ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

25-เทคนิค-ลดน้ำหนัก-ที่มีผลวิจัยยืนยัน.jpg

ทุกวันนี้สูตรการลดน้ำหนักและเทรนด์ต่าง ๆ มีออกมาให้เลือกทำตามกันอย่างแพร่หลาย ข้อดีก็คือเราสามารถเฟ้นหาสูตรที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดและไม่ทรมานจนเกินไปนัก แต่ข้อเสียคือ สูตรลดน้ำหนักจำนวนมากนั้น บางทีก็เป็นการอดอาหารอย่างบ้าคลั่งโดยไม่มีการศึกษาหรืองานวิจัยรองรับอย่างเพียงพอ

 

เรามาดูแนวทางการลดน้ำหนักที่ในปัจจุบัน ทุกข้อผ่านการศึกษา และมีหลักฐานรองรับในระดับที่น่าเชื่อถือ

 

1. ดื่มน้ำบ่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงก่อนมื้ออาหาร

การดื่มน้ำสามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้ เพราะการดื่มน้ำจะสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหาร (Metabolic rate) ได้ถึง 24 – 30% ในช่วง 1 – 1.5 ชั่วโมง ทำให้คุณสามารถเผาผลาญแคลอรี่ที่กินเข้าไปได้มากขึ้น นอกจากนี้จากการศึกษายังว่า การดื่มน้ำครึ่งลิตร ก่อนมื้ออาหารครึ่งชั่วโมง ทำให้กินได้น้อยลง นั่นหมายถึงแคลอรี่ที่น้อยลง และช่วยในการลดน้ำหนักได้เพิ่มถึง 44%

 

2. ทานไข่เป็นอาหารเช้า

การกินไข่มีประโยชน์หลายประการ รวมถึงการช่วยลดน้ำหนัก มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า การแทนที่อาหารเช้าประเภทเมล็ดข้าว (Grain-based breakfast) ด้วยไข่ คุณจะกินแคลอรี่ได้น้อยลงภายใน 36 ชั่วโมงหลังจากนั้น ทำให้สามารถลดน้ำหนักและลดไขมันในร่างกายได้ แต่ถ้าคุณไม่สามารถบริโภคไข่ สามารถเปลี่ยนเป็นอาหารประเภทโปรตีนก็ใช้ได้อยู่

 

3. ดื่มกาแฟดำ

กาแฟที่ดีจะเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยมีผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าคาเฟอีน (Caffeine) ในกาแฟ เป็นตัวช่วยในการเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้ประมาณ 3-11% รวมถึงสามารถเพิ่มการเผาผลาญไขมัน (Fat burn)ได้ถึง 10-29% แต่ที่สำคัญคืออย่าลืมเตือนตัวเองว่า ห้ามใส่น้ำตาลหรือส่วนผสมอื่น ๆ ที่มีแคลอรีสูง ซึ่งจะไปทำลายคุณประโยชน์ที่จะได้รับจากกาแฟ

 

4. ดื่มชาเขียว

เช่นเดียวกันกับกาแฟ ชาเขียวมีประโยชน์มาก หนึ่งในนั้นคือ ช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก เพราะชาเขียวมีปริมาณคาเฟอีน (Caffeine) เพียงเล็กน้อย แต่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า Catechins ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถทำงานร่วมกับคาเฟอีนเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหาร ไขมันในร่างกาย และไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มชาเขียวหรือสารสกัดจากชาเขียว ก็จะช่วยคุณลดน้ำหนักได้เช่นเดียวกัน

 

5. ปรุงอาหารด้วยน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) มีไขมันชนิดที่เรียกว่า Medium chain triglyceride ซึ่งมีการเผาผลาญต่างจากไขมันแบบอื่น ๆ โดยไขมันประเภทนี้สามารถเพิ่มการเผาผลาญได้ 120 แคลอรี่ต่อวัน และยังทำให้คุณอิ่มท้อง ไม่ต้องมีอาหารว่างระหว่างมื้อ ทำให้คุณบริโภคแคลอรี่น้อยลงกว่า 256 แคลอรี่ต่อวัน แต่จำไว้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การบอกให้เติมน้ำมันมะพร้าวลงในอาหาร แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนวัตถุดิบในการทำอาหารเท่านั้น

6. ลดน้ำตาล

การเติมน้ำตาลในอาหาร เป็นอีกเรื่องที่เลวร้ายที่สุดในการลดน้ำหนัก ที่สำคัญคนทั่วไปได้รับน้ำตาลในปริมาณมากเกินไปในแต่ละวันอยู่แล้ว มีผลการศึกษาที่เผยว่า น้ำตาลมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและโรคอื่นๆ ซึ่งหากคุณต้องการจะลดน้ำหนักจริงๆ การลดหรือตัดขาดจากน้ำตาลเป็นเรื่องที่ควรจะทำ

 

7. เลือกกินคาร์โบไฮเดรต ที่ผ่านการขัดสีหรือแปรรูปน้อยที่สุด

คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีหรือแปรรูป มักกลายเป็นน้ำตาลหรือธัญพืชที่ไม่หลงเหลือคุณค่าทางโภชนาการขาดแคลนไฟเบอร์ที่เป็นประโยชน์ การกินในปริมาณมากจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อความโหย อยากอาหาร และมีการกินอาหารที่เพิ่มขึ้น เลยไปถึงโรคอ้วนอีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะกินคาร์โบไฮเดรตจริงๆ ก็ควรเลือกชนิดที่เต็มไปด้วยเส้นใยธรรมชาติดีกว่า

 

8. ลดคาร์โบไฮเดรต

มีผลการศึกษาจำนวนมาก ที่แสดงให้เห็นว่า การลดคาร์โบไฮเดรตหรือลดแป้ง (Low carb diet) เป็นวิธีที่ทำให้คุณลดน้ำหนักได้ถึง 2 หรือ 3 เท่า ของการใช้วิธีลดไขมันธรรมดา (Low fat diet)

 

9. ใช้จานที่มีขนาดเล็กลง

การใช้จานที่มีขนาดเล็กลงอาจจะเป็นวิธีที่ดูแปลกๆ แต่มันก็เวิร์คกับหลายๆ คน เพราะจานขนาดเล็กทำให้ใส่อาหารได้น้อย การกินจึงถูกจำกัดปริมาณแคลอรี่ไปโดยอัตโนมัติ

 

10. นับแคลอรี่

การนับแคลอรี่สำหรับการควบคุมอาหาร ทำให้คุณเห็นภาพที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์อย่างมาก ยิ่งด้วยวิธีการจดบันทึก ถ่ายภาพอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อ จะช่วยให้คุณเพิ่มความตระหนักและสามารถประมาณการถึงปริมาณของสารอาหารที่ควรจะได้รับในมื้อต่อไปได้อย่างดี

 

11. เตรียมอาหารเพื่อสุขภาพไว้ใกล้ตัวเผื่อเวลาหิว

เพราะเมื่อคุณหิว อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นอย่าลืมเตรียมอาหารเพื่อสุขภาพไว้ใกล้ตัวและอย่าปล่อยให้ตัวเองหิวเกินไป โดยขนมขบเคี้ยวที่พกพาง่ายก็มีพวก ผลไม้ ถั่ว เบบี้แครอท โยเกิร์ต หรือไข่ต้ม

 

12. แปรงฟันหลังอาหารเย็น

เคล็ดลับที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย การแปรงฟันหรือใช้ใหมขัดฟันหลังรับประทานอาหาร จะช่วยให้คุณสดชื่น รู้สึกสะอาดในช่องปากและลดความอยากอาหารลง

 

13. เลือกกินอาหารเผ็ดบ้าง

กินอาหารที่มีรสชาติเผ็ดจัดจ้าน หรือมีส่วนประกอบของพริก จะช่วยเร่งการเผาผลาญและทำให้ความอยากกินของจุกจิก ลดลงได้อย่างดี

 

14. ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio exercises) หรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายเร็ว ๆ และต่อเนื่อง เช่น การเต้นแอโรบิค เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการเผาผลาญพลังงาน และการพัฒนาสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยการออกกำลังกายแบบนี้ สามารถช่วยในการกำจัดไขมันที่หน้าท้อง และไขมันที่มีอยู่รอบตัว ที่สามารถทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวเนื่องกับเมตาบอลิก (Metabolic diseases) ได้

 

15. เล่นเวท ยกน้ำหนัก

หนึ่งในผลข้างเคียงที่เลวร้ายที่สุดของการอดอาหาร คือ การเพิ่มโอกาสที่จะทำให้เกิดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและเกิดการชะลอการเผาผลาญพลังงาน เมื่อร่างกายรู้สึกว่ากำลังอยู่ในภาวะอดอาหาร เพราะฉะนั้นการเล่นเวทจึงกลายเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการช่วยเผาผลาญและรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ได้ในเวลาเดียวกัน

 

16. กินไฟเบอร์ให้มากขึ้น

ไฟเบอร์ มักเป็นสิ่งที่ถูกแนะนำในการกินระหว่างลดน้ำหนัก เพราะเส้นใยเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความอิ่มและช่วยควบคุมน้ำหนักได้ในระยะยาว

 

17. กินผักและผลไม้ให้มากขึ้น

ผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีคุณสมบัติที่ช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะมีแคลอรี่น้อย มีเส้นใยมาก อุดมไปด้วยน้ำ และใช้เวลาในการเคี้ยวก่อนกลืน ลดโอกาสในการกินจนเกินอิ่ม

 

18. เคี้ยวให้ช้าลง

เมื่อคุณได้รับอาหารเพียงพอแล้ว ปกติจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก สมองถึงจะได้รับสัญญาณว่าคุณอิ่ม การค่อยๆ เคี้ยวอย่างช้า ๆ จะช่วยทำให้คุณกินได้น้อย ไม่กินจนเกินอิ่ม และเพิ่มการผลิตฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนักอีกด้วย

 

19. นอนหลับอย่างพอเพียง

การนอนหลับมักถูกมองข้าม ทั้งที่สำคัญพอๆ กับการกินให้ถูกโภชนาการและการออกกำลังกาย โดยมีผลวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการนอนหลับที่ไร้คุณภาพคือ หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 89% ในวัยเด็ก และเพิ่มขึ้นประมาณ 55% ในวัยผู้ใหญ่

 

20. จัดการกับปัญหาการเสพติดการกิน

การเริ่มต้นลดน้ำหนักแทบจะไม่สำเร็จเลย หากคุณเข้าข่ายเสพติดการกิน ซึ่งหากคุณประสบปัญหาในการควบคุมการอยากอาหาร การกินอย่างไม่มีลิมิต อาจเป็นไปได้ว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะนี้ ทางแก้คือ พบแพทย์ เพื่อรักษาภาวะนี้ก่อนดำเนินการลดน้ำหนักต่อไป

 

21. กินโปรตีนให้มากขึ้น

วิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ จัดเป็นเคล็ดลับที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การกินโปรตีนให้มากในอาหารแต่ละมื้อ เพราะโปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญสุด ๆ ในช่วงลดน้ำหนัก โดยโปรตีนจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญจาก 80 ไปถึง 100 แคลอรี่ ทำให้คุณรู้สึกอิ่มและกินน้อยลงกว่า 441 แคลอรี่ในแต่ละวัน และยังมีผลการศึกษาที่เผยว่า หากคุณกินโปรตีนในปริมาณ 25% ของแคลอรี่ที่ได้รับ จะช่วยให้การนึกถึงอาหารลดลงถึง 60% และตัดความอยากอาหารในตอนกลางดึกได้อีกด้วย

 

22. เสริมด้วยเวย์โปรตีน

หากคุณพยายามเสริมโปรตีนให้เพียงพอในมื้ออาหาร คุณสามารถเสริมด้วยการดื่มเวย์โปรตีนได้ เพราะมีการศึกษาที่ว่า การแทนที่แคลอรี่ส่วนหนึ่งด้วยเวย์โปรตีน (Whey protein) อาจทำให้น้ำหนักลดลงถึง 6 กิโลกรัม ขณะที่เพิ่มมวลกล้ามเนื้อไปด้วยได้

 

23. อย่าดื่มน้ำที่มีแคลอรี่ เช่น น้ำอัดลมและน้ำผลไม้

น้ำตาลเป็นศัตรูตัวฉกาจของการลดน้ำหนัก และน้ำตาลในรูปของเหลว ยิ่งหนักขึ้นไปอีก มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า แคลอรี่จากน้ำตาลเหลวอาจทำให้อ้วนได้ง่าย และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลยังเกี่ยวเนื่องกับโรคอ้วนในเด็กซึ่งมีเพิ่มขึ้น สำหรับน้ำผลไม้ก็มีน้ำตาลอยู่เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกับน้ำอัดลม เพราะฉะนั้นคุณควรเลี่ยงถ้าต้องการลดน้ำหนัก

 

24. กินอาหารเดี่ยว ๆ

กินอาหารชนิดเดียว เดี่ยวๆ เช่น ไข่ ปลา อกไก่ ทูน่า ไม่ต้องมีส่วนผสมและวิธีการทำมากมายจะช่วยให้สุขภาพดี เพราะคุณจะสามารถกำหนดและควบคุมแคลอรี่ได้อย่างแม่นยำ และยากมากที่อาหารชนิดเดียวในปริมาณพอเหมาะจะทำให้คุณน้ำหนักขึ้นได้

 

25. อย่าอดอาหาร แต่เลือกกินสิ่งที่เป็นประโยชน์แทน

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการอดอาหาร (Diets) คือ คนมักจะทำได้ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่พอเวลานานไปมักจะล้มเลิก ทำให้น้ำหนักกลับขึ้นมาอีกครั้ง และอาจหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นเปลี่ยนความคิดใหม่ เป็นการกินอาหารให้เป็น กินอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาวแทน ซึ่งแนวคิดแบบนี้ ภายหลังการลงมือทำไปได้สักระยะ น้ำหนักควรจะลดลงเองตามธรรมชาติ

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.healthline.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


-เสียหนุ่ม-มีจริงไหม-ป้องกันอย่างไร.jpg

จากข่าวการเสียชีวิตของพริตตี้ หลังจากไปร่วมนั่งดื่มกับลูกค้า โดยพบว่าในงานมียาเม็ดในถุงซิปวางอยู่ เข้าใจว่าเป็นยาที่ถูกนำมาใช้กระตุ้นฮอร์โมนสำหรับคนที่เล่นกล้าม ขณะเดียวกันยาดังกล่าวยังใช้ในทางการแพทย์ โดยมีฤทธิ์เป็นยาสลบ ยานอนหลับด้วย

 

ยาเสียสาว เสียหนุ่ม มีจริงไหม

หากคีย์คำว่า “ขายยามอมสาว” หรือ “ขายยาเสียสาว” ในอินเตอร์เน็ต จะเห็นโฆษณาขาย มีชื่อเรียกกันหลากหลาย ที่เห็นกันเยอะ ๆ เช่น ทิงเจอร์ขาว แมลงวันสเปน หรือบางเว็บจะเรียกตรง ๆ ว่ายาเสียสาว ยามอมสาว โดยยากลุ่มนี้ มีฤทธิ์ทำให้มึน งง ง่วง บางชนิดอาจถึงขั้นหมดสติ จำอะไรไม่ได้

ทั้งนี้มียาสำหรับใช้ในทางการแพทย์ และหากนำมาใช้ผิด มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการมึน งง ถึงขั้นหมดสติได้ เช่น ยามิดาโซแลม (Midazolam) หรือชื่อการค้า โดมิคุม (Dormicum) ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) ยาฟลูไนตราซีแปม (Flunitrazepam) หรือชื่อการค้า โรฮิบนอล (Rohypnol) สารจีเอชบี (GHB = gamma-hydroxybutyrate) ยาเค หรือ เคตามีน (ketamine) ที่พบได้ในปัจจุบันมักจะเป็นยาอัลปราโซแลม และสารจีเอชบี โดยรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้

  • ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) ในทางการแพทย์ใช้รักษาอาการวิตกกังวล สงบระงับ ช่วยให้นอนหลับ นอกจากนี้ยังช่วยคลายกล้ามเนื้อ ต้านอาการชัก แต่อาจทำให้สูญเสียความทรงจำชั่วขณะ ความสามารถในการเรียนรู้ และความจำลดลง
  • สารจีเอชบี หรือ GHB (gamma-Hydroxybutyric) เคยใช้เป็นยาสลบ ยานอนหลับและยารักษาภาวะง่วงหลับ ช่วยในการคลอด และรักษาผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรัง (ขึ้นอยู่กับขนาดของยาที่ใช้) อย่างไรก็ตามด้วยผลข้างเคียงและการใช้ในทางที่ผิดมากขึ้น ยาตัวนี้ได้ถูกถอนออกจากบัญชียาตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 โดยเป็นยาเสพติดที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง ผู้เสพ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี – 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท – 100,000 บาท (มาตรา 106 ตรี) ผู้ผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท – 400,000 บาท (มาตรา 89)

ทั้งนี้พบว่ามีการนำ GHB มาใช้ในการเพิ่มกล้ามเนื้อสำหรับผู้เล่นกล้าม และสร้างความสนุกในหมู่นักเที่ยวกลางคืน โดยพบในรูปของเกลือโซเดียม แบบผง เม็ดและสารละลายที่ละลายในน้ำ มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี มีรสเค็ม ง่ายต่อการนำไปผสมกับเครื่องดื่มต่าง ๆ ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า มักจะรู้จักกันในชื่อ Liquid ecstacy, Liquid E, Liquid X หรือ Blue Verve

โดยการกินยาหรือเสพสารข้างต้น จะมีอาการมึนงง รู้สึกง่วง และจากการที่ออกฤทธิ์เร็ว ภายใน 30 นาที อาจทำให้สะลึมสะลือแล้วหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้ หลายๆครั้งจึงพบผู้ที่ไปโดนยามา ให้การกับตำรวจไม่ได้  เพราะความจำช่วงก่อนหน้าที่กินมาหายไป คล้ายคนเมาเหล้าที่บางทีจะจำไม่ได้

สำหรับสาร GHB นี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะออกฤทธิ์ในระยะเวลาประมาณ 10 – 20 นาที และออกฤทธิ์นานกว่า 4 ชั่วโมง ผลข้างเคียงในระยะสั้น จะทำให้เกิดอาการมึนงง วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ความจำเสื่อมชั่วขณะ ซึมเศร้า มีอารมณ์ทางเพศ มีปัญหาทางด้านการมองเห็น หากเสพอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะพบอาการนอนไม่หลับ มีปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำ เกิดภาวะซึมเศร้า มีปัญหาทางจิต และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ  โดยการเสพ GHB ในปริมาณมากหรือเสพร่วมกับยาเสพติดชนิดอื่น ๆ หรือร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลให้เกิดภาวะการใช้ยาเกินขนาด ทำให้เกิดอาการหลงลืม รู้สึกสับสน หัวใจและปอดทำงานช้าลง ความดันโลหิตต่ำ มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ และอาจรุนแรงถึงขั้น ชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้ในที่สุด และในการขับขี่ยานพาหนะ GHB จะทำให้เกิดอาการง่วงซึมและขาดสมาธิในการขับรถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

 

จะป้องกันตัวอย่างไร

มองในแง่พฤติกรรม หากผู้ประสงค์ร้ายต้องการจะมอมยาใครสักคน คงต้องเลือกสถานที่ บรรยากาศที่เอื้อในการทำเรื่องดังกล่าว ดังนั้นแนวทางการป้องกันจึงเหมือนไม่ยาก แต่สาวหรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะต้องตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและหาทางป้องกัน ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการไปเที่ยว ไปงานปาร์ตี้ โดยเฉพาะงานที่จัดกลางคืนเพียงลำพัง ในกรณีต้องไปควรมีคนรู้จักหรือคนที่ไว้ใจไปด้วย
  2. อย่าไว้ใจคนแปลกหน้าที่เข้ามาตีสนิท โดยเฉพาะการไม่ดื่มเครื่องดื่ม อาหารต่าง ๆ ยา ที่คนแปลกหน้าหยิบยื่นให้
  3. ถ้าเป็นไปได้เข้าห้องน้ำควรมีเพื่อนไป อย่าคลาดสายตากัน ถ้าทำได้ดื่มเครื่องดื่มในแก้วให้หมดก่อนไป เพื่อที่กลับมาแล้วเปลี่ยนแก้วใหม่ ถ้ายังไม่หมดควรบอกเพื่อนไว้อย่าให้ใครมาเติมเพิ่ม
  4. สำหรับการดื่มนั้น แนะนำให้จิบช้า ๆ หรือดื่มทีละน้อย เพราะหากมีการใส่ยาจะได้ออกฤทธิ์ไม่มาก
  5. กรณีที่มีรสชาติ เช่น ขม เค็ม หรือมีกลิ่นแปลก ๆ ควรหยุดดื่มทันที
  6. ควรรู้ระดับการทนต่อแอลกอฮอล์ของตนเอง เช่น ผสมดื่มทนได้ 3 แก้ว เป็นต้น ทั้งนี้เป้าหมายเบื้องต้น ไม่ควรให้เกินจำนวนดังกล่าว โดยหากรู้สึกผิดปกติ เช่น เวียนหัว ง่วง มึนงง ควรบอกกับเพื่อนที่ไว้ใจและหยุดดื่มทันที
  7. พกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา ตั้งเบอร์โทรฉุกเฉิน เป็นเบอร์โทรของเพื่อน พ่อแม่ คนไว้ใจ นัดแนะล่วงหน้า หากเกิดอะไรขึ้นกดหาพร้อมแชร์โลเคชั่นทันที

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com
ข้อมูลอ้างอิง

  1. บทสัมภาษณ์นพ.ภาสกร ชัยวาณิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์. tna.mcot.net
  2. บทสัมภาษณ์นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี. tna.mcot.net
  3. บทสัมภาษณ์ภก.วชิระ อำพนธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.). news.mthai.com
  4. สาระสุขภาพยาน่ารู้ โดยเภสัชกรอุทัย

 

 

 


-อุปสรรคสำคัญของ-นิชิโนะ.jpg

ชั่วโมงนี้ใครที่เป็นคอฟุตบอลหรือเล่นกีฬา คงเฝ้าติดตามการซ้อมของนักฟุตบอลทีมชาติไทย ภายใต้การนำทีมของ “นิชิโนะ” กุนซือใหญ่ชาวญี่ปุ่น ที่มีประวัติยิ่งใหญ่ อย่างการเป็นโค้ชพาทีมชาติญี่ปุ่นชนะทีมชาติบราซิล โค้ชยอดเยี่ยมเจลีก โค้ชยอดเยี่ยมเอเชีย โค้ชที่พาญี่ปุ่นลุยฟุตบอลโลกและทำผลงานได้ดี จนเป็นที่กล่าวขวัญกันถึงทุกวันนี้

 

การมาของโค้ชนิชิโนะ ต่อเติมความหวังให้กับกองเชียร์ชาวไทย

ข่าวคราวความพ่ายแพ้ของทีมชาติไทยต่อทีมชาติในอาเซียนติดต่อกันหลายครั้ง ทั้งที่ทีมชาติไทยเคยผูกปีชนะมาตลอด โดยเฉพาะทีมชาติเวียดนาม ที่ช่วงหลังทีมชาติไทยแพ้ตั้งแต่ชุดเล็กยันชุดใหญ่ จนล่าสุดทีมชาติไทยเสียความเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนให้กับทีมชาติเวียดนามไป ทำให้เกิดกระแสกดดันไปที่สมาคมฟุตบอลฯ ในการสรรหาโค้ชทีมชาติ และยังกดดันไปถึงตัวผู้เล่นทีมชาติว่า ในที่สุดแล้วโค้ชจะเลือกได้อย่างเหมาะสมไหม ใช้หลักเกณฑ์อะไร รูปแบบการเล่นจะเป็นอย่างไร ผู้เล่นจะปฏิบัติตามได้ดีขนาดไหน มีโอกาสจะชนะมากน้อยแค่ไหน หากพ่ายแพ้หมดรูปจะทำอย่างไร และยังมีอีกหลายเรื่องที่อยู่ในความสนใจ

 

กองเชียร์รวมถึงคนในวงการฟุตบอล มีความคาดหวังที่สูง

เหลืออีกไม่กี่วันจะถึงวันที่ 5 กันยายน ซึ่งเป็นวันแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 กลุ่มจี ที่ทีมชาติไทยจะพบกับทีมชาติเวียดนาม  เท่าที่จับกระแส พบว่ามีกองเชียร์ทีมชาติไทย สื่อมวลชนสายกีฬา คนในวงการฟุตบอลจำนวนมาก มีความคาดหวังต่อการทำงานของโค้ชนิชิโนะ สูงมาก ส่วนใหญ่คาดหวังว่า ทีมชาติไทยภายใต้การนำทีมของโค้ชนิชิโนะ จะเลือกนักฟุตบอลได้อย่างเหมาะสม เลือกแทคติกวิธีการเล่นได้ถูกต้อง และจะชนะทีมชาติเวียดนามต่อหน้าแฟนบอลชาวไทยได้แน่ ๆ สังเกตุได้จากตั๋วการแข่งขันขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว

มีเพียงส่วนน้อยที่มองว่า โค้ชนิชิโนะ ยังไม่รู้จักนักเตะไทยดี เวลาเตรียมทีมน้อย ในทีมมีผู้เล่นทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าต้องใช้เวลาปรับตัวสร้างความคุ้นเคย รวมถึงวิธีการจัดการ การเล่น การคิดแบบเจแปนสไตล์ไม่เหมือนกับไทยสไตล์ ทำให้คาดหวังผลการแข่งขันดี ๆ ยาก

 

ความคาดหวังดังกล่าวอาจกดดัน ต่อผู้เล่นหน้าใหม่

ความคาดหวังที่สูง สามารถกดดันให้เกิดความเครียดได้ ในทางทฤษฏีแล้ว ความเครียดที่เหมาะสม (eustress) จะกระตุ้นให้ผู้เล่นเกิดการปรับตัว ปรับปรุงและพัฒนาการเล่นให้ดีขึ้น ในทางกลับกัน ความเครียดที่มากเกินไป จะเส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ เกิดเป็นความไม่สบายใจ (distress) ส่งผลเสียต่อฟอร์มการเล่น ทั้งของตัวเองและของทีม

โดยหลักการแล้ว ความเครียดสำหรับนักกีฬา สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย เริ่มจาก

  • พื้นฐานส่วนตัวของนักกีฬาเอง การมีความคิดบางอย่าง เช่น ตั้งใจมากเกินไป คาดหวังในชัยชนะมากเกินไป กลัวเป็นจุดอ่อนของทีม กลัวทีมจะพ่ายแพ้ ฯลฯ ความคิดเหล่านี้สามารถกดดันให้นักกีฬาเครียดได้
  • ฟุตบอลโดยเฉพาะในการแข่งขันแบบจริงจัง ก่อให้เกิดความเครียดได้ง่าย เนื่องจากเป็นกีฬาที่มีการแข่งขันสูง นับตั้งแต่แข่งขันกันภายในทีม อย่างปัจจุบันทีมชาติไทยมีทั้งผู้เล่นหน้าใหม่ ผู้เล่นหน้าเก่า ผู้เล่นจากลีคในประเทศและลีคต่างประเทศ ซึ่งทุกคนล้วนต้องแข่งขันกันเป็นผู้เล่นตัวจริง และต้องพยายามเล่นให้ดีในสนามเพื่อไม่ให้ถูกเปลี่ยนตัว ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การต้องแข่งขันกับคู่แข่งอย่างทีมชาติเวียดนาม ที่ซ้อมและเตรียมทีมมานานกว่า อีกทั้งปัจจุบันก็ไม่มีทีมจากชาติไหนในอาเชียนที่กลัวทีมชาติไทยแล้ว 
  • สถานการณ์กดดัน การแข่งขันที่จะเกิดในอีกไม่กี่วันนี้ มีความกดดันต่อผู้เล่นในทุกระดับ ไล่ตั้งแต่เพื่อนที่ไม่ติดทีม สโมสรที่สังกัด สมาคมฯ กองเชียร์ทั้งประเทศ และอื่น ๆ โดยมีหลายฝ่ายแสดงความรู้สึกผ่านโซเชียล ออกมาแล้วว่า ไม่สามารถยอมรับผลของความพ่ายแพ้ได้

ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด อีกทั้งความใหม่ต่อนักเตะไทยของโค้ชนิชิโนะ เวลาเตรียมทีมที่สั้น สามารถเปลี่ยนเป็นแรงกดดันต่อผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีโอกาสลงเป็นตัวจริง กลายเป็นความเครียด จนอาจไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้

 

ผลการแข่งขันอาจไม่เป็นใจ “โค้ชนิชิโนะ” ต้องแก้ปัญหาความกดดัน ให้กับผู้เล่นหน้าใหม่

จริงอยู่ จากประสบการณ์ของ “โค้ชนิชิโนะ” น่าจะรู้ดีว่าปัญหาดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้กับผู้เล่นหน้าใหม่ ดังนั้นนอกเหนือจากการโค้ชเรื่องแทคติก รูปแบบและวิธีการเล่นให้กับผู้เล่นทุกคน ซึ่งก็ถือว่ายากถึงยากมากอยู่แล้ว โค้ชนิชิโนะจะต้องสังเกตบุคลิกหรืออารมณ์ของผู้เล่นหน้าใหม่ หาวิธีลดความกดดันจากความคิดของผู้เล่นหน้าใหม่เอง หาวิธีลดความกดดันจากภายนอก เช่น ห้ามเล่นโซเชียล ซ้อมระบบปิด อาจจะต้องใช้วิธีนั่งประกบพูดคุยเป็นรายคน  อีกทั้งยังต้องสร้างสปิริตของความเป็นทีม สนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีม ผสมผสานความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นใหม่และเก่า ผ่านการซ้อมที่มีระเบียบวินัยแบบเจแปนสไตล์ แต่ผ่อนคลาย ยืดหยุ่นแบบไทยสไตล์

จากที่กล่าวมา ความคาดหวังที่สูง อาจกดดันให้ผู้เล่นทีมชาติ โดยเฉพาะหน้าใหม่ ๆ ทำให้ไม่สามารถโชว์ฟอร์มที่ดี ทำให้ผลการแข่งขันที่ได้อาจไม่เป็นใจ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยๆกับทีมชาติในเกมที่มีความคาดหวังสูง ถึงจุดนี้ขอแนะนำว่า ควรเผื่อใจไว้บ้างสำหรับกองเชียร์ที่คิดว่าทีมชาติไทยต้องชนะ และสามารถประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น เพราะที่นี่ประเทศไทย ไม่ใช่ญี่ปุ่น

 

เรียบเรียงบทความ : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต

ข้อมูลอ้างอิง

  1. สยามกีฬา www.siamsport.co.th
  2. ผศ.นพ. พนม เกตมาน. ความเครียดในนักกีฬา. (28 ส.ค. 2562) www.psyclin.co.th

 


healthy-bedclothes.jpg

มนุษย์เราใช้เวลาในการนอน ประมาณ 1 ใน 3 ของชีวิต ช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของร่างกาย โดยร่างกายจะมีกลไกสำคัญ ๆ ในช่วงเวลานอน เพื่อให้ร่างกายพร้อมมากที่สุดภายหลังการตื่นนอน ดังนั้นคุณภาพการนอนจึงส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ของทุก ๆ คน

 

อ่านย่อหน้านี้ แล้วจะรักการ “นอนหลับ”

สำหรับใครที่ก่อนหน้านี้เข้าใจว่า การนอนหลับเป็นเวลาที่ทุกระบบในร่างกายหยุดหมดนั้น ความจริงแล้วไม่เป็นแบบนั้น การนอนหลับ สามารถแบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก ๆ คือ ช่วงหลับธรรมดา (non-rapid eye movement (NREM) sleep) และช่วงหลับฝัน (Rapid Eye Movement (REM) Sleep) รวมเป็นวงจรการนอนหลับสลับไปมาในระหว่างที่เรานอนหลับ จนกระทั่งตื่น
โดยช่วงหลับธรรมดายังแบ่งย่อยเป็น เริ่มง่วง หลับตื้น หลับปานกลาง หลับลึก ในทุกช่วงของการนอนหลับระบบต่าง ๆ ในร่างกายยังคงทำงานอยู่ ยกตัวอย่างที่สำคัญ ๆ เช่น ช่วงหลับลึก เป็นช่วงหลับสนิทที่สุดของการนอน กินเวลา 30 – 50 นาทีในแต่ละรอบการนอน ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ เช่น Growth hormone เพื่อการเจริญเติบโต มีการซ่อมแทรมส่วนที่สึกหรอ
หรือช่วงหลับฝัน กินเวลา 30 นาทีในแต่ละรอบการนอน ช่วงนี้สมองจะมีการจัดการข้อมูลต่างๆที่เข้ามา ทำให้เกิดเป็นความทรงจำ ความเข้าใจ และอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิต

จะเห็นได้ว่าช่วงเวลานอนนั้น หลาย ๆ ระบบในร่างกายยังคงทำงาน ทั้งเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การหลั่งของฮอร์โมนต่าง ๆ โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโต การหลั่งของสารที่เกี่ยวกับภูมิต้านทานของร่างกาย การจัดระเบียบความคิดและความจำ การคลายความเหน็ดเหนื่อย ความเครียด รวมถึงการสะสมพลังงานเพื่อใช้ในขณะตื่น

 

ผลเสียของการนอนไม่หลับ นอนไม่พอ

การอดนอน นอนไม่หลับหรือนอนไม่พอเป็นเวลานาน ๆ รวมถึงการนอนเกินจะส่งผลต่อสุขภาพ มีการศึกษาพบว่าคนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อคืน มีผลต่ออัตราการตายที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าการนอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมง ติดต่อกัน 6 คืน จะเกิดความผิดปกติในการเผาผลาญกลูโคส การใช้อินซูลิน ส่งผลให้เสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อกระบวนการจำ คิดและตัดสินใจอีกด้วย

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการคุณภาพการนอน

ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพการนอนมีหลายปัจจัย ทั้งเรื่องเพศ วัย อาชีพ สภาพแวดล้อม สุขนิสัย ความเจ็บป่วย โดยผู้สูงอายุมักจะมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในร่างกาย ทั้งจากฮอร์โมน ความคิดและอื่น ๆ ทำให้มีแนวโน้มที่จะมีคุณภาพการนอนที่แย่ลง
มีเทคนิคแก้นอนหลับไม่สนิทอยู่หลายข้ออาทิ ทำกิจกรรมคลายเครียดก่อนเข้านอน ออกกำลังกายช่วงเย็น อาบน้ำอุ่นก่อนนอน ปรับเวลาเข้าและตื่นนอน ปรับบรรยากาศห้องนอนให้น่านอน เพลงกล่อมนอน เป็นต้น

 

“ที่นอน” อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพการนอน

อุปกรณ์การนอนโดยเฉพาะ “ที่นอน” เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญต่อคุณภาพการนอน เนื่องจากสรีระของผู้นอนที่แตกต่างกัน ทั้งความสูง น้ำหนักตัว เพศชายหญิง โดยการที่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด
ท่านอนที่มีไม่มากเป็นเวลานานหลาย ๆ ชั่วโมง ล้วนส่งผลต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ตัวอย่างเช่น ที่นอนที่ไม่ได้มาตรฐานหรือท่านอนที่ผิด อาจส่งผลต่อระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนเลือด รวมถึงกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อของผู้นอน เป็นต้น บางคนตื่น ๆ หลับ ๆ
บางคนตื่นมาแล้วยังรู้สึกง่วงนอนอยู่ บางคนรู้สึกปวดหลัง  ปวดแขน ปวดขา หลังจากตื่นนอน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็นผลมาจากคุณภาพ “ที่นอน” ที่ใช้อยู่ประจำ

 

คุณลักษณะของ “ที่นอน” ที่ดี

ที่นอนที่ดีนั้นไม่ควรนิ่มหรือแข็งจนเกินไป โดยที่นอนแบบนิ่ม จะมีผลทำให้ปวดหลังได้มากกว่าที่นอนแบบแข็ง โดยที่นอนที่เก่า มีการใช้งานมานาน มีความนิ่มไม่คืนตัว เป็นแอ่งกระทะ ผู้นอนจะเกิดอาการปวดหลัง  หายใจไม่สะดวก ทำให้นอนไม่หลับ สะสมจนเกิดอาการนอนไม่พอ
นอกจากนี้ที่นอนยังควรมีโครงสร้างที่เหมาะสม เช่น ความแน่น จำนวนชั้น วัสดุ รูปทรง ที่สามารถรองรับน้ำหนักและสภาพร่างกายที่แตกต่างกันของผู้นอนได้ ทั้งนี้ควรรวมถึงการรองรับอย่างเหมาะสม ในเวลาที่ผู้นอนขยับตัว ทั้งการดิ้น พลิกตัว หรือลุกตื่นจากการนอน

 

ประเภทของที่นอน

  • ที่นอนฟองน้ำ เป็นที่นอนที่นำฟองน้ำมาอัดใส่ข้างในโดยผสมสารเคมี ทำให้ที่นอนมีความแข็งแรง ไม่ยุบเร็ว น้ำหนักเบา ความนุ่มนิ่มจากฟองน้ำคือ คุณสมบัติหลักของที่นอนประเภทนี้ แต่ต้องแลกับคุณสมบัติในการคืนตัวของที่นอนที่มีต่ำ เสี่ยงต่อการเป็นแอ่งเว้าโค้งตามบริเวณที่มีน้ำหนักกดประจำ ที่นอนฟองน้ำเหมาะสำหรับผู้ที่มีงบประหยัด ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนปวดหลังง่าย
  • ที่นอนใยมะพร้าว ผลิตขึ้นจากการอัดของเส้นใยแข็งที่ได้มาจากกาบมะพร้าว ทำให้ที่นอนใยมะพร้าวค่อนข้างมีความแข็ง ไม่ยวบยาบ ไม่ยุบตัว มีความแน่นทึบ คงสภาพดี ระบายอากาศได้ดี เป็นมิตรต่อธรรมชาติ แก้อาการปวดหลังจากการนอนบนที่นอนนิ่มและยุบตัวง่าย แต่หากหมดสภาพแล้ว ใยมะพร้าวจะเริ่มลุ่ย เป็นขุย เกิดเชื้อราจากความชื้น และอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ
  • ที่นอนสปริง เป็นที่นอนที่มีการผลิตและจัดจำหน่ายเยอะที่สุด คุณภาพแตกต่างกันไปในแต่ละรูปแบบของสปริง เช่นเดียวกับราคา ที่นอนสปริงมีความยืดหยุ่นสูง ไม่สะสมความชื้น ยิ่งมีน้ำหนักมากยิ่งมีสปริงมาก ทำให้รับสรีระส่วนที่โค้งเว้าได้ดี จุดเด่นของที่นอนประเภทนี้ คือที่นอนจะเด้ง นุ่ม น้ำหนักเบา สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ทั้งนี้ประเภทของสปริงแต่ละแบบ ก็มีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันไป โดยยิ่งมีจำนวนรอบเกลียว มาก ก็จะยิ่งยืดหยุ่นและรับน้ำหนักได้ดี ข้อเสียของที่นอนสปริง คือสปริงจะยุบ ล้ม และล้าได้ตามคุณภาพของวัสดุและจำนวนสปริง
  • ที่นอนยางพารา เป็นที่นอนที่มีคุณสมบัติคล้ายที่นอนฟองน้ำ แต่มีความยืดหยุ่นและทนทานกว่า สามารถรองรับสรีระความโค้งเว้าทุกส่วนของผู้นอนได้ดี ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป ทำให้นอนหลับได้สบายตัว ไม่เมื่อย ไม่ปวดหลังเวลาตื่นนอน เป็นที่นอนที่ได้รับการยอมรับและนิยมใช้กันในหลายประเทศ ทั้งนี้ควรใช้ที่นอนยางพาราแท้เพื่อผลลัพธ์ที่ดี เนื่องจากที่นอนยางพาราแท้จะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าที่นอนประเภทอื่น ๆ นิ่มกำลังดี คงทน ไม่ยุบตัวง่าย ไม่ปวดเมื่อย ไม่สะสมความชื้น รักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ผู้นอนสามารถนอนได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เมื่อเทียบกับที่นอนประเภทอื่นแล้ว ที่นอนยางพารามีราคาที่สูงกว่า

การใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิต และเป็นเวลาสำคัญที่ร่างกายพักฟื้น ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หลั่งสารเคมีกระตุ้นการทำงานของระบบต่าง ๆ เสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย จัดระเบียบความคิดและความจำ การคลายความเหน็ดเหนื่อย ความเครียด สะสมพลังงานเพื่อใช้ในขณะตื่น ดังนั้นช่วงเวลานอนหลับจึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ทุกๆคนจึงควรใส่ใจกับลักษณะของที่นอนมากอันส่งผลถึงคุณภาพของการนอนมากยิ่งขึ้น

 

เรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต

ข้อมูลอ้างอิง

  1. ความรู้เรื่องการนอนหลับ
  2. 10 เทคนิคช่วยนอนหลับสนิทตลอดคืน
  3. รู้จักที่นอนและการเลือกที่นอนให้เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดี

 


7-ความเชื่อผิดๆของการวิ่ง.jpg

วิ่งเป็นการออกกำลังกายที่นิยมในปัจจุบัน แต่ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ออกมาวิ่ง หรือวิ่งแล้วแต่เสี่ยงอันตราย เพราะมี ความเชื่อผิด ๆ ของการวิ่งเพื่อสุขภาพ วันนี้ทีมงานขอเรียบเรียง ความเชื่อบางอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการวิ่ง โดยเฉพาะการวิ่งเพื่อสุขภาพ รู้แล้วรีบแก้กันเลยนะค่ะ

 

1. ความเชื่อผิด ๆ ของการวิ่งเพื่อที่ว่า วิ่งให้หนัก ๆ ไว้ก่อน จะดีต่อร่างกาย

ความจริงแล้ว การวิ่งควรสอดคล้องกับสภาพร่างกายและเป้าหมายของการวิ่ง ดังนั้นใครที่สนใจการวิ่ง ควรมีเป้าหมายของการวิ่ง เช่น วิ่งเพื่อสุขภาพ วิ่งเพื่อลดน้ำหนัก วิ่งเพื่อความอึดทน เป็นต้น เป้าหมายของการวิ่ง จะสัมพันธ์กับระดับความหนักของการวิ่ง โปรแกรมการวิ่งในแต่ละสัปดาห์ ในทางตรงข้ามการวิ่งที่หนักโดยมีอัตราการเต้นของหัวใจไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย อาจทำให้การวิ่งไม่เห็นผล เกิดการบาดเจ็บและอาจเสียชีวิต โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับหัวใจได้

 

2. ความเชื่อผิด ๆ ของการวิ่งที่ว่า หากวิ่งแล้วเหนื่อย ให้หยุดพักทันที

ข้อนี้อันตรายมาก ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการออกกำลังกาย การวิ่งเหนื่อย ๆ หัวใจจะเต้นแรงเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการวิ่ง การหยุดทันทีจะทำให้เลือดคั่งในกล้ามเนื้อ และไหลเวียนกลับสู่หัวใจถึงสมองยากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการหน้ามืด หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้ หลังวิ่งหนักเพื่อให้ได้ประโยชน์การออกกำลังกายอย่างแท้จริง จึงต้องมีการวอร์มดาวน์ เช่น การเดินต่อเนื่องอีกสักระยะ โดยกรณีที่มีอาการหน้ามืด ให้นอนราบยกปลายเท้าสูงกว่าศีรษะเพื่อให้เลือดไหลเวียนกลับหัวใจและสมองเร็วขึ้น

 

3. ความเชื่อผิด ๆ ของการวิ่งที่ว่า วิ่งแล้วกินมากขึ้น ยิ่งวิ่งจะยิ่งอ้วน

จริงอยู่ที่ว่าการวิ่งซึ่งเหมือนการออกกำลังกายทั่วไป ร่างกายต้องการใช้พลังงาน ทำให้ต้องกินอาหารที่ให้พลังงานเพียงพอ การวิ่งก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นลำพังการวิ่งจึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้อ้วน มีการศึกษาพบว่า การกินมากหรือน้อยเป็นความแตกต่างในแต่ละผู้วิ่ง ถ้ากินมากเกินพลังงานที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ ก็จะทำให้อ้วนได้

 

4. ความเชื่อผิด ๆ ของการวิ่งที่ว่า วิ่งแล้วข้อเข่าเสื่อม

ความจริงแล้ว สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาข้อเข่ามาก่อน จากเรื่องหัวใจสำคัญการออกกำลังกาย การวอร์มอัพ วอร์มดาวน์ที่ถูกวิธีและนานพอ ท่าวิ่งที่ถูกต้อง ระดับความหนักหรือเข้มข้นของการวิ่งที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและอายุ รวมถึงน้ำหนักตัวไม่มากเกินไป ผู้วิ่งพักผ่อนเพียงพอ การวิ่งจะเพิ่มการหมุนเวียนน้ำหล่อเลี้ยงในข้อ ซึ่งเป็นสารอาหารให้เซลล์กระดูกอ่อน กระตุ้นการสร้างและซ่อมส่วนที่สึกหรอ หากมีการทำอย่างต่อเนื่องจะช่วยป้องกันข้อเข่าเสื่อมได้

 

5. ความเชื่อผิด ๆ ของการวิ่งที่ว่า วิ่งแล้ว ขาและน่องใหญ่

การวิ่งไม่จัดอยู่ในประเภทของการออกกำลังกายที่มุ่งเพิ่มขนาดของมัดกล้ามเนื้อโดยตรง เหมือนการเล่นเวทเทรนนิ่ง แต่เป็นการใช้มัดกล้ามเนื้อเพื่อช่วยในการยืดหดกระดูกและข้อต่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการวิ่ง ร่วมกับการทำงานของระบบอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหายใจ การวิ่งโดยเฉพาะวิ่งเพื่อสุขภาพ จะไม่สามารถเพิ่มขนาดของมัดกล้ามเนื้อให้ใหญ่มาก ๆ ได้ แต่สามารถช่วยให้กล้ามเนื้อขาและน่องแข็งแรง มีความกระชับมากขึ้น โดยผู้วิ่งที่ดีควรเข้าเวทเทรนนิ่งเพื่อสร้างมัดกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมากขึ้นด้วย

 

6. ความเชื่อผิด ๆ ของการวิ่งที่ว่า วิ่งแล้วจะหลังค่อม หรือเตี้ยลง

การเตี้ยลง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุสาเหตุหลักจะมากจากการเสื่อมของกระดูกและข้อ ถ้าไม่ใช่การออกกำลังกายประเภทที่ต้องใช้น้ำหนักกดทับร่างกายในแนวดิ่งแล้ว การวิ่งหรือออกกำลังกายอื่น ๆ ประกอบกับการกินอาหารที่เหมาะสม การพักผ่อนที่เพียงพอ จะช่วยรักษากระดูกให้แข็งแรง และชะลอการเสื่อมได้

 

7. ความเชื่อผิด ๆ ของการวิ่งที่ว่า วิ่งแล้วจะทำให้ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะปวดหลัง

การปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดหลังสามารถเกิดได้กับการออกกำลังกายทุกประเภท ที่ผู้ออกกำลังกายปฏิบัติไม่ถูกวิธี กรณีการวิ่ง การปวดกล้ามเนื้ออาจเกิดจาก ขาดการวอร์มอัพหรือคูลดาวน์ที่เพียงพอ ท่าวิ่งที่ผิด การวิ่งที่หนักหรือนานจนเกินไป เป็นต้น จึงควรศึกษาข้อมูลและวิ่งให้ถูกต้อง สอดคล้องกับกำลังของร่างกาย

แนะนำอ่านเพิ่มเติม ตอบข้อสงสัยการออกกำลังกาย 1-3

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.runnersworld.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-การดูแลและการป้องกัน.jpg

การรักษาอาการตะคริว

โดยปกติ ผู้ที่เป็นตะคริวสามารถรักษาอาการได้ด้วยตัวเอง เช่น การประคบร้อนเพื่อบรรเทาอาการตะคริว ประคบเย็นเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อที่เกิดอาการ ทั้งนี้เมื่อหายจากการเป็นตะคริวแล้วสามารถกินยาแก้ปวด หรือทายานวดเพื่อบรรเทาอาการปวดได้

นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นตะคริวสามารถรักษาอาการเบื้องต้นได้ด้วยการบริหารร่างกาย หลัก ๆ คือ การยืดเส้นหรือการนวดที่กล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดตะคริว เช่น ถ้าเป็นตะคริวที่น่อง ให้ทำการเหยียดเท้าไปด้านหน้า ดึงปลายเท้ากระดกเข้าหาหัวเข่า หรือยืนห่างจากกำแพง 1 เมตร โน้มตัวใช้แขนยันกำแพง โดยวางฝ่าเท้าด้านที่เป็นตะคริวราบไปกับพื้น ถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขาด้านหน้า ให้นั่งคุกเข่า หรือนอนคว่ำ พับขาข้างที่เป็นมาด้านหลังให้เต็มที่ ถ้าเป็นตะคริวต้นขาด้านหลัง ให้นั่งเหยียดขาทั้งสองข้าง แล้วโน้มตัวมาข้างหน้า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในรายที่มีอาการตะคริวบ่อย หรือเกิดผลข้างเคียงจากการเป็นตะคริว เช่น ขาบวมแดง ผิวหนังเกิดความเปลี่ยนแปลง กล้ามเนื้ออ่อนแรง มือเท้าจีบเกร็ง หรือเกิดจากสาเหตุที่เกี่ยวกับโรคประจำตัว หรือยาที่ใช้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาทันที

 

การป้องกันการเป็นตะคริว

โดยหลักการคือ การหลีกเลี่ยงสาเหตุที่เป็นไปได้ในการเกิดตะคริว ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยหลักการได้แก่

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีเกลือแร่ ออกกำลังกายที่มีความหนักพอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือใช้กล้ามเนื้อที่หนักหรือนานเกินกำลัง เช่น วิ่งระยะไกล เล่นกีฬาต่อเนื่องหลายชั่วโมง การยกของหนัก โดยกรณีที่ต้องออกกำลังกาย ควรทำการยืดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลัง และควรมีการฝึกการออกกำลังกายจากเบาไปหนักอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเกิดความคุ้นชิน
  • หลีกเลี่ยงการนั่ง นอน หรือเดินเป็นเวลานาน ๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุควรค่อย ๆ ขยับแขนขาช้า ๆ และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นมาก ๆ
  • ป้องกันภาวะขาดน้ำด้วยการดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และควรดื่มน้ำก่อนการออกกำลังกาย เพื่อให้เพียงพอกับปริมาณน้ำที่อาจเสียไป ในระหว่างออกกำลังกาย
  • ดื่มน้ำผลไม้หรือสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ ก่อนและระหว่างการออกกำลังกายหรือทำงานในที่ที่มีอากาศร้อนหรือมีเหงื่อออกมาก เพื่อรักษาสมดุลของเกลือแร่
  • สวมใส่เสื้อผ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะรองเท้าในขนาดที่พอเหมาะกับร่างกาย ไม่รัดจนเกิดอุปสรรคในการไหลเวียนของเลือด โดยเฉพาะในขณะออกกำลังกาย
  • ควรสังเกตกิจกรรมต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดตะคริว แล้วหลีกเลี่ยงเสีย
  • ผู้ที่เป็นตะคริวตอนกลางคืน ควรนอนยกขาให้สูงเล็กน้อยประมาณ 10 เซนติเมตร โดยใช้หมอนรอง ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในตอนกลางคืน และก่อนนอนควรบริหารยืดกล้ามเนื้อหรือปฏิบัติตามแพทย์สั่ง
  • ฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching) ในบริเวณที่มักเป็นตะคริวอยู่บ่อย ๆ อาจช่วยลดโอกาสการเกิดตะคริวได้ เพราะตะคริวมักเกิดกับกล้ามเนื้อน่องและต้นขา ทั้งนี้โดยพื้นฐานการฝึกยืดกล้ามเนื้อควรทำอย่างน้อยวันละ 1 – 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 3 – 5 นาที และในครั้งสุดท้ายของวันควรทำก่อนเข้านอน เพื่อช่วยลดโอกาสเป็นตะคริวในตอนกลางคืน แต่ก่อนทำการยืดกล้ามเนื้อควรทำการอบอุ่นร่างกายทุกครั้งด้วยการเดินเบา ๆ ประมาณ 5 นาที และเมื่ออาการตะคริวห่างหายไปแล้ว ก็สามารถลดการทำเหลือเพียงวันละ 1 ครั้งก่อนเข้านอนก็ได้ แต่ยังควรทำอย่างต่อเนื่องทุกวันตลอดไป
  • ในรายที่มีสาเหตุมาจากโรค ต้องรักษาหรือควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ โดยเข้ารับการรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นก็จะเกิดตะคริวบ่อย ๆ

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

ข้อมูลจาก :

  1. ตะคริว (ออนไลน์). สืบค้นจาก www.pobpad.com (27 ส.ค. 2562)
  2. ตะคริว อาการ สาเหตุและวิธีแก้ (ออนไลน์) สืบค้นจาก www.medthai.com (27 ส.ค. 2562)

 


-ต้องทำประกันชีวิต.jpg

การทำประกันนั้นมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด แต่หากเรามองในความเป็นจริงแล้วนั้น ชีวิตคนเราไม่มีอะไรเลยที่แน่นอน ทุกอย่างมีการเกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปได้อยู่เสมอ ไปลองดูเหตุผล  10 ข้อที่จะตอบคำถามของคุณว่า ทำไมเราถึงต้องทำประกันกันค่ะ

 

1. ทำให้รู้สึกปลอดภัย

รู้หรือไม่ว่า การใช้ชีวิตในแต่ละวันของเรานั้นเต็มไปด้วยภัยอันตราย ทั้งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็นมากมาย อยากให้ลองนึกเส้นทาง หรือวิธีการที่เราต้องใช้ในการเดินทางไปทำงาน หรือไปเรียนในแต่ละวันดู ใครจะรู้ล่ะว่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ที่เรานั่ง อยากจะเกิดอารมณ์ซิ่งขึ้นมา หรือเกิดอุบัติเหตุรถชน ทั้ง ๆ ที่เราก็ขับของเรามาดี ๆ ประกันชีวิตจึงเป็นเหมือนเบาะที่คอยรองรับเราในกรณีที่เกิดเหตุที่คาดการณ์ไม่ถึงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้จิตใจของเรารู้สึกปลอดภัย และโล่งใจมากขึ้นอย่างแน่นอน

 

2. เงินชดเชยหากเสียชีวิต

ในบางครั้งเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด มันก็อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น ถ้าหากเราทำหลักประกันไว้ อย่างน้อยก็อุ่นใจได้ว่า เราจะไม่ทำให้ครอบครัว หรือคนข้างหลังเราเดือดร้อนอย่างกะทันหัน

 

3. มีเงินใช้หลังเกษียณ

เคยเป็นห่วงกันบ้างไหม หลังเกษียณแล้ว เราจะเอาเงินจากที่ไหนใช้ อาหารก็ต้องกิน น้ำก็ต้องดื่ม ไหนจะค่าไฟอีก ถ้าเงินหมดละแย่เลยในยุคสมัยนี้ การทำประกันชีวิตแบบบำนาญ นี่แหละจะทำให้เรามีเงินใช้หลังเกษียณทุกเดือน แถมยังมีการคุ้มครองกรณีเสียชีวิตอีกด้วย

 

4. ประกันชีวิต

จะสอนให้เราวางแผนอย่างเป็นระบบ อย่างที่รู้กันดีว่า การชำระเบี้ยประกันนั่นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญ และต้องตรงเวลา ซึ่งบางมุมเราอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากน่ารำคาญ แต่เคยลองมองอีกมุมบ้างหรือไม่ ว่าเพราะตรงนี้นั้นแหละที่จะเป็น ครูสอนให้เราวางแผนการใช้เงิน หรือกระทั่งการใช้ชีวิตให้เป็นระบบระเบียบได้เป็นอย่างดี  เลยทีเดียว

 

5. หมดกังวล เรื่องค่ารักษาพยาบาล

เกิดอุบัติเหตุ หรือป่วยกะทันหัน ค่าใช้จ่าย หรือค่ารักษาพยาบาลก็หลายสตางค์ ยิ่งบางคน รายได้ยิ่งไม่มั่นคงอยู่ ถ้าหากคุณได้ทำประกันชีวิตเอาไว้ก่อน ก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรือรับภาระค่ารักษามากนัก เอาเวลาเครียดมาพักผ่อนแทนดีกว่า

 

6. ลดหย่อนภาษีได้

รู้หรือไม่ การทำประกันชีวิตนอกจากที่เราจะได้รับการคุ้มครอง และความรู้สึกปลอดภัยแล้ว ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วยนะ เรียกได้ว่าเป็นประโยชน์สองต่อกันไปเลย

 

7. ช่วยออมเงิน

อยากจะทำประกัน แต่กลัวว่าเงินจะสูญเปล่า ทำยังไงดี ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ เมื่อครบกำหนดเราก็จะได้เงินคืนกลับมาใช้ ในรูปแบบของดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ไม่ต้องเป็นห่วงว่าถ้าทำประกันแล้วไม่ได้ใช้ แล้วจะไม่ได้อะไรกลับคืนมาอีกต่อไป แถมยิ่งผูกพันนานเท่าไร เงินปันผลที่ได้ออกมาก็จะเยอะขึ้นตามไปอีกด้วย

 

8. เพิ่มความน่าเชื่อถือ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการทำประกันชีวิต เป็นอีกหนึ่งหนทางที่สามารถเพิ่มเครดิตให้กับเราได้ เช่น ในกรณีกู้ยืมผ่อนบ้าน หากเรามีประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ก็จะทำให้สถาบันการเงินอนุมัติเงินกู้เราได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าหากเกิดกรณีร้ายแรงชนิดเสียชีวิตขึ้น บริษัทประกันก็จะเป็นผู้ชำระหนี้ที่เหลือให้ ทำให้ภาระหนี้ไม่ตกไปอยู่กับคนข้างหลังเรานั่นเอง

 

9. วิธีใหม่ของการแสดงความรัก

หลายคนชอบคิดว่าการทำประกันให้ผู้อื่น หรือมอบของขวัญให้ผู้อื่นในรูปแบบของประกัน เป็นเหมือนการแช่งให้เจ็บปวด หรือเสียชีวิต แต่ทว่าความเป็นจริงแล้ว การที่มีคนทำประกันชีวิตให้เรา มีแต่ได้กับได้ ตังค์ก็ไม่ต้องเสีย แถมหากเกิดกรณีที่คาดไม่ถึงจริง ๆ ก็สามารถหยิบเอามาใช้ได้จริง ดีกว่าดอกกุหลาบ หรือช็อคโกแลตเสียอีก อาจเรียกได้ว่า การทำประกันชีวิตให้แก่กันเป็นเสมือนหนทางใหม่ในการแสดงความรัก หรือความรับผิดชอบต่อบุคคลที่เราห่วงใยเลยก็ได้นะ

 

10. ปลอดภัยกว่าการลงทุนหุ้น

แม้การทำประกันชีวิตจะไม่ได้เห็นผลกำไรชนิดชั่วข้ามคืน แต่ที่แน่นอนเลยก็คือ การลงทุนไปกับประกันมีความเสี่ยงต่ำกว่าการเล่นหุ้นอย่างแน่นอน อย่างน้อยถ้าหากทำควบคู่กันไป ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงจากการเล่นหุ้นได้

 

เห็นไหมล่ะ ว่าประกันชีวิตสำคัญแค่ไหน อุบัติเหตุ หรือเรื่องที่คาดไม่ถึง เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่มันคงจะไม่เรียกว่าคาดไม่ถึงถ้าเรารู้ว่ามันจะเกิดขึ้น ดังนั้น การป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเพื่อตัวคุณเอง หรือเพื่อคนรอบข้างก็ตาม

 

ขอบคุณข้อมูลจาก:  https://finance.rabbit.co.th/blog/why-you-should-do-life-insurance
ภาพประกอบ: https://moneyhub.in.th/


-สมดุลดีหรือเปล่า.jpg

สำหรับคุณผู้หญิง หากคุณรู้สึกใจลอย หงุดหงิด หรือไม่สบายใจบ่อย ๆ แล้วละก็ อย่ารีบตัดเรื่องของฮอร์โมนออกไป เพราะฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงจะขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอด และสามารถเกิดภาวะฮอร์โมนแปรปรวน ขาดความสมดุล ซึ่งแสดงออกให้เจ้าตัวรับรู้ได้ในหลาย ๆ อาการ ดังนี้  

 

ประจำเดือนมาไม่ปกติ

ประจำเดือนของผู้หญิงจะมาทุก ๆ 21 ถึง 35 วัน แต่ถ้าคลาดเคลื่อนหรือไม่มา นั่นอาจหมายความว่า ฮอร์โมนคุณผิดปกติ เกิดความไม่สมดุล โดยอาจมีฮอร์โมนบางอย่างมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ประจำเดือนที่มาไม่ปกติอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพ ได้ ดังนั้นจึงควรรีบปรึกษาแพทย์ในทันที

 

ปัญหาการนอน

หากนอนไม่หลับ หลับไม่สบาย หลับไม่สนิท นั่นอาจเป็นเพราะฮอร์โมน ปกติแล้วโปรเจสเตอโรน เป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้นอนหลับได้อย่างปกติสุข แต่ถ้าวันไหนฮอร์โมนตัวนี้ลดน้อยลง เมื่อนั้นคุณก็จะไม่มีโอกาสหัวถึงหมอนได้อย่างสบาย ส่วนถ้าฮอร์โมนเอสโตรเจน ในร่างกายต่ำจนเกินไป อาจทำให้รู้สึกวูบวาบ ตื่นกลางดึก เหงื่อออกขณะหลับได้ ดังนั้นปัญหาหลักอามาจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนสองตัวนี้

 

เป็นสิวเรื้อรัง

ปกติแล้วสิวมักจะมีในช่วงมีประจำเดือน แต่ถ้าพ้นช่วงนั้นแล้ว สิวยังไม่หาย อาจเป็นอาการของฮอร์โมนไม่ปกติ ฮอร์โมนตัวนี้มีชื่อว่า เอนโดรเจน เป็นฮอร์โมนเพศชายที่พบได้ทั้งในชายและหญิง โดยจะทำให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมามากมาย จนเข้าไปอุดตันในรูขุมขน และทำให้เกิดสิวได้ในที่สุด

 

ความจำเลอะเลือน

การแปรปรวนของฮอร์โมนเอสโตเจนและโปรเจสเตอโรน สามารถทำให้สมองเลอะเลือน จำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะฮอร์โมนเอสโตเจนส่งผลกระทบต่อสารเคมีในสมองที่เป็นสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสมาธิและความจำ โดยเฉพาะในช่วงใกล้ๆรวมถึงช่วงหมดประจำเดือน อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวอาจมาจากสาเหตุอื่นๆได้ด้วย

 

อาการปวดท้อง

ท้องคนเรานั้นประกอบไปด้วยเซลล์ที่เป็นตัวรับ โดยจะมีปฏิกิริยากับฮอร์โมนเอสโตเจนและโปรเจสเตอโรนเมื่อฮอร์โมนไม่สมดุล จะส่งผลทำให้การย่อยอาหารผิดปกติ เกิดท้องร่วง ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ ซึ่งหากเจอปัญหาการย่อยอาหาร ร่วมกับปัญหาสิวและอ่อนเพลียด้วยแล้ว เป็นไปได้ว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายคุณกำลังแปรปรวน

 

อ่อนเพลียทั้งวัน

หากคุณอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา เป็นไปได้ว่าฮอร์โมนไม่สมดุล โดยหากคุณมีโปรเจสเตอโรนมากเกิน จะทำให้ง่วงนอน  และหากฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์น้อยเกิน  ก็จะทำให้คุณอ่อนเพลีย ซึมเศร้า น้ำหนักเพิ่ม หากจำเป็น การตรวจเลือดดูระดับของฮอร์โมน จะทำให้รู้สาเหตุได้ดีขึ้น

 

ฮอร์โมนของคุณ สมดุลดีหรือเปล่า

 

อารมณ์แปรปรวนและซึมเศร้า

หากฮอร์โมนต่ำลง หรือเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ ทำให้อารมณ์แปรปรวน และเกิดอาการซึมเศร้า จากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง เช่น เอสโตเจนส่งผลต่อเซโรโทนิน (Serotonin) โดพามีน (Dopamine) และนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ซึ่งเป็นสารเคมีในสมอง

 

อยากอาหารและน้ำหนักขึ้น

หากคุณซึมเศร้าหรือหงุดหงิดใจจากฮอร์โมนเอสโตเจนต่ำลงแล้ว คุณอาจอยากกินอาหาร จนไม่สามารถหยุด ทำให้น้ำหนักขึ้นได้ ทั้งนี้หากมีเอสโตรเจนน้อย จะส่งผลต่อฮอร์โมนเลปติน ซึ่งช่วยควบคุมความอยากอาหาร ร่างกายจึงอยากกินอาหารมากขึ้น

 

อาการปวดหัว

มีหลายสาเหตุที่ทำให้ปวดหัว โดยหากฮอร์โมนเอสโตเจนต่ำ ก็สามารถทำให้ปวดหัวได้  สังเกตง่ายๆว่าถ้าปวดหัวช่วงเดิมๆทุกๆเดือน เช่น ช่วงก่อนหรือขณะมีประจำเดือน ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เป็นเพราะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

 

อวัยวะเพศแห้ง/ระคายเคืองผิดปกติ

ถ้าคุณรู้สึกว่าตรงนั้น แห้งหรือระคายเคือง หนึ่งในสาเหตุเกิดจากฮอร์โมนเอสโตเจนต่ำ เพราะเอสโตรเจนช่วยทำให้เนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดคงความชุ่มชื้นและไม่ระคายเคือง

 

อารมณ์ทางเพศลดลง

หากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนน้อยลง แน่นอนว่าความสนใจทางเพศของคุณในช่วงนั้น ๆ จะน้อยลง คงต้องมองหาสาเหตุเพื่อทำการแก้ไขกันต่อไป

 

ขนาดหน้าอกเปลี่ยน

ฮอร์โมนเอสโตเจนที่น้อยทำให้เนื้อเยื่อบริเวณเต้านมมีน้อย ในทางกลับกันเอสโตรเจนที่มาก จะทำให้เต้านมแน่นขึ้น แต่อาจจะทำให้เกิดเป็นก้อนซีสขึ้นได้ ดังนั้นหากมีปัญหาเรื่องขนาดเต้านมเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาแพทย์ทันที ถึงแม้จะไม่มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยก็ตาม

 

ฮอร์โมนในร่างกายไม่ปกติ อาจทำให้คุณรู้สึกไม่สบายกาย ไม่สบายใจได้ แต่คุณหากเปลี่ยนเรื่องดังกล่าวให้เป็นพลัง ในการลุกขึ้นมาออกกำลังกายเรียกเหงื่อ เรียกฮอร์โมนเอ็นโดฟินหรือสารแห่งความสุข ขึ้นมาชดเชยได้แล้ว คุณก็จะมีสติและสามารถผ่านเรื่องราวไปได้

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.webmd.com
ภาพประกอบ: www.pexels.com


BannerQuiz-เทคนิคการออกกำลังกาย.jpg

แบบทดสอบ เทคนิคการออกกำลังกาย

 

เลือกคำตอบที่ถูกต้อง จากเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ เทคนิคการออกกำลังกาย

แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ

1. ข้อใดกล่าวถูกต้อง เกี่ยวกับการดื่มน้ำในการออกกำลังกาย
2. ไม่ควรกินอาหารประเภทใด ภายใน 15 นาทีหลังหยุดออกกำลังกาย
3. อาการบาดเจ็บในข้อใด เกิดจากการใช้งานอวัยวะที่เกี่ยวข้องมากเกินไป
4. อาการบาดเจ็บใดใช้วิธีการรักษา โดยการใช้ผ้ายืดพันหรืออุปกรณ์พยุงข้อ 1 – 2 อาทิตย์
5. ควรนั่งอย่างไร หากข้อเท้าแพลง
6. ในการลดน้ำหนัก หากไม่สามารถรับประทานไข่เป็นอาหารเช้าได้ควรรับประทานอาหารประเภทใด
7. หากอยากลดน้ำหนักควรปรุงอาหารด้วยน้ำมันชนิดใด
8. เทคนิคใด ช่วยให้การลดน้ำหนักได้ดี
9. ผู้ใดควรปรึกษาแพทย์ ก่อนเริ่มขั้นตอนการออกกำลังกาย
10. ข้อใดกล่าวถูกต้อง ในการออกกำลังกาย

 

 

 

 

 

 

 


BannerQuiz-สุขภาพชาย-edit1.jpg

แบบทดสอบ สุขภาพชาย

 

เลือกคำตอบที่ถูกต้อง จากเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ สุขภาพชาย

แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ

1. ออกกำลังกายด้วยวิธีไหน ที่จะทำให้หลั่งฮอร์โมนเพศชายออกมาได้นาน
2. อาหารชนิดใดช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย
3. การกระทำในข้อใดเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า
4. ข้อใดเป็นวิธีที่ถูกต้องในการบำรุงกระดูกให้แข็งแรง
5. การออกกำลังกายแบบใด ทำให้ปลอดภัยจากโรคหลอดเลือดได้มาก
6. หากต้องการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ควรเลือกรับประทานอาหารชนิดใด
7. สัดส่วนในการรับประทานอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ควรเป็นอย่างไรเพื่อให้ร่างกายสมดุล
8. ผู้ชายในลักษณะใด ที่เข้าข่ายวัยทองในผู้ชายหรือแอนโดรพอส (Andropause)
9. ข้อใดเป็นสภาวะเดียวกับแอนโดรพอส (Andropause)
10. ข้อใดถูกต้อง

 

 

 

 

 

 

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก