ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

6-things-healthy-eating.jpg

เพื่อน ๆ หลายคนคงเคยได้ยินสำนวนที่ว่า You are what you eat” หรือ “กินอย่างไร ร่างกายก็เป็นอย่างนั้น” จากเหตุผลที่ว่าสารอาหารต่าง ๆ ที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อ ร่างกายจะนำไปสร้าง ซ่อมแซม กระตุ้นให้ระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยถ้าได้รับสารอาหารที่ครบในปริมาณที่เหมาะสมร่างกายก็จะนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ในทางตรงข้ามหากได้รับสารอาหารที่ไม่ครบและปริมาณไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับความต้องการของร่างกาย ปัญหาสุขภาพก็จะตามมา มาดูกันค่ะว่า เรื่องที่ต้องรู้สำหรับการกินเพื่อสุขภาพ ซึ่งเมื่อรู้แล้วนำไปปฏิบัติจะส่งผลดีต่อสุขภาพมีอะไรบ้าง

 

ข้อ 1 รู้ว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเอง ต้องการพลังงานเฉลี่ยวันละเท่าไร

ร่างกายต้องการใช้พลังงานใน 1 วัน ไปใน 3 กิจกรรมหลัก ๆ โดยผู้ชายที่ออกกำลังกายปานกลางจะใช้พลังงานประมาณ 2,200 – 2,500 กิโลแคลอรี่ ส่วนผู้หญิงที่ออกกำลังกายปานกลางจะใช้พลังงานประมาณ 1,800 – 2,000 กิโลแคลอรี่ หากแยกตามกิจกรรมหลัก ๆ ในเบื้องต้นจะได้ดังนี้

  • พลังงานที่ใช้เพื่อการทำงานของระบบอวัยวะต่าง ๆ ในขณะพักหรือไม่เคลื่อนไหวทำกิจกรรมใด ๆ ที่เรียกว่า อัตราการเผาผลาญของร่างกายขั้นพื้นฐาน (Basal Metabolic Rate: BMR) ซึ่งแตกต่างกันไปจากหลายๆปัจจัย โดยผู้ชายจะมีการใช้พลังงานประมาณ 1,700 กิโลแคลอรี่ ส่วนผู้หญิงจะมีการใช้พลังงานประมาณ 1,400 กิโลแคลอรี่ โดยพลังงานในข้อนี้คิดเป็นร้อยละ 50 – 80 ของพลังงานที่ใช้แต่ละวัน
  • พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical Activity) เช่น นั่ง ยืน เดิน วิ่ง ขับรถ ออกกำลังกาย ซึ่งแตกต่างกันไปตามไลฟ์สไตล์ โดยพลังงานในข้อนี้คิดเป็นร้อยละ 25 – 35 และอาจเพิ่มขึ้นได้หลายเท่าในวันที่มีการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา
  • พลังงานที่ใช้ย่อยอาหาร (Thermic Effect of Food) เป็นพลังงานที่ใช้ในการรับประทาน ย่อย และเผาผลาญอาหาร การใช้พลังงานส่วนนี้คิดเป็นร้อยละ 5 – 10 โดยแตกต่างกันไปตามประเภทของอาหารและปัจจัยอื่น ๆ

จะเห็นว่าร่างกายต้องการพลังงานต่อวันมากหรือน้อยแตกต่างกันนั้น จะอยู่ที่พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหวร่างกายในข้อที่ 2 เป็นหลัก ดังนั้นหากต้องการเพิ่มการเผาผลาญ เพื่อนๆสามารถเพิ่มการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬาในแต่ละสัปดาห์ให้มากขึ้นได้

 

ข้อ 2 รู้ว่าอาหารหลัก 5 หมู่ แต่ละหมู่มีประโยชน์อย่างไร และให้พลังงานเท่าไร

อาหารหลัก 5 หมู่  ประกอบไปด้วย

  • อาหารหมู่ที่ 1 โปรตีน พบในเนื้อสัตว์ นม ไข่และถั่ว มีประโยชน์ในการเสริมสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ ภูมิต้านทาน ซ่อมแทรมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอ ให้พลังงาน 4 กิโลแครอลี่/กรัม
  • อาหารหมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต พบในข้าว น้ำตาล แป้ง มัน เผือก มีประโยชน์ในการเป็นแหล่งพลังงานในการทำกิจกรรมแต่ละวัน รวมถึงการให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ให้พลังงานพลังงาน 4 กิโลแครอลี่/กรัมโดยถ้าทานมากไป พลังงานส่วนที่เหลือจะถูกเก็บไว้ในรูปของไขมัน ปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่โรคในกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • อาหารหมู่ที่ 3 เกลือแร่หรือแร่ธาตุ พบในพืชและผักต่าง ๆ ร่างกายต้องการไม่มากแต่ขาดไม่ได้ มีประโยชน์ในการเสริมสร้างความแข็งแรง ควบคุมการทำงานของระบบอวัยวะ ฮอร์โมน รักษาสมดุลของกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย และเป็นองค์ประกอบของเซลล์ เนื้อเยื่อบางชนิดในร่างกายด้วย
  • อาหารหมู่ที่ 4 วิตามิน พบในผลไม้ชนิดต่าง ๆ ช่วยเร่งปฏิกิริยาต่างๆในร่างกายให้ดำเนินไปได้ดี ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานต่อโรคดี
  • อาหารหมู่ที่ 5 ไขมันจากพืชและสัตว์ มีประโยชน์ในการให้พลังงานและความอบอุ่นกับร่างกาย ช่วยลดแรงกระแทกต่ออวัยวะภายใน ช่วยในการดูดซึมวิตามินบางชนิด โดยให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี/กรัม

เมื่อพิจารณาในด้านการให้พลังงานจะพบว่า ไขมันให้พลังงานสูงสุด ตามมาด้วยคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน โดยอาหารทั้ง 5 หมู่มีประโยชน์แตกต่างกันไป การทานอาหารในแต่ละมื้อให้ครบ 5 หมู่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย

 

ข้อ 3 รู้ว่าภาวะอ้วนหรือผอมในชายหญิงปกติ มาจากการกินที่ไม่สมดุล

ภาวะอ้วนเกิดจากการที่ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหาร โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตและไขมันมากเกินกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน โดยพลังงานที่เหลือจะเก็บไว้ในรูปของไขมันสะสมอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มจนเข้าสู่ภาวะอ้วน และอาจเป็นโรคอ้วนในที่สุด ในทางตรงข้ามหากร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารไม่พอกับที่ร่างกายต้องการ ก็จะมีการดึงไขมันที่สะสมไว้ตามอวัยวะต่าง ๆ ออกมาใช้เป็นพลังงาน หากปล่อยไว้เป็นเวลานานอาจเข้าสู่ภาวะผอมได้

ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายมีน้ำหนักที่สมดุลกับส่วนสูง และมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง นอกจากจะทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แล้ว ยังต้องมีการจัดสัดส่วนอาหารให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ค่าพลังงานจากอาหารใกล้เคียงกับค่าพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน

 

ข้อ 4 รู้วิธีจัดสัดส่วนของอาหารแต่ละหมู่ เพื่อให้ได้ค่าพลังงานตรงกับที่ร่างกายต้องการ

  • ปัจจุบันสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้ออกข้อปฏิบัติในการกินเพื่อสุขภาพดีหรือธงโภชนาการ โดยแต่ละวันควรทานอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ สับเปลี่ยนหมุนเวียนรายการอาหารในแต่ละหมู่ให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน โดยวัยทำงานควรแบ่งสัดส่วนอาหารดังนี้
    • ชายวัยทำงาน อายุ 25 – 60 ปี ควรได้รับพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน ปรับเพิ่มลดตามไลฟ์สไตล์ แบ่งสัดส่วนในแต่ละวัน เป็นหมู่คาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวขัดสีน้อยสลับกับแป้ง 10 ทัพพี หมู่แร่ธาตุจากพืชผัก 5 ทัพพี หมู่วิตามินจากผลไม้ 4 ส่วน และหมู่โปรตีน เนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่ 9 ช้อนกินข้าว และนม 1 แก้ว เป็นต้น โดยกินไขมันและอาหารรสจัดเท่าที่จำเป็น
    • หญิงวัยทำงาน อายุ 25 – 60 ปี ควรได้รับพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรีต่อวัน ปรับเพิ่มลดตามไลฟ์สไตล์ แบ่งสัดส่วนในแต่ละวัน เป็นหมู่คาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวขัดสีน้อยสลับกับแป้ง 8 ทัพพี หมู่แร่ธาตุจากพืชผัก 4 ทัพพี หมู่วิตามินจากผลไม้ 3 ส่วน และหมู่โปรตีน เนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่ 6 ช้อนกินข้าว และนม 2 แก้ว เป็นต้น โดยกินไขมันและอาหารรสจัดเท่าที่จำเป็น
      .
      6 ข้อควรรู้ สำหรับการกินเพื่อสุขภาพ
      ภาพ : nutrition.anamai.moph.go.th
  • สูตรสัดส่วนอาหาร 2:1:1 สำหรับเพื่อน ๆ บางคนที่อยากลดพุง ลดน้ำหนักอาจใช้สูตรสัดส่วนอาหารในจานที่ทานในแต่ละมื้อ โดยกะด้วยสายตาให้มีผักทั้งสดและดิบหลากหลายชนิด 2 ส่วน (ครึ่งจาน) ข้าวไม่ขัดสี ขนมปังโฮลวีทหรือธัญพืช 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ปลา ถั่วเหลือง เต้าฮู้ 1 ส่วน วิธีนี้ถ้าทำทานเป็นประจำ ประกอบกับการออกกำลังกายให้หนักเพียงพอ ก็จะช่วยเพื่อน ๆ ลดพุง ลดน้ำหนักและร่างกายแข็งแรงได้
    .
    6 ข้อควรรู้ สำหรับการกินเพื่อสุขภาพ
    .
    6 ข้อควรรู้ สำหรับการกินเพื่อสุขภาพ

           ภาพ: Thaihealthlifestyle.com/สื่อลดพุงลดโรค

 

  • นอกจากสัดส่วนอาหารแล้วยังมีการเลือกกินและไม่กินอาหารบางประเภท เพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยเพื่อนที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ เช่น อาหารคลีน (Clean Food) อาหารมังสวิรัติ หรือกินมัง ซึ่งแยกย่อยได้หลายแบบ เช่น มังสวิรัตินม ไข่ ปลา และที่พูดถึงบ่อย ๆ ในบ้านเราคือกินมังแบบ วีแกน (Vegan) เป็นต้น

 

ข้อ 5  รู้ว่าต้องมีการปรับสัดส่วนของอาหารแต่ละหมู่ จำนวนมื้อ เมื่อเป้าหมายเปลี่ยนไป

ในกรณีที่มีน้ำหนักตัวไม่เหมาะสมจากการคำณวนค่า BMI หรือบางรายต้องการลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก เพิ่มกล้ามเนื้อ และอื่นๆ นอกเหนือจากการกินอาหารเพื่อสุขภาพแล้ว ต้องมีการปรับสูตรการกินอาหารเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งแต่ละสูตรมีข้อดีข้อเสีย มีข้อจำกัดในการใช้ ทำให้บางคนเห็นผลสามารถทำต่อเนื่อง ในขณะที่บางคนถึงแม้จะเห็นผลแต่ทำได้ไม่ต่อเนื่อง หรือบางคนทำแล้วไม่เห็นผล ซึ่งจะคุยในเรื่องต่อๆไป สำหรับสูตรการกินอาหารเน้นการลดน้ำหนักที่นิยมและเป็นที่รู้จักในบ้านเรา เช่น กินแบบคีโต  (Ketogenic Diet) กินแบบพาลีโอ  (Paleo Diet) กินแบบแอตกินส์ (Atkins Diet) กินแบบแบ่งโซน (Zone Diet) กินแบบคาร์บต่ำ (LCHF) และกินแบบ IF (Intermittent Fasting Diet) เป็นต้น

 

ข้อ 6 รู้วิธีจัด ปรับพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ส่วนตัวให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางสุขภาพที่กำหนดด้วย

การมีสุขภาพดี การลดหรือเพิ่มน้ำหนักและที่เห็นชัดคือการสร้างกล้ามเนื้อ ไม่ได้อยู่ที่การกินให้ถูกโภชนาการแต่เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องมีการปรับพฤติกรรมหรือนิสัยทางด้านสุขภาพด้านอื่น ๆ ประกอบกันด้วย เช่น การมีสุขภาพดี การลดน้ำหนักต้องมีการออกกำลังกายที่หนักเพียงพอและสม่ำเสมอร่วมด้วย เพื่อช่วยลดพลังงานส่วนเกินและเพิ่มความแข็งแรงของระบบอวัยวะต่างๆของร่างกาย การนอนไม่ดึกและนอนครบ 7 – 8 ชั่วโมง หรือประเภทของการออกกำลังกายที่ถูกต้อง เช่น กินเพื่อสร้างกล้ามเนื้อต้องมีการออกกำลังกายแบบเวท เทรนนิ่งร่วมด้วย

 

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล

  1. www.thaihealthlifestyle.com
  2. www.nutrition.anamai.moph.go.th

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


.jpg

โรคจิตเภท คือ เป็นกลุ่มอาการที่มีความผิดปกติของความคิด การรับรู้ประสาทสัมผัส การแสดงออกทางอารมณ์ และการแสดงออกทางพฤติกรรม ทำให้ผู้ป่วยมีความคิดหลงผิดไปจากความเป็นจริง ความคิดที่ไม่สมเหตุผล อาการประสาทหลอน (โดยเฉพาะอาการหูแว่ว) มีการแสดงอารมณ์หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แปลกแยกไปจากปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ทั้งการดูแลตนเอง การเรียนหรือการทำงาน และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยสาเหตุของการเกิดโรคนี้มีหลายปัจจัยร่วมกัน โรคนี้มักเป็นเรื้อรังและมีการกำเริบซ้ำได้

 

โรคจิตเภท เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มอาการโรคจิต (psychotic disorder) ที่พบได้บ่อยที่สุดและมีความรุนแรง พบว่า ในประชากรทุก ๆ 100 คน จะมีผู้ป่วยด้วยโรคจิตเภท 1 คน และพบได้บ่อยในเพศชายและเพศหญิงเท่า ๆ กัน ช่วงอายุที่จะเกิดอาการป่วยครั้งแรกส่วนใหญ่ในเพศชายคือ ช่วงวัยรุ่นถึงอายุ 25 ปีและในเพศหญิงคือ ช่วงอายุ 25 – 35 ปี สำหรับการรักษานั้นจะเป็นแบบผสมผสานทั้งการใช้ยาร่วมกับการบำบัดและฟื้นฟูทางจิตสังคม ซึ่งผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำและเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยจิตเภท

 

สาเหตุการเกิด โรคจิตเภท

  • ปัจจัยจากพันธุกรรม พบว่า ผู้ที่มีญาติป่วยด้วยโรคจิตเภทมีโอกาสเป็นโรคจิตเภทสูงกว่าคนทั่วไป 10 เท่า โดยเฉพาะการเป็นฝาแฝด พี่น้อง หรือลูกของผู้ป่วย
  • ปัจจัยจากสารสื่อประสาท พบว่า ในสมองของผู้ป่วยที่มีอาการประสาทหลอนและความคิดหลงผิด พบว่า มีระดับของสารสื่อประสาทชนิด “โดปามีน (dopamine)” และ “เซโรโทนิน (serotonin)” ที่เสียสมดุลไป โดยระดับของโดปามีนที่สูงผิดปกติจะเกี่ยวข้องด้านบวก (positive symptoms) ได้แก่ ประสาทหลอน ความคิดหลงผิดและพฤติกรรมแปลกแยก ในขณะที่ระดับของเซโรโทนินที่สูงผิดปกติจะเกี่ยวข้องกับทั้งอาการด้านบวกและอาการด้านลบ (negative symptoms) ได้แก่ อารมณ์เฉยเมย เฉื่อยชา แยกตัวเก็บตัว ขาดสมาธิ เป็นต้น
  • ปัจจัยจากโครงสร้างสมอง พบว่า สมองของผู้ป่วยมีขนาดเล็กลงจากจำนวนเซลล์ประสาทที่ลดลง รวมถึงโครงสร้างของสมองหลายตำแหน่งมีการทำงานของที่ผิดปกติไป ส่งผลให้วงจรหรือโครงข่ายสมองส่วนต่าง ๆ ถูกรบกวนการทำงานจนก่อให้โรคจิตเภทได้
  • ปัจจัยจากครอบครัวและการเลี้ยงดู พบว่า เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคและทำให้โรคกำเริบซ้ำได้ เพราะมีผลต่อการปรับตัวเมื่อเกิดความเครียดหรือปัญหาชีวิต เช่น ในวัยเด็กมีการเติบโตในครอบครัวที่มีบรรยากาศห่างเหิน ไม่เป็นมิตร ไม่อบอุ่น และการเลี้ยงดูที่พ่อแม่ หรือผู้ปกครองมีลักษณะจุกจิกจู้จี้ในเรื่องต่าง ๆ ตำหนิวิพากษ์วิจารณ์มากเกินไปและใช้อารมณ์ที่รุนแรง
  • ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม พบว่า เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคและทำให้โรคกำเริบซ้ำได้ เช่น การที่สภาพสังคมบีบคั้นกดดัน ความยากจน การอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด หรือการอยู่ในสังคมที่ห่างเหิน โดดเดี่ยว ไม่เป็นมิตร
  • ปัจจัยอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดโรคและทำให้โรคกำเริบซ้ำ เช่น การใช้สารเสพติด ความเครียดอย่างรุนแรง เป็นต้น

 

การวินิจฉัย โรคจิตเภท

จิตแพทย์ส่วนใหญ่นิยมอ้างเกณฑ์การวินิจฉัยโรคของสมาคมจิตแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้วินิจฉัยโรค ซึ่งโรคจิตเภท มีเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรค ดังนี้

  1. ลักษณะอาการสำคัญ ที่ต้องมีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 2 ข้อขึ้นไปต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน และต้องมีอาการในข้อ (1), (2) หรือ (3) อย่างน้อยใน 1 ข้อ
    • อาการหลงผิด (delusion)
    • อาการประสาทหลอน (hallucinations)
    • การพูดจา การสื่อสารแปลกแยก เช่น พูดไม่เป็นเรื่องราว พูดไม่ปะติดปะต่อ พูดคนละเรื่อง
    • พฤติกรรมแปลกแยก หรือพฤติกรรมไม่เหมาะสม
    • อาการด้านลบ ได้แก่ อารมณ์เรียบเฉย พูดน้อยหรือไม่พูด เฉื่อยชาหรือขาดความกระตือรือร้น ขาดสมาธิ สูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหาและการใช้เหตุผล
  2. อาการสำคัญดังกล่าวส่งผลต่อหน้าที่การทำงาน/การเรียน การดูแลตัวตัวเอง และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
  3. ช่วงเวลาที่มีอาการต้งเป็นอย่างต่อเนื่องนาน 6 เดือนขึ้นไป โดยต้องมีอาการในข้อ A. อย่างน้อย 1 เดือน ซึ่งเรียกว่า ระยะกำเริบ (active phase) และใน 6 เดือนนี้อาจรวมระยะเวลาที่เป็นอาการนำ (prodromal) หรืออาการที่หลงเหลือภายหลังจากการรักษา (residual phase)
  4. อาการต่าง ๆ ดังกล่าวต้องไม่ได้เป็นผลต้องโรคทางกายอื่น โรคทางจิตเวชอื่น ๆ และจากการใช้สารเสพติด

 

อาการและอาการแสดง โรคจิตเภท

  1. อาการด้านบวก (positive symptoms) หมายถึง ผู้ป่วยมีความรู้สึกหรือพฤติกรรมที่ผิดแปลกประหลาดไปจากคนทั่วไป ได้แก่
    • ความหลงผิด เป็นความเชื่อที่ฝังแน่นไม่อาจแก้ไขได้ด้วยเหตุผล ไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น เชื่อว่ามีคนติดตามและคิดปองร้าย เชื่อว่าคู่ครองมีชู้ เชื่อว่าถูกไสยศาสตร์มนต์ดำ เชื่อว่ามีร่างกายถูกควบคุมจากคลื่นวิทยุ หรือเชื่อว่าสื่อสารทางจิตและอ่านใจคนได้ เป็นต้น
    • อาการประสาทหลอน ผู้ป่วยที่เป็นโรคจิตเภทมักมีอาการประสาทหลอนทางการได้ยิน (หูแว่ว) มากกว่าอาการประสาทหลอนรูปแบบอื่น เนื้อหาของหูแว่วมีได้หลากหลาย เช่น ได้ยินคนอื่นนินทาตนเอง ได้ยินเสียงสั่งให้ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ยินเสียงคุยหลายคนพูดคุยกัน เป็นต้น
  2. อาการด้านลบ (negative symptoms) หมายถึง ผู้ป่วยขาดการมีอารมณ์หรือพฤติกรรมที่คนทั่วไปจะมีเป็นปกติ ได้แก่ พูดน้อยลงหรือไม่พูดเลย ไม่แสดงอารมณ์หรือเฉยเมย ไม่สบตา ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น แยกตัวจากสังคม เก็บตัว สนใจดูแลตนเอง รักษาความสะอาด เป็นต้น
  3. ความบกพร่องของการความคิดและการทำงานของสมอง (cognitive symptoms) หมายถึง การสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจแก้ไขปัญหา การคิดเชิงนามธรรม การวางแผน สมาธิไม่ดี ความจำแย่ลง คิดช้า และการรู้จักกาลเทศะเสียไป ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานหรือการเรียน การปรับตัวในสถานการณ์ต่าง ๆ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในสังคมของผู้ป่วยโรคจิตเภท

 

การตรวจประเมินเพื่อให้การวินิฉัย

  1. การสัมภาษณ์ทางจิตเวช เป็นขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยที่สำคัญที่สุด แพทย์จะซักถามอาการต่าง ๆ โดยไล่เรียงตามลำดับเวลา ซึ่งการสัมภาษณ์นี้ แพทย์จะสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากทั้งผู้ป่วยและผู้ที่เกี่ยวข้อง (เช่น คนในครอบครัว เพื่อน คนใกล้ชิด หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง) คำถามประกอบด้วย
    • อาการสำคัญที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ และอาการต่าง ๆ ที่พบรวมในปัจจุบัน
    • ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต โรคประจำตัวและการรักษา
    • ประวัติการใช้สารเสพติด
    • ประวัติความเจ็บป่วยของคนในครอบครัว โดยเน้นประวัติโรคทางจิตเวชและการฆ่าตัวตาย
    • บุคลิกภาพ ลักษณะนิสัยและการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย
    • ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
  2. การตรวจสภาพทางจิต เป็นกระบวนการที่รวมการสังเกตและการประเมินจากสัมภาษณ์ทางจิตเวช ร่วมกับแบบคำถามที่มีการประเมินด้านต่าง ๆ ของผู้ป่วย โดยประกอบด้วยการประเมินลักษณะท่าทางโดยทั่วไป การเคลื่อนไหว การแต่งกาย การแสดงออกของอารมณ์ การพูดสื่อสาร เนื้อหาเรื่องราวที่พูด เนื้อหาความคิดและกระบวนการคิด การรับสัมผัส รวมถึงการทดสอบเกี่ยวกับการทำงานของสมอง เช่น สมาธิ ความจำ ความรู้ทั่วไป การใช้เหตุผลและการแก้ปัญหา
  3. การตรวจร่างกาย การตรวจวัดสัญญาณชีพ ตรวจร่างกายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วย รวมทั้งตรวจระบบประสาทและสมอง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยไม่มีโรคทางกายที่อาจเป็นสาเหตุของอาการทางจิตโดยเฉพาะในการป่วยครั้งแรก นอกจากนี้ การตรวจทางร่างกายยังมีส่วนช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้ยารักษาอาการทางจิตและยาร่วมต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อให้มีผลรักษาที่ดีและเกิดอาการข้างเคียงจากยาให้น้อยที่สุด
  4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาจส่งตรวจเลือด ส่งตรวจทางรังสีวินิจฉัย หรือส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติมอื่น ๆ ตามข้อบ่งชี้ เพื่อยืนยันการตรวจวินิจฉัยให้แน่ใจว่าอาการทางจิตนั้นไม่ได้มีสาเหตุจากโรคทางกาย หรือจากสารเสพติด และเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกใช้ยารักษาอาการทางจิตและยาร่วมต่าง ๆ อย่างหมาะสม เพื่อให้มีผลรักษาที่ดีและเกิดอาการข้างเคียงจากยาให้น้อยที่สุด

 

การรักษา โรคจิตเภท

เนื่องจากโรคจิตเภทมีสาเหตุหลักจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทและโครงสร้างของสมอง ร่วมกับปัจจับอื่น ๆ อีกหลายปัจจัย ดังนั้นการรักษาที่สำคัญและจำเป็นที่สุดคือ การรักษาด้วยยารักษาอาการทางจิต ร่วมกับการรักษาทางจิตสังคมและการฟื้นฟูสมรรถภาทางกายและใจ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการรักษา การให้คำปรึกษาและการทำจิตบำบัด เพื่อคลายความทุกข์ใจและให้กำลังใจ การฝึกทักษะการแก้ไขปัญหาและทักษาะการสื่อสาร เพื่อให้ผู้ป่วยปรับตัวกับความเครียดและสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น โดยการรักษาทางจิตสังคมนี้ให้แก่ทั้งผู้ป่วยและญาติ หรือผู้ดูแลผู้ป่วยด้วย ด้วยเหตุนี้เอง การรักษาผู้ป่วยแต่ละรายจึงมีความจำเพาะตัวที่มีรายละเอียดไม่เหมือนกัน จึงมีความยากและต้องเป็นใช้เวลาและทรัพยกรต่าง ๆ เพื่อที่ช่วยให้ได้ผลการรักษาที่ดีและเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

หลักในการรักษาอาจแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ ๆ ตามอาการ ได้แก่

  1. การรักษาในระยะอาการกำเริบ (active phase) หมายถึง การรักษาในระยะที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการกำเริบ ทั้งในการป่วยครั้งแรกหรือครั้งถัด ๆ มา โดยมีเป้าหมายของการรักษา คือ ควบคุมอาการที่กำเริบโดยเร็ว การจัดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย การควบคุมอาการก้าวร้าวรุนแรง และการสร้างสัมพันธภาพในการรักษากับผู้ป่วยและญาติ ญาติควรมีส่วนร่วมในการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกเพื่อให้ญาติเห็นความสำคัญของการรักษาและสร้างความร่วมมือที่ดีในระยะต่อ ๆ ไป ในระยะกำเริบนี้อาจต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติพิเศษ เพื่อแยกสาเหตุจากโรคทางกายหรือจากสารที่ทำให้เกิดอาการคล้ายคลึงกับโรคจิตเภท รวมทั้งประเมินสภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ในระยะนี้จะเน้นการการใช้ยารักษาอาการทางจิตเป็นหลัก ร่วมกับยาร่วมอื่น ๆ เพื่อช่วยเรื่องการนอนหลับ ลดความก้าวร้าว และต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสมและเฝ้าระวังการเกิดอาการข้างเคียงจากยา เพื่อให้การรักษาอาการข้างเคียงได้ทันท่วงที หากอาการรุนแรงมากหรือใช้เวลานานกว่าจะตอบสนองต่อยา จิตแพทย์จะพิจารณาใช้การรักษาด้วยไฟฟ้า (electroconvulsive therapy; ECT) ซึ่งถือเป็นการรักษาที่ปลอดภัยและให้ผลการรักษาที่รวดเร็ว ในกรณีที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมเป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น หรือก่อความเดือดร้อนรบกวนส่วนรวม ปฏิเสธการเจ็บป่วยและการรักษา หรือมีปัญหาอื่นที่ต้องดูแลใกล้ชิด เช่น มีอาการข้างเคียงจากยารุนแรง หรือเพื่อควบคุมเรื่องยา ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ยอมรับประทานยา หรือมีปัญหาในการวินิจฉัย แพทย์จะพิจารณาให้รับรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล ส่วนการรักษาทางจิตสังคมสำหรับระยะกำเริบ บุคลากรทางการแพทย์จะประเมินปัจจัยทางจิตสังคมที่กระตุ้นให้เกิดอาการ และให้ความช่วยเหลือในด้านจิตสังคมที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนตามความเหมาะสม การให้ความรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วยและแผนการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยและญาติรับทราบข้อเท็จจริงเพื่อเพิ่มความร่วมมือ และมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เน้นการลดสิ่งเร้าหรือความกดดันที่มีต่อผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย สงบ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ยุ่งยากหรือต้องใช้สมาธิความตั้งใจมาก การสื่อสารแบบกระชับชัดเจน เข้าใจง่าย และกำหนดกิจกรรมประจำวันเป็นลำดับขั้นที่แน่นอน
  2. การรักษาในระยะอาการทุเลา ระยะนี้อาการต่าง ๆ ที่กำเริบเริ่มทุเลาลง ผู้ป่วยเริ่มพอที่จะควบคุมตนเองได้บ้าง การสื่อสารดีขึ้นและอาการด้านบวกยังคงมีอยู่แต่ความรุนแรงลดลง แต่ยังหลงเหลืออาการด้านลบอยู่ เป้าหมายในการรักษาในระยะนี้ คือ การควบคุมอาการโดยการใช้ยาในขนาดเท่ากับขนาดในการรักษาระยะอาการกำเริบนานต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 1-2 ปีในการป่วยครั้งแรก เพื่อลดโอกาสที่โรคจะกำเริบซ้ำ และในผู้ป่วยที่มีการกำเริบซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ควรรักษาด้วยยาต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5 ปี ร่วมกับการรักษาทางจิตสังคมที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูทักษะในการดำเนินชีวิต ทักษะในการเข้าสังคม และทักษะการแก้ปัญหา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัวกับความเครียดและสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ในระยะนี้กิจกรรมต่าง ๆ จะยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนรูปแบบได้มากขึ้น หากผู้ป่วยกลับไปทำงานควรเปลี่ยนลักษณะงานเป็นงานที่ยังไม่ต้องรับผิดชอบหรือมีความกดดันมากนัก และการพูดคุยกับญาติให้ลดความคาดหวังในตัวผู้ป่วยลง เสริมสร้างความเข้าใจ เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและให้กำลังใจให้ผู้ป่วยกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

การดำเนินโรคและการพยากรณ์

การดำเนินโรคของโรคจิตเภทมีลักษณะที่จะกลับเป็นซ้ำได้อีกภายหลังอาการสงบลงและอาจเป็นเริ้อรังตลอดชีวิต ผู้ป่วยที่มีอาการในครั้งแรกสามารถฟื้นคืนไปสู่ภาวะปกติของตนเองได้อย่างช้า ๆ อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอาการกำเริบซ้ำและเมื่อมีการกำเริบซ้ำบ่อยขึ้น จะส่งผลต่อความเสื่อมสมรรถถภาพการทำงานและการใช้ชีวิตของผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังพบว่าเมื่อป่วยด้วยโรคจิตเภทแล้วผู้ป่วยจะเปราะบางมากขึ้นต่อสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด ดังนั้นการรักษาในช่วง 5 ปีแรกนับจากการป่วยด้วยโรคจิตเภทครั้งแรกนั้นสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงพยากรณ์ของโรคที่ดีหรือไม่ในระยะ เมื่อเวลาผ่านไป ความรุนแรงของกลุ่มอาการด้านบวกจะลดลง ในขณะที่กลุ่มอาการด้านลบจะรุนแรงมากขึ้น

มีการศึกษาถึงผลการรักษาในระยะ 5 – 10 ปีภายหลังจากการป่วยครั้งแรก พบว่า ผู้ป่วยเพียงร้อยละ 10 – 20 เท่านั้นมีผลการรักษาที่ดี ในขณะที่มากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยะจะมีการกำเริบซ้ำ การกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาลซ้ำ มีอาการป่วยด้วยภาวะอารมณ์ผิดปกติ และการฆ่าตัวตาย ดังนั้นการรักษาโรคนี้จึงมีความสำคัญและจำเป็นมากทั้งการใช้ยาและการบำบัดทางจิตสังคม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปสู่สภาวะเดิมที่เคยเป็นและเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งของผู้ป่วย ครอบครัวและสังคม

  

แหล่งที่มา

  1. Stahl’s Essential Psychopharmacology: Neuroscientific Basis and Practical Applications, 4th Edition, 2013
  2. Kaplan and Sadock’s Synopsis of Psychiatry: Behavioral Sciences/Clinical Psychiatry 11th Edition, 2014
  3. ตำราจิตเวชศาสตร์ธรรมศาสตร์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


-PM-2.5-เสี่ยงเป็นโรคไต.jpg

“พฤติกรรมการบริโภคเค็ม” อาจจะไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยมีความเสี่ยงเป็นโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างเดียวหลังจากมีการศึกษาพบว่า ฝุ่นละออง PM 2.5  มีความเสี่ยงที่จะมีส่วนร่วมทำให้เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง และป่วยเป็นโรคเบาหวาน ได้เช่นกัน

 

ฝุ่นละออง PM 2.5 คืออะไร

ฝุ่นละออง PM 2.5 (Particulate matter 2.5) คืออนุภาคของแข็งหรือหยดละอองของเหลวที่เห็นลอยในบรรยากาศ โดยมีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่ 2.5 ไมครอน ที่พบและเป็นปัญหาในปัจจุบัน คือ PM 10 ซึ่งเป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 2.5 – 10 ไมครอน และ PM 2.5 เป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน ต้นกำเนิดของฝุ่น PM 2.5 มาจากควันเสียจากการสันดาปเครื่องยนต์ดีเซลจากยานพาหนะ ควันเสียจากการใช้พลังงานถ่านหินหรือน้ำมันดีเซลในโรงงานอุตสาหกรรม การปิ้ง เผาประกอบอาหาร และการเผาชีวมวลในช่วงก่อน-หลังฤดูการเพาะปลูก ในเขตเมืองจะประสบปัญหาภาวะฝุ่นละออง PM 2.5 มากกว่า เพราะมีหลายปัจจัยร่วมกันหลายอย่าง อาทิ การสันดาปของเครื่องยนต์ดีเซลจากโรงงานอุตสาหกรรมและการเผาชีวมวลร่วมกับฝุ่นจากเขตเมือง ซึ่งจะมีอันตรายมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ  เพราะเป็นละอองที่ประกอบด้วยโลหะหนัก เช่น แคดเมียม ตะกั่ว ประกอบกับภูมิศาสตร์ของเขตเมืองมีอาคารสูง จึงเกิดลมนิ่งได้ง่ายกว่าทำให้มีความเสี่ยงในการรับฝุ่นละออง PM 2.5 มากกว่า

 

ผลกระทบต่อสุขภาพ

  1. ฝุ่นละออง PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อทุกอวัยวะรวมทั้งโรคไต
    ฝุ่นละอองเป็นปัญหาและภัยต่อสุขภาพได้ทุกรูปแบบ ในช่วงแรกได้มีการตระหนักถึงภัยต่ออาการทางเดินหายใจและโรคหัวใจเป็นหลัก อย่างไรก็ดีฝุ่นละออง PM 2.5 นั้นมีผลกระทบต่อทุกอวัยวะรวมทั้งไตด้วยเช่นกัน จากการศึกษาในประเทศจีน 282 เมือง พบว่า ผู้ที่สัมผัสฝุ่น PM 2.5 จะสัมพันธ์กับการเกิดโรคไตอักเสบ ชนิด membranous nephropathy โดยที่ระดับฝุ่นที่ผู้ป่วยสัมผัสมีปริมาณ ตั้งแต่ 6 – 114 ug/m3 (เฉลี่ย 52.6 ug/m3) การสัมผัสฝุ่นทุก ๆ 10 ug/m3 ที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดโรคไตขึ้นร้อยละ 14 การศึกษาในสหรัฐอเมริกา US Veterans กว่า 2 ล้านคนพบว่า การสัมผัสฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรัง เพิ่มขึ้น ในไต้หวันก็พบเช่นเดียวกันโดยเฉพาะในผู้ที่อายุน้อยกว่า 60 ปี และสตรีผลจะรุนแรงขึ้น
  2. ความดันโลหิตสูง
    นอกจากนี้อากาศเป็นพิษหรือฝุ่นละอองจะสัมพันธ์กับการเกิดความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นการยืนยันการศึกษาจากหลายประเทศร่วมกัน พบว่าความดันโลหิตจะสูงขึ้นในช่วงเวลากลางคืน ร่วมกับการที่ไตขับโซเดียมลดลง มีการคั่งของโซเดียมในร่างกายและเชื่อว่าเป็นสาเหตุทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
  3. เบาหวานเพิ่มขึ้น
    ฝุ่นละออง PM 2.5 และ PM 10 ยังสัมพันธ์กับอุบัติการณ์เบาหวานที่เพิ่มขึ้น จากการศึกษาในยุโรปและอิหร่านพบว่า การสัมผัสฝุ่นละออง PM และ NOx เป็นเวลานาน จะสัมพันธ์กับอุบัติการณ์เบาหวานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสตรีที่อายุน้อยกว่า 50 ปี


โดยเฉพาะเบาหวานและความดันโลหิตสูง จึงเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้เกิดโรคไตเรื้อรังในอนาคต ดังนั้น ฝุ่นละออง PM 2.5 จึงเป็นทั้งสาเหตุทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรังได้ กลไกคือมีทั้งการกระตุ้นภาพประสาทอัตโนมัติ กระตุ้นการสร้างสารก่อการอักเสบ มีความผิดปกติของเซลล์บุหลอดเลือด (endothelium) ทำให้หลอดเลือดหดตัว ผลระยะยาวจากความดันโลหิตสูงที่เพิ่มขึ้นทำให้หลอดเลือดแข็งตัว ถ้าผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นเพิ่ม เช่น สูบบุหรี่ ภาวะอ้วนและเบาหวาน ก็จะทำให้โอกาสเป็นโรคไตสูงมาก สรุป ฝุ่นละออง PM 2.5 มีผลต่อทุกอวัยวะ สารการอักเสบที่ถูกกระตุ้นจากฝุ่นนี้จะเข้าสู่ร่างกายแพร่กระจายไปทุกอวัยวะ รวมทั้งมีผลโดยตรงต่อไป เราต้องร่วมมือกันหาแนวทางลดมลภาวะ PM 2.5 เช่น ลดการเผาไหม้ หาแหล่งพลังงานใหม่ และหลีกเลี่ยงจากฝุ่นนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-งานกับชีวิต.jpg

หากคุณอยู่ในสถานการณ์ที่งานทำให้สมดุลในชีวิตลดลง คุณภาพชีวิตโดยรวมลดลง ถึงเวลาแล้วที่คุณควรแก้ไข ไม่ใช่การเปลี่ยนหรือการออกจากงาน แต่เป็นการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงบางเรื่องเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น

 

เคล็ดลับที่อาจช่วยให้ชีวิตสมดุลยิ่งขึ้น

  • หากลุ่มเพื่อนที่สามารถสนับสนุนชีวิตของคุณ การปลีกตัวอยู่เพียงลำพัง เป็นแหล่งสะสมความเครียด ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะเชื่อมโยงกับคนรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสภาพแวดล้อมการทำงานของคุณเต็มไปด้วยความเครียดหรือภาวะเป็นพิษ คุณจะต้องหากลุ่มเพื่อนที่สามารถสนับสนุนชีวิตของคุณ เช่น คุณอาจพิจารณาเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน การพบปะเพื่อนฝูงดื่มกาแฟกัน เข้าอบรมคอร์สต่าง ๆ คุณสามารถเข้ากลุ่มคนรักสุขภาพและนันทนาการ
  • เรียนรู้ที่จะพูดว่า “ไม่” บางครั้งความเครียดมาจากการไม่สามารถกำหนดขอบเขตและขีดจำกัดของตัวเองได้ เมื่อได้รับการร้องขอในเรื่องต่างๆ คุณอาจรู้สึกผิดที่จะพูดว่า “ไม่” โดยติดกับคำพูดว่า “ใช่” ซึ่งอาจทำให้คุณติดกับดักได้ ดังนั้น ถึงเวลาที่จะคิดใหม่กับคำว่า “ไม่ได้” เริ่มต้นสัปดาห์นี้เพื่อสร้างความสมดุลในชีวิต หัดพูดว่า “ไม่” กับการถูกขอร้องหรือทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่รู้ว่ามันจะทำให้เกิดความเครียดและความไม่สมดุลในชีวิต
  • มองเข้าไปข้างในตัวเอง คุณไม่สามารถแยกสุขภาพกาย ออกจากสุขภาพใจได้ โดยถ้าสุขภาพใจไม่ดี ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย แม้ว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการนอนหลับให้เพียงพอก็ตาม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องสังเกตใจ อารมณ์ของตนเอง ถ้าพบว่ามันไม่ดีหรือเปลี่ยนแปลงไป มีวิธีแก้ไขได้หลายวิธี เช่น ระบายสี วาดภาพ การออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ฝึกสมาธิ เป็นต้น โดยสามารถติดตามได้จากหน้ากิจกรรมและกลุ่มคนรักสุขภาพและนันทนาการ
  • ปรับไลฟ์สไตล์ให้ดูแลตัวเอง คุณควรปรับไลฟ์สไตล์ของคุณให้ส่งเสริมการสร้างสมดุลในชีวิต เมื่อมีแล้วก็ทำจนชิน ให้ติดเป็นนิสัย เช่น ทำอาหารกินเองสัปดาห์ละครั้ง นวดแผนโบราณเดือนละครั้ง  ฟังเพลงสไตล์ที่ชอบ 2 – 3 วันครั้ง  พูดคุยกับเพื่อนๆอย่างน้อยเดือนละครั้ง อ่านหนังสือทุกวัน เป็นต้น
  • จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม บ่อยครั้งการรีบร้อน ทำให้เกิดความเครียด แนะนำให้จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม โดยใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุด ทำกิจกรรมที่สำคัญที่สุด มีเทคนิคในการจัดเวลาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าคุณจะใช้แบบไหน ล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น

 

คุณควรมีแนวทางในการใช้ชีวิต ให้ได้ความสมดุลกับความคาดหวังหรือเป้าหมายในชีวิตของคุณ แต่ต้องมั่นใจว่าเป้าหมายนั้น อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง แล้วอย่าลืมฝึกทักษะการรับมือกับเรื่องที่ไม่คาดหมายอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.articles.mercola.com
ภาพประกอบ : www.cdn.pixabay.com


-Paleo-กับโรคแพ้ภูมิตนเอง.jpg

ถ้าพูดถึงพาลีโอ กับโรคภูมิแพ้ หลายคนอาจรู้จักกันดี แต่ถ้าเอ่ยถึงโรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune disease) คงต้องมีการหยุดคิดกันบ้างว่า มันคือโรคอะไรกันนะ…ตัวการความแพ้ของโรคนี้ค่อนข้างน่าสงสาร เพราะแพ้อะไรไม่แพ้ ดันแพ้กระทั่งภูมิคุ้มกันของตัวเอง สำหรับผู้ที่ป่วย มีญาติป่วย หรือมีความเสี่ยง เรามารู้จักสูตรไดเอทแนว “พาลีโอ” กัน บางทีแล้วเรื่องนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับหลาย ๆ คนได้

 

อาหารแนวพาลีโอ (Paleo diet)

อาหารแนวพาลีโอ (Paleo diet) หรืออาหารแนว Autoimmune Paleo Diet (AIP) เป็นแนวการกินอาหารที่ต้านการอักเสบ โดยมุ่งเน้นไปที่การกินอาหารแบบมนุษย์ในยุคโบราณ หรือมนุษย์ถ้ำ โดยอาหารจะเป็นเนื้อสัตว์ที่กินหญ้า มีไขมันต่ำ ปลาจากธรรมชาติ ผัก ผลไม้สดไม่แปรรูป น้ำมันพืชที่มีไขมันที่ดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอาโวคาโด โดยไม่กินพืชตระกูลถั่ว ธัญพืช รวมถึงน้ำตาล

อ่านเพิ่มเติม: สูตรไดเอท สุดฮอต 2018

 

อาหารแนวพาลีโอ ลดอาการของโรคแพ้ภูมิตนเองได้ไหม

จากการศึกษาพบว่า อาหารแนวพาลีโอ สามารถช่วยลดน้ำหนัก หรือเพิ่มพลังงานได้มากขึ้น โดยการทานอาหารแนวนี้จะช่วยกำจัดอาหารประเภทที่ก่ออันตรายต่อร่างกาย เช่น อาหารขยะสไตล์อเมริกัน เบอร์เกอร์ น้ำอัดลม มันฝรั่งทอด รวมไปถึงคุกกี้ ถั่ว นม และผลิตภัณฑ์จากนม โดยสามารถช่วยบรรเทาโรค เช่น โรคลำไส้อักเสบ (IBD), โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) และโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS)

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ข้อดีในการบรรเทาอาการของโรคแพ้ภูมิตนเองนั้น หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่เพียงพอ ในความเป็นจริง คือ ผู้ป่วยบางรายมีอาการที่ดีขึ้น ในขณะที่ในผู้ป่วยบางรายอาหารสูตรนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เรื่องนี้ยังต้องทำการติดตามต่อ

 

ข้อดีของอาหารแนวพาลีโอ

อาหารแนวพาลีโอ (Autoimmune Paleo Diet : AIP) แม้ว่าจะยังไม่สามารถสรุปถึงผลต่อโรคแพ้ภูมิตนเองได้โดยตรง แต่ข้อดีที่เกี่ยวเนื่องกับการลดการอักเสบในร่างกาย ได้ส่งผลที่ดีต่อโรคที่อาจนำไปสู่โรคแพ้ภูมิตนเองได้ เช่น

  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease, IBD) จากการศึกษาพบว่า การกินอาหารสูตรพาลีโอ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น แต่ต้องอย่าลืมว่าแต่ละคนมีการตอบสนองต่อสูตรการกินอาหารที่แตกต่างกันด้วย
  • โรคสะเก็ดเงิน และผื่นผิวหนังอักเสบ (Psoriasis, Eczema) ผู้ที่ทานอาหารแนวนี้พบข้อดีของการลดการอักเสบ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผิวหนัง เช่น ในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน โรคผื่นผิวหนังอักเสบ แม้ว่ายังขาดการวิจัยยืนยัน
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis, MS) มีงานวิจัยพบว่า การกินอาหารแนวพาลีโอ ควบคู่กับการออกกำลังกาย และการทำสมาธิ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าอาการที่ดีขึ้นมาจากปัจจัยใดในสามข้อข้างต้น
  • โรคแพ้กลูเตน (Celiac disease) แม้จะพบโรคนี้ได้น้อย แต่อาหารแนวพาลีโอ (Paleo) เป็นคำตอบที่ดีสำหรับผู้ป่วยที่แพ้กลูเตน
  • โรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโต (Hashimoto’s Thyroiditis) เป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง ที่ส่งผลต่อต่อมไทรอยด์ ทำให้มีอาการ น้ำหนักเพิ่ม ซึมเศร้า และเมื่อยล้า จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าอาหารแนวพาลีโอ อาจลดแอนตี้บอดี้ต่อไทรอยด์ลงได้

 

กล่าวโดยสรุป เมื่อมองในแง่ของโภชนาการ สูตรอาหารแนวพาลีโอที่ตัดอาหารขยะ อาหารแปรรูปต่าง ๆ ออกไป ย่อมส่งผลดีต่อร่างกาย แต่การจำกัดอาหารประเภทอื่น ๆ  เช่น พวกนม ถั่ว ไขมันสัตว์ อาจไม่เหมาะสมสำหรับคนทั่วไป เพราะอาจส่งผลต่อการขาดสารอาหาร (Nutrient deficiency) ในส่วนของผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือโรคที่กล่าวมาข้างต้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามอย่างใกล้ชิด

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.everydayhealth.com   www.haamor.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


diet-low-carb-high-fat.jpg

สูตรไดเอท แบ่งออกได้เป็นหลายสาย แต่ละสายหลักยังมีสูตรย่อยลงลึกไปอีกแตกต่างกันไป บางสูตรเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง บางสูตรเป็นที่นิยมเฉพาะคน เฉพาะกลุ่ม หนึ่งในสูตรไดเอทที่เป็นที่นิยม เผื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับทุกท่าน คือ สูตรไดเอทแบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” หรือ Low Carb High Fat (LCHF)

 

หลักคิดการไดเอทแบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง”

สูตรไดเอทแบบ Low Carb High Fat (LCHF) เน้นการกินแป้ง น้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรต (Carb) ในปริมาณต่ำ ๆ ประมาณ 5% หรือน้อยกว่า 50 กรัมต่อวัน โดยกินโปรตีน เช่น ไข่ เนื้อปลา ให้สอดคล้องกับน้ำหนักตัวประมาณ 20% ส่วนที่เหลือจะเป็นการกินไขมันดีสูง ๆ ประมาณ 75% หลักการ คือว่า เมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากแป้ง น้ำตาลลดลง ร่างกายจะเริ่มหันไปใช้พลังงานจากไขมันเป็นหลัก ก่อให้เกิดคีโตน (Ketone) ซึ่งเป็นสารปลายทางจากการเปลี่ยนไขมันเป็นน้ำตาล และเข้าสู่ภาวะคีโตซิส (Ketosis) ในเวลาต่อมา ซึ่งร่างกายจะมีประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมัน ไขมันส่วนเกินโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง และไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

จากหลักการดังกล่าว เป็นที่ชัดเจนว่าผู้ที่ทำสำเร็จและร่างกายตอบสนองได้ดี จะมีน้ำหนักลดลง อีกทั้งจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นจากการลดไขมัน ที่สะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังโดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด (โรคในกลุ่ม CVD) โรคมะเร็งบางชนิด โรคทางระบบประสาทบางโรค เช่น โรคลมชัก โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงการช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สำหรับสูตรไดเอทที่นิยมในปัจจุบัน และถือว่าอยู่ในสูตร “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” หรือ  LCHF ได้แก่ สูตร Ketogenic diet และสูตร Atkins diet

 

“คาร์บต่ำ ไขมันสูง” อะไรที่กินได้ และอะไรที่กินไม่ได้

อาหารที่ไม่แนะนำ

สูตรการกินแบบ LCHF เน้นให้ลด/จำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรต ดังนั้น ให้หลีกเลี่ยงอาหาร ดังนี้

  • อาหารที่มีแป้ง (starch) เป็นส่วนผสม เช่น เส้นพาสต้า ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง ขนมเค้ก ข้าว ธัญพืช
  • อาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล สารให้ความหวานสูง ๆ เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมหวาน ทุกชนิด
  • ผักที่มีแป้ง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ถั่ว ฯลฯ
  • ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่ มะขามหวาน กล้วยบางชนิด ขนุน ส้มโอ มะม่วงอกร่อง ส่วนผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ ได้แก่ แก้วมังกร แคนตาลูป ชมพู่ เชอร์รี่ แตงโม แตงไทย ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่ แอปเปิ้ล สำหรับผู้สนใจค่าความหวานของผลไม้ไทย หาข้อมูลได้จาก ปริมาณน้ำตาลในผลไม้ไทย สำนักโภชนาการ กรมอนามัย 
  • อาหารปรุงแต่งที่มีประมาณน้ำตาลสูง


อาหารที่แนะนำ

ยังคงเป็นอาหารที่มีไขมันดีสูง และคาร์โบไฮเดรตน้อย ๆ ดังนี้

  • กินไข่ทั้งฟอง (กินไข่แดงด้วย)
  • น้ำมันโอลีฟ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอาโวคาโด
  • เนื้อปลาทุกชนิด เนื้อแดง เนื้อไก่
  • เนย ชีส โยเกิร์ต
  • ผักที่ไม่มีแป้ง (Starch) ผักใบเขียวต่าง ๆ เห็ด อัลมอลด์ แมคคาเดเมีย มะม่วงหิมพานต์ เมล็ดฟักทอง
  • อาโวคาโด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
  • เครื่องปรุงจากสมุนไพร พริก พริกไทย

ทั้งนี้ก่อนเริ่มกินแบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” ควรปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว อย่าลืมว่าไม่มีสูตรไดเอท หรือสูตรการกินอาหารแบบใดที่เหมาะสมกับทุกคน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย เป้าหมายที่ต้องการ และการตอบสนองต่อสูตรไดเอทของแต่ละคน

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา:  www.healthline.com   www.nutrition.anamai.moph.go.th/.pdf
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-ให้ชีวิตไม่วิกฤติ-2.jpg

หลายๆคนคงจะเคยได้ยิน การพูดถึงเรื่องของ “วิกฤติวัยกลางคน” แต่ไม่รู้ว่า คำ ๆ นี้หมายถึงอะไร ครอบคลุมขนาดไหน ที่สำคัญใกล้ตัวเรามากน้อยจนส่งผลกระทบได้หรือไม่ หรือแม้แต่ว่าใช่ตัวเราเองไหม มาติดตามเรื่องของวิกฤติวัยกลางคนกัน

 

วิกฤติวัยกลางคน คืออะไร

หุนหันพลันแล่น ทำเรื่องไม่คาดคิด เบื่อชีวิตที่คุ้นเคย ไม่ยอมอยู่เฉย ไม่ทน!! นี่อาจเป็นนิยามหนึ่งของภาวะที่เรียกว่า วิกฤติวัยกลางคน

เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ชายจะเริ่มคิดทบทวน ประเมินชีวิตของตัวเองอย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องหน้าที่การงาน การเงิน ความสำเร็จ  ความสุข ไปจนถึงชีวิตครอบครัว และเมื่อไตร่ตรองถึงวันข้างหน้าที่เหลืออยู่อีกไม่นาน บางคนจึงตัดสินใจ ลุกขึ้นมาทำอะไรที่ไม่คาดคิดอย่างฉับพลัน

วิกฤติวัยกลางคนนี้ไม่ใช่โรค ไม่ใช่ความผิดปกติทางการแพทย์ เป็นแค่เพียงปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นได้ในวัยที่ก้าวเปลี่ยนผ่าน จากวัยทำงานสู่วัยกลางคน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คนส่วนใหญ่สามารถก้าวผ่านไปโดยใช้ชีวิตอย่างราบรื่น แต่สำหรับบางคน เมื่อถึงวัยนี้ อาจตัดสินใจในบางเรื่องอย่างหุนหันพลันแล่น รุนแรง จนส่งผลวิกฤติกับชีวิต

 

ทำไมวัยกลางคน จึงมักเกิดวิกฤติ

เมื่อชีวิตล่วงเข้าสู่สู่วัยกลางคน เป็นช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน สุขภาพร่างกายเริ่มเสื่อมถอย มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ รูปลักษณ์ เช่น อ้วนลงพุง หัวล้าน ในเรื่องหน้าที่การงาน มาถึงจุดที่ต้องการความสำเร็จ ความมั่นคง ความก้าวหน้าอย่างมาก  ยิ่งใกล้เกษียณ ยิ่งคิดถึงเวลาข้างหน้าที่เหลืออยู่อีกไม่มาก กระตุ้นให้อยากรีบทำบางอย่างที่ไม่เคยทำ และยังถูกซ้ำเติมด้วยความสูญเสียของคนใกล้ชิด เพื่อนฝูง ญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว  ที่ค่อย ๆ ทยอยจากไป จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ คือปัจจัยที่สร้างความสั่นคลอนทางใจ ให้ชายวัยกลางคนมากขนาดไหน

 

สัญญาณเตือนว่าชีวิตกำลังเข้าสู่วิกฤติวัยกลางคน

แม้การผ่านเข้าสู่วัยกลางคนจะไม่ใช่วิกฤติสำหรับทุกคน แต่ไม่ควรปล่อยผ่าน เมื่อมีสัญญานต่อไปนี้

  • รู้สึกไม่พอใจในเรื่องต่างๆอย่างรุนแรง ทั้งเรื่องงาน สุขภาพ ชีวิตคู่  ไม่มีความสุขในชีวิต ความคิดสับสน ชอบคิดวกวน
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย  หรือซึมเศร้า 
  • ตัดสินใจทำอะไรหุนหันพลันแล่น เช่น ขอหย่ากับภรรยาเพราะเบื่อหน่ายชีวิตคู่ ตัดสินใจลาออกจากงาน ทิ้งชีวิตแบบเดิมๆเอาดื้อๆ

 

วิกฤติวัยกลางคน นำมาซึ่งเรื่องดีและร้าย

อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้น วิกฤติวัยกลางคนอาจเป็นเรื่องที่ดี สำหรับบางคนที่สามารถหาสาเหตุของความรู้สึกแย่ ๆ และทำการปรับแก้อย่างสอดคล้อง แต่สำหรับบางคนกลับเป็นเรื่องที่ร้าย โดยเปลี่ยนไปทำพฤติกรรมที่ร้ายกว่าแต่ก่อน เช่น มีคู่ขาใหม่ ซื้อรถที่กำลังซื้อของตัวเองมีไม่ถึง

 

ผ่านวัยกลางคนอย่างไร ให้ชีวิตไม่เจอวิกฤติ

วิกฤติวัยกลางคน เป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ ขอเพียงมีความรู้ความเข้าใจ เพื่อนำไปสู่แนวทางป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติในชีวิตดังนี้

  • มองให้ออกว่า ความรู้สึกแย่ เป็นเพียงแค่ความรู้สึกในชั่วขณะหนึ่ง ไม่ใช่คำสั่ง ไม่มีอิทธิพลในการบังคับตัวเรา จริงอยู่ว่าบางเรื่องอาจจะต้องแก้ที่สาเหตุ แต่ในส่วนของความรู้สึกแล้ว มันจะเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
  • นึกถึงเรื่องดี ๆ ที่ผ่านมาในชีวิต และขอบคุณในสิ่งเหล่านั้น ขณะที่นึกถึงการกระทำที่หากทำแล้ว อาจทำให้สิ่งดี ๆ เหล่านั้น สูญหายไป
  • ลดโอกาสตัดสินใจผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด โดยเฉพาะเรื่องสำคัญ ๆ ในชีวิต ยิ่งต้องพยายามคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ หรือปรึกษาพูดคุยกับคนที่มีประสบการณ์ คนที่ไว้ใจ เพื่อให้มองเห็นทางออกอื่นๆ หลายด้านประกอบกัน
  • วิเคราะห์สิ่งที่อยากจะทำว่า มีความเป็นไปได้จริง ๆ หรือไม่ เป็นจริงที่ว่าผู้ชายในวัยนี้ ยังสามารถประสบความสำเร็จในเรื่องใหม่ ๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การเล่นกีฬา การเริ่มต้นธุรกิจ เพียงแต่ต้องแน่ใจว่าเป้าหมายใหม่นั้น เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์และคุณเข้าใจเป็นอย่างดี
  • หลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือน คนที่เรารัก ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด ให้หลีกเลี่ยงหนทางที่จะนำมาซึ่งความเสียหายกับคนที่คุณรัก

 

และที่สำคัญอีกเช่นกัน การกลับสู่เรื่องพื้นฐานของทุกคน

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกาย สามารถช่วยลดความเครียดความวิตกกังวล ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายลดอาการซึมเศร้า 
  • หาเวลาทำกิจกรรมใหม่ ๆ หาโอกาสลองทำสิ่งใหม่ ๆ ได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ ซึ่งจะลดความเบื่อหน่าย คลายความเครียด

 

การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยกลางคน เป็นภาวะปกติที่ทุกคนต้องเจอ หากเราเข้าใจสภาวะและหาวิธีป้องกันแก้ไข ทุกคนก็จะสามารถผ่านวิกฤติไปได้อย่างราบรื่นแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com
ภาพประกอบ: www.pixabay.com

 


.jpg

ปัญหาเรื่องแพ้ยา เป็นปัญหาที่พบบ่อย เนื่องจากในปัจจุบันผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จำเป็นต้องรับประทานยาร่วมกันหลายชนิด ทำให้มีโอกาสแพ้ยาสูงขึ้น โดยการแพ้ยามีอาการแสดงออกได้หลายอวัยวะ โดยผิวหนังเป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่สังเกตเห็นอาการแพ้ได้ง่าย

 

อาการ แพ้ยา (Drug Allergy)

เกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีความไวเกินต่อยา  ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน  แต่เกิดขึ้นกับบางคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไวต่อยามากกว่าปกติ คล้ายกับผู้ที่แพ้อาหารทะเล ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่แพ้  ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการแพ้ยาไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ อีกทั้งการแพ้จะไม่เหมือนกันทุกคน ซึ่งแตกต่างกับ อาการข้างเคียงของยา (Adverse drug reaction) ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาชนิดนั้น ๆ โดยอาการข้างเคียงจะเหมือนกันในผู้ที่ได้รับยาชนิดเดียวกัน เพียงแต่จะมากหรือน้อยแตกต่างกันไป เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วงจากยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง

 

อาการ ผื่นแพ้ยา มีได้หลายรูปแบบ จัดให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • ผื่นแพ้ยาชนิดไม่รุนแรง มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มักเป็นผื่นแพ้ยาชนิดไม่รุนแรง มีลักษณะเป็นผื่นแดงแบนราบ หรือาจจะนูนเล็กน้อย กระจายทั่วร่างกาย ตามใบหน้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ผื่นมักเกิดเร็ว ตั้งแต่ 2 – 3 วัน หลังได้รับยา มีอาการคันร่วมด้วย เกือบทุกรายมีไข้ได้ ยาเกือบทุกชนิดทำให้เกิดผื่นแพ้ยาชนิดนี้ได้ ที่พบบ่อย ได้แก่ ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลิน ยากันชัก ยารักษาโรคเกาต์ Allopurinol และยาปวดข้อ ปวดกระดูก กลุ่ม NSAIDs เป็นต้น
  • ผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง พบเป็นส่วนน้อย โดยมักจะเกิดอาการภายหลังได้รับยาประมาณ 1 – 3 สัปดาห์ แต่หากเคยได้รับยาดังกล่าวมาก่อน จะมีอาการภายใน 1 – 3 วัน โดยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวมาก่อน ต่อมาจะเริ่มมีผื่นขึ้นที่บริเวณหน้า ลำตัวและแขนขา ผื่นมีสีแดง ตรงกลางมีสีเข้มหรือเป็นสีน้ำตาล บางรายมีตุ่มน้ำพอง เจ็บบริเวณผื่น ผื่นอาจรวมกันเป็นบริเวณกว้างได้ ในผู้ป่วยที่เป็นรุนแรงจะพบว่ามีการตายของผิวหนังกำพร้าทั้งแถบ ทำให้เกิดการหลุดลอกของผิวหนังกำพร้าเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะบริเวณที่มีการเสียดสีหรือกดทับ ผู้ป่วยอาจมีรอยโรคที่เยื่อบุ เช่น ตาแดงอักเสบ มีแผลเจ็บที่ปาก หรืออวัยวะเพศ อาจพบความผิดปกติของอวัยวะภายในร่วมด้วย เช่น ตับอักเสบ ไตวาย เม็ดเลือดขาวในเลือดต่ำ ทำให้มีความเสี่ยงติดเชื้อแทรกซ้อนได้ ยาทุกชนิด แม้กระทั่งสมุนไพรพื้นบ้าน ทำให้เกิดผื่นแพ้ยารุนแรงได้
  • ผื่นแพ้ยารูปแบบอื่น ๆ เช่น ผื่นแพ้ยาแบบตุ่มหนองขนาดเล็กจำนวนมาก ร่วมกับผิวแดงทั่วร่างกาย (Acute Generalized Exanthematous Pustulosis (AGEP) ) จะมีอาการไข้สูง เม็ดเลือดขาวสูง ตุ่มหนองมักเกิดทันทีหลังได้รับยาที่เป็นสาเหตุ 1 – 2 วัน, ผื่นแพ้ยาที่เป็นลมพิษ เป็นปื้นนูนแดง คัน แต่ละผื่นจะขึ้น ๆ ยุบ ๆ เปลี่ยนที่ไปเรื่อย ๆ บางครั้งอาจมีปากหรือตาบวมร่วมด้วย, ผื่นแพ้ยาแบบผิวหนังทั่วตัวแดงลอกเป็นขุย (Exfoliative Dermatitis), ผื่นแพ้ยาแบบขึ้นที่เดิมทุกครั้งที่ได้รับยานั้น (Fix Drug Eruption) เป็นผื่นบวมแดงรูปร่างกลมหรือรี มีขอบชัดเจน เวลาหายจะกลายเป็นสีน้ำตาลเทาหรือสีออกม่วง

เมื่อเกิดอาการผื่นคันกระจายทั่วร่างกาย สิ่งที่ต้องสันนิษฐาน คือ หากมีประวัติการรับประทานยา หรือฉีดยา ก็ต้องสงสัยว่าเป็น “ผื่นแพ้ยา” หรือไม่ หากไม่มีประวัติการได้รับยาใด ๆ แต่มีประวัติสัมผัสแสงแดด มีผื่นกระจายทั่วร่างกาย ตำแหน่งผื่นอยู่นอกร่มผ้า เช่น บริเวณใบหน้า คอ แขนด้านนอก หลังมือ หลังเท้า  ก็ต้องสงสัย “ผื่นแพ้แสงแดด” หรือไม่  นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายมีประวัติการรับประทานหรือทายาบางประเภท ร่วมกับได้รับแสงแดดไปพร้อม ๆ กัน อาจทำให้เกิด “ผื่นแพ้ยาและแสงแดด” บริเวณที่อยู่นอกร่มผ้าได้  โดยกรณีหลังนี้บางครั้งวินิจฉัยยาก เพราะผู้ป่วยบางรายได้รับยามาเป็นเวลานาน หลายเดือนหรือหลายปี โดยไม่เกิดผื่น

นอกจากนี้ การทายาที่ผิวหนัง เช่น ยาทาคลายกล้ามเนื้อกลุ่ม NSAIDs โดยเฉพาะ Ketoprofen gel หรือการสัมผัสที่ผิวหนัง เช่น การใช้น้ำหอม สารฆ่าเชื้อในสบู่  น้ำยาฆ่าเชื้อ รวมถึงยางจากต้นไม้ ผลไม้ ในบ้าน เช่น ยางมะม่วง เปลือกมะนาว มะกรูด ก็ก่อให้เกิด “ผื่นแพ้แสงและสารเคมี” (Photoallergic reaction) ได้ แม้กระทั่งครีมกันแดดเอง ในบางกรณีก็ก่อให้เกิดการผื่นแพ้แสงได้

 

การวินิจฉัยโรค ผื่นแพ้ยา และผื่นแพ้แสงแดด

ในปัจจุบันยังไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มีความจำเพาะในการวินิจฉัยผื่นแพ้ยา ดังนั้น แพทย์จะให้การวินิจฉัยโดยอาศัยประวัติของผู้ป่วย ประวัติการได้รับยา วันที่เริ่มเกิดผื่นแพ้ยา  โดยอาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาว่ามีความผิดปกติที่อวัยวะภายในอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่ โดยการวินิจฉัยโรคต้องแยกจากภาวะอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายกัน เช่น ผื่นแพ้ยาแบบ Maculopapular Drug Eruptions (MDE) ต้องแยกจากโรคติดเชื้อ เช่น โรคหัด โรคเอดส์ เป็นต้น ในกรณีเหล่านี้ บางครั้งอาจต้องมีการตัดชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยแยกโรค

 

การรักษา ผื่นแพ้ยา และผื่นแพ้แสงแดด

ที่สำคัญคือ หยุดยาที่เป็นสาเหตุ ในรายที่ไม่ทราบ ควรหยุดยาทุกตัวที่สงสัย หรือยาที่ไม่จำเป็นที่ได้รับใหม่ในช่วง 2 เดือนทั้งหมด จากนั้นค่อยมาพิจารณายาที่อาจเป็นสาเหตุการแพ้ยา โดยใช้ระยะเวลาที่เริ่มได้รับยาที่เข้าได้กับการเริ่มเป็นผื่นแพ้ยา แต่กรณีที่ผู้ป่วยเคยได้รับยามาแล้ว ผื่นอาจเกิดขึ้นเร็วภายใน 48 ชั่วโมง รายที่ผื่นแพ้ยาชนิดไม่รุนแรง ไม่จำเป็นต้องให้ยา เนื่องจากผื่นแพ้ยาเหล่านี้ มักหายไปเองหลังหยุดยาประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ แต่ในรายที่ผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง อาจจำเป็นต้องให้ยาประเภทสเตียรอยด์ สำหรับการรักษาอื่น ๆ  เป็นการรักษาตามอาการ โดยการให้ยาทาสเตียรอยด์ (Steroids) ยาแอนติฮิสตามีน (Antihistamine)

 

คำแนะนำ

  1. อาการแพ้ยา ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าใครจะแพ้ยาตัวไหน แต่สามารถป้องกันลดอุบัติการณ์การแพ้ยา โดยหลีกเลี่ยงการกินยาที่ไม่จำเป็น
  2. เมื่อมีประวัติแพ้ยา ผู้ป่วยต้องจดจำชื่อยาให้แม่นยำไปตลอดชีวิต และเมื่อเจ็บป่วยคราวต่อไป ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนว่า เคยแพ้ยามาก่อน เพื่อป้องกันการเกิดแพ้ยาซ้ำอีก
  3. หากสงสัยว่าอาจแพ้ยาที่รับประทานอยู่ เช่น มีผื่นที่ผิวหนัง ให้หยุดยาที่สงสัยว่าจะเป็นสาเหตุทันที ถ่ายรูปผื่น และนำฉลากยาที่สงสัย ไปปรึกษาแพทย์ทันที
  4. การจดจำระยะเวลาเริ่มเกิดผื่น จะช่วยบอกว่ายาชนิดใดน่าจะเป็นสาเหตุของการแพ้ยาในผู้ป่วยแต่ละราย

 

ภาพประกอบ  : www.freepik.com

 


.jpg

อาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน อาจเกิดจากโรคที่ไม่ร้ายแรง เช่น โรคขี้หูอุดตัน ท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ หรือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคที่ร้ายแรงได้ เช่น เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ เนื้องอกของประสาททรงตัว หรือโรคของระบบประสาทส่วนกลาง หากผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุและรักษาที่ถูกต้อง ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น ล้ม เกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะเกิดเลือดออกในสมอง หรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การรู้จัก โรคบ้านหมุน จึงเป็นเรื่องสำคัญ

 

โรคบ้านหมุน หรือโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะ เป็นโรคที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ แต่แท้จริงแล้วไม่มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น โดยผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุนไป หรือรู้สึกว่าตัวผู้ป่วยเองหมุนหรือไหวไป ทั้ง ๆ ที่ตัวผู้ป่วยเองอยู่เฉย ๆ ความรู้สึกดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการรับข้อมูล หรือการเสียสมดุลของระบบประสาททรงตัวของร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยตา ประสาทสัมผัสบริเวณข้อต่อ อวัยวะควบคุมการทรงตัวในหูชั้นใน ระบบประสาทส่วนกลางที่ฐานสมอง และตัวสมองเอง โดยทั้งหมดนี้จะทำงานเกี่ยวเนื่องกัน เนื่องจากอวัยวะการทรงตัวกับอวัยวะการได้ยินอยู่ใกล้ชิดสัมพันธ์กันจากหูไปสู่สมอง โรคของระบบทรงตัวที่ทำให้บ้านหมุนจึงมักสัมพันธ์กับการเสียการได้ยิน หูอื้อ และมีเสียงดังรบกวนในหูได้ รวมถึงเมื่อเกิดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน ก็มักจะมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของลูกตา (ตากระตุก หรือ nystagmus) การเซ การล้ม อาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตกร่วมด้วยได้

 

สาเหตุ โรคบ้านหมุน

โรคบ้านหมุน เกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • โรคของหู
    • หูชั้นนอก ได้แก่ หูชั้นนอกอุดตัน จากขี้หู เนื้องอก หนอง หรือการอักเสบจากหูชั้นนอก หรือหูชั้นกลางอักเสบ กระดูกช่องหูหักจากอุบัติเหตุ
    • เลือดคั่งในหูชั้นกลาง (hemotympanum) จากอุบัติเหตุ หรือการเปลี่ยนแปลงของความดันบรรยากาศ
    • หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)
    • ท่อยูสเตเชียน ซึ่งเป็นท่อที่เชื่อมระหว่างโพรงหลังจมูก และหูชั้นกลาง ทำงานผิดปกติ หรือมีการอุดตันจากโรคจมูกอักเสบเฉียบพลัน (หวัด) หรือเรื้อรัง (เช่น โรคแพ้อากาศ หรือจมูกอักเสบภูมิแพ้) โรคไซนัสอักเสบ การดำน้ำ การขึ้น-ลงที่สูง ก้อนเนื้องอกที่โพรงหลังจมูก
    • การทะลุของเยื่อที่ปิดช่องทางติดต่อระหว่างหูชั้นกลางและหูชั้นใน (perilymphatic fistula) จากการไอ เบ่ง หรือจามแรง ๆ หรือเกิดจากหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง ที่มีภาวะแทรกซ้อน
    • หูชั้นใน ได้แก่ การติดเชื้อของหูชั้นใน (labyrinthitis) โดยเชื้ออาจลุกลามมาจากหูชั้นกลางที่อักเสบเฉียบพลัน หรือเยื่อหุ้มสมองที่อักเสบ หรือหูชั้นกลางที่อักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก) และมีภาวะแทรกซ้อน หรือเกิดจากการติดเชื้อซิฟิลิส ไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิต (ไปเชื้อโรค)
    • การอักเสบของหูชั้นในจากสารพิษ (toxic labyrinthitis) ได้แก่ ยาที่มีพิษต่อระบบประสาททรงตัวในหูชั้นใน เช่น ยาต้านจุลชีพ กลุ่ม aminoglycoside, quinine, salicylate, sulfonamide, barbiturate
    • การบาดเจ็บที่ศีรษะ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของอวัยวะทรงตัวในหูชั้นใน ทำให้มีเลือดออกในหูชั้นใน ฐานสมอง ก้านสมอง หรือสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว
    • การได้รับแรงกระแทก การบาดเจ็บจากเสียงดัง เช่น ระเบิด ประทัด การยิงปืน หรือการผ่าตัดบริเวณหู
  • โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือโรคมีเนีย (Meniere’s disease)
  • โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด (benign paroxysmal positional vertigo หรือ BPPV) ซึ่งอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนจะเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่ศีรษะหันไปทางใดทางหนึ่ง และมักจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ (เป็นวินาที มักไม่เกิน 1 นาที)
  • โรคของทางเดินประสาท และสมอง
  • เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ (vestibular neuronitis)
  • เนื้องอกของประสาททรงตัว (vestibular schwannoma)
  • โรคของระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่
    • ความผิดปกติของกระแสโลหิตที่ไปเลี้ยงระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัวไม่พอ อาจเกิดจากไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ (สารนิโคติน ทำให้เส้นเลือดตีบตัว) การดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มน้ำอัดลม (สารกาเฟอีน ทำให้เส้นเลือดตีบตัว) เบาหวาน เลือดข้นผิดปกติ ซีด กระดูกคอเสื่อม หรือมีหินปูนบริเวณกระดูกคองอกไปกดหลอดเลือดขณะมีการหันศีรษะหรือแหงน เครียด หรือวิตกกังวล (ทำให้เส้นเลือดตีบตัวชั่วคราว) โรคหัวใจ (เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจขาดเลือด)
    • การเสื่อมของระบบประสาทส่วนกลางที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว
    • การติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลาง
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune disease) โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยผิดปกติ (hypothyroidism) โรคเลือด (มะเร็งเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดสูงผิดปกติ ซีด เลือดออกง่ายผิดปกติ) โรคหลอดเลือดแข็งและตีบจากโรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคกระดูกคอเสื่อม โรคไต ระดับยูริกในเลือดสูง โรคความดันโลหิตต่ำ โรคภูมิแพ้
  • ไม่ทราบสาเหตุ

 

กลุ่มเสี่ยง โรคบ้านหมุน

คนที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคบ้านหมุนคือ ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของหู ทางเดินประสาท และสมอง ดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งโรคของต่อมไทรอยด์ โรคเลือด และหลอดเลือด โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคกระดูกคอเสื่อม และโรคไต

 

อาการที่ปรากฏ

สัญญาณเตือนที่ควรระวังของโรคบ้านหมุน ได้แก่ มีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน โคลงเคลง รู้สึกมึน ๆ งง ๆ เบา ๆ โหวง ๆ มีตากระตุก เดินแล้วเซ จะล้ม มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตกร่วมด้วย

 

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยสาเหตุของโรคบ้านหมุนจะอาศัยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย โดยเฉพาะการตรวจทางหู คอ จมูก การตรวจตา การตรวจเส้นประสาทสมอง และระบบประสาทส่วนกลาง การวัดความดันโลหิตในท่านอน ท่านั่ง และท่ายืน (เพื่อตรวจหาความดันเลือดต่ำขณะเปลี่ยนท่า) และการตรวจพิเศษ เช่น

  • การเจาะเลือดเพื่อหาภาวะซีด เลือดข้น มะเร็งเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดมากผิดปกติ เบาหวาน ระดับไขมันในเลือดที่สูง ระดับยูริกในเลือดที่สูง การอักเสบของร่างกาย (erythrocyte sedimentation rate: ESR) ซึ่งอาจบ่งถึงโรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคไต การติดเชื้อซิฟิลิส หรือเอดส์ การทำงานของต่อมไทรอยด์ที่ผิดปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำเกินไป
  • การตรวจปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีโรคไตหรือไม่
  • การตรวจการได้ยิน เพื่อดูว่ามีโรคของหูชั้นกลาง หรือหูชั้นในหรือไม่
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiography) เพื่อดูว่ามีความผิดปกติของหัวใจหรือไม่
  • การตรวจคลื่นสมองระดับก้านสมอง (brainstem electrical response audiometry) โดยใช้เสียงกระตุ้นทางเดินประสาทที่ผ่านหู ตั้งแต่หูชั้นใน ประสาทสมองที่เกี่ยวกับการได้ยินไปสู่ก้านสมอง และผ่านไปกลีบสมอง วิธีนี้สามารถตรวจความผิดปกติของโรคในสมองส่วนกลางได้รวดเร็วและแม่นยำ
  • การตรวจระบบประสาททรงตัว โดยเครื่องวัดการทรงตัว เพื่อแยกความผิดปกติของภาวะข้อเสื่อมจากโรคหูชั้นในและโรคของสมอง
  • การถ่ายภาพรังสีกระดูกคอ เพื่อดูว่ามีกระดูกคอเสื่อมหรือไม่
  • การถ่ายภาพรังสี เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan) หรือเอกซเรย์สนามแม่เหล็ก (MRI) เพื่อดูว่ามีโรคของทางเดินประสาท หรือสมองหรือไม่
  • การตรวจการไหลเวียนของกระแสโลหิตผ่านเส้นเลือดใหญ่ไปสู่สมอง โดยใช้อัลตราซาวน์ ซึ่งจะบอกแรงดันเลือด ความเร็วของการไหล และความไม่สมดุลของการไหลเวียนของกระแสโลหิตได้

 

การรักษา โรคบ้านหมุน

การรักษาตามอาการ ได้แก่

  • ให้ยาที่กดการรับรู้ของประสาททรงตัว เพื่อให้หายจากอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน
  • ให้ยาสงบ หรือระงับประสาท
  • ให้ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • ให้ยาขยายหลอดเลือด เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว ซึ่งการให้ยาดังกล่าวนี้ เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ
  • เมื่ออาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนน้อยลงแล้ว ควรให้เริ่มการบริหารระบบทรงตัว (head balance exercise) เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลของระบบประสาททรงตัวได้ การบริหารดังกล่าวเป็นการฝึกฝนการปรับวิสัยการทรงตัวต่อตัวกระตุ้นสมมุติที่สร้างขึ้น ซึ่งจะสร้างนิสัย “เคยชิน” ต่อสภาวะนั้นๆ ให้เกิดขึ้นในอวัยวะทรงตัว เพื่อให้สามารถทรงตัวได้อย่างดีในสภาวะต่างๆ ได้แก่ การฝึกบริหารสายตา ฝึกกล้ามเนื้อ คอ แขนขา ฝึกการเคลื่อนไหวศีรษะและคอ รวมทั้งการเดิน และยืน
  • ถ้าผู้ป่วยหายเวียนศีรษะ บ้านหมุนแล้ว ควรป้องกันไม่ให้มีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนอีก โดย
  • หลีกเลี่ยงเสียงดัง
  • ถ้าเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคกรดยูริกในเลือดสูง โรคซีด โรคเลือด ควบคุมโรคให้ดี
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาททรงตัว เช่น aspirin, aminoglycoside, quinine
  • หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู
  • หลีกเลี่ยงการติดเชื้อของหู หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน
  • ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา เครื่องดื่มน้ำอัดลม (มีสารกาเฟอีน) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดการสูบบุหรี่ (มีสารนิโคติน)
  • พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มเลือดที่จะไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว ลดความเครียด วิตกกังวล และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ


การรักษาตามสาเหตุของโรค

การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องขณะเวียนศีรษะ บ้านหมุน

  • เมื่อมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนขณะเดิน ควรหยุดเดิน และนั่งพัก เพราะการฝืนเดินขณะเวียนศีรษะ บ้านหมุน อาจทำให้ผู้ป่วยล้มเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้าอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนเกิดขณะขับรถ หรือขณะทำงาน ควรหยุดรถข้างทาง หรือหยุดการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกล ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้าเวียน หรือบ้านหมุนมาก ควรนอนบนพื้นราบที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น พื้น และผู้ป่วยควรมองไปยังวัตถุที่อยู่นิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ถ้าอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนน้อยลงค่อยๆ ลุกขึ้น แต่อาจรู้สึกง่วง หรือเพลียได้ ถ้าง่วง แนะนำให้นอนหลับพักผ่อน ซึ่งอาการมักจะดีขึ้นหลังตื่นนอน
  • ไม่ควรว่ายน้ำ ดำน้ำ ปีนป่ายที่สูง เดินบนสะพานไม้แผ่นเดียว หรือเดินบนเชือกข้ามคูคลอง ขับรถ หรือ ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ขณะมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หรืออันตราย
  • หลีกเลี่ยงสารกาเฟอีน (ชา เครื่องดื่มน้ำอัดลม และกาแฟ) และการสูบบุหรี่ ซึ่งจะลดเลือดที่ไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว
  • พยายามอย่ารับประทานอาหารหรือดื่มมากนัก จะได้มีโอกาสอาเจียนน้อยลง
  • พยายามหลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน ในระหว่างเกิดอาการ ได้แก่ การหมุนหรือหันศีรษะไวๆ การเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว การก้ม เงยคอ หรือหันอย่างเต็มที่
  • พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ สารก่อภูมิแพ้ (ถ้าแพ้) การเดินทางโดยทางเรือ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • เวลามีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนให้รับประทานยาที่แพทย์ให้ ดังนั้นควรพกยาดังกล่าว ในช่วงเวลาเดินทางเสมอ
  • ถ้าอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนเกิดขณะขับรถ หรือขณะทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ดังนั้นหากผู้ป่วยได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้วอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์

 

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


-Atkins-Diet-ดีจริงหรือ-.jpg

นายแพทย์โรเบิร์ต แอทกิ้นส์ (Dr. Robert Atkins) แพทย์หัวใจชาวอเมริกันเป็นผู้ค้นคิดสูตร Atkins Diet ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 และได้ถูกปรับเปลี่ยนมาหลายเวอร์ชั่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเน้นการกินคาร์โบไฮเดรตต่ำ โปรตีนสูง เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานจากไขมันในร่างกาย ทำให้น้ำหนักลด และประโยชน์ในด้านอื่น ๆ 

 

อย่างไรก็ตาม Atkins Diet เป็นหนึ่งในสูตรอาหารลดน้ำหนักที่เป็นที่รู้จักกันดี โดยเน้นการทานอาหารที่มีโปรตีนสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำ โดยมีหลักการว่า การทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น น้ำตาล ผลไม้ แป้ง ข้าว จะทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ซึ่งเชื่อว่ามีผลต่อความหิว และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

 

โดยหลักในการทำงาน คือ การปรับลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานให้เหลือน้อย ทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะ Ketosis ซึ่งร่างกายจะดึงไขมันที่เก็บสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงานแทนน้ำตาล ช่วยให้น้ำหนักตัวและไขมันส่วนเกินในร่างกายลดลง ผู้ที่ทำตามโปรแกรมนี้ นอกจากจะสามารถลดน้ำหนักลงได้แล้ว ยังช่วยรักษาระดับน้ำหนักให้คงที่ มีสุขภาพที่ดี แข็งแรงไม่เจ็บป่วย

 

อาหารที่ควรทานและไม่ควรทาน 

ควรทานอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ โดยอาหารที่มีค่าไกลซิมิคต่ำ (Glycemic Index – GI) ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มช้า ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ถือเป็นอาหารที่ดี ตัวอย่างอาหารที่ควรทาน ได้แก่ เนื้อสัตว์ เนื้อหมู เบคอน เนื้อปลา อาหารทะเล อาโวคาโด ไข่ นม ผักใบเขียว ถั่วและเมล็ดธัญพืชที่มีแป้งน้อย  ไขมันดีจากน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอาโวคาโด เป็นต้น

 

ส่วนอาหารที่ไม่ควรทาน จะอยู่ในอาหารที่มีค่าไกลซิมิคสูง เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน เค้ก ลูกกวาด ธัญพืช เป็นต้น ซึ่งหลังจากทานไปแล้ว ร่างกายจะดูดซึมอาหารอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นเร็ว และมีการหิวเร็ว โดยการทานอาหารตามสูตรนี้ ควรที่จะบริโภคแร่ธาตุให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น

 

4 ระยะหลักของการกินแบบ Atkins Diet

  • ระยะเริ่มต้น ช่วงแรกของการเริ่มรับประทานอาหารสูตรนี้ จำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานให้เหลือน้อยกว่า 20 กรัมต่อวัน (และมี Atkins 40 plan ซึ่งเป็นอีกสูตรที่มีการจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรต ที่รับประทานให้เหลือน้อยกว่า 40 กรัมต่อวัน แทนที่จะเป็น 20 กรัมต่อวัน) โดยได้คาร์โบไฮเดรตจากสลัด และผักคาร์โบไฮเดรตต่ำ และอาหารจำพวกโปรตีนและไขมันสูง จากการที่ระบบเผาผลาญจะดึงไขมันที่เก็บสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงานแทนน้ำตาล ทำให้อาจมีอาการข้างเคียงในระยะนี้ คือ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ท้องผูก มีกลิ่นปากได้
  • ระยะน้ำหนักลดต่อเนื่อง ค่อย ๆ เพิ่มคาร์โบไฮเดรตจากแหล่งอื่น ๆ โดยเน้นอาหารประเภทที่ให้พลังงานต่ำ และมีกากใยสูง โดยเพิ่มปริมาณ 25 กรัมภายใน 2 อาทิตย์แรก เพิ่ม 30 กรัมช่วงอาทิตย์ที่ 2 และเพิ่มทุก ๆ สัปดาห์จนน้ำหนักไม่ลดแล้ว จากนั้นก็ค่อย ๆ ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานเข้าไป 5 กรัมทุก ๆ วันจนน้ำหนักเริ่มจะลดลงอีก
  • ระยะก่อนเข้าสู่ระยะน้ำหนักคงตัว อัตราการลดน้ำหนักของคุณจะค่อย ๆ ลดลง คุณสามารถเพิ่มปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานได้ 10 กรัมต่อสัปดาห์ จนรู้สึกว่าน้ำหนักตัวลดลงอย่างช้า ๆ
  • ระยะน้ำหนักคงตัว เมื่อคุณสามารถลดน้ำหนักได้ถึงระดับที่ต้องการ คุณจะเริ่มเข้าสู่ระยะน้ำหนักคงตัว และอาจเริ่มเพิ่มการรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ ได้ แต่ต้องเป็นแบบที่มีค่าไกลซิมิคต่ำ ๆ ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดดี โดยหากคุณเริ่มกลับมามีน้ำหนักเพิ่ม คุณอาจเริ่มการรับประทานอาหารสูตรนี้ใหม่อีกครั้ง

 

การทานอาหารตามสูตรจะช่วยในการลดน้ำหนัก และช่วยป้องกันโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด อย่างไรก็ดี การศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่ของผู้ทานอาหารตามสูตรนี้ หยุดปฏิบัติหลังจากผ่านไป 2 – 3 ปี โดยช่วงแรกมีรายงานของอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการปวดศีรษะ เวียนหัว อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ท้องผูก ซึ่งอาจเกิดจากการใช้พลังงานจากไขมัน ทำให้เกิดการสะสมของคีโตน และอาจนำไปสู่อาการดังกล่าว นอกจากนี้ อาหารตามสูตรนี้ยังไม่เหมาะกับผู้ใช้ยาขับปัสสาวะ ฉีดอินซูลิน ใช้ยาเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไต สตรีมีครรภ์ หรือให้นมบุตร

 

ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มทานอาหารแบบ Atkins diet ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อน รวมถึงผู้ที่จะปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารแบบทันทีทันใด ควรเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนการปรับเปลี่ยน

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.medicalnewstoday.com
ภาพประกอบ: www.freepik.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก