ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

banner-editor-featured-image-Jan-Mar63.jpg

บทบรรณาธิการ

 

สวัสดีครับ

ในช่วงนี้ ทางทีมงานยังคงทยอยอัพเนื้อหาในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นบทความจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ บทความรีไรท์โดยกองบรรณาธิการ บทสัมภาษณ์ คลิปวิดีโอ ล่าสุดทีมงานเริ่มมีการจัดทำ Podcast หรือคลิปเสียงเพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้กับผู้เยี่ยมชมเว็บ ให้สามารถเลือกรับฟังเนื้อหาดี ๆ ในระหว่างเดินทาง หรือในกรณีที่ไม่สะดวกอ่าน นอกจากนั้นแล้วทางทีมงานยังได้มีการปรับปรุง Social media ให้มีการนำเสนอเนื้อหาสาระที่หลากหลาย ในรูปแบบของ Info graphic, YouTube, Motion graphic ทุกท่านสามารถติดตามได้ผ่าน Facebook และ Line@

อีกครั้งสำหรับผู้ที่เพิ่งเข้ามาอาจสงสัยว่า Health2click เป็นเว็บไซต์ประเภทไหน คำตอบก็คือ Health2click เป็นเว็บไซต์ที่เน้นการนำเสนอความรู้ในการดูแลสุขภาพแบบง่าย ๆ ครอบคลุมเรื่องการกิน การนอน การพักผ่อน ไลฟ์สไตล์ดี ๆ ต่อสุขภาพ การเงินเพื่อสุขภาพ และข้อมูลโรคและการป้องกัน เน้นผู้อ่านที่อยู่ในวัยทำงาน  หากทุกท่านอยากรู้เรื่องใดเป็นพิเศษ สามารถเสนอผ่านทาง Facebook  และ Line@ โดยทีมงานจะเข้ามาอ่านและดำเนินการอย่างรวดเร็ว

สำหรับในช่วง 3 เดือนนี้ ยังคงเป็นการทยอยเพิ่มเติมเรื่องที่เป็นประโยชน์ทางด้านสุขภาพ ในหมวดออกกำลังกาย ได้แก่ ตอบข้อสงสัยเรื่องการออกกำลังกาย ออกกำลังกายช่วงไหนดี ออกกำลังกาย ร่างกายใช้พลังงานอย่างไร ออกกำลังกายแบบไหนเพิ่มความอึด ทน แกร่ง ในหมวดกินตามโภชนาการ ได้แก่ ความรู้เรื่องการกินมังสวิรัติ เรื่อง Keto sis และ Keto flu เรื่องสุดยอดไดเอทแห่งปี ในเรื่องของการนอน ได้แก่ ความรู้เรื่องการนอนหลับ นอนเท่าไหร่ถึงจะพอ ทำไมอายุมากจึงหลับยาก นอกจากนี้ยังมีบทสัมภาษณ์เรื่อง “เมื่อหยุดออกกำลังกาย ร่างกายก็กลับมาป่วย” โดยคุณธนัฎฐ์สินี เย็นรมภ์ อายุ 38 ปี Sport Leader ร้าน Decathlon สาขาแคราย และเรื่อง “ไตวายไม่ตายไว ถ้ารู้จักดูแลสุขภาพ จากผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ สู่การเป็นนักกีฬา” โดยคุณรัชนิดา กันซัน

นอกจากนี้ในส่วนของข้อมูลความรู้เรื่องโรคต่าง ๆ ยังมีเรื่องที่จะทยอยรับต้นฉบับจากแพทย์ พร้อมอัพขึ้นหน้าเว็บอีกไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10 เรื่อง และที่ขาดไม่ได้ทีมกองบรรณาธิการได้รวบรวมกิจกรรมดี กิจกรรมเด่น ทางด้านสุขภาพมานำเสนอทั้งแบบฟรี และมีค่าใช้จ่าย เดือนละไม่ต่ำกว่า 30 งาน

สุดท้าย อากาศแปรปรวนเดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน สลับฝนและฝุ่น PM2.5 ทำให้พบผู้ป่วยทางเดินหายใจได้ทั่วไป ทุกท่านคงต้องปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มฝุ่น เช่น จุดไฟเผาหญ้า เผาถ่าน ขนดินทรายแบบไม่ปิดลดฝุ่น อื่น ๆ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่มีฝุ่นหนาแน่น เช่น ที่การจราจรติดขัด ในเมือง ถ้าต้องผ่านพื้นที่ดังกล่าว ควรใส่หน้ากากกันฝุ่นควันที่ได้มาตรฐานด้วย และควรระวังเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทางด้านสุขภาพ เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยเรื้อรังอื่น ๆ เป็นต้น

 

ดร.นพ. พรเทพ ศิริวนารังสรรค์
บรรณาธิการที่ปรึกษา


...เพื่อสุขภาพคนไทย.jpg

ข่าวคราวการลงมติยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี ได้แก่ พาราควอต (Paraquat) ครอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) และไกลโฟเซต (Glyphosate) โดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย ภายหลังได้มีฝ่ายที่ออกมาสนับสนุน และฝ่ายที่ออกมาต่อต้านมติดังกล่าว โอกาสนี้กองบรรณาธิการ ขอนำเสนอเรื่องของสารเคมีเหล่านี้กัน

 

มีการใช้สารดังกล่าวในการกำจัดศัตรูพืชทั่วโลก มาอย่างยาวนาน

พาราควอตถูกผลิตและจัดจำหน่ายครั้งแรกโดยบริษัท ICI จากประเทศอังกฤษช่วงต้นปี 1962 ต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในสารกำจัดวัชพืชที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก ทั้งในอังกฤษ อเมริกา ยุโรป เอเชีย ด้วยข้อดีในเรื่องของประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืช เช่น การฆ่าหญ้า และเรื่องต้นทุนที่ต่ำกว่าสารเคมีตัวอื่น

ส่วนไกลโฟเซตเริ่มผลิตจำหน่ายโดยบริษัทจากสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นสารกำจัดวัชพืชที่สามารถใช้ได้ทั้งการฉีดพ่นหรือหยอดที่ยอด โดยมีปริมาณการใช้งานมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา ทั้งในด้านการทำเกษตรและการตกแต่งสวน ปัจจุบันสิทธิบัตรที่เป็นแบรนด์หรือชื่อทางการค้าตั้งต้นได้หมดลง จึงมีการผลิตและจำหน่ายไกลโฟเซตในท้องตลาดออกมาอีกหลายแบรนด์

สำหรับครอร์ไพริฟอสเป็นสารกำจัดแมลงศัตรูพืช ผลิตจำหน่ายโดยกลุ่มบริษัทจากสหรัฐอเมริกามานานกว่า 50 ปี กรมวิชาการแนะให้มีการใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชทั้งชนิดปากกัดและปากดูด อาทิ หนอนเจาะสมอฝ้าย เสี้ยนดิน เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น ด้วงงวงมันเทศ ผีเสื้อข้าวเปลือก ด้วงงวงข้าว ด้วงงวงข้าวโพด เป็นต้น โดยพืชที่แนะนำให้ใช้ ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง มันเทศ ข้าวเปลือกที่ใช้ทำพันธุ์ นุ่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และกล้วย

 

มีผลการศึกษาทางด้านความเป็นพิษ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังจากการใช้กันสารเคมีดังกล่าวอย่างแพร่หลาย มีผลของการศึกษาที่เกี่ยวกับสุขภาพและความเป็นพิษออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากความเป็นพิษของสารเคมี เช่น ผิวหนังเป็นแผลพุพอง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียถ่ายเป็นเลือด โดยขึ้นกับปริมาณสารเคมีที่สะสมในร่างกายแล้ว ยังมีการศึกษาพบว่าการใช้พาราควอตสามารถส่งผลเสียต่อตับ ไต หัวใจ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงออกฤทธิ์ทำลายสมอง และทำให้เสี่ยงต่อการเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังมีการศึกษาโดย ศ. ดร. พรพิมล กองทิพย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบการตกค้างของพาราควอตในในซีรัมมารดาและสายสะดือทารกมากถึง 17 – 20% และมีหลักฐานยืนยันว่าพาราควอตในร่างกายแม่ถูกส่งต่อถึงลูกในท้อง

ในส่วนของไกลโฟเซตนั้น สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้เป็น “สารที่น่าจะก่อมะเร็ง” (probably carcinogenic to humans) ล่าสุดศาลที่สหรัฐอเมริกาได้ตัดสินให้บริษัทผู้ผลิตสารไกลโฟเซตรายใหญ่จ่ายค่าเสียหายมูลค่า 289 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับผู้ป่วยมะเร็งซึ่งมีประวัติการใช้สารดังกล่าวเป็นประจำ และยังมีคดีฟ้องร้องในเรื่องดังกล่าวอีกกว่า 5,000 รายทั่วอเมริกา สำหรับครอร์ไพริฟอสมีการศึกษาพบความเป็นพิษต่อเด็กเป็นจำนวนมาก พบว่าสมองเด็กมีลักษณะผิดปกติ ความเป็นพิษต่อระบบประสาทโดยเฉพาะด้านการเรียนรู้และความจำ นอกจากนี้ยังพบว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมและลำไส้อีกด้วย

 

หลาย ๆ ประเทศมีการประกาศห้ามหรือจำกัดการใช้

ข้อมูลจากทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านหรือ “แบน” การใช้สารดังกล่าว มีออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีหลายประเทศที่มีการประกาศห้ามหรือจำกัดการใช้สารเคมีดังกล่าว อาทิ พาราควอตมีมากกว่า 50 ประเทศที่ประกาศห้ามใช้ เช่น อังกฤษ สวีเดน สเปน มาเลเซีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม และอีกหลายประเทศที่จำกัดการใช้ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สหรัฐ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น ไกลโฟเซตมีหลายประเทศที่ประกาศห้ามใช้ เช่น ออสเตรีย ฝรั่งเศส โอมาน ซาอุดิอาระเบีย เวียดนาม เป็นต้น และคลอร์ไพริฟอส มีหลายประเทศที่ประกาศห้ามใช้เช่นเดียวกัน เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ สิงคโปร์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมนี สวีเดน เป็นต้น

 

ล่าสุดประเทศไทยมีมติยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีดังกล่าว

ภาพประกอบจาก www.tcijthai.com

จากการข้อมูลผลกระทบสารเคมีปราบศัตรูพืช รวม 4 ปี มีผู้เสียชีวิตจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2,193 ราย เฉลี่ยค่ารักษากว่า 20 ล้านต่อปี ล่าสุดคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีการประชุมพิจารณาข้อมูลในด้านต่าง ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้มีการลงมติอย่างเปิดเผย ให้มีการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ตัว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2562 ทั้งนี้พาราควอตมีผู้ลงคะแนนให้ยกเลิกใช้ 1 ธ.ค. 2562 จำนวน 20 คน มีผู้ลงคะแนนให้ยกเลิกใช้ 1 ธ.ค. 2564 จำนวน 1 คน และจำกัดการใช้ 5 คน ลำดับต่อไปกรมวิชาการเกษตร จะไปดำเนินการยกร่างประกาศกฎกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น และเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย รวมถึงพิจารณาระยะเวลา ความเหมาะสมในการบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่ยังคงเหลืออยู่หลังจากประกาศมีผลบังคับใช้

อย่างไรก็ตามฝ่ายที่คัดค้านเรื่องดังกล่าว ยังสามารถยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง เพื่อขอสิทธิ์คุ้มครองชั่วคราว และสอบถามถึงแนวทางการใช้สารทดแทน จากการแบนสารเคมีดังกล่าวด้วย

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

ข้อมูลจาก

  1. Wikipedia
  2. เคหการเกษตร, Kehakaset.com
  3. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
  4. www.eht.sc.mahidol.ac.th

-เสียหนุ่ม-มีจริงไหม-ป้องกันอย่างไร.jpg

จากข่าวการเสียชีวิตของพริตตี้ หลังจากไปร่วมนั่งดื่มกับลูกค้า โดยพบว่าในงานมียาเม็ดในถุงซิปวางอยู่ เข้าใจว่าเป็นยาที่ถูกนำมาใช้กระตุ้นฮอร์โมนสำหรับคนที่เล่นกล้าม ขณะเดียวกันยาดังกล่าวยังใช้ในทางการแพทย์ โดยมีฤทธิ์เป็นยาสลบ ยานอนหลับด้วย

 

ยาเสียสาว เสียหนุ่ม มีจริงไหม

หากคีย์คำว่า “ขายยามอมสาว” หรือ “ขายยาเสียสาว” ในอินเตอร์เน็ต จะเห็นโฆษณาขาย มีชื่อเรียกกันหลากหลาย ที่เห็นกันเยอะ ๆ เช่น ทิงเจอร์ขาว แมลงวันสเปน หรือบางเว็บจะเรียกตรง ๆ ว่ายาเสียสาว ยามอมสาว โดยยากลุ่มนี้ มีฤทธิ์ทำให้มึน งง ง่วง บางชนิดอาจถึงขั้นหมดสติ จำอะไรไม่ได้

ทั้งนี้มียาสำหรับใช้ในทางการแพทย์ และหากนำมาใช้ผิด มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการมึน งง ถึงขั้นหมดสติได้ เช่น ยามิดาโซแลม (Midazolam) หรือชื่อการค้า โดมิคุม (Dormicum) ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) ยาฟลูไนตราซีแปม (Flunitrazepam) หรือชื่อการค้า โรฮิบนอล (Rohypnol) สารจีเอชบี (GHB = gamma-hydroxybutyrate) ยาเค หรือ เคตามีน (ketamine) ที่พบได้ในปัจจุบันมักจะเป็นยาอัลปราโซแลม และสารจีเอชบี โดยรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้

  • ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) ในทางการแพทย์ใช้รักษาอาการวิตกกังวล สงบระงับ ช่วยให้นอนหลับ นอกจากนี้ยังช่วยคลายกล้ามเนื้อ ต้านอาการชัก แต่อาจทำให้สูญเสียความทรงจำชั่วขณะ ความสามารถในการเรียนรู้ และความจำลดลง
  • สารจีเอชบี หรือ GHB (gamma-Hydroxybutyric) เคยใช้เป็นยาสลบ ยานอนหลับและยารักษาภาวะง่วงหลับ ช่วยในการคลอด และรักษาผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรัง (ขึ้นอยู่กับขนาดของยาที่ใช้) อย่างไรก็ตามด้วยผลข้างเคียงและการใช้ในทางที่ผิดมากขึ้น ยาตัวนี้ได้ถูกถอนออกจากบัญชียาตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 โดยเป็นยาเสพติดที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง ผู้เสพ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี – 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท – 100,000 บาท (มาตรา 106 ตรี) ผู้ผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท – 400,000 บาท (มาตรา 89)

ทั้งนี้พบว่ามีการนำ GHB มาใช้ในการเพิ่มกล้ามเนื้อสำหรับผู้เล่นกล้าม และสร้างความสนุกในหมู่นักเที่ยวกลางคืน โดยพบในรูปของเกลือโซเดียม แบบผง เม็ดและสารละลายที่ละลายในน้ำ มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี มีรสเค็ม ง่ายต่อการนำไปผสมกับเครื่องดื่มต่าง ๆ ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า มักจะรู้จักกันในชื่อ Liquid ecstacy, Liquid E, Liquid X หรือ Blue Verve

โดยการกินยาหรือเสพสารข้างต้น จะมีอาการมึนงง รู้สึกง่วง และจากการที่ออกฤทธิ์เร็ว ภายใน 30 นาที อาจทำให้สะลึมสะลือแล้วหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้ หลายๆครั้งจึงพบผู้ที่ไปโดนยามา ให้การกับตำรวจไม่ได้  เพราะความจำช่วงก่อนหน้าที่กินมาหายไป คล้ายคนเมาเหล้าที่บางทีจะจำไม่ได้

สำหรับสาร GHB นี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะออกฤทธิ์ในระยะเวลาประมาณ 10 – 20 นาที และออกฤทธิ์นานกว่า 4 ชั่วโมง ผลข้างเคียงในระยะสั้น จะทำให้เกิดอาการมึนงง วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ความจำเสื่อมชั่วขณะ ซึมเศร้า มีอารมณ์ทางเพศ มีปัญหาทางด้านการมองเห็น หากเสพอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะพบอาการนอนไม่หลับ มีปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำ เกิดภาวะซึมเศร้า มีปัญหาทางจิต และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ  โดยการเสพ GHB ในปริมาณมากหรือเสพร่วมกับยาเสพติดชนิดอื่น ๆ หรือร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลให้เกิดภาวะการใช้ยาเกินขนาด ทำให้เกิดอาการหลงลืม รู้สึกสับสน หัวใจและปอดทำงานช้าลง ความดันโลหิตต่ำ มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ และอาจรุนแรงถึงขั้น ชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้ในที่สุด และในการขับขี่ยานพาหนะ GHB จะทำให้เกิดอาการง่วงซึมและขาดสมาธิในการขับรถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

 

จะป้องกันตัวอย่างไร

มองในแง่พฤติกรรม หากผู้ประสงค์ร้ายต้องการจะมอมยาใครสักคน คงต้องเลือกสถานที่ บรรยากาศที่เอื้อในการทำเรื่องดังกล่าว ดังนั้นแนวทางการป้องกันจึงเหมือนไม่ยาก แต่สาวหรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะต้องตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและหาทางป้องกัน ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการไปเที่ยว ไปงานปาร์ตี้ โดยเฉพาะงานที่จัดกลางคืนเพียงลำพัง ในกรณีต้องไปควรมีคนรู้จักหรือคนที่ไว้ใจไปด้วย
  2. อย่าไว้ใจคนแปลกหน้าที่เข้ามาตีสนิท โดยเฉพาะการไม่ดื่มเครื่องดื่ม อาหารต่าง ๆ ยา ที่คนแปลกหน้าหยิบยื่นให้
  3. ถ้าเป็นไปได้เข้าห้องน้ำควรมีเพื่อนไป อย่าคลาดสายตากัน ถ้าทำได้ดื่มเครื่องดื่มในแก้วให้หมดก่อนไป เพื่อที่กลับมาแล้วเปลี่ยนแก้วใหม่ ถ้ายังไม่หมดควรบอกเพื่อนไว้อย่าให้ใครมาเติมเพิ่ม
  4. สำหรับการดื่มนั้น แนะนำให้จิบช้า ๆ หรือดื่มทีละน้อย เพราะหากมีการใส่ยาจะได้ออกฤทธิ์ไม่มาก
  5. กรณีที่มีรสชาติ เช่น ขม เค็ม หรือมีกลิ่นแปลก ๆ ควรหยุดดื่มทันที
  6. ควรรู้ระดับการทนต่อแอลกอฮอล์ของตนเอง เช่น ผสมดื่มทนได้ 3 แก้ว เป็นต้น ทั้งนี้เป้าหมายเบื้องต้น ไม่ควรให้เกินจำนวนดังกล่าว โดยหากรู้สึกผิดปกติ เช่น เวียนหัว ง่วง มึนงง ควรบอกกับเพื่อนที่ไว้ใจและหยุดดื่มทันที
  7. พกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา ตั้งเบอร์โทรฉุกเฉิน เป็นเบอร์โทรของเพื่อน พ่อแม่ คนไว้ใจ นัดแนะล่วงหน้า หากเกิดอะไรขึ้นกดหาพร้อมแชร์โลเคชั่นทันที

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com
ข้อมูลอ้างอิง

  1. บทสัมภาษณ์นพ.ภาสกร ชัยวาณิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์. tna.mcot.net
  2. บทสัมภาษณ์นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี. tna.mcot.net
  3. บทสัมภาษณ์ภก.วชิระ อำพนธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.). news.mthai.com
  4. สาระสุขภาพยาน่ารู้ โดยเภสัชกรอุทัย

 

 

 


-อีกมิติแห่งศาสตร์การรักษาโรค.jpg

กฎหมาย กัญชา และยาเสพติด เป็น 3 คำ ที่ทรงพลังและถูกวิพากษ์ร่วมกันอย่างกว้างขวางในทุกวันนี้ ด้วยความที่กัญชาแม้จะบริโภคได้ แต่ก็ไม่ใช่พืชที่สามารถใช้บริโภคได้อย่างธรรมดาเช่นเดียวกับพืชผักทั่วไป และอย่างที่เรารู้กันดีว่า กัญชาได้ถูกจัดให้อยู่ในหมวดของยาเสพติด ดังนั้นเมื่อมีกระแสการปลดล็อดพืชชนิดนี้ ในการนำมาใช้ทางด้านการแพทย์ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ด้วยการถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ยาเสพติด ทำให้หลาย ๆ คนในสังคม ยังกังวลถึงผลกระทบอีกเช่นกัน

 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดสัมมนาและระดมสมอง เวที ฬ.จุฬาฯ นิติมิติ ว่าด้วย “กัญชาทางการแพทย์ (Medical cannabis) กับกฏหมาย : จากยาเสพติดสู่ยารักษาโรค” ขึ้น ณ อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย นพ.โสภณ เมฆธน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประธานองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ได้กล่าวถึงการร่วมกับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเสนอร่าง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ เพื่อแก้ไขให้กัญชาและพืชกระท่อม สามารถนำไปศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และสามารถนำไปใช้ในการรักษาภายใต้การดูแลและควบคุมของแพทย์ได้

แต่เดิม กัญชา หรือต่างประเทศเรียกว่า เฮมพ์ (Hemp) ทางการแพทย์เรียกว่า แคนนาบิส (Cannabis) คือพืชตระกูลป่านปอ ที่ถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มีการควบคุมเรื่องการปลูก การครอบครอง การจำหน่ายหรือบริโภค โดยที่สามารถขออนุญาตทำการศึกษาวิจัยและพัฒนกัญชาได้ แต่ยังไม่สามารถเสพได้ ด้วยเหตุนี้ กัญชาจึงยังไม่สามารถทำการทดลองทางคลินิกเพื่อทดสอบประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในมนุษย์ได้ เมื่อองค์ความรู้ในด้านนี้ถูกจำกัดไว้ ก็สูญเสียโอกาสที่จะได้ทดลองถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงซึ่งอาจมีอีกมากมาย

 

นพ.โสภณ ได้แจ้งถึงช่วงการนำเสนอร่างกฎหมาย และรับฟังความเห็นทางเว็บไซต์ของ สนช. ทั้งสิ้น 15 วัน ทั้งหมดประมาณ 1 แสนคน พบว่า ประชาชน ร้อยละ 98.9 เห็นด้วยให้นำสารสกัดทางกันชามาใช้ในการแพทย์ นอกจากนั้นยังมี 5 แนวโน้มซึ่งอาจเป็นไปได้ ในขั้นตอนการปลดล็อคกัญชาเพื่อการแพทย์ ดังนี้

  1. รอตามกระบวนการของประมวลกฎหมาย ว่าด้วยยาเสพติดตามปกติ
  2. กรณีของ สนช. รวมเสนอร่างกฎหมาย และจัดสัมมนาใหญ่ในการรับฟังความคิดเห็น
  3. เสนอให้ใช้มาตรา 44 ปลดล็อคกัญชา เพื่อความรวดเร็ว
  4. คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด อาจต้องหารือว่า สามารถใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนามเปลี่ยนแปลงกัญชา จากสารเสพติดประเภทที่ 5 เป็นประเภท 2 ได้หรือไม่
  5. ออกกฎหมายใหม่เฉพาะขึ้น เพื่อนำสารสกัดจากกัญชามาใช้เพื่อทางการแพทย์เท่านั้น แต่ต้องใช้เวลา

หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต จะพบว่า กัญชา มีสรรพคุณรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งในอังกฤษก็ได้มีการใช้ยาสกัดจากกัญชา รักษาอาการเจ็บป่วย หนึ่งในนั้นคือ พระราชินีวิคทอเรีย และคนในราชวงศ์ โดย นายแพทย์ เจ.รัสเซล เรโนลส์ (John Russell Reynolds) นักประสาทวิทยา ผู้เป็นแพทย์ประจำราชสำนักอังกฤษ ได้บันทึกประสบการณ์การใช้กัญชารักษาโรคของตนในช่วง 30 ปี (เมื่อ 127 ปีมาแล้ว) บรรยายถึงโรคต่าง ๆ ที่สามารถใช้กัญชารักษาแล้วได้ผลดี  ได้แก่

  • ความผิดปกติทางจิตใจ (อาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ภาวะซึมเศร้า โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ)
  • ความเจ็บปวดและชา (อาการปวดทุกชนิด โดยเฉพาะอาการปวดจากระบบประสาท อาการปวดเรื้อรัง ปวดหัวไมเกรน ปวดข้อ อาการชาที่แขนขา ปวดประจำเดือน)
  • โรคกล้ามเนื้อ (กล้ามเนื้อกระตุกเกร็ง อาการชักบางชนิด ชักจากเนื้องอกในกล้ามเนื้อขาเป็นตะคริวตอนกลางคืน)
  • โรคอื่น ๆ เช่น หอบหืด เป็นต้น

จากการทบทวนตำราแพทย์แผนไทย 2 เล่ม คือ ตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์ และตำราพระโอสถพระนารายณ์ พบว่าตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์มีตำรับยาไทยที่ใช้กัญชาจำนวน 11 ตำรับ ตำราพระโอสถพระนารายณ์มีตำรับยาไทยที่ใช้กัญชาจำนวน 3 ตำรับ โดยมีข้อบ่งใช้หลักคือ แก้ปวด เจริญอาหาร ช่วยให้นอนหลับ

สำหรับการใช้กัญชาในการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น เมื่อพิจารณาจากงานวิจัยที่มีคุณภาพในระดับที่น่าเชื่อถือได้ พบว่ามีการใช้สำหรับอาการปวดเรื้อรังโดยเฉพาะ Neuroleptic pain หรือ Cancer pain และ ภาวะกล้ามเนื้อเกร็งเนื่องจากภาวะปลอกประสาทอักเสบ (Spasticity due to multiple sclerosis) โดยใช้สาร Cannabinoids ได้แก่ Nabiximol, Nabilone, Tetrahydrocannabinol, Cannadidiol, Dronabinol

 

ดังนั้น…หากมีการนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์จริงควรทำอย่างไร คงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจของหลายคนตอนนี้  ซึ่งเราคงต้องอ้างอิงจากประเทศที่ประสบความสำเร็จกับการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ โดยเฉพาะประเทศแคนาดาเป็นต้นแบบแนวทางที่น่าสนใจ ได้มีการออกระเบียบว่าด้วยการเข้าถึงกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ (Access to cannabis for medical purposes regulation) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 โดยระบุว่า จะต้องซื้อจากผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาต ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ 35 รายทั่วประเทศ มีการจำกัดปริมาณการใช้ส่วนตัว หรือจำกัดปริมาณการผลิต โดยที่บุคคลที่ต้องการเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์นี้ จะไม่มีสิทธินุญาตให้ผู้อื่นใช้กัญชาของตน เป็นต้น

สำหรับในประเทศไทย การปลดล็อคครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้เกิดการวิจัยถึงสรรพคุณทางยาของกัญชาได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจยังมีอีกมากมายที่เราไม่เคยรู้มาก่อน โรคมะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ และการคลายกล้ามเนื้อผู้ป่วย คือกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรง นับเป็นสิ่งที่ท้าทาย แต่อย่างไรก็ตาม การมีกฎหมายที่แข็งแรงคอยรองรับอย่างรัดกุมก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จึงนับได้ว่ากัญชาถือเป็นอีกมิติหนึ่งแห่งการรักษา ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงการรับการรักษาสุขภาพของประชาชนได้ในอนาคต

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : วารสารยาวิพากษ์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 36   เอกสารประกอบการสัมมนา “กัญชาทางการแพทย์ (Medical cannabis) กับกฏหมาย : จากยาเสพติดสู่ยารักษาโรค”   laws-lois.justice.gc.ca   ncbi.nlm.nih.gov

 



24pt คนวัยทำงาน ควรตรวจสุขภาพอะไรบ้าง

 

22pt คนวัยทำงาน ควรตรวจสุขภาพอะไรบ้าง

 

20pt คนวัยทำงาน ควรตรวจสุขภาพอะไรบ้าง

 

20pt คนวัยทำงาน ควรตรวจสุขภาพอะไรบ้าง

 

18pt คนวัยทำงาน ควรตรวจสุขภาพอะไรบ้าง

18pt ฝุ่นละออง PM 2.5 คืออะไร

14pt คนวัยทำงาน ควรตรวจสุขภาพอะไรบ้าง

เมื่อรู้ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพแล้ว สำหรับวัยทำงานถือเป็นวัยที่ต้องเข้ารับบริการตรวจสุขภาพอย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นวัยที่มักจะตรวจพบโรคซ่อนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้

——–

บริการตรวจสุขภาพ

 

หญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี

หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว  หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง

 

มาดูกันว่าวัยทำงาน  (18-60 ปี) ควรมีการตรวจอะไรบ้าง

การซักประวัติ เป็นการคัดกรองเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรค โดยเฉพาะคนที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โดยเฉพาะชายอายุน้อยกว่า 55 ปี และหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ตรวจฟังเสียงหัวใจผิดปกติ ตับม้ามโตว่าโตผิดปกติ หรือมีภาวะบวม หรือไม่ เป็นต้น ตรวจสุขภาพช่องปาก ควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน เป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

——-

บริการตรวจสุขภาพ

หญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี

หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว  หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง

มาดูกันว่าวัยทำงาน  (18-60 ปี) ควรมีการตรวจอะไรบ้าง

การซักประวัติ เป็นการคัดกรองเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรค โดยเฉพาะคนที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โดยเฉพาะชายอายุน้อยกว่า 55 ปี และหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ตรวจฟังเสียงหัวใจผิดปกติ ตับม้ามโตว่าโตผิดปกติ หรือมีภาวะบวม หรือไม่ เป็นต้น ตรวจสุขภาพช่องปาก ควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน เป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

———————

บริการตรวจสุขภาพ

 

หญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี

หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว  หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง

 

มาดูกันว่าวัยทำงาน  (18-60 ปี) ควรมีการตรวจอะไรบ้าง

การซักประวัติ เป็นการคัดกรองเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรค โดยเฉพาะคนที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โดยเฉพาะชายอายุน้อยกว่า 55 ปี และหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ตรวจฟังเสียงหัวใจผิดปกติ ตับม้ามโตว่าโตผิดปกติ หรือมีภาวะบวม หรือไม่ เป็นต้น ตรวจสุขภาพช่องปาก ควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน เป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง


banner-editor-featured-image.jpg

บทบรรณาธิการ เดือนพฤษภาคม 2561

 

สวัสดีครับ

พบกับเวอร์ชั่นใหม่ของเว็บไซต์ Health2click ได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป โดยทีมกองบรรณาธิการบริหาร จะทยอยอัพเนื้อหาในหลากหลายรูปแบบทั้งที่เป็นบทความ บทสัมภาษณ์ คลิปวีดีโอ อื่น ๆ โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะมีการอัพเรื่องใหม่ ๆ จำนวน 30 – 50 เรื่องต่อเดือน ติดตามกันได้เลย

สำหรับผู้ติดตามที่เพิ่งเข้ามาอาจสงสัยว่า Health2click เป็นเว็บประเภทไหน คำตอบก็คือ Health2click เป็นเว็บไซต์ที่เน้นการนำเสนอความรู้ในการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรค ทั้งจากการแปลสรุปเนื้อหาจากเว็บไซต์ต่างประเทศ  บทความ บทสัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญ งานคลิป งานกราฟฟิค งานไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวกับสุขภาพของคนวัยทำงาน

สำหรับเดือนพฤษภาคมจะเป็นการทยอยเพิ่มเติมเรื่องในทุกๆหมวดที่เป็นประโยชน์ เช่น เรื่องของวิกฤติวัยกลางคน ปัญหาฮอร์โมนบกพร่อง ปัญหาการใช้ชีวิตคู่ เรื่องโภชนาการ รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องโรคซึ่งจะขาดไปไม่ได้ และที่สำคัญเรามีการจัดทำคลิปสัมภาษณ์ผู้ที่มีประสบการณ์ในการเอาชนะปัญหาสุขภาพมานำเสนอ ทั้งในรูปแบบของคลิปวีดีโอ บทสัมภาษณ์ สุดท้ายคือกิจกรรมร่วมสนุกกับผู้ติดตาม เน้นการเสริมเพิ่มเติมความรู้มากยิ่ง ๆ ขึ้น

สุดท้าย หน้าร้อนปีนี้อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในวันเดียวกันมีทั้งอากาศร้อน และมีพายุฝนตก หลายคนอาจเป็นหวัด บางคนท้องร่วงธรรมดา บางคนท้องร่วงจากไวรัส และยังมีโรคที่เกี่ยวข้องกับอากาศในช่วงหน้าร้อนอื่น ๆ อีก ดังนั้นการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันก่อนเป็นโรค จึงเป็นสิ่งสำคัญ ฝากผู้ติดตามเว็บทุกท่านดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์


.jpg

1. โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง: เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง (หวาน ดัน มัน)

จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4  พ.ศ. 2551-2 พบว่าโรคและปัจจัยเสี่ยงของโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดอาจมีเพียงปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัย ซึ่งโรคที่ส่งผลกระทบและคนส่วนใหญ่เป็นกันมาก ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง

  • เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่พบบ่อย ทำให้มีคุณภาพชีวิตลดลง เนื่องจากอาการแทรกซ้อนของอวัยวะต่างๆ เช่น โรคปลายประสาทตาเสื่อม จอประสาทตาเสื่อม โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคไต แผลที่เท้า เป็นต้น จากการวิเคราะห์พบว่า หนึ่งในสามของผู้ที่เป็นเบาหวานไม่เคยเป็นเบาหวานมาก่อน ส่วนผู้ที่เคยได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ว่าเป็นเบาหวานแต่ไม่ได้รับการรักษา มีร้อยละ 3 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด ส่วนที่เหลือประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ที่เป็นเบาหวานได้รับการรักษาอยู่และร้อยละ 28.5 ของผู้ที่เป็นเบาหวานทั้งหมดมีระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ต่ำกว่า 126 มก./ดล.
  • ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงของภาระโรคอันดับที่ 5 ของชายไทย และอันดับที่ 2 ของหญิงไทย โดยทำให้เสียชีวิตประมาณปีละ 7 หมื่นราย (ร้อยละ 18) การวิเคราะห์พบว่า จำนวนผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงอยละ 60 ในชาย และ 40 ในหญิง ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน ร้อยละ 8-9 ได้รับการวินิจฉัย แต่ไม่ได้รับการรักษา ประมาณน้อยกว่า 1 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมดได้รับการรักษา แต่ควบคุมความดันโลหิตสูงไม่ได้ตามเกณฑ์ และอีกประมาณ 1 ใน 4 ได้รับการรักษาและควบคุมความดันโลหิตได้
  • ระดับไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับไขมันในเลือดต่างไปจากเกณฑ์ที่เหมาะสม เป็นผลให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) และทำให้เกิดโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular diseases) ตามมา การวิเคราะห์กลุ่มที่มีภาวะไขมันคอเลสเตอรอลรวมสูง (TC>=240 มก./ดล.) พบกว่า ร้อยละ 73 ไม่เคยได้รับการวินิจฉัย ร้อยละ 8 ได้รับการรักษาและสามารถควบคุมได้ สัดส่วนของคนที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยมากที่สุดในกลุ่มอายุ 15-29 ปี และลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น และระดับ HDL-C ที่ต่ำกว่าปกติคือ < 40 มก./ดล. ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง มีร้อยละ 28.6 และมีความชุกต่ำสุดในกลุ่ม 15-29 ปี

ดังนั้น การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดมีความสำคัญ เนื่องจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ (หวาน ดัน มัน) ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ ผู้ที่เป็นโรคกลุ่มนี้จะรู้สึกแข็งแรงสบายดี แต่หากปล่อยปละละเลยด้วยความไม่รู้นาน 5-10 ปีขึ้นไป ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาด ไตเสื่อม ตามัวตาบอด เป็นต้น จึงจำเป็นต้องมีการตรวจคัดกรองโรคกลุ่มนี้ด้วยการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันในเลือดของคนปกติทั่วไป เพื่อค้นหาโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัว และได้รับการดูแลรักษา รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น พฤติกรรมการกิน (หวาน เค็ม มัน) การออกกำลังกายและความเครียด เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว ซึ่งในคนปกติทั่วไปหรือไม่ได้เป็นโรค ควรตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด และความดันโลหิต ดังนี้

  • อายุ 18 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจวัดความดันโลหิต อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • อายุ 20 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับไขมันในเลือด ทุก 5 ปี
  • อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ทุก 3 ปี และเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจทุกปี

 

2. โรคมะเร็ง 3 ชนิดที่ควรตรวจก่อนมีอาการ: มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคมะเร็งสามารถเกิดได้ทุกเพศทุกวัย แต่ในกลุ่มวัยทำงานมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคมะเร็งประมาณร้อยละ 60.12 (ทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล พ.ศ. 2557) จึงต้องมีการตรวจสุขภาพเบื้องต้น เพื่อคัดกรองความเสี่ยงและป้องกันโรคมะเร็ง ปัจจุบันทางการแพทย์ในประเทศไทยมีความเห็นว่ามีโรคมะเร็ง 3  ชนิด ที่มีความจำเป็นในการตรวจคัดกรองค้นหาโรคตั้งแต่ในระยะแรกๆ สำหรับคนทั่วไปไม่มีอาการ ดังนี้

  • มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคมะเร็งที่พบในผู้หญิงร้อยละ 15 ซึ่งเป็นอันดับสอง รองจากมะเร็งเต้านม ส่วนใหญ่ผู้หญิงไม่กล้าไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก สาเหตุเกิดจากความอาย และความกลัว ซึ่งความจริงแล้วหากตรวจพบแต่เนิ่นๆ หรือในระยะแรกสามารถรักษาได้ทันที แต่ทางที่ดีที่สุดคือ การเข้ารับการตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกดังนั้นสตรีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูก ด้วยวิธีการเก็บเซลล์โดยวิธีพื้นฐาน (conventional pap smear) ทุก 3 ปี หรือวิธีป้ายหาความผิดปกติโดยใช้กรดอะซิติก (VIA) ทุก 5 ปี จนถึงอายุ 55 ปีขึ้นไป แล้วตรวจด้วยวิธีการเก็บเซลล์โดยวิธีพื้นฐาน (conventional pap smear)   แทน
  • มะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งที่พบเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 41 ในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ทุกคนสามารถตรวจคลำด้วยตัวเอง ซึ่งต้องตรวจให้ถูกท่า ถูกต้อง และสม่ำเสมอ แต่ปัญหาคือ ถ้าตรวจด้วยตัวเอง บางคนตรวจถูกท่า แต่ไม่รู้ว่าตรวจแล้วเจอมากน้อยเพียงใด ดังนั้น สตรีอายุ 30-39 ปี ควรได้รับการตรวจเต้านมทุก 3 ปี โดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับการฝึกอบรม และอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเต้านมทุกปี ส่วนการตรวจด้วยการถ่ายภาพรังสีเต้านม หรือ แมมโมแรม (mammogram) ควรเป็นดุลพินิจของแพทย์พิจารณาตามความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง สามารถพบได้ในทุกอายุ ซึ่งพบมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ในผู้ชายเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 21 และในผู้หญิงเป็นอันดับสาม คิดเป็นร้อยละ 17.21 รองจากมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก แต่อัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่จะสูงขึ้นในผู้สูงอายุ ดังนั้น อายุ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจอุจจาระ (Fecal occult blood test) ปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ส่วนการตรวจด้วยวิธีการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) นั้น ควรเป็นดุลพินิจของแพทย์พิจารณาตามความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

 

3. พฤติกรรมเสี่ยง: การสูบบุหรี่และการดื่มสุรา

คนวัยทำงานยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพด้วยการสูบบุหรี่และการดื่มสุรา แม้จะรู้ถึงโทษและพิษภัยว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ก็ยังเลือกที่จะดื่มสูบบุหรี่และสุรา ซึ่งการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุรา จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าวัยทำงานสูบบุหรี่และดื่มสุรามากกว่าวัยอื่นอย่างชัดเจน ในปี 2554 วัยทำงานสูบบุหรี่ร้อยละ 19.2 และดื่มสุราร้อยละ 34.2

ทั้งนี้ พฤติกรรมเสี่ยงในการสูบบุหรี่และการดื่มสุราอาจทำให้เกิดโรคในอนาคตตามมา การสูบบุหรี่ยังก่อให้เกิดโรคอีกมากมาย เช่น โรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจและหลอดเลือด ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้เป็นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ หรือโรคหัวใจ ดังนั้น ในการตรวจสุขภาพจะมีการคัดกรองการติดบุหรี่และสุรา โดยการใช้แบบประเมินสภาวะสุขภาพ ได้แก่

แบบประเมินปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์ Alcohol Use Disorders Identification (AUDIT)

แบบทดสอบวัดระดับการติดนิโคติน (Fagerstrom Test for Nicotine Dependence)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.healthcheckup.in.th/article/6
ภาพประกอบจาก : www.thehealthsite.com  



อาการปวดหลัง (Back pain) แบ่งเป็น 2 แบบ อาจพบเพียงแบบใดแบบหนึ่ง หรือ พบร่วมกันก็ได้

  1. ปวดเฉพาะบริเวณแผ่นหลังหรือสะโพก (ก้น)
  2. ปวดร้าวลงขา (น่อง เท้า) ขาชา ขาอ่อนแรง ซึ่งเกิดจากการกดทับเส้นประสาท

  

สาเหตุที่ทำให้ปวดหลัง 

1. ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ความผิดปกติของกระดูกสันหลังตั้งแต่กำเนิด อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังตั้งแต่วัยเด็ก หรืออาจจะมาแสดงอาการในขณะที่อายุมากแล้วก็ได้ ซึ่งเป็นเพราะความเสื่อมสภาพที่เกิดขึ้นในภายหลัง โรคที่พบบ่อยในกลุ่มนี้ได้แก่ โรคกระดูกสันหลังคด ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายจากมี หลังเอียง หลังคด กระดูกสะบักสองข้างสูงไม่เท่ากัน หน้าอกสองข้างนูนไม่เท่ากัน

การรักษาโรคหลังคดมีรายละเอียดมาก ขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่เป็น อายุของผู้ป่วย เช่น การออกกำลังกายกล้ามเนื้อใส่เฝือกหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง การเลือกวิธีรักษาจะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน

2. การใช้งานหลังไม่เหมาะสม เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้บ่อยที่สุด แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ

2.1 อาการปวดหลังจากกล้ามเนื้อ จะมีอาการปวด หลังแข็งเกร็ง ขยับเขยื้อนหลังไม่ได้ อาจมีอาการตัวเอียง เดินลำบาก

2.2 หมอนรองกระดูกส่วนเอวกดทับเส้นประสาท หมอนรองกระดูก เป็นตัวทำให้เกิดความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง และให้ความมั่นคงแข็งแรงกับสันหลัง เมื่ออายุมากขึ้น ส่วนประกอบที่เป็นน้ำภายในหมอนรองกระดูกจะลดลง ทำให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นลดลง ถ้ามีแรงมากระทำต่อหมอนรองกระดูกในลักษณะเฉียง ๆ (ซึ่งมักจะเกิดในท่าก้มลงยกของหนัก) จะทำให้หมอนรองกระดูกแตก ทำให้ปวดหลัง แต่ถ้าหมอนรองกระดูกที่แตกไปกดทับเส้นประสาท จะทาให้เกิดอาการปวดหลัง ร่วมกับมีอาการปวดร้าวไปที่ขา ขาชา หรือขาอ่อนแรง ร่วมด้วย

3. การติดเชื้อ การติดเชื้อที่กระดูกสันหลังส่วนเอว มีสาเหตุคือเชื้อแบคทีเรียกระจายมาตามกระแสเลือดแล้วไปที่กระดูกสันหลัง ทำให้มีไข้ขึ้น และมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรง แต่ถ้าเป็นเชื้อวัณโรค ซึ่งอาการจะค่อยเป็นค่อยไป อาการปวดหลังเพิ่มขึ้นทีละน้อย มีไข้ต่ำ ๆ ในตอนบ่าย น้ำหนักลดลง ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็จะทำให้หลังโก่ง อาจเป็นอัมพาตได้

4. กระดูกสันหลังเสื่อม อาจแบ่งอาการ ของกระดูกสันหลังเสื่อม เป็น

  • ระยะข้อต่อหลวม ความแข็งแรงของข้อต่อกระดูกสันหลังลดลง ทำให้มีการเคลื่อนไหวของข้อต่อมากขึ้น ข้อต่อหลวม มักจะมีอาการปวดเวลาขยับตัวเปลี่ยนท่าทาง เช่น นอนแล้วลุกขึ้นลำบาก แต่ถ้าอยู่นิ่ง ๆ จะไม่ค่อยปวด
  • ระยะข้อติดแข็ง กระดูกงอก ซึ่งเป็นระยะต่อมาที่ร่างกายมีกระบวนการซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างหินปูนมายึดเกาะข้อต่อให้แข็งแรงขึ้น อาการปวดที่เกิดขึ้นเนื่องจากข้อต่อหลวมก็จะหายไป แต่ถ้าหินปูนที่ร่างกายสร้างขึ้นมานั้นมีมากเกินไป จนกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหลังเมื่อเริ่มออกเดินไปได้สักระยะหนึ่ง อาการปวดและชาที่ขาจะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องหยุดเดิน เมื่อนั่งพักอาการจะดีขึ้น ระยะทางที่เดินได้โดยไม่ปวดจะสั้นลงเรื่อย ๆ ตามความรุนแรงของโรค

5. สาเหตุอื่น เช่น ความเครียด ไต อักเสบ ปีกมดลูกอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร ปอดติดเชื้อ หัวใจขาดเลือด  กระดูกแตกยุบตัวจากโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกสันหลังยึดติด (AS) เป็นต้น

 

แนวทางวินิจฉัย

ส่วนใหญ่วินิจฉัยได้จากการถามประวัติและตรวจร่างกาย ไม่ต้องถ่ายภาพรังสี เอกซเรย์ ยกเว้น อาการมาก หรือ รักษาแล้วไม่ดีขึ้น แต่เอกซเรย์ทั่วไป จะเห็นเฉพาะกระดูก ไม่เห็นกล้ามเนื้อ หมอนรองกระดูก เส้นประสาท บางกรณีจึงต้องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือฉีดสีเข้าสันหลัง (Myelogram)

แนวทางรักษา

  • ลดน้ำหนัก งดเหล้า งดบุหรี่ ปรับเปลี่ยนท่าทางในการดำเนินชีวิตประจำวันให้เหมาะสม
  • นอนพัก แต่ไม่ควรพักนานเกินกว่า 2 – 3 วัน เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อลีบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ประคบด้วยความเย็นหรือความร้อน เช่น น้ำแข็งใส่ในถุงพลาสติกแล้วห่อด้วยผ้า หรือผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นประคบ 10 – 15 นาที หรือประคบร้อน 4 นาที สลับเย็น 1 นาที อาจใช้ครีมนวดร่วมด้วยได้ แต่ต้องระวังอย่านวดแรง
  • ยา เช่น ยาบรรเทาปวดลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ วิตามินบำรุงเส้นประสาท
  • กายภาพบำบัด เช่น นวด ดึงหลัง อบหลัง บริหารกล้ามเนื้อ เครื่องรัดหลัง (ไม่ควรใส่นานเพราะกล้ามเนื้อจะลีบ)
  • การบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง ให้แข็งแรง
  • การผ่าตัด ถือว่าเป็นวิธีรักษาวิธีสุดท้าย เมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน เช่น ปวดมากจนรบกวนต่อการดาเนินชีวิตประจาวัน และรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดแล้วไม่ดีขึ้น หรือไม่สามารถกลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ

 

ข้อแนะนาในการดำเนินชีวิตประจำวัน

การนอน : เตียงนอน มีความสูงระดับข้อเข่า ที่นอนมีเนื้อแน่น คือเมื่อนอนแล้วลุกขึ้น ที่นอนจะคืนรูปดังเดิม ไม่ยุบ

ไม่ควรนอนคว่ำ

ควรนอนตะแคงกอดหมอนข้าง หรือนอนหงาย มีหมอนหนุนใต้โคนขา

 

การลุกจากที่นอน ให้เลื่อนตัวมาใกล้ขอบเตียง ตะแคงตัว
งอเข่าและสะโพก ห้อยขาลงข้างเตียง ใช้มือยันตัวลุกขึ้นนั่ง

 

การนั่ง :


เก้าอี้ 
• ความสูงระดับข้อเข่า ส่วนรองนั่ง มีความลึกที่จะรองรับสะโพกและต้นขาได้พอด
พนักพิง เอนไปข้างหลังเล็กน้อย ประมาณ 10 องศา และ มีที่เท้าแขน

นั่งหลังตรงแนบกับพนักพิง ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง นั่งชิดขอบในเก้าอี้
เท้าวางราบกับพื้นเข่างอตั้งฉาก ต้นขาวางราบกับที่นั่ง
ข้อพับเข่าอยู่ห่างจากขอบเก้าอี้ ประมาณ 1 นิ้ว อาจใช้หมอนรองหลังด้วย

 

นั่งขับรถ
• หลังและสะโพกแนบกับพนักพิง พนักพิงเอนไปข้างหลัง 10 องศา
• ขยับเบาะนั่งให้มีระยะพอเหมาะ (เมื่อเหยียบคันเร่งหรือเบรกเต็มที่ เข่าจะงอเล็กน้อยประมาณ 30 องศา เข่าจะสูงกว่าสะโพก)

 

การยืน :
หลังตรง กางขาออกเล็กน้อย น้ำหนักลงที่ส้นเท้าทั้งสองข้าง ไม่ควรสวมรองเท้าส้นสูงมากกว่า 5 นิ้ว
ถ้ายืนนาน ควรขยับเปลี่ยนท่า ยืนลงน้ำหนักบนขาข้างใดข้างหนึ่งสลับกัน หรือสลับเท้าวางบนที่สูง (ประมาณ 6 นิ้ว)

การยกของหรือวางของ :
พยายามให้หลังตรงอยู่ตลอดเวลา ไม่ควรก้มหลังในท่าที่เข่าเหยียดตรง

ยกของ : งอเข่านั่งยอง ยกของชิดลำตัว แล้วลุกยืน

 

หมุนตัว ดีกว่า เอี้ยว

 

หันหลังดัน ดีกว่า ผลักหรือดึง

 

วิธีบริหาร กล้ามเนื้อ หน้าท้อง สะโพกและหลัง

  • เริ่มบริหาร หลังจากอาการปวด เริ่มทุเลา ในช่วงแรก ให้เริ่มบริหารเฉพาะท่าที่ 1 – 4 เท่านั้น
  • ถ้าปวด พอทนได้ ค่อยเพิ่มท่าที่ 5 – 8 (ท่าที่ 1 – 8) ถ้าไม่ปวดหลัง จึงบริหารครบทั้งหมด ( ท่าที่ 1 – 13)
  • ถ้าบริหารแล้วปวดมากขึ้น ให้ลดจานวนครั้ง หรือหยุดบริหารท่านั้นไว้ก่อน ไม่ควรเร่งรีบหรือทำอย่างรุนแรง
  • บริหารทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 – 3 รอบ (ถ้าไม่ปวด อาจทาเพิ่มขึ้นเป็น 10 – 20 รอบ) ควรทำต่อเนื่อง 3 – 4 เดือน

1. ท่าเริ่มต้น นอนหงาย งอสะโพก งอเข่าตั้งฉาก แขนวางราบกับพื้น

 

2. ดึงเข่าชิดหน้าอก ทีละข้าง ค้างไว้นับ 1- 5 ทำซ้ำ 10 ครั้ง

 

3. ดึงเข่าสองข้างชิดหน้าอกพร้อมกัน ค้างไว้นับ 1- 5 ทำซ้ำ 10 ครั้ง

 

4. บิดสะโพกและเข่า ทั้งสองข้าง ซ้าย – ขวา ค้างไว้นับ 1 – 5 ทำซ้ำ 10 ครั้ง

 

5. ยกขา สูงที่สุด ค้างไว้นับ 1 – 5 ทำซ้ำ 10 ครั้ง

 

6. แอ่นหลังขึ้น มากที่สุด ค้างไว้นับ 1 – 5 ทำซ้ำ 10 ครั้ง

 

7. ยกหลังและสะโพกขึ้น มากที่สุด ค้างไว้นับ 1 – 5 ทำซ้ำ 10 ครั้ง

 

8. ยกศีรษะขึ้น เอามือแตะที่เข่า ค้างไว้นับ 1 – 5 ทำซ้ำ 10 ครั้ง

 

9. แอ่น – โก่งหลัง มากที่สุด ค้างไว้ นับ 1 – 5 ทำซ้ำ 10 ครั้ง

 

10. ยกขา ไปด้านหลัง แล้วค้างไว้นับ 1 – 5 ทำซ้ำ 10 ครั้ง

 

ถ้าไม่ปวด ให้ยกขา พร้อมกับยกแขนด้านตรงข้าม ไปข้างหน้า ค้างไว้นับ 1 – 5 ทำซ้ำ 10 ครั้ง

 

11. แอ่นหลัง เอามือดันจนศอกเหยียดตรง ค้างไว้นับ 1 – 5 ทำซ้ำ 10 ครั้ง

 

12. ยกขา สูงที่สุดเท่าที่จะทาได้ ค้างไว้นับ 1 – 5 ทำซ้ำ 10 ครั้ง

 

13. ยกศีรษะและหน้าอก สูงที่สุด ค้างไว้ นับ 1 – 5 ทำซ้ำ 10 ครั้ง

 

ท่าบริหารเพิ่มเติม บริหาร ท่าละ 5 – 10 ครั้ง ทำบ่อย ๆ ทุก 1- 2 ชั่วโมง

 

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์
ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ระบุใต้รูป


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก