ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

10-เรื่องไม่ลับ-เกี่ยวกับช่องคลอดของสาวๆ-h2c.jpg

หลาย ๆ คนอาจไม่สะดวกนักในการพูดถึงช่องคลอด (Vagina) และพยายามเลี่ยงไปใช้คำอื่นแทน ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคน ไม่ว่าจะเพศชาย หรือเพศหญิง ต้องอยู่กับอวัยวะของร่างกายในส่วนนี้ไปอีกนาน เรามาดูกันว่ามีความลับอะไรซ่อนอยู่

 

1. “ช่องคลอด” อาจไม่ใช่อวัยวะส่วนที่คุณคิด

มีคนจำนวนไม่น้อยเลยคิดว่าช่องคลอด (Vagina) เป็นการเรียกอวัยวะเพศของผู้หญิงทั้งหมด ไม่ว่าจะภายใน หรือภายนอก ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคำว่าช่องคลอดใช้เรียกส่วนของกล้ามเนื้อที่เชื่อมต่อจากปากมดลูก (Cervix) ออกมาจนถึงบริเวณแคม (Labia) และปุ่มคลิตอริสเท่านั้น

 

2. ผ้าอนามัยแบบสอดไม่สามารถหลุดหายเข้าไปในช่องคลอดได้

ผ้าอนามัยแบบสอด (Tampon) ไม่สามารถจะหลุดหายเข้าไปภายในช่องคลอดของคุณได้ แต่อาจติดอยู่ได้บ้าง ซึ่งถ้าความพยายามในการหยิบออกเองไม่สำเร็จ ควรไปพบแพทย์เพื่อนำออก การปล่อยผ้าอนามัยแบบสอดไว้ภายในร่างกายนาน ๆ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้

 

3. คุณสามารถออกกำลังกายบริเวณช่องคลอดได้

การออกกำลังกายในส่วนของอุ้งเชิงกราน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่าการออกกำลังกายแบบ Kegel หรือการฝึกขมิบช่องคลอด นอกจากจะช่วยให้ช่องคลอดกระชับขึ้น ยังช่วยบรรเทาอาการปัสสาวะเล็ด อาการหลวมหย่อนคล้อย และยังสามารถช่วยเรื่องการเพิ่มความพึงพอใจทางเพศ และทำให้ให้ถึงจุดสุดยอด (Climax) ง่ายขึ้น

 

4. ช่องคลอดของคุณเป็นเหมือนไวน์

สาเหตุเพราะค่า pH ปกติของช่องคลอดจะอยู่ต่ำกว่า 4.5 ซึ่งคล้ายกับค่า pH ของไวน์ และยังมี Lactobacilli ซึ่งเป็นแบคทีเรีย “ดี” ที่อาศัยอยู่ภายในช่องคลอด ช่วยในการรักษาค่า pH ในระดับดังกล่าว ซึ่งมีประโยชน์ในการป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียอื่น ๆ กรณีที่ Lactobacilli ลดต่ำลง จะทำให้ค่า pH ในช่องคลอดเพิ่มขึ้นได้สูงถึง 4.5 ซึ่งเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ทำให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดได้อย่างง่ายดาย

 

5. หลีกเลี่ยงการทำความสะอาดมากหรือบ่อยเกินไป

เหตุผลที่เราควรหลีกเลี่ยงการใช้สบู่หอม หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเข้มข้นสูง ในการทำความสะอาดช่องคลอด เพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าว สามารถขัดขวางสมดุลตามธรรมชาติของแบคทีเรียในช่องคลอด ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย จากเหตุผลในข้อ 4 คุณแทบไม่จำเป็นจะต้องทำความสะอาดลึกเข้าไปในช่องคลอดเลย เพราะมีกลไกของสารคัดหลั่ง ที่ช่วยรักษาความสะอาดและกำจัดสิ่งสกปรกออกมา ในทางปฏิบัติการใช้น้ำสะอาดก็เพียงพอแล้ว

 

6. สิ่งที่คุณกินมีผลต่อกลิ่นในช่องคลอด

ถ้าคุณกังวลว่าการไม่ใช้สบู่ที่มีกลิ่นหอม อาจทำให้ช่องคลอดของคุณมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ก็เปลี่ยนมาดูแลในด้านอาหารที่รับประทานได้ เพราะอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม พริก สามารถทำให้ช่องคลอดมีกลิ่นที่ไม่ค่อยสดชื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ยกเว้นการที่ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ หรือความผิดปกติภายใน กรณีนี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อปรึกษาทันที

 

7. คลิตอริสมีเส้นประสาทอยู่จำนวนหลายพันเส้น

ถึงคลิตอริสจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของช่องคลอด แต่ถือเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงมีความสุขทางเพศ เพราะแค่เพียงส่วนปลายก็มีเส้นประสาทมากกว่า 8,000 เส้นอยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าเส้นประสาทในอวัยวะเพศชายกว่าสองเท่า ทำให้คลิตอริสถือได้ว่าเป็นจุดที่อ่อนไหวที่สุดแห่งหนึ่งของผู้หญิง และยังมีผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าคลิตอริสสามารถเพิ่มขนาดได้ถึง 300 เปอร์เซ็นต์ เมื่อได้รับการกระตุ้นทางเพศอีกด้วย 

 

8. ช่องคลอดของคุณ “ตด” ไม่ได้

การปล่อยอากาศออกทางช่องคลอด ที่เรียกว่า “เสียงลม หรือ Queefing” นั้น  แม้ว่าจะคล้ายการผายลม (Fart) แต่ความต่าง คือ การผายลมเป็นการปล่อยก๊าซ หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์จากภายในร่างกาย ขณะที่เสียงลมจากช่องคลอดเป็นแค่อากาศที่พุ่งออกจากช่วงคลอดเท่านั้น

 

9. ความเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยงระหว่างช่องคลอดกับปลาฉลาม

สารหล่อลื่นที่เกิดจากช่องคลอด มีสารประกอบที่เรียกว่าสควอลีน (Squalene) ซึ่งเป็นสารประกอบเดียวกับที่พบในตับปลาฉลาม และยังเป็นสารที่ถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจำนวนมาก เช่น โลชั่นที่เพิ่มความชุ่มชื้น ครีมกันแดด และผลิตภัณฑ์บำรุงผม อีกด้วย

 

10. ที่จริงแล้ว มันไม่ได้มีแค่จุด G-spot เพียงอย่างเดียว

หลาย ๆ คนอาจเคยได้ยิน G-spot ซึ่งเมื่อกระตุ้นอาจทำให้เกิดความตื่นตัวทางเพศ และช่วยให้บรรลุจุดสุดยอด แต่ปัจจุบันมีการกล่าวถึงจุด A-spot (Annix Erogenous Zone) ซึ่งเป็นจุดที่พบได้ในช่องคลอด บริเวณระหว่างปากมดลูก และกระเพาะปัสสาวะ

A-spot เป็นการค้นพบที่ค่อนข้างใหม่ โดยนักวิจัยชาวมาเลเซีย Dr. Chua Chee Ann ที่ออกมาเผยผลการศึกษาว่า การกระตุ้นที่ A-spot ด้วยเวลาราว ๆ 10 – 15 นาที ในกลุ่มผู้หญิงที่มีอาการเจ็บปวด และช่องคลอดแห้ง ขาดน้ำหล่อลื่นระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ สามารถช่วยในการถึงจุดสูงสุด และมีการหล่อลื่นในช่องคลอดได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแล้วนี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลยนะคะ

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.medicalnewstoday.com
ภาพประกอบ: www.freepik.com


...แกล้งถึงจุดสุดยอด-.jpg

การแกล้งถึงจุดสุดยอดของผู้หญิง หรือ Fake Orgasms เป็นพฤติกรรมที่ได้ยินกันมาอย่างยาวนาน แต่เคยสงสัยกันรึเปล่าว่าทำไมผู้หญิงถึงต้องทำแบบนั้น พวกเธอจำเป็นจะต้องถึงจุดสุดยอดทุกครั้งที่มีความสัมพันธ์? หรือพวกเธอกำลังถูกกดดันให้ต้องเสร็จสม?

 

ทำไมผู้หญิงต้อง…แกล้งถึงจุดสุดยอด ผู้หญิง 2 ใน 3 คน ยอมรับว่าเคยแกล้งถึงจุดสุดยอดในบางครั้ง ซึ่งไม่ได้แกล้งทำเฉพาะเวลาที่พวกเธอกำลังมีเพศสัมพันธ์ผ่านช่องคลอด (Vaginal intercourse) จริงๆ เท่านั้น แต่กลับรวมถึง การแกล้งถึงจุดสุดยอดระหว่างการร่วมเพศโดยใช้ปาก (Oral sex) หรือทางโทรศัพท์ (Sex phone) อีกด้วย

 

สาเหตุที่ผู้หญิงแกล้งถึงจุดสุดยอด

ทำไมผู้หญิงต้อง…แกล้งถึงจุดสุดยอด ด๊อกเตอร์ เบตตี้ ดอดสัน (Betty Dodson) ผู้ให้ความรู้ทางเพศศึกษา และผู้เขียนหนังสือ Orgasms for Two ได้ออกมาบอกว่า เธอแน่ใจว่ามีเหตุผลหลายล้านเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงแกล้งถึงจุดสุดยอด (Fake orgasm) แต่มีข้อหนึ่งที่เธอจัดมันไว้เป็นเหตุผลอันดับต้นๆ คือ “ผู้หญิงแกล้งถึงจุดสุดยอดเพื่อปกป้องความภาคภูมิ และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเธอและคู่ของเธอ”

นอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว ข้อมูลจากการวิจัย ยังกล่าวถึงสาเหตุอื่น ๆ เช่น ความรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ปลอดภัย ความกลัว ความไม่มั่นคง และความอาย จนสุดท้ายพวกเธอจึง “แค่ทำให้มันเสร็จ ๆ ไปแล้วกัน” ทำให้เกิดพฤติกรรมการแกล้งเสร็จสมตามมา นอกจากนี้แล้ว ยังมีเหตุผลที่น่าสนใจอีก เช่น

  • เธอต้องการหยุดการมีเพศสัมพันธ์ในครั้งนั้น
    ผู้ชายจำนวนมากจะวัดความสามารถทางเพศของพวกเขา โดยดูจากการตอบสนองของผู้หญิงเป็นหลัก ทำให้ผู้ชายหลายคนจะไม่ยอมแพ้ จนกว่าคู่จะถึงจุดสุดยอด (Orgasms) ดังนั้นถ้าพวกเธอรู้ตัวว่าถึงทำต่อไปก็ไม่สามารถแตะจุดสุดยอดได้  “การแกล้งถึงจุดสุดยอด (Fake orgasm)” จึงดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีอีกทางหนึ่ง
  • เธอต้องการรักษาความมั่นใจให้กับอีกฝ่าย
    หลายๆ ครั้ง ผู้หญิงแค่แกล้งถึงจุดสุดยอด เพราะไม่ต้องการทำลายความมั่นใจของฝ่ายชาย ในกรณีที่ไม่สามารถพาเธอไปถึงฝั่งฝันได้
  • เธอต้องการการควบคุมด้วยตัวเอง
    ผู้หญิงหลายคนสามารถถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์ โดยการกระตุ้นตัวเองไปด้วยได้ แต่บางครั้ง คู่ของเธออาจจะพยายามที่จะควบคุม ทำทุกอย่างด้วยตนเอง จึงทำให้กลายเป็นการขัดขวาง รบกวน การถึงจุดสุดยอด (Orgasm) ของผู้หญิง ทำให้สุดท้ายพวกเธอจึงต้องแกล้งถึงจุดสุดยอด (Fake orgasm) แทน

ในความเป็นจริง คือ ผู้หญิงจำนวนมากไม่สามารถถึงจุดสุดยอดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดได้ หลาย ๆ ครั้งที่พวกเธอเลือกที่จะแกล้งถึงจุดสุดยอด (Fake orgasm) แล้วค่อยกลับมาช่วยตัวเองเมื่ออยู่คนเดียว

 

อาการแสดงการแกล้งถึงจุดสุดยอด

โดยผู้หญิงที่แกล้งเสร็จสม ได้บอกว่าพวกเธอใช้การแสดงออกที่หลากหลาย อย่างการโค้งงอ หรือแอ่นหลังขึ้น เหนี่ยวดึงคู่ของเธอให้ใกล้ชิด หอบหายใจหนัก และการเปล่งเสียงที่รุนแรงกว่าปกติ โดยจำมาจากอาการทางกายภาพที่เคยเสร็จสมจริง โดยเลือกช่วงเวลาที่ฝ่ายชายกำลังมีสมาธิกับตัวเองเมื่อใกล้ถึงจุดสุดยอด เพื่อความแนบเนียน และบางคนก็เลือกที่จะตบท้ายการมีเพศสัมพันธ์อย่างสวยงาม ด้วยการกล่าวคำชมเชยถึงทักษะ ลีลาที่ยอดเยี่ยมของอีกฝ่าย

 

ทำอย่างไร…..ไม่ต้องแกล้งถึงจุดสุดยอด (Fake orgasm)

รู้เหตุผล การที่ต้องแกล้งเสร็จสมกันไปแล้ว มาดูหนทางแก้ไข ที่จะทำให้สาวๆ ไม่ต้องแกล้งถึงจุดสุดยอดอีกต่อไปโดย “วิธีรักษา” จะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่สามารถนำคุณไปสู่จุดสุดยอดที่แท้จริงในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์

  • ลองฝึกเมื่ออยู่คนเดียวก่อน
    การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (Masturbation) นั้นเป็นเรื่องปกติ เริ่มต้นจากการลองใช้เครื่องสั่น (Vibrator) หรือนิ้วมือ ค่อยๆ ค้นหาว่าการสัมผัส ความหนักเบา การหมุนวนแบบไหนที่นำไปสู่การเสร็จสม โดยมีผลสำรวจ ที่ได้รับการเผยแพร่เร็ว ๆ นี้ แสดงให้เห็นว่า มีผู้หญิงอย่างน้อยหนึ่งในสองคนใช้เครื่องสั่นสะเทือนในการช่วยตัวเอง หรือแม้แต่ระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ และเมื่อผู้หญิงได้เรียนรู้วิธีการเพลิดเพลินกับจุดสุดยอด ผ่านการฝึกฝนด้วยตนเองแล้ว เธอก็จะสามารถแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างเธอกับคู่ของเธอต่อไปได้ในอนาคต
  • ลองต่างคนต่างทำ
    การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด (Vagina intercourse) อาจเป็นเรื่องเพศ ที่มีแบบแผนสำเร็จรูป แต่การที่ต่างคนต่างสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (Masturbation)  ในระหว่างที่อยู่ด้วยกัน อาจจะกลายเป็นเรื่อง “เซ็กซี่” กว่าที่คิดก็ได้ โดยวิธีนี้จะทำให้สามารถสังเกตเห็น เรียนรู้วิธีกระตุ้นคู่ของตนให้ถึงจุดสุดยอดได้ทั้งสองฝ่าย
  • แสดงออกสิ่งที่ชอบ
    ในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ แน่นอนว่าการแสดงออกหรือบอกอีกฝ่าย ในสิ่งที่ชอบและพอใจ การทำอะไร แบบไหน อย่างไร ที่จะทำให้คุณและเขาถึงจุดสุดยอดไปด้วยกัน จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นได้อย่างแน่นอน
  • กระตุ้นตัวเองระหว่างมีเพศสัมพันธ์
    นิ้วหรือเครื่องสั่น (Vibrator) สามารถช่วยได้ เพราะหนึ่งในวิธีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ในการทำให้ผู้หญิงสามารถถึงจุดสุดยอดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ คือ การกระตุ้นอวัยวะเพศของเธอไปด้วย เช่นเดียวกับการช่วยตัวเอง
  • มีเพศสัมพันธ์ทางปาก
    ผู้หญิงบางคนมีช่วงเวลาที่ยากลำบากมากที่จะประสบความสำเร็จ ถึงจุดสุดยอดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ แต่กลับไม่มีปัญหาในการเสร็จสมโดยใช้ปากช่วย (Oral sex) รวมถึงการเล้าโลม ที่จะช่วยผ่อนคลายและเตรียมทั้งสองฝ่ายให้พร้อม โดยความต่อเนื่องของอารมณ์จะช่วยให้ฝ่ายหญิง สามารถถึงจุดสุดยอดได้ง่ายขึ้นในครั้งต่อไป

น่าเสียดายที่มีผู้หญิงจำนวนกว่า 1 ใน 10 คน ต้องประสบกับอาการของความยากลำบากในการบรรลุจุดสุดยอด (Anorgasmia) ตลอดชีวิตของพวกเธอ ซึ่งหากคุณรู้สึกเข้าข่าย มีความกังวลและประสบความยากลำบากแบบนี้ การพบแพทย์อาจจะช่วยบรรเทาและค้นหาสาเหตุ หาแนวทางในการรักษาต่อไปได้

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.everydayhealth.com
ภาพประกอบ: www.freepik.com

 


5-ข้อสงสัย-คนใส่ชุดชั้นในไม่เคยรู้-h2c.jpg

เมื่อกล่าวถึงชุดชั้นใน  สำหรับบางคนอาจจะเห็นเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยสนใจ แต่ข้อมูลในปัจจุบันพบว่ามูลค่าตลาดชุดชั้นในทั่วโลกสูงถึงกว่า 1 ล้านล้านบาท นอกจากมูลค่าทางการตลาดที่สูงแล้ว ชุดชั้นในยังมีอีกหลาย ๆ เรื่องที่น่าสนใจ อย่างเช่นการเป็นเสื้อผ้าชิ้นที่อยู่ใกล้ชิดกับส่วนที่บอบบางที่สุดแห่งหนึ่งในร่างกายของเรา หากเคยสงสัย และยังไม่เคยมีโอกาสที่จะเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในด้านสุขภาพของชุดชั้นใน รีบอ่านต่อเลย เรามีคำถามยอดฮิตและคำตอบมาแชร์กับทุกคนแล้ว

 

Q: ถ้าเราใส่ชุดชั้นในซ้ำ เป็นวันที่ 2 จะเป็นอย่างไร

เรามีข่าวดีสำหรับทุกคนที่เกลียดการซักผ้า และมักจะขี้เกียจซักชุดชั้นในบ่อยๆ เพราะการใส่ชุดชั้นในซ้ำกัน 2 วันจะไม่มีผลกระทบ ที่สามารถลามไปเป็นปัญหาสุขภาพ แต่สก็อต แคสเตลเลอร์ (Scott Kasteler, M.D.) ผู้เชี่ยวชาญกล่าวไว้ว่า “ตราบเท่าที่ไม่มีคราบของสิ่งปฎิกูลจากร่างกายเกิดขึ้นก็ไม่มีปัญหา”  หากมองด้านสุขภาพเป็นหลัก “คุณสามารถใช้ชุดชั้นในซ้ำไปได้หลายวัน”

แต่ก็มีข้อยกเว้น คือ ถ้าคุณมีรอยขีดข่วนที่ผิวหนัง แผล หรือผื่นเกิดขึ้น นั่นคือสัญญาณสำคัญ ว่าคุณไม่ควรใช้ชุดชั้นในซ้ำ ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะจบลงด้วยการติดเชื้อ หรือถ้าคุณเป็นคนที่เหงื่อออกมาก หรือไปทำกิจกรรมหนักๆ จนเหงื่อท่วม คุณก็ควรจะเปลี่ยนชุดชั้นในเช่นกัน เพราะสำหรับเพศหญิง ความเปียกชื้นสามารถก่อให้เกิดแบคทีเรียที่เรียกว่า Candida ซึ่งนำไปสู่การติดเชื้อราในช่องคลอด และในขณะที่ผู้ชายอาจจะไม่ค่อยระคายเคืองจากความชื้นมากนัก แต่ถึงยังไงก็ควรทำให้แน่ใจ ว่าพื้นที่ภายในชุดชั้นใน จะแห้งและสะอาดอยู่เสมอ เพราะมันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงหรอก

 

Q: ประเภทของเนื้อผ้ามีผลอย่างไร

เนื้อผ้าของชุดชั้นในสามารถสร้างความแตกต่างในด้านสุขภาพได้ ในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับอวัยวะเพศในอนาคต เช่น การติดเชื้อช่องคลอดและอวัยวะเพศภายนอกของสตรี (Vulvovaginitis) สังคัง (Jock itch) ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สวมชุดชั้นในที่ทำจากผ้าคอตตอนที่ใหม่ สะอาด ไม่รัดจนเกินไป สามารถระบายอากาศ และขจัดความชื้นที่จะเป็นสาเหตุของการติดเชื้อได้ดี

ปัจจุบันเนื้อผ้าโพลีเอสเตอร์หรือโพลีเอสเตอร์ผสม ซึ่งมีคุณสมบัติขจัดความชื้นได้ดี ได้รับความนิยมและถูกใช้เป็นเนื้อผ้าหลัก ๆ ในการทำชุดกีฬาสำหรับใช้กลางแจ้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ซึ่งกลางวันสั้นกว่ากลางคืน และยังมีการศึกษาพบว่า ผู้ที่สวมใส่ผ้าสังเคราะห์เหล่านี้ จะสามารถแสดงประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และมีความสะดวกสบายมากกว่าการสวมผ้าคอตตอนธรรมดา

 

Q: ออกกำลังกายโดยสวมชุดชั้นในแบบไม่เต็มตัว เช่น พวกจีสตริง ดีไหม

ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ การศึกษาเรื่องการสวมใส่ชุดชั้นในแบบไม่เต็มตัว และผลกระทบด้านสุขภาพยังมีจำนวนไม่มาก ดังนั้นคุณอาจต้องระวังเมื่อเลือกที่จะสวมใส่ชั้นในสุดเซ็กซี่ขึ้นวิ่งบนลู่วิ่ง เพราะชุดชั้นในแบบไม่เต็มตัว มีแนวโน้มก่อให้เกิดปัญหาบางอย่าง จากการเคลื่อนไหวมาก มีการกดทับซ้ำๆ เสียดสี ในแนวหรือพื้นที่เล็กๆ ขณะเดียวกันชุดชั้นในแบบนี้ ยังเปิดโอกาสให้อวัยวะเพศของคุณไปสัมผัสกับเสื้อผ้าส่วนอื่นๆ ที่อาจมีปัญหาเรื่องการระบายความชื้น ทำให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อที่ช่องคลอดและอวัยวะเพศภายนอกได้ง่าย แนะนำให้ใส่ชุดชั้นในแบบเต็มตัวจะดีกว่า

 

Q : กางเกงชั้นในชายแบบที่มีขา (Boxer) กับแบบที่ไม่มีขา (Briefs) แบบไหนดีต่อสุขภาพ

เป็นที่รู้กันว่าระหว่างแฟชั่นและความสบายมักสวนทางกันอยู่เสมอ โดยมีการถกเถียงกันอย่างจริงจังในหัวข้อที่ว่า กางเกงชั้นในชายแบบไหนจะเวิร์คที่สุด โดยใช้หลักในการตัดสินอยู่ที่ประสิทธิภาพในการผลิตสเปิร์ม (Sperm) เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ โดยผลที่ออกมาชี้ให้เห็นถึงเรื่องของอุณหภูมิที่เหมาะสม ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลิตสเปิร์ม และสิ่งที่จะช่วยให้อวัยวะเพศของคุณผู้ชายถูกห่อหุ้ม มีอุณหภูมิที่เหมาะสม ก็คือกางเกงในชายแบบไม่มีขานั่นเอง

 

Q : ถ้าจะไม่ใส่ชุดชั้นในเลย จะดีไหม

จากผลสำรวจ 1 ใน 4 ของชาวอเมริกันไม่สวมชุดชั้นใน ทั้งที่ไม่มีชั้นในและหรือเหตุผลอื่นๆ อีกมากมาย แต่ก็มีบางกรณีที่จะต้องคำนึงถึง เช่น ระหว่างการออกกำลังกาย อย่างกางเกงนักมวยที่หลวม จะเคลื่อนตัวเสียดสี ถูเข้ากับผิวหนังทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย แต่ถ้ากางเกงที่คุณสวมใส่มีความพอดี อยู่ทรง มีเนื้อผ้าที่แห้งเร็ว ไม่อับชื้น แค่นั้นชุดชั้นในก็ไม่จำเป็น แล้วยิ่งถ้าคุณไม่มีปัญหาเรื่องผิว ผื่นคัน รอยขีดข่วนและอื่นๆ การไม่สวมใส่ชั้นในก็ไม่เป็นปัญหาอะไรทั้งนั้น เพลิดเพลินไปกับอิสรภาพได้เต็มที่

สรุปแล้วก็คือ เช็คผิวของคุณก่อน ว่าง่ายต่อการระคายเคืองและเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากแค่ใหน เลือกชุดชั้นในที่เหมาะสม ระมัดระวังในการเลือกชั้นในสำหรับการออกกำลังกาย ตราบใดที่คุณยังสามารถรักษาบริเวณที่บอบบางให้แห้ง และสะอาดอยู่เสมอ การใช้ชั้นในซ้ำกันไปในบางวันก็ไม่เป็นไร และสุดท้ายคือคุณจะไม่ใส่ชั้นในในบางครั้งก็ได้ หากผิวของคุณไม่ได้บอบบางนัก

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.everydayhealth.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


-huj.jpg

ชีพจร (Pulse) เกิดจากการบีบตัวของหัวใจเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ทำให้เกิดแรงดันมากระทบผนังของเส้นเลือด เป็นผลให้เส้นเลือดมีการหดและขยายตัวตามจังหวะการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งเราสามารถคลำได้ตรงตำแหน่งที่เส้นเลือดแดงวิ่งผ่านหรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ชีพจรคือจังหวะการเต้นของหัวใจ

 

ชีพจรอยู่ตรงไหน

ชีพจรที่คลำได้ตามร่างกายนั้น จะพบว่ามักจะอยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นส่วนข้อต่อของกระดูก เช่น ข้อมือ ข้อพับแขน ขาหนีบ ขมับ และคอ ในผู้ใหญ่นิยมจับชีพจรที่ข้อมือทางด้านหัวแม่มือ หรือที่แขนเพราะคลำได้ง่ายและสะดวก ในเด็กเล็ก ๆ ที่ข้อมือบางครั้งอาจจะคลำลำบากมาก ดังนั้นจึงนิยมคลำที่ขาหนีบเพราะที่ตำแหน่งขาหนีบจะเป็นตำแหน่งที่คลำได้ชัดทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

 

วิธีจับชีพจร

ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนพักหายเหนื่อยก่อนประมาณ 5 – 10 นาที
  2. ในท่านั่งให้ผู้ป่วยนั่งให้สบายที่สุดเหยียดแขนหรือข้อมือให้ตรง ที่แขนควรมีที่รองรับเพื่อให้รู้สึกสบายแขนไม่เกร็ง แต่ถ้าจับในท่าที่คนไข้นอนให้ผู้ป่วยนอนหงายแขนราบกับพื้นหงายฝ่ามือขึ้น
  3. วางนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง บนตำแหน่งที่เส้นเลือดแดงผ่าน (ดังรูป) เช่น ที่ข้อมือด้านหัวแม่มือหรือข้อแขน เป็นต้น แล้วกดปลายนิ้วทั้งลงเบา ๆ จับเวลา นับจำนวนครั้งในการเต้นของชีพจรนาน 1 นาที ในรายที่เต้นสม่ำเสมออาจจับเวลาเพียงครึ่งนาทีแล้วคูณสอง

 

ชีพจร

https://www.doctor.or.th

 

ข้อควรระวัง

  1. ระวังอย่าใช้นิ้วหัวแม่มือจับชีพจรคนไข้ เพราะจะจับได้ชีพจรของผู้จับเอง เนื่องจากนิ้วหัวแม่มือมีเส้นเลือดใหญ่มาเลี้ยงนั่นเอง
  2. ไม่จับชีพจรในขณะที่คนไข้ตื่นเต้นหรือตกใจกลัว หรือภายหลังออกกำลังกายมาใหม่ ๆ เพราะขณะนั้นชีพจรจะเต้นเร็วกว่าปกติ ควรรอให้ร่างกายอยู่ในสภาพปกติก่อน
  3. ควรใช้นาฬิกาที่มีเข็มวินาทีจับชีพจร เพราะสะดวกในการจับ

 

ควรจับชีพจรเมื่อใดบ้าง

  1. เมื่อมีอาการผิดปกติหรือเจ็บป่วยเกิดขึ้น เช่น เป็นไข้ตัวร้อน
    ปวดหัว ปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องเดิน ซีด เหลือง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลม เจ็บหน้าอก ฯลฯ
  2. เมื่อมีการเสียเลือด หรือประสบอุบัติเหตุ
  3. เมื่อรู้สึกว่าใจสั่น ซึ่งอาจมีสาเหตุจากโรคทางกายจริง ๆ หรือโรคทางใจ (โรคประสาท วิตกกังวลคิดมาก) ก็ได้

 

ชีพจรเต้นอย่างไร

ในคนปกติ ชีพจรจะเต้นแรงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

  • ผู้ใหญ่ เต้นประมาณนาทีละ 60 – 80 ครั้ง
  • เด็ก เต้นประมาณนาทีละ 90 – 100 ครั้ง
  • ทารกแรกเกิด เต้นประมาณนาทีละ 120 – 130 ครั้ง

จะเห็นว่าทารกแรกเกิดชีพจรเต้นเร็วมาก เมื่อยิ่งโตขึ้นอายุมากขึ้นชีพจรจะเต้นช้าลง แต่จะแรงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

 

การเต้นของชีพจรที่ผิดปกติ

การเต้นของชีพจรที่ผิดปกติ เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ได้หลายสาเหตุ การเต้นผิดปกติอาจเกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว นาน ๆ ครั้ง หรือเกิดขึ้นเป็นประจำ

เราลองมาพิจารณาการเต้นของชีพจรลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

  • ชีพจรที่เต้นแรงและเร็วกว่าปกติ
    เช่น ผู้ใหญ่เต้นนาทีละ 100 – 120 ครั้ง ชีพจรแบบนี้จะพบได้ในคนที่เป็นโรคและไม่เป็นโรคก็ได้

    • ถ้าการเต้นนั้นเกี่ยวข้องกับอาการเหนื่อยง่าย เวลาออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยหรือว่าอยู่เฉย ๆ หัวใจก็เต้นแรงผิดปกติ รู้สึกเจ็บหน้าอกบ่อย ๆ เหนื่อยง่าย อาการที่เกิดขึ้นนี้มักพบในคนที่เป็นโรคหัวใจ
    • ถ้ามีอาการเหนื่อยง่าย กินจุ แต่ผอมลง คลื่นไส้อาเจียน คอโต หรือตาโปน ก็อาจเป็นโรคต่อมไทรอยด์ (คอพอกเป็นพิษ)
    • คนที่มีไข้ตัวร้อน ก็อาจมีชีพจรเต้นแรงและเร็วได้ ตามปกติถ้าไข้ขึ้น 1 ฟ. (องศาฟาเรนไฮท์) ชีพจรจะเต้นเร็วขึ้นอีกนาทีละ 10 ครั้ง
    • คนที่ซีดโลหิตจาง หรือได้รับยาบางตัว (เช่น ฮะดรีนาลีน ฉีดแก้หืด) ก็มีชีพจรที่เต้นเร็วได้
    • ในคนที่ร่างกายเป็นปกติ ชีพจรก็อาจเต้นเร็วได้ แต่มักจะมาจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ออกกำลังกายมาใหม่ ๆ ตื่นเต้น ตกใจกลัว แต่เมื่อได้พักหัวใจก็จะเต้นเป็นปกติเหมือนเดิม
  • ชีพจรที่เต้าช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที
    บางรายอาจไม่แสดงอาการ แต่บางรายก็มีอาการหน้ามืดเป็นลมได้ มักพบในคนที่มีความผิดปกติของหัวใจ

    • คนไข้ที่มีก้อนเลือดในสมอง (เช่น ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ) หรือมีสาเหตุอะไรก็ตามที่ทำให้ความดันภายในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ก็อาจมีชีพจรเต้นช้าลงได้
    • ในคนที่เป็นนักกีฬาที่มีร่างกาย “ฟิต” เต็มที่ก็จะพบว่าชีพจรเต้นค่อนข้างช้า แต่มีแรงและสม่ำเสมอดีชีพจรแบบนี้เราถือเป็นสิ่งที่ดีมาก
  • ชีพจรเต้นเบาและเร็ว พบในคนที่เป็นลม ช็อก ท้องเดินมาก ๆ ท้องนอกมดลูก กระเพาะทะลุ ถ้าชีพจรในลักษณะนี้รีบให้การปฐมพยาบาลแล้วส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
  • ชีพจรที่เต้นไม่สม่ำเสมอ
    • ถ้าเป็นตลอดเวลา จะพบในคนที่เป็นโรคหัวใจ คอพอกเป็นพิษ
    • ในคนปกติ บางครั้งชีพจรก็เต้นไม่สม่ำเสมอเป็นครั้งเป็นคราวได้ ซึ่งเป็นผลมาจากร่างกายได้รับยาและสารเคมีบางชนิดเข้าไปในร่างกาย เช่น เหล้า บุหรี่ กาแฟ หรือแม้แต่ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอเคร่งเครียดก็ทำให้ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอได้

 

ขอให้ท่านลองฝึกจับชีพจรกันดู เมื่อจับแล้วไม่แน่ใจว่า เต้นปกติหรือผิดปกติหรือไม่ ท่านอาจจะขอคำแนะนำจากหมอที่ใกล้บ้านท่าน ต่อ ๆ ไปเมื่อท่านจับชีพจรบ่อย ๆ ครั้ง จะเกิดความชำนาญขึ้นสามารถจะแยกออกว่าเต้นปกติหรือผิดปกติได้ จะเป็นประโยชน์ต่อตัวท่านเอง และทุก ๆ คนในบ้าน เมื่อเกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ดังที่กล่าวเป็นข้อ ๆ ไว้นั้น จะสามารถป้องกันอันตรายขั้นรุนแรงที่จะเกิดกับผู้ป่วยได้

 

ผู้เขียน : ลลิตา อาชานานุภาพ
แหล่งที่มา : นิตยสารหมอชาวบ้าน  เล่มที่: 3, กรกฎาคม 2522, www.doctor.or.th
ภาพประกอบจาก : www.doctor.or.th 


-Dream.jpg

ความฝัน (Dream) หรือฝัน เป็นลำดับภาพ ความคิด อารมณ์ และการรับรู้ที่เกิดขึ้นนอกเหนืออำนาจจิตใจ มีผู้มองว่าฝันเชื่อมโยงกับจิตไร้สำนึก โดยมีตั้งแต่ปกติและสามัญไปจนถึงเหนือจริงหรือแปลกประหลาด

 

ฝันสามารถมีได้หลายอารมณ์ เช่น กลัว ตื่นเต้น สนุกสนาน เศร้าโศก ผจญภัยหรือเกี่ยวกับเพศ สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงของการนอนหลับ (sleep stages) ทั้งในช่วงหลับธรรมดา (NREM sleep) และช่วงหลับฝัน (REM sleep) แต่จะมีลักษณะที่ต่างกัน

หลับฝัน (REM sleep)

โดยฝันเกิดขึ้นในช่วงหลับฝัน หรือ REM sleep เป็นหลัก ช่วงนี้กิจกรรมของสมองเพิ่มสูงขึ้นเสมือนว่ากำลังตื่นอยู่ มีการกลอกไปมาของลูกตาขณะหลับ ขณะที่ระบบร่างกายอื่นๆได้ลดการทำงานลง ยกเว้นระบบในร่างกายเพื่อใช้ยังชีพ ฝันที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ มักจะยาว มองเห็นภาพชัดเจน เกิดอารมณ์ร่วมด้วย โดยเรื่องที่ฝันมักจะไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือเหตุการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิตประจำวัน ณ ขณะนั้น แต่เป็นเรื่องที่สัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เรียนรู้ใหม่กับสิ่งที่เคยเรียนรู้ เรื่องเก่า ๆ ที่จดจำมาก่อนแล้ว

 

หลับธรรมดา (NREM sleep)

สำหรับฝันในช่วงหลับธรรมดา หรือ NREM sleep จะตรงกันข้ามกับฝันในช่วงหลับฝัน โดยเรื่องที่ฝันมักเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เป็นฝันที่สั้นๆ ทบทวนซ้ำสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้เพื่อทำให้เกิดเป็นความจำระยะยาว (memory consolidation) โดยมีแนวโน้มสมจริงหรือผู้ฝันจำเรื่องราวได้น้อยกว่าฝันหลับธรรมดา

ฝันกินระยะเวลาตั้งแต่ไม่กี่วินาทีไปจนถึงยี่สิบนาที โดยเฉลี่ยจะมีการฝัน 3 ถึง 5 ฝันต่อคืน และมีแนวโน้มนานขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ในระหว่างการหลับ 8 ชั่วโมง จะใช้เวลากับการฝัน 2 ชั่วโมง และเมื่อตื่น คนมักจะจำฝันที่เกิดขึ้นในหลับฝัน ได้มากกว่า ฝันที่เกิดขึ้นในช่วงหลับธรรมดา

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สมพล เทพชุม
แหล่งที่มา : www.ps2.si.mahidol.ac.th  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : thecrackeddoor.com  


-หลับอย่างมีคุณภาพ.jpg

เมื่อพูดถึงการนอนหลับ ทุกคนคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะอย่างน้อยมนุษย์เราก็ใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอน อย่างไรก็ตามมีบางเรื่องที่ขาดความเข้าใจ หรือเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่น ความเข้าใจที่ว่า การนอนหลับนั้นร่างกายมีสภาพเสมือนหยุดนิ่ง หรือการนอนหลับนั้นมีลักษณะแบบเดียวกันตั้งแต่เริ่มนอนไปถึงตื่นนอน 

ในช่วง 50 ที่ผ่านมา นักวิจัยทางการแพทย์พบว่า การนอนหลับมีขั้นตอนและวงจรที่ซ้ำเป็นช่วง ๆ แทนที่จะหยุดนิ่ง โดยการนอนหลับที่มีคุณภาพต้องมีวงจรเหล่านี้หลายรอบ และมีเวลาเพียงพอในแต่ละรอบ สำหรับรายละเอียดในแต่ละช่วงของวงจรการนอนหลับ มีดังนี้

 

ช่วงของการนอนหลับ

เราสามารถแบ่งช่วงของการนอนหลับ ออกเป็น 2 ช่วง เริ่มจาก

1. ช่วงหลับธรรมดา (non-rapid eye movement (NREM) sleep) หรือช่วงหลับแบบไม่ฝันเป็นช่วงการหลับที่จะลึกลงไปเรื่อย ๆ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่หลับตื้นไปจนถึงหลับลึก

  • NREM ระยะที่ 1 (เริ่มมีความง่วง) เป็นช่วงครึ่งหลับครึ่งตื่น กล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ค่อย ๆ ผ่อนคลาย อาจมีการกระตุก สะบัด เป็นสภาพที่แม้จะได้รับการกระตุ้นเพียงเล็กน้อยก็จะตื่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองจะพบคลื่น alpha ไปจนถึงคลื่น theta ปรกติจะใช้เวลาตั้งแต่ 30 วินาที – 7 นาที          
  • NREM ระยะที่ 2 (หลับตื้น) เป็นช่วงแรกของการหลับจริง ช่วงนี้จะพบคลื่นไฟฟ้าสมองที่มีลักษณะ spindle wave และ K complexes เป็นสภาพที่ผู้นอนไม่ได้ยินเสียงรบกวนจากภายนอก มองไม่เห็นแม้ว่าจะลืมตา แต่ยังไม่มีการฝัน
  • NREM ระยะที่ 3 (หลับปานกลาง) การหลับในช่วงนี้ ทั้ง คลื่นไฟฟ้าสมองและชีพจรจะเต้นช้าลง โดยจะพบคลื่น delta ซึ่งเป็นคลื่นไฟฟ้าสมองที่มีขนาดใหญ่ ความถี่น้อย ระยะนี้ความมีสติรู้ตัวจะหายไป การเคลื่อนไหวของตาจะหยุดลง แม้มีสิ่งเร้าหรือปลุกให้ตื่นก็จะไม่ง่าย และหากต้องตื่นในช่วงนี้ จะรู้สึกมึนงง สับสน สัก 2-3 นาที ปรกติขั้นนี้จะกินเวลาประมาณ 20 – 30 นาที
  • NREM ระยะที่ 4 (หลับลึก) เป็นช่วงหลับสนิทที่สุดของการนอน คลื่นไฟฟ้าสมองจะพบคลื่น delta wave มากที่สุด ระยะนี้อุณหภูมิร่างกายและความดันโลหิต
    ลดลง อัตราการเต้นของหัวใจลดลงเหลือประมาณ 60 ครั้งต่อนาที ปรกติระยะนี้จะกินเวลาประมาณ 30 – 50 นาที โดยระยะ 3 – 4 นี้จะเป็นระยะที่ร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ และมีการซ่อมแทรมส่วนที่สึกหรอ เช่น Growth hormone เพื่อการเจริญเติบโต จะมีการหลั่งในระยะนี้ จึงถือเป็นอีกช่วงของการนอนที่สำคัญ

www.cureffi.org

 

2. ช่วงหลับฝัน (Rapid Eye Movement (REM) Sleep) เป็นช่วงที่กล้ามเนื้อต่าง ๆ ของร่างกายแทบจะหยุดการทำงาน ยกเว้นระบบในร่างกายที่เกี่ยวกับการยังชีพ ได้แก่ หัวใจ กระบังลม กล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อเรียบ โดยตาจะกลอกไปซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะได้พักผ่อน แต่สมองจะยังตื่นตัวอยู่และทำงานใกล้เคียงกับตอนตื่น โดยช่วงนี้สมองจะมีการจัดการข้อมูลต่างๆที่เข้ามา ทำให้เกิดเป็นความทรงจำ ความเข้าใจ และอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิต ช่วงเวลานี้จะกินเวลาประมาณ 30 นาที

 

วงจรการนอนหลับ

การนอนหลับโดยปกตินั้น จะประกอบด้วยวงจรช่วงการหลับธรรมดาและหลับฝัน (NREM – REM sleep) รวมรอบละ 80 – 120 นาที  4 – 6 รอบตลอดคืน โดยหลังเข้านอน คนปกติจะเริ่มเคลิ้มหลับ (sleep latency) ประมาณ 15 – 20  นาที ก่อนเข้าสู่ช่วงหลับธรรมดา 4 ระยะ และช่วงหลับฝันตามลำดับ

โดยในแต่ละคืน คนปกติจะใช้เวลาประมาณ 50% ในช่วงหลับธรรมดา ระยะที่ 1 – 2  30% ในช่วงหลับธรรมดา ระยะที่ 3 – 4  และ 20%

ในช่วงหลับฝันโดยระยะเวลาช่วงหลับฝันจะยาวขึ้น ในขณะที่ระยะเวลาช่วงหลับธรรมดา ระยะที่ 3 – 4 จะลดลง ในรอบหลัง ๆ ของวงจรการนอนหลับ ทั้งนี้ระยะเวลาของการนอนหลับ และสัดส่วนช่วงของการนอนหลับ ยังเปลี่ยนแปลงตามอายุอีกด้วย

www.mybwmc.org

 

ความสำคัญของการนอนหลับ

จากลักษณะและสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายในแต่ละช่วงของการนอนหลับ จะพบว่าการนอนหลับมีบทบาทที่สำคัญในหลายๆด้าน ทั้งการซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ การหลั่งของฮอร์โมนต่าง ๆ โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโต การหลั่งของสารที่ควบคุมความต้านทานของร่างกาย การจัดระเบียบในเรื่องของความคิดและความจำ การคลายความเหน็ดเหนื่อยความเคร่งเครียดที่เกิดขึ้นในขณะตื่น รวมถึงการรวบรวมสะสมพลังงาน เพื่อที่จะทำงานในวันถัดไป ทั้งนี้

การจำกัดเวลานอนหรือการอดนอนเรื้อรัง และการนอนไม่พอจนเป็นหนี้สะสมมีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพ คนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อคืน มีผลต่ออัตราการตายที่สูงขึ้น การที่ถูกจำกัดเวลานอนในตารางเวลาให้น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อคืน ติดต่อกัน 6 คืน พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงการเผาผลาญกลูโคส มีการขัดขวางการใช้อินซูลิน มีผลสนับสนุนให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่น

 

นอนหลับอย่างมีคุณภาพ

จากข้อมูลวงจรการนอนหลับที่มีช่วงหลับธรรมดารวมหลับลึก 4 ระยะย่อยและช่วงหลับฝันวนไปเป็นรอบ ๆ จนตื่นนอน ทำให้การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ นอกจากควรมีจำนวนชั่วโมงการนอนได้ตามเกณฑ์เฉลี่ย เช่น วัยผู้ใหญ่ควรนอนแต่ละคืนให้ได้ 7 – 8 ชั่วโมงแล้ว จะต้องมีวงจรการนอนหลับของทุกระยะหมุนเวียนกันไปอย่างสมดุลด้วย นั่นคือรอบละ 80 – 120 นาที รวม 4 – 6 รอบก่อนตื่นนอนในแต่ละคืน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : สมพล เทพชุม www.si.mahidol.ac.th  ชนิภาค์ ชาวนาฟาง thaihealthlife.com  www.honestdocs.co
ภาพประกอบจาก : www.mybwmc.org  www.oklahomaheart.com


-เกี่ยวกับเอนไซม์-Enzyme.jpg

สำหรับหลาย ๆ คน คงจะเคยได้ยินเรื่องของเอนไซม์ (Enzyme) กันมาบ้างแล้ว วันนี้กองบรรณาธิการได้เรียบเรียงเนื้อหาเบื้องต้น เป็นการทบทวนความรู้อีกครั้ง เพื่อการดูแลสุขภาพที่ดีมากยิ่งๆขึ้น

เอนไซม์ ( Enzyme) เป็นโปรตีนที่สิ่งมีชีวิตสร้างขึ้น เพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ให้มีประสิทธิภาพ โดยลดพลังงานที่จะใช้ในปฏิกิริยาเหล่านั้น มีข้อมูลพบว่า มากกว่า 5,000 ปฏิกิริยาชีวเคมี ที่มีเอนไซม์เป็นตัวร่วมที่สำคัญ โดยเอนไซม์จะเปลี่ยนสารตั้งต้นให้เป็นสารอื่น ๆ เพื่อทำให้ระบบที่เกี่ยวข้องทำงานได้ดี เช่น ระบบย่อยอาหาร จะมีเอนไซม์เป็นตัวเร่งในการย่อยอาหาร จากสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นสารโมเลกุลเล็ก ในระดับที่สามารถผ่านผนังเซลล์ของแต่ละเซลล์ในร่างกายได้ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารตามที่เรารับประทาน นอกจากนี้เอนไซม์ยังมีหน้าที่ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ช่วยสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อ ช่วยทำให้กล้ามเนื้อหดตัว สลายสารพิษ ทำให้เลือดบริสุทธิ์ ช่วยกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากปอด และช่วยลดความเครียดของตับอ่อนและอวัยวะอื่น ๆ ภายในร่างกาย ซึ่งบางครั้ง ถ้าไม่มีเอนไซม์ ปฏิกิริยาทางเคมีอาจใช้เวลานานมากกว่าจะเสร็จสิ้น หรืออาจจะไม่เกิดเลยก็ได้

 

คุณสมบัติของเอนไซม์

  • เอนไซม์มีโครงสร้างทางเคมีเป็นโปรตีน ประกอบไปด้วยโพลีเปปไทด์ (Polypeptide) ม้วนกันเป็นก้อนกลม มีโครงรูปที่จำเพาะ กำหนดโดยลำดับการเรียงตัวของกรดอะมิโน โดยเอนไซม์บางชนิดต้องอาศัยโคแฟกเตอร์ (Cofactor) หรือโคเอนไซม์ (Coenzyme) ถึงจะทำงานได้ ทั้งนี้ในการทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี เอนไซม์จะกลับคืนสภาพเดิม ขณะที่โคเอนไซม์จะหมดเปลืองไปเรื่อย ๆ จึงจำเป็นที่ร่างกายต้องหามาเสริม
  • เอนไซม์แต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะตัว โดยจะทำปฏิกิริยาเคมีจำเพาะกับสารตั้งต้นหรือซับสเตรด (Substrate) ที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น เช่น เอนไซม์ชนิดย่อยไขมันจะไม่ย่อยแป้ง และเอนไซม์ย่อยแป้งจะไม่ย่อยโปรตีน เป็นต้น
  • เอนไซม์มีความไวต่อปฏิกิริยามาก แม้ในปริมาณน้อยก็สามารถเร่งปฏิกิริยาได้ ถ้าไม่มีเอนไซม์ปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดจะเกิดขึ้นช้ามาก จนชีวิตไม่สามารถรอดอยู่ได้
  • การแช่แข็งจะไม่ทำลายความสามารถของเอนไซม์ส่วนใหญ่ แต่เอนไซม์จะถูกทำลายได้โดยง่ายที่ความร้อนสูงเกิน 45 องศาเซลเซียส
  • อัตราการทำงานของเอนไซม์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ อุณหภูมิ โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการทำงานอยู่ในช่วง 25-40 องศาเซลเซียส ความเป็นกรดเบส โดยส่วนใหญ่จะทำงานได้ดีในช่วงค่า pH 6-7 ปริมาณของเอนไซม์และซับสเตรด ถ้าปริมาณไม่สมดุลจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของเอนไซม์ได้
  • เอนไซม์แต่ละชนิดที่ร่างกายผลิตขึ้นมาจะมีชีวิตหรืออายุได้เพียง 20 นาที และจะต้องมีเอนไซม์ใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เรื่อย ๆ แต่อาจมีบางชนิดที่อยู่ได้เป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์
  • เอนไซม์ที่กระตุ้นปฏิกิริยาเคมี จะถูกยับยั้งด้วย “ตัวยับยั้งเอนไซม์” ซึ่งมีแบบที่เป็นการยับยั้งแบบถาวร การยับยั้งแบบชั่วคราว และการยับยั้งแบบย้อนกลับ

 

ชนิดของเอนไซม์

เอนไซม์สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ชนิด คือ

  • เอนไซม์จากอาหาร (Food enzyme) คือ เอนไซม์ที่พบได้ในอาหารสด อาหารดิบทุกชนิด ทั้งที่มาจากพืชและสัตว์ เอนไซม์ชนิดนี้จะช่วยในการย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยความร้อนสามารถทำลายเอนไซม์ในอาหารได้โดยง่าย
  • เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive enzyme) คือ เอนไซม์ที่ผลิตขึ้นโดยร่างกาย ส่วนใหญ่จะผลิตมาจากตับอ่อนเพื่อใช้ในการย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่า
  • เอนไซม์ในการเผาผลาญพลังงาน (Metabolic enzyme) คือ เอนไซม์ที่ผลิตในเลือด ในเซลล์เนื้อเยื่อ และอวัยวะภายในต่าง ๆ ของร่างกาย มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีเพื่อช่วยในการเผาผลาญสารอาหารและสร้างพลังงาน สร้างภูมิต้านทาน ความเจริญเติบโตให้กับร่างกาย รวมไปถึงการช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะภายใน และช่วยบำบัดและรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ของร่างกาย

 

การขาดเอนไซม์

เอนไซม์ที่มีระดับต่ำในร่างกาย จะมีความสัมพันธ์กับความเสื่อมของอวัยวะและระบบต่างๆในร่างกาย ถ้าเอนไซม์มีระดับต่ำมาก โรคที่เกี่ยวเนื่องกับความเสื่อมดังกล่าวก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.medthai.com  www.britannica.com
ภาพประกอบจาก : www.medicalnewstoday.com


Banner-19-น่ารู้-เรื่องของสมองผู้หญิง-1600x250-01112017-1-1280x416.jpg

19 เรื่องน่ารู้ สมองของผู้หญิง โดยสมองของคนเรานั้นน่าอัศจรรย์มากค่ะ เพราะเป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อนแต่ลงตัว และสำหรับสมองของผู้หญิง-ผู้ชายก็มีความแตกต่างกัน ส่งผลให้ความคิด การกระทำ และความถนัดของทั้งสองเพศแตกต่างกันไปอีกด้วย มารู้จักสมองของคุณให้มากขึ้นกันดีกว่า

 

1. สมองส่วนหน้าของผู้หญิงใหญ่กว่าผู้ชาย

ขนาดของสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) และสมองส่วนอารมณ์ (Temporal Lobe) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาและการตอบสนองทางอารมณ์ของผู้หญิงใหญ่กว่าผู้ชาย จึงทำให้ผู้หญิงแก้ปัญหาต่าง ๆ และมีทักษะในการใช้ภาษาและอารมณ์ได้ดีกว่า

 

2. สมอง 2 ซีกของผู้หญิงเชื่อมต่อกันตลอดเวลา

สมองของผู้หญิงมีการเชื่อมต่อระหว่างสมองสองซีกอยู่เกือบตลอดเวลา ทำให้ผู้หญิงถนัดนักเรื่องการทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน

 

3. สมองส่วนลิมบิกของผู้หญิงมีหยักลึกใหญ่

สมองส่วนลิมบิก (Limbic Brain) ของผู้หญิงจะมีหยักลึกใหญ่ ส่งผลให้ผู้หญิงมีความรู้สึกที่ละเอียดจับอารมณ์และความรู้สึกได้เร็วกว่า แสดงอารมณ์ได้ละเอียดลออ จึงมีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์หรือประสานความสัมพันธ์ได้ดีกว่า

 

4. ผู้หญิงใช้สมองทั้งสองซีกในการสื่อสาร

ผู้หญิงจะใช้สมองทั้งสองซีกในเรื่องการสื่อสารและภาษา ดังนั้น ถ้าสมองซีกซ้ายที่ปกติเป็นส่วนที่ดูแลเรื่องภาษาถูกทำลาย ผู้หญิงก็ยังจะสามารถใช้สมองซีกขวาในการสื่อสารได้

 

5. ผู้หญิงมีสมองส่วนคอร์ปัส คอลโลสสัม ที่ใหญ่กว่าผู้ชาย

ผู้หญิงนั้นมีคอร์ปัส คอลโลสสัม (Corpus Callosum) เป็นส่วนที่เส้นประสาทสมองมีการเชื่อมต่อกันมีขนาดใหญ่กว่าผู้ชาย จึงใช้สมองทั้ง 2 ซีกประสานการทำงานได้ดี ทำให้ผู้หญิงจัดการความคิดของตัวเองได้รวดเร็วกว่า

 

6. ผู้หญิงมีสมองฮิปโปแคมปัสใหญ่กว่าในผู้ชาย

ผู้หญิงจะมีสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ขนาดใหญ่กว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากกว่า และสามารถระลึกถึงเหตุการณ์เก่า ๆ ที่สะเทือนจิตใจได้ดีกว่าผู้ชาย


Banner-ทำอย่างไรจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้-1600x520-02112017-1280x416.jpg

อุบัติการของโรคภูมิแพ้จากการสำรวจทั่วโลก และการสำรวจในประเทศไทยเอง พบว่า เพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า ภายในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ประเทศไทยมีอุบัติการของโรคภูมิแพ้โดยเฉลี่ยดังนี้ คือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23 – 30 โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหืด ร้อยละ 10 – 15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหาร ร้อยละ 5 โดยอุบัติการในเด็กจะสูงกว่าในผู้ใหญ่

โรคภูมิแพ้นั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่น ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ, เรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ นอนกรน ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผิวหนังติดเชื้อ

 

สาเหตุของโรคภูมิแพ้เกิดจาก

กรรมพันธุ์ และ สิ่งแวดล้อม โดยพบว่าถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 30 – 50 แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะมีผลให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงร้อยละ 50 – 70 ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลยมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพียงร้อยละ 10 เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัจจัยทางกรรมพันธุ์ได้ การควบคุมสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา ตลอดจนการรับประทานอาหารที่เหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ในบุตรได้

 

ทำไมการรับประทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้

เนื่องจากโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่สามารถถ่ายทอดได้ทางกรรมพันธุ์ และมีการศึกษาที่แสดงว่า สิ่งแวดล้อมและอาหารเป็นปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ ดังนั้นการกำจัดและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ ตั้งแต่แรกในเด็กที่เกิดในครอบครัวที่เป็นโรคภูมิแพ้ (ซึ่งเป็นเด็กที่มีความเสี่ยงสูง) และการให้เด็กดื่มนมมารดาจะสามารถป้องกันไม่ให้เด็กเหล่านี้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีโรคภูมิแพ้ร่วมกันหลายชนิด เช่นเด็กที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนังอาจพบมีการแพ้อาหารร่วมด้วย ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมจะสามารถลดอัตราการเกิดของการแพ้อาหารได้ การดื่มนมมารดาหรือนมสูตรพิเศษ (extensively hydrolyzed formula หรือ partially hydrolyzed formula) ซึ่งเป็นนมที่มีการสลายโปรตีนที่ทำให้เกิดการแพ้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ นอกจากนี้การดื่มนมที่ผสมจุลินทรีย์สุขภาพ (probiotic bacteria) เช่น แลคโตบาซิลลัส และบิฟิโดแบคทีเรียม ซึ่งเป็น จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันและลดอัตราการเกิดผื่นแพ้ผิวหนังได้

 

รับประทานอย่างไรจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้

เด็กที่มีประวัติครอบครัวที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมและรับประทานอาหารที่มีโปรตีนซึ่งก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่าย โดยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

  • ทำอย่างไร จึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้ดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่ต้องจำกัดอาหารเป็นพิเศษสำหรับมารดาช่วงระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  • กรณีที่ไม่สามารถให้นมมารดาได้ ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมสูตรพิเศษจนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
  • ไม่ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมวัว และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบจนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
  • ไม่แนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง นมแพะ นมแกะ ทั้งนี้เนื่องจากมีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้เช่นเดียวกับการแพ้นมวัว
  • ควรให้อาหารเสริมเมื่อเด็กมีอายุ 6 เดือน โดยแนะนำให้เด็กรับประทานอาหารเสริมทีละชนิด และสังเกตว่ามีการแพ้อาหารที่ให้หรือไม่ภายในหนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่จะให้อาหารเสริมชนิดใหม่ อาหารเสริมที่ทำให้เกิดอาการแพ้น้อย ได้แก่ ข้าวบด กล้วยน้ำว้า ฟักทอง น้ำต้มหมู น้ำต้มไก่
    ผักใบเขียว
  • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่และอาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบ จนกระทั่งเด็กมีอายุ 2 ปี
  • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วและปลาจนกระทั่งเด็กมีอายุ 3 ปี

ทำอย่างไร จึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้สำหรับเด็กที่ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ ควรดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่จำเป็นต้องงดอาหารบางอย่างที่แพ้ง่าย (เช่น ไข่ ถั่ว ปลา) อาจเพิ่มสารอาหารอื่นๆ ที่อาจเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ สังกะสี วิตามินเอ ซิลีเนียม และนิวคลีโอไทด์ นอกจากนั้น การบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวบางชนิด เช่น docosahexaenoic acid (DHA) ในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ได้

นอกจากการรับประทานอาหารที่เหมาะสมแล้ว ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน เช่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง เชื้อรา แมลงสาบ ตั้งแต่ขวบปีแรก โดย

  • ใช้เครื่องเรือนน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องนอน
  • งดใช้พรมปูพื้น ไม่ใช้เก้าอี้นอนหรือเครื่องเรือนที่บุด้วยผ้า ไม่ใช้ที่นอนหรือหมอนที่ทำด้วยนุ่น หรือขนสัตว์ ควรใช้ชนิดที่ทำด้วยใยสังเคราะห์หรือฟองน้ำ ควรคลุมที่นอน และหมอนด้วยผ้าพลาสติก หรือผ้าไวนิล หรือผ้าหุ้มกันไรฝุ่น
  • ไม่สะสมหนังสือหรือของเล่นที่มีขน
  • ซักผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่มทุก 1 – 2 สัปดาห์ โดยใช้น้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
  • ดูดฝุ่น เช็ดถูทำความสะอาดพื้นและเครื่องเรือน เพื่อขจัดฝุ่นละอองเป็นประจำ\ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขน เช่น สุนัข แมว
  • ภายในบ้าน พยายามอย่าให้เกิดความชื้น หรือมีบริเวณอับทึบภายในบ้าน เพื่อป้องกันเชื้อรา ไม่ควรนำต้นไม้ ดอกไม้สด หรือแห้งไว้ในบ้าน
  • จัดเก็บขยะและเศษอาหารให้มิดชิด เพื่อป้องกันและกำจัดแมลงสาบ

การปฏิบัติตังดังกล่าว และระวังไม่ให้เด็กได้รับควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย ควันไฟ ฝุ่นละอองจากแหล่งต่าง ๆ ตั้งแต่อายุน้อย ๆ สามารถป้องกันโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจได้

 

ผู้เขียน : รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
แหล่งที่มาจาก : http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=532 
ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต


Banner-อาหารเรียกความจำ-1600x520-01112017-1280x416.jpg

อาหารเรียกความจำ คุณกินอะไร ก็จะเป็นอย่างนั้น ประโยคสั้น ๆ ที่เป็นความจริงแท้แน่นอน เพราะอาหารที่เรารับประทานในแต่ละคำยังส่งผลถึงสมาธิ ความจำ รวมไปถึงความเฉลียวฉลาดด้วย สิ่งที่เราไม่รู้และควรรู้ก็คือ เซลล์สมองของคนเรามีจำนวนมากถึงร้อยพันล้านเซลล์ แต่ละเซลล์ก็มีความต้องการอาหารที่มีสารอาหารในการเสริมสร้างการทำงานของเซลล์ประสาท การขาดสารอาหารเพียงบางชนิดแม้ในจำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้ความจำลดลงได้ก่อนที่ร่างกายจะแสดงอาการออกมา

ในการทำงานของเซลล์สมองทุก ๆ ตัว จะมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อสมอง ซึ่งช่วยสื่อสารจากเซลล์หนึ่งต่อ ๆ กันไป ระบบการไหลเวียนของเลือดจะนำเอาออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ซึ่งการทำงานจะเป็นไปได้ด้วยดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่ามีสารอาหารไปเลี้ยงสมองอย่างเพียงพอสม่ำเสมอ พอที่จะทำให้สมองทำงานได้ตลอดชีวิตหรือไม่

 

อาหารดีมีประโยชน์สำหรับสมอง

อาหารเรียกความจำ

  1. อาหารที่มีวิตามินบีสูงช่วยป้องกันสมองเสื่อม ความจำเลอะเลือน เช่น ผลิตภัณฑ์นมพร่องหรือขาดไขมัน กล้วย อาหารทะเล ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่าง ๆ ผัก ผลไม้
  2. อาหารที่มีธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุจำเป็นต่อการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง การขาดธาตุเหล็กจะทำให้สมาธิสั้น ไอคิวลดลง การเสริมธาตุเหล็กสำหรับผู้ที่ขาดธาตุเหล็ก จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้าย ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ ใช้ความคิด เพิ่มทักษะในการใช้คำพูด อาหารที่มีธาตุเหล็ก ได้แก่ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล
  3. กลุ่มอาหารที่อุดม ไขมันและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อสมอง เนื่องจากอุดมไปด้วยองค์ประกอบที่พบในเยื่อหุ้มเซลล์สมองและสารเคมีในเซลล์สมองที่ชื่อว่า อะเซทิลโคลีน ซึ่งควบคุมความจำ อาหารที่มีโคลีนสูง คือ ไข่แดง ตับ ถั่วลิสง เนยถั่ว บรูเออส์ยีส ส่วนที่มีในปริมาณเล็กน้อย ได้แก่ มันฝรั่ง มะเขือเทศ ขนมปังโอสวีท นม ส้ม ดอกกะหล่ำ และแตงกว่า
  4. อาหารที่อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกวิแดนท์ เช่น วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน ส่งผลให้ความจำเสื่อม มีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย พบว่า ผู้ที่บริโภควิตามินซีสูงมีผลการทดสอบด้านสมาธิ ความจำ และการคำนวณดีที่สุด พืชที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการสมองเสื่อม ได้แก่ สารโอพีซีสกัดจากเมล็ดองุ่น สารสกัดจากใบแปะก้วย กรดไลโปอิคและสารฟลาโวนอยด์ในผัก ผลไม้ เช่น องุ่น ผลไม้ประเภทเบอร์รี่ ชาเขียว
  5. อาหารเรียกความจำกลุ่มอาหารทะเลที่อุดมไปด้วยน้ำมันปลา หรือโอเมก้า 3 ช่วยป้องกันความจำเสื่อม ปลาที่มีโอเมก้า 3 มาก ได้แก่ ปลาเซลมอน ปลาค้อด ปลาซาร์ดีน และปลาแมคคอเรล ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหารแนะนำให้บริโภคเนื้อปลาสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง

สำคัญที่สุดคือ ต้องกินอาหารเช้า เนื่องจากสมองคนเราต้องการน้ำตาลกลูโคสเพื่อใช้เป็นพลังงาน ถ้าเราไม่รับประทานอาหารก็จะทำให้สมองขาดเชื้อเพลิงในการทำงาน คนที่รับประทานอาหารเช้าจะขาดโรงเรียนหรือขาดงานน้อยกว่า รวมไปถึงการทดสอบทางคณิตศาสตร์ สมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ ความรวดเร็วในการแก้ปัญหา การรำลึกความจำ ความแม่นยำในการทำงานดีขึ้น แถมยังมีอารมณ์ดีกว่าคนไม่กินข้าวเช้าอีกด้วย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.mahachaihospital.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก