แบบทดสอบ สุขภาพใจ
เลือกคำตอบที่ถูกต้อง จากเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ สุขภาพใจ
แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ
แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ
ในชีวิตคู่นั้น ความขัดใจ ไม่พอใจ เกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดา แต่วิธีจัดการอารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเรียนรู้ หลายคนอาจคิดว่าเมื่อไม่พอใจ ก็ใช้วิธีนิ่งเงียบเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะไม่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกจริงๆออกมาได้หรือไม่อยากพูด ไม่อยากมีเรื่อง “ไม่พอใจ แต่ไม่พูด” ถือเป็นวิธีที่เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งบอกว่า ผู้หญิงที่ไม่สามารถแสดงออกอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดที่ใจต้องการได้ จะมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพมากกว่าผู้หญิงที่ได้แสดงความรู้สึกนึกคิดถึง 4 เท่า ขณะที่ผู้ชายที่ใช้วิธีเงียบในการสงบศึกจะไม่เป็นอันตรายเหมือนผู้หญิงเพราะผู้ชายไม่ค่อยคิดอะไร มักปล่อยให้ผ่านเลย ผู้ชายจึงไม่กดดันต่างจากผู้หญิงที่จะมีปัญหาสุขภาพ เช่น เป็น โรคซึมเศร้า มีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ หรือเป็น โรคหัวใจ
การที่ผลของการนิ่งเงียบเมื่อไม่พอใจของผู้ชายผู้หญิงต่างกันนั้นเป็นเพราะผู้หญิงจะรู้สึกกดดัน รู้สึกเครียด รู้สึกผิดได้ง่ายกว่าผู้ชาย ซึ่งคนที่อยู่กับความรู้สึกผิดและเครียดนานๆ จะมีอาการทางกายแสดงออกมาที่เรียกว่า อาการจิตสรีระแปรปรวน (phychosomatic disorder) บางคนเป็น ไมเกรน ปวดหัวข้างเดียว หรือปวดหัวสองข้าง คลื่นไส้อาเจียน แผลในกระเพาะอาหาร บางคนย้ำคิดย้ำทำ ย้ำกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ยิ่งเครียดยิ่งกิน คนฝรั่งจะเน้นกิน คนเอเชียจะซึมเศร้า น้อยเนื้อต่ำใจ มีอารมณ์เศร้าหมองตลอด ซึ่งโรคหัวใจจะตามมาเพราะเกิดจากความดันโลหิตสูง เวลาเครียดหัวใจจะบีบตัวแรง นำไปสู่การเป็นโรคหัวใจเรื้อรังได้
ทำไมผู้ชายไม่มีปัญหา
ผู้ชายไม่มีปัญหากับความเงียบเพราะผู้ชายมีทางออกมากกว่า เช่น ไปกินเหล้า ไปเที่ยวกับเพื่อน ได้ปลดปล่อยทางอื่น หรือคิดว่าเสียเปรียบเมียบ้างก็ไม่เป็นไร อีกอย่างกลไกชีวิตก็ต่างกัน ผู้ชายเป็นฝ่ายล่า เวลาโกรธก็จะแก้แค้นเอาคืนได้ง่ายกว่า แต่ผู้หญิงเป็นฝ่ายสมยอม เช่นเวลามี sex ไม่เต็มใจแต่ก็ยอมได้ ขณะที่ผู้ชายเวลาโกรธก็ยังมี sex ได้ อาจจะทำไปด้วยเพราะความโกรธและความไม่พอใจบางอย่าง ดังนั้น กลไกทางจิตในการแก้ไขความเครียดของผู้ชายมีทางระบายออกได้ดีกว่าผู้หญิงแม้ในเรื่องเพศ
ควรพูดกับเขาดีๆพูดอย่างเป็นมิตร มีความเมตตา แสดงให้เห็นว่าเราอยากอธิบายให้ฟัง พูดช้าๆ ชัด ๆ ย่อความสั้น ๆ พูดในแง่บวก ไม่มีน้ำหูน้ำตา ไม่ทะเลาะ ไม่ตะโกน ทำความเข้าใจกับคำพูดที่เราคิดว่า “เขาว่าเรา” ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจไม่ใช่ก็ได้ เมื่อเราพูดก็เท่ากับเราได้แสดงความจริงใจแล้ว แต่เขาจะเชื่อหรือไม่ ก็ขึ้นกับพื้นฐานบุคลิกของเขา แต่การเงียบนั้นไม่ดีแน่ เพราะเงียบแปลได้หลายอย่าง เช่น โกรธ หรือ ยอมรับ อีกฝ่ายก็อาจตีความผิดพลาด ผู้ที่เก็บความรู้สึกติดลบกับตัวเอง ไม่พูด ไม่แสดงออก ไม่อธิบาย อาจทำให้อีกฝ่ายมองเราผิดได้
บางครอบครัวทะเลาะกันบ่อย แต่ถ้าเรารักกัน มองกันและกันในแง่ดี ไว้เนื้อเชื่อใจกันก็จะทะเลาะกันน้อยลง พอไม่รัก ก็จะรำคาญและรังเกียจ พอไม่เชื่อใจก็จะระแวง ทำให้ทะเลาะกัน แต่ถ้ารักกันก็จะให้อภัยกัน ทำอะไรผิดไปบ้างก็มองข้าม เพราะเราคิดว่าเรารักกัน มีสมการอยู่ว่า ถ้าฉันรักเขา แต่เขาไม่ค่อยรักฉัน เราจะหาเรื่องเขาได้ง่าย เพราะคิดว่าเราขาดทุน แต่ถ้าคิดว่าเขารักฉัน (เพราะว่าวันนั้นเขายิ้มให้ ยังซื้อขนมมาฝาก วันนั้นเขายังจ่ายเงินค่ารองเท้าให้) ความเชื่อนี้จะทำให้ฉันรักเขาตอบ แล้วธรรมชาติของมนุษย์จะรักคนที่รักเรา ถ้ามีการแสดงความรักทั้งท่าทางกิริยาวาจา อีกฝ่ายก็จะรู้สึกถึงความรักและรักตอบ จะทำให้รักกันได้นาน ลองมองหาพฤติกรรมดีๆ ที่จะทำให้เรามั่นใจว่าเขารักเรา
ความรักก็เหมือนขนม จะหวานมากหวานน้อยก็เป็นขนม ขึ้นอยู่กับว่าบางคนจะแสดงความรักอย่างไร แต่ยังไงก็หวาน ถ้ายอมรับได้ก็จะอยู่กันได้นาน เขาให้เราแล้ว เราจำในสิ่งดีๆ คำว่าขาดทุนก็จะไม่มี แต่ถ้าเขาไม่รักเราจริงๆ เขาเปลี่ยนไป ไม่ปกติ มองเห็นชัดว่าหลอกเรา ถ้าไม่ไหวก็ลาจาก ความรักต้องทำให้เบิกบาน สดชื่น แจ่มใส และสร้างสรรค์ คนที่อยากได้คู่ที่สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างคงหาได้ยาก เพราะแม้แต่ตัวเราเองก็ยังดี ยังทำอะไรได้ไม่ถูกใจตนเองเลย
ความรักทำให้เราแข็งแรงก็ได้ ทำให้เราเจ็บป่วยก็ได้ ถ้าเราวางใจไม่ถูก ปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกพาไป เราเองนั่นแหละที่จะตามใจตนเองไม่ทัน และปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้นได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นพ.วิทยา นาควัชระ .(2009). อันตรายของความนิ่งเงียบในชีวิตคู่ .24 พฤศจิกายน 2558.
แหล่งที่มา: http://www.familynetwork.or.th/content/“ไม่พอใจ-แต่ไม่พูด”-อันตรายของความนิ่งเงียบในชีวิตคู่
ภาพประกอบจาก: www.onlineloveastrologysolution.com
มนุษย์เราใช้เวลาในการนอน ประมาณ 1 ใน 3 ของชีวิต ช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของร่างกาย โดยร่างกายจะมีกลไกสำคัญ ๆ ในช่วงเวลานอน เพื่อให้ร่างกายพร้อมมากที่สุดภายหลังการตื่นนอน ดังนั้นคุณภาพการนอนจึงส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ของทุก ๆ คน
สำหรับใครที่ก่อนหน้านี้เข้าใจว่า การนอนหลับเป็นเวลาที่ทุกระบบในร่างกายหยุดหมดนั้น ความจริงแล้วไม่เป็นแบบนั้น การนอนหลับ สามารถแบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก ๆ คือ ช่วงหลับธรรมดา (non-rapid eye movement (NREM) sleep) และช่วงหลับฝัน (Rapid Eye Movement (REM) Sleep) รวมเป็นวงจรการนอนหลับสลับไปมาในระหว่างที่เรานอนหลับ จนกระทั่งตื่น
โดยช่วงหลับธรรมดายังแบ่งย่อยเป็น เริ่มง่วง หลับตื้น หลับปานกลาง หลับลึก ในทุกช่วงของการนอนหลับระบบต่าง ๆ ในร่างกายยังคงทำงานอยู่ ยกตัวอย่างที่สำคัญ ๆ เช่น ช่วงหลับลึก เป็นช่วงหลับสนิทที่สุดของการนอน กินเวลา 30 – 50 นาทีในแต่ละรอบการนอน ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ เช่น Growth hormone เพื่อการเจริญเติบโต มีการซ่อมแทรมส่วนที่สึกหรอ
หรือช่วงหลับฝัน กินเวลา 30 นาทีในแต่ละรอบการนอน ช่วงนี้สมองจะมีการจัดการข้อมูลต่างๆที่เข้ามา ทำให้เกิดเป็นความทรงจำ ความเข้าใจ และอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิต
จะเห็นได้ว่าช่วงเวลานอนนั้น หลาย ๆ ระบบในร่างกายยังคงทำงาน ทั้งเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การหลั่งของฮอร์โมนต่าง ๆ โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโต การหลั่งของสารที่เกี่ยวกับภูมิต้านทานของร่างกาย การจัดระเบียบความคิดและความจำ การคลายความเหน็ดเหนื่อย ความเครียด รวมถึงการสะสมพลังงานเพื่อใช้ในขณะตื่น
การอดนอน นอนไม่หลับหรือนอนไม่พอเป็นเวลานาน ๆ รวมถึงการนอนเกินจะส่งผลต่อสุขภาพ มีการศึกษาพบว่าคนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อคืน มีผลต่ออัตราการตายที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าการนอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมง ติดต่อกัน 6 คืน จะเกิดความผิดปกติในการเผาผลาญกลูโคส การใช้อินซูลิน ส่งผลให้เสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อกระบวนการจำ คิดและตัดสินใจอีกด้วย
ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพการนอนมีหลายปัจจัย ทั้งเรื่องเพศ วัย อาชีพ สภาพแวดล้อม สุขนิสัย ความเจ็บป่วย โดยผู้สูงอายุมักจะมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในร่างกาย ทั้งจากฮอร์โมน ความคิดและอื่น ๆ ทำให้มีแนวโน้มที่จะมีคุณภาพการนอนที่แย่ลง
มีเทคนิคแก้นอนหลับไม่สนิทอยู่หลายข้ออาทิ ทำกิจกรรมคลายเครียดก่อนเข้านอน ออกกำลังกายช่วงเย็น อาบน้ำอุ่นก่อนนอน ปรับเวลาเข้าและตื่นนอน ปรับบรรยากาศห้องนอนให้น่านอน เพลงกล่อมนอน เป็นต้น
อุปกรณ์การนอนโดยเฉพาะ “ที่นอน” เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญต่อคุณภาพการนอน เนื่องจากสรีระของผู้นอนที่แตกต่างกัน ทั้งความสูง น้ำหนักตัว เพศชายหญิง โดยการที่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด
ท่านอนที่มีไม่มากเป็นเวลานานหลาย ๆ ชั่วโมง ล้วนส่งผลต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ตัวอย่างเช่น ที่นอนที่ไม่ได้มาตรฐานหรือท่านอนที่ผิด อาจส่งผลต่อระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนเลือด รวมถึงกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อของผู้นอน เป็นต้น บางคนตื่น ๆ หลับ ๆ
บางคนตื่นมาแล้วยังรู้สึกง่วงนอนอยู่ บางคนรู้สึกปวดหลัง ปวดแขน ปวดขา หลังจากตื่นนอน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็นผลมาจากคุณภาพ “ที่นอน” ที่ใช้อยู่ประจำ
ที่นอนที่ดีนั้นไม่ควรนิ่มหรือแข็งจนเกินไป โดยที่นอนแบบนิ่ม จะมีผลทำให้ปวดหลังได้มากกว่าที่นอนแบบแข็ง โดยที่นอนที่เก่า มีการใช้งานมานาน มีความนิ่มไม่คืนตัว เป็นแอ่งกระทะ ผู้นอนจะเกิดอาการปวดหลัง หายใจไม่สะดวก ทำให้นอนไม่หลับ สะสมจนเกิดอาการนอนไม่พอ
นอกจากนี้ที่นอนยังควรมีโครงสร้างที่เหมาะสม เช่น ความแน่น จำนวนชั้น วัสดุ รูปทรง ที่สามารถรองรับน้ำหนักและสภาพร่างกายที่แตกต่างกันของผู้นอนได้ ทั้งนี้ควรรวมถึงการรองรับอย่างเหมาะสม ในเวลาที่ผู้นอนขยับตัว ทั้งการดิ้น พลิกตัว หรือลุกตื่นจากการนอน
การใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิต และเป็นเวลาสำคัญที่ร่างกายพักฟื้น ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หลั่งสารเคมีกระตุ้นการทำงานของระบบต่าง ๆ เสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย จัดระเบียบความคิดและความจำ การคลายความเหน็ดเหนื่อย ความเครียด สะสมพลังงานเพื่อใช้ในขณะตื่น ดังนั้นช่วงเวลานอนหลับจึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ทุกๆคนจึงควรใส่ใจกับลักษณะของที่นอนมากอันส่งผลถึงคุณภาพของการนอนมากยิ่งขึ้น
เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต
ข้อมูลอ้างอิง
การตรวจภายใน ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ประโยคสั้น ๆ นี้ที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่สบายใจไปตาม ๆ กัน หากต้องรับการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นหญิงมีบุตรแล้ว หรือหญิงที่ยังไม่แต่งงานก็ตาม อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการตรวจภายในเป็นการตรวจทางการแพทย์ ที่ผู้หญิงทุกคนจำเป็นต้องตรวจตามความเหมาะสม
ผู้หญิง ควรจะตรวจภายในเมื่อไร ตรวจแล้วจะบอกอะไรได้บ้าง เวลาตรวจควรเตรียมตัวมาอย่างไร การตรวจภายในทำได้ทุกอายุของผู้หญิงเลย ถ้าเกิดมีตกขาวผิดปกติ มีเลือดออก ช่องคลอดมีกลิ่น ปวดท้องน้อย สงสัยมีก้อน หรือมีน้ำในท้อง ในเด็กวัยอนุบาล ประถม ก็ตรวจได้ถ้ามีอาการผิดปกติดังกล่าว จะมีเครื่องมืออันเล็กเหมือนที่ตรวจรูจมูก บางครั้งสูตินรีแพทย์ใช้นิ้วก้อยตรวจได้ หรือตรวจทางทวารหนักแทน
เด็กผู้หญิง ที่มีเพศสัมพันธ์เร็วตั้งแต่วัยรุ่นก็สามารถตรวจได้ เพื่อรักษาโรคทางเพศสัมพันธ์ ตกขาว เลือดออกผิดปกติ ปวดท้องน้อย หรือเกิดโชคร้ายท้องนอกมดลูก เป็นถุงน้ำที่รังไข่ ก็สามารถตรวจภายในวินิจฉัยได้
ส่วนผู้หญิงโสด ถ้าประจำเดือนปกติ ตรวจสุขภาพทั่วไปและอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกปกติ จะเริ่มตรวจภายในเช็คมะเร็งปากมดลูกตอนอายุ 30 ปีขึ้นไปก็ได้
เรื่องประจำเดือน ซึ่งต้องเน้นรายละเอียดและความแม่นยำที่ถูกต้อง ในบางครั้งคำนำหน้าชื่อของผู้หญิงที่ยังเป็นนางสาว มิได้ยืนยันการไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ถ้าเชื่อตามคำนำหน้าชื่ออาจทำให้วินิจฉัยโรคผิดพลาดได้ การสอบถามประวัติของแพทย์ และการให้ข้อมูลที่เป็นจริงของผู้ได้รับการตรวจ เป็นเรื่องสำคัญมาก ที่เคยเจอมาแล้วก็คือ สูตินรีแพทย์บางคนเกรงใจไม่กล้าถามมาก ปรากฏว่าได้ผ่าตัดสิ่งที่คิดว่าเป็นเนื้องอกในมดลูก ที่มีขนาดเท่าอายุครรภ์ 4 เดือนออกไป หลังจากตรวจชิ้นเนื้อกลับ พบว่า เป็นเด็กทารก เป็นที่น่าเสียใจว่าเธอถูกตัดมดลูกออกไปโดย ที่ไม่มีโอกาสมีบุตรอีก เพราะพยายามปิดบังข้อมูลกับแพทย์ และแพทย์ท่านนั้นก็ไม่นึกว่าเธอจะมีเพศสัมพันธ์จนมีบุตร เพราะลักษณะภายนอกเธอเป็นผู้ดี และเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้
เพราะฉะนั้น การซักประวัติส่วนตัวอย่างละเอียดเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ การใช้ยาคุม จำนวนบุตร การแท้งธรรมชาติ หรือการทำแท้ง จะมีประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคมาก ขอให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่แพทย์จำเป็นต้องถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เด็กผู้หญิงบางคนจะใจแข็งมาก บางครั้งอยู่ที่หอพักเดียวกัน พากันมาส่งเพราะมีอาการปวดท้องน้อยรุนแรง ท้องป่อง แพทย์ห้องฉุกเฉินนึกว่าปัสสาวะไม่ออกเลยปวด กำลังจะสวนปัสสาวะให้ ปรากฏว่าเบ่งแป็บเดียวเด็กออกมาเลย ก็เคยพบกันบ่อย ๆ นอกจากนี้ ยังมีบางคนที่มารดาพามาตรวจ นึกว่าเป็นโรคท้องป่องท้องมาร นึกว่าใครเสกอะไรเข้าท้อง พอหมอตรวจท้อง ฟังแล้วพบว่ามีเสียงหัวใจอีกดวงก็ยังไม่ยอมรับ ผู้หญิงเรามักจะใจแข็งจริง ๆ แต่พอเอกซเรย์ดูจึงเห็นกระดูกศีรษะ ซี่โครง แขนขา มารดาเข่าอ่อนไปเลยก็มี ส่วนใหญ่มารดาของเด็กสาวมักจะห้ามบอกบิดา เพราะบิดาจะอารมณ์รุนแรงรับไม่ได้ ทั้งที่พ่อแม่ควรให้อภัยแก่ลูกสาว บางเรื่องพลาดแล้วย้อนกลับคืนไม่ได้ แต่โอกาสทำความดีต่อไปของคนเรายังมี อย่าไปด่าว่า หรือทุบตีรุนแรงเลย
ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ในบางครั้งระยะที่ขาดประจำเดือนกับขนาดท้องไม่สัมพันธ์กัน เป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่เสมอ ต้องติดตามดูอาการ และได้รับการตรวจครรภ์ตามแพทย์ และใส่ใจประเมินครบกำหนดคลอด บางคนมีลูกมา 2 – 3 คนแล้ว ท้องลาย ก้นลาย แต่มาบอกหมอสูติว่าท้องแรก เอ้า…ท้องแรกก็ท้องแรก แต่เวลาคุณเธอคลอดเราต้องระวัง เพราะท้องแรกจะคลอดช้า ท้องสองและสามจะไวมาก หมอสูติต้องเตรียมพร้อม
เรื่องอาการทางกระเพาะปัสสาวะ มักเกี่ยวข้องกับช่องคลอดและมดลูกเสมอ ในเรื่องการรักษา เช่น ถ้ากระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ๆ รักษาไม่หาย ควรนึกถึงการอักเสบเรื้อรังในช่องคลอดด้วย บางครั้งปัสสาวะไม่ออก เพราะมดลูกจากผู้หญิงที่เบ่งลูก หลายคนเอ็นที่ยึดมดลูกจะไม่ตึง ทำให้มดลูกหย่อนมาจุกตรงช่องคลอด กดช่องปัสสาวะทำให้ปัสสาวะไม่ออก
การเก็บตัวอย่างเซลล์จากปากมดลูก และช่องคลอดนำส่งตรวจหามะเร็งต่อไปจาก
ผู้หญิงสามารถตรวจภายในได้ทุกเวลา ยกเว้นช่วงที่มีประจำเดือน แต่ถ้ามีเลือดออกผิดปกติไม่ใช่ประจำเดือนก็ตรวจได้เลย จะได้ดูจุดที่เลือดออก สีของเลือด ปริมาณมากน้อยแค่ไหน วินิจฉัยได้แม่นยำ ไม่ต้องรอเลือดหยุด ซึ่งควรเตรียมตัวก่อนรับการตรวจภายในดังนี้
การตรวจภายในไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่อย่างใด แต่จะกลับทำให้ผู้หญิงเรามั่นใจได้ว่าสุขภาพสตรีของตัวเองนั้นปกติดีหรือไม่ หรือหากพบความผิดปกติก็จะได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ ง่ายต่อการรักษาและหายได้เร็ว ลดโอกาสการสูญเสียต่าง ๆ ได้มากกว่าค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: นิตยสาร Health Today.(2010).ตรวจภายในไม่น่ากลัวอย่างที่คิด. 24 ธันวาคม 2557.
แหล่งที่มา: www.healthtodaythailand.net
ภาพประกอบจาก: www.yourhealthyguide.com
สำหรับคุณผู้หญิง หากคุณรู้สึกใจลอย หงุดหงิด หรือไม่สบายใจบ่อย ๆ แล้วละก็ อย่ารีบตัดเรื่องของฮอร์โมนออกไป เพราะฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงจะขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอด และสามารถเกิดภาวะฮอร์โมนแปรปรวน ขาดความสมดุล ซึ่งแสดงออกให้เจ้าตัวรับรู้ได้ในหลาย ๆ อาการ ดังนี้
ประจำเดือนของผู้หญิงจะมาทุก ๆ 21 ถึง 35 วัน แต่ถ้าคลาดเคลื่อนหรือไม่มา นั่นอาจหมายความว่า ฮอร์โมนคุณผิดปกติ เกิดความไม่สมดุล โดยอาจมีฮอร์โมนบางอย่างมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ประจำเดือนที่มาไม่ปกติอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพ ได้ ดังนั้นจึงควรรีบปรึกษาแพทย์ในทันที
หากนอนไม่หลับ หลับไม่สบาย หลับไม่สนิท นั่นอาจเป็นเพราะฮอร์โมน ปกติแล้วโปรเจสเตอโรน เป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้นอนหลับได้อย่างปกติสุข แต่ถ้าวันไหนฮอร์โมนตัวนี้ลดน้อยลง เมื่อนั้นคุณก็จะไม่มีโอกาสหัวถึงหมอนได้อย่างสบาย ส่วนถ้าฮอร์โมนเอสโตรเจน ในร่างกายต่ำจนเกินไป อาจทำให้รู้สึกวูบวาบ ตื่นกลางดึก เหงื่อออกขณะหลับได้ ดังนั้นปัญหาหลักอามาจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนสองตัวนี้
ปกติแล้วสิวมักจะมีในช่วงมีประจำเดือน แต่ถ้าพ้นช่วงนั้นแล้ว สิวยังไม่หาย อาจเป็นอาการของฮอร์โมนไม่ปกติ ฮอร์โมนตัวนี้มีชื่อว่า เอนโดรเจน เป็นฮอร์โมนเพศชายที่พบได้ทั้งในชายและหญิง โดยจะทำให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมามากมาย จนเข้าไปอุดตันในรูขุมขน และทำให้เกิดสิวได้ในที่สุด
การแปรปรวนของฮอร์โมนเอสโตเจนและโปรเจสเตอโรน สามารถทำให้สมองเลอะเลือน จำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะฮอร์โมนเอสโตเจนส่งผลกระทบต่อสารเคมีในสมองที่เป็นสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสมาธิและความจำ โดยเฉพาะในช่วงใกล้ๆรวมถึงช่วงหมดประจำเดือน อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวอาจมาจากสาเหตุอื่นๆได้ด้วย
ท้องคนเรานั้นประกอบไปด้วยเซลล์ที่เป็นตัวรับ โดยจะมีปฏิกิริยากับฮอร์โมนเอสโตเจนและโปรเจสเตอโรนเมื่อฮอร์โมนไม่สมดุล จะส่งผลทำให้การย่อยอาหารผิดปกติ เกิดท้องร่วง ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ ซึ่งหากเจอปัญหาการย่อยอาหาร ร่วมกับปัญหาสิวและอ่อนเพลียด้วยแล้ว เป็นไปได้ว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายคุณกำลังแปรปรวน
หากคุณอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา เป็นไปได้ว่าฮอร์โมนไม่สมดุล โดยหากคุณมีโปรเจสเตอโรนมากเกิน จะทำให้ง่วงนอน และหากฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์น้อยเกิน ก็จะทำให้คุณอ่อนเพลีย ซึมเศร้า น้ำหนักเพิ่ม หากจำเป็น การตรวจเลือดดูระดับของฮอร์โมน จะทำให้รู้สาเหตุได้ดีขึ้น
หากฮอร์โมนต่ำลง หรือเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ ทำให้อารมณ์แปรปรวน และเกิดอาการซึมเศร้า จากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง เช่น เอสโตเจนส่งผลต่อเซโรโทนิน (Serotonin) โดพามีน (Dopamine) และนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ซึ่งเป็นสารเคมีในสมอง
หากคุณซึมเศร้าหรือหงุดหงิดใจจากฮอร์โมนเอสโตเจนต่ำลงแล้ว คุณอาจอยากกินอาหาร จนไม่สามารถหยุด ทำให้น้ำหนักขึ้นได้ ทั้งนี้หากมีเอสโตรเจนน้อย จะส่งผลต่อฮอร์โมนเลปติน ซึ่งช่วยควบคุมความอยากอาหาร ร่างกายจึงอยากกินอาหารมากขึ้น
มีหลายสาเหตุที่ทำให้ปวดหัว โดยหากฮอร์โมนเอสโตเจนต่ำ ก็สามารถทำให้ปวดหัวได้ สังเกตง่ายๆว่าถ้าปวดหัวช่วงเดิมๆทุกๆเดือน เช่น ช่วงก่อนหรือขณะมีประจำเดือน ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เป็นเพราะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงนั่นเอง
ถ้าคุณรู้สึกว่าตรงนั้น แห้งหรือระคายเคือง หนึ่งในสาเหตุเกิดจากฮอร์โมนเอสโตเจนต่ำ เพราะเอสโตรเจนช่วยทำให้เนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดคงความชุ่มชื้นและไม่ระคายเคือง
หากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนน้อยลง แน่นอนว่าความสนใจทางเพศของคุณในช่วงนั้น ๆ จะน้อยลง คงต้องมองหาสาเหตุเพื่อทำการแก้ไขกันต่อไป
ฮอร์โมนเอสโตเจนที่น้อยทำให้เนื้อเยื่อบริเวณเต้านมมีน้อย ในทางกลับกันเอสโตรเจนที่มาก จะทำให้เต้านมแน่นขึ้น แต่อาจจะทำให้เกิดเป็นก้อนซีสขึ้นได้ ดังนั้นหากมีปัญหาเรื่องขนาดเต้านมเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาแพทย์ทันที ถึงแม้จะไม่มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยก็ตาม
ฮอร์โมนในร่างกายไม่ปกติ อาจทำให้คุณรู้สึกไม่สบายกาย ไม่สบายใจได้ แต่คุณหากเปลี่ยนเรื่องดังกล่าวให้เป็นพลัง ในการลุกขึ้นมาออกกำลังกายเรียกเหงื่อ เรียกฮอร์โมนเอ็นโดฟินหรือสารแห่งความสุข ขึ้นมาชดเชยได้แล้ว คุณก็จะมีสติและสามารถผ่านเรื่องราวไปได้
เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.webmd.com
ภาพประกอบ: www.pexels.com
แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ
หากคุณผู้หญิงมีอาการปวดเต้านม รู้สึกปวดตุบ ๆ เจ็บแน่น บวม หรือแสบร้อน มันก็ไม่แปลกที่จะฉุกคิดและสงสัย ว่าอาการที่กำลังเป็นอยู่นั้นมันเกี่ยวข้องกับโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง หรือเป็นแค่การเจ็บป่วยธรรมดา
การหมั่นติดตามและคอยเฝ้าสังเกตอาการปวดเต้านม (Mastalgia) จะช่วยให้คุณผู้หญิงสามารถจำแนกอาการที่กำลังเป็นออกในเบื้องต้น บทความนี้ได้คัดเลือกหัวข้อใหญ่ ๆ ของอาการปวดเต้านมที่พบบ่อย
อาการปวดแบบนี้จะสัมพันธ์กับการมีประจำเดือน (Cyclical Breast Pain) โดยขณะที่มีการตกไข่ (Ovulation) ฮอร์โมนในเพศหญิงมีการเปลี่ยนแปลงทั้งช่วงก่อน และหลังการตกไข่ จึงทำให้คุณรู้สึกปวดบริเวณเต้านม ลักษณะของการปวดเป็น ดังนี้
• รู้สึกปวด ๆ ตึง ๆ บริเวณเต้านม
• รู้สึกหน้าอกบวมขึ้น
• รู้สึกเจ็บเต้านมเมื่อถูกสัมผัส บางครั้งอาจจะเจ็บใต้รักแร้ร่วมด้วย
• คุณจะรู้สึกปวดบริเวณเต้านมประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนที่ประจำเดือนจะมา และจะค่อย ๆ ดีขึ้นหลังจากนั้น
• อาการปวดเหล่านี้ จะมีเมื่อคุณอยู่ในวัยที่มีประจำเดือนหรือวัยที่ใกล้หมดประจำเดือนเช่นกัน
เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด แพทย์อาจแนะนำให้คุณทานยาคุม งดกินคาเฟอีน หรือทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการในช่วงดังกล่าว
อาการปวดเต้านมนั้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับระดับของฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ในร่างกายของคนเรา แพทย์ยังไม่แน่ใจถึงกลไกที่ก่อให้เกิดอาการปวดบริเวณเต้านม โดยการปวดสามารถเกิดขึ้นเวลาใดก็ได้ แต่ช่วงเวลาที่พบบ่อย คือ
• ช่วงย่างเข้าสู่วัยรุ่น
• ช่วงมีประจำเดือน หรือกำลังตั้งครรภ์
• ช่วงที่ให้นม บางครั้งอาจเกิดการติดเชื้อในท่อน้ำนม เป็นเต้านมอักเสบ อาการนี้จำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อรับยาปฎิชีวนะ
• ช่วงหมดประจำเดือน
เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงของเต้านม พบสูงถึง 80% ของก้อนที่เต้านมทั้งหมด โดยเป็นภาวะที่พังผืด ต่อมและท่อน้ำนมมีปฏิกิริยาจากการกระตุ้นของฮอร์โมนระหว่างการตกไข่มากเกินไป ทำให้เกิดพังผืดเกาะตัวและมีถุงน้ำเล็ก ๆ จำนวนมากปะปนอยู่ อาการโดยรวมจะมีก้อนโตขึ้นและเจ็บเต้านมก่อนจะมีประจำเดือน แล้วค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อประจำเดือนหมด
อาการเหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้คุณรู้สึกปวดเต้านม ซึ่งไม่ร้ายแรง อย่างไรก็ตามกรณีที่มีเนื้องอกที่เต้านม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย วางแผนการดูแลที่ถูกต้องต่อไป
กรดไขมัน (Fatty acid) พบได้ในน้ำมันพืชและน้ำมันสัตว์ เมื่อใดก็ตามที่เกิดความไม่สมดุลของกรดไขมัน ภายในเซลล์ เต้านมของคุณจะไวต่อฮอร์โมนมากขึ้น และตามาด้วยอาการต่างๆที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวด ควรงดอาหารที่มีไขมันสูง และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อคุณเห็นว่าจำเป็น
อาการปวดเต้านมสามารถมาจากเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับประจำเดือน (Noncyclical Breast Pain) ได้ โดยดูได้จากอาการต่างๆ เช่น อาการปวดมีความรุนแรงกว่าปรกติ เจ็บแปลบ แสบร้อน แน่น หรืออาการปวดแบบไม่เฉพาะเจาะจง ปวดบริเวณจุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะ หรือการปวดเต้านมทั้งๆที่คุณหมดประจำเดือนแล้ว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ทันที
บางครั้งคุณอาจรู้สึกเหมือนปวดเต้านม แต่ความจริงแล้วสาเหตุอาจไม่ใช่เต้านม โดยมาจากส่วนอื่นๆที่อยู่ภายนอก ที่พบบ่อยเช่น เจ็บผนังอก (Chest wall pain) หรือเจ็บกล้ามเนื้อที่อยู่ข้างใต้หรือรอบ ๆหน้าอก ซึ่งอาจเกิดจากการที่คุณยกของหนัก เล่นเวท เทรนนิ่ง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นเกิดการอักเสบได้เช่นกัน โดยปรกติแล้วอาการปวดในลักษณะนี้จะดีขึ้นได้ด้วยการพักผ่อน หรือทานยาในกรณีที่จำเป็น
ส่วนใหญ่เต้านมอักเสบ (Mastitis) มักจะเกิดขึ้นในผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตร อย่างไรก็ตาม เต้านมอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าเสื้อผ้าของคุณสกปรก และเสียดสีกับหัวนมมากจนเกิดแผลถลอก สามารถนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียได้
ถ้าคุณเคยมีบาดแผลหรือร่องรอยจากการบาดเจ็บต่าง ๆ บริเวณเต้านมของคุณ เช่น แผลจากการผ่าตัด หรือการปลูกถ่ายต่าง ๆ ก็สามารถทำให้คุณมีอาการปวดเต้านมขึ้นมาได้
ยาหลาย ๆ ชนิดมีผลข้างเคียง (Side effect) ต่อฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ทำให้เกิดอาการปวดเต้านมขึ้นได้ ยารักษาโรคหัวใจและยาที่ใช้สำหรับอาการทางจิตก็รวมอยู่ด้วยเช่นกัน
การใส่บราผิดขนาด ผิดไซส์ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวด ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่มีเต้านมใหญ่ ความหนักของเต้านม อาจทำให้รู้สึกเจ็บตึงที่หลัง คอ และไหล่ การเลือกบราที่เหมาะสมสามารถช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง หรือการเล่นกีฬา ก็จะมีบราที่เฉพาะสำหรับการเล่นกีฬาแต่ละประเภท ซึ่งถ้าเลือกได้ถูกต้องแล้วก็จะสามารถลดอาการปวดที่เกิดขึ้นได้
รู้จักอาการปวดเต้านมที่มาจากสาเหตุต่าง ๆ กันไปแล้ว หากยังคงกังวลหรือไม่แน่ใจ การไปพบแพทย์จัดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดอีกทางหนึ่ง
เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com
อายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้หญิงกังวล เรื่องรูปลักษณ์ภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของทรวงอก ที่ไม่มีใครอยากให้หย่อนยานกลายเป็นถุงกาแฟ หรือเกิดความผิดปกติใด ๆ
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ปัจจัยที่ทำให้หน้าอกเปลี่ยนแปลง มีหลายสาเหตุมาก ตั้งแต่การขึ้น-ลงของน้ำหนัก ช่วงมีประจำเดือน การคลอดหรือให้นมบุตร และการก้าวสู่ช่วงวัยทอง เรียกได้ว่าหน้าอกสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ทุกปี! ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าอกหย่อนคล้อย และเกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ลองมาฟังคำแนะนำ ที่รวบรวมมาให้คุณดูแลตามวัยกันค่ะ
ผู้หญิงวัยนี้ ยังอยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ สภาวะฮอร์โมนในร่างกาย ยังทำงานเป็นปกติ หน้าอกจึงยังไม่หย่อนคล้อย การเปลี่ยนแปลงของหน้าอกแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ฮอร์โมนเพศจะกระตุ้นให้หน้าอกใหญ่ขึ้น แต่หลังจากคลอดและให้นมบุตร หน้าอกจะเล็กลงประมาณครึ่ง-1 คัพ เนื่องจากต่อมน้ำนมในหน้าอกทำงาน และหดตัวลงตามธรรมชาติ ซึ่งจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์น แคลิฟอร์เนีย ระบุว่า หญิงที่เลี้ยงดูให้นมบุตรหลังอายุ 25 ปี จะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมได้ด้วย
ส่วนคนโสดมักมีปัญหาหน้าอกทั่วไป นั่นคือ เจ็บหรือคัดตึงหน้าอก การคลำเจอก้อนถุงน้ำ หรือซีสต์ ซึ่งอาจมีขนาดเล็กหรือใหญ่ขึ้น ก่อนหรือหลังการมีประจำเดือน ที่ไม่ส่งผลต่อร้ายสุขภาพ และไม่ใช่ก้อนมะเร็ง ถุงน้ำมีโอกาสยุบหายได้เอง ทั้งนี้จำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่ ควรให้แพทย์วินิจฉัย และติดตามว่าก้อนมีขนาดใหญ่มากหรือไม่
ทั้งนี้เพื่อความไม่ประมาท สาว ๆ ตั้งแต่วัย 25 ปีขึ้นไป ว่าควรทำการตรวจเต้านมตนเองทุก ๆ 1 – 2 เดือน แม้ว่าวัยนี้จะเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมต่ำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะ ไม่มีโอกาสเป็น เพราะถ้าตรวจคัดกรองดี ก็จะรักษาได้ทันท่วงทีและมีโอกาสหายได้
สมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (ASC) ยังแนะนำให้หญิงที่มีพ่อแม่ หรือพี่น้องซึ่งเคยมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ ตรวจ Mammogram ก่อนช่วงอายุเดียวกันของคนในครอบครัว ที่ตรวจพบมะเร็ง 10 ปี เช่น ถ้าแม่เป็นมะเร็งตอนอายุ 40 ปี คุณก็ควรได้รับการตรวจเมื่ออายุ 30 ปี อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจโดยการเอกซเรย์ หรือทำอัลตราซาวนด์ก็เพียงพอ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประวัติการเกิดโรคในครอบครัว และความเหมาะสมของแต่ละคน
หน้าอกของหญิงวัยนี้จะมีความหย่อนคล้อยมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทอง เนื่องจากต่อมไขมันในเต้านมจะขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มวลน้ำหนักมากขึ้น และคล้อยตามแรงโน้มถ่วงโลก
ส่วนความผิดปกติของเต้านมของหญิงวัยนี้ คงไม่แตกต่างอะไรจากกลุ่มวัย 30 นั่นคือ อาจคลำเจอถุงน้ำ เนื้องอกธรรมดา ที่ไม่ใช่มะเร็งเต้านม แต่เนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมก็มากขึ้นตาม
จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศไทย พบว่า หญิงอายุ 40 – 49 ปี เป็นมะเร็งเต้านมประมาณ 34.3% ทำให้การตรวจคัดกรองในช่วงอายุนี้ ต้องละเอียดและเป็นสิ่งที่ต้องทำทุกปี โดยเฉพาะหญิงวัยทอง ที่อาจได้รับคำแนะนำให้รับประทานฮอร์โมนทดแทน
แม้ว่าจะมีงานวิจัยอ้างว่า การรับประทานฮอร์โมนทดแทนติดต่อกันหลายปี จะเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม แต่แพทย์จำนวนไม่น้อย ลงความเห็นให้รับประทานต่อไป เพราะมันสามารถบรรเทาอาการร้อนวูบวาบ และลดความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุนได้ ซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมากกว่า ทั้งนี้ปริมาณและระยะเวลา ของการรับประทานฮอร์โมนทดแทน ของแต่ละคนก็แตกต่างกัน สูตินรีแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยและแนะนำคุณ ซึ่งแพทย์ก็มักจะแนะนำ ให้คุณหมั่นตรวจเช็คสุขภาพเต้านมเองทุกเดือน และทำแมมโมแกรมเป็นประจำทุกปี
การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน มีผลทำให้ต่อมไขมันและเนื้อเยื่อเต้านมไม่ตึงตัว หน้าอกของหญิงวัยนี้ จึงมีสภาวะหย่อนคล้อย และผิวหนังไม่เต่งตึงเหมือนเดิม
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศไทย ระบุว่า สถิติการเป็นมะเร็งเต้านมของหญิงกลุ่มนี้ มีจำนวนน้อยกว่ากลุ่มอายุ 40 – 49 ปี นั่นคือ ประมาณ 27% แต่การทำแมมโมแกรมของหญิงวัยนี้ น่าจะทำได้สะดวกกว่าหญิงอายุน้อย เพราะสภาพเต้านมมีความยืดหยุ่นจากไขมันมากขึ้น อำนวยให้เครื่องสามารถตรวจสอบ หาความผิดปกติได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หญิงวัยนี้พึงทำควบคู่กับการดูแลทรวงอกให้มีสุขภาพดี คือ การควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ที่กำหนด เพราะหลังวัยทอง ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานได้ไม่ดีเท่าเดิม กล้ามเนื้อไม่เต่งตึง และทำให้ไขมันสะสมตามเอว หน้าท้อง สะโพกและต้นขาได้ง่าย
จากการวิจัยของสาธารณสุขการแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า ผู้หญิงที่เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม ต่ำกว่าคนที่รับประทานตามใจปาก ทั้งนี้ การรับประทานอาหารที่มีไขมันดีอย่างโอเมก้า-3 มีใยอาหาร และหมั่นออกกำลังกายควบคู่กัน สามารถป้องกันความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน
สำหรับหญิงที่ได้รับการผ่าตัดหน้าอก เช่น เจาะถุงน้ำ ผ่าตัดเนื้องอก ผ่าต่อมน้ำเหลือง ผ่าตัดก้อนมะเร็งบางส่วนออก ฯลฯ แพทย์จะแนะนำให้ออกกำลังกายบริหารหน้าอก เพื่อลดอาการบวม หรือเพิ่มระบบไหลเวียนโลหิต ด้วยการบีบและคลายลูกบอลยาง ขนาดเท่าลูกเบสบอลทุกวัน วันละ 2 – 3 นาที ทั้งแขนซ้ายและขวา และเมื่อแผลหายดี ให้พยายามหลีกเลี่ยง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: www.majiciristhaiherbs.com.(2009).ดูแลเต้านมให้สุขภาพดีทุกวัย.4 พฤษภาคม 2559.
แหล่งที่มา: www.majiciristhaiherbs.com
ภาพประกอบจาก: www.yourhealthyguide.com
สาว ๆ ทั้งหลาย ช่วงเวลาที่เราได้พูดคุย ปรึกษาคุณหมอนั้น มีน้อยและก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วถ้าคุณหมอมีเวลามากขึ้น เขาก็อาจจะบอกกับคุณถึงวิธีการดูแลสุขภาพผู้หญิง อย่างที่สูตินรีเวชผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ดังนี้
เพศหญิงเป็นเพศที่มีรายละเอียดในการดูแลสุขภาพที่ค่อนข้างแตกต่างกันไป นั่นเพราะส่วนหนึ่งมาจากฮอร์โมนและประจำเดือนของเราในแต่ละรอบอายุ อย่างไรก็ดีวิธีการดูแลสุขภาพผู้หญิงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ยากจนเกินไป เพียงแค่เราใส่ใจและหมั่นสังเกตด้วยความรอบคอบ ก็สามารถมีสึขภาพสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมรับมือกับทุกช่วงวัยที่ก้าวเข้ามา
เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com
ภาพประกอบ: www.pixabay.com
ทั้ง ๆ ที่คุณผู้หญิงโดยทั่วไปจะต้องอยู่กับประจำเดือน (Period) ถึง 450 รอบตลอดช่วงชีวิตเลยทีเดียว แต่ยังมีความลับ ที่มาที่ไป และเหตุผลของบางสิ่งบางอย่าง ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงการมีประจำเดือน เรามาใช้เวลาที่มีค่าเรียนรู้กันเลย
การมีประจำเดือน ไม่ได้ป้องกันคุณจากการตั้งครรภ์ได้เลย เพราะผู้หญิงบางคนอาจมีเลือดออกในช่วงการตกไข่ (Ovulation) และเข้าใจผิดว่านั้น คือ ประจำเดือน (Period) ช่วงเวลาตกไข่เป็นช่วงที่พร้อมมากสำหรับการปฏิสนธิ ดังนั้น หากคุณมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีโอกาสสูงในการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ อสุจิยังอยู่ในร่างกายคุณได้ 3 วัน ดังนั้น การใช้ถุงยางอนามัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น
โดยปกติร่างกายจะมีการตกไข่ (Ovulation) ในช่วงกลางของประจำเดือน ซึ่งถ้าไข่ที่อยู่ในรังไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ (Fertilization) ฮอร์โมนของคุณจะลดลง ทำให้เยื่อบุมดลูกเกิดการหลุดลอก และถูกขับออกมาเป็นประจำเดือน
การใช้ยาคุมกำเนิดจะเป็นการที่คุณได้รับฮอร์โมนเป็นเวลาประมาณ 3 อาทิตย์ และเว้นฮอร์โมนเป็นเวลา 1 อาทิตย์ แม้ว่ายาคุมกำเนิดจะทำให้คุณไม่มีการตกไข่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ร่างกายของคุณหยุดสร้างเยื่อบุผนังมดลูก เพราะฉะนั้น การมีเลือดออกในสัปดาห์ที่ 4 ของการกินยาคุมกำเนิด จึงไม่ใช่ประจำเดือน แต่เป็นเพียงปฏิกิริยาของร่างกายเมื่อขาดฮอร์โมนเท่านั้น
ประจำเดือนที่มาสม่ำเสมอเป็นเรื่องดี แต่ในบางครั้งการที่รอบประจำเดือนมาเร็วไป หรือช้าไปบ้าง อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ โดยเป็นเพียงผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ที่จะเกิดขึ้นตลอดชีวิตของคุณเท่านั้น
ในช่วงแรกของการมีประจำเดือน รอบอาจจะยาวนานได้ถึง 21 – 45 วัน ก่อนการมีประจำเดือนครั้งถัดไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเด็กสาววัยรุ่น แต่เมื่อโตขึ้นรอบความห่างของการมีประจำเดือนก็จะสั้นลง โดยเฉลี่ย คือ ประมาณ 21 – 35 วัน และท้ายที่สุดเมื่อถึงวัยใกล้หมดประจำเดือน เมื่อร่างกายของคุณเริ่มสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลง ฮอร์โมนที่แปรปรวนจะทำให้การมาของประจำเดือนไม่แน่นอนยิ่งกว่าเดิม มีเลือดออกมาก หรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง ช่วงสถานการณ์แบบนี้สามารถยาวนานถึง 10 ปี ก่อนที่ประจำเดือนของคุณจะหยุดมาอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงของรอบเดือนมักจะค่อยเป็นค่อยไป แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน หรือเลือดออกมามากผิดปกติ ก็ควรพบแพทย์ทันที
ปัจจุบันมีการทำถ้วยสำหรับรองรับประจำเดือน (Menstrual cup) ใช้กันในหลายประเทศ ข้อดี คือ ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย โดยสามารถใช้ได้สูงสุดถึง 12 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป อย่าลืมลองวิธีใหม่ ๆ เพื่อค้นหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับตัวเอง
1 – 2 สัปดาห์ก่อนการมีประจำเดือน อาการต่าง ๆ ที่หาสาเหตุไม่ได้ก็เริ่มเกิดขึ้น เช่น สิวที่ผุดขึ้นมา ความรู้สึกเกียจคร้าน ความอยากอาหารมากผิดปกติ รู้สึกบวม ท้องอืดและอารมณ์แปรปรวน มีการเรียกอาการเหล่านั้นว่ากลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome: PMS) ซึ่งผู้หญิงแต่ละคนก็จะมีอาการที่แตกต่างกันไป
แม้แต่แพทย์ยังไม่รู้แน่ชัดว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น โดยเหตุผลจะเหมือนเป็นสิ่งที่ผสม ๆ กัน เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างรอบการมีประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมอง รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกอื่น ๆ เช่น บางคนมีภาวะซึมเศร้าที่อาจส่งผลให้กลุ่มอาการดังกล่าวแย่ลงไปได้อีก
และเมื่อถึงช่วงเวลาการมีประจำเดือนจริง ผู้หญิงบางคนยังต้องทนกับอาการที่น่าหนักใจนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นอาการปวด เกร็ง เป็นตะคริว ท้องอืด ปวดหลัง และปวดหัว ซึ่งสร้างความยากลำบากให้กับชีวิตและการทำงาน
โดยวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมอาการก่อนมีประจำเดือน คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เริ่มที่การออกกำลังกายประมาณ 30 นาทีในแต่ละวัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หรือประมาณ 8 ชั่วโมงต่อคืน และงดการสูบบุหรี่ กินผักผลไม้และธัญพืชให้มากขึ้น พยายามจำกัดปริมาณเกลือ โซเดียม รวมทั้งน้ำตาล คาเฟอีน และแอลกอฮอล์
ไปพบแพทย์หากอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) เริ่มทำให้คุณรู้สึกว่ากำลังใช้ชีวิตอย่างไม่ปกติ การมีอาการซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ซึ่งเป็นอาการทางใจร่วมด้วย เป็นสัญญาณว่าคุณอาจเป็นกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual dysphoric disorder: PMDD) ซึ่งอาการในกลุ่มนี้คุณควรไปพบแพทย์เพื่อขอรับคำปรึกษาทันที
เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.webmd.com
ภาพประกอบ: www.freepik.com
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า