ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

6-พฤติกรรมบั่นทอนสุขภาพ-หนุ่มสาววัยทำงาน.jpg

ด้วยภาระรับผิดชอบของคนวัยทำงาน โดยเฉพาะในเมือง ทำให้หลายๆ คนจำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก ไม่ว่าจะเรื่องการเดินทาง การกิน การทำงาน การพักผ่อน การออกกำลังกาย การปรับตัวดังกล่าวทำให้บางคนมีแบบแผนในการดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

เรื่องนี้ ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ที่ปรึกษาแผนงานเครือข่ายควบคุมโรคไม่ติดต่อ ได้บอกถึงสาเหตุ พร้อมแนะนำวิธีหลีกเลี่ยง ความเสี่ยงจากพฤติกรรมทำลายสุขภาพโดยเฉพาะในหนุ่มสาววัยทำงานไว้ ดังนี้

 

การอดอาหารเช้า หรือกินอาหารไม่ตรงเวลา

หากไม่รับประทานมื้อเช้า จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จึงเกิดสภาวะมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสมองเสื่อมได้อีกด้วย ขณะที่การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลานั้น อาจเสี่ยงโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ภาวะกรดไหลย้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด หากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ก็อาจจะเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้

 

การบริโภคอาหารไม่มีประโยชน์

การรับประทานแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารสำเร็จรูป ถึงแม้ว่าจะสะดวกสบาย และใช้เวลาน้อยก็ตาม แต่ถ้าหากเรากินอาหารพวกนี้เป็นประจำ ย่อมเกิดผลเสียต่อร่างกายแน่นอน นอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว ยังเป็นตัวการก่อโรคอีกหลายชนิดด้วย เช่นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วนและโรคตับ เป็นต้น

ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมาก กินหวานเค็มเกินมาตรฐานสุขภาพกว่า 2 เท่า โดยสาเหตุหลักมาจากการปรุงรสที่เกินพอดี ดังนั้นควรเริ่มต้นที่การลดปรุงหวาน มัน เค็ม ลงครึ่งหนึ่ง ตามการรณรงค์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุข (สสส.) ขณะเดียวกันไม่ควรรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ควรทานสลับกับเมนูสุขภาพบ้าง จะได้ไม่เสี่ยงกับโรคต่าง ๆ ในอนาคต

 

การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป

หลายคนต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการดวงตาตึงเครียด มองภาพได้ไม่ชัดเจน และมักจะเกิดอาการปวดศีรษะตามมา ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรพักสายตาทุก ๆ 1 ชั่วโมง โดยการมองออกไปในระยะไกลบ้างสัก 3 – 5 นาที การทำแบบนี้ทุกๆ ชั่วโมงก็จะช่วยลดอาการดังกล่าวได้

นอกจากปัญหาทางด้านสายตาแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่หนีไม่พ้นของหนุ่มสาววัยทำงานก็ คือ อาการปวดหลัง เมื่อยเอว หรือที่เรียกว่าโรคออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการนั่งทำงานนานๆ ทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดศีรษะด้วย ดังนั้นควรจะเปลี่ยนท่านั่ง และลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง ไม่ควรนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ

 

นอนดึก

การนอนดึกย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา และยิ่งบางคนนอนดึกสะสมกันเป็นเวลานาน ก็เหมือนกับเราทำร้ายร่างกายของเราทุกๆวัน ทำให้เราทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่มีสมาธิในกิจกรรมที่เราต้องทำ ดังนั้นลองปรับเปลี่ยนเวลาการนอน และนอนให้ได้ 7 – 8 ชั่วโมง ก็จะทำให้ร่างกายของเราสดชื่นพร้อมทำงาน

 

ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่

ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่ไม่มีผลดีต่อสุขภาพ และการสูบบุหรี่ยังก่อให้เกิดโรคอีกมากมาย เช่น โรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจและหลอดเลือด ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้เป็นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ หรือโรคหัวใจ ดังนั้นผู้ที่ติดเหล้าและบุหรี่ควรลดปริมาณลง และหันไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทนเพื่อสุขภาพที่ดี

 

ขาดการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง ทำให้เราไม่เจ็บป่วยง่าย ช่วยลดความวิตกกังวล ผ่อนคลายความเครียดได้ ดร.นพ.วิชช์ อยากให้หนุ่มสาววัยทำงาน จดจำสโลแกนชวนให้มาออกกำลังกายของ สสส.ไว้ให้ขึ้นใจว่า “แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย” เพราะไม่ว่าจะเป็นการแกว่งแขน หรือลุกเดินอยู่ในที่ทำงาน ก็ช่วยให้เรามีกิจกรรมทางกายได้แล้ว ดังนั้นลองหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น

 

แหล่งที่มา : www.thaihealth.or.th
ภาพประกอบจาก : www.observatoire-sante.fr

 


13ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจตรวจสุขภาพประจำปี.jpg

การตรวจสุขภาพประจำปี ก็มีข้อสำคัญบางประการที่เราควรทำความเข้าใจ ก่อนที่จะตัดสินใจไปตรวจสุขภาพกับโรงพยาบาลที่เราไว้ใจ เพราะโปรแกรมตรวจสุขภาพทุกวันนี้ ก็ใช่ว่าราคาถูก ทั้งนี้ ก็เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่เราเสียไป

 

กระแสการดูแลสุขภาพในบ้านเราทุกวันนี้ นับว่าได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากข่าวคราวการประชาสัมพันธ์สุขภาพ รวมถึงข่าวการรณรงค์และป้องกันโรคต่าง ๆ ที่มีผลทำให้เราตื่นตัวเรื่องสุขภาพมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นความสำคัญของการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งจากข้อมูลในเว็บไซต์หมอชาวบ้าน ได้แนะถึง 13 ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจไปตรวจสุขภาพ เพื่อที่เราจะได้ตอบตัวเองได้ว่า การตรวจสุขภาพประจำปีนั้น มีความจำเป็นกับตัวเรามากน้อยแค่ไหน

โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (Health Intervention and Technology Assessment Program: HITAP) เปิดเผยข้อมูลว่า คนไทยจ่ายค่าตรวจสุขภาพมากกว่า 2,200 ล้านบาทต่อปี แต่คุณเคยมีข้อสงสัยบ้างหรือไม่ว่า …

  1. ทำไม แต่ละปีคนไทยยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าตรวจสุขภาพนับพันล้านบาทต่อปี
  2. เราจำเป็นต้องตรวจทุกปี หรือต้องตรวจปีละ 1 – 2 ครั้ง
  3. ตรวจร่างกายของเด็กกับผู้ใหญ่นั้น เหมือนกันหรือไม่
  4. ควรตรวจแบบไหนถึงจะไม่มี “โรค” ติดตัวกลับบ้าน

ที่สำคัญ คือ ดูเหมือนว่าในปัจจุบันนี้ การตรวจสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจสถานพยาบาลเอกชน และเป็นช่องทางหารายได้ของสถานพยาบาลของรัฐด้วย ดังนั้น เราก็ควรมาทำความเข้าใจถึงข้อควรรู้ ก่อนตัดสินใจไปตรวจสุขภาพกันดีกว่า

 

การตรวจสุขภาพ คืออะไร และตรวจอะไรกันบ้าง

การตรวจสุขภาพตามสถานพยาบาลทั่วไป โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวข้องกับ 2 เรื่องหลัก ๆ ได้แก่ ตรวจเพื่อค้นหาโรคที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา และตรวจเพื่อค้นหาพฤติกรรมเสี่ยง และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ดังนี้

  • ตรวจเพื่อค้นหาโรคที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา เป็นการตรวจสุขภาพที่ตัวผู้ถูกตรวจเอง ยังไม่มีปรากฏอาการเจ็บป่วย หรือความผิดปกติใด ๆ ให้สังเกตได้ เช่น โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มะเร็งปากมดลูกระยะแรก เป็นที่เราเรียกกันว่า “ภัยเงียบ” แต่กรณีที่มีอาการเจ็บป่วยปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว และเราค่อยไปตรวจนั้น ไม่ถือว่าเป็นการตรวจสุขภาพ เรียกว่าเป็นการตรวจเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคอะไรมากกว่า ซึ่งการตรวจวินิจฉัยโรคด้วยโปรแกรมการตรวจร่างกายนั้น อาจต้องมีการตรวจแล็บ หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเพื่อยืนยันผล เมื่อทราบผลการตรวจที่แน่นอนแล้ว ก็จะได้ให้การรักษาอย่างเหมาะสม
  • ตรวจเพื่อค้นหาพฤติกรรมเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยง ต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เป็นการตรวจเพื่อจะได้รู้ว่าสุขภาพของเราเป็นอย่างไรบ้าง และถ้าพบว่าเรามีพฤติกรรมเสี่ยง หรือปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคอะไร แพทย์ที่ตรวจก็จะให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมา

 

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ใช้หลักการตรวจเหมือนกันหรือไม่

การตรวจสุขภาพทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ จะเกี่ยวข้องกับ 2 เรื่องหลัก ๆ คือ ค้นหาโรคที่ซ่อนอยู่ในตัว และค้นหาพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งกรณีของเด็กจะเป็นการให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค รวมถึงการตรวจการเจริญเติบโต และพัฒนาการว่าเป็นไปตามวัยหรือไม่ เพื่อป้องกันความผิดปกติ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดกับเด็ก

 

การตรวจสุขภาพ “จำเป็น” หรือไม่

การตรวจสุขภาพยังมีความจำเป็นอยู่ เพราะมีหลายโรคที่เป็น “ภัยเงียบ” เช่น โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มะเร็งปากมดลูกระยะแรก เป็นต้น เพราะการที่ไปตรวจสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยที่ร่างกายยังไม่มีอาการแสดงนั้น จะมีโอกาสตรวจพบโรคที่เป็น “ภัยเงียบ” ในระยะแรกเริ่มมากกว่า อีกทั้ง การที่เจอโรคตั้งแต่แรกจะเยียวยารักษาได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก หรือรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่ต้องตรวจตามที่จำเป็นและเหมาะสมกับตัวเราเท่านั้น มิเช่นนั้นจะเกิดโทษได้

 

ทุกคนต้องตรวจสุขภาพแบบ “เหมาโหล” ตามโฆษณาหรือไม่

บอกได้เลยว่า ทุกคนไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพทุกรายการแบบเหมาโหล

 

การตรวจสุขภาพ ต้องตรวจให้เหมาะสมกับแต่ละคน

สาเหตุเพราะสุขภาพของแต่ละคนนั้นมีปัญหาต่างกันออกไป ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพทุกอย่างเหมือนกัน ตามที่โฆษณาชวนเชื่อเพื่อเรียกลูกค้า ดังนั้น ควรตรวจสุขภาพเท่าที่จำเป็น และเหมาะสมกับแต่ละคนเท่านั้นดีกว่า หากตรวจเกินจำเป็นจะทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ และการตรวจบางอย่างอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เสียชีวิตได้

 

จำเป็นต้องตรวจสุขภาพประจำปี ด้วยหรือ

สถานพยาบาลหลายแห่ง ใช้สำนวนทางการตลาดว่า “ตรวจสุขภาพประจำปี” ซึ่งทำให้หลายคนเข้าใจผิด เพราะ “ประจำปี” ฟังดูเสมือนว่า “ต้องตรวจเป็นประจำทุกปี” แต่ความจริงแล้ว ร่างกายมนุษย์ไม่ใช่เครื่องยนต์กลไก ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปี เพียงแต่ควรตรวจตามความจำเป็นของแต่ละคน ขึ้นกับอายุ เพศ และโอกาสเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรค เช่น กินอาหารรสจัด (หวาน มัน เค็ม) ทุกวัน บริโภคเกินจนอ้วน หรือน้ำหนักเกิน ก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพควบคู่กับการไปตรวจร่างกาย

เมื่อพูดถึงเรื่องอายุ ขอพาดพิงกลุ่มเด็กด้วย นั่นคือ ไม่แนะนำให้ตรวจร่างกายเด็กทุกคน ยกเว้นเฉพาะเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (เด็กอ้วน)

 

อะไรคือ การตรวจสุขภาพที่เหมาะสม

ก่อนที่จะไปสถานพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพ เราควรรู้ให้แน่ชัดก่อนว่าจะไปตรวจอะไรบ้าง เพื่อไม่ให้การตรวจสุขภาพผิดพลาด เพราะการตรวจสุขภาพนั้นจะต้องซักประวัติอย่างละเอียด ที่จะช่วยให้ค้นพบปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเมื่อรู้ปัจจัยเสี่ยงแล้ว ขั้นตอนถัดไป คือ การตรวจร่างกายและตรวจแล็บ (ห้องปฏิบัติการ) เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เพราะบางกรณีก็ไม่จำเป็นต้องตรวจแล็บเลยก็ได้

ที่น่าเป็นห่วง ก็คือ สถานพยาบาลส่วนใหญ่มักให้มุ่งประเด็นการตรวจสุขภาพ ด้วยการเน้นความสำคัญกับการตรวจแล็บ มากกว่าการซักประวัติอย่างละเอียด จึงทำให้มีคนจำนวนมากเข้าใจผิด คิดว่าการตรวจสุขภาพ คือ การตรวจหาโรคโดย ตรวจแล็บเป็นหลัก และต้องมุ่งเน้นการรักษาจากหมอเท่านั้น ทำให้ละเลยการดูแลสุขภาพตนเอง

 

ผลจากการตรวจแล็บมั่นใจได้แค่ไหน

แม้ว่าผลของการตรวจแล็บจะน่าเชื่อถือได้ แต่ก็ขออย่าได้มั่นใจการตรวจแล็บ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะยังมีกรณีที่ผลการตรวจแล็บหลายรายการขาดความแม่นยำ ซึ่งหากเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น แพทย์ควรแจ้งให้ผู้ถูกตรวจทราบด้วย ส่วนผลการตรวจแล็บที่ออกมาจะอยู่ 4 ลักษณะ ดังนี้

  1. ผลลบจริง ไม่เป็นโรค
  2. ผลบวกจริง เป็นโรค
  3. ผลลบลวง เป็นโรคแฝงอยู่ แต่ตรวจไม่พบ
  4. ผลบวกลวง ไม่เป็นโรค แต่ผลการตรวจเบื้องต้นว่าเป็นโรค

ถ้าไปตรวจร่างกายแล้วผลแล็บออกมาว่าเป็นโรค (อาจเป็น “บวกจริง” หรือ “บวกลวง” ก็ได้) แพทย์จึงต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าเป็นโรคจริง เพื่อจะให้การรักษาได้อย่างเหมาะสม

 

การตรวจสุขภาพมีทั้งประโยชน์และโทษ

การตรวจสุขภาพจะมีประโยชน์อย่างมาก หากทำอย่างถูกต้องตามหลักการ เพราะโรคบางโรคนั้น หากตรวจพบระยะแรกก็จะรักษาได้ผลดี หรือหายขาดได้ แต่ถ้ามุ่งเน้นการตรวจหาโรคโดยไม่จำเป็นจะมีโทษมากกว่าประโยชน์ เพราะถ้าตรวจพบว่าเป็นโรคที่ยังไม่มีการพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่ารักษาได้ หรือรักษาระยะแรกไม่ได้ผลดี จะทำให้ผู้รับการตรวจย่อมเกิดความวิตกกังวลได้

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เครื่องมือที่ใช้ตรวจ ก็ไม่ได้ให้ผลแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์อีกด้วย ซึ่งผลการตรวจที่ออกมานั้น หากตรวจแล้วพบ “ผลลบลวง” ก็จะทำให้ผู้ถูกตรวจชะล่าใจและไม่ปรับพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค ยิ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอีก หรือกรณีที่ตรวจแล้วได้ “ผลบวกลวง” ก็ต้องเจ็บตัว เพราะต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก อีกทั้งการตรวจเพิ่มเติมบางอย่างเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วย

 

การตรวจสุขภาพคู่กับการส่งเสริมสุขภาพ

การตรวจสุขภาพที่ถูกต้องนั้น ควรมุ่งให้ผู้ถูกตรวจดูแลสุขภาพตนเอง ไม่ใช่การไปพึ่งพาแพทย์ หรือโรงพยาบาล ดังนั้น หลังจากการตรวจสุขภาพแล้ว แพทย์ต้องให้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัวให้เหมาะสม ดังเช่นคำว่า การส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งหมายความว่า หลังจากทราบผลการตรวจสุขภาพแล้วไม่ป่วย แข็งแรงดี ก็ควรแนะถึงวิธีที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้น หรือผลตรวจสุขภาพของคนที่มีปัจจัยเสี่ยง ก็ควรจะแนะวิธีการที่จะทำให้พวกเขาหันกลับมาดูแลตัวเอง เช่น เดิมไม่ออกกำลังกาย อาจแนะให้เปลี่ยนพฤติกรรมหันมาออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เลิกดื่มสุรา เลิกสูบบุหรี่ เป็นต้น รวมถึงบางคนที่ผลการตรวจสุขภาพพบว่าเป็นโรคเบาหวาน การปฏิบัติตัวเพื่อส่งเสริมสุขภาพเหล่านี้ ก็จะสามารถคุมน้ำตาลได้ ทำให้ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือพิการ

 

การตรวจสุขภาพตนเองทำอย่างไร

ทุกคนสามารถตรวจสุขภาพตนเองง่าย ๆ เช่น การตรวจว่าตัวเองยังมีพฤติกรรมสุขภาพอะไรที่ไม่เหมาะสม การตรวจวัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนักดูว่าเกินปกติ หรืออ้วนไหม ด้วยการวัดเส้นรอบเอว มีวิธีการวัดเส้นรอบเอวตัวเองอย่างง่าย ๆ คือ เริ่มวัดจากแนวสะดือแล้วนำค่าที่ได้หารส่วนสูง คนปกติจะมีค่าเส้นรอบเอวไม่ เกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง

โดยมาตรฐานแล้ว คนเราควรจะมีค่าเส้นรอบเอวไม่เกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง เช่น คนที่สูง 160 เซนติเมตร เส้นรอบเอวไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร ถ้าเกินกว่านี้แสดงว่าลงพุง มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือหลอดเลือดสมองตีบตัน

 

การเอกซเรย์ปอด บอกอะไรได้บ้าง

ปัจจุบัน การเอกซเรย์ปอดเป็นวิธีการหนึ่งในการตรวจวินิจฉัยวัณโรคปอด ร่วมกับการตรวจเสมหะสำหรับผู้ที่มีอาการน่าสงสัย เช่น ไอเรื้อรัง หรือผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น อาศัยอยู่ร่วมกับผู้ป่วยวัณโรค บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยวัณโรค เป็นต้น

แต่การเอกซเรย์ปอดไม่เหมาะกับการตรวจสุขภาพของคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ หรือไม่มีความเสี่ยงใด ๆ เพราะการตรวจคัดกรองในคนที่ไม่มีอาการ หรือความเสี่ยงใด ๆ นั้นไม่ทำให้เกิดประโยชน์ ไม่มีความคุ้มค่า และยังเพิ่มความเสี่ยงจากการได้รับรังสี ซึ่งอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้

สำหรับกรณีของโรคมะเร็งปอด การเอกซเรย์ปอดจะตรวจพบโรคนี้ได้ในระยะท้าย ๆ ซึ่งตรวจพบแล้วก็กลับทำให้ไม่เกิดประโยชน์ต่อการรักษาแล้ว ดังนั้น ควรมุ่งเน้นที่การป้องกันโดยการไม่สูบบุหรี่ (ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด) เป็นสำคัญ

 

โรคมะเร็งกับการตรวจสุขภาพ

คนส่วนใหญ่เมื่อได้ยินคำว่า “มะเร็ง” ก็มักจะเกิดความรู้สึกตระหนก ตกใจกลัว และวิตกกังวล ถึงขนาดกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก

  • ขอเริ่มที่ “มะเร็งปากมดลูก” ก่อน

ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ ด้วยวิธีที่เรียกว่า “แปปสเมียร์” (Pap smear) โดยให้ตรวจอย่างสม่ำเสมอทุก 5 ปี ตั้งแต่อายุ 30 – 60 ปี หรือเมื่อเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากหากตรวจพบโรคในระยะเริ่มแรก จะช่วยให้สามารถรักษาได้ผลดี หรือหายขาด

  • สำหรับ “มะเร็งเต้านม” นั้น ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่า การคลำเต้านมลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เพราะก้อนมะเร็งที่คลำได้มักเป็นมะเร็งระยะลุกลามแล้ว การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมนั้น มีข้อแนะนำให้ผู้หญิงตรวจตั้งแต่อายุ 45 ปี หรือ 50 ปี ตรวจทุก 3 ปี ไปจนถึงอายุ 70 ปี
  • มะเร็งต่อมลูกหมาก โดยทั่วไปถือว่าเป็นมะเร็งที่ไม่รุนแรง ผู้ป่วยหลายรายไม่ได้เสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้ จึงไม่แนะนำให้ตรวจเลือด เพื่อค้นหาโรคนี้ที่ไม่มีอาการ เพราะมีโอกาสตรวจพบ “ผลบวกลวง” มาก ซึ่งเมื่อมี “ผลบวก” ส่วนใหญ่เป็นผลบวกลวง ก็จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แพทย์จึงจำเป็นต้องทำการตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติม ก็อาจเกิดโทษและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออก ติดเชื้อเข้ากระแสเลือด หรือการเสียชีวิตได้ ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในประชากรทั่วไป

 

ขั้นตอนการตรวจสุขภาพเบื้องต้นที่เราควรรู้ไว้

  1. มีการซักประวัติ เพื่อประเมินหาปัจจัยเสี่ยง
  2. เข้ารับการตรวจร่างกาย โดยแบ่งเป็นตรวจทั่วไปและตรวจตามปัจจัยเสี่ยง
  3. เข้าตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ตรวจแล็บ) โดยเลือกตรวจตามปัจจัยเสี่ยง
  4. แพทย์ทำการประเมินปัจจัยเสี่ยง แก้ไข หรือรักษาโรค
  5. แพทย์ให้คำแนะนำการปฏิบัติตัว เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ

ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสุขภาพระดับชาติ ซึ่งหน่วยงานนี้ต้องมีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ แนวทางการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสม มีการตรวจสอบควบคุมมาตรฐาน และติดตามการดำเนินงานในการตรวจสุขภาพของภาครัฐและเอกชน รวมทั้งให้ความรู้ หรือคำปรึกษาแก่ประชาชนด้วย

 

ผู้เขียน:  นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. เว็บไซต์หมอชาวบ้าน. https://www.doctor.or.th/article/list
แหล่งที่มา: https://www.doctor.or.th/article/list
ภาพประกอบจาก: https://herb.co/marijuana/news/cannabis-high-blood-pressure


10-เทคนิคคลายเครียดฉบับด่วนจี๋.jpg

แต่ละวันเราต้องเผชิญร้อยแปดพันเรื่องราว ที่สร้างผลกระทบหลากหลายต่ออารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากงานหรือปัญหาต่าง ๆ ก็แก้ไขเบื้องต้นได้ง่าย ๆ ด้วยเคล็ดลับแสนสะดวกที่คุณอาจจะไม่รู้ รีบอ่านแล้วลองทำตามกันเลย สุขภาพจิตที่ดีอยู่ไม่ไกลแน่นอน

 

คลายเครียดได้ไม่ยาก

  1. นั่งสมาธิ
    การนั่งสมาธิคลายเครียดไม่กี่นาทีต่อวันสามารถช่วยทำให้จิตใจสงบลงได้ เพียงนั่งขัดสมาธิ ทำหลังให้ตรง โฟกัสกับการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เมื่อทำทุกวันเป็นประจำจะช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดลงไปได้เยอะเลย
  2. หายใจเข้าลึก ๆ
    ระหว่างการทำงานที่ตึงเครียด คุณสามารถหยุดพักคลายเครียดซักหน่อยและโฟกัสที่การหายใจ โดยเริ่มจากการนั่งตัวตรง ปิดตาลง นำมือไปไว้บริเวณหน้าท้อง หายใจเข้าอย่างช้า ๆ จนรู้สึกเต็มตื้นไปทั่วปอด แล้วค่อย ๆ พรูลมหายใจออกมาทางปาก การทำแบบนี้จะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตและความเครียดได้ทันตา
  3. ตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน
    ตระหนักรู้และใส่ใจอยู่เสมอไม่ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ อย่าปล่อยให้ความเร่งรีบมาทำลายความเพลิดเพลินของปัจจุบัน คลายเครียดด้วยการค่อย ๆ ทำทุกอย่างอย่างมีสติ จะทำให้เรื่องที่รู้สึกตึง ๆ เบาลงได้เช่นกัน
  4. สร้างความสัมพันธ์
    การพูดคุย พบปะสังสรรค์กับผู้คนที่สนิทใจอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการคลายเครียด ผ่อนคลายอารมณ์ระหว่างช่วงวัน โดยคุณอาจจะเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ แลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งคุณอาจจะได้มุมมองใหม่ ๆ หรือพลังในแง่บวกกลับมาก็ได้
  5. สำรวจร่างกาย
    พยายามเฟ้นหาว่าความเครียดส่งผลอย่างไรบ้างต่อร่างกาย โดยการนอนเอนหลังหรือนั่งขัดสมาธิที่พื้น สำรวจความรู้สึกตั้งแต่ปลายเท้าไปจนถึงหนังศรีษะ ใช้เวลาประมาณ 1 – 2 นาทีสำหรับขั้นตอนนี้ จินตนาการว่าลมหายใจกำลังหมุนวนในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยความตั้งใจและสงบ
  6. คลายกล้ามเนื้อ
    นำแผ่นประคบร้อนมาประคบบริเวณคอและไหล่ ประมาณ 10 นาที ปิดตาและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และอาจจะใช้ตัวช่วยอย่างลูกบอกหรือลูกกลิ้งเพื่อนวดไปตามจุดที่แข็งเกร็ง และคุณยังสามารถกดจุดคลายเครียดได้ด้วยการนำบอลมาขั้นระหว่างร่างกายกับผนัง ดันลูกบอลติดผนังประมาณ 15 วินาทีก่อนย้ายไปยังจุดถัดไป
  7. หัวเราะออกมาดัง ๆ
    การหัวเราะออกมาดังๆ นอกจากจะช่วยในคลายเครียด ลดความกดดันแล้ว การทำแบบนี้ยังช่วยให้ฮอร์โมน Cortisol ลดลง เพิ่มสาร Endorphins ที่ทำให้มีความสุข โดยคุณอาจจะดูหนังตลก อ่านเรื่องขำขันเพื่อหัวเราะออกมาดัง ๆ ก็ได้
  8. ฟังเพลง
    การฟังเพลงหรือเสียงที่ผ่อนคลาย สามารถลดความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจและแม้แต่ความวิตกกังวลได้ จากการที่จิตใจของคุณจะโฟกัสอยู่กับโน๊ตดนตรี หรือเสียงต่าง ๆ ที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นรีบจัดการลิสท์เพลงโปรด หรือเลือกเสียงจากธรรมชาติอย่างเสียงฝน น้ำตก นกร้อง มาฟังคลายเครียดกันให้ไว
  9. ขยับร่างกาย
    แม้แต่การเดินเล่นก็ถือว่าเป็นประโยชน์ช่วยคลายเครียดได้ ขยับนิดขยับหน่อยในแต่ละวันจะช่วยลดความเศร้าซึม วิตกกังวล โดยสมองจะปล่อยสารที่เกี่ยวเนื่องกับความสุขออกมา ให้เราได้มีวันที่ดีและปลอดโปร่งง่าย ๆ ทุกวัน
  10. เห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต
    การขอบคุณในพร ความอยู่ดีมีสุข ความพึงพอใจในชีวิต สามารถช่วยต้านความคิดทางลบและความกังวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคุณอาจจะเริ่มด้วยการบันทึกสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี ซาบซึ้ง มีความสุขในแต่ละวันและเก็บไว้อ่านในเวลาที่รู้สึกตึงเครียดก็ดีเช่นกัน

ทั้ง 10 เทคนิคนี้สามารถนำไปรับมือกับความเครียดได้ไม่อยากเลย อีกทั้งยังเหมาะสมต่อการคลายเครียดอย่างด่วนจี๋ในระหว่างวันที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาได้ด้วย ลองนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสถานที่และสถานการณ์ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลกับความเครียด พลังลบตัวร้ายอีกแล้ว!

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-1.jpg

ความสัมพันธ์หลาย ๆ ลักษณะ ที่ดูเหมือนว่าจะไปได้ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่ข้อมูลจาก แอนิต้า เอ. ชลิพาลา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องครอบครัวและการสมรส และผู้เขียนหนังสือเรื่อง First Comes Us The Busy Couple’s Guide To Lasing Love ได้กล่าวถึงลักษณะของความสัมพันธ์  8 ข้อ ที่ดูว่าจะไปได้ดี แต่อาจไม่ใช่

 

การใช้เวลาด้วยกันมาก ๆ

ในตอนแรกของความสัมพันธ์ การใช้เวลาศึกษา เรียนรู้ ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นเวลานาน เป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อคุณหยุดพบปะเพื่อน ๆ หรือจะตอบตกลงกับเพื่อนในแต่ละครั้ง ต้องรอเขาหรือเธอติดต่อมาเสียก่อน ในความเป็นจริง คุณจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่สนใจ งานที่ทำเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้ แม้กระทั่งการยอมรับข้อตกลงระยะยาว อย่างเช่นการแต่งงาน

 

การไม่เคยทะเลาะกันเลย

อันที่จริง ทะเลาะกันบ้างก็เป็นเรื่องที่ดีต่อความสัมพันธ์แม้ว่าคุณจะพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยไม่พูดในบางเรื่อง เพื่อไม่ให้ทะเลาะกัน แต่ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นคือ การไม่พอใจในความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่  เพราะว่าไม่ได้พูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ดังนั้น ควรมีการโต้แย้งกันบ้าง และควรรับรู้ถึงการใช้น้ำเสียง ในการแสดงความรู้สึกและแสดงความเห็นของกันและกัน

การที่จะให้คนสองคนคิดอะไรเหมือนกัน ทั้งที่มีความแตกต่างกันทั้งบุคลิกภาพ ภูมิหลัง ความชอบ ฯลฯ ย่อมเป็นไปไม่ได้ บางครั้งทางออกคือ ต้องยอมรับที่จะขัดแย้งกัน และทำความเข้าใจคู่ของคุณโดยไม่ต้องเห็นด้วยกับเขา นั่นเพราะข้อขัดแย้งเป็นสิ่งดี ช่วยให้คู่รักไม่มองข้ามความสำคัญของกันและกัน และทำให้มั่นใจด้วยว่า ทั้งคู่ยังคงบริหารความสัมพันธ์ในแบบที่พวกเขาต้องการได้อย่างดี

 

การคิดว่าแค่ “ขอโทษ” ก็เพียงพอ

หลายคนมักจะยึดหลักเหตุผลว่า การกล่าวคำว่า “ขอโทษ” หรือ “เสียใจ” ทุกอย่างก็ลงตัว แต่ถ้าคุณและคนรักขัดแย้งกันบ่อย ๆ แล้ว การขอโทษก็ไม่เพียงพอต่อการรักษาความสัมพันธ์ นอกจากคำกล่าวขอโทษแล้ว  คุณจำเป็นต้องลงมือทำเพื่อให้คู่ของคุณเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้นจริงๆ

 

การมีเซ็กส์มาก ๆ

การมีเซ็กส์มาก ๆ อาจดีหากว่าทั้งคู่ยังไม่มีปัญหาอะไรซ่อนอยู่ แต่ถ้าวันใดที่เซ็กส์เป็นช่องทางเดียวในการสื่อสารในเรื่องความสัมพันธ์ขึ้นมา นั่นแหละคือปัญหา ดังนั้นเซ็กส์เป็นสิ่งดี ตราบที่ทั้งคู่ได้ตกลงปลงใจร่วมกัน และการสื่อสารความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น ๆ ยังมีอยู่

 

การบอกกล่าวเรื่องที่ตนเองสนใจทุกเรื่อง

มีงานวิจัยที่บ่งชัดว่า ความสนใจในเรื่องที่เหมือน ๆ กันของคู่รัก ส่งผลไม่มากต่อความสัมพันธ์แบบที่น่าพอใจ ในทางกลับกัน ความสนใจในเรื่องต่างกันกลับช่วยเติมรสชาติและทำให้แรงปรารถนาที่จะสานความสัมพันธ์ยังคงอยู่  ดังนั้น แม้ว่าหลายๆคู่ที่ชอบอะไรคล้ายกัน แต่การสนใจในเรื่องที่ต่างกันบ้าง ก็เป็นเรื่องดีต่อคนทั้งคู่ เพราะมันจะเป็นการเสริมเพิ่มเติมสิ่งใหม่ ๆ ให้แก่คู่รักและคงไว้ซึ่งปริศนาที่คุณได้พบกันในครั้งแรก

การบอกทุกเรื่องกับคู่ของคุณ

ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีสำนึกของความรับผิดชอบ คุณอาจจะอยากบอกทุกเรื่องกับคู่ของคุณ แต่บางเรื่องอาจส่งผลลบกับคู่ของคุณเป็นอย่างมากได้ ในทางตรงข้าม บางเรื่องการบอกให้คู่ของคุณรับรู้ เป็นการสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นร่วมกัน ดังนั้นก่อนบอกหรือแชร์ประสบการณ์ในเรื่องต่างๆกับคู่ของคุณ ควรพิจารณาถึงผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นด้วยความรับผิดชอบ

การคิดไปเองเรื่องรักเดียวใจเดียว

แม้มันไม่ง่ายนักสำหรับคู่รัก ที่จะคุยกันในเรื่องของ “รักเดียวใจเดียว” กับ “การนอกใจ” แต่จากข้อมูลปัจจุบันที่พบว่าการนอกใจ เกิดขึ้นมากในสังคม และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่แต่ละคู่ต้องพูดคุย เพื่อกำหนดนิยามของเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจน ก่อนที่ปัญหาจากการนิยามไม่ตรงกันจะตามมา

การรับไม่ได้กับเรื่องหึงหวง

การที่คู่ของคุณเป็นที่ต้องการของคนอื่น อาจจะทำให้คุณรู้สึกหึงหวงได้ แต่ถ้าคุณจัดการกับเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง มันอาจเป็นสิ่งที่ดี เพราะอย่างน้อยการแสดงออกอย่างหมาะสมเพื่อให้คู่ของคุณรู้ จะทำให้เขาหรือเธอรู้สึกมีคุณค่า มีความสำคัญ แต่ต้องมั่นใจว่าการแสดงออกนั้น ไม่ใช่การรุกราน

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.yahoo.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


9-วิธีปรับปรุงชีวิตคู่.....ให้ดีขึ้น-2.jpg

ชีวิตคู่ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป วันนี้มาดูข้อแนะนำ จากนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาการใช้ชีวิตสมรสกัน ว่าเขาแนะนำให้ทำอะไรมากที่สุด อ่านแล้วรีบปรับใช้ได้ทันที ทั้งกับผู้ที่สมรสแล้วหรือยังโสดอยู่

 

1. เปิดใจรับฟังคู่ของคุณ

คู่สมรสส่วนใหญ่ไม่มีวิธีการจัดการกับข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ความสัมพันธ์ในเวลาต่อมาดียิ่ง ๆ ขึ้น  ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูก และยึดติดกับจุดยืนของตัวเอง หลายๆครั้งปัญหาอยู่ที่เพียงการต้องการให้อีกฝ่ายรับฟังความเห็นของตนบ้างเท่านั้น นักจิตวิทยาจึงแนะนำว่า ให้ทั้งสองฝ่ายรับฟังซึ่งกันและกัน พร้อมตอบสนองด้วยอากัปกริยาที่เหมาะสม

 

2. เพิ่มช่วงเวลาคุณภาพที่มีให้กันมากขึ้น

บางคู่ที่ทั้งสามีและภรรยา ต่างต้องแบ่งเวลาเพื่อการทำงาน เพื่อพ่อแม่ เพื่อเพื่อนฝูง ทำให้เหลือเวลาที่จะอยู่ด้วยกันน้อยลง อย่างไรก็ตามยังมีความจำเป็นในการหาเวลาว่าง อยู่ด้วยกันมากขึ้น แน่นอนว่าไม่ใช่แค่การนั่งดูทีวี หรือนั่งบนโซฟา แล้วต่างคนต่างทำกิจกรรมของตนเอง สิ่งที่ควรทำคือ การเพิ่มช่วงเวลาที่มีคุณภาพสร้างบรรยากาศโรแมนติก คุยกันกระหนุงกระหนิง มีงานอดิเรกสนุกๆทำด้วยกัน ร้อยทั้งร้อย “รักกันมากขึ้น”

 

3. อย่าเอาอารมณ์มาอยู่เหนือทุกสิ่ง

ความสัมพันธ์ของคู่รักมักดีขึ้น เมื่อสื่อสารพูดคุยเข้าใจกัน แต่ต้องแน่ใจว่าเลือกใช้คำพูดที่เป็นภาษาเดียวกัน ที่สำคัญอย่าพูดอะไรออกไปด้วยอารมณ์ เพราะนั่นจะทำให้ยิ่งแย่ ปรับใช้คำพูดที่ให้ความรู้สึกดี เช่น เลือกพูด “ผมรู้สึกว่า…” แทนคำว่า “คุณก็เป็นแบบนี้เสมอๆ” ซึ่งเหมือนคุณตัดสินไปแล้ว แต่ถ้าถูกคู่รักตำหนิ ก็พยายามฟังให้จบก่อน แม้ว่าคุณอยากจะโต้เถียงในทันทีก็ตาม และเมื่อได้โอกาสพูดแล้ว “อย่าใช้อารมณ์”

 

4. แสดงความชื่นชมคู่ของคุณ

การเป็นคู่รักกันมานาน บางทีก็ทำให้ลืมเรื่องเล็กๆน้อยๆไป เช่น การพูดคำว่า “ขอบคุณ” หรือแสดงความรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่คู่รักทำให้ เช่น “ขอบคุณครับที่เตรียมอาหารเช้าให้ ผมรู้นะว่าคุณยุ่งๆและต้องรีบไปทำงาน แต่คุณก็ทำให้ผม” คิดดูซิว่า ใครได้ยินประโยคนี้ ก็ต้องละลายและยิ้มแก้มปริทีเดียว ดังนั้น อย่าปล่อยให้การชื่นชมและพูดคำว่า “ขอบคุณ” ห่างหายไปจากกันและกัน

 

5. เปลี่ยนจากเรื่องน่าเบื่อ เป็นเรื่องน่าเรียนรู้

การจดจำแต่ว่าพฤติกรรมอะไรที่คู่ของคุณทำแล้ว ทำให้คุณแทบจะบ้าคลั่ง ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ เป็นการ เรียนรู้พฤติกรรมนั้น จะดีกว่ามั้ย แค่คิดที่จะเรียนรู้ ก็พาคุณออกนอกกรอบ การเรียนรู้นิสัยและพฤติกรรมของคนที่เรารัก และเข้าใจถึงนิสัยและพฤติกรรมนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายนะ เพราะเมื่อเข้าใจ คุณก็อาจจะยิ้มได้กับพฤติกรรมแปลกๆของคนรัก อีกทั้งยังเป็นการไม่ทำให้คนรักรู้สึกแย่ ที่พฤติกรรมของเขาถูกรังเกียจ

 

6. หันหน้าออกจากสมาร์ทโฟน

การใช้เวลาอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟน บางทีมันทำให้เพลินกับโลกโซเชียลจนลืมตัวไปว่า ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว หรือบางกรณี กว่าที่คู่รักจะหาเวลาว่างมาดินเนอร์กัน แต่เมื่อได้ดินเนอร์ กลับก้มหน้าก้มตาอยู่กับสมาร์โฟน นี่คืออีกหนึ่งต้นเหตุของปัญหาชีวิตคู่ นักจิตบำบัดหลายท่านบอกว่า จริงๆมันง่ายมากเลยนะที่จะหันหน้าออกจากสมาร์ทโฟน แล้วหันหน้าไปหาคนรัก เพราะต้องยอมรับความจริงข้อนึงว่า ทุกคนต้องการการเอาใจใส่และการได้รับความสนใจ

 

7. ค้นหาความมหัศจรรย์เกี่ยวกับเซ็กส์

โลกมีอะไรให้ค้นหามากมาย คนก็มีอะไรให้ค้นหาเช่นกัน การเป็นคู่รักกันมานาน ไม่ได้หมายความว่า จะค้นเจอความมหัศจรรย์ของคนรัก โดยเฉพาะในเรื่องเซ็กส์ ดังนั้น อย่าปล่อยให้ชีวิตคู่จืดชืด พูดคุยกันบ่อยขึ้น ค้นหาความมหัศจรรย์ของเรื่องเซ็กส์ให้เจอ อย่างน้อยทำให้คู่ของคุณเห็นว่า คุณยังให้ความสำคัญและต้องการจะทำมันให้ดีขึ้น

 

8. แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ร่วมกัน

การใช้ชีวิตทุกวัน ย่อมเจอเรื่องราวที่นำมาแบ่งปัน เล่าสู่กันฟังได้ นักจิตวิทยาบอกว่า มันเป็นความท้าทายและน่าซาบซึ้ง ที่คนสองคนจะแชร์เรื่องราว แบ่งปันเรื่องราว เล่าสู่กันฟัง เพราะนั่นคือการเปิดใจ ส่งผลดีให้คู่รักสนิทกันมากขึ้น หัวเราะด้วยกันมากขึ้น มีโมเม้นท์ดีๆน่ารักๆให้จดจำ

 

9. กำหนดขอบเขตและความคาดหวัง

ปัญหาของความสัมพันธ์ หลายๆครั้งมาจากขอบเขตและความคาดหวังของทั้งคู่ที่ต่างกัน ลองนึกดูว่าถ้าอีกฝ่ายอยากแต่งงาน แต่อีกฝ่ายต้องการแค่ความเป็นเพื่อน ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ ปัญหาในอนาคตอาจเกิดขึ้น ลองหาเวลาพูดคุยแบบสบายๆ สำรวจให้เข้าใจถึงขอบเขต และความคาดหวังของทั้ง 2 ฝ่าย แน่นอนว่าทุกคนไม่อยากผิดหวัง ทุกคู่กลัวการหย่าร้าง ทุกคู่อยากให้ความสัมพันธ์ราบรื่น ดังนั้นการคุยกัน ตกลงกัน มีข้อกำหนด มีขอบเขต ซึ่งทั้งคู่ยอมรับได้ นั่นก็จะช่วยลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

 

คุณโชคดีแค่ไหน ที่มีคนรัก ให้หวานใส่กัน แบ่งปันเรื่องราวกัน เป็นห่วงกัน สร้างอนาคตร่วมกัน ขณะที่คนอื่นไม่มีแบบคุณ ดังนั้น แม้ชีวิตคู่จะเจออุปสรรค เจอปัญหา เจอความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง แต่ให้คิดว่านั่นคือ โอกาสที่จะได้ศึกษากัน เพื่อปรับจูนกันใหม่ ไม่มีใครหรอกที่อยากเลิกรา หย่าร้าง 9 วิธีข้างต้น ช่วยคุณได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.womansday.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-ที่ทำลายความสัมพันธ์-.jpg

หลาย ๆ คนอาจแปลกใจว่า ทำไมความสัมพันธ์กับคู่ของคุณ ถึงได้แย่ลง ทั้งๆที่บางคู่อาจไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน บทความนี้เป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษากายและความสามารถพิเศษ รวมถึงนักบำบัดด้านจิตวิทยาร่วมกันแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว

 

เมื่อพูดถึงนิสัยที่ไม่ดี ทุกคนคงยอมรับว่ามีกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และถ้าถามว่าเมื่อมีแล้วจะทำยังไง ถึงตอนนี้หลายๆคนคงจะตอบว่า ถ้าแก้ไขแล้วดีขึ้นได้ก็จะทำ แต่ทำอย่างไรกับบางเรื่องที่คุณไม่รู้ และบางครั้งถึงรู้ ก็อาจคิดว่า ไม่สำคัญ ในชีวิตประจำวัน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์แบบซึมลึกได้ เรามาดูความเห็นจากนักวิชาการกันเลย

 

1. เข้าและออกจากบ้าน โดยไม่ทักทายคู่ของคุณ

ความประทับใจครั้งแรก เป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าความสัมพันธ์นั้นจะมีมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่หลายๆคู่กลับพบว่าถ้าละเลยไปแล้ว มันอาจสร้างปัญหาในเวลาต่อมาได้ เช่น ไม่ได้ทักทาย พูดคุย สัมผัส หรืออื่น ๆ กับคู่ของคุณ ตอนออกจากบ้านหรือกลับเข้าบ้าน ถ้าตารางเวลาของคุณไม่ตรงกัน หรือคุณพบว่าตัวเองต้องรีบไป แนะนำให้หาทางทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่จะแสดงให้คู่ของคุณรู้ว่า คุณกำลังคิดถึงเขาอยู่บ้าง

 

2. นำเหตุผลเรื่องงาน มาปนกับเรื่องคู่หรือครอบครัว

ในยุคดิจิตอลนี้ มันเป็นการยากที่จะแยกระหว่างเรื่องงานกับชีวิตในบ้าน เวลามีข้อขัดแย้งขึ้นคุณอาจจะกลายเป็นผู้เติมเชื้อเพลิงให้สถานการณ์ มันแย่ลง มีข้อแนะนำว่า ในกรณีที่เกิดปัญหาที่บ้าน คุณควรพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้เหมือนกับเป็นงานของคุณอีกงานหนึ่ง โดยคู่ของคุณคือเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นคุณจำเป็นต้องสร้างกลยุทธ์สำหรับการทำงานร่วมกับคู่ของคุณด้วยเพื่อให้ความสัมพันธ์ทุกอย่างดีขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

 

3. ไม่ตั้งใจฟังคู่ของคุณ อย่างแท้จริง

วันว่าง ๆ ลองนับคำตอบในการสนทนากับคู่ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องละคร หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ถ้าจำนวนครั้งที่คุณตอบ “อืม” “อือ” หรืออะไรก็แล้วแต่ประมาณนี้ คำลักษณะนี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณไม่ได้ฟังมันจริง ๆ  คู่ของคุณอาจมองว่าคุณกำลังฟังอยู่ แต่ในความเป็นจริง มันบอกได้เลยว่าคุณไม่ได้สนใจกับเรื่องที่เล่าอยู่เลย บางครั้งมันอาจส่งผลเสียในเวลาต่อมา

 

4. อึดอัดที่จะพูดถึงเรื่องเงิน

ไม่ว่าคุณจะมีเงินมากน้อยแค่ไหน มันสำคัญที่ว่าคุณควรต้องพูดคุยกับคู่ของคุณอย่างเปิดเผย ซื่อสัตย์ ตรงไป ตรงมา ไม่ว่าคุณจะมีบัญชีร่วมกับคู่ของคุณหรือไม่ “การวางแผนทางการเงิน” เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการแต่งงานที่มีความสุข แต่ต้องแน่ใจว่าการพูดคุยในเรื่องดังกล่าวเป็นการพูดคุยในรูปแบบหลักการบริหารไม่ใช่พูดเป็นในประเด็นการใช้เงินส่วนตัวของแต่ละคน

 

5. ออกเสียงในลำคอหรือกระแอมบ่อย

เราทุกคนมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่สะดวก ที่พูดกันบ่อย ๆมากคือ กระแอมในลำคอ หลายๆคนกระแอมในลำคอเหมือนเป็นคำตอบให้กับสิ่งที่พวกเขากำลังพูดหรือได้ยินในเรื่องไม่ดี ไม่ถูกใจ “สิ่งนี้จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ถ้าคุณใช้พฤติกรรมที่แสดงออกเวลาเครียด มาเป็นพฤติกรรมปกติในการสื่อสารกับคู่ของคุณ”

 

6. ไม่สนใจในความต้องการของกันและกัน

ลองปรับมาคิดแบบนี้ในทุกๆเรื่อง “ถ้าคุณเข้าไปหาน้ำดื่มสักแก้วในครัว คุณควรถามคู่ของคุณว่าต้องการน้ำด้วยหรือไม่” ในความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งคู่ควรพยายามเติมเต็มความต้องการของกันและกัน อย่าลืมว่า ถ้าคุณกระหายน้ำก็มีโอกาสที่คู่ของคุณกระหายน้ำด้วยเช่นกัน

 

7. เครียดแล้วชวนทะเลาะ

คุณไม่สามารถนำความเครียดของคุณ ไปจุดชนวนทำให้ทะเลาะกันกับคู่ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการนอนไม่หลับ เจ้านายดุ หมุนเงินไม่ทัน พ่อป่วย แม่เจ็บ หรืออื่นๆ ความจริงคือไม่มีเหตุผลใดที่คุณจะนำแรงกดดันในเรื่องเหล่านี้ ไปเป็นชนวนให้เกิดการทะเลาะกับคู่ของคุณ ในทางกลับกัน คุณมีสิทธิที่จะสื่อสารให้เขาหรือเธอได้รับรู้ คิด พิจารณาร่วมกัน  และมีปฏิสัมพันธ์อย่างเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น

 

8. ต่างคนต่างอยู่

แม้ว่าความเป็นอิสระในการดำเนินชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ แต่การใช้ชีวิตคู่ จำเป็นที่จะต้องมีการแบ่งปันกัน การแบ่งปันเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี สมมติว่าคุณกำลังดูทีวีกับคู่ของคุณ คำถามคือ “คุณจะเก็บผ้าห่มไว้ห่มตัวเอง คุณจะให้เขาหรือเธอห่ม คุณจะใช้การแบ่งกันห่ม” อาจฟังดูง่าย แต่การกระทำเล็ก ๆ นี้บ่งบอกว่าความสัมพันธ์ของคุณปกติ หรือคุณอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.yahoo.com
ภาพประกอบ: www.freepik.com


.jpg

ปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำลายสุขภาพจิตของหลาย ๆ คน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงก็ประสบปัญหาเหมือนกัน ปกติแล้วโรคผมร่วงผมบาง เป็นโรคที่พบบ่อยมากในผู้ชายพบได้ประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ และผู้หญิงพบได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ผมร่วงเปรียบเสมือนกระจกส่องสุขภาพ หากมีปัญหาผมร่วง นั่นเท่ากับว่ากำลังมีปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ  ด้วย จึงควรจะรีบมารักษาและหาสาเหตุ ปัญหาผมบางศีรษะล้าน ส่วนใหญ่มาจากพันธุกรรมที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้การจัดการกับปัญหานั้นแลดูจะเป็นเรื่องยาก แต่ด้วยการแพทย์สมัยใหม่ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกเสมอ เรื่องเส้นผมก็เช่นเดียวกัน

 

นวัตกรรมฉีดเกล็ดเลือดเพื่อปลูกผม

นวัตกรรมการฉีดเกล็ดเลือดเพื่อปลูกผมหรือที่เรียกว่า PRP or Platelet Rich Plasma (พลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น) เป็นการฟื้นฟูผมให้เส้นหนา และแข็งแรงขึ้น โดยการเจาะเลือดแล้วนำมาปั่นแยกส่วนที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นออกมา เกล็ดเลือดนอกจากทำหน้าที่หยุดเลือด แล้วยังมีสารโกรท แฟคเตอร์ (growth factor) ต่าง ๆ อยู่เป็นปริมาณมาก ซึ่ง growth factors เหล่านี้จะช่วยสร้างและส่งเสริมการสร้างเส้นเลือด กระตุ้นการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์เส้นผม โดยเฉพาะเซลล์เดอร์มอล พาพิลาบริเวณรากผมและสเต็มเซลล์รากผม เซลล์ผิวหนัง เซลล์กระดูก ช่วยให้แผลสมานได้เร็วขึ้น ด้วยเทคนิคการปั่นแยก PRP ที่จำเพาะ จะทำให้ได้ PRP ที่มีปริมาณเกล็ดเลือดเข้มข้นกว่าเกล็ดเลือดในกระแสโลหิตทั่วไป 3 – 5 เท่า โดยเกล็ดเลือดเข้มข้นที่เหมาะสมในการใช้รักษาเพื่อการปลูกผม ควรมีปริมาณเกล็ดเลือดประมาณ 1,000,000 หน่วยต่อไมโครลิตร

 

 

ขั้นตอนการทำสำหรับผู้เริ่มต้น

  • เริ่มต้นจากนำผู้ป่วยมาเจาะเลือดจากแขนประมาณ ในปริมาณประมาณ 60 – 100 ซีซี แล้วนำไปปั่นในเครื่อง centrifuge ด้วยวิธีพิเศษที่เรียกว่า double spin technique แยกนำส่วนที่เรียกว่า PRP มา ซึ่งมีโกรทแฟคเตอร์ปริมาณมาก
  • นำมาฉีดบริเวณหนังศีรษะที่มีปัญหาผมบาง โดยก่อนฉีด PRP จะมีการฉีดยาชาและทำการกระตุ้นหนังศีรษะด้วย derma stamp (micro needling system) ก่อน โดยปกติแพทย์จะแนะนำให้ทำการรักษาด้วย PRP เดือนละ 1 ครั้ง จำนวน 3 ครั้ง ติดกันหลังจากนั้นจะมีการติดตามผลการรักษาประมาณ 3 – 4 เดือนโดยติดตามการรักษาโดยภาพถ่ายทางคลินิก และภาพถ่ายขยายจากกล้อง dermoscope

 

ข้อดี

  1. เป็นนวัตการรมที่ปลอดภัยสูง เนื่องจากไม่ได้มีการใช้สารเคมีอื่นใด มีโอกาสแพ้น้อยมากเพราะเป็นเลือดของตัวเราเอง
  2. สามารถกระตุ้นทำให้รากผมของผู้ป่วย หากได้รับการรักษาแบบปกติแล้วไม่ดีขึ้น หรือใช้เป็นการรักษาเสริมเข้ามาเพื่อชะลอการหลุดร่วงของเส้นผม ช่วยให้ผมกลับขึ้นมาใหม่ได้เร็วขึ้น
  3. นอกจากนี้เมื่อฉีด PRP ร่วมกับการปลูกผม จะช่วยทำให้ผลการปลูกผมดีขึ้น แผลหายเร็วและแผลเป็นน้อยหรือเล็กลง PRP เองยังสามารถใช้ร่วมกับวิธีการรักษาอย่างอื่นได้ เช่น การทำเลเซอร์ ทรีทเมนท์ วิตามินและยา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ผลข้างเคียงอาจมีอาการเจ็บบริเวณที่ฉีด ผิวหนังแดงแสบ หน้าบวมจากการฉีดเข้าหนังศีรษะบ้าง แต่ไม่นานก็หายเป็นปกติ

ประโยชน์ของการทำ PRP นอกจากจะนำมาใช้ในการปลูกผมเพื่อช่วยสร้างความมั่นใจแล้ว เสริมบุคลิกภาพของคนที่เกิดปัญหาด้านเส้นผม ที่เกิดความอับอาย ขาดความเชื่อมั่น มีผลต่ออาชีพการงานและไม่กล้าเข้าสังคม การทำ PRP จึงเป็นทางเลือกใหม่ ในปัจจุบันมีการนำ PRP มาใช้ทางการแพทย์ในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาฯ ช่วยให้อาการบาดเจ็บของนักกีฬาหายเร็วขึ้น รวมทั้งอาการ ข้อ เอ็น กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ส่วนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อนำ PRP มาช่วยทำให้กระดูกติดเร็วขึ้น แผลหรือเนื้อเยื่อสมานได้เร็วขึ้น ส่วนในวงการทันตแพทย์ใช้ใช้ PRP ในการฝังรากเทียม แพทย์ผิวหนังใช้ในการทำให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์วัย ลบริ้วรอยความเหี่ยวย่นบนใบหน้า

 


ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 

 


Change-life-drinking-water.jpg

เปลี่ยนชีวิตให้สดใสด้วยการ “ดื่มน้ำ” เคยไหมที่บางครั้งอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกหัวตื้อคิดอะไรไม่ออก สายตาพร่ามัว ผิวพรรณหยาบกระด้าง ริมฝีปากแห้งแตกระแหง ดวงตาไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง และรู้สึกง่วงอยู่ตลอดเวลา เมื่ออาการเหล่านี้เกิดกับคุณโดยเฉพาะคุณผู้หญิง อย่าได้มองข้ามอาการเหล่านี้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจเป็นสิ่งบ่งบอกว่าร่างกายคุณกำลังขาดน้ำ ซึ่งในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้คุณติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ มารู้กันว่าการ “ดื่มน้ำ” สำคัญอย่างไร 

 

ตามปกติแล้วปริมาณน้ำที่คุณผู้หญิงควรดื่มในแต่ละวัน อยู่ที่ 8 – 10 แก้ว สำหรับบางคนที่ติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะบ่อย ๆ สามารถดื่มมากกว่านั้นได้ นอกจากนั้น ผู้ที่ติดเชื้อควรเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความอับชื้น โดยเฉพาะหลังจากออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) และปัสสาวะทุกครั้งหลังจากมีเพศสัมพันธ์ด้วย

 

รู้ได้อย่างไรว่า “ดื่มน้ำ” อย่างพอเหมาะ  

ประโยชน์ของการดื่มน้ำให้เพียงพอสำหรับร่างกายมีมากมาย สิ่งที่คุณจะรับรู้ได้อย่างชัดเจนด้วยตัวเอง ก็คือ เมื่อดื่มน้ำสะอาดเพียงพอสำหรับร่างกาย สมองจะสามารถคิด ประมวลผลได้เร็วขึ้น จดจำและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น มีสมาธิในการทำงานเพิ่มขึ้น  ผิวพรรณจะเปล่งปลั่งสุขภาพดี เรียบเนียน ไร้ริ้วรอยเหี่ยวย่น ดูอ่อนกว่าวัย ปวดศีรษะน้อยลง เรียกได้ว่า เปลี่ยนชีวิตให้สดใสด้วยการดื่มน้ำเลยจริงๆ

ส่วนผลลัพธ์ที่อาจมองเห็นไม่ชัดด้วยตาเปล่า เช่น การทำงานของตับและไตจะดีขึ้น ร่างกายจะขับถ่ายของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจวาย เลือดข้น โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

นอกจากนั้น น้ำยังทำให้ข้อต่อแข็งแรง มีความยืดหยุ่นมากขึ้น การดื่มน้ำมาก ๆ ยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย เพราะน้ำจะช่วยขับของเสียออกจากอวัยวะต่าง ๆ ทำให้ร่างกายสะอาดขึ้น คุณจะมีความอยากกินอาหารขยะน้อยลง และกลิ่นปากจะลดลงด้วย

 

ถ้าดื่มน้ำมากเกิน

ในทางตรงข้าม การดื่มน้ำมากเกินไปก็มีโทษเช่นกัน ลองสังเกตร่างกายของคุณว่า ดื่มแค่ไหนจึงรู้สึกพอ เพราะร่างกายจะมีกลไกที่บอกว่าได้รับน้ำเพียงพอแล้วสำหรับระยะเวลานั้น อย่าฝืนดื่มน้ำมากเกินไป โดยในช่วงอากาศร้อนจัดและรู้สึกกระหาย ควรจิบน้ำที่อยู่ในอุณหภูมิห้องทีละน้อย หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำครั้งละมาก ๆ หรือเย็นจัดร้อนจัด สังเกตปัสสาวะของตนเองอยู่เสมอ ปัสสาวะที่มีสีเหลืองเข้มอาจบ่งบอกว่าคุณกำลังขาดน้ำก็ได้ ในขณะที่ปัสสาวะสีเหลืองอ่อน คือ สิ่งบ่งบอกว่าคุณดื่มน้ำอย่างเพียงพอแล้ว

อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดกับคนจำนวนมาก คือ อาการท้องผูก และการดื่มน้ำสามารถช่วยบรรเทาท้องผูกได้เช่นกัน สาเหตุที่ทำให้คนดื่มน้ำน้อยมักท้องผูก เพราะเมื่อขาดน้ำลำไส้จะไปดึงน้ำออกจากอุจจาระเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ทำให้อุจจาระแข็งตัวและขับถ่ายลำบาก วิธีแก้ไขง่าย ๆ เบื้องต้น คือ ลองดื่มน้ำอุ่น ๆ ก่อนนอน 1 แก้ว เพราะน้ำจะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหาร และทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้ดีขึ้น

นอกจากนั้น ผู้ที่ท้องผูกควรรับประทานอาหารจำพวกกากใย ผัก ผลไม้ให้มาก ๆ เป็นนิสัย ขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน อย่านอนดึก หรืออดนอน  และเมื่อร่างกายขับถ่ายของเสียได้ดีขึ้นแล้ว ระบบในร่างกายก็มีแนวโน้มที่จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์และเกิดอาการเมาค้างในตอนเช้า น้ำดื่มสะอาดก็สามารถช่วยคุณให้พ้นจากอาการปวดหัวได้เช่นกัน เพราะน้ำมีคุณสมบัติช่วยขับปัสสาวะ หากคืนไหนรู้สึกว่าดื่มหนัก ๆ ก่อนเข้านอนลองดื่มน้ำดู เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาน้ำจะช่วยขับแอลกอฮอล์ที่ตกค้างในร่างกายของคุณออกไป ช่วยให้คุณฟื้นคืนสภาพได้เร็วขึ้น

นอกจากการดื่มน้ำสะอาดแล้ว ผลไม้ต่าง ๆ ที่มีน้ำอยู่มาก เช่น แตงโม สับปะรด สตรอเบอรี่ แคนตาลูป ส้ม หรือแอปเปิล ก็ยังช่วยดับกระหายและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกายคุณได้ด้วย เพียงแค่เลือกรับประทานบ่อย ๆ เป็นนิสัย คุณก็จะมีสุขภาพดีขึ้นและอ่อนวัยขึ้นได้อย่างง่ายดาย

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ   
แหล่งข้อมูล: www.mindbodygreen.com
ภาพประกอบ:  www.freepik.com


-ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม.jpg

อุบัติการณ์การเกิดโรคภูมิแพ้ (Allergy) เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก จากการสำรวจในประเทศไทยพบว่ามีการเพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา โดยในประเทศไทยพบผู้ป่วย โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23 – 30 โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคหืดร้อยละ 10 – 15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหารร้อยละ 5

 

นอกจากนี้ภูมิแพ้ยังสามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนในหลายระบบของร่างกาย เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ นอนกรน การเป็นภูมิแพ้ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดน้อยลง ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ มีทั้งที่ทุกข์ทรมานมากจนต้องพักฟื้นอยู่กับบ้าน และที่คุมอาการจนสามารถทำงานได้ใกล้เคียงปกติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการ และการดูแลรักษาของผู้ป่วยแต่ละคน

 

สาเหตุที่ทำเกิดโรคภูมิแพ้

ภูมิแพ้ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามโรคภูมิแพ้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ สภาพแวดล้อมที่เราอยู่อาศัย พฤติกรรมการใช้ชีวิต การกิน นอน การพักผ่อนที่ไม่เหมาะสม ความเครียด ฝุ่นควันทั้งในที่พักอาศัยและบนท้องถนนในระหว่างการเดินทาง ล้วนทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้

นอกจากนั้นสุขภาพร่างกายของเรา และกรรมพันธ์ุก็มีส่วนทำให้เป็นโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น บุคคลที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคภูมิแพ้สูงกว่าบุคคลอื่น ๆ ไม่เพียงเท่านั้นพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่างก็ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ อาทิ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน และได้รับสารเคมีบางชนิดอีกด้วย

 

อาการของโรคภูมิแพ้

  1. อาการที่เกิดขึ้นจากระบบทางเดินหายใจ ซี่งเราสามารถสังเกตได้จาก อาการคัน คัดจมูก น้ำมูกไหล จนกระทั่งอาจเกิดอาการรุนแรงขึ้น หากพบว่า มีอาการไอ มีเสมหะ และอาการหอบร่วมด้วยภูมิแพ้ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม
  2. อาการที่เกิดขึ้นที่ผิวหนัง ในบางคนอาจพบว่าตนเองมีอาการลมพิษหรือภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจมีอาการคัน ผดผื่นขึ้นตามตัว อาการแดง มีตุ่มนูนคันเกิดขึ้น  และเป็นปื้นใหญ่นูนแดง ซึ่งมักเกิดจากการแพ้อาหาร ลมพิษ หรือแพ้แมลงที่ดัดต่อยก็เป็นได้
  3. อาการที่เกิดขึ้นจากระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอาจเกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ส่วนใหญ่จะเกิดจากการแพ้อาหาร
  4. อาการที่เกิดขึ้นหลายระบบในร่างกาย และพบว่ามีความรุนมาก ซึ่งระดับความรุนแรงมากโดยมักมีอาการหอบ ลมพิษ ช็อค หรืออาจเสียเสียชีวิตได้เลย สาเหตุมาจากการแพ้อาหารบางชนิดอย่างรุนแรง

 

วิธีการรักษาโรคภูมิแพ้

  • รักษาโดยรับประทานยาแก้แพ้ ยากลุ่มที่ใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้มีทั้งหมด 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มดั้งเดิม ได้แก่ คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ไฮดรอไซซีน (hydroxyzine) ที่เข้าไปช่วยลดการหลั่งสารฮิสตามีน ข้อเสียของยากลุ่มนี้คืออาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ กลุ่มต่อมาคือ กลุ่มยาที่ใช้ต้านฮิสตามีน โดยไม่ทำให้ง่วงซึม ได้แก่ เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) เซทิริซีน (Cetirizine) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเป็นกลุ่มยาที่ไม่เข้าไปรบกวนระบบประสาททำให้ไม่เกิดอาการอ่อนเพลียและง่วงซึมขึ้น
  • รักษาโดยการฉีดวัควีน สำหรับการฉีดวัคซีนคือการเอาสารก่อภูมิแพ้ฉีดเข้าไปภายในร่างกาย มีผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ซึ่งจะช่วยให้ไม่เกิดอาการแพ้ขึ้นอีก ซึ่งสามารถฉีดได้นับตั้งแต่อายุ 5 ปีขึ้นไป
  • รักษาโดยการปรับพฤติกรรมของตัวเอง สิ่งที่สำคัญที่ช่วยในการรักษาอาการภูมิแพ้โดยที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเองภูมิแพ้ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาทิ หลีกเลี่ยงหรือพยายามออกห่างสิ่งที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ ทำความสะอาดบ้านอย่างเป็นประจำ ออกกำลังกาย พยายามไม่ให้ตัวเองเครียดโดยการหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีมลพิษทางอากาศ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบห้าหมู่ และบำรุงร่างกายตนเองให้มีสุขภาพที่แข็งแรง  

 

เสริมภูมิต้านทานในร่างกายด้วย BALANS โพรโพลิส พลัส (PROPOLIS PLUS)

จากที่กล่าวมา โรคภูมิแพ้ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดลงอย่างมาก มีผู้ป่วยหลายรายต้องพักรักษาตัว ไม่สามารถไปทำงาน หรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ การป้องกันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถือเป็นอีกทางเลือกที่ดี สำหรับผู้ที่เหมาะสมในการป้องกันโรคภูมิแพ้

 

ภูมิแพ้ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

 

บาลานส์ โพรโพลิส พลัส (ฺBalans Propolis Plus) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสารสกัดสำคัญจากผิวของรังผึ้ง ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ต้องการเสริมภูมิต้านทานในร่างกายให้แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย หรือ ผู้ที่มีอาการแพ้อากาศ แพ้ฝุ่น หรือร่างกายไวต่อสภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอากาศ อย่าง ฝุ่น ควัน และมลพิษต่าง ๆ นอกจากนั้นผู้ที่มีปัญหาทางผิวหนัง มักเกิดปัญหาสิว หรือผิวแพ้ง่าย นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายอ่อนแอ จวบจนผู้ที่ประสบปัญหาทางเดินหายใจก็สามารถรับประทานได้

 

ส่วนประกอบสำคัญ


  • โพรโพลิส เป็นสารสกัดที่ได้มาจากผิวของรังผึ้ง ซึ่งสามารถใช้บรรเทาอาการปวด โดยเฉพาะเจ็บและปวดฟัน สมานแผล และช่วยในการฆ่าเชื้อ นับตั้งแต่ยุค กรีก โรมัน จนมาถึงในยุคปัจจุบัน
  • น้ำมันงาม่อน ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีโอเมก้า3 สูงและวิตามินอีสูง สามารถช่วยในเรื่องของความจำ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดความเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจ ช่วยชะลอวัย และสามารถบำรุงสายตาได้อีกด้วย
  • คาโมมายล์ สายพันธุ์เยอรมัน ซึ่งอุดมไปด้วย สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ สารกลุ่ม เทอร์พีนอยด์และสารกลุ่ม คูมารินส์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ ป้องกันการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติต้านมะเร็งด้วย
  • ซีบัคธอร์น มี ซีบัคธอร์น ช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทาน มีความสามารถในการลดคอเรสเตอรอล ลดการสะสมไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของเลือด

การดูแลร่างกายไม่ให้เจ็บป่วยเป็นสิ่งสำคัญ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการเกิดโรคแล้วค่อยรักษามาก ผลที่ได้ก็ต่างกัน ทั้งนี้การดูแลร่างกายไม่ให้เจ็บป่วย ต้องดูแลทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต การลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ การทานอาหาร การพักผ่อน การอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ และอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถช่วยได้ คือ การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เหมาะสม

ภูมิแพ้ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

Balans Propolis Plus 30 Capsules

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท เวลเนส เอเชีย จำกัด
Website : www.benjaoil.com/th
Facebook : www.facebook.com/Balans.official
Line : @balans
Tel. 095 495 7828

 

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก