ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-กับ-การแช่ดีเกลือ.jpg

วันนี้ดูละครเกาหลีแล้ว มีข้อคิดมาแชร์กัน 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ การทำน้ำอุ่นแช่ตัวกรณีที่ไม่มีอ่างอาบน้ำ และกรณีที่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น กับอีกเรื่อง คือ ประโยชน์ของการแช่ตัวด้วย ดีเกลือ ปีนี้เมืองไทยค่อนข้างหนาว การได้อาบน้ำอุ่นก็ช่วยให้เลือดไหลหมุนเวียนสะดวกสบายขึ้น ทำให้ลดอาการปวดเมื่อยได้ในวันที่ต้องเดินเยอะ ๆ หรือวันที่ออกกำลังกายหนัก ๆ ถ้าได้แช่น้ำอุ่นจัด ๆ บวกกับการใช้เกลือ ลดการปวดเมื่อยได้ดีทีเดียว

 

เคยได้ยินเรื่องการใช้เกลือกับการนอนแช่น้ำอุ่น ในเขตชนบทของเกาหลีเหนือ ขอพูดเรื่องบทบาทในละครนิดหนึ่งนะคะ เป็นละครออกมาล่าสุดเลยที่นางเอกจากเกาหลีใต้หลงไปอยู่ในเขตทหารของประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งเขตทหารในเรื่องที่อยู่ติดเขตชายแดน  ก็ค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องความสะดวกสบาย การใช้น้ำใช้ไฟทำให้คิดถึงตอนที่ไปเที่ยวบนดอย หนาวมาก น้ำเย็นเจี๊ยบ แต่คิดว่าปัจจุบัน น้ำ ไฟ ความสะดวกสบายเข้าถึงมากแล้ว

ในเรื่องที่น่าสนใจ คือ ไม่มีตู้เย็น ดังนั้น ก็ใช้วิธีห่อเนื้อแล้วใส่ในตุ่มเกลือ เพื่อรักษาเนื้อไว้ใช้ทานต่อไป ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าทำน้ำอุ่น ในละครใช้วิธีการต้มน้ำร้อนให้ร้อนแล้วก็เอามาใส่ในกะละมังที่พอจะแช่ตัวลงไปได้ แล้วก็หาพลาสติกมาทำเป็นกระโจม ก็คือ ทำราวเหมืนราวตากผ้า แล้วใช้ตัวหนีบผ้า เหน็บพลาสติกไว้ให้เป็นลักษณะกระโจม คลุมให้ทั่วกะละมัง เพื่อลดการระเหยความร้อนออกไปข้างนอก จะเรียกว่าซาวน่าก็ใช่เลย เผื่อเราได้เอาไปใช้แนะนำคนที่อยากอาบน้ำอุ่น ๆ ในเวลาอากาศหนาว ๆ หวังว่าเรื่องราววันนี้น่าจะมีประโยชน์กับใครไม่มากก็น้อย

เรื่องที่เป็นวิชาการหน่อย คือ เรื่อง ดีเกลือ หรือ  Epsom salt ในบ้านเรามี ใช้  2 แบบคือ ดีเกลือไทย และดีเกลือฝรั่ง

 

ดีเกลือไทย และดีเกลือฝรั่ง มีลักษณะและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน

  • ดีเกลือไทย (Na2SO4) หรือโซเดียมซัลเฟต จะเป็นผง มีสีขาว ไม่มีกลิ่น รสเค็ม
  • ดีเกลือฝรั่ง (MgSO4.7H2O) หรือแมกนีเซียมซัลเฟต หรือ Epsom salt จะเป็นผลึก มีสีขาวใส ไม่มีกลิ่น สามารถละลายน้ำได้ มีรสเค็ม


มีการใช้ Epsom salt ค่อนข้างแพร่หลาย โดยเฉพาะสำหรับนักกีฬา หรือบุคคลทั่วไป สรรพคุณมากมาย แต่ที่ชอบมากสำหรับลูกชายที่เล่นกีฬา คือ ประโยชน์ ช่วยคลายเครียด คลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเกร็ง โดยผสมน้ำและนอนแช่น้ำดีเกลือ ช่วยได้ดีเลย

หลังจากละลายในน้ำแล้ว เกลือจะถูกดูดซึมผ่านผิวหนัง มีความปลอดภัยในการใช้ วิธีการผสม คือ ใช้ดีเกลือ หรือ Epsom salt 2 ถ้วยตวง ต่อน้ำแกลลอน ประมาณ 4.5 ลิตร ถ้ามากกว่านี้ก็จะเป็นน้ำกระด้างไป และทำให้ผิวแห้งเกิน ปกติก็ใช้ดีเกลือ  2 ถ้วยตวงต่อน้ำแกลลอน ผสมในอ่างอาบน้ำ แช่อย่างน้อย 15 นาที ถ้าแก้ปวดเมื่อย ก็ให้ใช้น้ำอุ่นอย่าร้อนมาก เพราะอาจจะไม่ยุบบวม นอกจากนี้ ยังใช้เป็นการขับสารพิษได้ด้วย  แถมในบางรายใช้ลดอาการสิวด้วย ทำให้ผมนุ่มสลวย มีสูตรหลายสูตรเลยค่ะ เลือกใช้ได้ตามชอบใจ

 

แมกนีเซียมซัลเฟต

ในทางการแพทย์ นำแมกนีเซียมซัลเฟตเอามาใช้ฉีดเข้าเส้นเลือด ใช้ลดการแข็งตัวของมดลูกในกรณีคลอดก่อนกำหนด และใช้ลดความดันโลหิต ในภาวะครรภ์เป็นพิษ ลดการชักเกร็ง ลดการบวมของสมอง ทางการกินก็เอามาเป็นยาระบายในภาวะท้องผูก

ประวัติของสารตัวนี้ก่อกำเนิดในประเทศอังกฤษ ยุคที่ภัยแล้ง ในปี ค.ศ. 1681 หรือ พ.ศ. 2224 ชายเลี้ยงวัวชื่อ  Henry Wicker ก้มลงดื่มน้ำจากสระน้ำที่  Epsom Common เขาค้นพบว่าน้ำเป็นกรดและขม และทำให้เขาระบายท้อง หรือมีอาการถ่ายเหลวนั่นเอง และหลังจากที่น้ำระเหยไปหมด เหลือแต่ผลึก ก็เลยกลายเป็นเอามาใช้เป็นยาระบาย ในปี ค.ศ. 1755 หรือ พ.ศ. 2318 นักวิทยาศาสตร์ นักเคมีชาวอังกฤษ ทำการศึกษาเกี่ยวกับดีเกลือตัวนี้ และค้นพบว่าสารหลัก คือ แมกนีเซียมซัลเฟต

แมกนีเซียมเป็นสารเกลือแร่ที่สำคํญต่อการดำรงชีวิต ในร่างกายต้องการสารตัวนี้เพื่อการทำงานของกล้ามเนื้อ กระดูก และระบบประสาท ภาวะภูมิคุ้มกัน การเต้นของหัวใจ

 

ข้อดีมากมายแบบนี้ลองเอามาใช้กันดูค่ะ โดยเฉพาะตอนนี้งานวิ่งตามพี่ตูน กำลังเป็นที่นิยมของคนไทยทั้งประเทศ มาลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อกันค่ะ

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


.jpg

เหนื่อยไหมกับการพูดคำว่า “ไม่” กับลูก โดยเฉพาะเรื่องการใช้โทรศัพท์ การเล่นเกมส์ การดูการ์ตูน หรือแม้กระทั่งการดูยูทูป

 

ทุกวันนี้ใครเดินทางด้วยยานพาหนะสาธารณะบ้าง เมื่อปี 2539 หมอได้มีโอกาสไปอยู่ญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 เดือน จำได้ว่าโตเกียวตอนนั้น ในรถสาธารณะรถไฟฟ้า คนสูงอายุขึ้นรถก็จะนั่งหลับตา ก้มหน้า เอาหนังสือมาอ่าน เพราะเด็กวัยรุ่นที่ขึ้นมาจะมีการแสดงความรักกันอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะการสัมผัส กอด จูบ ลูบ คลำ ยังเป็นยุคที่ไม่มีโทรศัพท์ ไวไฟในที่สาธารณะ ตอนนั้นจำได้ว่า แอบดีใจที่บ้านเราไม่มีแบบนี้  แต่ตอนนี้ในบ้านเราตอนขึ้นรถไฟฟ้า  ลองมองไปรอบ ๆ ตัว จะมีเรื่องน่าสนใจ มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้โดยสารเป็นโรคยอดนิยม คือ โรคก้มหน้าก้มตา  ทุกครั้งที่หมอขึ้นรถไฟฟ้า หมอจะพยายามไม่ใช้โทรศัพท์ โดยเฉพาะการสนทนา เพราะทุกคนจะได้ยินหมด แต่ก็มีคนที่เปิดเผย คุยแบบไม่มีการปิดบังใคร เราไม่อยากได้ยินก็ต้องพลอยฟัง และกลายเป็นรู้เรื่องกับเขาไปด้วย แต่ถ้าเราใช้เวลานั้นมองดูรอบ ๆ เราจะแทบไม่อยากมีโทรศัพท์เลยทีเดียว  ยิ่งเห็นภาพที่ถูกส่งกันมา เป็นภาพพระสงฆ์ยืนในรถไฟฟ้า เห็นแล้วมีความคิดกระจัดกระจายกันยังไงบ้างคะ

ทุกคนรู้ดีว่า ถ้าเราลดการใช้โทรศัพท์ โดยเฉพาะเวลาที่เราอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว  ลูกเราก็จะลดการใช้ไปด้วย แต่ทุกวันนี้แม้แต่การที่พาลูกมาหาหมอ มานั่งรอตรวจ ก็จะเห็นว่า มีทั้งพ่อ หรือแม่ หรือลูก ก้มหน้าก้มตา และเมื่อเดินเข้ามาตรวจ ระหว่างการคุย อยากให้ลูกเงียบก็ยื่นโทรศัพท์ให้ลูก เปิดการ์ตูน เปิดยูทูป ถ้าเด็กโตหน่อยก็ห้ามยากขึ้น ไม่เคยเห็นพ่อแม่ห้ามสำเร็จสักที แต่ไม่ใช่ว่าพ่อแม่ทุกคนเป็นแบบนี้กันหมดนะคะ มีกลุ่มที่ไม่ให้ลูกใช้ก็เยอะเช่นกันค่ะ เด็กกลุ่มนี้ก็จะช่างคุย ช่างคิด ช่างถาม พัฒนาการทางด้านภาษา การสื่อสาร จะต่างกับในกลุ่มที่ใช้ชัดเจน  เช่น ห้ามใช้ระหว่างทานอาหาร ก็ต้องมีบทสนทนาที่น่าสนใจแทน กลายเป็นว่าไม่ค่อยมีเรื่องราวมาคุยกัน แถมการพูดคุยน้อยลงไปโดยปริยาย มีอะไรก็ส่งเป็นข้อความแทน ไม่ชอบคุย หมอกลับมองว่า ถ้าไม่เห็นหน้า อย่างน้อยโทนเสียงก็บอกอารมณ์ของผู้พูดได้ว่า เราควรจะฟัง หรือปลอบ หรือควรจะหยุด

มีคนเคยบอกว่า ยกเว้นนั่งในเครื่องบิน หรือรถ อนุญาตให้เด็กเล่นได้ แต่บนเครื่องบิน มีอุปกรณ์ระบายสี วาดรูป หรือขีดเขียน ที่เครื่องบินเคยแจกสมัยลูกหมอยังเล็ก แต่ตอนนี้สายการบินประหยัดของพวกนี้ไปเลย เพราะไม่มีใครขอให้ลูก แถม แอร์ก็ไม่แจกไปด้วย เลยไม่รู้ว่ายังมีไหม การอ่านหนังสือ แทบจะตกอยู่ในกลุ่มของคนรุ่นหมอซะส่วนใหญ่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเราเลือก และเราเลือกที่จะใช้ หรือไม่ใช้ได้  ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เช่นนี้ พ่อแม่สามารถทำได้ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องสม่ำเสมอ และต้องมีความเห็นที่ตรงกัน คำถามที่ต้องตอบลูกได้ คือ ทำไมพ่อแม่ใช้ได้ ทำไมลูกใช้ไม่ได้ พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีของลูกเสมอไม่ว่าในทางบวก หรือทางลบ

บนโต๊ะอาหาร ครอบครัวไหนให้ลูกใช้โทรศัทพ์ระหว่างทานข้าวบ้าง พวกเราที่เป็นพ่อแม่คงไม่คาดคิดว่าการให้ลูกดูการ์ตูน ยูทูป ตอนเล็ก ๆ ระหว่างเราทำงาน หรือป้อนข้าวลูก หรือกล่อมลูกนอน มันจะมีผลในระยะยาว คิด ๆ ดูเหมือนสารเสพติดที่ขาดไม่ได้ในชีวิต ไม่ทำอะไรนอกจากจ้องเข้าไปในจอ เป็นซอมบี้ดี ๆ นี่เอง  หมอเชื่อว่าพ่อแม่หลายคนคงอยากให้ลูกใช้เวลาอยู่กับของพวกนี้น้อยลง

 

ต้องทำยังไง ตามทฤษฎีในเด็กน้อยกว่า 6 ขวบ ราชวิทยาลัยให้ใช้ไม่เกินวันละ 1 ชม. ยากใช่ไหมคะ

ถ้ามีเพื่อนบ้านที่มีลูกอายุไล่เลี่ยกัน ลองคุยกันดูค่ะ หาเวลาตรงกัน มารวมกลุ่มกัน พาลูกไปเล่นด้วยกัน หรือพาลูกเดินหลังทานอาหาร พาลูกไปจ่ายกับข้าว ตลาดนัดหลังบ้าน หรือแม้แต่ในห้าง ชี้ให้ลูกดูว่าอะไรคืออะไร สร้างบทสนทนา สอนคิดเลข อย่าปล่อยให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยง หรือโทรศัพท์ เวลาที่อยู่กับลูกเป็นเวลาทอง แต่ละครอบครัวมีเวลา และวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ถ้าไม่อยากให้ลูกใช้ของพวกนี้ การไม่มี ไม่ซื้อ ก็เป็นวิธีหนึ่งนะคะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเหมาะสม การยอมรับได้ ของแต่ละครอบครัวก็ต่างกัน ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นเพราะอยากให้เลิกใช้ แต่เขียนขึ้นเพื่อบอกว่าทุกคนมีทางเลือกของตัวเอง และไม่ว่าตัดสินใจอย่างไร ผลที่เกิดขึ้นกับลูกในอนาคต ก็ต้องยอมรับได้ ปรับไปตามแต่ครอบครัวกันนะ

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


.jpg

มาคุยกันเรื่องนอน เพราะคำถามนี้ถามง่ายแต่ปฏิบัติกันยาก คุณพ่อคุณแม่ต้องมีระเบียบวินัย และความเห็นตรงกันพอสมควรในการเลี้ยงลูก ยิ่งถ้ามี ปู่ ย่า ตา ยาย ต้องทำข้อตกลงแล้วเดินไปด้วยกันจะดีที่สุดนะคะ

 

การนอนหลับมีผลกับเด็กและผู้ใหญ่ นอนหลับเท่าไหร่ถึงจะพอ หลักการคร่าว ๆ ทางวิชาการ ข้อแนะนำจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศอเมริกัน

  • อายุ 4 – 12 เดือน วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 12 – 16 ชั่วโมง (รวมเวลาการนอนกลางวัน)
  • อายุ 1 – 2 ปี วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 11 – 14 ชั่วโมง (รวมเวลาการนอนกลางวัน)
  • อายุ 3 – 5 ปี วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 10 – 13 ชั่วโมง (รวมเวลาการนอนกลางวัน)
  • อายุ 6 – 12 ปี วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 9 – 12 ชั่วโมง
  • อายุ 13 – 18 ปี วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 8 – 10 ชั่วโมง

 

ส่วนเด็กอายุ  0 – 3 เดือน

ไม่ได้มีข้อกำหนดเพราะว่ามันแตกต่างกันมาก โดยทั่วไปก็จะไปนอนประมาณ 14 – 17 ชั่วโมง เพราะวัยนี้จะมีภาวะหลับตื่นสลับกันไปตลอดทั้งวัน แต่เมื่ออายุได้ประมาณ 4 เดือน จะเริ่มหลับกลางคืนได้ยาวประมาณ 6 ชั่วโมง และเมื่ออายุ 6 เดือน จะสามารถหลับได้นานถึง 10 ชั่วโมง ดังนั้น เราหัดลูกเล็กให้นอนยาวทั้งคืน ไม่ต้องตื่นมากินนมได้ วิธีการที่หมอแนะนำแล้วได้ผล แต่ผู้ใหญ่ในบ้านต้องร่วมมือกันนะคะ

โดยทั่วไปเรามักจะกลัวลูกหิว แต่เด็กที่หมอดูแลมาส่วนใหญ่ ถ้าเป็นลูกชาวต่างชาติ อายุ 1 – 2 เดือน ก็ไม่ตื่นมาทานนมกันแล้ว อาจเป็นเพราะไม่ได้นอนด้วยกันกับพ่อแม่ การถูกรบกวนจากแสง เสียง ก็น้อยกว่า ห้องต้องจัดให้มืด แต่ที่หมอแนะนำ คือ หลังอายุ  9 เดือนไปแล้ว ถ้ายังไม่หลับทั้งคืน หมอแนะนำให้รอ ถ้าเด็กร้อง รอให้เด็กร้องได้นานถึง 45 นาที แต่โดยทั่วไปเชื่อไหมว่า ไม่มีเด็กคนไหนที่ร้องได้นานขนาดนั้นเลย นอกจากผู้ใหญ่ในบ้านใจอ่อน ไปอุ้ม ไปให้นมแบบนี้ วันรุ่งขึ้นเด็กจะร้องนานเป็น 2  เท่า เลยล่ะ ประสบการณ์ของหมอเองที่ผ่านมา พ่อแม่หลายคนทำได้สำเร็จ ใช้กับเด็กที่โตขึ้นก็ได้ อีกอันหนึ่ง ก็คือ การงดนมกลางคืน เด็กที่อายุเกิน 6 เดือนไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้กินนมกลางคืน และวิธีการที่หมอใช้ก็คือว่า เผื่อลูกร้องแทนที่จะให้กินนมก็กินน้ำ เด็กเค้าฉลาดมากการที่เราให้กินน้ำแทนนม เด็กฉลาดมากนะ สุดท้ายจะนอนหลับไปเองโดยที่ไม่ตื่นขึ้นมาอีก แม้กระทั่งวิธีนี้ในเด็กที่โต 4 – 5 ขวบแล้ว ก็ใช้ได้ผล แม่เธอบ่นกับหมอ แต่ปรากฏว่าหมอให้ทำวิธีนี้นะ แม่บอกหมอว่า คุณหมอต้องบ้านแตกแน่ แต่เชื่อไหมว่า แค่สองสามวันก็เดินกลับมาบอกว่าแค่คืนเดียวเท่านั้นที่ตื่น หลังจากที่ไม่มีใครให้นม เธอไม่ตื่นอีกเลย ลองเอาไปใช้ดูนะคะรับรองได้ผลแน่นอน แต่ทุกคนในบ้านต้องอดทน ห้ามยอมแพ้ต่อเสียงร้องเด็ดขาด ถ้าทำไม่ได้ หรือยอมแพ้ ก็ต้องรอไปอีกเดือนก่อนจะลองใหม่

 

ในเด็กโตก็ทำแบบนี้ค่ะ

  1. ตั้งเวลาการนอนและตื่นให้เป็นสำหรับทุกวัน แม้กระทั่งวันหยุด ถ้าผ่อนผันได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
  2. 1 ชั่วโมงก่อนนอน ควรจะเป็นเวลาที่สงบ ไม่ควรจะมีกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานเยอะ เช่น เล่นกัน หรือว่ากระตุ้นเยอะ เช่น ดูทีวี หรือว่าเล่นคอมพิวเตอร์
  3. ไม่ควรเข้านอนด้วยความหิวนม หรือคุกกี้ ก่อนนอน เป็นไอเดียที่ดี หลีกเลี่ยงพวกคาเฟอีน เช่น เครื่องดื่มโซดา ชา กาแฟ ช็อกโกแลต
  4. เด็กควรจะออกกำลังกายนอกบ้านทุกวัน
  5. ห้องให้มันเงียบสงบกับแสงไฟให้ดี อุณหภูมิในห้องให้เหมาะสม
  6. ห้ามใช้ห้องนอนเป็นตำแหน่งที่ทำโทษลูก เช่น ขัง หรือล็อกในห้อง
  7. พวกอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น ทีวี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ควรจะเลิกใช้ 1 ชั่วโมงก่อนนอน ไม่ควรจะมีพวกเหล่านี้ไว้ในห้องนอนของเด็ก เพราะมันจะเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมในการที่เด็กต้องใช้
  8. ในวัยรุ่นก็ควรจะเหมือนกัน ควรจะเข้านอนเป็นเวลาเดียวกัน แล้วก็ไม่ควรจะมีการดื่มอะไรที่มันเป็นคาเฟอีน ไม่ควรจะมีการออกกำลังกายหนัก 3 ชั่วโมงก่อนนอน ไม่ควรจะมีการเล่นคอมพิวเตอร์ หรือว่าใช้โทรศัพท์ 1 ชั่วโมงก่อนนอน

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


-เมื่อประจำเดือนมาเร็ว.jpg

การมีประจำเดือนครั้งแรกของสาว ๆ ในด้านหนึ่งอาจทำให้ได้สัมผัสถึงธรรมชาติของความเป็นผู้หญิงมากขึ้น ในขณะที่อีกด้าน คือ การต้องเรียนรู้ถึงอาการต่าง ๆ ก่อนการมีประจำเดือน หรือที่เรียกว่า “Premenstrual syndrome (PMS)” และอาการปวดท้องประจำเดือนในช่วงนั้น

           

ปัจจุบันนี้มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การมีประจำเดือนเร็ว หรือก่อนอายุ 12 ปี อาจเชื่อมโยงกับปัญหาด้านสุขภาพหลาย ๆ ด้าน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็ว จำเป็นต้องรู้เท่าทันกับปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น ดังต่อไปนี้

 

ความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

ผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากขึ้นถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป นั่นเป็นเพราะการเป็นสาวเร็วนั้น มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

 

ความเสี่ยงต่อการเข้าสู่วัยทองก่อนช่วงวัยปกติ

ข้อมูลจากงานวิจัย ตีพิมพ์ในวารสารที่เกี่ยวกับประจำเดือน ปี 2560 พบว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนในช่วงอายุ 11 ปี หรือน้อยกว่านั้น มีความเสี่ยงสูงถึง 80 % ในการเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนก่อนอายุ 40 ปี ขณะที่มีความเสี่ยงสูงถึง 30% ในการเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนในช่วงอายุ 40 – 44 ปี เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงระหว่างอายุ 12 – 13 ปี

 

ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

มีรายงานพบว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงก่อนอายุ 12 ปี มีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ มากกว่าผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงอายุ 13 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ยังไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีความสัมพันธ์ระหว่างเด็กที่อ้วน ปริมาณเซลล์ไขมันที่มีอยู่มาก อาจส่งผลต่อการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน และการมีประจำเดือน

 

ความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน

จากข้อมูลก่อนหน้าประจำเดือนมาเร็วกว่าปกติ อาจชักนำให้เข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ นำมาซึ่งความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน ทั้งนี้ แนวทางการป้องกันโรคกระดูกพรุนมีหลากหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นออกกำลังกายเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทานแคลเซียม และทานวิตามินดี และยิ่งร่างกายสามารถสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนได้มากขึ้น ก็จะสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้มากขึ้นตามไปด้วย

 

ความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งรังไข่

มีผลวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่สูงกว่าผู้หญิงที่มีประจำเดือนอายุ 14 ปีขึ้นไป ถึงร้อยละ 51 ทั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจนด้วยเช่นกัน

 

ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานไม่ได้มีสาเหตุมาจากการที่ผู้หญิงมีประจำเดือนเร็วกว่าปกติ ความสัมพันธ์อาจเกิดจากไขมันสะสมในร่างกาย เหนี่ยวนำให้มีประจำเดือนที่เร็ว และยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อีกด้วย

 

ความเสี่ยงต่อภาวะการมีบุตรยาก

ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็วกว่าปกติ มีแนวโน้มที่ประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่ลดลง อธิบายง่าย ๆ ก็คือ มีไข่ (Ovarian) ที่พร้อมในการปฏิสนธิน้อยลง  เรื่องนี้อาจต้องปรึกษาสูตินรีแพทย์ เพื่อวางแผนการแก้ไขหากจำเป็น

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ   
แหล่งข้อมูล: www.womenshealthmag.com
ภาพประกอบ: www.istockphoto.com


-ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด.jpg

การตรวจภายใน ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ประโยคสั้น ๆ นี้ที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่สบายใจไปตาม ๆ กัน หากต้องรับการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นหญิงมีบุตรแล้ว หรือหญิงที่ยังไม่แต่งงานก็ตาม อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการตรวจภายในเป็นการตรวจทางการแพทย์ ที่ผู้หญิงทุกคนจำเป็นต้องตรวจตามความเหมาะสม

 

ผู้หญิง ควรจะตรวจภายในเมื่อไร ตรวจแล้วจะบอกอะไรได้บ้าง เวลาตรวจควรเตรียมตัวมาอย่างไร การตรวจภายในทำได้ทุกอายุของผู้หญิงเลย ถ้าเกิดมีตกขาวผิดปกติ มีเลือดออก ช่องคลอดมีกลิ่น ปวดท้องน้อย สงสัยมีก้อน หรือมีน้ำในท้อง ในเด็กวัยอนุบาล ประถม ก็ตรวจได้ถ้ามีอาการผิดปกติดังกล่าว จะมีเครื่องมืออันเล็กเหมือนที่ตรวจรูจมูก บางครั้งสูตินรีแพทย์ใช้นิ้วก้อยตรวจได้ หรือตรวจทางทวารหนักแทน

เด็กผู้หญิง ที่มีเพศสัมพันธ์เร็วตั้งแต่วัยรุ่นก็สามารถตรวจได้ เพื่อรักษาโรคทางเพศสัมพันธ์ ตกขาว เลือดออกผิดปกติ ปวดท้องน้อย หรือเกิดโชคร้ายท้องนอกมดลูก เป็นถุงน้ำที่รังไข่ ก็สามารถตรวจภายในวินิจฉัยได้

ส่วนผู้หญิงโสด ถ้าประจำเดือนปกติ ตรวจสุขภาพทั่วไปและอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกปกติ จะเริ่มตรวจภายในเช็คมะเร็งปากมดลูกตอนอายุ 30 ปีขึ้นไปก็ได้

 

ในการตรวจภายใน สิ่งที่ต้องคำนึงด้วยเสมอเพื่อมิให้วินิจฉัยโรคผิดพลาด

เรื่องประจำเดือน ซึ่งต้องเน้นรายละเอียดและความแม่นยำที่ถูกต้อง ในบางครั้งคำนำหน้าชื่อของผู้หญิงที่ยังเป็นนางสาว มิได้ยืนยันการไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ถ้าเชื่อตามคำนำหน้าชื่ออาจทำให้วินิจฉัยโรคผิดพลาดได้ การสอบถามประวัติของแพทย์ และการให้ข้อมูลที่เป็นจริงของผู้ได้รับการตรวจ เป็นเรื่องสำคัญมาก ที่เคยเจอมาแล้วก็คือ สูตินรีแพทย์บางคนเกรงใจไม่กล้าถามมาก ปรากฏว่าได้ผ่าตัดสิ่งที่คิดว่าเป็นเนื้องอกในมดลูก ที่มีขนาดเท่าอายุครรภ์ 4 เดือนออกไป หลังจากตรวจชิ้นเนื้อกลับ พบว่า เป็นเด็กทารก เป็นที่น่าเสียใจว่าเธอถูกตัดมดลูกออกไปโดย ที่ไม่มีโอกาสมีบุตรอีก เพราะพยายามปิดบังข้อมูลกับแพทย์ และแพทย์ท่านนั้นก็ไม่นึกว่าเธอจะมีเพศสัมพันธ์จนมีบุตร เพราะลักษณะภายนอกเธอเป็นผู้ดี และเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้

เพราะฉะนั้น การซักประวัติส่วนตัวอย่างละเอียดเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ การใช้ยาคุม จำนวนบุตร การแท้งธรรมชาติ หรือการทำแท้ง จะมีประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคมาก ขอให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่แพทย์จำเป็นต้องถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เด็กผู้หญิงบางคนจะใจแข็งมาก บางครั้งอยู่ที่หอพักเดียวกัน พากันมาส่งเพราะมีอาการปวดท้องน้อยรุนแรง ท้องป่อง แพทย์ห้องฉุกเฉินนึกว่าปัสสาวะไม่ออกเลยปวด กำลังจะสวนปัสสาวะให้ ปรากฏว่าเบ่งแป็บเดียวเด็กออกมาเลย ก็เคยพบกันบ่อย ๆ นอกจากนี้ ยังมีบางคนที่มารดาพามาตรวจ นึกว่าเป็นโรคท้องป่องท้องมาร นึกว่าใครเสกอะไรเข้าท้อง พอหมอตรวจท้อง ฟังแล้วพบว่ามีเสียงหัวใจอีกดวงก็ยังไม่ยอมรับ ผู้หญิงเรามักจะใจแข็งจริง ๆ แต่พอเอกซเรย์ดูจึงเห็นกระดูกศีรษะ ซี่โครง แขนขา มารดาเข่าอ่อนไปเลยก็มี ส่วนใหญ่มารดาของเด็กสาวมักจะห้ามบอกบิดา เพราะบิดาจะอารมณ์รุนแรงรับไม่ได้ ทั้งที่พ่อแม่ควรให้อภัยแก่ลูกสาว บางเรื่องพลาดแล้วย้อนกลับคืนไม่ได้ แต่โอกาสทำความดีต่อไปของคนเรายังมี อย่าไปด่าว่า หรือทุบตีรุนแรงเลย

ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ในบางครั้งระยะที่ขาดประจำเดือนกับขนาดท้องไม่สัมพันธ์กัน เป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่เสมอ ต้องติดตามดูอาการ และได้รับการตรวจครรภ์ตามแพทย์ และใส่ใจประเมินครบกำหนดคลอด บางคนมีลูกมา 2 – 3 คนแล้ว ท้องลาย ก้นลาย แต่มาบอกหมอสูติว่าท้องแรก เอ้า…ท้องแรกก็ท้องแรก แต่เวลาคุณเธอคลอดเราต้องระวัง เพราะท้องแรกจะคลอดช้า ท้องสองและสามจะไวมาก หมอสูติต้องเตรียมพร้อม

 

เรื่องอาการทางกระเพาะปัสสาวะ มักเกี่ยวข้องกับช่องคลอดและมดลูกเสมอ ในเรื่องการรักษา เช่น ถ้ากระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ๆ รักษาไม่หาย ควรนึกถึงการอักเสบเรื้อรังในช่องคลอดด้วย บางครั้งปัสสาวะไม่ออก เพราะมดลูกจากผู้หญิงที่เบ่งลูก หลายคนเอ็นที่ยึดมดลูกจะไม่ตึง ทำให้มดลูกหย่อนมาจุกตรงช่องคลอด กดช่องปัสสาวะทำให้ปัสสาวะไม่ออก

การเก็บตัวอย่างเซลล์จากปากมดลูก และช่องคลอดนำส่งตรวจหามะเร็งต่อไปจาก

  1. มดลูก
  2. ปากมดลูก
  3. ช่องคลอด
  4. คีมปากเป็ด

 

เรื่องควรรู้เพื่อเตรียมตัวรับการการตรวจภายใน

ผู้หญิงสามารถตรวจภายในได้ทุกเวลา ยกเว้นช่วงที่มีประจำเดือน แต่ถ้ามีเลือดออกผิดปกติไม่ใช่ประจำเดือนก็ตรวจได้เลย จะได้ดูจุดที่เลือดออก สีของเลือด ปริมาณมากน้อยแค่ไหน วินิจฉัยได้แม่นยำ ไม่ต้องรอเลือดหยุด ซึ่งควรเตรียมตัวก่อนรับการตรวจภายในดังนี้

  • ควรปัสสาวะทิ้งให้หมดก่อน เพื่อที่แพทย์จะได้คลำขนาดมดลูกและปีกมดลูกให้ชัดเจน
  • ถ้ามีปัญหาเรื่องกระเพาะปัสสาวะ สูตินรีแพทย์อาจสวนตรวจเพาะเชื้อโรค และให้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อโรคนั้นๆ
  • ถ้ามีปัญหาเรื่องตกขาวมีกลิ่น คัน ตกขาวเปลี่ยนสี ไม่ควรสอดยามาเอง ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ตรวจเชื้อได้ถูกต้อง ให้ยาได้ทันท่วงที ถ้าสอดยามาจะมียาเต็มในช่องคลอด จะตรวจไม่ได้
  • ไม่ควรใช้น้ำยาล้างลึกเข้าไปในช่องคลอดก่อนมาตรวจมะเร็งปากมดลูก หรือมาตรวจการ เพราะภาวะความเป็นกรดด่างถูกทำลาย เซลล์ที่หลุดลอกออกมาถูกล้างไปหมด
  • ไม่ต้องงดอาหารและน้ำดื่มมาในการตรวจภายใน มาตรวจได้เลย ทางสูตินรีแพทย์จะตรวจคลำเต้านมให้ด้วย ถ้ามีน้ำไหลจากหัวนมจะบีบใส่ slideไปตรวจเซลล์มะเร็ง
  • ในการวินิจฉัยบางโรค เช่น เยื่อบุมดลูกอยู่ผิดที่ อาจตรวจทางทวารหนักร่วมด้วย โดยใช้นิ้วชี้ตรวจทางช่องคลอด นิ้วกลางตรวจทางทวารหนัก และอีกมือคลำหน้าท้องด้วย
  • เวลาตรวจภายในจะเริ่มจากดูต่อม Bartholin และต่อม Skene ซึ่งหลั่งสิ่งหล่อลื่นในช่องคลอด รวมทั้งกลิ่นด้วยว่ามามีหนอง หรือเป็น cyst ไหม มีการหย่อนด้านหลังของผนังช่องคลอดไหม ตรวจดูว่าหูรูดกระเพาะปัสสาวะหย่อนหรือไม่ ให้เบ่งดู หรือไอดู ขณะมีน้ำปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะอยู่เต็ม ว่าเล็ดกระเด็นออกมาหรือไม่ มดลูกเคลื่อนต่ำลงมาหรือเปล่า มีหนองอยู่ในที่ปัสสาวะและในช่องคลอดหรือไม่ สังเกตปากมดลูกว่าปลิ้น มีรอยฉีกขาดอักเสบเรื้อรัง หรือมีหนองจากรูมดลูกหรือไม่ จังหวะนี้ก็จะตรวจมะเร็งปากมดลูกจากรูมดลูก รอบคอมดลูก และด้านหลังของช่องคลอดส่วนลึกต่ำกว่าปากมดลูก นอกจากนี้ ก็จะคลำขนาด ตำแหน่งการเคลื่อนไหวของมดลูก กดแล้วเจ็บหรือไม่ รวมทั้งผิวเรียบหรือไม่ และคลำปีกมดลูก 2 ข้างด้วย เพื่อดูเนื้องอกรังไข่และท่อรังไข่ ว่ามีความผิดปกติอย่างไรหรือไม่

การตรวจภายในไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่อย่างใด แต่จะกลับทำให้ผู้หญิงเรามั่นใจได้ว่าสุขภาพสตรีของตัวเองนั้นปกติดีหรือไม่ หรือหากพบความผิดปกติก็จะได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ ง่ายต่อการรักษาและหายได้เร็ว ลดโอกาสการสูญเสียต่าง ๆ ได้มากกว่าค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: นิตยสาร Health Today.(2010).ตรวจภายในไม่น่ากลัวอย่างที่คิด. 24 ธันวาคม 2557.
แหล่งที่มา: www.healthtodaythailand.net
ภาพประกอบจาก: www.yourhealthyguide.com


-สมดุลดีหรือเปล่า.jpg

สำหรับคุณผู้หญิง หากคุณรู้สึกใจลอย หงุดหงิด หรือไม่สบายใจบ่อย ๆ แล้วละก็ อย่ารีบตัดเรื่องของฮอร์โมนออกไป เพราะฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงจะขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอด และสามารถเกิดภาวะฮอร์โมนแปรปรวน ขาดความสมดุล ซึ่งแสดงออกให้เจ้าตัวรับรู้ได้ในหลาย ๆ อาการ ดังนี้  

 

ประจำเดือนมาไม่ปกติ

ประจำเดือนของผู้หญิงจะมาทุก ๆ 21 ถึง 35 วัน แต่ถ้าคลาดเคลื่อนหรือไม่มา นั่นอาจหมายความว่า ฮอร์โมนคุณผิดปกติ เกิดความไม่สมดุล โดยอาจมีฮอร์โมนบางอย่างมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ประจำเดือนที่มาไม่ปกติอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพ ได้ ดังนั้นจึงควรรีบปรึกษาแพทย์ในทันที

 

ปัญหาการนอน

หากนอนไม่หลับ หลับไม่สบาย หลับไม่สนิท นั่นอาจเป็นเพราะฮอร์โมน ปกติแล้วโปรเจสเตอโรน เป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้นอนหลับได้อย่างปกติสุข แต่ถ้าวันไหนฮอร์โมนตัวนี้ลดน้อยลง เมื่อนั้นคุณก็จะไม่มีโอกาสหัวถึงหมอนได้อย่างสบาย ส่วนถ้าฮอร์โมนเอสโตรเจน ในร่างกายต่ำจนเกินไป อาจทำให้รู้สึกวูบวาบ ตื่นกลางดึก เหงื่อออกขณะหลับได้ ดังนั้นปัญหาหลักอามาจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนสองตัวนี้

 

เป็นสิวเรื้อรัง

ปกติแล้วสิวมักจะมีในช่วงมีประจำเดือน แต่ถ้าพ้นช่วงนั้นแล้ว สิวยังไม่หาย อาจเป็นอาการของฮอร์โมนไม่ปกติ ฮอร์โมนตัวนี้มีชื่อว่า เอนโดรเจน เป็นฮอร์โมนเพศชายที่พบได้ทั้งในชายและหญิง โดยจะทำให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมามากมาย จนเข้าไปอุดตันในรูขุมขน และทำให้เกิดสิวได้ในที่สุด

 

ความจำเลอะเลือน

การแปรปรวนของฮอร์โมนเอสโตเจนและโปรเจสเตอโรน สามารถทำให้สมองเลอะเลือน จำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะฮอร์โมนเอสโตเจนส่งผลกระทบต่อสารเคมีในสมองที่เป็นสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสมาธิและความจำ โดยเฉพาะในช่วงใกล้ๆรวมถึงช่วงหมดประจำเดือน อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวอาจมาจากสาเหตุอื่นๆได้ด้วย

 

อาการปวดท้อง

ท้องคนเรานั้นประกอบไปด้วยเซลล์ที่เป็นตัวรับ โดยจะมีปฏิกิริยากับฮอร์โมนเอสโตเจนและโปรเจสเตอโรนเมื่อฮอร์โมนไม่สมดุล จะส่งผลทำให้การย่อยอาหารผิดปกติ เกิดท้องร่วง ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ ซึ่งหากเจอปัญหาการย่อยอาหาร ร่วมกับปัญหาสิวและอ่อนเพลียด้วยแล้ว เป็นไปได้ว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายคุณกำลังแปรปรวน

 

อ่อนเพลียทั้งวัน

หากคุณอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา เป็นไปได้ว่าฮอร์โมนไม่สมดุล โดยหากคุณมีโปรเจสเตอโรนมากเกิน จะทำให้ง่วงนอน  และหากฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์น้อยเกิน  ก็จะทำให้คุณอ่อนเพลีย ซึมเศร้า น้ำหนักเพิ่ม หากจำเป็น การตรวจเลือดดูระดับของฮอร์โมน จะทำให้รู้สาเหตุได้ดีขึ้น

 

ฮอร์โมนของคุณ สมดุลดีหรือเปล่า

 

อารมณ์แปรปรวนและซึมเศร้า

หากฮอร์โมนต่ำลง หรือเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ ทำให้อารมณ์แปรปรวน และเกิดอาการซึมเศร้า จากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง เช่น เอสโตเจนส่งผลต่อเซโรโทนิน (Serotonin) โดพามีน (Dopamine) และนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ซึ่งเป็นสารเคมีในสมอง

 

อยากอาหารและน้ำหนักขึ้น

หากคุณซึมเศร้าหรือหงุดหงิดใจจากฮอร์โมนเอสโตเจนต่ำลงแล้ว คุณอาจอยากกินอาหาร จนไม่สามารถหยุด ทำให้น้ำหนักขึ้นได้ ทั้งนี้หากมีเอสโตรเจนน้อย จะส่งผลต่อฮอร์โมนเลปติน ซึ่งช่วยควบคุมความอยากอาหาร ร่างกายจึงอยากกินอาหารมากขึ้น

 

อาการปวดหัว

มีหลายสาเหตุที่ทำให้ปวดหัว โดยหากฮอร์โมนเอสโตเจนต่ำ ก็สามารถทำให้ปวดหัวได้  สังเกตง่ายๆว่าถ้าปวดหัวช่วงเดิมๆทุกๆเดือน เช่น ช่วงก่อนหรือขณะมีประจำเดือน ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เป็นเพราะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

 

อวัยวะเพศแห้ง/ระคายเคืองผิดปกติ

ถ้าคุณรู้สึกว่าตรงนั้น แห้งหรือระคายเคือง หนึ่งในสาเหตุเกิดจากฮอร์โมนเอสโตเจนต่ำ เพราะเอสโตรเจนช่วยทำให้เนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดคงความชุ่มชื้นและไม่ระคายเคือง

 

อารมณ์ทางเพศลดลง

หากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนน้อยลง แน่นอนว่าความสนใจทางเพศของคุณในช่วงนั้น ๆ จะน้อยลง คงต้องมองหาสาเหตุเพื่อทำการแก้ไขกันต่อไป

 

ขนาดหน้าอกเปลี่ยน

ฮอร์โมนเอสโตเจนที่น้อยทำให้เนื้อเยื่อบริเวณเต้านมมีน้อย ในทางกลับกันเอสโตรเจนที่มาก จะทำให้เต้านมแน่นขึ้น แต่อาจจะทำให้เกิดเป็นก้อนซีสขึ้นได้ ดังนั้นหากมีปัญหาเรื่องขนาดเต้านมเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาแพทย์ทันที ถึงแม้จะไม่มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยก็ตาม

 

ฮอร์โมนในร่างกายไม่ปกติ อาจทำให้คุณรู้สึกไม่สบายกาย ไม่สบายใจได้ แต่คุณหากเปลี่ยนเรื่องดังกล่าวให้เป็นพลัง ในการลุกขึ้นมาออกกำลังกายเรียกเหงื่อ เรียกฮอร์โมนเอ็นโดฟินหรือสารแห่งความสุข ขึ้นมาชดเชยได้แล้ว คุณก็จะมีสติและสามารถผ่านเรื่องราวไปได้

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.webmd.com
ภาพประกอบ: www.pexels.com


10-เคล็ดลับ-การดูแลสุขภาพผู้หญิง.jpg

สาว ๆ ทั้งหลาย ช่วงเวลาที่เราได้พูดคุย ปรึกษาคุณหมอนั้น มีน้อยและก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วถ้าคุณหมอมีเวลามากขึ้น เขาก็อาจจะบอกกับคุณถึงวิธีการดูแลสุขภาพผู้หญิง อย่างที่สูตินรีเวชผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ดังนี้

 

สุขภาพผู้หญิงดูแลง่าย ๆ

  1. ขจัดความเครียด
    ปัญหาใหญ่ที่สุดที่พบในผู้ป่วยส่วนใหญ่คือ การที่ทุกคนมีสิ่งที่ต้องจัดการมากเกินไปและพวกเขาต้องการทำทั้งหมดให้ออกมาดีในทุก ๆ เรื่อง ความเครียดนั้นมีผลกระทบที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นจากภาวะมีบุตรยากซึ่งเป็นที่มาของความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคหัวใจ ดังนั้นลองหาวิธีที่เหมาะกับคุณในการลดความเครียดและนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของคุณเอง
  2. เลิกอดอาหาร
    การกินเพื่อสุขภาพไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเลิกดื่มไวน์ หรือลืมเค้กช็อคโกแล็ตสุดโปรดตลอดชีวิตของคุณ กุญแจที่สำคัญคือ การกินในปริมาณที่พอเหมาะ กินโปรตีน ไขมันชนิดดี คาร์โบไฮเดรตชนิดดี และอาหารจำพวกกากใย
  3. อย่ากินแคลเซียมมากเกินความจำเป็น
    การได้รับแคลเซียมมากเกินความจำเป็นทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไตและโรคหัวใจอีกด้วย ผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี ควรได้รับแคลเซียมเพียงวันละ 1,000 มิลลิกรัม ในขณะที่ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1,200 มิลลิกรัมต่อวันโดยดูดซึมผ่านสารอาหาร อาหาร 3 ประเภทที่มีปริมาณแคลเซียมสูง คือ นม ปลาแซลมอน และอัลมอนด์
  4. ทำมากกว่าแค่การออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการเต้นของหัวใจ
    ในหนึ่งสัปดาห์ผู้หญิงเราควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 3 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ผสมผสานการออกกำลังกายทั้งแบบกระตุ้นหัวใจ (Cardio) สลับกับการใช้น้ำหนักตัวเป็นตัวช่วย (Weight-bearing) เพื่อช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ โรคมะเร็งและโรคเบาหวาน  นอกจากนี้การออกกำลังกายยังส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพจิตของผู้หญิงเรา
  5. วางแผนการมีบุตร
    ในช่วงอายุ 30 ปีปลาย ๆ หรือแม้แต่ในช่วงอายุเริ่ม 40 ปีต้น ๆ มักไม่พบปัญหาจากการตั้งครรภ์ แต่ความพร้อมของด้านร่างกายในการมีบุตรจะเริ่มถดถอยเมื่อเริ่มมีอายุ 32 ปีขึ้นไป ดังนั้นหากคุณวางแผนจะมีลูก ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น การฝากไข่ เป็นต้น
  6. คุณค่าของการคุมกำเนิด
    บางครั้งการคุมกำเนิดอาจทำให้คุณถูกมองแง่ลบ แต่การคุมกำเนิดไม่เพียงแต่จะป้องกันไม่ให้ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรแล้ว จากการศึกษาพบว่ายังสามารถลดความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ได้ เช่นเดียวกัน นั่นคือการทำให้ประจำเดือนมาตามรอบปรกติ
  7. พบแพทย์เป็นประจำทุกปี
    ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 21 ปี ทุก ๆ 3 ปี ควรแน่ใจว่าคุณได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap test) สำหรับช่วงวัย 30 – 65 ปี ทุก ๆ 5 ปี คุณควรได้รับการตรวจทั้งคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและเชื้อ HPV (HPV test) เมื่ออายุเกินกว่านี้อาจไม่จำเป็นต้องตรวจถ้าแพทย์ระบุว่าคุณมีความเสี่ยงต่ำ แต่หากคุณยังคงมีกิจกรรมทางเพศและมีความเสี่ยงสูงในการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์  คุณควรตรวจหาเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia) เชื้อหนองในแท้ (Gonorrhea) และเชื้อซิฟิลิส (Syphilis) เป็นประจำทุกปี และควรตรวจหาเชื้อเอชไอวีอย่างน้อยหนึ่งครั้งและถ้าคิดว่าเสี่ยงก็ควรตรวจบ่อย ๆ  ยิ่งไปกว่านั้นห้ามลืมตรวจสุขภาพประจำปีเด็ดขาด เพราะแพทย์จำเป็นต้องประเมินปัญหาอื่น ๆ อีกด้วย เช่น การติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น การคุมกำเนิด และปัญหาทางเพศอื่น ๆ
  8. เพศสัมพันธ์ที่ดีช่วยได้
    เซ็กส์ช่วยลดความเครียดและอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ ถ้าคุณรู้สึกมีความสุขไปกับมัน แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าเพศสัมพันธ์ยังไม่ดีพอจากปัญหาต่าง ๆ เช่น น้ำหล่อลื่นแห้ง หรือรู้สึกเจ็บ ลองปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีแก้
  9. พักผ่อนให้มากขึ้น
    แต่ละคนมีการนอนหลับหรือการพักผ่อนที่แตกต่างกัน แต่ถ้าคุณมีปัญหาไม่อยากตื่นนอนตอนเช้า เหนื่อยง่าย หรือไม่มีสมาธิ เป็นสัญญาณว่าคุณอาจจะพักผ่อนไม่เพียงพอ มากไปกว่านั้นงานวิจัยล่าสุดพบว่า การพักผ่อนน้อยอาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น
  10. การประเมินประวัติทางพันธุกรรม
    ปัจจุบันแพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และโรคเรื้อรังต่าง ๆ จากประวัติทางพันธุกรรมของบุคคลในครอบครัว ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ และพิจารณาหาวิธีปเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวได้

 

เพศหญิงเป็นเพศที่มีรายละเอียดในการดูแลสุขภาพที่ค่อนข้างแตกต่างกันไป นั่นเพราะส่วนหนึ่งมาจากฮอร์โมนและประจำเดือนของเราในแต่ละรอบอายุ อย่างไรก็ดีวิธีการดูแลสุขภาพผู้หญิงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ยากจนเกินไป เพียงแค่เราใส่ใจและหมั่นสังเกตด้วยความรอบคอบ ก็สามารถมีสึขภาพสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมรับมือกับทุกช่วงวัยที่ก้าวเข้ามา

  

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com
ภาพประกอบ: www.pixabay.com

 


-ๆ-กับอาการก่อนหมดประจำเดือน.jpg

“วัยทอง” หรือวัยหมดประจำเดือน (Menopause) เป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนรู้ว่าจะเกิดขี้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าเรื่องทั้งหมดจะถูกต้องตามความเข้าใจ เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดตามมาหลังจากหมดประจำเดือนนั้น ย่อมแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน และวัยทอง ก็ไม่ได้น่าหวาดกลัว หรือแย่เสมอไป ถ้ามีความเข้าใจอย่างถูกต้อง มาติดตามกันว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

 

วัยทองของทุกคนจะเริ่มที่อายุ 50 เท่านั้น

ความเข้าใจที่ว่าผู้หญิงจะหมดประจำเดือน ในช่วงเข้าสู่วัย 50 เท่านั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด ความจริงขึ้นอยู่กับการทำงานของรังไข่ในแต่ละคน ว่าจะชะลอจนถึงหยุดผลิตไข่ในช่วงอายุเท่าใด ทั้งนี้สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 40 ขึ้นไป โดยจะมีอาการก่อนหมดประจำเดือน เช่น ประจำเดือนมามาก-มาน้อยกะปริดกะปรอย ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ ปัสสาวะบ่อย อื่นๆ เป็นอาการนำ

 

การเปลี่ยนสู่วัยทองเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ใช้เวลาไม่นาน

การเข้าสู่วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนอย่างแท้จริงนั้น รังไข่จะมีการเปลี่ยนแปลงการทำงาน ส่งผลให้เกิดความผันผวนของระดับระดับฮอร์โมน เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน จนเกิดอาการต่างๆอันเป็นสัญญาณเตือนก่อนเข้าสู่วัยทอง เช่น นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย อาการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นล่วงหน้าได้ ทั้งในช่วงเวลาสั้นๆ หรือนานเป็นปีๆสำหรับในบางคน

 

วัยทองทุกคนมีอาการร้อนวูบวาบ (Hot flashes) เหมือนกัน

อาการร้อนวูบวาบ เกิดขึ้นบ่อยในช่วงแรกๆของวัยทอง โดยจะมีลักษณะร้อนตามตัว เหงื่อออกมากผิดปกติ ใบหน้าแดง อื่นๆ แตกต่างกันไปจากหลายสาเหตุ เช่น เชื้อชาติ สุขภาพ อายุ พฤติกรรม โดยพบอาการนี้ได้ในผู้หญิง 70-75% เมื่อเข้าสู่วัยทอง

 

อาการร้อนวูบวาบ (Hot flashes) เป็นอาการเดียวที่สัมพันธ์กับอาการวัยทอง

การหมดประจำเดือน อาจส่งผลกระทบต่ออาการหรือโรคอื่นๆที่เป็นอยู่ ให้แย่ลงด้วย เช่น มีการศึกษาพบว่าคนไข้ที่เป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ มีอาการแย่ลงเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยทอง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวแตกต่างกันไปตามพฤติกรรม น้ำหนัก การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอลล์ เป็นต้น

 

ทางเดียวในการลดอาการวัยทอง คือ การทานฮอร์โมนทดแทน

มีทางเลือกมากกว่านั้น เช่น  การออกกำลังกายที่เหมาะสม หรือถ้าให้ดีคุณอาจจะต้องศึกษาว่ามีเหตุผลใดบ้างที่อาจส่งผลให้อาการวัยทองรุนแรงขึ้น เช่น น้ำหนักมาก นอนดึกมาก กินเหล้า สูบบุหรี่ เมื่อพบสาเหตุ ให้รีบปรับแก้โดยด่วน ก่อนที่จะต้องพิจารณาทานฮอร์โมนทดแทน

 

ทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนทางเพศ

หากก่อนหน้าช่วงวัยทอง คุณมีแรงขับเคลื่อนทางเพศสูง ไม่ได้หมายความว่าช่วงวัยทองหรือช่วงหมดประจำเดือน คุณจะมีแรงขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวต่ำลงเสมอไป เพราะเรื่องนี้ขึ้นกับสุขภาพของทั้งร่างกายและจิตใจ อย่างไรก็ตาม อาจเจอปัญหาช่องคลอดแห้ง ความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว จนส่งผลต่อความต้องการทางเพศอยู่บ้าง

 

อ้วนขึ้นแน่ ๆ หลังจากเข้าสู่วัยทอง

จริงอยู่เมื่อฮอร์โมนในร่างกายผันผวน ระบบเมตาบอลิซึมอาจแปรปรวนตามไปด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายถึงน้ำหนักตัวจะต้องเพิ่มขึ้นเสมอไป ในทางปฏิบัติการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอวันละ 30 นาทีเป็นอย่างต่ำ สัปดาห์ละ 5 วัน นอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักได้แล้ว ยังช่วยรักษามวลกระดูกและกล้ามเนื้อของคุณได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่าอาการช่วงก่อนหมดประจำเดือน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และสามารถป้องกันได้ด้วยการใส่ใจสุขภาพ เลือกทานอาหาร และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ปรับจิตใจให้แจ่มใส มองโลกแง่ดี ทุกคนจะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปกติ

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.mindbodygreen.com
ภาพประกอบ: www.pexels.com


-เอสโตรเจนต่ำ.jpg

ฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นฮอร์โมนที่มีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโต และการพัฒนาการลักษณะต่าง ๆ ของเพศหญิง รวมทั้งการเจริญพันธุ์ โดยระดับของฮอร์โมนจะมีการขึ้นลงตามช่วงอายุ และภาวะทางสุขภาพ อาการของการมีเอสโตรเจนต่ำ มีหลายอาการ ลองดูกันคะว่ามีอะไรได้บ้าง

 

เอสโตรเจน (Estrogen) ผลิตจากรังไข่ ส่งผลต่อรูปร่าง นิสัย และอารมณ์ของเพศหญิง โดยทำให้มีหน้าอก เต้านมเต่งตึง สะโพกผาย ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีอารมณ์อ่อนไหว เปลี่ยนแปลงขึ้นลงตลอดเวลาตามรอบของประจำเดือน นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างเซลล์ ซ่อมแซมระบบสืบพันธุ์ รักษาสภาพผนังช่องคลอด ควบคุมเมือกในช่องคลอด ทำให้ไข่ในรังไข่เจริญเติบโต ควบคุมการตกไข่ กระตุ้นการหนาตัวของเยื่อบุผนังมดลูกชั้นใน รองรับการปฏิสนธิร่วมกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน

 

อาการที่แสดงว่าอาจมีเอสโตรเจนต่ำ

  • ร้อนวูบวาบและเหงื่อออกตอนกลางคืน เอสโตรเจนต่ำส่งผลต่อสมองส่วนที่เรียกว่า ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งจะทำให้คุณมีรู้สึกที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายมากขึ้น
  • นอนไม่หลับ เอสโตรเจนมีความเชื่อมโยงกับเซโรโทนิน (Serotonin) หรือเคมีสุข และเมลาโทนิน (Melatonin) หรือเคมีนิทรา ซึ่งช่วยให้มีการนอนหลับและตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น โดยหากคุณมีเอสโตรเจนต่ำ อาจทำให้มีเซโรโทนินต่ำ อาจตามมาด้วยปัญหาในการนอนหลับ.

    อ่านเพิ่มเติม นอนเท่าไหร่ ถึงจะพอ.
  • ขาดสมาธิในการทำงาน จากความรู้เรื่องการนอนหลับ คุณจะพบว่าการนอนหลับมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการคิดและการเรียนรู้ หากช่วงเวลานอนหลับ โดยเฉพาะช่วงหลับฝัน (REM sleep) ของคุณไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้คุณขาดสมาธิ หลงลืม ไม่สามารถโฟกัสอยู่กับเรื่องที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพได้
  • อารมณ์แปรปรวนง่าย เรื่องอารมณ์ขึ้นๆลงๆเป็นอีกหนึ่งในอาการของการมีฮอร์โมนที่ไม่สมดุล โดยอาการนี้อาจยิ่งรุนแรงมากขึ้น เมื่อบวกเข้ากับการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ
  • อาการซึมเศร้า เอสโตรเจนมีความเชื่อมโยงกับเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นเคมีสุข ช่วยลดภาวะซึมเศร้า หากคุณมีเอสโตรเจนต่ำ นั่นหมายถึงคุณอาจมีระดับเซโรโทนินที่ต่ำ ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ สำหรับกรณีที่เริ่มมีอาการ ลองดูเทคนิค จัดการกับโรคซึมเศร้า…ด้วยตัวเอง
  • กระดูกเปราะ เอสโตรเจนช่วยเสริมความหนาแน่นของกระดูก เมื่อคุณมีระดับเอสโตรเจนที่ต่ำ ความหนาแน่นของกระดูกอาจลดลง
  • รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ช่วงที่เอสโตรเจนลดต่ำลง เช่น ในช่วงวัยหมดประจำเดือน ช่องคลอดของคุณจะแห้งมากขึ้น ผนังช่องคลอดจะบางลง นั่นอาจทำให้คุณรู้สึกเจ็บในขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ช่องคลอดฝ่อตัว (Vulvovaginal Atrophy) เอสโตรเจนต่ำ ทำให้ช่องคลอดตีบแคบ และสูญเสียความยืดหยุ่น มีการหลั่งสารหล่อลื่นช้าลง เป็นอีกหนึ่งในกลุ่มอาการเมื่อย่างเข้าสู่วัยทอง
  • ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะเพิ่มขึ้น จากการบางลงของท่อปัสสาวะ เพิ่มโอกาสในการที่เชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะหรือช่องคลอดได้ง่าย
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้น เอสโตรเจนมีผลต่อไขมันในร่างกาย โดยหากเอสโตรเจนน้อย ร่างกายอาจเก็บไขมันไว้บริเวณพุงมากขึ้น

 

ทำอย่างไรเมื่อมีอาการเหล่านี้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า หลาย ๆ อาการที่กล่าวข้างต้น อาจไม่ได้เกิดจากการมีระดับเอสโตรเจนที่ต่ำ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ทั้งนี้มีหลายสาเหตุที่สามารถทำให้ระดับเอสโตรเจนต่ำได้ เช่น ออกกำลังกายหนักเกินไป มีโรคอื่น ๆ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับการทำงานของรังไข่ อายุที่มากขึ้น หรือการเป็นสัญญาณเตือนเมื่อร่างกายใกล้เข้าสู่ช่วงวัยทอง

สำหรับผู้ที่ได้รับการตรวจจากแพทย์ว่ามีระดับเอสโตรเจนต่ำ แนวทางการแก้ไขมีหลายวิธี ขึ้นกับสาเหตุและวัตถุประสงค์ เช่น บรรเทาอาการหมดประจำเดือน ลดอาการปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ ป้องกันกระดูกพรุน เป็นต้น โดยมีทั้งการใช้ยาฮอร์โมนและไม่ใช้ยาฮอร์โมน การใช้ยาฮอร์โมนเอง ก็ยังแบ่งย่อยออกเป็นยาเอสโตรเจนอย่างเดียว หรือเป็นสูตรผสมกับตัวอื่น แบบ combinations ส่วนรูปแบบ โดส ระยะเวลาการให้ ก็แตกต่างกันไป โดยมีทั้งในรูปของชนิดเม็ด ชนิดฉีดเข้ากล้าม ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือด ชนิดครีมทา หรือแผ่นปิดผิวหนัง ปกติแล้วแพทย์จะใช้หลักการใช้ยาในปริมาณที่น้อยที่สุดและระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในการบรรลุเป้าหมายในการรักษา

การใช้ยาฮอร์โมน ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เนื่องจากยาอาจมีผลข้างเคียง และอาจมีปฏิกิริยากับยาที่ทานอยู่เดิม ทำให้ประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์เปลี่ยนไป ทั้งนี้อย่าใช้ยาเอสโตรเจนในผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือเป็นมะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ลิ่มเลือดหรือเส้นเลือดอุดตัน โรคตับแข็ง เลือดออกผิดปกติของโพรงมดลูกที่ไม่ทราบสาเหตุ หรือผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมาก

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.forevher.healthywomen.org   th.wikihow.com   www.haamor.com
ภาพประกอบจาก: www.unsplash.com


-เรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิง.jpg

การดูแลเต้านมของสาว ๆ ให้มีสุขภาพดี โดยเฉพาะการตรวจหาความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมตั้งแต่ต้นเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ลักษณะของเต้านมไม่ได้เหมือนกันตลอดเวลา บางครั้งการสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้หลาย ๆ คนเข้าใจผิด เกิดความกังวลมากเกินไป ในทางกลับกัน การเปลี่ยนแปลงของเต้านมบางอย่าง กลับเป็นสัญญาณเตือนถึงอันตราย การตื่นตัวให้ความสำคัญและรีบไปพบแพทย์จึงเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น การรู้จักเต้านมมากขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

 

เต้านมแบบไหนปกติ…แบบไหนที่ผิดปกติ

จากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเต้านม อาจทำให้คุณกังวลได้ แต่บางครั้งสิ่งที่คุณกังวลกลับเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นกับเต้านมของทุกคน ตัวอย่างเช่น

  • เต้านมของคุณมีขนาดแตกต่างกันเล็กน้อย
  • เต้านมข้างหนึ่งห้อยต่ำกว่าอีกข้างหนึ่งเล็กน้อย
  • มีขนรอบหัวนมของคุณ
  • คุณรู้สึกเจ็บเต้านม หรือรู้สึกว่าเต้านมนิ่มขึ้น ช่วงก่อนและระหว่างช่วงเวลาการมีประจำเดือน

 

แต่เมื่อใดก็ตาม ที่คุณสังเกตเต้านมของคุณมีอาการ หรือการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้ เป็นสิ่งจำเป็นที่คุณควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ชัดทันที

  • เต้านมมีก้อนแข็งที่คุณไม่เคยรู้สึกมาก่อน
  • มีอาการบวมบริเวณหน้าอก บริเวณกระดูกไหปลาร้า หรือรักแร้
  • ผิวหนังแห้ง แตกออกเป็นผื่นแดง หรือผิวหนังหนาขึ้น เหมือนเปลือกส้ม บริเวณรอบ ๆ หัวนม
  • เลือด หรือของเหลวอื่น ๆ ที่ไม่ใช่น้ำนมไหลออกจากหัวนม
  • มีอาการคันที่หน้าอก
  • หัวนมจมเข้าไปในเต้า โดยก่อนหน้าหัวนมยื่นออกเป็นปกติ

 

ทั้งนี้อาการดังที่กล่าวมา ไม่ได้หมายถึงว่าต้องเป็นอาการที่เป็นอันตรายแต่อย่างเดียว ในความเป็นจริงมันอาจจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ต้องทำอะไรมาก เช่น คันระคายเคืองจากเนื้อผ้า หรือความรัดของเสื้อที่สวม หรือจากการติดเชื้อบางชนิดที่พบได้ทั่วไป จนกระทั่งถึงเรื่องของมะเร็งเต้านม ซึ่งต้องพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวางแผนการรักษาอย่างรีบด่วน

 

รู้ความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม

พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือเคยเลือกใช้ยาคุมกำเนิด รวมถึงครอบครัวมีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านมมาก่อน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเมื่อคุณเข้าพบแพทย์ ควรจะแจ้งให้แพทย์ทราบถึงปัจจัยเสี่ยงด้วยทุกครั้ง

 

เต้านมมีการเปลี่ยนแปลง ในขณะตั้งครรภ์และช่วงให้นม

โดยธรรมชาติของคุณแม่ตั้งครรภ์ จะมีเต้านมขนาดใหญ่และมีความนุ่มมาก ส่วนบริเวณหัวนมจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ มองเห็นเส้นเลือดชัดมาก ขณะที่เนื้อเยื่อเต้านมจะเป็นก้อนคลำได้ ช่วงเวลานี้ซีสต์ หรือถุงน้ำ และเนื้องอกอาจเกิดขึ้นได้ โดยส่วนใหญ่ไม่รุนแรงถึงขั้นเป็นมะเร็ง อย่างไรก็ดี หากคุณมีอาการผิดปกติ หรือไม่แน่ชัดกับอาการ ควรปรึกษาแพทย์ทันที

 

เต้านมมีการเปลี่ยนแปลงในวัย 40 อัพ 

ในวัย 40 อัพ ต่อมน้ำนมจะลดขนาดลง และอาจถูกแทนที่ด้วยชั้นไขมันใต้ผิวหนังซึ่งอาจทำให้ขนาดของเต้านมเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ วัยที่เพิ่มขึ้นความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมจะเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย โดยมีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี หรือผู้หญิงที่ประจำเดือนหมดล่าช้าหลังอายุ 55 ปี ดังนั้น คุณควรปรึกษาและเข้าพบแพทย์ เพื่อตรวจคัดกรองแมมโมแกรม (Mammogram) ซึ่งเป็นการตรวจหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น ในขณะที่ยังไม่แสดงอาการโดยผู้หญิงวัยตั้งแต่ 45 – 74 ปี ควรตรวจทุก 1 – 2 ปี

 

การมีนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ เป็นสิ่งจำเป็นในทุกช่วงอายุ

คุณสามารถลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมได้ หากคุณลดการดื่มแอลกอฮอล์ให้เหลือไม่เกินวันละแก้ว หรือหากคุณยังมีนิสัยสูบบุหรี่ก็ให้เลิกสูบทันที  และรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสมกับวัยและอายุ และที่สำคัญ คือ ต้องออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ รวมถึงการรับประทานผักและผลไม้ ซึ่งให้วิตามินและเกลือแร่อย่างสม่ำเสมอ

 

มันไม่เร็วเกินไป ที่จะเริ่มคิดถึงวิธีการดูแลเต้านมให้มีสุขภาพดีได้ตลอดทั้งชีวิต  และมันก็ไม่เคยสายเกินไปที่จะทำการเปลี่ยนแปลงดี ๆ ให้เกิดขึ้น

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.webmd.com
ภาพประกอบ: www.shutterstock.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก