ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

มะกล่ำตาหนู (Abrus precatorius L.) หรือเรียกชื่ออื่น ๆ ว่า กล่ำเครือ กล่ำตาไก่ มะกล่ำเครือ มะแค็ก ไม้ไฟ มะกล่ำแดง เกมกรอม ชะเอมเทศ ตากล่ำ มะขามเถา จัดอยู่ในวงศ์ Papilionaceae มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นพืชเดียวกับตระกูลถั่ว มีผลเป็นฝัก คล้ายถั่วลันเตา ภายในฝักมี 3 – 5 เมล็ด เมล็ดกลมรียาวขนาด 6 – 8 มม. เมล็ดมีเปลือกแข็ง สีแดงสดเป็นมัน มีสีดำตรงขั้วประมาณ 1 ใน 3 ของเมล็ด

 

มะกล่ำตาหนูมีประโยชน์และสรรพคุณ คือ

  • ใบ ต้มดื่มแก้เจ็บคอ แก้หลอดลมอักเสบ แก้ตับอักเสบ กระตุ้นน้ำลาย ขับปัสสาวะ แก้ปวดบวมตามข้อ ปวดตามแนวเส้นประสาท ตำพอกแก้ปวดบวม แก้อักเสบ แก้จุดด่างดำบนใบหน้า
  • เถาและราก ต้มดื่มแก้เจ็บคอ แก้หืด แก้ไอแห้ง แก้หลอดลมอักเสบ กัดเสมหะ แก้ร้อนใน แก้อาเจียน แก้ดีซ่าน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ
  • เมล็ด มีส่วนประกอบสำคัญที่เป็นพิษสูง จึงควรใช้เป็นยาภายนอก โดยการบดผสมกับน้ำมันพืช ทาแก้กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิผิวหนัง แผลมีหนอง บวมอักเสบ และใช้เป็นยาฆ่าแมลง

การใช้ประโยชน์ของมะกล่ำตาหนู ควรระมัดระวังในส่วนของการใช้เมล็ด เนื่องจากมีความเป็นพิษสูง ห้ามใช้เป็นยาภายใน หรือกินเข้าไปเด็ดขาด แค่ปริมาณการกิน 1 – 2 เมล็ด หรือขนาด 0.01 มก./น้ำหนักตัว 1 กก. ก็ทำให้เสียชีวิต และหากเข้าตาก็สามารถทำให้ตาบอดได้ หรือถ้าโดนผิวหนังก็จะทำให้เกิดอาการผื่นคัน เพราะมีสารสำคัญที่มีอยู่ในเมล็ด คือ abrin สารดังกล่าวถ้าอยู่ข้างนอกจะสลายตัวง่ายเมื่อถูกความร้อน แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะมีความคงทนในระบบทางเดินอาหาร เมื่อรายใดที่มีการกินเมล็ดเข้าไปแล้ว สารพิษจะเข้าไปทำลายระบบต่าง ๆ ในร่างกาย คือ

    • ระบบหลอดเลือด ทำให้เกิดการช็อก ความดันโลหิตต่ำ และหัวใจเต้นเร็ว
    • ระบบเลือด มีผลต่อเม็ดเลือดแดงโดยตรง ทำให้โลหิตตกตะกอนและสลายตัว
    • ระบบทางเดินหายใจ ทำให้ขาดออกซิเจนและเกิดอาการขาดเลือด ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียว
    • ระบบประสาทส่วนกลาง มีอาการชักกระตุก ประสาทหลอนและมือสั่น
    • ระบบกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้เกิดอาการอักเสบที่ลำไส้และกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง
    • ระบบปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะเลย เกิดจากไตหรือท่อปัสสาวะถูกทำลาย
    • ระบบตา คอ หู จมูก ตับ มีเลือดออกที่เรตินา เกิดการระคายเคืองที่ตา
    • ระบบเมตาบอลิซึม เกิดอาการอาเจียน ท้องเสีย มีเลือดออก ซึ่งอาการต่าง ๆ เหล่านี้ ความรุนแรงอาจเกิดขึ้นมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น ขนาดที่รับประทาน สภาวะร่างกาย และอายุขัยของผู้รับพิษ ดังนั้น เมื่อพบผู้ป่วยต้องรีบนำส่งแพทย์ทันที

 

ภาพประกอบจาก : en.wikipedia.org


-เสี่ยงนอนไม่หลับ-นอนไม่พอ.jpg

ร่างกายของคนเรา คุ้นเคยกับการทำกิจกรรมในตอนกลางวันและพักผ่อนในตอนกลางคืน โดยมีสมองและฮอร์โมนคอยควบคุมชีวิต ให้ดำเนินไปตามวงจรนาฬิกาชีวภาพ (Biological clock)  อย่างไรก็ตาม การทำงานในบางอาชีพ เป็นอุปสรรคสำคัญในการที่ปฏิบัติตัวตามวงจรนี้  มาดูว่ามีอาชีพอะไรบ้าง

 

1. ผู้ควบคุมการจราจรทางอากาศ
ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่ท้าทาย แต่บางครั้งการทำงานโดยต้องปลุกตัวเองให้ตื่นตัวตลอดทั้งคืน ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่าย นั่นเป็นเพราะรูปแบบการทำงาน ขัดกันกับวงจรนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย ส่งผลให้นอนหลับไม่พอ เกิดการหลับในอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะกับคนที่มีอาชีพที่ต้องทำงานเป็นกะ

 

2. ผู้ดูแลระบบออนไลน์
ในขณะที่ข้อดีของระบบเครือข่ายออนไลน์ในปัจจุบัน สามารถตอบสนองความต้องการในการสั่งซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภคได้อย่างสะดวกสบายตลอด 24  ชั่วโมง แต่ข้อเสียที่ไม่อาจมองข้าม คือ ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลระบบจะต้องอดหลับอดนอน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาดูแลระบบ อาจนำมาซึ่งภาวะ นอนไม่หลับ นอนไม่พอ ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกาย

 

3. คนงานในโรงงานอุตสาหกรรม
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานในกะกลางคืน และพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง การดำเนินชีวิตแบบนี้ นอกจากมีความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในการทำงานกับเครื่องจักรแล้ว ยังมีความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ทั้งโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน
และโรคซึมเศร้า

 

4. ผู้บริหาร
สำหรับผู้บริหารแล้ว ความเครียดในการบริหารงาน บริหารคน บวกกับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ส่งผลกระทบโดยตรงกับการพักผ่อน  ยิ่งใช้ชั่วโมงในการทำงานมากเท่าไหร่ ช่วงเวลาการพักผ่อน รวมถึงการนอนก็น้อยลงไปเท่านั้น และการนอนน้อย ก็ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงาน 

 

5. นักข่าว
ในชั่วโมงที่การนำเสนอข่าวแข่งกันด้วยความสด อาชีพนักข่าว ผู้รายงานข่าว ผู้ผลิตรายการ แทบจะต้องใช้เวลาตลอด 24 ชั่วโมง อุทิศให้กับการผลิตและรายงานข่าวให้ทันเหตุการณ์ การทำงานเช้ายันเช้า หรือเย็นจนถึงดึกดื่นอีกคืน เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอาชีพนี้

 

6. พยาบาล
การดูแลผู้ป่วยในสถานพยาบาล เป็นงานหนัก ต้องใช้ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน พยาบาลแทบทุกคนทำงานและเข้าเวร มากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน (ส่วนใหญ่อยู่ที่ 12 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้ ) ซึ่งนอกจากส่งผลกระทบโดยตรงกับสุขภาพแล้ว ยังลามไปถึงประสิทธิภาพในการทำงานให้กับประชาชนอีกด้วย

 

7. นักวิเคราะห์ทางการเงิน
ยิ่งเป็นนักวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญตลาดต่างประเทศ เช่น ยุโรป หรือเอเชีย ความต่างของเวลา ทำให้ร่างกายและสมองต้องปรับตัว ปรับชั่วโมงการทำงานที่ผิดจากเวลาปกติ นานวันไปจะส่งผลเสียต่อวงจรนาฬิกาชีวภาพของร่างกายได้

 

8. ตำรวจ
งานบำบัดทุกข์บำรุงสุข และดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งกลางวันและกลางคืนตลอด 24 ชั่วโมง  ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพยายามปรับตัว ให้พร้อมกับการเข้าเวรในกะเช้าและกะกลางคืนหมุนเวียนกันไป

 

9. แพทย์ฝึกหัด
แม้จะคุ้นเคยกับการอดหลับอดนอน ในการเรียนการสอบตอนเป็นนักเรียนแพทย์ แต่ภาวะนั้นไม่ได้จบลง การเป็นแพทย์ฝึกหัดที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในตอนกลางคืน ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์กับแพทย์หลายคน รวมทั้งการนอนน้อย ยังอาจส่งผลต่อความผิดพลาดในการวินิจฉัยผู้ป่วยอีกด้วย

 

10. นักบิน
อาชีพนักบินกับการอดนอน และนอนในเวลาที่แตกต่างแทบจะเป็นของคู่กัน ทั้งนักบินที่บินระยะสั้นแต่หลายเที่ยวบิน หรือนักบินที่บินทางไกลข้ามทวีป จะต้องเจอปัญหาการบินข้ามเวลามาซ้ำเติม การนอนหลับให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันความอ่อนล้า หรือ Pilot Fatigue ซึ่งจะทำให้คุณภาพการทำงานของนักบินลดลง กระทบต่อการตัดสินใจ และความปลอดภัยในการบิน

 

11. ครอบครัวที่มีลูกอ่อน
เลิกคิดถึงการนอนหลับยาว ๆ เมื่อเจ้าตัวน้อยพร้อมจะตื่นทุกสองสามชั่วโมงตลอดคืน งานวิจัยพบว่าคุณแม่มือใหม่อาจได้นอนถึง 7 ชั่วโมง แต่ก็ไม่ใช่การนอนที่มีคุณภาพไม่มีทางหลับสนิทได้ แต่โชคดีที่สถานการณ์นี้จะคลี่คลายขึ้น เมื่อ 16 สัปดาห์ผ่านไป

 

12. คนขับรถบรรทุก
เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรในช่วงกลางวัน การเดินทางในเวลากลางคืน คือ เวลาที่คนขับรถนิยม แต่มักก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ส่วนใหญ่เกิดจากการหลับในของคนขับ

 

13. บาร์เทนเดอร์
งานกลางคืนที่หลายคนไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา ยิ่งดึกยิ่งตาสว่าง แต่นั่นหมายถึงสมดุลในการนอนตามธรรมชาติ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับวงจรนาฬิกาชีวภาพกำลังถูกทำลายไป โดยไม่รู้ตัว

 

อดนอนเป็นอาชีพ ส่งผลเสียอย่างไร

การนอนผิดเวลาบ่อย ๆ ทำให้วงจรนาฬิกาชีวภาพในร่างกายรวน วงจรการหลับและตื่นถูกรบกวน หลายคนต้องประสบปัญหานอนไม่หลับ ตามมาด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียหลับยาก หงุดหงิดง่าย ขาดสมาธิ และอาจนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพอีกมากมาย

 

อย่าเพิ่งตกใจ ทางแก้ยังมี

  • พยายามปรับเวลาเข้านอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน
  • สร้างบรรยากาศการนอนให้เป็นเหมือนเวลากลางคืนมากที่สุด
  • อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีแสงไฟ ไม่มีเสียงดังรบกวน
  • ในเวลาทำงานกะดึก พยายามหาเวลางีบบ้างซัก 15-30 นาที
  • เลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ช่วยซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ
  • ออกกำลังกายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย แถมช่วยให้หลับสนิทขึ้น

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


.jpg

ฟ้าทะลายโจร หรือที่เรียกอีกอื่น ๆ ว่า น้ำลายพังพอน หญ้ากันงู ฟ้าสาง ฟ้าสะท้าน เขยตายยายคลุม สามสิบดี หรือเมฆทะลาย มีชื่อวิทยาศาสตร์ Andrographis paniculata วงศ์ ACANTHACEAE ประโยชน์ทางยาในการรักษาโรคนั้น เนื่องจากเป็นยาที่มีรสขมเย็น จึงมีสรรพคุณทางยาไทย คือ แก้ไข้ ช่วยขับเสมหะหลังการผ่าตัดทอนซิลอักเสบ แก้บิด แก้ท้องเสีย แก้ฝี แก้แผลบวมอักเสบ และใช้เป็นยาบำรุง ส่วนที่นำมาใช้ทำยา คือ ส่วนของใบและต้น และช่วงเวลาที่เก็บมาใช้เป็นยานั้น ต้องเก็บใบและลำต้นเหนือดิน ในช่วงที่เริ่มมีดอกซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 เดือน แล้วนำมาล้างให้สะอาดและเก็บใบไว้ในที่แห้ง และการเก็บรักษาฟ้าทะลายโจรไม่ควรเก็บนานเกิน 1 ปี เพราะสารสำคัญต่าง ๆ จะหายไป

 

นอกจากนั้น เพื่อยืนยันสรรพคุณยาไทย ได้มีการทดลองทางห้องปฏิบัติการแล้ว และพบว่ามีสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของฟ้าทะลายโจร คือ กลุ่มแลคโตน ได้แก่ แอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) และอนุพันธ์ เมื่อนำสารสกัดแอลกอฮอล์จากใบไปทดลองในสัตว์ทดลอง พบว่า สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง ฝี และเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ที่ทำให้ท้องเสียได้ พร้อมทั้งมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้เล็กในสัตว์ทดลองได้อีกด้วย

และเมื่อนำสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรมาศึกษาทางคลินิก (ในคน) ผลการศึกษาสามารถรักษาอาการหวัด เช่น อาการอ่อนเพลีย หนาวสั่น เจ็บคอ ทอนซิลอักเสบ และปวดกล้ามเนื้อให้ลดลงได้ และเมื่อนำไปรักษาผู้ป่วยอาการท้องเสียเทียบกับยาแผนปัจจุบัน (เตตราไซคลีน) พบว่า ให้ผลการรักษาดีกว่า แต่ในกลุ่มผู้ป่วยอหิวาตกโรค พบว่า อาการไม่ดีกว่าการใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวก็เป็นที่ยืนยันได้แล้วว่า ฟ้าทะลายโจรสามารถรักษาโรคหวัดและอาการท้องเสียได้จริง

 

ขนาดและวิธีใช้ยาฟ้าทะลายโจรเป็นยานั้นมี 3 รูปแบบ คือ

  1. นำใบฟ้าทะลายโจรสด 1 – 3 กำมือ ต้มกับน้ำ 10 – 15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละครั้ง
  2. ใช้ใบแห้งบดเป็นผงให้ละเอียด ปั้นกับน้ำผึ้งเป็นยาลูกกลอนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8 เซนติเมตร ผึ่งลมให้แห้งเก็บไว้ในขวดแห้งและมิดชิด รับประทานครั้งละ 3 – 6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน
  3. ในส่วนของยาฟ้าทะลายโจร (500 มก.) ทานครั้งละ 2 – 4 แคปซูล วันละ 4 ครั้งหลังอาหารและก่อนนอน


ข้อควรระวัง  
ผู้ที่ทานยาฟ้าทะลายโจรแล้วเกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย เวียนศีรษะ ปวดเอว แสดงว่าแพ้ยา ให้หยุดยาทันทีแล้วเปลี่ยนไปใช้ยาอื่น

 

ภาพประกอบจาก: www.lovepik.com


6-habits-deep-sleep-healthy.jpg

บางคนอาจคิดว่า ลำพังการก้าวขึ้นเตียงแล้วนอนหลับเป็นการปิดฉากวันอันสมบูรณ์ แต่ลืมนึกถึงคุณภาพการนอนในช่วงเวลาดังกล่าวไป โดยการนอนหลับที่ไม่ลึกและระยะเวลาไม่นานพอ ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่พอส่งผลเสียตามมามากมาย วันนี้เราจะมาดูเรื่องของนิสัยที่ทำแล้วนอนหลับลึก ร่างกายพักผ่อนเพียงพอ เจ็บป่วยยาก โอกาสสุขภาพดีมีแน่นอนค่ะ 

 

นอนหลับสำคัญมากกว่าที่หลาย ๆ คนคิด

มนุษย์เราใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับ โดยอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่า การนอนหลับนั้นร่างกายมีสภาพเสมือนหยุดนิ่ง หรือการนอนหลับนั้นมีลักษณะแบบเดียวกันตั้งแต่เริ่มนอนไปถึงตื่นนอน มีงานวิจัยพบว่า จริงๆแล้วการนอนหลับนั้นมีวงจรของการนอนหลับที่ซ้ำเป็นช่วง ๆ ทั้งช่วงหลับธรรมดาและหลับฝัน โดยการนอนหลับที่มีคุณภาพต้องมีวงจรเหล่านี้ซ้ำกันหลายรอบ และมีเวลาที่นานเพียงพอในแต่ละรอบ ทั้งนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว ร่างกายจะทำการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโต การหลั่งสารที่ควบคุมความต้านทานของร่างกาย การจัดระเบียบความคิดความจำ การคลายความเหน็ดเหนื่อย ความเคร่งเครียด รวมถึงการรวบรวมสะสมพลังงาน เพื่อที่จะทำงานในวันถัดไป

 

อาการของคนที่นอนหลับไม่พอ

การนอนหลับไม่พอมีผลต่อร่างกายอย่างแน่นอน โดยถ้านอนหลับน้อยไปเพียงหนึ่งวัน อาจไม่เห็นผลกระทบที่รุนแรงนัก อย่างมากก็แค่ง่วงซึมบ้างในช่วงกลางวัน แต่ครั้นพอตกกลางคืนเมื่อได้นอนอย่างเต็มอิ่มอีกครั้งร่างกายก็จะฟื้นตัวกลับมาสดชื่นได้อีก แต่ถ้ายังนอนไม่พอสะสม จะส่งผลเสียหลายประการ เช่น คนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อคืน มีผลต่ออัตราการตายที่สูงขึ้น หรือคนที่นอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อคืน ติดต่อกัน 6 คืน พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงการเผาผลาญกลูโคส มีการขัดขวางการใช้อินซูลิน ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่น

อาการที่สังเกตง่ายๆของการนอนหลับไม่พอ ได้แก่ ตื่นมาตอนเช้า รู้สึกยังไม่สดชื่น อยากจะนอนต่อไปอีก และในระหว่างวัน จะมีอาการง่วงเหงาหาวนอนอยู่เรื่อย ๆ โดยถ้ามีโอกาสได้นอนในตอนกลางวัน อาจหลับได้ภายในเวลา 5 นาทีเท่านั้น เป็นต้น

 

6 นิสัยและข้อหลีกเลี่ยง ทำได้นอนหลับลึกแน่นอน

ถึงเวลาที่จะหันมาใส่ใจกับคุณภาพการนอน ด้วยการปรับปรุงนิสัยเล็กน้อย แต่ส่งผลดีต่อไปนี้

  • นิสัยที่ 1 เข้านอนให้ตรงเวลา และหลับให้เพียงพอ 7 – 8 ชั่วโมง ความสม่ำเสมอของเวลานอนจะทำให้วงจรนาฬิกาชีวภาพ (Biological clock) ทำงานและสมองสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
    หลีกเลี่ยง การงีบนอนตอนเย็น เพราะจะทำให้หลับไม่สนิทในตอนกลางคืน หากรู้สึกเพลียมากควรงีบระหว่างวันสัก 15 นาที เพื่อให้เวลาสมองจัดระเบียบข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามา และผ่อนคลายกล้ามเนื้อต่าง ๆ ของร่างกาย
  • นิสัยที่ 2 ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกเวลาเช้าหรือเย็น การศึกษาวิจัยทุกสำนักชี้ผลว่าการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมช่วยให้หลับสบาย.
    หลีกเลี่ยง การออกกำลังกายหนักในช่วงค่ำโดยเฉพาะก่อนนอน เพราะเป็นเวลาที่กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายควรอยู่ในสภาวะผ่อนคลาย
  • นิสัยที่ 3 กินอาหารมื้อเย็นให้น้อยหรือแค่พออิ่ม ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้พักผ่อนอย่างแท้จริง โดยสิ่งที่ทานได้ก่อนนอนควรเลือกเพียง นม ผัก ผลไม้ หรือธัญพืชบางชนิด โดยอาจปั่นทานในรูปแบบสมูทตี้ได้.
    หลีกเลี่ยง การกินมื้อเย็นที่หนัก นอกจากจะเสี่ยงกับปัญหาน้ำหนักตัวที่อาจเพิ่มขึ้นแล้ว การกินก่อนนอนทำให้อวัยวะต่างๆในร่างกายไม่ได้หยุดพัก ระบบอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายยังต้องทำงานหนักอยู่ ซึ่งหมายถึงร่างกายไม่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างแท้จริง
  • นิสัยที่ 4 ไม่ควรดื่มชา กาแฟ ช็อคโกแลต เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนที่มากเกินไป และควรงดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ให้น้อยที่สุด เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนให้ลดลงอีกด้วย.
    หลีกเลี่ยง หลีกเลี่ยงการดื่มกินหรือสูบ โดยเฉพาะช่วงใกล้เวลาเข้านอน เพื่อลดผลกระทบที่ทำให้คุณภาพการนอนลดลง
  • นิสัยที่ 5 ใช้เครื่องมือสื่อสารเฉพาะที่จำเป็น การใช้โทรศัพท์มือถือ แทปเลต อ่าน E-book เล่น Line เล่น Facebook หรือ Social media อื่น ๆ บางคนถึงขั้นติด เป็นการกระตุ้นให้สมองต้องทำงานอย่างต่อเนื่องส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและอาจถึงสุขภาพใจหากเรื่องที่พูดคุยไม่ถูกใจ นอกจากนี้เครื่องมือสื่อสารหลายชนิดยังมีแสงสีที่กระตุ้นทำให้คุณภาพการนอนหลับลดลง.
    หลีกเลี่ยง ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ แสงสีฟ้าจากจออุปกรณ์ประเภทสมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต โน๊ตบุ๊คทำให้ร่างกายรับรู้ว่ายังไม่มืด และหลั่งสารเมลาโทนินออกมา ทำให้หลับยาก และแสงสีฟ้าจากหน้าจอก่อสารพิษทำให้ประสาทสายตาเสื่อมลงเร็วขึ้น
  • นิสัยที่ 6 ทำกิจกรรมเบา ๆ ที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย 30 นาที – 1 ชั่วโมงก่อนนอน เช่น ฟังเพลงเบา ๆ ดูสารคดีธรรมชาติ ชีวิตสัตว์ ดูตลก เรื่องราวธรรมะ วาดรูป นั่งสมาธิ เป็นต้น.
    หลีกเลี่ยง การทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจทำให้เครียดหรือสมองทำงานหนัก เช่น ทำงานที่เร่งด่วน พูดคุยธุรกิจ ปัญหาชีวิตหนัก ๆ เรื่องความเป็นความตาย เล่นเกมส์ที่เป็นการต่อสู้แข่งขัน

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น ร่างกายไม่ได้หยุดนิ่งในขณะหลับ แต่มีการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หลั่งฮอร์โมน สารเคมีที่สำคัญ ๆ จัดระเบียบความคิดความจำ รวมถึงการรวบรวมสะสมพลังงาน ดังนั้นการนอนหลับลึกอย่างมีคุณภาพเป็นประจำ จะทำให้สุขภาพของหลายๆคนดีขึ้นอย่างชัดเจน

 

แหล่งที่มา
  1. ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี, สืบค้นจาก www.medicine.swu.ac.th
  2. UCSF Health สืบค้นจาก, https://www.ucsfhealth.org/education/tips-for-a-better-nights-sleep
  3. BBC NEWS ไทย สืบค้นจาก, https://www.bbc.com/thai/features-47968198
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


-ต้องไปหาหมอ.jpg

มนุษย์เราใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับ โดยร่างกายอาศัยช่วงเวลานอนหลับในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ต่อมต่าง ๆ มีการหลั่งฮอร์โมนรวมถึงสารเคมีชนิดต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเจริญเติบโต เพิ่มความต้านทานโรค สมองมีการจัดระเบียบความคิด ความจำ กล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆคลายตัวเพื่อปลดปล่อยความเคร่งเครียด รวมถึงมีการสะสมพลังงาน เพื่อที่จะทำงานในวันถัดไป

 

คุณภาพการนอนหลับ

การนอนหลับที่มีคุณภาพในแต่ละคืนนั้น จะประกอบไปด้วยวงจรการนอนหลับที่มีช่วงหลับธรรมดาและหลับลึกรวม 4 ระยะและช่วงหลับฝัน 1 ใช้เวลารวม 80 – 120 นาทีต่อรอบ จำนวน 4 – 6 รอบต่อเนื่องกันจนกระทั่งตื่นนอนเช้า กินเวลา 7 – 8 ชั่วโมงในวัยผู้ใหญ่ การนอนหลับไม่พอจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของจำนวนชั่วโมงการนอนว่าครบ 7 – 8 ชั่วโมงหรือไม่ แต่ยังหมายรวมถึง การหลับแต่ละช่วงทั้งช่วงหลับธรรมดา หลับลึกและหลับฝัน มีระยะเวลาที่นานพอและมีความสมดุลกันด้วยหรือไม่ มีงานวิจัยพบว่าคุณภาพการนอนมีผลต่อสุขภาพกาย เช่น คนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อคืน มีอัตราการตายที่สูงขึ้น หรือคนที่นอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อคืน ติดต่อกัน 6 คืน มีปัญหาในการเผาผลาญกลูโคส มีการขัดขวางการใช้อินซูลิน ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังได้

 

อาการนอนไม่หลับ แบบที่ต้องไปพบแพทย์

เมื่อพูดถึงอาการ “นอนไม่หลับ” แน่นอนว่าทุกคนจะต้องเคยได้ยิน และเคยประสบปัญหานี้กันมาบ้างแล้ว ส่วนใหญ่อาการนอนไม่หลับจะเป็นเพียงบางช่วงสั้น ๆ เมื่อมีเรื่องรบกวนจิตใจ หรือมีความเจ็บป่วยทางกาย เมื่อเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาผ่านไป หรือมีการปรับเทคนิคแก้นอนไม่หลับ การนอนหลับก็ดีขึ้น แต่ในบางคนอาการนอนไม่หลับนั้นเป็นอยู่นานเป็นเดือน ไม่หายไปเอง หรือบางครั้งสามารถนอนหลับได้ แต่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ตอนกลางวัน รู้สึกง่วงนอน ต้องแอบงีบหรือนั่งสัปหงก ไม่มีสมาธิ แม้ว่าชั่วโมงนอนจะเพียงพอแล้วก็ตาม เรามาดูเกณฑ์เบื้องต้นที่พอจะสังเกตกันได้ หากใครมีอาการนอนไม่หลับแบบนี้ แนะนำให้จัดเวลาไปพบแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำ วินิจฉัยและวางแผนการรักษาก่อนที่อาการนอนไม่หลับจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ

  • นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทติดต่อกันนานกว่า 4 สัปดาห์ หรืออาจน้อยกว่า 4 สัปดาห์ แต่ส่งผลต่อสุขภาพในช่วงกลางวัน ทำให้ไม่สามารถเรียน ทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างปกติ
  • ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกระหว่างนอนหลับ โดยรู้สึกเหนื่อย หายใจไม่ทันหรือหายใจไม่เต็มปอดหรือมีคนใกล้ชิดสังเกตว่ามีช่วงหยุดหายใจหรือช่วงที่หายใจกระตุก
  • รู้สึกปวด ชาหรือยกขาไม่ขึ้นเป็นประจำ ในขณะนอนหลับ
  • ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก โดยรู้สึกแสบร้อนกลางอก หรือมีอาการดังกล่าวจนไม่สามารถนอนหลับได้ปกติ
  • นอนไม่หลับหรือต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะมีความเจ็บปวดที่ใดที่หนึ่งเป็นประจำ
  • นอนหลับไม่สนิท แล้วรู้สึกอารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น หดหู่ ซึมเศร้า เบื่ออาหาร หมดแรงง่าย เป็นต้น

อาการนอนไม่หลับข้างต้น เป็นอาการนอนไม่หลับแบบที่ควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ที่โรงพยาบาลกรณีทั่วไป แต่หากมีอาการแน่นหน้าอก หรือหายใจไม่สะดวกเวลาตื่นขึ้นมากลางดึกทำให้นอนไม่หลับ และอาการนั้นไม่หายไปในเวลาสั้น ๆ แบบนี้ควรจะรีบไปตรวจที่ห้องฉุกเฉิน เพื่อประเมินภาวะที่อาจเป็นอันตรายอย่างหัวใจขาดเลือด หรือหัวใจล้มเหลว ทันที

กล่าวโดยสรุปแล้ว อาการนอนไม่หลับนั้น เป็นอาการที่พบได้บ่อยและเกิดได้กับทุกคน แต่หากมีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังติดต่อกันนาน หรืออาการนั้นรบกวนชีวิตประจำวัน ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้ อีกทั้งอาการเหล่านี้ยังอาจเป็นอาการของโรคทางกายอื่น ๆ ที่ทำให้นอนไม่หลับซ่อนอยู่ จึงต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

แหล่งข้อมูล : www.webmd.com 
ภาพประกอบ : www.freepik.com


.jpg

เปราะหอม (Kaempferia galangal Linn) จัดอยู่ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่ออื่น ๆ ว่า ว่านหอม ว่านตีนดิน (ภาคเหนือ) ว่านแผ่นดินเย็น (เชียงใหม่) ชู (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) หอมเปราะ ว่านชะมดเปราะ (ภาคกลาง) เปราะป่า (ภาคใต้) ซึ่งเปราะหอมจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ เปราะหอมขาวและเปราะหอมแดง เปราะทั้ง 2 ชนิดจะแตกต่างกันที่สีของใบและดอกเท่านั้น การนำเปราะไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางอาหารและยา ดังนี้

 

ประโยชน์ด้านอาหาร

เหง้าเปราะหอมเป็นเครื่องเทศ โดยใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกง เพื่อดับกลิ่นคาวปลา และใช้เป็นส่วนผสมในส่าเหล้า ส่วนใบรับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก

 

ประโยชน์ด้านยา

เปราะทั้ง 2 ชนิด มีสรรพคุณทางยาดังนี้

เปราะหอมแดง

  • ใบ  รสเผ็ดร้อน แก้เกลื้อนช้าง
  • ดอก  รสหอมร้อน แก้ตาอักเสบ ตาแฉะ
  • ต้น  รสเผ็ดขม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
  • หัว  รสเผ็ดขม ขับเลือดและหนองให้ตก แก้ไอ แก้ลมพิษ แก้ผื่นคัน แก้บาดแผล แก้เสมหะ เจริญไฟธาตุ แก้ลงท้อง


เปราะหอมขาว

  • ดอก  รสหอมร้อน แก้เด็กนอนสะดุ้ง ร้องไห้ ตาเหลือก ตาช้อนเหลือบดูสูง
  • ต้น  รสเผ็ดขม ขับเลือดเน่าของสตรี
  • หัว  รสเผ็ดขม แก้โลหิต ซึ่งเจือด้วยลมพิษ สุมศีรษะเด็กแก้หวัดคัดจมูก รับประทานขับลมในลำไส้ แก้เสมหะ เจริญไฟธาตุ แก้ลงท้อง

 

ภาพประกอบจาก: www.pixabay.com


-ทำอย่างไร.jpg

การดื่มน้ำสมุนไพร ช่วยปรับความสมดุลของร่างกายได้ทางหนึ่ง ยกตัวอย่างน้ำสมุนไพรตามธาตุ ดังนี้

 

น้ำสมุนไพร บำรุงธาตุดิน

 

น้ำมะพร้าว

น้ำมะพร้าว  มีรสมัน ช่วยบำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ ลดไข้ แก้กระหาย ทำให้สดชื่น

  • ส่วนผสม  มะพร้าวน้ำหอม (เนื้อและน้ำ) ผล (500 กรัม) น้ำเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ)
  • วิธีทำ  เลือกมะพร้าวอ่อนพอดี ปอกเปลือกออก ใช้มีดที่คมเฉาะเปลือกตัดหัวมะพร้าว เทน้ำเก็บไว้ ผ่ามะพร้าวเป็น 2 ซีก ตักเฉพาะเนื้อมะพร้าวใส่เครื่องปั่นเติมน้ำมะพร้าว และน้ำตาล ชิมรสตามใจชอบ


น้ำแห้ว  
มีรสหวานมัน แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงธาตุ บำรุงเส้นเอ็น

  • ส่วนผสม  เนื้อแห้วต้มสุก 50 กรัม (ประมาณ 6 – 8 หัว) น้ำเชื่อม 30 กรัม เกลือไอโอดีน 1 กรัม
  • วิธีทำ  นำแห้วต้มสุกที่เตรียมไว้ใส่เครื่องปั่นกับน้ำแห้วที่เตรียมไว้ให้ละเอียด เติมน้ำเชื่อม เกลือป่น คนให้เข้ากัน นำไปแช่เย็น

 

น้ำสมุนไพร บำรุงธาตุน้ำ

 

น้ำส้ม

น้ำส้ม รสเปรี้ยวของน้ำส้มทำให้ชุ่มคอ แก้ไอ ขับเสมหะ

  • ส่วนผสม ส้มเขียวหวาน 3 ผล น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ เกลือไอโอดีน 1 กรัม น้ำเชื่อม 2 ช้อนโต๊ะ
  • วิธีทำ  ล้างส้มให้สะอาดคั้นเอาแต่น้ำ เติมน้ำมะนาว น้ำเชื่อม เกลือ ชิมรสตามต้องการ


น้ำฝรั่ง
รสฝาดเปรี้ยว มีฤทธิ์ฝาดสมานช่วยแก้อาการท้องเดิน

  • ส่วนผสม เนื้อฝรั่งสด 1 ผล น้ำตาลทราย 200 กรัม เกลือไอโอดีน 8 กรัม น้ำ 6 ถ้วย
  • วิธีทำ ล้างฝรั่งให้สะอาดฝานเอาแต่เนื้อ หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปั่นฝรั่งกับน้ำจนละเอียด ตั้งไฟใส่น้ำตาล เกลือ พอเดือดยกลง ใส่น้ำแข็งบดก่อนเสิร์ฟ

 

สมุนไพร บำรุงธาตุลม

 

น้ำขิง รสเผ็ดร้อน บำรุงธาตุ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน เจริญอาหาร

  • ส่วนผสม ขิงสด 15 กรัม น้ำ 16 ช้อนโต๊ะ น้ำเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ
  • วิธีทำ ปอกเปลือกขิง ล้างน้ำให้สะอาดทุบพอแหลก ตั้งน้ำให้เดือด ใส่ขิงต้มให้เดือด กรองเอากากออก เติมน้ำตาล ชิมรสตามชอบ


น้ำมะตูม
รสเผ็ดร้อน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ ขับเสมหะ

  • ส่วนผสม มะตูมแห้ง 2 ชิ้น น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 16 ช้อนโต๊ะ
  • วิธีทำ ล้างมะตูมให้สะอาด ปิ้งไฟพอหอม ใส่หม้อ เติมน้ำตั้งไฟเคี่ยวสักครู่ยกลง กรองเอาแต่น้ำ เติมน้ำตาลทราย ตั้งไฟให้ละลายชิมรสตามชอบ

 

สมุนไพรบำรุงธาตุไฟ

 

น้ำใบบัวบก

น้ำใบบัวบก แก้ร้อนในกระหายน้ำ ทำให้สดชื่น แก้อักเสบ หรือช้ำใน แก้ปวดศีรษะข้างเดียว

  • ส่วนผสม บัวบกทั้งต้น 1 กำมือ น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ น้ำต้มสุก 240 กรัม
  • วิธีทำ ล้างบัวบกให้สะอาด หั่นเป็นท่อนสั้น ๆ ใส่น้ำพอท่วมปั่นให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ เติมน้ำอีกครั้งหนึ่ง ที่เหลือคั้นน้ำอีกครั้ง บีบน้ำให้หมด เติมน้ำเชื่อม ชิมรสตามชอบ

....พิชิตคอเลสเตอรอล.jpg

หลาย ๆ คนคงทราบว่า ผลเสียของการมีคอเลสเตอรอลสูงนั้นมีหลายประการ อาทิ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ คุณสามารถปรับระดับคอเลสเตอรอลด้วยการกินยาได้ แต่ในอีกทาง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต เพื่อปรับลดระดับคอเลสเตอรอลเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ และถ้าคุณทานยาอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ จะเสริมผลลัพธ์จากการกินยาได้อีกด้วย

 

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ

การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในมื้ออาหารของคุณ จะสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลลงได้ นั่นหมายถึงสุขภาพหัวใจคุณจะดีขึ้นด้วย

เลือกทานไขมันที่ดีต่อสุขภาพ
ลดไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) ที่ปกติพบในเนื้อสีแดงและผลิตภัณฑ์จากนม ไขมันในกลุ่มนี้เป็นตัวเพิ่มคอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol, TC) และ LDL คอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันไม่ดี ในทางกลับกัน คุณควรทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ นมพร่องมันเนย และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่มีอยู่ในน้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนลา เพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

กำจัดไขมันทรานส์
ไขมันทรานส์มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลโดยไปเพิ่มคอเลสเตอรอล “ไม่ดี” และลดคอเลสเตอรอล “ดี” สองอย่างรวมกันนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ไขมันทรานส์พบได้ในอาหารทอด และผลิตภัณฑ์ที่ขายกันอยู่หลายรายการ เช่น คุกกี้ แครกเกอร์ และขนมขบเคี้ยว ก่อนทานครั้งต่อไปตรวจสอบก่อนว่าเป็นขนมที่ Trans fat-free”

เลือกทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3
กรดไขมันโอเมก้า-3 ไม่ส่งผลต่อ LDL คอเลสเตอรอลเป็นไขมันไม่ดี แต่จะมีประโยชน์ต่อหัวใจ เช่น ช่วยเพิ่ม HDL คอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันดี ลดไตรกลีเซอไรด์ ไขมันในเลือดและลดความดันโลหิต ปลาบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูและปลาแฮริ่ง อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 นอกจากนี้ยังพบได้ใน ถั่ววอลนัท ถั่วอัลมอนด์ เป็นต้น

เลือกทานอาหารเพิ่มเส้นใยที่ละลายน้ำได้ (Soluble Fiber)
เส้นใยมี 2 ประเภท คือ ประเภทที่สามารถละลายน้ำได้และไม่สามารถละลายน้ำได้ ทั้งสองมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ แต่เส้นใยที่ละลายน้ำได้ จะช่วยลดระดับ LDL คอเลสเตอรอล คุณสามารถเพิ่มเส้นใยประเภทนี้ได้ โดยการรับประทานข้าวโอ๊ตและรำข้าวโอ๊ต ผลไม้ พืชตระกูลถั่วต่างๆ

เพิ่มเวย์โปรตีน (Whey protein)
เวย์โปรตีนเป็นหนึ่งในสองโปรตีนในผลิตภัณฑ์นม อีกโปรตีนคือ เคซีน (Casein) การศึกษาแสดงให้เห็นว่าเวย์โปรตีนที่ให้ในรูปของอาหารเสริมจะช่วยลด LDL คอเลสเตอรอล และลดระดับคอเลสเตอรอลรวม (TC) ศึกษารายละเอียดก่อนทานด้วย

 

ออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน และเพิ่มกิจกรรมระหว่างวัน

การออกกำลังกายสามารถปรับระดับคอเลสเตอรอลได้ การออกกำลังกายหนักปานกลางสามารถช่วยเพิ่ม HDL คอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันดี โดยทั่วไปถ้าคุณไม่มีโรคประจำตัว ควรออกกำลังกายหนักปานกลาง วันละอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน

การเพิ่มกิจกรรมระหว่างวัน แม้แค่ครั้งละ 10 นาที หลายๆครั้ง สามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ มาดูว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง ที่คุณสามารถทำและติดตามการเปลี่ยนแปลงได้

  • เดินไปทำงาน
  • ขึ้นบันไดแทนลิฟต์
  • เดินเร็ว ๆ ในช่วงกลางวัน
  • ขี่จักรยาน
  • เล่นกีฬา อาทิ ตีปิงปอง ซิทอัพ

ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายปกติ หรือการเพิ่มกิจกรรมระหว่างวัน หากลุ่ม หาเพื่อนร่วมทำจะเป็นการเพิ่มแรงจูงใจได้อย่างดี

เลิกสูบบุหรี่ทันที
ภายใน 20 นาทีหลังจากเลิกสูบบุหรี่ ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจจะลดลง และภายใน 1ปี ความเสี่ยงของคุณต่อโรคหัวใจเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของความเสี่ยงในผู้สูบบุหรี่ ภายใน 15 ปีความเสี่ยงของคุณต่อโรคหัวใจจะพอๆกับคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่

ควบคุมน้ำหนัก
การมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย มีผลให้มีคอเลสเตอรอลสูงขี้น การลดน้ำหนักลงสัก 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยปรับระดับคอเลสเตอรอลให้ดีขึ้นได้

เริ่มต้นด้วยการประเมินนิสัยการกินและกิจวัตรประจำวันของคุณ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพเพื่อเอาชนะน้ำหนักตัว

คุณอาจเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ เช่น ถ้าคุณกินเมื่อคุณเบื่อหรือผิดหวัง ให้เปลี่ยนเป็นเดินเล่นแทน ถ้าคุณกินอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นมื้อกลางวันบ่อยๆ ให้นำอาหารที่ดีต่อสุขภาพมาจากบ้านแทน สำหรับขนมขบเคี้ยว เคี้ยวแครอทแท่ง แทนมันฝรั่งทอด เป็นทางเลือกง่ายๆที่สามารถทำได้

ดื่มแอลกอฮอล์อย่างพอประมาณ
ดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลาง มีส่วนช่วยในเรื่องการเพิ่มขึ้นของ HDL คอเลสเตอรอล  แต่ประโยชน์ไม่มากพอที่จะแนะนำให้ดื่มแอลกอฮอล์สำหรับผู้ที่ไม่ดื่ม ถ้าคุณดื่มแอลกอฮอล์ ให้ดื่มพอประมาณ นั่นคือ วันละ 1 แก้ว ในผู้หญิงทุกช่วงอายุ และผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป และดื่มได้ถึง 2 แก้วต่อวัน สำหรับผู้ชายอายุตั้งแต่ 65 ปีลงมา

ทั้งนี้ การดื่มแอลกอฮอล์มาก อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรง รวมถึงความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจล้มเหลวและโรคหลอดเลือดสมอง

 

หากคุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตแล้ว แต่ระดับคอเลสเตอรอลยังไม่เป็นที่น่าพอใจ แพทย์อาจแนะนำให้คุณใช้ยา ให้ใช้ยาตามที่แพทย์กำหนด แต่ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามข้อแนะนำข้างต้นอยู่ เพื่อที่คุณอาจกินยาน้อยลง

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.yahoo.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


.jpg

โรคกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer) หมายถึง แผลที่เกิดในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น มีอาการปวดแสบ ปวดเสียด หรือจุกแน่นตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่ (เหนือสะดือ) มักสัมพันธ์กับมื้ออาหาร สาเหตุหลักเกิดจากความเครียด มีอาการวิตกกังวล คิดมาก เคร่งเครียดกับการทำงาน หรือการเรียน และพฤติกรรมรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา หรือรับประทานอาหารที่ระคายเคืองต่อกระเพาะและลำไส้

 

การปฏิบัติตัวเบื้องต้นในการรักษาโรคกระเพาะ คือ

  1. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และรับประทาน 3 มื้อเป็นปกติ (ถ้าปวดมากให้ทานอาหารที่ย่อยง่าย) อย่ากินอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
  2. งดเหล้า เบียร์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม และบุหรี่ เพราะจะทำให้โรคกำเริบ
  3. ห้ามทานยาแอสไพริน ยาแก้ปวดข้อ ยาที่เข้าสเตียรอยด์ (ในรายที่จำเป็นต้องใช้รักษาโรคอื่นต้องปรึกษาแพทย์)
  4. คลายเครียดโดยการออกกำลังกาย หรือทำสมาธิ สวดมนต์ไหว้พระ

 

สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคกระเพาะอาการและลำไส้อักเสบ ได้แก่

  1. ขมิ้นชัน ส่วนที่ใช้เป็นยา คือ เหง้าแห้ง
    วิธีใช้ คือ นำเหง้าแก่สดล้างให้สะอาด (ไม่ต้องปอกเปลือก) หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ตากแดด 1 – 2 วัน บดให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งทำเป็นลูกกลอน หรือบรรจุแคปซูล (500 มก.) รับประทานวันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน ถ้าบางคนกินแล้วแพ้ให้หยุดยาทันที
  2. กล้วย ส่วนที่ใช้เป็นยา คือ ผลกล้วยดิบ หรือผลห่าม
    วิธีใช้ คือ นำกล้วยมาฝานเป็นแว่นตากแดดให้แห้ง นำไปบดเป็นผง ใช้เป็นชาชงกับน้ำ หรือน้ำผึ้ง ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ดื่ม หรือทำเป็นยาลูกกลอน กินครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน บางทีต้องระวังอาจมีอาการท้องอืด เฟ้อ ป้องกันด้วยสมุนไพรขับลม เช่น น้ำขิง พริกไทย
  3. สาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นสมุนไพรที่มีคลอโรฟิลล์เป็นส่วนประกอบ ซึ่งจะให้ผลดีในการรักษาการอักเสบของกระเพาะ ญี่ปุ่นได้ศึกษาวิจัยพบว่า สามารถช่วยเคลือบผนังกระเพาะอาหาร ลดการบวมของเนื้อเยื่อ และมีสาร mesafirine ซึ่งสามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
  4. เห็ดหลินจือ ก็มีการบันทึกถึงสรรพคุณทางยา ที่ช่วยในการรักษาโรคกระเพาะอักเสบ และลำไส้อักเสบ โดยมีกรรมวิธี คือ การนำเห็ดหลินจือแห้งและสะอาดใส่ลงในหม้อเคลือบ หรือหม้อดิน ต้มจนเดือด แล้วหรี่ไฟลงให้น้ำเดือดปุด ๆ ต่อไปประมาณ 15 – 20 นาที จึงยกลง และควรดื่มน้ำสกัดจากเห็ดที่มีอุณหภูมิเท่าอุณหภูมิร่างกาย ดื่มแทนน้ำทั้งวัน

.......ไหม.jpeg

การทำทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต หนึ่งในปัญหาที่อาจเจอ คือ ทำมากเกินไปและน้อยเกินไป ซึ่งส่งผลเสียทั้งคู่ ยิ่งเรื่องการทำงานด้วยแล้ว หากเกินปัญหาขึ้น อาจส่งผลกระทบได้มาก เรามาดูกันว่าวันนี้คุณทำงานมากไป…ไหม

 

จำนวนชั่วโมงที่เหมาะสมในการทำงาน

บางส่วนของงานวิจัยจาก Australian National University (ANU) จัดทำในคนวัยทำงานจำนวน 8,000 คน อายุระหว่าง 24 – 65 ปี พบว่า

  • การทำงาน 39 ชั่วโมง/สัปดาห์ เป็นเวลาในอุดมคติ ที่สามารถมีสมดุลของชีวิตและมีสุขภาพที่ดี
  • ผู้ที่ทำงานในลักษณะงานบริการ เช่น งานแม่บ้าน และงานที่เกี่ยวกับการดูแลจิตใจคน การลดชั่วโมงทำงานเหลือ 34 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เหมาะสมกว่า
  • ชั่วโมงการทำงานที่ยาวขึ้น อาจไม่มีผลเชิงลบต่อสุขภาพจิตสำหรับบางคน แต่ความแตกต่างนั้นจะส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ เมื่อไปถึงจุดหนึ่ง

 

ทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมง อาจส่งผลเสียต่อหัวใจคุณได้

งานวิจัยโดย European Society of Cardiology (ESC) ศึกษาในชายและหญิง จำนวน 85,500 คน ระยะเวลา 10 ปี พบแนวโน้มที่เป็นลบของความสัมพันธ์ระหว่างชั่วโมงการทำงานกับสุขภาพ หัวใจโดย

โดยผู้ที่ทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มที่จะมีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติหรือภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้ว(Atrial Fibrillation-AF) มากกว่าคนที่ทำงาน 35 – 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และความสัมพันธ์ดังกล่าวยังคงอยู่ภายหลังจากการปรับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น อายุ การดื่มแอลกอฮอล์ เพศ ความอ้วน และการสูบบุหรี่ ออกแล้ว

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้อาจเชื่อมโยงได้ว่าการทำงานหลายชั่วโมง ทำให้เสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งทำให้เสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และยังมีผลกระทบด้านสุขภาพอื่น ๆ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว และภาวะสมองเสื่อมที่เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง

 

ชั่วโมงทำงานที่ยาว การทำงานเป็นกะ ส่งผลเสียต่อระบบนาฬิกาชีวภาพ

ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองไม่ได้เป็นเพียงแค่เหตุผลเดียว ที่คุณอาจต้องลดชั่วโมงการทำงานลง มีการศึกษาหลาย ๆ การศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า  การทำงานแบบเป็นกะ และช่วงเวลาทำงานที่ยาว เช่น การทำงานล่วงเวลาเป็นประจำ เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางด้านสุขภาพและความปลอดภัยของชีวิตอย่างสำคัญ ความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจาก พฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่ขัดกับวงจรนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythms) ทั้งนี้ร่างกายของหลาย ๆ คนอาจไม่สามารถปรับตัวให้เข้านอนได้ในตอนกลางวันหรือในเวลาที่ไม่สม่ำเสมอได้ ดังนั้น ผู้ที่ทำงานเป็นกะ ผู้ที่ทำงานล่วงเวลา จึงอาจไม่ได้รับการนอนหลับเพียงพอ ระหว่าง 7 – 8 ชั่วโมง และมีแนวโน้มในการมีพฤติกรรมเสี่ยงเช่น ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่  น้ำหนักมากขึ้น โรคอ้วนรวมถึงมีอัตราเจ็บป่วยและเสียชีวิตที่สูงขึ้น

จากข้อมูลข้างต้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนควรหันมาดูเคล็ดลับในการสร้างสมดุลในชีวิต

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.articles.mercola.com
ภาพประกอบ : www.cdn.pixabay.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก