ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-เรื่องมะเร็งเต้านม-edit.jpg

คำถามที่พบบ่อยเรื่องมะเร็งเต้านม ผู้หญิงอายุเท่าไหร่จึงควรจะเริ่มทำแมมโมแกรม (Mammogram) เป็นคำถามที่พบบ่อยเรื่องมะเร็งเต้านม จึงแนะนำว่าให้เริ่มทำเมื่ออายุ 35 ปี และทำอีกทุก 2 – 3 ปี จนเมื่ออายุ 40 ปีแล้วให้ทำทุกปี และอายุ 50 ปีขึ้นไปให้ทำทุก 1 – 2 ปี

 

ผู้หญิงอายุเท่าไหร่จึงควรจะเริ่มทำแมมโมแกรม (Mammogram)

ผู้หญิงแนะนำว่าให้เริ่มทำเมื่ออายุ 35 ปี และทำอีกทุก 2 – 3 ปี จนเมื่ออายุ 40 ปี แล้วให้ทำทุกปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป ให้ทำทุก 1 – 2 ปี เพราะจากสถิติผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เริ่มพบ มากตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป

 

อาการเจ็บเต้านมเกิดจากมะเร็งเต้านมใช่หรือไม่

มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นไม่มีอาการเจ็บ แต่แนะนำให้พบแพทย์ถ้ามีอาการเจ็บเต้านม โดยเฉพาะคลำก้อนได้

 

การใส่เสื้อยกทรงที่มีขอบโลหะเสริมจะทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

ไม่เกี่ยวข้องกัน ในสหรัฐอเมริกาก็มีการยืนยันเรื่องนี้เช่นกัน

 

ถ้ามีก้อนเนื้อเล็ก ๆ ที่เต้านม แพทย์ตรวจแล้วบอกว่าเป็นก้อนเนื้องอกชนิดธรรมดา ควรทำอย่างไร

ถ้าได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทาง การแพทย์แล้วก็ให้เชื่อตามนั้น แต่ต้องตรวจด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบความเปลี่ยนแปลงต้องพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยโดยละเอียดอีกครั้ง

 

ถ้าผ่าตัดเต้านมจากการเป็นมะเร็งเต้านมไปแล้วข้างหนึ่ง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่งหรือไม่

มีโอกาสเป็นได้ จึงควรทำการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ทุกเดือน และตรวจด้วย Mammogram เป็นประจำทุกปี

 

ผู้หญิงที่ถูกสามีจับเต้านมบ่อย ๆ จะทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

การถูกจับบ่อย ๆ หรือมีการเจ็บ หรือถูกกระแทกอย่างแรง ไม่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม

 

การมีนํ้าหรือของเหลวไหลออกจากหัวนมเป็นอาการอย่างหนึ่งของมะเร็งเต้านมหรือไม่

อาจใช่ หรือไม่ใช่ก็ได้ แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

 

ทานยาคุมกำเนิดชนิดหนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นอีกชนิดหนึ่ง การเปลี่ยนชนิดของยาคุมกำเนิด ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่

ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและระยะเวลาที่กิน แต่ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมอยู่แล้ว อาจทำให้โต เร็วขึ้น

 

อาการคันหัวนมเกิดจากสาเหตุอะไร

อาการคันหัวนมเป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อ การแพ้หรืออาจจะเกิดจากมะเร็ง ได้ด้วย ในกรณีหัวนมเปลี่ยนสี และมีแผลร่วมด้วยให้รีบปรึกษาแพทย์

 

มะเร็งเต้านมพบในหญิงอายุน้อยที่สุด และอายุมากที่สุดเท่าไร

พบในผู้หญิงอายุน้อยที่สุด 15 ปี (เท่าที่พบจากรายงาน) และพบในหญิงอายุมากที่สุด 90 ปี

 

มะเร็งเต้านมพบได้มากในช่วงอายุเท่าไร

จากสถิติของศูนย์ถันยรักษ์จะพบมากในช่วงอายุ 40 – 49 ปี = 41% อายุต่ำกว่า 39 ปี มี 18.6%

การบีบเต้านมขณะที่เอกซเรย์เต้านม (Mammogram) จะทำให้ก้อนที่มีอยู่ในเต้านมนั้น แตกหรือไม่

ไม่แตก มีบทความงานวิจัยจากต่างประเทศยืนยันได้

 

อาการของมะเร็งเต้านมในระยะแรกมีอาการอย่างไรบ้าง

ระยะแรกไม่มีอาการ คลำก้อนไม่ได้ หากคลำก้อนได้ ถ้าตรวจแล้วเป็นมะเร็งจริง แสดงว่าเป็นมาประมาณ 2 – 3 ปีแล้ว

 

ถ้าคลำพบก้อนในเต้านมและแพทย์บอกว่าเป็นถุงนํ้า ถ้าไม่เจาะเอานํ้าออกจะมีอันตรายหรือไม่

ถ้าเป็นถุงนํ้าไม่ต้องทำอะไร แต่จะเจาะเอานํ้าออกในกรณีที่รู้สึกเจ็บ หรือผู้มาตรวจรำคาญ

 

หินปูนที่พบในเต้านมเกิดจากการรับประทานอาหาร หรือยาที่มีแคลเซียมมากเกินไปใช่หรือไม่

หินปูนไม่เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร แต่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อในเต้านมเอง

 

ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมการรักษาต้องตัดเต้านมออกหมดเสมอไปหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกหมด ถ้าพบมะเร็งที่ขนาดเล็ก หรือคลำไม่ได้ (ซึ่งพบได้ โดยตรวจ Mammogram เท่านั้น) ก็ตัดเฉพาะก้อนเนื้อร้ายออก ถ้ายังไม่กระจายไปต่อมนํ้าเหลือง ก็ไม่ต้องรักษาอะไรเพิ่ม ทั้งนี้แพทย์จะดำเนินการตามขั้นตอน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: คู่มือการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุข ในการดูแลและเฝ้าระวังสตรีไทยจากมะเร็งเต้านม.(2009).
คำถามที่พบบ่อย เรื่องมะเร็งเต้านม.
แหล่งที่มา: www.thaibreastcancer.com
ภาพประกอบจาก: http://www.phyathai.com


.jpg

ตรวจสุขภาพในวัยเด็กและวัยรุ่น

ตรวจสุขภาพในวัยเด็กและวัยรุ่น สำหรับเด็กและวัยรุ่น (อายุ 0 – 18 ปี) ยังมีโรคซ่อน หรือภาวะเสี่ยงตามวัย ดังนี้

  1. ค้นหาความเสี่ยงในเด็กแต่ละกลุ่มวัย
    วัยก่อนวัยเรียน: ต้องถาม วัณโรค สารตะกั่ว อ้วน

    วัยเรียน: เมื่อ 1 ใน 3 ของเด็กวัยเรียนมีปัญหาด้านการเรียน ค้นหา พฤติกรรมติดสื่อ และอินเทอร์เน็ต ติดเกมส์
    วัยรุ่น: ค้นหาความเสี่ยง ดังนี้   HEEADSSS:

    • H-Home and Family ความสัมพันธ์ในครอบครัว
    • E-Education การเรียน
    • E-Eating พฤติกรรมการบริโภค
    • A-Activity กิจกรรมยามว่าง
    • D-Drug ยาเสพติด
    • S-Sex สุขภาวะทางเพศ พัฒนาการด้านสรีระ
    • S-Safety ความปลอดภัย
    • S-Suicide อารมณ์ซึมเศร้า

  2. ตรวจคัดกรองในเด็ก
    การคัดกรองภาวะโรคอย่างรวดเร็ว ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นตามมา การรักษาและฟื้นฟูได้ผลดี

    • การได้ยิน หากรู้เร็วว่าเด็กมีความบกพร่องทางการได้ยินก่อน 6 เดือน และได้รับการรักษาฟื้นฟูอย่างเหมาะสม เด็กจะไม่เป็นใบ้ สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนตามปกติได้เหมือนเด็กปกติ และมีพัฒนาการด้านอื่น ๆ ที่เหมาะสมตามวัย แต่ถ้ารอให้ไม่ได้ยินไปเรื่อย ๆ สมองส่วนที่พัฒนาด้านภาษาจะไม่ถูกกระตุ้น หยุดการพัฒนา ทำให้เด็กเสียโอกาสอย่างยิ่ง
    • ภาวะซีด 1 ใน 4 ของเด็กไทยมีภาวะซีดและเมื่อซีดจะทำให้ IQ ต่ำ และเมื่อภาวะซีดไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยตาเปล่าเสมอไป การตรวจคัดกรองภาวะซีดแต่เนิ่น ๆ และได้รับยาเสริมอย่างเหมาะสม แต่พ่อแม่มักไม่ให้ความสำคัญ กลัวลูกจะเจ็บจากการเจาะเลือดเพื่อตรวจคัดกรอง แต่ไม่กลัวลูกซีดและโง่
    • ช่องปากและฟัน มีเด็ก 1 ใน 5 เท่านั้นที่ได้แปรงฟันในขวบปีแรก มากกว่าครึ่งของเด็กไทย 3 ขวบมีปัญหาฟันผุ และเมื่อฟันผุทำให้เด็กเตี้ย และส่งผลต่อพัฒนาการ ควรตรวจช่องปากและฟันโดยทันตแพทย์ตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น หรือขวบปีแรก เพื่อรับคำแนะนำการป้องกันฟันผุอย่างถูกวิธี                                                                                                   
  3. ตรวจพัฒนาการตามวัย
    เมื่อเด็กไทยวันนี้ 1 ใน 3 มีพัฒนาการต่ำกว่ามาตรฐาน นอกจากนี้ ทั้ง IQ และ EQ ต่ำกว่ามาตรฐาน เด็กไทยทุกคนต้องได้รับการประเมินคัดกรองพัฒนาการ 3 ครั้ง (9, 18, 24 – 30 เดือน) ก่อนครบ 3 ขวบ หากไม่สมวัยต้องเข้ารับบริการแก้ไข/ฟื้นฟูพัฒนาการ โดยบุคลากรสาธารณสุขที่สถานบริการของรัฐใกล้บ้าน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข http://healthcheckup.in.th/article/3
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com 

 


14-คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไรฝุ่น.jpg

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไรฝุ่น มีบางส่วนที่ถามคล้าย ๆ กันจึงได้รวบรวมตอบคำถามไว้เพื่อให้มีความเข้าใจไรฝุ่นได้กระจ่างขึ้นและสามารถนำข้อมูลไปตอบผู้สนใจได้อย่างถูกต้องและยังนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

 

1. ไรฝุ่นกับไรอื่น ๆ เหมือนกันไหม

ตัวไร (mite) มีหลายชนิด ทั้งไรคน เช่น ไรขุมขน ไรสัตว์ เช่น ไรนก ไรหนู สำหรับไรที่อยู่ตามฝุ่นบ้านเรือน จึงมักเรียกว่า ไรฝุ่นบ้าน (house dust mite) มูลของไรจำพวกนี้เป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติเป็นสารก่อภูมิแพ้หรือเรียกว่า allergen สามารถก่อโรคภูมิแพ้แก่คนได้

 

2. ไรฝุ่นกัดหรือดูดเลือดไหม ? เพราะตอนนอนรู้สึกคัน

ไรฝุ่น ไม่กัด ไม่ต่อย เพราะปากไม่เป็นลักษณะแทงดูด (Piercing & sucking mouthpart) สำหรับบางคนอาจมีอาการคันเพราะระคายเคืองสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นก็ได้

 

3. ลูกเหม็น ยาฉีดสเปรย์กันยุงใช้ฆ่าไรฝุ่นได้ไหม

โดยทั่วไปสารพวกนี้มีฤทธิ์ฆ่าแมลง ซึ่งก็ฆ่าไรฝุ่นได้ แต่ปัญหาก็คือ ไรฝุ่นมีแหล่งที่อยู่ตามเครื่องนอน ถ้าขืนนำมาฉีดบนที่นอน จะเป็นการใช้ผิดประเภท สงสัยคนจะตายพร้อมไร หรือไรตายก่อนแล้วคนตายตาม

 

4. นำฟูก หมอน ออกตากแดดฆ่าไรฝุ่นได้ไหม

ความร้อนที่ 55 – 60 องศาเซลเซียส นาน 20 นาที สามารถฆ่าไรฝุ่นได้ แต่ไม่ทำลายสารก่อภูมิแพ้ อากาศกลางแดดเปรี้ยง ๆ หน้าร้อนจะประมาณ 40 – 41 องศาเซลเซียส และความร้อนสูงสุดของวันจะเป็น ช่วงบ่าย 2 โมง อุณหภูมิภายในฟูกไม่สูงพอที่จะฆ่าไรได้ มันชาญฉลาดกว่าที่คิด เพราะเมื่อพลิกที่นอนกลับอีกด้าน มันจะหนีลงไปอยู่ในที่ร้อนน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม พบว่าการตากแดดช่วยทำให้ความอับชื้นในที่นอนลดลง และถ้าตากแดดนานติดต่อกัน 5 ชั่วโมง จะทำให้สภาวะไม่เหมาะแก่การฟักตัวของไข่ไรฝุ่น

 

5. ที่นอนใหม่ ไม่มีไรฝุ่นใช่ไหม

บอกไม่ได้ว่า “ไม่มีไรฝุ่น” อาจมีหรือไม่มีไรฝุ่นก็ได้ แต่ที่แน่ ๆ เมื่อใช้งานไปจะตรวจพบไรฝุ่นแน่นอน มีงานวิจัยรายงานไว้ว่า ที่นอนใหม่ที่ใช้ไปได้นาน 4 – 6 เดือน สามารถตรวจพบ mite allergen ได้เกินระดับมาตรฐานสากล

 

6. เครื่องดูดฝุ่นแรงดี ๆ ดูดไรฝุ่นได้หมดเลยไหม

ไรฝุ่นมีขาอันแข็งแรงในการรวบจับเส้นใย และไม่ได้มี 2 ขานะ แต่มี 8 ขา ฉะนั้น สามารถยึดตัวไว้กับเส้นใย ต้านแรงดูดจากเครื่องดูดฝุ่น ตัวไรจึงหลุดออกมาได้ยากมาก อย่างไรก็ตามสามารถดูดซาก และมูลไรได้ ความสำคัญอยู่ที่ถุงเก็บฝุ่นควรเป็นถุงที่หนา หรือ double bag หรือใช้เครื่องที่มีแผ่นกรองที่เรียก HEPA filter จะกั้นไม่ให้ฝุ่นละเอียดเล็ดลอดออกมาอีก ช่วยลดความฟุ้งกระจายไม่ควรให้ผู้ป่วยดูดฝุ่นเอง หรืออาจใช้วิธีอื่นแทน เช่น ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดทำความสะอาด

 

7. จะทราบได้อย่างไรว่าเราสูดดมสารก่อภูมิแพ้เข้าไปเท่าไร ?

เป็นการยากที่จะตรวจวัดว่า เราสูดดมสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นเข้าไปวันละเท่าไร ปัจจุบันเราตรวจโดยอ้อม คือ ดูดฝุ่นแวดล้อมที่เราอยู่อาศัยแล้วนำมาตรวจหาปริมาณ mite allergen concentration โดยวิธีทางอิมมูโนวิทยา

 

8. อยากปูพรม แต่เป็นแพ้ไรทำอย่างไรดี

พรมเป็นแหล่งสะสมไร ใครที่คิดจะปูพรม จงคิดให้รอบคอบถึงการทำความสะอาดด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ “ต้อง” หลีกเลี่ยงการใช้พรม ในต่างประเทศอากาศหนาวต้องใช้พรม และก็เป็นปัญหาที่ยังแก้ไมได้จนทุกวันนี้ ที่ใช้กันทุกวันนี้คือ โรยด้วยยาฆ่าไร (acaridae) ทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วดูดออกด้วยเครื่องดูดฝุ่น หรือใช้เครื่องซักพรมระบบที่มีไอน้ำความร้อนสูง ซึ่งมักต้องให้ professional company มาจัดการ

 

9. ที่ไหน ๆ ก็มีไรฝุ่นใช่ไหม จะกำจัดให้หมดไปได้หรือเปล่า

ไรฝุ่นเป็นสัตว์คู่โลก บ้านสะอาดแค่ไหนก็มีไรฝุ่น ดังนั้นไม่ต้องตกใจเกินเหตุ เราสามารถอาศัยในบ้านเดียวกันได้ เพียงแต่ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ก็ใส่ใจเป็นพิเศษหน่อย เพิ่มความขยันทำความสะอาดมากกว่าผู้ไม่แพ้สักหน่อย ก็จะสามารถมีชีวิตอันปกติได้ ควรใส่ใจห้องนอนมากเป็นพิเศษ และหาทางหลีกเลี่ยงสารแพ้ โดยวิธีง่าย ๆ งบประมาณตามเศรษฐานะของตน ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนซื้อของแพง แต่ประโยชน์น้อยมาใช้

 

10. ขอทราบวิธีง่าย ๆ ที่ป้องกันไรฝุ่นได้

  • เอาอย่างง่าย ๆ
  • ขยันเช็ดฝุ่นด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ
  • ย้ายของรกออกจากห้องนอน อย่าให้มีมุมเก็บฝุ่น
  • หาผ้าพลาสติกมาสวมคลุมที่นอนและหมอน
  • อะไรที่ซักได้ ตากแดดได้ ให้ทำทุก 2 สัปดาห์
  • วิธีอื่น ๆ ยังมีอีก ทำไปแล้วไม่เดือดร้อน เพิ่มได้ก็ไม่ว่ากัน

 

11. ตุ๊กตาก็มีไรฝุ่นเหรอ แล้วจะทำอย่างไรดี

วัสดุที่บรรจุด้วยเส้นใย จะเป็นถิ่นที่ไรฝุ่นชอบอยู่ ตุ๊กตาควรใช้ที่ซักได้และหมั่นนำออกตากแดด เคยมีผู้แนะนำให้จับใส่ในช่อง freeze ในตู้เย็นจากการศึกษาวิจัยพบว่า ไข่ไรฝุ่นสามารถฟักตัวต่อได้แม้จะแช่ไว้ ณ อุณหภูมิตู้เย็นบ้าน (8 – 10 องศาเซลเซียส) นาน 1 เดือน

 

12. การซักผ้า ทำให้ไรฝุ่นตายไหม

ไม่ตาย แต่ชะล้างให้หลุดไปได้ การซักเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมูลไรฝุ่นเป็นสารที่ละลายน้ำได้ จึงขจัดมูลไรได้ดีถึง 98% หรือเกือบหมด ถ้าใช้น้ำผสมผงซักฟอกหรือน้ำสบู่หรือใช้น้ำร้อนด้วยยิ่งทำให้การชะล้างดีขึ้น

 

13. จำเป็นต้องใช้ผ้ากันไรฝุ่นไหม

มีงานวิจัยจำนวนมากทั้งในไทยและต่างประเทศ ยืนยันว่า การใช้ผ้ากันไรฝุ่นทำให้ลดการฟุ้งกระจายของสารก่อภูมิแพ้ (มูลไร) ได้ และการลดการสัมผัสสูดดมสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นลงได้ จะทำให้อาการของโรคทุเลาลง อย่างไรก็ตาม ผ้ากันไรฝุ่นไม่ใช่ผ้าวิเศษ ไม่ได้ใช้ในการรักษาโรค อย่าฝากความหวังไว้กับผ้ากันไรฝุ่นที่นิยมใช้กันมากเพราะเป็นวิธีที่สะดวกในชีวิตประจำวัน

 

14. ผ้ากันไรฝุ่นที่ดีควรเป็นอย่างไร

ผ้ากันไรฝุ่นที่ดีควรที่จะสามารถกั้นตัวไรและมูลได้ ซักล้างได้ สบายตัวเมื่อใช้งาน ราคาไม่แพง

 

ผู้เขียน : รศ. วรรณะ มหากิตติคุณ. ศูนย์บริการและวิจัยไรฝุ่นศิริราช ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราพยาบาล. “14 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไรฝุ่น”.
แหล่งที่มา :  hhttp://www.si.mahidol.ac.th/  (20 กรกฎาคม 2559)
ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต

 

Quiz with ID = "1" does not exist.

 

 

 


-เรื่องง่ายๆ-ประโยชน์มหาศาล-ทำเลย.jpg

มีคำกล่าวที่ว่า คนเราใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการหาเงิน และใช้เวลาในบั้นปลายเอาเงินที่หามาเพื่อรักษาตัว วันนี้เราจึงมาทบทวน ความสำคัญในการตรวจสุขภาพกันค่ะ

 

ทำไมต้องตรวจสุขภาพ

ต้องเข้าใจก่อนว่า ร่างกายของเรานั้น มีการเสื่อมไปทุก ๆ วันตามธรรมชาติอยู่แล้ว นอกจากนั้นการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์บางอย่าง ก็ทำให้ร่างกายเสื่อมเร็วขึ้น เสี่ยงต่อโรคหลาย ๆ โรคที่จะเป็นในอนาคต การตรวจสุขภาพจึงเป็นการตรวจหาความผิดปกติบางอย่าง ที่อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ซ่อยอยู่ หรือภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคในอนาคต ซึ่งหากไม่ได้รับการตรวจสุขภาพ และปล่อยไว้นานเป็นแรมปี เมื่อถึงคราวที่โรคกำเริบ หรือแสดงอาการ ก็อาจมีความรุนแรงมาก มีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูง รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการสูญเสีย

 

ดังนั้นการตรวจสุขภาพจึงทำเพื่อ

  • ค้นหาโรคที่ซ่อนอยู่ในตัว โดยที่ยังไม่มีอาการผิดปกติให้เห็น ตัวอย่างโรคดังกล่าว ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มะเร็งเต้านมในระยะแรก มะเร็งปากมดลูกในระยะแรก เป็นต้น ซึ่งตามหลักการรักษาแล้ว การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก หรือระยะที่มีความรุนแรงน้อย จะรักษาโรคได้ทัน ไม่ลุกลาม ลดภาวะแทรกซ้อน บางโรคอาจรักษาให้หายขาดได้
  • หาปัจจัย หรือพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งเจ้าตัวอาจไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา เช่น กรรมพันธุ์ การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการ
    ออกกำลังกาย การมีอารมณ์เครียด ภาวะน้ำหนักเกิน หรือลงพุง สภาพแวดล้อม หรือการทำงานที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย หรือความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในตัว เช่น ความดันลูกตาสูง ซึ่งทำให้เกิดโรคต้อหิน ไวรัสตับอักเสบบีในเลือด ซึ่งทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง และมะเร็งตับ เมื่อพบว่ามีปัจจัย หรือพฤติกรรมเสี่ยงอะไร หมอที่ตรวจก็จะให้การดูแล และให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวป้องกันไม่ให้เกิดโรคตามมา ที่สำคัญผู้ที่มีภาวะเสี่ยงควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย

 

การตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสม เป็นอย่างไร

เป็นการตรวจสุขภาพตามหลักวิชาการโดยแพทย์ และบุคลากรสาธารณสุข เน้นการซักถามประวัติสุขภาพ และการตรวจร่างกายเป็นหลัก ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือการตรวจแล็บ จะทำเฉพาะในรายที่มีข้อมูลหลักฐานบ่งชี้แล้วว่า มีความจำเป็นเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อค้นหาโรคและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค และนำไปสู่การป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพ และการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ การตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเสมอไป

 

ใครบ้างที่ควรรับการตรวจสุขภาพ

ทุกคน ทุกวัย ควรได้รับการตรวจสุขภาพ เริ่มง่าย ๆ ด้วยการตรวจสุขภาพเบื้องต้นซึ่งสามารถทำได้ที่บ้าน โดยใช้เครื่องมือบางประเภท เช่น เครื่องชั่งน้ำหนัก สายวัด เป็นต้น ทั้งนี้ คณะกรรมการพัฒนาการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสม กระทรวงสาธารณสุข ได้แบ่งการตรวจป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ตรวจสุขภาพเด็กและวัยรุ่น (อายุ 0 – 18 ปี) ตรวจสุขภาพวัยทำงาน (อายุ 18 – 60 ปี) ตรวจสุขภาพวัยผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) และตรวจสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ แต่ละกลุ่มมีแนวทางการตรวจสุขภาพที่แตกต่างกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข http://healthcheckup.in.th/article/8
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com 

 


.jpg

ตรวจสุขภาพสูงวัย ใส่ใจเรื่องนี้เลย

สำหรับผู้สูงวัย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ร่างกายจะเริ่มเสื่อม ทำให้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ไม่เหมือนเดิม พอร่างกายไม่สบาย จิตใจก็มีปัญหาตามมา ดังนั้น ควรใส่ใจการตรวจสุขภาพในเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ

  • เรื่องตา ผู้สูงอายุประมาณ 10% จะมีโรคทางตา หรือความสามารถในการมองเห็นลดลงซ่อนอยู่ สาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุด ได้แก่ โรคต้อหิน โรคต้อกระจก ภาวะประสาทจอรับภาพเสื่อม และภาวะสายตาสั้น หรือยาวผิดปกติ ซึ่งผู้สูงอายุที่มีต้อหิน ส่วนหนึ่งมักจะมาพบแพทย์ต่อเมื่อสายตามัวลงมากแล้ว จนไม่สามารถแก้ไขกลับคืนมาได้ ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกอาจป้องกันภาวะตาบอดได้
    ส่วนต้อกระจก ภาวะประสาทจอรับภาพเสื่อม และภาวะสายตาสั้น หรือยาวผิดปกตินั้น อาจทำได้คร่าว ๆ โดยการวัดสายตา ถ้าพบว่ามีความผิดปกติแพทย์ก็จะส่งตัวผู้ป่วยไปยังจักษุแพทย์ต่อไป
    ปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต เช่น การเดิน การขับรถ การรับประทานอาหาร การหยิบยารับประทาน อุบัติเหตุพลัดตก หกล้ม เป็นต้น จึงควรแนะนำให้ผู้สูงอายุตรวจตาอย่างสม่ำเสมอ โดยทีมจักษุแพทย์ อายุ 60 – 64 ปี ควรตรวจทุก 2 – 4 ปี และตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุก 1 – 2 ปี เพื่อคัดกรองหาความผิดปกติ สามารถวินิจฉัยได้เร็ว และทำการรักษาได้ทันท่วงที
  • เรื่องฟัน ผู้สูงอายุมากกว่า 50% มีโรคเกี่ยวกับเหงือกและฟันที่ซ้อนอยู่ โรคที่พบบ่อย ได้แก่ ฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือมะเร็งในช่องปาก และปัญหาหลักในผู้สูงอายุยังคงเป็นการสูญเสียฟัน ผู้สูงอายุ 60 – 74 ปี ร้อยละ 3 มีการสูญเสียฟันบางส่วน และร้อยละ 7.2 สูญเสียฟันทั้งปาก และการสูญเสียฟันยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามอายุ จนเมื่ออายุ 80 – 89 ปี พบสูญเสียฟันทั้งปากสูงถึงร้อยละ 32.2
    ดังนั้น การตรวจคัดกรอง หรือรับบริการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม จึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นในการลดการเกิดโรค และการสูญเสียฟัน ผู้สูงอายุจึงควรไปตรวจสุขภาพช่องปากและฟันจากทันตแพทย์ หรือทันตาภิบาลเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง
  • แบบประเมินสุขภาพ
    • กระดูกพรุน เป็นโรคที่พบมากที่สุดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี พบในเพศหญิง ร้อยละ 33 และเพศชาย ร้อยละ 20 โรคกระดูกพรุนเป็นภัยเงียบ หากจะเปรียบกับโรคความดันโลหิตสูงซึ่งจะมาพบแพทย์ก็เมื่อเกิดภาวะโรคหลอดเลือดสมองแตก หรือตีบตันไปแล้ว ในขณะที่โรคกระดูกพรุนจะมาพบแพทย์เมื่อเกิดภาวะกระดูกหัก
      กล่าวคือ โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาได้ แต่เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่มีอาการ หรือสัญญาณใด ๆ บอกเตือนก่อน ผู้ป่วยจึงไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาในช่วงแรก ๆ ของการดำเนินโรค จนกระทั่งเกิดภาวะกระดูกหักตามมา
      และปัจจุบันในการตรวจสุขภาพสามารถประเมินความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน โดยใช้แบบประเมิน OSTA (Osteoporosis Self-assessment Tool for Asians) index เมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป
    • โรคซึมเศร้า พบได้บ่อยมากในประชากรทั่วไป และพบว่าโรคซึมเศร้ามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำมากกว่าร้อยละ 1 โรคซึมเศร้าพบได้ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เนื่องจากในผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีการสูญเสียหลายด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม เป็นวัยที่ต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิตอย่างมาก
      ลักษณะอาการของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า พบได้ทั้งอาการในระยะเฉียบพลัน หรือรุนแรง โดยผู้ป่วยจะมีความผิดปกติทางอารมณ์ มีอาการซึมเศร้า หรือความรู้สึกเบื่อ หมดความสนใจในสิ่งต่าง ๆ ร่วมกับอาการสำคัญอื่น ๆ เช่น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ รู้สึกไร้ค่า และมีความคิดอยากทำร้ายตนเอง ซึ่งบางรายมีภาวะซึมเศร้ารุนแรงจนถึงขั้นได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า ดังนั้น ในการตรวจสุขภาพจึงมีการประเมินภาวะซึมเศร้าด้วย แบบคัดกรองโรคซึมเศร้าชนิด 2 คำถาม (Two-questions-screening test for depression disorders)
    • ภาวะสมองเสื่อม ไม่ได้เป็นโรค แต่เป็นภาวะหนึ่งของสมองที่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ พบมากในผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 70% ของผู้ป่วยสมองเสื่อม มีสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์ รองลงมา คือ โรคหลอดเลือดสมอง พร้อมแนะนำวิธีเลี่ยงสมองเสื่อมด้วยการดูแลควบคุมภาวะความดันโลหิต เบาหวาน ไขมัน ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา หลีกเลี่ยงสารเสพติด และทำกิจกรรมที่มีการฝึกสมองสม่ำเสมอ และไม่เคร่งเครียดเกินไป
      จากการสำรวจความชุกของภาวะสมองเสื่อมในประชากรทั่วโลก พบว่า คนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อม 5 – 8% ส่วนคนที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสเป็นโรสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นเป็น 20% และผู้ที่มีอายุมากเกิน 90 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมสูงขึ้นถึง 50% ซึ่งพบว่าเพศหญิงมีโอกาสเป็นภาวะสมองเสื่อมมากกว่าเพศชาย ดังนั้น เมื่ออายุ 65 ปีขึ้นไป ควรประเมินด้วยแบบการประเมินสมรรภภาพสมองด้วยเครื่องมือ แบบ modified IQCODE (Informant Questionnaire on Cognitive Decline in the Elderly) เป็นแบบคัดกรองภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้น
    • ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ภาวะซีด (anemia) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ทั้งในชุมชนและโรงพยาบาล อีกทั้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ประเทศไทยพบผู้สูงอายุที่มีภาวะซีดอยู่ระหว่างร้อยละ 5 – 62.61 ภาวะซีดจากการขาดสารอาหารพบมากที่สุด คือ การขาดธาตุเหล็ก รองลงมา คือ การขาดโฟเลต และวิตามินบี 12 ซึ่งโฟเลต และวิตามินบี 12 เป็นสารอาหารที่สำคัญและจำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการดูดซึมธาตุเหล็ก
      นอกจากนี้ ผู้สูงอายุอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยและการดูดซึม กล่าวคือ ต้องใช้ฟันปลอมในการบดเคี้ยวอาหาร มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเหงือก ทำให้รับประทานอาหารไม่สะดวก รับประทานอาหารได้น้อยลงในกลุ่มผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 60.7)
      โดยในผู้สูงอายุชายและหญิงมีความชุกใกล้เคียงกัน โดยในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป มีร้อยละ 94.6 ที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัย ดังนั้น เมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป ควรตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ทุกปี เพื่อคัดกรองภาวะซีด

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  http://healthcheckup.in.th/article/7
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com  

 


-ทำอะไรบ้าง.jpg

การดูแลสุขภาพต้องเริ่มต้นตั้งแต่เด็ก เพราะโรคต่าง ๆ ไม่คอยใคร บิดา มารดา ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ ต้องสอนลูกหลาน ลูกศิษย์ เกี่ยวกับการมีพฤติกรรมในทางที่ดี  ในการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคต่าง ๆ เพราะตั้งแต่มนุษย์เกิดมาหลอดเลือดทั่วร่างกาย เราจะเริ่มต้นตีบทีละเล็กละน้อย จนตีบร้อยละ 70 จึงจะมีอาการ ซึ่งจะสายไปเสียแล้ว

 

คนไทย 10 ล้านคนที่เป็นโรคความดันโลหิต อาจไม่มีอาการปวดหัวอะไรเลย ฉะนั้น แพทย์ บิดา มารดา สังคม จึงต้องแนะนำเยาวชนให้กินอาหารเพิ่มสุขภาพ (ผัก ปลา ผลไม้ เป็นหลัก) ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ (เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก ครั้งละ 30 นาที อย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์) ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ใช้ยาเสพติด เมื่อถึงเวลาต้องไม่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เดินสายกลางในชีวิต ไม่เล่นการพนัน

 

ทั้งนี้ เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ควรดูแลให้ดัชนีมวลกาย (body mass index – BMI) อยู่ต่ำกว่า 23 (BMI คือ น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง) และพุงชายเล็กกว่า 90 เซนติเมตร พุงหญิงเล็กกว่า 80 เซนติเมตร

 

ถ้าปฏิบัติได้ก็จะลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บได้มากมาย โดยไม่เสียงบประมาณอะไรมากมาย ถึงแม้ทำทุกอย่างตามนี้แล้ว ก็น่าจะไปพบแพทย์เมื่ออายุ 30 ปี หรือเร็วกว่านี้ ถ้ามีกำลังทรัพย์ (หรือถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคต่าง ๆ เช่น ตับ มะเร็ง ฯลฯ)

ถึงแม้จะสบายดี เพื่อคุยกับแพทย์ แพทย์จะได้มีประวัติข้อมูลเบื้องต้นไว้ เช่น ความสูง ความดันเลือด ชีพจร น้ำหนักตัว เป็นพื้นฐานไว้ เพราะคนไทย 10 ล้านคนที่เป็นโรคความดันโลหิตอาจไม่มีอาการปวดหัวอะไรเลย แต่ถ้าไม่ไปตรวจอาจอยู่ดี ๆ เป็นอัมพาตไปเลย จากหลอดเลือดในสมองแตก

ถ้าสบายดี เมื่อไรจึงควรไปตรวจ แล้วแต่เศรษฐฐานะ ความอ้วน ญาติพี่น้อง ว่าเป็นโรคอะไรหรือไม่

 

การตรวจร่างกายอาจพิจารณาเลือกตรวจ ดังนี้

 ปัสสาวะ

การตรวจปัสสาวะจะบอกอะไรได้หลายอย่าง เช่น การมีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวมากผิดปกติ อาจนึกถึงการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ การมีนิ่ว หรือการที่มีไข่ขาว (อัลบูมิน) อาจต้องคิดถึงโรคไต

อุจจาระ

ดูลักษณะของอุจจาระ สี มูก ดูว่ามีเลือดสดหรือไม่ อุจจาระมีไขมันหรือไม่ ดูเม็ดเลือดแดง ขาว เชื้อโรค จากกล้องจุลทรรศน์ จะช่วยบอกว่ามีเลือดออกจากระบบทางเดินอาหารหรือไม่ ดูไข่พยาธิ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบกินปลาร้าดิบ ถึงแม้นานมาแล้ว เพราะอาจพบไข่ของพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งถ้าไม่รักษา อาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งของท่อน้ำดีในตับได้

เลือด

  • การตรวจดูเม็ดเลือดแดง ขาว เกล็ดเลือด (Complete blood count, CBC ดูว่าเลือดจางหรือไม่ เม็ดเลือดขาวสูงหรือต่ำ มีการติดเชื้อโรคหรือไม่ เช่น ถ้ามีการติดเชื้อโรคเม็ดเลือดขาวอาจสูง สำหรับผู้ที่มีเชื้อไวรัส เม็ดเลือดขาวอาจอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติ ถ้ามีเกล็ดเลือดน้อยไป อาจเป็นสาเหตุทำให้มีเลือดออก
  • น้ำตาลกลูโคสเพื่อดูโรคเบาหวาน โรคตับอ่อนอักเสบ ปกติค่าน้ำตาลระหว่างที่อดอาหารควรจะอยู่ ต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ถ้าน้ำตาลอยู่ระหว่าง 101 – 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็น “ว่าที่” เบาหวาน การตรวจเลือดหาระดับน้ำตาลในเลือด ควรทำหลังอดอาหารมาแล้ว 12 ชั่วโมง เช่น กินอาหารค่ำ 19.00 น. แล้วไม่กินอะไรเลย ยกเว้นน้ำเปล่า และควรตรวจเลือดอย่างน้อย 12 ชั่วโมงหลังจากนั้น คือ 17.00 น. ของวันรุ่งขึ้น
  • ไขมันในเลือด แพทย์มักตรวจคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และหาค่าเอชดีแอล (HDL – high density lipoprotein เป็นไขมันที่ดีช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ) แอลดีแอล (LDL – low density lipoprotein ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีถ้ามีมากไป และต้องควรควบคุมให้ต่ำกว่า 130 มิลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในคนธรรมดา แต่ในผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคเบาหวาน ต้องควบคุมให้ต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ดูโรคเกาต์ (กรดยูริก) ดูการทำงานของไต ตับการแข็งตัวของเลือด
  • อาจตรวจหาเชื้อไวรัสตับเอ บี และซี ถ้าไม่มีเชื้อ และไม่มีภูมิต้านทาน อาจพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเอ และบี ถ้ามีเชื้อบีและซีแล้ว ควรปรึกษาแพทย์ เพราะเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อได้จากการกินอาหารโดยเฉพาะอาหารทะเลจำพวกหอยต่าง ๆ ที่ดิบ หรือดิบ ๆ สุก ๆ ส่วนไวรัสตับอักเสบ บี ซี ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ กับผู้ที่มีเชื้อโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และจากการใช้ยาเสพติด โดยการใช้เข็มฉีดที่สกปรกร่วมกัน

สำหรับการตรวจต่าง ๆ ถึงแม้ท่านไม่มีอาการท่านอาจมีความดันสูง ไขมันในเลือดสูง หรือมีตับอักเสบ หรือมีเชื้อไวรัสบี ซี ของตับได้ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็งของตับได้

การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ร่วมกับการไปพบแพทย์เป็นระยะ ๆ ถึงแม้จะสบายดี เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

 

ผู้เขียน ศ.นพ.พินิจ กุลละวณิชย์. นิตยสารหมอชาวบ้าน  เล่มที่ 347. มีนาคม 2551. “การตรวจสุขภาพ ทำอะไรบ้าง”
แหล่งที่มา: https://www.doctor.or.th/article/detail/1183 (14 พฤษภาคม 2560)
รูปภาพจาก: https://pixabay.com


.jpg

การตรวจสุขภาพ มีจุดมุ่งหมายที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรค ทำให้ตระหนักถึงโรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการตรวจสุขภาพของทุกเพศที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป จะมีการคัดกรองเบื้องต้น ได้แก่…

  • การซักประวัติ และการตรวจร่างกายทั่วไป
  • การชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดเส้นรอบเอว วัดความดันโลหิตเป็นประจำ อาจตรวจวัดเองที่บ้าน หรือที่สถานพยาบาล เมื่อมีโอกาสไปหาหมอด้วยเรื่องอื่น (เช่น ไม่สบาย วางแผนครอบครัว) ฉีดวัคซีนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • การตรวจสุขภาพช่องปากและฟันจากทันตแพทย์ หรือทันตาภิบาลเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง
  • แบบประเมินสภาวะสุขภาพ:
    • ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ภาวะซึมเศร้า
    • การติดนิโคตินในผู้สูบบุหรี่ (ถ้าไม่สูบบุหรี่ไม่ต้องประเมิน)
    • การดื่มแอลกอฮอล์ (ถ้าไม่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ต้องประเมิน)
    • การใช้ยาและสารเสพติด (ถ้าไม่ใช้ยาและสารเสพติดไม่ต้องประเมิน)

 

ตรวจสุขภาพกลุ่มวัยทำงาน 18 – 60 ปี

  • การตรวจตา โดยทีมจักษุแพทย์ อายุ 40 – 60 ปี อย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อวัดสายตาและคัดกรองโรคต้อหิน/ภาวะความดันลูกตาสูง/ความผิดปกติอื่น ๆ
  • การตรวจอุจจาระ (Fecal occult blood test) อายุ 50 – 60 ปี ควรตรวจปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แนะนำให้ตรวจเลือดดู
  • อายุ 20 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับไขมันในเลือด ทุก 5 ปี
  • อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ทุก 3 ปี
  • ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ตรวจ 1 ครั้ง หากเคยตรวจพบว่าปกติ ไม่ต้องตรวจซ้ำ
  • ไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) ตรวจครั้งเดียวเฉพาะคนที่เกิดก่อน พ.ศ. 2535
  • สำหรับสตรี นอกจากการตรวจดังกล่าวข้างต้นแล้ว ควรตรวจเพิ่ม ได้แก่
    • การตรวจเต้านม จากแพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับการฝึกอบรม เมื่ออายุ 30 – 39 ปี ควรตรวจทุก 3 ปี และอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุกปี
    • การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วยวิธีการเก็บเซลล์โดยวิธีพื้นฐาน (conventional pap smear) ทุก 3 ปี

 

ตรวจสุขภาพกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

  • การตรวจตา โดยทีมจักษุแพทย์ อายุ 60 – 64 ปี ควรตรวจทุก 2 – 4 ปี และตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุก 1 – 2 ปี
  • การตรวจอุจจาระ (Fecal occult blood test) ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป ควรตรวจปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
  • การประเมินสภาวะสุขภาพ ภาวะโภชนาการความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน การทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน และอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับประเมินสมรรถภาพสมองเพิ่มเติม
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แนะนำให้ตรวจ
    • ระดับไขมันในเลือด ทุก 5 ปี
    • ระดับน้ำตาลในเลือดทุกปี
    • ระดับครีอะทินีน (creatinine) ในเลือดทุกปี เพื่อประเมินภาวะการทำงานของไต
    • ปัสสาวะทุกปี
    • ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) อายุ 70 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุกปี
  • สำหรับสตรี นอกจากการตรวจดังกล่าวข้างต้นแล้ว ควรตรวจเพิ่มเติม ได้แก่
    • การตรวจเต้านม จากแพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับการฝึกอบรม เมื่ออายุ 60 – 69 ปี ควรตรวจทุกปี และอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ควรตรวจตามความเหมาะสม
    • การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อายุ 60 – 64 ปี ควรตรวจคัดกรองด้วยวิธีการเก็บเซลล์โดยวิธีพื้นฐาน (conventional pap smear) ทุก 3 ปี และอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรตรวจตามความเหมาะสม

 

จากรายการดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าในการตรวจสุขภาพมีรายการตรวจที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอายุ เพศ ดังนั้น การตรวจสุขภาพไม่ใช่เพียงว่าอยากจะตรวจอะไรก็ตรวจ หรือตรวจมากจะดี ต้องตรวจเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมตามวัย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข http://www.healthcheckup.in.th/article/10
ภาพประกอบจาก: Shao-Chun Wang/123rf.com

 


6-พฤติกรรมบั่นทอนสุขภาพ-หนุ่มสาววัยทำงาน.jpg

ด้วยภาระรับผิดชอบของคนวัยทำงาน โดยเฉพาะในเมือง ทำให้หลายๆ คนจำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก ไม่ว่าจะเรื่องการเดินทาง การกิน การทำงาน การพักผ่อน การออกกำลังกาย การปรับตัวดังกล่าวทำให้บางคนมีแบบแผนในการดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

เรื่องนี้ ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ที่ปรึกษาแผนงานเครือข่ายควบคุมโรคไม่ติดต่อ ได้บอกถึงสาเหตุ พร้อมแนะนำวิธีหลีกเลี่ยง ความเสี่ยงจากพฤติกรรมทำลายสุขภาพโดยเฉพาะในหนุ่มสาววัยทำงานไว้ ดังนี้

 

การอดอาหารเช้า หรือกินอาหารไม่ตรงเวลา

หากไม่รับประทานมื้อเช้า จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จึงเกิดสภาวะมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสมองเสื่อมได้อีกด้วย ขณะที่การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลานั้น อาจเสี่ยงโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ภาวะกรดไหลย้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด หากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ก็อาจจะเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้

 

การบริโภคอาหารไม่มีประโยชน์

การรับประทานแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารสำเร็จรูป ถึงแม้ว่าจะสะดวกสบาย และใช้เวลาน้อยก็ตาม แต่ถ้าหากเรากินอาหารพวกนี้เป็นประจำ ย่อมเกิดผลเสียต่อร่างกายแน่นอน นอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว ยังเป็นตัวการก่อโรคอีกหลายชนิดด้วย เช่นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วนและโรคตับ เป็นต้น

ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมาก กินหวานเค็มเกินมาตรฐานสุขภาพกว่า 2 เท่า โดยสาเหตุหลักมาจากการปรุงรสที่เกินพอดี ดังนั้นควรเริ่มต้นที่การลดปรุงหวาน มัน เค็ม ลงครึ่งหนึ่ง ตามการรณรงค์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุข (สสส.) ขณะเดียวกันไม่ควรรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ควรทานสลับกับเมนูสุขภาพบ้าง จะได้ไม่เสี่ยงกับโรคต่าง ๆ ในอนาคต

 

การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป

หลายคนต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการดวงตาตึงเครียด มองภาพได้ไม่ชัดเจน และมักจะเกิดอาการปวดศีรษะตามมา ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรพักสายตาทุก ๆ 1 ชั่วโมง โดยการมองออกไปในระยะไกลบ้างสัก 3 – 5 นาที การทำแบบนี้ทุกๆ ชั่วโมงก็จะช่วยลดอาการดังกล่าวได้

นอกจากปัญหาทางด้านสายตาแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่หนีไม่พ้นของหนุ่มสาววัยทำงานก็ คือ อาการปวดหลัง เมื่อยเอว หรือที่เรียกว่าโรคออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการนั่งทำงานนานๆ ทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดศีรษะด้วย ดังนั้นควรจะเปลี่ยนท่านั่ง และลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง ไม่ควรนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ

 

นอนดึก

การนอนดึกย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา และยิ่งบางคนนอนดึกสะสมกันเป็นเวลานาน ก็เหมือนกับเราทำร้ายร่างกายของเราทุกๆวัน ทำให้เราทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่มีสมาธิในกิจกรรมที่เราต้องทำ ดังนั้นลองปรับเปลี่ยนเวลาการนอน และนอนให้ได้ 7 – 8 ชั่วโมง ก็จะทำให้ร่างกายของเราสดชื่นพร้อมทำงาน

 

ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่

ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่ไม่มีผลดีต่อสุขภาพ และการสูบบุหรี่ยังก่อให้เกิดโรคอีกมากมาย เช่น โรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจและหลอดเลือด ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้เป็นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ หรือโรคหัวใจ ดังนั้นผู้ที่ติดเหล้าและบุหรี่ควรลดปริมาณลง และหันไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทนเพื่อสุขภาพที่ดี

 

ขาดการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง ทำให้เราไม่เจ็บป่วยง่าย ช่วยลดความวิตกกังวล ผ่อนคลายความเครียดได้ ดร.นพ.วิชช์ อยากให้หนุ่มสาววัยทำงาน จดจำสโลแกนชวนให้มาออกกำลังกายของ สสส.ไว้ให้ขึ้นใจว่า “แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย” เพราะไม่ว่าจะเป็นการแกว่งแขน หรือลุกเดินอยู่ในที่ทำงาน ก็ช่วยให้เรามีกิจกรรมทางกายได้แล้ว ดังนั้นลองหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น

 

แหล่งที่มา : www.thaihealth.or.th
ภาพประกอบจาก : www.observatoire-sante.fr

 


13ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจตรวจสุขภาพประจำปี.jpg

การตรวจสุขภาพประจำปี ก็มีข้อสำคัญบางประการที่เราควรทำความเข้าใจ ก่อนที่จะตัดสินใจไปตรวจสุขภาพกับโรงพยาบาลที่เราไว้ใจ เพราะโปรแกรมตรวจสุขภาพทุกวันนี้ ก็ใช่ว่าราคาถูก ทั้งนี้ ก็เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่เราเสียไป

 

กระแสการดูแลสุขภาพในบ้านเราทุกวันนี้ นับว่าได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากข่าวคราวการประชาสัมพันธ์สุขภาพ รวมถึงข่าวการรณรงค์และป้องกันโรคต่าง ๆ ที่มีผลทำให้เราตื่นตัวเรื่องสุขภาพมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นความสำคัญของการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งจากข้อมูลในเว็บไซต์หมอชาวบ้าน ได้แนะถึง 13 ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจไปตรวจสุขภาพ เพื่อที่เราจะได้ตอบตัวเองได้ว่า การตรวจสุขภาพประจำปีนั้น มีความจำเป็นกับตัวเรามากน้อยแค่ไหน

โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (Health Intervention and Technology Assessment Program: HITAP) เปิดเผยข้อมูลว่า คนไทยจ่ายค่าตรวจสุขภาพมากกว่า 2,200 ล้านบาทต่อปี แต่คุณเคยมีข้อสงสัยบ้างหรือไม่ว่า …

  1. ทำไม แต่ละปีคนไทยยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าตรวจสุขภาพนับพันล้านบาทต่อปี
  2. เราจำเป็นต้องตรวจทุกปี หรือต้องตรวจปีละ 1 – 2 ครั้ง
  3. ตรวจร่างกายของเด็กกับผู้ใหญ่นั้น เหมือนกันหรือไม่
  4. ควรตรวจแบบไหนถึงจะไม่มี “โรค” ติดตัวกลับบ้าน

ที่สำคัญ คือ ดูเหมือนว่าในปัจจุบันนี้ การตรวจสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจสถานพยาบาลเอกชน และเป็นช่องทางหารายได้ของสถานพยาบาลของรัฐด้วย ดังนั้น เราก็ควรมาทำความเข้าใจถึงข้อควรรู้ ก่อนตัดสินใจไปตรวจสุขภาพกันดีกว่า

 

การตรวจสุขภาพ คืออะไร และตรวจอะไรกันบ้าง

การตรวจสุขภาพตามสถานพยาบาลทั่วไป โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวข้องกับ 2 เรื่องหลัก ๆ ได้แก่ ตรวจเพื่อค้นหาโรคที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา และตรวจเพื่อค้นหาพฤติกรรมเสี่ยง และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ดังนี้

  • ตรวจเพื่อค้นหาโรคที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา เป็นการตรวจสุขภาพที่ตัวผู้ถูกตรวจเอง ยังไม่มีปรากฏอาการเจ็บป่วย หรือความผิดปกติใด ๆ ให้สังเกตได้ เช่น โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มะเร็งปากมดลูกระยะแรก เป็นที่เราเรียกกันว่า “ภัยเงียบ” แต่กรณีที่มีอาการเจ็บป่วยปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว และเราค่อยไปตรวจนั้น ไม่ถือว่าเป็นการตรวจสุขภาพ เรียกว่าเป็นการตรวจเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคอะไรมากกว่า ซึ่งการตรวจวินิจฉัยโรคด้วยโปรแกรมการตรวจร่างกายนั้น อาจต้องมีการตรวจแล็บ หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเพื่อยืนยันผล เมื่อทราบผลการตรวจที่แน่นอนแล้ว ก็จะได้ให้การรักษาอย่างเหมาะสม
  • ตรวจเพื่อค้นหาพฤติกรรมเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยง ต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เป็นการตรวจเพื่อจะได้รู้ว่าสุขภาพของเราเป็นอย่างไรบ้าง และถ้าพบว่าเรามีพฤติกรรมเสี่ยง หรือปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคอะไร แพทย์ที่ตรวจก็จะให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมา

 

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ใช้หลักการตรวจเหมือนกันหรือไม่

การตรวจสุขภาพทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ จะเกี่ยวข้องกับ 2 เรื่องหลัก ๆ คือ ค้นหาโรคที่ซ่อนอยู่ในตัว และค้นหาพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งกรณีของเด็กจะเป็นการให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค รวมถึงการตรวจการเจริญเติบโต และพัฒนาการว่าเป็นไปตามวัยหรือไม่ เพื่อป้องกันความผิดปกติ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดกับเด็ก

 

การตรวจสุขภาพ “จำเป็น” หรือไม่

การตรวจสุขภาพยังมีความจำเป็นอยู่ เพราะมีหลายโรคที่เป็น “ภัยเงียบ” เช่น โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มะเร็งปากมดลูกระยะแรก เป็นต้น เพราะการที่ไปตรวจสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยที่ร่างกายยังไม่มีอาการแสดงนั้น จะมีโอกาสตรวจพบโรคที่เป็น “ภัยเงียบ” ในระยะแรกเริ่มมากกว่า อีกทั้ง การที่เจอโรคตั้งแต่แรกจะเยียวยารักษาได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก หรือรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่ต้องตรวจตามที่จำเป็นและเหมาะสมกับตัวเราเท่านั้น มิเช่นนั้นจะเกิดโทษได้

 

ทุกคนต้องตรวจสุขภาพแบบ “เหมาโหล” ตามโฆษณาหรือไม่

บอกได้เลยว่า ทุกคนไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพทุกรายการแบบเหมาโหล

 

การตรวจสุขภาพ ต้องตรวจให้เหมาะสมกับแต่ละคน

สาเหตุเพราะสุขภาพของแต่ละคนนั้นมีปัญหาต่างกันออกไป ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพทุกอย่างเหมือนกัน ตามที่โฆษณาชวนเชื่อเพื่อเรียกลูกค้า ดังนั้น ควรตรวจสุขภาพเท่าที่จำเป็น และเหมาะสมกับแต่ละคนเท่านั้นดีกว่า หากตรวจเกินจำเป็นจะทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ และการตรวจบางอย่างอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เสียชีวิตได้

 

จำเป็นต้องตรวจสุขภาพประจำปี ด้วยหรือ

สถานพยาบาลหลายแห่ง ใช้สำนวนทางการตลาดว่า “ตรวจสุขภาพประจำปี” ซึ่งทำให้หลายคนเข้าใจผิด เพราะ “ประจำปี” ฟังดูเสมือนว่า “ต้องตรวจเป็นประจำทุกปี” แต่ความจริงแล้ว ร่างกายมนุษย์ไม่ใช่เครื่องยนต์กลไก ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปี เพียงแต่ควรตรวจตามความจำเป็นของแต่ละคน ขึ้นกับอายุ เพศ และโอกาสเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรค เช่น กินอาหารรสจัด (หวาน มัน เค็ม) ทุกวัน บริโภคเกินจนอ้วน หรือน้ำหนักเกิน ก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพควบคู่กับการไปตรวจร่างกาย

เมื่อพูดถึงเรื่องอายุ ขอพาดพิงกลุ่มเด็กด้วย นั่นคือ ไม่แนะนำให้ตรวจร่างกายเด็กทุกคน ยกเว้นเฉพาะเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (เด็กอ้วน)

 

อะไรคือ การตรวจสุขภาพที่เหมาะสม

ก่อนที่จะไปสถานพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพ เราควรรู้ให้แน่ชัดก่อนว่าจะไปตรวจอะไรบ้าง เพื่อไม่ให้การตรวจสุขภาพผิดพลาด เพราะการตรวจสุขภาพนั้นจะต้องซักประวัติอย่างละเอียด ที่จะช่วยให้ค้นพบปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเมื่อรู้ปัจจัยเสี่ยงแล้ว ขั้นตอนถัดไป คือ การตรวจร่างกายและตรวจแล็บ (ห้องปฏิบัติการ) เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เพราะบางกรณีก็ไม่จำเป็นต้องตรวจแล็บเลยก็ได้

ที่น่าเป็นห่วง ก็คือ สถานพยาบาลส่วนใหญ่มักให้มุ่งประเด็นการตรวจสุขภาพ ด้วยการเน้นความสำคัญกับการตรวจแล็บ มากกว่าการซักประวัติอย่างละเอียด จึงทำให้มีคนจำนวนมากเข้าใจผิด คิดว่าการตรวจสุขภาพ คือ การตรวจหาโรคโดย ตรวจแล็บเป็นหลัก และต้องมุ่งเน้นการรักษาจากหมอเท่านั้น ทำให้ละเลยการดูแลสุขภาพตนเอง

 

ผลจากการตรวจแล็บมั่นใจได้แค่ไหน

แม้ว่าผลของการตรวจแล็บจะน่าเชื่อถือได้ แต่ก็ขออย่าได้มั่นใจการตรวจแล็บ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะยังมีกรณีที่ผลการตรวจแล็บหลายรายการขาดความแม่นยำ ซึ่งหากเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น แพทย์ควรแจ้งให้ผู้ถูกตรวจทราบด้วย ส่วนผลการตรวจแล็บที่ออกมาจะอยู่ 4 ลักษณะ ดังนี้

  1. ผลลบจริง ไม่เป็นโรค
  2. ผลบวกจริง เป็นโรค
  3. ผลลบลวง เป็นโรคแฝงอยู่ แต่ตรวจไม่พบ
  4. ผลบวกลวง ไม่เป็นโรค แต่ผลการตรวจเบื้องต้นว่าเป็นโรค

ถ้าไปตรวจร่างกายแล้วผลแล็บออกมาว่าเป็นโรค (อาจเป็น “บวกจริง” หรือ “บวกลวง” ก็ได้) แพทย์จึงต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าเป็นโรคจริง เพื่อจะให้การรักษาได้อย่างเหมาะสม

 

การตรวจสุขภาพมีทั้งประโยชน์และโทษ

การตรวจสุขภาพจะมีประโยชน์อย่างมาก หากทำอย่างถูกต้องตามหลักการ เพราะโรคบางโรคนั้น หากตรวจพบระยะแรกก็จะรักษาได้ผลดี หรือหายขาดได้ แต่ถ้ามุ่งเน้นการตรวจหาโรคโดยไม่จำเป็นจะมีโทษมากกว่าประโยชน์ เพราะถ้าตรวจพบว่าเป็นโรคที่ยังไม่มีการพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่ารักษาได้ หรือรักษาระยะแรกไม่ได้ผลดี จะทำให้ผู้รับการตรวจย่อมเกิดความวิตกกังวลได้

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เครื่องมือที่ใช้ตรวจ ก็ไม่ได้ให้ผลแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์อีกด้วย ซึ่งผลการตรวจที่ออกมานั้น หากตรวจแล้วพบ “ผลลบลวง” ก็จะทำให้ผู้ถูกตรวจชะล่าใจและไม่ปรับพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค ยิ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอีก หรือกรณีที่ตรวจแล้วได้ “ผลบวกลวง” ก็ต้องเจ็บตัว เพราะต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก อีกทั้งการตรวจเพิ่มเติมบางอย่างเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วย

 

การตรวจสุขภาพคู่กับการส่งเสริมสุขภาพ

การตรวจสุขภาพที่ถูกต้องนั้น ควรมุ่งให้ผู้ถูกตรวจดูแลสุขภาพตนเอง ไม่ใช่การไปพึ่งพาแพทย์ หรือโรงพยาบาล ดังนั้น หลังจากการตรวจสุขภาพแล้ว แพทย์ต้องให้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัวให้เหมาะสม ดังเช่นคำว่า การส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งหมายความว่า หลังจากทราบผลการตรวจสุขภาพแล้วไม่ป่วย แข็งแรงดี ก็ควรแนะถึงวิธีที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้น หรือผลตรวจสุขภาพของคนที่มีปัจจัยเสี่ยง ก็ควรจะแนะวิธีการที่จะทำให้พวกเขาหันกลับมาดูแลตัวเอง เช่น เดิมไม่ออกกำลังกาย อาจแนะให้เปลี่ยนพฤติกรรมหันมาออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เลิกดื่มสุรา เลิกสูบบุหรี่ เป็นต้น รวมถึงบางคนที่ผลการตรวจสุขภาพพบว่าเป็นโรคเบาหวาน การปฏิบัติตัวเพื่อส่งเสริมสุขภาพเหล่านี้ ก็จะสามารถคุมน้ำตาลได้ ทำให้ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือพิการ

 

การตรวจสุขภาพตนเองทำอย่างไร

ทุกคนสามารถตรวจสุขภาพตนเองง่าย ๆ เช่น การตรวจว่าตัวเองยังมีพฤติกรรมสุขภาพอะไรที่ไม่เหมาะสม การตรวจวัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนักดูว่าเกินปกติ หรืออ้วนไหม ด้วยการวัดเส้นรอบเอว มีวิธีการวัดเส้นรอบเอวตัวเองอย่างง่าย ๆ คือ เริ่มวัดจากแนวสะดือแล้วนำค่าที่ได้หารส่วนสูง คนปกติจะมีค่าเส้นรอบเอวไม่ เกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง

โดยมาตรฐานแล้ว คนเราควรจะมีค่าเส้นรอบเอวไม่เกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง เช่น คนที่สูง 160 เซนติเมตร เส้นรอบเอวไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร ถ้าเกินกว่านี้แสดงว่าลงพุง มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือหลอดเลือดสมองตีบตัน

 

การเอกซเรย์ปอด บอกอะไรได้บ้าง

ปัจจุบัน การเอกซเรย์ปอดเป็นวิธีการหนึ่งในการตรวจวินิจฉัยวัณโรคปอด ร่วมกับการตรวจเสมหะสำหรับผู้ที่มีอาการน่าสงสัย เช่น ไอเรื้อรัง หรือผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น อาศัยอยู่ร่วมกับผู้ป่วยวัณโรค บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยวัณโรค เป็นต้น

แต่การเอกซเรย์ปอดไม่เหมาะกับการตรวจสุขภาพของคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ หรือไม่มีความเสี่ยงใด ๆ เพราะการตรวจคัดกรองในคนที่ไม่มีอาการ หรือความเสี่ยงใด ๆ นั้นไม่ทำให้เกิดประโยชน์ ไม่มีความคุ้มค่า และยังเพิ่มความเสี่ยงจากการได้รับรังสี ซึ่งอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้

สำหรับกรณีของโรคมะเร็งปอด การเอกซเรย์ปอดจะตรวจพบโรคนี้ได้ในระยะท้าย ๆ ซึ่งตรวจพบแล้วก็กลับทำให้ไม่เกิดประโยชน์ต่อการรักษาแล้ว ดังนั้น ควรมุ่งเน้นที่การป้องกันโดยการไม่สูบบุหรี่ (ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด) เป็นสำคัญ

 

โรคมะเร็งกับการตรวจสุขภาพ

คนส่วนใหญ่เมื่อได้ยินคำว่า “มะเร็ง” ก็มักจะเกิดความรู้สึกตระหนก ตกใจกลัว และวิตกกังวล ถึงขนาดกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก

  • ขอเริ่มที่ “มะเร็งปากมดลูก” ก่อน

ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ ด้วยวิธีที่เรียกว่า “แปปสเมียร์” (Pap smear) โดยให้ตรวจอย่างสม่ำเสมอทุก 5 ปี ตั้งแต่อายุ 30 – 60 ปี หรือเมื่อเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากหากตรวจพบโรคในระยะเริ่มแรก จะช่วยให้สามารถรักษาได้ผลดี หรือหายขาด

  • สำหรับ “มะเร็งเต้านม” นั้น ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่า การคลำเต้านมลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เพราะก้อนมะเร็งที่คลำได้มักเป็นมะเร็งระยะลุกลามแล้ว การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมนั้น มีข้อแนะนำให้ผู้หญิงตรวจตั้งแต่อายุ 45 ปี หรือ 50 ปี ตรวจทุก 3 ปี ไปจนถึงอายุ 70 ปี
  • มะเร็งต่อมลูกหมาก โดยทั่วไปถือว่าเป็นมะเร็งที่ไม่รุนแรง ผู้ป่วยหลายรายไม่ได้เสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้ จึงไม่แนะนำให้ตรวจเลือด เพื่อค้นหาโรคนี้ที่ไม่มีอาการ เพราะมีโอกาสตรวจพบ “ผลบวกลวง” มาก ซึ่งเมื่อมี “ผลบวก” ส่วนใหญ่เป็นผลบวกลวง ก็จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แพทย์จึงจำเป็นต้องทำการตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติม ก็อาจเกิดโทษและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออก ติดเชื้อเข้ากระแสเลือด หรือการเสียชีวิตได้ ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในประชากรทั่วไป

 

ขั้นตอนการตรวจสุขภาพเบื้องต้นที่เราควรรู้ไว้

  1. มีการซักประวัติ เพื่อประเมินหาปัจจัยเสี่ยง
  2. เข้ารับการตรวจร่างกาย โดยแบ่งเป็นตรวจทั่วไปและตรวจตามปัจจัยเสี่ยง
  3. เข้าตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ตรวจแล็บ) โดยเลือกตรวจตามปัจจัยเสี่ยง
  4. แพทย์ทำการประเมินปัจจัยเสี่ยง แก้ไข หรือรักษาโรค
  5. แพทย์ให้คำแนะนำการปฏิบัติตัว เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ

ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสุขภาพระดับชาติ ซึ่งหน่วยงานนี้ต้องมีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ แนวทางการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสม มีการตรวจสอบควบคุมมาตรฐาน และติดตามการดำเนินงานในการตรวจสุขภาพของภาครัฐและเอกชน รวมทั้งให้ความรู้ หรือคำปรึกษาแก่ประชาชนด้วย

 

ผู้เขียน:  นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. เว็บไซต์หมอชาวบ้าน. https://www.doctor.or.th/article/list
แหล่งที่มา: https://www.doctor.or.th/article/list
ภาพประกอบจาก: https://herb.co/marijuana/news/cannabis-high-blood-pressure


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก