ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-อีกทางเลือกการกินเพื่อสุขภาพดี.jpg

ปัจจุบันคงจะปฏิเสธกันไม่ได้ว่า หนึ่งในพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพมักจะเกี่ยวเนื่องกับการกิน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการกินที่ผิด เช่น กินตอนดึก ๆ กินก่อนเข้านอน กินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ กินอาหารมีความมันสูง กินอาหารรูปแบบเดียวซ้ำ ๆ หรือการกินแบบที่มีสัดส่วนของสารอาหารไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิต เช่น กินคาร์โบไฮเดรต หรือแป้งมาก กินไขมันมาก ทั้งหมดล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การกินให้ถูกหลักโภชนาการเพื่อการมีสุขภาพที่ดี จึงเป็นสิ่งสำคัญ

 

อยากมีสุขภาพดีต้องกินอย่างไร

กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้มีข้อเสนอแนะในเรื่องของการกินเพื่อให้สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ซึ่งมีอยู่หลายประการ เริ่มจากการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และมีความหลากหลาย กินข้าวซ้อมมือที่ไม่ขัดสีจนขาว เพราะจะมีวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน และใยอาหารสูง สลับกับก๋วยเตี๋ยวบางมื้อ กินพืชผัก ผลไม้เป็นประจำ กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย กินไขมันแต่พอควร และควรเลือกเป็นชนิดที่มีไขมันดี หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัด อาหารปราศจากการปนเปื้อน รวมถึงการงด หรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

และสำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการปรับน้ำหนักให้เหมาะสม นอกจากการกินตามข้อแนะนำแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับค่าพลังงานของอาหารแต่ละมื้อรวมกัน ต้องสอดคล้องกับค่าพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวันด้วย โดยเพื่อน ๆ ที่สนใจลดน้ำหนักควรกินอาหารให้ได้ค่าพลังงานน้อยกว่าค่าพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ สามารถปรับด้วยการควบคุมปริมาณและประเภทอาหาร รวมถึงเพิ่มการออกกำลังกายควบคู่กัน ในทางตรงข้ามหากเพื่อนต้องการเพิ่มน้ำหนัก ต้องกินให้ร่างกายมีพลังงานเหลือใช้ ซึ่งจะไปเก็บในรูปของไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

 

หลีกเลี่ยงการกินที่ทำให้สุขภาพไม่ดี

หลาย ๆ พฤติกรรมการกินสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น กินมาก กินมัน อาจทำให้อ้วนไขมันเยอะ กินก่อนเข้านอน อาจทำให้นอนไม่หลับ ผิวพรรณไม่สวย อ้วน หรือกรดไหลย้อน กินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาจทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร โรคพยาธิ และการกินคาร์โบไฮเดรต หรือแป้งมาก กินไขมันมาก ไม่สอดคล้องกับพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ อาจทำให้เป็นโรคความดัน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เบาหวาน อื่น ๆ เป็นต้น พฤติกรรมการกินในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง

 

กราโนล่า อีกทางเลือกการกินเพื่อสุขภาพดี

กราโนล่า (Granola) คือ อาหารที่ได้รับความนิยมจากชาวตะวันตก มักรับประทานเป็นอาหารเช้า หรือของว่าง กราโนล่าสามารถให้พลังงานสูง เต็มไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารที่ร่างกายต้องการ โดยมีส่วนผสมหลักประกอบด้วย เมล็ดธัญพืช จำพวกข้าวโอ๊ต ถั่วต่าง ๆ และผลไม้แห้ง ที่นำมาคลุกเคล้าโดยการนำไปอบให้กรอบ สามารถทานเป็นอาหารเช้าแทนซีเรียล นิยมทานคู่กับนมหรือโยเกิร์ต ทั้งนี้มีประโยชน์หลายประการ อาทิ

  • ลดอาการท้องผูก ช่วยให้ระบบย่อยอาหาร และการขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น จากการที่ข้าวโอ๊ตมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ถ้าเรากินอาหารที่มีเส้นใยสูง ๆ เราจะอิ่มท้องนาน ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ช้าลง และการสะสมไขมันส่วนเกินก็จะน้อยลงด้วย
  • ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงหัวใจ และกระตุ้นการเผาผลาญได้ ธัญพืชและพืชตระกูลถั่ว อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะวิตามิน E ไทแอมีน และโฟเลต (กลุ่มวิตามิน B) นอกจากนี้ ส่วนผสมของกราโนล่า ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมาย เช่น แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ซิงค์ ทองแดง แมงกานีส ธาตุเหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยทำให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
  • สามารถควบคุมความหิวระหว่างมื้อได้ดี ช่วยลดการทานจุบจิบลงได้ ง่ายต่อการคุมแคลลอรี่ต่อมื้อ คุณค่าทางสารอาหารของข้าวโอ๊ต นอกจากจะอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารแล้ว ยังให้โปรตีนที่สูงอีกด้วย หากยี่ห้อไหนที่ใส่ถั่วนานาชนิดเข้าไปด้วย เราก็ยิ่งจะได้โปรตีนมากขึ้น และเมื่อรับประทานคู่กับกรีกโยเกิร์ต หรือนมวัว เราก็จะได้โปรตีนมากขึ้นไปอีก

 

Good day Granola กราโนล่าธรรมชาติแตกต่างไม่เหมือนใคร

อีกหนึ่งแบรนด์ของกราโนล่าคุณภาพ คือ “กู๊ดเดย์ กราโนล่า” (Good day granola) ที่มาพร้อมรสชาติแตกต่างไม่เหมือนใคร และรสยอดฮิตที่ทำให้มื้ออาหารและขนม ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ สามารถทานได้ประจำอย่างต่อเนื่อง ด้วยส่วนผสมของข้าวโอ๊ตเต็มเมล็ด (whole Grain) มีสารอาหารและไฟเบอร์สูง อิ่มท้อง บำรุงระบบขับถ่าย ใช้น้ำมันรำข้าวแทนเนย ใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาล ไม่มีส่วนผสมของแป้ง หรือน้ำตาลขัดสี ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ไม่ผสมนม เนย ไข่ น้ำตาล และไขมันต่ำ ไม่มีโซเดียม ควบคุมแคลอรี่ต่อมื้อได้ง่าย มาพร้อมหลากหลายรสชาติให้เลือก อาทิ

 

 

รสโปรตีน

สำหรับหนุ่มสาวที่มีแอคทีฟไลฟ์สไตล์ ทำให้ได้พลังงานคุณภาพไม่เคยตก

 

รสน้ำผึ้งมะนาว

กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากน้ำผึ้งมะนาว ได้รสสัมผัสเปรี้ยวอมหวาน อย่างลงตัว

 

รสส้ม

ให้ความสดชื่น กลิ่นหอมหวานของผลส้ม และเปลือกส้มแท้ ๆ

 

รสโกโก้กล้วยหอม

ดาร์คโกโก้เข้มข้น ผสานกับกล้วยหอม freeze dry คงคุณค่าสารอาหารครบถ้วน

 

รสมะพร้าว

มะพร้าวคัดพิเศษ กะทิสดจากธรรมชาติ กลมกล่อมแบบน้ำตาลต่ำ

 

รสกาแฟ

ปริมาณกาแฟเท่ากับคาปูชิโน่ 1 แก้ว รสชาติเข้มข้น ให้รสสัมผัสที่ลงตัว

 

รสรวมถั่ว

อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์จากถั่วเน้น ๆ เคี้ยวมัน เคี้ยวเพลิน

 

รสดั้งเดิม

ความลงตัวของข้าวโอ๊ตเต็มเมล็ด อัลมอนด์ และเมล็ดมะม่วงหิมพานต์

 

บรรจุ 2 ขนาด ทั้งแบบถ้วย (40 กรัม) พอดีสำหรับ 1 มื้อ พกพาสะดวก และแบบถุงซิปล็อค (300 กรัม) แบ่งทานได้ 7 – 8 มื้อ เลือกขนาดที่เหมาะสม และปรับใส่ส่วนผสมที่อยากทานเพิ่ม เช่น นม โยเกิร์ต ผลไม้ หรือจะโรยหน้าซุป ขนมปัง สลัด ก็อร่อยไม่น้อยทีเดียวค่ะ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม www.gooddaybrand.com
ข้อมูลอ้างอิง

  1. www.thaihealth.or.th
  2. www.lovefitt.com/healthy
  3. www.gooddaybrand.com
  4. www.fitterminal.com

 

 


green-tea-good-health.jpg

ท่ามกลางวัฒนธรรมการดื่มชาอันเก่าแก่ หนึ่งในชาที่ถูกยกย่องในเรื่องของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็คือ “ ชาเขียว ” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน  นอกจากนั้น ยังมีแนวโน้มความนิยมที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเรามักจะเห็นชาชนิดนี้เป็นส่วนประกอบในอาหารประเภทต่าง ๆ รวมไปจนถึงงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับชาเขียวมากมาย

 

ชา = ศาสตร์การเยียวยาโบราณ

“ชา” ถูกใช้ทางการแพทย์เป็นครั้งแรกในกลุ่มชาวมณฑลด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว หรือราว 1,100 – 200 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งตรงกับช่วงราชวงศ์ถัง พวกเขาเชื่อว่าการดื่มชาสามารถช่วยรักษาความสมดุลในร่างกาย ความนิยมนี้ก่อให้เกิดธุรกิจการค้าใบชาขนาดใหญ่ในประเทศจีนยุคนั้น กระทั่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และ “ชาเขียว” ก็เป็นหนึ่งในประเภทของชาที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

“ชาเขียว” คือ ใบชาที่ไม่ผ่านขั้นตอนการหมัก เป็นใบสดที่เข้าสู่กระบวนการอบแห้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สามารถเก็บได้จากต้นชาที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Camellia sinensis  ทำให้รสสัมผัสที่ได้จากเครื่องดื่มชาประเภทนี้ มีความหอม สดชื่น และยังมีสารประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าใบชาประเภทอื่น ๆ อาทิ วิตามินบี วิตามิอี วิตามินซี, Polyphenol, EGCG, Catechin รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระต่างชนิดอีกมากมาย

หากพิจารณาเฉพาะสรรพคุณในการเยียวยาโดยแพทย์แผนโบราณ จะพบว่าชาเขียวนั้นไม่ว่าจะเป็นแบบใบชา หรือแบบผงมัทฉะ ล้วนส่งผลดีต่อการบรรเทาอาการปวดศีรษะ และผู้ที่ป่วยเป็นโรคสมอง นอกจากนั้น ยังแก้ร้อนใน ปรับสมดุลในร่างกาย ขับเหงื่อ และช่วยกระตุ้นความเจริญอาหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่ชักนำให้ชาเขียวกลายเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ จากการวิจัยเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกหลายท่าน

 

ชาเขียว และประโยชน์ทางการแพทย์ยุคปัจจุบัน

  1. ชาเขียวลดคอเลสเตอรอล
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์เมื่อปี 2011 พบว่า การดื่มชาเขียวทั้งในรูปแบบเครื่องดื่ม หรือการรับประทานในรูปแบบแคปซูลสกัด ล้วนส่งผลต่อการลดระดับ LDL หรือคอเลสเตอรอลประเภทไม่ดีในร่างกาย จึงเหมาะกับผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก หรือต้องการรักษาความสมดุลร่างกายโดยรวม
  2. ชาเขียวลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์ใน “Journal of the American Medical Association” เมื่อปี 2006 พบว่า การดื่มชาเขียวลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยคาเตชิน (Catechin) เป็นสารที่มีผลต่อการป้องกันความผิดปกติในระบบหัวใจและหลอดเลือด
  3. ชาเขียวลดความเสี่ยงเส้นโลหิตแตกเฉียบพลัน
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์ใน “Journal of the American Heart Association” พบว่า การดื่มชาเขียวมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกเฉียบพลัน โดยเจ้าของงานวิจัยนี้ คือ รศ. ดร. โยชิฮิโกะ โคคุโบะ ได้กล่าวแนะนำว่า อย่างน้อยควรดื่มชาเขียวทุกวัน ในเวลาของมื้ออาหารใดก็ได้
  4. ชาเขียวกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย
    มีงานวิจัยทางคลินิก พบว่า ชาเขียวส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายด้วยเช่นกัน เนื่องจากในกลุ่มผู้ทดลองทั้งมนุษย์ และสัตว์ ล้วนมีอัตราการทำงานของเซลล์ที่ดีขึ้น ทั้งการสร้าง เติบโต ซ่อมแซม ซึ่งส่งผลให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่แข็งแรงนั่นเอง
  5. ชาเขียวช่วยบำรุงสมอง
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร “Psychopharmacology” แสดงให้เห็นว่า ชาเขียวสามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการคิดของสมอง โดยเฉพาะหน่วยความจำในการสั่งงาน ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่า ชาเขียวอาจมีแนวโน้มในการรักษาความบกพร่องทางสติปัญญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาท เช่น โรคสมองเสื่อมได้ด้วย
  6. ชาเขียวลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์เมื่อปี 2011 พบว่า สาร  CAGTE หรือสารสกัดจากชาเขียวที่เก็บมาจากลำไส้ใหญ่ เพื่อทำการทดสอบว่าหลังจากชาเขียวถูกย่อย และดูดซึมนั้น จะส่งผลต่อโปรตีนในร่างกายของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์อย่างไร ก็ได้รับคำตอบว่า สาร Epigallocatechin-3-gallate (EGCG) ที่มีมากในชาเขียวอาจช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน
  7. ชาเขียวลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง
    อ้างอิงจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า สารโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่มีเป็นปริมาณมากในชาเขียวสามารถลดการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้ และจากการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มประเทศที่มีการบริโภคชาเขียวเป็นปริมาณมาก พบว่า มีอัตราการป่วยเป็นโรคมะเร็งของประชากรต่ำกว่า อีกทั้งผลการศึกษาในขั้นตอนถัดมายังพบว่า ชาเขียวนั้นส่งผลในเชิงบวกต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม กระเพาะปัสสาวะ รังไข่ ลำไส้ใหญ่ ลำคอ ต่อมลูกหมาก ผิวหนัง และกระเพาะอาหาร และยังส่งผลในแง่การป้องกัน ลดความเสี่ยงในกลุ่มผู้ทดลองอีกด้วย

 

จากหลักฐานงานวิจัยทั้งหมด บ่งชี้ได้ถึงคุณประโยชน์ซึ่งสามารถพิสูจจน์ได้จริงของชาเขียว จึงไม่เป็นที่แปลกใจเมื่อวงการสุขภาพมากมายต่างยกย่องให้เครื่องดื่มชนิดนี้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอันดับหนึ่ง ที่สามารถดื่มได้ทันที ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องปรุงแต่งเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงในทุก ๆ วัน ลองเพิ่มชาเชียวลงไปในมื้ออาหาร ตามเวลาที่สะดวก จะก่อนหรือหลังรับประทานอาหารก็ได้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถดูดซึมประโยชน์ดี ๆ จากชาเขียวเข้าสู่ร่างกายได้แล้ว

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.shen-nong.com, www.medicalnewstoday.com
ภาพประกอบจาก: www.pixabay.com

 


-5-ชนิด.jpg

เกลือปรุงอาหาร ถือเป็นเครื่องปรุงรสพื้นฐานที่ขาดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะในแง่ของคุณประโยชน์ที่ประกอบด้วยแร่ธาตุหลักอย่างโซเดียม รวมไปจนถึงการเติมสารไอโอดีน  เกลือจำเป็นต่อการแต่งรสชาติและถนอมอาหาร นอกจากนั้น ในอีกแง่เกลือยังสามารถเป็นโทษต่อร่างกายได้ จากการรับประทานเป็นปริมาณที่มากเกินไป อย่างไรก็ดี เราอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนว่าที่จริงแล้วเกลือในท้องตลาดมีมากมายหลายชนิด โดยเฉพาะ 5 ชนิดหลักนี้ที่คนทำอาหารควรรู้เอาไว้

 

เกลือปรุงอาหารประเภทต่าง ๆ 

 

1.เกลือแกง

เกลือแกง เกลือไอโอดีน หรือ Table salt คือ เกลือปรุงอาหาร ที่เราพบได้บ่อยที่สุดตามบ้าน และห้างสรรพสินค้าทั่วไป โดยส่วนใหญ่มักจะมีเกล็ดเกลือละเอียด และผ่านการขัดสีจนขาวสะอาด โดยกระบวนการนี้เองที่ทำให้แร่ธาตุสำคัญในเกลือหายไป ดังนั้น ส่วนใหญ่จึงมักมีการเติมสารไอโอดีนเพื่อเพิ่มคุณค่าทดแทน  และเพราะเกลือแกงมักจะประกอบด้วยโซเดียมคลอไรด์เป็นส่วนใหญ่
ผู้เชี่ยวชาญหลายรายจึงมักออกมาเตือน เรื่องความระมัดระวังในการบริโภคโซเดียมเข้าสู่ร่างกายมากเกินพอดี จนอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงโซเดียมมากเกินไป แต่ยังต้องการไอโอดีนเพื่อร่างกาย สามารถหันมาบริโภคสาหร่ายทะเลทดแทนได้ เพราะเป็นแหล่งอุดมด้วยแร่ธาตุไอโอดีนเช่นกัน

 

2.เกลือทะเล

เกลือทะเล หรือ Sea salt เป็นเกลือที่ผ่านกระบวนการระเหยน้ำทะเล แบบที่เราเห็นกันตามนาเกลือนั่นเอง มีขนาดผลึกที่ใหญ่กว่าเกลือแกง มีไอโอดีนน้อยกว่าเกลือแกง แต่มีแร่ธาตุอื่น ๆ จำนวนมาก เช่น โพแทสเซียม เหล็ก และสังกะสี อีกทั้งมีหลากหลายชนิดแยกย่อยไปตามสถานที่ เช่น เกลือทะเลเซลติก และเกลือทะเลฝรั่งเศส เฟลอร์ เดอ เซล เป็นต้น  เกลือทะเลเป็นเกลือทางเลือกอีกประเภทที่ถูกนำมาใช้ปรุงอาหาร มีรสชาติชัดเจน ซึ่งเกิดจากการที่มีแร่ธาตุหลายชนิดผสมอยู่ในนั้นนั่นเอง ดังนั้น จึงมักใช้กับการเสริมรสชาติอาหารให้โดดเด่น เช่น เนื้อปลาแซลมอนรมควัน สลัด หรือผลไม้ต่าง ๆ

 

3.เกลือโคเชอร์

เกลือโคเชอร์ หรือ Kosher salt มีลักษณะเป็นเกล็ดหยาบกว่าเกลือแกง ผลึกเกลือใหญ่ มักใช้ในกาโรยเพื่อแต่งรสเนื้อรวมถึงโรยผัก และใช้ปรุงรสทั่วไป เกลือโคเชอร์มักไม่มีการเติมแร่ธาตุใด ๆ เพิ่ม ทำให้เป็นรสชาติของเกลือแท้ ๆ แต่ก็จะขาดในเรื่องไอโอดีนและแร่ธาตุจำเป็นอื่น ๆ ได้ เกลือโคเชอร์เป็นที่นิยมในกลุ่มเชฟมืออาชีพ เพราะให้รสชาติที่เป็นธรรมชาติของเกลือแท้ ๆ เม็ดเกลือละลายช้า ดังนั้น ผู้รับประทานอาหารจะได้ลิ้มรสชาติของอาหารแต่ละประเภทอย่างล้ำลึก โดยที่เกลือจะยังไม่แทรกซึมลงไปแทรกแซงรสชาติของส่วนประกอบอื่น ๆ ทันที

 

4.เกลือสินเธาว์

เกลือสินเธาว์ เกลือหิน หรือ Rock salt มีสีที่ค่อนไปทางเทา ลักษณะของเกล็ดเกลือเป็นลิ่มคล้ายคริสตัล โดยส่วนใหญ่แล้วเกลือสินเธาว์มักไม่ได้ใช้เป็นเกลือปรุงอาหารโดยตรงในเมนูตะวันตก แต่มักใช้เป็นเกลือพอกอบ การเลือกใช้เกลือสินเธาว์นั้นมีหลากหลายประเภท ควรดูให้แน่ใจว่าเป็นเกรดประกอบอาหาร Food grade เพราะเกลือสินเธาว์จะมีอีกประเภทที่ใช้คู่กับเครื่องทำไอศกรีม ซึ่งไม่เหมาะที่จะนำมาประกอบอาหารเป็นอย่างยิ่ง โดยส่วนใหญ่แล้วเกลือสินเธาว์มีแร่ธาตุน้อยกว่าเกลือทะเล ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการควบคุมเรื่องเพิ่มแร่ธาตุรวมถึงสารไอโอดีนลงไปในเกลือ

 

5.เกลือหิมาลายัน

เกลือหิมาลายัน หรือ Himalayan pink salt มีผลึกเกลือเป็นสีชมพู และได้ชื่อว่าเป็นเกลือที่มีความบริสุทธิ์ที่สุดในโลก อันที่จริงเป็นเกลือหินชนิดหนึ่ง แต่ที่แตกต่าง คือ ในด้านของคุณค่าทางอาหาร เกลือหิมาลายันมีลักษณะเฉพาะและอุดมไปด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ทองแดง และธาตุเหล็ก ด้วยเหตุนี้จึงมักเป็นเกลือที่ถูกนำมาใช้ในเรื่องของอาหารเพื่อสุขภาพ มีรสชาติที่ค่อนข้างซับซ้อน สามารถปรุงให้เมนูอาหารโดดเด่นขึ้นได้ มักใช้ในการปรุงเนื้อสัตว์ ซุป รวมถึงสลัดผักต่าง ๆ โดยทั่วไปเกลือหิมาลายันมักขายเป็นผลึกใหญ่ ดังนั้น จึงต้องมีการใช้คู่กับเครื่องบดเกลือ นอกจากนั้น เกลือชนิดนี้ยังช่วยเรื่องสมดุลแร่ธาตุในร่างกายได้ ปัจจุบันมีการนำไปผลิตเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ทำจากเกลือหิมาลายันอีกด้วย

 

เกลือมีหลากหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยแต่ต่างกันไป อย่างที่เรามักจะเห็นคนที่ลงมือเข้าครัวปรุงอาหารเองมักจะให้ความพิถีพิถันในรายละเอียดเหล่านี้ หากใครอยากลองหาเกลือที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และสุขภาพของตนเอง สิ่งสำคัญ คือ ควรอ่านฉลากบรรจุภัณฑ์ให้ครบถ้วน เมื่อนั้นไม่ว่าคุณจะเลือกซื้อเกลือชนิดใดก็ตาม ก็จะได้ของดีมีคุณภาพแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.ecowatch.com   www.jessicagavin.com   www.thespruceeats.com   www.wideopeneats.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


...หลีกเลี่ยงอาหารขยะ-Junk-food-ดีไหม.jpg

ถ้าพูดถึง “อาหารขยะ” เรามักจะนึกถึงพวกอาหาร Fast food หลากหลายประเภท ซึ่งเต็มไปด้วยส่วนประกอบที่มาจากวัตถุดิบผ่านกระบวนการแปรรูปมากมาย แม้อาหารเหล่านี้จะสะดวกเหมาะแก่มื้อด่วน ๆ หรือสำหรับบางคนก็มุ่งเน้นอาหารประเภทนี้โดยเฉพาะ เพราะมีรสชาติอร่อย รูปร่างหน้าตาน่ารับประทาน อีกทั้งจากสื่อฯ และสิ่งรอบตัวเราต่าง ๆ ที่เห็นจนชินตา จนคุ้นเคยว่าอาหารขยะเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตไปแล้ว ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับอาหารประเภทนี้โดยไม่ตื่นตัวอะไร แม้จะรู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังบริโภคกันอยู่ประจำ

 

อาหารขยะ ‘Junk food’ คืออะไร

อาหาร Junk food มักจะหมายถึงอาหารที่ให้ปริมาณแคลอรี่สูงเกินความจำเป็นของร่างกาย รวมทั้งระดับน้ำตาลและโซเดียมที่มากเกินพอดี สิ่งเหล่านี้เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วก็จะกลายเป็นส่วนเกินสะสม ส่งผลต่อน้ำหนักของเราเกิดความอ้วนตามมา กลายเป็นขยะในร่างกาย ไม่สร้างประโยชน์อะไรนั่นเอง

 

อาหารขยะไม่ใช่ชนิด แต่เป็นวัตถุดิบ

แม้เราจะเข้าใจกันดีว่าอาหารขยะมักเป็นพวก Fast food อย่างแฮมเบอเกอร์ เฟรนซ์ฟราย โดนัท ไอศกรีม ถ้าเป็นเมืองไทยคงต้องลูกชิ้นทอด ฯลฯ สารพัดอย่าง แต่เราก็ไม่สามารถเหมารวมความอันตรายของอาหารประเภทนี้ทุกหัวมุมถนนได้ ทำไมคนบางคนชอบกินแฮมเบอเกอร์ชีสเยิ้มเป็นชีวิตจิตใจ แต่ยังสามารถคงสุขภาพดีได้ไม่เป็นอะไร เราก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นนั้นมาจากไหน จากร้านที่ควบคุมวัตถุดิบแท้ระดับพรีเมี่ยม หรือร้านเฟรนไซส์ที่เน้นต้นทุนต่ำขายปริมาณ ซึ่งทั้ง 2 จุดนี้สร้างความแตกต่างกันตั้งแต่เริ่มแรก ส่งผลต่อคุณค่าทางสารอาหารที่ร่างกายจะได้รับจากแฮมเบอเกอร์ชิ้นนั้นโดยปริยาย สำหรับอาหารชนิดอื่น ๆ เองก็เป็นเช่นเดียวกัน  ซึ่งอาหารขยะมักจะเกิดจากวัตถุดิบที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แม้วัตถุดิบแต่ละอย่างจะมีกฎหมายควบคุมปริมาณสารอันตรายเป็นตัวกรองความปลอดภัยให้เราก่อนแล้ว แต่เมื่อจับทุกวัตถุดิบที่อาจอยู่ขั้นต่ำสุดของการควบคุมมารวมกันในชิ้นเดียว และคุณเลือกบริโภคบ่อยครั้งด้วยความชอบ…ก็ลองจินตนาการดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับร่างกายลำดับต่อไป

 

อาหารขยะส่งผลต่อการควบคุมความหิว

การบริโภคไขมันทรานส์ที่พบในอาหารทอด และแปรรูป สามารถส่งสัญญาณไปยังสมอง ซึ่งทำการประมวลผลต่อสิ่งที่คุณกินและหิวโหยมากเกินไป โดยปกติแล้วการทำงานของสมองจำเป็นต้องใช้กรดไขมันจำเป็น เช่น โอเมก้า 6 และโอเมก้า 3 ความบกพร่องที่เกิดขึ้นทำให้ขาดความสมดุล เกิดความเสี่ยงต่อโรคภาวะสมองเสื่อม และโรคไบโพลาร์ รวมถึงกลุ่มอาการเกี่ยวกับสมองอื่น ๆ จากการศึกษายังพบอีกว่าไขมันทรานส์อาจทำเกิดการอักเสบใน Hypothalamus ซึ่งเป็นส่วนเซลล์ประสาทควบคุมน้ำหนักตัว ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดพฤติกรรมการกินมากเกินไปอาจคล้ายกับการติดยาเสพติดอีกด้วย

 

3 คนดังที่ทำให้เราเห็นว่า Junk food ไม่ Cool

 

เธอจ๋าหลีกเลี่ยงอาหารขยะ Junk food ดีไหม

 

1.Teddi Mellencamp

ดาราสาวจากรายการ The Real Housewives of Beverly Hills ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน และพฤติกรรมการบริโภคตลอดมา ตั้งแต่เด็กจนถึงอายุ 35 ปีเธอไม่เคยมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเลย และเธอรู้ดีว่าปัญหาของตัวเอง ณ ตอนนั้นไม่ใช่เพียงรูปร่าง แต่ยังรวมถึงทัศนคติในการใช้ชีวิต ดังนั้น เธอจึงเลือกตัดอาหารขยะที่ชอบ Dr. Pepper และ String cheese โดยเด็ดขาด และนั่นทำให้ตัวเธอในวัย 37 ปีในปัจจุบันมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น ทั้งออกกำลังกายและรับประทานอาหารอย่างสมดุล

 

2.Jillian Michaels

เทรนเนอร์ชื่อดังจากรายการ TV ขวัญใจคนลดน้ำหนักอย่าง The Biggest Loser ก็มีความเห็นเรื่องอาหารขยะเช่นเดียวกัน เธอเผยไลฟ์สไตล์ที่ยังคงความสุขภาพดีนับสิบปีด้วยการหลีกเลี่ยงร้าน Fast food ที่ขายอาหาร ซึ่งผ่านกระบวนการแปรรูป รวมไปจนถึงช็อกโกแลตบาร์ (ซึ่งเป็นช็อกโกแลตสังเคราะห์) ตัวเลือกที่ยังถูกยกเว้นไว้สำหรับวันเร่งด่วนจริง ๆ คือ Subway ที่เน้นแซนวิชผักเพื่อสุขภาพและสลัดเท่านั้น

 

3.Jessica Gomes

นางแบบสาวสุดเซ็กซี่จาก Maxim ออสเตรเลีย กล่าวถึงเรื่อง Fast food ว่า ไม่เหมาะกับการรักษารูปร่างและสุขภาพโดยเด็ดขาด เธอหลีกเลี่ยงทุกกรณี โดยในชีวิตประจำวันเธอใช้การเลือกรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการแบบ Paleo diet และหากช่วงที่ต้องทำงานนอกบ้าน หรือเดินทาง ซึ่งหลีกเลี่ยงอาหารขยะได้ยาก เธอเลือกที่จะเตรียมของว่างติดรถ และกระเป๋าไว้ตั้งแต่ทีแรก เพื่อความมั่นใจ

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.ncbi.nlm.nih.gov   www.food.ndtv.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com   teddimellencamp   jillianmichaels   iamjessicagomes

 


-อินเดค-และค่าไกลซีมิค-โหลด-.jpg

อาหารบางชนิดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุเพราะร่างกายสามารถเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตในอาหาร ให้เป็นน้ำตาลกลูโคสได้อย่างง่าย ทำให้หลาย ๆ คนประสบปัญหาในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แม้ว่าจะใช้ยาอินซูลินและยาเบาหวานก็ตาม ดังนั้น จึงมีความจำเป็นในการกำหนดค่า Glycemic Index และ Glycemic Load ที่แสดงถึงความเร็วในการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นน้ำตาลกลูโคส

 

ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index – GI)

ค่าดัชนีน้ำตาล หรือค่าไกลซีมิค เป็นค่าที่แสดงให้เห็นถึงความเร็วของร่างกายในการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตในอาหารนั้น ๆ ให้เป็นน้ำตาลกลูโคส โดยค่าดัชนีน้ำตาลที่น้อยหมายถึง อาหารนั้น ๆ เปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดได้ช้า เมื่อเทียบกับอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ทั้งนี้ อาหารสองชนิดที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเท่ากัน สามารถมีดัชนีน้ำตาลแตกต่างกันได้ ตัวอย่างเช่น ค่าดัชนีน้ำตาล 55 หรือน้อยกว่า = ต่ำ (ดี) ค่าดัชนีน้ำตาล 56 – 69 = ปานกลาง ค่าดัชนีน้ำตาล 70 หรือสูงกว่า = สูง (ไม่ดี)

สำหรับคาร์โบไฮเดรตชนิดไม่ดี เช่น ขนมปังขาว ขนมหวาน ลูกกวาด มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง กินแล้วระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นเร็ว เมื่อเทียบกับคาร์โบไฮเดรตชนิดดี เช่น ข้าวและแป้งไม่ขัดสี ถั่ว ธัญพืช ผักใบเขียว โฮลวีท ซึ่งมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า กินแล้วอิ่มนาน และมีสารอาหารมากกว่า

 

ค่าไกลซีมิค โหลด (Glycemic Load-GL)

การพิจารณาค่าดัชนีน้ำตาลอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ เนื่องจากอาหารบางชนิดมีค่าดังกล่าวสูง แต่กลับมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารน้อย หรือพูดง่าย ๆ คือ มีน้ำตาลสูงแต่คาร์โบไฮเดรตต่ำ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดที่ได้จากการทานอาหารนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก จึงมีการคิดค่าไกลซีมิค โหลด เพื่ออธิบายเรื่องดังกล่าว วิธีการคำนวณค่าไกลซีมิค โหลด คือ (ดัชนีน้ำตาล / 100) x ปริมาณคาร์โบไฮเดรต (หน่วยเป็นกรัม) ในหนึ่งหน่วยบริโภค ทั้งนี้ความหมาย ค่าไกลซีมิค โหลด  20 หรือมากกว่า ถือว่าสูง เป็นกลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ค่าไกลซีมิค โหลด ระหว่าง 11 – 19 ถือว่าปานกลาง สามารถทานได้บ้างในปริมาณเหมาะสม ค่าไกลซีมิคโหลด 10 หรือต่ำกว่า ถือว่าน้อย สามารถทานได้ (ในปริมาณเหมาะสมเช่นกัน)

ตัวอย่างเช่น เช่น แตงโมมีค่าดัชนีน้ำตาลเท่ากับ 72 เป็นค่าที่สูงและไม่ดี แต่ในหนึ่งหน่วยบริโภคจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตอยู่เพียง 6 กรัม เมื่อคำนวณเป็นค่าไกลซีมิค โหลด เท่ากับ (72 / 100) x 6 = 4 ซึ่งมีค่าน้อย แตงโมจึงสามารถทานได้ในปริมาณที่เหมาะสม

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com   www.thaidietinfo.com
ภาพประกอบ: www.freepik.com


exercise-no-gain.jpg

สำหรับใครที่อยากรู้ว่า ออกกำลังกาย ในแบบที่ตัวเองทำอยู่นั้น ถูกหรือผิด ล้มเหลวจนถึงขั้นสูญเปล่าหรือไม่ ในเบื้องต้นต้องย้อนกลับมาทบทวนก่อนว่า เพื่อนๆออกกำลังกายโดยมีเป้าหมายเพื่ออะไร เช่น ลดน้ำหนัก เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย ปรับปรุงระบบไหลเวียนโลหิต ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ เป็นต้น เมื่อได้เป้าหมายแล้ว หาก ออกกำลังกายไม่ได้ผล ในระยะต่อมา เป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสำคัญและแก้ไข

 

โดยภาพรวมแล้ว การออกกำลังกายจะได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ผู้ออกกำลังกายควรออกให้ครบทุกอวัยวะ โดยจัดเป็นโปรแกรมลักษณะ Well – rounded exercise program เช่น ใน 1 สัปดาห์ ควรออกกำลังกายโดยผสมทั้ง 1) การออกออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพื่อพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจ และปอด (Cardiorespiratory fitness) เช่น การวิ่ง โดยมีอัตราการเต้นหัวใจอยู่โซน 2-3 ติดต่อกันมากกว่าครึ่งชม. 3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป 2) การออกกำลังกายแบบเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ (Resistance exercises) เช่น การเล่นเวทเทรนนิ่ง วิดพื้น ซิทอัพ และ 3) การออกกำลังกายแบบเพิ่มความยืดหยุ่นและความอ่อนตัว (Flexibility exercises) เช่น โยคะ พิลาทิส ไทชิ ชี่กง โดยผู้ที่ออกกำลังกายครบทั้ง 3 ลักษณะ ติดต่อกันในระยะเวลาหนึ่ง ร่างกายจะมีความฟิต โดยมีกล้ามเนื้อที่ทนทานแข็งแรง สามารถยืดหยุ่นได้ดี และสามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้นาน โดยไม่เหนื่อยง่าย  ทั้งนี้การ ออกกำลังกายไม่ได้ผล อย่างที่ตั้งใจ เบื้องต้นสามารถพิจารณาได้จากเป้าหมาย ประเภท ความเข้มข้น ระยะเวลาของการออกกำลังกาย ดังนี้

  • ออกกำลังกาย หนักหรือเข้มข้นไม่พอ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน อาการบอกได้แก่ พูดคุยขณะออกกำลังกายได้เป็นปกติ ไม่รู้สึกเหนื่อยทั้งขณะและหลังออกกำลังกาย เหงื่อไม่ออกหรือออกน้อย เป็นไปได้ว่ามีความหนักหรือเข้มข้นไม่พอ หรือออกกำลังกายไม่ถึง 30 นาทีต่อครั้ง ส่งผลให้การทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหายใจยังไม่ถูกกระตุ้นอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับในการออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อ หากไม่รู้สึกตึง ล้ากล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยพอดี ๆ แล้ว เป็นไปได้ว่าอาจใช้น้ำหนักน้อยเกินไป หรือจำนวนชุดในการยกน้อยเกินไป อาการเหล่านี้สามารถบอกว่าการออกกำลังกายครั้งนี้ มีความเข้มข้นไม่พอ
  • ออกกำลังกาย เข้มข้นเกินไป ข้อนี้จะตรงกันข้ามกับข้อแรก หากเพื่อน ๆ ออกกำลังกายหนักเกินไป อาจมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ในขณะหรือหลังออกกำลังกาย เช่น หมดเรี่ยวแรง อ่อนล้าพักแล้วก็ไม่หาย ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง กล้ามเนื้อกระตุก บาดเจ็บจากการออกกำลังกาย อาการเหล่านี้ส่งผลให้ต้องมีการพักเป็นเวลานาน ไม่สามารถออกกำลังกายได้ต่อเนื่องเพียงพอ เป้าหมายการออกกำลังกายอาจไม่สำเร็จ
  • ออกกำลังกายผิดประเภท หรือใช้ส่วนผสมในการออกกำลังกายที่ผิด ข้อนี้ขึ้นกับเป้าหมายของการออกกำลังกาย เช่น ถ้าต้องการลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ โดยมีอัตราการเต้นหัวใจอยู่โซน 2 – 3 เป็นเวลานานกว่า 30 นาที สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 ครั้ง หากต้องการลดน้ำหนักแต่ไปออกกำลังกายที่เน้นเสริมความแข็งแรง เช่น ยกน้ำหนัก หรือออกกำลังกายที่เสริมความยืดหยุ่น เช่น โยคะ น้ำหนักก็จะไม่ลด อีกทั้งหากออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แต่ใช้ความเข้มข้นสูงเกิน เช่น มีอัตราการเต้นหัวใจอยู่โซน 4 – 5 ซึ่งร่างกายจะใช้พลังงานในการออกกำลังกายจากไกลโคเจน และน้ำตาลในเลือดเป็นหลัก การลดน้ำหนักก็อาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร อาการในข้อนี้คือ ออกกำลังกายเท่าไรน้ำหนักก็ไม่ลด หรือหากต้องการเพิ่มความแข็งแรง แต่ออกกำลังกายเท่าไรกล้ามเนื้อก็ไม่เพิ่ม ไม่รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น ดังนั้นจึงควรทบทวนและจัดสัดส่วนประเภทของการออกกำลังกายให้เหมาะสม
  • ออกกำลังกายไม่สัมพันธ์กับสูตรในการกินอาหาร ข้อนี้เชื่อมโยงมาถึงแหล่งพลังงานในการออกกำลังกาย โดยต้องปรับการกินให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการออกกำลังกายด้วย เช่น หากต้องการลดน้ำหนัก นอกจากการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หัวใจเต้นอยู่โซน 2 – 3 พร้อมกับการปรับสูตรอาหาร โดยลดไขมัน ลดแป้ง เพิ่มโปรตีนให้เหมาะสม เป็นต้น ทั้งนี้สูตรการกินอาหารมีหลายประเภท ควรเลือกการกินเพื่อให้เป้าหมายของการออกกำลังกายเห็นผลโดยเร็ว อาการจะคล้ายกับในข้อ 3 คือ ภายหลังการออกกำลังกายไปได้ระยะเวลาหนึ่ง น้ำหนักไม่ลด หรือความแข็งแรงของร่างกายไม่ได้เพิ่ม

ดังนั้นในการออกกำลังกายควรมีการกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาเพื่อไปถึงเป้าหมาย แล้วทำการประเมินนความคืบหน้า หากพบว่าการ ออกกำลังกายไม่ได้ผล หรือภายหลังออกกำลังกายไปได้ระยะเวลาหนึ่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมาย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับการออกกำลังกายให้เหมาะสมต่อไป

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


BannerQuiz-เสริมอาหารและวิตามิน.jpg

แบบทดสอบ เสริมอาหารและวิตามิน

 

เลือกคำตอบที่ถูกต้อง จากเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ เสริมอาหารและวิตามิน

แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ

1. วิตามินดีมีความสำคัญอย่างไร
2. วิธีใดที่จะทำให้เราได้รับวิตามินดีที่เหมาะสม
3. สำหรับผู้ที่มีความเครียด ควรรับประทานวิตามินในปริมาณเท่าใด
4. วิตามินซี มีประโยชน์อย่างไร
5. ข้อใดคือประโยชน์ของวิตามินอี
6. ใครควรจะได้รับการเสริมวิตามินอี มากกว่ากัน
7. ข้อใดเป็นวิตามิน และอาหารเสริมที่ไม่ควรเสียเงินซื้อให้สิ้นเปลือง
8. โอเมก้า 6 มีอยู่ในอาหารชนิดใด
9. ผู้ที่สูบบุหรี่ไม่ควรรับประทานวิตามินสังเคราะห์ใด
10. ควรรับประทานอาหารเสริม Zinc (สังกะสี) อย่างไรให้ได้ผล

 

 

 

 

 

 

 


5-ดาราสาวสายสตรองหุ่นดีสร้างแรงบันดาลใจ.jpg

ในการออกกำลังกายนั้น หากคุณกำหนดเป้าหมายเอาไว้จะช่วยให้ทิศทางการวางโปรแกรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เคล็ดไม่ลับอยู่ที่ลองหาไอดอลทางด้านรูปร่างและสุขภาพมาเป็นแนวทางซักคน คิดไว้เลยว่าฉันอยากมีสะโพกแบบนี้ ต้องสควอชแค่ไหนหรือแม้แต่ดาราคนนั้นดูหน้าอ่อนจัง…เขาบอกว่าเล่นโยคะเหมือนกันแล้วจะช่วยได้ล่ะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยทำให้คุณถึงจุดหมายได้ไวขึ้น ที่เหลือต่อจากนั้นก็คือความพยายามและสม่ำเสมอของคุณนั่นเอง เรามาดู 5 ดาราสาวไทยกันดีกว่าว่าคนไหนหุ่นสตรองสุด ๆ รู้แล้วก็รีบเซฟเก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจเลย

 

ยิปซี – คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์

หากใครติดตามสาวยิปซีทางอินสตาแกรมจะพบว่าเธอเป็นสาวรักสุขภาพตัวยงเลยทีเดียว แนวทางการดูแลร่างกายเริ่มตั้งแต่พื้นฐานเรื่องโภชนาการนั่นก็คือการกินคลีนรวมไปถึงการออกกำลังกาย 3 – 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งเจ้าตัวเคยกล่าวไว้ว่าไม่เน้นออกกำลังกายหนัก แต่เน้นทำสม่ำเสมอ ซึ่งผลลัพธ์ก็ทำให้เราได้เห็นว่าสาวยิปซีมีรูปร่างดีมาก กล้ามท้องกำลังดีและดูมีเสน่ห์สุด ๆ กีฬาที่เธอชอบคือ ชกมวย เต้นซุมบ้า และบอดี้เวท

 

เบเบ้ – ธันย์ชนก ฤทธินาคา

อยากหุ่นดีแบบสาวเบเบ้ เจ้าตัวเคยกล่าวไว้ว่าก็ต้องออกกำลังกาย…แบบนี้หวังว่าคงเป็นแรงบันดาลใจให้สาว ๆ ลุกขึ้นมาฮึดกันได้แล้วนะ เธอคนนี้ชื่นชอบการออกกำลังกายหลากหลายสไตล์และยังรู้ลึกจนถึงขั้นแนะนำได้เลยทีเดียว หุ่นสไตล์เบเบ้จะเน้นกล้ามเนื้อค่อนข้างมาก ถ้าใครชอบดูคลิปการออกกำลังกายของฝั่งอเมริกาเทรนเนอร์หญิงก็จะรูปร่างประมาณนี้ ดังนั้นถ้าใครอยากได้หุ่นรูปแบบเบเบ้ต้องลองทำตามโปรแกรมเล่นบอดี้เวทที่เธอมักจะแชร์บน FB :  Bebe Fit Routine

 

เกรซ – กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า

มาต่อกันที่สาวหมวยหุ่นดีกันบ้าง ที่ล่าสุดความรักและใส่ใจสุขภาพของเธอทำให้ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ การออกกำลังกายที่สาวเกรซชื่นชอบคือยืดเหยียดและบอดี้เวท หุ่นดีขนาดนี้ได้เป็นถึงพรีเซนเตอร์ของแบรนด์สปอร์ตแวร์มาแล้วด้วย เธอไม่ได้กินคลีนเป็นประจำ แต่จะเน้นพวกอาหารเพื่อสุขภาพแบบทางสายกลาง ใครอยากมีรูปร่างแบบสาวเกรซต้องลองดู

 

เบลล่า – ราณี แคมเปน

ครบเครื่องทั้งความเฟิร์มและความฟิตต้องสาวคนนี้ เธอมีกล้ามเนื้อที่สวยกำลังดี โดยการออกกำลังกายของเบลล่าจะเน้นไปที่ วิ่ง โยคะและบอดี้เวท ประมาณ 4 – 5 วันต่อสัปดาห์ อุปกรณ์พื้นฐานแบบนี้ใครอยากทำตามไม่ยากแน่นอน ส่วนในเรื่องอาหารเธอเน้นรับประทานตามหลักโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ และเน้นแนวคิดเรื่องการรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือดเข้ามาปรับใช้ด้วย

 

เจนี่ – เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์

ถ้าพูดถึงตัวแม่เรื่องการออกกำลังกายคงขาดสาวคนนี้ไปไม่ได้ ถ้าเราได้เห็นภาพเจนี่ในเมื่อก่อนและรูปร่างในตอนนี้จะพบว่าเธอใช้ความพยายามอย่างหนักมากจนได้หุ่นแบบนี้มา เริ่มแรกของการดูแลสุขภาพเธอเข้าคลาสโยคะและพิลาทิสที่เริ่มบูมในสมัยแรก ๆ จากนั้นความชอบก็มากเรื่อย ๆ จนลองการออกกำลังกายแบบอื่น คาร์ดิโอ บอดี้เวท มีกี่ชนิด เจนี่ลองครบหมด เธอมีบอดี้ไลน์ที่สวยมาก และปัจจุบันยังเปิดยิมของตัวเองอีกด้วย

 

เห็นกันชัด ๆ ไปเลยว่า กว่าจะสวยหุ่นดีแบบนี้ต้องอาศัยความพยายามเท่านั้น ไม่มีทางลัด บางคนอาจเคยคิดว่าลำพังเพียงผอมก็เพียงพอแล้ว แต่จริง ๆ แล้วความผอมนั้นอาจไม่ใช่คำตอบของรูปร่างที่ดูดีสมส่วนเสมอไปค่ะ เพราะการออกกำลังกายทำให้แต่ละส่วนมีความแข็งแรง กระชับขึ้น ดูตัวอย่างหุ่นสุดแซ่บของสาว ๆ ตัวแม่ทั้ง 5 คนนี้ก็จะรู้เลยว่าสำคัญแค่ไหน ดังนั้น ใครที่อยากดูดีและมีสุขภาพแข็งแรงอย่ารอช้า ตัดสินใจออกกำลังกายกันดีกว่าค่ะ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : gypsykeerati   thisisbebe   gracekanklao   bellacampen   janienineeleven


10-บทเรียนสำคัญ...ในการใช้ชีวิต.jpg

ในสังคมยุคดิจิทัลเรามักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคำแนะนำ หรือประสบการณ์ของผู้มีอายุกันเท่าไร ยุคนี้หลายคนถือว่าเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นผู้สูงอายุหรือผู้มีประสบการณ์ จึงมักไม่ใช่แหล่งที่เราจะเข้าไปหาเมื่อมีปัญหาหรือต้องการคำแนะนำ คนรุ่นใหม่มักจะหันหน้าเข้าหาผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ หรือไม่ก็หนังสือพวก Self-Help หรือไม่ก็ปรึกษา Google เลย

 

เรามักจะมองว่าบรรดาผู้สูงอายุหลาย ๆ ท่านไม่ทันสมัย ชอบแต่เล่าเรื่องเก่า ๆ ไม่ทันต่อยุคและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแต่จริงๆ ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่ง เราจะพบว่าบรรดาผู้สูงอายุทั้งหลายนั้นได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก และกว่าที่อายุจะยืนยาวได้ถึงระดับหนึ่งย่อมจะต้องได้เรียนรู้ในบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่า ที่หนังสือหรือเว็บไหนก็ไม่สามารถที่จะทดแทนได้ ถึงแม้สภาวะแวดล้อมในอดีตกับปัจจุบันไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่แก่นและหลักการพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการใช้ชีวิตย่อมไม่ต่างกันมาก

ในต่างประเทศนั้นได้มีอาจารย์ท่านหนึ่งของ Cornell ชื่อ Karl Pillemer ซึ่งได้ไปสัมภาษณ์ชาวอเมริกันที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไปมากกว่า 1,200 คน โดยคำถามเด็ดนั้นอยู่ที่ว่า จากประสบการณ์ชั่วชีวิตคุณ อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่อยากจะฝากไว้ให้ลูกหลาน แล้วก็นำมาเขียนเป็นหนังสือชื่อ 30 Lessons for Living ครับ แต่เขาได้คัดเลือกบทเรียนสำคัญ 10 ประการที่โดดเด่นเอาไว้ครับ

 

บทเรียนทั้ง 10 ประการ ประกอบด้วย

  1. ให้เลือกอาชีพโดยดูจากความต้องการภายในมากกว่าผลตอบแทนด้านการเงิน โดยบรรดาผู้สูงวัยกล่าวว่าความผิดพลาดสำคัญในการเลือกอาชีพของเขา คือ การเลือกอาชีพโดยดูจากผลตอบแทนมากกว่าสิ่งที่ชอบและคุณค่าของอาชีพ
  2. ให้ปฏิบัติต่อร่างกายเหมือนกับต้องใช้งานไปอีกร้อยปี โดยให้ลดและเลิกพฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกายเราไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ กินอาหารที่ไม่ดี หรือไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราเสียชีวิตในฉับพลัน แต่ทำให้เราเกิดความทรมานเมื่อสูงวัย
  3. ตอบตกลงต่อโอกาสที่เข้ามา โดยเมื่อมีโอกาสหรือความท้าทายเข้ามา ต้องอย่าปฏิเสธครับ เพราะส่วนใหญ่มักจะมาเสียใจหรือเสียดายในภายหลัง
  4. เลือกคู่ด้วยความระมัดระวัง อย่ารีบร้อนตัดสินใจ ใช้เวลาในการดูและทำความรู้จักคนที่เราจะอยู่ด้วย อย่ารีบด่วนตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกันจนกว่าจะรู้จักอีกฝ่ายหนึ่งอย่างถ่องแท้
  5. เที่ยวให้มากไว้ เมื่อมีโอกาสให้เดินทางครับ คนสูงวัยส่วนใหญ่จะมองย้อนกลับมายังโอกาสต่าง ๆ ที่ได้ท่องเที่ยวเดินทาง และมองว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ และมีคุณค่าของชีวิตเลยทีเดียว
  6. ให้พูดในสิ่งที่อยากจะพูดเดี๋ยวนี้ เนื่องจากเรามักจะเสียใจและเสียดาย ว่าไม่ได้พูดในสิ่งที่เราอยากจะพูดกับหลาย ๆ คน เมื่อไม่มีโอกาส เราจะมีโอกาสแสดงความรู้สึกที่แท้จริงต่อผู้อื่นได้ ก็ต่อเมื่ออีกคนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นนะครับ
  7. เวลาเป็นของมีค่า ชีวิตของเรานั้นแสนสั้น แต่ไม่ใช่ให้มานั่งเศร้า นะครับ แต่ให้ทำในสิ่งที่สำคัญและมีค่าเดี๋ยวนี้ เนื่องจากยิ่งเราอายุมากขึ้น เราจะพบว่าเวลายิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วขึ้น
  8. ความสุขเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากเงื่อนไขต่าง ๆ คำแนะนำหนึ่ง ก็คือ จงรับผิดชอบต่อความสุขของตัวเราเองตลอดชีวิตเรา
  9. การใช้เวลามานั่งกังวลต่อสิ่งต่าง ๆ นั้นเป็นการเสียเวลา ดังนั้น ให้หยุดกังวลครับหรือไม่ก็พยายามลดความกังวลลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลในสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น
  10. คิดเล็ก-อย่าคิดใหญ่ ค่อย ๆ ซึมซับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เป็นสิ่งที่ดีในชีวิตเรา และมีความสุขกับสิ่งเหล่านั้นครับ

ท่านผู้อ่านคงจะเห็นตรงกันนะครับว่าข้อคิดดี ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง ในประเทศไทยเองก็น่าจะมีการศึกษาในลักษณะนี้เหมือนกันนะครับ เพื่อรวบรวมบทเรียนสำคัญของชีวิตจากผู้ที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างยาวนาน เอาไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับรุ่นหลังต่อไปครับ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : thaihealth.(2010).10 บทเรียนสำคัญ…ในการใช้ชีวิต.23 สิงหาคม 2558.
แหล่งที่มา : http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/28122l
ภาพประกอบจาก : www.thaihealth.or.th


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก