ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-โรควัยทองสำหรับผู้ชาย.jpg

เมื่อผู้หญิงวัยประจำเดือนหมดก็มักจะถูกเรียกว่าวัยทอง หากอารมณ์แปรปรวน แต่วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ แอนโดรพอส โรควัยทองสำหรับผู้ชาย ว่ามีอาการอย่างไรบ้างค่ะ

แอนโดรพอสคืออะไร

แอนโดรพอส (andropause) คือ กลุ่มอาการถดถอยทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นกับผู้ชายวัยเกิน 40 ปีขึ้นไป โดยมีความสัมพันธ์กับการที่ฮอร์โมนเพศชายในร่างกายลดระดับลง

ขณะที่ผู้หญิงมีเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ผู้ชายก็มีเทสโทสเตอโรนเป็นฮอร์โมนเพศชาย เมื่ออายุมากขึ้น ระดับฮอร์โมนเพศในร่างกายจะถดถอยลงเป็นธรรมดา แต่มันจะค่อย ๆ ลดระดับลงช้า ๆ ใช้เวลาหลายปี ไม่ได้ลดลงฮวบฮาบแบบทันทีเพราะรังไข่หยุดทำงานแบบผู้หญิงตอนหมดประจำเดือน ทำให้อาการเปลี่ยนแปลงในผู้ชายเกิดขึ้นที่ละเล็กทีละน้อย บางคนไม่รู้สึกตัวเลย แต่บางคนก็รู้สึกถึงสมรรถนะทางเพศที่ลดลง พลังงานลดน้อยลง อารมณ์หรือจิตใจที่ “ตก” ลงไปจากระดับเดิม สภาวะนี้ทางการแพทย์เรียกว่า อาการผู้ชายวัยทอง หรือแอนโดรพอส (andropause) เพื่อให้เป็นคนละเรื่องกับผู้หญิงหมดประจำเดือน หรือ menopause แพทย์บางคนไม่ยอมรับคำนี้ และพอใจที่จะเรียกภาวะนี้ว่า “อาการจากอวัยวะผลิตฮอร์โมนลดลงในผู้ใหญ่ (SLOH) บ้างก็เรียกว่า “ภาวะขาดแอนโดรเจนในคนสูงอายุ (ADAM) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นชื่อเรียกเรื่องเดียวกัน… คือ ผู้ชายหมดประจำเดือน

เนื่องจากอาการเหล่านี้มักมาเกิดขึ้นในวัยที่ผู้ชายเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายในชีวิตของตัวเอง หรือเริ่มมองเหลียวหลังและระทดระท้อกับชีวิตที่ผ่านมาโดยไม่สำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จึงเป็นการยากที่จะบอกให้ได้ว่าอาการเหล่านี้เกิดจากฮอร์โมนในร่างกายลดลง หรือเกิดจากเหตุภายนอกเช่นความล้มเหลวในหน้าที่การงานหรือการเสียจังหวะในชีวิตกันแน่

ผู้ชายพออายุพ้น 40 ปีไปแล้วฮอร์โมนเพศก็เริ่มลดลง ประมาณปีละ 1% พอช่วงอายุ 45 – 50 ปีจะลงเร็วหน่อย แต่ก็มักจะไม่มีอาการอะไรให้เห็นจนอายุ 60 ปี เมื่ออายุถึง 80 ปีประมาณครึ่งหนึ่งของคุณผู้ชายจะมีฮอร์โมนเพศต่ำชัดเจน ทั้งนี้ มีความแตกต่างระหว่างคนต่อคน บางรายฮอร์โมนก็ยังคงอยู่ในระดับสูงแม้จะชราแล้ว บางรายฮอร์โมนลดต่ำไปแล้วก็จริง แต่กลับไม่มีอาการอะไรให้เห็นก็มี จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดเดาว่าใครจะมีระดับฮอร์โมนลดลงแค่ไหน ณ อายุเท่าใด หรือใครจะมีอาการหรือไม่มีอาการแอนโดรพอส ทางเดียวที่จะบอกได้ว่าฮอร์โมนลดต่ำลงจริงหรือไม่ก็คือเจาะเลือดดู

อาการของแอนโดรพอส

ในคนที่มีอาการจากฮอร์โมนลดต่ำ อาการอาจรวมถึงความต้องการทางเพศลดลง เป็นหมัน อวัยวะเพศแข็งตัวเองน้อยลง (เช่น เคยแข็งตัวตอนกลางดึกหรือตอนตื่นนอนเช้าเป็นประจำก็ไม่แข็งตัวอีกเลย) เต้านมตึงคัด ขนในที่ลับร่วง ลูกอัณฑะเล็กและเหี่ยว ความสูงของร่างกายลดลง กระดูกบางยิ่งขึ้น กล้ามเนื้อลีบเล็กลง ร้อนวูบวาบตามตัวและเหงื่อออก พลังงานเสื่อมถอย แรงบันดาลใจและความมั่นใจลดลง รู้สึกเศร้า หรือซึม สมาธิเสื่อม ความจำเสื่อม มีอาการหายใจขัดขณะนอนหลับหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับแบบอื่น ๆ มีภาวะโลหิตจาง ร่างกายทำงานได้น้อยลง ในอดีตแพทย์มักมองอาการเหล่านี้ว่าเป็นอาการของภาวะซึมเศร้าหรืออาการชราตามวัย จึงมักกล่อมให้ผู้ป่วยยอมรับสภาพว่าอายุมากแล้วทำใจเสียเถอะ ทั้งตัวผู้ป่วยเองก็ยากที่จะยอมรับได้ว่าตนเองมีอาการเหล่านี้อยู่ จึงพยายามเพิกเฉยต่ออาการเหล่านี้เสีย แต่ในปัจจุบันนี้มีการเจาะเลือดเพื่อพิสูจน์ระดับฮอร์โมนได้ง่าย ๆ ประกอบกับการมีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าแอนโดรพอสทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนและอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด (แม้ว่าหลักฐานอย่างหลังนี้จะยังไม่แน่นหนานัก) ทำให้ผู้คนหันมาสนใจแอนโดรพอสและการใช้ฮอร์โมนทดแทนจริงจังมากขึ้น

ขณะที่ผู้ชายเราหลีกเลี่ยงภาวะฮอร์โมนเพศถดถอยเมื่ออายุมากขึ้นไม่ได้ และยังมีความลังเลว่า การใช้ฮอร์โมนทดแทนจะดีหรือไม่ดีกับตัวเอง แต่ก็มีหลายอย่างที่ช่วยได้แน่นอน เช่น กินอาหารให้ถูกต้อง ใช้ชีวิตแบบแอคทีฟกระตือรือล้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยให้คงระดับพลังงานไว้ที่ระดับสูง คงมัดกล้ามเนื้อไว้ไม่ให้เหี่ยวหาย และคงจิตใจอารมณ์ให้คมเฉียบอยู่ได้แม้วัยจะล่วงเลยไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นตัวช่วย ลองตอบคำถามต่อไปนี้อย่างจริงใจดูก่อน โดยตอบเพียงแค่ว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”

  1. คุณรู้สึกว่าเรี่ยวแรง พละกำลังถดถอยลงไปกว่าเดิม
  2. คุณสังเกตว่าคุณเล่นกีฬาหรือออกแรงได้น้อยกว่าเดิม
  3. คุณรู้สึกว่ามีความต้องการทางเพศน้อยลง
  4. คุณมีความรู้สึกเศร้า หรือหงุดหงิด มากกว่าแต่ก่อน
  5. ร่างกายของคุณเตี้ยลงกว่าเดิม
  6. คุณรู้สึกว่าตัวเองมีความรื่นเริงบันเทิงใจกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตลดลง
  7. คุณรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม
  8. อวัยวะเพศของคุณไม่แข็งตัวตอนตื่นขึ้นมากลางดึกหรือตอนตื่นนอนเช้า
  9. คุณม่อยหลับหลังอาหารเย็น
  10. คุณรู้สึกว่ากล้ามเนื้อของตัวเองลีบลงกว่าเดิม หรือลงพุง (รอบเอวมากกว่า 34 นิ้ว)

ถ้าคำตอบของคุณคือ “ใช่” ตั้งแต่ 5 ข้อขึ้นไป โดยที่มีข้อ 1 หรือข้อ 2 (ข้อใดข้อหนึ่ง) อยู่ในกลุ่มข้อที่ใช่ด้วย ก็เป็นตัวช่วยบอกว่าคงไม่เสียหลายถ้าคุณจะหาโอกาสไปพบแพทย์เพื่อหารือเรื่องแอนโดรพอส เจาะเลือดดูฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน และรับฟังความเห็นและข้อแนะนำของแพทย์ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะไปทางไหนต่อดี

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: chaoprayanews(2010).แอนโดรพอส วัยทองสำหรับผู้ชาย. 1 เมษายน 2558.
แหล่งที่มา : http://www.chaoprayanews.com/2014/02/28/แอนโดรพอส-วัยทองสำหรับผ/
ภาพประกอบจาก : http://www.freepik.com


L-diet.jpg

วิธีลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ในระยะยาว แม้ว่ายาจะสามารถใช้รักษาให้หายป่วย และทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักไว้เสมอก็คือ ยาทุกชนิดล้วนแล้วแต่มีอันตราย เช่นเดียวกับที่มีคุณประโยชน์ ดังนั้น ก่อนใช้ยาควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนใช้ทุกครั้ง

เพื่อน ๆ หลายคนลดน้ำหนัก ตามสูตรลดน้ำหนัก ลดความอ้วน แบบ 7 วันบ้าง 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ทรมานและต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่ง (แต่เพื่อความผอม สวย ยอมได้) อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถทานแบบนี้ไปได้ตลอดชีวิตแน่นอน การลดน้ำหนักลงมาหลาย ๆ โล ในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นสูตรสำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วนแบบเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ถ้าหากคุณกลับมากินอาหารปกติ คุณจะอ้วนเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิม

การลดน้ำหนักในระยะยาว การลดน้ำหนักที่ดีที่สุดนั้น ควรเป็นการจำกัดแคลอรี่ของอาหาร การทานอาหารครบทุกมื้อ และการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน วันนี้เรามีข้อแนะนำที่จะควบคุมน้ำหนักให้คงที่อยู่เสมอในระยะยาว เคล็ดลับต่าง ๆ เหล่านี้ ทำได้ไม่ยากแต่ต้องฝึกฝนให้ติดจนเป็นนิสัยเท่านั้นเอง

 

กิจกรรมและการออกกำลังกาย  

  1. อย่าชั่งน้ำหนักบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้กดดันตัวเอง ทำให้หงุดหงิดง่าย ควรชั่ง สัปดาห์ละครั้งก็พอ 
  2. ออกกำลังกายให้มากกว่า 15 นาที เพราะ 20 นาทีแรกนั้น ร่างกายจะอยู่ในระหว่างอุ่นเครื่อง หลัง จากนั้นร่างกายจะเผาผลาญไขมัน 
  3. การเดินเร็ว ๆ หรือวิ่งเหยาะ ๆ เป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายหงุดหงิดได้ดีขึ้น 
  4. ถ้าวันไหนจะได้นอนมากๆ และไม่ได้ทำงานอะไรเท่าไหร่ คุณต้องลดอาหารลงอีก กินแต่ผักผลไม้ก็พอแล้ว 
  5. สำหรับคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย ให้ว่ายน้ำหรือเต้นรำตามจังหวะเพลงสนุก ๆ อย่างต่อเนื่อง 1 ชั่วโมงทุกวัน 
  6. ออกกำลังกายให้หลากหลายชนิด จะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายอย่างครบถ้วน เป็นการบริหารทุกส่วนของร่างกาย และช่วยปรับสมดุลของร่างกาย 
  7. หมั่นไปออกกำลังกายเป็นกลุ่มหรือไปออกกำลังกายยังที่ที่คนมาชุมนุมกัน เช่น ศูนย์ฟิตเนส ลานเต้นแอโรบิค สระว่ายน้ำ เป็นต้น เพื่อช่วยเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คุณเกิดความมุ่งมั่นที่จะลดน้ำหนัก และอีกทั้งยังช่วยให้ไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการออกกำลังกาย 

 

อาหารการกิน

  • ลดปริมาณอาหารเนื้อสัตว์ประเภทหมู เป็ด ไก่และเนื้อวัวลง ควรกินแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น อย่ากินส่วนที่เป็นหนังและมัน
  • ถ้าหิวบ่อยให้แบ่งมื้ออาหารเป็น 4 – 5 มื้อเล็ก ๆ แทนการทานแบบ 3 มื้อใหญ่ (ที่หลายท่านมักทานจนอิ่มท้องมากเกินไป) 
  • เคี้ยวอาหาร เคี้ยวช้า ๆ ให้ละเอียดที่สุด ก่อนจะกลืนลงไป ควรใช้เวลากินมื้อละ 10 – 15 นาที จะช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น
  • ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำแร่ให้มาก ๆ และจิบน้ำตลอดวันเพื่อให้กินอาหารได้ไม่มาก อีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้นด้วย 
  • ในตู้เย็นควรจะมีแต่ผักและผลไม้สดเท่านั้น เพื่อเป็นตัวช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ราบรื่น
  • ของว่างระหว่างมื้อควรทานผลไม้สด ๆ หรือถั่วธัญพืชต่าง ๆ ไม่ควรทานอาหารคาวหรือขนมหวาน
  • ลดคาร์โบไฮเดรต ลดเนื้อสัตว์ กินแต่ผักผลไม้เป็นหลัก งดทานของทอด ๆ ผัด ๆ หรือการปรุงอาหารที่ต้องใช้น้ำมันมาก ๆ หรือการปรุงด้วยน้ำตาล เนย และกะทิ เช่น แกงเผ็ด แกงที่ใช้กะทิเป็นเครื่องปรุงก็ควรเลี่ยง 
  • อย่าโทษตัวเองเมื่อเผลอกินอาหารตามใจปาก เช่น เค้ก ไอศกรีม วันต่อไปให้ออกำลังกายหนักขึ้นเพื่อการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น แต่อย่าทำเช่นนี้บ่อยๆ เพราะจะทำให้ที่พยายามลดน้ำหนักมานั้นเสียเปล่า  
  • อย่าอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะจะทำให้คุณกินทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างไร้สติ ควรกินอาหารเล็กน้อยเสมออย่าปล่อยให้หิว ถ้าถึงมื้อแล้วไม่หิวก็ให้ทานผลไม้แทนได้
  • พยายามเปลี่ยนเมนูอยู่เสมอ การกินอาหารเดิม ๆ ซ้ำ ๆ กันเกือบทุกวันจะเป็นผลเสียต่อการเผาผลาญอาหาร เพราะร่างกายจะเผาผลาญแคลอรี่ได้เท่าเดิม จึงแทบจะไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักตัว
  • อย่าเสียดายของเหลือในจาน ถ้ากินไม่หมด ควรเก็บใส่ตู้เย็น หรือทิ้งเสีย อย่ากินจนหมด 
  • แอปเปิ้ล แคนตาลูป และโยเกิร์ต คือเมนูลดน้ำหนักที่ดีกินอย่างใดอย่างหนึ่งแทนมื้อกลางวันหรือเย็นได้ทุกวัน
  • ถ้าอยากกินเนื้อสัตว์ให้กินแฮมต้ม ปลานึ่ง ทูน่ากระป๋อง ไก้ต้มไม่เอาหนัง กินอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงเล็กน้อยใน 1 มื้อ ควรกินคู่กับผักต้ม
  • ถ้าหิวตอนดึก ๆ ให้ดื่มชาร้อน ๆ เพราะเครื่องดื่มร้อน ๆ จะช่วยให้ความรู้สึกหิวหายไป อาจดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำร้อน ชาสมุนไพร หรือนมร้อน ๆ สักถ้วยก็ได้
  • ถ้าเบื่อผลไม้ ให้นำมายำ โดยทำน้ำยำดังนี้ ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ กับมะนาว และพริกป่น แล้วคลุกกับผลไม้ให้ทั่ว ใช้แอปเปิ้ล เขียวแดง ชมพู่ มันแกว ส้มโอ
    ส้มเขียวหวาน หรือองุ่น
  • ถ้าติดขนมจุบจิบ ให้ใช้แตงกวา มะม่วง หรือแครอท หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า หรือน้ำแข็งป่นมาวางใกล้ ๆ มือ ทานแทนขนมขบเคี้ยว
  • เคี้ยวหมากฝรั่งบ้าง รสชาติสะอาด ๆ ในช่องปากอาจทำให้คุณไม่อยากกินอะไร
  • กินกระเทียมสดและพริกไทยทุกวัน เพราะจะช่วยลดคอเลสเตอรอลและลดน้ำหนักได้
  • วางแผนการกินล่วงหน้าแต่ละมื้อ การกินโดยไม่คิดก่อนจะทำให้เผลอไปกินอาหารที่ไขมันสูง
  • เมื่อลดน้ำหนักได้ 1 กิโลกรัม แทนที่จะให้รางวัลตัวเองเป็นขนมหวาน ควรให้รางวัลเป็นอย่างอื่น เช่น เสื้อสวย ๆ สักตัว หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การกิน
  • เลิกคร่ำครวญถึงรสชาติอาหารจานโปรด คุณต้องตัดใจ จงคร่ำครวญถึงชุดสวย ๆ แทน คุณจะได้มีแรงบันดาลใจเพียงพอที่จะลดน้ำหนัก
  • ฝึกเป็นนิสัยอ่านฉลากบนผลิตภัณฑ์อาหารทุกอย่าง ว่ามีพลังงานหรือไขมันเท่าใดบ้าง ทำเป็นประจำจะทำให้คุณเป็นคนที่กินเป็นมากขึ้น และมีประโยชน์
    ต่อสุขภาพด้วย
  • ทานข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือแทนข้าวขาว เพราะข้าวกล้องอิ่มนานกว่า และมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าข้าวขาว

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : jaisorgroup.(2009).วิธีลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ในระยะยาว. 28 พฤศจิกายน 2558.
แหล่งที่มา : http://www.oknation.net/blog/Faijaruwan
ภาพประกอบจาก : https://sites.google.com/site/jaisorgroup/9

 


-ทำอย่างไร-Phat.jpg

เด็กนั้นเลี้ยงยาก แต่จะเลี้ยงอย่างไรให้ลูกเกิดมาเป็นเด็กฉลาด และไม่กดดันลูกมากเกินไป ไปติดตามวิธีรับมือกับเหล่าเด็กตัวน้อยพร้อมกันในบทความค่ะ

 

ของเล่นและหนังสือท้าทายความสามารถ

วิธีหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้น ความสามารถของลูกคือ การให้ลูกได้สัมผัสกับของเล่นหรือเกมที่กระตุ้นให้เขา ได้ใช้ความคิด ทักษะการแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ เด็กที่มีพรสวรรค์มักสนใจของเล่นและเกมยาก ๆ เกินอายุ

 

ปฏิสัมพันธ์กับลูก

พูดคุยกับลูก ถามว่าลูกกำลังคิดหรือรู้สึกอะไร ฟังลูกเมื่อเขามีคำถาม และพยายามตอบคำถามให้ดีที่สุดเท่าที่คุณรู้ เล่นกับลูก นี่เป็นช่วงที่คุณจะช่วยฝึกสมองเขาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเวลาเล่นเกม

 

ลับสมองด้วยกัน

ส่งลูกไปเข้าค่าย ลำพังการให้ลูกเล่นของเล่นและอ่านหนังสือที่ท้าทายความสามารถแค่ที่บ้านคงไม่พอ คุณอาจลองส่งลูกไปเข้าค่าย เข้าคอร์ส หรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษคนอื่น ๆ เช่น คอร์สร้องเพลง ฝึกเต้น วาดรูป เป็นต้น

 

ให้ลูกเล่นกับเพื่อน

ใช่ว่าเด็กที่ฉลาดและมีพรสวรรค์จะต้องมุ่ง แต่พัฒนาความสามารถเพียงอย่างเดียว พ่อแม่ควรให้เขาได้ออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ ด้วย เด็กจะได้พัฒนาทักษะทางสังคมและมีการพัฒนาทางอารมณ์ที่เหมาะสม และรักษาสมดุลย์ในชีวิต

 

ให้ลูกทำกิจกรรมและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ

แม้ลูกอาจจะมีความ สามารถในด้านใดด้านหนึ่ง แค่คุณก็ควรให้เขาได้ลองทำอะไรแปลกใหม่ดูบ้าง เช่น ฝึกการแสดง ร้องเพลง เต้นรำ เล่นดนตรี กีฬา ฯลฯ ไม่แน่ เขาอาจมีความสามารถในด้านอื่น ๆ ซ่อนอยู่อีกก็เป็นได้

 

อย่าคาดหวังหรือเรียกร้องจากลูกมากเกินไป

อย่าพยายามตั้งความหวังกับลูกไว้สูงจนเกินไป เพราะมันอาจทำให้เกิดผลเสียได้ เช่น เมื่อลูกได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่สอบได้คะแนนน้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้ เขาอาจเครียดเพราะทำไม่ได้อย่างที่หวัง พยายามกระตุ้นลูกแต่อย่ากดดันเขามากเกินไป เพราะอาจทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจได้ ถ้าเขาทำได้ไม่ดีเลิศอย่างที่หวัง ก็ขอให้คุณเข้าใจ พยายามให้กำลังใจเขา และอย่าซ้ำเติม

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : theasianparent. (2009). เลี้ยงลูกให้ฉลาด ทำอย่างไร. 21 สิงหาคม 2558.
แหล่งที่มา : https://th.theasianparent.com/เลี้ยงลูกให้ฉลาด-ทำอย่างไร/
ภาพประกอบจาก : www.women.tsgclub.com


-ลดความอ้วน-ในระยะยาว-health.jpg

วิธีลดความอ้วน ในระยะยาว เพื่อน ๆ หลายคนลดน้ำหนัก ตามสูตรลดน้ำหนัก ลดความอ้วน แบบ 7 วันบ้าง 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ทรมานและต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่ง (แต่เพื่อความผอม สวย ยอมได้)

อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถทานแบบนี้ไปได้ตลอดชีวิตแน่นอน การลดน้ำหนักลงมาหลาย ๆ โล ในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นสูตรสำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วนแบบเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ถ้าหากคุณกลับมากินอาหารปกติ คุณจะอ้วนเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิม การลดน้ำหนักในระยะยาว การลดน้ำหนักที่ดีที่สุดนั้น ควรเป็นการจำกัดแคลอรี่ของอาหาร การทานอาหารครบทุกมื้อ และการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน วันนี้เรามีข้อแนะนำที่จะควบคุมน้ำหนักให้คงที่อยู่เสมอในระยะยาว เคล็ดลับต่าง ๆ เหล่านี้ ทำได้ไม่ยากแต่ต้องฝึกฝนให้ติดจนเป็นนิสัยเท่านั้นเอง

 

กิจกรรมและการออกกำลังกาย 

  1. อย่าชั่งน้ำหนักบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้กดดันตัวเอง ทำให้หงุดหงิดง่ายควรชั่ง สัปดาห์ละครั้งก็พอ
  2. ออกกำลังกายให้มากกว่า 15 นาที เพราะ 20 นาทีแรกนั้น ร่างกายจะอยู่ในระหว่างอุ่นเครื่อง หลัง จากนั้นร่างกายจะเผาผลาญไขมัน
  3. การเดินเร็ว ๆ หรือวิ่งเหยาะ ๆ เป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น
  4. ถ้าวันไหนจะได้นอนมาก ๆ และไม่ได้ทำงานอะไรเท่าไหร่ คุณต้องลดอาหารลงอีก กินแต่ผักผลไม้ก็พอแล้ว
  5. สำหรับคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย ให้ว่ายน้ำหรือเต้นรำตามจังหวะเพลงสนุก ๆ อย่างต่อเนื่อง 1 ชั่วโมงทุกวัน
  6. ออกกำลังกายให้หลากหลายชนิด จะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายอย่างครบถ้วน เป็นการบริหารทุกส่วนของร่างกาย และช่วยปรับสมดุลของร่างกาย
  7. หมั่นไปออกกำลังกายเป็นกลุ่มหรือไปออกกำลังกายยังที่ที่คนมาชุมนุมกัน เช่น ศูนย์ฟิตเนส ลานเต้นแอโรบิค สระว่ายน้ำ เป็นต้น เพื่อช่วยเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คุณเกิดความมุ่งมั่นที่จะลดน้ำหนัก และอีกทั้งยังช่วยให้ไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการออกกำลังกาย

 

อาหารการกิน

  1. ลดปริมาณอาหารเนื้อสัตว์ประเภทหมู เป็ด ไก่และเนื้อวัวลง ควรกินแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น อย่ากินส่วนที่เป็นหนังและมัน
  2. ถ้าหิวบ่อยให้แบ่งมื้ออาหารเป็น 4 – 5 มื้อเล็ก ๆ แทนการทานแบบ 3 มื้อใหญ่ (ที่หลายท่านมักทานจนอิ่มท้องมากเกินไป)
  3. เคี้ยวอาหาร เคี้ยวช้า ๆ ให้ละเอียดที่สุด ก่อนจะกลืนลงไป ควรใช้เวลากินมื้อละ 10 – 15 นาที จะช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น
  4. ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำแร่ให้มากๆ และจิบน้ำตลอดวันเพื่อให้กินอาหารได้ไม่มาก อีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้นด้วย
  5. ในตู้เย็นควรจะมีแต่ผักและผลไม้สดเท่านั้น เพื่อเป็นตัวช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ราบรื่น
  6. ของว่างระหว่างมื้อควรทานผลไม้สด ๆ หรือถั่วธัญพืชต่าง ๆ ไม่ควรทานอาหารคาวหรือขนมหวาน
  7. ลดคาร์โบไฮเดรต ลดเนื้อสัตว์ กินแต่ผักผลไม้เป็นหลัก งดทานของทอด ๆ ผัด ๆ หรือการปรุงอาหารที่ต้องใช้น้ำมันมากๆ หรือการปรุงด้วยน้ำตาล เนย และกะทิ เช่น แกงเผ็ด แกงที่ใช้กะทิเป็นเครื่องปรุงก็ควรเลี่ยง
  8. อย่าโทษตัวเองเมื่อเผลอกินอาหารตามใจปาก เช่น เค้ก ไอศกรีม วันต่อไปให้ออกำลังกายหนักขึ้นเพื่อการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น แต่อย่าทำเช่นนี้บ่อยๆ เพราะจะทำให้ที่พยายามลดน้ำหนักมานั้นเสียเปล่า
  9. อย่าอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะจะทำให้คุณกินทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างไร้สติ ควรกินอาหารเล็กน้อยเสมออย่าปล่อยให้หิว ถ้าถึงมื้อแล้วไม่หิวก็ให้ทานผลไม้แทนได้
  10. พยายามเปลี่ยนเมนูอยู่เสมอ การกินอาหารเดิม ๆ ซ้ำ ๆ กันเกือบทุกวันจะเป็นผลเสียต่อการเผาผลาญอาหาร เพราะร่างกายจะเผาผลาญแคลอรี่ได้เท่าเดิม จึงแทบจะไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักตัว
  11. อย่าเสียดายของเหลือในจาน ถ้ากินไม่หมด ควรเก็บใส่ตู้เย็น หรือทิ้งเสีย อย่ากินจนหมด
  12. แอปเปิ้ล แคนตาลูป และโยเกิร์ต คือเมนูลดน้ำหนักที่ดีกินอย่างใดอย่างหนึ่งแทนมื้อกลางวันหรือเย็นได้ทุกวัน
  13. ถ้าอยากกินเนื้อสัตว์ให้กินแฮมต้ม ปลานึ่ง ทูน่ากระป๋อง ไก้ต้มไม่เอาหนัง กินอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงเล็กน้อยใน 1 มื้อ ควรกินคู่กับผักต้ม
  14. ถ้าหิวตอนดึกๆ ให้ดื่มชาร้อนๆ เพราะเครื่องดื่มร้อน ๆ จะช่วยให้ความรู้สึกหิวหายไป อาจดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำร้อน ชาสมุนไพร หรือนมร้อน ๆ สักถ้วยก็ได้
  15. ถ้าเบื่อผลไม้ ให้นำมายำ โดยทำน้ำยำดังนี้ ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ กับมะนาว และพริกป่น แล้วคลุกกับผลไม้ให้ทั่ว ใช้แอปเปิ้ล เขียวแดง ชมพู่ มันแกว ส้มโอ ส้มเขียวหวาน หรือองุ่น
  16. ถ้าติดขนมจุบจิบ ให้ใช้แตงกวา มะม่วง หรือแครอท หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า หรือน้ำแข็งป่นมาวางใกล้ ๆ มือ ทานแทนขนมขบเคี้ยว
  17. เคี้ยวหมากฝรั่งบ้าง รสชาติสะอาด ๆ ในช่องปากอาจทำให้คุณไม่อยากกินอะไร
  18. กินกระเทียมสดและพริกไทยทุกวัน เพราะจะช่วยลดคอเลสเตอรอลและลดน้ำหนักได้
  19. วางแผนการกินล่วงหน้าแต่ละมื้อ การกินโดยไม่คิดก่อนจะทำให้เผลอไปกินอาหารที่ไขมันสูง
  20. เมื่อลดน้ำหนักได้ 1 กิโลกรัม แทนที่จะให้รางวัลตัวเองเป็นขนมหวาน ควรให้รางวัลเป็นอย่างอื่นเช่น เสื้อสวย ๆ สักตัว หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การกิน
  21. เลิกคร่ำครวญถึงรสชาติอาหารจานโปรด คุณต้องตัดใจ จงคร่ำครวญถึงชุดสวย ๆ แทน คุณจะได้มีแรงบันดาลใจเพียงพอที่จะลดน้ำหนัก
  22. ฝึกเป็นนิสัยอ่านฉลากบนผลิตภัณฑ์อาหารทุกอย่าง ว่ามีพลังงานหรือไขมันเท่าใดบ้าง ทำเป็นประจำจะทำให้คุณเป็นคนที่กินเป็นมากขึ้น และมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย
  23. ทานข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือแทนข้าวขาว เพราะข้าวกล้องอิ่มนานกว่า และมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าข้าวขาว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : Ladytip.com.(2009).วิธีลดความอ้วน ในระยะยาว.2 สิงหาคม 2558.
แหล่งที่มา : https://sites.google.com/site/jaisorgroup/9
ภาพประกอบจาก : http://heal.in.th


-ในหน้าหนาว.jpg

ในช่วงฤดูหนาวเราอาจเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส บางคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่เดิม โดยเฉพาะแพ้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบ้าน เช่น ขนของสัตว์เลี้ยง ตัวไรในฝุ่นก็อาจมีอาการแพ้มากขึ้น โดยอาจมีอาการจาม น้ำมูกไหล

 

มีโรคใดบ้างที่พบบ่อยในฤดูหนาว

ในช่วงฤดูหนาวเราอาจเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส บางคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่เดิม โดยเฉพาะแพ้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบ้าน เช่น ขนของสัตว์เลี้ยง ตัวไรในฝุ่นก็อาจมีอาการแพ้มากขึ้น โดยอาจมีอาการจาม น้ำมูกไหล หรือบางคนที่เป็นโรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรังอยู่ก่อนแล้วก็อาจมีอาการหอบมากขึ้นได้ โดยเฉพาะถ้าติดไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วย นอกจากนั้นปัญหาเรื่องผิวหนังก็เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย เช่น ผิวแห้งคันหลังอาบน้ำซึ่งพบบ่อยมากในผู้สูงอายุซึ่งมีไขมันใต้ผิวหนังน้อยและต่อมไขมันก็ทำงานลดลงตามอายุ หรือคนที่ผิวแห้งอยู่เดิมก็อาจคันมากหรือผิวลอกไปเลย บางรายที่เป็นผื่นผิวหนังแพ้อากาศเย็นก็อาจทำให้มีผื่นแพ้อากาศเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้

 

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพ

ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งติดต่อได้ทางระบบหายใจ เช่น ไอ จาม ทำให้เชื้อโรคกระจายออกมาในอากาศ หรือจากการที่มีเสมหะ น้ำลายของผู้ป่วยเปื้อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได แก้วน้ำ แล้วมือเราไปสัมผัสมาแล้วเผลอไปจับจมูก จับหน้าของเราทำให้เชื่อโรคเข้าจมูกหรือตาได้

ส่วนอาการโรคภูมิแพ้เกิดจากการที่เรามีโอกาสมากขึ้นในการอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งที่เราแพ้ เช่น พอฤดูหนาว เราและสัตว์เลี้ยงอาจอยู่ในบ้านมากขึ้น ถ้าเราแพ้ขนสัตว์อาจทำให้เรามีอาการมากขึ้น หรือเรานอนมากขึ้นในฤดูหนาวทำให้แพ้ตัวไรในฝุ่นตามที่นอน หมอน มุ้งมากขึ้น สำหรับอาการผื่นแพ้อากาศเย็นหรือคันตามผิว คัน แห้ง ลอกนั้นเกิดจากอากาศที่เย็นโดยตรง

 

โรคที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุด

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุดในฤดูหนาว เพราะเป็นโรคที่อาจเกิดผลแทรกซ้อนได้ และอาจมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากได้ โดยเฉพาะถ้ามีการระบาด โดยประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ปีละ 20,000 – 50,000 คน/ปี บางรายเพลียมาก มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวมากจนต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือหยุดงาน และมีบางรายที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาล หรือบางรายถึงแก่ชีวิต ซึ่งมักเป็นผู้ป่วยสูงอายุแต่พบไม่บ่อย เสียชีวิตปีละไม่กี่รายจากจำนวนคนที่ป่วยหลายหมื่นคน สำหรับอาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะคล้าย ๆ กับโรคไข้ชนิดอื่น ๆ คือ มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก ระคายคอ แต่ถ้ามีไข้มากหรือปวดเมื่อยตามตัวมากต้องระวังว่าอาจเป็นไข้หวัดใหญ่ได้โดยโรคนี้พบได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ แต่ถ้าเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ หรือมีโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืดอยู่เดิม หรือมีโรคเรื้อรังที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อย ๆ เช่น ไตวาย เบาหวาน โรคหัวใจ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น ได้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน คือ ปอดอักเสบติดเชื้อจากไข้หวัดใหญ่เองหรือจากเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้มาก

 

วิธีการรักษา

โรคไข้หวัดใหญ่โดยทั่วไปจะหายเองภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือให้การรักษาตามอาการ คือช่วงที่มีไข้ก็รับประทานยาลดไข้พาราเซตตามอล เช็ดตัวบ่อย ๆ พักผ่อนมาก ๆ ไม่ตรากตำทำงานหนัก ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ ถ้าสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้ายู่ต้องงด และรับประทานยาลดอาการต่าง ๆ เช่น ถ้าไอก็รับประทานยาแก้ไอ มีน้ำมูกก็รับประทานยาลดน้ำมูก เป็นต้น ในเด็กควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาลดไข้แอสไพริน เนื่องจากอาจเกิดตับวายและสมองอักเสบได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมาก เช่น หอบเหนื่อย ซึม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุซึ่งอาจมีไข้ อ่อนเพลียโดยอาการไม่ชัด แล้วมีอาการซึม สับสน ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง อาจต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาการดังกล่าวจะพบเป็นส่วนน้อย สำหรับยาฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะมักไม่ต้องใช้ เพราะโรคจะหายได้เอง จึงใช้เฉพาะในรายที่อาการรุนแรงเท่านั้น

 

ความจำเป็นในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

แนะนำให้ฉีดเฉพาะในรายที่มีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนจากโรคสูง ส่วนในคนทั่วไปยังไม่แนะนำเนื่องจากวัคซีนได้ผลประมาณร้อยละ 70-90 แต่ในผู้สูงอายุอาจได้ผลน้อยกว่านี้ สาเหตุของการที่ได้ผลน้อยกว่าวัคซีนชนิดอื่น ๆ เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์ตลอด โดยควรฉีดวัคซีนก่อนถึงช่วงที่จะมีการระบาดของโรค เนื่องจากเมื่อฉีดไปแล้ว 2 สัปดาห์ ร่างกายจะเกิดภูมิคุ้มกันโรคได้ และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นอยู่ได้ 1 ปี ฉะนั้นต้องฉีดปีละครั้ง สำหรับกรณีที่ควรฉีดวัคซีน ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ อายุมากกว่า 65 ปี
  • ผู้ที่โรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอื่น ๆ เช่นโรคไต โรคเบาหวาน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันด้วย
  • เด็กอายุ 6 เดือน – 8 ปี ที่รับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำ เนื่องจากถ้าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่อาจเกิดตับอักเสบและสมองอักเสบได้
  • ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 และ 3
  • ผู้ที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือชุมชน เช่น แพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานในสถานดูแลผู้ป่วยสูงอายุ เป็นต้น

 

ควรดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวอย่างไร

การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าสุขภาพดีจะลดโอกาสการเจ็บป่วยลง โดยทั่วไปควรปฏิบัติ ดังนี้

  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงพอและครบหมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอไม่ตรากตรำทำงานหนักจนเกินไป
  • อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เข้าไปในที่แออัดโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติดต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดอยู่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน
  • ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากอาจไปสัมผัสเชื้อโรคที่อยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู แก้วน้ำ เป็นต้น แล้วเผลอไปสัมผัสบริเวณหน้าได้ โดยล้างมือด้วยสบู่ธรรมดา 15 – 20 วินาที หรือใช้น้ำยาล้างมืออื่น ๆ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ในที่ที่หนาวมากควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย
  • หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอจาม ไม่คลุกคลีกับผู้อื่นและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
  • สำหรับปัญหาเรื่องผิวหนัง เราควรให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ถ้าอากาศหนาวมาก ไม่อาบน้ำนาน ๆ ในที่ที่หนาวมาก อาจไม่ต้องอาบน้ำวันละสองครั้งเหมือนฤดูอื่น หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว หลังจากเช็ดตัวหมาด ๆ ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ควรทาด้วยลิปสติกมันและไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อย ๆ


ทุกคนจึงควรหมั่นคอยดูแลสุขภาพให้ดีตลอดเวลาเพราะจะเป็นการป้องกันโรคที่คุ้มค่าที่สุด และไม่มีใครรู้ว่าความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ หากเมื่อเราป่วยอาจเป็นมากกว่าคนที่มีพื้นฐานสุขภาพที่ดี สำหรับผู้ที่อายุยังไม่มาก ก็ควรดูแลสุขภาพให้ดีเช่นเดียวกัน เพราะสุขภาพที่ดีในตอนอายุยังน้อยจะเป็นเกราะป้องกันโรคตอนอายุมากขึ้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : รศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล.(2009).การดูแลสุขภาพในหน้าหนาว.1 สิงหาคม 2559.
แหล่งที่มา : http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=115
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-H2C00.jpg

8 สัญญาณเตือน ฮอร์โมนเพศชายต่ำ เทสโทสเทอโรน (Testosterone) เป็นฮอร์โมนเพศของเพศชาย ถูกสร้างจากอัณฑะ (Testis) โดยฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนทำหน้ากระตุ้นการสร้างตัวอสุจิ (Sperm) และกระตุ้นอารมณ์ทาง เพศ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ และกระดูกอีกด้วย เมื่อผู้ชายอายุมากขึ้นระดับของฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในร่างกายจะต่ำลง หากต่ำมากเกินไปก็จะเริ่มแสดงอาการต่าง ๆ ออกมา ซึ่งมักจะถูกเข้าใจผิดว่าอาการเหล่านี้เป็นอาการธรรมดาของผู้สูงอายุ

 

ภาวะฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำจะวินิจฉัยได้จากการตรวจระดับของฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในเลือดที่ต่ำกว่า 300 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร (300 ng/dL) ซึ่งการลดลงของฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในผู้ชายนั้นเรียกว่าภาวะวัยทอง ซึ่งเปรียบได้กับภาวะหมดประจำเดือนในเพศหญิง แตกต่างกันที่ในเพศหญิงนั้นเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน จะมีการลดลงของระดับฮอร์โมนเพศหรือเอสโทรเจนอย่างรวดเร็ว แต่การลดลงของฮอร์โมนเพศของเพศชายหรือเทสโทสเทอโรนนั้นจะค่อย ๆ ลดลงทำให้ในชายอาจไม่มีอาการอะไร แต่หากฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในเพศชายลดลงเร็วกว่าที่ควรก็จะทำให้มีอาการต่าง ๆ ของภาวะเทสโทสเทอโรนต่ำแสดงออกมา

1. อารมณ์ทางเพศลดลง

ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนเป็นฮอร์โมนเพศ ที่คอยควบคุมเรื่องความต้องการทางเพศ เมื่ออายุมากขึ้นผู้ชายส่วนมากจะมีความต้องการทางเพศลดลงในระดับที่แตกต่างกัน โดยหากระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำมากจะทำให้ความต้องการทางเพศลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งมักสัมผัสได้จากตัวเองหรือคู่นอน นอกจากความต้องการที่ลดลงแล้ว ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนที่ลดลงจะมีผลทำให้ผู้ชาย บรรลุจุดสุดยอดได้ยากขึ้นอีกด้วย

2. อวัยวะเพศแข็งตัวยาก

นอกจากฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนจะเป็นตัวควบคุมความต้องการทางเพศแล้วนั้น ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนยังมีผลในเรื่องการแข็งตัวเพศชายด้วย โดยที่ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนนั้นจะไปมีผลกับสมอง กระตุ้นให้สมองสั่งให้ร่างกายสร้างสารไนตริกออกไซด์ (สารเคมีในร่างกายที่ช่วยทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว)  ซึ่งหากระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำลง ก็จะมีผลทำให้การแข็งตัวของอวัยวะเพศเป็นไปได้ยากมากขึ้น นอกจากนี้โรคที่ทำให้อวัยวะเพศไม่แข็งตัวหลาย ๆ โรคนั้นมีความสัมพันธ์กับภาวะฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน เส้นเลือดแข็งตัว (Atherosclerosis)

3. น้ำเลี้ยงตัวอสุจิ (Semens) ลดลง

น้ำเลี้ยงตัวอสุจิทำหน้าที่ช่วยให้ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาเคลื่อนที่ได้ดีขึ้น โดยที่น้ำเลี้ยงอสุจินี้ จะหลั่งออกมาพร้อมกับตัวอสุจิเมื่อเพศชายบรรลุจุดสุดยอด ซึ่งฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนทำหน้าที่ในการควบคุมปริมาณของน้ำเลี้ยงอสุจิด้วย หากฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนลดลงก็จะทำให้น้ำเลี้ยงอสุจิลดลงไปด้วย ซึ่งจะสังเกตได้จากการที่มีน้ำอสุจิหลั่งออกมาเมื่อบรรลุจุดสุดยอดลดลง

 

4. ผร่วง

นอกจากเรื่องของเพศแล้ว ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนยังควบคุมการทำงานอีกหลายอย่างในร่างกายรวมไปถึงการ สร้างผมและขน ถึงแม้ว่าหัวล้านนั้นสามารถพบได้ในชายทั่วไปเมื่ออายุมากขึ้น แต่ถ้าระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำลงมากก็จะมีอาการของผมและขนตามที่ต่าง ๆ ร่วงมากกว่าปกติได้

5. รู้สึกอ่อนเพลีย

ภาวะฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา ถึงแม้ว่าจะนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเท่าไหร่ก็ได้ นอกจากนี้ผู้ชายที่มีปัญหาฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำจะขาดแรงจูงใจ กระตุ้นให้ไปออกกำลังกายได้ยากอีกด้วย

6. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง

เนื่องจากฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนเป็นฮอร์โมนที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ผู้ชายฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำลงจะทำให้กล้ามของเค้าลดขนาดและกำลังลงโดย เฉพาะกล้ามเนื้อแขน ขา หน้าอก และการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กลับมาเท่าเดิมนั้น ก็เป็นสิ่งที่ยากสำหรับผู้ชายที่มีฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำ การเพิ่มขึ้นของไขมันส่วนเกิน ไม่เพียงแต่กล้ามเนื้อที่ลดลงในผู้ชายที่มีฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำลงแล้ว การสะสมของไขมันส่วนเกิน ตามที่ต่าง ๆ ในร่างกาย ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายของชายเหล่านั้นดูแย่มากขึ้น โดยปัจจุบันยังไม่สามารถอธิบายกระบวนการเพิ่มขึ้นของไขมันส่วนเกินในชายที่ ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำลงได้อย่างชัดเจน แต่มีผู้วิจัยพบว่ายีนที่ควบคุมปริมาณไขมันในร่างกายนั้นมีส่วนในการลดลงของ ระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในร่างกาย

7. กระดูกบาง

ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน มีผลในการสร้างความหนาแน่นหรือความแข็งแรงของกระดูก ภาวะกระดูกบางซึ่งหากเป็นมาก ๆ ก็จะถูกเรียกว่าโรคกระดูกพรุน โรคนี้มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยที่ฮอร์โมนเพศทั้งชายและหญิงมีผลต่อความหนาแน่นและความแข็งแรงของกระดูก แต่เนื่องจากผู้หญิงมีระดับฮอร์โมนที่ลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนซึ่งแตกต่างจากเพศชายทำให้พบภาวะกระดูกบางหรือโรคกระดูกพรุนในเพศหญิงมาก แต่เพศชายเมื่ออายุมากขึ้นมาก ๆ และมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำลงนาน ๆ ก็มีภาวะกระดูกบางหรือโรคกระดูกพรุนได้เช่นกัน

 

8. อารมณ์แปรปรวน

ทั้งชายและหญิงจะประสบปัญหาอารมณ์แปรปรวนได้ทั้งคู่ จากการลดลงของฮอร์โมนเพศ เนื่องจากฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในเพศชายนั้นเปรียบเสมือนถังน้ำมันที่คอยช่วย เป็นแหล่งพลังงานในการกระตุ้นกิจกรรมต่าง ๆ ของร่างกาย รวมไปถึงด้านอารมณ์ ดังนั้น เมื่อฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำลง จะทำให้ชายเหล่านี้มีปัญหาซึมเศร้า หงุดหงิดง่ายไม่มีสมาธิได้

 

แหล่งที่มา : https://www.healthline.com/health/low-testosterone/warning-signs#erections
ภาพประกอบจาก : https://www.andromenopause.com

 


.jpg

การตรวจสุขภาพเบื้องต้น เป็นเรื่องจำเป็น เพราะทำให้เราได้รู้ถึงสถานการณ์ทางสุขภาพที่เป็นอยู่ ซึ่งโดยหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมนั้น แพทย์จะแนะนำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำ

 

ทุกคนสามารถทำการตรวจสุขภาพเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง เช่น การคำนวณดัชนีมวลกาย วัดเส้นรอบเอว วัดการเต้นของหัวใจซึ่งถ้าหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของตัวเองอยู่เสมอ จะทำให้เราค้นพบความผิดปกติของตัวเอง เพื่อไปรับการตรวจวินิจฉัย และดูแลรักษาได้เร็วและทันท่วงที  เช่น ภาวะซึมเศร้า โรคหัวใจและหลอดเลือด การติดแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเสพติด การคัดกรองกระดูกพรุน การประเมินภาวะโภชนาการ การประเมินภาวะสมองเสื่อม ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ได้รับทราบผลการประเมิน และยังได้รับคำแนะนำในการตรวจเพิ่มเติมสำหรับบุคลที่มีความเสี่ยงด้านต่าง ๆ อีกด้วย

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพที่เป็นอยู่ จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงที่จะเกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ได้ดี

เราทุกคนล้วนแต่ต้องการมีสุขภาพที่ดี สมบูรณ์แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ก็อาจจะต้องเผชิญกับภาวะเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ว่าจะเนื่องมาจากอายุที่มากขึ้น จนทำให้ร่างกายเสื่อมถอยลงตามวัย หรือสภาพสังคมแวดล้อมที่อาจจะทำให้คนเรามีพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งโดยตั้งใจ หรือไม่รู้ตัวก็ตาม

 

การตรวจสุขภาพ

การตรวจสุขภาพจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะทำให้เราได้รู้ถึงสถานการณ์ทางสุขภาพที่เป็นอยู่  ซึ่งโดยหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมนั้น แพทย์จะแนะนำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำ หรืออย่างน้อยทุก 3 ปีในบางกรณี โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการในบางกรณี เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง  หรืออาจจะตรวจหาโรคมะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่  มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และยังมีตรวจการมองเห็น  การได้ยิน ตลอดจนประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุด้วย

สำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพของตนเอง ไม่จำเป็นต้องรอการตรวจสุขภาพตามวาระดังกล่าวเท่านั้น เพราะสามารถทำการตรวจได้ด้วยตนเอง ที่ทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน โดยหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้เราค้นพบความผิดปกติตัวเอง หรือคนรอบข้างได้ทันท่วงที

 

อยากให้สุขภาพดี เริ่มตรวจสุขภาพเบื้องต้นด้วยตนเอง resize

 

สิ่งที่เราควรหมั่นตรวจสอบ หรือสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ประกอบด้วย

  • การคำนวณดัชนีมวลกาย
    ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) เป็นค่าดัชนีที่คำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูง เพื่อใช้เปรียบเทียบความสมดุลระหว่างน้ำหนักตัวต่อความสูงของมนุษย์ และจะเป็นค่าตัวเลขที่สามารถนำไปเปรียบเทียบ ว่าตัวเรามีการดูแลรูปร่างและน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ นอกจากนี้ ยังทำให้ทราบอีกด้วยว่า เรามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคยอดฮิตต่าง ๆ หรือไม่ เช่น โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน
    การคำนวณดัชนีมวลกาย สามารถทำได้ง่าย เพียงแค่ชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัม และวัดส่วนสูงเป็นเมตร โดยใช้สูตรกิโลกรัม/เมตร(ยกกำลัง 2) โดยมีเกณฑ์ของดัชนีมวลกาย ดังนี้

    • น้อยกว่า 18.5 แปลผลว่า ผอมเกินไป
    • มากกว่า หรือเท่ากับ 18.5 แต่น้อยกว่า 25 แปลผลว่า น้ำหนักตัวเหมาะสม
    • มากกว่า หรือเท่ากับ 25 แต่น้อยกว่า 30 แปลผลว่า น้ำหนักเกิน
    • มากกว่า หรือเท่ากับ 40 แปลผลว่า อ้วนมาก และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
      ทั้งนี้ การประเมินค่าดัชนีมวลกายนั้น ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อมาก เช่น นักกีฬา นักเพาะกาย ที่มีน้ำหนักมากเกิน 100 กิโลกรัม แต่ไม่จัดอยู่ในขั้นอ้วน หรืออันตรายมาก
  • การวัดเส้นรอบเอว
    การรู้ขนาดรอบเอวของตัวเอง สามารถใช้เป็นข้อมูลหนึ่งที่บอกถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ตลอดจนโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ฯลฯ ซึ่งขนาดเส้นรอบเอว หรือเส้นรอบพุงในคนเอเชีย ในผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้ว (90 ซม.) ส่วนเส้นรอบวงเอวในผู้หญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้ว (80 ซม.)
  • การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (ชีพจร)
    ชีพจรเป็นแรงสั่นสะเทือนของกระแสเลือด เมื่อกระทบผนังหลอดเลือดในขณะที่หัวใจบีบตัว ทำให้ผนังของหลอดเลือดแดงขยายออกเป็นจังหวะ เราสามารถวัดชีพจรตัวเองได้ง่าย ๆ แค่ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางวางตรงตำแหน่งเส้นเลือดแดง โดยตำแหน่งที่นิยมมากที่สุด คือ บริเวณเส้นเลือดแดงที่ข้อมือด้านใน ให้กด หรือสัมผัสจนได้ความรู้สึกของการเต้นของชีพจร นับจำนวนครั้งของชีพจรใน 1 นาที หลีกเลี่ยงการใช้นิ้วหัวแม่มือทำการวัด เพราะนิ้วหัวแม่มือมีชีพจรที่เต้นแรง และควรนับชีพจรในขณะนั่งพักจากการงานอื่น ๆ ไม่เครียด ไม่ตกใจ ไม่มีไข้
    ค่าปกติของชีพจรในผู้ใหญ่ปกติ จะมีความแรงและจังหวะของชีพจรที่สม่ำเสมอทุกครั้ง และควรนับได้ 60 – 100 ครั้งต่อนาที แต่อาจมีอัตราการเต้นของชีพจรลดลงในผู้สูงอายุ ถ้าหากวัดค่าชีพจรได้ไม่สม่ำเสมอ หรือค่าที่วัดได้ต่ำกว่า 60 หรือมากกว่า 120 ครั้งต่อนาที ร่วมกับมีอาการเหงื่อออก ใจสั่น แน่นหน้าอก ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
  • การตรวจสอบประวัติครอบครัว
    การที่บุคคลในครอบครัว มีประวัติว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคทางกรรมพันธุ์ อาจจะทำให้เรามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคบางชนิดได้มากกว่าคนปกติ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต อัมพฤกษ์ เป็นต้น จึงควรมีการสอบถามประวัติการเจ็บป่วยของบุคคลในครอบครัว เพื่อประเมินความเสี่ยงของการเจ็บป่วยด้วยโรคทางกรรมพันธุ์ด้วย
  • พฤติกรรมสุขภาพของตนเอง
    ในกรณีที่มีพฤติกรรมสุขภาพไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารไม่เป็นเวลา นอนดึก ทำงานเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นผลเสียต่อร่างกายเสมอ หรือทำงานในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย และอุบัติเหตุ เช่น เสียงดัง ทำงานกับเครื่องจักรเป็นเวลานาน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของเราไม่ช้าก็เร็ว
  • การประเมินสภาวะสุขภาพอื่น ๆ
    เป็นการทำโดยใช้แบบประเมิน เช่น ภาวะซึมเศร้า โรคหัวใจและหลอดเลือด การติดแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเสพติด การคัดกรองกระดูกพรุน การประเมินภาวะโภชนาการ การประเมินภาวะสมองเสื่อม เป็นต้น การค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เป็นอันตราย หรือเจ็บป่วยรุนแรงได้ จะช่วยให้หาทางป้องกันได้เหมาะสม

อย่าลืมว่า การมีสุขภาพดีนั้นไม่ใช่หน้าที่ของแพทย์ หรือโรงพยาบาล แต่ต้องเป็นเรื่องที่เราหมั่นเอาใจใส่ดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ นอกเหนือจากการตรวจสุขภาพแล้ว เราก็ต้องรู้จักดูแลตัวเองด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม อย่างต่อเนื่องด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจจะตรวจสุขภาพของตนเอง ลองทำแบบทดสอบประเมินเบื้องต้นที่ www.healthcheckup.in.th ซึ่งนอกจากจะได้รับทราบผลการประเมินเบื้องต้นแล้ว ยังมีคำแนะนำในการตรวจเพิ่มเติมสำหรับบุคลที่มีความเสี่ยงด้านต่าง ๆ อีกด้วย

 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข http://healthcheckup.in.th/article/19
ภาพประกอบจาก:  www.freepik.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก