ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-มีประโยชน์อย่างไร-พบมากที่ไหน.jpg

กวาวเครือ ที่พบในประเทศไทยนั้นมี 4 ชนิด คือ

  1. กวาวเครือขาว (Pueraria mirifica Airy Shaw et Suvatab) เป็นไม้เถา ขึ้นกับต้นไม้ หรือเลื้อยไปบนดิน ก้านใบหนึ่งมี 3 ใบ ใบเล็กกว่าชนิดแดง หัวคล้ายมันแกว การใช้ทำยาให้เลือก หัวแก่ เอามีดปาดดูจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม เนื้อเปราะมีเส้นมาก
  2. กวาวเครือแดง (Butea superba) เมื่อสะกิดเปลือกหัวจะมียางสีแดงคล้ายเลือดไหลออกมา เมื่อใช้ทำเป็นยา ชนิดแดงแรงกว่าชนิดขาว
  3. กวาวเครือดำ (Mucuna macrocarpa Wall.) ลำต้นและเถาเหมือนกวาวเครือแดง แต่ใบและหัวมีขนาดเล็กกว่า มียางสีดำ ใช้ทำเป็นยามีฤทธิ์แรงมาก ขนาดที่ใช้จึงน้อยมาก
  4. กวาวเครือมอ ทุกส่วน ต้น เถา ใบ หัว เหมือนกับชนิดดำ แต่เนื้อในหัวและยางมีสีมอ ๆ

 

ประโยชน์ของกวาวเครือที่กล่าวไว้ ในตำรายาไทยหลวงอนุสารสุนทร ได้กล่าวถึงสรรพคุณต่าง ๆ ดังนี้

  • เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับผู้สูงอายุ ใช้ได้ทั้งหญิงและชาย (คนหนุ่มสาวห้ามรับประทาน)
  • ทำให้กระชุ่มกระชวย
  • ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นกลับเต่งตึงมีน้ำมีนวล
  • ช่วยเสริมอก กระตุ้นเต้านมขยายตัว โดยเฉพาะกวาวเครือขาว
  • ช่วยทำให้เส้นผมที่หงอกกลับดำ และเพิ่มปริมาณเส้นผม
  • แก้โรคตาฟาง ต้อกระจก
  • ทำให้ความจำดี
  • ทำให้มีพลังการเคลื่อนไหวการเดินเหินจะคล่องแคล่ว
  • ช่วยบำรุงโลหิต ช่วยทำให้รับประทานอาหารอร่อย

นอกจากนี้ ในการใช้กวาวเครือขาวเพื่อประโยชน์ทางยานั้น ควรมีการศึกษาข้อมูลอย่างแน่ชัด เพราะจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะกวาวเครือที่กำลังได้รับความนิยม คือ กวาวเครือขาวนั้นมีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนที่พบในเพศหญิง คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) ดังนั้น การใช้ประโยชน์ทางยา จึงไม่ควรใช้ในปริมาณมาก ๆ และติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ เพราะจะส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงได้ คือ ในเพศหญิงจะทำให้เต้านมโตเกินไป เต้านมแข็งเป็นก้อน และทำให้เป็นเนื้องอก หรือมะเร็งที่เต้านมได้ ส่วนเพศชายจะมีเยื่อหุ้มที่อัณฑะหนาตัวขึ้น และนำไปสู่การเป็นมะเร็งที่อัณฑะได้

ส่วนแหล่งที่พบกวาวเครือนั้น ส่วนใหญ่จะพบในป่าเต็งรัง ป่าผลัดใบผสมป่าใบ ป่าเบญจพรรณ ป่าก่อเชิงเขาหินปูน ริมห้วย หรือลำธารที่มีน้ำไหลตามฤดูกาล และมักจะมีหินปูน ทับทราย หรือดินลูกรังผสมอยู่ พบมากในภาคเหนือลงมาจนถึงเทือกเขาตะนาวศรีในภาคตะวันตก และในแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ ทางฝั่งขวาของแม่น้ำป่าสัก จากจังหวัดเลยลงมาจนถึงจังหวัดลพบุรี สระบุรี และนครราชสีมา

 

ภาพประกอบจาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th


1.jpg

ฝ้า เป็นปัญหาทางผิวหนังที่พบได้บ่อย มีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อน หรือสีน้ำตาลเข้ม ส่วนมากจะขึ้นที่บริเวณใบหน้าส่วนที่ถูกแสงแดดมาก ๆ เช่น หน้าผาก โหนกแก้มทั้งสองข้างและดั้งจมูก นอกจากนี้ อาจพบได้ที่คอ และแขนด้านนอก มักเป็น 2 ข้างเท่า ๆ กัน บางคนอาจมีรอยดำที่หัวนม รักแร้ ขาหนีบ หรืออวัยวะเพศร่วมด้วย พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในระหว่างตั้งครรภ์ และในวัย 30 – 40  ปีขึ้นไป

 

ประเภทของฝ้า

ฝ้ามี 2 ชนิด คือ 1) แบบตื้น (Superficial type)  ลักษณะเป็นสีน้ำตาลขอบชัด ขึ้นเร็ว หายเร็ว รักษาโดยการใช้ยาทาฝ้าอ่อน ๆ และยากันแดด 2) แบบลึก (Deep type) ลักษณะเป็นสีม่วง ๆ อมน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัดเจน ไม่หายขาด การทายาฝ้าอ่อน ๆ และยากันแดดพอทำให้ดีขึ้นได้

 

การรักษาฝ้าด้วยสมุนไพร

ไม่มีสมุนไพรที่รักษาฝ้าได้ แต่มีสมุนไพรที่ช่วยป้องกันและลดการเกิดฝ้า ดังนี้

  1. ว่านหางจระเข้ ช่วยลดการอักเสบเนื่องจากแดด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า
  2. ขมิ้นชันและขมิ้นอ้อย ช่วยบำรุงผิวให้สดใส ลดริ้วรอย รักษาโรคผิวหนัง แก้ผิวหนังอักเสบ ฟื้นฟูสภาพผิว
  3. ว่านสากเหล็ก ช่วยทำให้ผิวขาวสดใส กัดฝ้า ควรใช้แต่พอดี เพื่อความเหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละท่าน
  4. แตงกวา แก้หน้าเป็นฝ้า โดยหั่นเป็นแว่นบาง ๆ ใช้แปะไว้ให้ทั่วใบหน้า
  5. หัวไชเท้า หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ถูบริเวณที่เป็นฝ้า เช้าและเย็น วันละ 2 ครั้ง ช่วยแก้หน้าเป็นฝ้าได้
  6. แครอท ช่วยบำรุงผิว มีคุณสมบัติในการช่วยดูดซับแสง UV และกระชับรูขุมขน
  7. ไพล แก้ผิวหนังอักเสบ บำรุงผิว

อย่างไรก็ตาม ฝ้าเป็นสิ่งที่รักษาให้หายจนผิวเนียนเรียบเสมอกันไม่ได้ แต่ทำให้ผิวค่อย ๆ จางลงจนเกือบเป็นปกติได้ วิธีที่ดีที่สุด คือ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า ที่สำคัญ คือ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด อย่าถูกแดดมาก (เวลาออกกลางแจ้ง ควรใส่หมวก หรือกางร่ม) ควรหลบแสงไฟแรง ๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอม และเครื่องสำอาง พักผ่อนให้เพียงพอและอย่าให้อารมณ์เครียด

 

ภาพประกอบจาก: www.lovepik.com


-มีประโยชน์อย่างไร.jpg

ว่านชักมดลูก หรือว่านทรหด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma xathorrhiza จัดอยู่ในวงศ์ Zingiberaceae ซึ่งเป็นพืชสกุลเดียวกับขมิ้นชัน และส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ทางยา คือ เหง้า หรือหัว จากการทดลองทางด้านวิทยาศาสตร์ พบว่า ว่านชักมดลูกออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่พบมากในเพศหญิง แต่มีฤทธิ์อ่อนกว่า

 

ดังนั้น การนำมาใช้ประโยชน์ทางยาจึงเหมาะกับสตรีวัยหมดประจำเดือน สตรีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ สตรีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมดลูก หรือสตรีหลังคลอดบุตร เพราะมีสรรพคุณทางยาตามที่มีการบันทึกไว้ในตำรายาไทยว่า ว่านชักมดลูกเมื่อมีการนำมาฝานตากแดดให้แห้ง นำไปบดเป็นผง ปรุงเป็นยาทั้งในรูปแบบยาเดี่ยว หรือยาตำรับ แก้มดลูกพิการ แก้มดลูกปวดบวม ชักมดลูกให้เข้าอู่ในสตรีหลังคลอดบุตร ขับน้ำคาวปลา แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร แก้มะเร็ง และแก้ฝีต่าง ๆ นอกเหนือจากการรับประทานเป็นยาแล้ว ก็ยังมีสตรีบางกลุ่มที่นิยมทานว่านชักมดลูกเพื่อประโยชน์ในเรื่องความสวยความงาม บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง

 

ผลข้างเคียงจากการรับประทานว่านชักมดลูก

หากใช้ในปริมาณที่สูง หรือติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ คือ มีเลือดออกในช่องคลอด มีอาการปวดท้อง และจากการศึกษาทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่า สารสกัดจากว่านชักมดลูกนั้นจะมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งน้ำดี และเกลือน้ำดี ส่งผลให้ลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลได้ จากฤทธิ์ในการกระตุ้นการหลั่งน้ำดี จึงไม่ควรใช้ในผู้ที่มีปัญหาท่อน้ำดีอุดตัน หรือเป็นนิ่วในถุงน้ำดี และเนื่องจากออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศ รายใดที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่เกี่ยวกับการเจริญ หรือการก่อกลายพันธุ์ของเนื้อร้าย เช่น มะเร็ง ซีสต์ หรือเนื้องอก จึงไม่ควรที่จะรับประทานยาที่ปรุง หรือสกัดจากว่านชักมดลูก เพราะอาจจะส่งผลให้อาการของผู้ป่วยรุนแรงมากขึ้นก็ได้ ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาดังกล่าวควรปรึกษาผู้รู้ หรือแพทย์ก่อน

 

ภาพประกอบจาก: www.medherbguru.gpo.or.th


-และมีอันตรายหรือไม่.jpg

การอบสมุนไพร เป็นการนำสมุนไพรหลาย ๆ ชนิดมารวมกัน ซึ่งประกอบด้วยสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย และสมุนไพรรักษาตามอาการ นำมาต้มจนเดือด เพื่อให้ไอน้ำน้ำมันหอมระเหย และสารระเหยต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ในสมุนไพร จะออกมาสัมผัสถูกผิวหนังทำให้มีผลเฉพาะที่ และเมื่อสูดดมเข้าไปกับลมหายใจ จะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ

 

ประโยชน์ของการอบสมุนไพรมีดังนี้

  1. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น คลายความตึงเครียด
  2. ช่วยชำระล้าง และขับของเสียออกจากร่างกาย
  3. ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น บรรเทาอาการปวดเมื่อย
  4. ช่วยทำให้ระบบการหายใจดีขึ้น ช่วยบำรุงผิวพรรณ บรรเทาอาการคัน รักษาผดผื่น
  5. บรรเทาอาการโรคภูมิแพ้ โรคผิวหนังชนิดไม่ร้ายแรงและไม่ติดเชื้อ อาการปวดบวม เหน็บชา ลมพิษ โรคหืด ยอก โรคเกาต์ และอัมพฤกษ์ เป็นต้น
  6. ช่วยทำให้น้ำหนักร่างกายลดลงได้ชั่วคราว
  7. บรรเทาอาการปวดประจำเดือนที่ไม่มีไข้ร่วม และหญิงหลังคลอดบุตร ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
  8. เป็นการส่งเสริมสุขภาพ อาจใช้ร่วมกับการรักษาอื่น ๆ ตามความเหมาะสม

 

อันตรายจากการอบสมุนไพร อาจพบปัญหาต่าง ๆ ดังนี้

  1. การอบสมุนไพรในห้องที่ทึบและแคบ จะส่งผลให้ร่างกายเกิดการขาดออกซิเจนในการหายใจ ซึ่งจะมีอันตรายต่อสุขภาพถึงขั้นเสียชีวิตได้
  2. ระยะเวลาการอบสมุนไพร ถ้านานเกินไปอาจส่งผลให้ร่างกายเกิดการช็อกได้ เนื่องจากร่างกายสูญเสียเหงื่อและน้ำในปริมาณสูง
  3. การติดเชื้อโรค เมื่ออบสมุนไพรร่วมกับผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรง เช่น วัณโรค

 

เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากการอบสมุนไพร

ผู้มีปัญหาดังต่อไปนี้จึงไม่ควรอบสมุนไพร

  1. มีไข้สูง (มากกว่า 38 องศาเซลเซียส) เพราะร่างกายอ่อนแอ ส่งผลให้ติดเชื้อได้ง่าย
  2. โรคติดต่อร้ายแรงทุกชนิด
  3. โรคประจำตัว ได้แก่ โรคไต หัวใจ หอบหืดระยะรุนแรง โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายในระยะรุนแรง หรือรายที่มีความดันโลหิตสูง
  4. สตรีมีประจำเดือน ร่วมกับมีอาการไข้และปวดศีรษะร่วมด้วย
  5. มีการอักเสบจากบาดแผลต่าง ๆ
  6. อ่อนเพลีย อดนอน อดอาหาร หรือหลังรับประทานใหม่ ๆ
  7. มีอาการปวดศีรษะชนิดเวียนศีรษะ คลื่นไส้

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-edit-1.jpg

การใช้ยาสมุนไพรแล้วเกิดอาการแพ้พบน้อยมาก เนื่องจากสมุนไพรมีผลข้างเคียงน้อย ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกใช้สมุนไพรที่มีคุณภาพดี มีมาตรฐานทั้งในส่วนของสมุนไพรเดี่ยว และสมุนไพรตำรับ แต่ถ้ามีการเลือกใช้สมุนไพรที่ไม่มีคุณภาพ หรือใช้ในปริมาณที่สูง หรือใช้ไม่ถูกกับอาการของโรค มีการนำมาใช้เชิงความสวยความงาม หรือเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศในปริมาณมาก ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกัน

 

ซึ่งอาการที่จะปรากฏให้เห็นและสังเกตได้ด้วยตนเอง เช่น มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง ตาอาจบวมปิด ริมฝีปากเจ่อ หรือผิวหนังเป็นดวงสีแดง ๆ ถ้ามีอาการแพ้รุนแรงอาจจะมีอาการอาเจียน หูอื้อ ชาที่ลิ้น ชาที่ผิวหนัง ประสาทรับรู้ทำงานผิดปกติ ถ้ารับประทานยาสมุนไพรแล้วมีอาการดังกล่าว ต้องพบแพทย์ทันที

 

เมื่อถามว่าใครจะรับผิดชอบ

ต้องถามก่อนว่ายาสมุนไพรนั้นได้มาจากแหล่งใด ถ้ายาที่วางจำหน่ายตามท้องตลาด ระบุสถานที่ผลิต แหล่งผลิต เราก็สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้ แต่การใช้ยาสมุนไพรอาจจะขึ้นกับตัวบุคคลด้วย เพราะบางคนก็ทานได้ บางคนก็เกิดอาการแพ้ ซึ่งจะต้องมีการศึกษาเจาะลึกลงไปอีก และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ สิ่งที่ควรจะกระทำก่อนที่จะซื้อยาสมุนไพรมารับประทาน เราต้องมีหลักการเลือกซื้อยาสมุนไพรเช่นเดียวกับยาแผนปัจจุบัน คือ เลือกซื้อยาที่มีการจดทะเบียนรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ระบุไว้ข้างกล่องบรรจุภัณฑ์ เพราะการที่จะวางยาสมุนไพรจำหน่าย หรือโฆษณาได้ในท้องตลาดนั้น ต้องมีการไปขอขึ้นทะเบียนยากับทางหน่วยงานดังกล่าวก่อนทั้งสิ้น นอกจากนั้น บรรจุภัณฑ์ต้องมีมาตรฐาน ไม่มีรอยบุบ รอยรั่ว ส่วนประกอบ หรือส่วนผสมทุกอย่างต้องมีการระบุไว้ข้างฉลากยาอย่างชัดเจน เช่น ยาสมุนไพรที่มีเหล้าผสมหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทาน เป็นต้น และถ้ามีการปรุงยาใช้เอง เราต้องยึดหลักการเลือกใช้ยาสมุนไพรอย่างปลอดภัยดังนี้

  1. ใช้ให้ถูกต้องกับต้น สมุนไพรหลายชนิดจะมีชื่อพ้อง หรือชื่อซ้ำกันมาก แต่ละภาค หรือแต่ละท้องถิ่นอาจจะเรียกชื่อแตกต่างกัน ทั้ง ๆ ที่เป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่บางครั้งชื่อเหมือนกันแต่ก็อาจจะคนละชนิดก็ได้ ดังนั้น ควรจะเลือกใช้สมุนไพรให้ถูกกับต้นจริง ๆ
  2. ใช้ให้ถูกส่วน พืชสมุนไพรแต่ละชนิดไม่ว่าจะเป็นลำต้น ใบ ราก ดอก หัว เปลือกต้น ผล จะมีฤทธิ์ในการรักษาโรคแตกต่างกัน จึงต้องใช้ให้ถูกส่วน
  3. ใช้ให้ถูกขนาด สมุนไพรหากใช้น้อยไปก็ไม่ได้ผล ใช้มากไปก็อาจเกิดอันตรายได้
  4. ใช้ให้ถูกวิธี สมุนไพรใช้ได้ทั้งแบบสด แห้ง ดองกับเหล้า หรือทำเป็นชาชง จึงควรใช้ให้ถูกวิธี เพื่อจะทำให้ได้ผลการรักษาดีขึ้น
  5. ใช้ให้ถูกกับโรค เพื่อให้ผลการรักษาได้ดีและมีประสิทธิภาพ

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


4-ขั้นตอน-ทําความสะอาดน้องชายของหนุ่ม-ๆ.jpg

การทำความสะอาดน้องชายอาจจะไม่ใช่สิ่งแรกที่ชายหนุ่มหลายคนคิดถึงเมื่อพูดเรื่องเพศสัมพันธ์ ผู้ชายจำนวนไม่น้อยคิดแต่เรื่องขนาดจนลืมไปว่าความสะอาดของน้องชายมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เซ็กส์ครั้งนั้นราบรื่น น่าประทับใจ ลองคิดดูว่าหากน้องชายมีกลิ่น เพียงเริ่มบรรเลงก็อาจทำให้คู่ของคุณหมดอารมณ์ไปได้ ยังไม่นับถึงการมีเชื้อที่นำไปสู่โรคทั้งที่ติดต่อและไม่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้นการทำความสะอาดน้องชายของหนุ่ม ๆ ให้ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

 

การทำความสะอาดน้องชายที่ผ่านมา อาจผิดได้

หนุ่ม ๆ บางคนอาจเข้าใจว่า ลำพังการอาบน้ำและให้น้องชายโดนน้ำไปพร้อมกับการอาบวันละ 2 ครั้ง เวลาเช้าเย็นนั้นเพียงพอแล้ว ในความเป็นจริงอวัยวะเพศชาย ซึ่งรวมถึงอวัยวะเพศหญิงมีความสลับซับซ้อนมากกว่านั้น จะว่าไปแล้วก็คล้ายผิวหน้า เส้นผม หรืออวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายที่บางครั้งควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ จากเรื่องระบบอวัยวะสืบพันธ์ุ จะพบว่าอวัยวะสืบพันธ์เพศชายมี 3 – 4 หน้าที่สำคัญ ๆ ทำให้ประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อและองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างทำงานร่วมกัน ซึ่งเนื้อเยื่อหรือองค์ประกอบเหล่านั้นจะมีความไวต่อการสัมผัสในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงอุณหภูมิ สรีระที่มีหนังหุ้มส่วนปลาย การมีเลือดสูบฉีดเข้าออก ขยายตัวอยู่เป็นระยะ ไม่นับในบางคนที่เสี่ยงต่อการสัมผัสกับคนแปลกหน้า ทำให้การทำความสะอาดน้องชายให้ดี จึงมีรายละเอียดในทางปฏิบัติอยู่พอสมควร

 

จัดว่าเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับหนุ่ม ๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องกล้วยซะทีเดียว

ในเบื้องต้น การทำความสะอาดน้องชายเวลาอาบน้ำเช้า-เย็นอาจเป็นเรื่องพื้นฐานที่หนุ่ม ๆ ทำอยู่แล้วทุกวันจนลืมคิดไปว่าส่วนนี้ของร่างกายแตกต่างจากส่วนอื่นด้วยความสำคัญในการทำหน้าที่ ทั้งการเป็นช่องทางออกของปัสสาวะ ช่วยผลิตฮอร์โมนและเชื้ออสุจิสำหรับการสืบพันธ์ การเป็นที่รวมของปลายประสาทรับความรู้สึกทางเพศ การมีอวัยวะใกล้เคียงที่มีการเสียดสีทั้งกับเนื้อเยื่อด้วยกันเองและกางเกงที่สวมใส่ การดูแลทำความสะอาดจึงมีลักษณะเฉพาะ ทำให้การใส่ใจและทำให้ดีถือเป็นเรื่องที่คุ้มค่าทีเดียว

 

ขั้นตอนง่าย ๆ ในการทำความสะอาดน้องชาย

การทำความสะอาดน้องชายของหนุ่ม ๆ ในช่วงของการอาบน้ำเป็นสิ่งที่สะดวกและเป็นการผ่อนคลายไปในตัว หนุ่ม ๆ สามารถใช้ช่วงเวลานี้ทำความสะอาดน้องชายง่าย ๆใน 4 ขั้นตอน ดังนี้

  • ขั้นตอนที่ 1 ชโลมน้ำน้องชายให้เปียก พร้อมค่อย ๆ รูดหนังหุ้มปลายตรงส่วนหัวขององคชาตเข้าหาตัว ทำความสะอาดเอาขี้เปียก (Smegma) ออก ซึ่งมีลักษณะเป็นคราบขาว มูกเมือก จากส่วนผสมของเซลเยื่อบุที่หลุดลอก ไขมันที่ผิวหนัง สารคัดหลั่งจากต่อมต่าง ๆ เหงื่อไคล โดยขี้เปียกจะเป็นที่หมักหมมของของเสีย กลิ่น และเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ บริเวณองคชาตทั้งนี้เนื้อเยื่อของอวัยวะเพศมีความบอบบาง ไวต่อการสัมผัส และไวต่ออุณหภูมิของน้ำที่ใช้ทำความสะอาด จึงแนะนำให้สัมผัสด้วยความระมัดระวัง และไม่ใช้น้ำที่ร้อนหรืออุณหภูมิสูงเกินไป
  • ขั้นตอนที่ 2 หลังล้างขี้เปียกด้วยน้ำเปล่าออกในเบื้องต้นแล้ว ให้ล้างทำความสะอาดด้วยสบู่หรือน้ำยาสูตรอ่อน ๆ โดยควรเลือกที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์กับแอนตี้แบคทีเรีย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น ขจัดเชื้อและลดกลิ่น ทั้งนี้ควรขัดถูแบบเบา ๆ เพื่อลดโอกาสในการระคายเคือง และการอักเสบโดยหลังจากล้างสบู่หรือน้ำยาออกหมดแล้ว ให้ตรวจส่วนคอหยักให้มั่นใจว่าสะอาดจริง ๆ ก่อนรูดหนังหุ้มปลายกลับเข้าสู่ที่เดิม
  • ขั้นตอนที่ 3 ซับน้องชายให้แห้งด้วยผ้าขนหนู หลีกเลี่ยงการใช้ทิชชู่หรือผ้าหยาบเพราะอาจมีเส้นใยกระดาษหรือใยผ้าติดอยู่ อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองและปัญหาอื่นๆตามมาภายหลัง
  • ขั้นตอนที่ 4 ปล่อยน้องชายรับลมให้แห้งสนิท ไม่ควรรีบร้อนใส่ชั้นในหากยังเปียกชื้น กรณีที่เป็นการทำความสะอาดช่วงก่อนนอน แนะนำว่าควรปล่อยน้องชายให้หายใจโปร่งสบายในบ็อกเซอร์หรือกางเกงแพรโปร่งๆสำหรับนอนก็เพียงพอแล้ว

 

อย่าชะล่าใจ แท้จริงแล้วน้องชายมีความบอบบาง ควรได้รับการดูแล

ในทุกขั้นตอนควรทำเบา ๆ ไม่รีบร้อนดึงเร็ว ๆ แรง ๆ เพราะอาจทำให้น้องชายรู้สึกเจ็บ ผิวหนังฉีกขาด และอาจเกิดการอักเสบ ติดเชื้อได้ หากใช้น้ำอุ่นก็ควรทดสอบอุณหภูมิกับมือก่อนให้อุ่นเพียงเล็กน้อย และบริเวณคอหยัก คือ ส่วนที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษเพราะมีต่อมสร้างน้ำเมือกที่เรียกว่าขี้เปียกอยู่เป็นจำนวนมาก โดยนอกจากจะเป็นที่สะสมของน้ำมันและเซลล์ผิวหนัง กลิ่น และเชื้อโรคแล้ว ยังมีเส้นประสาทและเส้นเลือดที่บอบบางรวมอยู่ การทำความสะอาดจึงควรดูแลเป็นพิเศษ

จะเห็นว่าการทำความสะอาดน้องชายเป็นกิจวัตรที่ไม่มีอะไรยากหรือซับซ้อนเลย เพียงระลึกสองหลักไว้ว่า “สะอาดและแห้ง” และ “เบา ๆ และช้า ๆ” เพียงเท่านี้ก็สนุกกับชีวิตได้ทุกวันแล้ว

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.pobpad.com  www.p4teen.com  wikihow.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


.jpg

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง มีสาเหตุมาจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้มีความสำคัญกับร่างกาย คือ ถ้าเรารับประทานอาหารเข้าไป เมื่อมีการเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสแล้วจะมีอินซูลิน เป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานใช้ในการดำเนินชีวิต แต่เมื่อร่างกายขาดอินซูลิน หรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายก็ไม่สามารถใช้น้ำตาลที่เกิดจากการกินอาหารเข้าไปได้ ส่งผลให้มีน้ำตาลในเลือดสูง และเกิดโรคเบาหวานตามมา การตรวจเบาหวานแพทย์แผนปัจจุบันจะใช้วิธีเจาะเลือด

 

อาการที่มักเกิดกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือ

  1. มีการปัสสาวะบ่อยในเวลาดึก เนื่องจากมีน้ำตาลในเลือดมากจึงมีการปัสสาวะบ่อย ทำให้สูญเสียน้ำในร่างกายตามมา ทำให้หิวน้ำบ่อย และปัสสาวะมีมดมาตอมด้วย
  2. มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลด เนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ จะมีการย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีนออกมา
  3. กินเก่ง หิวเก่ง และมีอาการอื่น ๆ ร่วม เช่น คันตามผิวหนัง ถ้าแผลมีการติดเชื้อ จะหายยาก
  4. ตามีอาการพร่ามัว และอาจมีอาการอาเจียน หรือชาตามร่างกายร่วมด้วย

 

ในส่วนของการใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาโรคเบาหวานนั้น ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดในการรักษาโรคเบาหวานให้หายขาด แต่จะมีข้อมูลศึกษาในเรื่องของการนำสมุนไพรมาใช้ เพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งสมุนไพรที่ช่วยลดน้ำตาล และมีงานวิจัยยืนยัน ได้แก่

  • เพ็ญโฉม พึ่งวิชา, 2530 ศึกษาฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของรากเตยหอมในหนูที่เป็นเบาหวาน พบว่า ถ้าหนูเป็นเบาหวานปานกลาง เมื่อให้น้ำสกัดรากเตยหอมในขนาด 2 และ 4 กรัม/กก.น้ำหนักหนู ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยออกฤทธิ์หลังป้อนยา 1 ชั่วโมง และคงฤทธิ์อยู่นานไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง และถ้าหนูเป็นเบาหวานรุนแรงจะออกฤทธิ์หลังป้อนยา 2 – 3 ชั่วโมง ด้วยน้ำสกัดรากเตยหอม 4 กรัม/กก.น้ำหนักหนู
  • วิฑิต อรรถเวชกุล และชูสิทธิ์ พาณิชวิทิตกุล, 2522 ศึกษาฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของต้นไมยราบ พบว่า น้ำสกัดจากไมยราบ ขนาด 20 กรัม ต่อกระต่าย 1 ตัว จะออกฤทธิ์ลดน้ำตาลได้เท่ากับ Tolbutamide ขนาด 100 มก./กก.น้ำหนักกระต่าย และยาเริ่มออกฤทธิ์ 1 ชั่วโมง หลังได้รับยาและฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 5 ระดับน้ำตาลในเลือดสูงสุด 51.3 % ระยะเวลาที่ออกฤทธิ์มากกว่า 5 ชั่วโมง
  • ถวัลย์ จรดล และบัณฑิต ธีราทร, 2541 ศึกษาฤทธิ์รักษาโรคเบาหวานของผักตำลึง พบว่า น้ำยาสกัดตำลึงสามารถออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดเช่นเดียวกับ Tolbutamide แต่มีฤทธิ์ประมาณครึ่งหนึ่งของยาชนิดนี้ จะออกฤทธิ์หลังได้รับยา 1 ชั่วโมง และฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดนี้มีอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง

 

 


12-สัญญาณเตือน-โรคซึมเศร้าสำหรับท่านชาย.jpg

บทความนี้จะมุ่งอธิบายถึงสัญญาณเตือนของโรคซึมเศร้าในผู้ชายเท่านั้น โดยแยกอธิบายทั้งหมด 12 สัญญาณเตือน โรคซึมเศร้าสำหรับท่านชาย จะมีอะไรบางเราไปลองศึกษาด้วยกันค่ะ

 

ปัจจุบันพบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจำนวนผู้ป่วยเพศชายที่เป็นโรคซึมเศร้าสูงถึง 5 ล้านรายต่อปี โดยอาการที่พบบ่อยสำหรับโรคซึมเศร้า ทั้งในเพศชาย และเพศหญิง ได้แก่ ผู้ป่วยจะโศกเศร้าและขาดความสนใจสิ่งรอบข้าง แต่บางครั้งอาจพบอาการอีกหลายแบบที่พบไม่บ่อยนัก ซึ่งการที่ประชาชนได้รับทราบถึงสัญญาณเริ่มต้น ย่อมเป็นผลดีในแง่ของการเฝ้าระวังโรคได้ ในทางทฤษฎี เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะซึมเศร้า ไม่ได้ระบุตามเพศ หรืออายุ หากแต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น อาการของโรคซึมเศร้า มีได้หลากหลาย แตกต่างกันในเพศชาย และเพศหญิง

 

1. เหนื่อยเพลีย

เนื่องจากโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านกาย และด้านอารมณ์ อาการแรกที่พบได้บ่อย ก็คือผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยเพลีย มีการเคลื่อนไหวที่ช้ากว่าปกติ เชื่องช้าทั้งการเคลื่อนไหว การพูดและกระบวนการคิด ผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวไว้ว่า อาการเหนื่อยเพลีย และความเชื่องช้าทางกาย พบได้บ่อยในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

 

2. ความผิดปกติของการนอน

ผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งจะมาปรึกษาแพทย์ด้วยนอนไม่หลับ หรือบางครั้งอาจจะตื่นนอนตอนเช้าเร็วผิดปกติ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งญาติจะนำตัวมาปรึกษาแพทย์ด้วยอาการนอนมากจนเกินไป โดยกลุ่มนี้ถึงแม้ว่านอนมากขนาดไหน แต่ผู้ป่วยจะยังมีอาการเหนื่อยเพลียตลอด เหวี่ยงบ่อย และตื่นนอนบ่อย ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ความผิดปกติของการนอนก็เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ชายที่มาปรึกษาแพทย์เช่นกัน

 

3. อาการผิดปกติทางกายอื่น ๆ

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มักมาด้วยอาการท้องผูก ถ่ายอุจจาระเหลว ปวดหลัง ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้ต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุทางกายทั้งหมด เมื่อได้รับการตรวจทางกายทั้งหมดแล้ว พบว่าผลการตรวจปกติทั้งหมด จึงจะเข้าได้กับอาการทางกายจากโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักฝังใจว่าต้องมีความผิดปกติทางกายซ่อนอยู่เสมอ และมักไม่ยอมรับง่าย ๆ ว่าตนเป็นโรคซึมเศร้า ในทางปฏิบัติหากผู้ป่วยมาปรึกษาแพทย์ด้วยความผิดปกติทางกาย แพทย์ก็มักจะรักษาความเจ็บป่วยทางกาย โดยน้อยคนนักที่จะให้ความสนใจที่จะหาสาเหตุจากภาวะซึมเศร้า

 

4. หงุดหงิดง่าย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเสียใจทุกครั้งที่แสดงอารมณ์หงุดหงิดให้ผู้อื่นเห็น อารมณ์หงุดหงิดง่ายมักมีที่มาจากการมองโลกในแง่ลบของผู้ป่วย ซึ่งการมองโลกในแง่ลบเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งของภาวะซึมเศร้า และอารมณ์หงุดหงิดก็เป็นพื้นฐานของอารมณ์โกรธ และอาจมีเรื่องทะเลาะกับผู้อื่นบ่อยครั้ง

 

5. โกรธและชอบมีเรื่องกับคนอื่น

จากอารมณ์หงุดหงิดในข้อที่แล้ว หากไม่สามารถระงับอารมณ์ได้ก็จะทำให้เกิดอารมณ์โกรธ และอาจทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่นได้ ซึ่งแน่นอนว่าผลของการกระทำย่อมรุนแรงกว่า ผู้ป่วยบางคนหากได้ทำความผิดลงไปอาจเลือกที่จะทดแทนความผิดนั้น ด้วยการทำตัวให้เข้มแข็งเพื่อปกปิดสิ่งที่เป็นปมด้อยนั้นไว้ บางคนอาจมีปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นและเข้าสังคมไม่ได้

 

6. ขาดสมาธิ

ผู้เชี่ยวชาญบางท่าน กล่าวว่าเมื่อเราเกิดภาวะซึมเศร้าขึ้น สมอง และหน่วยปฏิบัติงานทุกอย่างของร่างกายจะเกิดความล้มเหลวและเชื่องช้า เหมือนหน่วยปฏิบัติงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลช้า เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าในผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าจะเกิดความคิดในแง่ลบมารบกวนจิตใจตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานต่าง ๆ ได้เต็มที่ ผู้ป่วยจะไม่สามารถคงตนให้อยู่กับงานเพียงอย่างเดียวได้ สมาธิสั้น และไม่สามารถรับส่งข้อมูลต่าง ๆ ได้เหมือนเดิม

 

7. เครียด

บางครั้งผู้ป่วยอาจสับสนระหว่าง “เครียด” กับ “ซึมเศร้า” ซึ่งทั้งสองภาวะนี้อาจเป็นเหตุหรือผลซึ่งกันและกันก็ได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้า อาจมาพบแพทย์ด้วยอาการเครียดง่าย เจออะไรก็เครียด เครียดแล้วก็เศร้า ในขณะเดียวกันในคนที่เครียดบ่อย ๆ ความเครียดอาจเป็นตัวชักนำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสมอง พร้อมทั้งเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมาก็ได้

 

8. ภาวะวิตกกังวล

ถือเป็นความเจ็บป่วยทางจิตเวช ผู้ป่วยมักวิตกกับเรื่องทุกเรื่องที่อยู่รอบตัวจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติอาจมีอาการทางกายร่วมด้วย พบว่าภาวะวิตกกังวลมีความเกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า

 

9. ติดยา

จากการศึกษาพบว่า ในคนที่ดื่มสุราประจำพบว่ามีภาวะซึมเศร้าถึงสองเท่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่มสุรา นอกจากนั้นยังพบภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยที่ติดยาเสพติดอีกด้วยซึ่งพบได้บ่อยมากในเพศชาย บางครั้งมักเกิดจากความเข้าใจผิดของผู้ป่วยที่ว่าเมื่อมีอาการของภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้นก็พยายามที่จะหาสารเคมีต่าง ๆ มาช่วยเพื่อกดอาการเหล่านั้นให้ลดลง ทำให้ผู้ป่วยติดยาเสพติดในที่สุด

 

10. ความผิดปกติทางเพศ

เป็นสิ่งที่พบบ่อยมากสำหรับผู้ป่วยภาวะซึมเศร้ามักมาพบแพทย์ด้วยอาการไม่มีความสนใจ หรือกระตือรือร้นทางเพศ บางคนอาจมาด้วยนกเขาไม่ขัน แน่นอนว่าสิ่งนี้คือความภาคภูมิใจของผู้ชายทุกคน หากเกิดความผิดปกติทางเพศขึ้นย่อมทำให้ผู้ป่วยที่เดิมซึมเศร้าอยู่แล้ว อาการซึมเศร้ายิ่งรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความผิดปกติทางเพศดังกล่าวนี้อาจเป็นผลจากความผิดปกติทางกายอย่างอื่นก็ได้ หรืออาจเป็นผลจากยาบางชนิดก็ได้ ดังนั้น มีความจำเป็นต้องหาสาเหตุต่าง ๆ ที่เป็นไปได้ให้หมดเสียก่อน ก่อนตัดสินใจว่าผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

 

11. ไม่กล้าตัดสินใจ

เป็นผลสืบเนื่องจากการขาดสมาธิ เมื่อไม่สามารถคงตนอยู่กับงานต่าง ๆ ได้แล้ว การตัดสินใจต่าง ๆ ย่อมทำได้ไม่ดีไปด้วย บางครั้งทำไม่ได้แม้กระทั่งเสนอทางเลือกให้กับงานที่ทำ

 

12. ความคิดฆ่าตัวตาย

สิ่งนี้พบบ่อยกว่าในเพศหญิง แต่ส่วนใหญ่มักไม่ถึงตาย ในขณะที่ถ้าเพศชายมีความคิดฆ่าตัวตายแล้ว มักทำได้สำเร็จและทำได้ในครั้งแรกที่ลงมือด้วย ปัจจัยอีกข้อที่สำคัญ คือ อายุ พบว่าผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้ามีโอกาสฆ่าตัวตายได้มากกว่า และพบว่าร้อยละ 70 ของผู้ตายเคยมาปรึกษาแพทย์ด้วยอาการต่าง ๆ ของภาวะซึมเศร้าแล้วในช่วง 1 เดือนก่อนฆ่าตัวตาย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาวะซึมเศร้าไม่ใช่สิ่งปกติสำหรับผู้สูงอายุ อย่าละเลยที่จะดูแลจิตใจของผู้สูงอายุ และเฝ้าระวังอาการแสดงต่าง ๆ ที่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ก่อนที่ผู้สูงอายุจะตัดสินใจฆ่าตัวตาย

 

สัญญาณเตือนทั้ง 12 ข้อที่กล่าวมาถือเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยสำหรับผู้ป่วยเพศชายที่มีภาวะซึมเศร้า อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าหากมีอาการเหล่านี้แล้วท่านชายทุกคนจะต้องเป็นโรคซึมเศร้า ทางที่ดีที่สุด หากไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนเองเผชิญอยู่อย่าลืมมาปรึกษาแพทย์ที่สถานบริการใกล้บ้านได้ ก่อนที่อาการของโรคจะลุกลาม รุนแรง จนยากเกินเยียวยา

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : healthline .(2008) .12 สัญญาณเตือนโรคซึมเศร้าสำหรับท่านชาย .12 ธันวาคม 2558.
แหล่งที่มา: www.healthline.com
ภาพประกอบจาก : www.ayushveda.com


-รักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือ..jpg

หญ้าปักกิ่ง หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หญ้าเทวดา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdannia loriformis (Hassk.) Rolla Rao et Kammathy จัดอยู่ในวงศ์ Commelinaceae ในด้านสรรพคุณทางยาจากข้อมูลยืนยันทางด้านวิทยาศาสตร์ พบว่า ในน้ำคั้นสดหญ้าปักกิ่งมีสารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี1บี) ที่มีชื่อทางเคมีว่า 1B-O-D-glucopyranosy 1-2-(2,-hydroy-6,-ene-cosamide)-sphingosine (G1b) ซึ่งเมื่อนำไปทดลองทางห้องปฏิบัติการ จะแสดงฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้เซลล์มะเร็งก่อกลายพันธุ์ และรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย

 

นอกจากนี้ ยังต้านการก่อกลายพันธุ์ของยีน ที่เกิดจากสารก่อกลายพันธุ์ชนิดต่าง ๆ ได้ ซึ่งการออกฤทธิ์ดังกล่าวไม่แสดงถึงการรักษาโรคมะเร็งให้หายขาด และเมื่อแพทย์แผนปัจจุบันได้นำมาร่วมกับการรักษาก็พบว่า มีผลในด้านของการลดความรุนแรงของโรค ลดอาการข้างเคียงจากการใช้รังสีบำบัด หรือเคมีบำบัด และการ กลับเป็นซ้ำในผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็ง นอกจากนั้น ในคนที่มีภาวะร่างกายปกติก็สามารถรับประทานเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้ ในขณะสภาวะร่างกายอ่อนแอ เช่น เป็นไข้

 

การนำหญ้าปักกิ่งมาให้ประโยชน์ทางยา ควรมีข้อควรพึงระวัง คือ

  1. เราต้องรู้จักต้นของหญ้าปักกิ่งจริง ๆ เพราะหญ้าปักกิ่งเป็นพืชล้มลุก อาจเกิดร่วมกับหญ้าชนิดอื่น ๆ ที่มีความคล้ายคลึงกันได้ เช่น หญ้ามาเลเซีย ลักษณะทั่วไปที่สามารถสังเกตได้ คือ ใบจะอวบน้ำกว่า ใบนุ่ม หลังใบมีขนอ่อน ๆ โคนต้นทรงกระบอก สีออกขาว ดอกออกเป็นช่อที่ยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกสีฟ้า หรือสีม่วงอ่อน ส่วนที่เก็บมาปรุงเป็นยา คือ ทั้งต้น หรือส่วนเหนือดิน (ลำต้นและใบ)
  2. ระยะเวลาในการเก็บที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้ให้หญ้าปักกิ่งมีการสร้างสารจี1บีครบ คือ ถ้าปลูกด้วยการชำกิ่งต้องเก็บเมื่อหญ้าปักกิ่งมีอายุ 3 เดือนขึ้นไป และถ้าปลูกด้วยเมล็ดต้องมีอายุ 5 เดือนขึ้นไป
  3. ก่อนนำมาคั้นเอาน้ำ ควรมีการล้างให้สะอาดปราศจากการเจือปนของดินและสารอื่น นอกจากนั้น การปลูกหญ้าปักกิ่งที่ถูกหลักจึงไม่ควรใช้สารเคมีอื่น ๆ เช่น การใช้ยาฆ่าแมลง หรือสารกำจัดวัชพืช
  4. ปริมาณในการดื่ม คือ ดื่มครั้งละ 30 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็นก่อนอาหาร ซึ่งขนาดที่แนะนำเหมาะสำหรับผู้ใหญ่น้ำหนักเฉลี่ย 60 กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นเด็กก็ควรลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง
  5. ระยะเวลาของการรับประทาน ควรรับประทานเป็นรอบ โดยรับประทาน 7 วันแล้วหยุด 4 วัน สลับกันไปแล้วจึงรับประทานรอบใหม่ ระยะเวลาก็ขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการใช้ยา คือ
    • กรณีเสริมภูมิต้านทานในผู้ป่วยร่างกายปกติไม่ได้เป็นมะเร็ง ไม่ควรเกิน 6 – 8 สัปดาห์
    • กรณีลดผลข้างเคียงจากรังสีบำบัด หรือเคมีบำบัดผู้ป่วยมะเร็ง การรับประทานยาควรหยุดเป็นช่วง ๆ เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน
    • กรณีป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง และการกลับเป็นซ้ำ ควรทานติดต่อกันประมาณ 1 ปี พร้อมทั้งตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง

ข้อควรระวัง อย่าใช้เกินขนาดและติดต่อกันนานหลายปี เพราะจะส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายได้

ภาพประกอบจาก: th.wikipedia.org


9-สิ่ง-ที่ทำเป็นประจำสุขภาพดีได้ทุกวัย3.jpg

มีการกล่าวกันว่า คนส่วนใหญ่เกิดมาโดยธรรมชาติได้มอบการมีสุขภาพที่ดีในระดับหนึ่ง แต่การจะรักษาสุขภาพให้ดีและสอดคล้องกับวัยนั้น เป็นหน้าที่ของเพื่อน ๆ แต่ละคนต้องดูแลกันเอง ซึ่งบางเรื่องหลายคนก็ทำได้ถูกต้อง ในขณะที่อีกหลายเรื่องต้องเรียนรู้ ฝึกฝนมีวินัยในการปรับแก้ วันนี้มาดูเรื่องที่ควรทำเป็นประจำ ช่วยให้สุขภาพดีกันค่ะ

 

ร่างกายเสมือนเครื่องยนต์ เสื่อมตามเวลาและวิธีการใช้งาน

ร่างกายของมนุษย์เปรียบเสมือนเครื่องของรถยนต์ ซึ่งนอกจากจะเสื่อมตามการเวลาที่มากขึ้นแล้ว ยังมีตัวเร่งเสื่อมเร็วขึ้นหากมีการใช้งานที่ไม่ถูกต้องอีก มีตัวเร่งให้เสื่อมเร็วช้าได้อีก นั่นคือนิสัยหรือพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต เพื่อน ๆ จึงจำเป็นต้องดูแลอวัยวะของระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้อยู่ในสภาพที่ดี ไม่เสื่อมไปก่อนวัย แต่ในทางปฏิบัติด้วยสภาวะแวดล้อมในการดำเนินชีวิตของหลาย ๆ คน ทำให้บางคนมีการปล่อยประละเลย ทำให้ร่างกายเสื่อมสภาพเร็ว เมื่อถึงหมอหลาย ๆ คนก็ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพเหมือนเดิมได้อีก

 

9 นิสัย ทำเป็นประจำช่วยให้สุขภาพดี

มีหลายสิ่งที่เพื่อนๆทำหรือปฏิบัติแล้วช่วยให้สุขภาพดี แต่จะมีหลักใหญ่ๆอยู่ไม่กี่ข้อที่หากทำได้แล้ว จะเพิ่มโอกาสการมีสุขภาพดี ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคโดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่เกี่ยวกับพฤติกรรม เช่น โรคไขมันสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และอาจรวมถึงโรคเครียด และโรคที่เกี่ยวเนื่อง มาดูกันค่ะ นิสัยหรือพฤติกรรมเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

  • กินให้เป็นหรือกินให้ถูกโภชนาการ ปัจจุบันกองโภชนาการ กรมอนามัย ได้ออกข้อปฏิบัติในการกินเพื่อสุขภาพดีหรือธงโภชนาการ สรุปเป็นแนวทางเบื้องต้นได้ดังนี้การกินในแต่ละมื้อควรมีอาหารหลักครบ 5 หมู่ ในแต่ละหมู่ควรเป็นรายการอาหารที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป อย่าให้จำเจ โดยกินให้ได้สัดส่วนที่ถูกต้องมี กลุ่มคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวขัดสีน้อยสลับกับแป้งมากที่สุด ต่อด้วยกลุ่มวิตามิน แร่ธาตุและใยอาหาร เช่น ผักและผลไม้ ต่อด้วยกลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ถั่ว ไข่ นม และทานน้ำมัน น้ำตาล เกลือ เท่าที่จำเป็น
    .
    ธงโภชนาการ
    ภาพ: nutrition.anamai.moph.go.th
    .
    สำหรับเพื่อน ๆ ที่น้ำหนักตัวน้อยหรือมากเกินไป ควรลงรายละเอียดและปรับการกินอาหารให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น หากน้ำหนักตัวเกินและต้องการลดน้ำหนักอาจแบ่งอาหารในจาน ออกเป็น 4 ส่วน เน้นวิตามิน เกลือแร่จากผักและผลไม้ 2 ส่วนหรือ 50% โปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่ว ไข่ นม เป็น 1 ส่วน และลดข้าวหรือแป้งเหลือ 1 ส่วนในแต่ละมื้อ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ทั้งนี้ไม่ควรงดมื้อเช้าเพราะเป็นแหล่งพลังงานในแต่ละวัน
  • ดื่มน้ำทั้งวัน โดยเฉพาะหลังตื่นนอนและก่อนนอน การดื่มน้ำอย่างเหมาะสมทำให้สุขภาพดี สิ่งแรกที่ทำหลังตื่นนอนควรดื่มน้ำ 1 – 3 แก้ว ที่อุณหภูมิห้องไม่ร้อนไม่เย็นเกินไป เพื่อกระตุ้นและหล่อเลี้ยงการทำงานของระบบต่างๆ ขณะที่ก่อนนอนควรดื่มน้ำอีก 1 – 2 แก้วเพื่อช่วยชำระล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร และระหว่างวันควรดื่มน้ำอาจจะสักครึ่งถึง 1 แก้วทุกๆ 1 – 2 ชั่วโมง โดยทั้งวันปริมาณน้ำที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเพศ น้ำหนักตัว และกิจกรรมที่ทำ โดยเฉลี่ยผู้ชายน้ำหนักตัวมาตรฐานควรได้รับน้ำ 3 – 4 ลิตร และผู้หญิง 2 – 3 ลิตรต่อวัน (ข้อมูลจาก NAS และ IOM)
  • ออกกำลังกายให้หนักพอเหมาะ สม่ำเสมอทุกอาทิตย์ ใน 1 สัปดาห์ ควรมีการออกกำลังกาย ทั้ง 1) แบบแอโรบิกเพื่อพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจ และปอด เช่น การวิ่งโซน 2 – 3 ติดต่อกันมากกว่าครึ่งชม. 3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป และ 2) แบบเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ  เช่น การเล่นเวทเทรนนิ่ง วิดพื้น ซิทอัพ และ 3) แบบเพิ่มความยืดหยุ่นและความอ่อนตัว (Flexibility exercises) เช่น โยคะ พิลาทิส ไทชิ ชี่กง โดยหากเพื่อน ๆ ออกกำลังกายครบทั้ง 3 ลักษณะ ติดต่อกันในระยะเวลาหนึ่ง ร่างกายจะมีกล้ามเนื้อที่ทนทานแข็งแรง ยืดหยุ่นได้ดี โดยไม่เหนื่อยง่าย ทั้งนี้หากไม่สามารถทำประจำได้ ให้ใช้การเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันช่วย เช่น การกวาดบ้าน ล้างจาน ซักผ้า ขึ้นลงบันได  หรือหากไม่ได้ไปที่สนามกีฬา สามารถออกกำลังกายง่าย ๆ ที่บ้านได้
  • พักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย การพักผ่อนมีหลายรูปแบบ แต่ที่สำคัญที่สุดและขอเน้น คือ การนอนหลับ ทั้งนี้ร่างกายจะใช้เวลาในช่วงนอนหลับ เพื่อให้ระบบอวัยวะต่างๆได้ลดการทำงาน และจะมีการหลั่งฮอร์โมนเพื่อช่วยในการซ่อมแซม สร้างเพิ่มขยายเซลล์ของอวัยวะที่สึกหรอ รวมถึงการจัดระบบความจำด้วย ทั้งนี้แนะนำให้เพื่อนๆนอนคืนละ 7 – 8 ชั่วโมง และควรเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม โดยวงจรการนอนหลับจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่มากขึ้น

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก