ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

อย่ามองข้าม...สัญญาณเตือนการฆ่าตัวตาย.jpg

จากสถิติทุก ๆ ปี มีชาวอเมริกันจำนวนกว่า 42,000 คน เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย คนจำนานมากกว่าล้านคนที่ พยายามปลิดชีวิตตนเองและ 9 ล้านคนเคยคิดที่จะทำ การฆ่าตัวตายจึงเป็นสาเหตุที่เป็นรองเพียงอุบัติเหตุของการเสียชีวิตในช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่า 35 ปีเท่านั้น อ่านแล้วค่อนข้างใจหายไม่เบา แล้วถ้าวันหนึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของเราล่ะ

 

สัญญาณเตือนการฆ่าตัวตาย…ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

แท้จริงแล้วการฆ่าตัวตายป้องกันได้ หากเราสามารถรับรู้และใส่ใจถึงสัญญาณของคนที่อยากฆ่าตัวตายส่งออกมา โดยเริ่มจากการสังเกตุผู้คนรอบตัวที่มีพฤติกรรมเหล่านี้

  • สังเกตุสัญญาณเตือน
    ผู้คนจำนวนมากที่ตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย ทั้งที่แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้อยากตาย แต่แค่ต้องการยุติความเจ็บปวดในชีวิตที่พบเจออยู่เท่านั้น อย่ามองข้ามหากพวกเขาเริ่มที่จะพูดคุยเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายหรือแสดงสัญญาณเตือนบางอย่างที่ผิดสังเกตุซึ่งบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง
  • ถอยจากสังคม
    พวกเขาจะหลีกหนีจากครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเข้าสู่ความโดดเดี่ยว ไม่มีความสนใจในการพบปะสังสรรค์หรือมีกินกรรมทางสังคมใด ๆ เริ่มที่จะทำตัวแปลกแยกไม่เหมือนปกติ ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณซึ่งไม่น่าไว้วางใจและอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย
  • มุ่งเน้นที่ความตาย
    คนบางคนจะพูดคุยอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความต้องการที่จะตาย หรือหัวข้อเกี่ยวกับความตาย โดยพวกเขาอาจจะค้นหาหนทางที่จะฆ่าตัวตาย หรือแม้แต่ซื้อปืน มีด หรือยา มาเตรียมไว้
  • แสดงความสิ้นหวัง
    พวกเขาอาจจะพูดคุยเกี่ยวกับความเจ็บปวดที่เขารู้สึกเกินทนและรับมือไม่ได้ ความรู้สึกสิ้นหวัง ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใดในชีวิต หรือแม้แต่รู้สึกว่าการมีชีวิตของตน กำลังกลายเป็นภาระให้กับผู้อื่น ก็อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้
  • จัดเตรียมแผนการ
    คนบางคน อาจจะมีการตระเตรียมและสิ่งที่ต้องทำก่อนจากไป เช่น บอกความปราถนาสุดท้าย แจกจ่ายข้าวของ บอกลา หรือแม้แต่การเขียนจดหมายก่อนฆ่าตัวตาย
  • มีอารมณ์หรือการนอนหลับที่แปรปรวน
    บ่อยครั้งที่พวกเขาจะมีอารมณ์ที่ไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นความหดหู่ ความเศร้า ความกังวล หรือความโกรธ โดยแปรปรวนและเปลี่ยนแปลงได้ง่าย แต่ความฉุนเฉียว ก้าวร้าวรุนแรงที่แสดงออก อาจจะเปลี่ยนเป็นความสงบนิ่งได้อย่างเฉียบพลันเมื่อพวกเขาตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตาย และอาจมีพฤติกรรมการนอนหลับที่ผิดปกติ โดยอาจนอนมากขึ้น หรือน้อยลงก็เป็นได้
  • เหล้าและยา
    การหันหน้าเข้าสู่ความมึนเมาโดยการใช้เหล้าและยา อาจจะเป็นความพยายามในการลบ หลีกเลี่ยง ความเจ็บปวดหรือการทำร้ายตัวเอง แต่ก็เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้เช่นกัน
  • ดำรงชีวิตด้วยความประมาท
    เมื่อพวกเขาไม่กลัวที่จะตาย ก็อาจจะท้าทายด้วยพฤติกรรมอันตรายอย่างการเมาแล้วขับ หรือมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง

 

เราจะช่วยเหลือคนที่มีความคิดอยากฆ่าตัวตายได้อย่างไร

แค่เพียงคุณใส่ใจสัญญาณเตือนการฆ่าตัวตายทั้งหมดอย่างจริงจัง การมีส่วนร่วมและการสนับสนุนของคุณอาจช่วยรักษาชีวิตของพวกเขาได้ อย่ากลัวที่จะถามว่าคนที่คุณรักกำลังคิดจะทำร้ายตัวเอง รู้สึกหดหู่หรือมีปัญหาอะไรอยู่หรือไม่ การเริ่มต้นสนทนาอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้กระตุ้นให้พวกเขาอยากฆ่าตัวตายมาขึ้น ในความเป็นจริงการพูดคุยและรับฟังด้วยความเข้าใจ จะสามารถช่วยลดความคิดฆ่าตัวตายได้อีกต่างหาก

 

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสิ่ที่สำคัญและมีความหมายต่อคนเราคือการให้กำลังใจ ส่งเสริมความกล้าของพวกเขาในการไปพบแพทย์หรือจิตแพทย์ เพื่อแก้ไขปัญหา เข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้หรือหากพบว่ามีคนบอกว่ากำลังจะฆ่าตัวตายอย่างแน่ชัด อย่าปล่อยให้พวกเขาอยู่คนเดียวตามลำพัง หากเห็นท่าไม่ดี หรือมีแนวโน้มที่เกินความควบคุมของคุณ ควรรีบแจ้งตำรวจเพื่อระงับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


เคล็ดลับรับมือโรคซึมเศร้า.jpg

หากคุณเป็นผู้ป่วยหรือรู้ตัวว่ากำลังเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือภาวะซึมเศร้า อย่าคาดหวังให้หายด้วยตัวเองเช่นเดียวกับการเจ็บป่วยธรรมดา เพราะการอดทนอาจทำให้ทุกอย่างแย่ลง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาให้เร็วที่สุดและควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ เพื่อเยียวยาตัวเองในขั้นต้นควบคู่ไปด้วยกัน

 

อย่าหยุดรักษา

ในการรักษาโรคซึมเศร้า เป็นเรื่องปกติที่อาการป่วยอาจจะไม่ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเวลา 4 – 6 สัปดาห์แรก และบางกรณีก็อาจจะไม่ได้ผลทำให้ต้องปรับเปลี่ยนยาหรือวิธีการรักษาให้แตกต่างออกไปในแต่ละบุคคล แต่อย่าหมดหวัง ควรให้เวลามากขึ้น ในที่สุดแล้ว หากผู้มีอาการซึมเศร้าได้รับยาที่ถูกต้องในปริมาณที่เหมาะสม ติดต่อกันเป็นเวลาที่เพียงพอ จะช่วยให้การรักษาประสบความสำเร็จสูงถึงประมาณ 70% ดังนั้นอย่าถอดใจหรือสับสนที่จะต้องเปลี่ยนยาไปมา เมื่อถึงเวลาทุกอย่างจะดีขึ้น

 

ใช้ยาตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

สร้างความคุ้นชินในการกินยารักษาโรคซึมเศร้าให้เป็นเวลา จะช่วยให้จำง่ายขึ้นหากคุณรวมการกินยาไว้กับกิจกรรมอื่น ๆ จนเป็นนิสัย เช่น การกำหนดว่าจะกินยาหลังจากแปรงฟัน ก่อนอาหารเช้า หรือก่อนนอน และใช้กล่องยารายอาทิตย์เป็นตัวช่วยเพื่อตรวจสอบว่าคุณพลาดยาของวันใหนไปหรือไม่

 

อย่าหยุดยาด้วยตนเอง

อย่าคิดว่าไม่เป็นไรในการหยุดยาโรคซึมเศร้าด้วยตนเอง เมื่อคิดว่ามีอาการดีขึ้นหรือหายขาดแล้ว เพราะยาบางชนิดทางการแพทย์ จำเป็นที่จะต้องค่อย ๆ ลดปริมาณยาที่ได้รับลงก่อนหยุดยาถาวร การหยุดยาอย่างกะทันหันอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง หรือมีภาวะซึมเศร้ากลับคืนมา โปรดจำไว้เสมอว่าถ้าคุณรู้สึกดีขึ้นเพราะยา จะรีบหยุดมันทำไม ให้แพทย์เป็นคนประเมินและบอกช่วงเวลาที่เหมาะสมดีกว่านะ

 

เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต

เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณสามารถทำด้วยตนเองเพื่อส่งเสริมการรักษาอาการโรคซึมเศร้า โดยอาจจะเริ่มจากสิ่งง่าย ๆ เช่นการดูแลตัวเองให้มากขึ้น กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ผักและผลไม้ ลดน้ำตาลและไขมัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มมึนเมาและสารเสพติด ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าเข้ามาแทรกแซงและกระทบต่อการใช้ยารักษา นอนหลับให้เพียงพอและเริ่มต้นขยับร่างกาย ออกกำลังกาย โดยอาจจะเริ่มที่การเดินเล่นกับเพื่อนในละแวกบ้านก็ได้

 

ลดและหลีกเลี่ยงความเครียด ไม่ว่าจะจากที่บ้านหรือที่ทำงาน

ขอความช่วยเหลือหรือคำปรึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นต้นเหตุของความตึงเครียดและโรคซึมเศร้าในชีวิต ลองพูดคุย แลกเปลี่ยนหรือ ขอให้พวกเขาช่วยดูแลความยุ่งยากในชีวิตประจำวันชั่วคราว และหากคุณได้รับความเครียดจากงานมาก อาจต้องลองลดสเกลและจัดการงานที่รับผิดชอบลงเล็กน้อย

 

ซื่อสัตย์และเปิดใจให้กับการรักษา

การเปิดใจรับการรักษาโรคซึมเศร้าและนักบำบัดโรคหรือจิตแพทย์อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากคุณไม่พูดความจริง ก็เป็นเรื่องยากที่จะมีใครเข้ามาช่วยรักษาอาการที่คุณเป็นอยู่ได้ หากคุณสงสัยหรือเคลือบแคลงเกี่ยวกับวิธีรักษา คุณมีสิทธิที่จะถามอยู่เสมอ อย่าพยายามอดทนและเก็บมันไว้ ยิ่งเปิดเผยมากเท่าใหร่มันก็จะยิ่งง่ายกับการทำงานร่วมกัน ค้นหาแนวทางใหม่ ในการรักษา และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพกับโรคของคุณมากขึ้น

 

เปิดกว้างกับแนวคิดใหม่ ๆ

คุณอาจได้รับคำปรึกษาหรือแนวทางแปลก ๆ จากจิตแพทย์หรือนักบำบัดของคุณในการรักษาโรคซึมเศร้า พวกเขาอาจจะผลักดันให้คุณทำสิ่งที่รู้สึกอึดอัดใจในบางครั้ง แต่หากคุณลองและพยายามที่เปิดกว้าง คุณอาจจะพบประโยชน์ของมันมากกว่าที่คิด

 

อย่ายอมแพ้

ในขณะนี้คุณอาจจะรู้สึกสิ้นหวังจากโรคซึมเศร้า อาจจะกำลังรู้สึกว่าทุกอย่างมืดแปดด้าน และไม่ว่าจะทำอย่างไรมันก็ไม่ดีขึ้น เตือนตัวเองไว้เสมอว่ามันเป็นหนึ่งในอาการของโรคของคุณ ให้เวลากับตัวเอง อย่าเพิ่งหมดหวัง และปล่อยให้ยาและการรักษาต่าง ๆ ของคุณทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ถึงโรคซึมเศร้าและภาวะซึมเศร้าจะเป็นอะไรที่รับมือได้ยากและหาคนเข้าใจอย่างถ่องแท้ได้น้อยเหลือเกิน แต่ขอให้คุณอย่าท้อและหมั่นพูดคุยกับนักบำบัดหรือจิตแพทย์เพื่อหาหนทางรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมกับตัวเองที่สุด ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นอีกครั้งในเวลาที่เหมาะสมแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.webmd.com
ภาพประกอบจาก :  www.pixabay.com


สิ่งที่ควรทำเมื่อย่างเข้าวัยทอง.jpg

คุณอาจมีชีวิตสุดเหวี่ยงในช่วงอายุที่ผ่านมา แต่เมื่อเข้าสู่วัยทองสุขภาพก็เริ่มถดถอย สารเคมีและฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมนิสัยการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยดีก็อาจจะส่งผลไปถึงหัวใจและหลอดเลือดของเราอย่างเห็นได้ชัดขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

 

สิ่งที่ควรทำหรือเลิกทำเมื่อเข้าสู่วัยทอง

ระวังเรื่องน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้น ระบบการเผาผลาญก็เริ่มลดน้อยลง ทำให้การกินอาหารนิดเดิม ๆ ปริมาณเดิม ๆ อาจเป็นสาเหตุให้น้ำหนักของคุณเพิ่มมากขึ้นทีละนิด และไขมันในร่างกายก็จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจเช่นกัน เพราะฉะนั้นควรหมั่นตรวจเช็คน้ำหนักของตนเองอยู่เสมอ โดยชั่งน้ำหนักตอนเช้าก่อนการรับประทานอาหาร ในช่วงเวลาเดิมทุกวัน พร้อมจดบันทึกเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง

กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ ลดแคลอรี่ ลดคาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาล รวมทั้งอาหารแปรรูปต่าง ๆ ที่อุดมไปด้วยโซเดียม เน้นการกินผัก ผลไม้ การทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างพอเพียงจะทำให้คุณไม่หิวในระหว่างวัน หรือแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อยขึ้นก็ช่วยได้เช่นกัน

ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
ถึงแม้ร่างกายของคุณจะดูปกติ ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วย แต่การตรวจร่างกายปีละครั้งก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะความผิดปกติหรือโรคร้ายบางอย่างไม่ได้แสดงอาการออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น การตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละครั้งจะทำให้สบายใจ และอาจพบปัญหาสุขภาพแต่เนิ่น ๆ ในระยะที่ยังไม่ลุกลามร้ายแรง ทำให้การรักษาสามารถทำได้ง่าย และมีโอกาศหายมากขึ้น

เลิกบุหรี่
หากช่วงอายุที่ผ่านมาคุณยังหยวน ๆ ให้กับการเลิกบุหรี่ เข้าเลข 4 แล้วก็ควรตัดให้ขาดซักที เพราะการสูบบุหรี่สามารถส่งผลเสียมากมายต่อร่างกายจากสารพิษอันตรายต่าง ๆ เช่น นิโคติน แอมโมเนีย หรือทาร์ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดโรคร้ายได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็งปอด หลอดอาหาร โรคเกี่ยวกับเส้นเลือดตีบ ที่อาจต่อเนื่องถึงความเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจวาย และโรคเรื้อรังมากมาย ส่งผลให้ร่างกายถดถอยได้เร็วยิ่งขึ้น

ออกกำลังกาย
ซึ่งโดยปกติแล้วการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ต้องมีการเตรียมร่างกายอย่างเหมาะสม อุ่นเครื่องอย่างน้อย 5 – 10 นาที ควรออกกำลังอย่างน้อยประมาณ 30 – 45 นาทีในแต่ละวัน ซัก 3 – 4 วันต่อสัปดาห์ แน่นอนว่าการขยับตัวทำสิ่งต่าง ๆ จะช่วยคงความแอคทีฟ กะปรี้กะเปร่าในชีวิตประจำวัน แต่การออกกำลังกายที่หนักหน่วงเกินไปอาจเป็นปัญหาต่อสุขภาพ เช่น กล้ามเนื้อและข้อต่อ

ทำสมาธิ ผ่อนคลายความเครียด
ความเครียดสามารถส่งผลเสียในระยะยาวได้ ยิ่งช่วงอายุที่มีอารมณ์แปรปรวนพร้อมหน้าที่ความรับผิดชอบ อาจจะหลีกเลี่ยงอาการเครียดได้ยาก แต่ก็ควรมีลิมิต และใช้เวลาอยู่กับตัวเอง หยุดพักบ้าง เยียวยาความเครียดด้วยการทำสมาธิ ผ่อนคลายใจ ร่างกาย จัดการระบบความคิด ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมารับมือกับสิ่งต่าง ๆ อีกครั้ง

นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
เมื่อคุณอายุมากขึ้น การนอนน้อยจะมีผลกระทบกับร่างกายของคุณมากกว่าเดิม ความเหนื่อยล้าจะกินเวลานานขึ้น สมองจะเฉื่อยชาลง ขี้หลงขี้ลืม ในบางคนอาจจะมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ ตื่นง่ายเกิดขึ้นในเวลากลางคืน ซึ่งหากมีอาการแบบนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์เพื่อบำบัดรักษาต่อไป

 

ปัญหาสุขภาพในวัยทองถือเป็นจุดหมายที่หลายคนไม่ต้องการแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นทางที่ดี การเริ่มต้นดูแลสุขภาพร่างกายตั้งแต่ตอนนี้เลยก็จะเป็นการปูพื้นฐานที่ดีแก่สุขภาพในระยะยาว จำเอาไว้ว่าสุขภาพดีเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงอายุ 40 ก่อนก็ได้!

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.prevention.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


ดื่มน้ำให้มากขึ้น...แบบง่ายๆ.jpg

น้ำมีประโยชน์ต่อชีวิตคนเราอย่างยิ่ง ทั้งนี้ 4 ใน 5 ของน้ำหนักมนุษย์ประกอบไปด้วยน้ำ เราอาจอยู่โดยขาดอาหารได้นานกว่าการอยู่โดยขาดน้ำ  ประโยชน์ของน้ำที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ทำให้ผิวพรรณผ่องใส ไม่แห้งกร้าน ดวงตาสดใสไม่ขุ่นมัว ทำให้ดูเปล่งปลั่งอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ นอกจากนั้น น้ำยังทำให้สมองคิดประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเครียด และช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้อย่างปกติ ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ในร่างกายได้อย่างเต็มที่ อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้สมบูรณ์ และยังบรรเทาอาการต่าง ๆ เช่นปวดหัว ท้องผูกได้โดยไม่ต้องพึ่งยา

 

แต่มีบ่อยครั้งที่เราไม่รู้ตัวว่ากำลังดื่มน้ำน้อยเกินไป และดื่มแค่ในตอนที่รู้สึกกระหายน้ำเท่านั้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่สูบบุหรี่ โทษของการดื่มน้ำน้อยเกินไปนั้น ส่งผลมากมายกว่าที่คิด อาทิ ผิวหนังจะแห้งกร้าน ดวงตาไม่สดใส สมองประมวลผลช้าลง ปัสสาวะสีเข้มและมีกลิ่นแรง และยังนำไปสู่โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ โรคไต หรือแม้แต่อาการไม่พึงประสงค์ เช่น เป็นสิวอักเสบ ท้องผูก ผิวแตกแห้งกร้าน ประจำเดือนมาไม่ปกติ หากรู้ตัวว่ามีอาการเช่นนี้ รู้ได้เลยว่าเป็นอาการของการดื่มน้ำน้อยเกินไป วิธีแก้ไขคือพยายามดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว นำเอาขวดน้ำมาวางไว้ใกล้ ๆ มือและคอยจิบอยู่เรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน การดื่มนมสดไม่ถูกนับรวมว่าเป็นการดื่มน้ำ แม้จะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ เพราะนมสดจัดอยู่ในกลุ่มของอาหาร นอกจากนั้นแล้วคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือคนป่วยเป็นไข้หวัด จะต้องการน้ำในปริมาณมากกว่าคนปกติด้วย

 

กรณีที่รู้สึกว่าการดื่มน้ำเปล่าเฉยๆ ยังไม่น่าดึงดูดใจพอ ลองใช้วิธีนี้ข้างล่างนี้ เพื่อช่วยให้การดื่มน้ำเป็นเรื่องน่าสนุกและมีสีสันยิ่งขึ้น

  • เพิ่มสีสันลงในแก้วน้ำ โดยหั่นผลไม้สด เช่น สับปะรด สตรอว์เบอร์รี ส้ม มะนาว หรือแม้แต่ผักอย่างแตงกวา ใส่ลงไปแก้วเพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติที่แปลกใหม่
  • ดื่มน้ำทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ เพื่อเติมน้ำกลับคืนให้ร่างกายทุกครั้งที่น้ำถูกขับออกไป
  • จิบน้ำก่อนกินอาหารทุกมื้อ วิธีนี้จะทำให้กินอาหารน้อยลงด้วย แต่อย่าเผลอดื่มมากไปเพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจางได้
  • ใช้แอพพลิเคชั่นในสมาร์ตโฟนช่วยเตือน ซึ่งเดี๋ยวนี้มีมากมายให้เลือก เช่น Daily Water และ Carbodroid เป็นต้น
  • หากระบอกใส่น้ำหรือแก้วสวย ๆ แบบที่ชอบมาใส่น้ำดื่มวางไว้ใกล้ ๆ ตัว
  • ถ้ารู้สึกว่าน้ำเปล่ารสชาติจืดชืดไป ลองหาน้ำผลไม้ที่ชอบมาเจือจางในน้ำดื่มเพื่อเพิ่มรสชาติสักนิดก็ยังได้
  • ใช้กระติกหรือแก้วน้ำที่มีขีดบอกระดับน้ำ จะได้รู้ทันทีว่าดื่มน้ำไปมากแค่ไหนแล้ว

 

วิธีเหล่านี้จะช่วยสร้างบันดาลใจในการดื่มน้ำในแต่ละวันให้มากขึ้นได้ ทั้งยังให้ความรื่นรมย์และดีต่อสุขภาพไปพร้อมๆ กัน แถมยังเป็นวิธีที่ไม่ยากเลย ลองพยายามดื่มน้ำในแต่ละวันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด แล้วคุณจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากน้ำอยู่ใกล้ตัวได้อย่างเต็มที เพื่อชีวิตที่สดใสและสุขภาพที่แข็งแรงของคุณนั่นเอง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.self.com
ภาพประกอบ : www.unsplash.com


ไขข้อเท็จจริง-ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ-2.jpg

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) อาจจะมีหลาย ๆ เรื่องที่คล้ายกับปัญหาการนอนหลับในเรื่องอื่น ๆ  นำไปสู่ความเข้าใจที่ทั้งเป็นจริงและไม่เป็นจริงเกี่ยวกับภาวะนี้ โดยความเข้าใจที่ถูกต้อง จะนำไปสู่แนวทางการรับมือที่เหมาะสม

 

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) เป็นเพียงการนอนกรน (Snoring) เท่านั้น: ไม่เป็นความจริง

การนอนกรนเป็นปัญหาและความผิดปกติของการนอนหลับที่พบบ่อย โดยเป็นอาการที่บ่งบอกถึงการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  ผู้ที่เป็นภาวะดังกล่าวมีโอกาสหยุดหายใจได้มากถึง 400 ครั้งตลอดทั้งคืน และการหยุดหายใจบางครั้ง อาจยาวนานได้ถึง 10 – 30 วินาที โดยหลายคนมักจะตามด้วยการสำลัก เพื่อเริ่มต้นหายใจใหม่อีกครั้ง อาการเหล่านี้จะทำลายวงจรการนอนหลับ และทำให้พักผ่อนได้ไม่เต็มที่ มีอาการเหนื่อยในระหว่างวันตามมา

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร: ไม่เป็นความจริง

ทุกครั้งที่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  ทำลายการนอนหลับของคุณ มันส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ โดยหากไม่ได้รับการแก้ไขหรือดูแลอย่างเหมาะสม ก็อาจส่งผลต่อเนื่องถึงปัญหาที่เกี่ยวกับการทำงาน อุบัติเหตุระหว่างการขับรถ รวมถึงโรคหัวใจล้มเหลวและหลอดเลือดสมองแตก

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) เกิดจากการอุดกลั้นทางเดินหายใจ: เป็นความจริง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่พบบ่อยเกิดจากการที่ลิ้น ทอนซิล หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่ด้านหลังของลำคอ มาอุดกลั้นทางเดินหายใจ เมื่อคุณพยายามหายใจเข้า อากาศจะไม่สามารถผ่านได้ ในขณะที่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการสั่งของสมอง (Central Sleep Apnea: CSA) พบได้น้อยกว่า โดยเกิดจากการที่สมองไม่ได้ส่งสัญญาณให้ร่างกาย  หายใจอย่างที่ควรจะเป็น

 

ผู้สูงอายุเท่านั้นที่จะเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA): ไม่เป็นความจริง

แพทย์ประเมินว่าชาวอเมริกันมากกว่า 18 ล้านคน กำลังมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยพบได้ง่ายในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แท้จริงแล้ว ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกเพศทุกวัย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในคนที่มีน้ำหนักเกิน เพศชาย เชื้อสายแอฟริกันอเมริกันหรือชาวลาติน

 

แอลกอฮอล์สามารถช่วยเรื่องการนอนหลับ: ไม่เป็นความจริง

คุณอาจจะรู้สึกว่าแอลกอฮอล์ช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายขึ้น แต่แอลกอฮอล์จะไม่ช่วยให้คุณได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพแบบที่ต้องการ ทั้งนี้แอลกอฮอล์จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณด้านหลังลำคอของคุณคลายตัว ทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม และนอกจากนี้ยานอนหลับยังให้ผลแบบเดียวกันอีกด้วย

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) เกิดขึ้นได้ยากในวัยเด็ก: ไม่เป็นจริง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA)  พบได้บ่อยในเด็ก โดยมีสัดส่วน 1 ใน 10 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการจะไม่ค่อยรุนแรง แต่กับเด็กบางคน อาจเริ่มมีปัญหาด้านพฤติกรรม หรือปัญหาทางการแพทย์ที่ร้ายแรงด้วยผลกระทบจากภาวะนี้

 

การลดน้ำหนักสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

คุณสามารถทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) มีอาการดีขึ้นได้ เมื่อลดน้ำหนัก ซึ่งถ้าคุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับโปรแกรมการลดน้ำหนักที่เหมาะสม และการเลิกสูบบุหรี่ ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

 

การนอนตะแคงสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

หากคุณนอนหงาย จะทำให้แรงโน้มถ่วง ดึงเนื้อเยื่อในลำคอลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น การนอนตะแคงจะช่วยเปิดลำคอ ไม่ให้เนื้อเยื่อไปอุดกลั้นทางเดินหายใจ การใช้หมอนข้างสามารถช่วยคุณในการนอนตะแคงได้ และบางคนก็เลือกที่จะเย็บลูกเทนนิสติดไว้ด้านหลังของชุดนอนเพื่อบังคับไม่ไห้นอนหงายโดยไม่รู้ตัว

 

ยางครอบฟันสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

ทันตแพทย์สามารถแนะนำยางครอบฟันที่เหมาะสมกับคุณได้ โดยเครื่องมือนี้จะช่วยลดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่ไม่รุนแรง ซึ่งยางครอบฟันจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับรูปปาก ทำให้มันช่วยจัดโครงสร้างภายในปากให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ใส่มันก่อนนอนเพื่อเปิดทางเดินหายใจของคุณขณะนอนหลับ

 

วิธีรักษาโดยใช้เครื่องซีแพพ (CPAP) คือการรักษาที่มีประสิทธิภาพ: เป็นความจริง

เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continuous Positive Airway Pressure-CPAP) จะเป่าอากาศเข้าไปขยายทางเดินหายใจของคุณ โดยคุณสามารถที่จะปรับแรงดันอากาศ ได้จนกว่ามันจะเพียงพอ ที่จะทำให้ทางเดินหายใจของคุณเปิดขึ้นในขณะนอนหลับ เป็นการรักษาที่มักใช้กับผู้ใหญ่ที่มีระดับอาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ในขั้นปานกลางถึงรุนแรง

 

การผ่าตัดเป็นวิธีที่ดี และแน่นอนที่สุดในการแก้ไขภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ: ไม่เป็นจริง

การผ่าตัดจะได้ผล แค่เพียงในบางกรณีเท่านั้น เช่น เด็กที่มีต่อมทอนซิลขนาดใหญ่ มาบล็อกทางเดินหายใจ  แพทย์สามารถผ่าตัดเพื่อนำทอนซิลที่ก่อให้เกิดปัญหาออก และมีผู้ใหญ่บางคนที่สามารถผ่าตัดเพื่อลดเนื้อเยื่อ แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน หากคุณมีอาการนี้อยู่ ควรพูดคุยกับแพทย์ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีข้อเสียของการผ่าตัดให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการผ่าตัดใดๆ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


การเกิดผมหงอกก่อนวัย.jpg

เรามักจะเชื่อมโยงเรื่องผมหงอกกับความแก่ชรา หากเห็นผมสีเทาอันแปลกปลอมแทรกอยู่ในช่วงอายุที่ไม่น่าจะมี ก็ไม่แปลกหากคุณจะเกิดคำถามมากมายอย่าง…ผมหงอกก่อนวัยแบบนี้จะเป็นสัญญาณเกี่ยวกับสุขภาพภายในหรือเปล่า มาค้นหาคำตอบเกี่ยวกับความจริงของเส้นผมและการเปลี่ยนสีกัน

 

ผมเริ่มหงอกตอนไหน

แพทย์ผิวหนังได้ออกมาเผยว่าการเปลี่ยนสีของผมมักเกี่ยวข้องกับช่วงอายุโดยเกี่ยวข้องกับเม็ดสีเมลาโนไซต์ในเกล็ดผม ซึ่งเป็นเซลล์ตัวเดียวกันกับเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดสีในผิวหนัง เมื่อพวกมันค่อย ๆ หยุดการผลิตเม็ดสี ผมในช่วงแรกจะเป็นสีเทา ก่อนจะกลายเป็นสีขาวตามลำดับ ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ได้กระทบกับ Keratinocytes ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเส้นใยผม นั่นแปลว่าสีไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างในเส้นผมใด ๆ อย่างไรก็ตามคุณอาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเนื้อสัมผัสของเส้นผมของคุณได้ เช่น ความหยาบหรือแข็งกระด้าง โดยการเปลี่ยนแปลงของสีผมก็ไม่ได้เปลี่ยนในช่วงอายุที่เท่ากันทุกคน เช่น ผมของคุณอาจเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาได้ในช่วงวัย 30 แต่เพื่อนของคุณยังคงมีผมที่ดกดำและเงางาม ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

นอกจากนั้นผู้เชี่ยวชาญยังได้กล่าวไว้ว่า ร้อยละ 90 ของเหตุผลในการเปลี่ยนเป็นสีเทาของเส้นผม สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยทางพันธุกรรม แต่เราก็ยังคงมีความรู้ที่จำกัดเกี่ยวกับเรื่องยีนส์ที่ส่งผลถึงเรื่องนี้ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่เชื้อชาติของคุณเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนสีของผม โดยอายุเฉลี่ยที่ผมเริ่มจะเป็นสีเทาคือ ช่วงกลางวัย 30 สำหรับชนชาติคอเคเซียน ปลายช่วงวัย 30 ในชาวเอเชีย และช่วงวัย 40 กลางสำหรับ Afro-Caribbeans  และประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้คน จะมีผมสีเทาประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหัวเมื่ออายุอยู่ในช่วงวัย 50 ปี

 

ผมหงอกก่อนวัยอันควรบอกถึงปัญหาสุขภาพหรือไม่

นี่เป็นคำถามที่พบได้บ่อยและเป็นคำถามที่นักวิจัยพยายามหาคำตอบ โดยมีหลักฐานบางอย่างว่าการเกิดผมหงอกก่อนวัย สามารถบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพบางอย่างได้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับหัวใจของคุณ

มีการศึกษาที่นำเสนอในการประชุมประจำปีครั้งที่ 69 ของสมาคมโรคหัวใจแห่งอินเดีย พบว่า ผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีที่มีผมสีเทาก่อนวัย มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้มากกว่าคนที่ผมยังไม่เปลี่ยนสีในช่วงวัยเดียวกันถึงห้าเท่า ซึ่งการหดตัวของหลอดเลือดแดงอาจนำไปสู่อาการหัวใจวายได้

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 2012 ผลวิจัยจากสหราชอาณาจักร ได้ชี้แจงว่าการเสื่อมสภาพของเซลล์เม็ดสีที่ทำให้เกิดสีเทา อาจเกิดจากความเครียดจากภาวะการออกซิเดชั่น ซึ่งก็คือกระบวนการทางชีวภาพที่อาจสร้างความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อที่มีสุขภาพดี ดังนั้นกระบวนการเดียวกันที่เกิดขึ้นในเซลล์ผมของคุณอาจมีโอกาศเกิดขึ้นกับส่วนอื่นในร่างกายของคุณด้วย

แต่อย่าเพิ่งวิตกเกินไป เพราะผลวิจัยของการมีผมสีเทาก่อนวัยอันควรกับปัญหาเกี่ยวกับหัวใจก็ยังไม่ได้มีหลักฐานรองรับที่หนักแน่นมากนัก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถนิ่งนอนใจโดยไม่ป้องกันหากเกิดผมหงอกจำนวนมากก่อนอายุ 35 ปี ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือพบแพทย์เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงอื่น ๆ สำหรับโรคหัวใจ เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย น้ำหนักที่เหมาะสม ความดันโลหิตสูง หรือคอเลสเตอรอลสูง

 

สรุปแล้วผมหงอกก่อนวัยไม่กี่เส้น อาจไม่ได้เป็นอันตรายหรือมีความเสี่ยงมากในการเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจเท่ากับวิธีการที่ไม่ดีต่อสุขภาพอื่น ๆ เช่น การเพิ่มน้ำหนักมากเกินไป การสูบบุหรี่ การกินอาหารขยะหรือการไม่ออกกำลังกาย และในเมื่อคุณไม่สามารถห้ามหรือควบคุมการหงอกของผมได้ แต่คุณสามารถดูแลปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงด้วยกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.menshealth.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


13-สิ่งบั่นทอนความสัมพันธ์ทางเพศ.jpg

ชีวิตคู่กับเรื่องเซ็กส์หรือความสัมพันธ์ทางเพศเป็นสิ่งมีอิทธิพลต่อกันไม่น้อย บางคู่อาจมองว่าเรื่องความรักนั้นควรเน้นไปที่จิตใจมากกว่า แต่รู้หรือไม่ว่าเรื่งทางกายอย่างเซ็กส์นี่แหละที่สามารถทำให้ปัญหาเล็ก ๆ ระหว่างคนรักขยายวงกว้างได้มากขึ้น และอะไรบ้างที่เป็นตัวการพาให้เซ็กส์จืดชืดไร้อารมณ์ ควรรีบแก้ไขด่วนก่อนจะเกินเยียวยา

 

อะไรบ้างที่ทำให้หมดอารมณ์ทางเพศ

  1. ความเครียด
    หลายคนทำอะไรได้ดีหลายอย่างเมื่อพวกเขาเครียด ทำให้รู้สึกเซ็กซี่ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับมือได้ เช่น ความเครียดในที่ทำงาน ที่บ้านหรือในความสัมพันธ์สามารถเกิดขึ้ได้กับทุกคน เรียนรู้วิธีการจัดการกับสิ่งที่ดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ คุณสามารถทำอะไรได้มากมายด้วยตัวคุณเองและแพทย์สามารถช่วยคุณได้
  2. ปัญหาคู่ของคุณ
    ปัญหาเกี่ยวกับคู่ของคุณอยู่ในระดับต้น ๆ ของสิ่งบั่นทอนอารมณ์ขับเคลื่อนทางเพศสัมพันธ์ สำหรับผู้หญิง การได้ใกล้ชิดเป็นส่วนสำคัญของความปรารถนา สำหรับทั้งชายและหญิง ผลกระทบจากการทะเลาะกัน การสื่อสารที่ไม่ดี ความรู้สึกที่ถูกทรยศหรือปัญหาความไว้วางใจในเรื่องอื่น ๆ หากเป็นการยากที่จะกลับมาคืนดีกัน ควรติดต่อกับผู้ให้คำปรึกษาเพื่อขอข้อแนะนำ
  3. แอลกอฮอล์
    เครื่องดื่มอาจทำให้คุณรู้สึกอยากมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น แต่ถ้าดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปสามารถทำให้ความรู้สึกทางเพศของคุณด้านชาไปได้ เมามาก ๆ ก็จะทำให้สิ่งต่าง ๆ แย่ลงโดยเฉพาะกับคู่ของคุณกับสิ่งที่เขาต้องการ หากคุณมีปัญหาจากการดื่ม อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากนักบำบัด
  4. นอนน้อยเกินไป
    ถ้าการมีอารมณ์ทางเพศของคุณหายไป บางทีคุณอาจนอนหลับไม่เพียงพอ คุณเข้านอนดึกหรือตื่นเร็วเกินไปหรือเปล่า คุณมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับหรือไม่ เช่น นอนหลับยากหรือนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ หรืออาการนอนไม่หลับเลย สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เพศสัมพันธ์ยุ่งเหยิงได้ ความรู้สึกเหนื่อยเมื่อยล้าทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลงไปด้วย จัดการกับปัญหาการนอนหลับของคุณ หากยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์
  5. มีลูก
    คุณอาจไม่หมดอารมณ์ทางเพศโดยตรงเมื่อเป็นพ่อคนแม่คน แต่คุณจะสูญเสียเวลา ลองจ้างพี่เลี้ยงช่วยเลี้ยงลูก เพื่อที่คุณจะได้บริหารเวลาให้กับคู่ชีวิตของตัวเองหรือลองมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลานอนหลับของลูก
  6. ยา
    ยาบางชนิดสามารถทำให้อารมณ์ทางเพศลดลง เช่น 

    • ยาซึมเศร้า
    • ยาความดันโลหิต
    • ยาคุมกำเนิด (บางการศึกษาแสดงว่ามีผลเกี่ยว บางการศึกษาบอกไม่มีผล)
    • ยาเคมีบำบัด
    • ยาต้าน HIV
    • ยาฟิแนสเทอร์ไรด์ (Finasteride)
    • ยาใช้รักษาต่อมลูกหมากโตและอาการศีรษะล้าน
      โดยการเปลี่ยนยาหรือปริมาณอาจช่วยได้ ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับเรื่องนี้และอย่าหยุดรับประทานยาด้วยตัวเอง
  7. รูปร่างไม่ดี
    คุณจะรู้สึกเซ็กซี่ง่ายขึ้นถ้าคุณชอบรูปร่างของตัวเอง ดูแลรูปร่างให้ดีและอยู่ในระดับที่คุณยอมรับได้ สร้างความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับตัวคุณเอง มีช่วงอารมณ์ที่ดี หากคู่ของคุณไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองทำให้เขามั่นใจว่าเขาดูเซ็กซี่
  8. โรคอ้วน
    เมื่อคุณมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน อาจส่งผลให้คุณไม่สนุกกับการมีเพศสัมพันธ์ ไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่คุณต้องการ หรือถูกเก็บกดไว้ด้วยความไม่มั่นใจ จัดการกับสิ่งที่คุณรู้สึกเกี่ยวกับตัวคุณเอง หากจำเป็นขอคำแนะนำกับผู้ให้คำปรึกษาอาจทำให้รู้สึกดีมากขึ้น
  9. ปัญหาการตื่นตัว
    ผู้ชายที่เป็นโรค ED (Erectile dysfunction) หรือการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มักกังวลว่าจะสามารถทำเรื่องทางเพศได้อย่างไร และความกังวลนั้นทำให้ความต้องการทางเพศของพวกเขาลดลง โรค ED สามารถรักษาได้ ดังนั้นคู่รักยังสามารถกลับมามีเพศสัมพันธ์ได้เหมือนเดิมอีกด้วย
  10. ฮอร์โมน T ต่ำ
    ฮอร์โมน T (Testosterone) เป็นฮอร์โมนหลักที่ช่วยกระตุ้นให้แสดงลักษณะความเป็นชาย ช่วยกระตุ้นการมีเพศสัมพันธ์ ผู้ชายถ้าอายุมากขึ้น ระดับฮอร์โมน T อาจลดลงเล็กน้อย ไม่ทั้งหมดอารมณ์ทางเพศลดลง บางคนอาจจะสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นอีกหลายอย่าง เช่น ความสัมพันธ์กับน้ำหนักก็สามารถส่งผลต่อระดับความต้องการทางเพศและระดับฮอร์โมนเพศชาย ดังนั้นจึงไม่มีคำตอบคำดียวที่ชี้ชัดได้แน่นอน
  11. ภาวะซึมเศร้า
    การหดหู่ใจสามารถปิดความสุขในเรื่องเพศสัมพันธ์ หากการรักษาของคุณเกี่ยวข้องกับยา บอกแพทย์ของคุณว่าอารมณ์ทางเพศลดลง เนื่องจากยารักษาโรคซึมเศร้าบางตัวมีผลต่อความต้องการทางเพศ ดังนั้นพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กับนักบำบัดโรคด้วย
  12. วัยหมดประจำเดือน
    สำหรับผู้หญิงหลายคนอารมณ์ทางเพศจะลดลงเมื่อมาถึงวัยหมดประจำเดือนนั่นเนื่องมาจากอาการ เช่น ความแห้งกร้านทางช่องคลอดและปวดในระหว่างการมีเซ็กส์ แต่ผู้หญิงทุกคนมีความแตกต่างกัน ซึ่งบางรายอาจไม่ได้รับผลกระทบในส่วนนี้ ดังนั้นควรดูแลความสัมพันธ์ให้ดี มีความมั่นใจในตนเองและรักษาสุขภาพร่างกยาให้แข็งแรง
  13. การขาดความใกล้ชิด
    การจะมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีความรู้สึกใกล้ชิดสามารถทำให้หมดอารมณ์ได้ ลองใช้เวลาด้วยกันทำกิจกรรอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์มากขึ้น โดยอยู่เพียงสองต่อสองเท่านั้น เช่น พูดคุย กอด นวดให้กัน เป็นต้น ค้นหาวิธีแสดงออกความรักโดยไม่ต้องมีเพศสัมพันธ์ ความใกล้ชิดสามารถกระตุ้นความปรารถนาได้

 

ทั้ง 13 สิ่งที่บั่นทอนให้หมดอารมณ์ทางเพศนี้ อันที่จริงแล้วมีทางออกเสมอ ในด้านที่เป็นปัจจัยภายนอกคุณควรสังเกตดูว่าอะไรที่กระทบต่อความสัมพันธ์ หรือแม้แต่เรื่องทางกายภาพอย่างความป่วยไข้ สำหรับปัจจัยภายในอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคุณและคนรักเป็นสิ่งที่ควรทะนุถนอม ใส่ใจ ดูแลกันให้ดี เพียงเท่านี้ก็สามารถดำเนินชีวิตรักได้อย่างมีความสุขพร้อมกับเซ็กส์ที่ดีแล้ว

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


10-เคล็ดลับ-การดูแลสุขภาพผู้หญิง.jpg

สาว ๆ ทั้งหลาย ช่วงเวลาที่เราได้พูดคุย ปรึกษาคุณหมอนั้น มีน้อยและก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วถ้าคุณหมอมีเวลามากขึ้น เขาก็อาจจะบอกกับคุณถึงวิธีการดูแลสุขภาพผู้หญิง อย่างที่สูตินรีเวชผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ดังนี้

 

สุขภาพผู้หญิงดูแลง่าย ๆ

  1. ขจัดความเครียด
    ปัญหาใหญ่ที่สุดที่พบในผู้ป่วยส่วนใหญ่คือ การที่ทุกคนมีสิ่งที่ต้องจัดการมากเกินไปและพวกเขาต้องการทำทั้งหมดให้ออกมาดีในทุก ๆ เรื่อง ความเครียดนั้นมีผลกระทบที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นจากภาวะมีบุตรยากซึ่งเป็นที่มาของความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคหัวใจ ดังนั้นลองหาวิธีที่เหมาะกับคุณในการลดความเครียดและนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของคุณเอง
  2. เลิกอดอาหาร
    การกินเพื่อสุขภาพไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเลิกดื่มไวน์ หรือลืมเค้กช็อคโกแล็ตสุดโปรดตลอดชีวิตของคุณ กุญแจที่สำคัญคือ การกินในปริมาณที่พอเหมาะ กินโปรตีน ไขมันชนิดดี คาร์โบไฮเดรตชนิดดี และอาหารจำพวกกากใย
  3. อย่ากินแคลเซียมมากเกินความจำเป็น
    การได้รับแคลเซียมมากเกินความจำเป็นทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไตและโรคหัวใจอีกด้วย ผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี ควรได้รับแคลเซียมเพียงวันละ 1,000 มิลลิกรัม ในขณะที่ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1,200 มิลลิกรัมต่อวันโดยดูดซึมผ่านสารอาหาร อาหาร 3 ประเภทที่มีปริมาณแคลเซียมสูง คือ นม ปลาแซลมอน และอัลมอนด์
  4. ทำมากกว่าแค่การออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการเต้นของหัวใจ
    ในหนึ่งสัปดาห์ผู้หญิงเราควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 3 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ผสมผสานการออกกำลังกายทั้งแบบกระตุ้นหัวใจ (Cardio) สลับกับการใช้น้ำหนักตัวเป็นตัวช่วย (Weight-bearing) เพื่อช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ โรคมะเร็งและโรคเบาหวาน  นอกจากนี้การออกกำลังกายยังส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพจิตของผู้หญิงเรา
  5. วางแผนการมีบุตร
    ในช่วงอายุ 30 ปีปลาย ๆ หรือแม้แต่ในช่วงอายุเริ่ม 40 ปีต้น ๆ มักไม่พบปัญหาจากการตั้งครรภ์ แต่ความพร้อมของด้านร่างกายในการมีบุตรจะเริ่มถดถอยเมื่อเริ่มมีอายุ 32 ปีขึ้นไป ดังนั้นหากคุณวางแผนจะมีลูก ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น การฝากไข่ เป็นต้น
  6. คุณค่าของการคุมกำเนิด
    บางครั้งการคุมกำเนิดอาจทำให้คุณถูกมองแง่ลบ แต่การคุมกำเนิดไม่เพียงแต่จะป้องกันไม่ให้ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรแล้ว จากการศึกษาพบว่ายังสามารถลดความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ได้ เช่นเดียวกัน นั่นคือการทำให้ประจำเดือนมาตามรอบปรกติ
  7. พบแพทย์เป็นประจำทุกปี
    ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 21 ปี ทุก ๆ 3 ปี ควรแน่ใจว่าคุณได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap test) สำหรับช่วงวัย 30 – 65 ปี ทุก ๆ 5 ปี คุณควรได้รับการตรวจทั้งคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและเชื้อ HPV (HPV test) เมื่ออายุเกินกว่านี้อาจไม่จำเป็นต้องตรวจถ้าแพทย์ระบุว่าคุณมีความเสี่ยงต่ำ แต่หากคุณยังคงมีกิจกรรมทางเพศและมีความเสี่ยงสูงในการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์  คุณควรตรวจหาเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia) เชื้อหนองในแท้ (Gonorrhea) และเชื้อซิฟิลิส (Syphilis) เป็นประจำทุกปี และควรตรวจหาเชื้อเอชไอวีอย่างน้อยหนึ่งครั้งและถ้าคิดว่าเสี่ยงก็ควรตรวจบ่อย ๆ  ยิ่งไปกว่านั้นห้ามลืมตรวจสุขภาพประจำปีเด็ดขาด เพราะแพทย์จำเป็นต้องประเมินปัญหาอื่น ๆ อีกด้วย เช่น การติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น การคุมกำเนิด และปัญหาทางเพศอื่น ๆ
  8. เพศสัมพันธ์ที่ดีช่วยได้
    เซ็กส์ช่วยลดความเครียดและอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ ถ้าคุณรู้สึกมีความสุขไปกับมัน แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าเพศสัมพันธ์ยังไม่ดีพอจากปัญหาต่าง ๆ เช่น น้ำหล่อลื่นแห้ง หรือรู้สึกเจ็บ ลองปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีแก้
  9. พักผ่อนให้มากขึ้น
    แต่ละคนมีการนอนหลับหรือการพักผ่อนที่แตกต่างกัน แต่ถ้าคุณมีปัญหาไม่อยากตื่นนอนตอนเช้า เหนื่อยง่าย หรือไม่มีสมาธิ เป็นสัญญาณว่าคุณอาจจะพักผ่อนไม่เพียงพอ มากไปกว่านั้นงานวิจัยล่าสุดพบว่า การพักผ่อนน้อยอาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น
  10. การประเมินประวัติทางพันธุกรรม
    ปัจจุบันแพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และโรคเรื้อรังต่าง ๆ จากประวัติทางพันธุกรรมของบุคคลในครอบครัว ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ และพิจารณาหาวิธีปเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวได้

 

เพศหญิงเป็นเพศที่มีรายละเอียดในการดูแลสุขภาพที่ค่อนข้างแตกต่างกันไป นั่นเพราะส่วนหนึ่งมาจากฮอร์โมนและประจำเดือนของเราในแต่ละรอบอายุ อย่างไรก็ดีวิธีการดูแลสุขภาพผู้หญิงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ยากจนเกินไป เพียงแค่เราใส่ใจและหมั่นสังเกตด้วยความรอบคอบ ก็สามารถมีสึขภาพสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมรับมือกับทุกช่วงวัยที่ก้าวเข้ามา

  

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบ : www.pixabay.com

 


5-เทคนิคที่สามารถช่วยให้คุณถึงสุดสุดยอดได้ง่าย.jpg

ถ้าพูดถึงสุขภาพของชีวิตรักและเซ็กส์ที่ดี คงหลีกเลี่ยงเรื่องการไปถึงจุดสุดยอดไม่ได้เลย สาว ๆ ยกมือขึ้นถ้าคุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายประมาณว่า…ตอนที่คุณมีเซ็กส์อยู่และกำลังใกล้ถึงจุดสุดยอด คุณรู้สึกว่า… มันใกล้แล้วแต่ก็ไม่เสร็จสักที และสุดท้ายคุณก็ไม่สำเร็จความใคร่ ทำยังไงล่ะทีนี้

 

จุดสุดยอด ‘Orgasm’ สำคัญแค่ไหน

เป็นเรื่องเลวร้ายมากถ้าคุณผู้หญิงพูดขึ้นมาว่าแทบไม่เคยถึงจุดสุดยอดเวลามีเซ็กส์เลย…ราวกับว่าช่องคลอดเสื่อม ผู้หญิงส่วนใหญ่เคยเป็นแบบนั้นและหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องบนเตียงแบบนี้ไว้ว่า เหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงไม่ถึงจุดสุดยอดนั้นมีมากมาย เช่น การกลัวในสิ่งที่เราไม่รู้หรือกลัวว่าจะเสียการควบคุมนั่นเอง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจมากกว่าทางกายภาพ โดยเฉพาะกับผู้หญิงหลายคนไม่รู้ตัวว่าพวกเธอใกล้จะถึงจุดสุดยอดแล้ว ทำเอาสูญเสียอรรถรสที่ควรได้รับจากความสัมพันธ์ทางเพศไปโดยปริยาย

 

เทคนิคง่าย ๆ ที่ช่วยให้คุณถึงจุดสุดยอด

  1. จินตนาการ
    ลองจินตนาการดูว่า..คุณกำลังช่วยตัวเองอยู่และกำลังจะถึงจุดสุดยอดแล้ว จากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าคุณลืมส่งอีเมล หรือคิดถึงกองผ้าที่ต้องจัดการในสุดสัปดาห์นี้ ทันใดนั้นความรู้สึกที่จะถึงฝั่งฝันนั้นก็จะค่อย ๆ มลายหายไปจากความคิดของคุณอย่างรวดเร็ว หากคุณรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ไม่ว่าจะตอนที่คุณทำเองหรือกับคู่นอนของคุณ  เรื่องใต้สะดือช่วยได้ ลองจินตนาการว่าคุณถูกพันธนาการเหมือนอย่างในหนัง Fifty Shades of Grey หรือไม่ก็ลองนึกถึงการมีเซ็กส์แบบเราสองสามคนดูสิ วิธีนี้ช่วยให้มีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่คุณกำลังทำและกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้เป็นอย่างดี ดังนั้นในขณะที่คุณจะทำเรื่องนี้ให้จินตนาการถึงเหตุการณ์ที่จะทำให้คุณไปถึงจุดสุดยอดได้อย่างมีความสุข
  2. สมาธิในการช่วยตัวเอง
    เราควรรู้สึกอินไปกับการสำเร็จความใคร่ เพราะมันเป็นเวลาที่คุณจะผ่อนคลายและสุขสมไปกับช่วงเวลานั้น แต่การไปถึงจุดสุดยอดมันอาจจะถูกขัดจังหวะขึ้นได้อีก ถ้าคุณยังคิดถึงแต่งานหรือกองบิลที่ยังไม่ได้ชำระ เพราะฉะนั้นการจดจ่ออยู่กับสิ่งที่คุณกำลังทำจะช่วยให้คุณลืมเรื่องในหัวและลื่นไหลไปกับอารมณ์และร่างกายของคุณ ในครั้งต่อไปที่คุณช่วยตัวเอง คุณต้องมีสมาธิอยู่กับมันและพยายามทำให้ดีที่สุด ใส่ใจกับความรู้สึก ณ ตอนที่คุณกำลังลูบไล้จุดนั้นอย่างเพลิดเพลิน หรือลองสลับกับการลูบไล้บริเวณหัวนมซึ่งเป็นอีกจุดที่ให้ความซาบซ่านได้เป็นอย่างดี ลองจุดเทียนหรือหรี่ไฟเล็กน้อย หรือลองทำในขณะที่นอนแช่ในน้ำอุ่น ๆ ซึ่งเป็นตัวช่วยชั้นดีในการคลายเครียด การมีสมาธิไม่เพียงแต่ช่วยลดความเครียด แต่ยังช่วยให้ร่างกายของคุณรับรู้ได้ถึงทุกอรรถรสอีกด้วย
  3. ลิ้มลองของเล่นใหม่ ๆ
    ถ้าคุณไม่ถึงจุดสุดยอดด้วยตัวเอง ไม่ต้องอายที่จะลองใช้ของเล่นเป็นตัวช่วย อย่างเช่น The Womanizer ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตัวช่วยของสาว ๆ หลายคนในการกระตุ้นจุดกระสันหรือจุดคลิตอริส (การสั่นและดูดโดยใช้อากาศเป็นช่วย) และสัมผัสอรรถรสที่แท้จริงของการถึงจุดสุดยอด (จำไว้นะ ‘ปุ่มกระสัน’ หรือ ‘คลิตอริส’ เป็นจุดทำให้ผู้หญิงถึงไปจุดสุดยอดได้) ส่วนเครื่องสั่นแบบ Eva ขนาดกะทัดรัดนี้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับคู่รัก เพราะมีขนาดเล็ก ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ (ส่วนปีกของตัวเครื่องสามารถห่อหุ้มบริเวณแคมได้เป็นอย่างดี) และยังช่วยกระตุ้นอารมณ์ได้อย่างตรงจุด ของเล่นทั้งสองแบบนี้จะกระตุ้นทำให้ร่างกายสุขสมและถึงจุดสุดยอดได้อย่างง่ายดาย
  4. ลองผสมผสานท่าทางของเซ็กส์
    ทุกคนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับเซ็กส์แล้ว การลองสิ่งใหม่ ๆ ยิ่งเปลี่ยนบ่อยแค่ไหนความลงตัวก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ไม่มีใครถึงจุดสุดยอดในท่าเดิม ๆ หรอก ถ้าคุณเริ่มเบื่อกับการทำอะไรเดิม ๆ แนะนำให้ลองเปลี่ยนก่อนที่จะสายเกินแก้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณชอบท่าด้านหลังให้ลองเปลี่ยนมาอยู่ด้านบนดูหรือถ้าปกติคุณถึงจุดสุดยอดด้วยท่าปกติลองหันมาใช้ปากในการสำเร็จความใคร่ก็น่าจะดี บางครั้งการลองอะไรที่แปลกใหม่อาจจะได้ผลดีอย่างคาดไม่ถึงก็ได้
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
    ถ้าการไม่ถึงจุดสุดยอดมักเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ หากคุณรู้สึกว่าลองมาหมดแทบทุกวิธีแล้วก็ยังไม่ได้ผล ลองหาวิธีการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมหรือรูปแบบทางเพศดู การกลัวเสียการควบคุมหรือความกังวล หรือคุณอาจรู้สึกไม่สบายใจกับคู่นอนของคุณ ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ลองปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาและอาจได้วิธีการรับมือกับเรื่องนี้เป็นของแถมอีกด้วย

 

เรื่องการไปถึงจุดสุดยอดด้านเซ็กส์นี้แม้จะดูเป็นเรื่องมิดชิดและเล็ก ๆ สำหรับบางคน แต่เชื่อเถอะว่าถ้าแก้ไขได้แล้วจะสร้างผลดีต่อสุขภาพจิตและสุชภาพกายของคุณได้ย่างมหาศาล ดังนั้นจึงควรดูแลใส่ใจให้ครบทุกด้าน เพียงเท่านี้คุณก็จะมีความสุขสมบูรณ์ในทุกช่วงขงชีวิตแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.womenshealthmag.com
ภาพประกอบ : www.pixabay.com

 


คำถามที่พบบ่อย-เรื่องมะเร็งเต้านม-edit.jpg

ผู้หญิงอายุเท่าไหร่จึงควรจะเริ่มทำแมมโมแกรม (Mammogram) เป็น คำถามที่พบบ่อย เรื่องมะเร็งเต้านม จึงแนะนำว่า ให้เริ่มทำเมื่ออายุ 35 ปี และทำอีกทุก 2-3 ปี จนเมื่ออายุ 40 ปี แล้วให้ ทำทุกปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป ให้ทำทุก 1-2 ปี

 

ผู้หญิงอายุเท่าไหร่จึงควรจะเริ่มทำแมมโมแกรม (Mammogram)

แนะนำว่าให้เริ่มทำเมื่ออายุ 35 ปี และทำอีกทุก 2 – 3 ปี จนเมื่ออายุ 40 ปี แล้วให้ ทำทุกปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป ให้ทำทุก 1 – 2 ปี เพราะจากสถิติผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เริ่มพบ มากตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป

 

อาการเจ็บเต้านม เกิดจากมะเร็งเต้านมใช่หรือไม่

มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นไม่มีอาการเจ็บ แต่แนะนำให้พบแพทย์ถ้ามีอาการเจ็บเต้านม โดยเฉพาะคลำก้อนได้

 

การใส่เสื้อยกทรงที่มีขอบโลหะเสริมจะทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

ไม่เกี่ยวข้องกัน ในสหรัฐอเมริกาก็มีการยืนยันเรื่องนี้เช่นกัน

 

ถ้ามีก้อนเนื้อเล็ก ๆ ที่เต้านม แพทย์ตรวจแล้วบอกว่าเป็นก้อนเนื้องอก ชนิดธรรมดา ควรทำอย่างไร

ถ้าได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทาง การแพทย์แล้วก็ให้เชื่อตามนั้น แต่ต้องตรวจด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบความเปลี่ยนแปลงต้องพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยโดยละเอียดอีกครั้ง

 

ถ้าผ่าตัดเต้านมจากการเป็นมะเร็งเต้านมไปแล้วข้างหนึ่ง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่งหรือไม่

มีโอกาสเป็นได้ จึงควรทำการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ทุกเดือน และตรวจด้วย Mammogram เป็นประจำทุกปี

ผู้หญิงที่ถูกสามีจับเต้านมบ่อย ๆ จะทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

การถูกจับบ่อย ๆ หรือมีการเจ็บหรือถูกกระแทกอย่างแรง ไม่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม

 

การมีนํ้าหรือของเหลวไหลออกจากหัวนมเป็นอาการอย่างหนึ่งของมะเร็งเต้านมหรือไม่

อาจใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

 

ทานยาคุมกำเนิดชนิดหนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นอีกชนิดหนึ่ง การเปลี่ยนชนิด ของยาคุมกำเนิด ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและระยะเวลาที่กิน แต่ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมอยู่แล้ว อาจทำให้โต เร็วขึ้น

 

อาการคันหัวนมเกิดจากสาเหตุอะไร

อาการคันหัวนมเป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อ การแพ้หรืออาจจะเกิดจากมะเร็ง ได้ด้วย ในกรณีหัวนมเปลี่ยนสี และมีแผลร่วมด้วยให้รีบปรึกษาแพทย์

 

มะเร็งเต้านมพบในหญิงอายุน้อยที่สุด และอายุมากที่สุดเท่าไร

พบในผู้หญิงอายุน้อยที่สุด 15 ปี (เท่าที่พบจากรายงาน) และพบในหญิงอายุมากที่สุด 90 ปี

 

มะเร็งเต้านมพบได้มากในช่วงอายุเท่าไร

จากสถิติของศูนย์ถันยรักษ์จะพบมากในช่วงอายุ 40 – 49 ปี = 41% อายุต่ำกว่า 39 ปี มี 18.6%

การบีบเต้านมขณะที่เอกซเรย์เต้านม (Mammogram) จะทำให้ก้อนที่มีอยู่ในเต้านมนั้น แตกหรือไม่

ไม่แตก มีบทความงานวิจัยจากต่างประเทศยืนยันได้

 

อาการของมะเร็งเต้านมในระยะแรกมีอาการอย่างไรบ้าง

ระยะแรกไม่มีอาการ คลำก้อนไม่ได้ หากคลำก้อนได้ ถ้าตรวจแล้วเป็นมะเร็งจริง แสดงว่าเป็นมาประมาณ 2 – 3 ปีแล้ว

 

ถ้าคลำพบก้อนในเต้านมและแพทย์บอกว่าเป็นถุงนํ้า ถ้าไม่เจาะเอานํ้าออกจะมีอันตรายหรือไม่

ถ้าเป็นถุงนํ้าไม่ต้องทำอะไร แต่จะเจาะเอานํ้าออกในกรณีที่รู้สึกเจ็บหรือผู้มาตรวจรำคาญ

 

หินปูนที่พบในเต้านมเกิดจากการรับประทานอาหาร หรือยาที่มีแคลเซียมมากเกินไปใช่หรือไม่

หินปูนไม่เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร แต่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อในเต้านมเอง

 

ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมการรักษาต้องตัดเต้านมออกหมดเสมอไปหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกหมด ถ้าพบมะเร็งที่ขนาดเล็ก หรือคลำไม่ได้ (ซึ่งพบได้ โดยตรวจ Mammogram เท่านั้น) ก็ตัดเฉพาะก้อนเนื้อร้ายออก ถ้ายังไม่กระจายไปต่อมนํ้าเหลือง ก็ไม่ต้องรักษาอะไรเพิ่ม ทั้งนี้แพทย์จะดำเนินการตามขั้นตอน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คู่มือการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุข ในการดูแลและเฝ้าระวังสตรีไทยจากมะเร็งเต้านม.(2009).
คำถามที่พบบ่อย เรื่องมะเร็งเต้านม.
แหล่งที่มา : http://www.thaibreastcancer.com/989/
ภาพประกอบจาก : http://www.phyathai.com/