ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

10-เทคนิคคลายเครียดฉบับด่วนจี๋.jpg

แต่ละวันเราต้องเผชิญร้อยแปดพันเรื่องราว ที่สร้างผลกระทบหลากหลายต่ออารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากงานหรือปัญหาต่าง ๆ ก็แก้ไขเบื้องต้นได้ง่าย ๆ ด้วยเคล็ดลับแสนสะดวกที่คุณอาจจะไม่รู้ รีบอ่านแล้วลองทำตามกันเลย สุขภาพจิตที่ดีอยู่ไม่ไกลแน่นอน

 

คลายเครียดได้ไม่ยาก

  1. นั่งสมาธิ
    การนั่งสมาธิคลายเครียดไม่กี่นาทีต่อวันสามารถช่วยทำให้จิตใจสงบลงได้ เพียงนั่งขัดสมาธิ ทำหลังให้ตรง โฟกัสกับการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เมื่อทำทุกวันเป็นประจำจะช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดลงไปได้เยอะเลย
  2. หายใจเข้าลึก ๆ
    ระหว่างการทำงานที่ตึงเครียด คุณสามารถหยุดพักคลายเครียดซักหน่อยและโฟกัสที่การหายใจ โดยเริ่มจากการนั่งตัวตรง ปิดตาลง นำมือไปไว้บริเวณหน้าท้อง หายใจเข้าอย่างช้า ๆ จนรู้สึกเต็มตื้นไปทั่วปอด แล้วค่อย ๆ พรูลมหายใจออกมาทางปาก การทำแบบนี้จะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตและความเครียดได้ทันตา
  3. ตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน
    ตระหนักรู้และใส่ใจอยู่เสมอไม่ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ อย่าปล่อยให้ความเร่งรีบมาทำลายความเพลิดเพลินของปัจจุบัน คลายเครียดด้วยการค่อย ๆ ทำทุกอย่างอย่างมีสติ จะทำให้เรื่องที่รู้สึกตึง ๆ เบาลงได้เช่นกัน
  4. สร้างความสัมพันธ์
    การพูดคุย พบปะสังสรรค์กับผู้คนที่สนิทใจอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการคลายเครียด ผ่อนคลายอารมณ์ระหว่างช่วงวัน โดยคุณอาจจะเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ แลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งคุณอาจจะได้มุมมองใหม่ ๆ หรือพลังในแง่บวกกลับมาก็ได้
  5. สำรวจร่างกาย
    พยายามเฟ้นหาว่าความเครียดส่งผลอย่างไรบ้างต่อร่างกาย โดยการนอนเอนหลังหรือนั่งขัดสมาธิที่พื้น สำรวจความรู้สึกตั้งแต่ปลายเท้าไปจนถึงหนังศรีษะ ใช้เวลาประมาณ 1 – 2 นาทีสำหรับขั้นตอนนี้ จินตนาการว่าลมหายใจกำลังหมุนวนในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยความตั้งใจและสงบ
  6. คลายกล้ามเนื้อ
    นำแผ่นประคบร้อนมาประคบบริเวณคอและไหล่ ประมาณ 10 นาที ปิดตาและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และอาจจะใช้ตัวช่วยอย่างลูกบอกหรือลูกกลิ้งเพื่อนวดไปตามจุดที่แข็งเกร็ง และคุณยังสามารถกดจุดคลายเครียดได้ด้วยการนำบอลมาขั้นระหว่างร่างกายกับผนัง ดันลูกบอลติดผนังประมาณ 15 วินาทีก่อนย้ายไปยังจุดถัดไป
  7. หัวเราะออกมาดัง ๆ
    การหัวเราะออกมาดังๆ นอกจากจะช่วยในคลายเครียด ลดความกดดันแล้ว การทำแบบนี้ยังช่วยให้ฮอร์โมน Cortisol ลดลง เพิ่มสาร Endorphins ที่ทำให้มีความสุข โดยคุณอาจจะดูหนังตลก อ่านเรื่องขำขันเพื่อหัวเราะออกมาดัง ๆ ก็ได้
  8. ฟังเพลง
    การฟังเพลงหรือเสียงที่ผ่อนคลาย สามารถลดความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจและแม้แต่ความวิตกกังวลได้ จากการที่จิตใจของคุณจะโฟกัสอยู่กับโน๊ตดนตรี หรือเสียงต่าง ๆ ที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นรีบจัดการลิสท์เพลงโปรด หรือเลือกเสียงจากธรรมชาติอย่างเสียงฝน น้ำตก นกร้อง มาฟังคลายเครียดกันให้ไว
  9. ขยับร่างกาย
    แม้แต่การเดินเล่นก็ถือว่าเป็นประโยชน์ช่วยคลายเครียดได้ ขยับนิดขยับหน่อยในแต่ละวันจะช่วยลดความเศร้าซึม วิตกกังวล โดยสมองจะปล่อยสารที่เกี่ยวเนื่องกับความสุขออกมา ให้เราได้มีวันที่ดีและปลอดโปร่งง่าย ๆ ทุกวัน
  10. เห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต
    การขอบคุณในพร ความอยู่ดีมีสุข ความพึงพอใจในชีวิต สามารถช่วยต้านความคิดทางลบและความกังวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคุณอาจจะเริ่มด้วยการบันทึกสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี ซาบซึ้ง มีความสุขในแต่ละวันและเก็บไว้อ่านในเวลาที่รู้สึกตึงเครียดก็ดีเช่นกัน

ทั้ง 10 เทคนิคนี้สามารถนำไปรับมือกับความเครียดได้ไม่อยากเลย อีกทั้งยังเหมาะสมต่อการคลายเครียดอย่างด่วนจี๋ในระหว่างวันที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาได้ด้วย ลองนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสถานที่และสถานการณ์ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลกับความเครียด พลังลบตัวร้ายอีกแล้ว!

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-1.jpg

ความสัมพันธ์หลาย ๆ ลักษณะ ที่ดูเหมือนว่าจะไปได้ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่ข้อมูลจาก แอนิต้า เอ. ชลิพาลา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องครอบครัวและการสมรส และผู้เขียนหนังสือเรื่อง First Comes Us The Busy Couple’s Guide To Lasing Love ได้กล่าวถึงลักษณะของความสัมพันธ์  8 ข้อ ที่ดูว่าจะไปได้ดี แต่อาจไม่ใช่

 

การใช้เวลาด้วยกันมาก ๆ

ในตอนแรกของความสัมพันธ์ การใช้เวลาศึกษา เรียนรู้ ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นเวลานาน เป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อคุณหยุดพบปะเพื่อน ๆ หรือจะตอบตกลงกับเพื่อนในแต่ละครั้ง ต้องรอเขาหรือเธอติดต่อมาเสียก่อน ในความเป็นจริง คุณจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่สนใจ งานที่ทำเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้ แม้กระทั่งการยอมรับข้อตกลงระยะยาว อย่างเช่นการแต่งงาน

 

การไม่เคยทะเลาะกันเลย

อันที่จริง ทะเลาะกันบ้างก็เป็นเรื่องที่ดีต่อความสัมพันธ์แม้ว่าคุณจะพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยไม่พูดในบางเรื่อง เพื่อไม่ให้ทะเลาะกัน แต่ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นคือ การไม่พอใจในความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่  เพราะว่าไม่ได้พูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ดังนั้น ควรมีการโต้แย้งกันบ้าง และควรรับรู้ถึงการใช้น้ำเสียง ในการแสดงความรู้สึกและแสดงความเห็นของกันและกัน

การที่จะให้คนสองคนคิดอะไรเหมือนกัน ทั้งที่มีความแตกต่างกันทั้งบุคลิกภาพ ภูมิหลัง ความชอบ ฯลฯ ย่อมเป็นไปไม่ได้ บางครั้งทางออกคือ ต้องยอมรับที่จะขัดแย้งกัน และทำความเข้าใจคู่ของคุณโดยไม่ต้องเห็นด้วยกับเขา นั่นเพราะข้อขัดแย้งเป็นสิ่งดี ช่วยให้คู่รักไม่มองข้ามความสำคัญของกันและกัน และทำให้มั่นใจด้วยว่า ทั้งคู่ยังคงบริหารความสัมพันธ์ในแบบที่พวกเขาต้องการได้อย่างดี

 

การคิดว่าแค่ “ขอโทษ” ก็เพียงพอ

หลายคนมักจะยึดหลักเหตุผลว่า การกล่าวคำว่า “ขอโทษ” หรือ “เสียใจ” ทุกอย่างก็ลงตัว แต่ถ้าคุณและคนรักขัดแย้งกันบ่อย ๆ แล้ว การขอโทษก็ไม่เพียงพอต่อการรักษาความสัมพันธ์ นอกจากคำกล่าวขอโทษแล้ว  คุณจำเป็นต้องลงมือทำเพื่อให้คู่ของคุณเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้นจริงๆ

 

การมีเซ็กส์มาก ๆ

การมีเซ็กส์มาก ๆ อาจดีหากว่าทั้งคู่ยังไม่มีปัญหาอะไรซ่อนอยู่ แต่ถ้าวันใดที่เซ็กส์เป็นช่องทางเดียวในการสื่อสารในเรื่องความสัมพันธ์ขึ้นมา นั่นแหละคือปัญหา ดังนั้นเซ็กส์เป็นสิ่งดี ตราบที่ทั้งคู่ได้ตกลงปลงใจร่วมกัน และการสื่อสารความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น ๆ ยังมีอยู่

 

การบอกกล่าวเรื่องที่ตนเองสนใจทุกเรื่อง

มีงานวิจัยที่บ่งชัดว่า ความสนใจในเรื่องที่เหมือน ๆ กันของคู่รัก ส่งผลไม่มากต่อความสัมพันธ์แบบที่น่าพอใจ ในทางกลับกัน ความสนใจในเรื่องต่างกันกลับช่วยเติมรสชาติและทำให้แรงปรารถนาที่จะสานความสัมพันธ์ยังคงอยู่  ดังนั้น แม้ว่าหลายๆคู่ที่ชอบอะไรคล้ายกัน แต่การสนใจในเรื่องที่ต่างกันบ้าง ก็เป็นเรื่องดีต่อคนทั้งคู่ เพราะมันจะเป็นการเสริมเพิ่มเติมสิ่งใหม่ ๆ ให้แก่คู่รักและคงไว้ซึ่งปริศนาที่คุณได้พบกันในครั้งแรก

การบอกทุกเรื่องกับคู่ของคุณ

ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีสำนึกของความรับผิดชอบ คุณอาจจะอยากบอกทุกเรื่องกับคู่ของคุณ แต่บางเรื่องอาจส่งผลลบกับคู่ของคุณเป็นอย่างมากได้ ในทางตรงข้าม บางเรื่องการบอกให้คู่ของคุณรับรู้ เป็นการสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นร่วมกัน ดังนั้นก่อนบอกหรือแชร์ประสบการณ์ในเรื่องต่างๆกับคู่ของคุณ ควรพิจารณาถึงผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นด้วยความรับผิดชอบ

การคิดไปเองเรื่องรักเดียวใจเดียว

แม้มันไม่ง่ายนักสำหรับคู่รัก ที่จะคุยกันในเรื่องของ “รักเดียวใจเดียว” กับ “การนอกใจ” แต่จากข้อมูลปัจจุบันที่พบว่าการนอกใจ เกิดขึ้นมากในสังคม และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่แต่ละคู่ต้องพูดคุย เพื่อกำหนดนิยามของเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจน ก่อนที่ปัญหาจากการนิยามไม่ตรงกันจะตามมา

การรับไม่ได้กับเรื่องหึงหวง

การที่คู่ของคุณเป็นที่ต้องการของคนอื่น อาจจะทำให้คุณรู้สึกหึงหวงได้ แต่ถ้าคุณจัดการกับเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง มันอาจเป็นสิ่งที่ดี เพราะอย่างน้อยการแสดงออกอย่างหมาะสมเพื่อให้คู่ของคุณรู้ จะทำให้เขาหรือเธอรู้สึกมีคุณค่า มีความสำคัญ แต่ต้องมั่นใจว่าการแสดงออกนั้น ไม่ใช่การรุกราน

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.yahoo.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


9-วิธีปรับปรุงชีวิตคู่.....ให้ดีขึ้น-2.jpg

ชีวิตคู่ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป วันนี้มาดูข้อแนะนำ จากนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาการใช้ชีวิตสมรสกัน ว่าเขาแนะนำให้ทำอะไรมากที่สุด อ่านแล้วรีบปรับใช้ได้ทันที ทั้งกับผู้ที่สมรสแล้วหรือยังโสดอยู่

 

1. เปิดใจรับฟังคู่ของคุณ

คู่สมรสส่วนใหญ่ไม่มีวิธีการจัดการกับข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ความสัมพันธ์ในเวลาต่อมาดียิ่ง ๆ ขึ้น  ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูก และยึดติดกับจุดยืนของตัวเอง หลายๆครั้งปัญหาอยู่ที่เพียงการต้องการให้อีกฝ่ายรับฟังความเห็นของตนบ้างเท่านั้น นักจิตวิทยาจึงแนะนำว่า ให้ทั้งสองฝ่ายรับฟังซึ่งกันและกัน พร้อมตอบสนองด้วยอากัปกริยาที่เหมาะสม

 

2. เพิ่มช่วงเวลาคุณภาพที่มีให้กันมากขึ้น

บางคู่ที่ทั้งสามีและภรรยา ต่างต้องแบ่งเวลาเพื่อการทำงาน เพื่อพ่อแม่ เพื่อเพื่อนฝูง ทำให้เหลือเวลาที่จะอยู่ด้วยกันน้อยลง อย่างไรก็ตามยังมีความจำเป็นในการหาเวลาว่าง อยู่ด้วยกันมากขึ้น แน่นอนว่าไม่ใช่แค่การนั่งดูทีวี หรือนั่งบนโซฟา แล้วต่างคนต่างทำกิจกรรมของตนเอง สิ่งที่ควรทำคือ การเพิ่มช่วงเวลาที่มีคุณภาพสร้างบรรยากาศโรแมนติก คุยกันกระหนุงกระหนิง มีงานอดิเรกสนุกๆทำด้วยกัน ร้อยทั้งร้อย “รักกันมากขึ้น”

 

3. อย่าเอาอารมณ์มาอยู่เหนือทุกสิ่ง

ความสัมพันธ์ของคู่รักมักดีขึ้น เมื่อสื่อสารพูดคุยเข้าใจกัน แต่ต้องแน่ใจว่าเลือกใช้คำพูดที่เป็นภาษาเดียวกัน ที่สำคัญอย่าพูดอะไรออกไปด้วยอารมณ์ เพราะนั่นจะทำให้ยิ่งแย่ ปรับใช้คำพูดที่ให้ความรู้สึกดี เช่น เลือกพูด “ผมรู้สึกว่า…” แทนคำว่า “คุณก็เป็นแบบนี้เสมอๆ” ซึ่งเหมือนคุณตัดสินไปแล้ว แต่ถ้าถูกคู่รักตำหนิ ก็พยายามฟังให้จบก่อน แม้ว่าคุณอยากจะโต้เถียงในทันทีก็ตาม และเมื่อได้โอกาสพูดแล้ว “อย่าใช้อารมณ์”

 

4. แสดงความชื่นชมคู่ของคุณ

การเป็นคู่รักกันมานาน บางทีก็ทำให้ลืมเรื่องเล็กๆน้อยๆไป เช่น การพูดคำว่า “ขอบคุณ” หรือแสดงความรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่คู่รักทำให้ เช่น “ขอบคุณครับที่เตรียมอาหารเช้าให้ ผมรู้นะว่าคุณยุ่งๆและต้องรีบไปทำงาน แต่คุณก็ทำให้ผม” คิดดูซิว่า ใครได้ยินประโยคนี้ ก็ต้องละลายและยิ้มแก้มปริทีเดียว ดังนั้น อย่าปล่อยให้การชื่นชมและพูดคำว่า “ขอบคุณ” ห่างหายไปจากกันและกัน

 

5. เปลี่ยนจากเรื่องน่าเบื่อ เป็นเรื่องน่าเรียนรู้

การจดจำแต่ว่าพฤติกรรมอะไรที่คู่ของคุณทำแล้ว ทำให้คุณแทบจะบ้าคลั่ง ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ เป็นการ เรียนรู้พฤติกรรมนั้น จะดีกว่ามั้ย แค่คิดที่จะเรียนรู้ ก็พาคุณออกนอกกรอบ การเรียนรู้นิสัยและพฤติกรรมของคนที่เรารัก และเข้าใจถึงนิสัยและพฤติกรรมนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายนะ เพราะเมื่อเข้าใจ คุณก็อาจจะยิ้มได้กับพฤติกรรมแปลกๆของคนรัก อีกทั้งยังเป็นการไม่ทำให้คนรักรู้สึกแย่ ที่พฤติกรรมของเขาถูกรังเกียจ

 

6. หันหน้าออกจากสมาร์ทโฟน

การใช้เวลาอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟน บางทีมันทำให้เพลินกับโลกโซเชียลจนลืมตัวไปว่า ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว หรือบางกรณี กว่าที่คู่รักจะหาเวลาว่างมาดินเนอร์กัน แต่เมื่อได้ดินเนอร์ กลับก้มหน้าก้มตาอยู่กับสมาร์โฟน นี่คืออีกหนึ่งต้นเหตุของปัญหาชีวิตคู่ นักจิตบำบัดหลายท่านบอกว่า จริงๆมันง่ายมากเลยนะที่จะหันหน้าออกจากสมาร์ทโฟน แล้วหันหน้าไปหาคนรัก เพราะต้องยอมรับความจริงข้อนึงว่า ทุกคนต้องการการเอาใจใส่และการได้รับความสนใจ

 

7. ค้นหาความมหัศจรรย์เกี่ยวกับเซ็กส์

โลกมีอะไรให้ค้นหามากมาย คนก็มีอะไรให้ค้นหาเช่นกัน การเป็นคู่รักกันมานาน ไม่ได้หมายความว่า จะค้นเจอความมหัศจรรย์ของคนรัก โดยเฉพาะในเรื่องเซ็กส์ ดังนั้น อย่าปล่อยให้ชีวิตคู่จืดชืด พูดคุยกันบ่อยขึ้น ค้นหาความมหัศจรรย์ของเรื่องเซ็กส์ให้เจอ อย่างน้อยทำให้คู่ของคุณเห็นว่า คุณยังให้ความสำคัญและต้องการจะทำมันให้ดีขึ้น

 

8. แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ร่วมกัน

การใช้ชีวิตทุกวัน ย่อมเจอเรื่องราวที่นำมาแบ่งปัน เล่าสู่กันฟังได้ นักจิตวิทยาบอกว่า มันเป็นความท้าทายและน่าซาบซึ้ง ที่คนสองคนจะแชร์เรื่องราว แบ่งปันเรื่องราว เล่าสู่กันฟัง เพราะนั่นคือการเปิดใจ ส่งผลดีให้คู่รักสนิทกันมากขึ้น หัวเราะด้วยกันมากขึ้น มีโมเม้นท์ดีๆน่ารักๆให้จดจำ

 

9. กำหนดขอบเขตและความคาดหวัง

ปัญหาของความสัมพันธ์ หลายๆครั้งมาจากขอบเขตและความคาดหวังของทั้งคู่ที่ต่างกัน ลองนึกดูว่าถ้าอีกฝ่ายอยากแต่งงาน แต่อีกฝ่ายต้องการแค่ความเป็นเพื่อน ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ ปัญหาในอนาคตอาจเกิดขึ้น ลองหาเวลาพูดคุยแบบสบายๆ สำรวจให้เข้าใจถึงขอบเขต และความคาดหวังของทั้ง 2 ฝ่าย แน่นอนว่าทุกคนไม่อยากผิดหวัง ทุกคู่กลัวการหย่าร้าง ทุกคู่อยากให้ความสัมพันธ์ราบรื่น ดังนั้นการคุยกัน ตกลงกัน มีข้อกำหนด มีขอบเขต ซึ่งทั้งคู่ยอมรับได้ นั่นก็จะช่วยลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

 

คุณโชคดีแค่ไหน ที่มีคนรัก ให้หวานใส่กัน แบ่งปันเรื่องราวกัน เป็นห่วงกัน สร้างอนาคตร่วมกัน ขณะที่คนอื่นไม่มีแบบคุณ ดังนั้น แม้ชีวิตคู่จะเจออุปสรรค เจอปัญหา เจอความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง แต่ให้คิดว่านั่นคือ โอกาสที่จะได้ศึกษากัน เพื่อปรับจูนกันใหม่ ไม่มีใครหรอกที่อยากเลิกรา หย่าร้าง 9 วิธีข้างต้น ช่วยคุณได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.womansday.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-ที่ทำลายความสัมพันธ์-.jpg

หลาย ๆ คนอาจแปลกใจว่า ทำไมความสัมพันธ์กับคู่ของคุณ ถึงได้แย่ลง ทั้งๆที่บางคู่อาจไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน บทความนี้เป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษากายและความสามารถพิเศษ รวมถึงนักบำบัดด้านจิตวิทยาร่วมกันแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว

 

เมื่อพูดถึงนิสัยที่ไม่ดี ทุกคนคงยอมรับว่ามีกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และถ้าถามว่าเมื่อมีแล้วจะทำยังไง ถึงตอนนี้หลายๆคนคงจะตอบว่า ถ้าแก้ไขแล้วดีขึ้นได้ก็จะทำ แต่ทำอย่างไรกับบางเรื่องที่คุณไม่รู้ และบางครั้งถึงรู้ ก็อาจคิดว่า ไม่สำคัญ ในชีวิตประจำวัน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์แบบซึมลึกได้ เรามาดูความเห็นจากนักวิชาการกันเลย

 

1. เข้าและออกจากบ้าน โดยไม่ทักทายคู่ของคุณ

ความประทับใจครั้งแรก เป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าความสัมพันธ์นั้นจะมีมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่หลายๆคู่กลับพบว่าถ้าละเลยไปแล้ว มันอาจสร้างปัญหาในเวลาต่อมาได้ เช่น ไม่ได้ทักทาย พูดคุย สัมผัส หรืออื่น ๆ กับคู่ของคุณ ตอนออกจากบ้านหรือกลับเข้าบ้าน ถ้าตารางเวลาของคุณไม่ตรงกัน หรือคุณพบว่าตัวเองต้องรีบไป แนะนำให้หาทางทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่จะแสดงให้คู่ของคุณรู้ว่า คุณกำลังคิดถึงเขาอยู่บ้าง

 

2. นำเหตุผลเรื่องงาน มาปนกับเรื่องคู่หรือครอบครัว

ในยุคดิจิตอลนี้ มันเป็นการยากที่จะแยกระหว่างเรื่องงานกับชีวิตในบ้าน เวลามีข้อขัดแย้งขึ้นคุณอาจจะกลายเป็นผู้เติมเชื้อเพลิงให้สถานการณ์ มันแย่ลง มีข้อแนะนำว่า ในกรณีที่เกิดปัญหาที่บ้าน คุณควรพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้เหมือนกับเป็นงานของคุณอีกงานหนึ่ง โดยคู่ของคุณคือเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นคุณจำเป็นต้องสร้างกลยุทธ์สำหรับการทำงานร่วมกับคู่ของคุณด้วยเพื่อให้ความสัมพันธ์ทุกอย่างดีขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

 

3. ไม่ตั้งใจฟังคู่ของคุณ อย่างแท้จริง

วันว่าง ๆ ลองนับคำตอบในการสนทนากับคู่ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องละคร หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ถ้าจำนวนครั้งที่คุณตอบ “อืม” “อือ” หรืออะไรก็แล้วแต่ประมาณนี้ คำลักษณะนี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณไม่ได้ฟังมันจริง ๆ  คู่ของคุณอาจมองว่าคุณกำลังฟังอยู่ แต่ในความเป็นจริง มันบอกได้เลยว่าคุณไม่ได้สนใจกับเรื่องที่เล่าอยู่เลย บางครั้งมันอาจส่งผลเสียในเวลาต่อมา

 

4. อึดอัดที่จะพูดถึงเรื่องเงิน

ไม่ว่าคุณจะมีเงินมากน้อยแค่ไหน มันสำคัญที่ว่าคุณควรต้องพูดคุยกับคู่ของคุณอย่างเปิดเผย ซื่อสัตย์ ตรงไป ตรงมา ไม่ว่าคุณจะมีบัญชีร่วมกับคู่ของคุณหรือไม่ “การวางแผนทางการเงิน” เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการแต่งงานที่มีความสุข แต่ต้องแน่ใจว่าการพูดคุยในเรื่องดังกล่าวเป็นการพูดคุยในรูปแบบหลักการบริหารไม่ใช่พูดเป็นในประเด็นการใช้เงินส่วนตัวของแต่ละคน

 

5. ออกเสียงในลำคอหรือกระแอมบ่อย

เราทุกคนมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่สะดวก ที่พูดกันบ่อย ๆมากคือ กระแอมในลำคอ หลายๆคนกระแอมในลำคอเหมือนเป็นคำตอบให้กับสิ่งที่พวกเขากำลังพูดหรือได้ยินในเรื่องไม่ดี ไม่ถูกใจ “สิ่งนี้จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ถ้าคุณใช้พฤติกรรมที่แสดงออกเวลาเครียด มาเป็นพฤติกรรมปกติในการสื่อสารกับคู่ของคุณ”

 

6. ไม่สนใจในความต้องการของกันและกัน

ลองปรับมาคิดแบบนี้ในทุกๆเรื่อง “ถ้าคุณเข้าไปหาน้ำดื่มสักแก้วในครัว คุณควรถามคู่ของคุณว่าต้องการน้ำด้วยหรือไม่” ในความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งคู่ควรพยายามเติมเต็มความต้องการของกันและกัน อย่าลืมว่า ถ้าคุณกระหายน้ำก็มีโอกาสที่คู่ของคุณกระหายน้ำด้วยเช่นกัน

 

7. เครียดแล้วชวนทะเลาะ

คุณไม่สามารถนำความเครียดของคุณ ไปจุดชนวนทำให้ทะเลาะกันกับคู่ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการนอนไม่หลับ เจ้านายดุ หมุนเงินไม่ทัน พ่อป่วย แม่เจ็บ หรืออื่นๆ ความจริงคือไม่มีเหตุผลใดที่คุณจะนำแรงกดดันในเรื่องเหล่านี้ ไปเป็นชนวนให้เกิดการทะเลาะกับคู่ของคุณ ในทางกลับกัน คุณมีสิทธิที่จะสื่อสารให้เขาหรือเธอได้รับรู้ คิด พิจารณาร่วมกัน  และมีปฏิสัมพันธ์อย่างเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น

 

8. ต่างคนต่างอยู่

แม้ว่าความเป็นอิสระในการดำเนินชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ แต่การใช้ชีวิตคู่ จำเป็นที่จะต้องมีการแบ่งปันกัน การแบ่งปันเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี สมมติว่าคุณกำลังดูทีวีกับคู่ของคุณ คำถามคือ “คุณจะเก็บผ้าห่มไว้ห่มตัวเอง คุณจะให้เขาหรือเธอห่ม คุณจะใช้การแบ่งกันห่ม” อาจฟังดูง่าย แต่การกระทำเล็ก ๆ นี้บ่งบอกว่าความสัมพันธ์ของคุณปกติ หรือคุณอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.yahoo.com
ภาพประกอบ: www.freepik.com


.jpg

ปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำลายสุขภาพจิตของหลาย ๆ คน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงก็ประสบปัญหาเหมือนกัน ปกติแล้วโรคผมร่วงผมบาง เป็นโรคที่พบบ่อยมากในผู้ชายพบได้ประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ และผู้หญิงพบได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ผมร่วงเปรียบเสมือนกระจกส่องสุขภาพ หากมีปัญหาผมร่วง นั่นเท่ากับว่ากำลังมีปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ  ด้วย จึงควรจะรีบมารักษาและหาสาเหตุ ปัญหาผมบางศีรษะล้าน ส่วนใหญ่มาจากพันธุกรรมที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้การจัดการกับปัญหานั้นแลดูจะเป็นเรื่องยาก แต่ด้วยการแพทย์สมัยใหม่ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกเสมอ เรื่องเส้นผมก็เช่นเดียวกัน

 

นวัตกรรมฉีดเกล็ดเลือดเพื่อปลูกผม

นวัตกรรมการฉีดเกล็ดเลือดเพื่อปลูกผมหรือที่เรียกว่า PRP or Platelet Rich Plasma (พลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น) เป็นการฟื้นฟูผมให้เส้นหนา และแข็งแรงขึ้น โดยการเจาะเลือดแล้วนำมาปั่นแยกส่วนที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นออกมา เกล็ดเลือดนอกจากทำหน้าที่หยุดเลือด แล้วยังมีสารโกรท แฟคเตอร์ (growth factor) ต่าง ๆ อยู่เป็นปริมาณมาก ซึ่ง growth factors เหล่านี้จะช่วยสร้างและส่งเสริมการสร้างเส้นเลือด กระตุ้นการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์เส้นผม โดยเฉพาะเซลล์เดอร์มอล พาพิลาบริเวณรากผมและสเต็มเซลล์รากผม เซลล์ผิวหนัง เซลล์กระดูก ช่วยให้แผลสมานได้เร็วขึ้น ด้วยเทคนิคการปั่นแยก PRP ที่จำเพาะ จะทำให้ได้ PRP ที่มีปริมาณเกล็ดเลือดเข้มข้นกว่าเกล็ดเลือดในกระแสโลหิตทั่วไป 3 – 5 เท่า โดยเกล็ดเลือดเข้มข้นที่เหมาะสมในการใช้รักษาเพื่อการปลูกผม ควรมีปริมาณเกล็ดเลือดประมาณ 1,000,000 หน่วยต่อไมโครลิตร

 

 

ขั้นตอนการทำสำหรับผู้เริ่มต้น

  • เริ่มต้นจากนำผู้ป่วยมาเจาะเลือดจากแขนประมาณ ในปริมาณประมาณ 60 – 100 ซีซี แล้วนำไปปั่นในเครื่อง centrifuge ด้วยวิธีพิเศษที่เรียกว่า double spin technique แยกนำส่วนที่เรียกว่า PRP มา ซึ่งมีโกรทแฟคเตอร์ปริมาณมาก
  • นำมาฉีดบริเวณหนังศีรษะที่มีปัญหาผมบาง โดยก่อนฉีด PRP จะมีการฉีดยาชาและทำการกระตุ้นหนังศีรษะด้วย derma stamp (micro needling system) ก่อน โดยปกติแพทย์จะแนะนำให้ทำการรักษาด้วย PRP เดือนละ 1 ครั้ง จำนวน 3 ครั้ง ติดกันหลังจากนั้นจะมีการติดตามผลการรักษาประมาณ 3 – 4 เดือนโดยติดตามการรักษาโดยภาพถ่ายทางคลินิก และภาพถ่ายขยายจากกล้อง dermoscope

 

ข้อดี

  1. เป็นนวัตการรมที่ปลอดภัยสูง เนื่องจากไม่ได้มีการใช้สารเคมีอื่นใด มีโอกาสแพ้น้อยมากเพราะเป็นเลือดของตัวเราเอง
  2. สามารถกระตุ้นทำให้รากผมของผู้ป่วย หากได้รับการรักษาแบบปกติแล้วไม่ดีขึ้น หรือใช้เป็นการรักษาเสริมเข้ามาเพื่อชะลอการหลุดร่วงของเส้นผม ช่วยให้ผมกลับขึ้นมาใหม่ได้เร็วขึ้น
  3. นอกจากนี้เมื่อฉีด PRP ร่วมกับการปลูกผม จะช่วยทำให้ผลการปลูกผมดีขึ้น แผลหายเร็วและแผลเป็นน้อยหรือเล็กลง PRP เองยังสามารถใช้ร่วมกับวิธีการรักษาอย่างอื่นได้ เช่น การทำเลเซอร์ ทรีทเมนท์ วิตามินและยา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ผลข้างเคียงอาจมีอาการเจ็บบริเวณที่ฉีด ผิวหนังแดงแสบ หน้าบวมจากการฉีดเข้าหนังศีรษะบ้าง แต่ไม่นานก็หายเป็นปกติ

ประโยชน์ของการทำ PRP นอกจากจะนำมาใช้ในการปลูกผมเพื่อช่วยสร้างความมั่นใจแล้ว เสริมบุคลิกภาพของคนที่เกิดปัญหาด้านเส้นผม ที่เกิดความอับอาย ขาดความเชื่อมั่น มีผลต่ออาชีพการงานและไม่กล้าเข้าสังคม การทำ PRP จึงเป็นทางเลือกใหม่ ในปัจจุบันมีการนำ PRP มาใช้ทางการแพทย์ในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาฯ ช่วยให้อาการบาดเจ็บของนักกีฬาหายเร็วขึ้น รวมทั้งอาการ ข้อ เอ็น กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ส่วนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อนำ PRP มาช่วยทำให้กระดูกติดเร็วขึ้น แผลหรือเนื้อเยื่อสมานได้เร็วขึ้น ส่วนในวงการทันตแพทย์ใช้ใช้ PRP ในการฝังรากเทียม แพทย์ผิวหนังใช้ในการทำให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์วัย ลบริ้วรอยความเหี่ยวย่นบนใบหน้า

 


ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 

 


Change-life-drinking-water.jpg

เปลี่ยนชีวิตให้สดใสด้วยการ “ดื่มน้ำ” เคยไหมที่บางครั้งอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกหัวตื้อคิดอะไรไม่ออก สายตาพร่ามัว ผิวพรรณหยาบกระด้าง ริมฝีปากแห้งแตกระแหง ดวงตาไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง และรู้สึกง่วงอยู่ตลอดเวลา เมื่ออาการเหล่านี้เกิดกับคุณโดยเฉพาะคุณผู้หญิง อย่าได้มองข้ามอาการเหล่านี้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจเป็นสิ่งบ่งบอกว่าร่างกายคุณกำลังขาดน้ำ ซึ่งในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้คุณติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ มารู้กันว่าการ “ดื่มน้ำ” สำคัญอย่างไร 

 

ตามปกติแล้วปริมาณน้ำที่คุณผู้หญิงควรดื่มในแต่ละวัน อยู่ที่ 8 – 10 แก้ว สำหรับบางคนที่ติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะบ่อย ๆ สามารถดื่มมากกว่านั้นได้ นอกจากนั้น ผู้ที่ติดเชื้อควรเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความอับชื้น โดยเฉพาะหลังจากออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) และปัสสาวะทุกครั้งหลังจากมีเพศสัมพันธ์ด้วย

 

รู้ได้อย่างไรว่า “ดื่มน้ำ” อย่างพอเหมาะ  

ประโยชน์ของการดื่มน้ำให้เพียงพอสำหรับร่างกายมีมากมาย สิ่งที่คุณจะรับรู้ได้อย่างชัดเจนด้วยตัวเอง ก็คือ เมื่อดื่มน้ำสะอาดเพียงพอสำหรับร่างกาย สมองจะสามารถคิด ประมวลผลได้เร็วขึ้น จดจำและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น มีสมาธิในการทำงานเพิ่มขึ้น  ผิวพรรณจะเปล่งปลั่งสุขภาพดี เรียบเนียน ไร้ริ้วรอยเหี่ยวย่น ดูอ่อนกว่าวัย ปวดศีรษะน้อยลง เรียกได้ว่า เปลี่ยนชีวิตให้สดใสด้วยการดื่มน้ำเลยจริงๆ

ส่วนผลลัพธ์ที่อาจมองเห็นไม่ชัดด้วยตาเปล่า เช่น การทำงานของตับและไตจะดีขึ้น ร่างกายจะขับถ่ายของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจวาย เลือดข้น โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

นอกจากนั้น น้ำยังทำให้ข้อต่อแข็งแรง มีความยืดหยุ่นมากขึ้น การดื่มน้ำมาก ๆ ยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย เพราะน้ำจะช่วยขับของเสียออกจากอวัยวะต่าง ๆ ทำให้ร่างกายสะอาดขึ้น คุณจะมีความอยากกินอาหารขยะน้อยลง และกลิ่นปากจะลดลงด้วย

 

ถ้าดื่มน้ำมากเกิน

ในทางตรงข้าม การดื่มน้ำมากเกินไปก็มีโทษเช่นกัน ลองสังเกตร่างกายของคุณว่า ดื่มแค่ไหนจึงรู้สึกพอ เพราะร่างกายจะมีกลไกที่บอกว่าได้รับน้ำเพียงพอแล้วสำหรับระยะเวลานั้น อย่าฝืนดื่มน้ำมากเกินไป โดยในช่วงอากาศร้อนจัดและรู้สึกกระหาย ควรจิบน้ำที่อยู่ในอุณหภูมิห้องทีละน้อย หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำครั้งละมาก ๆ หรือเย็นจัดร้อนจัด สังเกตปัสสาวะของตนเองอยู่เสมอ ปัสสาวะที่มีสีเหลืองเข้มอาจบ่งบอกว่าคุณกำลังขาดน้ำก็ได้ ในขณะที่ปัสสาวะสีเหลืองอ่อน คือ สิ่งบ่งบอกว่าคุณดื่มน้ำอย่างเพียงพอแล้ว

อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดกับคนจำนวนมาก คือ อาการท้องผูก และการดื่มน้ำสามารถช่วยบรรเทาท้องผูกได้เช่นกัน สาเหตุที่ทำให้คนดื่มน้ำน้อยมักท้องผูก เพราะเมื่อขาดน้ำลำไส้จะไปดึงน้ำออกจากอุจจาระเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ทำให้อุจจาระแข็งตัวและขับถ่ายลำบาก วิธีแก้ไขง่าย ๆ เบื้องต้น คือ ลองดื่มน้ำอุ่น ๆ ก่อนนอน 1 แก้ว เพราะน้ำจะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหาร และทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้ดีขึ้น

นอกจากนั้น ผู้ที่ท้องผูกควรรับประทานอาหารจำพวกกากใย ผัก ผลไม้ให้มาก ๆ เป็นนิสัย ขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน อย่านอนดึก หรืออดนอน  และเมื่อร่างกายขับถ่ายของเสียได้ดีขึ้นแล้ว ระบบในร่างกายก็มีแนวโน้มที่จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์และเกิดอาการเมาค้างในตอนเช้า น้ำดื่มสะอาดก็สามารถช่วยคุณให้พ้นจากอาการปวดหัวได้เช่นกัน เพราะน้ำมีคุณสมบัติช่วยขับปัสสาวะ หากคืนไหนรู้สึกว่าดื่มหนัก ๆ ก่อนเข้านอนลองดื่มน้ำดู เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาน้ำจะช่วยขับแอลกอฮอล์ที่ตกค้างในร่างกายของคุณออกไป ช่วยให้คุณฟื้นคืนสภาพได้เร็วขึ้น

นอกจากการดื่มน้ำสะอาดแล้ว ผลไม้ต่าง ๆ ที่มีน้ำอยู่มาก เช่น แตงโม สับปะรด สตรอเบอรี่ แคนตาลูป ส้ม หรือแอปเปิล ก็ยังช่วยดับกระหายและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกายคุณได้ด้วย เพียงแค่เลือกรับประทานบ่อย ๆ เป็นนิสัย คุณก็จะมีสุขภาพดีขึ้นและอ่อนวัยขึ้นได้อย่างง่ายดาย

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ   
แหล่งข้อมูล: www.mindbodygreen.com
ภาพประกอบ:  www.freepik.com


-หลากหลายอาการกับวิธีปรับแก้.jpg

สรีระเท้าที่แตกต่างกันของแต่ละคนอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ โดยปกติอุ้งเท้า (Arch) ซึ่งอยู่ตรงกลางฝ่าเท้าจะมีส่วนโค้งทอดตามแนวยาวของฝ่าเท้า และมีความกว้างในระดับหนึ่ง เพื่อให้เอ็นกล้ามเนื้อและกระดูกเท้าทำงานได้อย่างปกติ อย่างไรก็ตามในแต่ละคนมีอุ้งเท้าแตกต่างกันไป บางคนมีอุ้งเท้าที่สูง (High arch) ในขณะที่บางคนมีอุ้งเท้าแบน (Flat foot) ทั้งสองแบบล้วนส่งผลเสียที่แตกต่างกัน เอาทิ เกิดรองช้ำ ปวดเข่า ปวดข้อเท้า เจ็บเท้าขณะวิ่ง-เดิน เป็นต้น

 

ลักษณะและวิธีการเช็คเท้าแบน

  • ลักษณะเท้าแบน (Flat Feet) คือ ลักษณะของเท้าที่ไม่มีส่วนโค้งเว้าตรงกลางเท้า เมื่อลุกขึ้นยืนฝ่าเท้าจะราบแนบไปกับพื้นทั้งหมด ตรงกลางฝ่าเท้าที่โค้งขึ้นมานั้นคืออุ้งเท้า (Arch) ซึ่งทอดไปตามแนวยาวและแนวขวางของฝ่าเท้า อุ้งเท้าเกิดจากการยึดกันระหว่างเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และกระดูกเท้า โดยเส้นเอ็นที่เท้าและเส้นเอ็นส่วนที่ต่อจากขาส่วนล่างจะยึดกระดูกตรงกลางเท้าเข้ากับเส้นเท้า ทำให้กลางฝ่าเท้าโค้งเข้ามาและไม่ราบไปกับพื้น ภาวะเท้าแบนเกิดขึ้นได้เมื่อเป็นเด็กเล็ก เนื่องจากฝ่าเท้าของเด็กมีไขมันและเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้มองเห็นอุ้งเท้าตรงฝ่าเท้าได้ไม่ชัด แต่เมื่อโตขึ้นช่องโค้งก็จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมา
  • วิธีการเช็คที่ง่ายที่สุด ให้วางเท้าในน้ำให้เปียกจนทั่วฝ่าเท้า และยกวางบนพื้นที่แห้ง สังเกตรูปฝ่าเท้าที่พื้นเปรียบเทียบกับรูปฝ่าเท้าด้านล่าง โดยรูปกลางเป็นรูปอุ้งเท้าปกติ รูปซ้ายเป็นรูปอุ้งเท้าแบน และรูปขวาเป็นรูปอุ้งเท้าสูง

สาเหตุของการเกิดภาวะเท้าแบน

ภาวะเท้าแบนเกิดได้จากหลายสาเหตุ มีทั้งแบบที่เป็นมาแต่กำเนิดและแบบที่เป็นในภายหลัง โดยมีลักษณะเบื้องต้นดังนี้

  • ภาวะเท้าแบนแบบเป็นมาแต่กำเนิด จะมีอยู่ 2 ลักษณะคือ
    1. เท้าแบนแบบนิ่ม (Flexible Flat Foot) ภาวะเท้าแบนลักษณะนี้จัดเป็นภาวะเท้าแบนที่พบได้มากที่สุด พบตอนเป็นเด็ก เมื่อยืน ฝ่าเท้าจะราบไปกับพื้นทั้งหมด แต่เมื่อยกเท้าขึ้นมาจะเห็นช่องโค้งของฝ่าเท้า เท้าแบนแบบนิ่มไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด
    2. เท้าแบนแบบแข็ง (Rigid Flat Foot) จะพบได้น้อย ตรงอุ้งเท้าจะโค้งนูนออก เท้าผิดรูป แข็งและเท้ามีลักษณะหมุนจากข้างนอกเข้าด้านในเสมอ (Pronation) ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดหากต้องยืนหรือเดินมากเกินไป รวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับการสวมรองเท้า
  • ภาวะเท้าแบนแบบเกิดขึ้นภายหลัง มีสาเหตุได้จากหลายปัจจัย เช่น เอ็นข้อเท้าหย่อน โรคข้อรูมาตอยด์ ข้อเท้าเสื่อม กระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทขา เอ็นร้อยหวายสั้น เอ็นเท้าอักเสบ ข้อต่อหย่อน เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถพบได้บ่อยในผู้ที่มีคนในครอบครัวมีภาวะเท้าแบนด้วย

 

อาการที่สำคัญของภาวะเท้าแบน

ภาวะเท้าแบนที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาหากไม่ได้มีอาการเจ็บปวดใด ๆ โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ รู้สึกเจ็บที่อุ้งเท้าและส้นเท้า ฝ่าเท้าด้านในบวมขึ้น ยืนไม่ค่อยได้ หรือเคลื่อนไหวทรงตัวบนเท้าลำบาก เจ็บหลังและขา รองเท้าที่เคยสวมได้ ไม่สามารถสวมได้ และชำรุดเร็วเกินไป ฝ่าเท้าอ่อนแรง รู้สึกชา หรือเกิดอาการฝ่าเท้าแข็ง เป็นต้น

ทั้งนี้หากอาการและสาเหตุของภาวะเท้าแบนถูกปล่อยไว้ ไม่ได้ทำการรักษา จะส่งผลกระทบต่อการเดินของผู้ป่วย ส่งผลให้มีการปวดเท้า ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และอาการอักเสบของเส้นเอ็นที่ใช้ในการเดิน

 

แนวทางการรักษา “ภาวะเท้าแบน”

หากรู้สึกเจ็บป่วยไม่สบายในระหว่างการเดิน วิ่ง โดยมีการตรวจเช็คอุ้งเท้าพบว่าอาจมีความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที ทั้งนี้ภาวะเท้าแบนมีแนวทางการรักษาเบื้องต้นดังนี้

  • การทำกายภาพบำบัด ภาวะเท้าแบนอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บจากการเดินหรือวิ่งมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญจะวิเคราะห์ลักษณะการเดินวิ่งของผู้ป่วย และให้ข้อแนะนำในการปรับลักษณะและเทคนิคการวิ่งให้ดีขึ้น
  • การรักษาด้วยยา ผู้ป่วยที่เกิดอาการเจ็บเท้าเรื้อรังและเท้าอักเสบ จะได้รับยาต้านอักเสบเพื่อบรรเทาอาการปวดบวม
  • การผ่าตัด หากการรักษาภาวะเท้าแบนวิธีอื่น ๆ ไม่ช่วยบรรเทาอาการให้ทุเลาลงได้ หรือสาเหตุของภาวะดังกล่าวทำให้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ศัลยแพทย์จะผ่าตัดให้แก่ผู้ป่วย โดยแตกต่างกันตามสาเหตุ

 

รองเท้า Shcoll ช่วยปรับสภาพอุ้งเท้า อีกทางเลือกช่วย “ภาวะเท้าแบน”

สำหรับผู้ที่เป็นไม่มาก หรือภายหลังจากการเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์แล้ว การปรับลักษณะรองเท้าเพื่อช่วยลดปัญหาการแบนของฝ่าเท้าเป็นอีกวิธีที่เหมาะสม ทั้งนี้การใส่รองเท้าที่พอดี สอดรับกับรูปเท้าจะช่วยในการสร้างสมดุล ลดปัญหาในการทรงตัวและการเดิน สามารถทำกิจวัตรในแต่ละวันได้ใกล้เคียงกับผู้ที่มีอุ้งเท้าปกติ

Scholl Biomechanics เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาโดยนายแพทย์ดร.ฟิลลิป เจ วาสิลี่ ชาวออสเตรเลีย ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก เพราะมีการออกแบบโดยคำนึงถึงแนวความคิดด้านสรีระของผู้สวมใส่เป็นหลัก ให้พื้นรองเท้ามีส่วนโค้งนู้นรับกับอุ้งเท้า ลดปัญหาสุขภาพเท้าที่เกิดจากปัญหาเท้าเอียงเข้าสู่ด้านใน หรือภาวะเท้าแบนได้อย่างตรงจุด และยังช่วยดูแลโครงสร้างของขาและเท้าให้ตรงตามธรรมชาติ

เทคโนโลยี ไบโอปรินท์ เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบพื้นรองเท้าอย่างถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเท้า ที่จะช่วยเสริมระบบการทรงตัวขอร่างกายที่ถูกต้องตามสมดุลในทุกส่วนของเท้า และยังสามารถปรับให้เข้ากับเท้าผู้สวมใส่แต่ละคนได้อย่างเหมาะสม มีส่วนโค้งเว้าเข้ารูปลักษณะเท้าของผู้สวมใส่อีกทั้งยังผลิตด้วยวัสดุที่มีน้าหนักเบาความเบาและคงทน พร้อมด้วยโครงสร้างทางกายวิภาคของช่วงเท้าจึงช่วยรองรับแรงกระแทกจากการเดิน ทำให้สามารถสวมใส่รองเท้าได้นานขึ้น ลดความเมื่อยล้าจากการยืนเดิน รู้สึกสบายเท้า และสร้างสุขภาพที่ดีในขณะก้าวเดิน

อีกส่วน เป็นเทคโนโลยีไบโอเมคคานิกส์ ตัวนี้จะช่วยในการปรับโครงสร้างของเท้า และป้องกันการเดินภาวะเท้าแบนเพราะโครงสร้างของเทคโนโลยีนี้ ออกแบบให้มีส่วนโครงนูน รับกับอุ้งเท้าของผู้ใส่ ยิ่งไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ต้องเดินบนพื้นแข็งๆ ใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะกับโครงสร้างเท้า เช่น รองเท้าส้นแบน,รองเท้าส้นสูง ก็จะทำให้มีความเสี่ยงของการเกิดภาวะเท้าแบนขึ้นได้เช่นกัน และตัวเทคโนโลยีไบโอเมคคานิกส์นี้ นอกจากจะช่วยเรื่องเท้าแบนแล้วยังช่วยดูแลสุขภาพเท้า และยังช่วยลดแรงกระแทกในขณะเดิน และรักษาสมดุลของเท้าด้วย

 

CLAYTON DARK BROWN

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 02 820 8999 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.30 น.
ยกเว้นวันหยุด เสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดราชการ
Facebook : https://www.facebook.com/SchollShoesThailand
Line : http://line.me/ti/p/@schollshoes
Website : https://www.schollshoesthailand.com/store

 

 

 


-UV-ตัวอันตราย-ทำร้ายผิว.jpg

รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสียูวี (UV) แท้จริงแล้วจะมีประโยชน์ในส่วนของการกระตุ้น ให้ร่างกายของเราผลิตวิตามินดี และสามารถใช้ในการรักษาโรค อาทิ ด่างขาว สะเก็ดเงิน และโรคกระดูกอ่อนในเด็ก แต่หากได้รับรังสียูวีเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของเราได้ โดยเฉพาะผิวพรรณของผู้หญิง เราเลยจะเล่าให้ทุกคนฟังถึงอันตรายจากรังสี UV กันค่ะ

 

ผลกระทบของรังสี UV

อย่างที่กล่าวไปนะคะว่ารังสี UV หากได้รับติดต่อกันเป็นเวลานาน จะให้โทษต่อร่างกายของเราได้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเลย ดังนี้

  1. ผิวหนัง ผิวหนังเป็นผลกระทบโดยตรงที่เกิดจากการได้รับรังสี UV โดยอาจทำให้ผิวของเรามีริ้วรอย คล้ำ ไปจนถึงอาการแพ้ ผิวไหม้ จนถึงขั้นเป็นมะเร็งผิวหนังได้เลยนะคะ
    • ผิวคล้ำแดด เป็นปัญหาหนักของสาว ๆ เลยค่ะ ในเรื่องของผิวคล้ำแดด ซึ่งเจ้ารังสี UV เมื่อสัมผัสกับผิวหนัง ร่างกายของเราจะสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้สีผิวของเราคล้ำขึ้น โดยรังสียูวีเอ (UVA) นั้นจะเข้าไปกระตุ้นการสร้างเม็ดสีชั้นนอก หากอยากได้สีผิวเดิมกลับมาจะใช้เวลาไม่นาน แต่รังสียูวีบี (UVB) จะไม่ทำให้สาวๆ คล้ำขึ้นในทันที และใช้เวลานานกว่าสีผิวของเราจะกลับมาเป็นปกติ
    • ผิวไหม้ ผิวไม้เกิดจากเราได้รับรังสียูวีบี (UVB) ในปริมาณสูง จนทำให้เซลล์ผิวชั้นนอกถูกทำลาย ในคนที่แพ้อาจมีการผิวลอก เป็นแผลพุพอง นอกจากนั้นอาการผิวไหม้จากแดดทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย
    • ริ้วรอย เมื่อรังสียูวีเอทะลุผ่านผิวหนังของเรามาถึงชั้นหนังแท้ มันจะเข้าไปกระทบโครงสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้ผิวของเราสูญเสียความยื่นหยุ่น ทำให้เรามีริ้วรอยและผิวหย่อนคล้อยได้
    • อาการแพ้แดด ผู้ที่มีผิวไวต่อแสงหากโดนรังสียูวีในปริมาณเพียงน้อยนิด อาจทำให้เกิดอาการแพ้คล้ายผิวไหม้ได้
    • มะเร็งผิวหนัง มีงานวิจัยอ้างว่ารังสี UV ทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ในร่างกาย และเข้าไปทำลายเซลล์ผิวหนังได้โดยตรง ซึ่งทำให้เป็นมะเร็งได้
  1. ดวงตา ผู้ที่เผชิญกับรังสี UV ในปริมาณที่สูงอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อดวงตาของเราได้ โดยเฉพาะ การเกิด กระจกตาอักเสบและเยื่อบุตาอีกเสบ ต้อกระจก และต้อเนื้อด้วย ดังนี้
    • กระจกตาอักเสบและเยื่อบุตาอักเสบ อาการนี้เกิดจากเราได้รับรังสี UV ในปริมาณสูงเพียงไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดตาแดง แสบ คัน และระคายเคือง โดยอาจมีอาการรุนแรงไปจนถึงขั้นเซลล์ผิวชั้นนอกของลูกตาถูกทำลายจนมองไม่เห็นชั่วคราว
    • ต้อกระจก เกิดจากการมีโปรตีนสะสมปกคลุมเลนส์แก้วตา ทำให้การมองเห็นภาพขุ่นมัว และรังสียูวีบีก็ป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดต้อกระจกได้
    • ต้อเนื้อ เป็นอาการที่เป็นผลมาจากการได้รับรังสียูวีต่อเนื่องเป็นเวลานาน เกิดขึ้นเมื่อมีเนื้อยื่นเข้าไปในตาดำ บดบังการมองเห็นจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด
  2. ระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อน ๆ รู้หรือไม่ว่ารังสียูวีเป็นอันตรายต่อ DNA และส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และเป็นปัจจัยให้ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ทั้งหากได้รับรังสียูวีในปริมาณสูงยังส่งผลให้วัคซีนทำงานได้ไม่เต็มที่

 

การป้องกันตัวเองจากรังสีอัลตราไวโอเลต

  1. หลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วง 9.00 – 14.00 น. เนื่องจากมีความเข้มข้นของรังสี UV สูงมากทั้งยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากออกกลางแจ้งเราต้องทาครีมกันแดดทุกครั้งด้วยนะคะ หรือสวมเสื้อแขนยาว
  2. สวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว และสวมหมวก ถ้าให้การสวมเสื้อแขนยาว และกางเกงขายาวมีประสิทธิภาพมากที่สุดต้องเป็นผ้าทอและมีสีเข้ม เนื่องจากมีประสิทธิในการปกป้องร่างกายได้มากกว่าสวมเสื้อผ้าสีอ่อน หรือเสื้อผ้าที่ใช้สารเคลือบวัสดุสิ่งทอที่มีคุณสมบัติดูดซับรังสี UV
  3. แว่นกันแดด เลือกแว่นกันแดดที่มีเลนส์ขนาดใหญ่และมีคุณสมบัติป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ 99 – 100%
  4. ครีมกันแดด ควรเลือกครีมกันแดดที่ปกป้องผิวได้อย่างครอบคลุม (Broad-Spectrum) ค่า SPF30 ขึ้นไป กันน้ำได้ (Water Resistant) และไม่มีสารเคมีที่ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้

เพียงเพื่อน ๆ ปฏิบัติตามได้ดังต่อไปนี้รังสี UV ปริมาณและเข้มข้นมากมายแค่ไหน ก็ทำอะไรเราไม่ได้ โดยเฉพาะคุณผู้หญิง “ครีมกันแดด” นับว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างมาก และเท่าที่เราสังเกตมาครีมกันแดดของผู้หญิงยังมีการเพิ่มเติมในส่วน “การทาทับเมคอัพ” “การควบคุมความมัน” และยังสามารถ “ปกป้องผิวของเราจากมลภาวะต่างๆได้” เราเลยขอนำเสนอเพื่อนถึงครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติครบจบในอันเดียวคือ Valani Sun Gel เจลกันแดดเนื้อเจลใส

 

กันแดดอย่างไรให้หน้าเรายังเป๊ะ ต้อง “Valani Sun Gel”

เป็นประสบการณ์ใหม่ของครีมกันแดดเลยนะคะ สำหรับ Valani Sun Gel ครีมกันแดดเนื้อเจลใส ที่สามารถกันแดดได้ ควบคุมความมันด้วย ทำให้เมคอัพติดทนนานตลอดทั้งวัน ไม่เกิดปัญหาหน้าไหล หน้าเละ และหน้าลื่นแน่นอน โดยครีมกันแดดมีคุณสมบัติ ดังนี้

  • สามารถดูดซับรังสี UVA/UVB และรังสีอื่น ๆ ได้
  • ปกป้องผิวจากมลภาวะแวดล้อมได้อย่างครอบคลุม
  • Gum-4 เจลให้เนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม ละมุนผิว อ่อนโยนและไม่ทำอันตรายต่อผิวสาวของเราแน่นอน
  • สามารถทาทับเมคอัพได้ เกลี่ยง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ
  • มี Bisabolol เพิ่มความนุ่ม ชุ่มชื้น ลดการระคายเคืองผิว ดูแลปลอบประโลมผิวที่แพ้ง่าย

คุณสมบัติครบถ้วนขนาดนี้เพื่อน ๆ จะพลาดกันได้อย่างไรล่ะคะ ต้องลองใช้สักครั้ง แล้วเพื่อน ๆ จะไม่เปลี่ยนใจแน่นอนค่ะทุกคน แล้วเพิ่มประสบการณ์คุณค่าของผิวสวยยิ่งกว่านั้น หากใช้ควบคู่กับ Valani Opuntia Gold Shower gel ครีมอาบน้ำเนื้อทองคำ ที่สกัดจากต้นแคคตัสแดงที่หาได้จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเท่านั้น สามารถทำความสะอาดผิวให้กระจ่างใส ล็อคความชุ่มชื้นทำให้ผิวของแรงแข็งแรง และบำรุงได้อย่างล้ำลึก

 

Valani sun gel & Valani Opuntia Gold Shower gel สองสิ่งที่ช่วยในการปกป้องผิวและบำรุงผิว ที่สามารถทำให้ผิวพรรณของเรามีสุขภาพผิวที่ดีไปตลอดกาล

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
Dr.Somsak Cosmetic Surgery Clinic
รัชดา 24 สามเสนนอก ห้วยขวาง กทม. 10320
โทร. 095 292 3249
https://www.facebook.com/valaniofficial

 


-UV-อันตรายกว่าที่คุณคิด.jpg

ใกล้เข้าเดือนเมษายน กรมอุตุฯ มีการคาดการณ์ไว้ว่าอุณหภูมิในประเทศไทยจะสูงเกิน 45 องศา แน่นอนว่าสิ่งที่มาพร้อมอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ก็คือ  แสงแดด และรังสี UV ต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับร่างกายของเรา

 

รังสี UV ส่งผลกระทบโดยตรงกับร่างกายของเรา ได้แก่

  1. เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย เนื่องจากรังสี UV ส่งผลกระทบทำให้เม็ดเลือดขาวกระจายตัว ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ทำให้ร่างกายติดเชื้อโรคได้ง่าย
  2. โรคผิวหนัง จริง ๆ แล้วแสงแดดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง โดยทำให้เกิดโรคเอสแอลอี โรคติดเชื้อเริม และลมพิษจากแสงแดดอีกด้วยค่ะ
  3. กระจกตาอักเสบและต้อกระจก ซึ่งรังสี UV มีส่วนทำให้ตาของเราอักเสบ อาการที่เห็นได้ชัดคือแพ้แสงและน้ำตาไกล และอาจทำให้เกิดโรคต้อกระจกในที่สุดค่ะ และที่ร้ายแรงกว่านั้นอาจทำให้ตาบอดได้เลยค่ะ
  4. ผิวมีกระแดด และฝ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณผู้หญิงหลายคนค่อนข้างกังวลใช่ไหมเอ่ย เพราะว่ารังสี UV และ Visible Light มีส่วนทำให้เกิดการผลิตเซลล์เม็ดสีเมลานิน หากเมลานินมีจำนวนมากขึ้น ผิวของเราจะมีความเข้มขึ้น ยังทำให้สีผิวของเราไม่เท่ากัน เกิดกระ เกิดฝ้าตามมาได้
  5. ผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย เพราะว่ารังสี UV นั้นจะเข้าไปลำลายคอลลาเจนที่ชั้นผิวหนังของเรา ทำให้เกิดริ้วรอย หมองคล้ำ และเกิดจุดด่างดำที่ไม่พึงประสงค์ได้ค่ะ

 

วิธีการรับมือกับแสงแดด

  1. ทาครีมกันแดด
  2. ใช้ร่ม ใส่หมวก และแว่นกันแดดทุกครั้งที่ออกจากบ้าน
  3. ใส่เสื้อมีแขนเพื่อปกปิดผัวหนัง
  4. พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วง 10:00 – 16:00 น.

 

วิธีการทาครีมกันแดดอย่างถูกต้อง

  • ควรทาเป็นประจำทุกวันให้เป็นกิจวัตรประจำวัน
  • ควรทาแต่ละครั้งอย่างน้อย 2 มิลลิกรัมต่อตร.ซม. ของผิวหนัง โดยความถี่ขึ้นอยู่กับความโอกาสในการสัมผัสแสงแดด
  • เลือกครีมกันแดดให้เหมาะสมกับสภาพผิวและลักษณะการดำเนินชีวิต

 

SPF คืออะไร

โดยรังสี UV ในแสงแดดมีทั้ง UVA และ UVB โดย UVB จะมีผลกับ ผิวหนังชั้นตื้น ทำให้ไหม้เกรียม และ UVB จะลงสู่ผิวหนังชั้นลึกกว่า ทำให้ของเราผิวคล้ำขึ้น

สำหรับ SPF (Sun Protection Factor) เป็นหน่วยวัดประสิทธิภาพในการกันแดดของแสง UVB เท่านั้น ปกติผิวที่ตากแดดนาน 15 นาทีจะมีอาการแดง หากทาครีมกันแดดที่มี SPF10 ก็จะทำให้ผิวทนแดดได้นานขึ้น 10 เท่าเป็น 150 นาที ผิวจึงจะแดง ส่วนความสามารถในการป้องกัน UVA ของครีมกันแดดจะดูจากระดับของ PA เป็นหลัก ได้แก่

  • PA+ จะป้องกัน UVA ได้ 2 – 4 เท่า
  • PA++ จะป้องกัน UVA ได้ 4 – 8 เท่า
  • PA+++ จะป้องกัน UVA ได้ 8 – 12 เท่า
  • PA++++ จะป้องกัน UVA ได้มากกว่า 12 เท่า

 

รับมือแสงแดด หยุดให้รังสี UV ทำร้ายผิว ด้วย Biore UV Aqua Rich Watery Essence SPF50+ PA++++ ปกป้องผิวถึงชั้นคอลลาเจน

จากการทดสอบเมื่อนำ เม็ดเจลไว้ในแก้วแล้วปิดด้วยฟิล์มใสและทากันแดดไว้ที่ด้านบน ก่อนจะแปะแผ่น Smart Sun ที่ทากันแดดแล้วพบว่า  ผลลัพธ์ที่ได้ Biore UV Essence เซฟได้สูงสุด ขนาดเม็ดเจลในแก้ว นั้นยังคงปริมาณเท่าเดิม ปกป้อง UV ได้ประสิทธิภาพสูงสุด แทบไม่เผยรอยเหี่ยวย่นที่ซ่อนอยู่เลยค่ะ

ซึ่งเป็นครั้งแรกของ Biore UV Aqua Rich Watery Essence SPF50+ PA++++ กันน้ำกันเหงื่อ แต่เนื้อบางเบาพิเศษจนสามารถทาทับเมคอัพได้ เติมได้ระหว่างวัน  และที่นำ เทคโนโลยี Micro Defense ซึ่งเป็น Micro UV Cut Capsule อนุภาคขนาดเล็กระดับไมโคร ป้องกันผิวได้อย่างไร้ช่องว่างถึงร่องผิวลึก แตกต่างจากกันแดดสูตรเดิม ครอบคลุมทั่วทุกตารางผิวแม้ร่องผิวลึก หรือบริเวณร่องผิวที่มีขนาดเล็กกว่า 100 ไมครอน เสมือนเกราะป้องกันไม่ให้รังสี UV แทรกผ่านผิวชั้นนอกเข้าไปทำร้ายคอลลาเจน รวมถึงการผสานคุณค่าของ Hyaluronic Acid, Royal Jelly Extract และ Butylene Glycol ที่ช่วยคงความชุ่มชื่นของผิวไว้อีกด้วย

Biore UV Aqua Rich Watery Essence SPF50+ PA++++

 

คุณสมบัติ

  • Very High Level UVB/UVA Protection: ปกป้องขั้นสุด ได้อย่างทั่วถึงแม้ร่องผิวลึก ด้วยเทคโนโลยี Micro UV-Cut Capsule อนุภาคขนาดเล็กระดับไมโคร ช่วยป้องกันผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำ และผิวแก่ก่อนวัยจากแสงแดดที่ทำลายชั้นคอลลาเจน ด้วย SPF+PA++++
  • Very Water Resistance: กันแดดติดทนนาน ด้วยสูตรกันน้ำกันเหงื่อ
  • Moisture Essence: เนื้อเอสเซ้นส์สัมผัสบางเบาพิเศษ ไม่เหนอะหนะ ทาทับเมคอัพได้ผสาน HyaluronicAcid, Royal Jelly Extract คุณค่าการบำรุงของ Butylene Glycol ช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้น
  • Skin Tested: ผ่านการทดสอบระคายเคืองผิว (Allergy Tested) ผ่านการทดสอบว่าไม่ก่อให้เกิดสิว (Nin – comedogenic Tested)

บอกได้เลยว่า Biore UV Aqua Rich Watery Essence SPF50+ PA++++ สามารถป้องกันผิวแก่ก่อนวัยได้สมบูรณ์แบบที่สุด แต่เนื้อบางเบามาก “ไม่กลัวแก่ ไม่แคร์แดด”

 

ข้อมูลอ้างอิง : www.biorethailand.com

 

 

 


-cyst-โรคภายในที่ผู้หญิงควรรู้.jpg

ช็อกโกแลตซีส โรคภายในที่ผู้หญิงควรรู้ นับวันผู้หญิงหลายคนก็เริ่มที่จะคุ้นหูกับคำว่า “ช็อกโกแลตซีส” หรือโรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า “เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิด” (endometriosis) กันมากขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้ หันไปทางไหนก็ต้องเจอใครสักคนในบรรดาเพื่อนพ้องสาวโสด เป็นโรคฮิตโรคนี้กันเยอะเหลือเกิน

 

ที่มาของชื่อ ถุงน้ำช็อกโกแลต ช็อกโกแลตซีส ก็คือ ถุงน้ำของรังไข่แบบหนึ่ง ซึ่งลักษณะของถุงน้ำชนิดนี้ภายใน จะมีของเหลวที่คล้ายกับช็อกโกแลตเหลว ซึ่งความจริงก็คือถุงเลือด คือจะมีเลือด อยู่ในถุงนั้น เมื่อเลือดหยุดไหลน้ำก็ถูกดูดซึม กลับทำให้เลือดในถุงเข้มขึ้น และเมื่อเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนาน ๆ ก็กลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต สำหรับสาเหตุของการเกิดถุงน้ำช็อกโกแลต

ในทางการแพทย์เชื่อว่า เกิดจากเลือดระดู หรือเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ คือ แทนที่เลือดนั้นจะออกมาทางช่องคลอดของผู้หญิงตามปกติ อาจจะมีเลือดระดู ส่วนหนึ่งมีการไหลย้อนกลับเข้าไปผ่านทางหลอดมดลูก แล้วก็เข้าไปในช่องท้อง ไปฝังตัวที่รังไข่จนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำขึ้น และเนื่องจากลักษณะเซลล์ของถุงน้ำ เป็นเนื้อเยื่อ บุโพรงมดลูกอันหนึ่ง เมื่อผู้หญิงมีประจำเดือน (คือ การที่เยื่อบุโพรงมดลูกลอกตัวออกมา) ถุงน้ำดังกล่าวก็จะมีเลือดออกในถุงด้วย

ดังนั้น ในแต่ละเดือนที่ผ่านไปถุงน้ำ ก็จะมีเลือดออกเพิ่มขึ้น ๆ นั่นหมายถึง ถุงน้ำก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และการที่ถุงน้ำนี้จะใหญ่เร็วมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ของคนคนนั้นว่า จะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่าไหร่ ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็ว ถุงน้ำนั้นก็จะโตขึ้นแบบช้า ๆ

 

ทำไมหญิงยุคใหม่เป็นโรคนี้กันมากขึ้น ?

ถ้านำผู้หญิง 100 คนมาทำการส่องกล้องเข้าไปดูในขณะที่มีประจำเดือน ผู้หญิงเกือบทั้ง 100 คน จะมีภาวะเลือดระดูไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องทุกคน ทำไมบางคน เกิดอาการเป็นถุงน้ำ ซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดมากมาย แต่บางคนไม่เป็น คำตอบคือ คนไข้กลุ่มที่เป็นถุงน้ำมักจะมีปัญหาในเรื่องภูมิคุ้มกันบางอย่างบกพร่อง ซึ่งไม่สามารถจะทำลาย เยื่อบุโพรงมดลูกที่เติบโตผิดที่นี้ได้ ในขณะที่ผู้หญิงปกติทั่วไปจะมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งสามารถทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตผิดที่ได้ ส่วนที่ดูเหมือนกับว่าผู้หญิงในปัจจุบันเป็นโรคนี้กันมาก ก็เพราะความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยี

 

อาการที่น่าสงสัยว่า จะเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต ? 

เมื่อมีประจำเดือน เยื่อบุโพรงมดลูก นี้ก็จะมีเลือดออกด้วยและการที่มีเลือดออกในช่องท้อง ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งการระคายเคืองนี้เองเป็นตัวที่ ทำให้เกิดความเจ็บปวด เพราะฉะนั้นจะสังเกตได้ว่าผู้หญิงที่เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ จะมีอาการปวดท้องมาก เวลาที่มีประจำเดือน

 

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องเป็นอาการปวดปกติ หรือเป็นอาการปวดท้อง ที่เกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ ?

เรื่องนี้คุณหมอสมชายให้รายละเอียดว่า “การที่จะแยกว่าอาการปวดท้อง เมื่อมีประจำเดือนจะเป็นอาการที่บ่งบอกว่าสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึง คือ เรื่องอายุ นั่นคือถ้าอายุยังไม่มาก แล้วปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือน ส่วนใหญ่จะเป็นอาการ ปวดท้องธรรมดา แต่กรณีที่ไม่เคยปวดประจำเดือนมาก่อน พออายุ 30 ปีขึ้นไปอยู่ ๆ ก็มีอาการปวดประจำเดือนขึ้นมา และปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละเดือนที่ผ่านไป อาการดังกล่าวค่อนข้างบ่งชี้ว่าน่าจะเป็น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่”

 

ถุงน้ำช็อกโกแลตเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ?

ผู้หญิงหลายคนที่เป็นโรคถุงน้ำช็อกโกแลต ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำออก และหลาย ๆ กรณีแพทย์บางคนผ่าตัดเอามดลูก และรังไข่ออกไปด้วยในคราวเดียวกันด้วย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: www.sanook.com.(2010).ช็อกโกแลตซีส โรคภายในที่ผู้หญิงควรรู้.9 ตุลาคม 2559.
แหล่งที่มา: www.sanook.com/women/2433/
ภาพประกอบจาก: www.beautyharujournal.blogspot.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก