ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

Good for heart, Best for health โรคหัวใจต้องใช้หัวใจดูแล

โรคหัวใจต้องใช้หัวใจดูแล

โรคหัวใจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การทำความรู้จักกับโรคในหลาย ๆ แง่มุมที่เป็นประโยชน์ จะทำให้เราสามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีสติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับร่างกายของเราได้อย่างมีความสุข เพียงแค่ใส่ใจกับพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นตัวแปรสำคัญของโรค และมีวินัยต่อตนเองด้วยการคุมอาหารอย่างเหมาะสม และไม่เคร่งครัดกับตัวเองจนเกินไป

จากสถิติพบว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น และยังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับบุคลากรวัยทำงานหรือกับกลุ่มคนวัยทำงานเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากอารมณ์และความเครียดจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบซึ่งส่งผลกระทบกับหัวใจโดยตรง คือ เกิดเป็นความกดดันให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้พฤติกรรมการบริโภคยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีไขมันในปริมาณสูง อย่างอาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ ที่มักมีของแถมพ่วงมากับความอร่อยอย่างที่เราไม่ทันตั้งตัว

 

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคหัวใจโรคหัวใจต้องใช้หัวใจดูแล

โรคหัวใจ (Heart Disease) คือคำเรียกขานของกลุ่มอาการความผิดปกติของหัวใจ ที่สามารถแบ่งแยกอย่างเฉพาะเจาะจงได้ตามอาการของโรคและความผิดปกติต่างๆ เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดโรคลิ้นหัวใจรั่วหรือโรคลิ้นหัวใจตีบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคสมองขาดเลือด โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต (stroke) โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเยื่อหุ้มหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อที่หัวใจ โรคมะเร็งหัวใจ เป็นต้น จะสังเกตได้ว่ากลุ่มโรคต่างๆ เหล่านี้มักจะเกี่ยวข้องกับหลอดเลือดจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “โรคหัวใจและหลอดเลือด” (Cardiovascular disease)

 

สาเหตุหลักของการเกิดโรคหัวใจ

โรคหัวใจมักเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ทั้งความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ความดันโลหิตสูง ภาวะอ้วนลงพุงหรือน้ำหนักมาก ภาวะการมีไขมันอุดตันในเส้นเลือด ความเครียด การดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ รวมทั้งอาการผิดปกติที่ตามมาจากการเป็นโรคอื่นๆ อย่างโรคเบาหวาน รวมไปถึงผลจากพันธุกรรมอีกด้วย เมื่อสาเหตุหลักของโรคหัวใจนั้นมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหาร เราก็สามารถกลับมาพิจารณาตนเองและเลือกใส่ใจในการบริโภคอาหารมากขึ้น เพื่อป้องกันและลดภาวะความเสี่ยงของการเกิดโรคได้ แต่หากมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง เหนื่อยง่าย เจ็บหรือแน่นหน้าอก และหน้ามืดเป็นลมอยู่เป็นประจำ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับผลที่ตามมาได้อย่างมีสติและทันท่วงที ซึ่งโรคหัวใจสามารถรักษาได้ด้วยยาหรือการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค

 

ความเคยชินทำให้เราเคยตัว และนั่นจะเป็นสาเหตุให้เกิดพฤติกรรมร้าย ๆ มาทำลายสุขภาพของเราเองโดยไม่รู้ตัว

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดภาวะความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ

  • ลด ละ เลิก บุหรี่และแอลกอฮอล์ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสิงห์อมควันและนักดื่มทั้งหลายคือกลุ่มเสี่ยงที่มักจะเป็นโรคต่างๆ มากมาย ทั้งโรคมะเร็ง โรคตับ หลอดลมอักเสบ และแน่นอนว่าโรคหัวใจด้วยเช่นกัน
  • ใครว่าอ้วนแล้วไม่หนักหัวใคร ความอ้วนเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคหัวใจและภาวะอุดตันในเส้นเลือด การควบคุมอาหารจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับทั้งผู้ป่วยโรคหัวใจและผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ
  • น้ำหนักบนตาช่างไม่ใช่ตัววัดสุขภาพ โดยเฉพาะสาวๆ คลั่งผอมที่ไม่เคยไปตรวจสุขภาพ ที่หลายครั้งตรวจพบว่ามีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และอาจทำให้เกิดโรคหัวใจวายและโรคอัมพาตจากเส้นเลือดในสมองตีบได้

เคล็ดลับการรับประทานอาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

  • การคุมอาหาร ผู้ป่วยโรคหัวใจ โดยเฉพาะโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม โดยเลือกรับประทานอาหารอ่อนหรืออาหารที่ย่อยง่าย รสชาติไม่จัดจ้าน และควรเลือกอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและกากใยสูง ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย รวมถึงสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เพื่อป้องกันภาวะท้องผูกและลดการเกิดมะเร็งลำไส้ ที่สำคัญคือ ไม่ควรรับประทานอาหารและผลไม้ที่มีรสหวานหรือเค็มจัดจนเกินไป
  • ควบคุมอาหารที่มีไขมัน โดยเฉพาะไขมันที่เป็นอันตรายและคอเลสเตอรอล รวมทั้งเลือกรับประทานอาหารประเภทโปรตีนและรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น เลือกปรุงอาหารด้วยน้ำมันพืช หลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง อย่างน้ำมันมะพร้าวหรือกะทิ และเปลี่ยนวิธีการปรุงอาหารเป็นนึ่ง ต้ม ย่าง หรืออบ แทนการทอดหรือผัด รวมทั้งเลือกรับประทานผักผลไม้ที่มีเส้นใยสูง เช่น คะน้า ผักกาด ส้ม และฝรั่ง เป็นต้น ที่สำคัญควรออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมและควรตรวจสุขภาพและพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
  • เลือกโปรตีน (ที่มีไขมันต่ำ) เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ ปลา นม ไข่ เป็นแหล่งอาหารสำคัญที่ให้โปรตีน ควรเลือกกลุ่มที่มีปริมาณไขมันต่ำ เช่น เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน นมพร่องมันเนยหรือนมสูตรไขมันต่ำ (low fat) การงดการรับประทานเครื่องในสัตว์และไข่แดง เพราะมีปริมาณคอเลสเตอรอลในระดับสูง นอกจากนี้อาจเลือกรับประทานโปรตีนที่ได้จากพืช เช่น อาหารประเภทถั่ว อย่างถั่วเหลืองซึ่งให้โปรตีนที่สูงมาก และมีใยอาหาร รวมทั้งโอเมก้า-3 และสารไฟโตรเอสโตรเจน (phytoestrogens) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดไขมัน หรือเลือกรับประทานปลาทะเลอย่างแซลมอน ที่มีโปรตีนสูง และยังมีโอเมก้า-3 ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และช่วยป้องกันภาวะหัวใจวายได้อีกด้วย
  • เลือกรับประทานอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ (functional foods & drinks) คืออาหารที่มีส่วนประกอบหรือสารอาหารที่เป็นประโยชน์ในเชิงสุขภาพมากขึ้น เช่น โยเกิร์ต เครื่องดื่มบำรุงสมอง และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพต่างๆ อย่างน้ำผลไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ (และกลุ่มเสี่ยง) ขึ้นมาโดยเฉพาะอีกด้วย นับเป็นตัวเลือกสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคหัวใจรู้สึกผ่อนคลายและมีอิสระในการเลือกรับประทานอาหารมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเติมเต็มรสชาติที่เคยขาดหายและไม่ต้องรู้สึกผิดกับการทานของทอดและไขมันอีกต่อไป

นอกจากการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว เรื่องของจิตใจก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามการมีวินัยแต่ไม่เคร่งครัดกับตัวเองจนเกินไป อาจให้รางวัลกับตัวเองบ้างก็ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งแจ่มใส ไม่รู้สึกเครียดจนเกินไป ที่สำคัญคือต้องมีวินัยในการดูแลตนเองและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ก็จะช่วยให้อาการการรักษาได้ผลอย่างแน่นอน!

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และอยากทานอาหารประเภทผัดและทอดนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกใช้น้ำมันในการทำอาหารที่เหมาะสม โดยควรเลือกน้ำมันพืชชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวโมเลกุลเดี่ยวในปริมาณสูง และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวแบบหลายโมเลกุลปานกลาง และมีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ1 ส่วนประเภทไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) ตามความเห็นทางการแพทย์ ถือว่าเป็น “ไขมันชนิดที่ไม่พึงประสงค์ที่สุด” เพราะเป็นตัวการในการเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ที่เป็นต้นเหตุของโรคความดันโลหิตสูง หัวใจและสมองขาดเลือด เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ

ในปัจจุบันทางมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มีการออกตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ”2 เพื่อแสดงว่าอาหารที่ได้ตราสัญลักษณ์ มีชนิดของกรดไขมันในสัดส่วนที่เหมาะสม หรือเกลือไม่มากหรือปริมาณน้ำตาลไม่มาก หรือมีใยอาหารสูง เมื่อบริโภคในปริมาณที่ให้พลังงานเหมาะสม จะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

Highlight: Emerald 4 สูตร ที่ตอบโจทย์ทุกวิธีการปรุงอาหาร ทอด ผัด สลัด

 

Emeral_Brown

Nutri-Blend: สำหรับเมนูทอดกรอบและผัดทุกชนิด *การันตีด้วยตราสัญลักษณ์
“อาหารรักษ์หัวใจ”

จากส่วนผสมของน้ำมันปาล์มและน้ำมันคาโนลา ที่ได้จากการสกัดเมล็ดคาโนล่าหรือเมล็ดเรพ
(rapeseed) เป็นน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำที่สุดในบรรดาน้ำมันทั้งหลาย นอกจากนี้ยังอุดมด้วย
โอเมก้า -3 โอเมก้า -6 และกรดไขมันโอเลอิก (Oleic acid) ที่ไม่เพิ่มคอเรสเตอรอลในเลือด
อีกทั้งยังอุดมของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ช่วยลดการเกิดมะเร็ง
และลดการทำลายหลอดเลือด และช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันอีกด้วย

 

Emeral_Red

Deep Frying Blend: สำหรับเมนูทอดแบบน้ำมันท่วม
จากส่วนผสมของน้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลือง ที่อุดมด้วยวิตามินอี อีกทั้งยังเพิ่มคุณค่าด้วยการลดไขมันอิ่มตัวถึง 40% เพื่อช่วยลดอัตราการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด อีกทั้งยังมีจุดเดือดสูงจึงไม่ก่อมะเร็งอีกด้วย

 

Stir Frying Blend: สำหรับเมนูผัด *การันตีด้วยตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ”
จากส่วนผสมของน้ำมันคาโนลาและน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน ที่ได้จากการบีบอัดเมล็ดทานตะวัน
จึงเป็นน้ำมันที่มีเนื้อบางเบาและไร้กลิ่น อุดมด้วยวิตามินอี และโอเมก้า -3 ที่มากกว่าน้ำมันถั่วเหลือง
ถึง 12% อีกทั้งยังมีกรดไลโนเลอิก (Linoleic Acid) กรดไขมัน CLA ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วย
ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด และช่วยในการเผาผลาญไขมันสะสมได้ดีขึ้น

 

Emeral_Green

Salad oil blend: สำหรับสลัดโดยเฉพาะ *การันตีด้วยตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ”
จากส่วนผสมของน้ำมันคาโนลาและน้ำมันถั่วเหลืองมีรสเป็นกลาง เหมาะที่จะใช้ทำน้ำสลัด
มายองเนส หรือทานสดโดยราดบนผักสลัด แล้วปรุงรสตามใจชอบ อีกทั้งอุดมไปด้วย วิตามินอี
และมีโอเมก้า -9 ที่มากกว่าน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันถึง 60%

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
1. ศูนย์วิทยาบริการ สำนักคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวง สาธารณสุข elib.fda.moph.go.th
2. โครงการอาหารไทย หัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ www.thaiheartfound.org
ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *