ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-แก้ปัญหานอนไม่หลับ.jpg

การนอนหลับอย่างพอเพียงและเต็มอิ่ม ล้วนมีแต่ผลดีต่อสุขภาพ แต่การจะได้นอน 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน อาจกลายเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน เพราะมีผลต่อเนื่องมาจากไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตแบบผิด ๆ ซึ่งอาจทำให้ตารางการนอนของคุณแปรปรวน ติดขัด นอนไม่หลับ นอนไม่พอ ง่วงในเวลาที่ควรตื่นและตื่นในเวลาที่ควรนอน เพราะฉะนั้น มาเริ่มต้นแก้ไขกันตั้งแต่ต้นเหตุ เพื่อสุขภาพการนอนหลับที่ดี 

 

ตื่นนอนให้เป็นเวลา

การตื่นนอนในเวลาเดียวกันเป็นประจำร่างกายจะเกิดการจดจำ ไม่สับสน ทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า อารมณ์แจ่มใส จากเรื่องนอนหลับอย่างมีคุณภาพ การเลือกนอนต่อ แม้ว่าได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก อาจส่งผลเสียต่อรอบของวงจรการนอนหลับของคุณได้ เพราะฉะนั้นควรตัดใจ ไม่อิดออดและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน

 

“ชั่วโมงแรกของวัน” จัดเป็นชั่วโมงทอง

ภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังจากตื่นนอน จะเป็นช่วงที่เหมาะสมกับการเตรียมร่างกายให้พร้อมในการทำภารกิจประจำวัน คุณอาจเริ่มด้วยการดื่มน้ำซักแก้วออกกำลังกายเบา ๆ สัก 20 – 60 นาที หรือเดินเล่นรับแสงอาทิตย์ยามเช้า เพื่อให้ร่างกายตื่นตัวอย่างเต็มที่

 

รับประทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์

มีหลาย ๆ การศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการรับประทานอาหารเช้าดังนั้นไม่ว่าคุณจะมีเวลามากน้อยแค่ไหน คุณยังจำเป็นต้องจัดเวลา จัดหาวิธีการที่จะทำให้คุณรับประทานอาหารเช้าที่มีคุณค่าของสารอาหารครบเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ และอย่าลืมทานอาหารครบ 5 หมู่ในมื้ออื่น ๆ ด้วย

 

กาแฟแก้วแรก ควรห่างจากเวลาตื่นนอน

หากคุณดื่มกาแฟเป็นประจำทุกเช้า คุณควรดื่มกาแฟหลังจากตื่นนอนอย่างน้อย 90 นาที เพราะถ้าหากช่วงเวลาดังกล่าวสั้นกว่านั้น เช่น ตื่นนอนแล้วดื่มกาแฟเลย แทนที่คาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นให้คุณตื่นได้อย่างเต็มตา มันอาจให้ผลในทางตรงข้ามได้

 

ดื่มน้ำตลอดวัน

คุณอาจจะทำงานเพลินไปหน่อย หรือลุกเดินอยู่เรื่อย ๆ อย่าลืมแวะเติมน้ำสะอาด ๆ เข้าร่างกายตลอดทั้งวัน เพื่อสุขภาพที่ดีและการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ

 

ทานอาหารเที่ยง อย่างมีคุณภาพ

แน่นอนคุณยังต้องใช้พลังงานในช่วงบ่าย การเลือกอาหารชนิดที่ทำให้อิ่มได้นานและแคลอรี่ต่ำ เป็นสิ่งที่แนะนำ เช่น  สุกี้ ต้มยำ เกาเหลา อกไก่ ถ้าเป็นไปได้การทานอาหารเที่ยง พร้อมรับแสงแดดและอากาศสดชื่น จัดเป็นวิธีฟื้นฟูความเหนื่อยล้าได้อีกทาง

 

หาเวลาเดิน เพื่อช่วยย่อยอาหาร

อย่าลืมหาเวลาเดินหลังจากอิ่มบ้าง การรีบกลับมานั่งหลังขดหลังแข็งทำงานต่อในช่วงบ่าย อาจทำให้การทำงานของระบบย่อยอาหารมีปัญหาได้ หมั่นขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ จะนำคุณไปสู่การนอนหลับได้อย่างดีในเวลากลางคืน

 

หลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีน หรือชาเขียวในช่วงบ่าย

พยายามหลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีน ชาเขียว เครื่องดื่มชูกำลัง ในช่วงบ่าย สำหรับคาเฟอีน ร่างกายจะใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเผาผลาญ ซึ่งอาจทำให้มันหลงเหลือไปกระทบกับคุณภาพการนอนหลับของคุณ

 

งีบหลับระหว่างวันบ้าง

มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า การงีบหลับสั้น ๆ ยามบ่ายสัก 20 – 30 นาที จะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับสมองรวมถึงร่างกายของคุณ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังมีความแตกต่างระหว่างคน รวมถึงความสะดวกในการทำ ทั้งนี้ การงีบหลับถ้านานเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อวงจรการนอนหลับ ทำให้กลางคืนนอนไม่หลับ เกิดสภาพนอนไม่พอเวลากลางวันได้

 

วิตามินและอาหารเสริม ช่วยการนอนหลับ

สำหรับผู้ที่เหมาะสม การทานวิตามินและอาหารเสริมอาจช่วยเรื่องการนอนของคุณ อย่างไรก็ตามควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประโยชน์สูงสุดในการทาน

 

แบ่งเวลาการทำงานกับการพักผ่อน

รีบทำงานให้เสร็จสิ้นในเวลางาน แล้วใช้เวลาเพื่อการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ควรทำงานอย่างต่อเนื่องจนเกินไป สมองอาจเบลอ ร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยล้าจนอาจทำให้วงจรการนอนหลับผิดเพี้ยน เช่นเดียวกัน อาจทำให้เกิดสภาพกลางคืนนอนไม่หลับ กลางวัยเกิดอาการนอนไม่พอได้

 

ทานอาหารมื้อเย็นเสร็จอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน

เพื่อการย่อยอาหารที่มีประสิทธิภาพ ไม่อึดอัดเวลานอน และไม่เสี่ยงในการเป็นโรคกรดไหลย้อนคุณจะไม่มีความสุขในการนอนเลยถ้ามีอาหารเต็มอยู่ในระบบย่อยอาหารขณะนอน

 

หยุดใช้โทรศัพท์ก่อนเข้านอน

จริง ๆ หมายรวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด คุณควรปิดก่อนเข้านอนเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพราะแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์เหล่านั้นจะทำให้สมองของคุณหยุดสร้างฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งกระตุ้นให้ร่างกายเตรียมตัวสำหรับการพักผ่อน ผลคือคุณอาจรู้สึกตื่นตัว จนนอนไม่หลับ

 

อ่านหนังสือก่อนนอน

เพื่อเสริมสร้างสมาธิ ทำให้สามารถนอนหลับได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

 

หากคุณทำทุกข้ออย่างครบถ้วน แต่การนอนหลับของคุณยังคงได้ไม่ดี ควรไปพบและปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไข ดีกว่าปล่อยไว้นะคะ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา www.prevention.com
ภาพประกอบ www.freepik.com


-วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19.jpg

ทำไมต้องฉีดวัคซีน ใครควรฉีดบ้าง

วัคซีนมีประสิทธิภาพ 3 ประการ ได้แก่ ป้องกันการติดเชื้อ ป้องกันการเกิดโรค (ติดเชื้อได้ แต่ไม่เป็นโรค) ป้องกันความรุนแรงของโรค (เป็นโรคได้ ไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต) จึงเป็นการป้องกันผู้รับการฉีด และการป้องกันคนรอบข้างร่วมด้วย ถ้าทุกคนได้ฉีดวัคซีน โรคนี้ก็จะสงบลงไป ความเป็นอยู่ได้กลับมา เศรษฐกิจได้กลับมา (ศ.นพ. ยง ภู่วรวรรณ, hfocus.org)

ทุกคนควรฉีด โดยกรมควบคุมโรคได้จัดลำดับการฉีดตามกลุ่มเสี่ยงและพื้นที่ที่มีการระบาด ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก  www.ddc.moph.go.th/viralpneumonia

 

ฉีดวัคซีนแล้ว มีผลข้างเคียงไหม รุนแรงหรือไม่

การฉีดวัคซีนทุกตัวอาจมีและไม่มีผลข้างเคียง แตกต่างกันไปตามผู้รับการฉีด ข้อมูลจาก BBC.NEWS (29 มี.ค. 21) พบผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้ให้บริการทางสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ด้านหน้าและกลุ่มเสี่ยง พบผู้ที่ฉีดวัคซีนซิโนแวค เกิดผลข้างเคียงชนิดไม่รุนแรง เช่น ปวดบริเวณที่ฉีด 20 – 30% และชนิดรุนแรง เช่น อาการทางสมอง อย่างอาการชัก 0.7% ขณะที่มีอาการแพ้รุนแรงน่ากังวลกว่า เช่น แน่นหน้าอก เหนื่อย ปวดท้อง อาเจียน ผื่นขึ้นตามตัว เป็นต้น

ทั้งนี้ข้อมูลจาก TECHSAUCE เขียนผลข้างเคียงของวัคซีนซิโนแวค ไว้ว่า ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ ปวดท้อง เบื่ออาหาร เจ็บคอ น้ำมุกไหล และวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า ไว้ว่า ปวดศีรษะ เหนื่อยหอบ ปวดกล้ามเนื้อ มีไข้ หนาวสั่น ปวดบริเวณข้อ เป็นต้น

 

มีมาตรการรองรับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไหม ผู้ฉีดควรปฏิบัติอย่างไรภายหลังฉีด

ในเบื้องต้นผู้รับการฉีดต้องศึกษาข้อมูลทั้งการเตรียมตัวก่อนและหลังการฉีด โดยต้องอยู่รอดูอาการหลังการฉีดอย่างน้อย 30 นาที หลังจากนั้นหากมีอาการเล็กน้อย สามารถทานยาแก้อาการได้ เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้คลื่นไส้ หากมีอาการข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ไข้สูง ใจสั่น หนาวสั่น แน่นหน้าอก หากใจไม่ออก ปวดศีรษะรุนแรง หน้าเบี้ยวปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีจุดเลือดออกจำนวนมาก ผื่นขึ้นจำนวนมาก บวมทั่วร่างกาย ปวดข้อ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อรุนแรง อาการใดอาการหนึ่งควรรีบแจ้งแพทย์ทันทีหรือโทร 1669

ทั้งนี้ภาครัฐได้ออกมาตรการ โดยให้สปสช.จ่ายเงินช่วยเหลือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีน เช่น เจ็บป่วยต่อเนื่อง เสียอวัยวะ/พิการ ตาย/ทุพพลภาพถาวร

 

ฉีดวัคซีนแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อไวรัสโควิด 19 อยู่ไหม และต้องป้องกันตัวอยู่อีกไหม

ยังมีโอกาสติดอยู่ มากน้อยแล้วแต่ชนิดของวัคซีน แต่การติดหลังจากได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ส่วนใหญ่อาการป่วยจะน้อย เหลือแค่ไข้หวัดธรรมดา ไม่รุนแรงถึงขั้นต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล ต้องนอนไอซียูหรือเสียชีวิต

ดังนั้น หลังได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ยังต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆและรักษาระยะห่างอยู่

 

คนที่เคยติดเชื้อโควิดและหายแล้ว ยังต้องฉีดวัคซีนอีกไหม

จากการศึกษาเมื่อเป็นโควิดหลัง 3 เดือน เมื่อตรวจภูมิต้านทานจำนวน 300 คน พบว่า 90% มีภูมิต้านทานอยู่ และจะค่อยๆลดลงไปหลัง 6 เดือน ดังนั้น เมื่อเป็นติดเชื้อโควิดแล้ว และอยากฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ขอให้ไปฉีดหลังเป็นแล้วหลัง 6 เดือนขึ้นไป (ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, hfocus.org)

 

ถ้าฉีดแล้ว มีผลข้างเคียงและยังมีโอกาสติดเชื้ออยู่ ทำไมยังต้องฉีด

หากดูผลข้างเคียง โดยเฉพาะอาการที่รุนแรงจะพบว่ามีน้อยมาก แม้ว่าโอกาสติดเชื้อยังพอมีอยู่ แต่การฉีดวัคซีนจะทำให้ผู้ที่ติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีน มีอาการรุนแรงน้อยลงมาก และการฉีดวัคซีนยังเป็นการป้องกันให้คนที่อยู่ใกล้ชิดด้วย

 

ฉีดวัคซีนโควิด 19 แล้ว ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในเวลาใกล้เคียงกัน ได้หรือไม่

วัคซีนโควิดเป็นวัคซีนใหม่ จึงไม่อยากให้ฉีดพร้อมกับวัคซีนตัวอื่น เนื่องจากหากมีอาการข้างเคียงจะไม่รู้ว่าเกิดจากวัคซีนชนิดไหน จึงขอให้ฉีดห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ก็มีข้อยกเว้น เช่น หากฉีดวัคซีนโควิดไปแล้ว แต่วันรุ่งขึ้นถูกสุนัขกัด และจำเป็นต้องฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า มีความจำเป็นต้องชีวิต อันนี้ต้องฉีด (ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ)

 

ฉีดเข็มแรกกับเข็มที่สอง ใช้วัคซีนคนละตัวกันได้ไหม และฉีดครบโดสแล้ว อยากฉีดซ้ำวัคซีนยี่ห้ออื่นได้ไหม

การฉีดเข็มแรกและเข็มที่สอง เป็นวัคซีนคนละตัว “น่าจะได้”  เนื่องจากการทำงานของวัคซีนโควิดคือ เข้าไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีเพื่อจัดการเชื้อโควิค 19 ถ้ารับโดสแรกไปแล้ว น่าจะมีภูมิคุ้มกันขึ้นมาระดับหนึ่ง เมื่อเว้นระยะประมาณ 1 เดือน ถ้าฉีดวัคซีนต่างยี่ห้อ ก็จะยิ่งเพิ่มภูมิคุ้มกันขึ้นไปอีก

การฉีดครบโดสแล้ว ฉีดซ้ำด้วยวัคซีนยี่ห้ออื่น “น่าจะได้”  เพราะยังไม่มีข้อบ่งชี้ถึงอันตรายหรือข้อห้ามออกมา แต่ว่าฉีดซ้ำแล้วช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้เพิ่มมากอีกเท่าไรนั้น คงต้องรอการพิสูจน์จากงานวิจัยหรือการวิเคราะห์ผลกลุ่มตัวอย่างที่ทำแบบนี้อย่างรายละเอียด

(วัคซีนโควิด19 ฉีดซ้ำ 2 ยี่ห้อได้หรือไม่, เว็บไซต์กรมสุขภาพจิต, 1 มี.ค. 2564)

 

คนไทยต้องฉีดวัคซีนโควิด 19 กี่คนจึงจะเกิดภูมิคุ้มกันแบบหมู่

ภูมิคุ้มกันหมู่ที่เกิดจากวัคซีนป้องกันโควิด-19 น่าจะอยู่ราว ๆ 70 – 75% แต่อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า หากจะขอเลือกเป็นคนที่ไม่ฉีดวัคซีนและอยู่ใน 30% ที่เหลือได้หรือไม่ คำตอบคือได้แต่คุณจะมีความเสี่ยงที่จะไม่มีภูมิคุ้มกันป้องกันตนเอง ในขณะที่คนอื่นมีภูมิคุ้มกัน ขอแนะนำให้คุณอยู่ในกลุ่ม 70% (ที่ได้รับวัคซีน) จะดีกว่า

 

ฉีดครบโดสในครั้งนี้ ปีหน้ายังต้องฉีดอีกไหม

กำลังมีการศึกษาเรื่องนี้อยู่ ต้องรอข้อมูลอีกสักระยะ แต่เป็นไปได้ที่จะต้องฉีดเนื่องจากเชื้อที่ระบาดหลัก ๆ ในแต่ละปีอาจแตกต่างกัน

.
บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม : เข้าใจโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ เข้าใจโรคโควิด 19  |  “ไวรัส” อันตรายต่อมนุษย์ อย่างไร  |  โควิด 2019 เรื่องต้องรู้ หากจะรับมือให้ได้  |  ฝ่าวิกฤตโรคโควิด 19 (COVID-19) อะไรที่ต้องทำ  |  ป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19 ต้องทำอย่างไรบ้าง  |  การฉีดวัคซีน COVID-19 เพื่อลดความรุนแรง  |  การควบคุมการแพร่ระบาดของ โควิด 19 ใครต้องทำอะไรบ้าง  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19

 

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


.jpg

เอ็นอักเสบ (Tendinitis) คือ การบวมเจ็บของเอ็นกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดเส้นใย มองเห็นในทางกายวิภาคจะเห็นเป็นสีขาวตรงบริเวณส่วนปลายของมัดกล้ามเนื้อ ส่วนที่ยึดติดกับกระดูกและข้อต่าง ๆ โดยทั่วไปการอักเสบจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายขั้นรุนแรง แต่หากปล่อยให้เรื้อรังอาจทำให้มีปัญหาในการเคลื่อนไหว จนกระทบต่อคุณภาพในการดำเนินชีวิตได้

 

อาการ

อาการเอ็นอักเสบเกิดได้กับกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย โดยบริเวณที่เป็นบ่อย คือ หัวไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อเข่า ข้เท้า โดยมักจะมีอาการดังนี้

  • อาการเจ็บ ปวดตื้อ ๆ เมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือใช้งานกล้ามเนื้อที่มีเอ็นอักเสบ
  • อาการอักเสบ ได้แก่ ปวด ร้อน บวม แดง ของเอ็นที่อักเสบ
  • บางรายอาจเห็นเป็นก้อนบวมนูนตามแนวของเอ็นกล้ามเนื้อที่อักเสบ

โดยอาการของเอ็นอักเสบส่วนใหญ่จะดีขึ้นใน 2 – 3 วัน จากการพักการใช้งานเอ็นและกล้ามเนื้อมัดนั้น แต่หากผ่านไป 2 – 3 วัน อาการไม่ดีขึ้น หรือแย่ลงควรไปพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษา

 

สาเหตุ

สาเหตุของการอักเสบของเอ็นกล้ามเนื้อนั้น มักจะเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หรือใช้กล้ามเนื้อทำงานหนักจนเกินไป เช่น งานช่าง งานบ้าน หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดท่า ออกแรงเหวี่ยง เอื้อมยกของที่หนัก นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยในนักกีฬาที่ต้องมีการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานานในระหว่างการซ้อม การแข่งขัน หรือเกิดการกระทบรุนแรง ตัวอย่างกีฬาที่อาจส่งผล เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน มวย วิ่ง เป็นต้น

 

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  1. เบื้องต้นให้หยุดพักการใช้กล้ามเนื้อและเอ็นบริเวณที่อักเสบ
  2. ระยะ 48 ชั่วโมงแรก ประคบเย็นด้วยผ้าห่อน้ำแข็งบริเวณที่อักเสบนาน 20 นาที ทำซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง
  3. ใช้ผ้าพันแผลพันรอบ ๆ ข้อต่อและเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณที่อักเสบ เพื่อลดการเคลื่อนไหว
  4. พยายามยกส่วนของร่างกายที่มีเอ็นอักเสบให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าหัวใจ เช่น การใช้หมอนหนุนขณะนั่งหรือนอน
  5. อาจรับประทานยาหรือทาเจลบรรเทาอาการอักเสบ ที่หาซื้อตามร้านขายยาทั่วไปได้
  6. กรณีอาการอักเสบดีขึ้น หลัง 48 – 72 ชั่วโมง ให้เริ่มประคบอุ่น เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและนำสารอาหารเข้าไปเลี้ยงส่วนที่บาดเจ็บ ร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนนั้นเบา ๆ เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด

ทั้งนี้หากอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน หรือยังคงมีอาการรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ทันที

*ผู้ป่วยสามารถไปพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มเป็นได้ทันที

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักถามกิจกรรมที่ทำมาก่อนหน้าการอักเสบ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อทำซ้ำ ๆ และตรวจกล้ามเนื้อและเอ็นบริเวณที่เจ็บ โดยการคลำ การให้ออกแรงต้านในบางท่าทาง เพื่อระบุตำแหน่งเอ็นที่เจ็บ กรณีที่ผู้ป่วยปฐมพยาบาลในเบื้องต้นมาก่อนหน้าแล้ว แพทย์จะส่งพิจารณาตรวจเพิ่มเติม โดยมักเป็นการตรวจทางรังสี

 

การรักษา

  • รักษาด้วยยาชนิดรับประทาน เช่น แอสไพริน (Aspirin) นาพรอกเซน (Naproxen) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือยาอื่น ๆ เพื่อช่วยลดอาการเจ็บปวดที่เกิดจากการอักเสบได้
  • รักษาด้วยยาฉีด โดยการฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) รอบ ๆ บริเวณเอ็นที่มีการอักเสบ เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการเจ็บ ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ฉีดยานี้ซ้ำ ๆ ในกรณีที่มีการอักเสบเกิน 3 เดือน เนื่องจากอาจทำให้เอ็นกล้ามเนื้ออ่อนแอ เสี่ยงต่อการฉีกขาดได้
  • การทำกายภาพบำบัด เป็นวิธีบำบัดรักษาโดยใช้การออกกำลังกายในท่าทางที่ถูกต้อง เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของเอ็นกล้ามเนื้อที่อักเสบ
  • การผ่าตัด กรณีที่เอ็นอักเสบมีอาการรุนแรงและนำไปสู่การฉีกขาดของเอ็น อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เอ็นกล้ามเนื้อฉีกขาดออกจากกระดูก

 

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนของเอ็นอักเสบนั้น มักจะเกิดจากการไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม ทำให้เสี่ยงต่อการอักเสบแบบเรื้อรัง การฉีกขาดหรือการเสื่อมสภาพของเอ็นกล้ามเนื้อ ทำให้การทำงานของข้อต่อบริเวณดังกล่าวติดขัด ผิดรูป คุณภาพชีวิตลดลงได้

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน เอ็นอักเสบ

  1. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้อทำงานนาน ๆ หรือหนักมากเกินไป โดยให้พักหรือเปลี่ยนท่าเป็นระยะ ๆ ระหว่างวัน
  2. ปรับท่าทางการนั่ง ยืน เดิน นอน ให้ถูกต้อง รวมถึงการจัดสถานที่นั่งทำงาน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การจัดวางสิ่งของต่างๆ ให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ใช้งาน
  3. ควรอบอุ่นร่างกายทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา เพื่อให้กล้ามเนื้อและระบบต่าง ๆ ของร่างกายมีความพร้อม
  4. ควรออกกำลังกายให้ได้ครบทั้ง 3 แบบ อย่างสมดุล ทั้งแบบที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆแบบที่เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และแบบที่เสริมสร้างความยืดหยุ่นของร่างกาย

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.haamor.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


7-เคล็ดลับไดเอทแบบนางฟ้า-Victorias-Secret.jpg

อยากหุ่นดีเหมือนนางแบบ…เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนอาจมีเป้าหมายแบบนี้อยู่ในใจ แต่นางแบบคนไหนล่ะที่ถือเป็นไอดอลด้านสุขภาพ ไม่ผอมจัดจนดู Skinny เกินไป ยังคงสัดส่วนความเป็นผู้หญิงที่ดู Healthy ก็คงไม่พ้นเหล่านางฟ้า Victoria’s Secret ที่เดินอวดโฉมบนรันเวย์เมื่อไหร่ก็เรียกเสียงชื่นชมได้ทุกครั้ง ทำเอาหลาย ๆ คนเริ่มออกกำลังกาย Pilates และ T25 ตามกันมาแล้ว เรามาตามดูเคล็ดลับของเหล่านางฟ้าที่ประมวลมาจากทางหน้า IG กันดีกว่าว่าแต่ละคนไดเอทรักษารูปร่างกันอย่างไร

 

ดื่มน้ำ

การดื่มน้ำเป็นวิธีที่ง่ายและเบสิกที่สุดในการรักษาสมดุลของร่างกาย โดยมาตรฐานแล้วคนเราควรดื่มน้ำประมาณวันละ 8 – 10 แก้วหรือราว ๆ 1.5 – 2 ลิตรต่อวัน แต่เคล็ดลับของนางฟ้าอย่าง Adriana Lima ที่มักจะเป็นการดื่มน้ำวันละ 1 แกลลอนเป็นอย่างต่ำ เฉลี่ยประมาณวันละ 2 – 4 ลิตร สาว ๆ คนไหนที่อยากกระตุ้นร่างกายแบบเร่งด่วน เช่น โอกาสพิเศษอย่างช่วงเดือนก่อนแต่งงาน หรือช่วงสุดท้ายที่วางโปรแกรมเร่งเบิร์นลองใช้วิธีนี้กันดูก็เข้าที

 

รับประทานอาหารเหลว

อาหารเหลวที่เราคุ้นเคยกันดีมักมาในรูปแบบของ Protein shake ต่าง ๆ ซึ่งสามารถปรับแต่งสูตรเพื่อสุขภาพได้โดยการใส่ผักและผลไม้ผสมรวมไปปั่นเป็นสมูทตี้ได้อย่างที่ถ้าใครตาม Follow ทาง Instagram ของสาว ๆ วิคตอเรียหลาย ๆ คน จะเห็นภาพเหล่านางแบบที่มักโพสคู่กับสมูทตี้มื้อเช้าคุ้นตากันดี
ซึ่งวิธีนี้มี 2 สไตล์ด้วยกันคือ แบบปกติที่เหล่านางแบบมักจะรับประทานเป็นมื้อเช้า และแบบพิเศษคือช่วง 1 สัปดาห์หรือ 7 วันก่อนเริ่มโชว์ใหญ่ก็จะดื่มสมูทตี้แบบนี้ทั้งวันแทนอาหารปกติไปเลย เหมาะกับสาว ๆ ที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจแบบเร่งด่วนในกรณีที่อาจจะไปเที่ยวทะเล ต้องการความเป๊ะเป็นพิเศษเมื่อต้องใส่ชุดว่ายน้ำ

 

กินคลีน

การรับประทานอาหารคลีนเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย ซึ่งถ้าใครเคยใช้วิธีนี้มาก่อนแล้ว จะรู้สึกว่าได้ผลและระบบต่าง ๆ ในร่างกายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้นั่นก็คือ การขับถ่าย เมื่อเริ่มกินคลีนเป็นประจำต่อเนื่องไปจะพบว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น
เหล่านางฟ้าวิคตอเรียมักจะเลือกใช้วิธีนี้เป็นพื้นฐานในการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายโดยรวมให้คงที่ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย คำว่ากินคลีนนั้นไม่ได้หมายถึงต้องอดอาหารตามความเชื่อเดิม ๆ แต่ต้องรับประทานให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอต่อความต้องการ กระตุ้นการเผาผลาญให้เป็นระบบ โดยหลักแล้วมักแบ่งเป็น 5 มื้อต่อวัน คือ เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น ไม่เน้นปรุงแต่ง ไม่เน้นอาหารขัดสีหรือจำพวกที่ผ่านกระบวนการแปรรูป

 

นอนหลับให้เพียงพอ

มาถึงข้อนี้บางคนอาจคิดว่าการนอนหลับกับการไดเอทนั้นเกี่ยวข้องกันตรงไหน ที่จริงแล้วกระบวนการนอนหลับนี้เองที่จะช่วยให้ร่างกายของเราพักผ่อนและซ่อมแซมตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในที่นี้ต้องหมายถึงการนอนหลับสนิทด้วย
ซึ่งสาว ๆ นางฟ้าหลายคนมักจะให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อฯ หลายครั้ง เมื่อมีการถามถึงเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพของพวกเธอ ตัวเลขที่สาว ๆ แนะนำอยู่ที่ระยะเวลาประมาณ 7 – 9 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งจะทำให้ร่างกายสามารถพักผ่อนได้อย่างเพียงพอ พร้อมตื่นขึ้นมาลุยกับวันใหม่อีกครั้ง

 

ตัวช่วยพิเศษคือ แอปเปิ้ลไซเดอร์

ในบรรดาโปรแกรมอาหารของทีมนางฟ้าวิคตอเรีย ซีเคร็ท ที่มักถูกเปิดเผยจากสื่อฯ ต่าง ๆ บ่อยครั้ง บ้างก็ถึงกับจัดเป็นโปรแกรมรับประทานอาหารตลอดทั้งเดือนกันเลยก็มี แต่หนึ่งในเคล็ดลับที่ถือว่าเป็นตัวช่วยของทุกสูตรที่เหล่าเทรนเนอร์ประจำตัวของนางฟ้ามักจะอกมาเผยกัน
นั่นก็คือ การดื่มน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์วันละ 1 ช็อท ทุกเช้าทันทีที่ตื่นนอนก่อนเริ่มมื้ออาหาร โดยแอปเปิ้ลไซเดอร์มีฤทธิ์ในการระบาย ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญและดูดซึมสารอาหารของร่างกายอีกด้วย

 

วิตามินและอาหารเสริม

บางคนอาจมีความเชื่อว่าการรับสารอาหารจากแหล่งธรรมชาติโดยตรงมีประโยชน์มากกว่าการรับประทานอาหารเสริม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในชีวิตประจำวันของเราอาจไม่สามารถควบคุมการรับประทานอาหารให้ครบถ้วน 5 หมู่ตลอดทั้งวัน บางคนอาจสามารถจัดการกินได้ตามโปรแกรมที่วางไว้ทุกมื้อ บางคนอาจทำได้บางมื้อเท่านั้น และยังไม่นับกับความเป็นจริงว่าร่างกายของเราสามารถดูดซึมเอาสารอาหารจากอาหารที่รับประทานเข้าไปได้ครบหรือไม่
ความจริงในส่วนนี้นี่เองจึงทำให้วิตามินและอาหารเสริมเข้ามามีบทบาทสำคัญ อย่างสาว Martha Hunt ยังเผยว่าเธอมักจะรับประทานอาหารเสริมและวิตามินที่จำเป็นควบคู่กับการไดเอท และยิ่งในช่วงเดินทางทำงาน ซึ่งนาฬิกาของชีวิตแปรปรวน ยิ่งต้องเสริมวิตามินเหล่านี้เพิ่มนอกเหนือมื้ออาหารอย่างเลี่ยงไม่ได้เลย

 

ออกกำลังกาย 5 วันต่อสัปดาห์

การออกกำลังกาย 5 วันต่อสัปดาห์อาจดูเหมือนมาก แต่บอกเลยว่าเมื่อคุณทำจนเป็นนิสัยแล้วเป็นเรื่องไม่ยากเลย หลายคนออกกำลังกายตอนเช้าทุก ๆ วันเสียด้วยซ้ำ อย่างเหล่านางฟ้าที่มักใช้เวลาเฉลี่ยครั้งละ 1 ชั่วโมงในการออกกำลังกาย บางคนทำทุกวันเสียด้วย เคล็ดลับอยู่ที่เลือกกิจกรรมที่คุณชอบ ลองให้ครบจนรู้ว่าตัวเองเหมาะสมกับแบบไหน เมื่อนั้นคุณจะมีความสุขเมื่อได้ทำมัน ยกตัวอย่างสาว Gigi Hadid ซึ่งถ้าใครติดตามจะรู้ว่าเธอชอบกิน Fast food มาก แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า เฟรนช์ฟราย น้ำอัดลม อะไรที่คอเลสเตอรอลสูงถือว่าได้หมด ดังนั้น เมื่อความชอบของเธอไปกับไม่ได้กับการควบคุมอาหาร เจ้าตัวจึงเลือกที่จะออกกำลังกายด้วยกีฬาที่เผาผลาญพลังงานสูงอย่างปีนเขาและชกมวย สำหรับสาวสายสมดุลอย่าง Josephine Skriver ก็มาทางกินคลีนและออกกำลังแบบคาร์ดิโอ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นคำตอบของการเลือกออกกำลังกายที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.thesun.com   www.byrdie.com   www.vogue.co.uk
ภาพประกอบจาก : www.facebook.com

 


-อัลไซเมอร์.jpg

โรคสมองเสื่อม เป็นภาวะที่สมรรถภาพการทำงานของสมองถดถอยบกพร่อง ทำให้เกิดปัญหาทางด้านความจำ คิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และหน้าที่อื่น ๆ ของสมอง ไปจนถึงการรับรู้เกี่ยวกับสังคมรอบตัว จนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน เนื้องอกสมอง โพรงน้ำในสมองขยายตัว โรคขาดฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ รวมถึงโรคติดเชื้อบางชนิด ปัจจุบันพบโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) เป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด

 

อาการ

ผู้ป่วยจะมีปัญหาด้านความจำเป็นอาการหลักโดยไม่สามารถจดจำและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ จึงมักจะลืมว่าวางของไว้ที่ไหน ถามซ้ำ ๆ พูดซ้ำ ๆ สับสนเรื่องวัน เวลา สถานที่ นึกคำพูดไม่ค่อยออกใช้คำผิด ๆ แทน ในขณะที่ความจำเรื่องเก่า ๆ ในอดีตยังคงดีอยู่

อาการจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง ในระยะต่อมาอาจมีอาการบกพร่องของการรับรู้ด้านอื่นร่วมด้วย เช่น หลงทาง คิดเลขไม่ได้ จัดการกิจวัตรประจำวันของตนเองไม่ได้อาจมีปัญหาทางด้านอารมณ์พฤติกรรมและความผิดปกติทางจิต เช่น หงุดหงิด เฉื่อยชาและเฉยเมย ขาดการยับยั้งชั่งใจ มีอาการหลงผิด ประสาทหลอน เป็นต้น หากไม่ได้รับการแก้ไขในที่สุดแล้วผู้ป่วยจะไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

 

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์

เมื่อปัญหาด้านความจำที่เกิดขึ้นหรืออาการหลงลืมนั้น ก่อให้เกิดปัญหาไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ เช่น ทำได้ช้าลง ทำผิดบ่อยขึ้นหรือทำในสิ่งที่เคยทำเป็นประจำไม่ได้ เป็นต้น

 

สาเหตุ

อัลไซเมอร์เกิดจากการฝ่อตัวของสมอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของสมองที่ฝ่อตัว ส่วนสาเหตุที่ทำให้สมองฝ่อตัวลงนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด โดยความผิดปกติที่พบคือ การสะสมของโปรตีนชนิดที่เรียกว่า อะไมลอยด์ พลัค (Amyloid Plaques) กลุ่มใยประสาท (Neurofibrillary Tangles) และสารสื่อประสาทอะซีติลโคลีน (Acetylcholine) ในสมองที่ไม่สมดุล และพบเส้นเลือดในสมองของผู้ป่วยค่อย ๆ ถูกทำลายลง โดยความเสียหายนี้จะกระทบสมองส่วนที่ทำหน้าที่ด้านความทรงจำเป็นส่วนแรก ก่อนแพร่กระจายไปสู่สมองส่วนอื่นๆ

 

ปัจจัยเสี่ยง

  1. อายุ โดยโอกาสเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทุก ๆ 5 ปี ในผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี
  2. พันธุกรรม แม้ว่าจะมีโอกาสไม่มาก แต่หากพบว่าสมาชิกในครอบครัวหลายคนเป็นโรคนี้ ควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์เมื่ออายุมากขึ้น
  3. ผู้ที่มีกลุ่มอาการดาวน์ เป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์สูง เนื่องจากความผิดปกติทางพันธุกรรมทำให้เกิดการสะสมของสารอะไมลอยด์ในสมองได้
  4. ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง จะยิ่งเสี่ยงพัฒนาไปเป็นโรคอัลไซเมอร์ยิ่งขึ้น
  5. ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคนี้มีปัจจัยการเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน 

 

การวินิจฉัยโรค

  1. การซักประวัติสุขภาพ และประเมินความสามารถด้านความจำ โดยแพทย์จะพิจารณาอาการของผู้ป่วย ความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน พฤติกรรมและลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการถามคำถามหรือให้ผู้ป่วยทำแบบทดสอบความจำ การแก้ปัญหา การนับเลข หรือทักษะทางด้านภาษา เพื่อตรวจดูการทำงานของสมอง
  2. การตรวจร่างกายและประเมินระบบประสาท เป็นการตรวจสุขภาพทางระบบประสาทของผู้ป่วย เช่น การทดสอบปฏิกิริยาโต้กลับ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การมองเห็นและการได้ยิน การประสานงานและความสมดุลของร่างกาย
  3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อแยกโรคที่อาจเป็นสาเหตุของปัญหาความจำ
  4. การทดสอบสมรรถภาพทางจิตและการทำงานของสมอง โดยในส่วนการทำงานของสมองอาจมีการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI Scan) การตรวจเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) การตรวจเพทสแกน (PET Scan) รวมถึงการกรวดน้ำในโพรงสมองและไขสันหลัง เป็นต้น

 

การรักษา โรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ เป็นเพียงยาที่ช่วยบรรเทาหรือชะลออาการเสื่อมของสมองให้ช้าลง หรือบรรเทาอาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในเบื้องต้น ดังนี้

  • ยากลุ่มโคลิเนสเทอเรส (Cholinesterase inhibitors) เช่น โดนีพีซิล กาแลนตามีน และไรวาสติกมีน เพื่อชะลออาการของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมบางชนิด โดยจะได้ผลดีเมื่อให้ในผู้ป่วยที่มีอาการระยะแรก ๆ ทั้งนี้ยานี้ไม่ได้ทำให้โรคนี้หาย แต่ช่วยในการชะลอการดำเนินของโรค
  • ยาทางเลือก ปัจจุบันมีตัวช่วยเสริมในเรื่องของความคิดและความจำ เป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยแต่ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันแน่ชัด เช่น กรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินอี แปะก๊วย เป็นต้น
  • ยาช่วยลดอาการหรือพฤติกรรมที่เป็นปัญหา ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์อาจมีปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมร่วมด้วย เช่น เอะอะโวยวาย เห็นภาพหลอน ประสาทหลอน ซึมเศร้า วิตกกังวล เป็นต้น ในบางรายอาจต้องใช้ยาเพื่อลดอาการดังกล่าว
  • การบำบัดทางจิตวิทยา นอกจากยาแล้ว การเลือกบำบัดทางด้านอื่นเพิ่มเติม อาจช่วยผู้ป่วยได้มากขึ้น เช่น การกระตุ้นสมองโดยนักจิตวิทยา การบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม การใช้ดนตรีหรือ ศิลปะบำบัด และการบำบัดด้วยการผ่อนคลาย เป็นต้น

ทั้งนี้ภายหลังแพทย์วินิจฉัยผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ผู้ใกล้ชิดหรือญาติควรเตรียมการในการดูแลผู้ป่วยให้พร้อม ดังนี้

  1. จัดที่พักผู้ป่วยให้สะดวกกับผู้ป่วยและผู้ดูแลมากขึ้น เช่น ปรับลดสิ่งของหรือผนังที่ทำด้วยกระจกให้เหลือน้อยที่สุด ติดราวจับทางขึ้นลงบันไดและห้องน้ำ ลดจำนวนสิ่งของบริเวณที่ผู้ป่วยอยู่ เหลือเฉพาะที่จำเป็นพร้อมจัดวางให้เป็นระเบียบ ติดตั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยตามภาชนะหรือจุดเสี่ยงต่าง ๆ เช่น เครื่องตัดแก๊สรั่ว เครื่องตรวจจับควัน รวมถึงการจัดวางรูปถ่าย สิ่งของที่มีความหมายกับผู้ป่วยไว้ในจุดที่เห็นเด่นชัด เป็นต้น
  2. เตรียมพร้อมผู้ป่วยเผื่อกรณีฉุกเฉิน เช่น ให้ผู้ป่วยพกติดตัวเฉพาะของที่จำเป็นเท่านั้น โดยของใช้ส่วนตัว ควรเก็บไว้ในที่ที่เดียว ควรมีชื่อที่อยู่เบอร์ติดต่อญาติติดตัวตลอดเวลา ใช้มือถือที่เปิด GPS ตลอดเพื่อประโยชน์สำหรับผู้ติดตาม เสื้อผ้ารองเท้าผู้ป่วยควรเลือกที่ใส่ถอดง่าย ไม่ซับซ้อน รองเท้าไม่หลุดง่าย เป็นต้น
  3. ผู้ดูแลผู้ป่วยควรศึกษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วย เช่น ข้อมูลโรคเบื้องต้น การรับประทานยาและการทำกิจกรรมจิตบำบัดของผู้ป่วย วันเวลานัดหมายแพทย์ ช่องทางการติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลกรณีฉุกเฉิน ช่องทางการติดต่อญาติผู้ป่วย การปฏิบัติกรณีผู้ป่วยมีอาการสับสน เป็นต้น

 

แหล่งข้อมูล : www.si.mahidol.ac.th  www.chulabhornhospital.com  www.podpad.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder, OCD) เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีอาการทางจิต โดยจะมีรูปแบบความคิดหรือความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผล จนนำไปสู่การทำพฤติกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ เพื่อที่จะลดความไม่สบายใจที่เกิดขึ้น พบได้ร้อยละ 2 – 3 ในประชากรทั่วไป โดยเริ่มมีอาการโดยเฉลี่ยที่อายุ 20 ปี พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยอาจพบร่วมกับโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ได้ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคแพนิค เป็นต้น

 

อาการ

ผู้ป่วยมักจะมีอาการย้ำคิดร่วมกับอาการย้ำทำ หรืออาจมีเฉพาะอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

  • อาการย้ำคิด (obsession) เป็นความคิด ความรู้สึก แรงขับดันจากภายใน หรือจินตนาการ ที่มักผุดขึ้นมาซ้ำ ๆ โดยผู้ป่วยเองก็ทราบว่า เป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล เป็นความคิดซ้ำซากที่ผุดขึ้นมาซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดอาการย้ำทำตามมา จึงมักส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นทุกข์และมีความวิตกกังวลจากความคิดที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลหรือคิดมากเกินพอดี เช่น กลัวความสกปรกจากการหยิบจับสิ่งของและการสัมผัสผู้อื่น วิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยตลอดเวลา เช่น คิดว่าลืมปิดประตูบ้านหรือเตาแก๊ส ไม่สบายใจเมื่อเห็นสิ่งของจัดไม่เป็นระเบียบ หรือมีความคิดทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น เป็นต้น
  • อาการย้ำทำ (Compulsion) เป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองต่ออาการย้ำคิด เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความวิตกกังวลในใจ โดยผู้ป่วยจะรู้สึกสบายใจเมื่อได้ลงมือทำ และด้วยการที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ทำให้เสียเวลากับอาการย้ำทำวันละไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง จนไม่สามารถดำเนินชีวิตเป็นปกติได้ ตัวอย่างเช่น ล้างมือหรืออาบน้ำบ่อยเกินจำเป็น ตรวจดูประตูหรือเตาแก๊สซ้ำแล้วซ้ำเล่า คอยตรวจนับหรือจัดสิ่งของซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่องคำพูดหรือบทสวดมนต์ในใจซ้ำ ๆ ชอบเก็บหรือสะสมสิ่งของในบ้านมากเกินไป เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น การเคลื่อนไหวผิดปกติที่เรียกว่า Motor Tic/Movement Tic  หรือการพูดผิดปกติแบบ Vocal Tic หรือมีอาการร่วมกับโรคทางจิตเวชอื่น ๆ

 

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์

เมื่อมีอาการย้ำคิดและย้ำทำ แม้ว่าจะเห็นว่าไม่มีเหตุผล แต่หยุดคิดและหยุดทำด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องทำอะไรซ้ำ ๆ กันมากกว่า 1 ชม.ในแต่ละวัน ทำให้เป็นทุกข์ ไม่มีความสุขและไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันให้เป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้

 

สาเหตุ

โรคย้ำคิดย้ำทำมีสาเหตุได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางชีวภาพและปัจจัยด้านการเรียนรู้ โดยปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ การทำงานเพิ่มขึ้นของสมองในส่วน Orbitofrontal cortex, Cingulate cortex, Caudate nucleusและ thalamus หรือความผิดปกติในระบบซีโรโตนิน (Serotonin) รวมถึงทางด้านพันธุกรรม โดยพบว่าอัตราการเกิดโรคในแฝดไข่ใบเดียวกัน (Monozygotic twins) สูงถึงร้อยละ 60-90 ในขณะที่ในประชากรทั่วไป พบเพียงร้อยละ 2 – 3 สำหรับปัจจัยด้านการเรียนรู้ ผู้ป่วยจะเชื่อมสถานการณ์ปกติเข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอันตราย จนเกิดความวิตกกังวล ต้องลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อให้คลายวิตกกังวล ภายหลังทำแล้วดีขึ้นก็จะมีการทำซ้ำๆจนเกิดอาการ นอกจากนี้อาจมีสาเหตุมาจากความรุนแรงในชีวิต จนก่อให้เกิดความเครียดแล้วกระตุ้นให้ผู้ป่วยแสดงอาการย้ำคิดย้ำทำออกมา

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อวินิจฉัยและแยกโรคอื่นๆที่อาจเป็นสาเหตุออกไปเหลือเฉพาะโรคทางจิตเวชเป็นหลัก ซึ่งผู้ป่วยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น ความรุนแรงของอาการ รูปแบบความคิด พฤติกรรม และระยะเวลาที่หมดไปกับอาการย้ำคิดย้ำทำ

นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจร่างกายหาร่องรอยที่เป็นสาเหตุหรือภาวะแทรกซ้อนของโรคและอาจตรวจหาปัจจัยร่วมอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของไทรอยด์ การใช้แอลกอฮอล์และสารเสพติด เป็นต้น

 

การรักษา

การรักษามุ่งเน้นการควบคุมอาการและการเพิ่มทักษะในการจัดการ เพื่อลดอาการย้ำคิดย้ำทำและอาการเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งมี 2 วิธีหลัก ดังนี้

  • การรับประทานยา แพทย์อาจพิจารณาให้ยาหลายชนิดเพื่อช่วยควบคุมอาการ เช่น
    • ยาแก้ซึมเศร้า เป็นยาที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ปรับสารซีโรโตนิน (Serotonin) ในสมอง ให้อยู่ในระดับสมดุล โดยอาการของผู้ป่วยมักดีขึ้นหลังจากรับประทานยาติดต่อกันอย่างน้อย 8 – 12 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามการหยุดปรับลดยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
    • ยาคลายกังวล ในผู้ป่วยที่มีความวิตกกังวลสูง อาจใช้ยาเพื่อช่วยคลายกังวลในระยะสั้น ๆ
    • ยาต้านโรคจิต ในผู้ป่วยบางรายที่ได้รับการรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้าแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านโรคจิตควบคู่ไปกับยาแก้ซึมเศร้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
  • การรักษาทางจิตบำบัด เป็นการรักษาที่อาจต้องใช้ทั้งเวลา ความพยายามของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยหรือสมาชิกในครอบครัว โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยฝึกปฏิบัติ พร้อมทั้งให้ความรู้แก่สมาชิกในครอบครัว ถึงอาการ แนวทางการรักษาและบทบาทในการปฏิบัติต่อผู้ป่วย เพื่อให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุดด้วย การรักษาด้วยวิธีนี้อาจได้ผลดี แม้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยารักษาโรคทางจิตเวช

นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีอื่นเพิ่มเติม ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อวิธีการก่อนหน้า เช่น การฝังขั้วไฟฟ้ากระตุ้นสมอง และการผ่าตัด เป็นต้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะรักษาโดยวิธีใด ผู้ป่วยจะต้องพบแพทย์ตามนัดหรือตามแผนการรักษา เพื่อติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

 

การป้องกัน

  • ออกกำลังกาย รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • แบ่งเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนส่วนตัวให้สมดุล เช่น จัดเวลาทำงาน เวลาอยู่กับครอบครัว เพื่อนฝูง เวลาทำงานอดิเรกและพักผ่อน ไม่หนักด้านหนึ่งด้านใดมากเกินไป
  • เรียนรู้วิธีจัดการและรับมือกับอารมณ์ หรือความคิดที่ไม่เหมาะสมหรือเกินพอดี
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้เป็นต้นเหตุของโรค เช่น เรื่องที่มักจะทำให้วิตกกังวล ซึมเศร้า คิดมาก เป็นต้น
  • ไปพบแพทย์ทันทีหากคิดว่าตนเองมีอาการย้ำคิดย้ำทำ ไม่สามารถควบคุมและดำเนินชีวิตเป็นปกติได้

 

แหล่งข้อมูล : www.med.mahidol.ac.th  www.podpad.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


-ปอดอักเสบ.jpg

ปอดบวม ปอดอักเสบ (Pneumonia) เป็นอาการที่ปอดมีการบวมและอักเสบ ทั้งที่เกิดจากการติดเชื้อและไม่ใช่การติดเชื้อ แต่ปอดบวมและอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อโรค ทำให้เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า ปอดบวมหมายถึง การที่ปอดติดเชื้อ (Lung Infection) ซึ่งจะทำให้ปอดมีหนอง และสารน้ำต่าง ๆ ในถุงลมของปอด ทำให้ร่างกายไม่สามารถรับออกซิเจนจากการหายใจได้อย่างเพียงพอ และอาจถึงแก่ชีวิตได้

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้สูง ตัวร้อน หนาวสั่น ไอมีเสมหะ เสมหะมีเลือดหรือสีต่างไป เจ็บหน้าอกตรงตำแหน่งที่อักเสบ หายใจอาจมีเสียงจากปอด หายใจหอบ เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ป่วยมักจะมีอาการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้นมาก่อน เช่น ไข้ ไอ จาม คัดจมูก เสมหะ ภายหลังจะมีเจ็บหน้าอก หายใจมีเสียง หายใจหอบ เป็นต้น

สำหรับในผู้สูงอายุ นอกจากอาการข้างตนแล้ว อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการซึม สับสน แม้ว่าไข้จะลดแล้ว ส่วนในเด็กทารกหรือเด็กเล็ก จะมีการหายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม ซึม ปลุกตื่นยาก ปากเล็บลิ้นเขียว ไม่ดูดนม โดยผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการไม่ครบที่กล่าวมา ผู้ใกล้ชิดต้องคอยสังเกตเพื่อส่งแพทย์ให้ทันเวลา

 

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

หากมีอาการไข้ ตัวร้อน ไอ มีเสมหะ เจ็บหน้าอก หายใจหอบ ควรรีบพบแพทย์ทันที

 

สาเหตุของปอดบวม

ปอดบวมหรือปอดติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อราและปรสิต โดยเชื้อมักจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย ก่อนแพร่กระจายผ่านการไอ จาม ใช้วัสดุภาชนะร่วมกัน โดยเชื้อที่แพร่เริ่มแรกอาจอยู่ที่คอ ภายหลังเข้าสู่ปอดและเกิดการลุกลามทำให้ปอดติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานอ่อนแอ เช่น ผู้ที่อายุมาก ผู้ที่ขาดสารอาหาร ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไตเรื้อรัง ไขมันในเลือดสูง  อ้วน เป็นต้น และผู้ที่รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยโรคหลอดลมเรื้อรัง

ปัจจุบันได้มีการจำแนกปอดบวมได้หลายแบบ วิธีที่นิยมคือการจำแนกตามสภาพแวดล้อมที่เกิดปอดบวม เป็น

  • ปอดบวมหรือปอดอักเสบชุมชน (Community-Acquired Pneumonia) เป็นปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อจากภายนอกโรงพยาบาล ที่พบบ่อย เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ Streptococcus pneumoniae การติดเชื้อราในผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การติดเชื้อไวรัสในเด็กเล็ก เป็นต้น
  • ปอดบวมหรือปอดอักเสบในโรงพยาบาล (Nosocomial Pneumonia หรือ Hospital-Acquired Pneumonia) เป็นปอดบวมที่เกิดในผู้ป่วยหลังรักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่ 48 ชั่วโมงขึ้นไป ผู้ป่วยประเภทนี้จะมีอาการที่รุนแรง เพราะป่วยเป็นโรคอื่น ๆ ที่ต้องเข้ารับการรักษาอยู่แล้ว

 

ปัจจัยเสี่ยง

  • อายุ โดยเด็กเล็กและผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่าวัยหนุ่มสาว
  • การดื่มสุรา สูบบุหรี่ และ/หรือรับประทานยาบางชนิด เช่น ยากดภูมิคุ้มกัน ยาเคมีบำบัด ซึ่งส่งผลให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
  • โรคประจำตัวบางโรค เช่น โรคเกี่ยวกับถุงลมปอด มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ ฟันผุ เหงือกเป็นหนอง โรคไต เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักถามประวัติอาการของผู้ป่วย ตรวจร่างกายเบื้องต้น และอาจส่งตรวจเพิ่มเติมตามอายุและอาการของผู้ป่วย เบื้องต้นอาจมีการตรวจวินิจฉัย ดังนี้

  • ตรวจเลือดดูปริมาณเม็ดเลือดขาว สัมพันธ์กับการติดเชื้อ
  • เอกซเรย์ปอด ช่วยระบุตำแหน่งของการติดเชื้อ บวมหรืออักเสบของปอด
  • วัดออกซิเจนในเลือดและชีพจร เพื่อดูประสิทธิภาพในการทำงานของปอด
  • ตรวจเสมหะ ย้อมสี เพาะเชื้อ เพื่อหาเชื้อที่ทำให้เกิดอาการปอดบวม

 

การรักษา

การรักษาปอดบวม มีเป้าหมายเพื่อการฟื้นฟูอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนซึ่งจะทำให้อาการปอดบวมทรุดลงได้

  • การให้ยาปฏิชีวนะ ในรายที่เป็นไม่มากและไม่มีอาการแทรกซ้อนอาจให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอกด้วยยาชนิดรับประทาน เช่น ยาอะม็อกซี่ซิลลิน (Amoxicillin) ในกรณีเชื้อแบคทีเรีย หากกรณีนอกจากนี้การรักษาควรให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดแบบผู้ป่วยใน
  • การรักษาประคับประคองตามอาการทั่ว ๆ ไป เช่น การให้ยาลดไข้ การให้สารน้ำทางหลอดเลือด การให้ออกซิเจน การให้อาหารเหลวทางสายให้อาหารลงกระเพาะอาหารในรายที่รับประทานอาหารเองไม่เพียงพอ ฯลฯ
  • การรักษาอาการแทรกซ้อนเช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจในรายที่เหนื่อยและหายใจเองไม่เพียงพอ การให้ยาเพิ่มความดันโลหิตหากมีความดันโลหิตลดต่ำลง ฯลฯ

โดยเบื้องต้น แพทย์จะพิจารณาระดับความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนของอาการปอดบวม โดยผู้ป่วยปอดบวมที่รุนแรงน้อยอาจให้การรักษาด้วยการทานยาแบบผู้ป่วยนอก กรณีรุนแรงปานกลาง อาจต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยให้ยาและสารน้ำทางหลอดเลือดและอาจต้องให้ออกซิเจนเพิ่มเติม ในกรณีรุนแรงและรุนแรงมาก ต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก (ICU)

 

ภาวะแทรกซ้อน ปอดบวม ปอดอักเสบ

ภาวะแทรกซ้อนของปอดบวมโดยส่วนใหญ่จะเกิดในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอ ซึ่งผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ ดังนี้

  • หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด (Empyema) ส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้ออย่างรุนแรง โดยมีการทำลายเนื้อปอดจนเกิดเป็นโพรงขึ้น ซึ่งการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะร่วมไปกับการระบายหนองออกจากปอด
  • เชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด (Bacteremia) เกิดจากเชื้อที่ปอดได้แพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ และอาจทำให้เกิดการอักเสบ เช่น การอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง เยื่อหุ้มหัวใจ และข้ออักเสบ เป็นต้น
  • น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด (Pleural Effusion) ปอดบวมอาจทำให้เกิดของเหลวที่ก่อตัวขึ้นบริเวณระหว่างชั้นของเนื้อเยื่อปอดและช่องอก หากมีมากต้องมีการเจาะดูดน้ำออก
  • หายใจลำบาก หากเป็นปอดบวมขั้นรุนแรงหรือขั้นเรื้อรังก็อาจทำให้มีปัญหาเรื่องการหายใจ เนื่องจากออกซิเจนไม่เพียงพอจนทำให้หายใจลำบากซึ่งอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • หลอดลมพอง (Bronchiectasis) ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังและมีเสมหะจำนวนมาก

 

คำแนะนำ

  1. เมื่อสงสัยป่วยเป็นโรคปอดบวม ควรรีบพบแพทย์ เพื่อพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะ แต่ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
  2. ผู้ป่วยควรสวมผ้าปิดปากปิดจมูก หลีกเลี่ยง การอยู่ในที่ชุมชน และที่แออัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น
  3. ดูแลรักษาตัวเองตามอาการอย่างเหมาะสม เช่น ใช้ยาลดไข้เมื่อมีไข้ขึ้นสูง ใช้ยาละลายเสมหะเมื่อมีเสมหะเหนียวข้น
  4. รับประทานยาปฏิชีวนะ ให้ครบจำนวนตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และห้ามหยุดยาก่อนเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยา
  5. ดื่มน้ำเยอะ ๆ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ
  6. สังเกตภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น และรีบพบแพทย์ทันทีที่มีอาการ เช่น มีไข้ขึ้นมาใหม่ น้ำหนักลด เสมหะมีเลือดปน หายใจเหนื่อยกว่าเดิม

 

การป้องกัน          

  1. ดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนอย่างเพียงพอ
  2. ดูแลให้ความอบอุ่นร่างกายเมื่อภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง
  3. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเลิกสูบบุหรี่
  4. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด หรือการอยู่ในแหล่งที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
  6. สวมผ้าปิดปากปิดจมูกที่ได้มาตรฐาน เมื่อต้องสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วยที่อาจแพร่กระจายเชื้อในอากาศ ด้วยการ ไอ จาม
  7. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัดนิวโมเนีย หรือนิวโมค็อกคัส (pneumococcal vaccine) โดยเฉพาะในบุคคลกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว โรคถุงลมโป่งพอง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
  8. เมื่อป่วยเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด อีสุกอีใส ควรดูแลรักษาตัวเองให้ดีแต่เนิ่น ๆ

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  โรคปอดอักเสบ, นพ.สุรเกียรติ อาชานุภาพ  www.haamor.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาในการนอนหลับ เช่น หลับยาก หลับไม่สนิท หรืออาการอื่น ๆ ซึ่งหากเป็นเพียง 1 – 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ยังสามารถปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการนอนหลับมากขึ้นได้ แต่หากปัญหาเหล่านี้ยืดเยื้อนานเป็นเดือน ๆ มีโอกาสที่จะทำให้เป็นโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) ได้   

 

อาการ

ในแต่ละวัยต้องการชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมแตกต่างกัน เช่น ในวัยผู้ใหญ่ต้องการชั่วโมงการนอน 7 – 9 ชั่วโมง ในวัยสูงอายุอาจต้องการชั่วโมงการนอนที่น้อยลง อย่างไรก็ตามที่สำคัญยิ่งกว่าชั่วโมงการนอนคือ คุณภาพการนอนหลับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนอนไม่หลับ ผู้ที่เข้าข่ายโรคนอนไม่หลับจะมีอาการ ดังนี้

  • หลับยาก หมายถึง ต้องใช้เวลานานกว่า 30 นาที จึงจะหลับได้
  • หลับ ๆ ตื่น ๆ รู้สึกตัว ตื่นมากลางดึก แล้วหลับต่อไม่ได้
  • ตื่นขึ้นมาเองตั้งแต่เช้ามืด ทั้งที่ยังรู้สึกเพลีย แต่ข่มตาให้หลับต่อไม่ได้

หากมีอาการดังกล่าวติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่ได้รับการแก้ไข จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพและด้านอื่นๆได้

 

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์

เมื่อนอนไม่หลับมากกว่า 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน หรือ ภาวะนอนไม่หลับนี้ส่งผลต่อสุขภาพ กิจวัตรประจำวันและการทำงาน เช่น รู้สึกอ่อนล้า หมดแรง ไม่กระปรี้กระเปร่า ง่วงนอนตลอดเวลา ทำงานผิดพลาด ขาดสมาธิ ความจำไม่ดี หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนอน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและประเมินหาสาเหตุที่แท้จริงทันที

 

สาเหตุ

สามารถแบ่งโรคนอนไม่หลับเพื่ออธิบายสาเหตุได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

  • โรคนอนไม่หลับแบบไม่เรื้อรัง (Acute Insomnia หรือ Transient Insomnia) โดยมักจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ มักจะมีสาเหตุจากพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่มากระทบชั่วครั้งชั่วคราว เช่น ความเครียด กังวลจากงานที่ทำ การเจ็บป่วยทางกาย เช่น ปวดไมเกรน ปวดท้อง ปวดแผลผ่าตัด-อุบัติเหตุ การนอนไม่หลับจากภาวะ Jet lag การทำงานเป็นกะดึก การกินอาหาร ดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน มากเกินไป รวมถึงการทานยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ที่ใช้รักษากล้ามเนื้ออักเสบอาจกระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไต ทำให้ร่างกายตื่นตัวจนนอนไม่หลับ เป็นต้น
  • โรคนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง (Chronic Insomnia) จะเป็นผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ โดยมีอาการต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 เดือน สาเหตุเกิดได้จากหลายประการ ดังนี้
    • การเจ็บป่วยด้วยโรคบางโรค เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคกระเพาะอาหาร โรคกรดไหลย้อน (GERD) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  (OSA) โรคขากระตุกขณะหลับ (PLMD) โรคขาอยู่ไม่สุก (RLS) โรคมะเร็งชนิดต่างๆ และอื่นๆ
    • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยาลดน้ำหนัก ยาแก้หอบหืด ยาต้านซึมเศร้า ยากลุ่มเมทิล ฟีนิเดท (Methylphenidate) ยากลุ่มซูโดอีฟีดริน (Psudoepheridrine) เป็นต้น
    • การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น ช่วงวัยทอง ช่วงตั้งครรภ์ วัยสูงอายุ เป็นต้น
    • การกังวลว่าจะนอนไม่หลับ (Psychophysiological Insomnia ) มักเกิดกับผู้ที่เคยมีปัญหาในการนอนหลับมาก่อน และมีความกังวลว่าจะนอนไม่หลับ สามารถทำให้เกิดสภาวะ hyperarousal จนนอนไม่หลับได้

 

การวินิจฉัย

  • การซักประวัติผู้ป่วย โดยเฉพาะรายละเอียดของการนอนไม่หลับ เช่น นอนไม่หลับเฉพาะตอนที่เพิ่งจะเข้านอนใหม่ ๆ หรือหลับแล้วตื่นบ่อย หรือพอหลับไปสักพักก็จะตื่นและนอนหลับต่อไม่ได้อีก รวมถึงระยะเวลาและความถี่ที่มีอาการ ลักษณะการนอน เวลาเข้านอน เวลาตื่นนอน จำนวนครั้งที่ตื่นตอนกลางคืน อาการอื่นที่เกิดขึ้นในระหว่างการนอนหลับ กิจกรรมก่อนเข้านอน สภาพแวดล้อมภายในห้องนอนและอุปกรณ์ในการนอน และสิ่งแวดล้อมรอบบ้าน กิจกรรมและอาการง่วงนอนตอนกลางวัน ประวัติโรคประจำตัว ประวัติการใช้ยาและสารเสพติด รวมถึงประวัติครอบครัว เป็นต้น
  • การตรวจร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจระบบประสาทเพื่อหาร่องรอยความผิดปกติของระบบประสาทร่วมด้วย โดยหากพบว่าเกิดจากโรคทางระบบประสาทหรือเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่น ๆ แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ชัดเจนขึ้น
  • การตรวจพิเศษ ในผู้ป่วยใหม่หรือผู้ป่วยที่รักษาเบื้องต้นไม่ได้ผล อาจมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งมีทั้งแบบมามานอนค้างที่โรงพยาบาลจัดไว้ โดยจะมีการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อลูกตา ตรวจระดับออกซิเจนในเลือด ตรวจวัดลมหายใจ ฯลฯ หรือแบบติดตั้งอุปกรณ์ที่ห้องนอนของผู้ป่วยเองเพื่อให้ใกล้เคียงกับสภาพจริงมากที่สุด นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาเลือกตรวจเป็นรายการเฉพาะได้ เช่น การตรวจลมหายใจ การเคลื่อนไหวหน้าอกและท้อง การวัดออกซิเจนในเลือด วัดระดับเสียงกรน วัดลมหายใจช่วงนอนหลับ เป็นต้น

 

การรักษา

การรักษาจะพิจารณาตามสาเหตุ หากตรวจพบสาเหตุหลักมาจากโรคอื่น ก็จะวางแผนให้ผู้ป่วยรักษาโรคที่เป็นสาเหตุหลักควบคู่กับโรคนอนไม่หลับไปด้วย เช่น ตรวจพบว่าโรควิตกกังวลทำให้ผู้ป่วยนอนไม่หลับ แพทย์จะวางแผนให้ผู้ป่วยรักษาโรควิตกกังวลควบคู่ไปด้วย สำหรับโรคนอนไม่หลับ สามารถรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสภาพแวดล้อมควบคู่ไปกับการใช้ยา ดังนี้

  • การรักษาโดยการใช้ยา ตัวอย่างยาที่ปัจจุบันนิยมใช้ ได้แก่
  • ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines) ได้แก่ ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) ยาลอราซีแพม (Lorazepam) และ ยาโคลนาซีแพม (Clonazepam) ซึ่งเป็นยาสำหรับลดอาการวิตกกังวลได้ด้วย สามารถทำให้นอนหลับได้ดี แต่แพทย์จะให้ใช้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อป้องกันการดื้อยา
  • ยากลุ่มนอน-เบนโซไดอะซีปีน (Non-Benzodiazepines) เช่น ยาโซลพิเดม (Zolpidem) เป็นยาที่มีปัญหาการดื้อและอาการติดยาน้อยกว่ายากลุ่ม 1
  • ยาต้านซึมเศร้า (Antidepressants) ได้แก่ ยาอะมิทริปไทลีน (Amitryptyline) และยาไมแอนเซรีน (Mianserin) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน
  • ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines) หรือที่รู้จักกันว่าเป็นยาแก้แพ้ เช่น ยาไดเมนไฮดริเนต(Dimenhydrinate) และยาไฮดร็อกซิซีน (Hydroxyzine)
  • การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนยา ในกรณีที่ผู้ป่วยนอนไม่หลับจากการใช้ยารักษาโรคประจำตัว แพทย์จะพิจารณาเลือกการรักษาโดยการปรับเปลี่ยนยา พร้อมให้คำแนะนำด้านพฤติกรรมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อลดอาการนอนไม่หลับ
  • การรักษาโดยการปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม โดยเป็นการเน้นการสร้างสุขอนามัยที่ดีของการนอน (sleep hygiene) เช่น
    • ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ ไม่นอนกลางวัน หากง่วงให้งีบหลับ 10-15 นาที ฝึกการเข้าและตื่นนอนให้ใกล้เคียงกันเป็นประจำทุกวัน ไม่ทำกิจกรรมที่ทำให้ตื่นเต้น หวาดกลัวหรือสมองทำงานหนักก่อนเวลานอน เช่น เล่นเกม ดูหนังผี ดื่มชา กาแฟ คาเฟอีนเป็นต้น ในทางกลับกันให้เน้นกิจกรรมที่เพิ่มความผ่อนคลาย เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเพลง นั่งสมาธิ เป็นต้น ไม่ทานอาหารมื้อใหญ่ก่อนเข้านอน ควรปัสสาวะก่อนเข้านอนและไม่ควรดื่มน้ำมากก่อนเข้านอน เป็นต้น
    • สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการนอน เช่น จัดบรรยากาศห้องนอนให้เงียบสงบ ปิดไฟขณะนอนหลับ มีม่านปิดเพื่อลดแสงไฟจากภายนอก ไม่ทำกิจกรรมทั่วไป เช่น ดูหนัง อ่านหนังสือ ทานขนม บนเตียงนอน ไม่เปิดอุปกรณ์สื่อสารทิ้งไว้ขณะนอน เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน โรคนอนไม่หลับ

  1. รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่เปลี่ยนหรือหยุดยาเอง ควรปรึกษาและกระทำภายใต้คำสั่งแพทย์ โดยควรแจ้งแพทย์ถึงยาอื่นๆที่กินทั้งก่อนและระหว่างการรักษา
  2. ปรับพฤติกรรมทั่วไปโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการนอนตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เช่น ไม่ดื่มชา กาแฟใกล้เวลานอน ไม่ทานอาหารมื้อหนักก่อนเข้านอน หากง่วงใช้การงีบหลับ 15 นาทีแทนการหลับยาวในเวลากลางวัน เป็นต้น
  3. จัดสภาพแวดล้อมให้เกิดสุขอนามัยที่ดีในการนอน

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.nonthavej.co.th  www.bangkokinternationalhospital.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

โรคเหน็บชา (Beriberi) เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากการขาดวิตามินบี 1 หรือไธอามีน (Thiamine) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญหลายอย่างในระบบประสาท และระบบเผาผลาญสารอาหารของร่างกาย การขาดวิตามินบี 1 เกิดได้จากหลายสาเหตุ และพบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

 

อาการ

ผู้ป่วยมักจะมีอาการเหน็บและชา ซึ่งอาการสามารถแยกกันเกิดได้ ความแตกต่างระหว่างอาการทั้ง 2 นี้คือ

  • อาการเหน็บ คือ อาการเจ็บป่วยที่มีลักษณะคล้ายกับอาการที่นั่งทับขาตนเองเป็นเวลานาน ๆ ทำให้ส่วนที่ถูกทับเกิดอาการเจ็บปวดเกร็ง จนในบางครั้งส่วนนั้นอาจอ่อนแรงจนเหยียดไม่ออกและลุกขึ้นไม่ได้
  • อาการชา คือ อาการที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง มีการรับรู้ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป บางครั้งอาจเหมือนมีเข็มเป็นพันเล่มมาจิ้มที่บริเวณนั้น ๆ ในบางรายชาแล้วจะรู้สึกเจ็บ บางรายก็ร้อนหรือเย็น หรืออาจจะรู้สึกหน่วง ๆ ทื่อ ๆ และบางรายที่มีอาการชามากอาจจะไม่รู้สึกที่อวัยวะส่วนนั้นเลย

.
ทั้งนี้โรคเหน็บชายังสามารถแบ่งได้เป็นโรคเหน็บชาในเด็ก (Infantile Beriberi) และโรคเหน็บชาในผู้ใหญ่ (Adult Beriberi) มีอาการดังนี้

  • เหน็บชาในเด็ก (Infantile Beriberi) พบได้บ่อยในทารกที่มีอายุระหว่าง 2 – 6 เดือน โดยเกิดจากการที่มารดากินอาหารไม่เพียงพอ ขาดวิตามินบี 1 ทำให้ทารกที่ต้องกินนมจากมารดานั้น ขาดวิตามินบี 1 ไปด้วย ซึ่งอาการนั้นจะเกิดขึ้นหลายอย่างร่วมกัน เช่น หน้าเขียว ตัวเขียว หอบเหนื่อย ตัวบวม ซึม ร้องไม่มีเสียง เสียงร้องผิดปกติ ทั้งนี้ยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เนื่องจากเด็กยังเล็กมากไม่สามารถบอกความเจ็บปวดแก่ผู้ปกครองให้ทราบได้ แต่ปัจจุบันระบบสาธารณสุขดีขึ้น ทำให้พบโรคเหน็บชาในเด็กน้อยลง
  • เหน็บชาในผู้ใหญ่ (Adult Beriberi) ในระยะแรกนั้นจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร รู้สึกชา ต่อมาจะเริ่มมีอาการชามากขึ้นและชาตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้า ต่อมาจะเป็นตะคริว ไม่สามารถขยับแขนขาได้ ลุกไม่ได้ เมื่อขยับจะเจ็บและปวดกล้ามเนื้อรุนแรง และถ้าเป็นมากและรุนแรง อาจเป็นถึงขั้นอัมพาตได้เลย โดยโรคเหน็บชาในผู้ใหญ่สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
    • โรคเหน็บชาชนิดผอมแห้ง (Dry Beriberi) ผู้ป่วยที่เป็นโรคเหน็บชาชนิดนี้มักจะผอมซูบอย่างมาก บางรายอาจเห็นซี่โครง มีอาการชาตามปลายมือและเท้า กล้ามเนื้อแขนและขาไม่ค่อยมีกำลัง เดินได้ลำบากและเมื่อให้ลุกขึ้นเองจากท่านั่งยอง จะไม่สามารถทำได้ จากการขาดสารอาหารอย่างรุนแรงและวิตามินบี 1
    • โรคเหน็บชาชนิดเปียก (Wet Beriberi) ผู้ป่วยจะมีอาการชาร่วมกับบวมปลายมือและเท้า ร่วมกับการมีน้ำคั่งในช่องท้องและปอด ร่วมกับภาวะทางหัวใจคือใจเต้นเร็วและหัวใจโต หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจทำให้หัวใจวาย และทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด
    • โรคเหน็บชาแบบจากสุราเรื้อรัง หรือ Wernicke-Korsakoff Syndrome พบได้ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง โดยมักจะเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ เดินเซและทรงตัวไม่ได้ การเคลื่อนไหวของลูกตาน้อย มีความผิดปกติทางจิตใจ มีปัญหาในด้านความทรงจำ สามารถเกิดอาการโคม่าและหัวใจล้มเหลียว จนถึงเสียชีวิตได้ในที่สุด

 

สาเหตุหลักของโรคเหน็บชา

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นสาเหตุหลักที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเหน็บชา คือ การขาดวิตามินบี 1 หรือไธอามีน (Thiamine) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญหลัก ๆ ในร่างกาย 2 ประการ คือ การทำหน้าที่เร่งกระบวนการหรือปฏิกิริยาในการเผาผลาญอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน เพื่อให้ได้น้ำตาลกลูโคส ทำให้ร่างกายสามารถนำเอาน้ำตาลไปใช้งานได้ และการมีส่วนสำคัญในระบบประสาทหรือการเหนี่ยวนำของกระแสประสาทให้ทำงานได้ดีเป็นปกติ

ภาวะขาดวิตามินบี 1 นี้ ก็จะสามารถเกิดได้จากสาเหตุหลายประการ ทั้งจากอาหารการกินที่ไม่เหมาะสม และจากโรคต่าง ๆ ดังนี้

  • เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอ โดยอาหารที่พบวิตามัน บี 1 ในปริมาณมาก คือ ข้าวกล้อง ถั่ว งา จมูกข้าวสาลี นมถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน และเนื้อหมู
  • ทานอาหารที่มีสารทำลายและยับยั้งการดูดซึมของวิตามินบี 1 มากเกิน โดยเฉพาะของหมักและดอง เช่น ใบเมี่ยง หมากพลู ใบชา หอยลายดิบ ปลาร้า ปลาส้มดิบ แหนมดิบ ปลาน้ำจืดดิบ เป็นต้น
  • อยู่ในภาวะที่ร่างกายมีการเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ทำให้ร่างกายต้องการวิตามินบี 1 มากขึ้นกว่าปกติเช่น หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เด็กในช่วงวัยเจริญเติบโต หญิงให้นมบุตร ผู้ใช้แรงงานหรือต้องทำงานหนัก ผู้ป่วยที่มีไข้สูง ผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อ ผู้ที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
  • คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก ๆ หรือเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง (Alcoholism) โดยแอลกอฮอล์จะมีผลยับยั้งการดูดซึมของวิตามินบี 1 ที่บริเวณลำไส้เล็ก ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอ และคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมักทานอาหารน้อยกว่าคนปกติ ทำให้ขาดวิตามินอีกด้วย
  • คนที่เป็นโรคหรือได้รับการผ่าตัดทางเดินอาหาร
  • ผู้ป่วยไตระยะสุดท้าย (ESRD) ที่ได้รับการฟอกไต (Hemodialysis)

 

การวินิจฉัย

ในการวินิจฉัยโรคเหน็บชานั้น แพทย์จะซักประวัติถึงเรื่องของอาหารการกินเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่กินอาหารจำเพาะ เช่น กินเจ กินมังสวิรัติ หรือเลือกกินเฉพาะเนื้อสัตว์และข้าวบางชนิด ซึ่งอาจทำให้มีการขาดสารอาหารได้ และยังเน้นไปที่ประวัติการดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย และแพทย์จะพิจารณาส่งตรวจ หรือตรวจร่างกายเพิ่มเติมตามภาวะความผิดปกติที่สงสัย ซึ่งอาจแตกต่างไปในแต่ละราย โดยอาจใช้วิธีการตรวจดังนี้

  • ตรวจการเคลื่อนไหว โดยให้ผู้ป่วยนั้นลองนั่งยอง ๆ ลงแล้วลุกขึ้น บางรายอาจพบว่าผู้ป่วยลุกขึ้นไม่ได้ และอาจจะตรวจพบรีเฟล็กซ์ทางระบบประสาท (reflex) มีการตอบสนองที่ลดลงด้วย
  • สำหรับในทารก แพทย์จะตรวจวินิจฉัยจากอาการหอบเหนื่อย ตากระตุก ตัวเขียว ขาบวม หรือพบชีพจรที่เต้นเร็ว อาจพบการตอบสนองรีเฟล็กซ์ที่น้อยหรือไม่พบเลย
  • ตรวจร่างกายทางระบบประสาท จะทดสอบการทำงานสัมพันธ์กันของร่างกาย และการตอบสนองของร่างกาย เนื่องจากในบางรายที่ขาดวิตามินบี 1 มากๆหรือเป็นเหน็บชาขั้นรุนแรง นั้นจะทำให้เกิดอาการหลงผิด (Delusion) หรืออาจส่งผลเสียต่อความจำ มีอาการสับสนได้
  • ตรวจร่างกายทางระบบหายใจและหัวใจ เพื่อดูปัญหาความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 ระบบ เช่น อาการหายใจหอบเหนื่อยติดขัด ตัวเขียว หัวใจโตและเต้นเร็ว เป็นต้น
  • ตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะ ทำให้สามารถวัดระดับวิตามินบี 1 ที่อยู่ในร่างกายได้ ซึ่งอาจจะพบวิตามินบี 1 ปะปนมาในปัสสาวะในผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมของวิตามินนี้
  • ตรวจทางรังสีวิทยา ด้วยเครื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) หรือ ซีทีสแกน (CT-Scan) เพื่อตรวจสอบดูการเปลี่ยนแปลงในสมองที่เกิดจากภาวะทางสมองขาดวิตามิน บี 1

 

การรักษา

การรักษาโรคเหน็บชานั้น แพทย์จะพิจารณาแยกเป็น 2 กรณีคือ

  • กรณีที่ไม่รุนแรง แพทย์จะให้กินวิตามินบี 1 แบบเม็ดหรืออาจเป็นวิตามินบีรวม และปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ให้กินข้าวไม่ขัดสีและธัญพืชมากขึ้น รวมไปถึงขนมปังแบบโฮลวีทด้วย
  • กรณีที่รุนแรง แพทย์จะทำการฉีดวิตามินบี 1 ในขนาด 10 – 20 มิลลิกรัม วันละ 2 – 3 ครั้ง ผ่านทางหลอดเลือดดำหรือทางกล้ามเนื้อ แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ใช้ชนิดฉีดขนาด 100 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 5 – 7 วัน จากนั้นจึงให้กินวิตามินบี 1 แบบเม็ดและติดตามอาการต่อไป หรือในรายที่สงสัยว่าจะมีภาวะหัวใจวาย แพทย์จะฉีดวิตามินนี้ 25 – 50 มิลลิกรัมร่วมกับการให้ยาขับปัสสาวะ เพื่อประคองอาการเอาไว้

 

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเหน็บชานั้น อาจจะทำให้เกิดหัวใจวายและเสียชีวิตได้ ในบางรายจะพบอาการทางจิต สับสนและหลงผิด อีกทั้งยังส่งผลต่อระบบประสาทอย่างมาก ๆ ทั้งสมอง หัวใจ หรือกล้ามเนื้อด้วยเช่นกัน และอาจพบปัญหาเรื่องการมองเห็นหรือปัญหาด้านความทรงจำในผู้ป่วยบางราย

 

การป้องกันและดูแล โรคเหน็บชา

การป้องกันการเกิดโรคเหน็บชานั้นทำได้ไม่ยาก เนื่องจากภาวะของโรคนั้นคือการขาดวิตามินบี 1 จึงควรได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ กินอาหารที่ไม่ขัดสี โดยเฉพาะ ข้าวกล้องหรือธัญพืชต่าง ๆ เนื้อหมูไม่ติดมัน ข้าวโอ๊ต จมูกข้าว นม ไข่แดง เป็นต้น และต้องลดการกินอาหารที่ไปขัดขวางการดูดซึมของวิตามินบี 1 เช่น ของหมักดอง รวมไปถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่าง ชา กาแฟ และน้ำอัดลม ลดการดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงหรือเลิกขาด และหากมีอาการเหน็บชาควรได้รับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล

 

แหล่งข้อมูล : www.healthline.com  www.pobpad.com  www.medthai.com 

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


.jpg

โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) เป็นภาวะทางอารมณ์ที่มีความกลัวและกังวลเกินกว่าปกติ ในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เหตุการณ์ในอนาคต ตลอดจนการจินตนาการถึงสิ่งที่มองไม่เห็นและความตาย แม้บางครั้งอาจรู้ตัว แต่ก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และภาวะดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตเป็นปกติได้

 

ปัจจุบันได้มีการแบ่งโรควิตกกังวลออกเป็น 7 ประเภท คือ ประเภทวิตกกังวลทั่วไป ประเภทแพนิคหวาดระแวง ประเภทกลัวอย่างจำเพาะเจาะจง ประเภทกลัวการเข้าสังคม ประเภทย้ำคิดย้ำทำ ประเภทผิดปกติทางจิตใจจากวินาศภัยและประเภทกังวลต่อการแยกจาก  ในบทความนี้จะเน้นถึงประเภทวิตกกังวลทั่วไป ซึ่งพบมากที่สุด

 

อาการ

ผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder, GAD) จะมีอาการทั้งทางจิตใจและทางร่างกาย โดยทางจิตใจจะมีอาการ ตื่นตระหนก กระสับกระส่าย กระวนกระวาย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ ขาดความมั่นใจไม่อยากเจอผู้คนและอื่น ๆ สำหรับทางร่างกายจะมีอาการ ปากแห้ง ใจสั่น ตัวสั่น เจ็บหน้าอก  หายใจตื้น คลื่นไส้ วิงเวียน คล้ายจะเป็นลม ท้องไส้ปั่นป่วน รู้สึกเหมือนจะสูญเสียความควบคุม เป็นต้น อาการดังกล่าวอาจเกิดต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน จนผู้ป่วยไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้

 

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์

เมื่อมีอาการวิตกกังวล และไม่สามารถควบคุมหรือจัดการให้ดีขึ้นได้ โดยมีอาการต่อเนื่องกันนานกว่า 6 เดือน หรือผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

 

ภาวะแทรกซ้อน

โรควิตกกังวลทั่วไป หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง จะทำให้อาการรุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคทางใจและทางกาย ตามมาอีกหลายโรค เช่น โรคซึมเศร้า โรคเครียด โรคนอนไม่หลับ โรคทางกาย เช่น โรคหัวใจ ไข้หวัด โรคติดเชื้อจากภูมิต้านทานลดลง

 

สาเหตุ

  • ความผิดปกติในการทำงานของสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ต่าง ๆ โดยโรควิตกกังวลบางชนิด มีความผิดปกติในการทำงานของสมอง ส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอารมณ์และความรู้สึก
  • พันธุกรรม มีการศึกษาพบว่าหากพ่อแม่เป็นโรควิตกกังวล จะเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่บุตรจะเป็นโรควิตกกังวลด้วย ทั้งแบบที่แสดงออกชัดเจน และแบบเก็บซ่อนอารมณ์
  • สภาพแวดล้อมในอดีตและปัจจุบัน เช่น การเคยถูกทำโทษหรือตำหนิอย่างรุนแรงในวัยเด็ก การถูกกดขี่ล้อเลียนด้วยเรื่องต่างๆจนกลัวการเข้าสังคม การประสบความล้มเหลวในชีวิตบางด้าน เช่น ชีวิตสมรส หน้าที่การงาน การทำงานที่มีความกดดันสูง ซับซ้อนทางเทคนิค ประสบปัญหาในการปรับตัว เจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก เป็นหลายๆปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการวิตกกังวล

 

การวินิจฉัย

ในการวินิจฉัย แพทย์จะทำการซักประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่รับประทาน และสอบถามอาการวิตกกังวล พร้อมกับการตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด ตรวจสมรรถภาพปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ตรวจปัสสาวะ ตรวจระดับฮอร์โมน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อแยกโรคอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายกันออก เช่น โรคของต่อมไทรอยด์ โรคหืด ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ เป็นต้น

หากไม่พบสาเหตุความผิดปกติจากโรคอื่น จะทำการส่งต่อให้จิตแพทย์พิจารณาใช้เครื่องมือทางจิตเวชในการประเมินภาวะโรคทางอารมณ์ เพื่อคัดแยกชนิดของโรควิตกกังวลและวางแผนการรักษาได้อย่างตรงสาเหตุที่สุด

 

การรักษา

แพทย์จะผสมผสานวิธีการรักษาหลายวิธีเข้าด้วยกัน เพื่อให้คนไข้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ดังนี้

  • การบำบัดด้วยการใช้ยา แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาหลายกลุ่ม ได้แก่ ยารักษาภาวะซึมเศร้า (Antidepressants) เช่น ยากลุ่ม SSRIs  ยาคลายภาวะวิตกกังวล (Anxiolytic drugs) เช่น ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines) ยาลดอาการตื่นตัวของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น ยาเบต้าบล็อกเกอร์ และยารักษาโรคลมชักและกลุ่มยาระงับอาการทางจิตอื่น ๆ เป็นต้น
  • การทำจิตบำบัด (Psychotherapy) เป็นการพูดคุยเชิงปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อสร้างภูมิต้านทานทางจิตใจ ทำให้สามารถรับมือกับปัญหาหรือสิ่งกระตุ้นของโรควิตกกังวลได้ดีขึ้น โดยมีหลักการ คือ การให้ผู้ป่วยเผชิญสิ่งกระตุ้นความกังวลระดับเล็กน้อยไปจนถึงระดับสูง แบบทีละขั้นตอน แล้วฝึกให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมสถานการณ์ดังกล่าวได้ ไม่วิตกกังวลจนเกินไป
  • การเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive-Behavioral Therapy) เป็นการปรับทัศนคติและเปลี่ยนวิธีการคิดที่มักมองสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบ จนทำให้ภาวะโรควิตกกังวลที่รุนแรงขึ้น เป็นการมองสิ่งต่างๆแบบผ่อนคลาย มองเห็น “ทางออก” ของสถานการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น
  • การทำสมาธิบำบัด (Mindfulness-based stress reduction) เป็นการใช้วิธีตามรู้ลมหายใจตามธรรมชาติ เพื่อลดความวิตกกังวลหรือกลัวล่วงหน้า รวมทั้งลดการตอบสนองต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่มากผิดปกติได้

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน โรควิตกกังวล

  1. พบแพทย์ตามนัด เพื่อการประเมินอาการ ปรับขนาดยา ปรับวิธีการบำบัดตามความเหมาะสม
  2. หลีกเลี่ยงหรืองดการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่อาจกระตุ้นให้อาการของโรควิตกกังวลแย่ลงได้
  3. ควรฝึกทำจิตใจให้ผ่อนคลายและรู้จักปล่อยวางด้วยการฝึกทำสมาธิ ซึ่งจะช่วยจิตใจสงบ

หากรู้ตัวว่าตนเองเริ่มมีความวิตกกังวลอยู่บ่อยครั้งโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ควรไปพบจิตแพทย์หรือผู้ให้คำปรึกษาเพื่อขอความช่วยเหลือ ทำความเข้าใจ และหาวิธีแก้ไขต่อไป

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.webmd.com 

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก