ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-Zone-diet-ต้องรู้อะไรบ้าง.jpg

Zone diet คิดขึ้นโดยดอกเตอร์ แบรี่ เชียรส์ (Dr. Barry Sears) ซึ่งเป็นนักชีวเคมี เน้นเรื่องการรักษาสมดุลของสารอาหาร ที่ช่วยทำให้การทำงานของฮอร์โมนจากระบบต่อมไร้ท่อในร่างกายเกิดความสมดุล และช่วยต้านการอักเสบในร่างกาย โดยมีหลักคิดว่าให้รับประทาน ในแต่ละมื้อให้ได้สัดส่วนพลังงานจาก คาร์โบไฮเดรต: โปรตีน: ไขมัน ในสัดส่วน 4:3:3

 

  • คาร์โบไฮเดรต 40% เน้นคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง มีค่าไกลซีมิคต่ำ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ผักทุกชนิด ผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน หมุนเวียนกันไป หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว พวกแป้งขัดขาว ข้าวขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว น้ำตาลทราย น้ำเชื่อม ขนมปังขาว มันฝรั่ง หรือ ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผ่านการแปรรูป ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มอย่างฉับพลัน
  • โปรตีน 30% ไม่จำกัดว่าได้จากอาหารประเภทใด เช่น ไข่ นม ปลา เนื้อไม่ติดมัน ไม่ติดหนัง ขนาดไม่เกินฝ่ามือในแต่ละมื้อ
  • ไขมัน 30% เน้นไขมันที่ดี เช่น ไขมันจากน้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย หรืออโวคาโด ถั่วต่าง ๆ ปลาทะเลน้ำลึกโดยลด/เลี่ยงไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) เพราะจะไปจับกับผนังหลอดเลือดแดง ก่อให้เกิดโรค เช่น โรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงโรคอ้วน

 

กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า สูตรการคุมอาหารแบบ Zone diet เน้นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือ Glycemic control ให้คงที่ โดยการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เสริมด้วยโปรตีนปริมาณที่เหมาะสมและไขมันชนิดดี เพื่อให้เกิดสมดุลของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งเป็นตัวควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วงเวลาดังกล่าว ร่างกายจะสามารถควบคุมกระบวนการอักเสบของร่างกาย รวมถึงฮอร์โมนต่าง ๆ ทำงานได้อย่างดี ในขณะที่การอยู่นอกโซน หรือ Out of Zone เป็นต้นเหตุที่จะนำไปสู่ ภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน โรคเรื้อรังต่าง ๆ รวมไปถึงความแก่ชราก่อนวัยอันควรได้

 

หลักในการกินอาหารสูตร Zone diet คือ

  • ทานมื้อเช้าภายใน 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอน
  • แนะนำให้ทานวันละ 5 มื้อต่อวัน โดยแบ่งเป็นมื้อหลัก 3 มื้อ มื้อว่าง 2 มื้อ
  • สิ่งสำคัญที่สุดของสูตรนี้คือ ระยะเวลาของความถี่ในการทานแต่ละมื้อ ไม่ควรเว้นระยะแต่ละมื้อนานเกิน 4 – 6 ชั่วโมง
  • ควรทานอาหารหลักหลังจากทานของว่างไปประมาณ 2 – 2.5 ชั่วโมง ไม่ว่าจะหิวหรือไม่ก็ตาม
  • ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน

 

ข้อคิดเกี่ยวกับ Zone Diet

  • เน้นเรื่องการกินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง
  • เน้นเรื่องการลดการอักเสบของเซลล์ในร่างกายเป็นสำคัญ
  • การรักษาระดับของฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ฮอร์โมนต่าง ๆ ทำงานได้เต็มที่และสมดุล โดยร่างกายสามารถดึงไขมันที่เก็บสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงานได้ดี
  • อย่างไรก็ดี สูตรไดเอทแบบ Zone diet ถูกวิจารณ์ว่า การลดคาร์โบไฮเดรตจากอาหารบางประเภท จะทำให้ร่างกายขาดกากใยอาหารที่สำคัญต่อร่างกายไปด้วย
  • มีบางการศึกษาวิจัยที่เน้นการกินคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนต่ำกว่าการกินแบบ Zone diet ก็ช่วยลดการเกิดโรคเรื้อรังและโรคอ้วนได้เช่นกัน

 

กินสูตรไดเอทแบบ Zone diet เป็นอีกหนึ่งวิธีการทานอาหารเพื่อการลดและรักษาน้ำหนักให้คงที่ได้อย่างดี นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์ในแง่ของการทำงานที่สมดุลของระบบฮอร์โมนในร่างกาย และการต้านการอักเสบในร่างกายอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.medicalnewstoday.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


14สาเหตุและวิธีจัดการความอ่อนเพลียเหนื่อยล้า.jpg

อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า รู้สึกง่วงหงาว หาวนอนอยู่ตลอดเวลา จนทำให้คุณกลายเป็นคนมีภาพลักษณ์ที่โทรม ขาดพละกำลังที่จะทำงาน ออกกำลังกาย หรือแม้แต่การทำกิจกรรมที่เคยทำได้ดีมาก่อน ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น คุณมีแนวโน้มว่าจะมีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง รีบตรวจสอบแล้วหาทางแก้ที่เหมาะสมกัน   

 

1. นอนหลับไม่พอ

คุณมีแนวโน้มชัดเจนว่า นอนหลับไม่พอ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสมาธิและสุขภาพ เช่น รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการนอนหลับเป็นอันดับต้น ๆ อย่าเคยชินกับการนอนดึก โดยควรนอนให้ได้ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่ถ้าคุณประสบปัญหานอนไม่หลับ ควรพบแพทย์เพื่อหาแนวทางแก้ไขเสีย

 

2. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

คุณอาจไม่รู้ตัวว่าร่างกายของคุณเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea – OSA) ซึ่งทุกครั้งที่เกิดภาวะนี้ จะเป็นการขัดขวางวงจรการนอนหลับ ทำให้แต่ละช่วงการนอนไม่ปกติ กรณีที่สงสัยควรติดต่อขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ วิธีแก้ในขั้นต้นคือ คุณต้องควบคุมน้ำหนักตัว งดสูบบุหรี่ และอาจจำเป็นต้องมีเครื่องมือ CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) เพื่อช่วยให้การหายใจไม่ติดขัดระหว่างนอนหลับ

 

3. กินอาหารไม่พอ

การกินอาหารให้เพียงพอ หรือกินให้สมดุล มีเคล็ดลับง่าย ๆ คือ กินอาหารเช้าทุกวัน และทุกมื้อควรมีอาหารที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต อยู่ด้วย อาทิ กินไข่คู่กับขนมปังโฮลเกรน และในระหว่างมื้อถ้าหิว ให้หาอะไรกินเล็กน้อย เพื่อคงพลังงานในร่างกายให้สมดุล

 

4. ภาวะโลหิตจาง

สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน อาจเกิดอาการอ่อนเพลีย เพราะร่างกายขาดธาตุเหล็ก ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ดังนั้นช่วงที่เป็นประจำเดือนควรทานอาหารประเภท เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ตับ หอย อาหารจำพวกถั่ว และซีเรียลที่อุดมด้วยแร่ธาตุ หรือเลือกกินอาหารเสริมที่มีธาตุเหล็ก

 

5. ภาวะซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้า หลายๆคนมองว่าเป็นเรื่องของจิตใจ อย่างไรก็ตามภาวะดังกล่าวสามารถส่งผลต่อร่างกาย โดยเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า รวมถึงการปวดหัว เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ และอาการอื่น ๆ โดยหากมีอาการเหล่านี้ติดต่อกันหลายสัปดาห์ ควรขอรับคำแนะนำวิธีการรักษาจากแพทย์ทันที

 

6. ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ

ต่อมไทรอยด์ หลั่งไทรอยด์ฮอร์โมน มีหน้าที่ควบคุมเมตาบอลิซึมของร่างกาย ในการเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน แต่เมื่อต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ การเผาผลาญจะช้าลง ทำให้ร่างกายคุณมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า

 

7. ร่างกายรับคาเฟอีนมากเกินไป

หากร่างกายรับคาเฟอีนในปริมาณมากเกินไป จะทำให้ชีพจรหรืออัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตสูงขึ้น บางรายจะตามมาด้วยอาการอ่อนเพลีย ทางออกที่ดีคือ ค่อย ๆ ลดปริมาณกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน แต่ไม่ควรหักดิบ เพราะนั่นจะทำให้อ่อนเพลียมากขึ้นกว่าเดิม

 

8. โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

ผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection – UTI) อาจเคยชินกับอาการปวดปัสสาวะกะทันหัน หรืออาการที่เกี่ยวกับการติดเชื้อ แต่ถ้าเกิดรายกายคุณมีอาการอ่อนเพลียนำ แนะนำให้พบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด โดยแพทย์จะให้ตรวจปัสสาวะและให้ยาปฏิชีวนะในกรณีที่คุณเป็นโรคในกลุ่มนี้

 

9. โรคเบาหวาน

คนที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ เพราะน้ำตาลไม่ได้ถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์แล้วผ่านกระบวนการเมตาบอลิซึมเพื่อให้ได้พลังงาน ร่างกายจึงอ่อนเพลีย เหนื่อยล้าเพราะขาดพลังงาน ดังนั้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย และหากเป็นโรคเบาหวานจริง คุณต้องยอมเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมสุขภาพ โดยต้องควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย รักษาด้วยอินซูลินและยาตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลได้ดีขึ้น

 

10. ร่างกายขาดน้ำ

การอ่อนเพลียของคุณ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าร่างกายกำลังขาดน้ำ ไม่ว่าขณะนั้นคุณจะออกกำลังกาย หรือนั่งทำงาน ถ้าคุณมีอาการหิวน้ำบ่อย ๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า ร่างกายกำลังขาดน้ำ ทางแก้ง่าย ๆ คือ ระหว่างวันควรดื่มน้ำบ่อย ๆ และควรดื่มน้ำ 2 แก้วก่อนออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง ระหว่างออกกำลังกายให้หมั่นจิบน้ำ และหลังเสร็จสิ้นการออกกำลังกายแล้ว ให้ดื่มน้ำอีก 2 แก้ว

 

11. โรคหัวใจ

หากคุณทำกิจกรรมที่เคยทำอยู่ตามปกติ เช่น ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า ตัดหญ้า เล็มต้นไม้ แล้วภายหลังรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ คุณควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คเรื่องของโรคหัวใจหรือสาเหตุอื่นๆ  ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้คุณเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมสุขภาพ รวมถึงการใช้ยาที่จำเป็นเพื่อควบคุมภาวะโรคหัวใจ และช่วยฟื้นฟูกำลังให้กับคุณ

 

12. ทำงานผิดเวลา

การทำงานกะกลางคืน หรือทำงานเวลาไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อวงจรนาฬิกาชีวภาพ แม้จะชดเชยด้วยการนอนหลับกลางวัน แต่การนอนช่วงเวลาดังกล่าวคุณอาจหลับไม่สนิท ทางเลือกของคุณเบื้องต้นคือ จัดห้องนอนให้เหมาะแก่การนอนให้มากที่สุด เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนเต็มที่ หากยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้คุณปรึกษาแพทย์

 

13. แพ้อาหาร

แพทย์หลายๆท่านเชื่อว่า การแพ้อาหารทำให้ง่วงนอน ดังนั้นลองสังเกตดูว่าอาการอ่อนเพลียของคุณ สอดคล้องกับอาหารที่รับประทานไหม ถ้าใช่ให้เลี่ยงอาหารชนิดนั้น หรือพบแพทย์เพื่อทำการทดสอบภาวะแพ้อาหาร ซึ่งจะช่วยบ่งชี้ได้ว่า ร่างกายคุณแพ้อาหารชนิดใด

 

14. กลุ่มอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

หากคุณอ่อนเพลียต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยเฉพาะถ้ามีอาการปวด จะปวดรุนแรงมากกว่าปกติจนไม่สามารถทำงานหรือทำกิจกรรมได้ เป็นไปได้ว่าคุณอาจเป็นโรคไฟโบลไมอัลเจีย (Fibromyalgia) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็นและเนื้อเยื่ออ่อน แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาด แต่บำบัดได้ด้วยการออกกำลังกาย  เปลี่ยนไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมสุขภาพ นอนหลับให้เพียงพอ

 

ทั้งหมดอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้ร่างกายของคุณเกิดอาการ “อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า” ได้ คุณควรหาสาเหตุและวิธีแก้ก่อนที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่หากมีอาการอ่อนเพลียเพียงเล็กน้อย และไม่เกี่ยวข้องกับโรคใด ๆ การออกกำลังกายสม่ำเสมอและการพักผ่อนให้เพียงพอ อาจช่วยคุณได้  

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบ : www.pixabay.com


-นอนไม่พอ.jpg

หลาย ๆ คนที่อ่านเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการนอน จะคิดว่าคนเราต้องนอนให้ได้ 8 ชั่วโมงถึงจะเพียงพอ แต่จริง ๆ แล้วตัวเลข 8 ชั่วโมง เป็นแค่ค่าเฉลี่ย การนอนให้เพียงพอ ของแต่ละคนคือ การนอนจนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเอง และสามารถอยู่ได้จนไม่เพลียตลอดทั้งวัน ซึ่งค่าเฉลี่ยการนอนแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ อาทิ

 

WordPress Tables Plugin

 

รู้ได้อย่างไร นอนหลับไม่พอ

  • เมื่อตื่นมาตอนเช้า เรารู้สึกยังไม่สดชื่น อยากจะนอนต่อไปอีก
  • ในระหว่างวัน เรามีอาการง่วงเหงาหาวนอนอยู่เรื่อย ๆ
  • ถ้ามีโอกาสได้นอนในตอนกลางวัน เราอาจหลับไปภายในเวลา 5 นาทีเท่านั้น

การนอนหลับไม่พอมีผลต่อร่างกายอย่างแน่นอน ถ้าเรานอนหลับน้อยไปเพียงหนึ่งวัน อาจไม่เห็นผลกระทบที่รุนแรงนัก อย่างมากก็แค่ง่วงซึมบ้างในช่วงกลางวัน แต่ครั้นพอตกกลางคืนเมื่อได้นอนอย่างเต็มอิ่มอีกครั้งร่างกายก็จะฟื้นตัวกลับมาสดชื่นได้อีกในวันรุ่งขึ้น แต่ถ้ายังนอนไม่พอ ต่อไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้น

 

ผลกระทบจากการนอนหลับไม่พอ

กระทบต่อกระบวนการคิดและความจำ การนอนหลับมีบทบาทสำคัญต่อการคิดและการเรียนรู้ หากมีการนอนไม่พอโดยเฉพาะช่วงที่สมองมีการจัดระเบียบความคิด ความจำ เชื่อมโยงระหว่างข้อมูลใหม่กับข้อมูลเก่า จะส่งผลต่อกระบวนการคิด ความสามารถในการใช้เหตุผล ความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการแก้ปัญหา การตัดสินใจ และสมาธิในการทำสิ่งต่าง ๆ ลดลง ลืมง่าย ส่งผลให้ไม่สามารถเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้

กระทบต่อสุขภาพร่างกาย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ต้องใช้เวลาในช่วงของการนอนหลับ ผลิตไซโตไคน์ (Cytokines) เซลล์ และแอนติบอดี้สำหรับต่อสู้กับเชื้อโรค ทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ผู้ที่นอนน้อยหรือประสบปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับเรื้อรัง มีโอกาสเสี่ยงป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ได้มากกว่าคนปกติ เช่น โรคหัวใจวาย โรคหัวใจและหลอดเลือด หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน และโรคอ้วน

นอกจากนี้ ยังมีผลเสียต่อร่างกายทางด้านอื่น ๆ เช่น มีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาน้อย ทำให้ผิวเสียและตาบวม มีการหลั่งโกรทฮอร์โมน ซึ่งเป็นฮอร์โมนช่วยในการเจริญเติบโตน้อย ส่งผลต่อมวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกระดูก

กระทบต่อความต้องการทางเพศ การนอนน้อยส่งผลให้แรงขับทางเพศและความสนใจการร่วมเพศลดลง โดยผู้ชายที่ประสบภาวะหยุดหายใจขณะหลับนั้น จะมีฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนลดลง ซึ่งส่งผลให้แรงขับทางเพศลดลง รวมถึงอาจประสบภาวะมีลูกยาก ทั้งในชายและหญิง

กระทบต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ ก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า ผู้ที่นอนน้อยหรือมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับนอนหลับ เกิดอาการซึมเศร้าได้ ทั้งนี้ ภาวะนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการนอนที่พบได้มากที่สุด และเป็นอาการที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะซึมเศร้าอย่างเด่นชัด เนื่องจากภาวะนอนไม่หลับเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้เป็นอันดับแรกของโรคซึมเศร้า นอกจากนี้การอดนอนชนิดรุนแรงสามารถทำให้เกิด อาการหูแว่ว ประสาทหลอน หลงผิด ระแวงกลัวคนมาทำร้าย หรือมีอาการคล้ายคนที่เป็นโรคอารมณ์แปรปรวนหรือโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) ได้

 

ทำให้เกิดอาการงีบหลับสั้น ๆ หรือที่เรียกว่า “หลับกลางอากาศ” หรือ “หลับใน”

เกิดจากการที่สมองส่วนธาลามัส (Thalamus) ของคนที่นอนไม่พอ จะหยุดทำงานช่วงสั้น ๆ แบบชั่วคราว อาจเป็นวินาทีหรือนานถึงครี่งนาที ทำให้เกิดอาการงีบหลับ ไม่ตื่นตัว ไม่ตอบสนองต่อการรับรู้ใด ๆ หรือรับรู้ได้ช้า บางคนเรียกภาวะนี้ว่า “หลับใน” ซึ่งเป็นอันตรายมากถ้าเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังขับรถหรือระหว่างการทำงานที่ต้องใช้ความเร็วหรือความแม่นยำ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.pobpad.com  www.bangkokhealth.com
ภาพประกอบจาก : www.huffingtonpost.com


V-diet.jpg

การทานอาหาร “มังสวิรัติ (Vegetarian diet)” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “กินมัง”  เป็นการเลือกทานพืช ผัก ผลไม้ ไม่ทานเนื้อสัตว์ ด้วยเหตุผลเรื่องความเมตตาต่อสัตว์ ควบคู่ไปกับการรักสุขภาพ  โดยการทาน “มังสวิรัติ” นั้น มีมาตั้งแต่ก่อนศตวรรษที่ 6 ในบางพื้นที่ของโลก อาทิ อินเดีย กรีซ และปัจจุบันมีผู้นิยม “กินมัง” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

 

ปัจจุบันมีผู้ที่นิยมการทาน “มังสวิรัติ” มีหลายแบบย่อย ๆ ตามเหตุผล ความเชื่อ ความศรัทธา ของแต่ละกลุ่ม เช่น

  • มังสวิรัตินมและไข่ (Lacto-ovo Vegetarian) เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ รวมถึงนมและไข่
  • มังสวิรัติปลา (Pescatarian) เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ รวมถึงเนื้อปลา และอาหารทะเล
  • มังสวิรัตินม (Lacto Vegetarian) เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ รวมทั้งนม เนย และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม แต่จะไม่กินไข่ทุกชนิด
  • มังสวิรัติไข่ (Ovo Vegetarian) เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ รวมถึงไข่ แต่ไม่ดื่มนม และผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด
  • มังสวิรัติวีแกน (Vegan) งดทานอาหารที่ทำจากสัตว์ ส่วนประกอบเกี่ยวเนื่องจากสัตว์ รวมถึงงดใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำจากสัตว์ เช่น งดทานน้ำผึ้ง งดใช้กระเป๋าที่ทำจากเนื้อสัตว์ เป็นต้น
  • กึ่งมังสวิรัติ (Semi-vegetarian) เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ ไม่ทานเนื้อสัตว์สีแดง หรือสัตว์ใหญ่ แต่ทานเนื้อปลา เนื้อไก่ นม เนย ไข่ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มนี้บางคนยังไม่จัดว่าเป็นการ “กินมัง”

ทั้งนี้การ “กินมัง” ถ้าทานให้ได้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ พร้อมทั้งมีการออกกำลังกาย และการพักผ่อนที่เหมาะสมแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายโดยรวม คือ การมีสุขภาพที่ดี ปราศจากโรค ร่างกายแข็งแรง และอายุยืน

 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ว่ามนุษย์เราเป็นสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์ โดยร่างกายต้องการสารอาหารที่สำคัญจากทั้งพืชและสัตว์ การไม่กินเนื้อสัตว์อาจส่งผลให้ร่างกายขาดธาตุเหล็ก แคลเซียม โปรตีน วิตามิน D วิตามิน B12 และธาตุสังกะสี จึงจำเป็นต้องศึกษาถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้การ “กินมัง” ของคุณได้ประโยชน์ และไม่ก่อให้เกิดอันตราย

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.medicalnewstoday.com   www.mayoclinic.org
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


5-rules.jpg

มีคำถามจำนวนมากเกิดขึ้น เมื่อคุณตัดสินใจที่จะลดน้ำหนัก อาทิ  ควรลดคาร์โบไฮเดรตหรือลดไขมันดี สามารถกินช็อคโกแลตหรือน้ำผลไม้ได้หรือไม่ ควรออกกำลังกายแบบกระตุ้นการทำงานของหัวในหรือการแบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดี คำถามอาจมีมาก โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการลดน้ำหนัก

 

บทความนี้ต้องการจะบอกว่า ต่อให้คุณสนใจในรายละเอียดมากเพียงใด แต่ถ้าคุณละเลยเรื่องสำคัญ ๆ ไปแล้ว การลดน้ำหนักสำหรับคุณมีโอกาสจะ “ล้มเหลว” มากกว่าประสบความ “สำเร็จ” ตัวอย่างเช่น คุณอาจหยุดกินของหวาน หยุดกินน้ำอัดลมไปได้ แต่ถ้าคุณยังบริโภคอาหารที่มีแคลอรี่มากกว่าที่คุณใช้ในแต่ละวัน น้ำหนักของคุณก็ไม่มีวันลดลง สิ่งเหล่านี้หมายรวมถึงการออกกำลังกายและพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยรวมด้วย

ฟาร์ติมา โคดี้ สแตนฟอร์ด (Fatima Cody Stanford, M.D.) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วน ที่ Massachusetts General Hospital กล่าวถึงกฎการลดน้ำหนักขั้นพื้นฐาน 5 ข้อที่สำคัญ

“ฉันขอแนะนำให้คุณใช้กฎ 5 ข้อนี้ พร้อม ๆ กันในทุกข้อ เว้นแต่คุณจะรู้สึกว่ามันยากเกินกว่าที่จะปฏิบัติตามได้ทั้งหมดในคราวเดียว ให้เริ่มทำไปทีละขั้น โดยเริ่มจากเรื่องของอาหารแล้วค่อยไปทำเรื่องของการออกกำลัง”

 

1. เน้นการรับประทานอาหารไม่แปรรูป และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง

อาหารที่คุณควรรับประทานจริง ๆ คือ “อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พวกโปรตีนที่ปราศจากไขมัน (Lean protein) เช่น ไข่ขาว อกไก่ ปลาเนื้อขาว รวมถึงผัก ธัญพืช และผลไม้” อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ ควรเลือกอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด ข้อมูลจากการศึกษาตีพิมพ์ลงในวารสาร American Journal of Clinical Nutrition ชี้ให้เห็นว่า การบริโภคอาหารโปรตีนสูง (High quality diets) ทำให้ไขมันลดลงได้เกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับการบริโภคโปรตีนทั่วไป (Moderate quality diets) นอกจากนี้ยังระบุว่าการกินผัก และผลไม้ยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย ข้อมูลดังกล่าวสนับสนุนเรื่องที่ว่าทุกคนควรให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินเท่าที่คุณจะทำได้

 

2. เคลื่อนไหวร่างกายทั้งในและนอกฟิตเนส

“การออกกำลังกายไม่ได้ต้องทำ ขณะที่อยู่ในฟิตเนสเสมอไป คุณควรที่จะขยับร่างกายให้ได้ตลอดทั้งวัน” จากบทความตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Clinical Nutrition กล่าวว่า ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายที่ฟิตเนสมากแค่ไหน แต่ถ้าตลอดทั้งวันคุณนั่งอยู่กับที่ไม่คิดจะขยับร่างกายใด ๆ น้ำหนักของคุณก็จะเพิ่มขึ้น ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขของอเมริกา แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิคระดับปานกลาง (Moderate-intensity aerobics)  อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle strength training) เป็นประจำ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

 

3. นอนหลับ พักผ่อนให้มากขึ้น

การอดนอนและปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวมีผลเกี่ยวเนื่องกันโดยตรง  “คุณต้องการการนอนหลับที่มีคุณภาพและต้องทำจนเป็นนิสัย เพราะการนอนมีบทบาทสำคัญในการควบคุมน้ำหนัก” ข้อมูลจากวารสาร Annals of Internal Medicine พบว่าผู้ลดน้ำหนักที่ใช้เวลาในการนอนประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่งต่อคืน สามารถลดปริมาณไขมันในร่างกาย (Body fat) ได้น้อยและมวลกาย (Body mass) เพิ่มมาก (ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ต้องการ) เมื่อเทียบกับคนที่นอนหลับ 8 ชั่วโมงครึ่งต่อคืน การวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าการอดนอนจะไปกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนกรีลิน (Ghrelin) ที่ส่งผลในเรื่องของความอยากอาหาร หมอสแตนฟอร์ดแนะนำว่า ปกติเราควรนอนให้ได้ 7 – 9 ชั่วโมงต่อคืน

 

4. จัดเวลานอนหลับและตื่นนอนด้วยนาฬิกาชีวภาพ

ต่อเนื่องจากข้อ 3 ไม่ใช่แค่ว่าคุณต้องนอนหลับให้เพียงพอเท่านั้น การนอนและตื่นนอนให้ตรงตามวงจรนาฬิกาชีวภาพ (Biological Clock) ยังส่งผลในเรื่องของน้ำหนักอีกด้วย  “ปกติร่างกายจะตื่นตัวในตอนเช้าและง่วงในตอนกลางคืน เมื่อเราทำลายรูปแบบกลไกนี้ เช่น ตื่นกลางคืน นอนกลางวัน จะเป็นการขัดขวางกลไกการทำงานสมองในการควบคุมน้ำหนัก” งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดพบว่า เมื่อพฤติกรรมการดำเนินชีวิตไม่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพ การเผาผลาญปริมาณแคลอรี่จะลดน้อยลงจากปกติร้อยละ 12 – 16  และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องของน้ำหนักตัวและความอ้วน ดังนั้นควรกำหนดเวลาการนอนหลับและการตื่นนอนให้เป็นอุปนิสัย หากคุณต้องทำงานในช่วงเวลากลางคืน ยิ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการลดน้ำหนักเพื่อเป็นการชดเชย

 

5. อย่าเครียดจนเกินไป

แน่นอนว่าพูดง่ายกว่าทำ แต่ถ้าคุณต้องการลดน้ำหนักจริงๆ ถึงเวลาที่คุณต้องควบคุมสติและความนึกคิดให้มากขึ้น เนื่องจากความเครียดสะสมมีผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น จากวารสาร Obesity เมื่อเทียบระดับความเครียดและน้ำหนักตัวพบว่า คนที่มีระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ผลิตเมื่อมีความเครียด เป็นกลุ่มคนที่มีน้ำหนักและดัชนีมวลกาย (BMIs) สูงมากกว่ากลุ่มคนทั่ว ๆ ไป

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.womenshealthmag.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


-วัคซีนมะเร็งปากมดลูก.jpg

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก (หรือที่เรียกว่า Human Papillomavirus หรือ HPV วัคซีน) จะป้องกันไวรัสที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากมดลูกพบในผู้หญิงเกือบ 10,000 คนต่อปีในสหรัฐอเมริกา ทั่วโลกแล้วมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่สาเหตุ การตายที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง วัคซีนมะเร็งปากมดลูกสามารถปกป้องชีวิตและป้องกันความกลัวและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเป็นมะเร็งปากมดลูก และผลตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap tests) ที่ผิดปกติ

 

HPV คืออะไร และมันติดต่อไปยังคุณได้อย่างไร

HPV เป็นไวรัสตระกูลหนึ่งที่เป็นสาเหตุสำคัญมะเร็งปากมดลูกและปัญหาอื่น ๆ เช่น หูดที่อวัยวะเพศ หรือเท้า HPV ยังคงเป็นสาเหตุของมะเร็งที่อวัยวะเพศ ช่องคลอด ทวารหนัก และมะเร็งของศีรษะและคอ ผู้หญิงและผู้ชายจะติดเชื้อ HPV ชนิดที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเคยได้รับเชื้อ HPV ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต

 

จะปกป้องตนเองจากมะเร็งปากมดลูกได้อย่างไร

การตรวจคัดกรองมะเร็งปกมดลูกอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่อายุ 21 ปี หรือภายใน 3 หลังจากเริ่มมีเพศสัมพันธ์จะสามารถตรวจพบปัญหาที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV ก่อนที่มะเร็งจะเกิดขึ้นได้ และปัจจุบันวัคซีนใหม่ที่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ชนิด เป็นที่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิด 70% ของมะเร็งปากมดลูก แต่หากคุณไม่เคยติดเชื้อ HPV มาก่อนเลย โอกาสในการเกิดมะเร็งปากมดลูกก็ค่อนข้างต่ำมาก แต่หนทางเดียวที่จะสามารถป้องกันจากการติดเชื้อ HPV ได้อย่างแน่นอนคือ การงดมีเพศสัมพันธ์ตลอดชีวิต การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งก็สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้

 

ใครควรจะฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกบ้าง

ตามแนวทางปฏิบัติแล้วคือ

  • แนะนำให้ฉีดในเด็กหญิงอายุ 11 – 12 ปีทุกราย
  • สามารถเริ่มให้วัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 9 ปี
  • ในทางอุดมคติ ควรเริ่มให้วัคซีนตั้งแต่ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก แต่ผู้หญิงที่อายุ 26 และมีเพศสัมพันธ์ก็ควรได้รับวัคซีน
  • การให้วัคซีนแนะนำในเด็กหญิงและผู้หญิงอายุ 13 – 26 ปี ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน อย่างไรก็ดีการตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้วัคซีน แก่ผู้หญิงอายุ 19 – 26 ปี ควรมีการคุยระหว่างแพทย์และผู้รับบริการถึงความเสี่ยงที่ผู้รับบริการจะเคยได้รับเชื้อ HPV มาก่อนและประโยชน์ที่จะได้รับจากวัคซีน

 

ทำไมวัคซีนมะเร็งปากมดลูกจึงแนะนำให้ใช้ในเด็ก

โดยอุดมคติแล้ว ผู้หญิงควรได้รับวัคซีนก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เนื่องจากวัคซีนจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในเด็กหรือผู้หญิงที่ไม่เคยได้รับการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุมมาก่อน ดังนั้นเด็กหญิงและผู้หญิงที่ไม่เคยติดเชื้อเหล่านี้ก็จะได้ประโยชน์เต็มที่จากการฉีดวัคซีน

แล้วผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วจะได้ประโยชน์จากวัคซีนหรือไม่

ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วก็ยังคงได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีนอยู่ แต่อาจจะน้อยกว่าเนื่องจากผู้หญิงเหล่านี้อาจจะเคยได้รับเชื้อ HPV มาแล้วไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์เดียวหรือหลายสายพันธุ์ซึ่งเป็นชนิดที่ครอบคลุมโดยวัคซีน

 

ฉันควรจะฉีดวัคซีนหรือไม่ และลูกสาวของฉันควรจะฉีดวัคซีนหรือไม่

มะเร็งปากมดลูกมักจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งมะเร็งเหล่านี้อาจทำให้ผู้หญิงเสียความสามารถในการมีบุตรและคุกคาม ชีวิตของมารดาที่อายุน้อยได้ คุณอาจไม่ทราบว่ามีใครที่เป็นมะเร็งปากมดลูกบ้าง แต่ในสตรีส่วนใหญ่จะทราบว่ามีใครที่ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติ เนื่องจากการติดเชื้อ HPV นั้นพบได้บ่อย จึงมีความเชื่อว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจะสามารถค้นหาคนที่เป็นมีปากมดลูกผิดปกติที่ยังสามารถรักษาได้ ปัจจุบัน ผู้หญิงจะมีทางเลือกที่สำคัญเพิ่มขึ้นในการป้องกัน วัคซีนมะเร็งปากมดลูกจะช่วยป้องกันก้าวแรกของการเกิดมะเร็งปากมดลูกนั่นก็คือการติดเชื้อ HPV การฉีดวัคซีนร่วมกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้

 

ฉีดวัคซีนอย่างไร

ฉีดที่แขนหรือต้นแขน 3 ครั้ง ในวันแรก 2 เดือนและ 4 เดือนหลังจากนั้น โดยภูมิคุ้มกันจะเกิดหลังจากให้ยาครบทั้ง 3 เข็มยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจำเป็นจำต้องฉีดกระตุ้นอีกหรือไม่

 

วัคซีนปลอดภัยหรือไม่

ปลอดภัยมีการศึกษาว่าวัคซีนมีความปลอดภัยค่อนข้างมาก ไม่พบว่ามีไวรัสที่มีชีวิตเหลืออยู่ในวัคซีน ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยหลังฉีดยาคือ มีแดงและเจ็บบริเวณที่ฉีดยา อาการปวดหัว (คล้ายกับจะเป็นไข้หวัด) ก็พบได้บ่อย อาจพบมีไข้ได้ อาการปวดและมีไข้สามารถบรรเทาโดยการให้ยาได้ แต่ก็คล้ายคลึงกับยาทั่วไปก็คือยังคงต้องเฝ้าระวังความปลอดภัยในการใช้วัคซีนต่อไป

 

กลุ่มเด็กหญิงหรือผู้หญิงที่ไม่ควรรับวัคซีนหรือไม่

ไม่ควรฉีดวัคซีนหากยังมีอาการเจ็บป่วยหรือมีประวัติแพ้ยีสต์ หรือตั้งครรภ์อยู่หรืออยู่ในช่วงที่พยายามจะตั้งครรภ์ ความเสี่ยงของการแท้งบุตรค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ดี คล้ายคลึงกับยาใหม่ทั่วไปก็คือยังไม่ทราบความเสี่ยงที่แน่ชัด คุณควรจะฉีดวัคซีน ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มอายุที่มีการแนะนำให้ฉีด หรือแม้แต่อยู่ในช่วงที่กำลังรักษาผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ผิดปกติ หรือเคยมีผล Pap smear ผิดปกติ หูดที่อวัยวะเพศ หรือเคยติดเชื้อ HPV มาก่อนในอดีต

การประกันสุขภาพครอบคลุมค่าใช้จ่ายหรือไม่

บริษัทประกันชีวิตบางแห่งอาจจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายแต่บางแห่งก็ไม่ครอบคลุม บริษัทประกันใหญ่ ๆ ส่วนมากมักจะวางแผนให้ครอบคลุมการฉีดวัคซีนพื้นฐาน อย่างไรก็ดี หลังฉีดวัคซีนอาจจะต้องใช้เวลาสักระยะหลังจากที่วัคซีนนั้นได้ถูกแนะนำให้ฉีดกว่าที่จะมีใช้แพร่หลายและครอบคลุมในการวางแผนสุขภาพ หากคุณต้องตรวจสอบกับบริษัทประกันชีวิตของคุณ ถ้าหากว่าผู้ให้บริการสามารถครอบคลุมการให้วัคซีนพื้นฐานในเด็ก วัคซีนมะเร็งปากมดลูกก็น่าจะครอบคลุมสำหรับเด็กหญิงและผู้หญิงในกลุ่มที่แนะนำ

 

มีวัคซีนสำหรับเด็กชายหรือผู้ชายหรือไม่

ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา แต่ ณ เวลานี้ได้รับการยอมรับให้ใช้เฉพาะกับเด็กหญิงและผู้หญิงเท่านั้น

 

ประสิทธิภาพของวัคซีน HPV เป็นอย่างไร

มีผลการทดลองทางคลินิกจากหลายแห่งพบว่าวัคซีน HPV มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันภาวะเนื้อเยื่อที่เจริญเติบโตผิดปกติ ที่นำไปสู่มะเร็งปากมดลูกได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่ไม่เคยมีประวัติได้ติดเชื้อไวรัส HPV เรื้อรังมาก่อน เนื่องจากการพัฒนาของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติไปเป็นมะเร็งนั้นจะต้องใช้เวลาหลายปี ดังนั้นอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะพบว่าจำนวนการเกิดผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ลดลง อย่างไรก็ดีพบว่ามีการติดเชื้อไวรัส HPV เรื้อรังเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เกิดภาวะเนื้อเยื่อที่เจริญเติบโตผิดปกติและกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด ดังนั้นจึงต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีการลดลงของความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งปากมดลูก

 

วัคซีนออกฤทธิ์ได้นานเท่าไร

วัคซีนจะมีประสิทธิภาพดีที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อ HPV ถ้าใช้ในกลุ่มคนที่ไม่เคยติดเชื้อ HPV มาก่อน ที่สำคัญคือ วัคซีนไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัส HPV ในกรณีที่มีการติดเชื้อเรื้อรังมาก่อนฉีดได้ ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าระยะเวลาการออกฤทธิ์ของ HPV จะอยู่ได้นานเท่าไรหรือจำเป็นต้องฉีดซ้ำเมื่อไร และบ่อยเท่าไร แต่เท่าที่มีข้อมูลล่าสุดในปัจจุบันรายงานถึงระยะเวลาที่วัคซีนจะออกฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสได้นานอย่างน้อย 3 – 5 ปี หรืออาจจะนานกว่านั้น ในอนาคตการติดตามผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนอาจจะให้ข้อมูลมากขึ้นว่าภูมิคุ้มกันของการให้วัคซีนจะลดลงเมื่อไรและจำเป็นต้องฉีดซ้ำเมื่อไร

 

หลังฉีดวัคซีนแล้วจำเป็นต้องตรวจหามะเร็งปากมดลูก (pap smear) อีกหรือไม่

ยังไม่มีคำแนะนำพิเศษเฉพาะสำหรับคนที่ได้รับวัคซีน HPV โดยปัจจุบันยังคงแนะนำให้ปฏิบัติตามแนวทางตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามปกติ ข้อมูลในส่วนนี้อาจจะต้องรอความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในอนาคต

 

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ป่วยควรทราบเกี่ยวกับวัคซีน HPV

ข้อมูลในปัจจุบันคือวัคซีน HPV นั้นปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุ สำคัญของ การเกิดมะเร็งปากมดลูก ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ป่วยควรตระหนักว่าวัคซีน HPVนั้น“ป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV (หูด) เรื้อรัง” แต่ไม่สามารถใช้ในการรักษาการติดเชื้อไวรัส HPV ในคนที่มีการติดเชื้อมาก่อนแล้วได้

ทำไมต้องได้รับวัคซีนมะเร็งปากมดลูก 3 เข็ม

นักวิจัยยังทราบแน่ชัดว่าระดับแอนติบอดี้ควรจะสูงเท่าไรจึงจะป้องกัน HPV 1 ได้ ในการทดลองทางคลินิก นักวิจัยสังเกตว่าระดับแอนติบอดี้ในผู้หญิงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในแต่ละครั้งที่ได้รับวัคซีน เนื่องจากระดับแอนติบอดี้มักจะไม่ลดลงหลังจากหยุดให้วัคซีนก็น่าจะเป็นได้ว่าการเริ่มต้นด้วยแอนบอดี้ระดับสูงจะช่วยป้องกัน HPV ได้ยาวนานขึ้นอาจจะเป็นปีหรือหลายสิบปี และเมื่อเวลาผ่านไป นักวิจัยอาจพบว่า การให้วัคซีนอาจไม่จำเป็น หรือ การให้วัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันซ้ำอีกครั้งอาจจะจำเป็น

 

วัคซีนมะเร็งปากมดลูกให้ประโยชน์ในกลุ่มคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วหรือไม่

มีในการทดลองทางคลินิก Gardasil มีประสิทธิภาพในกลุ่มผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วอายุ 26 ปี หรือต่ำกว่าและในกลุ่มนี้บางคนอาจเคยติดเชื้อ HPV 1 สายพันธุ์หรือมากกว่าแล้ว Gardasil และ Cervarix จะป้องกัน HPV จำเพาะบางสายพันธุ์แต่ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยไม่เคยสัมผัสกับสายพันธุ์เหล่านี้มาก่อน ถ้าหากยิ่งมีจำนวนคู่นอนมากเท่าไหร่โอกาสในการติดเชื้อ HPV หลายสายพันธุ์ก็ยิ่งมีมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญบางคนได้แนะนำให้ผู้หญิงอายุ18 – 26 ปีบอกถึงประวัติเพศสัมพันธ์กับแพทย์เพื่อดูว่าประเมินถึงประโยชน์ที่จะได้จากวัคซีน โดยทั่วไปศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ได้แนะนำให้ฉีดวัคซีนแก่ผู้หญิงอายุ 18 – 26 ปี

 

วัคซีนมีผลข้างเคียงหรือความเสี่ยงต่อสุขภาพหรือไม่

Gardasil และ Cervarix ได้พิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัย อาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยในผู้ป่วย ได้แก่ เจ็บบริเวณที่ฉีดยาตรงต้นแขน ไข้ต่ำหรืออาการคล้ายไข้หวัดก็อาจพบได้ บางครั้งอาจมีอาการเวียนศีรษะหรือเป็นลมเกิดขึ้นหลังฉีดยาได้ โดยเฉพาะในวัยรุ่น แต่โดยรวมแล้ว ผลข้างเคียงที่พบมักจะเล็กน้อย การให้ผู้ป่วยนั่งพักหลังฉีดยา 15นาทีจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นลมได้ อย่างไรก็ดี ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงที่ได้รับรายงานพบได้ในผู้หญิงจำนวนน้อย รวมถึงการแพ้ยาอย่างรุนแรง ภาวะทางระบบประสาท อย่างเช่น เป็นอัมพาตครึ่งซีก อ่อนแรง สมองบวม หรืออาจถึงแก่ชีวิต องค์การอาหารและยาได้เฝ้าระวังผลข้างเคียงเหล่านี้ ปัจจุบัน การรายงานถึงผลข้างเคียงเหล่านี้มักมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยมักจะไม่เกิดจากตัววัคซีนเอง

 

คุณจะป้องกันมะเร็งปากมดลูกอย่างไรหากคุณไม่ได้อยู่ในกลุ่มอายุที่แนะนำให้ฉีดวัคซีน

HPVแพร่กระจายผ่านการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ HPV โดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ควรจำกัดจำนวนคู่นอน การไม่สูบบุหรี่ก็จะช่วยได้เนื่องจากการสูบบุรี่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกถึงสองเท่า

ในการค้นหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้นควรตรวจภายในประจำปี และ Pap tests นอกจากนี้ควรไปพบแพทย์ทันทีที่มี อาการผิดปกติที่อาจเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ เช่น มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ช่วงใกล้วัยหมดประจำเดือนหรือหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว มีตกขาวกลิ่นเหม็นหรือมีเลือดปน ปวดท้องน้อย หรือเจ็บระหว่างมีเพศสัมพันธ์

 

ถุงยางอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อ HPV ได้หรือไม่

การศึกษาปัจจุบันพบว่าการใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำจะช่วยป้องกันการติดเชื้อ HPV อย่างไรก็ดี เนื่องจากถุงยางอนามัยไม่สามารถปกปิดบริเวณที่เป็นจุดแพร่กระจายของ HPV ได้ทั้งหมด มันจึงไม่อาจให้การป้องกันได้เต็มที่ ดังนั้นการใช้ถุงยางอนามัย ในบางครั้งอาจจะไม่สามารถป้องกัน HPV ได้ ควรตระหนักว่าในการป้องกันการติดเชื้อ HPV นั้นควรจะใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะมั่นใจในความสัมพันธ์อย่างไรก็ดี ถุงยางอนามัยจะลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เมื่อใช้ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์และใช้อย่างถูกวิธี

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีการติดเชื้อ HPV

ในส่วนใหญ่ ในคนที่ติดเชื้อ HPV มักไม่มีอาการผิดปกติ หนทางเดียวที่จะทราบได้ว่าคุณมีเชื้อ HPV ก็คือทดสอบหา ไวรัสโดยตรงจากการตรวจ Pap smear หรือการนำเนื้อเยื่อไปตรวจเพิ่มเติมพร้อมกับการทำ Pap smear หนทางเดียวที่จะบอกได้ว่าการติดเชื้อ HPV ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์มะเร็งปากมดลูกก็คือการทำ Pap smearสัญญาณของการติดเชื้อ HPV อาจจะปรากฏในช่วงเวลาเป็นสัปดาห์ เดือน หรือปีหลังจากได้รับเชื้อครั้งแรก ซึ่งก็คือความสำคัญว่าทำไมจึงจำเป็นต้องตรวจอย่างสม่ำเสมอ

 

มีการทดสอบหาเชื้อ HPV หรือไม่

มีการทดสอบ HPV สามารถค้นหาไวรัส HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงที่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเซลล์มะเร็งปากมดลูก อย่างไรก็ดี การทดสอบนี้ไม่สามารถบอกถึงชนิดของ HPV ไวรัสได้อย่างแน่ชัด ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจทั้ง Pap test และ HPV test ในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การทดสอบ HPVสามารถช่วยให้เข้าใจผลการตรวจที่ก้ำกึ่งเกี่ยวกับเซลล์ที่ผิดปกติได้ อย่างไรก็ดีถ้าหากการทำ Pap testไม่แสดงภาวะความผิดปกติก่อนมะเร็งที่แน่ชัด การทดสอบ HPV ก็อาจจะไม่จำเป็น ที่ในที่สุดแล้วการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดมักเกิดจาก HPV

 

HPV สามารถรักษาได้หรือไม่

ในปัจจุบัน ไม่มีการรักษาสำหรับไวรัส แต่มีการรักษาสำหรับการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกที่เกิดจาก HPV ถ้าหากผลการตรวจ Pap และ HPV แสดงว่าเซลล์ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลง คุณควรจะถามถึงทางเลือกในการรักษากับแพทย์เจ้าของไข้ เด็กหญิงและผู้หญิงอายุ 9 – 26 ปี สามารถป้องกันตนเองจาก HPV และปากมดลูกที่เปลี่ยนแปลงจาก HPV โดยการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก ข้อนี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. “คำถามที่พบบ่อย วัคซีนมะเร็งปากมดลูก”.
แหล่งที่มา : https://www.chulacancer.net/ (2 มกราคม 2558)
ภาพประกอบจาก : https://circleofdocs.com

 


banner-editor-featured-image-July-Aug.jpg

บทบรรณาธิการ เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2561

 

สวัสดีครับ

เว็บไซต์ Health2click ในช่วง 2 เดือนนี้ ยังคงเป็นเดือนที่ทีมงานเร่งจัดทำต้นฉบับกันอยู่ โดยกองบรรณาธิการบริหาร จะทยอยอัพเนื้อหาในหลากหลายรูปแบบทั้งที่เป็นบทความ บทสัมภาษณ์ คลิปวีดีโอ อื่น ๆ โดยเนื้อหาจะมาจาก 4 ช่องทางหลัก คือ บทความจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ บทความรีไรท์โดยกองบรรณาธิการ และบทสัมภาษณ์ คลิปวีดีโอต่าง ๆ และสุดท้ายคือ บทความจากเว็บไซต์เพื่อนบ้าน

อีกครั้งสำหรับผู้ติดตามที่เพิ่งเข้ามาอาจสงสัยว่า Health2click เป็นเว็บประเภทไหน คำตอบก็คือ Health2click เป็นเว็บไซต์ที่เน้นการนำเสนอความรู้ในการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรค สำหรับคนวัยทำงาน โดยมีเนื้อหาหลากหลายรูปแบบ อาทิ บทความ บทสัมภาษณ์ คลิปวีดีโอ อินโฟ กราฟฟิค และงานอื่น ๆ นำเสนอผ่านทางเว็บไซต์ และโซเชียล มีเดีย

สำหรับเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ ยังคงเป็นการทยอยเพิ่มเติมเรื่องในทุก ๆ หมวดที่เป็นประโยชน์ เช่น เรื่องภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เรื่องการปรับพฤติกรรมเพื่อลดคอเลสเตอรอล เรื่องการอ่านฉลากยา การเลือกรองเท้ากีฬา เลือกสปอร์ตบราสำหรับสตรี และเรื่องสำหรับผู้หญิง เช่น การมีประจำเดือนมาเร็ว และเช่นเดิมเดือนนี้เรายังมีการจัดทำคลิปสัมภาษณ์ผู้ที่มีประสบการณ์ในการเอาชนะปัญหาสุขภาพมานำเสนอ ทั้งในรูปแบบของคลิปวิดีโอ และบทสัมภาษณ์ อาทิ คลิป “IIFYM..เทคนิคการดูแลสุขภาพสไตล์เชฟฟาง” กับ คลิป “ทำไมคนตะวันตก…สุขภาพแข็งแรงกว่าคนไทย” โดย คุณวาสินี สร้อยสุวรรณ (ปุ่น) และแน่นอนเรายังทยอยอัพข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องโรคซึ่งจะขาดไปไม่ได้เช่นกัน โดยเราจะมีการอัดคลิปวิดีโอ สัมภาษณ์แพทย์เจ้าของบทความถึงเทคนิคเรื่องราวดี ๆ เพิ่มเติมจากเนื้อหาในบทความด้วย

สุดท้าย หน้าฝนปีนี้อากาศยังคงเปลี่ยนแปลง ฝนตกหนัก มีน้ำท่วม บางพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ แต่ถึงวันนี้ ยังโชคดีอยู่ที่กรุงเทพฯ น้ำยังมาไม่มาก คนส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ คงต้องอาศัยแรงใจคนกรุงเทพฯ ส่งไปช่วยพี่น้องต่างจังหวัดที่น้ำท่วมกันด้วย และที่สำคัญอย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยครับ

 

ดร.นพ. พรเทพ ศิริวนารังสรรค์
บรรณาธิการที่ปรึกษา


banner-editor-featured-image-June.jpg

บทบรรณาธิการ เดือนมิถุนายน 2561

 

สวัสดีครับ

เว็บไซต์ Health2click ในเดือนมิถุนายนนี้จะเป็นเดือนที่มีการเพิ่มเติมเนื้อหาครั้งใหญ่ โดยกองบรรณาธิการบริหาร จะทยอยอัพเนื้อหาในหลากหลายรูปแบบทั้งที่เป็นบทความ บทสัมภาษณ์ คลิปวีดีโอ อื่น ๆ โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะมีการอัพเรื่องใหม่ ๆ ให้มากกว่า 30 – 50 เรื่องต่อเดือน ซึ่งในขณะนี้ทีมงานมีต้นฉบับอยู่แล้ว ราว ๆ 600 เรื่อง ไม่นับเรื่องที่อยู่ในระหว่างติดต่อแพทย์เขียนต้นฉบับอีกจำนวนหนึ่ง

สำหรับผู้ติดตามที่เพิ่งเข้ามาอาจสงสัยว่า Health2click เป็นเว็บประเภทไหน คำตอบก็คือ Health2click เป็นเว็บไซต์ที่เน้นการนำเสนอความรู้ในการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรค ทั้งจากการแปลสรุปเนื้อหาจากเว็บไซต์ต่างประเทศ  บทความ บทสัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญ งานคลิป งานกราฟฟิค งานไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวกับสุขภาพของคนวัยทำงาน

สำหรับเดือนมิถุนายน ยังคงเป็นการทยอยเพิ่มเติมเรื่องในทุกๆหมวดที่เป็นประโยชน์ เช่น เรื่องพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพของคุณ ข้อผิดพลาดในการลดน้ำหนัก การออกกำลังกายที่ทำอยู่ ถูกหรือผิด โรคซึมเศร้าที่อาจเป็นไปโดยไม่รู้ตัว ลดภูมิแพ้โดยวิธีธรรมชาติ เรื่องความลับอันยืนยาวสำหรับผู้ที่มีอายุยืนเป็นหมื่นปี หรือเรื่องของคุณผู้หญิง เช่น วัยที่มีประจำเดือนครั้งแรก บอกอะไร และเช่นเดิมเดือนนี้เรายังมีการจัดทำคลิปสัมภาษณ์ผู้ที่มีประสบการณ์ในการเอาชนะปัญหาสุขภาพมานำเสนอ ทั้งในรูปแบบของคลิปวีดีโอ และบทสัมภาษณ์ และแน่นอนเรายังทยอยอัพข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องโรคซึ่งจะขาดไปไม่ได้เช่นกัน โดยเราจะมีการอัดคลิปวีดีโอ สัมภาษณ์แพทย์เจ้าของบทความถึงเทคนิคเรื่องราวดี ๆ เพิ่มเติมจากเนื้อหาในบทความด้วย

สุดท้าย ต้นหน้าฝนปีนี้อากาศยังคงเปลี่ยนแปลง ในวันเดียวกันมีทั้งอากาศร้อนจัด และมีพายุฝนตก แถมน้ำรอระบาย หลายคนอาจเป็นหวัด และยังมีโรคจากการติดเชื้อหรือจากยุงเป็นพาหะ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคมาลาเรีย  และยังมีโรคที่เกี่ยวข้องกับหน้าฝนอื่นๆอีก ดังนั้นการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันก่อนเป็นโรค จึงเป็นสิ่งสำคัญ ฝากผู้ติดตามเว็บทุกท่านดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ

 

ดร.นพ. พรเทพ ศิริวนารังสรรค์


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก