ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

ภาวะหัวใจวาย หรือ หัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้อย่างเพียงพอ โดยมีทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ภาวะนี้เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่พบบ่อยในเพศชายที่สูงอายุ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Risks) มากกว่าเพศหญิงและคนวัยวัยหนุ่มสาว ภาวะนี้หากเกิดสาเหตุบางอย่างที่รุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และได้รับการรักษาที่ช้าหรือไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

 

ภาวะหัวใจวายอาจเกิดอาการได้ทั้งแบบเฉียบพลัน (Acute Heart Failure) และแบบเรื้อรัง (Chronic Heart Failure) ขึ้นกับสาเหตุที่พบ นอกจากนี้ยังอาจจำแนกเป็นแบบที่การบีบตัวของหัวใจผิดปกติ (Systolic Heart Failure) ซึ่งหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้ดีเท่าที่ควร และแบบที่การคลายตัวของหัวใจผิดปกติ (Diastolic Heart Failure) เกิดจากหัวใจไม่สามารถคลายตัวเพื่อรับเลือดจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามปกติ เป็นเหตุให้เลือดไหลเวียนเข้าสู่หัวใจได้น้อย

 

อาการ

เมื่อการทำงานของหัวใจลดลง จะส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ เลือดไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ

ในระยะแรก ผู้ป่วยมักมีอาการหอบเหนื่อยเวลาออกแรงหรือทำงานหนัก อาจมีอาการหายใจลำบาก หายใจสั้น ไอ บางรายมีจุกแน่นลิ้นปี่ ปวดชายโครง หรือในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเฉียบพลันได้ ต่อมาเมื่ออาการหนักขึ้นจะมีอาการอ่อนเพลีย หอบเหนื่อยแม้ว่าอยู่ในขณะพัก นอนราบไม่ได้ ต้องนอนหนุนหมอนให้ศีรษะสูง หรืออาจตั้งนั่งหอบ ปัสสาวะออกน้อย เท้าบวม ท้องบวม กรณีเป็นรุนแรง อาจมีเสมหะสีชมพู ตัวเขียว ริมฝีปากเขียว กระสับกระส่าย ใจสั่น และอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์
เมื่อรู้สึกเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง ออกกำลังกายได้น้อยกว่าปกติ หายใจลำบาก หายใจสั้น เหมือนหายใจไม่สุด เจ็บหน้าอก จุกแน่นลิ้นปี่ หรือมีอาการบวมที่ขาและข้อเท้า ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุโดยเร็ว

 

สาเหตุ

ภาวะหัวใจวายสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพบางประการ ทั้งนี้อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุร่วมกันก็ได้ ดังนี้

  • กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ภาวะไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia) ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ส่งผลให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนัก เพราะแรงดันเลือดที่สูง หากปล่อยทิ้งไว้กล้ามเนื้อหัวใจจะไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ จนเกิดภาวะหัวใจโต และหัวใจล้มเหลวได้ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ เร็วไป ช้าไปหรือไม่สม่ำเสมอ สามารถทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย เป็นลมหรือหมดสติได้ โรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ (Valvular Heart Disease) เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว จะมีการไหลย้อนกลับของเลือดที่หัวใจสูบฉีดออกไป กล้ามเนื้อหัวใจจึงต้องทำงานหนักขี้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) และโรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis) การอักเสบที่กล้ามเนื้อและเยื่อหุ้มหัวใจ จะส่งผลให้หัวใจมีความสามารถในการทำงานลดลง ทั้งนี้โรคทั้งหมดที่กล่าวมา สามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้
  • กลุ่มโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคปอดเรื้อรัง ไตวายเรื้อรัง คอพอกเป็นพิษ ภาวะโลหิตจางรุนแรง ขาดวิตามินบางชนิดรุนแรง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคเหล่านี้หากควบคุมและรักษาไม่ถูกต้องสม่ำเสมอ สามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้
  • ยาบางชนิด เช่น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายได้ ดังนั้นการใช้ยารักษาโรคทุกชนิดควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง
  • การดื่มแอลกอฮอล์จัด จะมีผลเสียต่อกล้ามเนื้อหัวใจ จนอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจโตและหัวใจวายได้ (Alcoholic Cardiomyopathy)
  • การสูบบุหรี่ (Cigarette Smoking) บุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวาย และเสียชีวิตเฉียบพลันได้

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักประวัติ อาการ ตรวจร่างกาย เพื่อวินิจฉัยและหาสาเหตุของโรคเบื้องต้น และหากสงสัยว่ามีภาวะหัวใจวาย แพทย์อาจจะพิจารณาตรวจพิเศษบางอย่าง เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัย ได้แก่ การตรวจเลือด เพื่อดูการทำงานของอวัยวะในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย  การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram, ECG) ดูการทำงานของกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจ การเอกซเรย์ทรวงอก เพื่อดูภาวะน้ำท่วมปอด อาจมีการตรวจวัดระดับสาร NT-proBNP ในเลือด ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยภาวะหัวใจวายได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น การตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) เป็นการใช้อุปกรณ์ปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อตรวจการทำงานของหัวใจ และตรวจหาสาเหตุบางประการของหัวใจวายที่ซ่อนอยู่ เช่นภาวะหัวใจโต ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว โรคหัวใจแต่กำเนิด เป็นต้น และอาจมีการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac Catheterization) เพื่อวินิจฉัยภาวะและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นต้น

 

การรักษา

สิ่งพิจารณาหลักในการรักษาภาวะหัวใจวาย คือต้องรีบค้นหาสาเหตุของโรคและรักษาให้ได้ทันท่วงที เพราะบางสาเหตุก็สามารถรักษาหายขาดหรือดีขึ้นมากได้ เช่น โรคคอกพอกเป็นพิษ หรือภาวะโลหิตจางรุนแรง แต่หากสาเหตุนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาด ก็อาจรักษาเพื่อควบคุมโรคให้ส่งผลกระทบต่อร่างกายน้อยที่สุดได้ ทั้งนี้ในการรักษาภาวะหัวใจวาย จำเป็นต้องพิจารณาจากหลาย ๆ ร่วมกัน ได้แก่ สาเหตุหลัก ชนิดและความรุนแรงของภาวะหัวใจวาย เพศและอายุของผู้ป่วย โรคที่พบร่วม  เป็นต้น หลังจากนั้นแพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อควบคุมอาการให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงกระทบต่อการทำงานของตัวหัวใจเองให้น้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุหลัก ทั้งการใช้ยา การติดอุปกรณ์ช่วยการทำงานหัวใจ การผ่าตัด และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ตัวอย่างเช่น

  • การรักษาด้วยยา บางครั้งอาจต้องใช้หลาย ๆ ตัวร่วมกัน เช่น ยาโรคหัวใจ ยาขับปัสสาวะ ยาเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ ยาขยายหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมถึงยาที่รักษาโรคร่วมของผู้ป่วย เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาเบาหวาน และยาลดไขมันในเลือด เป็นต้น
  • การรักษาโดยการผ่าตัด ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาเลือกการผ่าตัด เพื่อรักษาสาเหตุบางอย่างของโรคหัวใจวาย ตัวอย่างเช่น การผ่าตัดซ่อมแซมหรือผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ กรณีที่ภาวะหัวใจวายเกิดจากความผิดปกติที่ลิ้นหัวใจ การผ่าตัดทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจและใส่โครงขดลวดค้ำยัน (Percutaneous Coronary Angioplasty with Balloon and Stent) เพื่อรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Graft: CABG) เป็นการผ่าตัดนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาทำทางเบี่ยงของทางเดินเลือดใหม่เพื่อให้ไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจดีขึ้น การผ่าตัดติดตั้งเครื่องช่วยสูบฉีดเลือด (Left Ventricular Assist Devices) ในกรณีหัวใจห้องล่างซ้ายไม่สามารถทำงานได้ปกติ และในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหัวใจวายรุนแรง และการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ (Heart Transplant)
  • การรักษาโดยการติดอุปกรณ์ช่วยการทำงานหัวใจ บางกรณีแพทย์อาจพิจารณาติดอุปกรณ์ช่วยการทำงานของหัวใจ เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemakers) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ช้ากว่าปกติ เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจถาวร (Implantable Cardioverter Defibrillators) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดถาวร (Cardiac Resynchronization Therapy) เพื่อช่วยให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น เป็นต้น
  • การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ที่สำคัญ ได้แก่ การเลิกเหล้าและบุหรี่ การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ (ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์) ห้ามทำงานที่ต้องออกแรงสูง เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด รวมถึงยาและอาหารเสริมบางชนิดก็ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานเสมอ

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือภาวะที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะหัวใจวาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดภาวะหัวใจวาย
  • ปรับพฤติกรรมในด้านการกินอาหาร โดยเลือกกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ หลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงทำให้เกิดโรค เช่น อาหารเค็ม อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง เครื่องในสัตว์ กุ้ง หอย ปลาหมึก อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง เช่น ไอศกรีม ขนมที่ทำจากแป้ง ขาหมู ไส้กรอก เนยแข็ง  อาหารที่ทำโดยการผัดหรือทอด เป็นต้น โดยเปลี่ยนมาเน้นการกินอาหารจำพวกปลา ผักสด ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ข้าวโพดต้ม แก้วมังกร กล้วย มันเทศ กะหล่ำปลี โดยทำแบบ ต้ม แกง ยำ นึ่ง อบหรือย่าง
  • การออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม การออกกำลังกาย รวมถึงการควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้ผู้ป่วยควรเข้ารับคำแนะนำในการวางแผนการออกกำลังกาย และการกินอาหารอย่างเหมาะสมจากแพทย์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

แหล่งข้อมูล : แนวทางเวชปฏิบัติเพื่อการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว พ.ศ. 2557 โดยสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ ร่วมกับชมรมหัวใจล้มเหลวแห่งประเทศไทย   2016 ESC Guidelines for the diagnosis and treatment of acute and chronic heart failure. European Heart Journal doi:1093/eurheartj/ehw128.   2017 ACC/AHA/HFSA Focused Update of the 2013 ACCF/AHA Guideline for the Management of Heart Failure. Circulation. 2017;136:e137–e DOI: 10.1161/CIR.0000000000000509
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-ไม่ตาย-กลับบ้านแน่-ๆ.jpg

ข่าวคราวการเสียชีวิตของนักวิ่งจากการเข้าร่วมแข่งขันวิ่งมาราธอน ซึ่งล่าสุดใน 1 อีเวนต์ มีนักวิ่งเสียชีวิตทั้งขณะวิ่ง และภายหลังวิ่งเข้าเส้นชัยแล้ว ไม่นับรวมกีฬาประเภทอื่น เช่น แบดมินตัน ถ้าใครอยู่ในวงการจะเห็นข่าวคราวการเสียชีวิตระหว่างการเล่น ติดต่อกันหลายอาทิตย์ ทั้งนักกีฬาสมัครเล่นและนักกีฬาอาชีพ ทำให้เป็นที่กล่าวขวัญในหมู่นักกีฬา ถึงความปลอดภัย และทำอย่างไรให้มั่นใจได้ว่าภายหลังเล่นหรือแข่งเสร็จแล้ว จะไม่ตายหรือปลอดภัยได้กลับบ้านไปหาครอบครัวแน่ ๆ

 

อัตราการเสียชีวิตจากการออกกำลังกาย ทั่วโลกอยู่ที่ 1: 80,000 – 200,000 โดยการเสียชีวิตส่วนใหญ่จะมาจากโรคแฝง ที่นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ๆ ไม่รู้ หรือรู้และอยู่ในระหว่างการรักษาหรือการควบคุม โอกาสที่จะเสียชีวิตในคนที่แข็งแรงไม่มีโรคแฝงจากการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาโดยตรงนั้น มีโอกาสเกิดน้อยกว่า

 

สาเหตุการเสียชีวิต จากการเล่นกีฬา

สำหรับการเสียชีวิต ซึ่งเกิดในระหว่างการแข่งขันกีฬา เช่น การวิ่ง การเตะฟุตบอล การเล่นแบดมินตัน โดยเฉพาะในการวิ่งระยะไกล ๆ นั้น มักจะมาจากโรคแฝงที่เกี่ยวกับหัวใจเป็นหลัก โดยมีโอกาสเกิดสูงในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีอายุ ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มีประวัติเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจ หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ไขมันสูง ความดันสูง มีเบาหวาน สูบบุหรี่ อ้วน เป็นต้น เมื่อต้องออกกำลังกายต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ๆ โดยเฉพาะเมื่อนานเกิน 1-2 ชม. อยู่ในภาวะที่ร้อนจัดหรือความชื้นสูง หรือเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะไม่พร้อม เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึกก่อนแข่ง มีภาวะเจ็บป่วยเช่นเป็นไข้หวัดหรือท้องเสียอยู่ก่อน หากมีภาวะเหล่านี้จะมีความเสี่ยงในการเจ็บป่วย หรือเสียชีวิตระหว่างการเล่นกีฬาสูงขึ้น

สาเหตุหลัก ๆ ของการเสียชีวิตจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายหนัก มักจะเกิดจากการที่มีลิ่มเลือด หรือก้อนไขมันที่เกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ (atherosclerotic plaque) หลุดไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวายหรือเสียชีวิตเฉียบพลันได้  โดยที่อาจไม่มีอาการเตือนนำมาก่อน เพราะภาวะนี้ (atherosclerosis) อาจไม่มีอาการในขณะที่ดำเนินชีวิตปกติ และนอกจากนี้การตรวจสุขภาพประจำปีโดยทั่วไป เช่น การตรวจเลือด เอกซเรย์ทรวงอก หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram, ECG) อาจไม่พบความผิดปกติได้ ทำให้ผู้เล่นกีฬาส่วนใหญ่ไม่รู้มาก่อนว่ามีโรคแฝงอยู่ สำหรับนักกีฬาที่อายุน้อยกว่า 40 ยังอาจเสียชีวิตจากโรคหัวใจผิดปกติอื่น ๆ ได้ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติ หรือโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

นอกจากการเสียชีวิตจากโรคแฝงที่เกี่ยวกับโรคหัวใจแล้ว ยังมีโรคลมร้อน (Heat stroke) อีกโรคหนึ่งที่อาจทำให้นักกีฬาเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน โดยจะมีความเสี่ยงสูงในกลุ่มผู้ที่ปกติไม่ค่อยออกกำลังกาย แล้วไปออกกำลังกายหักโหม หรือไปวิ่งเป็นเวลานานทันที ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เป็นไข้หวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานยาแก้หวัดลดน้ำมูกบางชนิด ที่อาจส่งผลต่อการขับเหงื่อและขับความร้อนออกจากร่างกายได้น้อยลง

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ ความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การออกกำลังกายในพื้นที่มีความร้อนและความชื้นสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินไปเป็นต้น

 

อาการเตือนที่ต้องสังเกต ในระหว่างเล่นกีฬา

ทั้งนี้ผู้เล่นกีฬาควรต้องสังเกต อาการเตือนที่สำคัญ ๆ ในระหว่างเล่นกีฬา โดยถ้ามีอาการอย่าฝืน หรือพยายามเล่นต่อเด็ดขาด อาการดังกล่าว ได้แก่ 1. การเจ็บแน่นหน้าอก โดยอาจลามไปจนถึงช่วงแขน คอ กราม ใบหน้าหรือช่องท้อง และ 2. เวียนหัว หน้ามืดจะเป็นลม หรือเหงื่อแตกใจสั่น หากมีอาการดังกล่าว ให้รีบบอกเพื่อน ผู้เล่น กรรมการเพื่อส่งให้หน่วยพยาบาลปฐมพยาบาล หรือไปโรงพยาบาลทันที หากไม่มีหน่วยช่วยเหลืออยู่ใกล้ ๆ ใหโทรศัพท์ไปที่เบอร์สายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ตารางที่ 1 แสดง ถึง Target heart rate zone ที่แนะนำให้ออกกำลังกาย และ maximum heart rate แบ่งตามอายุ1

 

 

ข้อแนะนำในการลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิต ในขณะเล่นกีฬา

  1. ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจร่างกายตามระดับความเสี่ยง เช่น อายุมาก มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ อาจต้องทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เอคโค่หัวใจ (echocardiogram) การวิ่งสายพาน (exercise stress test, EST) หรือการตรวจอื่น ๆ ที่เหมาะสมสำหรับผู้เล่นกีฬาแต่ละราย ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดและค่าใช้จ่ายในการตรวจจากโรงพยาบาลต่าง ๆ โดยภายหลังการตรวจ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัด
  2. ควรมีการฝึกซ้อมก่อนแข่งอย่างเพียงพอ โดยมีรูปแบบการฝึกทั้งแบบ interval หนักสลับเบา แบบ tempo หนักต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความทนทาน การฝึกเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เป็นต้น ที่สำคัญต้องค่อยๆ เพิ่มระดับความหนักอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบเร่ง มีวันพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้มีการปรับตัว
  3. ถึงวันแข่งหรือวันเล่นกีฬา ให้เล่นหนักเหมือนกับที่ซ้อมมา หรืออาจเล่นหนักมากขึ้นได้อีกเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายคุ้นเคยกับระดับความหนักของการเล่นระดับนี้มาแล้ว อันตรายมากหากซ้อมน้อย แต่ไปมุ่งมั่นเอาจริง เอาจัง เฉพาะตอนแข่ง ซึ่งหัวใจจะทำงานหนักเกินขีดจำกัด และมีความเสี่ยงสูงอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยจนเสียชีวิตได้
  4. สำหรับการวิ่ง นักวิ่งควรมีการคุมชีพจรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่แช่อยู่ใน HR zone สูง ๆ เป็นเวลานาน (ดูตารางที่ 1) ควรดื่มน้ำ เติมเกลือแร่ทุกครั้งที่วิ่งเมื่อถึงจุดที่ผู้จัดเตรียมไว้ นอกจากนี้ควรสอบถามผู้จัดการแข่งขันถึงรายละเอียดด้านการปฐมพยาบาลที่ผู้จัดเตรียมไว้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้แก้สถานการณ์ได้ทันท่วงที
  5. หากพบอาการเตือน เช่น แน่นหน้าอก เวียนหัว หน้ามืดจะเป็นลม อย่าฝืนเล่นหรือวิ่งต่อ ให้หยุดพัก แจ้งหน่วยพยาบาลของการแข่งขัน ตามช่องทางที่ผู้จัดเตรียมไว้ทันที
  6. นอกจากนี้ควรหาเวลาเข้าอบรมการทำ CPR หรือการปั้มหัวใจ เผื่อมีโอกาสในการช่วยผู้เล่นกีฬาคนอื่นๆได้

ถึงตอนนี้แล้ว เพื่อนๆคงมั่นใจมากขึ้นว่า นอกจากความสนุกที่ได้จาการเล่นกีฬาแล้ว การใส่ใจในรายละเอียดทางด้านสุขภาพให้มากขึ้น จะทำให้ทุกคนปลอดภัย กลับไปหาคนที่คุณรักได้อย่างแน่นอน

 

พ.อ. นพ. กิจจา จำปาศรี
ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลอานันทมหิดล
ภาพประกอบจาก : www.heart.org

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Know Your Target Heart Rates for Exercise, Losing Weight and Health. Fitness Basics, HEART.ORG
  2. กระทรวงสาธารณสุข แนะนักวิ่งมาราธอนประเมินความพร้อมทางกาย https://tna.mcot.net

 

 


2
Skip to toolbar