ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

ไขข้อเท็จจริง-ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ-2.jpg

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) อาจจะมีหลาย ๆ เรื่องที่คล้ายกับปัญหาการนอนหลับในเรื่องอื่น ๆ  นำไปสู่ความเข้าใจที่ทั้งเป็นจริงและไม่เป็นจริงเกี่ยวกับภาวะนี้ โดยความเข้าใจที่ถูกต้อง จะนำไปสู่แนวทางการรับมือที่เหมาะสม

 

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) เป็นเพียงการนอนกรน (Snoring) เท่านั้น: ไม่เป็นความจริง

การนอนกรนเป็นปัญหาและความผิดปกติของการนอนหลับที่พบบ่อย โดยเป็นอาการที่บ่งบอกถึงการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  ผู้ที่เป็นภาวะดังกล่าวมีโอกาสหยุดหายใจได้มากถึง 400 ครั้งตลอดทั้งคืน และการหยุดหายใจบางครั้ง อาจยาวนานได้ถึง 10 – 30 วินาที โดยหลายคนมักจะตามด้วยการสำลัก เพื่อเริ่มต้นหายใจใหม่อีกครั้ง อาการเหล่านี้จะทำลายวงจรการนอนหลับ และทำให้พักผ่อนได้ไม่เต็มที่ มีอาการเหนื่อยในระหว่างวันตามมา

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร: ไม่เป็นความจริง

ทุกครั้งที่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  ทำลายการนอนหลับของคุณ มันส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ โดยหากไม่ได้รับการแก้ไขหรือดูแลอย่างเหมาะสม ก็อาจส่งผลต่อเนื่องถึงปัญหาที่เกี่ยวกับการทำงาน อุบัติเหตุระหว่างการขับรถ รวมถึงโรคหัวใจล้มเหลวและหลอดเลือดสมองแตก

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) เกิดจากการอุดกลั้นทางเดินหายใจ: เป็นความจริง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่พบบ่อยเกิดจากการที่ลิ้น ทอนซิล หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่ด้านหลังของลำคอ มาอุดกลั้นทางเดินหายใจ เมื่อคุณพยายามหายใจเข้า อากาศจะไม่สามารถผ่านได้ ในขณะที่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการสั่งของสมอง (Central Sleep Apnea: CSA) พบได้น้อยกว่า โดยเกิดจากการที่สมองไม่ได้ส่งสัญญาณให้ร่างกาย  หายใจอย่างที่ควรจะเป็น

 

ผู้สูงอายุเท่านั้นที่จะเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA): ไม่เป็นความจริง

แพทย์ประเมินว่าชาวอเมริกันมากกว่า 18 ล้านคน กำลังมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยพบได้ง่ายในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แท้จริงแล้ว ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกเพศทุกวัย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในคนที่มีน้ำหนักเกิน เพศชาย เชื้อสายแอฟริกันอเมริกันหรือชาวลาติน

 

แอลกอฮอล์สามารถช่วยเรื่องการนอนหลับ: ไม่เป็นความจริง

คุณอาจจะรู้สึกว่าแอลกอฮอล์ช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายขึ้น แต่แอลกอฮอล์จะไม่ช่วยให้คุณได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพแบบที่ต้องการ ทั้งนี้แอลกอฮอล์จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณด้านหลังลำคอของคุณคลายตัว ทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม และนอกจากนี้ยานอนหลับยังให้ผลแบบเดียวกันอีกด้วย

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) เกิดขึ้นได้ยากในวัยเด็ก: ไม่เป็นจริง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA)  พบได้บ่อยในเด็ก โดยมีสัดส่วน 1 ใน 10 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการจะไม่ค่อยรุนแรง แต่กับเด็กบางคน อาจเริ่มมีปัญหาด้านพฤติกรรม หรือปัญหาทางการแพทย์ที่ร้ายแรงด้วยผลกระทบจากภาวะนี้

 

การลดน้ำหนักสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

คุณสามารถทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) มีอาการดีขึ้นได้ เมื่อลดน้ำหนัก ซึ่งถ้าคุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับโปรแกรมการลดน้ำหนักที่เหมาะสม และการเลิกสูบบุหรี่ ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

 

การนอนตะแคงสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

หากคุณนอนหงาย จะทำให้แรงโน้มถ่วง ดึงเนื้อเยื่อในลำคอลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น การนอนตะแคงจะช่วยเปิดลำคอ ไม่ให้เนื้อเยื่อไปอุดกลั้นทางเดินหายใจ การใช้หมอนข้างสามารถช่วยคุณในการนอนตะแคงได้ และบางคนก็เลือกที่จะเย็บลูกเทนนิสติดไว้ด้านหลังของชุดนอนเพื่อบังคับไม่ไห้นอนหงายโดยไม่รู้ตัว

 

ยางครอบฟันสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

ทันตแพทย์สามารถแนะนำยางครอบฟันที่เหมาะสมกับคุณได้ โดยเครื่องมือนี้จะช่วยลดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่ไม่รุนแรง ซึ่งยางครอบฟันจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับรูปปาก ทำให้มันช่วยจัดโครงสร้างภายในปากให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ใส่มันก่อนนอนเพื่อเปิดทางเดินหายใจของคุณขณะนอนหลับ

 

วิธีรักษาโดยใช้เครื่องซีแพพ (CPAP) คือการรักษาที่มีประสิทธิภาพ: เป็นความจริง

เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continuous Positive Airway Pressure-CPAP) จะเป่าอากาศเข้าไปขยายทางเดินหายใจของคุณ โดยคุณสามารถที่จะปรับแรงดันอากาศ ได้จนกว่ามันจะเพียงพอ ที่จะทำให้ทางเดินหายใจของคุณเปิดขึ้นในขณะนอนหลับ เป็นการรักษาที่มักใช้กับผู้ใหญ่ที่มีระดับอาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ในขั้นปานกลางถึงรุนแรง

 

การผ่าตัดเป็นวิธีที่ดี และแน่นอนที่สุดในการแก้ไขภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ: ไม่เป็นจริง

การผ่าตัดจะได้ผล แค่เพียงในบางกรณีเท่านั้น เช่น เด็กที่มีต่อมทอนซิลขนาดใหญ่ มาบล็อกทางเดินหายใจ  แพทย์สามารถผ่าตัดเพื่อนำทอนซิลที่ก่อให้เกิดปัญหาออก และมีผู้ใหญ่บางคนที่สามารถผ่าตัดเพื่อลดเนื้อเยื่อ แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน หากคุณมีอาการนี้อยู่ ควรพูดคุยกับแพทย์ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีข้อเสียของการผ่าตัดให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการผ่าตัดใดๆ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


คำถามที่พบบ่อย-เรื่องมะเร็งเต้านม-edit.jpg

ผู้หญิงอายุเท่าไหร่จึงควรจะเริ่มทำแมมโมแกรม (Mammogram) เป็น คำถามที่พบบ่อย เรื่องมะเร็งเต้านม จึงแนะนำว่า ให้เริ่มทำเมื่ออายุ 35 ปี และทำอีกทุก 2-3 ปี จนเมื่ออายุ 40 ปี แล้วให้ ทำทุกปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป ให้ทำทุก 1-2 ปี

 

ผู้หญิงอายุเท่าไหร่จึงควรจะเริ่มทำแมมโมแกรม (Mammogram)

แนะนำว่าให้เริ่มทำเมื่ออายุ 35 ปี และทำอีกทุก 2 – 3 ปี จนเมื่ออายุ 40 ปี แล้วให้ ทำทุกปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป ให้ทำทุก 1 – 2 ปี เพราะจากสถิติผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เริ่มพบ มากตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป

 

อาการเจ็บเต้านม เกิดจากมะเร็งเต้านมใช่หรือไม่

มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นไม่มีอาการเจ็บ แต่แนะนำให้พบแพทย์ถ้ามีอาการเจ็บเต้านม โดยเฉพาะคลำก้อนได้

 

การใส่เสื้อยกทรงที่มีขอบโลหะเสริมจะทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

ไม่เกี่ยวข้องกัน ในสหรัฐอเมริกาก็มีการยืนยันเรื่องนี้เช่นกัน

 

ถ้ามีก้อนเนื้อเล็ก ๆ ที่เต้านม แพทย์ตรวจแล้วบอกว่าเป็นก้อนเนื้องอก ชนิดธรรมดา ควรทำอย่างไร

ถ้าได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทาง การแพทย์แล้วก็ให้เชื่อตามนั้น แต่ต้องตรวจด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบความเปลี่ยนแปลงต้องพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยโดยละเอียดอีกครั้ง

 

ถ้าผ่าตัดเต้านมจากการเป็นมะเร็งเต้านมไปแล้วข้างหนึ่ง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่งหรือไม่

มีโอกาสเป็นได้ จึงควรทำการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ทุกเดือน และตรวจด้วย Mammogram เป็นประจำทุกปี

ผู้หญิงที่ถูกสามีจับเต้านมบ่อย ๆ จะทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

การถูกจับบ่อย ๆ หรือมีการเจ็บหรือถูกกระแทกอย่างแรง ไม่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม

 

การมีนํ้าหรือของเหลวไหลออกจากหัวนมเป็นอาการอย่างหนึ่งของมะเร็งเต้านมหรือไม่

อาจใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

 

ทานยาคุมกำเนิดชนิดหนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นอีกชนิดหนึ่ง การเปลี่ยนชนิด ของยาคุมกำเนิด ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและระยะเวลาที่กิน แต่ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมอยู่แล้ว อาจทำให้โต เร็วขึ้น

 

อาการคันหัวนมเกิดจากสาเหตุอะไร

อาการคันหัวนมเป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อ การแพ้หรืออาจจะเกิดจากมะเร็ง ได้ด้วย ในกรณีหัวนมเปลี่ยนสี และมีแผลร่วมด้วยให้รีบปรึกษาแพทย์

 

มะเร็งเต้านมพบในหญิงอายุน้อยที่สุด และอายุมากที่สุดเท่าไร

พบในผู้หญิงอายุน้อยที่สุด 15 ปี (เท่าที่พบจากรายงาน) และพบในหญิงอายุมากที่สุด 90 ปี

 

มะเร็งเต้านมพบได้มากในช่วงอายุเท่าไร

จากสถิติของศูนย์ถันยรักษ์จะพบมากในช่วงอายุ 40 – 49 ปี = 41% อายุต่ำกว่า 39 ปี มี 18.6%

การบีบเต้านมขณะที่เอกซเรย์เต้านม (Mammogram) จะทำให้ก้อนที่มีอยู่ในเต้านมนั้น แตกหรือไม่

ไม่แตก มีบทความงานวิจัยจากต่างประเทศยืนยันได้

 

อาการของมะเร็งเต้านมในระยะแรกมีอาการอย่างไรบ้าง

ระยะแรกไม่มีอาการ คลำก้อนไม่ได้ หากคลำก้อนได้ ถ้าตรวจแล้วเป็นมะเร็งจริง แสดงว่าเป็นมาประมาณ 2 – 3 ปีแล้ว

 

ถ้าคลำพบก้อนในเต้านมและแพทย์บอกว่าเป็นถุงนํ้า ถ้าไม่เจาะเอานํ้าออกจะมีอันตรายหรือไม่

ถ้าเป็นถุงนํ้าไม่ต้องทำอะไร แต่จะเจาะเอานํ้าออกในกรณีที่รู้สึกเจ็บหรือผู้มาตรวจรำคาญ

 

หินปูนที่พบในเต้านมเกิดจากการรับประทานอาหาร หรือยาที่มีแคลเซียมมากเกินไปใช่หรือไม่

หินปูนไม่เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร แต่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อในเต้านมเอง

 

ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมการรักษาต้องตัดเต้านมออกหมดเสมอไปหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกหมด ถ้าพบมะเร็งที่ขนาดเล็ก หรือคลำไม่ได้ (ซึ่งพบได้ โดยตรวจ Mammogram เท่านั้น) ก็ตัดเฉพาะก้อนเนื้อร้ายออก ถ้ายังไม่กระจายไปต่อมนํ้าเหลือง ก็ไม่ต้องรักษาอะไรเพิ่ม ทั้งนี้แพทย์จะดำเนินการตามขั้นตอน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คู่มือการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุข ในการดูแลและเฝ้าระวังสตรีไทยจากมะเร็งเต้านม.(2009).
คำถามที่พบบ่อย เรื่องมะเร็งเต้านม.
แหล่งที่มา : http://www.thaibreastcancer.com/989/
ภาพประกอบจาก : http://www.phyathai.com/


ฮอร์โมนของคุณ-สมดุลดีหรือเปล่า.jpg

สำหรับคุณผู้หญิง หากคุณรู้สึกใจลอย หงุดหงิด หรือไม่สบายใจบ่อย ๆ แล้วละก็ อย่ารีบตัดเรื่องของฮอร์โมนออกไป เพราะฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงจะขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอด และสามารถเกิดภาวะฮอร์โมนแปรปรวน ขาดความสมดุล ซึ่งแสดงออกให้เจ้าตัวรับรู้ได้ในหลาย ๆ อาการ ดังนี้  

 

ประจำเดือนมาไม่ปกติ

ประจำเดือนของผู้หญิงจะมาทุก ๆ 21 ถึง 35 วัน แต่ถ้าคลาดเคลื่อนหรือไม่มา นั่นอาจหมายความว่า ฮอร์โมนคุณผิดปกติ เกิดความไม่สมดุล โดยอาจมีฮอร์โมนบางอย่างมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ประจำเดือนที่มาไม่ปกติอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพ ได้ ดังนั้นจึงควรรีบปรึกษาแพทย์ในทันที

 

ปัญหาการนอน

หากนอนไม่หลับ หลับไม่สบาย หลับไม่สนิท นั่นอาจเป็นเพราะฮอร์โมน ปกติแล้วโปรเจสเตอโรน เป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้นอนหลับได้อย่างปกติสุข แต่ถ้าวันไหนฮอร์โมนตัวนี้ลดน้อยลง เมื่อนั้นคุณก็จะไม่มีโอกาสหัวถึงหมอนได้อย่างสบาย ส่วนถ้าฮอร์โมนเอสโตรเจน ในร่างกายต่ำจนเกินไป อาจทำให้รู้สึกวูบวาบ ตื่นกลางดึก เหงื่อออกขณะหลับได้ ดังนั้นปัญหาหลักอามาจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนสองตัวนี้

 

เป็นสิวเรื้อรัง

ปกติแล้วสิวมักจะมีในช่วงมีประจำเดือน แต่ถ้าพ้นช่วงนั้นแล้ว สิวยังไม่หาย อาจเป็นอาการของฮอร์โมนไม่ปกติ ฮอร์โมนตัวนี้มีชื่อว่า เอนโดรเจน เป็นฮอร์โมนเพศชายที่พบได้ทั้งในชายและหญิง โดยจะทำให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมามากมาย จนเข้าไปอุดตันในรูขุมขน และทำให้เกิดสิวได้ในที่สุด

 

ความจำเลอะเลือน

การแปรปรวนของฮอร์โมนเอสโตเจนและโปรเจสเตอโรน สามารถทำให้สมองเลอะเลือน จำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะฮอร์โมนเอสโตเจนส่งผลกระทบต่อสารเคมีในสมองที่เป็นสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสมาธิและความจำ โดยเฉพาะในช่วงใกล้ๆรวมถึงช่วงหมดประจำเดือน อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวอาจมาจากสาเหตุอื่นๆได้ด้วย

 

อาการปวดท้อง

ท้องคนเรานั้นประกอบไปด้วยเซลล์ที่เป็นตัวรับ โดยจะมีปฏิกิริยากับฮอร์โมนเอสโตเจนและโปรเจสเตอโรนเมื่อฮอร์โมนไม่สมดุล จะส่งผลทำให้การย่อยอาหารผิดปกติ เกิดท้องร่วง ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ ซึ่งหากเจอปัญหาการย่อยอาหาร ร่วมกับปัญหาสิวและอ่อนเพลียด้วยแล้ว เป็นไปได้ว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายคุณกำลังแปรปรวน

 

อ่อนเพลียทั้งวัน

หากคุณอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา เป็นไปได้ว่าฮอร์โมนไม่สมดุล โดยหากคุณมีโปรเจสเตอโรนมากเกิน จะทำให้ง่วงนอน  และหากฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์น้อยเกิน  ก็จะทำให้คุณอ่อนเพลีย ซึมเศร้า น้ำหนักเพิ่ม หากจำเป็น การตรวจเลือดดูระดับของฮอร์โมน จะทำให้รู้สาเหตุได้ดีขึ้น

 

อารมณ์แปรปรวนและซึมเศร้า

หากฮอร์โมนต่ำลงหรือเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ ทำให้อารมณ์แปรปรวน และเกิดอาการซึมเศร้า จากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง เช่น เอสโตเจนส่งผลต่อเซโรโทนิน (Serotonin) โดพามีน(Dopamine) และนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ซึ่งเป็นสารเคมีในสมอง

 

อยากอาหารและน้ำหนักขึ้น

หากคุณซึมเศร้าหรือหงุดหงิดใจจากฮอร์โมนเอสโตเจนต่ำลงแล้ว คุณอาจอยากกินอาหาร จนไม่สามารถหยุด ทำให้น้ำหนักขึ้นได้ ทั้งนี้หากมีเอสโตรเจนน้อย จะส่งผลต่อฮอร์โมนเลปติน ซึ่งช่วยควบคุมความอยากอาหาร ร่างกายจึงอยากกินอาหารมากขึ้น

 

อาการปวดหัว

มีหลายสาเหตุที่ทำให้ปวดหัว โดยหากฮอร์โมนเอสโตเจนต่ำ ก็สามารถทำให้ปวดหัวได้  สังเกตง่ายๆว่าถ้าปวดหัวช่วงเดิมๆทุกๆเดือน เช่น ช่วงก่อนหรือขณะมีประจำเดือน ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เป็นเพราะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

 

อวัยวะเพศแห้ง/ระคายเคืองผิดปกติ

ถ้าคุณรู้สึกว่าตรงนั้น แห้งหรือระคายเคือง หนึ่งในสาเหตุเกิดจากฮอร์โมนเอสโตเจนต่ำ เพราะเอสโตรเจนช่วยทำให้เนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดคงความชุ่มชื้นและไม่ระคายเคือง

 

อารมณ์ทางเพศลดลง

หากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนน้อยลง แน่นอนว่าความสนใจทางเพศของคุณในช่วงนั้น ๆ จะน้อยลง คงต้องมองหาสาเหตุเพื่อทำการแก้ไขกันต่อไป

 

ขนาดหน้าอกเปลี่ยน

ฮอร์โมนเอสโตเจนที่น้อยทำให้เนื้อเยื่อบริเวณเต้านมมีน้อย ในทางกลับกันเอสโตรเจนที่มาก จะทำให้เต้านมแน่นขึ้น แต่อาจจะทำให้เกิดเป็นก้อนซีสขึ้นได้ ดังนั้นหากมีปัญหาเรื่องขนาดเต้านมเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาแพทย์ทันที ถึงแม้จะไม่มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยก็ตาม

 

ฮอร์โมนในร่างกายไม่ปกติ อาจทำให้คุณรู้สึกไม่สบายกาย ไม่สบายใจได้ แต่คุณหากเปลี่ยนเรื่องดังกล่าวให้เป็นพลัง ในการลุกขึ้นมาออกกำลังกายเรียกเหงื่อ เรียกฮอร์โมนเอ็นโดฟินหรือสารแห่งความสุข ขึ้นมาชดเชยได้แล้ว คุณก็จะมีสติและสามารถผ่านเรื่องราวไปได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.webmd.com
ภาพประกอบ : www.pexels.com


เมื่อคุณมี-เอสโตรเจนต่ำ.jpg

ฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นฮอร์โมนที่มีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาการลักษณะต่าง ๆ ของเพศหญิงรวมทั้งการเจริญพันธุ์ โดยระดับของฮอร์โมนจะมีการขึ้นลงตามช่วงอายุ และภาวะทางสุขภาพ อาการของการมีเอสโตรเจนต่ำ มีหลายอาการ ลองดูกันคะว่า มีอะไรได้บ้าง

 

เอสโตรเจน (Estrogen) ผลิตจากรังไข่ ส่งผลต่อรูปร่าง นิสัยและอารมณ์ของเพศหญิง โดยทำให้มีหน้าอก เต้านมเต่งตึง สะโพกผาย ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีอารมณ์อ่อนไหว เปลี่ยนแปลงขึ้นลงตลอดเวลาตามรอบของประจำเดือน นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างเซลล์ ซ่อมแซมระบบสืบพันธุ์ รักษาสภาพผนังช่องคลอด ควบคุมเมือกในช่องคลอด ทำให้ไข่ในรังไข่เจริญเติบโต ควบคุมการตกไข่ กระตุ้นการหนาตัวของเยื่อบุผนังมดลูกชั้นใน รองรับการปฏิสนธิร่วมกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน

 

อาการที่แสดงว่า อาจมีเอสโตรเจนต่ำ

  • ร้อนวูบวาบและเหงื่อออกตอนกลางคืน เอสโตรเจนต่ำส่งผลต่อสมองส่วนที่เรียกว่า ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งจะทำให้คุณมีรู้สึกที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายมากขึ้น
  • นอนไม่หลับ เอสโตรเจนมีความเชื่อมโยงกับเซโรโทนิน (Serotonin) หรือเคมีสุข และเมลาโทนิน (Melatonin) หรือเคมีนิทรา ซึ่งช่วยให้มีการนอนหลับและตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น โดยหากคุณมีเอสโตรเจนต่ำ อาจทำให้มีเซโรโทนินต่ำ อาจตามมาด้วยปัญหาในการนอนหลับ
    .

    อ่านเพิ่มเติม นอนเท่าไหร่ ถึงจะพอ
    .
  • ขาดสมาธิในการทำงาน จากความรู้เรื่องการนอนหลับ คุณจะพบว่าการนอนหลับมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการคิดและการเรียนรู้ หากช่วงเวลานอนหลับ โดยเฉพาะช่วงหลับฝัน (REM sleep) ของคุณไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้คุณขาดสมาธิ หลงลืม ไม่สามารถโฟกัสอยู่กับเรื่องที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพได้
  • อารมณ์แปรปรวนง่าย เรื่องอารมณ์ขึ้นๆลงๆเป็นอีกหนึ่งในอาการของการมีฮอร์โมนที่ไม่สมดุล โดยอาการนี้อาจยิ่งรุนแรงมากขึ้น เมื่อบวกเข้ากับการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ
  • อาการซึมเศร้า เอสโตรเจนมีความเชื่อมโยงกับเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นเคมีสุข ช่วยลดภาวะซึมเศร้า หากคุณมีเอสโตรเจนต่ำ นั่นหมายถึงคุณอาจมีระดับเซโรโทนินที่ต่ำ ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ สำหรับกรณีที่เริ่มมีอาการ ลองดูเทคนิค จัดการกับโรคซึมเศร้า…ด้วยตัวเอง
  • กระดูกเปราะ  เอสโตรเจนช่วยเสริมความหนาแน่นของกระดูก เมื่อคุณมีระดับเอสโตรเจนที่ต่ำ ความหนาแน่นของกระดูกอาจลดลง
  • รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ช่วงที่เอสโตรเจนลดต่ำลง เช่น ในช่วงวัยหมดประจำเดือน ช่องคลอดของคุณจะแห้งมากขึ้น ผนังช่องคลอดจะบางลง นั่นอาจทำให้คุณรู้สึกเจ็บในขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ช่องคลอดฝ่อตัว (Vulvovaginal Atrophy) เอสโตรเจนต่ำ ทำให้ช่องคลอดตีบแคบ และสูญเสียความยืดหยุ่น มีการหลั่งสารหล่อลื่นช้าลง เป็นอีกหนึ่งในกลุ่มอาการเมื่อย่างเข้าสู่วัยทอง
  • ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะเพิ่มขึ้น จากการบางลงของท่อปัสสาวะ เพิ่มโอกาสในการที่เชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะหรือช่องคลอดได้ง่าย
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้น เอสโตรเจนมีผลต่อไขมันในร่างกาย โดยหากเอสโตรเจนน้อย ร่างกายอาจเก็บไขมันไว้บริเวณพุงมากขึ้น

 

ทำอย่างไร เมื่อมีอาการเหล่านี้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า หลาย ๆ อาการที่กล่าวข้างต้น อาจไม่ได้เกิดจากการมีระดับเอสโตรเจนที่ต่ำ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ทั้งนี้มีหลายสาเหตุที่สามารถทำให้ระดับเอสโตรเจนต่ำได้ เช่น ออกกำลังกายหนักเกินไป มีโรคอื่น ๆ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับการทำงานของรังไข่ อายุที่มากขึ้น หรือการเป็นสัญญาณเตือนเมื่อร่างกายใกล้เข้าสู่ช่วงวัยทอง

สำหรับผู้ที่ได้รับการตรวจจากแพทย์ว่ามีระดับเอสโตรเจนต่ำ แนวทางการแก้ไขมีหลายวิธี ขึ้นกับสาเหตุและวัตถุประสงค์ เช่น บรรเทาอาการหมดประจำเดือน ลดอาการปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ ป้องกันกระดูกพรุน เป็นต้น โดยมีทั้งการใช้ยาฮอร์โมนและไม่ใช้ยาฮอร์โมน การใช้ยาฮอร์โมนเอง ก็ยังแบ่งย่อยออกเป็นยาเอสโตรเจนอย่างเดียว หรือเป็นสูตรผสมกับตัวอื่น แบบ combinations ส่วนรูปแบบ โดส ระยะเวลาการให้ ก็แตกต่างกันไป โดยมีทั้งในรูปของชนิดเม็ด ชนิดฉีดเข้ากล้าม ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือด ชนิดครีมทา หรือแผ่นปิดผิวหนัง ปกติแล้วแพทย์จะใช้หลักการใช้ยาในปริมาณที่น้อยที่สุดและระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในการบรรลุเป้าหมายในการรักษา

การใช้ยาฮอร์โมน ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เนื่องจากยาอาจมีผลข้างเคียง และอาจมีปฏิกิริยากับยาที่ทานอยู่เดิม ทำให้ประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์เปลี่ยนไป ทั้งนี้อย่าใช้ยาเอสโตรเจนในผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือเป็นมะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ลิ่มเลือดหรือเส้นเลือดอุดตัน โรคตับแข็ง เลือดออกผิดปกติของโพรงมดลูกที่ไม่ทราบสาเหตุ หรือผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมาก

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.forevher.healthywomen.org   th.wikihow.com   www.haamor.com
ภาพประกอบจาก : www.unsplash.com


ลิ้น-บอกสุขภาพเรื่องอะไรได้บ้าง.jpg

หลายๆคนอาจละเลยการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของลิ้นตัวเอง ทั้งที่จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงบางอย่างสามารถสื่อได้ถึงสุขภาพในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี เรามาลองดูกันว่าในเบื้องต้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจบอกถึงสภาวะทางด้านสุขภาพอะไรได้บ้าง

 

ทำความรู้จัก…ลิ้น

ลิ้น เป็นอวัยวะชิ้นเล็ก ๆ ในช่องปาก แต่มีภารกิจในการสร้างเสริมสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง ได้รับคุณประโยชน์ทางโภชนาการอย่างเต็มที่จากอาหารที่ทานเข้าไป เพราะทำหน้าที่เคี้ยว กลืนและรับรู้รสชาดอาหารว่าน่าทานหรือไม่เพียงไร ลิ้นที่มีสุขภาพดีต้องมีสีแดงอมชมพู ไม่ใช่สีแดงสด และผิวของลิ้นต้องขรุขระ เรามาดูว่าโรคบางโรค จะมีลักษณะของลิ้นเป็นอย่างไร

 

สุขภาพลิ้นบอกโรคอะไรบ้าง

  1. โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus)
    เชื้อราในช่องปาก (Oral thrush) คืออาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวานที่ยังควบคุมไม่ได้  ทั้งนี้ “เชื้อรา” สามารถบอกถึงระบบภูมิคุ้มกันที่อาจอ่อนแอลง จนเกิดการติดเชื้อในช่องปากที่เรียกว่า  Oral candidiasis  โดยมีเชื้อราสะสมจนเห็นฝ้าสีขาวข้นเป็นเยื่อเมือกที่ลิ้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวาน มักมีปัญหาปากแห้ง ส่งผลให้ลิ้นสูญเสียความสามารถบางอย่างไปได้
  2. โรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
    ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ในรายที่การรักษายังทำได้ไม่ดี อาจมีอาการที่แสดงถึงการติดเชื้อ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง เช่น  การมีฝ้าขาว แผลแดงที่ปรากฏขึ้นบนลิ้น จุดต่างๆ ภายในปาก เป็นสัญญาณให้รู้ว่าคุณอาจติดเชื้อเอชไอวี
  3. โรคเซลิแอค (Celiac disease)
    โรคเซลิแอคหรือโรคที่จัดอยู่ในโรคภูมิแพ้ตัวเอง (Autoimmune disease) ต่อระบบทางเดินอาหาร จากตัวกระตุ้นคือ โปรตีนที่เรียกว่า กลูเตน ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ได้แก่ ท้องผูก อุจจาระร่วง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดกล้ามเนื้อ และลิ้นอักเสบ ผิวลิ้นเรียบ เจ็บ อาจมีภาวะลิ้นแห้ง ลิ้นพองรวมถึงการมีแผลร้อนในที่ลิ้น
  4. โรคปากแห้งตาแห้ง (Sjogren’s syndrome)
    “โจเกรน” เป็นกลุ่มอาการที่จัดอยู่ในโรคออโตอิมมูน (Autoimmune disease) หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่นเดียวกันกับโรคเอสแอลอี โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยมีลักษณะเด่นอยู่ 2 อย่างคือ ตาแห้งและปากแห้ง จากการที่ต่อมน้ำตาและต่อมน้ำลายถูกทำลายจากโรค จนไม่สามารถสร้างน้ำตาและน้ำลายได้เพียงพอ เป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อราในช่องปาก ผู้ป่วยบางคนยังอาจมีอาการแสบร้อนในช่องปาก และลิ้นแตกอีกด้วย
  5. มะเร็ง (Cancer)
    หากคุณมีอาการลิ้นบวม เจ็บที่ลิ้นหรือบริเวณอื่น ๆ ในช่องปาก ต่อเนื่องกันนานกว่า 2 สัปดาห์ นั่นอาจเป็นสัญญาณถึงความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงก็เป็นได้ ควรรีบพบแพทย์เพราะมะเร็งในระบบศีรษะและลำคอ และช่องปากอาจมีอาการทำให้ลิ้นของคุณผิดปกติได้
  6. โรคขาดวิตามิน
    ลิ้นของคนสุขภาพดีจะมีสีแดงอมชมพู แต่ถ้าใครมีลิ้นสีแดงสด แสดงว่าร่างกายขาดกรดโฟลิก วิตามินบี 12 หรือธาตุเหล็ก ดังนั้นควรเร่งแก้ไขด้วยการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมทั้งปรับด้านโภชนาการเพื่อเติมส่วนที่ขาด  นอกจากนี้ ลิ้นสีแดงสดยังเป็นสัญญาณของอาการคออักเสบ หรือโรคคาวาซากิ (Kawasaki disease) ได้อีกด้วย
  7. ความเครียด
    แผลร้อนใน เป็นอาการที่เกิดจากไวรัสและยังเป็นสัญญาณของโรคเครียด โดยอาจเกิดแผลร้อนในที่ลิ้น หรือส่วนอื่นๆ ภายในช่องปาก ถ้าพบอาการนี้ลองบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ และหลีกเลี่ยงอาหารมัน ๆ เปลี่ยนมาทานอาหารนิ่ม ๆ เย็น ๆ เช่น โยเกิร์ต เป็นต้น

ในบางกกรณี อาการลิ้นบวมและลิ้นเจ็บ ก็อาจเกิดจากการขบฟันหรือกัดลิ้นตัวเอง ซึ่งวิธีผ่อนคลายความเครียดทำได้โดยการออกกำลังกาย เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และการเคี้ยวอาหารช้า ๆ

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เข้าใจว่าหลาย ๆ คนคงหันกลับมาสังเกต ให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงของลิ้นและสุขภาพช่องปาก เพื่อหาความผิดปกติของร่างกายและวางแผนการรักษากันแต่เนิ่น ๆ คะ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.health.com   www.honestdocs.co   www.haamor.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


10-เคล็ดลับ-การดูแลสุขภาพผู้หญิง.jpg

สาว ๆ ทั้งหลาย ช่วงเวลาที่เราได้พูดคุย ปรึกษาคุณหมอนั้น มีน้อยและก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วถ้าคุณหมอมีเวลามากขึ้น เขาก็อาจจะบอกกับคุณถึงวิธีการดูแลสุขภาพผู้หญิง อย่างที่สูตินรีเวชผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ดังนี้

 

สุขภาพผู้หญิงดูแลง่าย ๆ

  1. ขจัดความเครียด
    ปัญหาใหญ่ที่สุดที่พบในผู้ป่วยส่วนใหญ่คือ การที่ทุกคนมีสิ่งที่ต้องจัดการมากเกินไปและพวกเขาต้องการทำทั้งหมดให้ออกมาดีในทุก ๆ เรื่อง ความเครียดนั้นมีผลกระทบที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นจากภาวะมีบุตรยากซึ่งเป็นที่มาของความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคหัวใจ ดังนั้นลองหาวิธีที่เหมาะกับคุณในการลดความเครียดและนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของคุณเอง
  2. เลิกอดอาหาร
    การกินเพื่อสุขภาพไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเลิกดื่มไวน์ หรือลืมเค้กช็อคโกแล็ตสุดโปรดตลอดชีวิตของคุณ กุญแจที่สำคัญคือ การกินในปริมาณที่พอเหมาะ กินโปรตีน ไขมันชนิดดี คาร์โบไฮเดรตชนิดดี และอาหารจำพวกกากใย
  3. อย่ากินแคลเซียมมากเกินความจำเป็น
    การได้รับแคลเซียมมากเกินความจำเป็นทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไตและโรคหัวใจอีกด้วย ผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี ควรได้รับแคลเซียมเพียงวันละ 1,000 มิลลิกรัม ในขณะที่ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1,200 มิลลิกรัมต่อวันโดยดูดซึมผ่านสารอาหาร อาหาร 3 ประเภทที่มีปริมาณแคลเซียมสูง คือ นม ปลาแซลมอน และอัลมอนด์
  4. ทำมากกว่าแค่การออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการเต้นของหัวใจ
    ในหนึ่งสัปดาห์ผู้หญิงเราควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 3 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ผสมผสานการออกกำลังกายทั้งแบบกระตุ้นหัวใจ (Cardio) สลับกับการใช้น้ำหนักตัวเป็นตัวช่วย (Weight-bearing) เพื่อช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ โรคมะเร็งและโรคเบาหวาน  นอกจากนี้การออกกำลังกายยังส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพจิตของผู้หญิงเรา
  5. วางแผนการมีบุตร
    ในช่วงอายุ 30 ปีปลาย ๆ หรือแม้แต่ในช่วงอายุเริ่ม 40 ปีต้น ๆ มักไม่พบปัญหาจากการตั้งครรภ์ แต่ความพร้อมของด้านร่างกายในการมีบุตรจะเริ่มถดถอยเมื่อเริ่มมีอายุ 32 ปีขึ้นไป ดังนั้นหากคุณวางแผนจะมีลูก ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น การฝากไข่ เป็นต้น
  6. คุณค่าของการคุมกำเนิด
    บางครั้งการคุมกำเนิดอาจทำให้คุณถูกมองแง่ลบ แต่การคุมกำเนิดไม่เพียงแต่จะป้องกันไม่ให้ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรแล้ว จากการศึกษาพบว่ายังสามารถลดความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ได้ เช่นเดียวกัน นั่นคือการทำให้ประจำเดือนมาตามรอบปรกติ
  7. พบแพทย์เป็นประจำทุกปี
    ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 21 ปี ทุก ๆ 3 ปี ควรแน่ใจว่าคุณได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap test) สำหรับช่วงวัย 30 – 65 ปี ทุก ๆ 5 ปี คุณควรได้รับการตรวจทั้งคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและเชื้อ HPV (HPV test) เมื่ออายุเกินกว่านี้อาจไม่จำเป็นต้องตรวจถ้าแพทย์ระบุว่าคุณมีความเสี่ยงต่ำ แต่หากคุณยังคงมีกิจกรรมทางเพศและมีความเสี่ยงสูงในการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์  คุณควรตรวจหาเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia) เชื้อหนองในแท้ (Gonorrhea) และเชื้อซิฟิลิส (Syphilis) เป็นประจำทุกปี และควรตรวจหาเชื้อเอชไอวีอย่างน้อยหนึ่งครั้งและถ้าคิดว่าเสี่ยงก็ควรตรวจบ่อย ๆ  ยิ่งไปกว่านั้นห้ามลืมตรวจสุขภาพประจำปีเด็ดขาด เพราะแพทย์จำเป็นต้องประเมินปัญหาอื่น ๆ อีกด้วย เช่น การติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น การคุมกำเนิด และปัญหาทางเพศอื่น ๆ
  8. เพศสัมพันธ์ที่ดีช่วยได้
    เซ็กส์ช่วยลดความเครียดและอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ ถ้าคุณรู้สึกมีความสุขไปกับมัน แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าเพศสัมพันธ์ยังไม่ดีพอจากปัญหาต่าง ๆ เช่น น้ำหล่อลื่นแห้ง หรือรู้สึกเจ็บ ลองปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีแก้
  9. พักผ่อนให้มากขึ้น
    แต่ละคนมีการนอนหลับหรือการพักผ่อนที่แตกต่างกัน แต่ถ้าคุณมีปัญหาไม่อยากตื่นนอนตอนเช้า เหนื่อยง่าย หรือไม่มีสมาธิ เป็นสัญญาณว่าคุณอาจจะพักผ่อนไม่เพียงพอ มากไปกว่านั้นงานวิจัยล่าสุดพบว่า การพักผ่อนน้อยอาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น
  10. การประเมินประวัติทางพันธุกรรม
    ปัจจุบันแพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และโรคเรื้อรังต่าง ๆ จากประวัติทางพันธุกรรมของบุคคลในครอบครัว ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ และพิจารณาหาวิธีปเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวได้

 

เพศหญิงเป็นเพศที่มีรายละเอียดในการดูแลสุขภาพที่ค่อนข้างแตกต่างกันไป นั่นเพราะส่วนหนึ่งมาจากฮอร์โมนและประจำเดือนของเราในแต่ละรอบอายุ อย่างไรก็ดีวิธีการดูแลสุขภาพผู้หญิงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ยากจนเกินไป เพียงแค่เราใส่ใจและหมั่นสังเกตด้วยความรอบคอบ ก็สามารถมีสึขภาพสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมรับมือกับทุกช่วงวัยที่ก้าวเข้ามา

  

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบ : www.pixabay.com

 


10-เทคนิคช่วยคุณนอนหลับสนิทตลอดคืน.jpg

สำหรับใครที่มักมีปัญหานอนไม่หลับในตอนกลางคืนกันอยู่บ่อย ๆ จนดวงตาเป็นแบบแพนด้าถามหาแล้ว ขอแนะนำ 10 เทคนิคช่วยนอนหลับแบบหัวถึงหมอนแล้วหลับสนิทยาวตลอดคืนตื่นเช้ามาพบกับความสดใสอารมณ์ดีมาฝากดังนี้

 

เทคนิคแก้ปัญหานอนไม่หลับ

ใครที่ติดตามเนื้อหาเกี่ยวกับการนอน ทั้งเรื่อง  ความรู้เรื่องการนอนหลับ  นอนเท่าไรไหร่ถึงจะพอ  หรือเรื่องของไลฟ์สไตล์ช่วยในการนอนหลับ เรามาดูเทคนิคง่ายๆช่วยในการนอนหลับเพิ่มเติมกัน

  1. ทำกิจกรรมเบา ๆ ปล่อยวางจากความเครียดก่อนนอน
    หยุดทำกิจกรรมเครียด ๆ ก่อนนอนให้ได้นานที่สุด เพราะกิจกรรมเหล่านั้นจะทำให้คุณไม่อยากนอน ถึงนอนก็หลับไม่สนิท เพราะจิตใจจะหมกมุ่น วนอยู่กับเรื่องที่ทำค้าง แนะนำว่าควรเป็นกิจกรรมเบา ๆ เช่น ฟังเพลงเบา ๆ พูดคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป เรื่องสนุกสนานกับครอบครัว สวดมนต์ นั่งสมาธิก่อนนอนได้ยิ่งดี การปล่อยใจให้ว่าง ๆ นำไปสู่คุณภาพการนอนที่ดี และแน่นอนว่าคุณจะมีสุขภาพที่ดีตามไปด้วย
  2. อย่ากินอาหารแล้วเข้านอนทันที
    เวลารับประทานอาหารในช่วงมื้อเย็นของคนเราควรอยู่ที่ประมาณ 6 โมงหรือไม่เกิน 1 ทุ่มกำลังดี เพื่อให้ระบบย่อยอาหารได้ย่อยอาหารก่อนเข้านอน เวลานอนเราจะได้ไม่รู้สึกอึดอัดหรือปวดท้องตามมา ขอแนะนำว่าอย่าจัดหนักมื้อเย็น หลังกินอาหารร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงในการย่อย ยิ่งถ้ากินโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ยิ่งใช้เวลาย่อยนานขึ้น การกินอาหารแล้วนอนทันทีจะทำให้กระบวนการย่อยไม่สมบูรณ์และยังอาจทำให้นอนไม่หลับ เสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อนได้ด้วย
  3. ออกกำลังช่วงเย็น ช่วยให้นอนหลับสบาย
    ถ้าคุณมีปัญหาในเรื่องของการนอนหลับยากเป็นประจำ แนะนำว่าการออกกำลังกายในช่วงเย็นหรือ 4 – 6 ชั่วโมงก่อนนอน เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้หลับสนิทได้ทันทีที่หัวถึงหมอน แต่นั่นไม่ได้หมายถึง การที่คุณมีก๊วนเล่นกีฬากันหลัง 3 ทุ่ม เพราะช่วงดังกล่าวร่างกายควรพักผ่อน เพื่อเตรียมสร้างฮอร์โมนสำคัญ ๆ และสมองไม่ควรตื่นตัวมากเกินไป
  4. อาบน้ำอุ่นก่อนนอน
    ร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที ถ้าเจอกับน้ำอุ่น ๆ หากคุณชื่นชอบการแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ ขอแนะนำให้หยดกลิ่นลาเวนเดอร์หรือคาโมมายล์ลงไปด้วย จะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น หรือจะแช่เท้าในน้ำอุ่นก่อนเข้านอนก็ช่วยได้เหมือนกัน
  5. ใช้อุปกรณ์เสริม
    สำหรับคนค่อนข้างเซนซิทีฟกับแสงหรือเสียง การใช้อุปกรณ์เสริมอย่างที่ปิดตาหรือที่อุดหู ก็เป็นตัวช่วยที่น่าสนใจเช่นกัน แต่หากจะให้ดีแนะนำให้นอนในที่ไม่มีแสงหรือปิดไฟเข้านอนทุกครั้งจะดีกว่า
  6. กำจัดสิ่งรบกวน
    ห้องนอนคือ ห้องที่คุณจะต้องใช้พักผ่อนอย่างสงบ จึงไม่ควรมีทีวี คอมพิวเตอร์ เพราะมีงานวิจัยระบุว่าแสงจากอุปกรณ์เหล่านี้จะไปกระตุ้นฮอร์โมน ทำให้ร่างกายตื่นตัว ดังนั้นควรปิดไฟและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงอุปกรณ์สื่อสารก่อนนอนราว 1 ชั่วโมง ก็จะทำให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย เตรียมตัวเข้าสู่การนอนหลับได้ดีขึ้น
  7. กล้วยหอม ช่วยเรื่องการนอนหลับได้ดี
    กินกล้วยหอมก่อนนอน 1 ผล เนื่องจากผิวของกล้วยหอมนั้นมีฤทธิ์เหมือนยานอนหลับและมีอมิโน เอซิด ที่เรียกว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น เซโรโทนิน (Serotonin) เมื่อกินแล้วจะช่วยคลายเครียดคลายกังวลและทำให้หลับสบายยิ่งขึ้น
  8. ปรับบรรยากาศห้องนอนให้น่านอน
    ระหว่างห้องนอนที่รกรุงรัง มีเสียงดังรบกวน มีแสงไฟลอดเข้ามา กับห้องนอนที่สะอาดสะอ้าน เงียบสงบ มีม่านบังตา มิดชิด ห้องนอนไหนจะทำให้คุณหลับสบายมากกว่ากัน… รู้อย่างนี้แล้วลองลุกขึ้นมาจัดระเบียบห้องนอน เพื่อการพักผ่อนอันแสนสุขของกันดีกว่า
  9. ปรับเวลาเข้านอนและตื่นให้เป็นเวลาทุกวัน
    เปลี่ยนนิสัยการนอนใหม่ด้วยการเข้านอนและตื่นให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน เพียงหนึ่งอาทิตย์เท่านั้นร่างกายก็จะเริ่มคุ้นเคย นาฬิกาชีวภาพ (Biological clock) จะทำงานได้เป็นระบบ แถมเราจะได้ตารางเวลาชีวิตในช่วงเวลาอื่นที่ดีขึ้นอีกด้วย
  10. ฟังเพลงกล่อมนอน
    การเปิดเพลงคลาสสิกหรือเพลงบรรเลงจังหวะช้าคลอเบา ๆ จะช่วยให้การนอนหลับของคุณดีขึ้น เนื่องจากมีผลการศึกษาชี้ว่าเพียงฟังดนตรีจังหวะผ่อนคลายเป็นเวลา 45 นาทีก่อนนอน จะทำให้คุณหลับสนิทตลอดคืน

 

อย่าลืมว่าปัญหาสุขภาพหลายอย่างที่เกิดขึ้นส่วนมากก็เกิดจากการอดหลับอดนอนหรือมีปัญหานอนไม่พอ แต่ด้วย 10 เทคนิคช่วยการนอนหลับง่าย ๆ แบบนี้ ก็สามารถทำให้คุณมีค่ำคืนที่หลับสบายอย่างยาวนานมากขึ้นแล้ว อีกทั้งยังทำให้ตื่นมามีอารมณ์ดี สดใส เมื่อสุขภาพจิตใจดี สุขภาพกายก็ย่อมแข็งแรงตามแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.organicbook.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


เปลี่ยนชีวิตให้สดใส.....ด้วยการดื่มน้ำ-2.jpg

เคยไหมที่บางครั้งอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกหัวตื้อคิดอะไรไม่ออก สายตาพร่ามัว  ผิวพรรณหยาบกระด้าง ริมฝีปากแห้งแตกระแหง ดวงตาไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง และรู้สึกง่วงอยู่ตลอดเวลา เมื่ออาการเหล่านี้เกิดกับคุณโดยเฉพาะคุณผู้หญิง อย่าได้มองข้ามอาการเหล่านี้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจเป็นสิ่งบ่งบอกว่าร่างกายคุณกำลังขาดน้ำ ซึ่งในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้คุณติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอันตรายและแสบร้อนทรมานมากขณะปัสสาวะ

 

ตามปกติแล้วปริมาณน้ำที่คุณผู้หญิงควรดื่มในแต่ละวันอยู่ที่ 8 – 10 แก้ว สำหรับบางคนที่ติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะบ่อย ๆ สามารถดื่มมากกว่านั้นได้ นอกจากนั้นผู้ที่ติดเชื้อควรเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความอับชื้นโดยเฉพาะหลังจากออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) และปัสสาวะทุกครั้งหลังจากมีเพศสัมพันธ์ด้วย

 

รู้ได้อย่างไรดื่มน้ำพอไหม

ประโยชน์ของการดื่มน้ำให้เพียงพอสำหรับร่างกายมีมากมาย สิ่งที่คุณจะรับรู้ได้อย่างชัดเจนด้วยตัวเองก็คือ เมื่อดื่มน้ำสะอาดเพียงพอสำหรับร่างกาย สมองจะสามารถคิด ประมวลผลได้เร็วขึ้น จดจำและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น มีสมาธิในการทำงานเพิ่มขึ้น  ผิวพรรณจะเปล่งปลั่งสุขภาพดี เรียบเนียน ไร้ริ้วรอยเหี่ยวย่น ดูอ่อนกว่าวัย ปวดศีรษะน้อยลง ส่วนผลลัพธ์ที่อาจมองเห็นไม่ชัดด้วยตาเปล่า เช่น การทำงานของตับและไตจะดีขึ้น ร่างกายจะขับถ่ายของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจวาย เลือดข้น โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนั้นน้ำยังทำให้ข้อต่อแข็งแรง มีความยืดหยุ่นมากขึ้น การดื่มน้ำมาก ๆ ยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วยเพราะน้ำจะช่วยขับของเสียออกจากอวัยวะต่าง ๆ ทำให้ร่างกายสะอาดขึ้น คุณจะมีความอยากกินอาหารขยะน้อยลง และกลิ่นปากจะลดลงด้วย

 

 

ถ้าดื่มน้ำมากเกิน

ในทางตรงข้าม การดื่มน้ำมากเกินไปก็มีโทษเช่นกัน ลองสังเกตร่างกายของคุณว่า ดื่มแค่ไหนจึงรู้สึกพอ เพราะร่างกายจะมีกลไกที่บอกว่าได้รับน้ำเพียงพอแล้วสำหรับระยะเวลานั้น อย่าฝืนดื่มน้ำมากเกินไป โดยในช่วงอากาศร้อนจัดและรู้สึกกระหาย ควรจิบน้ำที่อยู่ในอุณหภูมิห้องทีละน้อย หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำครั้งละมาก ๆ หรือเย็นจัดร้อนจัด สังเกตปัสสาวะของตนเองอยู่เสมอ ปัสสาวะที่มีสีเหลืองเข้มอาจบ่งบอกว่าคุณกำลังขาดน้ำก็ได้ ในขณะที่ปัสสาวะสีเหลืองอ่อน คือ สิ่งบ่งบอกว่าคุณดื่มน้ำอย่างเพียงพอแล้ว

อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดกับคนจำนวนมากคืออาการท้องผูก และการดื่มน้ำสามารถช่วยบรรเทาท้องผูกได้เช่นกัน สาเหตุที่ทำให้คนดื่มน้ำน้อยมักท้องผูก เพราะเมื่อขาดน้ำ ลำไส้จะไปดึงน้ำออกจากอุจจาระเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ทำให้อุจจาระแข็งตัวและขับถ่ายลำบาก วิธีแก้ไขง่าย ๆ เบื้องต้นคือลองดื่มน้ำอุ่น ๆ ก่อนนอน 1 แก้ว เพราะน้ำจะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหารและทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้ดีขึ้น นอกจากนั้นผู้ที่ท้องผูกควรรับประทานอาหารจำพวกกากใย ผัก ผลไม้ให้มาก ๆ เป็นนิสัยขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน อย่านอนดึกหรืออดนอน  และเมื่อร่างกายขับถ่ายของเสียได้ดีขึ้นแล้ว ระบบในร่างกายก็มีแนวโน้มที่จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์และเกิดอาการเมาค้างในตอนเช้า น้ำดื่มสะอาดก็สามารถช่วยคุณให้พ้นจากอาการปวดหัวได้เช่นกัน เพราะน้ำมีคุณสมบัติช่วยขับปัสสาวะ หากคืนไหนรู้สึกว่าดื่มหนัก ๆ ก่อนเข้านอนลองดื่มน้ำดู เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาน้ำจะช่วยขับแอลกอฮอล์ที่ตกค้างในร่างกายของคุณออกไป ช่วยให้คุณฟื้นคืนสภาพได้เร็วขึ้น

นอกจากการดื่มน้ำสะอาดแล้ว ผลไม้ต่าง ๆ ที่มีน้ำอยู่มากเช่นแตงโม สับปะรด สตรอเบอรี่ แคนตาลูป ส้ม หรือแอปเปิลก็ยังช่วยดับกระหายและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกายคุณได้ด้วย เพียงแค่เลือกรับประทานบ่อย ๆ เป็นนิสัย คุณก็จะมีสุขภาพดีขึ้นและอ่อนวัยขึ้นได้อย่างง่ายดาย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ   
แหล่งข้อมูล : www.mindbodygreen.com
ภาพประกอบ : www.pexels.com  www.freepik.com


รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา-ทำไงดี.jpg

ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา อาจไม่ใช่เรื่องแปลกนักเพราะมีคนเป็นจำนวนมากที่รู้สึกเช่นนั้น มีงานวิจัยที่ระบุว่าผู้ใหญ่ถึง 1 ใน 3 นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ก็ยังต้องไปทำงานหรือทำธุระต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

 

คำถามแรกที่คุณมักถามตัวเองคือ “ทำไมฉันถึงรู้สึกเพลียตลอดเวลา” และ “ฉันจะแก้ไขการอ่อนเพลียนี้ได้อย่างไร” คำตอบคือ เพราะคุณพักผ่อนไม่พอนั่นเอง และทางแก้ไขก็คือ จัดตารางชีวิตเสียใหม่

โดยให้เวลาตัวเองเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงทีละน้อย เช่น ลดเวลาทำงาน ลดการพบปะสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ลง หาเวลาส่วนตัวสำหรับพักผ่อน นอนหลับจริง ๆ ไม่ใช่นอนเล่นมือถือบนเตียงจนเช้า หรือดูซีรีส์จนสว่างคาตา เพิ่มเวลานอนหลับให้มากยิ่งขึ้น การนอนหลับให้พออาจต้องสร้างบรรยากาศในห้องนอนที่เอื้อต่อการนอนหลับ  แต่หากทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแล้วก็ยังคงอ่อนเพลียอยู่ ก็ลองสำรวจตัวเองดูว่าคุณมีพฤติกรรมผิด ๆ เหล่านี้หรือไม่

 

  • ดื่มน้ำน้อยเกินไป การดื่มน้ำน้อยเกินไปทำให้เลือดในร่างกายข้นและไหลเวียนช้า ทำให้ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้น้อยลง และทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย
  • ไม่ได้กินอาหารเช้า เพราะอาหารเช้าช่วยเติมพลังงานให้กับร่างกายและสมอง ทำให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน
  • กินอาหารขยะ (Junk food) มากเกินไป อาหารเหล่านี้เกือบทุกชนิดมีน้ำตาล ไขมัน โซเดียม และคาร์โบไฮเดรตสูงมาก
  • ดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 3 ชั่วโมงก่อนนอน ทำให้ฮอร์โมนอดรีนาลีนในร่างกายสูงขึ้น ร่างกายจึงตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
  • ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ หรือรับข่าวสารเรื่องเครียด ๆ ก่อนเข้านอน ข้อมูลเหล่านี้จะยังติดอยู่ในสมอง ส่งผลให้จิตใจไม่สงบ ฝันร้าย และนอนไม่หลับได้
  • เล่นมือถือ แท็บเล็ตก่อนนอนมากเกินไป เพราะแสงสว่างจากหน้าจอจะทำให้นาฬิกาชีวิตปรวนแปรได้
    และยังทำให้สายตาเสียอีกด้วย
  • มีความเครียดในการทำงานและชีวิตประจำวันสูง การมีหน้าที่รับผิดชอบสูงมาก ๆ อาจทำให้อ่อนเพลียทั้งกายและใจ ลองใช้วิธีแก้ไขด้วยการพยายามปล่อยวาง ผ่อนคลาย และฝึกสมาธิให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้น

 

หากมั่นใจแล้วว่านอนหลับ พักผ่อนเป็นเวลานาน แต่ตื่นนอนแล้วก็ยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ คุณควรไปปรึกษาแพทย์เพราะนั่นอาจเป็นอาการของโรคบางอย่าง เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นภาวะที่มีการหยุดหายใจเป็นระยะ ๆ หรือมีการหายใจตื้น ๆ สลับกับการหายใจที่เป็นปกติในระหว่างที่นอนหลับ อาจเป็นเพียงไม่กี่วินาทีหรืออาจยาวเป็นนาทีก็ได้ โดยมักเกิด 5 – 30 ครั้งหรือมากกว่าในเวลา 1 ชั่วโมง ส่งผลให้นอนหลับได้ไม่เต็มที่และอ่อนเพลียในตอนเช้า เกิดจากอุดกั้นทางเดินหายใจจากการคลายตัวของกล้ามเนื้อช่วงลำคอ หรือความหนาของเนื้อเยื่อผนังคอในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน การหยุดหายใจขณะหลับทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง ส่งผลให้สมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ และไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือพยายามนอนตะแคง หลีกเลี่ยงการนอนหงาย งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ก่อนนอน รวมถึงลดน้ำหนักหากน้ำหนักเกิน โดยแพทย์จะแนะนำการรักษาการหยุดหายใจขณะหลับที่เหมาะสม

แต่สำหรับคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีภาวะผิดปกติทางสุขภาพ  การแก้ไขที่มักได้ผลเสมอ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันนั่นเอง นอกจากนั้นควรหาวิธีให้ตัวเองนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ อาจดื่มนมอุ่น ๆ ก่อนนอนเพื่อช่วยให้หลับง่ายขึ้น เพราะในนมมีทริปโตเฟนซึ่งช่วยในการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งช่วยให้หลับง่ายและหลับลึกขึ้น เพิ่มการกินไข่ขาวและเมล็ดฟักทองซึ่งมีทริปโตเฟนสูงเช่นกัน งดการดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือทำงานบนเตียงนอน และผ่อนคลายจิตใจด้วยการทำสมาธิ กำหนดหายใจเข้าออก เมื่อจิตใจสงบแล้ว ร่างกายก็จะผ่อนคลายทำให้นอนหลับง่ายในที่สุด

 

เมื่อทราบแล้วว่า การรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลาส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และวิธีแก้ไขอาจง่ายดายมากโดยเริ่มที่ตัวคุณเอง ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความอ่อนเพลียบั่นทอนร่างกายและจิตใจ รีบแก้ไขเสียตั้งแต่วันนี้ แล้วประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างแทบไม่น่าเชื่อ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.prevention.com
ภาพประกอบ : www.unsplash.com


โรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ.jpg

อะไรคือโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ…คุณอาจจะอดใจไม่ใหวเมื่อกินบุฟเฟ่ต์กับเพื่อนหรือไปจัดหนักด้วยอาหารมื้อใหญ่กับครอบครัว โดยคุณอาจจะกินจนแน่นหรือปวดท้องบางครั้ง แต่นั่นไม่ใช่อาการของโรค…ทว่าเมื่อใดที่คุณเริ่มเสพติดและทำพฤติกรรมนี้เป็นประจำ กินทีละมาก ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนขึ้นไป ก็อาจแปลว่าโรคนี้คืบคลานเข้ามาแล้ว

 

ความรู้สึกเศร้าจากภาวะการกินที่ผิดปกติ

ผู้คนที่อยู่ในภาวะการกินที่ผิดปกตินี้ มักรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมการกิน ทั้งปริมาณและแม้แต่ชนิดของอาหาร พวกเขาจึงมักจะกินไม่หยุดจนกว่าจะรู้สึกแย่ ป่วย หรืออิ่มจนกินไม่ใหวแล้ว และอารมณ์ที่ตามมาหลังจากนั้นคือ เริ่มรู้สึกผิด ขยะแขยง อับอาย และเศร้าใจกับการกิน จนทำให้เริ่มกินคนเดียว หลบซ่อนการกินที่ผิดปกตินี้จากเพื่อนและครอบครัว

 

Binge eating disorder แตกต่างจากโรค Bulimia

ถึงแม้ทั้งสองจะเป็นความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการกินเหมือนกัน แต่ผู้ที่เป็นบูลิเมียมักจะหาทางนำอาหารที่กินเข้าไปออกโดยการอาเจียน ใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือออกกำลังกายมากเกินไป ส่วนผู้เป็นโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติจะไม่ได้พยายามทำเช่นนั้น

 

ใครเสี่ยงเป็นโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ

ทุกคนมีความเสี่ยงเป็นโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ โดยไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยอย่างเชื้อชาติ เพศ อายุ หรือแม้แต่น้ำหนัก สำหรับผู้ที่เป็นโรค มีแนวโน้มว่าผู้ป่วยเพศหญิงจะมีจำนวนมากกว่าเพศชายเล็กน้อย

 

โรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ นี้มีผลต่อน้ำหนักอย่างไร

ผู้มีภาวะการกินที่ผิดปกติจำนวนสองในสาม มักมีปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วน ทำให้มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานประเภท 2 ตามมา และยังพบโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติในผู้ที่พยายามจะลดน้ำหนัก สูงถึง 30% อีกด้วย

 

ความเกี่ยวข้องของโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ กับสุขภาพจิต

ผู้คนมากมายที่ตกอยู่ในสภาวะการกินที่ปกติ มักมีปัญหาเกี่ยวกับ อารมณ์และจิตใจในด้านอื่น ๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพล่า หรือมีการใช้สารเสพติด โดยพวกเขาอาจมีชีวิตในวังวนของความเครียด ปัญหาการนอนหลับ มั่นใจในตัวเองต่ำ และอับอายกับรูปร่างของตน

 

สาเหตุของโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ

ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุของโรคนี้กันแน่ แต่จากที่เคยพบ มีปัจจัยมากมาย ตั้งแต่ยีนส์ของมนุษย์ จิตวิทยา ภูมิหลัง ทำให้คนบางคนสามารถไวต่อการกระตุ้นจากอาหาร เช่น สีสัน หรือกลิ่น และยังมีเหตุผลเกี่ยวกับความเครียด ความเจ็บปวดในชีวิต ก็สามารถนำมาสู่โรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติได้เช่นกัน

 

การรักษาโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ

หากคุณคิดว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคพฤติกรรมการกินผิดปกติ ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยก่อนเป็นอันดับแรก โดยคุณอาจต้องตรวจร่างกายและตอบคำถามเกี่ยวกับนิสัยการกิน สุขภาพจิต รูปร่างและความรู้สึกต่ออาหารเพื่อไปสู่ขั้นต่อไป

โดยการรักษา อาจเริ่มจากการบำบัดในด้านต่าง ๆ เช่น การบำบัดด้วยความรู้ความเข้าใจพฤติกรรม (CBT) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนรูปแบบความคิดเชิงลบที่จะนำไปสู่โรค และยังมี การบำบัดระหว่างบุคคล (IPT) โดยมุ่งไปที่ปัญหาความสัมพันธ์ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร ควรมีนักโภชนาการที่สามารถให้คำปรึกษา เรียนรู้วิธีการกินเพื่อสุขภาพและเก็บบันทึกเมนูอาหาร ขณะที่คุณกำลังฟื้นตัว ส่วนเรื่องการใช้ยาในการรักษา ยาบางชนิดจะช่วยควบคุมความอยากอาหาร ซึ่งมักจะได้ผลเมื่อทำควบคู่ไปกับการรักษาแบบอื่น ๆ

 

ถึงแม้การควบคุมน้ำหนักและความอยากอาหารจะเป็นเรื่องยาก สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ ก็ตาม แต่แทนที่จะจมอยู่กับความทุกข์ และรู้สึกผิดทุกครั้งที่กินอาหาร ลองเริ่มต้นหาทางออกด้วยการพยายามปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ เพื่อเข้าถึงข้มูลวิธีไดเอ็ตเฉพาะสำหรับผู้มีภาวะการกินผิดปกติได้อย่างถูกต้อง

 

เรียบเรียงโดย  : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com