ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

4-ขั้นตอนง่าย-ๆ-ของผู้ชายสุขภาพดี1.jpg

รวมคำแนะนำหลัก ๆ 4 ขั้นตอนง่าย ๆ ของผู้ชายสุขภาพดี ซึ่งก็เป็นเรื่องหลัก ๆ ที่จะทำให้คุณผู้ชายได้มีสุขภาพดีทั้งายในและภายนอก พุงไม่ออกหน้า ร่างกายก็แข็งแรงดี ตามนี้ค่ะ

 

อย่าได้ไปให้ความสำคัญแต่เรื่องหน้าท้องเป็นมัด ๆ แต่เพียงส่วนเดียวและมันก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้อะไรว่าคนนั้นจะมีสุขภาพดีจริง ผู้ชายบางคนเกิดมาเพื่อผอมแม้จะกินแบบยัดทะนาน อะไรลงไปมากน้อยแค่ไหนก็ไม่ทำให้พุงออกมาน่าเกลียด เป็นเพราะการเผาผลาญในร่างกายของคนเหล่านั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่เหลือให้ตกค้างมากนัก

ในทางกลับกันหากได้เห็นผู้ชายหน้าท้องแบนราบไม่มีพุง ก็ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าเขาจะมีสุขภาพดี ไม่ได้การันตีว่าจะปลอดจากโรคหลอดเลือดหัวใจหรือสมอง ไม่ได้บอกว่าเขาจะมีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่ป่วยไข้ง่าย บ่อยครั้งที่คนผอมป่วยบ่อยมากกว่าคนลงพุงหลายคน

ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้านสุขภาพให้คำแนะนำด้านการออกกำลังกายดูแลสุขภาพโดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายได้ออกมาให้คำแนะนำหลัก ๆ 4 ขั้นตอนสำคัญให้หนุ่ม ๆ ไปดูแลตัวเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องหลัก ๆ ที่จะทำให้คุณผู้ชายได้มีสุขภาพดีทั้งภายในและภายนอก พุงไม่ออกหน้า ร่างกายก็แข็งแรงดี ดังนี้

 

1. กินแบบผู้ชายกิน

หลายคนคงจะงงผู้ชายกินมันจะต่างจากผู้หญิงยังไง อันดับแรกเลยที่หญิงแตกต่างจากชายคือ พวกเธอมีระดับฮอร์โมนในร่างกายที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาวันนั้นของเดือน การกินของพวกเธอก็ควรจะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงภายใน แต่คุณผู้ชายมีฮอร์โมนผู้ชายเทสโทสเตอโรนมากกว่า การกินอาหารก็ต้องการพลังงานจำนวนแคลอรีที่มากกว่า การที่มีฮอร์โมนมาก กล้ามเนื้อก็มาก แต่ไขมันจะน้อยกว่าผู้หญิง การกินในจำนวนที่เท่ากันผู้ชายจะเผาผลาญได้ดีกว่า ลองแวะไปดูอัตราการเผาผลาญค่า BMR ที่เราทำให้ใช้กันแบบง่าย ๆ ผู้หญิงวัยเท่ากับชายต้องการพลังงานไม่เท่ากัน

 

2. ออกกำลังกายแบบรอบด้าน

ผู้ชายหลายคนให้ความสนใจการออกกำลังกายเฉพาะระบบหายใจ ระบบหลอดเลือด ด้วยการวิ่งระยะไกล ขี่จักรยานหรือเล่นไตรกีฬา ที่มีทั้งว่ายน้ำ ขี่จักรยาน วิ่งมาราธอนในคราวเดียวกัน แต่แค่นั้นเรามักจะเห็นผู้ชายที่ผอมกะหร่อง ไม่มีไขมัน ดูแข็งแรง แต่ภายนอกดูโทรม ไม่มีสง่าราศี กล้ามเนื้อไม่สวยงาม การออกกำลังกายที่เน้นแบบแอโรบิก ทำให้ปลอดภัยจากโรคหลอดเลือดได้มาก แต่คุณผู้ชายควรให้ความสมดุลในการออกกำลังกายด้านอื่นด้วยการเล่นเวท การเพิ่มกล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ทำให้มีความสมบูรณ์มาดแมนดียิ่งขึ้น

  1. การวิดพื้น ไม่ต้องอธิบายกันมากส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี
  2. โหนบาร์ อาจจะหาที่ทางยากสักหน่อย การโหน ดึงตัวขึ้นไป การแกว่งตัว เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อช่วงบน
  3. เล่นเสต็ป วางเก้าอี้เตี้ย ๆ ไว้ด้านหน้า เอามือท้าวเอว ก้าวขาซ้ายขึ้นไปก่อนแล้วขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ แล้วก้าวถอยลง ทำสลับขา เป็นการเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อขา

แต่ก็มีหนุ่มบางคนที่ให้ความสนใจการออกกำลังกายเฉพาะการเล่นเวท ไม่ให้ความสำคัญทางด้านแอโรบิกเลย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าต้องหันมาให้ความสำคัญด้านนี้ด้วย หรือบางทีชอบออกกำลังกายเบา ๆ เดินหรือแค่วิ่งเหยาะ ๆ ให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการวิ่งเร็ว วิ่งแบบวิ่งแข่งบ้าง จะทำให้การออกกำลังกายไม่ซ้ำซากจำเจ ไม่เบื่อการออกกำลังกาย ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า อย่าได้จำเจกับการออกกำลังกายแบบเดียวนาน ๆ ขอให้เริ่มต้นลองสิ่งใหม่ ๆ ดูบ้าง อย่าได้ตีกรอบตัวเองจนไม่กล้าทำอะไร เริ่มต้นทันที อย่าได้รีรอ

 

3. รักษาระดับน้ำตาลให้คงที่

การเริ่มต้นออกกำลังกายเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับคนไม่เคย แต่เมื่อเราตั้งใจว่า เอาล่ะจากวันนี้ไปจะทำให้เป็นเรื่องประจำวัน แต่ทุกครั้งที่ออกก็ทำได้ไม่เกิน 20 นาที ก็หมดแรง แสดงว่าระดับพลังงานของเรามีอยู่ต่ำ และทำให้เราเผาผลาญไขมันส่วนเกินไม่ได้ดี เพราะกว่าจะได้เข้าไปเผาของสะสมที่เกิน การออกกำลังกายต้องต่อเนื่องไปถึง 30 – 40 นาที การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ดูได้จากว่า ในระหว่างวันเรามีอาการกินเร็วแล้วหิวบ่อยแค่ไหน เป็นไหมที่กินไปหยก ๆ รู้สึกหิวอีกแล้ว เป็นเพราะอาหารที่เรากินเป็นอาหารที่ให้พลังงานเร็ว ให้น้ำตาลในร่างกายเร็ว เช่น พวกขนมหวาน เครื่องดื่มหวานมัน ข้าวขาว การกินแบบนี้เราก็ต้องเติมเข้าไปบ่อย ๆ ซึ่งหากเป็นของกลุ่มเดิมเราก็หิวอยู่ตลอดวัน การป้องกันไม่ให้วงจรนี้ได้เกิดขึ้นก็คือเลือกกินอาหารที่เพิ่มระดับน้ำตาลอย่างช้า ๆ การเผาผลาญเอาไปใช้ก็จะค่อยเป็นค่อยไป กลุ่มอาหารที่ควรเลือกกิน ได้แก่ พวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ข้าวก็ต้องข้าวกล้อง ขนมปังต้องเป็นธัญพืช พืชที่มีเส้นใย ผลไม้ที่ไม่หวานเกินไป ถ้าควบคุมได้แบบนี้รับรองว่าหุ่นดี สุขภาพดีได้ดังใจ

 

4. กินแป้งกับโปรตีนให้สมดุลกัน

แต่ละวันลองคำนวณดูว่าใครชนะระหว่างแป้งกับโปรตีน เรากินอะไรเข้าไปมากกว่ากัน คิดได้แล้วยังไม่เปลี่ยนใจ ลองอ่านต่อไปอีกหน่อย การกินแป้งจำนวนมากทำให้ร่างกายได้พลังงานมากและเร็ว ร่างกายได้น้ำตาลอย่างเร็ว เอาไปใช้เร็ว เหมือนที่บอกไว้ข้างต้น แต่การกินโปรตีน ทำให้ร่างกายได้พลังงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างช้า ๆ การนำไปใช้ก็ช้า การจะหมดไปต้องกินซ้ำก็ไม่บ่อยเท่า

ประการสำคัญอีกอย่าง แป้งที่กินเข้าไป ร่างกายจะแปลงเป็นไขมันไปสะสม ส่วนโปรตีนทำให้ตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนกลูคากอนออกมา ไปดึงไขมันที่สะสมไว้ออกมาเผาผลาญ จำกันง่าย ๆ ว่า อินซูลินออกมาทำงานก็เพราะกลุ่มแป้งที่ไม่ดี (พวกขาว ๆ ทั้งหลาย ขนมปังขาว ข้าวขาว) ส่วนกลูคากอนออกมาทำงานเผาผลาญไขมันด้วยการกินโปรตีนเข้าไป

ผู้ชายที่มีการเผาผลาญมากเกิดจากการที่มีมวลกล้ามเนื้อมาก เหมือนเครื่องยนต์ที่มีเครื่องใหญ่ย่อมกินน้ำมันมาก แต่ถ้าเราไม่คงสภาพกล้ามเนื้อให้มากไว้ การกินเท่าเดิมก็อาจทำให้อ้วนขึ้นได้

อัตราส่วน 40 – 40 – 20 เป็นอัตราการกินคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ที่ค่อนข้างสมดุล พร้อมไปกับการออกกำลังกายไปทุกส่วน ทั้งระบบหลอดเลือดด้วยการวิ่งหรือขี่จักรยาน และสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยการบริหารร่างกายไปทุกส่วน

ไม่ต้องค้นคว้าหาข้อมูลจนครบด้านก่อนลงมือลงไม้ฟิตหุ่นสวย เริ่มได้ทันที ทำไปเรียนรู้ไป ทำเร็วเท่าไหร่ สุขภาพดีเท่านั้น ลองนึกภาพผู้ชายหุ่นดีไม่มีพุง กล้ามเนื้อสวย สูงสมาร์ท คนนั้นเป็นคนที่คุณเห็นในกระจก ดีกว่าจะได้แต่มองเห็นแต่คนอื่น เริ่มวันนี้ได้เลย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: adamlove(2008).4 ขั้นตอนง่าย ๆ ของผู้ชายสุขภาพดี.24 ตุลาคม 2558.
แหล่งที่มา: www.adamslove.org
ภาพประกอบจาก: www.menhealth.com


-ใช้สมุนไพรอะไรรักษาได้บ้าง.jpg

โรคหอบหืด (Asthma) เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เกิดจากการที่หลอดลมมีความไวต่อการสนองตอบของสารภูมิแพ้ สิ่งระคายเคืองอื่น ๆ ทำให้หลอดลมตีบตัวลง หรือการบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม จึงแสดงอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก ไอ หายใจมีเสียงดัง หรือทราบได้จากการตรวจการทำงานของปอด อาการหอบหืดที่เกิดขึ้นนี้อาจจะเกิดอย่างฉับพลันทันที หรือค่อย ๆ เกิดขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในตอนกลางคืน หรือช่วงเช้ามืด หรืออาจจะทั้งวัน แล้วแต่อาการเป็นมากหรือน้อย

 

ปัจจัยที่มีต่อการเกิดโรค คือ

  1. พันธุกรรม จากการศึกษาในครอบครัวผู้ป่วย พบว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดมีญาติใกล้ชิด เป็นโรคหอบหืดมากกว่าผู้ป่วยที่มีผู้ใกล้ชิดเป็นคนปกติ
  2. สารก่อภูมิแพ้ในภาวะแวดล้อม
    • สัตว์เลี้ยงที่มีขน
    • ที่นอน หมอน ผ้าห่มที่ทำจากขนสัตว์ จะมีตัวไรฝุ่นอาศัยอยู่
    • การปูพรมในห้องนอนพันะุ
    • การดูแลทำความสะอาดที่อยู่อาศัย ควรทำความสะอาดเป็นประจำ
    • เครื่องปรับอากาศ หมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ
    • เกสรดอกไม้ ดอกหญ้า ดอกวัชพืช สปอร์จากเชื้อรา
  3. สิ่งกระตุ้นให้โรคกำเริบ ได้แก่ ควันบุหรี่ มลพิษในอากาศ เขม่าควันจากท่อไอเสีย ไอระเหยจากสารเคมี

การรักษาโรคหอบหืดในปัจจุบันนี้ นิยมรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันมากกว่าการรักษาด้วยสมุนไพร เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยใด ชี้ชัดว่าสมุนไพรตัวใดสามารถรักษาโรคหอบหืดได้ มีเพียงสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรคนี้ คือ หนุมานประสานกาย (Schefflera leucantha. R Vig.) โดยใช้เป็นยาพื้นบ้านในการรักษาโรคหอบหืด มีปริมาณการใช้ดังนี้

  • ใช้ใบสดขนาดเล็ก 10 – 15 ใบ ต้มกับน้ำ 1 แก้ว เคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว รับประทาน 2 ครั้ง เช้า – เย็น เป็นเวลา 49 วัน หรือใช้ใบสดตำเติมน้ำแล้วคั้นเอาแต่น้ำดื่มเช้า – เย็น

 

ข้อควรระวัง

  • ถ้าดื่มแล้วมีอาการใจสั่นให้หยุดยาทันที
  • ห้ามใช้ในคนที่เป็นโรคหัวใจ

 

ภาพประกอบจาก: www.lovepik.com


-ระวังไว้ไม่เสี่ยงชีวิต.jpg

ภาวะหลับใน ระวังไว้ไม่เสี่ยงชีวิต หลายคนมักมองข้ามภาวะหลับใน เพราะคิดว่าสามารถควบคุมความง่วงที่เกิดขึ้นขณะขับรถ ช่วงเวลารถติด และขับรถทางไกลนาน ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้ ทั้งที่ความจริงแล้วความง่วงสามารถจู่โจมแบบกระทันหัน (Sleep Attack) ทำให้หลับค้างกลางอากาศหรือเกิดภาวะหลับในได้ เพราะฉะนั้นการดูแลเรื่องการนอนหลับพักผ่อนให้มีคุณภาพ คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ห่างไกลความเสี่ยงและอันตรายที่อาจรุนแรงถึงชีวิตจากภาวะหลับในได้

 

ภาวะหลับในคืออะไร

ภาวะหลับในหรือการหลับระยะสั้น ๆ (Microsleep) เป็นปรากฏการณ์การสับสนระหว่างการหลับ และการตื่น โดยการหลับเข้ามาแทรกการตื่นอย่างเฉียบพลัน โดยไม่รู้ตัวในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1 – 2 วินาที

 

สาเหตุของภาวะหลับใน

มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหลับใน ได้แก่

  1. อดนอน การนอนน้อยหรือนอนไม่พอต่ำกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลับใน เพราะสมองส่วนธาลามัสอาจหยุดทำงานสั้น ๆ ชั่วคราว ส่งผลให้เกิดความง่วงกระทันหัน (Sleep Attack) งีบหลับไม่รู้ตัว ไม่ตอบสนองต่อการรับรู้จนเกิดภาวะหลับในได้ นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักเพิ่ม เกิดภาวะซึมเศร้า หลอดเลือดสมองตีบ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ช้าลง หากอดนอนเรื้อรังในระยะยาว
  2. นอนไม่เป็นเวลา
  3. นอนดึกตื่นสาย ส่งผลเสียต่อร่างกาย คือ ฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลง รู้สึกอ่อนเพลียนอนไม่เต็มอิ่ม เช่น เข้านอนตี 4 ตื่นนอนเที่ยงวัน คุณภาพการนอนไม่ดีเท่ากับเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นนอน 6 โมงเช้า เป็นต้น
  4. เวลาเข้านอนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ส่งผลให้สมองงงและเกิดความเสื่อม เพราะปกติสมองจะจำเวลานอนและเกิดความง่วงในเวลานั้น ถ้าเปลี่ยนเวลาเข้านอนบ่อย ๆ จะทำให้เวลานอนไม่ง่วง นอนน้อยลง หลับไม่เต็มอิ่ม เช่น ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์เข้านอนดึกมากหลังตี 2 ตื่น 9 โมงเช้า ส่วนวันธรรมดาเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นนอนตี 5 เป็นต้น
  5. กรรมพันธุ์

ส่งผลให้บางคนอยู่ในกลุ่มนอนยาว (Long Sleepers) มีความต้องการนอนนานถึง 10 ชั่วโมงจึงจะสดชื่น หรือบางคนอยู่ในกลุ่มนอนระยะสั้น (Short Sleepers) เพียง 4-5 ชั่วโมงก็ตื่นมาได้อย่างสดชื่น แต่พบได้ในจำนวนน้อยมาก ดังนั้นหากไม่มั่นใจควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการนอน

 

สัญญาณเตือนง่วงมากผิดปกติ

หากเกิดสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ อาจบ่งบอกว่าคุณเสี่ยงหลับใน

  • ตื่นตอนเช้าไม่สดชื่นอยากนอนต่อ
  • ง่วงเหงาหาวนอนบ่อย ๆ ต่อเนื่องระหว่างวัน
  • มึนศีรษะ มองภาพไม่ชัด ตาปรือ รู้สึกลืมตาไม่ขึ้น มองข้ามสัญญาณไฟจราจร
  • ขาดสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการขับขี่ที่ไม่สามารถควบคุมเส้นทางได้
  • เมื่ออยู่นิ่ง ๆ เผลอหลับแบบไม่รู้ตัว
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า กระวนกระวาย

 

ป้องกันให้ทันเวลา

การป้องกันภาวะหลับในไม่เพียงช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ แต่ยังช่วยพัฒนาคุณภาพการนอนให้ดีขึ้น ได้แก่

  1. นอนให้พอ ในจำนวนชั่วโมงที่เหมาะสมคือ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะถ้าต้องขับรถทางไกล ควรพักผ่อนให้เพียงพอติดต่อกัน 2 – 3 คืน ขึ้นไปก่อนออกเดินทาง
  2. นอนเป็นเวลา ควรเข้านอนเวลาที่เหมาะสมคือ ช่วง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เพื่อให้โกรทฮอร์โมน (Growth Hormones) ที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโตและส่งเสริมการทำงานระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งหลั่งในช่วงตี 2 ถึงตี 4 ทำงานได้ดี เพราะฉะนั้นในช่วงใกล้ 3 ทุ่มควรฝึกตัวเองให้ผ่อนคลายและเตรียมพร้อมเข้าสู่การนอน
  3. นอนเวลาเดิมสม่ำเสมอ พยายามเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดียวกันทุก ๆ วัน จะช่วยให้นอนหลับเต็มอิ่ม
  4. งดดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน อย่างชา โกโก้ เป็นต้น ในช่วงหลัง 4 โมงเย็น เพราะจะทำให้นอนไม่หลับหรือหลับไม่ลึก ส่งผลให้ตื่นมาไม่สดชื่น
  5. เลือกใช้หลอดไฟสีส้ม ในห้องนอน เพราะไม่รบกวนดวงตา ช่วยให้ผ่อนคลาย หลับได้ง่ายขึ้น
  6. อุณหภูมิห้องนอน ควรอยู่ระหว่าง 25-26 องศาเซลเซียส ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป ช่วยให้ไม่ตื่นกลางดึกหลับสนิทต่อเนื่อง

 

เทคนิคขับรถ ไม่กลัวหลับใน

  • พักคนและรถทุก ๆ 2 ชั่วโมง
  • งีบพักประมาณ 5 – 45 นาที ช่วยลดโอกาสเกิดหลับใน แต่ต้องเลือกสถานที่ที่ปลอดภัย
  • หากไปหลายคนสลับกันขับ เพื่อไม่ให้เหนื่อยล้าจนเกินไป
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเพิ่มโอกาสเกิดภาวะหลับใน
  • ระวังเรื่องการทานยาที่อาจทำให้ง่วง เช่น ยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด ยาคลายเครียด เป็นต้น
  • ถ้าเลี่ยงได้ควรขับรถในช่วงกลางวันมากกว่าช่วงดึกหรือใกล้เช้า

ภาวะหลับในไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ การพักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้เป็นเวลา และเข้านอนในเวลาที่ดีและสม่ำเสมอในทุก ๆ วัน ย่อมช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะหลับในได้ แต่ถ้าหากนอนเพียงพอแล้วยังรู้สึกง่วง ไม่สดชื่น ควรเข้ารับการตรวจ Sleep Test  เพื่อวินิจฉัยการนอนโดยละเอียดกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะได้ดูแลการนอนให้มีคุณภาพ ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและเป็นการพักผ่อนชาร์จพลังให้ร่างกายอย่างแท้จริง

 

ผู้เขียน : นพ. จักริน ลบล้ำเลิศ. ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ. “ภาวะหลับใน ระวังไว้ไม่เสี่ยงชีวิต”. (ระบบออนไลน์)
แหล่งที่มา : https://www.bangkokhospital.com/index.php/th/diseases-treatment/be-careful-microsleep/ (28 พฤศจิกายน 2560)
ภาพประกอบจาก :  https://www.telegraph.co.uk/


.jpg

สภาวะร่างกายที่ต้องขับลม สาเหตุเกิดมาจากอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุดเสียด การใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาและบรรเทาอาการ คือ สมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน ขม มีน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบ มีกลิ่นหอม ซึ่งจะเข้าไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการขับลมออกมา 

 

สมุนไพรที่มีสรรพคุณการขับลม ได้แก่

 

WordPress Tables Plugin

 

ภาพประกอบจาก: th.lovepik.com


-โรควัยทองสำหรับผู้ชาย.jpg

เมื่อผู้หญิงวัยประจำเดือนหมดก็มักจะถูกเรียกว่าวัยทอง หากอารมณ์แปรปรวน แต่วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ แอนโดรพอส โรควัยทองสำหรับผู้ชาย ว่ามีอาการอย่างไรบ้างค่ะ

แอนโดรพอสคืออะไร

แอนโดรพอส (andropause) คือ กลุ่มอาการถดถอยทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นกับผู้ชายวัยเกิน 40 ปีขึ้นไป โดยมีความสัมพันธ์กับการที่ฮอร์โมนเพศชายในร่างกายลดระดับลง

ขณะที่ผู้หญิงมีเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ผู้ชายก็มีเทสโทสเตอโรนเป็นฮอร์โมนเพศชาย เมื่ออายุมากขึ้น ระดับฮอร์โมนเพศในร่างกายจะถดถอยลงเป็นธรรมดา แต่มันจะค่อย ๆ ลดระดับลงช้า ๆ ใช้เวลาหลายปี ไม่ได้ลดลงฮวบฮาบแบบทันทีเพราะรังไข่หยุดทำงานแบบผู้หญิงตอนหมดประจำเดือน ทำให้อาการเปลี่ยนแปลงในผู้ชายเกิดขึ้นที่ละเล็กทีละน้อย บางคนไม่รู้สึกตัวเลย แต่บางคนก็รู้สึกถึงสมรรถนะทางเพศที่ลดลง พลังงานลดน้อยลง อารมณ์หรือจิตใจที่ “ตก” ลงไปจากระดับเดิม สภาวะนี้ทางการแพทย์เรียกว่า อาการผู้ชายวัยทอง หรือแอนโดรพอส (andropause) เพื่อให้เป็นคนละเรื่องกับผู้หญิงหมดประจำเดือน หรือ menopause แพทย์บางคนไม่ยอมรับคำนี้ และพอใจที่จะเรียกภาวะนี้ว่า “อาการจากอวัยวะผลิตฮอร์โมนลดลงในผู้ใหญ่ (SLOH) บ้างก็เรียกว่า “ภาวะขาดแอนโดรเจนในคนสูงอายุ (ADAM) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นชื่อเรียกเรื่องเดียวกัน… คือ ผู้ชายหมดประจำเดือน

เนื่องจากอาการเหล่านี้มักมาเกิดขึ้นในวัยที่ผู้ชายเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายในชีวิตของตัวเอง หรือเริ่มมองเหลียวหลังและระทดระท้อกับชีวิตที่ผ่านมาโดยไม่สำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จึงเป็นการยากที่จะบอกให้ได้ว่าอาการเหล่านี้เกิดจากฮอร์โมนในร่างกายลดลง หรือเกิดจากเหตุภายนอกเช่นความล้มเหลวในหน้าที่การงานหรือการเสียจังหวะในชีวิตกันแน่

ผู้ชายพออายุพ้น 40 ปีไปแล้วฮอร์โมนเพศก็เริ่มลดลง ประมาณปีละ 1% พอช่วงอายุ 45 – 50 ปีจะลงเร็วหน่อย แต่ก็มักจะไม่มีอาการอะไรให้เห็นจนอายุ 60 ปี เมื่ออายุถึง 80 ปีประมาณครึ่งหนึ่งของคุณผู้ชายจะมีฮอร์โมนเพศต่ำชัดเจน ทั้งนี้ มีความแตกต่างระหว่างคนต่อคน บางรายฮอร์โมนก็ยังคงอยู่ในระดับสูงแม้จะชราแล้ว บางรายฮอร์โมนลดต่ำไปแล้วก็จริง แต่กลับไม่มีอาการอะไรให้เห็นก็มี จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดเดาว่าใครจะมีระดับฮอร์โมนลดลงแค่ไหน ณ อายุเท่าใด หรือใครจะมีอาการหรือไม่มีอาการแอนโดรพอส ทางเดียวที่จะบอกได้ว่าฮอร์โมนลดต่ำลงจริงหรือไม่ก็คือเจาะเลือดดู

อาการของแอนโดรพอส

ในคนที่มีอาการจากฮอร์โมนลดต่ำ อาการอาจรวมถึงความต้องการทางเพศลดลง เป็นหมัน อวัยวะเพศแข็งตัวเองน้อยลง (เช่น เคยแข็งตัวตอนกลางดึกหรือตอนตื่นนอนเช้าเป็นประจำก็ไม่แข็งตัวอีกเลย) เต้านมตึงคัด ขนในที่ลับร่วง ลูกอัณฑะเล็กและเหี่ยว ความสูงของร่างกายลดลง กระดูกบางยิ่งขึ้น กล้ามเนื้อลีบเล็กลง ร้อนวูบวาบตามตัวและเหงื่อออก พลังงานเสื่อมถอย แรงบันดาลใจและความมั่นใจลดลง รู้สึกเศร้า หรือซึม สมาธิเสื่อม ความจำเสื่อม มีอาการหายใจขัดขณะนอนหลับหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับแบบอื่น ๆ มีภาวะโลหิตจาง ร่างกายทำงานได้น้อยลง ในอดีตแพทย์มักมองอาการเหล่านี้ว่าเป็นอาการของภาวะซึมเศร้าหรืออาการชราตามวัย จึงมักกล่อมให้ผู้ป่วยยอมรับสภาพว่าอายุมากแล้วทำใจเสียเถอะ ทั้งตัวผู้ป่วยเองก็ยากที่จะยอมรับได้ว่าตนเองมีอาการเหล่านี้อยู่ จึงพยายามเพิกเฉยต่ออาการเหล่านี้เสีย แต่ในปัจจุบันนี้มีการเจาะเลือดเพื่อพิสูจน์ระดับฮอร์โมนได้ง่าย ๆ ประกอบกับการมีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าแอนโดรพอสทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนและอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด (แม้ว่าหลักฐานอย่างหลังนี้จะยังไม่แน่นหนานัก) ทำให้ผู้คนหันมาสนใจแอนโดรพอสและการใช้ฮอร์โมนทดแทนจริงจังมากขึ้น

ขณะที่ผู้ชายเราหลีกเลี่ยงภาวะฮอร์โมนเพศถดถอยเมื่ออายุมากขึ้นไม่ได้ และยังมีความลังเลว่า การใช้ฮอร์โมนทดแทนจะดีหรือไม่ดีกับตัวเอง แต่ก็มีหลายอย่างที่ช่วยได้แน่นอน เช่น กินอาหารให้ถูกต้อง ใช้ชีวิตแบบแอคทีฟกระตือรือล้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยให้คงระดับพลังงานไว้ที่ระดับสูง คงมัดกล้ามเนื้อไว้ไม่ให้เหี่ยวหาย และคงจิตใจอารมณ์ให้คมเฉียบอยู่ได้แม้วัยจะล่วงเลยไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นตัวช่วย ลองตอบคำถามต่อไปนี้อย่างจริงใจดูก่อน โดยตอบเพียงแค่ว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”

  1. คุณรู้สึกว่าเรี่ยวแรง พละกำลังถดถอยลงไปกว่าเดิม
  2. คุณสังเกตว่าคุณเล่นกีฬาหรือออกแรงได้น้อยกว่าเดิม
  3. คุณรู้สึกว่ามีความต้องการทางเพศน้อยลง
  4. คุณมีความรู้สึกเศร้า หรือหงุดหงิด มากกว่าแต่ก่อน
  5. ร่างกายของคุณเตี้ยลงกว่าเดิม
  6. คุณรู้สึกว่าตัวเองมีความรื่นเริงบันเทิงใจกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตลดลง
  7. คุณรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม
  8. อวัยวะเพศของคุณไม่แข็งตัวตอนตื่นขึ้นมากลางดึกหรือตอนตื่นนอนเช้า
  9. คุณม่อยหลับหลังอาหารเย็น
  10. คุณรู้สึกว่ากล้ามเนื้อของตัวเองลีบลงกว่าเดิม หรือลงพุง (รอบเอวมากกว่า 34 นิ้ว)

ถ้าคำตอบของคุณคือ “ใช่” ตั้งแต่ 5 ข้อขึ้นไป โดยที่มีข้อ 1 หรือข้อ 2 (ข้อใดข้อหนึ่ง) อยู่ในกลุ่มข้อที่ใช่ด้วย ก็เป็นตัวช่วยบอกว่าคงไม่เสียหลายถ้าคุณจะหาโอกาสไปพบแพทย์เพื่อหารือเรื่องแอนโดรพอส เจาะเลือดดูฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน และรับฟังความเห็นและข้อแนะนำของแพทย์ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะไปทางไหนต่อดี

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: chaoprayanews(2010).แอนโดรพอส วัยทองสำหรับผู้ชาย. 1 เมษายน 2558.
แหล่งที่มา : http://www.chaoprayanews.com/2014/02/28/แอนโดรพอส-วัยทองสำหรับผ/
ภาพประกอบจาก : http://www.freepik.com


.jpg

ขิง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale Rsc. จัดอยู่ในวงศ์ Zingiberaceae ตามสรรพคุณยาไทย สามารถใช้รักษาโรคท้องอืดได้ เนื่องจากมีน้ำมันหอมระเหยที่ประกอบด้วยสารเคมีต่าง ๆ คือ Citral, methol, bomeol, zingiberine, fenchone, 6-shogoal และ 6-gingerol มีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมัน แก้ลมจุกเสียด นอกจากนี้ สารที่มีรสเผ็ด ได้แก่ 6-shogoal และ 6-gingerol ทำให้ลำไส้เพิ่มการเคลื่อนไหว จึงบรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง

 

วิธีการใช้

ให้นำเหง้าขิงสดขนาดเท่าหัวแม่มือ (ประมาณ 5 กรัม) ทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่ม แต่มีข้อควรระวัง คือ การได้รับน้ำสกัดจากขิงที่เข้มข้นมาก ๆ จะให้ผลตรงข้าม คือ จะไประงับการบีบตัวของลำไส้จนทำให้ลำไส้หยุดการบีบตัว ดังนั้น การดื่มน้ำขิงไม่ควรให้ความเข้มข้นมากเกินไป เพราะจะทำให้ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ สำหรับโรคท้องอืดนั้น สาเหตุเกิดมาจาก

  1. ระบบการย่อยอาหารทำงานไม่ปกติ อาหารจึงไม่ย่อย หรือรับประทานอาหารมากเกินความต้องการ เคี้ยวไม่ละเอียด มีปัญหาในช่องปาก อาหารย่อยยาก ทำให้เกิดลมในท้องมาก
  2. ท้องผูก เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง เนื่องจากการที่มีก้อนอุจจาระแข็งอุดตันอยู่ในลำไส้ใหญ่
  3. แบคทีเรียในลำไส้มีมากเกินไป ปกติลำไส้จะมีแบคทีเรียทั้งดีและไม่ดีอาศัยอยู่ แต่ถ้าแบคทีเรียไม่ดีอาศัยอยู่มาก เช่น อีโคไล หรือคลอสตริเดียมมีมากเกินไป จะทำให้การสร้างแก๊ส ทำให้ท้องอืด มักพบในผู้ที่นิยมบริโภคเนื้อ นม ไข่ มากเกินไป
  4. ความเครียด เมื่อเกิดอาการเครียดระบบการทำงานของซิมปาเทติก และพาราซิมปาเทติก จะไม่มีความสมดุลกัน จึงเกิดการหลั่งน้ำย่อยออกมาน้อยลง และบางครั้งลำไส้ก็เคลื่อนไหวน้อย ทำให้ลมถูกกักอยู่ในท้อง กรณีนี้มักพบในคนทำงานที่ต้องใช้สมอง และนั่งอยู่กับโต๊ะนาน ๆ
  5. การใส่สเตย์รัดหน้าท้อง หรือใส่เสื้อผ้ารัดรูปเกินไป เป็นการเอาสิ่งของไปกดหน้าท้อง ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวไม่ได้ตามธรรมชาติ

 

วิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง

  1. รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง รสจัด เคี้ยวอาหารให้ละเอียด
  2. ออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ
  3. รับประทานสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับลม เช่น กะเพรา กระเทียม ชะพลู ดีปลี กานพลู ว่านน้ำ จันทน์เทศ พริกไทย ข่า

นอกเหนือจากการรักษาอาการท้องอืดได้แล้ว ขิงยังสามารถรักษาอาการไอ มีเสมหะได้ โดยการใช้เหง้าขิงแก่ผสมกับน้ำมะนาว หรือเหง้าขิงสดตำผสมน้ำเล็กน้อย คั้นเอาน้ำผสมเกลือนิดหน่อย ใช้กวาดคอ หรือจิบบ่อย ๆ และยังมีการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดของขิงป้องกันการคลื่นไส้อาเจียน เมารถ เมาเรือได้ดี จึงจะมีการพัฒนาเป็นยาแก้คลื่นไส้อาเจียนของหญิงมีครรภ์

 

ภาพประกอบจาก: www.lovepik.com


-มีประโยชน์อย่างไรต่อสุขภาพ.jpg

กระเจี๊ยบแดง (Hibiscus sabdariffa L.) เป็นพืชสมุนไพรที่เป็นได้ทั้งอาหาร และมีสรรพคุณทางยา ดังนี้

  1. ทางด้านคุณค่าทางโภชนาการนั้น กลีบเลี้ยง และกลีบรองดอก มีสารชื่อว่า “แอนโธโซยานิน” (Anthocyanin) จึงทำให้มีสีม่วงแดง ประกอบด้วยวิตามินซีสูง มีกรดซิตริก มัลลิก ธาตุแคลเซียม วิตามินเอ และอื่น ๆ ใบ มีวิตามินเอสูง มีแคลเซียม มีฟอสฟอรัส และอื่น ๆ ส่วนกรรมวิธีในการนำไปปรุงเป็นอาหารนั้นใบอ่อน ยอดอ่อนนำไปใส่ในแกงส้ม หรือต้มส้ม เพื่อเพิ่มรสเปรี้ยวในอาหาร กลีบเลี้ยง และกลีบรองดอก นำไปทำเป็นน้ำสมุนไพร แยม และเยลลี่ได้
  2. ทางด้านสรรพคุณทางยานั้น ยอด และใบ ช่วยย่อยอาหาร ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ เป็นยาบำรุงธาตุ และยาระบาย กลีบเลี้ยงทำให้สดชื่น ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ แก้นิ่ว แก้กระหายน้ำ เมล็ด ลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด บำรุงธาตุ ขับน้ำดี แก้ปัสสาวะขัดและเจ็บ นอกจากนั้น ยอด และใบสามารถใช้เป็นยาภายนอกได้ คือ ตำพอกฝี ต้มน้ำชะล้างแผล ตำให้ละเอียดนำมาประคบฝี

 

กระเจี๊ยบแดงกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

  1. ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ผลการศึกษาพบว่า น้ำชงกระเจี๊ยบไม่มีผลในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียในระบบขับถ่ายปัสสาวะ
  2. การทดลองทางคลินิกใช้ขับปัสสาวะ พบว่า เมื่อให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสกัดกระเจี๊ยบแดง มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ และมีผลช่วยฆ่าเชื้อในทางเดินปัสสาวะด้วย
  3. การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่า สามารถลดไขมัน ลดไตรกลีเซอไรด์ในหนูได้ นอกจากนี้ยังพบว่า สารสกัดด้วยน้ำของกลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบ เมื่อฉีดเข้าเส้นแมวแล้ว มีฤทธิ์ลดความดัน

ส่วนน้ำต้ม จากการทดลองให้คนกิน สามารถขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิตสูง ลดการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ ภายหลังการผ่าตัดผู้สูงอายุที่เป็นนิ่วในไต ส่วนสารสกัดจากกลีบดอกของกระเจี๊ยบ ช่วยระบาย ลดอาการบวม ยับยั้งการสร้างอะฟลาท๊อกซิน ปกป้องไม่ให้ตับถูกทำลาย นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อสตรีวัยทอง ส่วนความเป็นพิษนั้น พบว่า การที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่งนั้น ต้องกินน้ำสกัดกระเจี๊ยบ 129.1 กรัมต่อน้ำหนักหนูหนึ่งกิโลกรัม คือ ถ้าเปรียบเทียบกับให้คนกินแล้ว คนหนักประมาณ 60 กิโลกรัมจะต้องกินกระเจี๊ยบประมาณ 7.8 กิโลกรัม

 

คำแนะนำ

กระเจี๊ยบแดงมีเกลือโพแตสเซียมมาก จึงต้องระวังในการใช้กับคนไข้โรคหัวใจ


-และมีประโยชน์อะไรบ้าง.jpg

มะนาว (Lemon) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus aurantifolia Swing. มีสารสำคัญได้แก่ ผิวของผลมีน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil) ประกอบด้วย Citral, Imonnene, linadol, linalylacetate cymene, terpineol

 

มะนาวมี Citric acid และวิตามินซีในใบม้ำมันหอมระเหยจำพวก coumarin, isopimpinellin และยังประกอบด้วยสารอาหารต่าง ๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต วิตามินซี วิตามินบี 1, 2 และ 4

 

มะนาวจึงสามารถใช้รักษาอาการเบื้องต้นของโรคต่าง ๆ ได้ เช่น

  1. โรคลักปิดลักเปิด น้ำมะนาวมีวิตามินซีสูงมาก จึงมีฤทธิ์รักษาโรคลักปิดลักเปิด โดยการดื่มน้ำมะนาวเป็นประจำ
  2. อาการไอ เจ็บคอ เสียงแหบแห้ง ใช้น้ำมะนาวผสมเกลือเล็กน้อย กรดที่มีในน้ำมะนาวจะช่วยกระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมา ทำให้เกิดการชุ่มคอ และลดการระคายคอ
  3. แก้ปวดท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ โดยใช้เปลือกมะนาวคลึงให้น้ำมันออก แล้วชงน้ำดื่ม น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกจะช่วยแก้อาการปวดท้อง และท้องอืดท้องเฟ้อได้
  4. บรรเทาการปวดศีรษะ โดยการนำปูนแดงทาบนมะนาวที่ฝานผ่าครึ่ง แล้วปิดบริเวณขมับ จะบรรเทาอาการปวดศีรษะได้
  5. แก้ก้างปลาติดคอ โดยบีบน้ำมะนาวลงคอ กรดในน้ำมะนาวจะทำให้ก้างปลาอ่อนลง และหลุดได้
  6. แก้หัวโน นำน้ำมะนาวผสมดินสอพองพอกบริเวณที่โน จะทำให้เย็นและยุบตัวเร็ว

 

ประโยชน์อื่น ๆ ของมะนาว

มะนาวนอกจากจะช่วยรักษาอาการเบื้องต้นของโรคต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีประโยชน์อีก เช่น น้ำมะนาวสามารถนำมาปรุงแต่งอาหารให้มีรสเปรี้ยว และดับกลิ่นคาว เช่น ใส่ในน้ำพริกกะปิ ต้มยำ อาหารประเภทยำ ลาบ ส้มตำ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังใช้ทำน้ำมะนาวคั้น บ๊วยรสมะนาว มะนาวแช่อิ่ม มะนาวดอง รับประทานเป็นขนมหรือของว่างได้ ส่วนประโยชน์ในด้านความงามนั้น นำน้ำมะนาวผสมกับดินสอพอง ขมิ้นชันผง พอกหน้าลดการอักเสบของสิวได้ดี หรือเปลือกมะนาวที่เหลือนำมาถูตามข้อศอก หัวเข่า ซอกเล็บ และส้นเท้า จะช่วยลดการด้าน และส้นเท้าแตกได้

การจะใช้น้ำมะนาวให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น มีข้อแนะนำว่า วิตามินซีในน้ำมะนาวจะสลายตัวง่ายในความร้อน จึงควรที่จะปรุงน้ำมะนาวเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการประกอบอาหาร


-ใช้รักษาโรคแก้ไอได้จริงหรือไม่.jpg

มะขามป้อม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus emblica L. จัดอยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae เป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ตามตำรา แพทย์พื้นบ้าน โดยนำผลแก่สด 2 – 3 ผล มาโขลกพอแหลก ผสมเกลือเล็กน้อย อมหรือเคี้ยวรับประทานวันละ 3 – 4 ครั้ง ใช้รักษาอาการไอ ละลายเสมหะ เนื่องจากผลของมะขามป้อมมีรสเปรี้ยวอมฝาด แต่เมื่อรับประทานได้สักครู่ จะมีรสหวานชุ่มคอ

 

ตามสรรพคุณยาโบราณ พบว่า ช่วยบำรุงเนื้อหนังให้บริบูรณ์ กัดเสมหะในคอ แก้พรรดึก แก้ไข้เจือลม แก้ไอ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย เมื่อนำมาใช้เป็นยาตำรับร่วมกับสมอไทย สมอพิเภก เรียกว่า มหาพิกัดตรีผลา ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย และแก้ตรีโทษ คือ โทษที่เกิดจาก ปิตตะ (ดี) วาตะ (ลม) และเสมหะ คือ ลูกสมอพิเภก แก้ปิตตะและคุมธาตุไฟ ลูกสมอไทยแก้วาตะและคุมธาตุลม ส่วนลูกมะขามป้อม แก้เสมหะและคุมธาตุดินและน้ำ ซึ่งเป็นธาตุที่ก่อให้เกิดการมีเสมหะ นอกจากนั้น มะขามป้อมยังสามารถใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้ เพราะมีวิตามินซีสูงมาก

 

รายงานผลการศึกษาวิจัย

มีรายงานการวิจัยทางคลินิกว่าได้ใช้กับผู้ป่วย 20 คน โดยนำผลแห้งที่ผ่าเอาเมล็ดออกประมาณ 3 กรัม มาผสมกับนม ปั่นให้เหลวเหมือนเนย ให้ผู้ป่วยรับประทานวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ พบว่า ผู้ป่วยอาการดีขึ้น 17 คน คิดเป็น 85%

จากการรายงานผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบว่า มะขามป้อม สามารถต้านผิวหนัง ลดการอักเสบ และแก้สิวได้ จึงมีผู้ประกอบการนำเนื้อมะขามป้อมไปสกัดเพื่อนำสารสกัดที่ได้มาผสมในเครื่องสำอาง

 

ภาพประกอบจาก: en.wikipedia.org


.jpg

ว่านหางจระเข้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aloe vera (L.) Burm.f. จัดอยู่ในวงศ์ Asphodelaceae นอกจากจะใช้เป็นสมุนไพรรักษาอาการภายนอกต่าง ๆ เช่น ดับพิษร้อนจากการโดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวกแล้ว ว่านหางจระเข้สามารถรับประทานได้ แต่การรับประทานว่านหางจระเข้นั้นต้องรู้จักกรรมวิธีในการทำ เพราะว่านหางจระเข้มียางสีเหลืองบริเวณเปลือก จะมีสาร Anthraquinone มีฤทธิ์ขับถ่าย เวลาจะรับประทานจึงต้องล้างยางสีเหลืองออกให้หมด

 

การรับประทานว่านหางจระเข้

สามารถรับประทานได้ทั้งแบบสดและนำไปแปรรูป เช่น

  1. การรับประทานเพื่อลดการอักเสบของกระเพาะอาหาร ให้รับประทานวุ้นจากใบสดที่ล้างยางออกจนสะอาดแล้ว ประมาณ 3 – 4 เซนติเมตร ก่อนอาหารเช้า – เย็น ทุกวันจนอาการดีขึ้น หรือหาย จึงหยุดรับประทาน
  2. การรับประทานเป็นขนมหวาน ให้นำวุ้นจากใบสดล้างยางออกให้หมด หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า หรือเป็นเส้น ๆ ตามต้องการ ต้มน้ำเชื่อมเมื่อเดือดใส่วุ้นว่านหางจระเข้ลงไป ต้มต่อไปประมาณ 5 – 7 นาทียกลง ปล่อยไว้ให้เย็น รับประทานกับน้ำแข็ง มีฤทธิ์ลดความร้อนในร่างกาย ลดคอเลสเตอรอล

นอกจากการรับประทานแล้ว ว่านหางจระเข้ยังมีผู้นิยมนำมาทำเป็นเครื่องสำอาง เพราะว่านหางจระเข้มีสรรพคุณบำรุงผิว ป้องกันสิว ฝ้า รักษาสิว โดยใช้สารสกัดจากว่านหางจระเข้ผสมลงไป หรืออาจทำเองง่าย ๆ โดยการล้างทำความสะอาดวุ้นให้ยางสีเหลืองออกให้หมด แล้วหั่นชิ้นบาง ๆ พอกหน้า หรือคั้นน้ำแล้วทาทั่วหน้า ทิ้งไว้ประมาณ  15 นาที แล้วล้างออก จะรักษาสิว ทำให้หน้าไม่มัน บำรุงผิวหน้า ป้องกันแสงแดดได้เป็นอย่างดี จึงมีผู้นำวุ้นจากว่านหางจระเข้ผสมกับไข่แดง และน้ำมันมะกอก อัตราส่วน 1:1:1 ใส่น้ำเล็กน้อยปั่นให้เข้ากันนำไปหมักผม ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วล้างออก สัปดาห์ละครั้ง จะรักษาอาการผมเสีย แตกปลาย

 

ข้อควรระวัง

  1. ก่อนใช้ว่านหางจระเข้ ทดสอบดูว่าแพ้หรือไม่ โดยเอาวุ้นทาบริเวณท้องแขนด้านในถ้าผิวไม่คันหรือแดงก็ใช้ได้
  2. ควรล้างยางสีเหลืองที่อาจติดมากับวุ้นออกให้หมด เพราะจะเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังได้

 

ภาพประกอบจาก: www.pixabay.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก