ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

temp.jpg

ความดันโลหิต (Blood pressure) อัตราการเต้นของหัวใจ (Heart rate) อัตราการหายใจ (Respiratory rate) และอุณหภูมิของร่างกาย (Body temperature) ถือเป็น 4 สัญญาณชีพหลักของมนุษย์

 

อุณหภูมิร่างกายของผู้ใหญ่ปกติ วัดทางปาก คือ 37 +/- 0.5 องศาเซลเซียส เมื่อตัวร้อนขึ้นหมายถึง เราอาจมีไข้ และเมื่อตัวเย็นลง อาจเป็นอาการของความดันต่ำ หน้ามืด เป็นลมอ่อนเพลีย หรือขาดน้ำ แต่มีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอุณหภูมิร่างกายอีกหลายข้อ ที่อาจเป็นประโยชน์ในยามฉุกเฉินได้

  • ร่างกายสามารถปรับอุณหภูมิเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ โดยจะร้อนขึ้นเมื่อออกกำลังกาย และเย็นลงในตอนกลางคืน หากวัดอุณหภูมิ จะพบว่าช่วงตื่นนอนอุณหภูมิจะต่ำกว่าช่วงบ่ายๆ เป็นต้น ถ้าคืนไหนหลับยาก ลองปรับอุณหภูมิให้เย็นขึ้น คุณอาจหลับได้ง่ายกว่าเดิม
  • อุณหภูมิร่างกายของเด็กทารกจะสูงกว่าผู้ใหญ่ เพราะทารกมีเหงื่อออกน้อยกว่า และทารกมักเป็นไข้บ่อยกว่าผู้ใหญ่
  • อาการไข้ คือ ภาวะที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ปกติไข้มักหายได้เองภายใน 2 – 3 วัน แต่หากไม่หาย อาจเป็นได้ว่ามีโรคอื่น ๆ ซ่อนอยู่ ผู้ใหญ่ที่มีไข้เกิน 39.4 องศาเซลเซียส ถือว่าอันตราย ควรไปพบแพทย์โดยด่วน แต่สำหรับทารกและเด็กเล็ก อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติเพียงเล็กน้อย ควรรีบไปพบกุมารแพทย์ทันที
  • อย่างไรก็ตาม การเป็นไข้ต่ำ ๆ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกที่ดีว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับเชื้อโรค หมายถึงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย กำลังทำงานเพื่อต่อต้านการอักเสบหรือติดเชื้อ
  • ยาหลายชนิดที่ซื้อได้ตามร้านขายยา อาจช่วยลดอาการไข้ลงได้  แต่ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเมื่อจะใช้กับเด็ก
  • อาการที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีไข้ มีดังต่อไปนี้ หนาวสั่น ปากแห้งอ่อนเพลีย ปวดศรีษะ ไม่อยากกินอาหาร ปวดกล้ามเนื้อ และเหงื่อแตก หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปเองใน 2 – 3 วันให้รีบไปพบแพทย์
  • เด็กที่อายุ 6 เดือนถึง 5 ขวบอาจเกิดอาการชักได้เมื่อมีไข้สูง ต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายลงทันที และค้นหาสาเหตุของไข้เพื่อรักษาต่อไป
  • นอกจากความเจ็บป่วยแล้ว อุณหภูมิร่างกายของเราจะเปลี่ยนไปเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้นอาการไข้ของผู้สูงอายุ อาจเกิดได้แม้ในอุณหภูมิร่างกายที่ต่ำกว่าคนอายุน้อย
  • การกินอาหารเผ็ด ๆ เช่น พริกอาจทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นได้ในขณะย่อยอาหาร
  • ในขณะสูบบุหรี่ อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้น เพราะความร้อนจากบุหรี่ที่สูบเข้าไป ผลที่ตามมาคือปอดร้อนขึ้น ทำให้การทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์
  • เมื่อเราโกหก อุณหภูมิของร่างกายจะสูงขึ้น โดยเฉพาะส่วนจมูก  เรียกอาการนี้ว่า “Pinocchio effect”  สาเหตุเกิดจากความวิตกกังวลที่ซ่อนเร้นอยู่ จึงมีวิธีจับเท็จชนิดใช้กล้องถ่ายภาพความร้อนของร่างกาย
  • อุณหภูมิร่างกายสามารถบ่งบอกเวลาเสียชีวิตได้ เมื่อเสียชีวิต อุณหภูมิร่างกายจะลดลงเรื่อย ๆ ในอัตราระดับหนึ่ง โดยแพทย์จะใช้หลักข้อนี้เพื่อประกอบการบ่งบอกเวลาเสียชีวิตด้วย

 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอุณหภูมิร่างกายที่กล่าวมาคือข้อควรจำ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ได้ในยามคับขันเพื่อตัดสินใจเบื้องต้นว่าจะรีบส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลหรือไม่ เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาอย่างทันท่วงทีก่อนที่จะสายเกินไป

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.everydayhealth.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-Lymphatic-system.jpg

ระบบน้ำเหลือง (Lymphatic system) จัดเป็นส่วนหนึ่งของระบบหมุนเวียน (Circulatory system) ในร่างกาย ประกอบด้วย น้ำเหลือง (Lymph) หลอดน้ำเหลือง (Lymphatic vessel) ต่อมน้ำเหลือง (Lymph node) รวมอวัยวะน้ำเหลือง (Lymphatic organ) มีหน้าที่หลักคือ นำของเหลวที่ซึมออกมาจากหลอดเลือดฝอยกลับเข้าสู่หลอดเลือดดำ รวมถึงสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

 

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

น้ำเหลือง (Lymph) เป็นของเหลวที่ซึมผ่านผนังเส้นเลือดฝอยออกมาอยู่ระหว่างเซลล์หรือรอบ ๆ เซลล์ ต่อมาของเหลวบางส่วนกลับเข้าสู่หลอดน้ำเหลือง เรียก น้ำเหลือง มีส่วนประกอบคล้ายกับพลาสมา (Plasma) ในเลือด แต่มีโปรตีนน้อยกว่า และไม่มีเม็ดเลือดแดง
อย่างไรก็ตามส่วนประกอบนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงโดยขึ้นกับว่าน้ำเหลืองมาจากอวัยวะใด เช่น น้ำเหลืองที่มาจากบริเวณลำไส้เล็กซึ่งเป็นอวัยวะที่มีการดูดซึมไขมันสูง ทำให้น้ำเหลืองมีลักษณะคล้ายน้ำนม ขณะที่น้ำเหลืองที่มาจากบริเวณต่อมน้ำเหลือง จะมีเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์จำนวนมาก

หลอดน้ำเหลือง (Lymph vessel) เป็นท่อตันมีอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย โดยมีทิศทางมุ่งเข้าสู่หัวใจ เริ่มจากท่อน้ำเหลืองฝอยจากบริเวณต่าง ๆ มารวมเป็นท่อน้ำเหลืองขนาดใหญ่ขึ้น ไหลเข้าสู่ท่อน้ำเหลืองหลักของร่างกาย ได้แก่ ท่อน้ำเหลืองทางด้านซ้าย (Left lymphatic duct) หรือท่อน้ำเหลืองทอราซิก (Thoracic duct)  และท่อน้ำเหลืองทางด้านขวา (Right lymphatic duct) ก่อนไหลเข้าสู่หลอดเลือดดำ จนถึงหลอดเลือดดำใหญ่ เวนาคาวา (Venacava) และเข้าสู่หัวใจ

หลอดน้ำเหลืองมีลักษณะคล้ายกับหลอดเลือดดำ โดยมีลิ้นกั้นป้องกันการไหลกลับของน้ำเหลือง การไหลของน้ำเหลืองจะไปอย่างช้า ๆ จากการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่อยู่รอบ ๆ หลอดน้ำเหลือง จากความแตกต่างของความดันระหว่างหลอดน้ำเหลืองเล็กและหลอดน้ำเหลืองใหญ่ รวมถึงการหายใจเข้าทำให้ปอดขยายตัว

ต่อมน้ำเหลือง (Lymph node) เป็นต่อมที่เชื่อมต่อกับหลอดน้ำเหลือง โดยกระจายอยู่เป็นระยะ ๆ ระหว่างทางเข้าสู่หลอดเลือดดำและหัวใจ เช่น ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และขาหนีบ ภายในต่อมน้ำเหลืองมีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์อยู่เป็นจำนวนมาก โดยจะช่วยในการกรองแบคทีเรียและสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด
นอกจากต่อมน้ำเหลืองแล้ว ยังมีอวัยวะอื่น ๆ รวมเรียกว่าอวัยวะน้ำเหลือง (Lymphatic organ) ดังนี้

ต่อมทอนซิล (Tonsil) เป็นต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ มีเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ ทำหน้าที่ดักจับและทำลายจุลินทรีย์ที่ผ่านมาในอาหารไม่ให้ผ่านเข้าสู่หลอดอาหารและกล่องเสียง ถ้าทอนซิลติดเชื้อจะมีอาการอักเสบและบวมขึ้น

ต่อมไทมัส (Thymus gland) เป็นต่อมไร้ท่อมีตำแหน่งอยู่ตรงทรวงอก ด้านหน้าหลอดเลือดใหญ่ของหัวใจ เนื้อเยื่อส่วนใหญ่ของต่อมไทมัสทำหน้าที่พัฒนาเม็ดเลือดขาวชนิด ที ลิมโฟไซต์ (T-lymphocyte) โดยเซลล์ที่สร้างจะถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือดและน้ำเหลืองไปสู่อวัยวะต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย รวมถึงการต่อต้านอวัยวะที่ปลูกถ่ายจากผู้อื่นด้วย

ม้าม (Spleen) จัดเป็นต่อมน้ำเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย มีตำแหน่งอยู่ใต้กะบังลมด้านซ้ายติดกับด้านหลังของกระเพาะอาหาร โดยมีเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ ช่วยในการป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่กระแสเลือด และสร้างแอนติบอดี (Antibody) รวมถึงการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดที่หมดอายุ

 

โรคระบบน้ำเหลืองที่พบบ่อย

ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ   วัณโรคต่อมน้ำเหลือง   มะเร็งต่อมน้ำเหลือง   บวมน้ำเหลือง
 

ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ เป็นภาวะบวม แดง ร้อน กดเจ็บของต่อมน้ำเหลือง บางครั้งมีหนอง และ/หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เป็นไข้ เจ็บคอ แขนขาบวม มักพบที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณ ลำคอ ใต้คาง ใต้รักแร้ และบริเวณขาหนีบ
อาการดังกล่าวบ่งบอกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น การติดเชื้อหวัด วัณโรค โรคเอดส์ หรือการเป็นโรคบางชนิด เช่น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคแพ้ภูมิตัวเอง

วัณโรคต่อมน้ำเหลือง วัณโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายได้เป็นระยะเวลานาน สามารถแพร่กระจายผ่านทางการไอ จาม หายใจ ซึ่งนอกเหนือจากการติดเชื้อและเป็นวัณโรคปอด ซึ่งพบเป็นส่วนใหญ่แล้ว  เชื้อนี้ยังสามารถติดไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น ต่อมน้ำลาย สมอง ลำไส้ ได้อีก
ผู้ป่วยวัณโรคต่อมน้ำเหลือง จะมีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต กลายเป็นฝีและแตกออกมีหนอง ปัจจุบันการแพทย์พัฒนามากขึ้น วัณโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยา

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มี 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน (Hodgkin’s Lymphoma) และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin’s Lymphoma) โดยคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนอนฮอดจ์กิน โดยเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์จะมีการแบ่งตัวจนไม่สามารถควบคุมได้ และกลายเป็นเซลล์มะเร็ง พบในวัยผู้ใหญ่หรือผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี

บวมน้ำเหลือง เป็นภาวะที่มีการคั่งค้างสะสมของน้ำเหลืองชั้นใต้ผิวหนัง อันเนื่องมาจากทางเดินน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงกันถูกอุดกั้นหรือถูกทำลาย จากหลายสาเหตุ เช่น กรรมพันธุ์ การผ่าตัด ภาวะติดเชื้อ หลอดเลือดดำขอดหรือตีบ ผู้ป่วยจะมีอาการบวม ใช้นิ้วกดแล้วเป็นรอยบุ๋ม แต่สามารถยุบบวมเองได้
ต่อมาผิวหนังมีความผิดปกติ เกิดการสะสมของพังผืดใต้ผิวหนังมาก ผิวมีสีคล้ำและหนาขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดการอักเสบ ติดเชื้อใต้ผิวหนัง นำสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.britannica.com  www.livescience.com  th.wikipedia.org    
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com

 


.jpg

ผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อห่อหุ้มร่างกายที่อยู่ชั้นนอกสุด  โดยผิวหนังของผู้ใหญ่มีเนื้อที่ประมาณ  3,000  ตารางนิ้ว มีความหนา 1 – 4 มิลลิเมตร ภายในชั้นผิวหนังมีปลายประสาทรับความรู้สึกจำนวนมาก เพื่อรับรู้การสัมผัส การกด ความเจ็บ และอุณหภูมิร้อนเย็น และหน้าที่สำคัญ ๆ อีกหลายอย่าง

 

โครงสร้างของผิวหนัง

ผิวหนังแบ่งตามโครงสร้างออกได้เป็น  3  ชั้นคือ ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ และชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง

  1. ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นบนสุด คลุมอยู่บนหนังแท้ มีความหนาตั้งแต่ 0.05 ถึง 5 มิลลิเมตร บริเวณที่บางสุดคือรอบดวงตา บริเวณที่หนาสุดคือฝ่าเท้า หนังกำพร้าประกอบด้วยเซลล์เรียงซ้อนกันเป็นชั้นบาง ๆ อีก 5 ชั้นย่อย โดยเซลล์ชั้นในจะเลื่อนตัวดันเซลล์ชั้นบนหรือชั้นนอกสุด ให้หลุดเป็นขี้ไคลออกไป ผิวหนังชั้นนี้ไม่มีหลอดเลือด เส้นประสาทรวมถึงต่อมต่าง ๆ หากผิวหนังชั้นนี้ได้รับอันตราย เราจะไม่รู้สึกแต่อย่างใด ทั้งนี้หนังกำพร้าจะเป็นทางผ่านของรูเหงื่อ เส้นขนและไขมัน ชั้นนี้จะมีเซลล์เม็ดสี (Melanin) โดยมีปริมาณมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละคน
  2. ผิวหนังชั้นหนังแท้ (Dermis) เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นล่างถัดจากชั้นหนังกำพร้า มี 2 ชั้นย่อย ผิวหนังชั้นนี้ประกอบด้วยเนื้อเยื่อคอลลาเจน (Collagen) อีลาสติน (Elastin) และตัวประสานเนื้อเยื่อไฮยารูรอน (Hyaluronic acid) ทำให้ผิวหนังมีความแข็งแรง และมีความยืดหยุ่นโดยมีหลอดเลือดฝอย ปลายประสาทรับความรู้สึก ระบบประสาทอัตโนมัติควบคุมการทำงานของต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และรากขน/ผม กระจายอยู่ทั่วไปในชั้นหนังแท้
  3. ผิวหนังชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutis) อยู่ในสุดของชั้นผิวหนัง ประกอบด้วยไขมัน คอลลาเจน หลอดเลือดที่มาหล่อเลี้ยง ความหนาของชั้นใต้ผิวหนังจะแตกต่างกันไปตามอวัยวะ และเพศ ผิวหนังชั้นนี้ช่วยในการรับแรงกระแทก เป็นฉนวนกันอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง และยึดเหนี่ยวระบบผิวหนังไว้กับร่างกาย

 

หน้าที่ของผิวหนัง

  1. ป้องกันและปกปิดอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับอันตราย
  2. ป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง
  3. ป้องกันไม่ให้น้ำภายนอกซึมเข้าไปในร่างกาย และน้ำในร่างกายระเหยออกไป
  4. ขับเหงื่อซึ่งเป็นของเสียออกจากร่างกาย ทางต่อมเหงื่อ
  5. ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ ผ่านทางหลอดเลือดฝอยและการระเหยของเหงื่อ
  6. รับความรู้สึกสัมผัส เช่น ร้อน หนาว เจ็บ เป็นต้น
  7. ช่วงสร้างวิตามินดีให้แก่ร่างกาย โดยแสงแดดจะเปลี่ยนไขมันที่ผิวหนังให้เป็นวิตามินดีได้

 

ส่วนของผิวหนังที่เปลี่ยนรูปแบบ

เล็บ พัฒนามาจากหนังกำพร้า เป็นแผ่นแข็งยืดหยุ่นได้ มีลักษณะโปร่งแสง ส่วนที่ยื่นพ้นปลายนิ้ว ไม่มีหลอดเลือดและเส้นประสาทมาเลี้ยง ทำให้สามารถตัดเล็บได้ ส่วนที่ฝังอยู่ในผิวหนังเรียก รากเล็บ ด้านใต้ของเล็บมีปลายประสาทและหลอดเลือดมาเลี้ยงมาก การงอกของเล็บเฉลี่ย 1 มิลลิเมตรต่อสัปดาห์ โดยเล็บเท้างอกช้ากว่าเล็บมือ

ขนหรือผม พัฒนามาจากหนังกำพร้าชั้นที่อยู่ลึก โดยอยู่ในรูขุมขน มีส่วนที่โผล่พ้นผิวหนังขึ้นมาเรียก เส้นขน/ผม และส่วนที่ฝังอยู่ในรูขุมขนเรียก รากขน/ผม  ที่โคนของรากขน/ผม จะมีกระเปาะรากขน/ผม ภายในกระเปาะนี้จะมีเส้นเลือดฝอยมาหล่อเลี้ยงและมีปลายประสาทมาควบคุม พร้อมทั้งยังมีการเชื่อมต่อกับต่อมไขมันและกล้ามเนื้อเส้นขน ขน/ผมจะมีเซลล์เม็ดสีซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละเชื้อชาติ รวมถึงการมีอายุมากขึ้นเซลล์เม็ดสีจะมีน้อยลง ทำให้เกิดขน/ผมหงอกได้

 

ต่อมที่อยู่ในชั้นของผิวหนัง

ต่อมไขมัน (Sebaceous gland) เป็นต่อมรูปกระเปาะเล็ก ๆ อยู่ในชั้นหนังแท้ พบได้ในผิวหนังเกือบทั้งหมดที่มีขน โดยมีมากที่หนังศีรษะ ใบหน้าและรอบๆ รูเปิดต่างๆ เช่น ทวารหนัก จมูก ปาก โดยไม่พบที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ไขมันที่ผลิตจากต่อมไขมันจะเคลือบผิวหนัง ขน/ผมเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น

ต่อมเหงื่อ (Sweat gland) เป็นต่อมอยู่ที่ผิวหนังเกือบทุกแห่งของร่างกาย ยกเว้นที่ริมฝีปากและบางส่วนของอวัยวะสืบพันธุ์ โดยเส้นเลือดบริเวณต่อมเหงื่อจะส่งของเสียเข้าสู่ท่อของต่อมเหงื่อ ของเสียหรือเหงื่อที่ได้นั้นจะถูกต่อมเหงื่อขับถ่ายออกทางผิวหนังชั้นนอกสุด และมีการระเหยอยู่ตลอดเวลา ทำให้หลาย ๆ ครั้งร่างกายไม่รู้สึก แต่เมื่ออุณหภูมิภายนอกหรืออุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง ร่างกายจะมีการขับเหงื่อออกมาในปริมาณมากขึ้น เห็นเป็นเหงื่อที่เปียกค้างรอการระเหยอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย

เหงื่อ (Sweat) ประกอบด้วยน้ำถึงร้อยละ 99 และสารอื่น ๆ อีกร้อยละ 1 เช่น เกลือโซเดียมคลอไรด์ สารอินทรีย์พวกยูเรีย แอมโมเนีย กรดอะมิโน น้ำตาล และกรดแลกติก โดยเหงื่อมีสภาวะเป็นกรดอ่อน ๆ

 

โรคระบบผิวหนังที่พบบ่อย

ผิวหนังอักเสบ   ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง   โรคงูสวัด   โรคเริม

 

ผิวหนังอักเสบ เป็นภาวะอักเสบของผิวหนัง ทำให้เกิดอาการผื่นคัน บวม แดง อาจมีแผลพุพอง มีหนอง มีการตกสะเก็ด เกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยโรคที่ทำให้ผิวหนังอักเสบ เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคผื่นผิวแห้ง โรคผิวหนังอักเสบเซบเดิร์ม ทั้งนี้โรคหรือภาวะที่เป็นไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ จะไม่มีการติดต่อไปยังผู้อื่น แต่จะทำให้รู้สึกคัน ระคายเคือง ปวดหรือเจ็บได้

โรคงูสวัด เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella zoster virus: VZV) โดยเชื้อไวรัสนี้จะทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส ซึ่งจะหายเองได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ หลังจากหายแล้ว เชื้อสามารถหลบซ่อนอยู่ตามปมประสาทของร่างกายเป็นระยะเวลานาน ในระหว่างนั้น เมื่อร่างกายอยู่ในช่วงที่อ่อนแอ เช่น พักผ่อนน้อย อดนอนต่อเนื่อง อายุมากขึ้น  เป็นผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง เชื้อจะเกิดการแบ่งตัวและแสดงอาการในรอบที่สอง เป็นโรคงูสวัด

โรคเริม  เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus: HSV) ติดต่อจากคนสู่คน ผ่านการสัมผัสเชื้อ สัมผัสกับแผล ใช้ของร่วมกับผู้ติดเชื้อ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด โดยเชื้อไวรัสจะยังคงอยู่แม้อาการสงบลง และจะกลับมาแสดงอาการอีกในช่วงที่ภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ

ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นอาการของผิวหนังอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้ ทำให้ผิวแห้ง แดง มีผื่นตามบริเวณต่าง ๆ และมีอาการคันอย่างต่อเนื่อง อาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่พบในเด็กมากกว่าวัยอื่น ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยตรง แต่อาจรักษาได้โดยบรรเทาอาการและป้องกันการลุกลามไปยังส่วนอื่นๆของร่างกาย

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com  en.wikipedia.org  www.eucerin.co.th  www.med.cmu.ac.th
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com

     


-re.jpg

ระบบโครงร่าง (Skeleton system) เป็นระบบที่เป็นที่ยึดเกาะของระบบกล้ามเนื้อ (Muscular system) เพื่อช่วยในการค้ำจุนร่างกาย ปกป้องอวัยวะภายใน รักษาร่างกายให้คงตัว ช่วยในการเคลื่อนไหวในทุก ๆ ด้าน อาทิ นั่ง นอน เดิน หยิบจับ ออกกำลัง เป็นต้น เป็นแหล่งสะสมแร่ธาตุ โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสฟอรัส นอกจากนี้ไขกระดูกซึ่งเป็นเนื้อเยื่อกระดูกชั้นในจะสร้างเม็ดเลือดแดง รวมถึงเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ ในระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

 

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

  1. กระดูก (Bone) เป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อกระดูก มีความแข็งแรงแต่มีน้ำหนักเบา โดยมีการพัฒนาให้มีรูปแบบของกระดูกที่แตกต่าง และสอดคล้องกันกับการทำงานของร่างกาย เช่น กะโหลกศีรษะ (skull) มีลักษณะแบนแต่แข็งแรงมาก กระดูกต้นขา มีลักษณะเป็นแกนยาว มีจุดยึดเกาะของกล้ามเนื้อ เป็นต้น ผู้ใหญ่จะมีกระดูกจำนวน 206 ชิ้น แบ่งออกตามตำแหน่งในร่างกายเป็น 2 ประเภท ดังนี้
    • กระดูกแกนลำตัว (Axial skeleton) มีจำนวน 80 ชิ้น ได้แก่ กระดูกกะโหลกศีรษะจำนวน 29 ชิ้น กระดูกสันหลัง 51 ชิ้น
    • กระดูกสาขาของร่างกาย (Appendicular skeleton) มีจำนวน 126 ชิ้น เป็นกระดูกที่แยกออกมาจากกระดูกแกนลำตัว ประกอบด้วย กระดูกแขน 60 ชิ้น กระดูกขา 60 ชิ้น กระดูกสะบัก 2 ชิ้น เชิงกราน 2 ชิ้น และ ไหปลาร้า 2 ชิ้น
      นอกจากนี้ หากดูตามรูปร่างของกระดูกยังสามารถแบ่งได้เป็น กระดูกแบบยาว เช่น กระดูกแขนขา หน้าแข้งกระดูกแบบสั้น เช่น กระดูกข้อมือ ข้อเท้า กระดูกแบบแบน เช่น กระดูกศีรษะ กระดูกอก กระดูกรูปร่างไม่แน่นอน เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกอุ้งเชิงกราน และกระดูกแบบสั้นฝังตัวอยู่ในเอ็น เช่น กระดูกสะบ้าโครงสร้างภายในของกระดูก
      โดยเฉพาะกระดูกแบบยาว ด้านนอกจะเป็นเนื้อเยื่อกระดูกในส่วนที่อัดแน่น (Compact bone) ส่วนปลายจะเป็นเนื้อเยื่อกระดูกในส่วนที่โปร่ง (Spongy bone) โดยปลายด้านที่เป็นข้อต่อจะมีกระดูกอ่อน (Articular cartilage) อยู่ที่ผิว
      ส่วนแกนกลางของกระดูก จะมีโพรงกระดูกที่มีหลอดเลือดและไขกระดูก (Bone marrow) อยู่ โดยไขกระดูกนี้จะทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ให้กับร่างกาย ที่ผิวด้านนอกของกระดูกยกเว้นด้านข้อต่อ จะมีเยื่อหุ้มกระดูก (Periosteum) เป็นช่องทางทางในการนำเลือด สารอาหาร มาเลี้ยงเซลล์กระดูก ตลอดจนเป็นทางผ่านของเส้นประสาทที่มายังกระดูกด้วย
  2. กระดูกอ่อน (Cartilage) เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีโปรตีนหลายชนิด เช่น คอลาเจน เป็นสวนประกอบที่มีความอ่อนนุ่มกว่ากระดูก แต่แข็งกว่ากล้ามเนื้อ สามารถเป็นเนื้อเยื่อในระบบโครงร่างได้ พบในบริเวณข้อต่อต่างๆของร่างกาย รวมถึงโครงร่างของ ใบหู จมูก และหลอดลม กระดูกอ่อนไม่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง โดยเซลล์ของกระดูกอ่อนจะแลกเปลี่ยนสารอาหารโดยแพร่ผ่านคอลลาเจนสู่เส้นเลือดด้านนอก ทั้งนี้กรณีเซลล์กระดูกอ่อนถูกทำลายจะซ่อมแซมตัวเองได้แต่ช้า เนื่องจากมีเมตาบอลิซึมที่ต่ำ
  3. ข้อต่อและเอ็นเชื่อมกระดูก (Joint & Ligament) ข้อต่อจะเป็นบริเวณที่กระดูก 2 ชิ้นมาต่อกัน โดยมีเอ็นและองค์ประกอบอื่น ๆ รวมถึงกล้ามเนื้อช่วยยึดเสริมความแข็งแรง แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
    • ข้อต่อเส้นใย (Fibrous joints) มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันยึดกระดูกเข้าไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีช่องว่างระหว่างข้อต่อ เป็นข้อต่อที่เคลื่อนไหวไม่ได้ ได้แก่ ข้อต่อกะโหลกศีรษะ
    • ข้อต่อกระดูกอ่อน (Cartilage joints) มีกระดูกอ่อนขั้นระหว่างกระดูกทั้งสองข้างที่มาต่อกัน ไม่มีช่องว่างระหว่างข้อต่อ ข้อต่อประเภทนี้เคลื่อนไหวได้เล็กน้อย ได้แก่ ข้อต่อกระดูกสันหลัง ข้อต่อกระดูกเชิงกราน
    • ข้อต่อชนิดซิลโนเวียล (Sylnovial joint) เป็นข้อต่อที่มีแคปซูลหุ้มข้อ ภายในแคปซูลจะมีเยื้อหุ้มข้อ ถัดจากเยื่อหุ้มข้อจะเป็นโพรงข้อต่อ ภายในโพรงจะมีน้ำไขข้อ (Sylnovial fluid) ที่สร้างจากเนื้อเยื่อรอบแคปซูลหุ้มข้อ เพื่อช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนที่ได้สะดวก นอกจากนี้ ผิวของกระดูกที่มาเชื่อมกันเป็นข้อต่อชนิดนี้ จะมีส่วนที่เรียกว่ากระดูกอ่อนผิวข้อ (Articular cartilage) ร่วมอยู่ด้วย
      เราสามารถแบ่งชนิดของข้อต่อชนิดซิลโนเวียล  (Sylnovial joint) ตามลักษณะการเคลื่อนไหว ได้เป็นข้อต่อแบบวงรี เคลื่อนไหวได้ 2 ทาง เช่น ข้อต่อบริเวณคอ ข้อต่อแบบเดือย
      เคลื่อนไหวโดยหมุนรอบแกน เช่น ข้อต่อต้นคอกับฐานกะโหลกศีรษะ ข้อต่อแบบลูกกลมในเบ้ากระดูก เช่น ข้อต่อหัวไหล่ ข้อต่อแบบอานม้า ลักษณะโค้งเว้าสอดคล้องกันพอดี เช่น ข้อต่อนิ้วมือกับกระดูกฝ่ามือ ข้อต่อแบนราบ เช่น ข้อต่อที่กระดูกข้อมือ และสุดท้ายข้อต่อแบบบานพับ มีการเคลื่อนไหวคล้ายบานพับประตู เช่น ข้อศอก ข้อเข่า

สำหรับเอ็นกระดูก (Ligament) เป็นกลุ่มหรือมัดของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดเส้นใย (Fibrous tissue) ที่ช่วยยึดกระดูกและกระดูกชิ้นอื่นเข้าไว้ เพื่อประกอบขึ้นเป็นข้อต่อ (Joint) โดยจะมีคุณสมบัติในการยืดหยุ่น
ต่างจากเอ็นกล้ามเนื้อ (Tendon) ซึ่งไม่มีความยืดหยุ่น แต่หากเอ็นกระดูกเจอแรงดึงมากเกินไป อาจจะไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้ ทั้งนี้ในข้อต่อชนิดซิลโนเวียลจะมีเอ็นแคปซูล (Capsular ligament) เป็นส่วนของแคปซูลข้อต่อ  โดยเอ็นนอกแคปซูล (Extra-capsular ligament) ทำหน้าที่เชื่อมกระดูกเข้าด้วยกันและช่วยรักษาเสถียรภาพของข้อต่อ เอ็นในแคปซูล (Intra-capsular ligaments) ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพของข้อ และทำให้ข้อต่อมีพิสัยการเคลื่อนไหวกว้างขึ้น

 

โรคระบบโครงสร้างที่พบบ่อย

โรคข้อเสื่อม   โรครูมาตอยด์   โรคเกาต์   โรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อ   โรคกระดูกพรุน   โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

 

โรคข้อเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้าง การทำงานของกระดูกข้อต่อและกระดูกบริเวณใกล้ข้อ พบได้บ่อยที่ข้อเข่า โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมและอาจมีความเสื่อมที่รุนแรงขึ้น

โรครูมาตอยด์ เป็นโรคที่มีการอักเสบของส่วนต่าง ๆ ร่างกาย ไม่ใช่เพียงที่ข้อ โดยเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติและไปทำลายอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายตัวเอง  เช่น ผิวหนัง ดวงตา ปอด หัวใจ และหลอดเลือด เป็นต้น

โรคเกาต์ เป็นโรคที่มีการอักเสบจากการมีกรดยูริคในเลือดสูง จนเกิดการตกผลึกของกรดยูริคตามข้อต่าง ๆ เป็นเหตุให้ข้อมีการอักเสบ  ปวด ร้อน บวม แดง และเจ็บเมื่อถูกสัมผัส พบบ่อยตามข้อต่อขนาดเล็ก เช่น ข้อกระดูกฝ่าเท้า และข้อกระดูกฝ่ามือ มีปัจจัยเสี่ยงจากหลายสาเหตุ อาทิ กินอาหารมีสารพิวรีนสูงต่อเนื่องเป็นประจำ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

โรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อ การติดเชื้ออาจทำให้เกิดการอักเสบที่ข้อต่อ ทั้งแบบข้อเดียวหรือหลายข้อ เฉียบพลันหรือเรื้อรัง มักพบในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเบาหวาน โรคตับ โรคมะเร็ง หรือกินยากดภูมิต้านทานกรณีที่รักษาช้า หรือไม่ได้รับยาที่เหมาะสม อาจทำให้เสียชีวิตได้

โรคกระดูกพรุน กระดูกเริ่มเสื่อมและบางลงเนื่องจากการสูญเสียแคลเซียมที่สะสมในกระดูก โดยจะเกิดความเสี่ยงจากการแตกหรือหักของกระดูก พบได้บ่อยบริเวณกระดูกสันหลัง สะโพก หรือข้อมือ รวมทั้งยังสามารถเกิดได้กับกระดูกส่วนอื่น ๆ ของร่างกายอีกด้วย

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เกิดจากหมอนรองกระดูกที่รองรับแรงกระแทกจากการใช้งานของกระดูกสันหลังเสื่อมลง ทำให้ขาดความยืดหยุ่น พร้อมทั้งไปกดทับเส้นประสาท จนมีอาการปวดตามแนวของเส้นประสาทนั้น พบได้บ่อยตรงข้อต่อด้านล่างของกระดูกเอว และข้อต่อบริเวณคอ

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : th.wikipedia.org  www.haamor.com  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com

 

     


-Muscular-system.jpg

โดยพื้นฐานแล้วกล้ามเนื้อเชื่อมโยงกับความแข็งแรงของร่างกาย โดยช่วยคงรูปร่างท่าทาง ยึดข้อต่อต่าง ๆ เข้าไว้ และช่วยในการเคลื่อนไหวของร่างกาย ควบคุมการเดิน พูด นั่ง ยืน รับประทานอาหารและกิจวัตรประจำวันอื่น ๆ รวมถึงการยิ้มและการแสดงออกทางสีหน้า ดวงตา นอกจากนี้กล้ามเนื้อยังช่วยให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายดำเนินไปได้ เช่น การเต้นของหัวใจ การบีบตัวของเส้นเลือด กระเพาะอาหาร ลำไส้ การทำงานของปอด เป็นต้น  

 

ชนิดของกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อในร่างกาย สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้

  1. กล้ามเนื้อลายหรือกล้ามเนื้อโครงร่าง (Skeleton muscle) เป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานอยู่ภายใต้อำนาจจิตใจ (Voluntary muscle) ควบคุมโดยระบบประสาทส่วนกลาง เป็นกล้ามเนื้อที่มีมากที่สุดในร่างกาย กล้ามเนื้อลายจะเกาะอยู่กับกระดูก และมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยเซลล์ของกล้ามเนื้อลายจะมีลักษณะเป็นทรงกระบอก มีหลายนิวเคลียส และมีลายตามขวาง เรียกเส้นใยกล้ามเนื้อ (Muscle fiber) และหลายๆเส้นใยกล้ามเนื้อรวมกันเป็นมัดกล้ามเนื้อ หลายๆมัดกล้ามเนื้อขนาดเล็กรวมกันเป็นมัดกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ แต่ละเซลล์ของกล้ามเนื้อลายจะมีปลายประสาทมาเลี้ยง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการหดตัว เมื่อต้องการใช้งาน
  2. กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle) เป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานนอกอำนาจจิตใจ (Non-voluntary muscle) พบที่อวัยวะภายในของร่างกาย เช่น หลอดอาหาร หลอดเลือด ลำไส้ เซลล์มีนิวเคลียสเดียว และไม่มีลายตามขวาง ที่เยื่อหุ้มเซลล์จะมีบริเวณที่ถ่ายทอดกระแสประสาทไปยังเซลล์ข้างเคียง การหดตัวของกล้ามเนื้อประเภทนี้จะถูกควบคุม โดยระบบประสาทอัตโนมัติ ดังนั้นกล้ามเนื้อประเภทนี้จึงไม่มีปลายประสาทไปเลี้ยงทุกเซลล์ ยกเว้นบางอวัยวะภายใน
  3. กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac muscle) เป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานนอกอำนาจจิตใจ (Non-voluntary muscle) ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจะมีลักษณะเป็นลายพาดขวาง และมีหลายนิวเคลียสเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อลาย

 

การทำงานของกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อโครงร่างจะมีปลาย 2 ข้างยึดเกาะกับกระดูก ข้างที่เกาะกับกระดูกส่วนใกล้ลำตัวเรียก จุดเกาะต้น ส่วนที่อยู่ปลายอีกด้านเรียก จุดเกาะปลาย โดยส่วนที่เกาะกับกระดูก จะมีลักษณะเป็นเอ็นสีขาวเรียก เอ็นกล้ามเนื้อ (Tendon) ทั้งนี้การทำงานของกล้ามเนื้อจะประสานในทิศทางตรงกันข้ามเป็นคู่ ๆ (Antagonism) ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสมองสั่งให้เรางอแขน กล้ามเนื้อไบเซพ (Biceps muscle) จะหดตัว และกล้ามเนื้อไตรเซฟ (Triceps muscle) จะคลายตัว กรณีที่เราเหยียดแขน กล้ามเนื้อไบเซฟจะคลายตัว และกล้ามเนื้อไตรเซฟจะเปลี่ยนมาหดตัว เป็นต้น ปกติแล้วกล้ามเนื้อสามารถหดตัวได้ราว 1 ใน 3 ของความยาวปกติ ยิ่งมีการหดตัวมาก กล้ามเนื้อก็ยิ่งแข็งและหนาขึ้น

 

โรคระบบกล้ามเนื้อที่พบบ่อย

โรคกล้ามเนื้ออักเสบ   โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง   โรคปวดกล้ามเนื้อ   โรคกล้ามเนื้อเสื่อม   เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ

 

โรคกล้ามเนื้ออักเสบ เป็นภาวะอักเสบที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อและเส้นใยกล้ามเนื้อ ซึ่งมักมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและล้า ภายหลังการเดินหรือยืนเป็นเวลานาน อาการเจ็บและบวมที่กล้ามเนื้ออาจเกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ หรือเป็นอาการเรื้อรัง ทั้งนี้สาเหตุอาจมาจากการติดเชื้อ การได้รับบาดเจ็บ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง หรืออาจเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาก็ได้

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เอ็มจี โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เอ็มจี เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการหนังตาตก ยิ้มได้น้อยลง หายใจลำบาก มีปัญหาการพูด การเคี้ยว การกลืน รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดนี้ เกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย การรักษาในปัจจุบันเน้นการบรรเทาอาการ

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เอแอลเอส เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทนำคำสั่ง จากไขสันหลังและสมอง ทำให้เกิดความผิดปกติกับการทำงานของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ใช่โรคที่เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อโดยตรง

โรคปวดกล้ามเนื้อ เป็นกลุ่มโรคที่มีอาการปวดของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายแบบเรื้อรัง ร่วมกับอาการอ่อนล้า มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ ปัญหาจิตใจและอารมณ์ อาการของโรคมักจะเกิดหลังได้รับบาดเจ็บ การผ่าตัด การติดเชื้อ หรือได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง ส่วนใหญ่เป็นสตรี ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุ แต่เชื่อว่ามีความผิดปกติในระบบประสาทส่วนกลาง

โรคกล้ามเนื้อเสื่อม เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดที่เป็นมาแต่กำเนิด โดยมีความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ทำให้เส้นใยกล้ามเนื้อลายค่อย ๆ เสื่อมสภาพ และอ่อนแรงลง เมื่ออายุมากขึ้น ผู้ป่วยมักเป็นเพศชาย

เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ  เป็นการบวมเจ็บของเอ็นกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างกล้ามเนื้อและกระดูกเข้าไว้ด้วยกัน เอ็นกล้ามเนื้อจะมีการหดเกร็งทุกครั้งที่กล้ามเนื้อหรือข้อต่อต่าง ๆ มีการขยับเขยื่อน ดังนั้น สาเหตุของการอักเสบ จึงมักเกิดจากการใช้งานอวัยวะส่วนนั้นหนักหรือการได้รับบาดเจ็บซ้ำ ๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า เข่า หัวไหล่ ข้อศอก สะโพก

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.innerbody.com  www.britannica.com  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com

 

 

     


-เกี่ยวกับสมอง-Brain-ภัทร.jpg

สมอง (Brain) เป็นอวัยวะในระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system) มีน้ำหนัก 1,400 กรัม ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด โดยสมองจะรับรู้โลกภายนอกผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตาเห็น หูได้ยิน จมูกรับกลิ่น ปากรับรส และผิวหนังรับสัมผัส โดยสมองจะดึงข้อมูลเดิมที่ถูกจัดเก็บไว้ในหน่วยความจำ มาคิด วิเคราะห์รวมกับข้อมูลที่รับเข้าไปใหม่ แล้วแสดงออกมาผ่านการทำงานของอวัยวะในระบบร่างกาย เช่น การพูด การเคลื่อนไหว กริยาท่าทาง สอดคล้องกันจนเป็นพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต ซึ่งรวมถึงการตอบสนองต่อสถานการณ์เครียด เช่น การเจ็บป่วย การสูญเสีย โดยส่งผลถึงอัตราการเต้นของหัวใจ และการหายใจของเรา

 

ส่วนประกอบของสมอง

สมองส่วนหน้า (Forebrain) 

  1. ออลแฟกทอรีบัลบ์ (Olfactory bulb) สมองส่วนนี้อยู่ทางด้านหน้าสุด ทำหน้าที่เกี่ยวกับการดมกลิ่น โดยในคนจะมีการพัฒนาน้อยกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่น แต่จะดมกลิ่นได้ดี โดยอาศัยเยื่อบุในโพรงจมูก
  2. ซีรีบรัม (Cerebrum) หรือสมองใหญ่ เป็นส่วนของสมองที่อยู่หน้าสุด และมีขนาดโตที่สุด  มีผิวด้านนอกเป็นเนื้อสีเทา ส่วนด้านในเป็นเนื้อสีขาว ที่บริเวณผิวด้านนอกมีรอยหยักเป็นร่องมากมาย รอยหยักนี้ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวของสมอง เพื่อให้สามารถใส่เซลล์ประสาทได้ในกะโหลกศีรษะ ในทางการแพทย์มีการศึกษาถึงตำแหน่งต่าง ๆ รวมถึงรอยหยักในสมอง เพื่อกำหนดขอบเขตการทำงานของสมองที่เฉพาะเจาะจงสมองส่วนซีรีบรัม ทำหน้าที่เกี่ยวกับ ความรู้ ความจำ ความรู้สึกนึกคิด เชาว์ปัญญา และเป็นศูนย์ควบคุมการทำงานของร่างกาย เช่น ศูนย์ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ศูนย์ควบคุมการพูด การรับรู้ภาษา ศูนย์กลางการมองเห็น การรับรส การได้ยิน และการดมกลิ่นสมองซีรีบรัม แบ่งเป็นสองซีก (Cerebral hemisphere) และแต่ละซีกจะแบ่งได้เป็น 4 พู
    • พูด้านหน้า (Frontal lobe) ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การออกเสียง ความคิด ความจำ สติปัญญา บุคลิก ความรู้สึก พื้นอารมณ์ โดยพูด้านซ้ายควบคุมการทำงานร่างกายซีกขวา พูด้านขวาจะควบคุมการทำงานร่างกายซีกซ้าย
    • พูกลาง (Parietal lobe) ทำหน้าที่ควบคุมความรู้สึกด้านสัมผัส เช่น ร้อน ปวด หนาว เป็นต้น
    • พูด้านข้าง (Temporal lobe) ทำหน้าที่ควบคุมการได้ยิน การดมกลิ่น การเข้าใจภาษา เป็นต้น
    • พูด้านหลัง (Occipital lobe) ทำหน้าที่ควบคุมการมองเห็น
  3. ทาลามัส (Thalamus) เป็นส่วนที่อยู่ต่อจากสมองซีรีบรัมลงมา โดยอยู่ในตำแหน่งที่สามารถส่งกระแสประสาทออกไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของสมองได้ในทุกทิศทาง ทาลามัสทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมในการรับกระแสประสาทที่ถูกส่งจากอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ผ่านทางไขสันหลัง เข้าสู่ก้านสมอง (Brainstem) จนถึงทาลามัส หลังจากนั้นทาลามัสจะทำการแยกกระแสประสาทส่งไปยังสมองส่วนที่เกี่ยวข้องในทางกลับกัน เมื่อสมองส่วนที่เกี่ยวข้อง มีการสั่งการ ทาลามัสจะรับคำสั่งพร้อมส่งคำสั่งดังกล่าว ผ่านก้านสมอง สู่ไขสันหลังและเส้นประสาทของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้อวัยวะดังกล่าวทำงานตามคำสั่งของสมอง
  4. ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) เป็นส่วนที่อยู่ด้านล่างของสมองทาลามัส และติดกับต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบประสาทอัตโนมัติ (Central nervous system) และเชื่อมโยงการทำงานกับระบบต่อมไร้ท่อ โดยการสร้างฮอร์โมนเพื่อควบคุมการผลิตฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ซึ่งมีบทบาทในเรื่องสมดุลของปริมาณน้ำ และสารละลายในเลือด รวมถึงการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึก ระบบนาฬิกาชีวภาพ การหิว การอิ่ม และความรู้สึกทางเพศ

 

สมองส่วนกลาง (Midbrain)

เป็นสถานีรับส่งกระแสประสาท ระหว่างสมองส่วนหน้า (Forebrain) กับสมองส่วนหลัง (Hindbrain) และสมองส่วนหน้ากับนัยน์ตา ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของนัยน์ตา ทำให้ลูกนัยน์ตากลอกไปมาได้ และควบคุมการปิดเปิดของม่านตาในเวลาที่มีแสงสว่างเข้ามามากหรือน้อย

 

สมองส่วนหลัง (Hindbrain)

  1. ซีรีเบลลัม (Cerebellum) หรือสมองน้อย เป็นสมองส่วนท้าย มี 2 ซีก ซ้ายและขวา ด้านนอกเป็นเนื้อสีเทา ด้านในเป็นเนื้อสีขาว ผิวมีรอยหยัก เช่นเดียวกับซีรีบรัมแต่มีขนาดเล็กกว่า มีหน้าที่สำคัญ คือ ควบคุมและประสานงาน เพื่อให้การทรงตัวและการเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นไปอย่างราบรื่นเป็นปกติ รวมถึงทำให้สามารถทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความละเอียดได้ ในรอยโรคที่เกิดในซีรีเบลลัม จะทำให้เกิดความผิดปกติในการทรงตัว การเคลื่อนไหว และสมดุลของร่างกาย
  2. พอนส์ (Pons) มีตำแหน่งอยู่ทางด้านหน้าของซีรีเบลลัม และติดต่อกับสมองส่วนกลาง เป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างซีรีบรัมกับซีรีเบลลัม และระหว่างเซรีเบลลัมกับไขสันหลังมีหน้าที่สำคัญ คือ ควบคุมการเคี้ยว การหลั่งน้ำลาย การเคลื่อนไหวบริเวณใบหน้า ควบคุมการหายใจ
  3. เมดัลลา ออบลองกาตา (Medulla oblongata) เป็นสมองส่วนที่อยู่ท้ายสุด โดยติดต่อกับสมองพอนส์ทางด้านบน และไขสันหลังทางด้านล่าง มีหน้าที่สำคัญ  คือ มีบทบาทในเรื่องการเต้นของหัวใจ การหายใจ การหมุนเวียนเลือด ความดันเลือด และเป็นศูนย์ปฏิกิริยาสะท้อนกลับบางชนิด เช่น การไอ การจาม การสะอึก เป็นต้น

 

ก้านสมอง (Brainstem)

ก้านสมองเป็นแกนกลางของสมอง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ สมองส่วนกลาง (Midbrain) สมองพอนส์ (Pons) และสมองส่วนเมดัลลา ออบลองกาตา (Medulla of oblongata)

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.livescience.com  www.mayfieldclinic.com  amazingpeoplebrain.wordpress.com
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com

 


-Endocrine-system.jpg

ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine system) เป็นระบบสื่อสารภายในร่างกาย ผ่านฮอร์โมน (Hormone) โดยทำหน้าที่ควบคุมเชื่อมโยง ติดต่อประสานและทำงานร่วมกับระบบอื่น ๆ ของร่างกาย โดยการทำงานจะอยู่ในลักษณะช้า ๆ และส่งผลในระยะยาว เช่น การเจริญเติบโตของร่างกาย การพัฒนาของระบบสืบพันธ์ การมีประจำเดือน การเผาผลาญ การควบคุมปริมาณน้ำและเกลือแร่ เป็นต้น

ต่อม (Gland) ในร่างกายมนุษย์สามารถแบ่งตามการส่งสารเคมีที่หลั่งออกมา ได้เป็นต่อมไร้ท่อ (Endocrine gland) หรือต่อมไม่มีท่อ ต่อมประเภทนี้จะมีการหลั่งสารที่เรียกว่า ฮอร์โมน (Hormone) เข้าสู่กระแสเลือดหรือน้ำเหลือง เพื่อไปควบคุมหรือดัดแปลงสมรรถภาพของเซลล์ที่อวัยวะเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ ตับอ่อน รังไข่ และอัณฑะ สำหรับต่อมมีท่อ (Exocrine gland) จะมีการหลั่งสารที่ต่อมสร้าง ผ่านทางท่อของต่อมส่งไปยังอวัยวะเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น ต่อมน้ำลาย ต่อมน้ำตา ต่อมน้ำนม ต่อมเหงื่อ

โดยมีบางต่อม เป็นทั้งต่อมไร้ท่อและต่อมมีท่อ เช่น ตับอ่อน หลั่งน้ำย่อยผ่านท่อเข้าสู่ลำไส้เล็ก ขณะเดียวกันมีการหลั่งฮอร์โมนควบคุมระดับน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด หรืออัณฑะสร้างตัวอสุจิส่งออกทางท่อ ขณะเดียวกันยังมีการหลั่งฮอร์โมนเพศเข้าสู่กระแสเลือด

 

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

  1. ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid gland) เป็นต่อมขนาดเล็กอยู่ติดกับด้านหลังของต่อมไทรอยด์ ต่อมนี้สร้างฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (Parathyroid hormone-PTH) หรือพาราทอร์โมน เพื่อทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกาย อันส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูก และการทำงานของกล้ามเนื้อ
  2. ต่อมหมวกไต (Adrenal gland) เป็นต่อมที่ตั้งอยู่ด้านบนของไต (Kidney) ต่อมนี้สร้างฮอร์โมนสำคัญ ๆ หลายชนิด เช่น ฮอร์โมนอะดรีนาลิน (Adrenalin) ช่วยให้ร่างกายมีความพร้อมเมื่ออยู่ในภาวะเครียด ตกใจกลัว ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด กดภาวะภูมิคุ้มกัน และต้านการอักเสบ ฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (Aldosterone) ช่วยควบคุมความดันโลหิตในร่างกาย รวมถึงฮอร์โมนเพศ
  3. ตับอ่อน (Pancreas) อยู่ด้านซ้ายของช่องท้อง วางตัวตามแนวส่วนโค้งของลำไส้เล็กส่วนต้น บริเวณที่เรียกว่า Islets of Langerhans จะเป็นกลุ่มเซลล์ที่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) และฮอร์โมนกลูคากอน (Glucagon) มีบทบาทในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  4. ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) เป็นต่อมที่อยู่ติดกับส่วนล่างของสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) หลั่งฮอร์โมนที่สำคัญ ๆ ของร่างกาย เช่น โกรทฮอร์โมน (Growth hormone) ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะกระดูกและกล้ามเนื้อ ฮอร์โมนโกนาโดโทรฟิน (Gonadotrophin) กระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ควบคุมลักษณะทางเพศ รวมถึงฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เซลล์เม็ดสีสร้างเม็ดสีเพิ่มมากขึ้น
  5. ต่อมไทรอยด์ (Thyroid) เป็นต่อมที่อยู่ส่วนล่างด้านหน้าของคอ ติดกับหลอดลมและกล่องเสียง ต่อมนี้หลั่งไทรอยด์ฮอร์โมน ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก สมองและระบบประสาท รวมถึงการควบคุมอัตราเมตาบอลิซึม (Metabolism) ภายในร่างกาย
  6. ต่อมไพเนียล (Pineal ) เป็นต่อมที่อยู่บริเวณกึ่งกลางของสมองส่วนซีรีบรัม (Cerebrum) ต่อมนี้หลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) มีผลต่อวงจรนาฬิกาชีวภาพ (Biological clock) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้สิ่งมีชีวิตสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในรอบวันได้
  7. ต่อมไทมัส (Thymus) เป็นต่อมที่อยู่ใต้กระดูกอก และด้านหน้าหัวใจ มีขนาดใหญ่ในเด็กและฝ่อเล็กลงเมื่ออายุมากขึ้น ต่อมนี้หลั่งฮอร์โมนไทโมซิน (Thymosin) กระตุ้นให้มีการสร้าง T-lymphocyte ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  8. ต่อมเพศ (Gonad) ในเพศชายคือ อัณฑะ (Testis) เป็นทั้งต่อมมีท่อและต่อมไร้ท่อ โดยผลิตอสุจิ (Sperm) ส่งออกทางท่อ และหลั่งฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุ์ และลักษณะต่างๆของความเป็นชาย ในเพศหญิงรังไข่ (Ovary) จะผลิตไข่ (Ovum) ให้พร้อมและตกจากรังไข่สลับข้างกันทุกเดือน พร้อมทั้งหลั่งฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุ์ และลักษณะต่าง ๆ ของความเป็นเพศหญิง รวมถึงฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) จะทำหน้าที่ระงับไม่ให้ไข่สุกระหว่างตั้งครรภ์เพื่อป้องกันไม่ให้มีประจำเดือนระหว่างตั้งครรภ์

 

โรคระบบต่อมไร้ท่อที่พบบ่อย

โรคเบาหวาน   โรคของต่อมไทรอยด์   โรคอ้วนที่เกิดจากต่อมทำงานผิดปกติ   โรคพีซีโอเอส (PCOS)   โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ   โรคมะเร็งตับอ่อน   โรคออโต้อิมมูนหรือภูมิต้านตนเอง

 

โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการขาดหรือการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ส่งผลให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือดเพื่อส่งต่อให้เซลล์ไปใช้เป็นพลังงานมีความผิดปกติ หากปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลานาน จะทำให้หลอดเลือดแดงและอวัยวะที่เกี่ยวข้องเสื่อม เกิดโรคและอาการแทรกซ้อนตามมา

โรคของต่อมไทรอยด์ เป็นโรคที่ทำให้การทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ ทำให้มีไทรอยด์ฮอร์โมนมากหรือน้อยกว่าปกติ จนเกิดผลกระทบกับร่างกาย โดยกรณีที่มีฮอร์โมนมากกว่าปกติ จะมีอาการเหนื่อย ใจสั่น ขี้ร้อน น้ำหนักลด เหงื่อมาก ตาโปน แขนขาอ่อนแรง กรณีที่มีฮอร์โมนน้อยกว่าปกติ จะมีอาการความคิดช้า เฉื่อยชา ง่วงนอน น้ำหนักขึ้น ตัวบวม หน้าบวม

โรคอ้วน เป็นภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันในส่วนต่างๆของร่างกายจนเกินปกติ โดยมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป โดยภาวะดังกล่าวจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วนคือ การทำงานผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนผิดปกติ เช่น โรคขาดไทรอยด์ฮอร์โมน โรคเนื้องอกต่อมใต้สมองเป็นต้น

โรคพีซีโอเอส (PCOS) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ หรือฮอร์โมนในร่างกายสตรี โดยการทำอัลตร้าซาวด์จะพบถุงน้ำเล็กๆ (Cyst) หลายใบในรังไข่ ผู้ป่วยจะมีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ และมีลักษณะของฮอร์โมนเพศชายสูง ทำให้มีสิว หรือขนดกกว่าผู้หญิงทั่วไป

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นภาวะที่อวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัวได้สมบูรณ์ในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ อาการนี้อาจเกิดขึ้นกับผู้ชายในช่วงวัยใดก็ได้ แต่ก็มักจะพบมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวมีหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านฮอร์โมนที่ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง รวมถึงระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ลดลง ระดับฮอร์โมนโปรแลกติน (Prolactin) เพิ่มขึ้น และภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนมากหรือน้อยเกินไป

โรคมะเร็งตับอ่อน พบได้เรื่อยๆ แต่ไม่บ่อย ในระยะแรกมักจะไม่มีอาการแสดง แต่เมื่อมะเร็งลุกลามไป ผู้ป่วยจะมีอาการแสดง เช่น ปวดท้องโดยปวดร้าวไปที่หลัง  เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง อาหารไม่ย่อย ดีซ่าน อุจจาระสีซีด คันตามผิวหนัง อาจคลำได้ก้อนในท้อง และอาการอื่น ๆ ตามอวัยวะที่มะเร็งลุกลามไป เป็นต้น

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com  en.wikipedia.org  www.emedicinehealth.com  www.haamor.com
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com

 

 

     


-Digestive-system-re.jpg

ระบบย่อยอาหาร (Digestive system) เป็นระบบที่รวมอวัยวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการรับอาหาร การย่อยโดยแปรรูปอาหารให้เป็นสารอาหารที่จำเป็น  และการดูดซึมสารอาหารเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงการกำจัดเอากากอาหารที่ร่างกายไม่ใช้ออกจากร่างกาย ข้อมูลจาก American Society of Gastrointestinal Endoscopy (ASGE) กล่าวว่าระบบทั้งหมดนี้มีความยาวประมาณ 30 ฟุต (9 เมตร)

 

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะหลัก ๆ ดังนี้

  1. ปาก (Mouth) ในช่องปากประกอบด้วย 3 อวัยวะหลัก คือ

    • ฟัน (Teeth) ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารที่รับประทานให้เล็กลง โดยมนุษย์จะมีฟัน 2 ชุด ชุดแรก คือ ฟันน้ำนม มี 20 ซี่ ส่วนชุดที่ 2 คือ ฟันแท้มี 32 ซี่ แบ่งเป็นฟันบนข้างละ 8 ซี่ ฟันล่างข้างละ 8 ซี่ แต่ละข้างแบ่งเป็น ฟันตัด 2 ซี่ ฟันเขี้ยว 1 ซี่ ฟันหน้ากราม 2 ซี่ และฟันกราม 3 ซี่ เรียงตามลำดับจากหน้าไปหลัง
    • น้ำลาย (Saliva) ถูกผลิตจากต่อมน้ำลาย (Salivary gland) โดยน้ำลายนั้นจะมีเอนไซม์อะไมเลส (Amylase) หรือไทยาลีน (Ptyalin) ช่วยย่อยคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งให้มีขนาดเล็ก นอกจากนี้น้ำลายยังช่วยให้อาหารอ่อนตัว เพื่อกลืนอาหารได้ง่ายขึ้น
    • ลิ้น (Tongue) ทำหน้าที่รับรสอาหาร เกลี่ยอาหารเพื่อให้ฟันบด คลุกเคล้าอาหารเพื่อสะดวกในการกลืน ประกอบด้วยกล้ามเนื้อโครงร่างขนาดใหญ่ ที่พื้นผิวปกคลุมไปด้วยปุ่มรับรส (Taste bud) ซึ่งสามารถรับรสได้แตกต่างกันตามตำแหน่งของลิ้น
  2. คอหอย (Pharynx) อยู่หน้ากระดูกสันหลังส่วนคอ เป็นทางผ่านของอาหารจากปากไปยังหลอดอาหาร โดยระหว่างการกลืน ขณะที่อาหารผ่านคอหอย หลอดลมจะปิดเพื่อไม่ให้อาหารไหลเข้าไป บริเวณนี้ไม่มีการย่อยเกิดขึ้น
  3. หลอดอาหาร (Esophagus) มีทั้งส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อลายและส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อเรียบ ทำหน้าที่รับอาหารจากคอหอยและส่งต่อไปยังกระเพาะอาหาร โดยการบีบรัดกล้ามเนื้อหลอดอาหารในลักษณะของการหดและคลายกล้ามเนื้อเป็นจังหวะ ๆ เรียกการบีบตัวแบบเพอริสตัลซิส (Peristalsis)
  4. กระเพาะอาหาร (Stomach) อยู่ระหว่างปลายของหลอดอาหารกับส่วนต้นของลำไส้เล็ก มีลักษณะคล้ายถุงมีผนังกล้ามเนื้อเป็นลูกคลื่น มีความแข็งแรง เป็นที่รองรับ คลุกเคล้าอาหาร และหลั่งน้ำย่อยประเภทโปรตีนซึ่งจะทำให้อาหารกลายเป็นของเหลวเหนียว ๆ แล้วส่งต่อไปยังลำไส้เล็ก บริเวณที่เชื่อมต่อกับหลอดอาหารจะมีหูรูดป้องกันน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลขึ้นหลอดอาหาร ขณะที่บริเวณเชื่อมต่อกับลำไส้เล็กจะมีหูรูดเพื่อป้องกันไม่ให้อาหารไหลเข้าสู่ลำไส้เล็กเร็วเกินไป
  5. ลำไส้เล็ก (Small intestine) มีลักษณะคล้ายท่อกลวงขดไปมาในช่องท้อง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ลำไส้เล็กส่วนต้นที่เรียกว่าดูโอดีนัม (Duodenum) ส่วนกลางที่เรียกว่าเจจูนัม (Jejunum) และส่วนปลายที่เรียกว่าไอเลียม (Illeum) เป็นบริเวณที่มีการย่อยและดูดซึมสารอาหารมากที่สุด บริเวณลำไส้เล็กจะมีเอนไซม์จากตับอ่อน (Pancreas) มาช่วยย่อยสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต รวมถึงน้ำดีจากตับ (Liver) ที่ช่วยย่อยไขมันและกำจัดของเสียในเลือด
  6. ลำไส้ใหญ่ (Large intestine) ประกอบด้วย 3 ส่วน เริ่มจากส่วนที่เรียกว่าซีคัม (Caecum) ซึ่งมีส่วนของไส้ติ่ง (Appendix) ยื่นออกมา ส่วนโคลอน (Colon) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนที่ยาวที่สุด มีหน้าที่ดูดซึมน้ำและวิตามินบางชนิด รวมถึงการขับกากอาหารให้เข้าสู่ลำไส้ใหญ่ส่วนที่เรียกว่าไส้ตรง (Rectum) เพื่อรอขับถ่ายผ่านทางทวารหนัก (Anus) ต่อไป

 

นอกจากนี้ระบบย่อยอาหารยังมีอวัยวะที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  1. ต่อมน้ำลาย (Salivary gland) มี 3 คู่ คือ ต่อมข้างกกหู ถ้าอักเสบจะมีอาการ บวมแดง เรียก คางทูม ต่อมใต้ขากรรไกรและต่อมใต้ลิ้น ผลิตน้ำลายลักษณะต่าง ๆ เปิดเข้าสู่ปาก
  2. ตับ (Liver) เป็นอวัยวะภายในที่มีหน้าที่สำคัญในขบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) ของร่างกาย เช่น การควบคุมปริมาณน้ำตาลกลูโคส (Glucose) โดยเซลล์ตับจะเก็บไว้ในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) การสลายเซลล์เม็ดเลือดแดง (Red blood cell) การสังเคราะห์พลาสมาโปรตีน การผลิตฮอร์โมน (Hormones) และการกำจัดสารพิษ และที่สำคัญ ตับยังเป็นต่อมช่วยย่อยอาหาร โดยผลิตน้ำดี (Bile) ส่งเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม เพื่อย่อยอาหารประเภทไขมัน
  3. ตับอ่อน (Pancreas) เป็นอวัยวะที่จัดอยู่ในระบบย่อยอาหารและระบบต่อมไร้ท่อ โดยในระบบย่อยอาหารนั้นตับอ่อนจะสร้างน้ำย่อยที่มีเอนไซม์หลายชนิด เพื่อทำหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน โดยเอนไซม์เหล่านี้จะถูกหลั่งออกมาและรวมเข้ากับน้ำดีจากถุงน้ำดี ก่อนที่จะเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม นอกจากนี้ในระบบต่อมไร้ท่อ ตับอ่อนยังมีการหลั่งฮอร์โมนกลูคากอน (Glucagon) ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) โดยฮอร์โมนทั้งสองตัวมีผลในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  4. ถุงน้ำดี (Gallbladder) เป็นอวัยวะในช่องท้องเพื่อเก็บสะสมน้ำดี (bile) ที่ผลิตจากตับ โดยจะส่งน้ำดีผ่านท่อถุงน้ำดี เข้าท่อน้ำดีตับ ท่อน้ำดีใหญ่ ท่อตับอ่อน ก่อนเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการปล่อยน้ำดีออกสู่ทางเดินอาหาร

 

การทำงานของระบบย่อยอาหาร

การย่อยอาหารมี 2 ขั้นตอน

  • การย่อยเชิงกล (Mechanical digestion) เป็นกระบวนการทำให้อาหารมีขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนที่และการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยการบดเคี้ยว รวมทั้งการบีบตัวของทางเดินอาหาร ทั้งนี้ในการย่อยเชิงกล โมเลกุลของอาหารยังไม่เล็กมากพอที่ร่างกายจะดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้
  • การย่อยทางเคมี (Chemical digestion) เป็นการย่อยโมเลกุลของอาหาร ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ให้มีขนาดเล็กมากพอที่ร่างกายจะดูดซึมเอาไปใช้ได้ โดยการย่อยในขั้นตอนนี้ จะเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างโมเลกุลของอาหารกับน้ำ โดยมีเอนไซม์หรือน้ำย่อยเข้าเร่งปฏิกิริยา ส่วนเกลือแร่ และวิตามินจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง

เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป อาหารจะถูกย่อยเชิงกลโดยฟัน และอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์อะไมเลส (Amylase) จากน้ำลาย ได้เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ อาหารในขั้นตอนนี้จะถูกกลืนผ่านคอหอยกลายเป็นอาหารรูปทรงกลมเล็ก ๆ ผ่านการบีบและคลายตัวของกล้ามเนื้อหลอดอาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร ที่กระเพาะอาหาร เอนไซม์เพปซิน (Pepsin) จะย่อยโปรตีนให้เป็นเพปไทด์ (Peptide) และเอนไซม์เรนนิน (Rennin) จะเปลี่ยนโปรตีนในน้ำนมให้อยู่ในรูปที่เอนไซม์เพปซินสามารถย่อยได้ การดูดซึมที่กระเพาะอาหารจะมีไม่มาก แต่แอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมได้ดี หลังจากผ่านไป 1 – 2 ชั่วโมง อาหารที่ผ่านการย่อยจากกระเพาะอาหารซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวข้นหนืด (Chyme) จะไหลเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม ที่ซึ่งจะมีเอนไซม์สำหรับย่อยอาหารจากตับอ่อนและน้ำดี รวมถึงน้ำย่อยจากลำไส้เล็กเอง ย่อยโมเลกุลของอาหารให้เป็นสารอาหารที่มีโมเลกุลเล็ก พอที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ โดยโปรตีนจากกระเพาะอาหารจะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโน (Amino acids) คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยต่อให้เป็นเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส (Glucose) น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose) และน้ำตาลกาแลคโตส (Galactose) และไขมันจะถูกย่อยเป็นไขมันโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่ กรดไขมัน (Fatty acid) และกรีเซอรอล (Glycerol)

สารอาหารที่ได้จากการย่อยจะถูกดูดซึมจะเข้าสู่กระแสเลือด และส่งต่อไปยังตับ โดยตับจะนำสารอาหารดังกล่าวไปปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการใช้งานของร่างกาย เช่น นำกรดอะมิโนไปสร้างโปรตีนเม็ดเลือดไปสร้างโปรตีนให้เลือดแข็งตัว สร้างน้ำเหลือง รวมถึงการเก็บสะสมและนำสารอาหารออกมาใช้เมื่อร่างกายต้องการ เช่น เปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสเป็นไกลโคเจน และเปลี่ยนกลับเป็นกลูโคสอีกครั้งเมื่อร่างกายต้องการพลังงาน นอกจากนี้ตับยังเป็นที่เก็บของวิตามิน A D E K ควบคุมสมดุลของฮอร์โมนต่าง ๆ รวมถึงการกำจัดของเสียอีกด้วย ในส่วนของการย่อยอาหาร ของเหลือจากการดูดซึมจะผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีการดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่ร่างกาย และส่งส่วนที่เหลือออกมาเป็นอุจจาระต่อไป

 

โรคระบบย่อยอาหารที่พบบ่อย

โรคกระเพาะอาหาร    โรคลำไส้แปรปรวน    โรคกรดไหลย้อน    โรคท้องร่วง    โรคไวรัสตับอักเสบบี    โรคไขมันพอกตับ    ตับอ่อนอักเสบ    ถุงน้ำดีอักเสบ

 

โรคกระเพาะอาหาร สาเหตุหลักเกิดจากการเสียสมดุลของกรดที่หลั่งออกมา ทำให้เกิดการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ปัจจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกับไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิต เช่น การตื่น การทำงาน การนอน ความเครียดความกังวล และพฤติกรรมการรับประทานอาหาร รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพอื่น ๆ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดด้วย

โรคลำไส้แปรปรวน เป็นโรคเกี่ยวกับการทำงานผิดปกติของระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะลำไส้ โดยไม่พบความผิดปกติที่โครงสร้างและพยาธิสภาพของทางเดินอาหาร ผู้ป่วยมักจะปวดบริเวณท้องน้อย มีทั้งการปวดมากและการปวดน้อย และหลายๆครั้งมีการขับถ่ายที่ผิดปกติ จัดเป็นหนึ่งในโรคเกี่ยวกับลำไส้ที่พบได้บ่อย

โรคกรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร หรือไหลออกนอกหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร รวมถึงส่งผลเสียต่อกล่องเสียงและลำคอได้ สาเหตุเกิดจากการทำงานบกพร่องของหูรูดกั้นหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร รวมถึงการบีบตัวของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร พบได้มากในคนอ้วน และคนสูบบุหรี่

โรคท้องร่วง เป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทย สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาหารเป็นพิษ การติดเชื้อจากแบคทีเรียและไวรัส รวมถึงปาราสิตบางประเภท กรณีเป็นแบบไม่รุนแรง มีอาการท้องร่วงและเสียน้ำไม่มาก ร่างกายจะปรับตัวโดยดึงเอาน้ำจากเนื้อเยื่อเข้าไปชดเชยได้ ยกเว้นท้องร่วงในเด็กหรือคนชรา รวมถึงการเป็นแบบรุนแรงที่มีการเสียน้ำมาก โรคนี้อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตได้

โรคไวรัสตับอักเสบบี โรคนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากพบการระบาดของเชื้อได้บ่อย โดยเมื่อติดเชื้อแล้วจะทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับ และเซลล์ตับถูกทำลาย หากเป็นเรื้อรังจะเกิดพังผืด ทำให้ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ จากหลักฐานการศึกษาบ่งชี้ว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในการเกิดมะเร็งตับ ซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่พบมากในคนไทย

โรคไขมันพอกตับ เป็นภาวะที่ไขมันไปอยู่ในเซลล์ตับจำนวนมากจนทำให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบ หรือตายได้  ภาวะนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ การดื่มสุรา การมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin) หรือมีโรคที่เกี่ยวกับเมตาบอลิก อาทิ โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง  อาการที่พบ เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ผิวเหลือง ในบางรายอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง

ตับอ่อนอักเสบ เกิดขึ้นเมื่อเอนไซม์โดยเฉพาะทริปซิน (Trypsin) ซึ่งสร้างที่ตับอ่อนและไปออกฤทธิ์ในการย่อยโปรตีนที่ลำไส้เล็ก ถูกกระตุ้นให้ทำงาน จึงเกิดการย่อยเซลล์ของตับอ่อนเอง จนเกิดอาการอักเสบ กรณีที่เป็นเรื้อรังโดยสาเหตุไม่ได้ถูกแก้ไข เซลล์ของตับอ่อนจะค่อย ๆ ถูกทำลายจนไม่สามารถฟื้นตัวได้ ทำให้เกิดปัญหาในการสร้างน้ำย่อยและฮอร์โมนที่จำเป็น

ถุงน้ำดีอักเสบ มีหลายสาเหตุที่ทำให้ถุงน้ำดีอักเสบได้ เช่น ติดเชื้อ ท่อน้ำดีอุดตัน นิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งจะส่งผลให้ถุงน้ำดีบวม อักเสบ  และเกิดอาการปวด ผู้ป่วยอาจมีไข้ เจ็บหลังจากทานข้าว คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด เป็นต้น

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.livescience.com  www.niddk.nih.gov  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com

     


FeaturedImageH2C14052018.jpg

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัว

ผศ. รัชด ชมภูนิช หรืออาจารย์แป๋งครับ ปัจจุบันอายุ 51 ปี ทำงานรักษาการรองอธิการบดี ฝ่ายพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์และสื่อสารองค์กร และรักษาการคณบดีคณะบริหารธุรกิจ ม.เกษตรศาสตร์ ครับ

 

สุขภาพก่อนหน้าที่จะลดน้ำหนักเป็นอย่างไร

ช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา น้ำหนักตัวผมเยอะพอสมควรครับ ประมาณ 115 กิโลกรัม ความดันโลหิต 100 – 160 หมอก็แจ้งเตือนมาว่าให้พยายามลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร ตอนนั้นเริ่มมีอาการบางอย่างแล้ว เช่น มีอาการเวียนศีรษะ มีความดันขึ้นเป็นบางเวลา นอกจากนั้นก็มีภาวะในเรื่องของการนอนกรน นอนแล้วหยุดหายใจบ้างเป็นครั้งคราว ตอนนั้นยอมรับว่ายังไม่ได้สนใจเรื่องสุขภาพเท่าไร เพราะเราดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เกือบปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเล่นกีฬาหรือกิจกรรมอื่น ๆ

 

จงเริ่มต้นวิ่ง จงเริ่มต้นออกกำลังกาย
ก่อนที่คุณจะไม่สามารถทำมันได้อีกต่อไป”

 

แรงบันดาลใจในการหันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง

เริ่มต้นจากความต้องการที่อยากจะลงแข่งขันวิ่งในระยะมินิมาราธอน 10 กิโลเมตรให้ได้ ที่ผ่านมาวิ่งได้เต็มที่แค่ 5 กิโลเมตร ก็เรียกว่าเยอะมากแล้ว เพราะสรีระและน้ำหนักตัวเองยังเยอะอยู่ ประเด็นที่สอง เราต้องการที่จะลดน้ำหนักตัวลงอย่างจริงจัง เพราะเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว เราไม่อยากอยู่ในสภาพอ้วนๆ ทำอะไรลำบาก ขยับตัวก็เหนื่อย ก่อนหน้านั้นมีผลการตรวจร่างกาย นอกเหนือจากความดัน มีคอเลสเตอรอลสูง ค่า LDL HDL ค่า Triglyceride ไม่ดีเลย ผมเลยคิดว่าเราควรเริ่มดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง ประจวบเหมาะกับตอนนั้นมีเพื่อน ๆ ลงขันกันให้ผมลดน้ำหนัก  ผมเลยบอกว่าเอาอย่างนี้แล้วกัน ผมทำโครงการสนุก ๆ ชื่อ “แป๋ง บอดี้ สลิม” ผมบอกเพื่อนๆ ที่เคยบอกจะให้เงิน 1,000 บาทต่อน้ำหนักตัวที่ลดลง 1 กิโลกรัม ว่าผมเอานะ โดยจะเอาเงินที่ได้ไปช่วยบริจาคให้โครงการกิจกรรมวิ่งการกุศล “ก้าวคนละก้าว” ของพี่ตูน  ผมเลยรีบลดน้ำหนัก พอสิ้นสุดโครงการระยะเวลา 2 เดือน ผมสามารถลดน้ำหนักได้ 10 กิโลกรัม ก็ได้เงินช่วยพี่ตูนไป 290,000 บาท อันนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง ก็ต้องขอขอบคุณผู้ที่สนับสนุนมาด้วย

 

เลือกใช้วิธีใดในการลดน้ำหนัก

ต้องบอกก่อนว่าปกติผมเป็นคนเล่นกีฬาอยู่แล้ว มีกอล์ฟ มีฟิตเนส มีวิ่ง แต่ว่าไม่ได้ทำแบบต่อเนื่องเท่าไร อาหารก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญเท่าไร จนมาถึงจุดเปลี่ยนจากแรงบันดาลใจในข้อก่อนหน้า

ปัจจุบันผมทำอยู่ 2 เรื่องหลัก ๆ เรื่องแรกคือ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio exercise) โดยการวิ่ง ตรงนี้ผมเน้นให้วิ่งหนักและต่อเนื่องในระดับหนึ่ง ไม่งั้นไม่เห็นผล การวิ่งควรวิ่งไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 4 วัน อย่างผมปัจจุบันวิ่งสัปดาห์ละ 5 วัน อาทิตย์ละ 40 กิโลเมตร เดือนละ 150 – 160 กิโลเมตร แล้วก็พักให้ร่างกายได้ฟื้นฟูประมาณสัก 2 – 3 วัน การลดน้ำหนักของเราจะมีประสิทธิภาพที่แท้จริง เพราะถ้าคุณวิ่งน้อยกว่านี้ ร่างกายจะยังไม่สามารถเผาผลาญไขมันหรือทำอะไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงร่างกายได้ตามที่เราต้องการ

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของอาหาร ผมเปลี่ยนเมนูอาหารจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แต่ร่างกายยังต้องการพลังงานเพื่อใช้ในการวิ่งทุกวันอยู่ ผมเลยจำเป็นต้องมีอาหารที่ให้พลังงาน เริ่มต้นมื้อเช้าจะเป็นไก่ ไข่ ผัก กึ่ง ๆ สลัดนิดนึง มื้อกลางวันจะยังคงเป็นมื้อที่ผมกินแป้ง พวกข้าว ก๋วยเตี๋ยวเหมือนเดิม แต่ลดพวกคาร์โบไฮเดรตลงเหลือครึ่งเดียว แต่สิ่งที่งดเว้นโดยสิ้นเชิงเลย คือ พวกของทอด ของมัน น้ำอัดลม และการปรุงแต่งในอาหาร ส่วนมื้อเย็นคือสลัดล้วนๆ เลยครับ

โดยรวมแล้ว ผมให้น้ำหนักกับการควบคุมอาหาร 70% และการออกกำลังกาย 30%

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการออกกำลังกายคือ…
ความต่อเนื่อง”

 

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ รูปร่างเล็กลง ผมลดน้ำหนักได้ 20 กิโลกรัมในช่วงเวลา 4 เดือน เป็นความภูมิใจและความสำเร็จครั้งสำคัญของชีวิต และตั้งเป้าไว้ที่ 78 – 79 กิโล ซึ่งผมก็ยังคงปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ประจวบเหมาะกับตอนนี้วัยก็เข้าสู่หลัก 5 แล้ว การดูแลสุขภาพของคนวัยนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

 

อุปสรรคในการลดน้ำหนัก

ผมว่าอุปสรรคสำคัญคือ “ครั้งแรก” ครั้งแรกของการทำอะไรก็ตาม มันลำบากทั้งนั้น แต่ถ้าถามถึงอุปสรรคสำคัญจริง ๆ ผมคิดว่าตัวเราเองสำคัญที่สุด ตัวเราเองที่จะมีข้ออ้าง มีข้อโต้แย้งที่จะไม่ทำในสิ่งที่ควรจะทำ แต่ตัวเราเองอีกเหมือนกัน ที่จะบอกว่า……ต้องทำ ผมก็จะมีวิธีจัดการกับความขี้เกียจของตัวเอง เวลาที่ผมตื่นมาตอนเช้า ผมจะตั้งพันธสัญญากับตัวเอง ว่าผมจะต้องวิ่ง แต่จะมีตัวผมเองที่จะงัวเงีย เมาขี้ตา ไม่อยากวิ่ง ผมก็พยายามไม่สนใจ ผมก็จะใส่รองเท้า ใส่ชุดแล้วก็เดินลงไปกดเครื่องวิ่งแล้วก็วิ่ง จนถึงระยะหรือเวลาที่ต้องการ

 

ยา 3 ตัวที่ช่วยให้การออกกำลังกาย
ประสบความสำเร็จ คือ วินัยเซตามอล
อดทนนิซิลิน และยาขมตราใบเหงื่อ” 

 

เทคนิคในการออกกำลังกายให้ประสบความสำเร็จ

ผมรับประทานอยู่ 3 ตัวครับ ตัวแรกคือ “วินัยเซตามอล” ความมีวินัยเป็นเรื่องแรกและเรื่องที่สำคัญที่สุดที่จะลดน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพ ตัวที่สองคือ “อดทนนิซิลิน” ความอดทนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกอย่างมันต้องใช้ความอดทนทั้งนั้น อดทนเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ มันต้องใช้ความอดทนอย่างแท้จริง ส่วนยาตัวที่สามคือ “ยาขมตราใบเหงื่อ” ผมเชื่อว่าคนที่ออกกำลังกาย นักวิ่งทุกคนก็ต้องเจอสภาวะแบบนี้ แต่ยาขมที่มันออกมาเป็นเหงื่อโทรมกายของเราทุกวันนี้มันกลับทำให้เรามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ผมคิดว่าเวลาที่เราออกกำลังกายมันจะมีช่วงเบื่อที่ทำอะไรซ้ำๆ ผมจะต้องหาวิธีการที่จะแก้ความเบื่อของตัวเอง เช่น ผมวิ่งบนเครื่องวิ่งที่คอนโด ผมรู้สึกว่าการตั้งเป้าหมายการวิ่งไว้ที่ 5 กิโลเมตรมันเริ่มทำให้ผมเบื่อ ผมก็ไปตั้งค่าเป็นนาทีแทน เวลาก็จะนับถอยหลังลงเรื่อยๆ เหมือนเป็นการหลอกสมอง ส่วนอีกวิธีนึงที่ผมใช้ตอนไปวิ่งในสวนรถไฟ ผมก็จะออกแบบเส้นทางการวิ่งของผมใหม่ เพื่อให้แต่ละรอบมีเส้นทางการวิ่งมากขึ้น ผมพยายามวิ่งซอกซอนไปยังจุดต่าง ๆ ภายในสวนรถไฟจนระยะเพิ่มจาก 2.5 กิโลเมตรเป็นประมาณเกือบ 4 กิโลเมตร ผมเป็นคนขี้เบื่อ ผมคิดว่าอะไรทั้งหลายทั้งปวงมันอยู่ที่เราคิด เราออกแบบ มันออกแบบได้

 

ถ้าคุณคิดจะทำ ทำเลย ไม่ต้องรอ
แต่ถ้าคุณยังไม่ได้ทำ แสดงว่าสิ่งนั้น
มันยังไม่สำคัญพอสำหรับชีวิตคุณ”

 

ฝากข้อคิดสำหรับผู้ที่สนใจแนวทางเดียวกัน

นอกเหนือจากวิธีที่ผมได้ทำมาจนสำเร็จในเรื่องการลดน้ำหนักแล้ว ผมคิดว่าการตรวจสุขภาพประจำปีตามคอร์สที่โรงพยาบาลจัดไว้ให้เป็นเรื่องที่สำคัญและมีความจำเป็น ยิ่งเราตรวจสุขภาพถี่และมากครั้งเท่าไหร่ เราก็มีโอกาสที่จะพบสิ่งที่เป็นปัญหาและสามารถแก้ไขปัญหาได้ สุขภาพของเราเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วบางทีเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

 


.jpg

ในชีวิตประจำวัน มีการใช้คำว่า “เอ็น” กันบ่อยครั้งมาก ทั้งเอ็นข้อ เอ็นยึด เอ็นยึดข้อ เอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นกระดูกหรือเส้นเอ็น ทำให้ในการสื่อสารหลาย ๆ ครั้ง อาจเกิดความสับสนได้ โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพ เช่น เอ็นอักเสบ เอ็นหัวไหล่อักเสบ เส้นเอ็นอักเสบ ยิ่งมีการพูดถึงเรื่อง “พังผืด” ขึ้นมาด้วย ดังนั้นเรามาดูกันว่าหลัก ๆ แล้วหมายถึงอะไร

 

เอ็นกล้ามเนื้อ

เอ็นกล้ามเนื้อ (Tendon) เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดเส้นใย (Fibrous tissue) อยู่ส่วนปลายของมัดกล้ามเนื้อ โดยช่วยยึดให้กล้ามเนื้อติดกับกระดูก ทำให้กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และกระดูกต่าง ๆ ทั่วร่างกายสามารถเคลื่อนไหวร่วมกันได้ เมื่อดูในกายวิภาคของกล้ามเนื้อ จะเห็นเอ็นกล้ามเนื้อเป็นสีขาวที่ปลายมัดกล้ามเนื้อด้านที่ติดกับกระดูกและข้อต่อต่าง ๆ

โรคหรือภาวะผิดปกติของเอ็นกล้ามเนื้อ จะส่งผลให้เกิดอาการปวด เจ็บ บวม การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ และอวัยวะที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างลำบาก โดยทั่วไปมักเกิดจากการบาดเจ็บ ทั้งจากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุ รวมถึงการเสื่อมตามอายุเช่นเดียวกับเอ็นกระดูก

 

เอ็นกระดูก

เอ็นกระดูก (Ligament) เป็นกลุ่มหรือมัดของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดเส้นใย (Fibrous tissue) ที่เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีกล้ามเนื้อยึดที่ปลาย โดยช่วยยึดกระดูกและกระดูกชิ้นอื่นเข้าไว้ เพื่อเป็นข้อต่อ (Joint) ทั้งนี้เอ็นกระดูกหรือเอ็นยึด บางครั้งเรียกเส้นเอ็น จะมีคุณสมบัติยืดหยุ่น เมื่อมีแรงดึงจะยืดออกได้เล็กน้อย และกลับสภาพเดิมเมื่อไม่มีแรงดึง ทั้งนี้จะต่างจากเอ็นกล้ามเนื้อซึ่งไม่มีความยืดหยุ่น แต่หากแรงดึงมากเกินหรือถูกดึงทิ้งไว้ระยะเวลานานเกิน เอ็นกระดูกจะไม่สามารถกลับสภาพเดิม ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดข้อเคลื่อน (Joint dislocation) แล้ว ต้องได้รับการรักษาโดยทันที ถ้าเอ็นกระดูกถูกยืดมากเกินไป ข้อต่อก็จะอ่อนแอลงและมีแนวโน้มจะเกิดข้อเคลื่อนได้ง่าย

ในกรณีที่เอ็นฉีก (Broken ligament) อาจทำให้ข้อต่อไม่เสถียร ทั้งนี้เอ็นฉีกทุกครั้งไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเสมอไป ในบางกรณีการให้ข้อต่ออยู่นิ่ง ก็ทำให้เอ็นยึดมาต่อกันได้ แต่การผ่าตัดสามารถเย็บซ่อมเอ็นได้โดยตรง หากการรักษาดังกล่าวไม่ได้ผล อาจต้องใช้หัตถการอื่นๆ การปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้กระดูกอ่อนสึก และทำให้ข้อเสื่อม (Osteoarthritis) ได้

 

พังผืด

พังผืด (Fibrosis) เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดเส้นใย (Fibrous tissue) ช่วยในการยึดเกาะระหว่างเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้อกับกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อกับกระดูก และร่างกายยังใช้เนื้อเยื่อนี้ในการซ่อมแซมเมื่อเกิดมีการบาดเจ็บ เสียหาย อักเสบ หรือการตายของเซลล์ในเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ เช่น การเกิดแผลเป็น กรณีผิวหนังเกิดแผล เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีพังผืดเกิดมากผิดปกติ อาจทำให้เนื้อเยื่อหรืออวัยวะดังกล่าว สูญเสียการทำงานได้

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : th.wikipedia.org  www.haamor.co
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 

     


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก