ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-ทำอย่างไร.jpg

วันที่คุณพร้อมจะเลิกสูบบุหรี่ ความมุ่งมั่นถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญ จริงอยู่มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีดียว แต่กระนั้น การเลือกวิธีเลิกสูบบุหรี่ที่เหมาะสมก็เป็นจุดเริ่มต้น ในการเสริมความมั่นใจที่จะทำให้สำเร็จ

 

ต้องมีแผนการเลิกสูบบุหรี่

อย่างที่คุณอาจทราบ มีหลายวิธีในการเลิกสูบบุหรี่ วิธีนี้อาจจะดีกว่าวิธีนั้น แผนการที่ดีที่สุดคือ แผนที่คุณสามารถทำสู้ไปกับมันได้ พิจารณาสิ่งเหล่านี้อาจเหมาะกับคุณ

  • หักดิบด้วยตัวเอง ประมาณ 90% ของผู้ที่พยายามเลิกสูบบุหรี่ เริ่มด้วยการหักดิบ โดยไม่พึ่งอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นการขอความช่วยเหลือ การเข้ารับการรักษาการติดบุหรี่ การใช้ยา พบว่ามีผู้ที่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้โดยการหักดิบสำเร็จ เพียง 4 – 7% เท่านั้น
  • พฤติกรรมบำบัด วิธีนี้เป็นการเข้าไปขอคำปรึกษากับผู้ให้การบำบัด เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมในการที่จะทำให้คุณไม่อยากสูบบุหรี่ เมื่อคุณรู้ถึงสิ่งกระตุ้นของคุณ เช่น อารมณ์หรือสถานการณ์ที่ทำให้คุณอยากสูบบุหรี่ จะได้วางแผนที่จะทำให้คุณผ่านช่วงเวลานั้น โดยไม่ต้องพึ่งบุหรี่
  • การบำบัดโดยนิโคตินทดแทน หมากฝรั่ง แผ่นทดแทน ยาสูดพ่น สเปรย์และยาอม เป็นวิธีการบำบัดแบบนิโคตินทดแทน โดยจะให้นิโคตินแก่คุณโดยคุณไม่ต้องสูบบุหรี่ และอย่าลืมว่าจุดมุ่งหมายคือการเลิกเสพติดสารนิโคติน ไม่ใช่เพียงแค่เลิกสูบบุหรี่ ในทางปฏิบัติจึงอาจใช้วิธีนี้ควบคู่ไปกับการทำพฤติกรรมบำบัด
  • การใช้ยาช่วยลดอาการถอนยา Bupropion , Varenicline เป็นต้น เป็นยาตามใบสั่งแพทย์ที่สามารถช่วยลดความอยากสูบบุหรี่ รวมถึงลดอาการถอนยาได้
  • การรักษาแบบผสม การใช้วิธีการรักษาแบบผสมสามารถเพิ่มโอกาสในการเลิกสูบบุหรี่ ตัวอย่าง เช่น การใช้แผ่นนิโคตินทดแทนร่วมกับหมากฝรั่งอาจดีกว่าใช้แผ่นนิโคตินเพียงอย่างเดียว หรือ การรักษาแบบพฤติกรรมบำบัดร่วมกับการบำบัดนิโคตินทดแทน การใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ร่วมกับแผ่นนิโคตินทดแทน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คุณควรปรึกษากับแพทย์ก่อน เพื่อให้รู้ว่าวิธีการที่เหมาะสำหรับคุณ ควรเป็นวิธีใด

ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีใด ส่วนสำคัญของการเลิกสูบบุหรี่คือ การสร้างแผนการเลิกบุหรี่ที่เหมาะกับคุณ เลือกวันที่จะตัดสินใจเลิก เพื่อจะช่วยให้คุณมีเวลาเตรียมตัวโดยไม่สูญเสียแรงจูงใจ บอกเพื่อนและครอบครัวว่าคุณกำลังเลิกสูบบุหรี่ ทิ้งบุหรี่และที่เขี่ยบุหรี่ทั้งหมดออกจากบ้าน ที่ทำงานและรถของคุณ มองวิเคราะห์ถึงสิ่งกระตุ้นที่ให้คุณอยากสูบบุหรี่และตัดสินใจว่าคุณจะจัดการกับพวกมันอย่างไร

 

ทำอย่างไร ให้อยู่ในแผนการเลิกบุหรี่ได้จนสำเร็จ

ความรู้สึกอยากกลับไปสูบบุหรี่ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอด ทำให้หลาย ๆ คนล้มเลิกและย้อนกลับไปสูบบุหรี่ตามพฤติกรรมเดิมๆ เรามาดูกันว่ามีวิธีปฏิบัติอะไรบ้าง ที่ช่วยให้คุณอยู่ในแผนการที่วางไว้จนกระทั่งสำเร็จ

  1. รู้ถึงสิ่งกระตุ้นให้คุณอยากสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยง หลังจากเขียนถึงสิ่งกระตุ้นและวิธีการที่คุณจะจัดการในแต่ละสถานการณ์แล้ว เรื่องพื้นฐานคือ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่หลายๆคนล้มเลิกความตั้งใจและเลิกบุหรี่ไม่สำเร็จ
  2. รู้ว่า 2 – 3 วันแรก เป็นวันที่ลำบากที่สุด คุณอาจจะรู้สึกหงุดหงิด หดหู่ ทำอะไรช้า ๆ และเหนื่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเลือกใช้วิธีหักดิบ ในทางปฏิบัติการมีเพื่อนดี ๆ คอยให้กำลังใจ หรือมีศูนย์เลิกสูบบุหรี่ที่คุณสามารถปรึกษาได้ เป็นสิ่งที่ดี จากการศึกษาพบว่าหลาย ๆ คนเมื่อผ่านวันนี้ไปได้จะรู้สึกดีขึ้น แม้ว่าจะยังมีความอยากสูบบุหรี่อยู่ก็ตาม
  3. อย่ายอมจำนนกับความอยากของคุณ ทุกครั้งที่คุณอยากสูบบุหรี่ และคุณไม่สูบได้ โอกาสของคุณที่จะเลิกสูบบุหรี่ก็มีมากขึ้น ฝึกเปลี่ยนนิสัยของคุณ ให้ปากคาบอย่างอื่นแทน เช่น คาบแครอทที่ตัดเป็นแท่งเล็ก ๆหรือกินเมล็ดดอกทานตะวัน
  4. หางานอดิเรกใหม่ ๆ ทำร่วมกับเพื่อนที่ไม่สูบบุหรี่ ทำบางสิ่งบางอย่างที่ช่วยให้มือของคุณไม่ว่างและลดความเครียดที่อาจเกิดขึ้น เช่น การพาสุนัขเดินเล่น การเล่นกีฬา ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน วิ่ง อื่นๆ ทั้งหมดล้วนทำให้คุณห่างจากบุหรี่มากขึ้น
  5. ให้รางวัลกับตัวเอง สิ่งที่คุณกำลังทำไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อคุณทำถึงขั้นที่สำคัญหรือสูงสุด ให้อะไรกับตัวเองด้วยสิ่งที่คุณต้องการหรือชอบ

 

ความยากในการเลิกสูบบุหรี่

ความยากง่ายในการเลิกสูบบุหรี่ มีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน มีปัจจัย 3 ข้อ ช่วยคุณให้เข้าใจในเรื่องนี้ได้

  • คุณสูบบุหรี่มากน้อยเท่าไรในแต่ละวัน
  • เพื่อนและสมาชิกในครอบครัวของคุณสูบบุหรี่ด้วยไหม
  • สุดท้ายคือ ทำไมคุณสูบบุหรี่

มองถึงประโยชน์ที่จะได้ ภายในไม่กี่ชั่วโมงของการเลิกสูบบุหรี่ ร่างกายของคุณจะเริ่มฟื้นตัวจากผลกระทบจากนิโคตินและการเสพติด ทั้งความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิของร่างกายของคุณ ซึ่งทั้งหมดเคยสูงกว่าที่ควรจะเป็นเพราะนิโคตินในบุหรี่ แต่จากนี้ ทุกอย่างจะเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ

คุณสามารถหายใจได้ง่ายสะดวกขึ้น ระดับของคาร์บอนมอนอกไซด์ที่เป็นพิษในเลือดลดลง ทำให้เลือดของคุณสามารถนำพาออกซิเจนได้มากขึ้น และไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเลิกสูบบุหรี่ช่วยให้ร่างกายทั้งหมดของคุณดีขึ้น แต่ยังช่วยปรับปรุงรูปลักษณ์ของคุณ ให้ดูดีสมวัยมากขึ้น

 

เกิดอะไรขึ้นถ้าฉันกลับไปสูบบุหรี่อีกครั้ง

คล้ายการกำเริบของโรค มันเกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก ก่อนที่จะเลิกสูบบุหรี่ได้อย่างถาวร ดังนั้นถือเป็นเรื่องปกติมากในการเสพติดที่รุนแรง เช่น การสูบบุหรี่ ถ้าคุณเกิดกำเริบ ลองพยายามสูบบุหรี่ให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ จนกว่าคุณจะพร้อมที่จะเลิกสูบบุหรี่อีกครั้ง การหยุดอย่างถาวรคือกระบวนการที่อาจใช้เวลานานสักหน่อยแต่มันคุ้มค่า

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


-เรื่องน่ารู้ของผู้หญิง-h2c.jpg

หากคุณผู้หญิงมีอาการปวดเต้านม รู้สึกปวดตุบ ๆ เจ็บแน่น  บวม หรือแสบร้อน มันก็ไม่แปลกที่จะฉุกคิดและสงสัย ว่าอาการที่กำลังเป็นอยู่นั้นมันเกี่ยวข้องกับโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง หรือเป็นแค่การเจ็บป่วยธรรมดา

 

การหมั่นติดตามและคอยเฝ้าสังเกตอาการปวดเต้านม (Mastalgia) จะช่วยให้คุณผู้หญิงสามารถจำแนกอาการที่กำลังเป็นออกในเบื้องต้น บทความนี้ได้คัดเลือกหัวข้อใหญ่ ๆ ของอาการปวดเต้านมที่พบบ่อย

 

ปวดเต้านมแบบที่สัมพันธ์กับประจำเดือน

อาการปวดแบบนี้จะสัมพันธ์กับการมีประจำเดือน (Cyclical Breast Pain) โดยขณะที่มีการตกไข่ (Ovulation) ฮอร์โมนในเพศหญิงมีการเปลี่ยนแปลงทั้งช่วงก่อน และหลังการตกไข่ จึงทำให้คุณรู้สึกปวดบริเวณเต้านม ลักษณะของการปวดเป็น ดังนี้

• รู้สึกปวด ๆ ตึง ๆ บริเวณเต้านม
• รู้สึกหน้าอกบวมขึ้น
• รู้สึกเจ็บเต้านมเมื่อถูกสัมผัส บางครั้งอาจจะเจ็บใต้รักแร้ร่วมด้วย
• คุณจะรู้สึกปวดบริเวณเต้านมประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนที่ประจำเดือนจะมา และจะค่อย ๆ ดีขึ้นหลังจากนั้น
• อาการปวดเหล่านี้ จะมีเมื่อคุณอยู่ในวัยที่มีประจำเดือนหรือวัยที่ใกล้หมดประจำเดือนเช่นกัน

เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด แพทย์อาจแนะนำให้คุณทานยาคุม งดกินคาเฟอีน หรือทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการในช่วงดังกล่าว

 

ปวดเต้านมจากระดับของฮอร์โมน

อาการปวดเต้านมนั้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับระดับของฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ในร่างกายของคนเรา แพทย์ยังไม่แน่ใจถึงกลไกที่ก่อให้เกิดอาการปวดบริเวณเต้านม โดยการปวดสามารถเกิดขึ้นเวลาใดก็ได้ แต่ช่วงเวลาที่พบบ่อย คือ

• ช่วงย่างเข้าสู่วัยรุ่น
• ช่วงมีประจำเดือน หรือกำลังตั้งครรภ์
• ช่วงที่ให้นม บางครั้งอาจเกิดการติดเชื้อในท่อน้ำนม เป็นเต้านมอักเสบ อาการนี้จำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อรับยาปฎิชีวนะ
• ช่วงหมดประจำเดือน

 

ปวดเต้านมจากเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (Fibrocystic Breast Changes)

เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงของเต้านม พบสูงถึง 80% ของก้อนที่เต้านมทั้งหมด โดยเป็นภาวะที่พังผืด ต่อมและท่อน้ำนมมีปฏิกิริยาจากการกระตุ้นของฮอร์โมนระหว่างการตกไข่มากเกินไป ทำให้เกิดพังผืดเกาะตัวและมีถุงน้ำเล็ก ๆ จำนวนมากปะปนอยู่ อาการโดยรวมจะมีก้อนโตขึ้นและเจ็บเต้านมก่อนจะมีประจำเดือน แล้วค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อประจำเดือนหมด

อาการเหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้คุณรู้สึกปวดเต้านม ซึ่งไม่ร้ายแรง อย่างไรก็ตามกรณีที่มีเนื้องอกที่เต้านม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย วางแผนการดูแลที่ถูกต้องต่อไป

 

ปวดเต้านมจากความไม่สมดุลของกรดไขมัน

กรดไขมัน (Fatty acid) พบได้ในน้ำมันพืชและน้ำมันสัตว์ เมื่อใดก็ตามที่เกิดความไม่สมดุลของกรดไขมัน ภายในเซลล์ เต้านมของคุณจะไวต่อฮอร์โมนมากขึ้น และตามาด้วยอาการต่างๆที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวด ควรงดอาหารที่มีไขมันสูง และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อคุณเห็นว่าจำเป็น

 

ปวดเต้านมแบบที่ไม่สัมพันธ์กับประจำเดือน

อาการปวดเต้านมสามารถมาจากเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับประจำเดือน (Noncyclical Breast Pain) ได้ โดยดูได้จากอาการต่างๆ เช่น อาการปวดมีความรุนแรงกว่าปรกติ เจ็บแปลบ แสบร้อน แน่น หรืออาการปวดแบบไม่เฉพาะเจาะจง ปวดบริเวณจุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะ หรือการปวดเต้านมทั้งๆที่คุณหมดประจำเดือนแล้ว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ทันที

 

อาการปวดภายนอกเต้านม

บางครั้งคุณอาจรู้สึกเหมือนปวดเต้านม แต่ความจริงแล้วสาเหตุอาจไม่ใช่เต้านม โดยมาจากส่วนอื่นๆที่อยู่ภายนอก ที่พบบ่อยเช่น เจ็บผนังอก (Chest wall pain) หรือเจ็บกล้ามเนื้อที่อยู่ข้างใต้หรือรอบ ๆหน้าอก ซึ่งอาจเกิดจากการที่คุณยกของหนัก เล่นเวท เทรนนิ่ง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นเกิดการอักเสบได้เช่นกัน โดยปรกติแล้วอาการปวดในลักษณะนี้จะดีขึ้นได้ด้วยการพักผ่อน หรือทานยาในกรณีที่จำเป็น

 

ปวดเต้านมจากการติดเชื้อ

ส่วนใหญ่เต้านมอักเสบ (Mastitis) มักจะเกิดขึ้นในผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตร อย่างไรก็ตาม เต้านมอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าเสื้อผ้าของคุณสกปรก และเสียดสีกับหัวนมมากจนเกิดแผลถลอก สามารถนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียได้

 

ปวดเต้านมจากแผลผ่าตัด

ถ้าคุณเคยมีบาดแผลหรือร่องรอยจากการบาดเจ็บต่าง ๆ บริเวณเต้านมของคุณ เช่น แผลจากการผ่าตัด หรือการปลูกถ่ายต่าง ๆ ก็สามารถทำให้คุณมีอาการปวดเต้านมขึ้นมาได้

 

ปวดเต้านมจากผลข้างเคียงของยา

ยาหลาย ๆ ชนิดมีผลข้างเคียง (Side effect) ต่อฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ทำให้เกิดอาการปวดเต้านมขึ้นได้ ยารักษาโรคหัวใจและยาที่ใช้สำหรับอาการทางจิตก็รวมอยู่ด้วยเช่นกัน

 

ปวดเต้านมเกี่ยวเนื่องกับบราที่สวม

การใส่บราผิดขนาด ผิดไซส์ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวด ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่มีเต้านมใหญ่ ความหนักของเต้านม อาจทำให้รู้สึกเจ็บตึงที่หลัง คอ และไหล่ การเลือกบราที่เหมาะสมสามารถช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง หรือการเล่นกีฬา ก็จะมีบราที่เฉพาะสำหรับการเล่นกีฬาแต่ละประเภท ซึ่งถ้าเลือกได้ถูกต้องแล้วก็จะสามารถลดอาการปวดที่เกิดขึ้นได้

 

รู้จักอาการปวดเต้านมที่มาจากสาเหตุต่าง ๆ กันไปแล้ว หากยังคงกังวลหรือไม่แน่ใจ การไปพบแพทย์จัดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดอีกทางหนึ่ง

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


10-เคล็ดลับ-การดูแลสุขภาพผู้หญิง.jpg

สาว ๆ ทั้งหลาย ช่วงเวลาที่เราได้พูดคุย ปรึกษาคุณหมอนั้น มีน้อยและก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วถ้าคุณหมอมีเวลามากขึ้น เขาก็อาจจะบอกกับคุณถึงวิธีการดูแลสุขภาพผู้หญิง อย่างที่สูตินรีเวชผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ดังนี้

 

สุขภาพผู้หญิงดูแลง่าย ๆ

  1. ขจัดความเครียด
    ปัญหาใหญ่ที่สุดที่พบในผู้ป่วยส่วนใหญ่คือ การที่ทุกคนมีสิ่งที่ต้องจัดการมากเกินไปและพวกเขาต้องการทำทั้งหมดให้ออกมาดีในทุก ๆ เรื่อง ความเครียดนั้นมีผลกระทบที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นจากภาวะมีบุตรยากซึ่งเป็นที่มาของความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคหัวใจ ดังนั้นลองหาวิธีที่เหมาะกับคุณในการลดความเครียดและนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของคุณเอง
  2. เลิกอดอาหาร
    การกินเพื่อสุขภาพไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเลิกดื่มไวน์ หรือลืมเค้กช็อคโกแล็ตสุดโปรดตลอดชีวิตของคุณ กุญแจที่สำคัญคือ การกินในปริมาณที่พอเหมาะ กินโปรตีน ไขมันชนิดดี คาร์โบไฮเดรตชนิดดี และอาหารจำพวกกากใย
  3. อย่ากินแคลเซียมมากเกินความจำเป็น
    การได้รับแคลเซียมมากเกินความจำเป็นทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไตและโรคหัวใจอีกด้วย ผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี ควรได้รับแคลเซียมเพียงวันละ 1,000 มิลลิกรัม ในขณะที่ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1,200 มิลลิกรัมต่อวันโดยดูดซึมผ่านสารอาหาร อาหาร 3 ประเภทที่มีปริมาณแคลเซียมสูง คือ นม ปลาแซลมอน และอัลมอนด์
  4. ทำมากกว่าแค่การออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการเต้นของหัวใจ
    ในหนึ่งสัปดาห์ผู้หญิงเราควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 3 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ผสมผสานการออกกำลังกายทั้งแบบกระตุ้นหัวใจ (Cardio) สลับกับการใช้น้ำหนักตัวเป็นตัวช่วย (Weight-bearing) เพื่อช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ โรคมะเร็งและโรคเบาหวาน  นอกจากนี้การออกกำลังกายยังส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพจิตของผู้หญิงเรา
  5. วางแผนการมีบุตร
    ในช่วงอายุ 30 ปีปลาย ๆ หรือแม้แต่ในช่วงอายุเริ่ม 40 ปีต้น ๆ มักไม่พบปัญหาจากการตั้งครรภ์ แต่ความพร้อมของด้านร่างกายในการมีบุตรจะเริ่มถดถอยเมื่อเริ่มมีอายุ 32 ปีขึ้นไป ดังนั้นหากคุณวางแผนจะมีลูก ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น การฝากไข่ เป็นต้น
  6. คุณค่าของการคุมกำเนิด
    บางครั้งการคุมกำเนิดอาจทำให้คุณถูกมองแง่ลบ แต่การคุมกำเนิดไม่เพียงแต่จะป้องกันไม่ให้ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรแล้ว จากการศึกษาพบว่ายังสามารถลดความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ได้ เช่นเดียวกัน นั่นคือการทำให้ประจำเดือนมาตามรอบปรกติ
  7. พบแพทย์เป็นประจำทุกปี
    ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 21 ปี ทุก ๆ 3 ปี ควรแน่ใจว่าคุณได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap test) สำหรับช่วงวัย 30 – 65 ปี ทุก ๆ 5 ปี คุณควรได้รับการตรวจทั้งคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและเชื้อ HPV (HPV test) เมื่ออายุเกินกว่านี้อาจไม่จำเป็นต้องตรวจถ้าแพทย์ระบุว่าคุณมีความเสี่ยงต่ำ แต่หากคุณยังคงมีกิจกรรมทางเพศและมีความเสี่ยงสูงในการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์  คุณควรตรวจหาเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia) เชื้อหนองในแท้ (Gonorrhea) และเชื้อซิฟิลิส (Syphilis) เป็นประจำทุกปี และควรตรวจหาเชื้อเอชไอวีอย่างน้อยหนึ่งครั้งและถ้าคิดว่าเสี่ยงก็ควรตรวจบ่อย ๆ  ยิ่งไปกว่านั้นห้ามลืมตรวจสุขภาพประจำปีเด็ดขาด เพราะแพทย์จำเป็นต้องประเมินปัญหาอื่น ๆ อีกด้วย เช่น การติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น การคุมกำเนิด และปัญหาทางเพศอื่น ๆ
  8. เพศสัมพันธ์ที่ดีช่วยได้
    เซ็กส์ช่วยลดความเครียดและอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ ถ้าคุณรู้สึกมีความสุขไปกับมัน แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าเพศสัมพันธ์ยังไม่ดีพอจากปัญหาต่าง ๆ เช่น น้ำหล่อลื่นแห้ง หรือรู้สึกเจ็บ ลองปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีแก้
  9. พักผ่อนให้มากขึ้น
    แต่ละคนมีการนอนหลับหรือการพักผ่อนที่แตกต่างกัน แต่ถ้าคุณมีปัญหาไม่อยากตื่นนอนตอนเช้า เหนื่อยง่าย หรือไม่มีสมาธิ เป็นสัญญาณว่าคุณอาจจะพักผ่อนไม่เพียงพอ มากไปกว่านั้นงานวิจัยล่าสุดพบว่า การพักผ่อนน้อยอาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น
  10. การประเมินประวัติทางพันธุกรรม
    ปัจจุบันแพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และโรคเรื้อรังต่าง ๆ จากประวัติทางพันธุกรรมของบุคคลในครอบครัว ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ และพิจารณาหาวิธีปเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวได้

 

เพศหญิงเป็นเพศที่มีรายละเอียดในการดูแลสุขภาพที่ค่อนข้างแตกต่างกันไป นั่นเพราะส่วนหนึ่งมาจากฮอร์โมนและประจำเดือนของเราในแต่ละรอบอายุ อย่างไรก็ดีวิธีการดูแลสุขภาพผู้หญิงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ยากจนเกินไป เพียงแค่เราใส่ใจและหมั่นสังเกตด้วยความรอบคอบ ก็สามารถมีสึขภาพสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมรับมือกับทุกช่วงวัยที่ก้าวเข้ามา

  

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com
ภาพประกอบ: www.pixabay.com

 


5-สิ่งที่คุณอาจจะไม่รู้-เกี่ยวกับการมีประจำเดือน-.jpg

ทั้ง ๆ ที่คุณผู้หญิงโดยทั่วไปจะต้องอยู่กับประจำเดือน (Period) ถึง 450 รอบตลอดช่วงชีวิตเลยทีเดียว แต่ยังมีความลับ ที่มาที่ไป และเหตุผลของบางสิ่งบางอย่าง ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงการมีประจำเดือน เรามาใช้เวลาที่มีค่าเรียนรู้กันเลย

 

1. รู้หรือไม่ คุณสามารถตั้งครรภ์ได้ระหว่างที่คุณกำลังมีประจำเดือน

การมีประจำเดือน ไม่ได้ป้องกันคุณจากการตั้งครรภ์ได้เลย เพราะผู้หญิงบางคนอาจมีเลือดออกในช่วงการตกไข่ (Ovulation) และเข้าใจผิดว่านั้น คือ ประจำเดือน (Period) ช่วงเวลาตกไข่เป็นช่วงที่พร้อมมากสำหรับการปฏิสนธิ ดังนั้น หากคุณมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีโอกาสสูงในการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ อสุจิยังอยู่ในร่างกายคุณได้ 3 วัน ดังนั้น การใช้ถุงยางอนามัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น

 

2. รู้หรือไม่ การมีประจำเดือนระหว่างใช้ยาอาจจะไม่ใช่ประจำเดือนจริง ๆ

โดยปกติร่างกายจะมีการตกไข่ (Ovulation) ในช่วงกลางของประจำเดือน ซึ่งถ้าไข่ที่อยู่ในรังไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ (Fertilization) ฮอร์โมนของคุณจะลดลง ทำให้เยื่อบุมดลูกเกิดการหลุดลอก และถูกขับออกมาเป็นประจำเดือน

การใช้ยาคุมกำเนิดจะเป็นการที่คุณได้รับฮอร์โมนเป็นเวลาประมาณ 3 อาทิตย์ และเว้นฮอร์โมนเป็นเวลา 1 อาทิตย์ แม้ว่ายาคุมกำเนิดจะทำให้คุณไม่มีการตกไข่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ร่างกายของคุณหยุดสร้างเยื่อบุผนังมดลูก เพราะฉะนั้น การมีเลือดออกในสัปดาห์ที่ 4 ของการกินยาคุมกำเนิด จึงไม่ใช่ประจำเดือน แต่เป็นเพียงปฏิกิริยาของร่างกายเมื่อขาดฮอร์โมนเท่านั้น

 

3. รู้หรือไม่ รอบประจำเดือนของคุณจะเปลี่ยนไปตลอดชีวิต

ประจำเดือนที่มาสม่ำเสมอเป็นเรื่องดี แต่ในบางครั้งการที่รอบประจำเดือนมาเร็วไป หรือช้าไปบ้าง อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ โดยเป็นเพียงผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ที่จะเกิดขึ้นตลอดชีวิตของคุณเท่านั้น

ในช่วงแรกของการมีประจำเดือน รอบอาจจะยาวนานได้ถึง 21 – 45 วัน ก่อนการมีประจำเดือนครั้งถัดไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเด็กสาววัยรุ่น แต่เมื่อโตขึ้นรอบความห่างของการมีประจำเดือนก็จะสั้นลง โดยเฉลี่ย คือ ประมาณ 21 – 35 วัน และท้ายที่สุดเมื่อถึงวัยใกล้หมดประจำเดือน เมื่อร่างกายของคุณเริ่มสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลง ฮอร์โมนที่แปรปรวนจะทำให้การมาของประจำเดือนไม่แน่นอนยิ่งกว่าเดิม มีเลือดออกมาก หรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง ช่วงสถานการณ์แบบนี้สามารถยาวนานถึง 10 ปี ก่อนที่ประจำเดือนของคุณจะหยุดมาอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงของรอบเดือนมักจะค่อยเป็นค่อยไป แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน หรือเลือดออกมามากผิดปกติ ก็ควรพบแพทย์ทันที

 

4. รู้หรือไม่ การรับมือกับประจำเดือน ไม่ได้มีแค่ผ้าอนามัยแบบแผ่น และสอดเท่านั้น

ปัจจุบันมีการทำถ้วยสำหรับรองรับประจำเดือน (Menstrual cup) ใช้กันในหลายประเทศ ข้อดี คือ ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย โดยสามารถใช้ได้สูงสุดถึง 12 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป อย่าลืมลองวิธีใหม่ ๆ เพื่อค้นหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับตัวเอง

 

5. รู้หรือไม่ กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) ยังคงเป็นเรื่องลึกลับ

1 – 2 สัปดาห์ก่อนการมีประจำเดือน อาการต่าง ๆ ที่หาสาเหตุไม่ได้ก็เริ่มเกิดขึ้น เช่น สิวที่ผุดขึ้นมา ความรู้สึกเกียจคร้าน ความอยากอาหารมากผิดปกติ รู้สึกบวม ท้องอืดและอารมณ์แปรปรวน มีการเรียกอาการเหล่านั้นว่ากลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome: PMS)  ซึ่งผู้หญิงแต่ละคนก็จะมีอาการที่แตกต่างกันไป

แม้แต่แพทย์ยังไม่รู้แน่ชัดว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น โดยเหตุผลจะเหมือนเป็นสิ่งที่ผสม ๆ กัน เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างรอบการมีประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมอง รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกอื่น ๆ เช่น บางคนมีภาวะซึมเศร้าที่อาจส่งผลให้กลุ่มอาการดังกล่าวแย่ลงไปได้อีก

และเมื่อถึงช่วงเวลาการมีประจำเดือนจริง ผู้หญิงบางคนยังต้องทนกับอาการที่น่าหนักใจนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นอาการปวด  เกร็ง เป็นตะคริว ท้องอืด  ปวดหลัง  และปวดหัว ซึ่งสร้างความยากลำบากให้กับชีวิตและการทำงาน

โดยวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมอาการก่อนมีประจำเดือน คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เริ่มที่การออกกำลังกายประมาณ 30 นาทีในแต่ละวัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หรือประมาณ 8 ชั่วโมงต่อคืน และงดการสูบบุหรี่ กินผักผลไม้และธัญพืชให้มากขึ้น พยายามจำกัดปริมาณเกลือ โซเดียม รวมทั้งน้ำตาล คาเฟอีน และแอลกอฮอล์

ไปพบแพทย์หากอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) เริ่มทำให้คุณรู้สึกว่ากำลังใช้ชีวิตอย่างไม่ปกติ การมีอาการซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ซึ่งเป็นอาการทางใจร่วมด้วย เป็นสัญญาณว่าคุณอาจเป็นกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual dysphoric disorder: PMDD) ซึ่งอาการในกลุ่มนี้คุณควรไปพบแพทย์เพื่อขอรับคำปรึกษาทันที

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.webmd.com
ภาพประกอบ: www.freepik.com


-ๆ-กับอาการก่อนหมดประจำเดือน.jpg

“วัยทอง” หรือวัยหมดประจำเดือน (Menopause) เป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนรู้ว่าจะเกิดขี้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าเรื่องทั้งหมดจะถูกต้องตามความเข้าใจ เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดตามมาหลังจากหมดประจำเดือนนั้น ย่อมแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน และวัยทอง ก็ไม่ได้น่าหวาดกลัว หรือแย่เสมอไป ถ้ามีความเข้าใจอย่างถูกต้อง มาติดตามกันว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

 

วัยทองของทุกคนจะเริ่มที่อายุ 50 เท่านั้น

ความเข้าใจที่ว่าผู้หญิงจะหมดประจำเดือน ในช่วงเข้าสู่วัย 50 เท่านั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด ความจริงขึ้นอยู่กับการทำงานของรังไข่ในแต่ละคน ว่าจะชะลอจนถึงหยุดผลิตไข่ในช่วงอายุเท่าใด ทั้งนี้สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 40 ขึ้นไป โดยจะมีอาการก่อนหมดประจำเดือน เช่น ประจำเดือนมามาก-มาน้อยกะปริดกะปรอย ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ ปัสสาวะบ่อย อื่นๆ เป็นอาการนำ

 

การเปลี่ยนสู่วัยทองเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ใช้เวลาไม่นาน

การเข้าสู่วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนอย่างแท้จริงนั้น รังไข่จะมีการเปลี่ยนแปลงการทำงาน ส่งผลให้เกิดความผันผวนของระดับระดับฮอร์โมน เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน จนเกิดอาการต่างๆอันเป็นสัญญาณเตือนก่อนเข้าสู่วัยทอง เช่น นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย อาการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นล่วงหน้าได้ ทั้งในช่วงเวลาสั้นๆ หรือนานเป็นปีๆสำหรับในบางคน

 

วัยทองทุกคนมีอาการร้อนวูบวาบ (Hot flashes) เหมือนกัน

อาการร้อนวูบวาบ เกิดขึ้นบ่อยในช่วงแรกๆของวัยทอง โดยจะมีลักษณะร้อนตามตัว เหงื่อออกมากผิดปกติ ใบหน้าแดง อื่นๆ แตกต่างกันไปจากหลายสาเหตุ เช่น เชื้อชาติ สุขภาพ อายุ พฤติกรรม โดยพบอาการนี้ได้ในผู้หญิง 70-75% เมื่อเข้าสู่วัยทอง

 

อาการร้อนวูบวาบ (Hot flashes) เป็นอาการเดียวที่สัมพันธ์กับอาการวัยทอง

การหมดประจำเดือน อาจส่งผลกระทบต่ออาการหรือโรคอื่นๆที่เป็นอยู่ ให้แย่ลงด้วย เช่น มีการศึกษาพบว่าคนไข้ที่เป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ มีอาการแย่ลงเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยทอง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวแตกต่างกันไปตามพฤติกรรม น้ำหนัก การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอลล์ เป็นต้น

 

ทางเดียวในการลดอาการวัยทอง คือ การทานฮอร์โมนทดแทน

มีทางเลือกมากกว่านั้น เช่น  การออกกำลังกายที่เหมาะสม หรือถ้าให้ดีคุณอาจจะต้องศึกษาว่ามีเหตุผลใดบ้างที่อาจส่งผลให้อาการวัยทองรุนแรงขึ้น เช่น น้ำหนักมาก นอนดึกมาก กินเหล้า สูบบุหรี่ เมื่อพบสาเหตุ ให้รีบปรับแก้โดยด่วน ก่อนที่จะต้องพิจารณาทานฮอร์โมนทดแทน

 

ทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนทางเพศ

หากก่อนหน้าช่วงวัยทอง คุณมีแรงขับเคลื่อนทางเพศสูง ไม่ได้หมายความว่าช่วงวัยทองหรือช่วงหมดประจำเดือน คุณจะมีแรงขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวต่ำลงเสมอไป เพราะเรื่องนี้ขึ้นกับสุขภาพของทั้งร่างกายและจิตใจ อย่างไรก็ตาม อาจเจอปัญหาช่องคลอดแห้ง ความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว จนส่งผลต่อความต้องการทางเพศอยู่บ้าง

 

อ้วนขึ้นแน่ ๆ หลังจากเข้าสู่วัยทอง

จริงอยู่เมื่อฮอร์โมนในร่างกายผันผวน ระบบเมตาบอลิซึมอาจแปรปรวนตามไปด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายถึงน้ำหนักตัวจะต้องเพิ่มขึ้นเสมอไป ในทางปฏิบัติการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอวันละ 30 นาทีเป็นอย่างต่ำ สัปดาห์ละ 5 วัน นอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักได้แล้ว ยังช่วยรักษามวลกระดูกและกล้ามเนื้อของคุณได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่าอาการช่วงก่อนหมดประจำเดือน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และสามารถป้องกันได้ด้วยการใส่ใจสุขภาพ เลือกทานอาหาร และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ปรับจิตใจให้แจ่มใส มองโลกแง่ดี ทุกคนจะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปกติ

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.mindbodygreen.com
ภาพประกอบ: www.pexels.com


-เอสโตรเจนต่ำ.jpg

ฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นฮอร์โมนที่มีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโต และการพัฒนาการลักษณะต่าง ๆ ของเพศหญิง รวมทั้งการเจริญพันธุ์ โดยระดับของฮอร์โมนจะมีการขึ้นลงตามช่วงอายุ และภาวะทางสุขภาพ อาการของการมีเอสโตรเจนต่ำ มีหลายอาการ ลองดูกันคะว่ามีอะไรได้บ้าง

 

เอสโตรเจน (Estrogen) ผลิตจากรังไข่ ส่งผลต่อรูปร่าง นิสัย และอารมณ์ของเพศหญิง โดยทำให้มีหน้าอก เต้านมเต่งตึง สะโพกผาย ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีอารมณ์อ่อนไหว เปลี่ยนแปลงขึ้นลงตลอดเวลาตามรอบของประจำเดือน นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างเซลล์ ซ่อมแซมระบบสืบพันธุ์ รักษาสภาพผนังช่องคลอด ควบคุมเมือกในช่องคลอด ทำให้ไข่ในรังไข่เจริญเติบโต ควบคุมการตกไข่ กระตุ้นการหนาตัวของเยื่อบุผนังมดลูกชั้นใน รองรับการปฏิสนธิร่วมกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน

 

อาการที่แสดงว่าอาจมีเอสโตรเจนต่ำ

  • ร้อนวูบวาบและเหงื่อออกตอนกลางคืน เอสโตรเจนต่ำส่งผลต่อสมองส่วนที่เรียกว่า ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งจะทำให้คุณมีรู้สึกที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายมากขึ้น
  • นอนไม่หลับ เอสโตรเจนมีความเชื่อมโยงกับเซโรโทนิน (Serotonin) หรือเคมีสุข และเมลาโทนิน (Melatonin) หรือเคมีนิทรา ซึ่งช่วยให้มีการนอนหลับและตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น โดยหากคุณมีเอสโตรเจนต่ำ อาจทำให้มีเซโรโทนินต่ำ อาจตามมาด้วยปัญหาในการนอนหลับ.

    อ่านเพิ่มเติม นอนเท่าไหร่ ถึงจะพอ.
  • ขาดสมาธิในการทำงาน จากความรู้เรื่องการนอนหลับ คุณจะพบว่าการนอนหลับมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการคิดและการเรียนรู้ หากช่วงเวลานอนหลับ โดยเฉพาะช่วงหลับฝัน (REM sleep) ของคุณไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้คุณขาดสมาธิ หลงลืม ไม่สามารถโฟกัสอยู่กับเรื่องที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพได้
  • อารมณ์แปรปรวนง่าย เรื่องอารมณ์ขึ้นๆลงๆเป็นอีกหนึ่งในอาการของการมีฮอร์โมนที่ไม่สมดุล โดยอาการนี้อาจยิ่งรุนแรงมากขึ้น เมื่อบวกเข้ากับการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ
  • อาการซึมเศร้า เอสโตรเจนมีความเชื่อมโยงกับเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นเคมีสุข ช่วยลดภาวะซึมเศร้า หากคุณมีเอสโตรเจนต่ำ นั่นหมายถึงคุณอาจมีระดับเซโรโทนินที่ต่ำ ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ สำหรับกรณีที่เริ่มมีอาการ ลองดูเทคนิค จัดการกับโรคซึมเศร้า…ด้วยตัวเอง
  • กระดูกเปราะ เอสโตรเจนช่วยเสริมความหนาแน่นของกระดูก เมื่อคุณมีระดับเอสโตรเจนที่ต่ำ ความหนาแน่นของกระดูกอาจลดลง
  • รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ช่วงที่เอสโตรเจนลดต่ำลง เช่น ในช่วงวัยหมดประจำเดือน ช่องคลอดของคุณจะแห้งมากขึ้น ผนังช่องคลอดจะบางลง นั่นอาจทำให้คุณรู้สึกเจ็บในขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ช่องคลอดฝ่อตัว (Vulvovaginal Atrophy) เอสโตรเจนต่ำ ทำให้ช่องคลอดตีบแคบ และสูญเสียความยืดหยุ่น มีการหลั่งสารหล่อลื่นช้าลง เป็นอีกหนึ่งในกลุ่มอาการเมื่อย่างเข้าสู่วัยทอง
  • ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะเพิ่มขึ้น จากการบางลงของท่อปัสสาวะ เพิ่มโอกาสในการที่เชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะหรือช่องคลอดได้ง่าย
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้น เอสโตรเจนมีผลต่อไขมันในร่างกาย โดยหากเอสโตรเจนน้อย ร่างกายอาจเก็บไขมันไว้บริเวณพุงมากขึ้น

 

ทำอย่างไรเมื่อมีอาการเหล่านี้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า หลาย ๆ อาการที่กล่าวข้างต้น อาจไม่ได้เกิดจากการมีระดับเอสโตรเจนที่ต่ำ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ทั้งนี้มีหลายสาเหตุที่สามารถทำให้ระดับเอสโตรเจนต่ำได้ เช่น ออกกำลังกายหนักเกินไป มีโรคอื่น ๆ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับการทำงานของรังไข่ อายุที่มากขึ้น หรือการเป็นสัญญาณเตือนเมื่อร่างกายใกล้เข้าสู่ช่วงวัยทอง

สำหรับผู้ที่ได้รับการตรวจจากแพทย์ว่ามีระดับเอสโตรเจนต่ำ แนวทางการแก้ไขมีหลายวิธี ขึ้นกับสาเหตุและวัตถุประสงค์ เช่น บรรเทาอาการหมดประจำเดือน ลดอาการปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ ป้องกันกระดูกพรุน เป็นต้น โดยมีทั้งการใช้ยาฮอร์โมนและไม่ใช้ยาฮอร์โมน การใช้ยาฮอร์โมนเอง ก็ยังแบ่งย่อยออกเป็นยาเอสโตรเจนอย่างเดียว หรือเป็นสูตรผสมกับตัวอื่น แบบ combinations ส่วนรูปแบบ โดส ระยะเวลาการให้ ก็แตกต่างกันไป โดยมีทั้งในรูปของชนิดเม็ด ชนิดฉีดเข้ากล้าม ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือด ชนิดครีมทา หรือแผ่นปิดผิวหนัง ปกติแล้วแพทย์จะใช้หลักการใช้ยาในปริมาณที่น้อยที่สุดและระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในการบรรลุเป้าหมายในการรักษา

การใช้ยาฮอร์โมน ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เนื่องจากยาอาจมีผลข้างเคียง และอาจมีปฏิกิริยากับยาที่ทานอยู่เดิม ทำให้ประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์เปลี่ยนไป ทั้งนี้อย่าใช้ยาเอสโตรเจนในผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือเป็นมะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ลิ่มเลือดหรือเส้นเลือดอุดตัน โรคตับแข็ง เลือดออกผิดปกติของโพรงมดลูกที่ไม่ทราบสาเหตุ หรือผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมาก

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.forevher.healthywomen.org   th.wikihow.com   www.haamor.com
ภาพประกอบจาก: www.unsplash.com


-น้ำตาลในเลือด.jpg

เรื่องของ น้ำตาลในเลือด หลังจากลำไส้เล็กย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ได้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือที่เรียกว่า น้ำตาลโมโนแซคคาไรด์ และทำการส่งไปที่ตับเพื่อเปลี่ยนน้ำตาลโมโนแซคคาไรด์ประเภทอื่นให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคส (Glucose) หลังจากนั้นกลูโคสจะถูกลำเลียงผ่านกระแสเลือด ไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย

 

โดยธรรมชาติร่างกายมนุษย์จะมีกลไกควบคุมและรักษาระดับของน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่สมดุลของร่างกาย (Homeostasis) เรื่องของ น้ำตาลในเลือด ทั้งนี้มาจากค่าน้ำตาลในเลือดจะมีความผันผวนตลอดทั้งวัน โดยจะมีระดับต่ำในช่วงเช้า ก่อนการรับประทานอาหารมื้อแรก และจะเพิ่มขึ้นหลังจากรับประทานอาหาร ปกติการวัดระดับน้ำตาลในเลือด จะให้ผู้วัดอดอาหารและน้ำอย่างน้อย 8 ชั่วโมง

ก่อนทำการวัด โดยระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (Fasting blood sugar, FBS) ในผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานจะอยู่ระหว่าง 70-100 มก./ดล. (mg/dL) กรณีที่ค่าที่ได้มากกว่า 100 มก./ดล. จัดอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) โดยค่าที่วัดได้ระหว่าง 100 – 125 มก./ดล. จัดอยู่ในผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน กรณีค่าที่วัดได้มากกว่า 125 มก./ดล. จัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะเบาหวาน  และกรณีระดับน้ำตาลที่วัดได้ต่ำกว่า 100 มก./ดล. จัดอยู่ในภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)

ทั้งนี้ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงสามารถเกิดได้กับทุกคน เช่น หลังกินอาหารที่มีน้ำตาลหรือแป้งในปริมาณมาก มีภาวะเครียด ไม่ออกกำลังกาย การกินยาบางชนิด โดยระดับน้ำตาลในเลือดอาจสูงอยู่สัก 2 – 3 ชม.

หลังจากนั้นจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างเรื้อรัง ทั้งนี้ผู้ที่วัดได้ค่าระดับน้ำตาลหลังอดอาหารสูงแล้ว ควรได้รับการตรวจยืนยันซ้ำด้วยการทดสอบความทนต่อน้ำตาล (Oral glucose tolerance test : OGTT)

โดยให้ผู้ที่วัดดื่มน้ำตาลกลูโคส และทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มน้ำตาลไปแล้ว 2 ชั่วโมง ซึ่งค่าปกติจะต่ำกว่า 140 มก./ดล. ถ้าค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 140 – 199 มก./ดล. จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน และถ้ามีค่าที่ได้ตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไป จัดอยู่ในกลุ่มที่มีภาวะเบาหวาน

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : th.wikipedia.org   www.yaandyou.net
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-ไขมันและคอเลสเตอรอล.jpg

ไขมันในเลือดที่สำคัญมีหลายชนิด แต่โดยทั่วไปในการตรวจวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง แพทย์จะตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid profile) ใน 4 ค่าหลัก ๆ ดังนี้

 

คอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol, TC)

เป็นผลรวมของค่า แอลดีแอล คอเลสเตอรอล เอชดีแอล คอเลสเตอรอล และบางส่วนของค่าไตรกลีเซอไรด์ (แทน วีแอลดีแอล คอเลสเตอรอล (VLDL-C) ซึ่งคำนวณได้ยาก) โดยค่าปกติ: น้อยกว่า 200  mg/dl, สูงเล็กน้อย: 200-239 mg/dl, สูง: มากกว่า 240 mg/dl

 

แอลดีแอล คอเลสเตอรอล (LDL-cholesterol)

เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นต่ำ ไขมันชนิดนี้ถ้ามีในเลือดสูงจะไปเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากขึ้น โดยค่าปกติ: น้อยกว่า 100 mg/dl, ใกล้เคียงปกติ: 100-129 mg/dl, สูงเล็กน้อย: 130-159 mg/dl, สูง: 160-189 mg/dl, สูงมาก: มากกว่า 190 mg/dl

 

เอชดีแอล คอเลสเตอรอล (HDL-cholesterol)

เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นสูง มีหน้าที่นำคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือดไปทำลายที่ตับ ส่งผลดีต่อหลอดเลือดแดง เพราะจะป้องกันไม่ให้ไขมันตัวอื่น ๆ ไปพอกสะสมทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง โดยค่าต่ำ: น้อยกว่า 40 mg/dl, สูง: มากกว่า 60 mg/dl

 

ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)

เป็นไขมันที่มีประโยชน์กับร่างกาย ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง และให้พลังงานเมื่อร่างกายต้องการ อย่างไรก็ตามผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบเพิ่มมากขึ้น ระดับปกติ: ต่ำกว่า 150 mg/dl, สูงเล็กน้อย: 150-199 mg/dl, สูง: 200-499 mg/dl, สูงมาก: มากกว่า 500 mg/dl

 

ภาวะไขมันในเลือดสูง พบได้บ่อยทั้งชายและหญิง พบมากในคนที่มีประวัติทางกรรมพันธุ์ คนอ้วน หรือคนที่ชอบกินอาหารพวกไขมันมาก ๆ หรือทำงานเบา ๆ ไม่ค่อยออกกำลังกาย

 

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


...เมื่อฉันเกลียดสามี-.jpg

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่คนสองคนจะมาถึงจุดที่รัก และแต่งงานกัน แต่ในทุกความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา เป็นเรื่องธรรมดา ที่จะมีทั้งช่วงเวลาที่สุขและทุกข์ปะปนกัน แต่เมื่อบางคู่มาถึงจุดที่ภรรยาคิดว่า  ฉันเกลียดสามีตัวเอง” แล้วต้องถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ไข เพราะความรู้สึกนี้ไม่ได้จบลงไปง่าย ๆ

ผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาเรื่องชีวิตคู่ มีคำแนะนำสำหรับเรื่องนี้ว่า

 

ให้มองความดีของสามี

คนมักเลือกใช้คำว่า “เกลียด” เป็นคำอธิบายเมื่อชีวิตคู่อยู่ในสถานะ “ไม่มีความสุข” เพราะเป็นคำพูดที่อธิบายได้ชัดเจนที่สุดแล้ว และก็เป็นต้นทางนำไปสู่การหย่าร้าง แต่ผู้เป็นภรรยาลองกลับไปคิดถึงอะไรที่เป็นเบสิก เป็นสัจธรรมของคนทุกคนที่ว่า “คนเรามีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่เสีย” แล้วสามีของเราล่ะ เขามีข้อดี มีความดีอะไรบ้างที่คุณประทับใจ หากความดีนั้นมีมากเมื่อเทียบกับข้อเสีย หรือความผิดพลาดของเขาแล้ว สามีของคุณเป็นคนดี เขาชนะใจคุณด้วยความดีนะ

เคยนั่งจับเข่าคุยกับสามีอย่างจริงจังแล้วหรือยัง ว่าคุณชอบ/ไม่ชอบอะไร

การที่คู่รักมีปัญหา ส่วนใหญ่เกิดจากการสื่อสารและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ไม่ใช่แค่ระหว่างคุณและสามี แต่มันควรจะรวมไปถึงระหว่างตัวคุณและความคิดของคุณด้วย นั่นคือ “ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ” คุณได้ลองคิดรึยังว่า คุณอาจจะทำอะไรพลาดไปเองก็ได้ และเคยนั่งจับเข่าคุยกับสามีอย่างจริงจังถึงปัญหาที่เกิดขึ้นบ้างไหม การทบทวนตัวเอง ไม่ได้หมายความว่า คุณผิด แต่การกลับมาทบทวน อาจทำให้มองเห็นว่า ระหว่างคุณกับสามีอาจจะสื่อสารไม่ตรงกัน เข้าใจอะไรคลาดเคลื่อนกัน และที่สำคัญคุณเคยบอกสามีมั้ยว่า “อะไรที่สามีทำ แล้วคุณไม่ชอบ” การละเลย ไม่สื่อสาร ไม่คุยกัน บางทีมันสะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ แต่ถ้าได้คุยกันจนเข้าใจ และยอมรับกันแล้วว่า “จะปรับปรุงตัว” หากสามียังคงผิดคำพูด ครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงตอนนั้นคุณอาจต้องวางแผนการเลิกราอย่างเป็นขั้นตอนได้เลย

 

รู้ทันอารมณ์ตัวเอง

บางทีนักบำบัดก็มาถึงทางตันเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่า ภรรยาเกลียดสามีเพราะสาเหตุใด อารมณ์เกลียดของผู้หญิงในบางครั้งวิเคราะห์ยาก บางทีก็ไม่มีเหตุผล แม้ในบางครั้งจะหาสาเหตุเจอ ก็อาจมาติดอยู่ที่ทางออกแบบไหน ที่ผู้เป็นภรรยาจะพึงพอใจ ดังนั้น อันดับแรกคือ การจักอารมณ์ตัวเอง ไม่ให้ความโกรธความเกลียดมาครอบงำ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องหาวิธีกำจัดมันออกไป สำคัญกว่านั้นคือ หากรู้สาเหตุที่ทำให้โกรธ ให้เกลียด ก็เอาเรื่องนั้นมาจับเข่าคุยกับสามีตามที่บอกไว้ในข้อ 2 อย่าปล่อยให้ความโกรธความเกลียดแบบไม่มีเหตุผลหรือไร้สาระ มาทำลายความรักอันหวานชื่นเลย “คนโสดเค้าอยากมีคู่แบบเราจะตาย”

 

อย่าปล่อยให้ “ความเกลียด” มาทำลายข้อดีในตัวคุณ

นักบำบัดพบว่า ก่อนจะมาถึง “เกลียด” คือ “โกรธ” และก่อนจะมาถึง “โกรธ” คือ “เสียใจ” ก่อนหน้า “เสียใจ” คือ “ผิดหวัง” ดังนั้นเมื่อรู้เส้นทางที่มาของความเกลียด ก็เอาเส้นทางนี้ออกมาวิเคราะห์

นักบำบัดบอกว่า สตรีเพศคือเพศผู้สร้างความสัมพันธ์ ไม่ใช่ทำลายความสัมพันธ์ด้วยความรู้สึกโกรธหรือเกลียด ผู้หญิงถูกสอนและถูกปลูกฝังให้มีความอ่อนโยน ยิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อสร้างความสวยแบบธรรมชาติ แบบเป็นตัวของตัวเอง ใครเห็นก็มีความสุข ดังนั้นอย่าปล่อยให้อารมณ์ร้ายๆมาครอบงำ ความโกรธความเกลียดมันน่ากลัวนะ หากไม่รู้จักควบคุม

ธรรมชาติสร้างผู้หญิงมาให้มีความน่ารัก อ่อนโยน คุณจะปล่อยให้เพียงแค่ความโกรธความเกลียดมาทำลายความน่ารักหรอ จะปล่อยให้ความโกรธความเกลียดมาทำลายความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาที่สร้างมาหรอ อย่าเลย! ใช้ความสวยที่ธรรมชาติให้มา สร้างความสุข สร้างความสัมพันธ์กันเถอะ

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.yahoo.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-บอกสุขภาพเรื่องอะไรได้บ้าง.jpg

หลาย ๆ คนอาจละเลยการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของลิ้นตัวเอง ทั้งที่จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงบางอย่างสามารถสื่อได้ถึงสุขภาพในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี เรามาลองดูกันว่าในเบื้องต้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจบอกถึงสภาวะทางด้านสุขภาพอะไรได้บ้าง

 

ทำความรู้จัก…ลิ้น

ลิ้น เป็นอวัยวะชิ้นเล็ก ๆ ในช่องปาก แต่มีภารกิจในการสร้างเสริมสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง ได้รับคุณประโยชน์ทางโภชนาการอย่างเต็มที่จากอาหารที่ทานเข้าไป เพราะทำหน้าที่เคี้ยว กลืนและรับรู้รสชาดอาหารว่าน่าทานหรือไม่เพียงไร ลิ้นที่มีสุขภาพดีต้องมีสีแดงอมชมพู ไม่ใช่สีแดงสด และผิวของลิ้นต้องขรุขระ เรามาดูว่าโรคบางโรค จะมีลักษณะของลิ้นเป็นอย่างไร

 

สุขภาพลิ้นบอกโรคอะไรบ้าง

  1. โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus)
    เชื้อราในช่องปาก (Oral thrush) คืออาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวานที่ยังควบคุมไม่ได้  ทั้งนี้ “เชื้อรา” สามารถบอกถึงระบบภูมิคุ้มกันที่อาจอ่อนแอลง จนเกิดการติดเชื้อในช่องปากที่เรียกว่า  Oral candidiasis  โดยมีเชื้อราสะสมจนเห็นฝ้าสีขาวข้นเป็นเยื่อเมือกที่ลิ้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวาน มักมีปัญหาปากแห้ง ส่งผลให้ลิ้นสูญเสียความสามารถบางอย่างไปได้
  2. โรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
    ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ในรายที่การรักษายังทำได้ไม่ดี อาจมีอาการที่แสดงถึงการติดเชื้อ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง เช่น  การมีฝ้าขาว แผลแดงที่ปรากฏขึ้นบนลิ้น จุดต่างๆ ภายในปาก เป็นสัญญาณให้รู้ว่าคุณอาจติดเชื้อเอชไอวี
  3. โรคเซลิแอค (Celiac disease)
    โรคเซลิแอคหรือโรคที่จัดอยู่ในโรคภูมิแพ้ตัวเอง (Autoimmune disease) ต่อระบบทางเดินอาหาร จากตัวกระตุ้นคือ โปรตีนที่เรียกว่า กลูเตน ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ได้แก่ ท้องผูก อุจจาระร่วง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดกล้ามเนื้อ และลิ้นอักเสบ ผิวลิ้นเรียบ เจ็บ อาจมีภาวะลิ้นแห้ง ลิ้นพองรวมถึงการมีแผลร้อนในที่ลิ้น
  4. โรคปากแห้งตาแห้ง (Sjogren’s syndrome)
    “โจเกรน” เป็นกลุ่มอาการที่จัดอยู่ในโรคออโตอิมมูน (Autoimmune disease) หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่นเดียวกันกับโรคเอสแอลอี โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยมีลักษณะเด่นอยู่ 2 อย่างคือ ตาแห้งและปากแห้ง จากการที่ต่อมน้ำตาและต่อมน้ำลายถูกทำลายจากโรค จนไม่สามารถสร้างน้ำตาและน้ำลายได้เพียงพอ เป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อราในช่องปาก ผู้ป่วยบางคนยังอาจมีอาการแสบร้อนในช่องปาก และลิ้นแตกอีกด้วย
  5. มะเร็ง (Cancer)
    หากคุณมีอาการลิ้นบวม เจ็บที่ลิ้นหรือบริเวณอื่น ๆ ในช่องปาก ต่อเนื่องกันนานกว่า 2 สัปดาห์ นั่นอาจเป็นสัญญาณถึงความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงก็เป็นได้ ควรรีบพบแพทย์เพราะมะเร็งในระบบศีรษะและลำคอ และช่องปากอาจมีอาการทำให้ลิ้นของคุณผิดปกติได้
  6. โรคขาดวิตามิน
    ลิ้นของคนสุขภาพดีจะมีสีแดงอมชมพู แต่ถ้าใครมีลิ้นสีแดงสด แสดงว่าร่างกายขาดกรดโฟลิก วิตามินบี 12 หรือธาตุเหล็ก ดังนั้นควรเร่งแก้ไขด้วยการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมทั้งปรับด้านโภชนาการเพื่อเติมส่วนที่ขาด  นอกจากนี้ ลิ้นสีแดงสดยังเป็นสัญญาณของอาการคออักเสบ หรือโรคคาวาซากิ (Kawasaki disease) ได้อีกด้วย
  7. ความเครียด
    แผลร้อนใน เป็นอาการที่เกิดจากไวรัสและยังเป็นสัญญาณของโรคเครียด โดยอาจเกิดแผลร้อนในที่ลิ้น หรือส่วนอื่นๆ ภายในช่องปาก ถ้าพบอาการนี้ลองบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ และหลีกเลี่ยงอาหารมัน ๆ เปลี่ยนมาทานอาหารนิ่ม ๆ เย็น ๆ เช่น โยเกิร์ต เป็นต้น

ในบางกกรณี อาการลิ้นบวมและลิ้นเจ็บ ก็อาจเกิดจากการขบฟันหรือกัดลิ้นตัวเอง ซึ่งวิธีผ่อนคลายความเครียดทำได้โดยการออกกำลังกาย เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และการเคี้ยวอาหารช้า ๆ

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เข้าใจว่าหลาย ๆ คนคงหันกลับมาสังเกต ให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงของลิ้นและสุขภาพช่องปาก เพื่อหาความผิดปกติของร่างกายและวางแผนการรักษากันแต่เนิ่น ๆ คะ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.health.com   www.honestdocs.co   www.haamor.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก