ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-ยังไงไม่ให้พลาด.jpg

ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันกระแสการออกกำลังกายมาแรงมาก ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องขายดี และมีการพัฒนาออกมาให้เลือกกันมากมาย จนบางครั้งผู้ซื้อไม่รู้จะใช้หลักอะไรในการตัดสินใจ รองเท้าออกกำลังกายเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะรองรับแรงกระแทกของร่างกายโดยตรง

 

สำหรับชุดออกกำลังกายนั้น นอกจากรูปทรงกระชับแล้ว ยังต้องมีเนื้อผ้าที่ใส่สบาย โดยระบายเหงื่อได้ดี  และแห้งเร็ว แต่การพิจารณาเลือกซื้อรองเท้าออกกำลังกายนั้น มีเรื่องต้องพิจารณามากไปกว่านั้น เพราะนอกจากจะส่งผลต่อสมรรถภาพของการออกกำลังกายแล้ว ยังอาจส่งผลต่ออุบัติเหตุในระหว่างการเล่น หรือถ้าเลือกรองเท้าผิดประเภท อาจส่งผลให้เท้าหรือกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อเกิดการบาดเจ็บได้เช่นกัน มี 2 เรื่องง่าย ๆ แต่สำคัญ ดังนี้

 

เลือกรองเท้าให้เหมาะกับประเภทของการออกกำลังกาย

เริ่มแรกให้ดูก่อนว่าคุณกำลังออกกำลังกายประเภทไหน ประเภทของการออกกำลังกายจะเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญ เพราะจะทำให้คุณมีโอกาสได้รองเท้าที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการออกกำลังกายหรือกีฬาประเภทนั้น ๆ เช่น

  • เน้นการวิ่ง ถ้าคุณวิ่งเป็นหลัก ให้มองหารองเท้าวิ่งที่มีคุณสมบัติรองรับแรงกระแทกได้ดี และสามารถกระจายแรงกระแทกโดยเฉพาะส้นเท้า ไปยังส่วนต่างๆอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องมีความยืดหยุ่นตัว และคงสภาพได้ดี และแน่นอนว่าต้องมีน้ำหนักเบา
  • เน้นการเดิน ให้มองหารองเท้าที่ให้ความนุ่มสบาย ดูดซับแรงกระแทกและออกแบบมาเพื่อรองรับการเดินอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด
  • เน้นการเล่นกีฬาในคอร์ต หากคุณมองหารองเท้าเล่นเทนนิส วอลเลย์บอล บาสเกตบอลหรือกีฬาในคอร์ตอื่นๆ เบื้องต้นเลือกพื้นรองเท้าที่เหมาะกับประเภทของคอร์ต ซึ่งปกติรองเท้าแต่ละประเภทจะทำพื้นมาอยู่แล้ว เช่น รองเท้าพื้นยางเหมาะสำหรับใช้ในคอร์ตแบดมินตัน สนามฟุตซอล เป็นต้น ทั้งนี้ต้องมีความทนทานและการคงสภาพได้ดี เพื่อรองรับการเคลื่อนไหวกลับไปกลับมาเกือบทุกทิศทางในพื้นที่คอร์ต ได้เป็นอย่างดี
  • กีฬาสนามกลางแจ้ง หากคุณกำลังมองหารองเท้าสำหรับเล่นกอล์ฟ หรือฟุตบอล อื่น ๆ เบื้องต้นคุณจะต้องการรองเท้าที่มีเชือกผูกและมีปุ่ม เพื่อให้มีแรงยึดเกาะกับพื้นที่ดียิ่งขึ้น

เคล็ดลับง่าย ๆ เพื่อตรวจสอบคุณภาพรองเท้าก่อนตัดสินใจซื้อ: งอปลายของรองเท้าที่ละครั้ง ควรมีความยืดหยุ่นในการงอได้ใกล้เคียงกับเท้าของเรา หากงอได้มากเกินไปหรือแข็งจนงอได้ยาก ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บในขณะเล่นได้  นอกจากนี้ตรวจสอบให้แน่ใจว่ารองเท้าส่วนที่รองรับส้นเท้ามีความแข็งแรง เพียงพอ ไม่บุบหรือยุบตัวเมื่อออกแรงกด รวมถึงมีพื้นรองเท้าที่รองรับแรงกระแทกตามลักษณะของกีฬาแต่ละประเภทได้เป็นอย่างดี

 

เลือกรองเท้ากีฬาให้พอดีเท้า

การลองรองเท้าในร้านขายส่วนใหญ่จะต่างจากการใส่ออกกำลังกายจริง แต่มีเคล็ดลับเล็ก ๆ ในการเลือกซื้อรองเท้าเพื่อให้ได้ขนาดที่เหมาะกับเท้าของคุณในการออกกกำลังกาย:

  • ซื้อช่วงบ่าย ๆ หลังจากผ่านการเดินมาทั้งวัน เท้าจะบวมที่สุดในช่วงเย็นของวันและคุณจะได้รองเท้าที่พอดีเท้าเมื่อลองในช่วงเวลานี้
  • ลองกับถุงเท้ากีฬา ให้ลองกับถุงเท้ากีฬาที่คุณใส่ประจำ เพื่อตอนที่ใส่จริงจะได้พอดีแบบสุด ๆ
  • เลือกขนาดที่ใส่แล้วเหลือช่องบริเวณนิ้วเท้าด้านหน้า ประมาณครึ่งนิ้ว โดยหากเท้าสองข้างไม่เท่ากันให้เลือกขนาดที่พอดีกับข้างที่ใหญ่กว่าเสมอ
  • ปัจจุบันรองเท้าแต่ละยี่ห้อ หรือแต่ละรุ่นอาจมีรูปทรงที่แตกต่างกัน เช่น บางรุ่นสำหรับหน้าเท้ากว้าง บางรุ่นสำหรับหน้าเท้าแคบ เลือกรองเท้าให้เหมาะกับลักษณะเท้าของเรา สังเกตได้จากส้นเท้ารู้สึกกระชับ ปลายเท้าเหลือครึ่งนิ้ว และจุดกว้างที่สุดของฝ่าเท้าตรงกับจุดกว้างที่สุดของรองเท้าที่สวมอยู่
  • หาโอกาสลองสวมอย่างน้อย 10 นาที ลองเดินในร้านหรือถ้านอกร้านก็จะดีมากในกรณีที่ร้านค้าอนุญาต

ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับเท้าให้คุยกับพนักงานขายโดยตรงเพื่อหารองเท้าที่เหมาะกับเท้าคุณจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น คนเท้าโค้งอาจจะต้องการรองเท้าที่ต่างไปจากคนเท้าแบน โปรดจำไว้ว่ารองเท้ากีฬาทุกชนิดมีความแตกต่างกัน ดังนั้นอย่ายึดติดกับสไตล์หรือเลือกเพราะเห็นคนอื่นใส่ ให้ศึกษาว่าคุณมีลักษณะเท้าเป็นอย่างไร ถ้ามีปัญหามีในส่วนไหน แล้วเลือกรองเท้าในแบบที่ช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้น้อยลงได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ที่มา : www.everydayhealth.com
ภาพประกอบ : www.pixabay.com


...เพื่อสุขภาพคนไทย.jpg

ข่าวคราวการลงมติยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี ได้แก่ พาราควอต (Paraquat) ครอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) และไกลโฟเซต (Glyphosate) โดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย ภายหลังได้มีฝ่ายที่ออกมาสนับสนุน และฝ่ายที่ออกมาต่อต้านมติดังกล่าว โอกาสนี้กองบรรณาธิการ ขอนำเสนอเรื่องของสารเคมีเหล่านี้กัน

 

มีการใช้สารดังกล่าวในการกำจัดศัตรูพืชทั่วโลก มาอย่างยาวนาน

พาราควอตถูกผลิตและจัดจำหน่ายครั้งแรกโดยบริษัท ICI จากประเทศอังกฤษช่วงต้นปี 1962 ต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในสารกำจัดวัชพืชที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก ทั้งในอังกฤษ อเมริกา ยุโรป เอเชีย ด้วยข้อดีในเรื่องของประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืช เช่น การฆ่าหญ้า และเรื่องต้นทุนที่ต่ำกว่าสารเคมีตัวอื่น

ส่วนไกลโฟเซตเริ่มผลิตจำหน่ายโดยบริษัทจากสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นสารกำจัดวัชพืชที่สามารถใช้ได้ทั้งการฉีดพ่นหรือหยอดที่ยอด โดยมีปริมาณการใช้งานมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา ทั้งในด้านการทำเกษตรและการตกแต่งสวน ปัจจุบันสิทธิบัตรที่เป็นแบรนด์หรือชื่อทางการค้าตั้งต้นได้หมดลง จึงมีการผลิตและจำหน่ายไกลโฟเซตในท้องตลาดออกมาอีกหลายแบรนด์

สำหรับครอร์ไพริฟอสเป็นสารกำจัดแมลงศัตรูพืช ผลิตจำหน่ายโดยกลุ่มบริษัทจากสหรัฐอเมริกามานานกว่า 50 ปี กรมวิชาการแนะให้มีการใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชทั้งชนิดปากกัดและปากดูด อาทิ หนอนเจาะสมอฝ้าย เสี้ยนดิน เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น ด้วงงวงมันเทศ ผีเสื้อข้าวเปลือก ด้วงงวงข้าว ด้วงงวงข้าวโพด เป็นต้น โดยพืชที่แนะนำให้ใช้ ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง มันเทศ ข้าวเปลือกที่ใช้ทำพันธุ์ นุ่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และกล้วย

 

มีผลการศึกษาทางด้านความเป็นพิษ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังจากการใช้กันสารเคมีดังกล่าวอย่างแพร่หลาย มีผลของการศึกษาที่เกี่ยวกับสุขภาพและความเป็นพิษออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากความเป็นพิษของสารเคมี เช่น ผิวหนังเป็นแผลพุพอง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียถ่ายเป็นเลือด โดยขึ้นกับปริมาณสารเคมีที่สะสมในร่างกายแล้ว ยังมีการศึกษาพบว่าการใช้พาราควอตสามารถส่งผลเสียต่อตับ ไต หัวใจ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงออกฤทธิ์ทำลายสมอง และทำให้เสี่ยงต่อการเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังมีการศึกษาโดย ศ. ดร. พรพิมล กองทิพย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบการตกค้างของพาราควอตในในซีรัมมารดาและสายสะดือทารกมากถึง 17 – 20% และมีหลักฐานยืนยันว่าพาราควอตในร่างกายแม่ถูกส่งต่อถึงลูกในท้อง

ในส่วนของไกลโฟเซตนั้น สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้เป็น “สารที่น่าจะก่อมะเร็ง” (probably carcinogenic to humans) ล่าสุดศาลที่สหรัฐอเมริกาได้ตัดสินให้บริษัทผู้ผลิตสารไกลโฟเซตรายใหญ่จ่ายค่าเสียหายมูลค่า 289 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับผู้ป่วยมะเร็งซึ่งมีประวัติการใช้สารดังกล่าวเป็นประจำ และยังมีคดีฟ้องร้องในเรื่องดังกล่าวอีกกว่า 5,000 รายทั่วอเมริกา สำหรับครอร์ไพริฟอสมีการศึกษาพบความเป็นพิษต่อเด็กเป็นจำนวนมาก พบว่าสมองเด็กมีลักษณะผิดปกติ ความเป็นพิษต่อระบบประสาทโดยเฉพาะด้านการเรียนรู้และความจำ นอกจากนี้ยังพบว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมและลำไส้อีกด้วย

 

หลาย ๆ ประเทศมีการประกาศห้ามหรือจำกัดการใช้

ข้อมูลจากทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านหรือ “แบน” การใช้สารดังกล่าว มีออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีหลายประเทศที่มีการประกาศห้ามหรือจำกัดการใช้สารเคมีดังกล่าว อาทิ พาราควอตมีมากกว่า 50 ประเทศที่ประกาศห้ามใช้ เช่น อังกฤษ สวีเดน สเปน มาเลเซีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม และอีกหลายประเทศที่จำกัดการใช้ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สหรัฐ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น ไกลโฟเซตมีหลายประเทศที่ประกาศห้ามใช้ เช่น ออสเตรีย ฝรั่งเศส โอมาน ซาอุดิอาระเบีย เวียดนาม เป็นต้น และคลอร์ไพริฟอส มีหลายประเทศที่ประกาศห้ามใช้เช่นเดียวกัน เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ สิงคโปร์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมนี สวีเดน เป็นต้น

 

ล่าสุดประเทศไทยมีมติยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีดังกล่าว

ภาพประกอบจาก www.tcijthai.com

จากการข้อมูลผลกระทบสารเคมีปราบศัตรูพืช รวม 4 ปี มีผู้เสียชีวิตจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2,193 ราย เฉลี่ยค่ารักษากว่า 20 ล้านต่อปี ล่าสุดคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีการประชุมพิจารณาข้อมูลในด้านต่าง ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้มีการลงมติอย่างเปิดเผย ให้มีการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ตัว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2562 ทั้งนี้พาราควอตมีผู้ลงคะแนนให้ยกเลิกใช้ 1 ธ.ค. 2562 จำนวน 20 คน มีผู้ลงคะแนนให้ยกเลิกใช้ 1 ธ.ค. 2564 จำนวน 1 คน และจำกัดการใช้ 5 คน ลำดับต่อไปกรมวิชาการเกษตร จะไปดำเนินการยกร่างประกาศกฎกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น และเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย รวมถึงพิจารณาระยะเวลา ความเหมาะสมในการบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่ยังคงเหลืออยู่หลังจากประกาศมีผลบังคับใช้

อย่างไรก็ตามฝ่ายที่คัดค้านเรื่องดังกล่าว ยังสามารถยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง เพื่อขอสิทธิ์คุ้มครองชั่วคราว และสอบถามถึงแนวทางการใช้สารทดแทน จากการแบนสารเคมีดังกล่าวด้วย

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

ข้อมูลจาก

  1. Wikipedia
  2. เคหการเกษตร, Kehakaset.com
  3. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
  4. www.eht.sc.mahidol.ac.th

-เมื่อประจำเดือนมาเร็ว.jpg

การมีประจำเดือนครั้งแรกของสาว ๆ ในด้านหนึ่งอาจทำให้ได้สัมผัสถึงธรรมชาติของความเป็นผู้หญิงมากขึ้น ในขณะที่อีกด้าน คือ การต้องเรียนรู้ถึงอาการต่าง ๆ ก่อนการมีประจำเดือน หรือที่เรียกว่า “Premenstrual syndrome (PMS)” และอาการปวดท้องประจำเดือนในช่วงนั้น

           

ปัจจุบันนี้มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การมีประจำเดือนเร็ว หรือก่อนอายุ 12 ปี อาจเชื่อมโยงกับปัญหาด้านสุขภาพหลาย ๆ ด้าน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็ว จำเป็นต้องรู้เท่าทันกับปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น ดังต่อไปนี้

 

ความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

ผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากขึ้นถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป นั่นเป็นเพราะการเป็นสาวเร็วนั้น มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

 

ความเสี่ยงต่อการเข้าสู่วัยทองก่อนช่วงวัยปกติ

ข้อมูลจากงานวิจัย ตีพิมพ์ในวารสารที่เกี่ยวกับประจำเดือน ปี 2560 พบว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนในช่วงอายุ 11 ปี หรือน้อยกว่านั้น มีความเสี่ยงสูงถึง 80 % ในการเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนก่อนอายุ 40 ปี ขณะที่มีความเสี่ยงสูงถึง 30% ในการเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนในช่วงอายุ 40 – 44 ปี เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงระหว่างอายุ 12 – 13 ปี

 

ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

มีรายงานพบว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงก่อนอายุ 12 ปี มีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ มากกว่าผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงอายุ 13 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ยังไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีความสัมพันธ์ระหว่างเด็กที่อ้วน ปริมาณเซลล์ไขมันที่มีอยู่มาก อาจส่งผลต่อการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน และการมีประจำเดือน

 

ความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน

จากข้อมูลก่อนหน้าประจำเดือนมาเร็วกว่าปกติ อาจชักนำให้เข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ นำมาซึ่งความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน ทั้งนี้ แนวทางการป้องกันโรคกระดูกพรุนมีหลากหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นออกกำลังกายเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทานแคลเซียม และทานวิตามินดี และยิ่งร่างกายสามารถสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนได้มากขึ้น ก็จะสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้มากขึ้นตามไปด้วย

 

ความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งรังไข่

มีผลวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่สูงกว่าผู้หญิงที่มีประจำเดือนอายุ 14 ปีขึ้นไป ถึงร้อยละ 51 ทั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจนด้วยเช่นกัน

 

ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานไม่ได้มีสาเหตุมาจากการที่ผู้หญิงมีประจำเดือนเร็วกว่าปกติ ความสัมพันธ์อาจเกิดจากไขมันสะสมในร่างกาย เหนี่ยวนำให้มีประจำเดือนที่เร็ว และยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อีกด้วย

 

ความเสี่ยงต่อภาวะการมีบุตรยาก

ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็วกว่าปกติ มีแนวโน้มที่ประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่ลดลง อธิบายง่าย ๆ ก็คือ มีไข่ (Ovarian) ที่พร้อมในการปฏิสนธิน้อยลง  เรื่องนี้อาจต้องปรึกษาสูตินรีแพทย์ เพื่อวางแผนการแก้ไขหากจำเป็น

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ   
แหล่งข้อมูล: www.womenshealthmag.com
ภาพประกอบ: www.istockphoto.com


-คุณมีปัญหา.jpg

ร่างกายของมนุษย์ มีเส้นประสาท (Nerve) อยู่เป็นจำนวนมาก เส้นประสาทเหล่านี้จะทำงานเชื่อมกับสมองและไขสันหลังเพื่อให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ หากเส้นประสาทเกิดความเสียหาย แม้แต่การเคลื่อนไหวง่าย ๆ เช่น หยิบจับ ลุก เดิน ก็อาจกลายเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสได้ การสังเกตอาการเพื่อหาสาเหตุ และแก้ไขอย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งจำเป็น มาดูอาการที่อาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทกัน

 

อาการชา (Numbness) เหน็บ (Tingling) หรือแสบร้อน (Burning)

ความรู้สึกนี้อาจเกิดขึ้นได้บริเวณมือ เท้า แขน และขา และสามารถเกิดได้บ่อยในช่วงนอนหลับซึ่งเป็นเรื่องปกติหากเกิดอาการแบบชั่วครั้งชั่วคราว แต่ถ้าอาการชา เหน็บ ปวดแสบปวดร้อนเกิดกับคุณในแต่ละครั้งแบบนาน ๆ ด้วยแล้ว อาจเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทของคุณอาจมีปัญหา ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

 

เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก

หากเส้นประสาทที่สั่งการเกิดความเสียหาย อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออาจเกิดขึ้น คุณอาจทำภารกิจประจำวันได้ไม่เหมือนเดิม เช่น กำช้อนกินข้าว เขียนหนังสือ นั่นรวมถึงการเสี่ยงในการเป็นอัมพาตด้วย หากคุณมีปัญหาในการเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

 

ปวดร้าวลงขา

อาการปวดร่วมกับการแสบร้อนหรืออาการชา มักเริ่มจากช่วงเอว เลื่อนมายังสะโพกและลงไปที่ขา ซึ่งเป็นอาการปวดของเส้นประสาทไซอาติก (Sciatic nerve) นั่นหมายถึงเส้นประสาทของคุณถูกกดทับจนเสียหาย โดยคุณอาจเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นความผิดปกติของกระดูกสันหลังรวมถึงการเป็นโรคเบาหวาน

 

ซุ่มซ่าม เงอะงะมากกว่าปกติ

อาการนี้อาจเกิดจากเส้นประสาทที่คอยสั่งการด้านความรู้สึกได้รับความเสียหาย ทำให้การประสานงานภายในร่างกายและการรับรู้ตำแหน่งของร่างกายคลาดเคลื่อนไป และความเสียหายนี้ยังอาจเกี่ยวข้องกับเซลล์ประสาทในสมองอีกเช่นกัน ซึ่งกรณีนี้จะแสดงอาการของโรคพาร์กินสัน

 

เข้าห้องน้ำบ่อยกว่าปกติ

หากรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ หรือมีปัญหาเข้าห้องน้ำไม่ทัน  อาจจะมีสาเหตุมาจากเส้นประสาทได้รับความเสียหายและส่งสัญญาณผิดพลาดไปที่กระเพาะปัสสาวะอาการแบบนี้มีความเสี่ยงมากกว่าปกติ ที่จะเกิดกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน

 

ปวดแปลบต้นคอถึงศีรษะ คล้ายไฟฟ้าช็อต

เป็นอาการของการปวด เส้นประสาทที่ท้ายทอย (Occipital neuralgia) มักเป็นผลมาจากการถูกกดทับ ซึ่งหากคุณมีอาการแบบนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

 

เหงื่อออกมากหรือน้อยผิดปกติ

อาจเป็นสัญญาณว่า เส้นประสาทที่ส่งข้อมูลจากสมองไปสู่ต่อมเหงื่อได้รับความเสียหาย ซึ่งคุณอาจจะต้องเข้ารับการตรวจวัดปริมาณเหงื่อและอัตราการเต้นของหัวใจต่อไป

 

บาดเจ็บง่าย ๆ จากเรื่องที่ควรรู้

หากคุณมักจะบาดเจ็บ เช่น มีดบาด ลื่นหกล้ม หัวโขก บ่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่คนอื่นจะไม่เป็น อาจเป็นเพราะเส้นประสาทกำลังทำงานผิดพลาด ทำให้คุณไม่รู้สึกว่ากำลังสัมผัสกับสิ่งที่เป็นอันตราย  เช่น ความร้อม ความแหลมคม ความลื่นของพื้น หากเกิดอาการเช่นนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.prevention.com
ภาพประกอบ : www.pixabay.com


-Respiratory-system.jpg

ระบบหายใจ (Respiratory system) เป็นระบบที่นำอากาศซึ่งมีออกซิเจนเข้าสู่ปอด จากการหายใจเข้า เพื่อให้ร่างกายนำออกซิเจนไปใช้ในกระบวนการเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) ในขณะเดียวกันยังเป็นการรับเอาคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการดังกล่าว ส่งออกนอกร่างกาย จากการหายใจออก

 

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

ทางเดินหายใจส่วนบน ประกอบด้วย จมูกและปาก (Nose and Mouth) หลอดคอ (Pharynx) หลอดเสียง (Larynx)

ขณะหายใจเข้า อากาศจะผ่านรูจมูก เข้าโพรงจมูก ที่โพรงจมูกจะมีเส้นขนและต่อมน้ำมันที่ช่วยกรองและจับฝุ่นละออง รวมถึงการปรับความชุ่มชื้นและอุณหภูมิอากาศให้เหมาะสม หลังจากนั้นอากาศจะผ่านหลอดคอและกล่องเสียง ด้านบนของกล่องเสียงจะมีฝาปิดกล่องเสียง ซึ่งจะปิดในระหว่างการกินอาหาร เพื่อไม่ให้อาหารตกเข้าสู่หลอดลม

ทางเดินหายใจส่วนล่าง ประกอบด้วย หลอดลม (Trachea) หลอดลมเล็กหรือขั้วปอด (Bronchus) ปอด (Lung) ซึ่งมีหลอดลมฝอย (Bronchiole) ถุงลม (Alveoli) เยื่อหุ้มปอด (Pleura)

อากาศเมื่อผ่านกล่องเสียง จะเข้าสู่หลอดลมที่ซึ่งมีขนอ่อนขนาดเล็กและเยื่อเมือกคอยดักจับสิ่งแปลกปลอม ก่อนแยกเข้าสู่หลอดลมเล็กหรือขั้วปอดทั้งด้านซ้ายและขวา ที่ปอดหลอดลมเล็กจะลดขนาดเป็นหลอดลมฝอย และถุงลมในปอด โดยปอดแต่ละข้างจะมีถุงลมปอดประมาณ 300 ล้านถุง ล้อมรอบด้วยเส้นเส้นเลือดฝอยปอดซึ่งมีขนาดเล็กและบางเพียงพอในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเป็นการเชื่อมต่อระหว่างระบบหายใจกับระบบไหลเวียนโลหิต

 

การทำงานของระบบหายใจ

ในขณะที่หายใจเข้า อากาศที่มีออกซิเจนจะไหล่ผ่านทางเดินหายใจส่วนบน เข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ที่บริเวณถุงลมปอด ออกซิเจนจากถุงลมปอดจะแพร่เข้าสู่หลอดเลือดฝอยรอบ ๆ ถุงลมปอด และรวมตัวกับฮีโมโกลบิน (Haemoglobin; Hb) ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง (Red blood cell) กลายเป็นออกซีฮีโมโกลบิล (Oxyhemoglobin; HbO2) ซึ่งมีสีแดงสด โดยเลือดที่มีออกซีฮีโมโกลบินนี้จะถูกส่งเข้าสู่หัวใจและสูบฉีดผ่านหลอดเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ที่เนื้อเยื่อ ออกซีฮีโมโกลบินจะสลายให้ออกซิเจนและฮีโมโกลบิน โดยออกซิเจนจะแพร่จากหลอดเลือดฝอยเข้าสู่เนื้อเยื่อ และถูกนำไปใช้ในกระบวนการเผาผลาญเพื่อให้พลังงานแก่เซลล์ของเนื้อเยื่อต่อไป

ในทางกลับกัน คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการเผาผลาญ ก็จะแพร่จากเนื้อเยื่อเข้าสู่หลอดเลือดฝอย โดยผ่านขั้นตอนทางเคมีระหว่างการเดินทาง โดยเมื่อถึงบริเวณถุงลมปอด คาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่จากเส้นเลือดฝอยจะแพร่เข้าสู่ถุงลมปอด และถูกขับออกจากร่างกาย ผ่านการหายใจออก

 

โรคที่เกี่ยวกับระบบหายใจ

ไข้หวัด  ไข้หวัดใหญ่   โรคหืด   หลอดลมอักเสบ   โรคปอดบวม   โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง   มะเร็งปอด

ไข้หวัด เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจส่วนบน ส่งผลต่อจมูก ปากและหลอดคอ อาการที่พบ เช่น คัดจมูก ไอ จาม เจ็บคอ น้ำมูกไหล มีไข้อ่อน ผู้ที่เป็นยังสามารถใช้ชีวิตได้เกือบปกติ ในกรณีที่มีการดูแลร่างกายและพักผ่อนให้เพียงพอ อาการมักจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์

ไข้หวัดใหญ่ อาการเบื้องต้นคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่จะมีไข้เด่น และมีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียจนไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ โดยอาการอาจมีความรุนแรงและพัฒนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้ โรคนี้พบได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝนต่อฤดูหนาว ซึ่งเชื้อก่อโรคไข้หวัดใหญ่จะแพร่ได้เป็นอย่างดี

โรคหืด บางครั้งเรียกหอบหืด เกิดจากการที่หลอดลมมีความไวต่อการกระตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งแวดล้อม โดยภายหลังถูกกระตุ้น จะทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดลม การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม หรือการมีสารคั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม ทำให้หลอดลมอักเสบ ตีบแคบ หายใจลำบาก และเป็นอันตรายกับผู้ป่วย

หลอดลมอักเสบ มีทั้งชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง โดยเกิดการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม ทำให้เกิดอาการไอ มีเสมหะ แสบคอ หายใจลำบาก และมีไข้ ทั้งนี้การอักเสบส่วนใหญ่พัฒนามาจากโรคติดเชื้อที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ เป็นต้น

โรคปอดบวม ปอดบวมเกิดจากการมีเชื้อโรคเข้าสู่เนื้อปอด โดยการหายใจหรือสำลักเอาเชื้อโรคเข้าไปในปอด หรือจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้เกิดอาการไอ มีเสมหะ มีไข้ เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย โรคนี้จะเป็นอันตรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นโรคปอดชนิดเรื้อรัง โดยจะมีภาวะถุงลมโป่งพองและหลอดลมอักเสบเรื้อรังร่วมกัน อาการหลัก คือ หอบ ไอ หายใจลำบาก ติดเชื้อปอดบ่อย สาเหตุหลักของโรคเกิดจากการสูบบุหรี่ การรักษาเป็นการหยุดสาเหตุ และรักษาแบบประคับประคองตามอาการ

มะเร็งปอด เกิดจากการที่เซลล์ส่วนใดส่วนหนึ่งภายในปอดมีความผิดปกติ และเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเนื้อร้าย ภายหลังมีการแพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นของร่างกาย ระยะแรงมักไม่แสดงอาการ ต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการไอเรื้อรัง ไอปนเลือด หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด  ปวดหรือเจ็บขณะหายใจหรือไอ เป็นต้น

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.pobpad.com  www.haamor.com  th.wikipedia.org  www.meded.psu.ac.th    
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com

 


.jpg

อ้วนในวัยกลางคน เกิดขึ้นได้อย่างไรเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย โดยเฉลี่ยแล้วคนอเมริกันน้ำหนักเพิ่มขึ้นมา 30 ปอนด์ตอนที่พวกเขาอายุ 50 ปี สถิติน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นได้แม้ในคนส่วนใหญ่ที่บริโภคน้อยลง บรรดานักวิจัยเองก็ทราบมานานแล้วว่าการลดน้ำหนักมีแนวโน้มยากขึ้นในช่วงอายุ 30 – 40 ปี ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นวัยกลางคน และการออกกำลังกายก็ให้ผลน้อยลงด้วย

 

อ้วนในวัยกลางคนเกิดขึ้นได้อย่างไร

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันได้พบข้อพิสูจน์ว่า มีการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาในช่วง ซึ่งสามารถอธิบายถึงเรื่องการที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาในช่วงวัยกลางคน ในการศึกษากับสัตว์ทดลอง โดยพวกเขาพบว่าเอนไซม์ตัวหนึ่งที่เรียกว่า ดีเอ็นเอ-พีเค (ดีเอ็นเอ-ไคเนสโปรตีนชนิดที่ไม่อิสระ) ทำให้ระบบเผาผลาญอาหารทำงานช้าลง ทำให้ไขมันยากต่อการเผาผลาญ

และยังได้ค้นพบว่า กล้ามเนื้อของพวกหนูและลิงไม่มีอาการแสดงถึงการทำงานของดีเอ็นเอ-พีเคเลยจนกว่าจะถึงช่วงครึ่งอายุขัย (วัยกลางคน) ของมัน และเมื่อถึงจุดนั้น การทำงานของเอนไซม์ตัวนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

การทำให้เอนไซม์ ดีเอ็นเอ-พีเค ลดลง จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันได้หรือไม่

เพื่อที่จะหาคำตอบนี้ นักวิจัยได้ใช้ยาตัวหนึ่งเพื่อหยุดการทำงานของเอนไซม์ตัวนี้ พอป้อนอาหารไขมันสูงเข้าไป เจ้าหนูอ้วน ๆ ที่ได้รับยาก็ไม่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากเท่ากับหนูตัวอื่นและยังได้รับการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2  อีกทั้งยานี้ยังได้เพิ่มระดับความสมบูรณ์ของหนู ซึ่งอยู่ในช่วงครึ่งอายุขัยและมีภาวะที่อ้วนเกินอีกด้วย

สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินมากมาย และขาดการออกกำลังกายในช่วงวัยกลางคนโดยพื้นฐานก็รูปแบบการใช้ชีวิตที่ไม่ดี แต่การศึกษาเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ามีแบบแผนทางพันธุกรรมรูปแบบหนึ่งที่ถูกขับเคลื่อนโดยเอนไซม์ที่ทำงานมากผิดปกติ ซึ่งทำให้เกิดการเพิ่มน้ำหนักตัวและการขาดศักยภาพในการออกกำลังกายในวัยกลางคน

การค้นพบเกี่ยวกับความอ้วนในวัยกลางคนในครั้งนี้ พบเพียงในสัตว์เท่านั้นและยาชนิดนี้ก็ยังไม่ได้นำไปทดสอบในมนุษย์โดยตรง ดังนั้นจึงอาจจะไม่ได้ผลกับมนุษย์ก็ได้หรือไม่ก็อาจจะเกิดผลข้างเคียงที่น่าอันตราย จนกว่าจะมีการตอบคำถามเหล่านี้ เราควรตระหนักว่าไม่มียาวิเศษใดที่จะป้องกันไขมันรอบเอวที่มากับวัยกลางคนได้ ทางที่ดีเพียงคุณปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์สำหรับการกินอาหารอย่างถูกต้อง ออกกำลังกายอยูเสมอ ก็จะคุมน้ำหนักตัวได้ไม่ยากเกินไป

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.newsinhealth.nih.gov
ภาพประกอบจาก :  www.unsplash.com

 


-และสารต้านอนุมูลอิสระ-1.jpg

อนุมูลอิสระ

อนุมูลอิสระ (Free radical) เป็นอะตอมหรือโมเลกุล ที่มีอิเล็กตรอนไม่เป็นคู่ (unpaired electron) อย่างน้อย 1 ตัวโคจรรอบวงนอกสุด ซึ่งอะตอมหรือโมเลกุลประเภทนี้ เกิดขึ้นจากกระบวนการต่าง ๆในการดำรงชีวิต ทั้งจากปัจจัยภายในร่างกาย เช่น การเผาผลาญอาหาร กระบวนการสร้างพลังงาน การหายใจระดับเซลล์ กลไกการป้องกันตัวเองของร่างกายจากเชื้อโรค และปัจจัยภายนอก เช่น การสูบบุหรี่ การสัมผัสกับแสงแดด การสัมผัสรังสี การรับประทานอาหารที่มีน้ำมัน อาหารปิ้ง ย่าง เผาที่ไหม้ เป็นต้น

 

สารต้านอนุมูลอิสระ

ร่างกาย มีการป้องกันการสะสมของอนุมูลอิสระ อยู่ 2 วิธี  วิธีแรก จากการที่ร่างกาย มีการสร้างเอนไซม์หรือกลไก เช่น เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant enzymes) ขึ้นมาควบคุม โดยเป็นกลไกในการเปลี่ยนอนุมูลอิสระ ให้กลายเป็นน้ำ วิธีที่สอง การได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากอาหารที่รับประทาน เช่น วิตามินอี เบ้ตาแคโรทีน แอนโทไซยานิดิน (Anthrocyanidin) สารประกอบโฟลีฟีนอล รวมถึงโคเอนไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) เป็นต้น

 

ผลเสียกรณีไม่สมดุล

ปริมาณอนุมูลอิสระ ที่สมดุล มีส่วนช่วยทำลายสิ่งแปลกปลอม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในกรณีเกิดความไม่สมดุลระหว่างการเกิดกับการกำจัดหรือการป้องกันการสะสมของอนุมูลอิสระ เช่น ร่างกายต้องสัมผัสแดดเป็นประจำ พฤติกรรมรับประทานอาหารปิ้งจนไหม้ หรือเจ็บป่วย ชรา จนกลไกการป้องกันเสื่อมลง ทำให้มีการสะสมของสารต้านอนุมูลอิสระมากขึ้น จนกลายเป็นสารพิษที่สามารถทำร้ายร่างกาย โดยทำให้ร่างกาย มีความเสี่ยงจากการที่เนื้อเยื่อต่าง ๆ เยื่อหุ้มเซลล์ รวมถึง DNA ถูกทำลาย และนำไปสู่โรคในหลายระบบ เช่น โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคทางสมองและระบบประสาท เช่น Parkinson และ Alzheimer โรคเกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อ มะเร็ง รวมถึงความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ เช่น ความยืดหยุ่นของผิวหนัง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ

แหล่งข้อมูล :
  1. ผศ. ดร. พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์. ศ. เกียรติคุณ ดร. นิธิยา รัตนาปนนท์. ศูนย์เครือข่ายข้อมูลอาหารครบวงจร. “อนุมูลอิสระ” (ระบบออนไลน์) แหล่งที่มา : pharm.swu.ac.th (15 กุมภาพันธ์ 2561)
  2. ดร. อธิป สกุลเผือก. “อนุมูลอิสระ และสารต้านอนุมูลอิสระ” (ระบบออนไลน์). แหล่งที่มา : ccpe.pharmacycouncil.org (15 กุมภาพันธ์ 2561)
  3. แหล่งที่มา : dna.kps.ku.ac.th (15 กุมภาพันธ์ 2561)
.

ภาพประกอบจาก :www.yourhealthsupport.in

 


-ทำไงดี.jpg

รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา อาจไม่ใช่เรื่องแปลกนักเพราะมีคนเป็นจำนวนมากที่รู้สึกเช่นนั้น มีงานวิจัยที่ระบุว่าผู้ใหญ่ถึง 1 ใน 3 นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ก็ยังต้องไปทำงานหรือทำธุระต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เราสามารถแก้ไขอาการอ่อนเพลีย และไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยตลอดอีกต่อไป

 

คำถามแรกที่คุณมักถามตัวเองคือ “ทำไมฉันถึงรู้สึกเพลียตลอดเวลา” และ “ฉันจะแก้ไขการอ่อนเพลียนี้ได้อย่างไร” คำตอบคือ เพราะคุณพักผ่อนไม่พอนั่นเอง และทางแก้ไขก็คือ จัดตารางชีวิตเสียใหม่

โดยให้เวลาตัวเองเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงทีละน้อย เช่น ลดเวลาทำงาน ลดการพบปะสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ลง หาเวลาส่วนตัวสำหรับพักผ่อน นอนหลับจริง ๆ ไม่ใช่นอนเล่นมือถือบนเตียงจนเช้า หรือดูซีรีส์จนสว่างคาตา เพิ่มเวลานอนหลับให้มากยิ่งขึ้น การนอนหลับให้พออาจต้องสร้างบรรยากาศในห้องนอนที่เอื้อต่อการนอนหลับ  แต่หากทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแล้วก็ยังคงรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาอยู่ ก็ลองสำรวจตัวเองดูว่าคุณมีพฤติกรรมผิด ๆ เหล่านี้หรือไม่

 

  • ดื่มน้ำน้อยเกินไป การดื่มน้ำน้อยเกินไปทำให้เลือดในร่างกายข้นและไหลเวียนช้า ทำให้ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้น้อยลง และทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย
  • ไม่ได้กินอาหารเช้า เพราะอาหารเช้าช่วยเติมพลังงานให้กับร่างกายและสมอง ทำให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย
  • กินอาหารขยะ (Junk food) มากเกินไป อาหารเหล่านี้เกือบทุกชนิดมีน้ำตาล ไขมัน โซเดียม และคาร์โบไฮเดรตสูงมาก
  • ดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 3 ชั่วโมงก่อนนอน ทำให้ฮอร์โมนอดรีนาลีนในร่างกายสูงขึ้น ร่างกายจึงตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
  • ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ หรือรับข่าวสารเรื่องเครียด ๆ ก่อนเข้านอน ข้อมูลเหล่านี้จะยังติดอยู่ในสมอง ส่งผลให้จิตใจไม่สงบ ฝันร้าย และนอนไม่หลับได้
  • เล่นมือถือ แท็บเล็ตก่อนนอนมากเกินไป เพราะแสงสว่างจากหน้าจอจะทำให้นาฬิกาชีวิตปรวนแปรได้
    และยังทำให้สายตาเสียอีกด้วย
  • มีความเครียดในการทำงานและชีวิตประจำวันสูง การมีหน้าที่รับผิดชอบสูงมาก ๆ อาจทำให้อ่อนเพลียทั้งกายและใจ อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา ลองใช้วิธีแก้ไขด้วยการพยายามปล่อยวาง ผ่อนคลาย และฝึกสมาธิให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้น

 

หากมั่นใจแล้วว่านอนหลับ พักผ่อนเป็นเวลานาน แต่ตื่นนอนแล้วก็ยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ คุณควรไปปรึกษาแพทย์เพราะนั่นอาจเป็นอาการของโรคบางอย่าง เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นภาวะที่มีการหยุดหายใจเป็นระยะ ๆ หรือมีการหายใจตื้น ๆ สลับกับการหายใจที่เป็นปกติในระหว่างที่นอนหลับ อาจเป็นเพียงไม่กี่วินาทีหรืออาจยาวเป็นนาทีก็ได้ โดยมักเกิด 5 – 30 ครั้งหรือมากกว่าในเวลา 1 ชั่วโมง ส่งผลให้นอนหลับได้ไม่เต็มที่และอ่อนเพลียในตอนเช้า เกิดจากอุดกั้นทางเดินหายใจจากการคลายตัวของกล้ามเนื้อช่วงลำคอ หรือความหนาของเนื้อเยื่อผนังคอในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน การหยุดหายใจขณะหลับทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง ส่งผลให้สมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ และไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือพยายามนอนตะแคง หลีกเลี่ยงการนอนหงาย งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ก่อนนอน รวมถึงลดน้ำหนักหากน้ำหนักเกิน โดยแพทย์จะแนะนำการรักษาการหยุดหายใจขณะหลับที่เหมาะสม

แต่สำหรับคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีภาวะผิดปกติทางสุขภาพ  การแก้ไขที่มักได้ผลเสมอ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันนั่นเอง นอกจากนั้นควรหาวิธีให้ตัวเองนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ อาจดื่มนมอุ่น ๆ ก่อนนอนเพื่อช่วยให้หลับง่ายขึ้น เพราะในนมมีทริปโตเฟนซึ่งช่วยในการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งช่วยให้หลับง่ายและหลับลึกขึ้น เพิ่มการกินไข่ขาวและเมล็ดฟักทองซึ่งมีทริปโตเฟนสูงเช่นกัน งดการดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือทำงานบนเตียงนอน และผ่อนคลายจิตใจด้วยการทำสมาธิ กำหนดหายใจเข้าออก เมื่อจิตใจสงบแล้ว ร่างกายก็จะผ่อนคลายทำให้นอนหลับง่ายในที่สุด

 

เมื่อทราบแล้วว่า การรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และวิธีแก้ไขอาจง่ายดายมากโดยเริ่มที่ตัวคุณเอง ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความอ่อนเพลียบั่นทอนร่างกายและจิตใจ รีบแก้ไขเสียตั้งแต่วันนี้ แล้วประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างแทบไม่น่าเชื่อ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.prevention.com
ภาพประกอบ : www.unsplash.com


..เจ๋งๆ.jpg

เลือกสปอร์ตบราที่ดี อย่างไร สิ่งที่จำเป็นต้องรู้ เวลาผู้หญิงทีออกกำลังกาย ควรจะมีสปอร์ตบราที่รองรับการเคลื่อนไหวได้ดี ตามมาดูเคล็ดไม่ลับในการเลือกสปอร์ตบรากันเถอะ

 

การเลือก สปอร์ตบราเช่นเดียวกับการที่คุณไม่ใส่กางเกงยีนส์กับรองเท้าแตะในการวิ่ง บราธรรมดาๆ ก็ไม่เหมาะกับการวิ่งหรือออกกำลังกายเช่นเดียวกัน แน่นอนเมื่อเราทำกิจกรรมใด ๆ หน้าอกจะเด้งขึ้นลง ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีบราที่ดีเพื่อรองรับหน้าอกของเรา บางทีหน้าอกอาจหย่อนคล้อยได้หรืออาจเสียดสีกับบราทำให้รู้สึกเจ็บหรือการที่มีเหงื่อออกเยอะมาก ๆ บราที่ดีจะช่วยดูดซับเหงื่อ และแห้งไวอีกด้วย

 

เลือกสปอร์ตบราที่ดี อย่างไร

  • เลือกสปอตบราที่แยกเต้าชัดเจน ถ้าคุณมีเต้านมที่ใหญ่มากกว่า คัพ C ขึ้นไป พยายามเลือกสปอร์ตบราที่มีการแยก 2 เต้าชัดเจน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า บราชิ้นเล็กๆสามารถรองรับเต้านมได้ทั้งสองข้าง
  • เลือกสปอตบราที่กระชับ หากคุณเป็นสาวอกไข่ดาว ให้มองหาบราที่ค่อนกระชับ เนื้อผ้าใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี ส่วนใหญ่บราประเภทนี้จะไม่มีตะขอเกี่ยวด้านหลัง โดยจะเป็นลักษณะสวมทางหัว
  • เลือกสปอตบราที่มีสายไขว้สำหรับสาวไหล่กว้าง สายรัดควรที่จะใหญ่ สบาย ไม่รัด แต่ไม่ควรทำจากวัสดุยางยืดเพราะอาจจะรัดแน่นและกดทับ จนเป็นรอยหรือเกิดการระคายเคืองขึ้นได้
  • เลือกบราที่มีตะเข็บนอก บางครั้งตะเข็บอาจเสียดสีผิวหนังในขณะที่คุณออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกเจ็บได้ ดังนั้นการเลือกสปอร์ตบราที่ตะเข็บอยู่ด้านนอก ช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้
  • เลือกบราที่ยืดหยุ่นด้านข้าง ด้านข้างของสปอร์ตบราควรยืดหยุ่นได้ดี เพื่อรับกับขนาดของหน้าอกได้อย่างสบาย ๆ แต่ไม่ควรยืดขึ้นและลง หรือทำให้หน้าอกเด้งขึ้นลงได้

 

เลือก ” สปอร์ตบรา ” ขนาดที่พอดีกับคุณ

หลังจากที่คุณมั่นใจว่านี่แหละคือสปอร์ตบราในฝัน ลำดับต่อมาคือต้องแน่ใจว่าสปอร์ตบราที่เลือกซื้อ เหมาะสมกับการออกกำลังกายแบบหนัก ๆ ด้วย มาดูวิธีการเลือกซื้อเบื้องต้นกัน

  • เลือกบราที่รองรับหน้าอกได้ทุกส่วน ต้องแน่ใจว่าส่วนของหน้าอกอยู่ในสปอร์ตบราทั้งหมด ไม่มีส่วนไหนถูกกด และมีเนื้อส่วนเกินออกมานอกบรา
  • เลือกบราที่สวมแล้วยังหายใจได้สะดวก ต้องแน่ใจว่าขณะที่คุณลองสวม การหายใจเข้าออกลึก ๆ ยังรู้สึกสบายอยู่ ทั้งนี้ให้เผื่อด้วยว่าการออกกำลังกายจริงๆ การหายใจอาจจะลึกหรือถี่มากกว่าตอนลอง เพราะถ้าหายใจไม่สะดวกในขณะลอง เปลี่ยนไปหาขนาดที่ใหญ่ขึ้น
  • เลือกบราที่สวมแล้วเคลื่อนไหวได้ดี ต้องไม่รู้สึกเจ็บ จากการรัด เสียดสี อื่นๆ ในขณะที่เคลื่อนไหว เพราะเรื่องนี้จะเป็นปัญหาที่สำคัญ หากต้องใส่บราตัวนี้ออกกำลังกาย
  • เลือกบราที่ขอบด้านหลังอยู่ระดับอก เพราะถ้าขอบด้านหลังไม่อยู่ในระดับอก เช่น อยู่บริเวณหลัง แสดงว่าบราตัวนั้นอาจจะใหญ่เกินไป
  • เลือกบราที่มีขนาดพอดีกับเต้า ทั้งนี้บราเต้าแยก เวลาใส่ควรจะรู้สึกว่าหน้าอกสัมผัสพอดี ไม่รู้สึกถูกกดทับ ถ้าแน่นเกินไปควรลองหาขนาดที่ใหญ่กว่าเดิม

สรุปง่าย ๆ คือ ยิ่งออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่หนักขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นแบดมินตัน เทนนิส วิ่ง ขี่ม้า หรือบาสเก็ตบอลนั้น สมควรอย่างยิ่งที่จะมีบราที่ดีเพื่อเป็นตัวรองรับกิจกรรมต่าง ๆ และเพื่อป้องกันไม่ให้มีปัญหาเรื่องเต้านมตามมาในระยะยาว โดยเฉพาะสาว ๆ ที่หน้าอกใหญ่มากยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ ดังนั้น “สปอร์ตบรา” นับว่าเป็นอุปกรณ์จำเป็นที่สาว ๆ ที่หลงใหลในการออกกำลังกายต้องมีติดบ้านไว้เสมอ ห้ามขาดเด็ดขาด

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.everydayhealth.com
ภาพประกอบ: www.pixabay.com


BannerQuiz-สุขภาพใจ.jpg

แบบทดสอบ สุขภาพใจ

 

เลือกคำตอบที่ถูกต้อง จากเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ สุขภาพใจ

แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ

1. ข้อใดต่อไปนี้เป็นอาการซึ่งเป็นผลเสียของการนิ่งเงียบเมื่อไม่พอใจ
2. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
3. ข้อใดเข้าข่ายวิกฤติวัยกลางคน
4. วิกฤติวัยกลางคน มักจะเกิดกับคนอายุเท่าไหร่
5. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
6. ข้อใดเป็นสัญญาณเตือนว่าชีวิตกำลังเข้าสู่วิกฤติวัยกลางคน
7. ทำไมการสนใจในเรื่องที่ต่างกันบ้าง จึงเป็นเรื่องดีต่อคู่รักทั้งคู่
8. ข้อใดเป็นเรื่องที่ดีต่อความสัมพันธ์
9. ในขณะที่คู่รักยังมีปัญหากันนั้น ข้อใดกล่าวถูกต้อง
10. เส้นทางความเกลียดที่ภรรยามีต่อสามี ที่นักบำบัดค้นพบเป็นอย่างไร

 

 

 

 

 

 

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก