ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

เมื่อเกิดอาการท้องร่วง-ท้องเสีย-ใช้สมุนไพรอะไรได้บ้าง.jpg

ท้องเดิน หรือที่เรียกว่าท้องร่วง ท้องเสียและอุจจาระร่วง หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวมากกว่าวันละ 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นมูก หรือมูกปนเลือดเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากและบ่อยครั้งกว่าที่เคยเป็นก็ถือว่าผิดปกติ ท้องเดินเป็นอาการที่พบได้บ่อยและมีสาเหตุได้หลายประการ ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงและมักจะหายได้เอง ส่วนน้อยอาจมีอาการรุนแรงทำให้มีภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ เป็นอันตรายถึงตายได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและคนแก่

 

หากมีอาการท้องเสียแบบรุนแรงไม่ควรรักษาด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย โดยมีเป้าหมายที่จะหาสาเหตุของโรค ซึ่งในบางกรณีอาจเป็นโรคที่หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจจะรักษาไม่ทัน หรือเป็นอันตรายได้

 

สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการท้องร่วง ท้องเสีย

  1. ฟ้าทะลายโจร นำใบฟ้าทะลายโจรสดล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง (ควรผึ่งในร่มที่มีอากาศโปร่ง ห้ามตากแดด) บดเป็นผงให้ละเอียดปั้นกับน้ำผึ้งเก็บไว้ในขวดแห้งและมิดชิด รับประทานครั้งละ 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน
  2. ฝรั่ง ใช้ใบแก่ 10 – 15 ใบ ปิ้งไฟและชงน้ำรับประทาน หรือใช้ผลอ่อน 1 ผล ฝนกับน้ำปูนใสรับประทานเมื่อมีอาการท้องเสีย
  3. กล้วยน้ำว้า กล้วยดิบรักษาอาการท้องเสียที่ไม่รุนแรง โดยใช้กล้วยน้ำว้าห่ามรับประทานครั้งละ 1/2 – 1 ผล หรือใช้กล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นตากแดดให้แห้งบดเป็นผง ชงน้ำดื่มครั้งละ 1/2 – 1 ผล หรือบดเป็นผงปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้งก่อนอาหารและก่อนนอน
  4. ทับทิม เปลือกทับทิมใช้เป็นยาแก้ท้องเดินและบิด มีวิธีใช้ คือ ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ 1 ใน 4 ของผล ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ๆ รับประทานครั้งละ 1 – 2 ช้อนแกง หรือต้มกับน้ำปูนใส แล้วดื่มน้ำที่ต้มก็ได้
  5. มังคุด ใช้เป็นยารักษาอาการท้องเสีย โดยใช้เปลือกผลแห้งประมาณครึ่งผล (4 กรัม) ย่างไฟให้เกรียม ฝนกับน้ำปูนใสประมาณครึ่งแก้ว หรือบดเป็นผงละลายน้ำข้าว (น้ำข้าวเช็ด) หรือน้ำสุกดื่ม ทุก 2 ชั่วโมง
  6. สีเสียดแห้ง ก้อนสีเสียดช่วยฝาดสมานแก้อาการท้องเดิน ใช้ผงครั้งละ 1/3 – 1/2 ช้อนชา (หนัก 0.3 – 1 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม

 

ภาพประกอบจาก : www.lovepik.com


เมื่อเกิดการแพ้จากแมลงสัตว์-กัดต่อย.jpg

อาการแพ้อักเสบที่เกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อย หรือสัมผัสสิ่งที่ทำให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้ เช่น ยุงกัด แมลงกัด ถูกแมงกะพรุนไฟ ผึ้งต่อย มักปรากฏอาการเป็นผื่น มีตุ่มน้ำ หรือจุดแดงเล็ก ๆ รู้สึกคัน ถ้าเกาอาจมีน้ำเหลืองหรืออักเสบเป็นหนองได้ ชาวบ้านมักเรียกว่า น้ำเหลืองไม่ดี อาการนี้อาจเป็นอยู่นานหลายชั่วโมง ส่วนผู้ที่เป็นมากและเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง อาจมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ริมฝีปากบวม หนังตาบวม มีลมพิษขึ้นทั่วตัว คลื่นไส้อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจหอบ และอาจเสียชีวิตได้ภายใน 15-30 นาที

 

ในกรณีที่ถูกแมลงที่มีเหล็กในจำพวกผึ้ง แตน แมลงภู่ หรือหมาร่ากัดต่อย ควรรีบเขี่ยออกทันที โดยใช้มีดหรือปลายเข็มที่สะอาดขูดออก หรืออาจใช้กระดาษสก๊อตเทปปิดทาบแล้วดึงออก เหล็กไนจะหลุดออกมาด้วย หรือจะใช้ปลายหลอดกาแฟแข็ง ๆ หรือปลายด้ามปากกาลูกลื่น ครอบจุดที่ถูกต่อยแล้วกดลงให้เหล็กในโผล่ขึ้นมา จากนั้นจึงใช้คีมคีบออก ควรป้องกันโดยหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้หรือแมลงเหล่านั้น

 

สมุนไพรที่ถูกนำมาใช้ในการบรรเทาอาการอักเสบจากพิษ มีอยู่ด้วยกันหลายตัว คือ

  1. ขมิ้น ใช้ส่วนของเหง้าสดและแห้ง โดย นำเอาเหง้าของขมิ้นยาวประมาณ 2 นิ้วฝนกับน้ำต้มสุกทาบริเวณที่เป็น หรือใช้ผงขมิ้นโรยทาบริเวณที่มีอาการแพ้คัน อักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้
  2. ตำลึง โดยใบสด 1 กำมือ (ใช้มากน้อยตามบริเวณที่มีอาการ) ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียดผสมน้ำเล็กน้อย แล้วคั้นน้ำจากใบเอามาทาบริเวณที่มีอาการ พอน้ำแห้งแล้วทาซ้ำบ่อย ๆ จนกว่าจะหาย
  3. ผักบุ้งทะเล ใช้ใบสดและเถาสด ต้มเป็นยาแก้คันตามผิวหนัง
  4. พญายอ ใบพญายอรักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด บวมแดง ร้อน แต่ไม่มีไข้) จากแมลงมีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน เป็นต้น โดยเอาใบสด 10 – 15 ใบ (มากน้อยตามบริเวณที่เป็น) ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียด เติมเหล้าขาวพอชุ่มยา ใช้น้ำและกากทา พอกบริเวณที่บวมหรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ให้ทาซ้ำบ่อย ๆ จนกว่าจะหาย
  5. เสลดพังพอน ใบสดของเสลดพังพอนรักษาอาการแพ้อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อยโดยเอาใบสด 1 กำมือ ตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น หรือต่ำผสมเหล้าหรือแอลกอฮอล์เช็ดแผลเล็กน้อยก็ได้

 

ภาพประกอบจาก : commons.wikimedia.org


หน้าเป็นฝ้าจะใช้สมุนไพรอะไรบำรุงรักษาได้1.jpg

ฝ้า เป็นปัญหาทางผิวหนังที่พบได้บ่อย มีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลเข้มส่วนมากจะขึ้นที่บริเวณใบหน้าส่วนที่ถูกแสงแดดมาก ๆ เช่น หน้าผาก โหนกแก้มทั้งสองข้างและดั้งจมูก นอกจากนี้อาจพบได้ที่คอ และแขนด้านนอก มักเป็น 2 ข้างเท่า ๆ กัน บางคนอาจมีรอยดำที่หัวนม รักแร้ ขาหนีบหรืออวัยวะเพศร่วมด้วย พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในระหว่างตั้งครรภ์และในวัย 30 – 40  ปีขึ้นไป

 

ประเภทของฝ้า

ฝ้ามี 2 ชนิด คือ 1) แบบตื้น (Superficial type)  ลักษณะเป็นสีน้ำตาลขอบชัด ขึ้นเร็ว หายเร็ว รักษาโดยการใช้ยาทาฝ้าอ่อน ๆ และยากันแดด 2) แบบลึก (Deep type) ลักษณะเป็นสีม่วง ๆ อมน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัดเจน ไม่หายขาด การทายาฝ้าอ่อน ๆ และยากันแดดพอทำให้ดีขึ้นได้

 

การรักษาฝ้าด้วยสมุนไพร

ไม่มีสมุนไพรที่รักษาฝ้าได้ แต่มีสมุนไพรที่ช่วยป้องกันและลดการเกิดฝ้า ดังนี้

  1. ว่านหางจระเข้ ช่วยลดการอักเสบเนื่องจากแดด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า
  2. ขมิ้นชัน และขมิ้นอ้อย ช่วยบำรุงผิวให้สดใส ลดริ้วรอย รักษาโรคผิวหนัง แก้ผิวหนังอักเสบ ฟื้นฟูสภาพผิว
  3. ว่านสากเหล็ก ช่วยทำให้ผิวขาวสดใส กัดฝ้า ควรใช้แต่พอดีเพื่อความเหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละท่าน
  4. แตงกวา แก้หน้าเป็นฝ้า โดยหั่นเป็นแว่นบาง ๆ ใช้แปะไว้ให้ทั่วใบหน้า
  5. หัวไชเท้า หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ถูบริเวณที่เป็นฝ้า เช้าและเย็นวันละ 2 ครั้ง ช่วยแก้หน้าเป็นฝ้าได้
  6. แครอท ช่วยบำรุงผิว มีคุณสมบัติในการช่วยดูดซับแสง UV และกระชับรูขุมขน
  7. ไพล แก้ผิวหนังอักเสบ บำรุงผิว

อย่างไรก็ตาม ฝ้าเป็นสิ่งที่รักษาให้หายจนผิวเนียนเรียบเสมอกันไม่ได้ แต่ทำให้ผิวค่อย ๆ จางลงจนเกือบเป็นปกติได้ วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า ที่สำคัญคือ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด อย่าถูกแดดมาก (เวลาออกกลางแจ้ง ควรใส่หมวกหรือกางร่ม) ควรหลบแสงไฟแรง ๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอมและเครื่องสำอาง พักผ่อนให้เพียงพอและอย่าให้อารมณ์เครียด

 

ภาพประกอบจาก : www.lovepik.com


มีสมุนไพรอะไรช่วยให้เลิกบุหรี่ได้บ้าง.jpg

บุหรี่ มีสารพิษต่าง ๆ หลายชนิด แต่สารสำคัญที่ทำให้เกิดการเสพติดคือ นิโคติน เป็นสารที่มีลักษณะคล้ายน้ำมัน ไม่มีสีร้อยละ 95 ของนิโคตินที่เข้าสู่ร่างกายจะไปจับอยู่ที่ปอด บางส่วนจับอยู่ที่เยื่อหุ้มริมฝีปาก และบางส่วนถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด มีผลโดยตรงต่อต่อมหมวกไต ก่อให้เกิดการหลั่งสารอิพิเนฟริน (Epinephrine) ทำให้ความดันเลือดสูง หัวใจเต้นเร็ว หลอดเลือดรัดตัว เพิ่มไขมันในเส้นเลือด เป็นต้น

 

เมื่อหยุดสูบบุหรี่จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดนิโคตินในร่างกาย หรือที่เรียกว่า ภาวะขาดนิโคติน จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว บางคนอาจเกิดขึ้นในช่วง 2 – 3 วันแรกเท่านั้น และเมื่อผ่านพ้นระยะนี้แล้ว หากมีความอยากสูบบุหรี่อีกต่อไป นั่นเป็นเพียงความต้องการทางอารมณ์หรือความเคยชินเท่านั้น ภาวะขาดนิโคติน มีอาการดังนี้ โหยหา อยากสูบบุหรี่ หงุดหงิด กระวนกระวาย ใจสั่น ไม่มีสมาธิในการทำงาน ง่วงนอน เซื่องซึม สมองตื้อ ซึมเศร้า ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ กระเพาะอาหารและลำไส้แปรปรวน

 

ยาที่ช่วยเลิกสูบบุหรี่มีหลายอย่างด้วยกันคือ

  1. น้ำยาอดบุหรี่ (Mouth wash) มีส่วนผสมของ Sodium Nitrate โดยจะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสในปาก ทำให้สูบบุหรี่ไม่อร่อย เสียรสชาติ จึงทำให้เกิดการเบื่อบุหรี่ วิธีใช้ ใช้อมประมาณ 1 – 2 นาที แล้วบ้วนทิ้ง อย่ากลืนเพราะจะทำให้คลื่นไส้อาเจียน
  2. โคลนิดีน (Clonidine) เป็นยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง แต่มีฤทธิ์ข้างเคียงทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่ ที่สำคัญคือ มีผลทำให้ความดันโลหิตต่ำ ปัจจุบันไม่นิยมนำมาใช้กับผู้ต้องการเลิกบุหรี่
  3. สมุนไพร สมุนไพรบางชนิดมีฤทธิ์ข้างเคียงทำให้เกิดการเบื่อบุหรี่ เช่น หญ้าดอกขาว ซึ่งเป็นไม้ล้มลุกจำพวกหญ้า มีขึ้นกระจายทั่วไปตามที่รกร้างข้างทาง ทุกภาคของประเทศไทย ใช้ทั้งต้นต้มรับประทานแก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ใบสดตำให้ละเอียดปิดสมานแผล ทำให้เย็นหรือผสมกับน้ำนม คนกรองเอาแต่น้ำ หยอดตา แก้ตาแดง ตาฝ้า ตาเปียก ตาแฉะ แต่ในปัจจุบันนำมาใช้กับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ เพราะผลข้างเคียงของสมุนไพรหญ้าดอกขาวจะทำให้ช่องปากจืดรับรสได้น้อยลง และเบื่อบุหรี่ วิธีใช้สมุนไพรหญ้าดอกขาว ใช้ทุกส่วนของลำต้นโดยผ่านกระบวนการผลิต สามารถนำมาชงแทรกชาดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร เป็นเวลา 10 – 15 วัน จะช่วยลดอาการหงุดหงิดจากการเปรี้ยวปากอยากสูบบุหรี่ได้

 

ภาพประกอบจาก : en.wikipedia.org


เมื่อเกิดอาการปวดฟัน-จะใช้สมุนไพรตัวใดรักษาใดบ้าง.jpg

อาการปวดฟัน เกิดจากสาเหตุเพราะฟันผุ เนื่องมาจากการแปรงฟันไม่สะอาด มีเศษอาหารติดค้างอยู่ตามซอกฟัน ทำให้แบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากเจริญเติบโต แบคทีเรียเหล่านี้จะเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลจากเศษอาหารที่ค้างอยู่ให้กลายเป็นกรด กรดจะทำลายฟันให้ผุกร่อนทีละน้อย จากชั้นเคลือบภายนอกเข้าไปเนื้อฟันจนทะลุถึงชั้นโพรงประสาทฟัน ก็จะทำให้เกิดอาการปวดฟันหรือฟันอักเสบ

 

ถ้าปล่อยไว้รากฟันจะอักเสบ เป็นหนองก็จะทำให้มีอาการปวดฟันรุนแรง แก้มบวมอาจมีไข้และต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอบวมและปวด จะมีอาการปวดฟันเวลารับประทานอาหารรสจัด รับประทานอาหารเย็นจัด ของหวานหรือเมื่อมีเศษอาหารไปอุดฟัน

 

เบื้องต้นสามารถใช้สมุนไพร เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้ชั่วคราว โดยใช้

  1. แก้ว ใบแก้วสามารถใช้รักษาอาการปวดฟันได้ โดยนำใบสดมาตำพอแหลก นำมาแช่เหล้าโรงในอัตราส่วน 1.5 หรือ 1 กรัมต่อเหล้าโรง 1 ช้อนชา หรือ 5 มิลลิลิตร และนำเอาน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่ปวด
  2. ข่อย เปลือกข่อยสามารถรักษาอาการปวดฟัน โดยใช้เปลือกต้นสดขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือ สับเป็นชิ้น ต้มกับน้ำพอควร และใส่เกลือให้มีรสเค็ม ต้มนาน 10-15 นาที นำน้ำที่ยังอุ่น ๆ มาอมบ่อย ๆ
  3. ผักคราดหัวแหวน ใช้ดอกสดปริมาณพอเหมาะตำกับเกลืออมหรือกัดไว้บริเวณที่ปวด

สมุนไพรเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการชา ระงับความเจ็บปวดได้ชั่วคราว การไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษาจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด โดยไม่ทำให้อาการปวดกลับมาอีก นอกจากนี้ยังควรหมั่นตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำก็จะช่วยป้องกันโรคภายในช่องปากได้เป็นอย่างดี

 

ภาพประกอบจาก : www.pngtree.com


มีสมุนไพรรักษาโรคพยาธิไหม.jpg

โรคพยาธิ นับว่าเป็นปัญหาสำคัญสำหรับประชากรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอุปนิสัยในการบริโภคอาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ ในร่างกาย พบว่า 2 ใน 3 ของประชากรไทยจะมีหนอนพยาธิอยู่ และบางรายอาจมีมากกว่า 2 – 3 ชนิดในเวลาเดียวกัน การรักษานั้นขึ้นอยู่กับการติดเชื้อชนิดใด ก็ต้องเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับโรคนั้น ๆ อีกทั้งระยะเวลาในการถ่ายพยาธิแต่ละชนิดก็ไม่เท่ากัน

 

ยาต้านพยาธิที่ใช้ในปัจจุบันจะเห็นว่ามีหลายชนิดเป็นยาสมุนไพร ซึ่งสืบเนื่องมาแต่ตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เพียงแต่ไม่มีรายงานเกี่ยวกับสารสำคัญที่ออกฤทธิ์และผลทางเภสัชวิทยา ในต่างประเทศก็ยังมีการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคพยาธิเช่นกัน เช่น อังกฤษ อเมริกาและยุโรป

 

ส่วนในประเทศไทยจะขอกล่าวถึง สมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ เป็นยาถ่ายพยาธิได้ ดังนี้

  1. มะเกลือ ใช้ผลดิบสด ๆ ซึ่งมีสีเขียวล้างให้สะอาดนำ มาตำให้แหลกกรองเอาเฉพาะน้ำ ผสมหัวกะทิประมาณ 2 ช้อนชา ต่อมะเกลือ 1 ผล รับประทานครั้งเดียวให้หมดและทานเมื่อเตรียมเสร็จใหม่ ๆ บางคนนิยมผสมน้ำตาลกับเกลือเล็กน้อยจะทำให้ทานง่ายขึ้น ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิปากขอ พยาธิตัวตืด พยาธิเส้นด้าย และพยาธิตัวกลม แต่จะให้ผลดีที่สุดกับพยาธิปากขอ
  2. มะขาม ใช้เมล็ดคั่วให้เหลืองจัด นำมาแช่น้ำเกลือให้นุ่ม กะเทาะเปลือกสีน้ำตาลแดงออก ให้เด็กรับประทานครั้งละ 20 – 30 เมล็ด ใช้ขับพยาธิไส้เดือนและพยาธิเส้นด้ายในเด็ก
  3. ฟักทอง ใช้เมล็ดแห้ง 60 กรัม ตำให้ละเอียด ผสมน้ำตาลให้มีรสหวาน เติมนมและน้ำให้มีปริมาตรประมาณครึ่งลิตรแบ่งรับประทานเป็น 3 ครั้ง ห่างกันทุก 2 ชั่วโมง หลังดื่มยาครั้งสุดท้าย 2 ชั่วโมง ให้รับประทานน้ำมันละหุ่ง 15 ซีซี เพื่อให้ถ่ายออก ใช้ถ่ายพยาธิลำไส้ โดยเฉพาะพยาธิตัวตืดได้ดี
  4. มะหาด ใช้ผงปวกหาด 3 – 5 กรัม (เด็กครั้งละ 2 กรัม เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบใช้ 750 มิลลิกรัมต่ออายุ 1 ปี) ละลายน้ำเย็นดื่มตอนเช้ามืด หลังจากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง ให้รับประทานดีเกลือ เพื่อให้ถ่าย พยาธิจะออกมากับอุจจาระ
  5. สะแก ใช้เนื้อในเมล็ดแก่ 1 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 3 กรัม) ตำให้ละเอียดนำมาทอดกับไข่ ให้เด็กรับประทานตอนท้องว่าง ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือนและพยาธิเส้นด้าย
  6. มะละกอ ใช้ยางมะละกอสดจากผลดิบประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับไข่ 1 ฟอง ตีให้เข้ากัน ทอดให้เด็กรับประทานให้หมดในช่วงเช้าขณะท้องว่างหรืออาจใช้ยางสด 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำผึ้งเท่า ๆ กัน ผสมน้ำร้อนประมาณ 3 – 4 ช้อนโต๊ะ รับประทานครั้งเดียว ในเด็กอายุมากกว่า 10 ขวบ ถ้าอายุ 7 – 10 ขวบให้ลดลงครึ่งหนึ่ง หลังจากให้ยา 2 ชั่วโมง ให้รับประทานน้ำมันละหุ่ง 2 – 3 ช้อนชา เพื่อช่วยให้ถ่ายออก

นอกจากสมุนไพรที่กล่าวมา ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่สามารถนำมาทำเป็นยาขับพยาธิได้อีก เช่น ตานหม่อน มะขามป้อม มะระไทย เล็บมือนาง กระเทียม ทับทิม หมาก เห็ดจิก ฯลฯ

 

ภาพประกอบจาก : www.qsbg.org


สมุนไพรอะไรใช้ล้างพิษได้บ้าง-1.jpg

สมุนไพรที่มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษ ยาเบื่อ ยาเมา ถอนพิษต่าง ๆ มีดังนี้

  1. รางจืดเถา (Thunbergia laurifolia Lindl.) รสจืดเย็น แก้ไข้ ร้อนใน กระหายน้ำ ถอนพิษ แก้อักเสบ ปวดบวม ปวดหู
  2. เถารางจืดต้น (Thunbergia colpifera B.Hansen) รสจืดถอนพิษ ถอนพิษผิดสำแดง
  3. รากพลับพลึง (Crinum asiaticum L.) รสเฝื่อน ทำให้อาเจียน ตำพอกบาดแผล แก้พิษยางน่อง
  4. รากประยงค์บ้าน (Aglaia odorata Lour.) รสเย็นเฝื่อน ทำให้อาเจียน ถอนพิษ
  5. ผักบุ้ง (Ipomoea aquatic Forssk) รสจืด แก้โรคประสาท ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย แก้โรคเบาหวาน แก้วตาอักเสบ บำรุงสายตา แก้เหงือกบวม แก้ริดสีดวง แก้ฟกช้ำ ถอนพิษ แก้พิษของฝิ่นและสารหนู
  6. ย่านาง (Tiliacora triandra Colebr. Diels) รสฝาดขื่น เย็น แก้พิษ ถอนพิษไข้ต่าง ๆ ถอนพิษผิดสำแดง แก้พิษภายใน ถอนพิษยา
  7. ต้นกระทืบยอด (Mimosa pudica L.) ดับพิษร้อน แก้ไข้ แก้ปัสสาวะพิการ แก้สะอึก ถอนพิษ แก้กาฬ แก้เด็กลิ้นกระด้างคางแข็ง แก้แผลเรื้อรัง
  8. รากโลดทะนงแดง (Trigonostemon reidioides (Kurz) Craib) รสร้อน ถอนพิษยา ถอนพิษเห็ดเมา ถอนพิษเสมหะ แก้วัณโรคฝนกับสุราหรือน้ำมะนาวรับประทาน แก้พิษงู ทาแก้ฟกช้ำเคล็ดขัดยอกเกลื่อนฝีดูดหนอง แก้ปวดฝี
  9. รากเหมือดคน (Helicia robusta (Roxb.) R.Br.ex Wall.) รสขมสุขุม ถอนพิษผิดสำแดง ถอนพิษยา เห็ดเมา หอยเมา ไข้กลับซ้ำ ไข้ปอดบวม ไข้พิษ ไข้หัว
  10. ง้วนตากหงาย (Arundina graminifolia (D.Don) Hochr.) รสเย็น ถอนพิษเห็ด หอยเมา ยาพิษ ถอนพิษไข้ แก้ไข้จับสั่น
  11. รากชะเอมเทศ (Glycyrrhiza glabra L.) รสหวานชุ่มขม แก้น้ำลายเหนียว แก้เสมหะเป็นพิษ ทำให้ชุ่มคอ บำรุงปอด แก้พิษยา แก้พิษจากพืชมีพิษอื่น ๆ แก้เบื่ออาหาร แก้ไข้ แก้อ่อนเพลีย

 

ภาพประกอบจาก : commons.wikipedia.org


สมุนไพรใช้รักษาโรคเอดส์ได้หรือไม่.jpg

ปัจจุบันนี้ โรคเอดส์ กำลังเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งโรคนี้ยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ มีเพียงยาต้านไวรัสเท่านั้นที่จะช่วยให้เชื้อไวรัสเอดส์ลดลง ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งข้อดีคือ ทำให้ไวรัสลดลง มีภูมิคุ้มกัน CD 4 เพิ่มขึ้น แต่ข้อเสียคือ มีผลทำให้เกิดภาวะผิดปกติ เช่น ตับอักเสบ ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคไต ปลายประสาทอักเสบ ปวดเมื่อยตามข้อตามตัว มีผื่นขึ้นตามตัว เกิดภาวะไขมันเคลื่อนย้าย แก้มตอบ แขนขาลีบ

 

แนวคิดในการรักษา

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แนวคิดในการรักษาเปลี่ยนไป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้วิธีรักษาแบบ 2 ทางที่เรียกว่า Complementary treatment หมายถึงการรักษาระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่ไปกับแพทย์ทางเลือก (Alternative medicine) โดยมีหลักการดังต่อไปนี้

  1. ใช้ต้านไวรัสเพื่อลดจำนวนเชื้อไวรัส จนไม่สามารถตรวจพบได้ ปริมาณไวรัสต่ำกว่า 50 ตัวต่อลบ.มม.
  2. ใช้วิธีป้องกันข้อเสียของยาต้านไวรัส โดยการซ่อมสร้างร่างกายที่เรียกกันว่าแพทย์ทางเลือก (Alternative medicine) เช่น การใช้ยาสมุนไพรแบบสกัดที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ว่ามีฤทธิ์ในการปกป้อง ซ่อมสร้างร่างกาย เช่น ปกป้องตับ โดยการใช้เห็ดหลินจือ ชะเอมเทศ ฯลฯ ใช้มะระขี้นกซึ่งมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ใช้น้ำมันปลาในกลุ่มโอเมก้า 3 ป้องกันไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น สามารถช่วยปกป้องผลข้างเคียงที่เกิดจากยาต้านไวรัสได้

 

สมุนไพรที่ใช้ในการเพิ่มภูมิต้านทานในผู้ติดเชื้อเอดส์

  1. ลูกใต้ใบ พบว่าสารสกัดจากลูกใต้ใบสามารถยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase ของ HIV-1 ได้
  2. ฟ้าทะลายโจร พบว่าสาร dehydroandrographlide succinic acid monoester ซึ่งสังเคราะห์ได้จากสาร andrographolide จากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV-1 และมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ ด้วย
  3. ขมิ้นชัน พบว่ามีสารสีเหลือง curcumin ในขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ protease ของ HIV-1 และ HIV-2 และยังสามารถยับยั้งเอนไซม์ integrase ของเชื้อ HIV-1 จึงได้มีการนำ curcumin ไปทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยเอดส์อยู่ในขณะนี้
  4. เห็ดหลินจือ พบว่า มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ HIV-1 ได้ผลดี โดยป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายในช่วงแบ่งตัวของไวรัส
    และไม่เป็นพิษต่อเซลล์ และยังพบอีกว่ามีสาระสำคัญที่ช่วยในการ เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายและอาการภูมิแพ้ ตุ่มคันตามผิวหนัง
  5. มะระขี้นก พบว่ามีเมล็ดแก่ของมะระขี้นก มีโปรตีน TBG-P 29 ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV โดยการยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase  ผลอ่อนใช้เป็นยาเจริญอาหาร รักษาอาการเบื่ออาหารในผู้ป่วยเอดส์ได้ดี

 

ภาพประกอบจาก : th.wikipedia.org


สมุนไพรปัญจขันธ์-มีประโยชน์อย่างไร.jpg

ปัญจขันธ์ เป็นพืชที่พบในภูมิภาคเขตร้อนเขตอบอุ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต่อมามีการกระจายพันธุ์ไปในเขตร้อน และเขตอบอุ่นอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งสมุนไพรชนิดนี้มีประวัติการใช้มายาวนานในประเทศจีนและญี่ปุ่น ทั้งใช้เป็นยาแก้อักเสบ แก้ไอ ขับเสมหะ และแก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง และเป็นอาหารเสริมสุขภาพ

 

สมุนไพรปัญจขันธ์ มีชื่อจีนว่า เจียวกู่หลาน

“ปัญจขันธ์” มีชื่อจีนว่า “เจียวกู่หลาน” (Jiaogolan) หรือ ซีแย่ตั่น เซียนเฉ่า มีคำแปล ว่า สมุนไพรอมตะ และมีชื่อญี่ปุ่นว่า อะมาซารู (ซาหวานจากเถา) ฟากตะวันตกมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษหลายชื่อเช่น Miracle glass (หญ้ามหัศจรรย์) หรือ Southern ginseng (โสมภาคใต้) หรือ 5-Leaf ginseng (โสมห้าใบ) ดังนั้น “ปัญจขันธ์” จึงนับว่าเป็นยาสารพัดชื่อที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน

องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้ร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทำการทดลองศึกษาวิจัยพืชสมุนไพรจีน “เจียวกู่หลาน” เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก สร้างรายได้ ตลอดจนช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประเทศไทยในการนำเข้าพืชสมุนไพรจากประเทศจีนปีละหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ เดิมเจียวกู่หลาน เป็นอาหารที่ใช้รับประทานแก้หิว ยามกระหาย ใช้เป็นยาแก้ไอและแก้ร้อนใน ต่อมาก็เริ่มมีการคิดค้นวิจัยและพัฒนาใช้เจียวกู่หลานในการผลิตยาและเหล้า ซึ่งหลังจากการศึกษาด้านคลินิกและด้านเภสัชในประเทศจีนพบว่า

มีสรรพคุณใช้บำรุงร่างกาย ระงับประสาท ช่วยให้นอนหลับ ลดความตื่นเต้น ลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล และกรดไขมันอิสระ ลดน้ำตาลในเลือด ชะลอความชรา ยืดอายุของเซลล์ เพิ่มจำนวนอสุจิ รักษาโรคปวดหัวข้างเดียว ช่วยควบคุมน้ำหนักได้โดยไม่ต้องอดอาหาร และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคต่าง ๆ เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณในการควบคุมการเจริญของเซลล์มะเร็ง และสามารถควบคุมการแพร่การเจริญของเซลล์มะเร็งเองได้ รวมทั้งสามารถยับยั้งการทำงานของเชื้อ HIV

สำหรับในประเทศไทย มีการบันทึกการใช้ประโยชน์ปัญจขันธ์ในยาพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าลาหู่ ใช้ทั้งต้นเป็นยาพอกแผล รักษากระดูกและอาการปวดกระดูก ปัจจุบันมีการใช้เป็นสมุนไพร ในรูปแบบชาชงสมุนไพร เพื่อบำรุงร่างกาย

 

ภาพประกอบจาก : www.th.wikipedia.org


ท้องผูก-จะใช้สมุนไพรอะไรช่วยได้บ้าง.jpg

ท้องผูก เป็นอาการภาวะผิดปกติของการถ่ายอุจจาระ ซึ่งจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระน้อยผิดปกติ โดยทั่วไปน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ถือว่าผิดปกติ และอุจจาระเป็นก้อนแข็ง

 

สาเหตุ ที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก

  1. พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ไม่รับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผัก ผลไม้ หรือดื่มน้ำน้อย ไม่ออกกำลังกาย
  2. ผลจากการรับประทานยา เช่น ยาคลายเครียด ยาแก้โรคซึมเศร้า ยาแก้ความดันโลหิตสูง ยาลดกรด
  3. ภาวะที่ร่างกายมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน และโรคระบบประสาท นอกจากนี้อาจเกิดจากการมีเนื้องอก หรือมะเร็งเข้าไปอุดตันบริเวณลำไส้

เพราะฉะนั้น การรักษาอาการท้องผูกจึงต้องดูจากสาเหตุและอาการร่วมอื่น ๆ ด้วย เช่น ปวดท้องมากผิดปกติ ถ่ายเป็นมูกเลือด น้ำหนักลด ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด ถ้าเป็นไม่มากและไม่ชอบรับประทาน ผัก ผลไม้ อาหารที่มีกากใย ให้ปรับปรุงพฤติกรรมการรับประทานและดื่มน้ำมาก ๆ และออกกำลังกายให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหว เพื่อเป็นการบรรเทาอาการเบื้องต้น แต่ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือจะใช้สมุนไพรช่วย ก็มีสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการระบายดังนี้

  1. ขี้เหล็ก (Senna siamea (Lam.) Irwin & Barneby) ใช้ใบอ่อน ดอก และแก่นแห้ง ประมาณ 4 – 5 กำมือ น้ำหนัก 20 – 25 กรัม ใส่น้ำให้ท่วมตัวยา ต้มนาน 25 นาที ดื่มก่อนอาหารเช้าหรือก่อนนอน
    ข้อแนะนำ ให้ใช้ในขณะที่มีอาการท้องผูก ห้ามใช้เป็นประจำและห้ามใช้ในบุคคลที่กำลังตั้งครรภ์แก่
  2. ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) ใช้ใบตากแห้งคั่วจำนวน 12 – 15 ใบย่อย ต้มกับน้ำพอควร ดื่มครั้งเดียวก่อนอาหารตอนเช้าหรือใช้ช่อดอกสด 1-3 ช่อดอก ลวก จิ้มน้ำพริก
    ข้อแนะนำ ให้คั่วใบชุมเห็ดเทศทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน
  3. คูณ (Cassia fistula L) ใช้เนื้อในฝักแก่สีน้ำตาลดำ ประมาณ 2 หัวแม่มือ น้ำหนัก 4 – 5 กรัม ต้มกับน้ำ ใส่เกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอนหรือเช้ามืดก่อนรับประทานอาหาร
  4. มะขาม (Tamarindus indica L) เนื้อมะขามเปรี้ยว 70 – 150 กรัม ประมาณ 10-20 ฝัก จิ้มเกลือรับประทาน ดื่มน้ำตามมาก ๆ หรือใส่น้ำพอประมาณต้มเดือดใส่เกลือเล็กน้อย รินน้ำดื่ม
  5. มะขามแขก (Senna alexandrina Mill) ใช้ใบแห้ง 3 – 10 กรัม หรือฝัก 5 – 8 ฝัก ต้มกับน้ำดื่มหรือบดเป็นผงชงด้วยน้ำเดือด รับประทานก่อนนอนหรือเช้ามืดก่อนอาหาร
    ข้อแนะนำ เพื่อป้องกันการเสาะท้องให้ใส่กระวาน 1 – 2 ผล หรือกานพลู ทุบพอแหลก 1 – 2 ดอก ลงไปด้วย สตรีมีประจำเดือน หรือกำลังตั้งครรภ์ห้ามใช้ ห้ามใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  6. แมงลัก (Ocimum americanum L) ใช้เม็ดแมงลัก 1 – 2 ช้อนชา เติมน้ำเมื่อพองเต็มที่ ดื่มก่อนรับประทานอาหาร

 

ภาพประกอบจาก : www.lovepik.com