ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

การตรวจสุขภาพเบื้องต้น เป็นเรื่องจำเป็น เพราะทำให้เราได้รู้ถึงสถานการณ์ทางสุขภาพที่เป็นอยู่ ซึ่งโดยหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมนั้น แพทย์จะแนะนำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำ

 

ทุกคนสามารถทำการตรวจสุขภาพเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง เช่น การคำนวณดัชนีมวลกาย วัดเส้นรอบเอว วัดการเต้นของหัวใจซึ่งถ้าหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของตัวเองอยู่เสมอ จะทำให้เราค้นพบความผิดปกติของตัวเอง เพื่อไปรับการตรวจวินิจฉัย และดูแลรักษาได้เร็วและทันท่วงที  เช่น ภาวะซึมเศร้า โรคหัวใจและหลอดเลือด การติดแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเสพติด การคัดกรองกระดูกพรุน การประเมินภาวะโภชนาการ การประเมินภาวะสมองเสื่อม ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ได้รับทราบผลการประเมิน และยังได้รับคำแนะนำในการตรวจเพิ่มเติมสำหรับบุคลที่มีความเสี่ยงด้านต่าง ๆ อีกด้วย

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพที่เป็นอยู่ จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงที่จะเกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ได้ดี

เราทุกคนล้วนแต่ต้องการมีสุขภาพที่ดี สมบูรณ์แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ก็อาจจะต้องเผชิญกับภาวะเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ว่าจะเนื่องมาจากอายุที่มากขึ้น จนทำให้ร่างกายเสื่อมถอยลงตามวัย หรือสภาพสังคมแวดล้อมที่อาจจะทำให้คนเรามีพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งโดยตั้งใจ หรือไม่รู้ตัวก็ตาม

 

การตรวจสุขภาพ

การตรวจสุขภาพจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะทำให้เราได้รู้ถึงสถานการณ์ทางสุขภาพที่เป็นอยู่  ซึ่งโดยหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมนั้น แพทย์จะแนะนำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำ หรืออย่างน้อยทุก 3 ปีในบางกรณี โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการในบางกรณี เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง  หรืออาจจะตรวจหาโรคมะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่  มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และยังมีตรวจการมองเห็น  การได้ยิน ตลอดจนประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุด้วย

สำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพของตนเอง ไม่จำเป็นต้องรอการตรวจสุขภาพตามวาระดังกล่าวเท่านั้น เพราะสามารถทำการตรวจได้ด้วยตนเอง ที่ทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน โดยหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้เราค้นพบความผิดปกติตัวเอง หรือคนรอบข้างได้ทันท่วงที

 

อยากให้สุขภาพดี เริ่มตรวจสุขภาพเบื้องต้นด้วยตนเอง resize

 

สิ่งที่เราควรหมั่นตรวจสอบ หรือสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ประกอบด้วย

  • การคำนวณดัชนีมวลกาย
    ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) เป็นค่าดัชนีที่คำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูง เพื่อใช้เปรียบเทียบความสมดุลระหว่างน้ำหนักตัวต่อความสูงของมนุษย์ และจะเป็นค่าตัวเลขที่สามารถนำไปเปรียบเทียบ ว่าตัวเรามีการดูแลรูปร่างและน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ นอกจากนี้ ยังทำให้ทราบอีกด้วยว่า เรามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคยอดฮิตต่าง ๆ หรือไม่ เช่น โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน
    การคำนวณดัชนีมวลกาย สามารถทำได้ง่าย เพียงแค่ชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัม และวัดส่วนสูงเป็นเมตร โดยใช้สูตรกิโลกรัม/เมตร(ยกกำลัง 2) โดยมีเกณฑ์ของดัชนีมวลกาย ดังนี้

    • น้อยกว่า 18.5 แปลผลว่า ผอมเกินไป
    • มากกว่า หรือเท่ากับ 18.5 แต่น้อยกว่า 25 แปลผลว่า น้ำหนักตัวเหมาะสม
    • มากกว่า หรือเท่ากับ 25 แต่น้อยกว่า 30 แปลผลว่า น้ำหนักเกิน
    • มากกว่า หรือเท่ากับ 40 แปลผลว่า อ้วนมาก และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
      ทั้งนี้ การประเมินค่าดัชนีมวลกายนั้น ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อมาก เช่น นักกีฬา นักเพาะกาย ที่มีน้ำหนักมากเกิน 100 กิโลกรัม แต่ไม่จัดอยู่ในขั้นอ้วน หรืออันตรายมาก
  • การวัดเส้นรอบเอว
    การรู้ขนาดรอบเอวของตัวเอง สามารถใช้เป็นข้อมูลหนึ่งที่บอกถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ตลอดจนโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ฯลฯ ซึ่งขนาดเส้นรอบเอว หรือเส้นรอบพุงในคนเอเชีย ในผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้ว (90 ซม.) ส่วนเส้นรอบวงเอวในผู้หญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้ว (80 ซม.)
  • การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (ชีพจร)
    ชีพจรเป็นแรงสั่นสะเทือนของกระแสเลือด เมื่อกระทบผนังหลอดเลือดในขณะที่หัวใจบีบตัว ทำให้ผนังของหลอดเลือดแดงขยายออกเป็นจังหวะ เราสามารถวัดชีพจรตัวเองได้ง่าย ๆ แค่ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางวางตรงตำแหน่งเส้นเลือดแดง โดยตำแหน่งที่นิยมมากที่สุด คือ บริเวณเส้นเลือดแดงที่ข้อมือด้านใน ให้กด หรือสัมผัสจนได้ความรู้สึกของการเต้นของชีพจร นับจำนวนครั้งของชีพจรใน 1 นาที หลีกเลี่ยงการใช้นิ้วหัวแม่มือทำการวัด เพราะนิ้วหัวแม่มือมีชีพจรที่เต้นแรง และควรนับชีพจรในขณะนั่งพักจากการงานอื่น ๆ ไม่เครียด ไม่ตกใจ ไม่มีไข้
    ค่าปกติของชีพจรในผู้ใหญ่ปกติ จะมีความแรงและจังหวะของชีพจรที่สม่ำเสมอทุกครั้ง และควรนับได้ 60 – 100 ครั้งต่อนาที แต่อาจมีอัตราการเต้นของชีพจรลดลงในผู้สูงอายุ ถ้าหากวัดค่าชีพจรได้ไม่สม่ำเสมอ หรือค่าที่วัดได้ต่ำกว่า 60 หรือมากกว่า 120 ครั้งต่อนาที ร่วมกับมีอาการเหงื่อออก ใจสั่น แน่นหน้าอก ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
  • การตรวจสอบประวัติครอบครัว
    การที่บุคคลในครอบครัว มีประวัติว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคทางกรรมพันธุ์ อาจจะทำให้เรามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคบางชนิดได้มากกว่าคนปกติ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต อัมพฤกษ์ เป็นต้น จึงควรมีการสอบถามประวัติการเจ็บป่วยของบุคคลในครอบครัว เพื่อประเมินความเสี่ยงของการเจ็บป่วยด้วยโรคทางกรรมพันธุ์ด้วย
  • พฤติกรรมสุขภาพของตนเอง
    ในกรณีที่มีพฤติกรรมสุขภาพไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารไม่เป็นเวลา นอนดึก ทำงานเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นผลเสียต่อร่างกายเสมอ หรือทำงานในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย และอุบัติเหตุ เช่น เสียงดัง ทำงานกับเครื่องจักรเป็นเวลานาน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของเราไม่ช้าก็เร็ว
  • การประเมินสภาวะสุขภาพอื่น ๆ
    เป็นการทำโดยใช้แบบประเมิน เช่น ภาวะซึมเศร้า โรคหัวใจและหลอดเลือด การติดแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเสพติด การคัดกรองกระดูกพรุน การประเมินภาวะโภชนาการ การประเมินภาวะสมองเสื่อม เป็นต้น การค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เป็นอันตราย หรือเจ็บป่วยรุนแรงได้ จะช่วยให้หาทางป้องกันได้เหมาะสม

อย่าลืมว่า การมีสุขภาพดีนั้นไม่ใช่หน้าที่ของแพทย์ หรือโรงพยาบาล แต่ต้องเป็นเรื่องที่เราหมั่นเอาใจใส่ดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ นอกเหนือจากการตรวจสุขภาพแล้ว เราก็ต้องรู้จักดูแลตัวเองด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม อย่างต่อเนื่องด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจจะตรวจสุขภาพของตนเอง ลองทำแบบทดสอบประเมินเบื้องต้นที่ www.healthcheckup.in.th ซึ่งนอกจากจะได้รับทราบผลการประเมินเบื้องต้นแล้ว ยังมีคำแนะนำในการตรวจเพิ่มเติมสำหรับบุคลที่มีความเสี่ยงด้านต่าง ๆ อีกด้วย

 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข http://healthcheckup.in.th/article/19
ภาพประกอบจาก:  www.freepik.com


.jpg

ร่างกายของผู้หญิงมีความต้องการที่แตกต่างกัน การรับประทาน “อาหารสุขภาพ” เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน แต่อาหารสุขภาพสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ สามารถเข้าป้องกันสาเหตุของโรคได้ เช่น กระดูกเปราะ การตั้งครรภ์ และมะเร็งเต้านม เป็นต้น อาหารสุดอร่อยเหล่านี้ล้วนอุดมไปด้วยสารอาหาร จะช่วยปกป้องร่างกายและช่วยให้ทำงานได้ดีแม้ในขณะที่ผู้หญิงมีอายุมากขึ้น

ถั่วแระ

ถั่วแระ (Edamame) คือ ฝักถั่วเหลืองสุดอร่อย ซึ่งเต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร ไขมันดี และเอสโตรเจน (Estrogen) ที่เป็นฮอร์โมนเพศหญิง คล้ายกับสารประกอบเรียกว่า ไอโซฟลาโวน (Isoflavones) ซึ่งเป็นสารอาหารจากพืช สามารถบรรเทาอาการในวัยหมดประจำเดือน อาการร้อนวูบวาบ (แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม)

 

คะน้า

ประโยชน์ในใบสีเขียวของผักคะน้า ก็คือ วิตามิน เค ที่ทำงานร่วมกับแคลเซียม และวิตามิน ดี เพื่อให้กระดูกของคุณแข็งแรง และมีสุขภาพดี จำนวนการบริโภควิตามิน เค ควรเป็น 20% ของจำนวนวิตามิน เอ และวิตามิน ซี ที่แนะนำไว้ในแต่ละวัน

 

หน่อไม้ฝรั่ง

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยในการเสริมสร้างกระดูก ควรบริโภคประมาณ ½ ถ้วยต่อวัน นอกจากนี้ ยังเต็มไปด้วยโฟเลต (Folate) วิตามิน บี 9 ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ความบกพร่องของกระดูกสันหลัง (Spina bifida)

 

ถั่ว

ถั่วมีโปรตีนจำนวนมาก ไม่มีไขมัน และมีเส้นใยอาหารสูง สามารถลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด และลดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่ง 3 อาการเหล่านี้สามารถนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตผู้หญิงในสหรัฐอเมริกา

 

ส้มโอ

อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ (flavonoids) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยลดโอกาสที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบในผู้หญิง และช่วยบำรุงหัวใจ (ส้มก็ช่วยได้เช่นกันแต่ส้มโอจะมีน้ำตาลน้อยกว่า) แต่ส้มโอไม่ควรรับประทานพร้อมกับยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใส่ไว้ในเมนู

 

เบอร์รี่และเชอร์รี่

ผลไม้ทั้งสองนี้ดูสวยงามในสีม่วง สีแดง และสีฟ้า เปี่ยมด้วยฟลาโวนอยด์และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถปกป้องเซลล์จากความเสื่อมสภาพ เบอร์รี่ช่วยบำรุงให้สมองเฉียบคมขึ้นในผู้สูงอายุ นอกจากนี้ วิตามิน ซี ยังช่วยสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยให้ผิวกระชับขึ้น

 

มะละกอ

สีแดงส้มของมะละกอมาจากเบต้าแคโรทีน (Beta carotene) และไลโคปีน (Lycopene) ช่วยลดโอกาสในการเป็นมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตอยู่ในระดับที่ดีต่อสุขภาพ ที่จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ

 

โยเกิร์ตธรรมดาไขมันต่ำ

คุณจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมมากขึ้นเมื่ออายุเกิน 50 ปีขึ้นไป โยเกิร์ตเพียงแค่ 8 ออนซ์ให้แคลเซียมมากกว่า 1 ใน 3 ของแคลเซียมที่คุณควรได้รับต่อวัน ค้นหาชนิดที่อุดมไปด้วยวิตามิน ดี เพื่อช่วยให้ร่างกายของคุณดูดซึมแร่ธาตุได้ดีขึ้น

 

ปลาซาร์ดีน

ปลาเหล่านี้เต็มไปด้วยกรดไขมันดีต่อร่างกาย วิตามินดี และแคลเซียม กรดไขมัน Omega-3 สามารถเพิ่มสารอาหารในน้ำนมแม่ ดีสำหรับทารกที่มารดารับประทานขณะตั้งครรภ์ และยังมีสารปรอทน้อยกว่าปลาอื่น ๆ ทั้งหมด

 

เมล็ดแฟลกซ์

เมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed) หรือเมล็ดลินิน เป็นอาหารที่มีเส้นใยอาหารเช่นเดียวกับ Lignans สารประกอบพืชที่ทำหน้าที่เหมือนเอสโตรเจน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด เช่น โรคมะเร็งเต้านมได้  เป็นกรดไขมันดี Omega-3  ของคุณ แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่กำลังเป็นโรคมะเร็ง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเพิ่มในเมนู

 

วอลนัท

ถั่ววอลนัทนี้เต็มไปด้วยกรดไขมันดีที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และอาจป้องกันมะเร็งได้ เป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุล ใช้ถั่ววอลนัท (หรือเมล็ดแฟลกซ์) สำหรับโรยบนโยเกิร์ต

 

อาโวคาโด

เต็มไปด้วยไขมันดี จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าอาโวคาโดสามารถช่วยกำจัดไขมันหน้าท้อง และปกป้องดวงตา และผิวหนังของคุณได้ และยังอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ “ไม่ดี” และเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ “ดี” ได้

 

มันหวาน

ธาตุทองแดง ไฟเบอร์ วิตามิน บี 6 โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ทั้งหมดนี้พบในมันหวาน และยังมีเบต้าแคโรทีน (Beta carotene) อย่างมาก เหมาะกับคุณแม่รับประทานระหว่างตั้งครรภ์และให้นม จะช่วยก็ให้ปอดของลูกน้อยแข็งแรง

 

ผักโขม

อุดมด้วยโฟเลต (Folate) ช่วยลดโอกาสต่อภาวะสมองเสื่อม โรคหัวใจ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ มี Lutein ซึ่งเป็นสารอาหารปกป้องดวงตา เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเลนส์และเรตินาในตาของคุณ และอาจป้องกันการเกิดริ้วรอยเล็ก ๆ ได้

 

ตับ

ตับวัวเป็นแหล่งโฟเลต (Folate) ที่มีวิตามิน บี 9 และกรดโฟลิค (Folic acid) ช่วยเสริมสร้างกระบวนการผลิตเซลล์ใหม่ คุณประโยชน์พอ ๆ กับอาหารมังสวิรัติที่ดีอย่างผักโขม และถั่วดำได้เลย

 

เนื้อไม่ติดมัน

เนื้อวัว เนื้อแดงเต็มไปด้วยธาตุเหล็ก หลังจากอายุ 18 ปีแล้ว ร่างกายของคนเราจะต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น อีกทั้งยังมีสังกะสีและวิตามิน บี แต่อย่ากินมากเกินพอดี เพราะมีโอกาสที่กินเนื้อแดงมากไปอาจทำให้มีความเสี่ยงเป็นเนื้องอกในมดลูก

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com
ภาพประกอบจาก: www.pixabay.com

 


-เรื่องมะเร็งเต้านม-edit.jpg

คำถามที่พบบ่อยเรื่องมะเร็งเต้านม ผู้หญิงอายุเท่าไหร่จึงควรจะเริ่มทำแมมโมแกรม (Mammogram) เป็นคำถามที่พบบ่อยเรื่องมะเร็งเต้านม จึงแนะนำว่าให้เริ่มทำเมื่ออายุ 35 ปี และทำอีกทุก 2 – 3 ปี จนเมื่ออายุ 40 ปีแล้วให้ทำทุกปี และอายุ 50 ปีขึ้นไปให้ทำทุก 1 – 2 ปี

 

ผู้หญิงอายุเท่าไหร่จึงควรจะเริ่มทำแมมโมแกรม (Mammogram)

ผู้หญิงแนะนำว่าให้เริ่มทำเมื่ออายุ 35 ปี และทำอีกทุก 2 – 3 ปี จนเมื่ออายุ 40 ปี แล้วให้ทำทุกปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป ให้ทำทุก 1 – 2 ปี เพราะจากสถิติผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เริ่มพบ มากตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป

 

อาการเจ็บเต้านมเกิดจากมะเร็งเต้านมใช่หรือไม่

มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นไม่มีอาการเจ็บ แต่แนะนำให้พบแพทย์ถ้ามีอาการเจ็บเต้านม โดยเฉพาะคลำก้อนได้

 

การใส่เสื้อยกทรงที่มีขอบโลหะเสริมจะทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

ไม่เกี่ยวข้องกัน ในสหรัฐอเมริกาก็มีการยืนยันเรื่องนี้เช่นกัน

 

ถ้ามีก้อนเนื้อเล็ก ๆ ที่เต้านม แพทย์ตรวจแล้วบอกว่าเป็นก้อนเนื้องอกชนิดธรรมดา ควรทำอย่างไร

ถ้าได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทาง การแพทย์แล้วก็ให้เชื่อตามนั้น แต่ต้องตรวจด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบความเปลี่ยนแปลงต้องพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยโดยละเอียดอีกครั้ง

 

ถ้าผ่าตัดเต้านมจากการเป็นมะเร็งเต้านมไปแล้วข้างหนึ่ง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่งหรือไม่

มีโอกาสเป็นได้ จึงควรทำการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ทุกเดือน และตรวจด้วย Mammogram เป็นประจำทุกปี

 

ผู้หญิงที่ถูกสามีจับเต้านมบ่อย ๆ จะทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

การถูกจับบ่อย ๆ หรือมีการเจ็บ หรือถูกกระแทกอย่างแรง ไม่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม

 

การมีนํ้าหรือของเหลวไหลออกจากหัวนมเป็นอาการอย่างหนึ่งของมะเร็งเต้านมหรือไม่

อาจใช่ หรือไม่ใช่ก็ได้ แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

 

ทานยาคุมกำเนิดชนิดหนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นอีกชนิดหนึ่ง การเปลี่ยนชนิดของยาคุมกำเนิด ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและระยะเวลาที่กิน แต่ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมอยู่แล้ว อาจทำให้โต เร็วขึ้น

 

อาการคันหัวนมเกิดจากสาเหตุอะไร

อาการคันหัวนมเป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อ การแพ้หรืออาจจะเกิดจากมะเร็ง ได้ด้วย ในกรณีหัวนมเปลี่ยนสี และมีแผลร่วมด้วยให้รีบปรึกษาแพทย์

 

มะเร็งเต้านมพบในหญิงอายุน้อยที่สุด และอายุมากที่สุดเท่าไร

พบในผู้หญิงอายุน้อยที่สุด 15 ปี (เท่าที่พบจากรายงาน) และพบในหญิงอายุมากที่สุด 90 ปี

 

มะเร็งเต้านมพบได้มากในช่วงอายุเท่าไร

จากสถิติของศูนย์ถันยรักษ์จะพบมากในช่วงอายุ 40 – 49 ปี = 41% อายุต่ำกว่า 39 ปี มี 18.6%

การบีบเต้านมขณะที่เอกซเรย์เต้านม (Mammogram) จะทำให้ก้อนที่มีอยู่ในเต้านมนั้น แตกหรือไม่

ไม่แตก มีบทความงานวิจัยจากต่างประเทศยืนยันได้

 

อาการของมะเร็งเต้านมในระยะแรกมีอาการอย่างไรบ้าง

ระยะแรกไม่มีอาการ คลำก้อนไม่ได้ หากคลำก้อนได้ ถ้าตรวจแล้วเป็นมะเร็งจริง แสดงว่าเป็นมาประมาณ 2 – 3 ปีแล้ว

 

ถ้าคลำพบก้อนในเต้านมและแพทย์บอกว่าเป็นถุงนํ้า ถ้าไม่เจาะเอานํ้าออกจะมีอันตรายหรือไม่

ถ้าเป็นถุงนํ้าไม่ต้องทำอะไร แต่จะเจาะเอานํ้าออกในกรณีที่รู้สึกเจ็บ หรือผู้มาตรวจรำคาญ

 

หินปูนที่พบในเต้านมเกิดจากการรับประทานอาหาร หรือยาที่มีแคลเซียมมากเกินไปใช่หรือไม่

หินปูนไม่เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร แต่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อในเต้านมเอง

 

ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมการรักษาต้องตัดเต้านมออกหมดเสมอไปหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกหมด ถ้าพบมะเร็งที่ขนาดเล็ก หรือคลำไม่ได้ (ซึ่งพบได้ โดยตรวจ Mammogram เท่านั้น) ก็ตัดเฉพาะก้อนเนื้อร้ายออก ถ้ายังไม่กระจายไปต่อมนํ้าเหลือง ก็ไม่ต้องรักษาอะไรเพิ่ม ทั้งนี้แพทย์จะดำเนินการตามขั้นตอน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: คู่มือการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุข ในการดูแลและเฝ้าระวังสตรีไทยจากมะเร็งเต้านม.(2009).
คำถามที่พบบ่อย เรื่องมะเร็งเต้านม.
แหล่งที่มา: www.thaibreastcancer.com
ภาพประกอบจาก: http://www.phyathai.com


.jpg

คนวัยทำงาน ควรตรวจสุขภาพอะไรบ้าง

เมื่อรู้ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพแล้ว สำหรับวัยทำงานถือเป็นวัยที่ต้องเข้ารับบริการตรวจสุขภาพอย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นวัยที่มักจะตรวจพบโรคซ่อนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ มาดูกันว่าวัยทำงาน  (18-60 ปี) ควรมีการตรวจอะไรบ้าง

  • การซักประวัติ เป็นการคัดกรองเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรค โดยเฉพาะคนที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โดยเฉพาะชายอายุน้อยกว่า 55 ปี และหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้
  • การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ตรวจฟังเสียงหัวใจผิดปกติ ตับม้ามโตว่าโตผิดปกติ หรือมีภาวะบวม หรือไม่ เป็นต้น
  • ตรวจสุขภาพช่องปาก ควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน เป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ตรวจการได้ยิน คนที่ทำงานหรืออยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่เสียงดังติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรได้รับการตรวจการได้ยินเบื้องต้น ด้วยการใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ถูกันเบาๆ ห่างจากรูหูประมาณ 1 นิ้ว ปีละ 1 ครั้ง ซึ่งหากพบภาวะผิดปกติจะได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยต่อไป ทั้งนี้ ปัญหาด้านการได้ยินจะส่งผลด้านการสื่อสารและการเข้าสังคม
  • ทำแบบประเมินสภาวะสุขภาพ เพื่อตรวจหาความเสี่ยงของการประเมินโรคหัวใจและหลอดเลือด ภายใน 10 ปีข้างหน้า ภาวะซึมเศร้า การติดนิโคตินในผู้สูบบุหรี่ (ประเมินเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่) การดื่มแอลกอฮอล์ (ประเมินเฉพาะผู้ที่ดื่ม) การใช้ยาและสารเสพติด (ประเมินเฉพาะผู้ที่ใช้ยาและสารเสพติด)
  • การตรวจตา สำหรับคนวัยทำงานที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจวัดสายตาและตรวจคัดกรองโรคต้อหิน ภาวะความดันลูกตาสูง และความผิดปกติอื่น ๆ โดยทีมจักษุแพทย์ อย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
    • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) คนที่มีช่วงอายุ 18-60 ปี ควรได้รับการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) 1 ครั้ง ซึ่งจะช่วยในการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง รวมทั้งอาจตรวจพบความผิดปกติอื่นๆ เช่น เม็ดเลือดหรือเกล็ดเลือดผิดปกติ ถ้าหากเคยตรวจพบว่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำอีก
    • ตรวจระดับไขมันในเลือด สำหรับคนที่อายุ 20 ปีขึ้นไป หรือมีสมาชิกในครอบครัวหลายคนเป็นโรคไขมันในเลือดสูง ควรได้รับการตรวจระดับไขมันในเลือดทุก 5 ปี เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน สำหรับบุคคลที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุก 3 ปี
    • ตรวจอุจจาระ สำหรับบุคคลตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจอุจจาระ เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ปีละ 1 ครั้ง
    • ตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) เฉพาะคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ควรได้รับการตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) โดยตรวจเพียงครั้งเดียว
  • การตรวจสุขภาพเพิ่มเติมสำหรับเพศหญิง
    • ตรวจสุขภาพเต้านม ผู้หญิงในช่วงอายุ 30-39 ปี ควรได้รับการตรวจเต้านมทุก ๆ 3 ปี จากแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข ที่ได้รับการฝึกอบรม และอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเต้านมเป็นประจำทุกปี
    • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วย Pap’s smear ทุก 3 ปี หรือวิธีป้ายหาความผิดปกติโดยใช้กรดอะซิติก (VIA) ทุก 5 ปี ทว่าหากมีอายุ 55 ปีขึ้นไป ควรตรวจด้วยวิธี Pap’s smear เท่านั้น

ทั้งนี้การตรวจสุขภาพเป็นเพียงการหาสัญญาณผิดปกติของโรคซ่อนหรือภาวะเสี่ยงต่าง ๆ การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มง่าย ๆ โดยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่พอเหมาะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนอย่างเพียงพอ รวมถึงการปรับไลฟ์สไตล์เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ ปัจจุบันทุกคนสามารถไปใช้บริการการตรวจสุขภาพได้ที่โรงพยาบาลและสถานบริการสุขภาพของรัฐ หรือสถานบริการเอกชนซึ่งมีค่าใช้จ่ายตามแพคเกจที่เลือก

 

เรียบเรียงข้อมูล : กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.healthcheckup.in.th/article/6
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com  

 


.jpg

ตรวจสุขภาพในวัยเด็กและวัยรุ่น

ตรวจสุขภาพในวัยเด็กและวัยรุ่น สำหรับเด็กและวัยรุ่น (อายุ 0 – 18 ปี) ยังมีโรคซ่อน หรือภาวะเสี่ยงตามวัย ดังนี้

  1. ค้นหาความเสี่ยงในเด็กแต่ละกลุ่มวัย
    วัยก่อนวัยเรียน: ต้องถาม วัณโรค สารตะกั่ว อ้วน

    วัยเรียน: เมื่อ 1 ใน 3 ของเด็กวัยเรียนมีปัญหาด้านการเรียน ค้นหา พฤติกรรมติดสื่อ และอินเทอร์เน็ต ติดเกมส์
    วัยรุ่น: ค้นหาความเสี่ยง ดังนี้   HEEADSSS:

    • H-Home and Family ความสัมพันธ์ในครอบครัว
    • E-Education การเรียน
    • E-Eating พฤติกรรมการบริโภค
    • A-Activity กิจกรรมยามว่าง
    • D-Drug ยาเสพติด
    • S-Sex สุขภาวะทางเพศ พัฒนาการด้านสรีระ
    • S-Safety ความปลอดภัย
    • S-Suicide อารมณ์ซึมเศร้า

  2. ตรวจคัดกรองในเด็ก
    การคัดกรองภาวะโรคอย่างรวดเร็ว ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นตามมา การรักษาและฟื้นฟูได้ผลดี

    • การได้ยิน หากรู้เร็วว่าเด็กมีความบกพร่องทางการได้ยินก่อน 6 เดือน และได้รับการรักษาฟื้นฟูอย่างเหมาะสม เด็กจะไม่เป็นใบ้ สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนตามปกติได้เหมือนเด็กปกติ และมีพัฒนาการด้านอื่น ๆ ที่เหมาะสมตามวัย แต่ถ้ารอให้ไม่ได้ยินไปเรื่อย ๆ สมองส่วนที่พัฒนาด้านภาษาจะไม่ถูกกระตุ้น หยุดการพัฒนา ทำให้เด็กเสียโอกาสอย่างยิ่ง
    • ภาวะซีด 1 ใน 4 ของเด็กไทยมีภาวะซีดและเมื่อซีดจะทำให้ IQ ต่ำ และเมื่อภาวะซีดไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยตาเปล่าเสมอไป การตรวจคัดกรองภาวะซีดแต่เนิ่น ๆ และได้รับยาเสริมอย่างเหมาะสม แต่พ่อแม่มักไม่ให้ความสำคัญ กลัวลูกจะเจ็บจากการเจาะเลือดเพื่อตรวจคัดกรอง แต่ไม่กลัวลูกซีดและโง่
    • ช่องปากและฟัน มีเด็ก 1 ใน 5 เท่านั้นที่ได้แปรงฟันในขวบปีแรก มากกว่าครึ่งของเด็กไทย 3 ขวบมีปัญหาฟันผุ และเมื่อฟันผุทำให้เด็กเตี้ย และส่งผลต่อพัฒนาการ ควรตรวจช่องปากและฟันโดยทันตแพทย์ตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น หรือขวบปีแรก เพื่อรับคำแนะนำการป้องกันฟันผุอย่างถูกวิธี                                                                                                   
  3. ตรวจพัฒนาการตามวัย
    เมื่อเด็กไทยวันนี้ 1 ใน 3 มีพัฒนาการต่ำกว่ามาตรฐาน นอกจากนี้ ทั้ง IQ และ EQ ต่ำกว่ามาตรฐาน เด็กไทยทุกคนต้องได้รับการประเมินคัดกรองพัฒนาการ 3 ครั้ง (9, 18, 24 – 30 เดือน) ก่อนครบ 3 ขวบ หากไม่สมวัยต้องเข้ารับบริการแก้ไข/ฟื้นฟูพัฒนาการ โดยบุคลากรสาธารณสุขที่สถานบริการของรัฐใกล้บ้าน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข http://healthcheckup.in.th/article/3
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com 

 


14-คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไรฝุ่น.jpg

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไรฝุ่น มีบางส่วนที่ถามคล้าย ๆ กันจึงได้รวบรวมตอบคำถามไว้เพื่อให้มีความเข้าใจไรฝุ่นได้กระจ่างขึ้นและสามารถนำข้อมูลไปตอบผู้สนใจได้อย่างถูกต้องและยังนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

 

1. ไรฝุ่นกับไรอื่น ๆ เหมือนกันไหม

ตัวไร (mite) มีหลายชนิด ทั้งไรคน เช่น ไรขุมขน ไรสัตว์ เช่น ไรนก ไรหนู สำหรับไรที่อยู่ตามฝุ่นบ้านเรือน จึงมักเรียกว่า ไรฝุ่นบ้าน (house dust mite) มูลของไรจำพวกนี้เป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติเป็นสารก่อภูมิแพ้หรือเรียกว่า allergen สามารถก่อโรคภูมิแพ้แก่คนได้

 

2. ไรฝุ่นกัดหรือดูดเลือดไหม ? เพราะตอนนอนรู้สึกคัน

ไรฝุ่น ไม่กัด ไม่ต่อย เพราะปากไม่เป็นลักษณะแทงดูด (Piercing & sucking mouthpart) สำหรับบางคนอาจมีอาการคันเพราะระคายเคืองสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นก็ได้

 

3. ลูกเหม็น ยาฉีดสเปรย์กันยุงใช้ฆ่าไรฝุ่นได้ไหม

โดยทั่วไปสารพวกนี้มีฤทธิ์ฆ่าแมลง ซึ่งก็ฆ่าไรฝุ่นได้ แต่ปัญหาก็คือ ไรฝุ่นมีแหล่งที่อยู่ตามเครื่องนอน ถ้าขืนนำมาฉีดบนที่นอน จะเป็นการใช้ผิดประเภท สงสัยคนจะตายพร้อมไร หรือไรตายก่อนแล้วคนตายตาม

 

4. นำฟูก หมอน ออกตากแดดฆ่าไรฝุ่นได้ไหม

ความร้อนที่ 55 – 60 องศาเซลเซียส นาน 20 นาที สามารถฆ่าไรฝุ่นได้ แต่ไม่ทำลายสารก่อภูมิแพ้ อากาศกลางแดดเปรี้ยง ๆ หน้าร้อนจะประมาณ 40 – 41 องศาเซลเซียส และความร้อนสูงสุดของวันจะเป็น ช่วงบ่าย 2 โมง อุณหภูมิภายในฟูกไม่สูงพอที่จะฆ่าไรได้ มันชาญฉลาดกว่าที่คิด เพราะเมื่อพลิกที่นอนกลับอีกด้าน มันจะหนีลงไปอยู่ในที่ร้อนน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม พบว่าการตากแดดช่วยทำให้ความอับชื้นในที่นอนลดลง และถ้าตากแดดนานติดต่อกัน 5 ชั่วโมง จะทำให้สภาวะไม่เหมาะแก่การฟักตัวของไข่ไรฝุ่น

 

5. ที่นอนใหม่ ไม่มีไรฝุ่นใช่ไหม

บอกไม่ได้ว่า “ไม่มีไรฝุ่น” อาจมีหรือไม่มีไรฝุ่นก็ได้ แต่ที่แน่ ๆ เมื่อใช้งานไปจะตรวจพบไรฝุ่นแน่นอน มีงานวิจัยรายงานไว้ว่า ที่นอนใหม่ที่ใช้ไปได้นาน 4 – 6 เดือน สามารถตรวจพบ mite allergen ได้เกินระดับมาตรฐานสากล

 

6. เครื่องดูดฝุ่นแรงดี ๆ ดูดไรฝุ่นได้หมดเลยไหม

ไรฝุ่นมีขาอันแข็งแรงในการรวบจับเส้นใย และไม่ได้มี 2 ขานะ แต่มี 8 ขา ฉะนั้น สามารถยึดตัวไว้กับเส้นใย ต้านแรงดูดจากเครื่องดูดฝุ่น ตัวไรจึงหลุดออกมาได้ยากมาก อย่างไรก็ตามสามารถดูดซาก และมูลไรได้ ความสำคัญอยู่ที่ถุงเก็บฝุ่นควรเป็นถุงที่หนา หรือ double bag หรือใช้เครื่องที่มีแผ่นกรองที่เรียก HEPA filter จะกั้นไม่ให้ฝุ่นละเอียดเล็ดลอดออกมาอีก ช่วยลดความฟุ้งกระจายไม่ควรให้ผู้ป่วยดูดฝุ่นเอง หรืออาจใช้วิธีอื่นแทน เช่น ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดทำความสะอาด

 

7. จะทราบได้อย่างไรว่าเราสูดดมสารก่อภูมิแพ้เข้าไปเท่าไร ?

เป็นการยากที่จะตรวจวัดว่า เราสูดดมสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นเข้าไปวันละเท่าไร ปัจจุบันเราตรวจโดยอ้อม คือ ดูดฝุ่นแวดล้อมที่เราอยู่อาศัยแล้วนำมาตรวจหาปริมาณ mite allergen concentration โดยวิธีทางอิมมูโนวิทยา

 

8. อยากปูพรม แต่เป็นแพ้ไรทำอย่างไรดี

พรมเป็นแหล่งสะสมไร ใครที่คิดจะปูพรม จงคิดให้รอบคอบถึงการทำความสะอาดด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ “ต้อง” หลีกเลี่ยงการใช้พรม ในต่างประเทศอากาศหนาวต้องใช้พรม และก็เป็นปัญหาที่ยังแก้ไมได้จนทุกวันนี้ ที่ใช้กันทุกวันนี้คือ โรยด้วยยาฆ่าไร (acaridae) ทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วดูดออกด้วยเครื่องดูดฝุ่น หรือใช้เครื่องซักพรมระบบที่มีไอน้ำความร้อนสูง ซึ่งมักต้องให้ professional company มาจัดการ

 

9. ที่ไหน ๆ ก็มีไรฝุ่นใช่ไหม จะกำจัดให้หมดไปได้หรือเปล่า

ไรฝุ่นเป็นสัตว์คู่โลก บ้านสะอาดแค่ไหนก็มีไรฝุ่น ดังนั้นไม่ต้องตกใจเกินเหตุ เราสามารถอาศัยในบ้านเดียวกันได้ เพียงแต่ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ก็ใส่ใจเป็นพิเศษหน่อย เพิ่มความขยันทำความสะอาดมากกว่าผู้ไม่แพ้สักหน่อย ก็จะสามารถมีชีวิตอันปกติได้ ควรใส่ใจห้องนอนมากเป็นพิเศษ และหาทางหลีกเลี่ยงสารแพ้ โดยวิธีง่าย ๆ งบประมาณตามเศรษฐานะของตน ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนซื้อของแพง แต่ประโยชน์น้อยมาใช้

 

10. ขอทราบวิธีง่าย ๆ ที่ป้องกันไรฝุ่นได้

  • เอาอย่างง่าย ๆ
  • ขยันเช็ดฝุ่นด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ
  • ย้ายของรกออกจากห้องนอน อย่าให้มีมุมเก็บฝุ่น
  • หาผ้าพลาสติกมาสวมคลุมที่นอนและหมอน
  • อะไรที่ซักได้ ตากแดดได้ ให้ทำทุก 2 สัปดาห์
  • วิธีอื่น ๆ ยังมีอีก ทำไปแล้วไม่เดือดร้อน เพิ่มได้ก็ไม่ว่ากัน

 

11. ตุ๊กตาก็มีไรฝุ่นเหรอ แล้วจะทำอย่างไรดี

วัสดุที่บรรจุด้วยเส้นใย จะเป็นถิ่นที่ไรฝุ่นชอบอยู่ ตุ๊กตาควรใช้ที่ซักได้และหมั่นนำออกตากแดด เคยมีผู้แนะนำให้จับใส่ในช่อง freeze ในตู้เย็นจากการศึกษาวิจัยพบว่า ไข่ไรฝุ่นสามารถฟักตัวต่อได้แม้จะแช่ไว้ ณ อุณหภูมิตู้เย็นบ้าน (8 – 10 องศาเซลเซียส) นาน 1 เดือน

 

12. การซักผ้า ทำให้ไรฝุ่นตายไหม

ไม่ตาย แต่ชะล้างให้หลุดไปได้ การซักเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมูลไรฝุ่นเป็นสารที่ละลายน้ำได้ จึงขจัดมูลไรได้ดีถึง 98% หรือเกือบหมด ถ้าใช้น้ำผสมผงซักฟอกหรือน้ำสบู่หรือใช้น้ำร้อนด้วยยิ่งทำให้การชะล้างดีขึ้น

 

13. จำเป็นต้องใช้ผ้ากันไรฝุ่นไหม

มีงานวิจัยจำนวนมากทั้งในไทยและต่างประเทศ ยืนยันว่า การใช้ผ้ากันไรฝุ่นทำให้ลดการฟุ้งกระจายของสารก่อภูมิแพ้ (มูลไร) ได้ และการลดการสัมผัสสูดดมสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นลงได้ จะทำให้อาการของโรคทุเลาลง อย่างไรก็ตาม ผ้ากันไรฝุ่นไม่ใช่ผ้าวิเศษ ไม่ได้ใช้ในการรักษาโรค อย่าฝากความหวังไว้กับผ้ากันไรฝุ่นที่นิยมใช้กันมากเพราะเป็นวิธีที่สะดวกในชีวิตประจำวัน

 

14. ผ้ากันไรฝุ่นที่ดีควรเป็นอย่างไร

ผ้ากันไรฝุ่นที่ดีควรที่จะสามารถกั้นตัวไรและมูลได้ ซักล้างได้ สบายตัวเมื่อใช้งาน ราคาไม่แพง

 

ผู้เขียน : รศ. วรรณะ มหากิตติคุณ. ศูนย์บริการและวิจัยไรฝุ่นศิริราช ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราพยาบาล. “14 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไรฝุ่น”.
แหล่งที่มา :  hhttp://www.si.mahidol.ac.th/  (20 กรกฎาคม 2559)
ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต

 

Quiz with ID = "1" does not exist.

 

 

 


-เรื่องง่ายๆ-ประโยชน์มหาศาล-ทำเลย.jpg

มีคำกล่าวที่ว่า คนเราใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการหาเงิน และใช้เวลาในบั้นปลายเอาเงินที่หามาเพื่อรักษาตัว วันนี้เราจึงมาทบทวน ความสำคัญในการตรวจสุขภาพกันค่ะ

 

ทำไมต้องตรวจสุขภาพ

ต้องเข้าใจก่อนว่า ร่างกายของเรานั้น มีการเสื่อมไปทุก ๆ วันตามธรรมชาติอยู่แล้ว นอกจากนั้นการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์บางอย่าง ก็ทำให้ร่างกายเสื่อมเร็วขึ้น เสี่ยงต่อโรคหลาย ๆ โรคที่จะเป็นในอนาคต การตรวจสุขภาพจึงเป็นการตรวจหาความผิดปกติบางอย่าง ที่อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ซ่อยอยู่ หรือภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคในอนาคต ซึ่งหากไม่ได้รับการตรวจสุขภาพ และปล่อยไว้นานเป็นแรมปี เมื่อถึงคราวที่โรคกำเริบ หรือแสดงอาการ ก็อาจมีความรุนแรงมาก มีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูง รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการสูญเสีย

 

ดังนั้นการตรวจสุขภาพจึงทำเพื่อ

  • ค้นหาโรคที่ซ่อนอยู่ในตัว โดยที่ยังไม่มีอาการผิดปกติให้เห็น ตัวอย่างโรคดังกล่าว ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มะเร็งเต้านมในระยะแรก มะเร็งปากมดลูกในระยะแรก เป็นต้น ซึ่งตามหลักการรักษาแล้ว การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก หรือระยะที่มีความรุนแรงน้อย จะรักษาโรคได้ทัน ไม่ลุกลาม ลดภาวะแทรกซ้อน บางโรคอาจรักษาให้หายขาดได้
  • หาปัจจัย หรือพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งเจ้าตัวอาจไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา เช่น กรรมพันธุ์ การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการ
    ออกกำลังกาย การมีอารมณ์เครียด ภาวะน้ำหนักเกิน หรือลงพุง สภาพแวดล้อม หรือการทำงานที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย หรือความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในตัว เช่น ความดันลูกตาสูง ซึ่งทำให้เกิดโรคต้อหิน ไวรัสตับอักเสบบีในเลือด ซึ่งทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง และมะเร็งตับ เมื่อพบว่ามีปัจจัย หรือพฤติกรรมเสี่ยงอะไร หมอที่ตรวจก็จะให้การดูแล และให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวป้องกันไม่ให้เกิดโรคตามมา ที่สำคัญผู้ที่มีภาวะเสี่ยงควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย

 

การตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสม เป็นอย่างไร

เป็นการตรวจสุขภาพตามหลักวิชาการโดยแพทย์ และบุคลากรสาธารณสุข เน้นการซักถามประวัติสุขภาพ และการตรวจร่างกายเป็นหลัก ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือการตรวจแล็บ จะทำเฉพาะในรายที่มีข้อมูลหลักฐานบ่งชี้แล้วว่า มีความจำเป็นเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อค้นหาโรคและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค และนำไปสู่การป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพ และการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ การตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเสมอไป

 

ใครบ้างที่ควรรับการตรวจสุขภาพ

ทุกคน ทุกวัย ควรได้รับการตรวจสุขภาพ เริ่มง่าย ๆ ด้วยการตรวจสุขภาพเบื้องต้นซึ่งสามารถทำได้ที่บ้าน โดยใช้เครื่องมือบางประเภท เช่น เครื่องชั่งน้ำหนัก สายวัด เป็นต้น ทั้งนี้ คณะกรรมการพัฒนาการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสม กระทรวงสาธารณสุข ได้แบ่งการตรวจป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ตรวจสุขภาพเด็กและวัยรุ่น (อายุ 0 – 18 ปี) ตรวจสุขภาพวัยทำงาน (อายุ 18 – 60 ปี) ตรวจสุขภาพวัยผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) และตรวจสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ แต่ละกลุ่มมีแนวทางการตรวจสุขภาพที่แตกต่างกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข http://healthcheckup.in.th/article/8
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com 

 


.jpg

ตรวจสุขภาพสูงวัย ใส่ใจเรื่องนี้เลย

สำหรับผู้สูงวัย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ร่างกายจะเริ่มเสื่อม ทำให้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ไม่เหมือนเดิม พอร่างกายไม่สบาย จิตใจก็มีปัญหาตามมา ดังนั้น ควรใส่ใจการตรวจสุขภาพในเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ

  • เรื่องตา ผู้สูงอายุประมาณ 10% จะมีโรคทางตา หรือความสามารถในการมองเห็นลดลงซ่อนอยู่ สาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุด ได้แก่ โรคต้อหิน โรคต้อกระจก ภาวะประสาทจอรับภาพเสื่อม และภาวะสายตาสั้น หรือยาวผิดปกติ ซึ่งผู้สูงอายุที่มีต้อหิน ส่วนหนึ่งมักจะมาพบแพทย์ต่อเมื่อสายตามัวลงมากแล้ว จนไม่สามารถแก้ไขกลับคืนมาได้ ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกอาจป้องกันภาวะตาบอดได้
    ส่วนต้อกระจก ภาวะประสาทจอรับภาพเสื่อม และภาวะสายตาสั้น หรือยาวผิดปกตินั้น อาจทำได้คร่าว ๆ โดยการวัดสายตา ถ้าพบว่ามีความผิดปกติแพทย์ก็จะส่งตัวผู้ป่วยไปยังจักษุแพทย์ต่อไป
    ปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต เช่น การเดิน การขับรถ การรับประทานอาหาร การหยิบยารับประทาน อุบัติเหตุพลัดตก หกล้ม เป็นต้น จึงควรแนะนำให้ผู้สูงอายุตรวจตาอย่างสม่ำเสมอ โดยทีมจักษุแพทย์ อายุ 60 – 64 ปี ควรตรวจทุก 2 – 4 ปี และตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุก 1 – 2 ปี เพื่อคัดกรองหาความผิดปกติ สามารถวินิจฉัยได้เร็ว และทำการรักษาได้ทันท่วงที
  • เรื่องฟัน ผู้สูงอายุมากกว่า 50% มีโรคเกี่ยวกับเหงือกและฟันที่ซ้อนอยู่ โรคที่พบบ่อย ได้แก่ ฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือมะเร็งในช่องปาก และปัญหาหลักในผู้สูงอายุยังคงเป็นการสูญเสียฟัน ผู้สูงอายุ 60 – 74 ปี ร้อยละ 3 มีการสูญเสียฟันบางส่วน และร้อยละ 7.2 สูญเสียฟันทั้งปาก และการสูญเสียฟันยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามอายุ จนเมื่ออายุ 80 – 89 ปี พบสูญเสียฟันทั้งปากสูงถึงร้อยละ 32.2
    ดังนั้น การตรวจคัดกรอง หรือรับบริการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม จึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นในการลดการเกิดโรค และการสูญเสียฟัน ผู้สูงอายุจึงควรไปตรวจสุขภาพช่องปากและฟันจากทันตแพทย์ หรือทันตาภิบาลเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง
  • แบบประเมินสุขภาพ
    • กระดูกพรุน เป็นโรคที่พบมากที่สุดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี พบในเพศหญิง ร้อยละ 33 และเพศชาย ร้อยละ 20 โรคกระดูกพรุนเป็นภัยเงียบ หากจะเปรียบกับโรคความดันโลหิตสูงซึ่งจะมาพบแพทย์ก็เมื่อเกิดภาวะโรคหลอดเลือดสมองแตก หรือตีบตันไปแล้ว ในขณะที่โรคกระดูกพรุนจะมาพบแพทย์เมื่อเกิดภาวะกระดูกหัก
      กล่าวคือ โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาได้ แต่เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่มีอาการ หรือสัญญาณใด ๆ บอกเตือนก่อน ผู้ป่วยจึงไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาในช่วงแรก ๆ ของการดำเนินโรค จนกระทั่งเกิดภาวะกระดูกหักตามมา
      และปัจจุบันในการตรวจสุขภาพสามารถประเมินความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน โดยใช้แบบประเมิน OSTA (Osteoporosis Self-assessment Tool for Asians) index เมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป
    • โรคซึมเศร้า พบได้บ่อยมากในประชากรทั่วไป และพบว่าโรคซึมเศร้ามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำมากกว่าร้อยละ 1 โรคซึมเศร้าพบได้ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เนื่องจากในผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีการสูญเสียหลายด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม เป็นวัยที่ต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิตอย่างมาก
      ลักษณะอาการของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า พบได้ทั้งอาการในระยะเฉียบพลัน หรือรุนแรง โดยผู้ป่วยจะมีความผิดปกติทางอารมณ์ มีอาการซึมเศร้า หรือความรู้สึกเบื่อ หมดความสนใจในสิ่งต่าง ๆ ร่วมกับอาการสำคัญอื่น ๆ เช่น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ รู้สึกไร้ค่า และมีความคิดอยากทำร้ายตนเอง ซึ่งบางรายมีภาวะซึมเศร้ารุนแรงจนถึงขั้นได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า ดังนั้น ในการตรวจสุขภาพจึงมีการประเมินภาวะซึมเศร้าด้วย แบบคัดกรองโรคซึมเศร้าชนิด 2 คำถาม (Two-questions-screening test for depression disorders)
    • ภาวะสมองเสื่อม ไม่ได้เป็นโรค แต่เป็นภาวะหนึ่งของสมองที่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ พบมากในผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 70% ของผู้ป่วยสมองเสื่อม มีสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์ รองลงมา คือ โรคหลอดเลือดสมอง พร้อมแนะนำวิธีเลี่ยงสมองเสื่อมด้วยการดูแลควบคุมภาวะความดันโลหิต เบาหวาน ไขมัน ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา หลีกเลี่ยงสารเสพติด และทำกิจกรรมที่มีการฝึกสมองสม่ำเสมอ และไม่เคร่งเครียดเกินไป
      จากการสำรวจความชุกของภาวะสมองเสื่อมในประชากรทั่วโลก พบว่า คนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อม 5 – 8% ส่วนคนที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสเป็นโรสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นเป็น 20% และผู้ที่มีอายุมากเกิน 90 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมสูงขึ้นถึง 50% ซึ่งพบว่าเพศหญิงมีโอกาสเป็นภาวะสมองเสื่อมมากกว่าเพศชาย ดังนั้น เมื่ออายุ 65 ปีขึ้นไป ควรประเมินด้วยแบบการประเมินสมรรภภาพสมองด้วยเครื่องมือ แบบ modified IQCODE (Informant Questionnaire on Cognitive Decline in the Elderly) เป็นแบบคัดกรองภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้น
    • ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ภาวะซีด (anemia) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ทั้งในชุมชนและโรงพยาบาล อีกทั้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ประเทศไทยพบผู้สูงอายุที่มีภาวะซีดอยู่ระหว่างร้อยละ 5 – 62.61 ภาวะซีดจากการขาดสารอาหารพบมากที่สุด คือ การขาดธาตุเหล็ก รองลงมา คือ การขาดโฟเลต และวิตามินบี 12 ซึ่งโฟเลต และวิตามินบี 12 เป็นสารอาหารที่สำคัญและจำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการดูดซึมธาตุเหล็ก
      นอกจากนี้ ผู้สูงอายุอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยและการดูดซึม กล่าวคือ ต้องใช้ฟันปลอมในการบดเคี้ยวอาหาร มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเหงือก ทำให้รับประทานอาหารไม่สะดวก รับประทานอาหารได้น้อยลงในกลุ่มผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 60.7)
      โดยในผู้สูงอายุชายและหญิงมีความชุกใกล้เคียงกัน โดยในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป มีร้อยละ 94.6 ที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัย ดังนั้น เมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป ควรตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ทุกปี เพื่อคัดกรองภาวะซีด

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  http://healthcheckup.in.th/article/7
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com  

 


-ทำอะไรบ้าง.jpg

การดูแลสุขภาพต้องเริ่มต้นตั้งแต่เด็ก เพราะโรคต่าง ๆ ไม่คอยใคร บิดา มารดา ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ ต้องสอนลูกหลาน ลูกศิษย์ เกี่ยวกับการมีพฤติกรรมในทางที่ดี  ในการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคต่าง ๆ เพราะตั้งแต่มนุษย์เกิดมาหลอดเลือดทั่วร่างกาย เราจะเริ่มต้นตีบทีละเล็กละน้อย จนตีบร้อยละ 70 จึงจะมีอาการ ซึ่งจะสายไปเสียแล้ว

 

คนไทย 10 ล้านคนที่เป็นโรคความดันโลหิต อาจไม่มีอาการปวดหัวอะไรเลย ฉะนั้น แพทย์ บิดา มารดา สังคม จึงต้องแนะนำเยาวชนให้กินอาหารเพิ่มสุขภาพ (ผัก ปลา ผลไม้ เป็นหลัก) ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ (เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก ครั้งละ 30 นาที อย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์) ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ใช้ยาเสพติด เมื่อถึงเวลาต้องไม่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เดินสายกลางในชีวิต ไม่เล่นการพนัน

 

ทั้งนี้ เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ควรดูแลให้ดัชนีมวลกาย (body mass index – BMI) อยู่ต่ำกว่า 23 (BMI คือ น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง) และพุงชายเล็กกว่า 90 เซนติเมตร พุงหญิงเล็กกว่า 80 เซนติเมตร

 

ถ้าปฏิบัติได้ก็จะลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บได้มากมาย โดยไม่เสียงบประมาณอะไรมากมาย ถึงแม้ทำทุกอย่างตามนี้แล้ว ก็น่าจะไปพบแพทย์เมื่ออายุ 30 ปี หรือเร็วกว่านี้ ถ้ามีกำลังทรัพย์ (หรือถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคต่าง ๆ เช่น ตับ มะเร็ง ฯลฯ)

ถึงแม้จะสบายดี เพื่อคุยกับแพทย์ แพทย์จะได้มีประวัติข้อมูลเบื้องต้นไว้ เช่น ความสูง ความดันเลือด ชีพจร น้ำหนักตัว เป็นพื้นฐานไว้ เพราะคนไทย 10 ล้านคนที่เป็นโรคความดันโลหิตอาจไม่มีอาการปวดหัวอะไรเลย แต่ถ้าไม่ไปตรวจอาจอยู่ดี ๆ เป็นอัมพาตไปเลย จากหลอดเลือดในสมองแตก

ถ้าสบายดี เมื่อไรจึงควรไปตรวจ แล้วแต่เศรษฐฐานะ ความอ้วน ญาติพี่น้อง ว่าเป็นโรคอะไรหรือไม่

 

การตรวจร่างกายอาจพิจารณาเลือกตรวจ ดังนี้

 ปัสสาวะ

การตรวจปัสสาวะจะบอกอะไรได้หลายอย่าง เช่น การมีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวมากผิดปกติ อาจนึกถึงการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ การมีนิ่ว หรือการที่มีไข่ขาว (อัลบูมิน) อาจต้องคิดถึงโรคไต

อุจจาระ

ดูลักษณะของอุจจาระ สี มูก ดูว่ามีเลือดสดหรือไม่ อุจจาระมีไขมันหรือไม่ ดูเม็ดเลือดแดง ขาว เชื้อโรค จากกล้องจุลทรรศน์ จะช่วยบอกว่ามีเลือดออกจากระบบทางเดินอาหารหรือไม่ ดูไข่พยาธิ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบกินปลาร้าดิบ ถึงแม้นานมาแล้ว เพราะอาจพบไข่ของพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งถ้าไม่รักษา อาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งของท่อน้ำดีในตับได้

เลือด

  • การตรวจดูเม็ดเลือดแดง ขาว เกล็ดเลือด (Complete blood count, CBC ดูว่าเลือดจางหรือไม่ เม็ดเลือดขาวสูงหรือต่ำ มีการติดเชื้อโรคหรือไม่ เช่น ถ้ามีการติดเชื้อโรคเม็ดเลือดขาวอาจสูง สำหรับผู้ที่มีเชื้อไวรัส เม็ดเลือดขาวอาจอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติ ถ้ามีเกล็ดเลือดน้อยไป อาจเป็นสาเหตุทำให้มีเลือดออก
  • น้ำตาลกลูโคสเพื่อดูโรคเบาหวาน โรคตับอ่อนอักเสบ ปกติค่าน้ำตาลระหว่างที่อดอาหารควรจะอยู่ ต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ถ้าน้ำตาลอยู่ระหว่าง 101 – 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็น “ว่าที่” เบาหวาน การตรวจเลือดหาระดับน้ำตาลในเลือด ควรทำหลังอดอาหารมาแล้ว 12 ชั่วโมง เช่น กินอาหารค่ำ 19.00 น. แล้วไม่กินอะไรเลย ยกเว้นน้ำเปล่า และควรตรวจเลือดอย่างน้อย 12 ชั่วโมงหลังจากนั้น คือ 17.00 น. ของวันรุ่งขึ้น
  • ไขมันในเลือด แพทย์มักตรวจคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และหาค่าเอชดีแอล (HDL – high density lipoprotein เป็นไขมันที่ดีช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ) แอลดีแอล (LDL – low density lipoprotein ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีถ้ามีมากไป และต้องควรควบคุมให้ต่ำกว่า 130 มิลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในคนธรรมดา แต่ในผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคเบาหวาน ต้องควบคุมให้ต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ดูโรคเกาต์ (กรดยูริก) ดูการทำงานของไต ตับการแข็งตัวของเลือด
  • อาจตรวจหาเชื้อไวรัสตับเอ บี และซี ถ้าไม่มีเชื้อ และไม่มีภูมิต้านทาน อาจพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเอ และบี ถ้ามีเชื้อบีและซีแล้ว ควรปรึกษาแพทย์ เพราะเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อได้จากการกินอาหารโดยเฉพาะอาหารทะเลจำพวกหอยต่าง ๆ ที่ดิบ หรือดิบ ๆ สุก ๆ ส่วนไวรัสตับอักเสบ บี ซี ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ กับผู้ที่มีเชื้อโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และจากการใช้ยาเสพติด โดยการใช้เข็มฉีดที่สกปรกร่วมกัน

สำหรับการตรวจต่าง ๆ ถึงแม้ท่านไม่มีอาการท่านอาจมีความดันสูง ไขมันในเลือดสูง หรือมีตับอักเสบ หรือมีเชื้อไวรัสบี ซี ของตับได้ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็งของตับได้

การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ร่วมกับการไปพบแพทย์เป็นระยะ ๆ ถึงแม้จะสบายดี เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

 

ผู้เขียน ศ.นพ.พินิจ กุลละวณิชย์. นิตยสารหมอชาวบ้าน  เล่มที่ 347. มีนาคม 2551. “การตรวจสุขภาพ ทำอะไรบ้าง”
แหล่งที่มา: https://www.doctor.or.th/article/detail/1183 (14 พฤษภาคม 2560)
รูปภาพจาก: https://pixabay.com


.jpg

การตรวจสุขภาพ มีจุดมุ่งหมายที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรค ทำให้ตระหนักถึงโรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการตรวจสุขภาพของทุกเพศที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป จะมีการคัดกรองเบื้องต้น ได้แก่…

  • การซักประวัติ และการตรวจร่างกายทั่วไป
  • การชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดเส้นรอบเอว วัดความดันโลหิตเป็นประจำ อาจตรวจวัดเองที่บ้าน หรือที่สถานพยาบาล เมื่อมีโอกาสไปหาหมอด้วยเรื่องอื่น (เช่น ไม่สบาย วางแผนครอบครัว) ฉีดวัคซีนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • การตรวจสุขภาพช่องปากและฟันจากทันตแพทย์ หรือทันตาภิบาลเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง
  • แบบประเมินสภาวะสุขภาพ:
    • ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ภาวะซึมเศร้า
    • การติดนิโคตินในผู้สูบบุหรี่ (ถ้าไม่สูบบุหรี่ไม่ต้องประเมิน)
    • การดื่มแอลกอฮอล์ (ถ้าไม่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ต้องประเมิน)
    • การใช้ยาและสารเสพติด (ถ้าไม่ใช้ยาและสารเสพติดไม่ต้องประเมิน)

 

ตรวจสุขภาพกลุ่มวัยทำงาน 18 – 60 ปี

  • การตรวจตา โดยทีมจักษุแพทย์ อายุ 40 – 60 ปี อย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อวัดสายตาและคัดกรองโรคต้อหิน/ภาวะความดันลูกตาสูง/ความผิดปกติอื่น ๆ
  • การตรวจอุจจาระ (Fecal occult blood test) อายุ 50 – 60 ปี ควรตรวจปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แนะนำให้ตรวจเลือดดู
  • อายุ 20 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับไขมันในเลือด ทุก 5 ปี
  • อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ทุก 3 ปี
  • ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ตรวจ 1 ครั้ง หากเคยตรวจพบว่าปกติ ไม่ต้องตรวจซ้ำ
  • ไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) ตรวจครั้งเดียวเฉพาะคนที่เกิดก่อน พ.ศ. 2535
  • สำหรับสตรี นอกจากการตรวจดังกล่าวข้างต้นแล้ว ควรตรวจเพิ่ม ได้แก่
    • การตรวจเต้านม จากแพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับการฝึกอบรม เมื่ออายุ 30 – 39 ปี ควรตรวจทุก 3 ปี และอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุกปี
    • การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วยวิธีการเก็บเซลล์โดยวิธีพื้นฐาน (conventional pap smear) ทุก 3 ปี

 

ตรวจสุขภาพกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

  • การตรวจตา โดยทีมจักษุแพทย์ อายุ 60 – 64 ปี ควรตรวจทุก 2 – 4 ปี และตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุก 1 – 2 ปี
  • การตรวจอุจจาระ (Fecal occult blood test) ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป ควรตรวจปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
  • การประเมินสภาวะสุขภาพ ภาวะโภชนาการความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน การทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน และอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับประเมินสมรรถภาพสมองเพิ่มเติม
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แนะนำให้ตรวจ
    • ระดับไขมันในเลือด ทุก 5 ปี
    • ระดับน้ำตาลในเลือดทุกปี
    • ระดับครีอะทินีน (creatinine) ในเลือดทุกปี เพื่อประเมินภาวะการทำงานของไต
    • ปัสสาวะทุกปี
    • ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) อายุ 70 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุกปี
  • สำหรับสตรี นอกจากการตรวจดังกล่าวข้างต้นแล้ว ควรตรวจเพิ่มเติม ได้แก่
    • การตรวจเต้านม จากแพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับการฝึกอบรม เมื่ออายุ 60 – 69 ปี ควรตรวจทุกปี และอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ควรตรวจตามความเหมาะสม
    • การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อายุ 60 – 64 ปี ควรตรวจคัดกรองด้วยวิธีการเก็บเซลล์โดยวิธีพื้นฐาน (conventional pap smear) ทุก 3 ปี และอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรตรวจตามความเหมาะสม

 

จากรายการดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าในการตรวจสุขภาพมีรายการตรวจที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอายุ เพศ ดังนั้น การตรวจสุขภาพไม่ใช่เพียงว่าอยากจะตรวจอะไรก็ตรวจ หรือตรวจมากจะดี ต้องตรวจเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมตามวัย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข http://www.healthcheckup.in.th/article/10
ภาพประกอบจาก: Shao-Chun Wang/123rf.com

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก