงเรือลำเดียวกันกับคุณอยู่

 

กระจายออกหรือกำจัดไป

หลังจากที่ได้จัดลำดับความสำคัญของงานแล้ว อาจพบว่ามีงานบางอย่างที่สามารถส่งต่อให้คนอื่นทำได้ และอาจจะมีงานบางอย่างที่สามารถกำจัดทิ้งไปได้เลย สิ่งสำคัญคือคุณต้องทำให้คนอื่นเห็นว่างานที่กระจายหรือกำจัดไปนั้น เป็นงานที่ ไม่จำเป็นต้องทำ หรือเป็นงานที่ไม่สามารถทำได้ หรือเป็นงานที่ทำได้ แต่อาจจะไม่ดีเท่าให้คนอื่นทำ หรือหากคุณใช้เวลาในการทำงานชิ้นนั้นไปทำงานอย่างอื่น จะได้ผลลัพธ์ในภาพรวมที่ดีกว่า เป็นต้น

 

ตัวคุณเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด

เราทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร ที่จะสามารถทำงานได้ตลอดเวลา ดังนั้น จึงควรเรียนรู้ที่จะดูแลตนเอง เรียนรู้จังหวะของชีวิต หาเวลาสักนิดในการออกกำลังกาย และทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะการออกกำลังกาย และอาหารที่ดีจะทำให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรง และเพิ่มพลังในการทำงานให้กับตัวคุณเองได้

 

มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เสมอ

แม้ในตอนนี้อาจจะยังไม่เห็น หรือยังไม่เชื่อ แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป หากคุณเข้าใจสัจธรรมเรื่องนี้ ทัศนคติเกี่ยวกับงานของคุณจะดีขึ้น

 

จงมองว่างานที่ทำอยู่กำลังสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับตัวเอง

แล้วคุณจะพบว่าคุณสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลภายใต้ เงื่อนไขและข้อจำกัดมากมายได้อย่าง ไม่ยากเย็นนัก

 

ผมจึงหวังว่าเทคนิคหรือวิธีคิดในการรับมือกับงานมากและหนักนี้ จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น…หรือผมกำลังเข้าใจผิด คุณไม่ได้มีงานเยอะขนาดนั้น !

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา.(2014).เทคนิคการรับมือกับงานหนัก.21 ธันวาคม 2557.
แหล่งที่มา: https://slingshot.co.th/resources/library/เทคนิคการรับมือกับงานหนัก/1031>
ภาพประกอบจาก: www.54040733lmc.blogspot.com


.jpg

ตกขาวเป็นสิ่งที่พบได้ในผู้หญิงทั่วไป  ความสำคัญ คือ คุณควรรู้ว่าเมื่อไหร่ตกขาวนั้นปกติ เมื่อไหร่ตกขาวนั้นผิดปกติ ซึ่งการประเมินนั้นจะขึ้นอยู่กับสี กลิ่น ปริมาณ และอาการผิดปกติอื่น ๆ บริเวณพื้นที่ลับของคุณ

 

ตกขาวปกติ

ตกขาว เป็นสิ่งปกติที่พบได้ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยธรรมชาติของเพศหญิง ตกขาว คือ สารคัดหลั่งที่หลั่งจากต่อมบริเวณอวัยวะเพศ เพื่อหล่อลื่นและความสะอาดอวัยวะเพศ โดยทั่วไปตกขาวจะมีลักษณะเป็นเมือก ซึ่งประกอบไปด้วยเซลล์ที่ตายแล้ว เชื้อแบคทีเรียและของเสียอื่นจากภายในช่องคลอด ดังนั้น ตกขาวจึงเป็นขั้นตอนธรรมชาติในการรักษาความสะอาดภายในอวัยวะเพศของผู้หญิง ซึ่งจากกระบวนการนี้ทำให้ โดยทั่วไปการล้างทำความสะอาดตอนอาบน้ำนั้นก็เพียงพอ ในการทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศแล้ว ไม่จำเป็นต้องสวนล้างด้วยน้ำยาหรือสเปรย์ใด ๆ ซึ่งน้ำยาหรือสเปรย์เหล่านั้นจะระคายเคืองช่องคลอด และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อภายในช่องคลอดได้

ลักษณะตกขาวของผู้หญิงหนึ่งคนอาจจะแตกต่างกันในแต่ละช่วง เช่น ช่วงมีประจำเดือน ช่วงตั้งครรภ์ ช่วงให้นมบุตร หรือกระทั่งช่วงใกล้หมดประจำเดือน และสำหรับผู้หญิงในช่วงหมดประจำเดือนแล้วนั้นส่วนมากจะมีตกขาวที่ลดลง ลักษณะตกขาวที่ปกติโดยทั่วไปนั้นจะมีสีขาวใส และเหนียวข้น แต่อาจจะมีลักษณะเป็นเมือกลื่นๆได้ หากผู้หญิงคนนั้นอยู่ในช่วงตกไข่ของรอบเดือน หรือกำลังมีการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ โดยการใช้ยาคุมกำเนิด หรือยาฆ่าเชื้อบางชนิดอาจทำให้ตกขาวนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะปกติเดิมได้ แต่ก็ไม่ได้ถือเป็นความผิดปกติที่ต้องได้รับการรักษาอะไร การหยุดยาเหล่านั้นจะทำให้ตกขาวกลับมาปกติเอง

นอกจากลักษณะขาว ใส เหนียวข้นแล้ว ตกขาวที่มีลักษณะเป็นครีมขาว หรือการมีเลือดปนออกมาบ้างครั้ง (มักพบในช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน) ก็ถือว่าเป็นปกติได้ และตกขาวที่ปกติก็มักจะไม่มีกลิ่น หรือมีกลิ่นฉุน ๆ แค่เพียงเล็กน้อย

 

ตกขาวที่ผิดปกติ

ลักษณะที่พบได้บ่อยสำหรับตกขาวที่ผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ มีสีเหลือง เขียว หรือเป็นตะกอนก้อนๆ คล้ายชีสหรือตะกอนคล้ายนมและการมีอาการปวด แสบ หรือคันบริเวณอวัยวะเพศร่วมด้วย ซึ่งจากลักษณะข้างต้นนั้น เป็นอาการของภาวะช่องคลอดอักเสบ โดยสาเหตุหลักมักเกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจจะเป็นเชื้อภายในช่องคลอด หรือ จากภายนอกช่องคลอดก็ได้ โดยราชวิทยาลัยสูตินรีเวชของประเทศสหรัฐอเมริกา (The American Congress of Obstetricians and Gynecologists) ได้อธิบายถึงภาวะการอักเสบของช่องคลอด ซึ่งเกิดจากเชื้อภายในช่องคลอดว่า เกิดจากความผิดปกติของสมดุลระหว่างเชื้อแบคทีเรียกับเชื้อราในช่องคลอด โดยในช่องคลอดของผู้หญิงนั้นจะมีเชื้อแบคทีเรียและราอาศัยอยู่ร่วมกันอยู่ในลักษณะของการรักษาความสมดุล หากเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งปริมาณน้อยลงอีกชนิดหนึ่งก็จะการแบ่งตัวเพิ่มปริมาณมากขึ้น  หากเกิดการเปลี่ยนแปลงของสมดุลดังกล่าวทำให้เชื้อตัวใดตัวหนึ่งมีปริมาณมากขึ้นกว่าปกติเชื้อนั้นจะทำให้เกิดภาวะอักเสบของช่องคลอด โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อสมดุลในช่องนั้นประกอบด้วย ยาฆ่าเชื้อ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน การสวนล้างช่องคลอด ยาฆ่าตัวอสุจิ การมีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อขนิดอื่นๆ นอกจากนั้นเชื้อจากภายนอกที่ทำให้ช่องคลอดอักเสบนั้น สามารถติดทางการมีเพศสัมพันธ์ได้ เช่น เชื้อคลามัยเดีย (Chlamydia) เชื้อหนองใน (Gonorrhea) เชื้อทิโครโมนาส (Trichomoniasis)

ดังนั้น เมื่อสงสัยว่ามีตกขาวที่ผิดปกติหรือสงสัยว่าจะตัวเองจะเป็นช่องคลอดอักเสบให้มองหาลักษณะเหล่านี้ในตกขาวของคุณ

  • กลิ่นที่ผิดปกติ ซึ่งหากคุณทำความสะอาดอย่างถูกต้องเป็นประจำ ตกขาวของคุณไม่ควรจะมีกลิ่น หากกลิ่นของตกขาวนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั้นเป็นอาการบ่งบอกว่า คุณอาจมีภาวะช่องคลอดติดเชื้อได้ โดยเชื้อที่เป็นสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ คลามัยเดีย (Chalmydia) ทิโครโมแนส (Trichomoniasis) และเชื้อแบคทีเรียภายในช่องคลอดเอง
  • สีที่ผิดปกติ โดยปกติสีของตกขาวจะเป็นสีขาวครีม หรือขาวใส หากตกขาวของคุณเปลี่ยนไปเหลือง เขียว หรือน้ำตาล และอาจมีเลือดปนออกมาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในข่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน แสดงว่าคุณมีภาวะช่องคลอดอักเสบ
  • ลักษณะของตกขาวที่ผิดปกติไป เช่นการมีตกขาวที่มีลักษณะ เหนียว ข้น ร่วมกับการมีตะกอน คล้ายก้อนชีสเล็กหรือ ตะกอนของนม ซึ่งเป็นลักษณะของการอักเสบของช่องคลอดที่เกิดจากเชื้อรา โดยการติดเชื้อรา มักเกิดความอับชื้นบริเวณอวัยวะเพศ หรือการเปลี่ยนสมดุลกรดเบสในช่องคลอด นอกจากลักษณะของตกขาวที่เปลี่ยนไปแล้ว มักจะมีอาการคันบริเวณช่องคลอดร่วมด้วย ซึ่งการรักษานั้นสามารถทำได้ง่าย โดยการใช้ยาตามร้านขายยาทั่วไป
  • อาการอื่น ๆ เช่น อาการคัน ปวดแสบปวดร้อน บวม แดง ผื่น  หรืออาการที่แสดงถึงการระคายเคืองอวัยวะเพศ

หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ ในกรณีที่เคยไปรักษาและได้รับการวินิจฉัยว่าเกิดจากเชื้อรา และหากอาการในครั้งนี้เป็นเหมือนเดิม คุณสามารถซื้อยาฆ่าเชื้อราในช่องคลอดมาใช้เองได้ ซึ่งโดยส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบยาสอดทางช่องคลอด แต่หากไมแน่ใจสาเหตุ หรือเพิ่งเปลี่ยนคู่นอนควรปรึกษาแพทย์

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: Qualityhealth.(2009).ตกขาว.23 ธันวาคม 2559.
แหล่งที่มา: www.Qualityhealth.com
ภาพประกอบจาก: www.ayushveda.com


-เมื่อประจำเดือนมาเร็ว.jpg

การมีประจำเดือนครั้งแรกของสาว ๆ ในด้านหนึ่งอาจทำให้ได้สัมผัสถึงธรรมชาติของความเป็นผู้หญิงมากขึ้น ในขณะที่อีกด้าน คือ การต้องเรียนรู้ถึงอาการต่าง ๆ ก่อนการมีประจำเดือน หรือที่เรียกว่า “Premenstrual syndrome (PMS)” และอาการปวดท้องประจำเดือนในช่วงนั้น

           

ปัจจุบันนี้มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การมีประจำเดือนเร็ว หรือก่อนอายุ 12 ปี อาจเชื่อมโยงกับปัญหาด้านสุขภาพหลาย ๆ ด้าน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็ว จำเป็นต้องรู้เท่าทันกับปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น ดังต่อไปนี้

 

ความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

ผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากขึ้นถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป นั่นเป็นเพราะการเป็นสาวเร็วนั้น มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

 

ความเสี่ยงต่อการเข้าสู่วัยทองก่อนช่วงวัยปกติ

ข้อมูลจากงานวิจัย ตีพิมพ์ในวารสารที่เกี่ยวกับประจำเดือน ปี 2560 พบว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนในช่วงอายุ 11 ปี หรือน้อยกว่านั้น มีความเสี่ยงสูงถึง 80 % ในการเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนก่อนอายุ 40 ปี ขณะที่มีความเสี่ยงสูงถึง 30% ในการเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนในช่วงอายุ 40 – 44 ปี เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงระหว่างอายุ 12 – 13 ปี

 

ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

มีรายงานพบว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงก่อนอายุ 12 ปี มีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ มากกว่าผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงอายุ 13 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ยังไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีความสัมพันธ์ระหว่างเด็กที่อ้วน ปริมาณเซลล์ไขมันที่มีอยู่มาก อาจส่งผลต่อการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน และการมีประจำเดือน

 

ความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน

จากข้อมูลก่อนหน้าประจำเดือนมาเร็วกว่าปกติ อาจชักนำให้เข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ นำมาซึ่งความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน ทั้งนี้ แนวทางการป้องกันโรคกระดูกพรุนมีหลากหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นออกกำลังกายเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทานแคลเซียม และทานวิตามินดี และยิ่งร่างกายสามารถสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนได้มากขึ้น ก็จะสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้มากขึ้นตามไปด้วย

 

ความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งรังไข่

มีผลวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่สูงกว่าผู้หญิงที่มีประจำเดือนอายุ 14 ปีขึ้นไป ถึงร้อยละ 51 ทั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจนด้วยเช่นกัน

 

ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานไม่ได้มีสาเหตุมาจากการที่ผู้หญิงมีประจำเดือนเร็วกว่าปกติ ความสัมพันธ์อาจเกิดจากไขมันสะสมในร่างกาย เหนี่ยวนำให้มีประจำเดือนที่เร็ว และยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อีกด้วย

 

ความเสี่ยงต่อภาวะการมีบุตรยาก

ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็วกว่าปกติ มีแนวโน้มที่ประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่ลดลง อธิบายง่าย ๆ ก็คือ มีไข่ (Ovarian) ที่พร้อมในการปฏิสนธิน้อยลง  เรื่องนี้อาจต้องปรึกษาสูตินรีแพทย์ เพื่อวางแผนการแก้ไขหากจำเป็น

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ   
แหล่งข้อมูล: www.womenshealthmag.com
ภาพประกอบ: www.istockphoto.com


-คุณมีปัญหา.jpg

ร่างกายของมนุษย์ มีเส้นประสาท (Nerve) อยู่เป็นจำนวนมาก เส้นประสาทเหล่านี้จะทำงานเชื่อมกับสมองและไขสันหลังเพื่อให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ หากเส้นประสาทเกิดความเสียหาย แม้แต่การเคลื่อนไหวง่าย ๆ เช่น หยิบจับ ลุก เดิน ก็อาจกลายเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสได้ การสังเกตอาการเพื่อหาสาเหตุ และแก้ไขอย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งจำเป็น มาดูอาการที่อาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทกัน

 

อาการชา (Numbness) เหน็บ (Tingling) หรือแสบร้อน (Burning)

ความรู้สึกนี้อาจเกิดขึ้นได้บริเวณมือ เท้า แขน และขา และสามารถเกิดได้บ่อยในช่วงนอนหลับซึ่งเป็นเรื่องปกติหากเกิดอาการแบบชั่วครั้งชั่วคราว แต่ถ้าอาการชา เหน็บ ปวดแสบปวดร้อนเกิดกับคุณในแต่ละครั้งแบบนาน ๆ ด้วยแล้ว อาจเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทของคุณอาจมีปัญหา ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

 

เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก

หากเส้นประสาทที่สั่งการเกิดความเสียหาย อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออาจเกิดขึ้น คุณอาจทำภารกิจประจำวันได้ไม่เหมือนเดิม เช่น กำช้อนกินข้าว เขียนหนังสือ นั่นรวมถึงการเสี่ยงในการเป็นอัมพาตด้วย หากคุณมีปัญหาในการเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

 

ปวดร้าวลงขา

อาการปวดร่วมกับการแสบร้อนหรืออาการชา มักเริ่มจากช่วงเอว เลื่อนมายังสะโพกและลงไปที่ขา ซึ่งเป็นอาการปวดของเส้นประสาทไซอาติก (Sciatic nerve) นั่นหมายถึงเส้นประสาทของคุณถูกกดทับจนเสียหาย โดยคุณอาจเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นความผิดปกติของกระดูกสันหลังรวมถึงการเป็นโรคเบาหวาน

 

ซุ่มซ่าม เงอะงะมากกว่าปกติ

อาการนี้อาจเกิดจากเส้นประสาทที่คอยสั่งการด้านความรู้สึกได้รับความเสียหาย ทำให้การประสานงานภายในร่างกายและการรับรู้ตำแหน่งของร่างกายคลาดเคลื่อนไป และความเสียหายนี้ยังอาจเกี่ยวข้องกับเซลล์ประสาทในสมองอีกเช่นกัน ซึ่งกรณีนี้จะแสดงอาการของโรคพาร์กินสัน

 

เข้าห้องน้ำบ่อยกว่าปกติ

หากรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ หรือมีปัญหาเข้าห้องน้ำไม่ทัน  อาจจะมีสาเหตุมาจากเส้นประสาทได้รับความเสียหายและส่งสัญญาณผิดพลาดไปที่กระเพาะปัสสาวะอาการแบบนี้มีความเสี่ยงมากกว่าปกติ ที่จะเกิดกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน

 

ปวดแปลบต้นคอถึงศีรษะ คล้ายไฟฟ้าช็อต

เป็นอาการของการปวด เส้นประสาทที่ท้ายทอย (Occipital neuralgia) มักเป็นผลมาจากการถูกกดทับ ซึ่งหากคุณมีอาการแบบนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

 

เหงื่อออกมากหรือน้อยผิดปกติ

อาจเป็นสัญญาณว่า เส้นประสาทที่ส่งข้อมูลจากสมองไปสู่ต่อมเหงื่อได้รับความเสียหาย ซึ่งคุณอาจจะต้องเข้ารับการตรวจวัดปริมาณเหงื่อและอัตราการเต้นของหัวใจต่อไป

 

บาดเจ็บง่าย ๆ จากเรื่องที่ควรรู้

หากคุณมักจะบาดเจ็บ เช่น มีดบาด ลื่นหกล้ม หัวโขก บ่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่คนอื่นจะไม่เป็น อาจเป็นเพราะเส้นประสาทกำลังทำงานผิดพลาด ทำให้คุณไม่รู้สึกว่ากำลังสัมผัสกับสิ่งที่เป็นอันตราย  เช่น ความร้อม ความแหลมคม ความลื่นของพื้น หากเกิดอาการเช่นนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.prevention.com
ภาพประกอบ : www.pixabay.com


-ทำไงดี.jpg

รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา อาจไม่ใช่เรื่องแปลกนักเพราะมีคนเป็นจำนวนมากที่รู้สึกเช่นนั้น มีงานวิจัยที่ระบุว่าผู้ใหญ่ถึง 1 ใน 3 นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ก็ยังต้องไปทำงานหรือทำธุระต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เราสามารถแก้ไขอาการอ่อนเพลีย และไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยตลอดอีกต่อไป

 

คำถามแรกที่คุณมักถามตัวเองคือ “ทำไมฉันถึงรู้สึกเพลียตลอดเวลา” และ “ฉันจะแก้ไขการอ่อนเพลียนี้ได้อย่างไร” คำตอบคือ เพราะคุณพักผ่อนไม่พอนั่นเอง และทางแก้ไขก็คือ จัดตารางชีวิตเสียใหม่

โดยให้เวลาตัวเองเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงทีละน้อย เช่น ลดเวลาทำงาน ลดการพบปะสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ลง หาเวลาส่วนตัวสำหรับพักผ่อน นอนหลับจริง ๆ ไม่ใช่นอนเล่นมือถือบนเตียงจนเช้า หรือดูซีรีส์จนสว่างคาตา เพิ่มเวลานอนหลับให้มากยิ่งขึ้น การนอนหลับให้พออาจต้องสร้างบรรยากาศในห้องนอนที่เอื้อต่อการนอนหลับ  แต่หากทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแล้วก็ยังคงรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาอยู่ ก็ลองสำรวจตัวเองดูว่าคุณมีพฤติกรรมผิด ๆ เหล่านี้หรือไม่

 

  • ดื่มน้ำน้อยเกินไป การดื่มน้ำน้อยเกินไปทำให้เลือดในร่างกายข้นและไหลเวียนช้า ทำให้ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้น้อยลง และทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย
  • ไม่ได้กินอาหารเช้า เพราะอาหารเช้าช่วยเติมพลังงานให้กับร่างกายและสมอง ทำให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย
  • กินอาหารขยะ (Junk food) มากเกินไป อาหารเหล่านี้เกือบทุกชนิดมีน้ำตาล ไขมัน โซเดียม และคาร์โบไฮเดรตสูงมาก
  • ดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 3 ชั่วโมงก่อนนอน ทำให้ฮอร์โมนอดรีนาลีนในร่างกายสูงขึ้น ร่างกายจึงตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
  • ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ หรือรับข่าวสารเรื่องเครียด ๆ ก่อนเข้านอน ข้อมูลเหล่านี้จะยังติดอยู่ในสมอง ส่งผลให้จิตใจไม่สงบ ฝันร้าย และนอนไม่หลับได้
  • เล่นมือถือ แท็บเล็ตก่อนนอนมากเกินไป เพราะแสงสว่างจากหน้าจอจะทำให้นาฬิกาชีวิตปรวนแปรได้
    และยังทำให้สายตาเสียอีกด้วย
  • มีความเครียดในการทำงานและชีวิตประจำวันสูง การมีหน้าที่รับผิดชอบสูงมาก ๆ อาจทำให้อ่อนเพลียทั้งกายและใจ อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา ลองใช้วิธีแก้ไขด้วยการพยายามปล่อยวาง ผ่อนคลาย และฝึกสมาธิให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้น

 

หากมั่นใจแล้วว่านอนหลับ พักผ่อนเป็นเวลานาน แต่ตื่นนอนแล้วก็ยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ คุณควรไปปรึกษาแพทย์เพราะนั่นอาจเป็นอาการของโรคบางอย่าง เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นภาวะที่มีการหยุดหายใจเป็นระยะ ๆ หรือมีการหายใจตื้น ๆ สลับกับการหายใจที่เป็นปกติในระหว่างที่นอนหลับ อาจเป็นเพียงไม่กี่วินาทีหรืออาจยาวเป็นนาทีก็ได้ โดยมักเกิด 5 – 30 ครั้งหรือมากกว่าในเวลา 1 ชั่วโมง ส่งผลให้นอนหลับได้ไม่เต็มที่และอ่อนเพลียในตอนเช้า เกิดจากอุดกั้นทางเดินหายใจจากการคลายตัวของกล้ามเนื้อช่วงลำคอ หรือความหนาของเนื้อเยื่อผนังคอในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน การหยุดหายใจขณะหลับทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง ส่งผลให้สมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ และไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือพยายามนอนตะแคง หลีกเลี่ยงการนอนหงาย งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ก่อนนอน รวมถึงลดน้ำหนักหากน้ำหนักเกิน โดยแพทย์จะแนะนำการรักษาการหยุดหายใจขณะหลับที่เหมาะสม

แต่สำหรับคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีภาวะผิดปกติทางสุขภาพ  การแก้ไขที่มักได้ผลเสมอ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันนั่นเอง นอกจากนั้นควรหาวิธีให้ตัวเองนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ อาจดื่มนมอุ่น ๆ ก่อนนอนเพื่อช่วยให้หลับง่ายขึ้น เพราะในนมมีทริปโตเฟนซึ่งช่วยในการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งช่วยให้หลับง่ายและหลับลึกขึ้น เพิ่มการกินไข่ขาวและเมล็ดฟักทองซึ่งมีทริปโตเฟนสูงเช่นกัน งดการดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือทำงานบนเตียงนอน และผ่อนคลายจิตใจด้วยการทำสมาธิ กำหนดหายใจเข้าออก เมื่อจิตใจสงบแล้ว ร่างกายก็จะผ่อนคลายทำให้นอนหลับง่ายในที่สุด

 

เมื่อทราบแล้วว่า การรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และวิธีแก้ไขอาจง่ายดายมากโดยเริ่มที่ตัวคุณเอง ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความอ่อนเพลียบั่นทอนร่างกายและจิตใจ รีบแก้ไขเสียตั้งแต่วันนี้ แล้วประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างแทบไม่น่าเชื่อ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.prevention.com
ภาพประกอบ : www.unsplash.com


.jpg

การหย่าร้างนั้น เป็นอีกหนึ่งวิธีของการสิ้นสุดการสมรส และถือเป็นหนทางสุดท้ายของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ซึ่งเมื่อคู่สมรสไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขอีกต่อไป ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะทนอยู่ แต่ก่อนที่จะด่วนตัดสินใจอะไรลงไปนั้น

 

การจดทะเบียนหย่า

การจดทะเบียนหย่า นั้นมีวิธีปฏิบัติได้ 2 วิธี ดังนี้

  • การหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย กระทำได้ 2 กรณี คือ การจดทะเบียนหย่าในสำนักทะเบียน และการจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียน
  • การหย่าโดยคำพิพากษาของศาลสำหรับเอกสาร ที่ใช้ในการติดต่อขอจดทะเบียนหย่าทั้งในสำนักทะเบียนและต่างสำนักทะเบียน ก็ใช้เพียงแค่บัตรประจำตัวประชาชน ใบสำคัญการสมรส และหนังสือหย่า หรือหนังสือสัญญาหย่า

 

ขั้นตอนในการติดต่อเพื่อขอจดทะเบียนหย่าโดยความยินยอม

แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

  • กรณีจดทะเบียนหย่าในสำนักทะเบียน คู่หย่าต้องตกลงเรื่องทรัพย์สิน การปกครองบุตร  หรือเรื่องอื่นๆ (ถ้ามี) โดยทำเป็นหนังสือหย่าและยื่นคำร้องพร้อมหนังสือหย่าต่อนายทะเบียน
  • กรณีจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียนคู่หย่าต้องตกลงเรื่องทรัพย์สิน การปกครองบุตร หรือเรื่องอื่นๆ (ถ้ามี) โดยทำเป็นหนังสือหย่า พร้อมทั้งตกลงกันก่อนว่า ฝ่ายใดจะเป็นผู้ยื่นคำร้องก่อนหลัง และแต่ละฝ่ายจะยื่นคำร้อง ณ สำนักทะเบียนใด เสร็จแล้วก็ไปยื่นคำร้องพร้อมหนังสือหย่าต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนตามที่ได้ตกลงกันไว้ ส่วนขั้นตอนในการติดต่อขอจดทะเบียนหย่า กรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาลนั้น หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วคู่หย่าไม่ต้องเดินทางไปจดทะเบียนหย่าอีก แต่หากศาลมีคำสั่งให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันโดยมีเงื่อนไขให้ไปจดทะเบียนการหย่าตามกำหนดวันเวลาที่ศาลสั่งแล้ว กรณีนี้คู่หย่าจะต้องไปจดทะเบียนหย่าต่อนายทะเบียนการสมรสจึงจะสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ขอฝากไว้ว่า แต่ละคนต่างมีเหตุผลของตนเอง ซึ่งการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันนั้น ไม่สามารถใช้เหตุผลแต่เพียงอย่างเดียวได้ ควรจะใช้ความรักและความเข้าใจควบคู่กันไปด้วย แต่ถ้าหากใช้ความพยายามในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างถึงที่สุดแล้ว ก็ขอให้การหย่าร้างเป็นหนทางสุดท้ายในการตัดสินใจจบความสัมพันธ์ และนี่เป็นอีกหนึ่งสาระเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการทะเบียน ซึ่งพี่น้องประชาชนทุกท่านสามารถนำไปใช้ในการติดต่อราชการได้ และในโอกาสหน้าจะได้นำเสนอความรู้ในด้านอื่นๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป

 

ผลของการหย่า

ผลของการหย่าโดยความยินยอม การหย่าโดยความยินยอมนั้น ถ้าการสมรสเป็นการสมรสที่ไม่ต้องจดทะเบียน (การสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย) การหย่าโดยความยินยอมก็มีผลทันทีที่ทำเป็นหนังสือถูกต้อง และลงลายมือ ชื่อทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมทั้งมีพยานรับรอง 2 คน แต่ถ้าการสมรสนั้นเป็นการสมรสที่ต้องจดทะเบียน (ตามบรรพ 5) การหย่าโดยความยินยอมนั้นนอกจากจะต้องทำเป็นหนังสือแล้ว ยังต้องไปจดทะเบียนหย่าที่อำเภออีกด้วย การหย่าจึงจะมีผลตามกฎหมาย

1.1 ผลของการหย่าต่อบุตร คือ

ใครจะเป็นผู้ปกครองบุตร ตามกฎหมาย ให้ตกลงกันเองได้ ถ้าตกลงกันไม่ได้ หรือไม่ได้ตกลง ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ใครจะเป็นคนจ่ายก็เช่นกันคือให้ตกลงกันเองว่า ใครจะเป็นผู้จ่ายถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด

1.2 ผลเกี่ยวกับสามีภริยา 

ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาสิ้นสุดลงทันที และไม่มีหน้าที่ใด ๆ ต่อกันเลย

1.3 ผลเกี่ยวกับทรัพย์สิน 

ให้แบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสระหว่างสามีภริยาคนละครึ่ง โดยเอาจำนวนทรัพย์ที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหย่าเป็นเกณฑ์

 

ผลของการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล

การหย่าโดยคำพิพากษาของศาลนั้นมีผลตั้งแต่เวลาที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด แม้จะยังไม่จดทะเบียนหย่าก็ตาม ดังนั้น ความเป็นสามีภริยาจึงขาดลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป

2.1 ผลเกี่ยวกับบุตร

  • ใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ปกติแล้วฝ่ายชนะคดีจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง แต่ศาลอาจกำหนดเป็นอย่างอื่นก็ได้
  • เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลเป็นผู้กำหนด

2.2 ผลเกี่ยวกับคู่สมรส 

แม้กฎหมายจะถือว่า การสมรสสิ้นสุดลงนับแต่ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดก็ตาม แต่ในระหว่างคู่สมรสก็เกิดผลทางกฎหมายบางประการคือ

มีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้

  • ค่าทดแทนจากสามีที่อุปการะหญิงอื่นหรือจากภริยาที่มีชู้และ จากชายชู้หรือหรือหญิงอื่นแล้วแต่กรณี
  • ค่าทดแทนเพราะเหตุหย่าตามข้อ 3.2 (3), (4), (8) โดยเป็นเพราะความผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง

มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ ต้องเข้าหลักเกณฑ์คือ

  • เหตุแห่งการหย่านั้นเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงอย่างเดียว
  • การหย่านั้นทำให้อีกฝ่ายยากจนลง เพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สิน หรือการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพนี้กฎหมาย กำหนดว่า จะต้องฟ้องหรือฟ้องแย้งมาในคดีที่ฟ้องหย่าด้วย มิฉะนั้นก็หมดสิทธิ

เอกสารประกอบการจดทะเบียนหย่า

  1. บัตรประจำตัวประชาชนฝ่ายชาย/ฝ่ายหญิงที่ยังไม่หมดอายุ
  2. ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านของคู่หย่า ใบสำคัญการสมรสทั้ง 2 ฉบับ เอกสารการเปลี่ยนชื่อ (ถ้ามี)
  3. พยานบุคคล 2 คน พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน ข้อตกลงการหย่า
  4. สูติบัตรหรือทะเบียนบ้านของบุตร (กรณีมีบุตร)
  5. คำร้องจดทะเบียนการหย่า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: whatiknow.(2010).การจดทะเบียนหย่า.20 ธันวาคม 2559.
แหล่งที่มา: http://whatiknow.wordpress.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก