ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

FeaturedImageH2C1006920x783.jpg

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัวด้วยค่ะ

ชื่อ รังสรรค์ ไพศาลเสถียรวงศ์ ครับ อายุ 51 ปี

ตอนนี้มีกิจการหลัก 2 – 3 อย่าง คือ นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ เป็นกู้ชีพของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน และเป็นพิธีกรสอนการช่วยชีวิตฉุกเฉินโดยเฉพาะหัวใจวาย จมน้ำ ไฟดูด

 

ก่อนหน้านี้มีปัญหาสุขภาพเรื่องอะไรอยู่บ้าง

ยังไม่ถึงที่จะเป็นปัญหาสุขภาพ จริง ๆ ก็ดูแลตัวเองอยู่บ้าง แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราวัดความดันตัวบนอยู่ที่ 140 ลอยตัวเลย ไม่ลง นั่นหมายถึงเกินกว่านี้เป็นความดันสูง ด้วยงานที่ทำอยู่ เราก็รู้ว่าถ้าปล่อยไว้ ปลายทางของความดันสูง คือ หัวใจวาย เราก็เริ่มค้นหาวิธีแก้ปัญหา ดีกว่าจะรอที่ปลายทางอย่างเดียว

 

แรงบันดาลใจหลักที่ทำให้หันมาดูแลสุขภาพ คืออะไร

ชัดเจนเลยครับ เริ่มเสี่ยงที่จะเป็นความดันสูงแล้ว  บวกกับงานที่เราทำเกี่ยวกับการช่วยชีวิตคน ต้องสอนทุกวันเรื่องปั๊มหัวใจ สอนให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ เราเห็นคนตายทุกวัน อยู่อย่างใกล้ชิดก็เลยเห็นปัญหาในรายละเอียดว่า โรคฉุกเฉินแบบนี้ มันแก้ปลายทางอย่างเดียวไม่ได้ แต่ละคนต้องค้นหาสาเหตุ แล้วแก้ไขที่ต้นเหตุของตัวเอง

 

เห็นสนใจวิธีการดูแลสุขภาพของคุณหมอสันต์ ใจยอดศิลป์ เล่าให้ฟังหน่อย

ต้องออกตัวก่อนว่า อาจารย์ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ท่านเป็นปรมาจารย์สอนการช่วยชีวิต โดยการทำ CPR ให้กับประชาชน ท่านเป็นหมอที่ร่วมออกแนวทางเวชปฏิบัติที่อเมริกาด้วย ด้วยลักษณะงานของเราก็ติดตามท่านอยู่ก่อนหน้าแล้ว พอตอนหลังท่านป่วย ความดัน 167 – 168 แล้วก็มีไขมันในเลือดสูง ท่านก็ดูแลตัวเองจนดีขึ้น กลับมาออกสื่อ ส่วนของผมยังไม่ป่วย แค่เกือบ ๆ แล้วกำลังหาข้อมูลมาดูแลตัวเอง ก็โชคดีมาได้ข้อมูลจากท่าน ทั้ง YouTube และ Blog ผมก็เลยเริ่มศึกษาและเปลี่ยนแปลงตัวเองจริง ๆ จำได้ว่าช่วงเดือนกุมภา มีนา ปี 60 ที่ผ่านมานี้เอง ก่อนหน้านั้นผมก็ใช้วิธีของผมก่อน แต่ไม่สำเร็จ

 

เริ่มต้นดูแลสุขภาพ ด้วยวิธีอะไร

ต้องบอกก่อนว่า ผมเลือกที่จะไม่ไปโรงพยาบาลเพื่อหาหมอกินยานะ เพราะลึก ๆ ใจมันบอกว่าเราไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะปกติผมไม่กินเหล้า ไม่ดูดบุหรี่ แถมยังเป็นนักกีฬาตั้งแต่เด็ก แล้วก็ยังออกกำลังกายเป็นประจำ ด้วยการตีแบดอยู่สัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 2 – 3 ชั่วโมง

ตอนนั้นผมหนัก 80 กิโลกว่า พุงกลม ๆ หน่อย เลยเลือกที่จะลดน้ำหนักโดยเพิ่มการออกกำลังกายอีก 2 วัน รวมเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ ผลที่ได้คือผมเหนื่อยง่ายมาก บางครั้งตีแบตไม่จบเซ็ต ก็ต้องขอเดินออก หายใจไม่ออก คือ เราไม่ไหวจริง ๆ เริ่มแน่นหน้าอก หน้ามืด ตาลาย ซึ่งเราก็วนอยู่กับการหาทางลดน้ำหนัก โดยเพิ่มการออกกำลังกาย แต่ออกไปก็แน่นหน้าอก เวียนหัว ไม่ไหว นั่งพัก ผมวนอยู่หลายเดือน

จนกระทั่งมาเจอข้อมูลจากอาจารย์สันต์ ที่ว่าบางโรค การรักษาด้วยการใช้ยากับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้ผลไม่ต่างกัน ซึ่งผมเลือกแนวทางนี้อยู่แล้ว อาจารย์บอกคนที่ไม่กินเหล้า ไม่ดูดบุหรี่ แต่กิน “ไขมันทรานส์” สม่ำเสมอก็ป่วยได้ ผมเลยเริ่มจากเอา “ไขมันทรานส์”  ออกจากชีวิตก่อน แล้วกินเฉพาะไขมันดี ที่เราพอจะกินได้ ตัวต่อมาคือ “น้ำตาล” พวกน้ำหวานน้ำขวดผมเลิกเลย ทำแค่สองอย่าง กินแต่ไขมันดีและเลิกกินน้ำหวาน โดยกินน้ำแค่ 3 อย่าง คือ “น้ำเปล่า ชา กาแฟ” ปรากฏว่าน้ำหนักผมเริ่มลดลงทันที เลยคิดว่าเส้นทางนี้น่าจะใช่

ต่อมาผมก็ดูว่าอาหารที่อาจารย์แนะนำให้กินคืออะไร คำตอบคือ กิน ผัก ผลไม้ ถั่ว แบบ…เต็มเหนี่ยว คือไม่ต้องกินยาแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะการกิน ผมก็ทำตามเลย ถึงขั้นไปเรียนกับอาจารย์เลยนะ เพราะมันเห็นผล ด้วยแนวทางนี้ ก็สำเร็จตามเป้าหมาย

 

เราก็วนอยู่กับการหาทางลดน้ำหนัก โดยเพิ่มการออกกำลังกาย ออกไปก็แน่นหน้าอก เวียนหัว ไม่ไหวนั่งพัก ผมวนอยู่หลายเดือน”

 

ผลที่ได้รับภายหลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ความดันลดเหลือ 120 น้ำหนักลงมาเกือบ 10 กิโล เมื่อก่อนตีแบตไม่นานก็หอบ เดี๋ยวนี้เกมต่อเกมได้เลย เวลาเรากินพืชผักมากขึ้น เราแข็งแรงขึ้น เราจะรู้สึกมีชีวิตชีวา จริง ๆ แล้วฝรั่งเค้าเรียกอาหารพวกพืชผักว่า Power Food กินแล้วไม่เครียดมีชีวิตชีวาขึ้น สนามหญ้าหน้าบ้านจะเขียวขึ้น ต้นไม้สวยขึ้น โลกจะสดใสขึ้นเลย แค่ปรับอาหารเอง การออกกำลังกายสำหรับผมเกือบเท่าเดิม แค่สัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง แต่ทำอย่างสม่ำเสมอ

 

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีอุปสรรคอย่างไร เอาชนะอุปสรรคดังกล่าวอย่างไร

เนื้อสัตว์เป็นอะไรที่ยอมรับว่าอร่อย พอผมน้ำหนักลงมาได้เกือบ 10 กิโล ในเวลาประมาณ 3 เดือน ผมก็เริ่มท้อ เริ่มหิวเนื้อ อดไม่ได้กลับไปกิน ทันทีเลยครับ พอกินเนื้อสัตว์ น้ำหนักเริ่มขึ้น ผมก็เลยรู้ตัว และเริ่มต้นใหม่ คนคุมอาหารลงแดงทุกคน เพียงแต่คุณจะผ่านช่วงลงแดงไปได้ยังไง ผมคิดถึงอาหารอย่าง ขาหมู ลูกชิ้น แต่พอเรารู้ว่าเราจะเอายังไงกับสุขภาพ ก็ต้องเปลี่ยน วิธีการคือ กินได้แต่ต้องลดปริมาณให้เหลือน้อย มันมีงานวิจัยบอกว่า คนที่เล่นกล้ามทุกวันก็ยังกินเนื้อได้ประมาณ 0.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล ก็เท่ากับประมาณ 1 – 2 ขีดต่อวัน สำหรับคนที่ไม่ป่วย แต่ถ้าเรายังกินเนื้อปริมาณมาก ๆ อย่างทุกวันนี้ ก็จะป่วย เราแค่ลดลงและขยันออกกำลังกาย ความสมดุลก็จะเกิดขึ้น ทุกวันนี้ผมสมดุลแล้ว ผมก็ไม่ได้กินแบบเป๊ะ ๆ ยังกินส้มตำ กินลาบหมูได้ 1 – 2 ช้อนให้หายอยาก แต่เลี่ยงน้ำมัน ครีม คุกกี้ เบเกอรี่

ทุกวันนี้ ผมแก้ความอยากด้วยการกินสิ่งที่เป็นประโยชน์มากขึ้น เพราะยิ่งกินน้ำหนักยิ่งลดลง และเวลาผมหิวก็กินเลยไม่รอให้โหย เป็นการลดน้ำหนักที่มีความสุข พอเราสนุกกับการกิน เราก็จะเพลิดเพลินกับมัน อย่างผลไม้พวกแอปเปิ้ล สับปะรด ฝรั่ง ผมก็กินกับกาแฟดำ ไม่ใส่อะไรเลย ตอนแรกมันขม แต่กาแฟหอม เป็นอโรม่าบำบัด แล้วพอเรากินไปมันขมติดที่ปาก เสร็จแล้วเอาของหวานที่เป็นผลไม้กินตามเข้าไป มันดับรสขม แล้วก็ทำให้เราเข้าใจรสผลไม้ละเอียดขึ้น เรามีความสุขกับการกินผลไม้ขึ้นไปอีก การกินผลไม้แกล้มกับกาแฟหอม ๆ มันสดชื่นมาก

 

ให้น้ำหนักความสำคัญอย่างไร ระหว่างการกินกับการออกกำลังกาย

สูตรที่เรียนกับอาจารย์สันต์มาคือ อาหารการกินเป็น 70% ของเรื่องพวกนี้ ออกกำลังกายอีก 20 % และสุดท้าย 10% คือเรื่องจิตใจ ให้มีสังคมมีเพื่อนอย่าปลีกวิเวก คุยกับเพื่อนแล้วผ่อนคลาย

สำหรับการออกกำลังกาย สำหรับผมไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนส ไม่ต้องวิ่งมาราธอน ผมแบ่งเป็น 3 เรื่อง แอโรบิค เวทเทรนนิ่งสร้างกล้ามเนื้อ และการทรงตัว แค่นั่งตรง ๆ ตัวตรง ๆ ลุกนั่งฝึกกล้ามเนื้อขึ้นลงแนวดิ่ง ก็เป็นการออกำลังกายแล้ว

 

ฝากถึงคนที่ต้องการดูแลสุขภาพในแนวทางเดียวกัน

ผมอยากบอกว่า วันนี้โลกของข้อมูลเต็มไปหมด สิ่งที่อยากฝาก คือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เราเชื่อมั่นได้ แต่ต้องเป็นความรู้ที่ผ่านการวิจัย และทดลองที่วงการแพทย์ยอมรับ งานวิจัยหลายอย่างไม่ได้มาเร็ว มันต้องผ่านการติดตาม อย่าเอาความคิดทางวิทยาศาสตร์ไปทะเลาะกับหมอ เพราะมันไม่มีประโยชน์ ยังไงหมอก็รอเราเวลาเราป่วย

 

การปฏิบัติตนมันเป็นสิทธิ์ของเราที่จะเลือกเชื่อ ในสิ่งที่ควรจะเป็น เหมือนที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ให้เราเชื่อในสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล ต้องทดลองค้นหาด้วยตัวเอง อย่ามัวแต่เชื่อตามตำราหรือคนที่น่าเชื่อถือ ให้เราทดลอง”

 

ผมว่าการกลับมากินผลไม้เพื่อลดน้ำหนัก เป็นการทดลองที่ไม่ได้ลงทุนอะไรเยอะเลย เทียบกับการที่เราต้องไปซื้ออาหารเสริม ไปรักษาด้วยวิธีพิเศษอื่น ๆ การเริ่มกินผลไม้และออกกำลังกายนิดหน่อย ช่วยคุณได้ในราคาที่ถูกมาก ๆ 3 เดือนเห็นผลแล้วครับ

 

 


BannerQuiz-ความรู้สุขภาพ-edit1.jpg

แบบทดสอบ ความรู้สุขภาพ

 

เลือกคำตอบที่ถูกต้อง จากเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ ความรู้สุขภาพ

แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ

1. ข้อใดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ (Free radical) ได้
2. หากปริมาณของสารต้านอนุมูลอิสระ (Free radical) เสียสมดุล สามารถทำให้เกิดข้อใด
3. ฮอร์โมนใดที่มีส่วนช่วยให้ร่างกายมีความตื่นตัว ต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
4. ความเครียดเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนตัวใด
5. ฮอร์โมนใดมีส่วนสำคัญในการควบคุมระบบนาฬิกาชีวภาพ
6. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
7. สัญญาณชีพใด ที่เราอาจตรวจวัดวิธีการง่าย ๆ ด้วยตนเอง
8. ค่าความดันโลหิตปกติที่ใช้ตรวจวัดจากเครื่องวัด จะอยู่ที่เท่าใด
9. โรคใดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
10. สมองส่วนใดทำหน้าที่เกี่ยวกับ ความรู้ ความจำ ความรู้สึกนึกคิด

 

 

 

 

 

 

 


FeaturedImageH2C1920x783.jpg

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัวด้วยค่ะ

แสงทัย ตั้งแสงสกุล ชื่อเล่น หนึ่ง ทำงานวิศวกรฝ่ายก่อสร้าง ปัจจุบันอายุ 37 ปี ครับ

 

แรงบันดาลใจในการหันมาดูแลสุขภาพ

แรกเริ่มเดิมที เป็นคนอ้วนมาก หนักร่วม 100 โล เลย แล้วมันก็มีโรคนั้นโรคนี้ตามมา หนักสุดก็เป็นโรคเกาต์  มันอักเสบ ปวดร้อนบวมแดงที่ข้อเท้า ถึงขั้นเดินไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แค่จะลุกไปกินน้ำ หาข้าว ทำอะไรให้กับตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ ยังทำไม่ได้เลย

อย่างในการทำงาน เราเป็นวิศวกร ทำงานเกี่ยวกับการก่อสร้าง ซึ่งจะต้องไปตรวจหน้าไซต์งานตามที่ต่าง ๆ หรือต้องไปประชุม ต้องไปเดินขึ้นตึกหลาย ๆ ชั้น หรือแม้กระทั่งขับรถ คนอื่นก็ต้องมาช่วยเราหมด ขับรถพาเราไป พยุงเราเดิน เลยรู้สึกว่าเรากลายเป็นภาระของคนที่รู้จักเราทุกคน

ตอนนั้นก็คิดแล้วว่าถ้าหายกลับมา จะหันมาดูแลสุขภาพ และมันถึงเวลาแล้วที่เราจะไม่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน

 

รักษาอย่างไร

ไปหาคุณหมอและรับยามาทาน เหมือนขั้นตอนในการรักษาโรคเกาต์ทั่วไป ก็ดีขึ้น แต่พอเราศึกษาเองลึก ๆ จริง ๆ แล้ว ถึงแม้ว่ายาที่วิเศษที่สุด มันก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ยกเว้นตัวเราเอง เพราะว่ามันเกิดจากอาหารที่เราทาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ทานอาหารอย่างเดียวกัน แล้วจะเป็นเหมือนกันหมด มันก็อยู่ที่ร่างกายของแต่ละคนมัน

 

ตอนเริ่มแรกดูแลสุขภาพวิธีใดก่อน ผลเป็นอย่างไร

นอกจากทำตามคำแนะนำของหมอแล้ว เราก็มาศึกษาจากอินเตอร์เน็ตว่าอาการปวดเกาต์มันเกิดจากอะไร และเราก็รู้ว่ามันเกิดจากอาหารที่เราทาน ต้องควบคุมอาหาร แต่พอไปเสิร์ชในอินเตอร์เน็ตต่อว่าอาหารอะไรบ้าง โห มันเยอะแยะมากมายไปหมด ก็เลยมาตัดสินใจว่าไหน ๆ เราต้องควบคุมอาหารขนาดนั้นแล้ว เราก็ลดไขมัน ลดน้ำหนักไปด้วยเลยดีกว่า นั่นก็คือเป็นจุดเริ่มต้นคือการควบคุมอาหาร

 

แต่พอเราศึกษาไปลึก ๆ จริง ๆ แล้ว โรคนี้
ถึงแม้ว่ายาที่วิเศษที่สุด 
มันก็ไม่สามารถรักษา
ให้หายขาดได้ ยกเว้นตัวเราเอง”

 

มีวิธีการควบคุมอาหารอย่างไรบ้าง

ผมใช้วิธีการจดแคลลอรี่ ตามวิธีที่แนะนำในอินเตอร์เน็ต สมมุติว่าเราอายุ 35 ปี น้ำหนัก ส่วนสูง พฤติกรรมปกติเป็นอย่างไร ก็คำนวณออกมาเป็นปริมาณแคลอรีที่ร่างกายต้องใช้ อย่างถ้าคำนวณออกมาประมาณ 2,000 แคลลอรี่ ผมก็ใช้วิธีการกินไม่ให้มันถึง 2,000 แคลลอรี่ เบื้องต้นแบบนี้ก่อน แต่กิน ต้องกินให้ครบทุกมื้อ ห้ามอด เพราะถ้าอด มันจะทำให้เกิดอาการโหย เราจะต้องไปกินเยอะ ๆ อีกในมื้อต่อ ๆ ไป  มันจะทำให้สะสมมากขึ้นอีก อันนี้เป็นเบื้องต้นใช้วิธีการควบคุมแคลลอรี่

 

การดูแลสุขภาพหลังจากนั้น

พอคุมอาหารได้ น้ำหนักตัวเริ่มลดลง ทีละ 1 กิโล 2 กิโล 3 กิโล ลดไป 5 ลดไป 10 กิโล อาการเจ็บปวดข้อเท้าเริ่มลดลงเรื่อย ๆ บอกตรง ๆ มันทำให้มีกำลังใจในการควบคุมอาหารมากมาย เพราะเห็น ๆ เลยว่าทั้งน้ำหนักลด และโรคที่เราเป็นมันลดลงไปด้วย พอถึงจุดที่ร่างกายพร้อม ก็เริ่มมาออกกำลังกาย

 

วิธีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน สาเหตุที่ชอบ

พอมาเริ่มออกกำลังกาย ก็เริ่มด้วยการเดินช้า ๆ เดินไปเรื่อย ๆ ก่อนเดินอย่างเดียวอยู่เป็นเดือน ๆ พอแข็งแรงขึ้นก็เปลี่ยนเป็นวิ่งเหยาะ ๆ แล้วก็ตามเทรนด์เลย เสริมด้วยขี่จักรยาน แล้วก็ว่ายน้ำ แต่ปัจจุบันวิ่งเป็นส่วนใหญ่  เพราะอะไรเลือกวิ่ง มันสะดวกสุด เราสามารถใช้รองเท้า ใช้เสื้อผ้าที่เรามีอยู่เตรียมใส่รถไว้เลย บางครั้งจักรยานเอาใส่ไปก็ค่อนข้างที่จะลำบาก เทียบกับวิ่งพอสะดวกตอนไหน เราก็จะมาเปลี่ยนเสื้อผ้าใส่วิ่งได้เลย ก็เรียกว่าออกกำลังกายควบคู่กับการคุมอาหารมาหลายเดือนแล้ว

 

ผลที่ได้รับกับร่างกาย มีอะไรบ้าง เทียบกับก่อนหน้านี้

เรื่องแรกเลย น้ำหนักลดลงมา 25 โล ในระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ทำให้เรารู้สึกกระฉับกระเฉง คล่องตัว รู้สึกร่างกายมีกล้ามเนื้อขึ้น ปอด หัวใจ ทุกอย่าง รู้สึกมันฟิตขึ้น อาการที่ข้อเท้าก็ไม่เจ็บไม่ปวด ทำอะไรก็รู้สึกสบาย เสื้อผ้าก็หาง่าย เพราะเมื่อก่อนถ้าอ้วน ๆ ก็หาเสื้อผ้าไม่ได้เลย

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ครอบครัว เมื่อก่อนเราเดินไม่ได้  เราต้องให้เขาไปซื้อข้าว ซื้อน้ำ เดินขึ้นบนบ้านก็เดินไม่ได้ต้องให้เขาประคอง นั่นคืออย่างที่ผมบอกมันเป็นภาระให้กับทุกคน  พอหลังจากนั้นเราลดความอ้วนได้ ดูแลโรคเกาต์ได้ ก็ไม่เป็นภาระใครอีก มันดีสำหรับทุก ๆ คนไม่ใช่แค่เพราะตัวเรา ทุกวันนี้ก็ไปหาคุณหมอทุก ๆ 2 เดือน เพื่อติดตามอยู่เรื่อย ๆ แต่เราดำเนินชีวิตปกติ

 

ฝากถึงผู้ที่สนใจในแนวทางเดียวกัน

อันดับแรก จะบอกว่าไม่ต้องรีบนะครับ ในการออกกำลังกายไม่ใช่ว่าเห็นคนอื่นวิ่งได้ อยู่ดี ๆ เราไปวิ่งเลย มันก็จะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ ข้อแนะนำให้เดินก่อน เดินช้า ๆ เดินไปเรื่อย ๆ ประกอบกับควบคุมอาหารไปด้วย เราจะเห็นผลทันทีว่า หลังจากที่เราควบคุมอาหาร และออกกำลังกายประกอบ น้ำหนักเราลดลงจริง

และเราเฟิร์มขึ้น พอหลังจากนั้น เริ่มวิ่งช้า ๆ ไปเรื่อย ๆ มันจะเร็วขึ้นภายหลังถ้าพร้อมมากขึ้น จะบอกว่า ไม่ต้องเก่งเหมือนคนอื่น เราพยายามในสิ่งที่เรามีอยู่แค่นั้นพอครับ สำคัญคือ เราต้องมีวินัยในการกิน วินัยในการบังคับตัวเอง ที่สำคัญอยู่ที่ใจเราครับ

 

แนวทางการลดน้ำหนักที่ผ่านมา

เรื่องการกิน ต้องควบคุมอาหารเน้นกินปลา กินผัก กินข้าว หรือแป้งให้น้อย ไม่กินของหวาน ของทอดต่าง ๆ หากให้ลดลงเร็ว ต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย

เดือนแรก เป็นเดือนที่ค่อย ๆ เริ่ม ไม่ต้องรีบไม่ต้องหักโหมน้ำหนักจะลงประมาณ 1 – 2 กก.

  • กินไม่เกิน (2,500 kcal) ต่อวัน
  • ออกกำลังกายแบบไม่ต้องหักโหมให้รู้สึกเหมือนกับไม่ได้ออก เช่น เช้าปั่นจักรยาน 1.5 กม. เย็นปั่น 1.5 กม. รวมออกกำลังกายแบบไม่หักโหมต่อวันให้เผาผลาญประมาณ 100 kcal หากไม่มีเวลาต้องตื่นแต่เช้าแทนต้องบังคับตัวเองให้ได้
  • ระหว่าง 1 วัน ควรเดินให้มากกว่า 5,000 ก้าว

เดือนที่สอง น้ำหนักจะลงประมาณ 2 – 3 กก.

  • กินไม่เกิน (2,000 – 2,300 kcal) ต่อวัน
  • ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เช่น เช้าปั่นจักรยาน 3 กม. เย็นปั่น 3 กม. รวมออกกำลังกายให้เผาผลาญประมาณ 180 kcal หากไม่มีเวลาต้องตื่นแต่เช้าแทนต้องบังคับตัวเองให้ได้
  • ระหว่าง 1 วัน ควรเดินให้มากกว่า 6,000 ก้าว

เดือนที่สาม น้ำหนักจะลงประมาณ 2 – 3 กก.

  • กินไม่เกิน (1,500 – 1,800 kcal) ต่อวัน
  • ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เช่น เช้าปั่นจักรยาน 6 กม. เย็นปั่น 6 กม. รวมออกกำลังกายให้เผาผลาญประมาณ 250 – 350 kcal หากไม่มีเวลาต้องตื่นแต่เช้าแทนต้องบังคับตัวเองให้ได้
  • ระหว่าง 1 วัน ควรเดินให้มากกว่า 8,000 ก้าว

เดือนที่สี่ น้ำหนักจะลงประมาณ 2 – 3 กก.

  • กินไม่เกิน (1,400 – 1,700 kcal) ต่อวัน
  • ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เช่น เช้าปั่นจักรยาน 6 กม. เย็นปั่น 6 กม. รวมออกกำลังกายให้เผาผลาญประมาณ 250 – 350 kcal หากไม่มีเวลาต้องตื่นแต่เช้าแทนต้องบังคับตัวเองให้ได้
  • ระหว่าง 1 วัน ควรเดินให้มากกว่า 8,000 ก้าว

รวมน้ำหนักทั้งหมดที่ลดลงประมาณ 10 – 12 กก.โดยใช้ระยะเวลา 4 เดือน ส่วนอาหารที่ผ่านมาไม่อดอาหาร แต่ต้องเลือกกินให้เหมาะสม

 

 


-Circulatory-system.jpg

ระบบไหลเวียนโลหิต (Circulatory system) เป็นเครือข่ายของหัวใจและหลอดเลือดขนาดต่าง ๆ มีหน้าที่ในการเคลื่อนย้าย เลือด สารอาหาร ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์และฮอร์โมน เข้าและออกจากเซลล์ หากไม่มีระบบนี้ ร่างกายจะไม่สามารถต่อสู้กับโรคหรือไม่สามารถรักษาสภาพร่างกาย (Homeostasis) เพื่อดำเนินชีวิตอยู่ได้

 

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

  1. เลือด (Blood) เลือดประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำเลือด (Plasma) กับส่วนที่ไม่เป็นของเหลว คือ เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red blood cells) เซลล์เม็ดเลือดขาว (White blood cells) และเกล็ดเลือด (Platelet)
    • น้ำเลือด (Plasma) ประกอบด้วยน้ำและสารต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ สารอาหารที่ถูกย่อยแล้วรวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ ฮอร์โมนและสารอื่น ๆ ที่ละลายน้ำได้ โดยมีประมาณ 50% ของเลือดทั้งหมด น้ำเลือดทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่ถูกดูดซึมจากลำไส้เล็กไปสู่เซลล์ทั่วร่างกาย พร้อมกับการลำเลียงของเสียที่เป็นของเหลวจากเซลล์ เช่น ยูเรีย มาสู่ไต ซึ่งไตจะสกัดเอาสารยูเรียแล้วขับถ่ายออกมาในรูปของปัสสาวะ
    • เลือดในส่วนที่ไม่เป็นของเหลว ประกอบด้วย
      • เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red blood cell, Erythrocyte, RBCs) ช่วงเจริญเติบโตจะอยู่ในไขกระดูก หลังจากนั้นจะเข้าไปอยู่ในกระแสเลือด แล้วนิวเคลียสจะหายไป มีสีแดง เนื่องจากภายในมีสารฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจน จากปอดไปสู่เซลล์ทั่วร่างกาย และขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียจากเซลล์มาสู่ถุงลมในปอด เพื่อขับถ่ายออกนอกร่างกายทางลมหายใจออก  ในหนึ่งไมโครลิตรจะมีเม็ดเลือดแดงอยู่ระหว่าง 4 – 6 ล้านเซลล์ โดยจะมีชีวิตอยู่ในกระแสเลือดเฉลี่ย 120 วัน หลังจากนั้นจะถูกส่งไปทำลายที่ตับและม้าม
      • เซลล์เม็ดเลือดขาว (White blood cells, Leukocyte) เป็นเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน ทำหน้าที่ป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคและสารแปลกปลอมต่าง ๆ เม็ดเลือดขาวมีหลายชนิด พบได้ทั่วไปในร่างกาย รวมไปถึงในเลือดและในระบบน้ำเหลือง จำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวในเลือดมักใช้เป็นข้อบ่งชี้และการดำเนินไปของโรค
        ชนิดของเม็ดเลือดขาวที่พบมากสุดคือ Neutrophils มีบทบาทในการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียเชื้อรา และจุลชีพอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดการอักเสบภายในร่างกาย เม็ดเลือดชนิดนี้เป็นเหมือนด่านแรกของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันหากร่างกายได้รับเชื้อโรค ซึ่งถ้ามีการทำงานหรือเกิดการตายเกิดขึ้นจะแสดงออกมาในรูปของหนอง
      • เกล็ดเลือด (Platelet, Thrombocyte) เป็นส่วนของเซลล์ที่ปนอยู่ในน้ำเลือด มีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว เวลาเกิดบาดแผลเล็ก ๆ โดยเกล็ดเลือดจะหลั่งเอนไซม์เพื่อช่วยให้เลือดแข็งตัว มีการจับตัวเป็นก้อน เพื่อขวางทางไหลของเลือดและอุดบาดแผล ทำให้เลือดหยุดไหลและลดการสูญเสียเลือด รวมถึงช่วยลดขนาดของก้อนเลือดหรือลิ่มเลือดที่อุดอยู่บริเวณปากแผล ภายหลังเมื่อเลือดหยุดไหลแล้ว
  2. หลอดเลือด (Blood vessels) หลอดเลือดในร่างกายคนแบ่งออกได้ 3 ประเภท
    • หลอดเลือดแดง (Artery) เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย (ยกเว้น Pulmonary artery ซึ่งจะนำเลือดดำจากหัวใจไปฟอกที่ปอด) เป็นเลือดที่มีปริมาณออกซิเจนสูง ลักษณะของหลอดเลือดแดงจะเป็นชั้นกล้ามเนื้อที่หนา มีความยืดหยุ่นมาก ไม่มีลิ้นกั้น ทนต่อแรงดันเลือดที่ถูกฉีดออกจากหัวใจ
      หลอดเลือดแดงมีชื่อเรียกตามขนาดเริ่มจาก หลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ เอออร์ตา (Aorta) ออกจากหัวใจและอยู่ตรงส่วนกลางของลำตัว ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดแดงที่ถูกสูบฉีดออกจากหัวใจไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ผ่านทางหลอดเลือดแดงขนาดกลาง อาร์เทอรี (Artery) มีชื่อตามอวัยวะที่นำเลือดไปเลี้ยง อาทิ หลอดเลือดเลือดหัวใจ (Coronary artery) หลอดเลือดเลือดตับ (Hepatic artery) หลอดเลือดไต (Renal artery) โดยบริเวณอวัยวะที่หลอดเลือดอาร์เทอรี่ไปเลี้ยง จะพบหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก อาร์เทอริโอล (Arteriole) โดยจะเชื่อมกับหลอดเลือดแดงฝอย คาพิลลารี (Capillary) ซึ่งเป็นหลอดเลือดแดงที่มีผนังบางมาก และเป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ
    • หลอดเลือดดำ (Vein) เป็นหลอดเลือด ที่นำเลือดที่มีของเสียและคาร์บอนไดออกไซด์จากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจ เพื่อส่งไปฟอกที่ปอด (ยกเว้น Pulmonary vein ซึ่งจะนำเลือดแดงที่ผ่านการฟอกจากปอดแล้วนำกลับเข้าสู่หัวใจ) ลักษณะของหลอดเลือดดำ มีผนังบาง มีความยืดหยุ่นน้อย มีลิ้นกั้น แรงดันภายในหลอดเลือดต่ำ หลอดเลือดดำเรียงตามขนาดจากใหญ่ไปเล็กได้เป็น หลอดเลือดดำขนาดใหญ่ เวนาคาวา (Vena cava) หลอดเลือดดำขนาดกลาง เวน (Vein) หลอดเลือดดำขนาดเล็ก เวนูล (Venule) และหลอดเลือดดำฝอย คาพิลลารี (Capillary)
    • หลอดเลือดฝอย (Capillaries) เป็นหลอดเลือดที่มีขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นหลอดเลือดที่เชื่อมระหว่างหลอดเลือดแดง (Artery) และหลอดเลือดดำ (Vein) โดยจะแทรกอยู่ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ผิวหนัง กล้ามเนื้อ สมอง และอวัยวะอื่น ๆ ประกอบด้วยเซลล์เพียงชั้นเดียว โดยเป็นแหล่งที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซ และสารต่างๆระหว่างเลือดกับเซลล์ของร่างกาย
  3. หัวใจ (Heart, Cardio) มีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยอยู่บริเวณส่วนกลางของช่องอก ขนาบข้างด้วยปอด และมีหลอดเลือดแดงใหญ่และหลอดอาหารวางอยู่ด้านหลัง ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ หัวใจจะมีน้ำหนักประมาณ 250 – 350 กรัม และมีขนาดประมาณสามในสี่ของกำปั้น หัวใจมีระบบหลอดเลือดหัวใจ (coronary system) ซึ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง

    หัวใจมี 4 ห้อง แบ่งออกเป็น 2 ห้องบนและ 2 ห้องล่าง หัวใจทางด้านขวา เริ่มจากหัวใจห้องบนขวา (Right atrium) รับเลือดมาจากร่างกายส่วนบนและล่าง มีลิ้นหัวใจ ไตรคัสปิด (Tricuspid valve) คั่นกับหัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle) ซึ่งจะอยู่ทางด้านหน้าสุดของหัวใจ ติดกับกะบังลม ทำหน้าที่ส่งเลือดไปยังปอด ผ่านลิ้นหัวใจ พัลโมนารีเซมิลูนาร์ (pulmonary semilunar valve) และหลอดเลือดแดง พัลโมนารี (pulmonary arteries) สำหรับหัวใจทางด้านซ้าย เริ่มจากหัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium) รับเลือดจากปอดผ่านทางหลอดเลือดดำ พัลโมนารี (pulmonary veins) มีลิ้นหัวใจ ไมตรัล (Mitral valve) คั่นกับหัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle) ซึ่งเป็นห้องหัวใจที่มีขนาดใหญ่และมีผนังหนาที่สุด ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ผ่านทางลิ้นหัวใจ เอออร์ติกเซมิลูนาร์ (Aortic semilunar valve) และหลอดเลือดแดงใหญ่ เอออร์ตา (Aorta)

    กล้ามเนื้อหัวใจมีคุณสมบัติที่น่าสนใจคือ สามารถกระตุ้นการทำงานได้ด้วยตัวเอง โดยอาศัยระบบนำไฟฟ้า (conduction system) ภายในผนังของหัวใจ

 

การทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต

เลือดดำหรือเลือดที่มีออกซิเจนต่ำจากส่วนบนของร่างกาย จะไหลเข้าสู่หัวใจทางห้องบนขวา (Right atrium) หลังจากนั้นจะมีการบีบตัวส่งเลือดผ่านลิ้นหัวใจ (Tricuspid valve) ลงสู่หัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle) และบีบตัวส่งเลือดผ่านลิ้นหัวใจ (Pulmonary valve) เข้าสู่หลอดเลือดแดงปอด (Pulmonary arteries) เพื่อส่งเลือดไปยังปอด ที่ปอด เลือดดำจะผ่านเข้าไปในเส้นเลือดฝอยรอบ ๆ ถุงลมปอด (Alveoli) แล้วส่งผ่านคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับถุงลมปอด พร้อมรับออกซิเจนเข้ามาแทน เป็นผลให้เลือดดำกลายเป็นเลือดแดง หรือเลือดที่มีออกซิเจนสูง หลังจากนั้นจะไหลออกจากปอด ผ่านหลอดเลือดดำปอด (Pulmonary veins) กลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium) ซึ่งมีขนาดเล็กและอยู่หน้าสุด ไหลต่อผ่านลิ้นหัวใจ (Mitral valve) ลงมายังหัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle) เพื่อบีบเลือดผ่านลิ้นหัวใจ (Aortic valve) และหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ เอออร์ต้า (Aorta) ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

 

โรคระบบไหลเวียนโลหิตที่พบบ่อย

โรคหลอดเลือดหัวใจ    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ    โรคลิ้นหัวใจ    โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ    โรคหลอดเลือดสมอง    โรคหลอดเลือดแดงแข็ง    โรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง    โรคความดันโลหิตสูง

 

โรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดจากการเกาะของคราบไขมัน (Plaque) ในผนังของหลอดเลือด ทำให้เยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในหนาตัวขึ้น หลอดเลือดตีบแคบลง จนทำให้เลือดซึ่งนำออกซิเจนไหลผ่านได้น้อยลง ส่งผลให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด รวมถึงอวัยวะอื่น ๆ ขาดเลือดด้วย

โรคกล้ามเนื้อหัวใจ มีทั้งแบบที่เป็นตั้งแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลังก็ได้ โดยที่พบบ่อยจะเป็น โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการโดยไม่ทราบสาเหตุ ชนิดที่หัวใจขยายตัวโตขึ้นและบีบตัวได้ไม่ดี (Dilated Cardiomyopathy) มีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ไม่พอ นอกจากนั้นไวรัสหลายชนิดยังสามารถทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้

โรคลิ้นหัวใจ เป็นโรคที่มีพยาธิสภาพเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติ ทั้งลิ้นหัวใจตีบหรือลิ้นหัวใจรั่ว ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ การทำงานของหัวใจผิดปกติ เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นภาวะที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในห้องหัวใจ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ  ซึ่งอาจมีทั้งที่เร็วเกินไปหรือช้าเกินไปทำให้การสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

โรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับหลอดเลือดแดงใหญ่ของร่างกาย โดยผู้ป่วยอาจไม่มีอาการแสดงมาก่อน แต่อาจตรวจพบโดยบังเอิญ เช่น การถ่ายภาพเอ็กซเรย์ทรวงอก หรือการคลำก้อนได้ในช่องท้อง  ทั้งนี้หากหลอดเลือดแดงใหญ่ที่โป่งพองกำลังปริแตก หรือแตกแล้ว จะทำให้ผู้ป่วยมีอัตราตายที่สูง

โรคความดันโลหิตสูง หรือภาวะความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยวัดความดันโลหิตได้สูงตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท ขึ้นไป แบ่งเป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด พบได้ 90 – 95% และชนิดทราบสาเหตุ 5 – 10%

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.livescience.com  www.hematology.org  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com    


-Symptom.jpg

อาการ (Symptom) หลาย ๆ คนอาจสับสนกับคำว่าอาการ เพราะมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยในทางการแพทย์จะมีความหมายของอาการ (Symptom) กับอาการแสดง (Sign) ที่แตกต่างกัน

 

อาการ (Symptom)

เป็นความผิดปกติที่ผู้ป่วยหรือผู้ใกล้ชิดรู้สึกหรือตรวจพบ เป็นลักษณะ subjective คือความรู้สึกแห่งตน เช่น ความรู้สึกปวด คัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร แสบอก ฯลฯ ที่ผู้ป่วยรู้สึกได้คนเดียว หรือเป็นอาการ ไอ อาเจียน บวม ตาแดง ตาเหลือง เดือนเซ ฯลฯ ที่คนอื่น ๆ ก็สามารถมองเห็นได้ หรืออาจเป็นอาการที่ตัวผู้ป่วยเองก็ไม่รู้สึกผิดปกติ แต่ผู้ใกล้ชิดรู้สึก เช่น นอนกรน สับสน พฤติกรรมเปลี่ยน เป็นต้น

 

อาการแสดง (Sign)

เป็นความผิดปกติที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ตรวจพบ เป็นลักษณะ Objective คือ เชิงวัตถุวิสัย ซึ่งเป็นหลักฐานการปรากฏของโรค ไม่ใช่จากความรู้สึกของผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยมีไข้มาพบแพทย์ ไข้ที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ คือ อาการ (Symptom) ต่อมามีการวัดปรอทพบอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.8 0C การขึ้นสูงของอุณหภูมิ คือ อาการแสดง (Sign) โดยปกติแล้วอาการแสดงจะเป็นการตอบสนองของร่างกายที่บ่งชี้ถึงพยาธิสภาพต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเมื่อแพทย์ประเมินอาการที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟัง ร่วมกันกับอาการแสดงที่ได้ตรวจพบ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวินิจฉัยภาวะความผิดปกติของร่างกายผู้ป่วยที่มาพบ

อย่างไรก็ตาม อาการกับอาการแสดง อาจเหมือนกันได้ เช่น ไอ เป็นได้ทั้ง อาการและอาการแสดง เป็นต้น ดังนั้น อาการและอาการแสดงจึงมีความใกล้เคียงสัมพันธ์กัน ทางการแพทย์จึงมักใช้ 2 คำนี้ควบคู่กันเสมอ เช่น อาการและอาการแสดงของผู้ป่วย คือ ปวดท้อง และกดเจ็บตรงตำแหน่งช่องท้องด้านขวาล่าง เป็นต้น

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.mutualselfcare.org  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.diversame.com


-เชื้อโรค-Pathogen-25.jpg

ว่าด้วยเรื่อง เชื้อโรค (Pathogen) หรือต (Infectious agent) โดยทั่วไปหมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Microorganism) เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วก่อให้ความเจ็บป่วยต่าง ๆ หรือเกิดโรคขึ้น  

 

การแบ่งกลุ่มเชื้อโรค

ว่าด้วยเรื่อง เชื้อโรค มีอยู่มากมายเป็นหมื่น ๆ ชนิด สามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 6 กลุ่ม คือ

 

แบคทีเรีย (Bacteria)

เป็นเชื้อโรคขนาดเล็ก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น สามารถแบ่งได้หลายประเภท เช่น แบ่งตามผนังเซลล์ แบ่งตามลักษณะรูปร่าง เป็น รูปร่างกลม (Cocci) รูปร่างแท่ง (Bacilli) รูปร่างเกลียว (Spirochetes) หรือแบ่งตามความต้องการและไม่ต้องการใช้ Oxygen เป็นต้น

ทั้งนี้พบว่ามีแบคทีเรียมากมายหลายชนิด ที่ไม่ก่อโรคในสิ่งแวดล้อม และหลายชนิดก็อาศัยอยู่ในบางส่วนของร่างกาย เช่น ผิวหนัง ทางเดินหายใจ และทางเดินอาหาร โดยไม่ก่อโรค

การติดเชื้อแบคทีเรีย มักจะทำให้เกิด หนอง ฝี ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ฝี พุพอง แผลเป็นหนอง หูน้ำหนวก กุ้งยิง ต่อมทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ (ปอดบวม) วัณโรค ไข้รากสาดน้อย (ไทฟอยด์) ฝีในสมอง ไอกรน คอตีบ บาดทะยัก กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ บิดชิเกลลา (บิดไม่มีตัว) อหิวาต์ หนองใน ซิฟิลิส เป็นต้น ทั้งนี้โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)

 

ไวรัส (Virus)

เป็นเชื้อโรคขนาดเล็กกว่าแบคทีเรีย ไม่สามารถมองเห็นได้จากการดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา ต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศอิเลคตรอน ซึ่งมีกำลังขยายตั้งแต่ 5,000 เท่าขึ้นไป เซลล์ของไวรัสจะต่างจากเซลล์ของสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น โดยเป็น DNA RNA ที่มีปลอกหุ้ม และไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอยู่

โดยเมื่ออยู่นอกเซลล์ ไวรัสจะไม่มีการแบ่งตัว ไม่มีการเคลื่อนไหวแต่เมื่ออยู่ภายในเซลล์ เช่น เซลล์ของมนุษย์ ไวรัสจะสามารถแบ่งตัว ขยายจำนวน จนรบกวนหรือทำลายการทำงานของเซลล์ที่มีเชื้อไวรัสอยู่ เมื่อเซลล์นั้นตาย ไวรัสจะเคลื่อนเข้าสู่เซลล์ข้างเคียงต่อ ๆ ไป

เมื่อเซลล์ถูกทำลายเป็นจำนวนมาก จะก่อให้เกิดอาการของโรคต่าง ๆ ได้ เช่น ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ทำลายเซลล์ประสาท ทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ หมดสติ และเสียชีวิต

โรคจากเชื้อไวรัสที่พบบ่อย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คางทูม อีสุกอีใส หัด หัดเยอรมัน ไข้เลือดออก ตับอักเสบ (ไวรัสลงตับหรือดีซ่าน) โปลิโอ สมองอักเสบ โรคพิษสุนัขบ้า (โรคกลัวน้ำ) เริม งูสวัด หูด หงอนไก่ รวมทั้ง โรคเอดส์ โรคที่เกิดจากไวรัส ยังไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ รวมทั้งยาปฏิชีวนะก็ใช้ไม่ได้ผล (มิหนำซ้ำกลับมีโทษถ้าใช้ผิด ๆ) การรักษา เพียงแต่ให้ยาแก้ตามอาการ รอให้ร่างกายฟื้นตัวได้เอง แต่ถ้าร่างกาย อ่อนแอก็อาจมีโรคแทรกซ้อน พิการหรือตายได้

 

เชื้อรา (Fungus)

ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ โดยมีทั้งที่ให้คุณและที่ให้โทษต่อมนุษย์ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ สำหรับเชื้อราที่ก่อโรคในมนุษย์ได้นั้นมีอยู่ประมาณ 175 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้เป็นชนิดที่ก่อโรคขึ้นต่ออวัยวะภายในโดยตรงเสีย 20 สายพันธุ์

ส่วนที่เหลือเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคขึ้นที่ผิวหนังโรคเชื้อรา (mycosis) จะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น โรคไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดาย ดังเช่น โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แต่ถ้าโรคเกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นปัญหาตามมาภายหลังอีกมาก เช่น ความเรื้อรังและอาการรุนแรงของโรค หรือการรักษาซึ่งค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อน

โรคจากเชื้อราที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเชื้อราที่ผิวหนัง (กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุต ลิ้นเป็นฝ้าขาว) หรือ ตกขาว แต่บางชนิดอาจเข้าไปทำให้มีการอักเสบในปอดหรือสมอง เป็นอันตรายถึงตายได้ ในปัจจุบันมียาที่ใช้ฆ่าเชื้อราโดยเฉพาะ

 

 

เชื้อริกเกตเซีย (Rickettsia)

เป็นจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคที่มีลักษณะกึ่งพืชกึ่งสัตว์และมี ขนาดเล็กกว่าเชื้อแบคทีเรียแต่ใหญ่กว่าเชื้อไวรัส มีสภาพกึ่งแบคทีเรีย กึ่งไวรัส คือมีรูปร่างได้ หลายอย่างเหมือนแบคทีเรีย แต่ต้องอาศัยเจริญเติบโตในเซลล์ (Cell) ที่มีชีวิต เชื้อริกเกตเชียสามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ มักอาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นซึ่งเป็นพาหะของโรค เช่น เห็บ เหา หมัด เป็นต้น โรคที่เกิดจากริกเกตเชีย ได้แก่ ไข้รากสาดใหญ่ หรือไทฟัส โรคนี้สามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

 

เชื้อโปรโตซัว (Protozoa)

เป็นจุลินทรีย์หรือเชื้อโรค ซึ่งมีความสามารถสูงและคุณสมบัติในการดำรงชีพเหมือนสัตว์หลายเซลล์ โดยมีระบบต่าง ๆ ภายในตัวเองอย่างสมบูรณ์ เช่น การสืบพันธุ์ การย่อยอาหาร การหายใจ และการขับถ่าย โปรโตซัวมีมากกว่า 3 หมื่นชนิด ประมาณเกือบ 1 หมื่นชนิดเป็นปรสิตของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังรวมทั้งมนุษย์ สามารถดำรงชีพแบบอิสระ และอาศัยสิ่งมีชีวิตอื่นร่วมด้วยโรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว ได้แก่ มาลาเรีย (ไข้ป่า) บิดอะมีบา (Ameba) เชื้อทริโคโมแนส (ซึ่งทำให้ช่องคลอดอักเสบ มีอาการตกขาวและคันยิบ ๆ ในช่องคลอด) ในปัจจุบันมียาที่ใช้ฆ่าเชื้อโปรโตซัวโดยเฉพาะ

 

พยาธิ (Parasites)

เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในร่างกาย มนุษย์และสัตว์ คอยแย่งอาหารหรือดูดเลือด และมักจะ ทำให้เกิดอันตรายต่อคนหรือสัตว์ตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายที่มันอาศัยอยู่ นอกจากนี้พยาธิยังปะปนอยู่ในธรรมชาติที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต เช่น ในดิน พื้นหญ้า ในน้ำ ในเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ พืชผักต่าง ๆ น้ำดื่ม และในแมลงพาหะนำโรคหลายชนิด พยาธิสามารถเข้าสู่ร่างกาย

มนุษย์ได้หลายทางที่สำคัญ คือ ปากและผิวหนังโรคที่เกิดจากพยาธิ ได้แก่ โรคพยาธิใบไม้ในตับ โรคพยาธิปากขอ โรคพยาธิตัวจี๊ด โรคพยาธิแส้ม้า โรคเท้าช้าง เป็นต้น ในปัจจุบันมียาที่สามารถใช้รักษาโรคพยาธิโดยเฉพาะ (ยกเว้นพยาธิเพียงบางชนิด เช่น ตัวจี๊ดที่ยังไม่มียารักษาอย่างได้ผล)

ทั้งนี้เชื้อโรคในแต่ละกลุ่มใหญ่ ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ อีกเป็นจำนวนมาก โดยเชื้อแต่ละชนิดหนึ่งจะทำให้เกิดโรคขึ้นโดยเฉพาะ เช่น เชื้อหัด ทำให้เกิดโรคหัด เชื้อวัณโรค ทำให้เกิดวัณโรค เชื้อมาลาเรีย ทำให้เกิดไข้มาลาเรีย เป็นต้น ขณะที่ในบางโรคยังอาจเกิดจากเชื้อโรคหลายตัวได้ เช่น ไข้หวัด จะมีเชื้อย่อย ๆ อยู่ร่วม 200 ชนิด (ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนเราเป็นไข้หวัดได้บ่อย ๆ) เชื้อไข้มาลาเรียมีอยู่ 4 – 5 ชนิด เป็นต้น

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.doctor.or.th  www.siamreview.com  www.nectec.or.th  www.thaitravelclinic.com
ภาพประกอบจาก : www.futura-sciences.com 
 organiqueshop.net

 

 


-Metabolism-และการเผาผลาญ-1.jpg

ปัจจุบันคำว่า “เมตาบอลิซึม” ถูกนำมาใช้กันในหลาย ๆ กรณี เกือบจะเรียกได้ว่าตลอด 24 ชม.ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นตอนนอน เช้า กลางวัน เย็น ทานอาหาร ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ความอ้วน บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเมตาบอลิซึมกัน

 

ความสำคัญของเมตาบอลิซึม

เมตาบอลิซึม (Metabolism) เป็นกระบวนการทางเคมีที่ร่างกายเปลี่ยนสารอาหารและน้ำให้กลายเป็นพลังงานเพื่อให้เซลล์ของอวัยวะในแต่ละระบบร่างกาย สามารถทำงานตามหน้าที่ได้อย่างปกติ เช่น การหายใจเข้า – ออกของระบบหายใจ การเคลื่อนย้ายเลือด สารอาหาร ออกซิเจนของระบบไหลเวียนโลหิต การย่อยอาหารโมเลกุลเล็กให้กลายเป็นสารอาหารของระบบย่อยอาหาร รวมถึงการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และการรักษาสมดุลของภาวะต่าง ๆ ในร่างกายให้คงที่ (Homeostasis) เช่น อุณหภูมิ ความดันเลือด ความสมดุลของน้ำและเกลือแร่ ความเป็นกรดเป็นด่าง ความเข้มข้นของสารต่าง ๆ ภายในร่างกาย ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันในระดับหนึ่งได้ เช่น มนุษย์สามารถอยู่ได้ในสภาพอากาศที่ร้อนหรือเย็นในระดับหนึ่ง โดยที่ยังไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

 

กระบวนการทางเคมี

กระบวนการสลาย (Catabolism) เป็นกระบวนการสลายสารอาหาร เช่น กลูโคส กาแลกโทส ฟรุกโทส กรดอะมิโน กรดไขมัน ที่ถูกดูดซึมจากการย่อยอาหารตามปกติ โดยการสลายสารอาหารดังกล่าวเกิดขึ้นในเซลล์ เรียก การหายใจระดับเซลล์ (Cellular respiration) และจะได้พลังงานที่ถูกเก็บไว้ในรูปของสารประกอบ ATP ซึ่งพร้อมสำหรับร่างกายในการเปลี่ยนเป็นพลังงาน

กระบวนการสร้าง (Anabolism) เป็นกระบวนการทางเคมีในการนำพลังงานที่ได้จากกระบวนการสลายและมีเอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา มาใช้ในการเปลี่ยนสารโมเลกุลเล็ก ให้กลายเป็นสารโมเลกุลใหญ่ เช่น สร้างโปรตีนจากกรดอะมิโน สร้างไกลโคเจนจากน้ำตาลกลูโคส ทั้งนี้เพื่อนำมาใช้ในการซ่อมแซมอวัยวะต่าง ๆ ที่สึกหรอ

 

การเผาผลาญพลังงาน

พลังงานที่ได้จากกระบวนการเมตาบอลิซึม จะถูกเผาผลาญผ่าน 3 ช่องทางหลัก ประกอบด้วย

อัตราความต้องการเผาผลาญของร่างกาย (Basal Metabolic Rate: BMR) คือ ปริมาณพลังงานที่เผาผลาญในขณะที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวทำกิจกรรมใด ๆ รวมไปถึงพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ควบคุมระบบอวัยวะต่าง ๆ ให้ทำงานปกติหรืออยู่ในภาวะคงที่ (Homeostasis) อัตราความต้องการเผาผลาญของร่างกายนี้ คิดเป็นร้อยละ 50-80 โดยจะมีความแตกต่างกันไปจากหลายปัจจัย เช่น เพศ โดยผู้ชายจะมีอัตราการเผาผลาญวันละประมาณ 1,700 กิโลแคลอรี่ (7,100 กิโลจูล) ส่วนผู้หญิงมีอัตราการเผาผลาญวันละประมาณ 1,400 กิโลแคลอรี่ (5,900 กิโลจูล) นอกจากนั้นยังมีเรื่องของมวลกล้ามเนื้อ อายุ พฤติกรรมการรับประทาน การตั้งครรภ์ สภาพอากาศ เป็นต้น

พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical Activity) เป็นพลังงานที่ร่างกายเผาผลาญหรือใช้ไปขณะเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น นั่ง ยืน เดิน วิ่ง ขับรถ ออกกำลังกาย คิดเป็นร้อยละ 25 – 35 โดยพลังงานที่ต้องใช้จะเพิ่มขึ้นเป็น 50 เท่า หรือมากกว่านั้นระหว่างที่ออกกำลังกาย จึงมีการแนะนำให้ออกกำลังกายที่หนักเพียงพอและต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีเป็นประจำ

พลังงานที่ใช้ย่อยอาหาร (Thermic Effect of Food) เป็นพลังงานที่ใช้ในการรับประทาน ย่อย และเผาผลาญอาหาร โดยการใช้พลังงานส่วนนี้คิดเป็นร้อยละ 5 – 10 โดยอัตราการเผาผลาญจะเพิ่มขึ้นหลังจากบริโภคอาหารเข้าไปได้สักพัก และจะพุ่งขึ้นสูงในช่วง 2 – 3 ชั่วโมงต่อจากนั้น การเพิ่มขึ้นของอัตราการเผาผลาญจะแตกต่างกันไปตั้งแต่ร้อยละ 2 – 30 ขึ้นอยู่กับปริมาณและชนิดของอาหารที่รับประทาน เช่น
ไขมัน เพิ่มอัตราการเผาผลาญร้อยละ 0 – 5 คาร์โบไฮเดรต เพิ่มอัตราการเผาผลาญร้อยละ 5 – 10 โปรตีน เพิ่มอัตราการเผาผลาญร้อยละ 20 – 30 เป็นต้น

ทั้งนี้พลังงานส่วนเกินจากการเผาผลาญ ร่างกายจะมีกระบวนการเพื่อนำมาเก็บไว้ในรูปของไขมันตามส่วนต่างๆของร่างกาย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.healthcarethai.com  biochem.md.chula.ac.th  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


-Hormones-เคมีวิเศษในร่างกาย.jpg

หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า ฮอร์โมนกันมาบ่อยแล้ว วันนี้เรามาดูกันว่า ฮอร์โมนคืออะไร และมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร ฮอร์โมนที่ควรรู้จักในชีวิตประจำวันมีตัวไหนบ้าง

 

ฮอร์โมนและหน้าที่

ฮอร์โมน คือ สารเคมีชนิดหนึ่งที่ต่อมไร้ท่อ (Endocrine gland) ในร่างกาย สร้างขึ้น แล้วปล่อยสู่กระแสเลือดไปส่งผลต่อเซลล์หรืออวัยวะเป้าหมาย (Target organ) ซึ่งอาจเป็นอวัยวะเดียวหรือหลายอวัยวะได้ โดยผลที่เกิดขึ้นและถือเป็นหน้าที่ของฮอร์โมน ได้แก่

  • การเร่งการเจริญเติบโต ตั้งแต่ระดับเซลล์ เนื้อเยื่อไปจนถึงอวัยวะ เช่น การเจริญเติบโตของร่างกาย พัฒนาการทางเพศ การเจริญพันธุ์ เป็นต้น
  • การช่วยควบคุมและรักษาสมดุลของภาวะต่าง ๆ ในร่างกาย ให้คงที่ เช่น การรักษาอุณหภูมิ ความดันเลือด ความสมดุลของน้ำและเกลือแร่ ความเป็นกรดเป็นด่าง ความเข้มข้นของสารต่าง ๆ ภายในร่างกาย เป็นต้น
  • การควบคุมอาการกระหายน้ำ ควบคุมอารมณ์และความจำ ตลอดจนการช่วยในการรักษาโรคบางโรค

โดยสรุปคือ เพื่อให้ระบบในร่างกาย ทำงานได้เป็นปกติ ตามเพศและวัยของแต่ละบุคคล

 

ความไม่สมดุลของฮอร์โมน

จากการที่ฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของทุกระบบในร่างกาย การมีฮอร์โมนในระดับที่เหมาะสมจะทำให้การทำหน้าที่ของอวัยวะในทุกระบบเป็นไปอย่างราบรื่น สอดคล้องกับวัย แม้กระนั้นการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในภาวะปกติ อาจส่งผลต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก เช่น เพศหญิง จะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายและจิตใจ ในช่วงก่อนมี ขณะมี และหลังการมีประจำเดือน

เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ขณะที่เพศชาย การเปลี่ยนแปลงของระดับฮออร์โมนเทสโทสเตอโรน จะทำให้หลายคนรู้สึกเหนื่อย ขาดความกระตือรือร้น หงุดหงิด เบื่อง่าย นอนไม่หลับ

ในรายที่มีความบกพร่องของฮอร์โมน จะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นได้ เช่น โรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น ที่เกิดจากความผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน โรคไทรอยด์ เกิดความปรวนแปร ทั้งร่างกาย จิตใจและสมองโดยเฉพาะระบบประสาทอัตโนมัติ เกิดจากความผิดปกติของไทรอยด์ฮอร์โมน

 ฮอร์โมน-Hormones-เคมีวิเศษในร่างกาย

ฮอร์โมนที่ควรรู้

  • อะดรีนาลิน (Adrenaline) หรืออิพีเนฟฟริน (Epinephrine) สร้างจากต่อมหมวกไต เวลาที่ตกใจ ตื่นเต้นหรือกลัวมาก ๆ  ฮอร์โมนนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนและกลูโคสไปยังสมองและกล้ามเนื้อ
    โดยการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ การขยายตัวของหลอดเลือด และเร่งปฏิกิริยาในการเปลี่ยนไกลโคเจนในตับ ให้กลายเป็นกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด กลไกดังกล่าวเพื่อให้ร่างกาย ตื่นตัว มีกำลังและความพร้อมต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
  • คอร์ติซอล (Cortisol) สร้างจากต่อมหมวกไต จัดเป็นฮอร์โมนที่มีความจำเป็น (Essential Hormone) เพื่อตอบสนองต่อความเครียด รวมถึงมีบทบาทต่อกระบวนการอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมระดับอินซูลินในเลือด ควบคุมสารน้ำภายในร่างกาย โดยเป็นการช่วยให้ร่างกายกลับสู่สมดุล
    อย่างไรก็ตามเมื่อมี
    ความเครียดมาก ๆ ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามาก ๆ ส่งผลไปกระตุ้นร่างกายให้รู้สึกหิว อยากทานอาหารที่ให้พลังงานสูงมากขึ้น เพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไปกับความเครียด ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มในการเป็น โรคอ้วน
  • โดพามีน (Dopamine) เป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยส่งสัญญาณภายในสมอง โดยจัดเป็นฮอร์โมนกลุ่ม catecholamine มีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรม ความรู้ ความเข้าใจและการเคลื่อนไหวโดยสมัครใจ ช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต มีบทบาทสำคัญในคุณลักษณะทางจิตวิทยา เช่นแรงจูงใจ การลงโทษ การให้รางวัล ความสุข การรับรู้ ความจำ การเรียนรู้ เมื่อโดพามีนที่หลั่งออกมาจะทำให้ร่างกายตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิ และไวต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น มีการนิยามให้โดพามีนเป็นสารเคมีแห่งรัก
  • เอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ผลิตจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า และสมองส่วนไฮโปธาลามัส เป็นสารที่มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน ทำหน้าที่ระงับความเจ็บปวด เสมือนยาระงับปวดตามธรรมชาติ นอกจากนั้นเอ็นดอร์ฟินยังเป็นสารเพิ่มความตื่นตัว ความมีชีวิตชีวาและมีความสุข   สารนี้จะหลั่งเมื่อเราออกกำลังกาย ได้รับแสงแดดเหมาะสม มีงานวิจัยพบว่าการหัวเราะ การยิ้มมีความสุข จะช่วยให้สมองสร้างสารเอ็นดอร์ฟินเพิ่มขึ้น มีการนิยามให้เอ็นดอร์ฟินเป็นสารเคมีสารแห่งความสุข
  • เอสโตรเจน (Estrogen) ผลิตจากรังไข่ ส่งผลต่อรูปร่าง นิสัยและอารมณ์ของเพศหญิง โดยทำให้มีหน้าอก เต้านมเต่งตึง สะโพกผาย ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีอารมณ์อ่อนไหว เปลี่ยนแปลงขึ้นลงตลอดเวลาตามรอบของประจำเดือน นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างเซลล์ ซ่อมแซมระบบสืบพันธุ์ รักษาสภาพผนังช่องคลอด ควบคุมเมือกในช่องคลอด ทำให้ไข่ในรังไข่เจริญเติบโต ควบคุมการตกไข่ กระตุ้นการหนาตัวของเยื่อบุผนังมดลูกชั้นใน รองรับการปฏิสนธิร่วมกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
  • โกรท ฮอร์โมน (Growth hormone) ผลิตจากต่อมใต้สมอง เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดการเจริญและเพิ่มความยาวของกระดูก โดยการเก็บรักษาแคลเซียม กระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีนทำให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่ม กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆให้กับอวัยวะภายในที่มีการสึกหรอ รวมถึงการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังส่งเสริมการสลายไขมันและไตรกลีเซอไรด์ รวมถึงควบคุมการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด มีการนิยามโกรท ฮอร์โมน ให้เป็นสารเคมีต้านความชรา
  • อินซูลิน (Insulin) ผลิตจากตับอ่อน ทำหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต และยังมีบทบาทต่อการเผาผลาญไขมัน ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด โดยเร่งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคส (Glucose) จากกระแสเลือด เข้าสู่ตับ กล้ามเนื้อลายและเนื้อเยื่อไขมัน โดยตับจะเก็บกลูโคสไว้ในรูปของไกลโคเจน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ตับจะเปลี่ยนจากไกลโคเจนกลับมาเป็นกลูโคส เพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในกระแสเลือด อินซูลินมีผลกระทบต่อเซลล์เกือบทุกชนิดในร่างกาย
  • เมลาโทนิน (Melatonin) ผลิตจากต่อมไพเนียล มีกลไกในการทำงานขึ้นอยู่กับแสงสว่าง และอุณหภูมิ โดยในเวลากลางคืนต่อมนี้จะหลั่งเมลาโทนินเข้าสู่กระแสเลือด ส่งสัญญาณให้ร่างกาย รู้ว่าเป็นเวลาพักผ่อน ร่างกายจะผ่อนคลาย อุณหภูมิร่างกาย ลดลง พร้อมที่จะนอนหลับ เมลาโทนินมีส่วนสำคัญในการควบคุมระบบนาฬิกาชีวภาพของมนุษย์ ทั้งนี้ฮอร์โมนดังกล่าวจะมีอยู่ในร่างกายสูงในตอนกลางคืน และจะคงอยู่ในกระแสเลือดประมาณ 12 ชั่วโมง ก่อนที่จะลดปริมาณลงในตอนเช้า
  • โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ผลิตจากรังไข่หลังจากที่มีการตกไข่ เปรียบเสมือนฮอร์โมนสำหรับการตั้งครรภ์โดยทำงานร่วมกันกับเอสโตรเจน ในการช่วยกระตุ้นให้เยื่อบุผนังมดลูกชั้นในหนาตัวขึ้น เพื่อรองรับการตั้งครรภ์ โดยกรณีที่มีการตั้งครรภ์ โปรเจสเตอโรนจะช่วยปรับสภาพเยื่อบุโพรงมดลูกให้เหมาะสมกับการฝังตัว ช่วยสะสมไขมัน เพื่อให้มีพลังงานและสารอาหาร ช่วยทำให้ร่างกายพร้อมสำหรับการมีบุตร ในกรณีที่ไม่มีการตั้งครรภ์ โปรเจสเตอโรนก็จะไปสลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาขึ้น ให้หลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนออกมาไปจนถึง  อายุ 50 ปีปลาย ๆ จากนั้น ฮอร์โมนจะเริ่มผลิตน้อยลง เข้าสู่ภาวะวัยทอง
  • เซโรโทนิน (Serotonin) ประมาณ 80 – 90% จะถูกสร้างและอยู่ที่ทางเดินอาหาร ที่เหลือจะพบที่ระบบประสาทส่วนกลาง โดยเซโรโทนินมีหน้าที่แตกต่างกันในแต่ละอวัยวะ เช่น พบที่ทางเดินอาหารจะมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะอาหาร การเคลื่อนไหวของลำไส้ กระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย พบที่สมอง มีหน้าที่ควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึก ไม่ให้แปรปรวน ควบคุมวงจรการนอนหลับ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต การหลั่งฮอร์โมน การรับรู้ความเจ็บปวด ฯลฯ เป็นเหมือนกับระบบเข็มนาฬิกาของสมอง มีการให้นิยามของเซโรโทนิน เป็นสารเคมีแห่งความสงบ
  • เทสโทสเตอโรน (Testosterone) ผลิตจากลูกอัณฑะ เป็นฮอร์โมนหลักที่ช่วยกระตุ้นลักษณะความเป็นชาย ทำให้ผู้ชายมีรูปร่างลักษณะ อารมณ์ นิสัย แตกต่างไปจากผู้หญิง เช่น การมีเสียงทุ้มใหญ่ มีหนวดเครา ขนตามร่างกาย มีกล้ามเนื้อ กระดูกที่ใหญ่และแข็งแรง รวมถึงมีการสร้างอสุจิ ในส่วนของนิสัย ทำให้ผู้ชายมีนิสัยชอบแข่งขัน ชอบเอาชนะ ชอบความท้าทาย มีความสนใจในเรื่องเพศมากกว่าผู้หญิง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.bodytomy.com  th.wikipedia.org  haamor.com  www.bangkokhealth.com  www.vcharkarn.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


FeaturedImageH2C03052018.jpg

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัวเองด้วยค่ะ

ชื่อแป้งค่ะ เป็นพนักงานบริษัทเอกชน อายุ 28 ปีค่ะ

 

แรงบันดาลใจที่หันมาออกกำลังกาย

ต้องเรียนตามตรงเลยว่า ครั้งหนึ่งมีเหตุการณ์เข้ามาในชีวิตทำให้จิตตก ไม่รู้เรียกว่าซึมเศร้าหรือเปล่า เห็นอะไรก็ไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับเรื่องอะไรเลย ประมาณว่าเลิกกับแฟน อยากอยู่เงียบๆคนเดียว สมองมันวนมาก ๆ เป็นอย่างนั้นอยู่เกือบครึ่งปี จนมีปัญหากับที่ทำงาน หัวหน้างานก็เรียกไปตำหนิ ตอนนั้นเพื่อน ๆ ก็เข้ามาทัก แนะนำกันเต็มไปหมด เราก็พยายาม ก็มีเพื่อนอยู่คน ชวนมาออกกำลังกาย เราไม่รู้จะทำอะไร ก็มาออกกำลัง

 

เริ่มด้วยการออกกำลังกายอย่างไร

เริ่มเลย เพื่อนก็ชวนไปวิ่งก่อน บังเอิญอยู่แถวนนทบุรี มีที่วิ่งหลายที่ ก็ไปศาลากลางจังหวัด มีเครื่องเล่นหลายอย่าง แต่ตัวเองเบื่อง่าย เพราะปกติเป็นคนไม่ออกกำลังกาย ก็ตามเพื่อนไป 5 นาที 10 นาทีเหนื่อย เปลี่ยนไปเรื่อย เดิน วิ่ง ช่วงแรก ๆ เบื่อมาก ทำไมมันยากเย็นขนาดนั้น มีเถียงกับเพื่อนบ้าง คนสนุกกับไม่สนุกคุยกันไม่รู้เรื่อง เพื่อนก็ไปๆมาๆ อาจด้วยความเป็นห่วง ก็ดันทุรังมาได้ร่วม ๆ เดือน

มาพัฒนาอีกทีก็ตอนมีเพื่อนมาชวนไปเดิน 5 กิโลที่กระทรวงสาธารณสุข ตอนนั้นเป็นครั้งแรก ที่เห็นคนมารวมกันเดินวิ่งเยอะมาก น่าจะเป็นของสสส. กับหน่วยงานรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ตอนแรกก็คิดว่าไม่ได้จ่ายเงิน เพื่อนสมัครให้เราเดิน แต่เวลาไปเดินเห็นพี่ ๆ ที่มีอายุมากกว่าเขาวิ่งกัน มันสร้างความรู้สึกว่า ชีวิตมีเรื่องดี ๆ อีกหลายด้านที่เราไม่เห็น แล้วเขาสามารถทำได้ดีกว่าเราอีก ใจมันไม่ไปโฟกัสเรื่องเดิมแล้ว มันมองไปข้างหน้าว่าจะมีเรื่องอะไรดีๆเข้ามาในชีวิต แต่สุดท้ายก็ไม่ไปจบที่การวิ่ง เพราะส่วนตัวไม่ชอบโดนแดดมันร้อนเกิน

 

ใจมันไม่ไปโฟกัสเรื่องเดิมแล้ว

มันมองไปข้างหน้าว่าจะมีเรื่องอะไรดี ๆ เข้ามาในชีวิต”

 

ไปไงมาไงถึงมาเข้าฟิตเนส

ไม่รู้จักหรอก ฟิตเนส แต่รู้จักโยคะ มีเพื่อนเล่นอยู่ แต่เริ่มอยากออกกำลังกายแล้ว ใจมันมาแล้ว ตอนนั้นอยากได้ในร่ม ไม่ชอบแดด ก็มีหลายๆอย่างให้เลือก ไปดูโยคะแถววัชรพล แต่เลือกฟิตเนสเพราะไม่อยากเล่นอย่างเดียว เป็นคนเบื่อง่าย ไปหนึ่งครั้งอยากเล่นได้หลายอย่าง วันนี้อยากออกกำลังกายแบบนี้ อีกวันอาจอยากจะเปลี่ยนไปออกกำลังกายอีกแบบ ฟิตเนสมันมีทางให้เลือก ที่สำคัญไม่มีแดดเท่าไร (หัวเราะ)

 

แล้วมาฟิตเนส มาทำอย่างไร

2 อาทิตย์แรก เดินวนมองดูเขาทำ มึนๆว่าแต่ละเครื่องเล่นอย่างไร ก็ถามเขา บางคนก็ตอบเราไม่ได้ จนได้มาถามเทรนเนอร์พอเขาตอบได้ ให้กำลังใจเรา ก็มีกำลังใจมากขึ้น ก็ใช้เวลาอีกสักพัก ประมาณ 2 – 3 เดือน แบบแอบถามเทรนเนอร์ตลอด มีวอร์ม แล้วมาเวท เทรนนิ่ง แล้วเบิร์นไขมัน หนักเบา เป็นความรับผิดชอบของแต่ละคน เราก็ทำเฉพาะของเรา

 

ทุกวันนี้ออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน

มาฟิตเนสสัปดาห์ละ 3 – 4 วัน 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่มครึ่ง วอร์ม แล้วเวทเทรนนิ้ง มีคาร์ดิโอ แล้วมาเบิร์นไขมันออก เห็นเขาทำ ๆ กัน เรามาใหม่ยังไม่มีความรู้

 

สิ่งที่ได้มาภายหลังการออกกำลังกาย

หลังจากที่ได้มาออกกำลังกายก็ทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น เราไม่ได้อยู่คนเดียว ไม่ได้รู้สึกหดหู่ไปกับชีวิต ทำการทำงานปกติแล้วปัจจุบันนี้ นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องผลพลอยได้ทางสุขภาพ อย่างปกติประจำเดือนมา เราจะปวดท้องมาก หลัง ๆ จากการออกกำลังกายรู้สึกดีขึ้น อาการปวดลดลง มาทำงานได้ตามปกติ มั่นใจในชีวิตมากขึ้นค่ะ

 

ข้อคิดถึงคนที่สนใจหรือยังไม่ออกกำลังกาย

ผู้ที่ยังไม่เคยออกกำลังกาย อยากให้ลองหันมาสนใจนิดหนึ่ง อย่างเคสตัวเอง เราออกกำลังกายเพื่อต้องการจะแก้ปัญหาของตัวเอง แก้ได้ไหม จากหนักเป็นเบาได้ แถมยังได้ความมั่นใจเพิ่มเติมอีกด้วย สำหรับใครที่มีแพลนจะไปออกกำลังกาย หรือว่าออกกำลังกายอยู่แล้ว อยากให้โฟกัสที่ผลที่ได้รับกับตัวเองเป็นหลัก และขอเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จนะค่ะ

 

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก