ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบบ่อยและยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ส่วนใหญ่เกิดกับผู้สูงอายุ เมื่อเป็นแล้วจะทำให้มีอาการปวดและเวียนศีรษะ นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจโต เส้นโลหิตเปราะ โรคไต และอัมพาต

 

องค์ประกอบต่าง ๆ ที่อาจนำมาซึ่งการเป็นโรคความดันโลหิตสูง คือ

  1. พันธุกรรมและพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น ชอบกินเค็ม และมีอาการเครียด
  2. มีความผิดปกติที่ระบบสมองส่วนควบคุมความดันโลหิต
  3. มีความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด
  4. มีไขมันในเลือดมาก
  5. ผนังหลอดเลือดมีโซเดียมมาก มีน้ำมาขังสูงเกินปกติ
  6. ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายโซเดียม (เกลือ) ที่รับประทานเข้าไปได้ดีเท่าคนปกติ

และการใช้สมุนไพรในการรักษา ยังไม่มีผลงานวิจัยที่เด่นชัดว่ารักษาโรคความดันโลหิตสูงได้ ในตำรายาไทยจึงเน้นการป้องกันและบรรเทาอาการ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ระดับความดันโลหิตสูง เช่น อาการนอนไม่หลับ มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ขับปัสสาวะลำบาก ซึ่งสมุนไพรที่ช่วยรักษาตามอาการ มีดังนี้


สมุนไพรคลายเครียดแก้นอนไม่หลับ
จะเป็นในกลุ่มสมุนไพรที่มีรสขม ได้แก่

ขี้เหล็ก  ใบอ่อนและดอกมีสารจำพวกโครโมน และสารแอนตร้าควิโนน มีฤทธิ์ระบาย สารสกัดจากใบมีฤทธิ์ในการกล่อมประสาททำให้นอนหลับดี

ระย่อม  ใช้รากมีฤทธิ์กล่อมประสาท ทำให้เจริญอาหาร และนอนหลับดี นอกจากนั้นในรากระย่อมยังมีสารแอลคาลอยด์ ที่สำคัญ คือ เรเซอบีน มีฤทธิ์ลดความดันโลหิตอย่างดี


สมุนไพรที่ช่วยลดไขมันในเลือด
ได้แก่

น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย  จากการทดลองทั้งในสัตว์และคน สามารถลดไขมันในหลอดเลือด และทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้

น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย

 

กระเทียม  มีสารอัลลิซินที่มีฤทธิ์ลดไขมันในหลอดเลือดได้

กระเทียม

 

ถั่วเหลือง  มีกรดอะมิโน เลซิลิน และวิตามิน อี สูง จะช่วยลดไขมันในหลอดเลือด

ถั่วเหลือง


สมุนไพรที่ช่วยขับปัสสาวะ
ได้แก่

หญ้าหนวดแมว  ใช้ใบอ่อนเนื่องจากมีเกลือโพแทสเซียมสูงแต่ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยโรคหัวใจ

หญ้าคา  รากหญ้าคามีสารอะรันโดอิน และไซลินดริน และกรดอินทรีย์หลายชนิด

ขลู่  ในใบขลู่มีสารเกลือแร่ โซเดียมคลอไรด์ ที่ออกฤทธิ์ขับปัสสาวะได้


หมายเหตุ
การใช้สมุนไพรร่วมกับการรักษาโรคความดันโลหิตสูง จำเป็นต้องระมัดระวังและปรึกษาแพทย์เป็นประจำ เพราะเรายังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แน่ชัด การใช้สมุนไพรเข้าร่วมอาจจะส่งผลอันตรายต่อสุขภาพได้

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


.jpg

ตำลึง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Coccinia grandis Voigt. จัดอยู่ในวงศ์ Cucurbitaceae มีชื่ออื่นว่า ผักแคบ (ภาคเหนือ) แคเด๊าะ (กะเหรี่ยง, แม่ฮ่องสอน) จัดเป็นไม้เถา ตามข้อมีมือเกาะเพื่อยึดติดกับต้นไม้อื่น พบทั่วไปในพื้นที่รกร้าง มีประโยชน์ทั้งด้านอาหาร และด้านยารักษาโรค คือ

 

ประโยชน์ด้านอาหาร

ส่วนที่นิยมนำมาทำอาหาร คือ ใบ ส่วนนี้นับเป็นส่วนที่ให้คุณค่าทางอาหารสูง ทั้งในส่วนของวิตามินเอ ที่ช่วยในการบำรุงสายตา ธาตุเกลือแร่ แคลเซียม ช่วยบำรุงเลือด เหล็กบำรุงกระดูกและฟัน วิตามินซี ทำให้ผิวพรรณผ่องใส นอกจากนั้นก็มีธาตุฟอสฟอรัส เหล็ก โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตด้วย ทำอาหารประเภทผักลวกจิ้ม แกงจืด ต้มเลือดหมู และก๋วยเตี๋ยว ส่วนผลตำลึงก็สามารถนำมาปรุงอาหารได้เช่นกัน แต่ไม่ค่อยนิยม

 

ประโยชน์ด้านยา

ในตำรายาไทยมีการบันทึกไว้ว่า ตำลึงมีรสเย็น สามารถนำมาใช้เป็นยาได้ทุกส่วน คือ ใบ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้เจ็บตา ตาแดง ตาแฉะ ราก ดับพิษ รักษาโรคตา เถา รักษาโรคตาเจ็บ ต้น แก้โรคผิวหนัง ลดน้ำตาลในเลือด

 

ในส่วนของการลดน้ำตาลในเลือดนั้น ได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อยืนยันข้อมูลที่แน่ชัด พบว่า สารสกัดตำลึงด้วยแอลกอฮอล์ สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ทั้งในสัตว์ทดลองและคน แต่ได้ในระยะเวลาสั้น นอกจากนี้ยังพบว่า ใบและเถาตำลึง มีฤทธิ์ย่อยแป้งได้ จึงเป็นผลดีที่ใช้เป็นอาหาร เพราะเท่ากับรับประทานยาช่วยระบายไปด้วย ทำให้ท้องไม่อืดเฟ้อ แต่ในกรณีนี้ต้องรับประทานตำลึงสด เพราะน้ำย่อยตำลึงจะถูกย่อยสลายได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน

 

ภาพประกอบจาก: www.agtrace.agri.cmu.ac.th


6-เหตุผล-ที่ทำให้อุจาระท้องร่วงมีสีแดง-1-1.jpg

อุจจาระที่บ่งบอกว่าร่างกายแข็งแรง มักมีลักษณะเป็นของแข็ง มีความอ่อนนุ่มและสีน้ำตาล ส่วนถ้าเป็นโรคอุจจาระร่วง (Diarrhea) อาหารจะมีการย่อยสลายและผ่านลำไส้เร็วเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาในการสร้างมวลแข็ง ทำให้สิ่งต่างๆ ออกมาในรูปของของเหลว ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นสัญญาณของอาการป่วยที่ร้ายแรงเสมอไป หากจะหาสัญญาณของการเกิดโรค สีที่ปะปนออกมากับอุจจาระอาจให้ข้อมูลมากกว่า

 

สาเหตุทำให้อุจจาระร่วงมีสีแดง

การมีสีแดงหรือเลือดปะปนมาพร้อมกับท้องเสียอาจจะเป็นสัญญาณเตือน หรือบ่งบอกถึงสาเหตุต่างๆ มากมายที่เป็นไปได้ดังนี้

  1. เป็นโรคบิด
    โรคอุจจาระร่วงที่มีเลือดออกมาด้วย จะเรียกว่าโรคบิด (Dysentery) โดยต้นเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคบิด คือแบคทีเรียชิเกลล่า (Shigella) หรือปรสิตชนิด Entamoeba histolytica ซึ่งสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง จนทำให้เกิดการอักเสบในลำไส้มากพอที่จะทำให้เลือดออกได้
  2. จากการกินอาหารที่มีสีแดง
    อาหารที่มีสีแดงตามธรรมชาติ หรือใส่สีผสมอาหารสีแดง เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนสีของอุจจาระได้ โดยโรคท้องร่วงที่อุจจาระมีสีแดงก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น หากอาหารเหล่านั้นเกิดการบูด เสียและถูกกินเข้าไป ทำให้เกิดอาหารอาหารเป็นพิษตามมา โดยอาหารที่สามารถส่งผลต่ออุจจาระให้เป็นสีแดง เช่น แตงโม มะละกอ มะเขือเทศ
  3. จากเลือดออกในทางเดินอาหาร
    มีปัจจัยหลายประการในการส่งผลให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร (Gastrointestinal bleeding) อาทิ ติ่งเนื้อในลำไส้ (Colon polyps) ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease : IBD) หรือแม้แต่มะเร็ง ในกระเพาะอาหาร(Gastric cancer) โดยเลือดที่ออกมามากๆ อาจทำให้เกิดอุจาระที่ออกมามีสีแดง
  4. จากโรคริดสีดวงทวาร
    ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoid) เกิดจากการที่หลอดเลือดแดง บวมขึ้น ภายในบริเวณลำไส้ ส่วนปลายหรือทวารหนัก ถือว่าเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของอาการท้องร่วงเป็นสีแดง
  5. จากการใช้ยาบางชนิด
    ยาบางชนิดจะมีผลข้างเคียง (Side effect) ทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร และอาจนำไปสู่การอุจจาระร่วง ยาที่ทำให้อุจจาระสีแดง อาจรวมถึงยาปฏิชีวนะที่เป็นของเหลวด้วยก็ได้
  6. จากรอยฉีกที่ทวารหนัก
    บางครั้งรอยขีดข่วน หรือรอยฉีกในบริเวณทวารหนัก อาจทำให้อุจจาระที่ผ่านออกมาเปื้อนเลือดได้ ในกรณีนี้อาจเป็นเพียงสีแดงติดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

สาเหตุที่ทำให้อุจจาระมีสีอื่น ๆ

และถ้าคุณมีข้อสงสัยขึ้นมา ว่าแล้วอุจจาระสีอื่นล่ะ หมายความว่าอะไรกันบ้าง เราก็เตรียมคำตอบมาให้แล้วเช่นกัน

  • อุจจาระสีดำ
    อุจจาระสีดำหรืออุจจาระที่มีความหนาแน่นของกากใยต่าง ๆ สามารถบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ ที่อาจมีเลือดออกในทางเดินอาหาร(Gastrointestinal bleeding) และหากมีอาการอุจจาระร่วงเป็นสีดำ  อาจชี้ไปที่เลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน เพราะเลือดสีแดงจะเดินทางผ่านลำไส้ ทำให้มีเวลามากพอในการเปลี่ยนเป็นสีที่ดำคล้ำขึ้น แต่จะมีอาหารบางชนิดเช่นกัน ที่สามารถทำให้อุจจาระเปลี่ยนเป็นสีดำ ตัวอย่างเช่น น้ำองุ่นเข้มข้น หรือชะเอม
  • อุจจาระสีเขียว
    อุจจาระสีเขียวอาจเกิดจากการมีน้ำดี (Bile) ปนมาในอุจจาระ หรือแม้แต่การได้รับธาตุเหล็กมากขึ้นอาจทำให้อุจจาระกลายเป็นสีเขียวเข้มได้เช่นกัน
  • อุจจาระสีซีดอ่อน
    อุจจาระสีซีดหรือสีเทา อาจบ่งบอกถึงนิ่วในถุงน้ำดี ลองสังเกตว่า หากปัสสาวะมีสีเข้มร่วมด้วย คือสัญญาณเพิ่มเติม ว่าต้นเหตุมาจากถุงน้ำดีหรือตับรวมถึงการกินยาลดกรดบางชนิดที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์อาจทำให้อุจจาระซีดจางได้
  • อุจจาระสีเหลืองเยิ้มๆ
    อุจจาระสีเหลืองอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือ มีการดูดซึมของอาหารทางลำไส้ ไม่ปกติ

 

แนวทางการรักษา

เมื่อรู้ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดอุจาระร่วงเป็นสีแดงกันไปแล้ว มาถึงขั้นตอนการรักษาในรูปแบบต่างๆ ซึ่งโดยพื้นฐาน การจิบน้ำบ่อยๆ เป็นวิธีง่ายๆ ที่สามารถช่วยได้ เมื่อคนเรามีอาการท้องเสีย จะเกิดการสูญเสียน้ำจำนวนมากผ่านทางอุจจาระ การจิบน้ำหรือดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่จะช่วยทดแทน และป้องกันอาการขาดน้ำได้

ทั้งนี้อุจจาระร่วงมักเป็นวิธีที่ร่างกายใช้กำจัดไวรัสที่ไม่พึงประสงค์ แทนที่จะให้ยาเพื่อให้ลำไส้ทำงานหรือบีบตัวน้อยลง เป็นเหตุให้เชื้ออยู่ในร่างกายนานขึ้น แพทย์อาจพิจารณาปล่อยอาการอุจาระร่วงให้เป็นไปตามธรรมชาติโดยจะหายได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม หากอาการอุจจาระร่วงนั้นเรื้อรัง อาจต้องใช้การรักษาเพิ่มเติม อย่างวิธีให้สารเหลวทางหลอดเลือดดำและยาเพื่อลดอาการบีบรัดในช่องท้อง หากอาการอุจาระร่วงมีสีแดงเป็นเพราะยาระหว่างการรักษา ควรมีการพูดคุยกับแพทย์ที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำ

ในกรณีที่เป็นโรคอุจาระร่วงที่รุนแรง หรือเรื้อรัง หรือกรณีมีเลือดออกไม่ทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอย่างแน่ชัด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ท่านทันที

 

ว่าด้วยการป้องกัน อุจจาระร่วงมีสีแดง

ด้านการป้องกันอุจจาระร่วง หากอาการอุจจาระร่วงมีสีแดงเป็นผลมาจากโรคบิดหรือการติดเชื้อมีหลายวิธีเพื่อป้องกัน เช่น

  • ทำความสะอาดพื้นที่เตรียมอาหารให้สะอาดอยู่เสมอ
  • ปรุงอาหารให้สุก โดยอาหารดิบมีแนวโน้มที่จะมีเชื้อแบคทีเรียชิเกลล่า (Shigella) แฝงอยู่
  • ดื่มน้ำดื่มบรรจุขวดหรือน้ำต้ม เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ
  • หลีกเลี่ยงการมีสัมผัสทางเพศกับบุคคลที่มีอาการอุจาระร่วง หรือผู้ที่เพิ่งป่วยด้วยเชื้อชิเกลลา
  • ห้ามดื่มน้ำที่ไม่ใช่น้ำเพื่อดื่มโดยเฉพาะ เช่น น้ำจากทะเลสาบหรือแม่น้ำ
  • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากสัมผัสพื้นผิวที่อาจมีการปนเปื้อนหรือเพิ่งเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็กมา
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีการย้อมสีแดง และอาหารที่มีแนวโน้มจะบูด เน่าเสีย ที่สามารถจะเป็นต้นเหตุของอุจจาระร่วงได้

 

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ว่าเมื่อใหร่ที่ควรจะไปพบแพทย์ สังเกตตัวเองว่าถ้ามีอาการหนาวสั่นและมีไข้ควบคู่กับโรคอุจจาระร่วงที่มีสีแดง หรืออุจจาระร่วงเป็นเลือดจำนวนมาก อาจเป็นสัญญาณของเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ดังนั้นจึงควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

ส่วนอาการที่ควรไปพบแพทย์ หากมีอาการอุจจาระร่วง แต่ไม่ได้เป็นสีแดงมีดังนี้

  • หนาวสั่นควบคู่กับมีอาการท้องร่วง
  • มีอาการอุจจาระร่วงต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 สัปดาห์
  • เป็นลม (Fainting) จากการท้องร่วง
  • มีไข้สูง33 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า
  • อุจจาระร่วงรุนแรง ติดต่อกันนานกว่า 2 วัน
  • อาเจียน
  • ปวดหรือเป็นตะคริว มีอาการที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง

 

อุจจาระร่วงธรรมดา ไม่ได้เป็นความผิดปกติที่น่ากังวลเสมอไป แต่การเสียเลือดอย่างรุนแรงหรือต่อเนื่องอาจเป็นกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์ เพราะฉะนั้นควรดูแลและสังเกตตัวเองอย่างถี่ถ้วน เพื่อเตรียมพร้อมพบแพทย์อย่างทันท่วงที

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.medicalnewstoday.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


5-ปัจจัยทำให้หนุ่มสาววัยทำงาน-นอนไม่หลับ.jpg

นอนไม่หลับเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน ถ้าเป็นครั้งคราวอาจจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่การนอนไม่หลับสะสมจนทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายหลายประการ เช่น เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคอ้วน เบาหวานและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ไม่นับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยมีการสำรวจวัยทำงานพบสูงถึง 35% ที่เคยอยู่ในภาวะนอนไม่หลับ

 

อาการนอนไม่หลับของแต่ละคนแตกต่างกันหรือไม่

จากความรู้เรื่อง “หลับอย่างมีคุณภาพ เป็นอย่างไร” จะพบว่าอาการนอนไม่หลับ และหลับยากของแต่ละคนนั้น อาจแตกต่างกัน มีทั้งใช้เวลาก่อนหลับนานเกินครึ่งชั่วโมง หลับแล้วแต่ไม่สนิท มีตื่นกลางดึก บางครั้งตื่นมาแล้วหลับต่อไม่ได้อีก ซึ่งอาการนอนไม่หลับนั้นเกิดได้กับทุกคนแต่ปกติจะเกิดในช่วงสั้น ๆ ไม่เกิน 1 – 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งในทางการแพทย์ยังไม่ถือว่าเป็นโรคที่ต้องรักษา เพียงการปรับพฤติกรรมทางสุขภาพโดยเฉพาะช่วงใกล้เวลานอน และปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการนอน ก็พอจะหลับได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากอาการนอนไม่หลับเป็นติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน แม้จะปรับพฤติกรรมทางสุขภาพแล้ว ปรับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการนอนอย่างเต็มที่แล้ว ก็ยังไม่สามารถนอนหลับอย่างเป็นปกติ ตื่นเช้ามายังมีความรู้สึกอย่างนอนอยู่ ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ตกกลางวันยังง่วงนอนอยู่ ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้เป็นปกติได้ อาจเข้าข่ายเป็นโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) ซึ่งต้องเข้าพบแพทย์เพื่อรักษาก่อนที่จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพและผลเสียด้านอื่น ๆ ตามมา

  

5 ปัจจัย ทำให้นอนไม่หลับในวัยทำงาน  

นอนไม่หลับในวัยทำงาน เกิดได้จากหลายสาเหตุ และในคนที่นอนไม่หลับก็มักจะมาจากสาเหตุมากกว่าหนึ่งสาเหตุด้วยกัน โดยบางสาเหตุเป็นผลจากคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี ทำให้เกิดการเจ็บป่วย และการเจ็บป่วยทางกายเอง ก็ส่งผลทำให้นอนไม่หลับ วนเวียนเช่นนี้ได้ การจะรักษาอาการนอนไม่หลับให้หายได้นั้นจะต้องอาศัยการแก้ปัญหาแบบองค์รวม เพื่อลดทุกปัจจัยที่มีส่วนทำให้นอนไม่หลับ โดยหลัก ๆ แล้วอาการนอนไม่หลับ โดยเฉพาะในวัยทำงานจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยดังต่อไปนี้

  • อาการนอนไม่หลับจากความเครียด ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะคล้ายกับถูกกระตุ้นตลอดเวลาทำให้นอนไม่หลับ ซึ่งบางทีผู้ที่นอนไม่หลับก็อาจจะไม่รู้ว่าตนเองมีความเครียดหรืออยู่ในภาวะเครียด ขณะเดียวกันเมื่อการนอนไม่หลับแม้อาจมาจากเหตุอื่น แต่พอต่อเนื่องเป็นเวลานานขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบให้เกิดภาวะเครียดอีกได้
    .
    ส่วนสาเหตุที่ทำให้เครียดในวัยทำงานมีหลายประการ เช่น ความกดดันในภาระงาน ความกดดันจากปัญหาความสัมพันธ์ทั้งครอบครัว ภรรยา ลูกและที่ทำงาน รวมถึงความกดดันทางด้านการเงิน  หากมีอาการนอนไม่หลับช่วงไหน ให้สำรวจดูเรื่องความเครียด ถ้าใช่รีบหาสาเหตุและแก้ในทันที
    .
  • อาการนอนไม่หลับกับตารางชีวิต ในทางทฤษฎีร่างกายของคนเราจะมีสิ่งที่เรียกว่านาฬิกาชีวภาพ (Biological clock) เป็นของตัวเอง ซึ่งคอยความคุมการตื่นและการนอน ซึ่งหากเราเข้านอนและตื่นในเวลาที่ไม่คงที่จะทำให้นาฬิกาชีวภาพนี้รวนได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ๆ ก็คือในคนที่เดินทางไปต่างประเทศแล้วมีอาการเจ็ทแลค หรือในคนที่ทำงานเป็นกะ ต้องสลับกลางวันกลางคืนบ่อย ๆ ก็จะทำให้นอนหลับได้ยาก
    .
    หากมีอาการนอนไม่หลับช่วงไหน ให้สำรวจดูว่ามีการเปลี่ยนไปอยู่ในสถานที่นอกเขตเวลาเดิมไหม หากนอกเขตเวลา ร่างกายต้องมีการปรับตัวสักระยะ แต่ถ้าในเขตเวลาเดิม ต้องมองย้อนดูเวลาเข้าและตื่นนอนของตนเอง ว่าสม่ำเสมอใกล้เคียงกับเวลาปกติไหม
    .
  • อาการนอนไม่หลับกับกิจกรรมที่ทำ โดยเฉพาะช่วงก่อนเวลานอน กิจกรรมที่ทำและอาหารที่รับประทาน หากไม่เหมาะสมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนไม่หลับได้เช่นกัน เช่น
    • ทำกิจกรรมที่ใช้สมองหนักในช่วงก่อนเข้านอน เช่น ทำงานจนค่ำ เล่นเกม เล่นคอมพิวเตอร์ หรือใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ
    • ทำงานหรือทำกิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมที่ใช้สมองบนเตียง จะทำให้สมองจดจำว่าเตียงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ทำงาน ทำให้เวลาต่อ ๆ มาจะไม่รู้สึกง่วงนอนเมื่ออยู่บนเตียง
    • นอนหลับในตอนกลางวัน จะทำให้ไม่ง่วงในตอนกลางคืนและนอนหลับได้ยาก
    • อาหารการกินเองก็มีผลกับการนอนหลับ อย่างที่ทราบกันดี เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ จะทำให้ไม่ง่วง ในทางตรงกันข้ามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากจะทำให้ง่วงและหลับง่าย
      .
      หากมีอาการนอนไม่หลับช่วงไหน ลองสำรวจกิจกรรมที่ทำโดยเฉพาะในช่วงใกล้เวลานอน โดยปรับพฤติกรรมหรือนิสัยเพื่อให้เอื้อต่อการนอนหลับลึกมากขึ้น 6 นิสัยทำแล้วนอนหลับลึก แน่นอน
      .
  • อาการนอนไม่หลับกับสุขภาพจิต สุขภาพจิตในบางเวลาไม่เอื้อต่อการนอนหลับ เช่น มีความวิตกกังวลงานไม่เสร็จ รู้สึกซึมเศร้า หดหู่จากบางสิ่งไม่เป็นดังใจ ตื่นตระหนกแพนิคจากการต้องทำอะไรที่ไม่คุ้นเคย สถานการณ์เหล่านี้ทำให้คนในวัยทำงานบางคนนอนไม่หลับโดยไม่รู้ตัว
    .
    หากมีอาการนอนไม่หลับช่วงไหน ให้สำรวจสุขภาพจิตของตนเอง มีความวิตกกังวล ซึมเศร้า หดหู่ แพนิค ในเรื่องใดหรือไม่ ถ้ามีให้หาวิธีปรับลดให้น้อยลง จนใกล้เคียงปกติหรือเปลี่ยนความวิตกกังวล เป็นแรงผลักดันในการจัดการกับเรื่องราวต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น
    .
  • อาการนอนไม่หลับกับสุขภาพกาย ความเจ็บป่วยทางกายแทบทุกอย่างสามารถทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้แทบทุกโรค แม้แต่โรคประจำตัวที่มักไม่ได้มีอาการแสดงอะไรชัดเจน เช่น โรคเบาหวานก็อาจทำให้นอนไม่หลับได้จากอาการกระหายน้ำ และปัสสาวะบ่อย และโรคที่รบกวนการนอนได้มากอย่างนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจโต
    .
    หากมีอาการนอนไม่หลับจากสุขภาพกาย ควรปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษา ทั้งนี้แพทย์จะให้ยาและคำแนะนำในการปฏิบัติเพื่อแก้นอนไม่หลับ ที่สอดคล้องกับโรคทางกายที่รักษาอยู่

เรียกได้ว่าอาการนอนไม่หลับ หรือนอนหลับยากนั้น เกิดได้จากแทบทุกสาเหตุตั้งแต่ไลฟ์สไตล์การนอนที่ไม่เหมาะสม ความเครียด ปัญหาสุขภาพทั้งกายและจิตใจ หากมีอาการนอนไม่หลับนั้น จะต้องสังเกตตัวเองว่ามีอะไรที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดอาการหรือไม่ จะได้ปรับเปลี่ยนและแก้ไขได้ถูกต้อง

 

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


OSA-FAQ.jpg

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) อาจจะมีหลาย ๆ เรื่องที่คล้ายกับปัญหาการนอนหลับในเรื่องอื่น ๆ  นำไปสู่ความเข้าใจที่ทั้งเป็นจริงและไม่เป็นจริงเกี่ยวกับภาวะนี้ โดยความเข้าใจที่ถูกต้อง จะนำไปสู่แนวทางการรับมือที่เหมาะสม

 

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) เป็นเพียงการนอนกรน (Snoring) เท่านั้น: ไม่เป็นความจริง

การนอนกรนเป็นปัญหาและความผิดปกติของการนอนหลับที่พบบ่อย โดยเป็นอาการที่บ่งบอกถึงการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  ผู้ที่เป็นภาวะดังกล่าวมีโอกาสหยุดหายใจได้มากถึง 400 ครั้งตลอดทั้งคืน และการหยุดหายใจบางครั้ง อาจยาวนานได้ถึง 10 – 30 วินาที โดยหลายคนมักจะตามด้วยการสำลัก เพื่อเริ่มต้นหายใจใหม่อีกครั้ง อาการเหล่านี้จะทำลายวงจรการนอนหลับ และทำให้พักผ่อนได้ไม่เต็มที่ มีอาการเหนื่อยในระหว่างวันตามมา

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร: ไม่เป็นความจริง

ทุกครั้งที่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  ทำลายการนอนหลับของคุณ มันส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ โดยหากไม่ได้รับการแก้ไขหรือดูแลอย่างเหมาะสม ก็อาจส่งผลต่อเนื่องถึงปัญหาที่เกี่ยวกับการทำงาน อุบัติเหตุระหว่างการขับรถ รวมถึงโรคหัวใจล้มเหลวและหลอดเลือดสมองแตก

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) เกิดจากการอุดกลั้นทางเดินหายใจ: เป็นความจริง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่พบบ่อยเกิดจากการที่ลิ้น ทอนซิล หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่ด้านหลังของลำคอ มาอุดกลั้นทางเดินหายใจ เมื่อคุณพยายามหายใจเข้า อากาศจะไม่สามารถผ่านได้ ในขณะที่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการสั่งของสมอง (Central Sleep Apnea: CSA) พบได้น้อยกว่า โดยเกิดจากการที่สมองไม่ได้ส่งสัญญาณให้ร่างกาย  หายใจอย่างที่ควรจะเป็น

 

ผู้สูงอายุเท่านั้นที่จะเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA): ไม่เป็นความจริง

แพทย์ประเมินว่าชาวอเมริกันมากกว่า 18 ล้านคน กำลังมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยพบได้ง่ายในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แท้จริงแล้ว ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกเพศทุกวัย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในคนที่มีน้ำหนักเกิน เพศชาย เชื้อสายแอฟริกันอเมริกันหรือชาวลาติน

 

แอลกอฮอล์สามารถช่วยเรื่องการนอนหลับ: ไม่เป็นความจริง

คุณอาจจะรู้สึกว่าแอลกอฮอล์ช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายขึ้น แต่แอลกอฮอล์จะไม่ช่วยให้คุณได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพแบบที่ต้องการ ทั้งนี้แอลกอฮอล์จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณด้านหลังลำคอของคุณคลายตัว ทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม และนอกจากนี้ยานอนหลับยังให้ผลแบบเดียวกันอีกด้วย

 

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (OSA) เกิดขึ้นได้ยากในวัยเด็ก: ไม่เป็นจริง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA)  พบได้บ่อยในเด็ก โดยมีสัดส่วน 1 ใน 10 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการจะไม่ค่อยรุนแรง แต่กับเด็กบางคน อาจเริ่มมีปัญหาด้านพฤติกรรม หรือปัญหาทางการแพทย์ที่ร้ายแรงด้วยผลกระทบจากภาวะนี้

 

การลดน้ำหนักสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

คุณสามารถทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) มีอาการดีขึ้นได้ เมื่อลดน้ำหนัก ซึ่งถ้าคุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับโปรแกรมการลดน้ำหนักที่เหมาะสม และการเลิกสูบบุหรี่ ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

 

การนอนตะแคงสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

หากคุณนอนหงาย จะทำให้แรงโน้มถ่วง ดึงเนื้อเยื่อในลำคอลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น การนอนตะแคงจะช่วยเปิดลำคอ ไม่ให้เนื้อเยื่อไปอุดกลั้นทางเดินหายใจ การใช้หมอนข้างสามารถช่วยคุณในการนอนตะแคงได้ และบางคนก็เลือกที่จะเย็บลูกเทนนิสติดไว้ด้านหลังของชุดนอนเพื่อบังคับไม่ไห้นอนหงายโดยไม่รู้ตัว

 

ยางครอบฟันสามารถช่วยได้: เป็นความจริง

ทันตแพทย์สามารถแนะนำยางครอบฟันที่เหมาะสมกับคุณได้ โดยเครื่องมือนี้จะช่วยลดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่ไม่รุนแรง ซึ่งยางครอบฟันจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับรูปปาก ทำให้มันช่วยจัดโครงสร้างภายในปากให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ใส่มันก่อนนอนเพื่อเปิดทางเดินหายใจของคุณขณะนอนหลับ

 

วิธีรักษาโดยใช้เครื่องซีแพพ (CPAP) คือการรักษาที่มีประสิทธิภาพ: เป็นความจริง

เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continuous Positive Airway Pressure-CPAP) จะเป่าอากาศเข้าไปขยายทางเดินหายใจของคุณ โดยคุณสามารถที่จะปรับแรงดันอากาศ ได้จนกว่ามันจะเพียงพอ ที่จะทำให้ทางเดินหายใจของคุณเปิดขึ้นในขณะนอนหลับ เป็นการรักษาที่มักใช้กับผู้ใหญ่ที่มีระดับอาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ในขั้นปานกลางถึงรุนแรง

 

การผ่าตัดเป็นวิธีที่ดี และแน่นอนที่สุดในการแก้ไขภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ: ไม่เป็นจริง

การผ่าตัดจะได้ผล แค่เพียงในบางกรณีเท่านั้น เช่น เด็กที่มีต่อมทอนซิลขนาดใหญ่ มาบล็อกทางเดินหายใจ  แพทย์สามารถผ่าตัดเพื่อนำทอนซิลที่ก่อให้เกิดปัญหาออก และมีผู้ใหญ่บางคนที่สามารถผ่าตัดเพื่อลดเนื้อเยื่อ แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน หากคุณมีอาการนี้อยู่ ควรพูดคุยกับแพทย์ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีข้อเสียของการผ่าตัดให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการผ่าตัดใดๆ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


.jpg

น้อยหน่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Annona squamosal L. จัดอยู่ในวงศ์ Annonaceae น้อยหน่าเป็นผลไม้ที่คนไทยรู้จักกันมานานแล้ว เป็นพืชที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี จึงปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ไม่ชอบน้ำขัง

 

น้อยหน่านำมาเป็นยาตามสรรพคุณยาไทย ดังนี้

  1. ผลดิบ เป็นยาแก้พิษงู แก้ฝีในคอ กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิผิวหนัง แก้ท้องเสีย บำรุงธาตุ นอกจากนี้ ชาวบ้านยังใช้ลูกตาย (ผลดิบแห้งตายคาต้น) ฝนกับเหล้าโรงทารักษาแผล
  2. ผลสุก เป็นอาหารที่มีคุณค่ามากสำหรับคนเพิ่งฟื้นไข้ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี
  3. เปลือกต้น เป็นยาสมานลำไส้ สมานแผล แก้บิด แก้พิษงู
  4. ใบ ฆ่าหิดเหา แก้กลากเกลื้อน นำมาตำกับเกลือเป็นยาพอกฝี แผลพุพอง เป็นหนอง

 

ผลทางคลินิกในการกำจัดเหา

จากการทดลองในอาสาสมัคร พบว่า สารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์ และสารสกัดคลอโรฟอร์มจากใบน้อยหน่า สามารถฆ่าเหาได้ 90% ที่ 26 และ 67 นาที ตามลำดับ การเปรียบเทียบสารสกัดที่เตรียมโดยการบดเมล็ดผสมกับน้ำมันมะพร้าว อัตราส่วน 1:2 และ 1:4 และสารสกัดจากการบดใบกับน้ำมันมะพร้าว อัตราส่วน 1:2 พบว่า สารสกัดน้ำมันจากเมล็ดให้ผลดีกว่า สามารถฆ่าเหาถึง 98% ในเวลา 2 ชั่วโมง

 

วิธีการใช้

นำใบสด 10 – 12 ใบ หรือเมล็ดที่กะเทาะเปลือกแล้วประมาณ 10 เมล็ด ตำให้ละเอียด แล้วนำมาผสมกับน้ำมันมะพร้าว 1 – 2 ช้อนโต๊ะ คั้นเอาเฉพาะน้ำมันมาชโลมบนเส้นผม ขยี้ให้ทั่วศีรษะ แล้วใช้ผ้าโพกไว้ประมาณ 1 – 2 ชม. แล้วสระผมให้สะอาด ทำติดต่อกัน 2 – 3 วัน ตัวเหาจะตายและไข่จะฝ่อ

 

ข้อควรระวัง

  1. ขนาดของสมุนไพรที่ใช้มากน้อยขึ้นอยู่กับความยาวของผม ถ้าผมสั้นให้ลดปริมาณลง
  2. ห้ามชโลมผมไว้ค้างคืน
  3. สระให้สะอาดทุกครั้ง
  4. ระวังไม่ให้เข้าตา หรือถูกผิวหนังบริเวณใบหน้า จะทำให้ระคายเคืองได้

.jpg

โรคหวัด เกิดจากเชื้อไวรัส มีอาการทั่วไป คือ ไข้ ตัวร้อน ปวดศีรษะ คัดจมูก มีน้ำมูกใส ไอ คอแห้ง เจ็บคอ มีเสมหะ ซึ่งไอมีทั้งไอแห้งและไอมีเสมหะ เป็นลักษณะสีขาว ถ้ามีอาการน้ำมูกข้นเหลือง หรือเขียว แสดงถึงการติดเชื้อต้องรักษาด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะ ซึ่งการใช้สมุนไพรรักษาตามอาการของหวัดที่พบบ่อย คือ

อาการไข้

สมุนไพรที่ใช้ คือ สมุนไพรมีรสขม

  • ฟ้าทะลายโจร วิธีใช้มี 2 รูปแบบ คือ แบบลูกกลอน กินครั้งละ 4 เม็ด ก่อนอาหารและก่อนนอน หรือแบบดองกับเหล้า ซึ่งกินแต่น้ำที่เกิดจากการดองเหล้ากับฟ้าทะลายโจร 7 วัน (คนยาวันละ 1 ครั้ง) กินครั้งละ 1 – 2 ช้องโต๊ะ วันละ 3 – 4 ครั้ง ก่อนอาหาร
  • บอระเพ็ด วิธีใช้ นำเถา หรือต้นสด มาตำคั้นเอาแต่น้ำดื่ม หรือต้มกับน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวเหลือ 1 ส่วน ดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น และถ้ามีอาการ

 

อาการไอ

ระคายคอ มีเสมหะ สมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน ขม เปรี้ยว ช่วยลดอาการไอ และละลายเสมหะ ได้แก่

  • ขิง วิธีใช้ ใช้เหง้าขิงฝนกับน้ำมะนาว หรือใช้เหง้าขิงสดตำผสมน้ำเล็กน้อย คั้นเอาน้ำและใส่เกลือเล็กน้อย ใช้กวาดคอ หรือจิบบ่อย ๆ
  • ดีปลี วิธีใช้ ใช้ผลแก่แห้งของดีปลีประมาณครึ่งผลถึงหนึ่งผล ฝนกับน้ำมะนาวใส่เกลือ กวาด หรือจิบบ่อย ๆ
  • เพกา เมล็ด 1/2 – 1 กำมือ (หนัก 1.5 – 3 กรัม) ใส่น้ำประมาณ 300 มล. ต้มไฟอ่อน ๆ พอเดือดประมาณ 1 ชั่วโมง รับประทานวันละ 3 ครั้ง
  • มะขามป้อม วิธีใช้ ใช้เนื้อสดครั้งละ 2 – 3 ผล โขลกพอแหลก ใส่เกลือเล็กน้อย อม หรือเคี้ยว รับประทาน วันละ 3 – 4 ครั้ง
  • มะขาม วิธีใช้ ใช้เนื้อในฝักแก่ของมะขามเปรี้ยว หรือมะขามเปียก (รสเปรี้ยว) จิ้มเกลือรับประทานพอสมควร หรืออาจคั้นเป็นน้ำมะขามใส่เกลือเล็กน้อย และจิบบ่อย ๆ ห้ามใส่น้ำแข็ง
  • มะนาว วิธีใช้ ใช้ผลสดคั้นน้ำจะได้น้ำมะนาวเข้มข้น และใส่เกลือเล็กน้อย จิบบ่อย ๆ หรือจะทำเป็นมะนาวใส่เกลือและน้ำตาล ปรุงให้รสจัดดื่มบ่อย ๆ
  • มะแว้ง วิธีใช้ นำผลแก่สด 5 – 10 ผล โขลกพอแหลก คั้นเอาแต่น้ำใส่เกลือ รับประทานบ่อย ๆ หรือใช้ผลสดเคี้ยวแล้วกลืนทั้งน้ำและเนื้อ จนกว่าอาการจะดีขึ้น

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-ได้มาจากไหน-มีสรรพคุณอย่างไร.jpg

โกศกระดูก เป็นเครื่องยาที่ได้จากรากแห้งของพืชชนิดหนึ่งที่มี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Saussurealappa Clarke จัดอยู่ในวงศ์ Compositae เมื่อแห้งแล้วมีลักษณะเหมือนกระดูก เป็นพืชเฉพาะถิ่นในที่ชื้นทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ในแคว้นกัษมิระของอินเดีย พืชชนิดนี้เป็นพืชขนาดเล็กอายุหลายปี มีรากคงทนขนาดใหญ่และอาจยาวได้ถึง 60 ซม.

 

สรรพคุณทางยาแผนโบราณของไทย

โกศกระดูกมีรสขม หวาน มัน ระคนกัน แก้เสมหะ แก้ลม แก้หืด หอบ แก้ลมในกองเสมหะ บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น บำรุงกระดูก

โกศกระดูกเป็นพืชที่มีองค์ประกอบเป็นน้ำมันหอมระเหยง่ายราวร้อยละ 0.3 – 3 ซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็น aplotaxene ราวร้อยละ 20, dihydocostus lactone ราวร้อยละ 15, costic acid ราวร้อยละ 14, costus lactone ราวร้อยละ 10, castol ราวร้อยละ 7 นอกจากนั้น เป็นองค์ประกอบอื่น ๆ อย่างละเล็กอย่างละน้อย มีอินูลิน (Inulin) อยู่ในปริมาณสูง ในราวร้อยละ 18 ของน้ำหนักแห้ง มีอัลคาลอยด์, saussurine และสารอื่น ๆ อีกหลายอย่าง

ในประเทศจีนและอินเดีย ใช้โกศกระดูกบดเป็นผงสูบแทนฝิ่น ผลโกศกระดูกนอกจากจะใช้เป็นเครื่องเทศ ยังนิยมใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ ยาฝาดสมาน เป็นยาหลักสำหรับทำขี้ผึ้งฝาดสมาน เพื่อเรียกเนื้อในแผลเรื้อรังและแผลกลาย

 

ภาพประกอบจาก: www.thaicrudedrug.com


hot-cold.jpg

รู้ได้อย่างไรว่า จะต้องประคบร้อนหรือเย็น การประคบร้อนหรือเย็นเป็นวิธีหนึ่งในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบ ทั้งอาการปวดที่เกิดจากการเจ็บป่วย มีไข้ หรือการได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นกีฬา วิ่งเล่น ซึ่งอาจมีได้ตั้งแต่ การหกล้ม ศีรษะกระแทกจากการปะทะ การบาดเจ็บ ฟกช้ำของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

การจะเลือกใช้ความร้อนหรือเย็นนั้นมีข้อที่ต้องพิจารณาเบื้องต้น คือ ถ้าเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันร่วมกับมีการบวม ควรเลือกใช้ความเย็น เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดออกน้อยลงและช่วยลดบวมได้ แต่ถ้าเป็นการปวด แบบเป็น ๆ หาย ๆ มีอาการมานานหรือเรื้อรัง หรือปวดร่วมกับมีอาการตึงกล้ามเนื้อ ควรใช้ความร้อน เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนเลือดดีขึ้นจึงลดอาการปวดและตึงกล้ามเนื้อได้

 

ประคบเย็นเมื่อ…

หากมีอาการปวดหรือได้รับบาดเจ็บควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที (ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง) ประคบนาน 20 – 30 นาที วันละ 2 – 3 ครั้ง อาการที่ควรประคบเย็น เช่น ปวดศรีษะ มีไข้สูง ปวดฟัน ปวดบวมข้อเท้า ข้อเคล็ด เลือดกำเดาไหล หรือปวดบวมบริเวณอื่น ๆ ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือเพิ่งมีอาการใหม่ ๆ

อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป หรือทำถุงน้ำแข็งขึ้นใช้เอง โดยการใช้ถุงพลาสติกขนาดพอเหมาะแล้วเติมน้ำเปล่าผสมน้ำแข็งอย่างละครึ่งลงไปในถุง ตรวจสอบว่าไม่เย็นเกินไปโดยการนำมาประคบผิวหนัง ถ้าบริเวณที่มีอาการเป็นบริเวณมือ แขน ขาหรือเท้า อาจใช้การแช่ในภาชนะที่บรรจุน้ำเย็นแทน โดยแช่นานประมาณ 15 – 20 นาที

 

ประคบร้อนเมื่อ…

การประคบร้อนจะเริ่มใช้หลังจากมีอาการผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมง ให้ประคบครั้งละ 15 – 20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดความปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อาการที่ควรประคบร้อน เช่น ปวดตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หลัง น่อง ปวดประจำเดือน อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป ใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรืออาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 45 องศาเซลเซียส สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ไม่ควรประคบด้วยความร้อนที่มากเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณที่ประคบ ไม่ควรประคบนานหรือถี่เกินไป และต้องไม่ประคบร้อนในบริเวณที่มีบาดแผลเปิดหรือมีเลือดออก เพราะจะยิ่งทำให้มีการอักเสบเพิ่มมากขึ้น จะประคบร้อนได้ก็ต่อเมื่ออักเสบน้อยลงแล้ว ซึ่งสังเกตได้จากไม่มีอาการบวม แดง ร้อน

 

เมื่อไร่ถึงไม่ควรประคบร้อนหรือเย็น

การประคบเย็นไม่สมควรทำเมื่อ ร่างกายหนาวสั่น การประคบร้อนไม่สมควรทำเมื่อ ร่างกายร้อน เหงื่อแตก เนื่องจากว่าสมองจะมีการแปลผลว่าการกระทำของเราเป็นอันตรายต่อร่างกายมากขึ้น และสมองจะแปลผลการประคบของเราเป็นอาการปวดมากขึ้นแทน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สื่อสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
แหล่งที่มา : https://www.hsri.or.th/people/media/care/detail/5833
ภาพประกอบจาก : http://blog.elivatefitness.com


-มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร.jpg

ยอ (Morinda citrifolia Linn.) จัดอยู่ในวงศ์ Rubiaceae เรียกชื่ออื่น ๆ ว่า มะตาเสือ ยอบ้าน ยอใหญ่ Indian mulberry การใช้ประโยชน์ของยอในรูปแบบน้ำคั้นสดจะให้ประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากน้ำในผลยอประกอบด้วยเอ็นไซม์หลายชนิด ซึ่งเป็นโปรตีนและอัลคาลอยด์ ซึ่งสารอัลคาลอยด์ที่พบประกอบด้วยซีโรนีน (Xeronine) และโปรซีโรนีน (Proxeronine เป็นสารที่จะเปลี่ยนให้ซีโรนีนในปริมาณสูง)

 

น้ำในผลยอมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

จากการศึกษาวิจัยพบว่า สารทั้งสองชนิดนี้มีประโยชน์ในด้านการแพทย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการช่วยเข้าไปเพิ่มภูมิคุ้มกันและเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งจะมีประโยชน์มากสำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

จากการศึกษาแบบเจาะลึก น้ำลูกยอ ยังมีประสิทธิภาพด้านการลดความรุนแรงของโรคต่าง ๆ เหล่านี้ได้ เช่น อาการที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ (โพรงจมูกอักเสบ หลอดลมอักเสบ หอบหืด น้ำมูกไหลต่อเนื่อง) บรรเทาอาการเจ็บปวดต่าง ๆ ลดการผลิตกรดเพิ่มขึ้นในกระเพาะอาหาร (แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ กระเพาะอาหารอักเสบ กรดไหลย้อนกลับสู่หลอดอาหาร) โรคติดเชื้อ โรคที่เกิดจากแอนติบอดี้ทำลายเซลล์ของเนื้อเยื่อ โรคเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร การอักเสบ สภาพของผิวหนังและผม เป็นต้น

การดื่มน้ำลูกยอเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในด้านการใช้เป็นยานั้น ควรดื่มก่อนรับประทานอาหาร 30 นาที ปริมาณที่แนะนำคือ 60 มิลลิลิตร (ประมาณ 60 ซีซี) สำหรับผู้ใหญ่ และลดลงครึ่งหนึ่งสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 16 ปี

น้ำลูกยอไม่ควรดื่มร่วมกับกาแฟ สุรา หรือสูบบุหรี่ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของน้ำลูกยอลดลง


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก