ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-อโรคายา-รีสอร์ท.jpg

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ทุกคน ปีนี้ยังมีวันหยุดอีกหลายวัน ทีมงาน Health2click จึงส่งเรามาพาเพื่อน ๆ ไปเยี่ยมชมสถานที่พักผ่อนสไตล์รีสอร์ทแนวสุขภาพบำบัด ไม่ไกลจากกรุงเทพ เดินทางโดยรถยนต์เพียงแค่หนึ่งชั่วโมง เห็นเวลาที่ใช้เดินทางแล้ว เพื่อนบางคนอาจจะมาแวะพักผ่อนพร้อมทำกิจกรรมสุขภาพบำบัด ที่รีสอร์ทนี้ได้ทุกวัน

 

รีสอร์ทแนวสุขภาพที่จะพาเพื่อน ๆ เที่ยว คือ เรนโบว์ อโรคายา รีสอร์ท หรือ RAINBOW AROKAYA Holistic Longevity Center ตั้งอยู่ที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างที่บอกนะคะ ด้วยระยะทางไม่ถึง 100 กิโล จากกรุงเทพฯ หรือเพียง 60 กิโลเมตรจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อน ๆ ก็จะมาถึงสถานที่พักผ่อนสไตล์รีสอร์ทแนวสุขภาพที่ใกล้กรุงเทพแห่งนี้แล้ว โดยจากการสอบถามข้อมูลก่อนออกเดินทาง พบว่า ที่รีสอร์ทแห่งนี้ มีบริการดูแลสุขภาพทั้งแบบที่เป็นองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ และการรักษาตามอาการ โดยตั้งใจว่าจะพักที่รีสอร์ทนี้สัก 2 วัน 1 คืน ไปติดตามกันเลยค่ะ

 

การเดินทางจากกรุงเทพฯ – ฉะเชิงเทรา

การเดินทางในครั้งนี้ เราเลือกเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว ออกเดินทางจากกรุงเทพฯแถว ๆ อนุสาวรีย์ชัยเวลา 8.00 น. ปกติไม่ชอบขับรถเร็ว แวะทานข้าวเช้าแถวตลาดน้ำบางคล้า แวะวัดปากน้ำโจ้โล้ ถึงรีสอร์ทก่อนเที่ยงนิดหน่อย หักลบเวลาแวะเที่ยวช่วงเช้าเบ็ดเสร็จใช้เวลาเดินทางสัก 1 ชั่วโมง 40  นาที  สำหรับเพื่อน ๆ ที่ไม่สะดวกนำรถยนต์มาเอง หรืออยากใช้ชีวิตแบบติดดิน สามารถใช้บริการรถโดยสารจากกรุงเทพ มาลงที่ “สถานีขนส่งฯฉะเชิงเทรา” และต่อรถสองแถวมาลงที่ “ตลาดบางคล้า” จากนั้นก็สามารถเรียกรถสามล้อ หรือวินมอเตอร์ไซด์ มาที่รีสอร์ทได้เลย แต่เราแนะนำให้เพื่อน ๆ ขับรถมาเองดีกว่า เพื่อจะพักผ่อนกันได้อย่างเต็มที่

 

เรนโบว์ อโรคายา ยินดีต้อนรับ

สาเหตุที่เราเลือกมาที่นี่ เพราะนอกเหนือจากขึ้นชื่อเรื่องการเป็นรีสอร์ทเพื่อการพักผ่อนใกล้กรุงเทพฯ แล้ว เรนโบว์ อโรคายา ยังเป็นศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งมีโปรแกรมที่ช่วยในการปรับสมดุล ทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ ที่ผสมผสานหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนทางเลือกเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีโปรแกรมสุขภาพให้เลือกมากมาย ทั้งโปรแกรมกายภาพบำบัด การตรวจประเมินและวินิจฉัย โปรแกรมอบถ้ำเกลือหิมาลายัน โปรแกรมล้างพิษด้วยสินแร่หินภูเขาไฟญี่ปุ่น (Japanese Sand Bath) โปรแกรมนวดอโรมา โปรแกรมพลังงานบำบัด โปรแกรมแอโรบิคบำบัดในน้ำ รวมทั้งมีการรักษาตามอาการทั้งภาวะข้อไหล่ติด โรคกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ ข้อเข่าเสื่อม โรคกระดูกสันหลังคด โรครองช้ำ หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท เป็นต้น ทีมงานเลยส่งเรามาเล่าเรื่องให้เพื่อน ๆ ฟัง

  เรนโบว์ อโรคายา

 แวบแรกที่แล่นเข้ามาในรีสอร์ท เราก็รู้สึกประทับใจกับบรรยากาศที่เหมือนที่พักที่ซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้นานาพันธ์ที่เต็มไปด้วยสีเขียวชอุ่ม และบรรยากาศอันแสนบริสุทธิ์ริมฝั่งแม่น้ำบางประกง ทำให้เราเมื่อเข้ามาแล้วรู้สึกสบายกาย สบายใจ คล้ายกับหลุดมาอยู่ในป่าไม้ธรรมชาติ สงบ ร่มเย็น ต่างจากความวุ่นวายในเมืองก่อนที่เราจะเดินทางมา

พอเข้ามาแล้วเราก็ตรงไปเช็คอินเข้ารีสอร์ทเป็นอันดับแรก และได้พูดคุยสอบถามกับพนักงานถึงกิจกรรมทางด้านสุขภาพดี ๆ ที่รีสอร์ทมีบริการ แอบกระซิบว่าพนักงานที่รีสอร์ทน่ารัก ให้ข้อมูลบริการต่าง ๆ ด้วยความยิ้มแย้มกันทุกคน พูดคุยกันหมดเวลาไปเกือบ 20 นาที สำหรับขั้นตอนการเช็คอินก็จะเหมือนที่พักทั่ว ๆไป เราขอข้ามขั้นตอนนี้ มาพูดถึงมาตรการด้านความปลอดภัยจากเชื้อโควิด-19 อีกเรื่องสำคัญในช่วงนี้ค่ะ

มาตรการด้านความปลอดภัยในช่วงโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทีมงานอยากชื่นชม เริ่มจากพนักงานใส่ Face shield กันทุกคน มีการตรวจวัดอุณหภูมิผู้มาใช้บริการ การล้างมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ การเว้นระยะห่าง การจัดรอบเข้าจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการแต่ละสถานที่ การทำความสะอาดฆ่าเชื้อทุก ๆ สามชั่วโมง ทีมงานมั่นใจในความปลอดภัยของรีสอร์ทค่ะ แต่ก็ไม่ลืมดูแลตัวเองใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อตามจุดต่าง ๆ ที่ทางรีสอร์ทเตรียมไว้ค่ะ

 

ห้องพักภายในรีสอร์ท

เรนโบว์ อโรคายา

จากหน้าเว็บเห็นรูปแบบของห้องพักภายในรีสอร์ท มีให้เลือกหลายแบบ ทั้ง Standard Room, Executive Room, River Room และ Shangri-La Room เราตั้งใจจะพักผ่อนในบรรยากาศที่มีแต่ธรรมชาติอย่างเต็มขั้น เลยขอเลือกห้องพักแบบ River room เพื่อนอกจากจะเข้าโปรแกรมดูแลสุขภาพแล้ว ยังจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของแม่น้ำบางประกงยามเย็นและค่ำ ตั้งใจว่าจะหามุมอ่านหนังสือ เข้าเน็ต ถ่ายรูปตามระเบียงริมน้ำช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตกดินค่ะ

 

เรนโบว์ อโรคายา

ห้องพักแบบ River Room  ที่เราเลือกจะเข้าพักได้ 2 คน โดยค่าห้องรวมสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานภายในห้องพัก ซึ่งเราคิดว่าน่าจะคล้ายกับห้องเกรดเดียวกันของที่พักอื่น  เราจึงขอเน้นถึงเรื่องของเครื่องนอน ทั้งที่นอน หมอน หมอนข้าง ผ้าห่ม ซึ่งพิเศษมาก ๆ โดยผลิตจากเส้นใยสินแร่ภูเขาไฟ ทำให้นอนสบายมาก ๆ ตอนเข้าห้องพักตั้งใจว่าจะงีบหลับเพียงเล็กน้อย แต่ดันหลับยาว ๆ เพราะที่นอนที่หนาและนุ่ม พิเศษจริง ๆ ค่ะ อ่อลืมไปอาหารเช้าของที่รีสอร์ทรวมอยู่ในค่าห้องเช่นกันค่ะ

 

ดื่มด่ำ กับบรรยากาศสบาย ๆ ริมแม่น้ำ

เราเช็คอินก่อนเวลาโปรแกรมสุขภาพที่ติดต่อไว้ร่วม 1 ชั่วโมง เราตัดสินใจวอร์มร่างกายให้พร้อมด้วยการเดินเที่ยวชมโซนต่าง ๆ ภายในโครงการ เห็นเขาบอกกันว่าบรรยากาศเหมือนรีสอร์ทดี ๆ แถวเขาใหญ่เลยทีเดียว เรา เดินเรื่อยไปตั้งแต่โซนคลินิกกายภาพบำบัด โซนรีสอร์ทสุขภาพ มาถึงสถานปฏิบัติธรรม อ่านเจอเหมือนบอกมีจุดถ่ายรูปสวย ๆ ในโครงการ แต่เราไม่ได้ไปเพราะถ่ายรูประหว่างทางเดินไปด้วยแล้ว มาปิดการเดินด้วยการแวะร้านกาแฟ สั่งกาแฟเย็นไม่ใส่น้ำตาลมาดับกระหาย ก่อนเข้าห้องพักเตรียมพร้อมสำหรับโปรแกรมสุขภาพแรกค่ะ

 

โปรแกรมแรก ล้างพิษด้วยสินแร่หินภูเขาไฟจากญี่ปุ่น

โปรแกรมสุขภาพของรีสอร์ทมีหลายรายการ เราเลือกโปรแกรมล้างพิษด้วยสินแร่หินภูเขาไฟจากญี่ปุ่น (Japanese Sand Bath) เป็นโปรแกรมแรก เพราะส่วนตัวอยากล้างพิษและขจัดไขมันส่วนเกินออกให้เยอะ ๆ ค่ะ แอบอ่านเพิ่มเติมก่อนมาว่า เม็ดสินแร่หินภูเขาไฟจะมีการปลดปล่อยคลื่นฟาร์-อินฟาเรดและประจุลบ จะก่อให้เกิดความร้อน ช่วยในการกระตุ้นระบบหลอดเลือดและหัวใจ เพิ่มการเผาผลาญไขมัน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการปวด และช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อในร่างกาย เราเลยอยากมาลองด้วยตัวเอง

เรนโบว์ อโรคายา

เริ่มต้นทางเจ้าหน้าที่จะให้เราล้างตัวและเปลี่ยนชุดเตรียมพร้อม หลังจากนั้นจะมีการวัดความดัน และชั่งน้ำหนัก ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอกับการต้องสูญเสียเหงื่อในระหว่างการแช่

เมื่อพร้อมแล้ว เราก็จะนอนลงในบ่อแช่แบบสบาย ๆ นะคะ ทางเจ้าหน้าที่ซึ่งผ่านการอบรมก็จะนำเม็ดสินแร่หินภูเขาไฟมาโปรยลงบนตัว เว้นช่วงคอและหน้าไว้ สักพักเดียวเราจะรู้สึกว่าเลือดภายในร่างกายสูบฉีดดีขึ้น เหงื่อออกมาก เจ้าหน้าที่ก็จะเริ่มขัดและนวดตัวเพื่อคลายกล้ามเนื้อ และคอยซักถามอาการของเราเป็นระยะ ๆ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วเราก็มาล้างตัว แล้วก็มาชั่งน้ำหนักและวัดความดันอีกครั้ง

ความรู้สึกแรกที่ได้รับ คือ ตัวเบาค่ะ ผ่อนคลายสบาย ๆ มองผิวตัวเองดูกระชับ เปล่งปลั่งขึ้น เหมือนมีออร่าในตัวเอง แต่อาการที่ติดมาด้วย คือ อยากรับประทานอาหารแล้วค่ะ

 

อาหารเย็น เรียบง่ายได้สุขภาพครบถ้วน  

เรนโบว์ อโรคายา

เนื่องจากเรามาเพียงแค่คนเดียว เราเลยเลือกสั่งข้าวหมกปลากะพง เมนูดี ๆ มีประโยชน์สำหรับคนรักสุขภาพ ที่นี่เขาเสิรฟ์ใส่จานขนาดพอเหมาะ และด้วยรสชาติถูกปาก เราทานจนหมด อิ่มกำลังดีเลยค่ะ เสร็จแล้วเราเดินสบายๆ กลับห้องพักผ่อน เล่นมือถือ ถ่ายรูประเบียงริมน้ำตามแผนเลยค่ะ

 

กิจกรรมดี ๆ วันที่สอง

เราจัดตารางวันที่สอง ด้วยการตื่นมาใส่บาตรพระในยามเช้า โดยพระจะพายเรือมาจอดเทียบฝั่งของรีสอร์ทให้ผู้ที่มาพักได้ใส่บาตรกัน เป็นกิจกรรมอิ่มบุญ น่ารักๆ รับแสงตะวันยามเช้าค่ะ หลังจากนั้นเราก็ไปรับประทานอาหารเช้า และพร้อมเข้าอีก 2 โปรแกรมสำหรับวันนี้ เริ่ม 10.00 โมง ค่ะ

 

โปรแกรม พลังงานบำบัด (Japanese Energy Capsule)

เรนโบว์ อโรคายา

โปรแกรมพลังงานบำบัด (Japanese Energy Capsule) จะเป็นการบำบัดด้วยพลังงานความร้อน มีประโยชน์ในเรื่องของการดูแลระบบน้ำเหลือง ระบบไหลเวียนเลือด ระบบเผาผลาญ และยังช่วยให้ออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน กำจัดแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสต่าง ๆ ลดการตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และช่วยในการแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นตัวอีกด้วยค่ะ

โดยขั้นตอนของโปรแกรมนี้จะคล้ายกับเมื่อวาน มีการตรวจสภาพร่างกาย อาบน้ำ วัดความดัน ดื่มน้ำ หลังจากนั้นเราก็จะเข้าไปในโดมซาวน่า และปฏิบัติตามที่ทางเจ้าหน้าที่แนะนำได้เลยค่ะ ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีเสร็จสิ้น ออกมาจากโดม มานอนพักอีก 3 – 5 นาทีเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว นั่งพักเพื่อร่างกายแห้ง ก็อาบน้ำเปลี่ยนชุดก็เป็นอันเสร็จสิ้นโปรแกรมอย่างสมบูรณ์แล้วค่ะ

 

เรนโบว์ อโรคายา

ก่อนทานข้าวกลางวัน เราเลือกเดินมาร้านขายของที่ระลึกและสินค้าสุขภาพ ได้ของชิ้นเล็ก ๆ ติดตัวไปฝากคุณแม่ที่บ้าน เสร็จแล้วเราเดินไปทานอาหารกลางวัน ที่เดียวกับมื้อเช้า รอบนี้เราทานอาหารจานเดียวเหมือนเดิม แต่เป็นเมนูราดหน้าปลาทอดกรอบค่ะ อร่อยเข้มเต็มคำกันอีก 1 มื้อ

 

โปรแกรม ถ้ำเกลือหิมาลายัน

เรนโบว์ อโรคายา

เราตั้งใจจะปิดทริป 2 วัน ด้วยการพักตัวในถ้ำเกลือหิมาลายัน เพราะบางคืนเรานอนไม่หลับ หรือหลับก็ไม่เต็มอิ่ม เขาบอกการพักในถ้ำเกลือหิมาลายัน “ไอเกลือ” ที่ระเหิดออกมาจะช่วยปรับลดคลื่นสมอง ให้เข้าโหมดผ่อนคลาย หลับสนิท ให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้เต็มที่ นอกจากนี้ ไอเกลือยังช่วยทำความสะอาดระบบทางเดินหายใจ ให้หายใจได้โล่งและลึกกว่าที่เคย และลดคลื่นไฟฟ้าที่สะสมในตัวจากการใช้อุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ด้วย เราเลยตัดสินใจปิดทริปด้วยกิจกรรมนี้ค่ะ

ขั้นตอนเราต้องตรวจร่างกายเบื้องต้น ทำความสะอาดร่างกาย เปลี่ยนชุด เข้าไปพักในถ้ำเกลือหิมาลายัน ภายในถ้ำที่เราเห็น จะเป็นก้อนหินเกลือสีชมพู จัดเรียงคล้ายผนังก่ออิฐ แต่มีลวดลาย สีสันความหนักเบาเฉพาะในแต่ละก้อน ก่อให้เกิดความสวยงามแปลกตา  ไม่เคยพบเห็นจากที่อื่น กับบรรยากาศของความสงบ ผ่อนคลาย เราพักอยู่ในถ้ำเกลือหิมาลายันนี้ประมาณ 45 นาที ซึ่งกำลังดีสำหรับเรา โดยเราพยายามปรับการหายใจให้หายใจลึกมากขึ้น ผลที่ได้ คือ ความรู้สึกปลอดโปล่งโล่งสบาย รู้สึกหายใจได้ดีในอากาศสะอาด ๆ ทำให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า เห็นเจ้าหน้าที่บอกว่าโปรแกรมนี้ เหมาะสำหรับผู้มีโรคหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคภูมิแพ้ โรคไซนัส เป็นหวัด คัดจมูก คออักเสบ ไอมีเสมหะ หรือไอ ช่วยลดอาการของโรคเครียด โรคนอนไม่หลับด้วยค่ะ

ตอนมาเช็คเอ้าท์ ได้คุยกับพนักงานอีกครั้ง ยังรู้ว่าที่รีสอร์ทมีบริการจัดโปรแกรมเฉพาะเป็นรายบุคคล ผู้ใช้บริการสามารถแจ้งให้ทางรีสอร์ทจัดโปรแกรมดี ๆ พิเศษ ๆ ให้เป็นการเฉพาะได้ด้วยค่ะ

ติดตามเนื้อหาดี ๆ จากทีมงาน health2click ได้อย่างต่อเนื่องเลยนะคะ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Tel. 02-712-8958
Website : www.rainbowarokaya.com
Line : @rainbowarl

 

 


-ขณะออกกำลังกาย.jpg

มีข้อมูลพบว่า อันตรายขณะออกกำลังกาย โดยเฉพาะอัตราการเสียชีวิต ทั่วโลกอยู่ที่ 1 : 80,000 – 200,000 โดยการเสียชีวิตส่วนใหญ่จะมาจากโรคแฝง ที่นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ๆ ไม่รู้ หรือรู้และอยู่ในระหว่างการรักษาหรือการควบคุม โอกาสที่จะเสียชีวิตในคนที่แข็งแรงไม่มีโรคแฝงจากกการออกกำลังหรือเล่นกีฬาโดยตรงนั้น มีโอกาสเกิดน้อยกว่า

 

สาเหตุการเสียชีวิต จากการออกกำลังกาย

สำหรับการเสียชีวิต ซึ่งเกิดในระหว่างการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา เช่น การวิ่งระยะไกล การเตะฟุตบอล การเล่นแบดมินตัน มักจะมาจากโรคแฝงที่เกี่ยวกับหัวใจเป็นหลัก โดยมีโอกาสเกิดสูงในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีอายุ ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มีประวัติเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจ หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ไขมันสูง ความดันสูง มีเบาหวาน สูบบุหรี่ อ้วน เป็นต้น เมื่อต้องออกกำลังกายต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ๆ 3 – 5 ชม. และเมื่ออยู่ในสภาพที่มีความฟิตไม่เพียงพอ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ มีเรื่องเครียดก่อนแข่ง นอนดึกก่อนแข่ง จึงมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตระหว่างการออกกำลังกายสูง

ทั้งนี้สาเหตุหลัก ๆ ของการเสียชีวิต มาจากการที่มีลิ่มเลือดหรือก้อน plaque หลุดไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิดการอุดตันเฉียบพลัน เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวายและเสียชีวิต ซึ่งโรคนี้ในการดำเนินชีวิตปกติอาจไม่มีอาการ นอกจากนี้การตรวจหลอดเลือดหัวใจตามปกติ เช่น การตรวจเลือด เอกซเรย์ทรวงอก CT scan, MRI, คลื่นไฟฟ้าหัวใจ, การวิ่งสายพาน (Exercise stress test: EST) การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary angiogram) อาจให้ผลเป็นปกติได้ ทำให้ผู้ออกกำลังกายหรือผู้เล่นกีฬาส่วนใหญ่ไม่รู้มาก่อนว่ามีโรคแฝงอยู่ สำหรับในรายที่อายุน้อยกว่า 40 ยังอาจเสียชีวิตจากโรคหัวใจผิดปกติอื่น ๆ ได้ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อีกทั้งมีการพบว่า มีอัตราเสี่ยงในการเสียชีวิตที่สูง ในผู้ที่ปกติไม่ค่อยออกกำลังกาย แล้วจู่ๆไปออกกำลังกายหนักๆเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งเกินหัวใจจะรับได้

นอกจากการเสียชีวิตจากโรคแฝงที่เกี่ยวกับโรคหัวใจแล้ว ยังมีการเสียชีวิตในขณะออกกำลังกายจากสาเหตุอื่น เช่น การสูญเสียเกลือแร่ จากโรคลมแดด (Heat stroke) ซึ่งมีโอกาสเกิดน้อยกว่า

  

อาการเตือนถึงอันตรายขณะออกกำลังกาย

ทั้งนี้ผู้ออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาควรต้องสังเกต อาการที่แสดงถึง อันตรายขณะออกกำลังกาย สำคัญ ๆ โดยถ้ามีอาการอย่าฝืน อย่าพยายามเล่นต่อเด็ดขาด อาการดังกล่าว ได้แก่

  1. เจ็บแน่นหน้าอก โดยอาจลามไปจนถึงช่วงแขน คอ กราม ใบหน้าหรือช่องท้อง
  2. เวียนหัว หน้ามืดจะเป็นลม หรือเหงื่อแตก ใจสั่น

โดยหากมีอาการดังกล่าว ให้รีบบอกเพื่อน ผู้เล่น กรรมการเพื่อส่งให้หน่วยพยาบาลปฐมพยาบาล หรือไปโรงพยาบาลทันที หากไม่มีหน่วยช่วยเหลืออยู่ใกล้ ๆ ให้โทรศัพท์ไปที่เบอร์สายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

  

ข้อแนะนำในการลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิต

  1. ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจร่างกายตามระดับความเสี่ยง เช่น อายุมาก มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ อาจต้องทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การวิ่งสายพานหรือการตรวจอื่นๆที่เหมาะสม ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดและค่าใช้จ่ายในการตรวจจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งจะมีแพคเกจเฉพาะออกมาเป็นระยะ โดยภายหลังการตรวจ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัด
  2. ควรมีการเตรียมร่างกาย ฝึกซ้อมก่อนเล่นหรือก่อนแข่งอย่างเพียงพอ โดยมีรูปแบบการฝึกทั้งแบบ interval หนักสลับเบา แบบ tempo หนักต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความทนทาน รวมถึงการฝึกเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เป็นต้น
  3. ในการออกกำลังกาย หากมีความหนักหน่วง เช่น ออกกำลังกายในลักษณะที่อัตราการเต้นของหัวใจโซนสูง ๆ ควรค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบเร่ง ไม่โหมโดยไม่ดูกำลังตัวเอง และควรมีวันพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้มีการปรับตัว
  4. ในกรณีที่เป็นการแข่งขัน ให้เล่นเหมือนกับที่ซ้อมมา อาจเข้มข้นขึ้นได้อีกเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายคุ้นเคยกับระดับความหนักของการออกกำลังหรือแข่งในระดับนี้มาแล้ว อันตรายมากหากไม่ค่อยได้เล่น ซ้อมน้อยหรือหยุดไปนาน แล้วมามุ่งมั่นเอาจริง เอาจังตอนแข่ง ซึ่งหัวใจจะโหลด และมีความเสี่ยงสูงอาจทำให้เสียชีวิตได้
  5. หากพบอาการเตือน เช่น แน่นหน้าอก เวียนหัว หน้ามืดจะเป็นลม อย่าฝืนเล่นหรือออกกำลังกายต่อ ให้หยุดพัก แจ้งหน่วยพยาบาลหรือติดต่อสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทันที
  6. นอกจากนี้ควรหาเวลาเข้าอบรมการทำ CPR หรือการปั้มหัวใจ เผื่อมีโอกาสในการช่วยผู้เล่นกีฬาคนอื่น ๆ ได้

การออกกำลังกายให้ถูกประเภท โดยมีความหนักและความถี่ที่เหมาะสม ผู้ออกกำลังกายจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการสังเกตอาการผิดปกติ โดยเฉพาะอาการที่อาจเกี่ยวกับหัวใจ และปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com
ข้อมูลอ้างอิง : ข้อมูลจาก พ.อ. นพ. กิจจา จำปาศรี. (2562). วิ่งหรือออกกำลังกายอย่างไร ให้ปลอดภัยกลับบ้านแน่ ๆ. www.health2click.com


-4-ชุดว่ายน้ำอวดจุดเด่นพรางจุดด้อย.jpg

ชุดว่ายน้ำ ถือเป็นอีกชุดปราบเซียนที่ส่งผลต่อความมั่นใจในรูปร่างของสาว ๆ เป็นอย่างมาก ซึ่งหากใครฟิตหุ่นทันช่วงเวลาที่ต้องออกทริปทะเลก็ถือว่าได้กำไรไป แต่ถ้าไม่ทันงานนี้ก็คงมีเครียดกันหน่อย…ไม่ต้องกังวลใจมากเกินไปเพราะเรามีเคล็บลับในการเลือกชุดว่ายน้ำมาฝาก ถึงจะเป็นสาว ๆ หุ่นเฟิร์มที่ยังแอบห่วงเรื่องความสมส่วนของรูปร่างก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ได้เช่นเดียวกัน

 

วิธีเลือก 4 ชุดว่ายน้ำอวดจุดเด่นพรางจุดด้อย


มีพุง

จะไปทะเลทั้งที พุงเจ้ากรรมดันมาโผล่ตอนนี้เสียได้ จะแก้ในระยะเวลาอันสั้นก็คงไม่ทันการณ์แล้ว ดังนั้นก็ต้องอาศัยชุดว่ายน้ำช่วยอำพรางหุ่นกันซักหน่อย สำหรับสาว ๆ รูปร่างอวบท้วม การใส่ชุดว่ายน้ำแบบวันพีซจะช่วยซัพพอร์ตสัดส่วนของคุณได้ดีที่สุด ทำให้มองเห็นเส้นเอวชัดเจน แต่ถ้าใครยังอยากสวมชุดว่ายน้ำแบบทูพีซก็ใช่ว่าจะมีไม่ทางออกเสียทีเดียว ลองเลือกชุดว่ายน้ำสไตล์วินเทจที่เป็นกางเกงว่ายน้ำเอวสูงจะสามารถแก้ปัญหาหน้าท้องที่หย่อนคล้อยได้

 

หน้าอกเล็ก

ถ้าขนาดหน้าอกทำให้สูญเสียความมั่นใจอย่าเพิ่งเศร้า เชื่อว่าสาว ๆ อกเล็กหลายคนคงกังวลไม่น้อยเพราะอดเทียบตัวเองกับนางแบบชุดว่ายน้ำไม่ได้ แต่จะให้ยัดฟองน้ำหรือกระดาษทิชชู่ก็กลัวพลาด เวลาลงเล่นน้ำจะมีขยะลอยตามเป็นพรวนไปอีก ทางออกของคุณแก้ไม่ยากค่ะ เพียงแค่เลือกชุดว่ายน้ำที่แต่งระบายตรงช่วงอก จะเป็นลูกไม้ โบผ้า หรือประดับจิวเวลรี่บลิ๊ง ๆ ก็เก๋เริ่ดกว่าใครแน่นอน ที่สำคัญดีเทลตรงช่วงอกยังช่วยหลอกสายตาให้หน้าอกของคุณดูนูนขึ้นด้วยนะ

 

ต้นแขนใหญ่

พยายามออกกำลังกายกระชับต้นแขนแทบตาย แต่ดันลดไม่ทันวันที่ต้องใส่ ชุดว่ายน้ำ ไปซะอย่างนั้น เรามีวิธีเรียกความมั่นใจของคุณสาว ๆ กลับคืนมาด้วยการเลือกชุดว่ายน้ำแบบ Long sleeve หรือแขนยาวเพื่อเก็บเนื้อส่วนเกินบริเวณต้นแขนให้ดูเฟิร์ม แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะไม่สวยเท่าเพื่อน เพราะเดี๋ยวนี้ชุดว่ายน้ำแบบแขนยาวเขามีดีไซน์สวย ๆ เก๋ ๆ ให้เลือกเพียบ สีสันน่ารักสดใสไปจนถึงแซ่บเผ็ดพริกสิบเม็ด อยากได้แนวไหนเลือกให้สนุกเลย

 

รูปร่างตรง

รูปร่างเฟิร์มทั้งทีก็ยังเป็นปัญหา เชื่อว่าสาว ๆ บางคนแอบเครียดที่ตัวเองดันผอมจนดูไม่มีส่วนเว้าส่วนโค้ง ขนาดหน้าอก เอวและสะโพก ดูรวม ๆ แล้วใกล้ ๆ กัน ขอย้ำว่าไม่ต้องใจเสีย รูปร่างแบบนี้แหละที่เหล่านางแบบบนรันเวย์เขาฮิตหนัก คุณใส่ชุดว่ายน้ำประเภทดีไซน์แปลก ๆ สายไขว้พันกันไปมาชนิดที่คนอื่นอาจใส่แล้วดูเป็นแหนม แต่คุณใส่แล้วดูแพงมาก พวกดีไซน์ชุดแบบเจาะเว้าตามช่วงเอวก็ใส่สวย เอาแบบที่หาง่ายที่สุดก็ต้องนี่เลย…บิกินี่ หุ่นของคุณเกิดมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ

 

เห็นมั้ยคะว่าปัญหารูปร่างและชุดว่ายน้ำนั้นมีทางแก้ เพียงแค่เลือกให้เหมาะเท่านั้น ซึ่งอันดับแรกก็ต้องพิจารณาว่าตัวคุณเองมีจุดเด่นตรงไหน และอยากพรางตรงไหนเป็นพิเศษหรือไม่ แต่ถ้าใครอยากหุ่นดีอย่างยั่งยืน ก็อยากชวนมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือคุณจะมีทั้งร่างกายที่แข็งแรงซึ่งส่งผลให้จิตใจแข็งแรงไปด้วย มาเริ่มต้นออกกำลังกายกันตั้งแต่วันนี้ แล้วก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าทริปไหนจะไม่พร้อม เพราะถ้าหุ่นกระชับได้สัดส่วนแล้วจะใส่อะไร แฟชั่นแนวไหน ก็สวยทุกองศาแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.cosmopolitan.com   www.popsugar.com   www.shape.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com  www.na-kd.com   www.hm.com   www.lavieenrose.com   www.fashionnova.com

 


-14-อาการปวดที่พบได้บ่อย-ติดตามเลย-.jpg

แน่นอนว่าในชีวิตที่ผ่านมา ทุกคนจะต้องพบเจออาการปวดจุกจิกกับส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งหากไม่รุนแรง บางครั้งคุณพักผ่อน หรือทานยาแก้ปวดซักเม็ด สองเม็ด แล้วล้มตัวนอนอย่างไม่ใส่ใจ แต่จะดีกว่าหรือเปล่า ถ้าเราสามารถรับมือกับอาการปวดที่เกิดขึ้นในส่วนต่าง ๆ ด้วยวิธีที่เหมาะสมที่สุด ติดตาม 14 อาการปวดพื้นฐาน ดังต่อไปนี้

 

อาการปวดจากเอ็นหุ้มข้อและกล้ามเนื้อฉีก

หลาย ๆ คนที่เล่นกีฬาหรือมีการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ คงคุ้นเคยกับการปวดจากเอ็นข้อฉีก (Sprain) เช่น ข้อเท้าแพลงขณะเล่นกีฬา และเอ็นกล้ามเนื้อฉีก (Strain) จากการถูกดึงหรือยืดอย่างแรง เช่น บาดเจ็บกล้ามเนื้อ จากการเล่นฟุตบอล โดยทั้งสองแบบมักทำให้เกิดอาการบวมและอักเสบ และบางครั้งสามารถทำให้เกิดรอยช้ำ หรือกล้ามเนื้อกระตุก การรักษาในขั้นต้นให้ใช้หลัก RICE โดย R คือ การพักใช้งานอวัยวะ I คือ การประคบเย็น C คือ การรัดอวัยวะให้อยู่นิ่ง และ E คือ การยกอวัยวะที่เจ็บให้สูงกว่าหัวใจ ทั้งนี้สามารถใช้ยาแก้ปวดที่วางขายอยู่ทั่วไป แต่ถ้าหากคุณมีอาการชาหรือรู้สึกเสียวซ่า ไม่สามารถขยับข้อต่อได้ หรือไม่ดีขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

 

อาการปวดหัว จากความเครียด

อาการปวดหัวจากความเครียด (Tension headache) ทำให้คุณรู้สึกเหมือนมีอะไรกำลังบีบรัดหัวของคุณอยู่ รับมือเบื้องต้นด้วยยาแก้ปวดที่หาได้ทั่วไป นอนพักผ่อน และดื่มน้ำบ่อยๆ เพียงเท่านี้ อาการปวดหัวของคุณจะหายไปภายในไม่ถึงชั่วโมง แต่อาจจะมีอาการปวดกลับมาบ้างภายในสองสามวัน โดยเคล็ดลับที่จะช่วยหลีกเลี่ยงอาการปวดหัวจากความเครียด คือ การพักผ่อนที่เพียงพอ การนวดผ่อนคลาย การปล่อยวางจากความเครียด และการดื่มน้ำมากๆ แต่ไม่ใช่น้ำที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน

 

อาการปวดไมเกรน

การปวดตุบ ๆ บริเวณด้านหน้า หรือด้านข้างของศีรษะจากไมเกรน (Migraine) สามารถกระทบต่อกิจวัตรประจำวันของคุณได้ โดยคุณอาจจะไม่สบายท้อง ไวต่อแสงสว่าง คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดตา ปวดคอ ปัสสาวะบ่อย สิ่งที่ควรทำคือ หาสถานที่ที่มืดและเงียบสำหรับการพักผ่อน ประคบน้ำแข็งเพื่อลดอาการปวด และใช้แผ่นประคบร้อนช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดธรรมดาสามารถช่วยได้หากคุณเพิ่งเริ่มมีอาการไมเกรน แต่สำหรับบางคนที่อาการปวดไมเกรนมีความรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาเป็นสิ่งจำเป็น

 

อาการปวดฟัน

สาเหตุของอาการปวดฟัน อาจมาจากฟันผุ ฟันแตก การอุดฟันที่เสียหาย หรือแม้แต่โรคเหงือก แม้ว่าคุณจะไม่ค่อยปลื้มในการพบเจอทันตแพทย์ แต่ถ้าอาการปวดฟันของคุณกินเวลานานหลายวัน  คุณควรจะตัดสินใจไปพบทันตแพทย์ เพราะคุณอาจติดเชื้อบริเวณที่ปวดจนนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น

 

อาการปวดคอ

บริเวณคอคือส่วนที่ได้รับการคุ้มครองน้อยกว่าส่วนของกระดูกสันหลังที่เหลือ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการปวดได้ง่าย โดยอาการปวดคอส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดแค่ชั่วคราว โดยปกติแล้วคุณยังไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ โดยคุณควรให้ความสำคัญกับการจัดวางท่าทางที่ถูกต้องในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ยกของ นอน แม้แต่การเดิน อย่างไรก็ตามการปวดคอเรื้อรังหรือรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ทันที

 

วิธีรับมือ 14 อาการปวดที่พบได้บ่อย ติดตามเลย

อาการปวดหลัง

เมื่ออายุคุณเพิ่มขึ้น อาการปวดหลังเหมือนจะกลายเป็นอาการปกติที่จะต้องพบเจอ โดยการปวดหลังอาจเกิดจากน้ำหนักตัวที่มากเกิน การยกของผิดท่า การเป็นโรค เช่น โรคข้ออักเสบ (Arthritis) และมะเร็ง ก็อาจจะส่งผลต่อบริเวณหลังและกระดูกสันหลังของคุณ ท่ายืนก็สามารถทำให้คุณปวดหลังได้เช่นกัน การรักษาอาการปวดหลังส่วนใหญ่ คือ การใช้ยาแก้ปวด การประคบร้อนหรือประคบเย็น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เล่นโยคะและการนวดก็ช่วยได้เช่นเดียวกัน เหมือนกับทุกข้อควรพบแพทย์ในกรณีที่เป็นเรื้อรังหรือรุนแรง

 

อาการปวดไหล่ ภาวะข้อไหล่ติด

อาการปวดไหล่ ซึ่งมักจะปวดมากขึ้นในตอนกลางคืน โดยเฉพาะเมื่อคุณนอนตะแคงข้างไปทับไหล่ข้างที่มีอาการ ความเจ็บปวดจะทำให้การทำกิจวัตรประจำวันเป็นเรื่องที่ยาก โดยเฉพาะเมื่อถึงจุดที่คุณข้อไหล่ติด (Frozen shoulder) ข้อต่อไม่สามารถขยับได้ แก้ไขได้โดยการทำกายภาพบำบัด และออกกำลังกายเล็กน้อย เพื่อทำให้ไหล่สามารถขยับได้มากขึ้นทีละนิด อาการข้อไหล่ติดส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ อายุระหว่าง 40-60 ปี และพบมากในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน

 

อาการเอ็นอักเสบและไขข้ออักเส

เอ็นอักเสบ (Tendinitis) และไขข้ออักเสบ (Bursitis) จะมีอาการปวดและบวมบริเวณอักเสบ สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้งานที่มากเกินไป หรือการได้รับบาดเจ็บบริเวณที่เป็นข้อต่อ เช่น บริเวณข้อเท้า ข้อศอก เข่า สะโพก ไหล่หรือข้อมือ กรณีนี้สามารถใช้หลัก RICE โดย R คือ การพักใช้งานอวัยวะ I คือ การประคบเย็น C คือ การรัดอวัยวะให้อยู่นิ่ง และ E คือ การยกอวัยวะที่เจ็บให้สูงกว่าหัวใจ ทั้งนี้หากอาการปวดและบวมมีอาการแย่ลง เช่น บวม ร้อนมากขึ้น ปรึกษาแพทย์ทันที

 

อาการข้ออักเสบ

โรคมากกว่า 100 ชนิดก่อให้เกิดอาการปวดข้อ  โดยอาการข้ออักเสบ (Arthritis) จะประกอบไปด้วยการบวม ปวด ตึงและเคลื่อนไหวข้อต่อลำบาก สาเหตุอาจมาจากการเสื่อมจากการใช้งาน หรือเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune system) อาการปวดข้อมักไม่สามารถหายขาด แต่คุณสามารถบรรเทาอาการปวดและปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนในการดูแลได้

 

อาการปวดท้อง

มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้เกิดอาการปวดท้อง (Stomachache) รวมถึงอาการอาหารไม่ย่อย การมีแก๊สในกระเพาะอาหาร และท้องผูก ปกติแล้วสามารถใช้ยารักษาอาการในเบื้องต้นได้ แต่ถ้าหากอาการปวดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน รุนแรง ต่อเนื่องหลายวัน หรือมีอาการแปลกๆ เช่น อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีเลือดปน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

อาการปวดสะโพกลงขา

อาการปวดสะโพกลงขา (Sciatica) ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายทั้งเวลานั่งและยืน โดยคุณอาจรู้สึกอ่อนล้า รู้สึกชาที่บริเวณขา สาเหตุจากการที่เส้นประสาท Sciatic ถูกกระทบกระเทือนหรือกดทับ ทั้งนี้การจามหรือการไอสามารถเพิ่มความปวดได้ อาการปวดสะโพกมักหายไปภายใน 2-3 สัปดาห์ ด้วยการพักผ่อน และออกกำลังกายอย่างระมัดระวัง แต่ถ้าให้ดีการไปพบแพทย์จะทำให้เรามั่นใจได้ว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดูแลด้วยตัวเองได้

 

อาการปวดเส้นประสาท

การรู้สึกเสียวแปล๊บ ร้อนวูบ ชาและอ่อนล้า สามารถเป็นสัญญาณบ่งบอกการมีปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาทได้  ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ดี สามารถมีอาการปวดเส้นประสาท (Nerve pain) บริเวณมือ เท้า แขน และขา หรือคนที่ป่วยเป็นโรคงูสวัด ผื่นจากไวรัสอีสุกอีใส ก็สามารถนำไปสู่อาการปวดเส้นประสาทได้เช่นเดียวกัน เมื่อมีปัญหาดังกล่าว คุณอาจมีความผิดปกติในการทำงานของระบบอวัยวะตามมา เช่น ปัญหาการย่อยอาหาร ปัญหาการขับถ่ายปัสสาวะ อาการปวดเส้นประสาทแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อการวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง

 

อาการปวดจากการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ

ระวังไว้ การวางท่าทางของมือที่ไม่ถูกต้องเมื่อใช้แป้นพิมพ์ และการใช้แป้นพิมพ์ที่มากเกินไป สามารถก่อให้เกิดความผิดปกติที่เส้นประสาท โดยอาจทำให้เกิดอาการเสียวแปร๊บ ชา ที่นิ้วมือของคุณ สิ่งที่ต้องทำเมื่อมีอาการ คือ พักการใช้ข้อมือ หลีกเลี่ยงการบิดหรือดัดข้อมือซักสองสามสัปดาห์ จากนั้นลองเล่นโยคะ ทำกายภาพบำบัด และการกินยาลดอาการบวมถ้าจำเป็น

 

อาการปวดบวมที่เท้า

หากคุณมีอาการปวดบวมที่เท้า สิ่งที่ต้องทำคือ พักการใช้งานและยกเท้าของคุณขึ้น ประคบน้ำแข็งเป็นเวลา 15 – 20 นาที ถ้าคุณจำเป็นต้องยืนบนพื้นแข็งทั้งวัน ควรใส่ถุงเท้าที่รัดกระชับ หรือรองเท้าที่ซัพพอร์ตเท้าของคุณเป็นอย่างดี และควรถอดออกมาพักเท้าบ้างหากคุณสามารถทำได้ ผู้ที่เท้ามีลักษณะแบนหรือมีส่วนโค้งที่ยกสูงมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการช้ำบริเวณฝ่าเท้าได้ง่าย การยืดเส้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับอาการแบบนี้ ปรึกษาแพทย์เมื่อคุณรู้สึกเจ็บมาก

 

อาการปวดส่วนมากมักจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่พบเจอได้บ่อย การดูแลตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม เมื่อพบเจออาการปวดแบบต่างๆ จะทำให้คุณฟื้นตัวเร็วขึ้น ที่สำคัญคือเมื่อมีอาการปวด ก็อย่าเพิ่งฝืนใช้ร่างกายมาก และไปพบแพทย์หากมีอาการปวดเรื้อรัง หรือรุนแรง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


5-Frying-oils-good-health.jpg

น้ำมันทอดกับอาหาร ถือว่าเป็นของคู่กันสำหรับคนที่รับประทานอาหารตามปกติ และถ้าคุณวางโปรแกรมการรับประทานอาหารคลีน ก็จะยิ่งมีการแยกประเภทของน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพเฉพาะเจาะจงลงไปอีก บางคนอาจเคยคิดว่าของทอดนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย แต่อันที่จริงแล้ว วัตถุดิบตั้งต้นต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ ส่วนกรรมวิธีการปรุงอย่างการทอดนั้นไม่ใช่ปัญหา ถึงแม้จะควบคุมอาหาร แต่ถ้าเลือก “น้ำมันทอด” ที่ดีต่อร่างกาย ยังไงก็ยังฟินกับของทอดได้แน่นอน

 

น้ำมันทอด 5 ชนิด ได้แก่

1.น้ำมันมะกอก

ถ้าคุณกำลังสนใจเรื่องการรับประทานอาหารคลีน น้ำมันมะกอกถือว่าเป็นราชินีของการปรุงเมนูคลีนเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นน้ำมันที่ให้แคลอรี่ต่ำ มีสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย น้ำมันมะกอกมีหลายชนิด ตั้งแต่ Virgin, Extra virgin, Light ซึ่งคำเหล่านี้ใช้จำแนกถึงระดับจุดเดือดของน้ำมัน ซึ่งบางคนอาจกำลังงงว่า น้ำมันมะกอกสามารถทอดของจนกรอบได้หรือไม่ คำตอบ คือ ได้ ถ้าเลือกชนิด Light ซึ่งมีจุดเดือดสูงที่สุดจากทั้งหมดนี้ สามารถทอดเนื้อสัตว์ชุบแป้งทอดชิ้นเล็ก ๆ ได้ ส่วน Virgin เหมาะกับอาหารคลุกจำพวกสลัด และ Extra virgin เหมาะกับการนาบ ย่าง หรือผัดโดยใช้ความร้อน

 

2.น้ำมันคาโนลา

คาโนลาเป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง โดยน้ำมันคาโนลานี้ สกัดมาจากเมล็ดของมันนั่นเอง ถือว่าเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก เพราะมีระดับไขมันอิ่มตัวที่ต่ำ มีโอเมก้าสูง ทำให้ครองใจคอรักสุขภาพมากมาย อีกทั้งมีระดับจุดเดือดปานกลาง ดังนั้น ถ้าใครคิดถึงการรับประทานของทอดอย่างไข่เจียวกรอบ ๆ หรือมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบทำเองซักถ้วย ก็ยังทอดไหว แต่ถ้าทอดในระดับ Deep fried อย่างปลากะพงทอดน้ำปลา คงต้องบอกลากันไปก่อน

 

3.น้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว ถือเป็นน้ำมันน้องใหม่ที่เริ่มบูมมากในกลุ่มคนรักสุขภาพ ช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับน้ำมันประเภทอื่น มีไขมันทั้งอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ ดังนั้น จึงเหมาะกับคนที่เล่นบอดี้เวท ทำให้น้ำมันมะพร้าวมักจะถูกบรรจุลงในโปรแกรมการกินแบบ Burn fat ของเหล่ากูรูเทรนเนอร์ท่านต่าง ๆ และตอนนี้ในท้องตลาดยังมีการพัฒนาน้ำมันมะพร้าวเพื่อการปรุงอาหารในครัวเรือนโดยเฉพาะด้วย ทำให้ผู้บริโภคสามารถสร้างสรรค์เมนูได้หลากหลาย ตั้งแต่การทำสลัดจนถึงการใช้น้ำมันทอดตามปกติทั่วไปเลย

 

4.น้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าวถือว่ามีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เพราะเป็นน้ำมันที่สกัดจากเปลือกของเมล็ดข้าวที่เรารับประทานกันเข้าไป และยังมีสารที่เรียกว่า Oryzanol ซึ่งได้รับการกล่าวถึงอย่างมากว่าเป็นไขมันดี และส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดด้วย ปัจจุบันน้ำมันรำข้าวในท้องตลาดได้มีการพัฒนาออกมาเป็นแบบ Light สำหรับผู้ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษ ซึ่งคำว่า Light นี้ หมายถึงระดับแคลอรี่ที่น้อยกว่าน้ำมันรำข้าวปกติ สามารถผัดและทอด Deep fried ได้ และสามารถใช้ในเตาอุณหภูมิสูงแทนเนยตามเมนูขนมอบเพื่อสุขภาพ อย่างคุกกี้ หรือบราวนี่ได้ด้วย

 

5.น้ำมันพืช

ถ้าพูดถึงคำว่าน้ำมันพืชในท้องตลาด เรามักจะคุ้นหูคุ้นตากันดีกับน้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม ที่เห็นวางจำหน่ายกันทั่วไป ปัจจุบันนี้ความมั่นใจของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นอีกขั้น ด้วยกฎหมายที่ควบคุมเรื่องไขมันทรานส์ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าน้ำมันพืชธรรมดา ๆ ก็ดีต่อสุขภาพได้ไม่แพ้กัน นอกจากนั้น หลากหลายแบรนด์ยังมีการเพิ่มจุดขายด้วยการเพิ่มแร่ธาตุและสารอาหารต่าง ๆ ลงไป โดยผู้บริโภคสามารถเลือกแบรนด์ที่ชอบได้ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันเพื่อสุขภาพแบบอื่น ๆ แล้ว น้ำมันพืชจะมีจุดเด่นที่ราคา อีกทั้งยังสามารถย่าง ผัด ทอดได้หลากหลายตามใจอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.everydayhealth.com   www.mensjournal.com   www.time.com
ภาพประกอบจาก: www.pixabay.com

 


5-กิจกรรมที่ชวนแฟนทำแล้วลดน้ำหนักแถมสวีทสุด.jpg

สำหรับบางคน ลดน้ำหนักอกกำลังกายคนเดียวอาจจะรู้สึกไม่ค่อยมีกำลังใจเท่าไหร่นัก แต่ถ้ามีเพื่อนมาร่วมกิจกรรมด้วยกันก็ยิ่งสนุก และถ้ายิ่งได้แฟนมาชวนกันลดน้ำหนักด้วยแล้วยิ่งมีแรงฮึดคูณสิบขึ้นมาทันที เรามาลองดูไอเดียสร้างกิจกรรมดี ๆ ที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์อีกทั้งยังได้ออกกำลังกาย เรียกว่ากิจกรรมเดียวได้ทั้งหุ่นดีและความรู้สึกกุ๊กกิ๊ก

 

ทำอาหารคลีน

อาหารคลีนนั้นเป็นเมนูที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ระบบของร่างกายสามารถเผาผลาญได้ดีขึ้นนอกเหนือจากการออกกำลังกายตามปกติ ลองเริ่มต้นมื้ออาหารสุขภาพของคุณด้วยการชวนคนพิเศษเข้าครัวกันดูซักครั้ง อาจลองเนื้อที่รับประทานง่าย ๆ อย่าง เนื้อปลาต่าง ๆ แต่ถ้าคุณทั้งคู่เคยมีประสบการณ์อาหารเพื่อสุขภาพกันมาบ้างแล้วก็ลองอกไก่ ควินัว ธัญพืชที่มีเส้นใยสูง
ไม่ต้องกังวลว่าจะออกมารสชาติไม่ถูกปาก เพราะอย่างไรคุณทั้งคู่ลงมือทำด้วยกันก็ได้ความทรงจำที่ดี ได้ออกแรง ถ้ายังรู้สึกว่ามื้ออาหารคลีนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไป ลองขยับมาดูสเต็ปเล็ก ๆ อย่างการทำขนมแบบ Low fat หรือทำ Protein bar ไว้กินเล่นกันก็ได้

 

ออกเดทที่ลานสเก็ต

ถ้านึกถึงการออกเดท เชื่อว่าคู่รักหลายคู่นึกถึงโรงหนังและร้านอาหารกึ่งผับซึ่งเป็น 2 สถานที่ยอดนิยมตลอดกาล อย่างไรก็ดี ลองเปลี่ยนบรรยากาศหลีกหนีความจำเจดูบ้าง อย่างลานสเก็ตน้ำแข็งและลานโรลเลอร์เบลด ที่นอกจากจะดูแปลกใหม่ระหว่างคุณทั้งคู่แล้วยังสนุก เป็นกิจกรรมที่เรียนรู้ได้ง่ายยิ่งกว่าปั่นจักรยานเสียอีก
ไม่ต้องกังวลว่าจะเล่นไม่เป็น รับรองว่าไม่ถึง 10 นาทีคล่องแน่นอน เป็นกิจกรรมที่คุณทั้งคู่อาจได้มองเห็นแง่มุมใหม่ ๆ ของกันก็ได้ นอกจากนั้นการเล่นสเก็ตน้ำแข็งเป็นเวลาเต็มรอบหรือ 45 – 60 นาที ยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ประมาณ 450 – 550 แคลอรี่เลยนะ…เบิร์นได้ขนาดนี้เกือบเท่าปีนเขาเลยล่ะ แบบนี้หุ่นดีทั้งคุณและแฟนแน่นอน

 

พาทัวร์สวนผลไม้

วันหยุดไปเที่ยวที่ไหนดี…เชื่อเถอะว่าถึงเวลาสุดสัปดาห์หรือช่วงหยุดยาวทีไรคนมีคู่ต้องได้ยินคำถามนี้กันจนแทบไม่รู้ว่าจะตอบอะไร สุดท้ายอาจลงเอยด้วยการไปสถานที่เดิมซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาทัวร์สวนผลไม้กันดูบ้าง อย่างสวนสตรอเบอร์รี่ สวนเชอรี่ สวนเงาะ สวนแก้วมังกร ฯลฯ ยังมีผลไม้อีกมากมายที่รอให้คุณได้ไปสัมผัสบรรยากาศ วิถีชีวิตชาวสวน และรอให้คุณได้รับประทานสด ๆ จากต้น
สูดออกซิเจนจากต้นไม้เขียว ๆ เข้าไปเต็มปอด สุขภาพดีแบบครบองค์รวมไปอีก รู้แบบนี้แล้วอย่ารอช้า…สะกิดคนรักแล้วเลือกเลยว่าอยากไปสวนไหนในประเทศไทย แต่ถ้าเลือกสวนทุเรียนขึ้นมา เวลาไปทัวร์คงต้องยั้ง ๆ ใจกันหน่อยนะ อย่ากินเยอะจนกลายเป็นเพิ่มน้ำหนัก

 

ค่ำคืน Mocktail

อยากลดน้ำหนักก็ด้วย อยากนั่ง Drink ยามค่ำคืนสุดโรแมนติกกับแฟนก็ใช่…แต่รู้เอาไว้เลยว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำให้อ้วนได้ ถ้าอธิบายตามหลักเคมีก็คือ แอลกอฮอล์สามารถเกิดกระบวนการเป็น Fatty acid ได้ อีกทั้งยังมีผลกับ Glycerol ที่สามารถไปรวมร่างกับ Fatty acid จนกลายเป็น Triglyceride ได้ด้วย เรียกว่าทั้งอ้วนนอกและในช่องท้อง 2 เด้ง
แต่อย่าเพิ่งเครียด…ถ้าจะบอกว่าเดี๋ยวนี้ Rooftop Bar หลายแห่งในเมืองกรุงเขามีบริการเครื่องดื่ม Mocktail กันแล้ว โดนเครื่องดื่มชนิดนี้ส่วนใหญ่ทำจากน้ำผลไม้ น้ำเชื่อม และโซดา เป็นหลัก ดังนั้น สามารถดื่มด่ำท่ามกลางบรรยากาศค่ำคืนได้แน่นอน แต่อย่าลืมเลือกชนิดที่หวานน้อย ๆ เพราะถ้าอ้วนเพราะน้ำตาลก็คง Fail เหมือนกัน

 

งานบ้านสุดสวีท

วันธรรมดาทำงานตัวเป็นเกลียว วันหยุดก็หลับเป็นตาย งานบ้านก็กองทิ้งไว้อย่างนั้น หรือบางบ้านสาว ๆ อาจใช้อำนาจมืดในการให้คุณแฟนลงมือทำเพียงลำพัง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือสาว ๆ สบายแต่อ้วนไปอีก ดังนั้น ตั้งสตินับหนึ่งใหม่ มาลองชวนคุณแฟนทำงานบ้านไปพร้อม ๆ กันนี่แหละ ไม่ต้องไปแบ่งว่าอันนั้นหน้าที่เธอ อันนี้หน้าที่ฉัน ทำพร้อมกันคุณจะได้ค่าความสัมพันธ์ที่ยกระดับขึ้นมากกว่า แถมงานบ้านแต่ละอย่างยังช่วยให้ได้ออกแรง ระบายเหงื่อ ได้เผาผลาญแคลอรี่ ลองนึกภาพ ถูบ้านด้วยกันก็ฟินแล้ว

 

กิจกรรมแต่ละอย่างที่เราแนะนำน่าสนใจทั้งนั้น ใครกำลังมองหาโอกาสที่จะสร้างความทรงจำสุดกุ๊กกิ๊กระหว่างกันก็ลองเอาไปใช้ได้ แน่นอนว่าจะช่วยให้การลดน้ำหนักของคุณทั้งคู่กลายเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทำได้ในทุกช่วงเวลาของวัน สนุก และไม่รู้สึกว่าฝืนหรือยากลำบากเลย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


.jpg

หยุดหายใจขณะหลับ เป็นภาวะที่การหายใจในขณะหลับ ถูกหยุดและเริ่มใหม่เป็นช่วง ๆ ตลอดระยะเวลาการนอน ซึ่งมีได้หลายประเภท ที่พบมากที่สุดคือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) โดยภาวะนี้กล้ามเนื้อบริเวณลำคอจะคลายตัวเป็นช่วง ๆ ในระหว่างนอนหลับ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลงหรือถูกปิดกั้น ผู้ที่มีภาวะนี้จะมีการกรนเสียงดัง หายใจลำบากขณะนอนหลับ และอาการอื่น ๆ อันส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้ประสบปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันและอาจเป็นสาเหตุของโรคที่เกี่ยวข้องในเวลาต่อมา หลายครั้งที่ผู้ที่มีภาวะดังกล่าวจะไม่รู้ตัว เนื่องจากอยู่ในขณะนอนหลับ ต้องให้ผู้ใกล้ชิดเป็นผู้สังเกต

 

อาการของผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

  • ขณะนอนหลับ จะมีอาการ กรนเสียงดัง หายใจออกทางจมูกเสียงดัง อาจตื่นกลางดึกจากการหายใจไม่ออกหรือสำลัก เหงื่อออกขณะนอนหลับ
  • เมื่อตื่นขึ้นมา อาจมีอาการ ปากแห้งหรือเจ็บคอ ปวดศีรษะ ระหว่างวันอาจง่วงมาก สมาธิลดลง อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย เช่น ซึมเศร้าหรือหงุดหงิด ความดันโลหิตสูง ความต้องการทางเพศลดลง

 

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

ขณะนอนหลับ หากกล้ามเนื้อบริเวณลำคอ รวมถึงเพดานอ่อน ลิ้นไก่ ทอนซิล และลิ้น คลายตัวมากเกิน จะทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบหรือถูกปิดกั้นเป็นเวลาสั้น ๆ ราว 10 – 20 วินาที โดยสามารถเกิดขึ้นได้ 5 – 30 ครั้งในทุกชั่วโมงตลอดการนอน ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง เกิดการสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ สมองจะรับรู้ถึงปัญหาดังกล่าวและจะมีการกระตุ้นให้ร่างกายตื่น เพื่อกลับมาหายใจแบบปกติอีกครั้งในระหว่างการนอน ภาวะดังกล่าวจะทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ช่วงหลับลึกในวงจรการนอนหลับได้

สำหรับปัจจัยเสี่ยง เช่น ภาวะน้ำหนักตัวเกิน กายวิภาคที่ทำให้ทางเดินหายใจแคบ โรคบางโรค เช่น เยื่อบุโพรงจมูกบวมโต คัดจมูก เพศชายจะมีโอกาสเกิดมากกว่าเพศหญิง การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน พันธุกรรม อายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ทางเดินหายใจ โรคเบาหวาน ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ และผู้ที่รับประทานยาระงับประสาท ยาคลายเครียด หรือยานอนหลับ เป็นต้น

 

เมื่อไหร่ถึงควรพบแพทย์

หากการนอนกรนนั้น รบกวนการนอนหลับของตนเองหรือคนอื่น หรือหลาย ๆ ครั้งที่ต้องตื่นนอน จากการหายใจไม่ออกหรือสำลัก หรือมีอาการง่วงนอนในระหว่างวันมากเกิน จนส่งกระทบต่อชีวิตประจำวัน การนอนกรนนั้นอาจไม่ใช่เรื่องปกติ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องทันที

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากอาการของผู้ป่วย ตรวจร่างกายหาความผิดปกติของเนื้อเยื่อที่บริเวณที่เกี่ยวข้อง วัดความดันโลหิต รวมถึงการตรวจสุขภาพการนอนหลับ อาจต้องนอนค้างที่โรงพยาบาลเพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนอนหลับโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยติดตั้งเครื่องมือหรืออุปกรณ์ตรวจจับและบันทึกสัญญาณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น คลื่นสมอง อัตราการเต้นของหัวใจ รูปแบบและอัตราการหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือด ระยะของการนอนหลับ การเคลื่อนไหวของดวงตา การเคลื่อนไหวของขาขณะนอนหลับ เป็นต้น หรือในบางกรณีแพทย์อาจให้ผู้ป่วยตรวจสุขภาพการนอนหลับเองที่บ้าน

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับสามารถวัดจากจำนวนครั้งของการหยุดหายใจใน 1 ชั่วโมง หรือเรียกว่าดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว (Apnea-Hypopnoea Index: AHI) โดยแบ่งได้ 3 ระดับ ดังนี้

WordPress Tables Plugin

 

การรักษา

แนวทางการรักษาจะปรับให้เหมาะสมกับแต่ละคน และระดับความรุนแรง ดังนี้

  1. การปรับพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ การลดน้ำหนักตัว หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายเป็นประจำ เปลี่ยนจากนอนหงายเป็นนอนตะแคง เป็นต้น
  2. การใช้อุปกรณ์ทางทันตกรรม/ช่องปาก (Mandibular advancement devices, MAD) การใช้ MAD จะช่วยดึงกรามล่างมาด้านหน้า เพื่อทำให้ช่องทางเดินหายใจด้านหลังกว้างขึ้น การนอนกรนน้อยลง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับไม่รุนแรง
  3. การใช้เครื่องสร้างแรงดันในทางเดินหายใจ (Continuous positive airway pressure, CPAP) หรือซีแพพ เครื่องนี้จะสร้างแรงดันอากาศเข้าไปเปิดทางเดินหายใจตลอดเวลา จัดเป็นวิธีการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด โดยผู้ป่วยจะต้องใส่อุปกรณ์หน้ากาก ครอบจมูกหรือปาก แล้วเครื่องจะทำการปรับแรงดันให้สูง พอที่จะเป่าอากาศให้ไหลผ่านลงไป ป้องกันไม่ให้ทางเดินหายใจตีบแคบลงในขณะนอนหลับอย่างต่อเนื่อง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความรุนแรงปานกลางถึงมาก
  4. การรักษาด้วยการผ่าตัด ใช้ในกรณีที่แพทย์เห็นว่าการรักษาด้วยวิธีขั้นต้นไม่สามารถบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้ และภาวะดังกล่าวมีความรุนแรงกระทบต่อคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก
    • Somnoplasty เป็นวิธีการรักษาโดยการใช้คลื่นความถี่ จี้ความร้อนเข้าไปใต้เนื้อเยื่ออ่อน บริเวณเพดานปาก หรือลิ้นไก่ เพื่อเพิ่มทางเดินหายใจ
    • Uvulopalatopharyngoplasty (UPPP) คือ การผ่าตัดที่ตัดเนื้อเยื่อ ทอนซิล ลิ้นไก่และเพดานอ่อนออกไป เพื่อเปิดทางเดินหายใจส่วนบนให้กว้างมากขึ้น
    • Mandibular/maxillary advancement surgery คือ การผ่าตัดกระดูกขากรรไกร ซึ่งจะทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับที่มีความผิดปกติของกระดูกใบหน้ามาก
    • Nasal surgery คือ การผ่าตัดในโพรงจมูก ซึ่งจะช่วยในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของอวัยวะดังกล่าว เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคด (Deviated nasal septum)
  5. การรักษาโดยใช้ยา เช่น มอนเทลูคาส ลิวโคทรีน หรือยาสเตียรอยด์พ่นจมูก จะช่วยบรรเทาอาการในเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบบไม่รุนแรง

ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถพบได้ นอกเหนือจากความง่วงนอน อ่อนเพลีย ขาดสมาธิในระหว่างวันแล้ว ยังมีความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ปัญหาเรื่องต้อหิน รวมถึงปัญหาจากการใช้ยาที่ส่งผลต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.mayoclinic.org   www.pobpad.com   www.bangkokpattayahospital.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


...สุขภาพยังดี-edit.jpg

สำหรับสาว ๆ ทั้งหลาย การช็อปปิ้งถือเป็นกิจกรรมแสนสนุกและโปรดปรานตลอดกาล บางคนสามารถเดินช็อปปิ้งได้นาน ๆ อย่างไม่รู้เบื่อจนหลงลืมเวลา พอรู้ตัวอีกทีก็ปวดเมื่อยไปทั้งร่างกาย และเมื่อกลับบ้าน บางคนก็ต้องตกใจกับจำนวนเงินที่จ่ายไป เมื่อเห็นของสวย ๆ งาม ๆ วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับการช้อปปิ้งที่ดีต่อร่างกาย จิตใจ และกระเป๋าเงินด้วยมาฝากกัน

 

  • เตรียมตัวก่อนไปช็อปปิ้งด้วยการนอนหลับให้เต็มอิ่ม กินอาหารรองท้องไปบ้าง ถ้าไม่อยากรู้สึกโหย แม้คุณจะวางแผนไปนั่งสั่งอาหารอร่อย ๆ ที่ร้านสวย ๆ ซึ่งหมายตาไว้ก็ตาม
  • สวมเสื้อผ้าและรองเท้าที่ใส่สบายและคล่องตัว เลือกคัชชูหรือรองเท้าแตะที่ใส่แล้วไม่เมื่อยเท้า หรือจะสวมรองเท้าผ้าใบเลยก็ตามสะดวก
  • สาว ๆ ที่หิ้วกระเป๋าใบยักษ์เป็นประจำ เมื่อไปช้อปปิ้งควรเปลี่ยนกระเป๋าใบเล็ก ใส่ของที่จำเป็นอย่างกระเป๋าเงิน โทรศัพท์มือถือ และกุญแจรถเท่านั้น เพราะอย่าลืมว่าคุณจะต้องหิ้วถุงเพิ่มอีกหลายชิ้น
  • ใช้รถเข็นที่ห้างสรรพสินค้ามีไว้ให้บริการ คุณจะได้ไม่ต้องหิ้วถุงหนัก ๆ เอง และยังดูออกได้ง่ายด้วยว่าซื้ออะไรไปแล้วบ้าง แถมยังไม่เสี่ยงกับการที่ถุงจะขาดอีกด้วย
  • หากต้องหิ้วถุงเอง พยายามอย่าหิ้วถุงด้วยมือข้างเดียวนาน ๆ หรือหิ้วถุงหนักเกินไป ใช้บริการฝากของถ้ารู้สึกว่าเริ่มมีถุงมากเกินจะถือเองไหว
  • จดรายการของเบื้องต้นที่อยากซื้อและงบประมาณสำหรับวันนั้น ไม่มีอะไรแย่เท่าการช็อปปิ้งจนหมดตัวแล้วต้องอดต่อไปทั้งเดือน แม้ว่าคุณมีทุนเพื่อช้อปปิ้งเหลือเฟือ การตั้งงบประมาณก็เป็นวิธีที่ดีเพื่อฝึกตัวเองไม่ให้ใช้จ่ายมากเกินไป
  • พยายามใช้เงินสดเท่าที่มี ใช้บัตรเครดิตให้น้อยที่สุด เพราะในการจ่ายเงินสดคุณจะรู้สึกถึงเงินที่จ่ายไปมากกว่าการรูดบัตร ป้องกันการซื้อสินค้าราคาแพงเกินไปหรือไม่จำเป็นได้
  • เปรียบเทียบราคาและคุณภาพสินค้า สิ่งสำคัญที่สุดควรอยู่ที่ความจำเป็น ความมีประโยชน์ ความทนทาน ความคุ้มราคา ความสวยงาม และความถูกใจ บางอย่างที่คิดว่าซื้อมาแล้วจะถูกซุกอยู่ในตู้เฉย ๆ ก็อดใจรอไว้ก่อน เพราะคุณอาจไม่ต้องการมันจริง ๆ ก็ได้
  • ชวนเพื่อนที่มีเหตุผลในการใช้เงินไปด้วย เผื่อเพื่อนจะได้ช่วยดึงสติตอนคุณอยากได้ของที่ไร้เหตุผลหรือแพงเกินไป และเพื่อนยังช่วยคุณสำรวจข้อบกพร่องของสินค้า และเป็นนักวิจารณ์ส่วนตัวได้ด้วยว่าชุดที่คุณซื้อเหมาะกับตัวคุณแค่ไหน
  • อย่าเห็นแก่ของแถมหรือของลดราคา คิดให้ดีว่าเมื่อซื้อมาแล้วจะได้ใช้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ อย่าซื้อ
  • อย่าลืมต่อรองราคาหรือถามเกี่ยวกับส่วนลดพิเศษด้วย บางร้านแม้พนักงานลดราคาให้เองไม่ได้ แต่มีส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าประจำหรือเงื่อนไขพิเศษแบบต่าง ๆ สำหรับบัตรเครดิต
  • เก็บใบเสร็จไว้เสมอ เผื่อสินค้ามีปัญหา ถ้ายังไม่รีบใช้ อย่าเพิ่งแกะป้ายราคาออก เผื่อเปลี่ยนใจอยากขายต่อภายหลัง
  • เมื่อแวะนั่งที่ร้านกาแฟหรือร้านอาหารที่ถูกใจ พยายามสั่งอาหารที่ไม่ทำร้ายสุขภาพ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มแต่น้อย เพราะคุณคงไม่อยากช็อปปิ้งต่อหลังจากนั้นแบบสติครึ่ง ๆ กลาง ๆ
  • กำหนดเวลาช็อปปิ้งไว้คร่าว ๆ บางคนเผลอตัวช็อปปิ้งหนักเป็นวันๆ ผลคือต้องปวดหลัง ปวดเอว ปวดแขน บ่า ไหล่ ไปอีกนาน ถ้าจำเป็นต้องใช้เวลานาน ๆ ควรหาเวลานั่งพักผ่อนเป็นระยะ นั่งจิบชากาแฟในร้านน่ารัก ๆ หายเหนื่อยแล้วค่อยลุยต่อก็ยังได้

 

ด้วยเคล็ดลับต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ คงช่วยให้ขาช็อปแหลกมีแนวทางการช็อปปิ้งที่ดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจขึ้น ลองหาวิธีที่เหมาะกับตัวคุณเอง หาเคล็ดลับส่วนตัวให้เจอ เพื่อจะกลายเป็นสาวนักช็อปที่มีเหตุผล ร่างกายไม่พังหลังออกตะลุยช็อป และจิตไม่ตกหลังจากกลับถึงบ้าน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.betterhealth.vic.gov.au
ภาพประกอบ : www.unsplash.com


-ได้อย่างไร-.jpg

การอักเสบ (Inflammation)  จัดเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค หรือสิ่งที่จะทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกายได้รับบาดเจ็บ ผลของการอักเสบจะทำให้ร่างกายกำจัดสิ่งเหล่านั้นออกไปรวมทั้งมีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่เสียหาย  อย่างไรก็ตามหากเกิดการอักเสบมากเกินไป หรือเกิดการอักเสบแบบเรื้อรังเป็นเวลานาน จะเกิดการทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการทำงานผิดปกติไป

 

การอักเสบมากเกินหรือเรื้อรัง ถูกเชื่อมโยงกับโรคเรื้อรังที่สำคัญ ๆ เกือบทุกโรค เช่น โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดสมอง ในความเป็นจริง มีการตอบสนองต่อการอักเสบที่ไม่เหมือนกันในแต่ละคน อาจอธิบายได้ว่า ทำไมคนสูบบุหรี่หรือคนดื่มจัดบางคน เป็นโรคหลอดเลือดแดง ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจวาย ในขณะที่บางคนไม่เป็น

ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญยังคงศึกษาว่า การอักเสบส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร ในขณะที่ความสำคัญในการควบคุมการอักเสบไม่ให้มาก หรือยาวนานเกินไป เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจำเป็น เรามาดูกันว่า การควบคุมการอักเสบเพื่อการปกป้องดูแลหัวใจ และการทำงานของระบบในร่างกายให้ทำงานอย่างปกตินั้น เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ ได้อย่างไร

 

เลิกสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ส่งผลต่อการอักเสบ โดยจะไปเพิ่มอัตราการสะสมของไขมันตามผนังหลอดเลือดแดง เป็นอีกเหตุผลในการเพิ่มการอักเสบเรื้อรัง  โดยยิ่งบริเวณที่มีคราบไขมันสะสมมากขึ้น บริเวณที่เกิดการอักเสบยิ่งมากขึ้น และแน่นอนว่า เมื่อคราบไขมันที่สะสมมากขึ้นจนหลุดออก อาจนำไปสู่การอุดตันของหลอดเลือดแดง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น ดังนั้น ควรศึกษาวิธีเลิกบุหรี่ อย่างน้อยเพื่อสุขภาพของคุณเอง

 

เคลื่อนไหวร่างกายให้มาก ๆ

อย่าเลือกใช้ชีวิตแบบนิ่ง ๆ อยู่กับที่ ในทางตรงข้าม คุณควรเลือกใช้ชีวิตในแบบกระฉับกระเฉง มีการลุก เดิน นั่ง วิ่ง อยู่ตลอดในการใช้ชีวิต มีผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายในระดับปานกลาง (Moderate exercise) ครั้งละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดระดับการอักเสบได้มากถึง 12%

 

รับประทานอาหารต้านการอักเสบ

มีการศึกษาที่เชื่อมโยงว่า การทานอาหารสูตรเมดิเตอเรเนียน ไดเอท (Mediterranean diet) ซึ่งเน้นการทานปลา ไขมันดี ผัก ธัญพืช ถั่ว และพืชตระกูลถั่ว ช่วยลดการอักเสบ ในขณะที่อาหารประเภทที่มีน้ำตาลสูง ธัญพืชแปรรูป และไขมันทรานส์ มีแนวโน้มเพิ่มการอักเสบให้มากขึ้น มีข้อสังเกตว่าถ้าในฉลากอาหารมีส่วนผสมอะไรที่เขียนว่า ไฮโดรจีเนเตด(Hydrogenated) แสดงว่า มีไขมันทรานส์อยู่ในผลิตภัณฑ์นั้น คุณควรเลี่ยงทันที

สำหรับเรื่องของแอลกอฮอล์ มีงานวิจัยพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลาง คือ ผู้หญิงดื่ม วันละ 1 แก้ว หรือ 2 แก้วสำหรับผู้ชาย อาจทำให้ระดับการอักเสบลดลง ขณะที่อาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น องุ่น ผลเบอร์รี่ และช็อกโกแลตแบบเข้ม 70% ก็เป็นประโยชน์

 

ใช้เวลาว่างในการผ่อนคลาย

การมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ช่วยลดความวิตกกังวล และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เครียด เป็นวิธีที่ดีในการลดการอักเสบ สุขภาพทางอารมณ์ที่ดี และการผ่อนคลายที่มากขึ้น มีบทบาทอย่างมากในการลดการอักเสบให้ดีขึ้น แนะนำให้ใช้เวลากับเพื่อน ๆ ที่ทำให้หัวเราะ การหัวเราะสามารถลดความแข็งและการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดได้ และอย่าลืมพักจากการใช้สมาร์ทโฟนซึ่งอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณเครียดได้

 

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.prevention.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก