ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

โรคหัวใจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การทำความรู้จักกับโรคในหลาย ๆ แง่มุมที่เป็นประโยชน์ จะทำให้เราสามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีสติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับร่างกายของเราได้อย่างมีความสุข เพียงแค่ใส่ใจกับพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นตัวแปรสำคัญของโรค และมีวินัยต่อตนเองด้วยการคุมอาหารอย่างเหมาะสม และไม่เคร่งครัดกับตัวเองจนเกินไป

จากสถิติพบว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น และยังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับบุคลากรวัยทำงานหรือกับกลุ่มคนวัยทำงานเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากอารมณ์และความเครียดจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบซึ่งส่งผลกระทบกับหัวใจโดยตรง คือ เกิดเป็นความกดดันให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้พฤติกรรมการบริโภคยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีไขมันในปริมาณสูง อย่างอาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ ที่มักมีของแถมพ่วงมากับความอร่อยอย่างที่เราไม่ทันตั้งตัว

 

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคหัวใจโรคหัวใจต้องใช้หัวใจดูแล

โรคหัวใจ (Heart Disease) คือคำเรียกขานของกลุ่มอาการความผิดปกติของหัวใจ ที่สามารถแบ่งแยกอย่างเฉพาะเจาะจงได้ตามอาการของโรคและความผิดปกติต่างๆ เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดโรคลิ้นหัวใจรั่วหรือโรคลิ้นหัวใจตีบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคสมองขาดเลือด โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต (stroke) โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเยื่อหุ้มหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อที่หัวใจ โรคมะเร็งหัวใจ เป็นต้น จะสังเกตได้ว่ากลุ่มโรคต่างๆ เหล่านี้มักจะเกี่ยวข้องกับหลอดเลือดจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “โรคหัวใจและหลอดเลือด” (Cardiovascular disease)

 

สาเหตุหลักของการเกิดโรคหัวใจ

โรคหัวใจมักเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ทั้งความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ความดันโลหิตสูง ภาวะอ้วนลงพุงหรือน้ำหนักมาก ภาวะการมีไขมันอุดตันในเส้นเลือด ความเครียด การดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ รวมทั้งอาการผิดปกติที่ตามมาจากการเป็นโรคอื่นๆ อย่างโรคเบาหวาน รวมไปถึงผลจากพันธุกรรมอีกด้วย เมื่อสาเหตุหลักของโรคหัวใจนั้นมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหาร เราก็สามารถกลับมาพิจารณาตนเองและเลือกใส่ใจในการบริโภคอาหารมากขึ้น เพื่อป้องกันและลดภาวะความเสี่ยงของการเกิดโรคได้ แต่หากมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง เหนื่อยง่าย เจ็บหรือแน่นหน้าอก และหน้ามืดเป็นลมอยู่เป็นประจำ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับผลที่ตามมาได้อย่างมีสติและทันท่วงที ซึ่งโรคหัวใจสามารถรักษาได้ด้วยยาหรือการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค

 

ความเคยชินทำให้เราเคยตัว และนั่นจะเป็นสาเหตุให้เกิดพฤติกรรมร้าย ๆ มาทำลายสุขภาพของเราเองโดยไม่รู้ตัว

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดภาวะความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ

  • ลด ละ เลิก บุหรี่และแอลกอฮอล์ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสิงห์อมควันและนักดื่มทั้งหลายคือกลุ่มเสี่ยงที่มักจะเป็นโรคต่างๆ มากมาย ทั้งโรคมะเร็ง โรคตับ หลอดลมอักเสบ และแน่นอนว่าโรคหัวใจด้วยเช่นกัน
  • ใครว่าอ้วนแล้วไม่หนักหัวใคร ความอ้วนเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคหัวใจและภาวะอุดตันในเส้นเลือด การควบคุมอาหารจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับทั้งผู้ป่วยโรคหัวใจและผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ
  • น้ำหนักบนตาช่างไม่ใช่ตัววัดสุขภาพ โดยเฉพาะสาวๆ คลั่งผอมที่ไม่เคยไปตรวจสุขภาพ ที่หลายครั้งตรวจพบว่ามีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และอาจทำให้เกิดโรคหัวใจวายและโรคอัมพาตจากเส้นเลือดในสมองตีบได้

เคล็ดลับการรับประทานอาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

  • การคุมอาหาร ผู้ป่วยโรคหัวใจ โดยเฉพาะโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม โดยเลือกรับประทานอาหารอ่อนหรืออาหารที่ย่อยง่าย รสชาติไม่จัดจ้าน และควรเลือกอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและกากใยสูง ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย รวมถึงสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เพื่อป้องกันภาวะท้องผูกและลดการเกิดมะเร็งลำไส้ ที่สำคัญคือ ไม่ควรรับประทานอาหารและผลไม้ที่มีรสหวานหรือเค็มจัดจนเกินไป
  • ควบคุมอาหารที่มีไขมัน โดยเฉพาะไขมันที่เป็นอันตรายและคอเลสเตอรอล รวมทั้งเลือกรับประทานอาหารประเภทโปรตีนและรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น เลือกปรุงอาหารด้วยน้ำมันพืช หลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง อย่างน้ำมันมะพร้าวหรือกะทิ และเปลี่ยนวิธีการปรุงอาหารเป็นนึ่ง ต้ม ย่าง หรืออบ แทนการทอดหรือผัด รวมทั้งเลือกรับประทานผักผลไม้ที่มีเส้นใยสูง เช่น คะน้า ผักกาด ส้ม และฝรั่ง เป็นต้น ที่สำคัญควรออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมและควรตรวจสุขภาพและพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
  • เลือกโปรตีน (ที่มีไขมันต่ำ) เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ ปลา นม ไข่ เป็นแหล่งอาหารสำคัญที่ให้โปรตีน ควรเลือกกลุ่มที่มีปริมาณไขมันต่ำ เช่น เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน นมพร่องมันเนยหรือนมสูตรไขมันต่ำ (low fat) การงดการรับประทานเครื่องในสัตว์และไข่แดง เพราะมีปริมาณคอเลสเตอรอลในระดับสูง นอกจากนี้อาจเลือกรับประทานโปรตีนที่ได้จากพืช เช่น อาหารประเภทถั่ว อย่างถั่วเหลืองซึ่งให้โปรตีนที่สูงมาก และมีใยอาหาร รวมทั้งโอเมก้า-3 และสารไฟโตรเอสโตรเจน (phytoestrogens) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดไขมัน หรือเลือกรับประทานปลาทะเลอย่างแซลมอน ที่มีโปรตีนสูง และยังมีโอเมก้า-3 ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และช่วยป้องกันภาวะหัวใจวายได้อีกด้วย
  • เลือกรับประทานอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ (functional foods & drinks) คืออาหารที่มีส่วนประกอบหรือสารอาหารที่เป็นประโยชน์ในเชิงสุขภาพมากขึ้น เช่น โยเกิร์ต เครื่องดื่มบำรุงสมอง และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพต่างๆ อย่างน้ำผลไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ (และกลุ่มเสี่ยง) ขึ้นมาโดยเฉพาะอีกด้วย นับเป็นตัวเลือกสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคหัวใจรู้สึกผ่อนคลายและมีอิสระในการเลือกรับประทานอาหารมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเติมเต็มรสชาติที่เคยขาดหายและไม่ต้องรู้สึกผิดกับการทานของทอดและไขมันอีกต่อไป

นอกจากการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว เรื่องของจิตใจก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามการมีวินัยแต่ไม่เคร่งครัดกับตัวเองจนเกินไป อาจให้รางวัลกับตัวเองบ้างก็ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งแจ่มใส ไม่รู้สึกเครียดจนเกินไป ที่สำคัญคือต้องมีวินัยในการดูแลตนเองและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ก็จะช่วยให้อาการการรักษาได้ผลอย่างแน่นอน!

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และอยากทานอาหารประเภทผัดและทอดนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกใช้น้ำมันในการทำอาหารที่เหมาะสม โดยควรเลือกน้ำมันพืชชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวโมเลกุลเดี่ยวในปริมาณสูง และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวแบบหลายโมเลกุลปานกลาง และมีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ1 ส่วนประเภทไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) ตามความเห็นทางการแพทย์ ถือว่าเป็น “ไขมันชนิดที่ไม่พึงประสงค์ที่สุด” เพราะเป็นตัวการในการเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ที่เป็นต้นเหตุของโรคความดันโลหิตสูง หัวใจและสมองขาดเลือด เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ

ในปัจจุบันทางมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มีการออกตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ”2 เพื่อแสดงว่าอาหารที่ได้ตราสัญลักษณ์ มีชนิดของกรดไขมันในสัดส่วนที่เหมาะสม หรือเกลือไม่มากหรือปริมาณน้ำตาลไม่มาก หรือมีใยอาหารสูง เมื่อบริโภคในปริมาณที่ให้พลังงานเหมาะสม จะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

Highlight: Emerald 4 สูตร ที่ตอบโจทย์ทุกวิธีการปรุงอาหาร ทอด ผัด สลัด

 

Emeral_Brown

Nutri-Blend: สำหรับเมนูทอดกรอบและผัดทุกชนิด *การันตีด้วยตราสัญลักษณ์
“อาหารรักษ์หัวใจ”

จากส่วนผสมของน้ำมันปาล์มและน้ำมันคาโนลา ที่ได้จากการสกัดเมล็ดคาโนล่าหรือเมล็ดเรพ
(rapeseed) เป็นน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำที่สุดในบรรดาน้ำมันทั้งหลาย นอกจากนี้ยังอุดมด้วย
โอเมก้า -3 โอเมก้า -6 และกรดไขมันโอเลอิก (Oleic acid) ที่ไม่เพิ่มคอเรสเตอรอลในเลือด
อีกทั้งยังอุดมของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ช่วยลดการเกิดมะเร็ง
และลดการทำลายหลอดเลือด และช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันอีกด้วย

 

Emeral_Red

Deep Frying Blend: สำหรับเมนูทอดแบบน้ำมันท่วม
จากส่วนผสมของน้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลือง ที่อุดมด้วยวิตามินอี อีกทั้งยังเพิ่มคุณค่าด้วยการลดไขมันอิ่มตัวถึง 40% เพื่อช่วยลดอัตราการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด อีกทั้งยังมีจุดเดือดสูงจึงไม่ก่อมะเร็งอีกด้วย

 

Stir Frying Blend: สำหรับเมนูผัด *การันตีด้วยตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ”
จากส่วนผสมของน้ำมันคาโนลาและน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน ที่ได้จากการบีบอัดเมล็ดทานตะวัน
จึงเป็นน้ำมันที่มีเนื้อบางเบาและไร้กลิ่น อุดมด้วยวิตามินอี และโอเมก้า -3 ที่มากกว่าน้ำมันถั่วเหลือง
ถึง 12% อีกทั้งยังมีกรดไลโนเลอิก (Linoleic Acid) กรดไขมัน CLA ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วย
ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด และช่วยในการเผาผลาญไขมันสะสมได้ดีขึ้น

 

Emeral_Green

Salad oil blend: สำหรับสลัดโดยเฉพาะ *การันตีด้วยตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ”
จากส่วนผสมของน้ำมันคาโนลาและน้ำมันถั่วเหลืองมีรสเป็นกลาง เหมาะที่จะใช้ทำน้ำสลัด
มายองเนส หรือทานสดโดยราดบนผักสลัด แล้วปรุงรสตามใจชอบ อีกทั้งอุดมไปด้วย วิตามินอี
และมีโอเมก้า -9 ที่มากกว่าน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันถึง 60%

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
1. ศูนย์วิทยาบริการ สำนักคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวง สาธารณสุข elib.fda.moph.go.th
2. โครงการอาหารไทย หัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ www.thaiheartfound.org
ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต


-Organ-system-ในร่างกายมนุษย์-re.jpg

จากองค์ประกอบพื้นฐานของร่างกาย ที่เริ่มจาก เซลล์ (Cell) โดยเซลล์หลาย ๆ เซลล์รวมกลุ่มเป็นเนื้อเยื้อ (Tissue)  เนื้อเยื้อหลาย ๆ ประเภทจะรวมกลุ่มเป็นอวัยวะ (Organ) และอวัยวะหลาย ๆ อวัยวะจะทำหน้าที่ประสานกันเป็นระบบอวัยวะ (Organ system) โดยระบบทุกระบบจะทำงานประสานกันเพื่อให้ร่างกาย (Body) อยู่ได้

 

ระบบอวัยวะในร่างกายคนเรา สามารถแบ่งตามหน้าที่ได้หลายระบบ เช่น ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบย่อยอาหาร ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบผิวหนัง ระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ ระบบหายใจ ระบบโครงร่าง ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง ระบบขับถ่าย โดยในการทำงาน ถ้าระบบใดระบบหนึ่งผิดปรกติ ร่างกายก็จะแสดงความผิดปรกติออกมา เช่น มีอาการ หรือเป็นโรค 

 

หน้าที่ของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

 

 

 

ระบบไหลเวียนโลหิต (Circulatory system)
มีหน้าที่ในการเคลื่อนย้าย เลือด สารอาหาร ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์และฮอร์โมนไปทั่วร่างกาย โดยมีอวัยวะประกอบด้วย หัวใจ เลือด หลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำ หลอดเลือดฝอย โดยเลือดดำ หรือเลือดที่มีออกซิเจนต่ำจากทั้งส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย จะไหลเข้าสู่หัวใจทางห้องบนขวา หลังจากนั้นจะบีบตัวส่งเลือดสู่หัวใจห้องล่างขวา เพื่อบีบตัวส่งเลือดไปยังปอด โดยเลือดดำจะผ่านเข้าไปในเส้นเลือดฝอยรอบ ๆ ถุงลมปอด แล้วส่งผ่านคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับถุงลมปอด พร้อมรับออกซิเจนเข้ามาแทน เป็นผลให้เลือดดำกลายเป็นเลือดแดง หรือเลือดที่มีออกซิเจนสูง หลังจากนั้นจะไหลออกจากปอด กลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย ต่อมายังหัวใจห้องล่างซ้าย เพื่อบีบเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  อ่านต่อ…

 

 

 

ระบบย่อยอาหาร (Digestive system)
เป็นกลุ่มอวัยวะที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน มีหน้าที่ในการแปรสภาพอาหารที่บริโภคซึ่งมีโมเลกุลขนาดใหญ่ เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล ซึ่งร่างกายดูดซึมไม่ได้ ให้กลายเป็นสารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ร่างกายดูดซึมได้ เช่น กรดอะมิโน น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว กลีเซอรอล และกรดไขมัน นอกจากนี้แล้วยังมีหน้าที่ในการกำจัดของเสียอีกด้วย สำหรับกระบวนการแปลสภาพอาหารจากโมเลกุลใหญ่ให้กลายเป็นสารอาหารที่ร่างกายดูดซึมได้ หรือการย่อยอาหารนั้น ต้องอาศัยการย่อยเชิงกล และการย่อยในทางทางเคมีของน้ำย่อย จากอวัยวะที่อยู่ในระบบ  ประกอบด้วยปากหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก โดยมีตับสร้างน้ำดีช่วยการทำงานของน้ำย่อยไขมัน และตับอ่อนสร้างน้ำย่อยส่งให้กับลำไส้เล็ก  อ่านต่อ…

 

 

 

ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine system)
ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่สร้างและหลั่งสารเคมีที่เรียกว่า ฮอร์โมน (hormone) แล้วส่งออกนอกตัวเซลล์ ผ่านทางกระแสเลือดหรือน้ำเหลืองไปควบคุมเซลล์ที่อวัยวะเป้าหมาย เช่น ควบคุมการเผาผลาญอาหาร ควบคุมการเจริญเติบโต ควบคุมระบบสืบพันธุ์ ปริมาณน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เป็นต้น ประกอบไปด้วย 8 ต่อมใหญ่ ๆ ได้แก่ ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) ต่อมไทรอยด์ (Thyroid gland) ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid gland) ตับอ่อน (Pancrease) ต่อมหมวกไต (Adrenal gland) ต่อมเพศ (Gonad) และต่อมเหนือสมอง (Pineal gland)  อ่านต่อ…

 

 

 

ระบบผิวหนัง (Integumentary system)
ช่วยปกป้องร่างกายจากโลกภายนอก และป้องกันขั้นแรกต่อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรคอื่น ๆ นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายและกำจัดของเสียผ่านเหงื่อ มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อห่อหุ้มร่างกาย จึงเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดมีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ตารางนิ้ว มีความหนาระหว่าง 1 – 4  มิลลิเมตร แตกต่างกันไปตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยผิวหนังส่วนที่หนาที่สุด คือ บริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า ส่วนที่บางที่สุด คือ บริเวณหนังตาและหนังหู ภายในผิวหนังนั้นมีปลายประสาทรับความรู้สึก เพื่อรับรู้การสัมผัส ความเจ็บปวด อุณหภูมิร้อนและเย็น นอกจากนี้ยังมีรูเล็ก ๆ ที่เรียกว่า รูขุมขน เป็นรูเปิดของขุมขน ท่อต่อมไขมันและต่อมเหงื่อผิวหนัง  อ่านต่อ…

 

 

ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular system)
ร่างกายประกอบด้วยกล้ามเนื้อประมาณ 650 มัด ช่วยในการเคลื่อนไหว การไหลเวียนโลหิต และการทำงานอื่น ๆ ของร่างกาย โดยมีกล้ามเนื้ออยู่ 3 แบบ คือ 1) กล้ามเนื้อลาย (Skeleton muscle) เป็นกล้ามเนื้อที่เชื่อมต่อกับกระดูก ทำงานภายใต้อำนาจจิตใจ มีรูปร่างและขนาดที่หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้ตามต้องการ ปกติกล้ามเนื้อประเภทนี้ทั้งมัดจะประกอบด้วยกล้ามเนื้อมัดย่อยๆ และแต่ละมัดย่อยประกอบด้วยใยกล้ามเนื้อ ซึ่งแต่ละใยยังประกอบไปด้วยใยฝอย ทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น แข็งแรงและทนทาน 2) กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle) ทำงานอยู่นอกเหนืออำนาจจิตใจ พบในอวัยวะภายในของร่างกาย  มีหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนย้ายสารผ่านอวัยวะต่างๆ โดยมีลักษณะทางกายวิภาคศาสตร์และทางสรีรวิทยาแตกต่างกัน และ 3) กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac muscle) ทำงานอยู่นอกเหนืออำนาจจิตใจ มีหน้าที่ช่วยในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย  อ่านต่อ…

 

 

 

ระบบประสาท (Nervous system)
เป็นระบบที่ควบคุมการทำหน้าที่ของทุกระบบในร่างกาย ให้ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการจัดการ ความคิด ความรู้สึก สติปัญญา ความฉลาดไหวพริบ การตัดสินใจ การใช้เหตุผลและการแสดงอารมณ์ สามารถแบ่งได้เป็น ระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system – CNS) ประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง และระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous system – PNS) ประกอบด้วยเส้นประสาทและนิวรอนที่ไม่ได้อยู่ในระบบประสาทกลาง ระบบประสาทส่วนปลายยังสามารถแบ่งออกเป็นระบบประสาทที่อยู่ในอำนาจจิตใจ (Voluntary nervous system) และระบบประสาทที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ (Involuntary) หรือระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic nervous system) ซึ่งแบ่งย่อยเป็นระบบประสาทซิมพาเธติก (Sympathetic nervous System) และระบบประสาทพาราซิมพาเธติก (parasympathetic nervous system)  อ่านต่อ…

 

 

 

ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive system)
ช่วยให้มนุษย์สามารถดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ โดยต่อมใต้สมองซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองส่วนไฮโพทาลามัส จะหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นต่อมเพศให้ผลิตฮอร์โมนเพศ ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นหนุ่มสาวพร้อมที่จะสืบพันธุ์ โดยระบบสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วย อวัยวะเพศชายและอัณฑะ ซึ่งผลิตตัวอสุจิ (Sperm) และฮอร์โมนเพศ ที่สำคัญคือฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ส่วนระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ภายในประกอบด้วยช่องคลอด มดลูก ท่อนำไข่และรังไข่ซึ่งผลิตไข่ (Ovum) และฮอร์โมนเพศ หลัก ๆ คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) โดยในการร่วมเพศ เพศชายจะหลั่งน้ำอสุจิเข้าไปในช่องคลอดของเพศหญิง อสุจิจะเคลื่อนที่ผ่านช่องคลอดและปากมดลูกเข้าไปในมดลูกหรือท่อนำไข่เพื่อปฏิสนธิกับไข่ หลังการปฏิสนธิและฝังตัวจะเกิดการตั้งครรภ์ของทารก  อ่านต่อ…

 

 

 

ระบบหายใจ (Respiratory system)
เป็นระบบที่ทำให้ร่างกายสามารถนำออกซิเจนไปส่งที่ปอด โดยจะมีการแลกเปลี่ยนออกซิเจนระหว่างถุงลมปอดกับหลอดเลือดฝอยปอด หลังจากนั้นออกซิเจนจะเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต ผ่านทางหลอดเลือดจากปอดกลับสู่หัวใจห้องบนซ้าย ภายหลังหัวใจปั้มเลือด ออกซิเจนจะถูกพาไปยังเซลล์ต่างๆทั่วร่างกาย เกิดขบวนการเมตาบอลิซึมหรือการหายใจระดับเซลล์ ทำให้ร่างกายอบอุ่น และได้สาร ATP ที่นำไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของเซลล์ โดยขบวนการนี้จะเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งจะถูกลำเลียงผ่านหลอดเลือดสู่ปอดในการหายใจออก อวัยวะที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย จมูก ปาก คอหอย หลอดลม ท่อลม ถุงลม เป็นต้น  อ่านต่อ…

 

 

 

ระบบโครงร่าง (Skeleton system)
ประกอบด้วยกระดูก (Bone) 206 ชิ้น เป็นกระดูกแกนกลาง 80 ชิ้นกระดูกรยางค์ 126 ชิ้น เชื่อมต่อด้วยเส้นเอ็น (Tendon) และกระดูกอ่อน (Cartilage)  โดยเส้นเอ็นมีลักษณะเป็นเส้นใยเหนียวและมีความแข็งแรง มีทั้งที่เป็นเอ็นกล้ามเนื้อ (Tendon)  และเอ็นยึดข้อ (Ligament) สำหรับกระดูกอ่อนจะอยู่ที่ปลายหรือหัวของกระดูกที่ประกอบเป็นข้อต่อ (Joints) เพื่อป้องกันการเสียดสีของกระดูกด้วยกัน หน้าที่ของระบบโครงร่าง จะเป็นการรองรับอวัยวะต่างๆ ให้ทรงและตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ปกป้องอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ช่วยร่างกายให้เคลื่อนไหวในทุกอิริยาบถที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการเก็บรักษาแคลเซียม รวมถึงไขกระดูก (Bone marrow) ยังเกี่ยวข้องในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดอีกด้วย  อ่านต่อ…

 

 

 

ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune system)
การใช้ชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมของคนเรา หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเจอกับสภาพที่ไม่เหมาะสม และอาจเป็นอันตราย เช่น  ฝุ่นละออง สารเคมี เชื้อโรค เป็นต้น ปกติร่างกายจะมีระบบที่คอยป้องกันสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย เช่น มีผิวหนัง มีขน มีเยื่อเมือก มีน้ำตา มีสภาพกรด ด่าง ต่างๆ อย่างไรก็ตามยังมีบางโอกาสที่สิ่งแปลกปลอมสามารถเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดผลเสียได้ เช่น เกิดโรค เกิดการแพ้ และอื่น ๆ ร่างกายจึงมีระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยต่อต้านและกำจัดสิ่งแปลกปลอม ให้คนเราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไปได้อย่างปกติ และมีสุขภาพกายที่สมบูรณ์แข็งแรง  อ่านต่อ…

 

 

 

ระบบน้ำเหลือง (Lymphatic system)
ประกอบด้วยน้ำเหลือง หลอดน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลือง โดยมีบทบาทในการนำของเหลวที่อยู่ระหว่างเซลล์หรืออยู่รอบ ๆ เซลล์ รวมถึงเม็ดเลือดขาวบางชนิด กลับเข้าสู่หัวใจทางหลอดเลือดดำใหญ่ โดยน้ำเหลืองจะคล้ายพลาสมาแต่มีโปรตีนน้อยกว่า และมีส่วนประกอบที่แตกต่างกันตามอวัยวะที่เป็นแหล่งที่มา เช่น น้ำเหลืองที่มาจากบริเวณลำไส้เล็ก จะมีไขมันสูง น้ำเหลืองที่มาจากบริเวณต่อมน้ำเหลืองจะมีเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์สูง โดยระหว่างทางที่น้ำเหลืองไหลไปตามหลอดน้ำเหลืองตามการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่อยู่รอบ ๆ นั้น จะพบต่อมน้ำเหลืองอยู่ระหว่างจุดรวมของหลอดน้ำเหลืองทั่วไปในร่างกาย เช่น บริเวณที่รักแร้และขาหนีบ ภายในจะมีเม็ดเลือดขาว ชนิดลิมโฟไซต์ ซึ่งจะกรองแบคทีเรียและสิ่งแปลกปอลม ไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด  อ่านต่อ…

 

 

 

ระบบขับถ่าย (Excretory system)
เป็นระบบที่ร่างกายขับถ่ายของเสีย จากกระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นในร่างกาย ซึ่งของเสียนั้น มีทั้งในส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และมีประโยชน์แต่ร่างกายมีมากเกิน จนร่างกายต้องมีการขับออก เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย กรดยูริค ทั้งนี้ร่างกายจะมีการขับถ่ายของเสียที่เป็นก๊าซออก ทางปอด ผ่านลมหายใจออก ขับถ่ายของเสียที่เป็นน้ำ 2 ช่องทาง คือ ทางผิวหนังผ่านเหงื่อ และทางไตผ่านปัสสาวะ  ขับถ่ายของเสียที่เป็นของแข็ง ทางลำไส้ใหญ่ผ่านอุจจาระ ทั้งนี้ในการขับถ่ายของเสีย ร่างกายมักจะมีการสูญเสียน้ำไปตามช่องทางเหล่านี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการดื่มหรือรับน้ำเข้าไปใหม่ ให้มีความสอดคล้องกันกับปริมาณน้ำที่ร่างกายสูญเสียจากการขับถ่ายด้วย  อ่านต่อ…

 

เรียบเรียง : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.livescience.com  www.thoughtco.com  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com


-health.jpg

การวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายมีมานานแล้ว ก่อนหน้านี้จะเป็นการวิเคราะห์หาปริมาณแอลกอฮอล์โดยใช้วิธีเก็บตัวอย่างจากเลือดหรือปัสสาวะแต่มีข้อจำกัดในเรื่องห้องปฏิบัติการและผู้ที่มีความชำนาญ รวมถึงการทราบผลช้า และปริมาณน้ำในร่างกายอาจทำให้ผลที่ได้ไม่สามารถสื่อไปถึงปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดอย่างแท้จริง

ต่อมาได้มีการนำวิธีการวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจากลมหายใจมาใช้ โดยได้มีการคิดค้นเครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจขึ้น และได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งแบบพกพา (Mobile) และแบบประจำที่ (Stationary) และแบบเพื่อการตรวจคัดกรอง (screening) โดยแสดงผลว่าเกินหรือไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ และแบบเพื่อการตรวจยืนยันผล (Evidential) โดยแสดงผลเป็นตัวเลขในหน่วย mg/100ml เช่น 50 mg/100ml

 

เส้นทางเดินของแอลกอฮอล์ในร่างกาย

เมื่อเราดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์จะดูดซึมผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กเข้าสู่เลือด โดยเราสามารถตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายในเวลา 5 นาที หลังสิ้นสุดการดื่มขณะท้องว่าง ระดับแอลกอฮอล์จะขึ้นสูงสุดภายในเวลา 30 – 45 นาที หลังดื่ม เนื่องจากโมเลกุลของแอลกอฮอล์มีขนาดเล็กและไม่ต้องการน้ำย่อย  แอลกอฮอล์จะเคลื่อนที่ตามทิศทางเดินของเลือด โดยแอลกอฮอล์บางส่วนจะถูกทำลายโดยตับ จากนั้นเลือดจะผ่านไปทางหัวใจด้านขวา และถูกสูบฉีดไปปอด สู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แอลกอฮอล์เข้าสู่สมอง ทำให้การสั่งงานของสมองช้าลง เมื่อแอลกอฮอล์ผ่านปอด แอลกอฮอล์บางส่วนจะแพร่ออกสู่อากาศ (ลมหายใจ) ซึ่งการวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจจะสามารถนำไปสู่การวิเคราะห์หาปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดได้

 

หลักการทำงาน

สำหรับการทำงานของเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจนั้น ในการตรวจจะให้ผู้ตรวจเป่าลมหายใจเข้าเครื่องซึ่งมีตัวตรวจจับแอลกอฮอล์ (Alcohol Detector) ซึ่งมี 4 แบบ ได้แก่

  1. Colorimeter เปลี่ยนสีจากสีเหลืองเป็นเขียว เมื่อได้รับสารแอลกอฮอล์
  2. Semiconductor หรือสารกึ่งตัวนำ เป็นเครื่องที่ใช้ทดสอบตัวเอง พกพาสะดวก แต่ไม่มีความเที่ยงตรง
  3. Fuel cell หรือเซลไฟฟ้าเคมี มีความเที่ยงตรง สามารถใช้เป็นหลักฐานทางคดีได้ ตัวเครื่องมีขนาดเล็ก มีราคาสูงและ
  4. Infrared มีความเที่ยงตรง สามารถใช้เป็นหลักฐานทางคดีได้ ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับใช้ประจำที่ เช่น สถานีตำรวจ

ทั้งนี้ตัวตรวจจับเมื่อได้รับแอลกอฮอล์จากลมหายใจ จะมีการแปรสภาพ การเปลี่ยนแปลงสีของสารเคมี หรือวัดได้จากพลังงาน เช่น กระแสไฟฟ้า ความต่างศักย์ โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพนี้ จะถูกแปลค่าให้รายงานออกมาที่หน้าปัดของเครื่อง ในปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด (Blood Alcohol Concentration: BAC) ทั้งนี้ โดยอาศัยการคำนวณค่าจาก ค่าความสัมพันธ์ของสัมประสิทธิ์ในการแปลงค่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเป็น ปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจ

 

เครื่องเป่าแอลกอฮอล์

www.lvcriminaldefense.com/dui/breathalyzer-test/

 

การวัดและระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่กฎหมายกำหนด

การที่เครื่องวัดฯ จะวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจากลมหายใจได้ถูกต้อง ต้องใช้ลมหายใจจากส่วนลึกของปอดที่สัมผัสกับเส้นเลือดฝอยในปอด เพื่อจะให้ได้ค่าปริมาณแอลกอฮอล์ที่ถูกต้อง ผู้ผลิตได้ออกแบบให้เครื่องวัดฯ เมื่อถูกเป่าลมหายใจเข้าเครื่องต่อเนื่องไปได้ระยะหนึ่ง ความแรงในการเป่าจะลดลง สูบไฟฟ้าในเครื่องฯ จะเก็บตัวอย่างลมหายใจประมาณ 1 ซีซี แบบอัตโนมัติ 

ในกรณีที่เครื่องไม่ได้ออกแบบให้เก็บตัวอย่างลมหายใจแบบอัตโนมัติ การตรวจวัดต้องให้ผู้ถูกตรวจเป่าลมหายใจเข้าเครื่องอย่างต่อเนื่อง และผู้ที่ทำการตรวจวัด จะนับ 1 ถึง 5 ในใจอย่างช้า ๆ เมื่อนับครบแล้ว จึงกดปุ่มรับตัวอย่าง เพื่อให้สูบไฟฟ้าเก็บตัวอย่าง 

ทั้งนี้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสำหรับผู้ขับขี่ไม่ให้เกิน 50 mg/100ml หรือ 50 mg %

ตามประกาศกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 16/2537 ผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

โอกาสในการเกิดอุบัติเหตุ

เมื่อเปรียบเทียบระดับแอลกอฮอล์ในเลือดกับโอกาสเกิดอุบัติเหตุจราจร พบว่า

 
WordPress Tables Plugin


จากข้อมูลเบื้องต้น ทุกคนจะเห็นว่าระดับ
แอลกอฮอล์ในเลือดจะทำให้เกิดอันตราย โดยระดับตั้งแต่ 50 mg % จะมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อ ทำให้การทำงานช้าลง ถ้าขับขี่ยานพาหนะ จะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าคนที่ไม่มีแอลกอฮอล์ในร่างกายตั้งแต่  2 เท่าขึ้นไป             

หากจำเป็นต้องดื่มแอลกอฮอล์ ควรไปรถโดยสาร หรือรถรับจ้างสาธารณะ หรือมีผู้อื่นขับรถให้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์บริการวิชาการและพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาสารเสพติด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ www.sri.cmu.ac.th, ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล www.si.mahidol.ac.th, กองรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, 2546
ภาพประกอบจาก : www.breathalyzer.net


-h2c-1.jpg

ถุงยางอนามัย (Condom) มาจากภาษาลาติน แปลว่า ภาชนะที่รองรับ มีทั้งที่ทำจากลำไส้สัตว์ (Skin condom) ทำจากวัสดุยางพารา (Rubber condom or latex condom) และทำจากวัสดุสังเคราะห์ (Rolyurethane condom) และมีทั้งแบบถุงยางอนามัยชายและถุงยางอนามัยหญิงสำหรับถุงยางอนามัยชาย ฝ่ายชายใช้สวมครอบองคชาตของตนเอง

โดยประเทศไทยมีจำหน่ายขนาดหลัก ๆ 2 ขนาดคือ ขนาดความกว้าง 49 มม. และขนาดความกว้าง 52 มม. ทั้งนี้มีการศึกษาวิจัยทางการแพทย์สรุปไว้อย่างชัดเจนว่า การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการตั้งครรภ์และการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน และเอดส์ได้ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ จะมาจากการใช้ถุงยางที่ไม่ถูกต้อง

 

การใช้ถุงยางอนามัยให้ถูกวิธี

ก่อนอื่นผู้ใช้ต้องเลือกซื้อให้เหมาะสมกับขนาดองคชาตตรวจสอบวันหมดอายุและรอยฉีกขาด ไม่ควรนำมาใช้หากพบรอยฉีกขาดที่ซอง การฉีกซองควรใช้มือฉีก ไม่ควรใช้กรรไกร และปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ผู้ใช้ต้องใส่และถอดให้ถูกวิธี โดยให้ใส่เมื่อองคชาตแข็งตัวเต็มที่เท่านั้น โดยผู้ที่ไม่ได้ขลิบปลายองคชาตต้องดึงหนังหุ้ม รูดให้สุดเสียก่อน
  2. บีบปลายกะเปาะไล่ลม แล้วสวมลงบนองคชาต โดยให้ด้านที่มีขอบม้วนอยู่ด้านนอก รูดลงมาจนถึงโคน กรณีที่ใส่ผิดด้าน จะทำให้ไม่สามารถรูดถุงยางอนามัยจนถึงโคนได้ควรทิ้งถุงยางอนามัยนั้นไปเลย
  3. เมื่อเสร็จการร่วมเพศ ค่อย ๆ ใช้กระดาษทิชชูรูดถุงยางออกจากองคชาตในขณะที่ยังแข็งตัวมิฉะนั้นถุงยางอาจจะหลุดอยู่ในช่องคลอดได้ และล้างอวัยวะเพศทันที

 

การใส่ถุุงยาง

https://careguru.in

 

ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัย

  1. ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด การใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ดี เพราะมีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ หากเลือกใช้ถุงยางอนามัยที่ได้มาตรฐาน โดยทั่วไปหากผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ 100 คน มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันเป็นเวลา1 ปี พบว่า 80 – 90 คน จะตั้งครรภ์หากใช้ถุงยางอนามัยสำหรับเพศชายอย่างถูกต้อง พบว่าเพียง 2 จาก 100 คน จะตั้งครรภ์ แต่หากใช้ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง จะมีโอกาสตั้งครรภ์ถึง 15 จาก 100 คน สำหรับถุงยางอนามัยที่ออกแบบเพื่อเพิ่มความสุขในขณะมีเพศสัมพันธ์ เช่น มีตัวตุ๊กตา รอยตะปุ่มตะป่ำขนาดใหญ่ พบว่าจะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลง
  2. ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การใช้ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่ได้ เช่น โรคเอดส์ ไวรัสตับอักเสบบี หนองในเทียม หนองในแท้ พยาธิในช่องคลอด ซิฟิลิส แต่ป้องกันโรคที่ติดจากการสัมผัสหรือความใกล้ชิดได้ไม่ดีนัก เช่น โลน หิด เริม หูดหงอนไก่ หูดข้าวสุก  เป็นต้น

 

ปัญหาที่พบบ่อยจากการใช้ถุงยางอนามัยไม่ถูกต้อง

สำหรับปัญหาที่พบบ่อยจากการใช้ถุงยางอนามัยไม่ถูกต้อง จนทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดและการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ลดลง ได้แก่

  1. ใช้สารหล่อลื่นไม่ถูกต้อง ทำให้ถุงยางแตกหรือลื่นหลุด เช่น การใช้สารหล่อลื่นชนิดละลายในน้ำมันกับถุงยางอนามัยที่ทำจากยางลาเท็กซ์ทำให้แตกง่าย
  2. ไม่ใช้ถุงยางอนามัยใหม่แกะกล่อง
  3. ใช้ถุงยางเพียงครั้งแรกเท่านั้น เมื่อมีเพศสัมพันธ์ต่อไปไม่ได้ใช้ถุงยาง
  4. ใช้ถุงยางอนามัยที่เสื่อมสภาพอย่างเห็นได้ชัด
  5. มึนเมาสุราหรือสารเสพติด จึงตัดสินใจถอดถุงยางทิ้งกลางคัน
  6. แกะถุงยางอนามัยออกมาเล่น ก่อนมีเพศสัมพันธ์
  7. ใส่ถุงยางผิดด้านแล้วนำกลับมาใช้ใหม่

ดังนั้น หัวใจสำคัญในเรื่องการใช้ถุงยางอนามัยจึงมีสองประการ คือ ต้องใช้ทุกครั้งและใช้อย่างถูกต้อง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.si.mahidol.ac.th  www.thaihealth.or.th
ภาพประกอบจาก : www.bangkokbiznews.com  www.careguru.in


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก