ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

เวียนศีรษะ (Dizziness) เป็นอาการที่สามารถพบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เกิดจากการที่ระบบการทรงตัวที่ต้องมีการทำงานสัมพันธ์กันของการมองเห็น การได้ยินหรือสมอง มีความผิดปกติหรือทำงานไม่สอดคล้องกัน โดยอาจพบอาการอื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมได้ คือ อาเจียนคลื่นไส้หรืออาจจะรู้สึกบ้านหมุน โคลงเคลงได้เช่นกัน อาการเวียนศีรษะนี้มักส่งผลต่อกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้การทรงตัว ไม่ว่าจะเป็นการ ยืน เดิน วิ่ง เป็นต้น และยังมีผลต่อกิจวัตรประจำวันโดยตรงอีกด้วย

 

อาการ

อาการเวียนศีรษะไม่จัดว่าเป็นโรค แต่อาจเป็นอาการที่เกิดมาจากโรคต่าง ๆ โดยสามารถพบอาการได้ในหลายลักษณะ ดังนี้

  • เวียนศีรษะแบบหน้ามืดจะเป็นลม โดยความรู้สึกจะเหมือนกับหัวเบา ๆ ตัวเบา ๆ หวิว ๆ ลอย ๆ
  • เวียนศีรษะแบบมึนงง มีอาการมึนศีรษะ วิงเวียน งง สับสนหรือไม่สามารถทรงตัวได้
  • เวียนศีรษะบ้านหมุน (Vertigo) จะรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวเราหมุนในขณะที่ตัวเราอยู่กับที่ หรือตัวเราเองหมุนทั้ง ๆ ที่เรายืนนิ่งอยู่กับที่
  • อาการทรงตัวไม่อยู่แต่ไม่มึนงง

อาการเวียนศีรษะมักจะส่งผลต่อกิจวัตรประจำวันของเรา อาจจะมีอาการแค่สักพักแล้วหายไป แต่ในบางรายอาการก็อยู่นานเป็นวันหรือสัปดาห์ ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ หากอาการรุนแรงขึ้น อาจจะพบความผิดปกติต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น ปัญหาแขนขาอ่อนแรง ปัญหาหาเรื่องการได้ยินที่ลดลง อาจมีบางรายที่มีอาการหูอื้อหรือเสียงในหูร่วมด้วย

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
อาการเวียนศีรษะเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยมักจะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ เกือบไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามในรายที่เกิดขึ้นบ่อยๆ หรือเกิดเป็นเวลานานๆ มีแนวโน้มส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษา ทั้งนี้หากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดความผิดปกติต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง การได้ยินที่ลดลง การทรงตัว นั่ง ยืน เดิน ลำบาก เป็นต้น

 

สาเหตุ

ต้องเข้าใจก่อนว่าเวียนศีรษะนั้นเป็นอาการของโรค ซึ่งอาจจะมีสาเหตุจากโรคอื่น ที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ โดยสาเหตุที่เป็นไปได้มีดังนี้

  • โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นในและแรงดันของน้ำนั้น ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หูอื้อหรือแน่นหู ร่วมกับการได้ยินลดลงหรือได้ยินเสียงที่ผิดปกติไป
  • โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน (Benign Paroxysmal Positional Vertigo: BPPV) เกิดจากตะกอนหินปูนที่อยู่ในอวัยวะควบคุมการทรงตัวภายในหูชั้นในหลุดออกมาจากตำแหน่งที่อยู่เดิม ทำให้เกิดอาการเวียนหัวในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะไปมา เช่น การก้มเงย หรือหันเร็ว ๆ เป็นต้น
  • โรคประสาทหูชั้นในอักเสบ (Labyrinthitis) เกิดจากจากการติดเชื้อไวรัสของหูชั้นในและเกิดการอักเสบขึ้น โดยจะส่งผลกระทบต่อระบบการทรงตัวของร่างกายให้ไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้
  • โรคไมเกรน (Migraine) เกิดจากการที่การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ไม่เลี้ยงสมอง อาจจะทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่พอในส่วนนั้นและเกิดอาการเวียนศีรษะได้ อาจมีอาการนานหลายวันหรือหลายชั่วโมงก็ได้
  • โรคประสาทการทรงตัวอักเสบ (Vestibular Neuronitis) เกิดจากการอักเสบเส้นประสาทการทรงตัวจากท่อครึ่งวงกลมภายในหูชั้นในส่งสัญญาณการทรงตัวของร่างกายไปยังสมอง 2 ข้างไม่เท่ากัน
  • ระบบหมุนเวียนโลหิตที่ผิดปกติ อาจเกิดได้จากภาวะโลหิตต่ำหรือภาวะโลหิตตกจากการเปลี่ยนท่าทางที่รวดเร็ว (Orthostatic Hypotension) เกิดได้ในคนที่นอนติดเตียงเป็นเวลานานหรือผู้ป่วยที่ไม่ค่อยได้อยู่ในท่าทางที่ตั้งตรง อาจจะทำให้ความดันตกขณะเปลี่ยนท่าทางและเกิดอาการเวียนศีรษะได้
  • ความผิดปกติที่สมอง สมองส่วนซีรีเบลลัม (Cerebellum) และก้านสมอง (Brainstem นั้นเป็นส่วนที่คอยควบคุมการทรงตัวและการทำงานสอดประสารสัมพันธ์กัน หากว่าเกิดความผิดปกติที่สมองส่วนดังกล่าวจะทำให้สูญเสียการทรงตัวและเกิดอาการเวียนศีรษะได้เช่นกัน โดยอาการแบบนี้มักพบได้น้อย แต่มีความรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่อาการแขนขาอ่อนแรงเป็นอัมพฤกษ์และอัมพาตได้
  • สาเหตุอื่นๆ อาจเกิดได้จากโรคทางระบบกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัสส่วนปลาย (Somatosensation และ Proprioception) ภาวะโลหิตจาง ภาวะการเสียน้ำและเกลือแร่ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ความเครียด ยาบางชนิดที่มีผลต่อระบบประสาททรงตัวภายในหูชั้นใน การดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

เนื่องจากอาการเวียนศีรษะนั้นไม่มีความจำเพาะเจาะจงเป็นโรค แต่เป็นหนึ่งในอาการของโรคเพียงเท่านั้น ทำให้แพทย์ต้องซักประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด เช่น ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต การใช้ยาหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ ที่อาจจะกระบนกระเทือนที่สมอง จากนั้นจะทำการตรวจพิเศษอื่นๆ ประกอบการวินิจฉัย ดังนี้

  • การทดสอบ Dix-Hallpike Maneuver เป็นการตรวจการเคลื่อนไหวของศีรษะ โดยมักจะตรวจในผู้ป่วยมีข้อสันนิษฐานว่าเวียนศีรษะจากโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนหลุด โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยล้มตัวลงนอนอย่างรวดเร็วในท่าตะแคงศีรษะและห้อยศีรษะเล็กน้อย จากนั้นจะทำการสังเกตการกระตุกของลูกตา (Nystagmus) ซึ่งหากผู้ป่วยเป็นโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนร่วมกับอาการเวียนศีรษะจะพบอาการกระตุกของดวงตา
  • การตรวจการทำงานของประสาทหูชั้นใน (Vestibular Function Test) การตรวจทางด้านประสาทการได้ยินเพื่อหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นร่วมกับระบบการทรงตัวและรักษาสมดุล
  • การตรวจการเคลื่อนไหวของดวงตา แพทย์จะตรวจโดยให้ผู้ป่วยมองตามวัตถุที่เคลื่อนไหว และสังเกตดวงตา
  • การทดสอบการทรงตัว (Post urography) เป็นการทดสอบการเคลื่อนไหวของร่างกายว่าส่วนใดเป็นส่วนที่เป็นปัญหาต่อการทรงตัว โดยจะให้ทรงตัวในสภาวะและท่าทางต่างๆ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab Investigation) เพื่อหาความเข้มข้นของเลือด การติดเชื้อต่าง ๆ
  • การตรวจทางรังสี โดยจะทำการตรวจเพื่อหาร่องรอยการเกิดโรคที่สมอง เนื้องอกหรือการกดเบียดทับเนื้อสมอง โดยจะทำการตรวจ CT-Scan หรือ MRI

 

การรักษา

การรักษาอาการเวียนศีรษะ ในเบื้องต้นนั้นหากมีอาการเวียนศีรษะ ควรหยุดพักกิจกรรมต่าง ๆ โดยการนั่งหรือนอนราบโดยให้ศีรษะยกขึ้นสูงเล็กน้อย แต่หากเป็นรุนแรงขึ้นหรือเป็นซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา โดยแพทย์จะทำการรักษาตามสาเหตุการเกิดอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก ดังนี้

  • โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน (Benign Paroxysmal Positional Vertigo: BPPV) รักษาโดยการทำกายภาพบำบัดด้วยการจัดท่าของศีรษะเพื่อให้หินปูนกลับเข้าที่ และยังต้องระวังท่าการก้มหรือเงยคอ เนื่องจากอาจจะทำให้กลับมาเป็นซ้ำได้อีก
  • โรคไมเกรน (Migraine) รักษาโดยการหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ไม่ว่าจะเป็นการนอนดึก นอนมาก งดแอลกอฮอล์ งดการสูบบุหรี่ หรือแม้กระทั่งปัจจัยทางจิตใจ เช่น ความเครียดและวิตกกังวล รูปแบบกิจกรรมที่มีผลก่อให้เกิดไมเกรนและนำมาสู่อาการเวียนศีรษะ
  • โรคน้ำในหูผิดปกติหรือไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease) เป็นการรักษาแบบประคับประคอง เน้นการบรรเทาอาการเวียนศรีษะเป็นหลัก
  • โรคประสาททรงตัวอักเสบ (Vestibular Neuronitis) เป็นการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อการบรรเทาอาการเวียนศีรษะ เช่น ให้ยาลดอาการเวียนศีรษะ และยังต้องทำการรักษาควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูระบบการทรงตัว (Vestibular Rehabilitation) เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด
  • โรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต ต้องรักษาตามสาเหตุของโรคนั้น เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โรคโลหิตจาง หรือโรคความดันโลหิตสูงที่รับประทานยาลดความดันโลหิต มีผลทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ ไม่เพียงพอต่อการไปเลี้ยงสมอง ผู้ป่วยมักมีอาการหน้ามืดหรือเป็นลมได้
  • โรคที่เกิดจากความเครียดหรือโรคทางจิตเวช ผู้ป่วยมักมีอาการมากเวลาอยู่ในสถานการณ์บางอย่าง ทำให้เกิดอาการหายใจเร็วกว่าปกติมาก (Hyperventilation) จึงมีอาการหายใจไม่อิ่ม มือเท้าชาและเย็น หรือมือจีบเกร็ง และเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก การรักษาทำโดยการควบคุมลมหายใจให้ช้าลง การลดความเครียดโดยวิธีต่างๆ และการปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

เวียนศีรษะนั้นเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ หากเรารู้สาเหตุแล้ว เราจะสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นได้ เพื่อลดอาการเวียนหรือมึนดังกล่าว เช่น หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ ดื่มคาเฟอีน การสูบบุหรี่ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม โดยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ อีกทั้งต้องระวังการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ต้องทำอย่างระมัดระวังและช้า ไม่รวดเร็วจนเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการเวียนศีรษะได้ และยังต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจก่อเกิดความเครียดและทำให้จิตใจแจ่มใสอยู่เสมอ

 

แหล่งข้อมูล : www.siphhospital.com  www.bumrungrad.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


.jpg

โรคกล้ามเนื้อเสื่อม (Muscular Dystrophy, MD) เป็นโรคที่มีภาวะผิดปกติทางระบบประสาทที่พบได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก เป็นโรคที่เป็นแต่กำเนิด สันนิษฐานว่ามีสาเหตุมาจากความผิดปกติที่ถ่ายทอดกันทางพันธุกรรม โดยกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพ จนทำให้กล้ามเนื้อจะฝ่อลีบร่วมกับการมีภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินชีวิต

 

อาการ

อาการของโรคกล้ามเนื้อเสื่อมนี้มักจะตรวจพบได้ตอนเด็กมีอายุประมาณ 3 ปี โดยเด็กมักจะเดินเตาะแตะและลำบาก ลักษณะการเดินจะเหมือนเป็ด ลุกขึ้นได้ลำบาก หลังโค้งงอ กระดูกสันหลังคด ไม่สามารถขึ้นบันไดได้และตก จะพบลักษณะของกล้ามเนื้อน่องที่ใหญ่กว่ากล้ามเนื้อขา เรียกลักษณะนี้ Pseudohypertophy ทั้งนี้อาการต่าง ๆนั้น ควรสังเกตตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้า ในการลุก นั่ง เดิน และ 1 ใน 4 ของเด็กที่มีปัญญาโรคกล้ามเนื้อเสื่อมมักจะมีความพิการทางปัญญาด้วย โดยจำแนกออกไปง่ายๆเป็น 2 แบบคือ

  • กล้ามเนื้อเสื่อมแบบดูเชน (Duchenne) เป็นการเสื่อมของกล้ามเนื้อที่มักจะพบในวัยเด็กที่มีอายุ 3 – 5 ปี เด็กมักจะเดินเตาะแตะคล้ายเป็ด ขึ้นลงบันไดลำบาก อาจจะวิ่งแล้วล้มลง โดยมักจะมีอาการเสื่อมไปอย่างรวดเร็ว โดยมักจะเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวหรือติดเชื้อ
  • กล้ามเนื้อเสื่อมแบบเบเกอร์ (Becker) เป็นกล้ามเนื้อเสื่อมที่มีการดำเนินโรคที่ช้ากว่าแบบดูเชน เด็กที่ป่วยส่วนใหญ่มักจะยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ บางรายสามารถอายุได้ถึง 40 ปี

 

สาเหตุ

สาเหตุการเกิดโรคกล้ามเนื้อเสื่อมนั้นมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม โดยจะมีการกลายพันธุ์ของยีน (Gene) ชื่อว่า ดิสโทรฟิน (Dystrophin) ที่อยู่บนโครโมโซม X โดยยีนตัวนี้จะถอดรหัสออกมาเป็นโปรตีนดิสโทรฟิน ซึ่งเป็นโครงสร้างโปรตีนของกล้ามเนื้อ จากความผิดปกตินี้จะทำให้กล้ามเนื้อค่อย ๆ เสื่อมสภาพและอ่อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีความผิดปกตินี้เกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิด ความรุนแรงของตัวโรคนั้นขึ้นกับความผิดปกติของยีนและโปรตีนดังกล่าว

 

การวินิจฉัย

แพทย์มักจะซักถามจากประวัติพัฒนาการของเด็กก่อนว่าเป็นอย่างไร เช่น ช่วงเวลาที่เด็กสามารถเริ่มจะทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่าง นั่ง ยืน เดิน วิ่ง หรือลักษณะท่าทางการเคลื่อนไหวของเด็ก จากนั้นจะวินิจฉัยจากอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้อน่องโต (Pseudohypertrophy) กล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ อ่อนแรง มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ คือ ตรวจเลือดเพื่อดูค่าเอนไซม์ในกล้ามเนื้อที่มีชื่อว่า Creatine Kinase ซึ่งจะบ่งบอกถึงการสลายตัวของกล้ามเนื้อหรือโปรตีนในกล้ามเนื้อ ทั้งนี้มักพบว่ามีค่าสูงขึ้นไม่มากนัก นอกจากนี้ ยังมีการตรวจความผิดปกติของยีน ตรวจคลื่นไฟฟ้าเพื่อดูการทำงานของกล้ามเนื้อ และยืนยันการวินิจฉัยด้วยการตรวจชิ้นเนื้อ เพื่อหาลักษณะจำเพาะของโรคกล้ามเนื้อเสื่อม

 

การรักษา

ในปัจจุบันนี้ โรคกล้ามเนื้อเสื่อมนั้นยังไม่พบการรักษาที่ได้ผลที่สุด แพทย์จึงทำการรักษาด้วยการประคองอาการหรือรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรักษาทางยา การป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ที่อาจก่อเกิดภาวะแทรกซ้อน ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดในการฝึกหายใจ ป้องกันการยึดติดของข้อและคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเอาไว้ให้มากที่สุด

ทั้งนี้ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากโรคกล้ามเนื้อเสื่อมที่มักพบบ่อยคือ การหายใจที่ไม่สะดวก จากการที่มีกล้ามเนื้อหายใจอ่อนแรงลง ภาวะกระดูกสันหลังคด การติดเชื้อทางเดินหายใจ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจทำให้ผู้ป่วยนั้นเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์ของโรคนั้นจะดำเนินต่อไปและเลวลงเรื่อย ๆ โดยความเร็วของการดำเนินโรคจะขึ้นกับชนิดความผิดปกติของพันธุกรรมของตัวผู้ป่วยเอง

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

เมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยแล้วว่ามีภาวะของโรคกล้ามเนื้อเสื่อม ควรให้ผู้ป่วยเข้าโรงเรียนสำหรับเด็กพิการโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ ในบทบาทของผู้ปกครองก็มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหว เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและป้องกันการยึดติดของข้อต่อ การทำเช่นนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถคงกิจวัตรประจำวันไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การดูแลผู้ป่วยโรคนี้ต้องปฏิบัติคำแนะนำของแพทย์ นักกายภาพบำบัดและพยาบาล โดยการทำกายภาพบำบัดนั้นเป็นส่วนสำคัญในผู้ป่วยโรคนี้ เพื่อส่งเสริมกระตุ้นกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ผู้ปกครองควรพาเด็กไปตรวจร่างกายและสุขภาพอย่างเป็นประจำหรือไปตามนัดโดยไม่ขาด เพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะทางระบบหายใจหรือหัวใจก็ตาม ซึ่งการป้องกันไม่ให้เกิดโรคนั้นสามารถทำได้เมื่อทารกอยู่ในครรภ์โดยตรวจน้ำคร่ำเพื่อหาเพศของทารก ร่วมกับตรวจเลือดของพ่อแม่เพื่อหาพาหะ หากพบว่าเด็กเป็นผู้ชาย จะมีโอกาสถึง 50 เปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นโรคกล้ามเนื้อเสื่อมนี้ ทำให้สามารถวางแผนการตั้งครรภ์หรือยุติการตั้งครรภ์ได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้อาการป่วยของโรคนี้ เด็กมักต้องการกำลังใจอย่างมาก ควรให้กำลังใจและสนับสนุนในกิจกรรมที่พวกเขาต้องการอย่างเหมาะสม

 

ภาพประกอบ : www.freepik.com


.jpg

โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable ฺBowel Syndrome, IBS) เป็นโรคที่มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร ในส่วนการทำงานของลำไส้ พบในผู้ใหญ่มากกว่าวัยหนุ่มสาว พบในครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นโรคนี้ มากกว่าครอบครัวที่ไม่มีสมาชิกเคยเป็นโรคนี้มาก่อน โรคลำไส้แปรปรวนไม่ทำให้เกิดอันตรายรุนแรง แต่จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วย

 

อาการ

อาการที่พบบ่อยมีดังนี้
โรคลำไส้แปรปรวน เป็นโรคที่มีอาการแบบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ อาจเป็นปีหรือตลอดชีวิต โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมมากในท้อง เรอบ่อย ๆ ถ่ายอุจจาระมีลมด้วย
  • ปวดท้อง ซึ่งอาการจะดีขึ้นหลังขับถ่าย หลังจากนั้นก็กลับมาปวดท้องใหม่ โดยอาการปวดในแต่ละครั้งรุนแรงไม่เท่ากัน บางครั้งปวดมาก บางครั้งปวดน้อย
  • ท้องผูกหรือท้องเสียโดยเฉพาะหลังกินอาหาร หรือเมื่อตื่นนอนต้องรีบขับถ่าย
  • ท้องผูกสลับท้องเสีย เป็น ๆ หาย ๆ บ่อยครั้งอุจจาระคล้ายมีมูกปน แต่ไม่มีเลือดปน
  • มีอาการคล้ายถ่ายอุจจาระไม่สุด
  • กลั้นอุจจาระไม่อยู่ เมื่อปวดอุจจาระต้องเข้าห้องน้ำทันที

เมื่อไรควรไปพบแพทย์
ควรไปพบแพทย์หากพบว่ามีอาการของลำไส้แปรปรวน ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา อาการอาจแย่ลงได้ หรือพบว่ามีอาการอุจจาระเป็นเลือด น้ำหนักลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ มีอาการบวมที่ท้อง รวมถึงอาการของโรคโลหิตจาง เช่น รู้สึกเหนื่อย หมดแรง หายใจถี่ หัวใจเต้นแรง ผิวซีด ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

 

สาเหตุ

ในปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด โดยจัดเป็นโรคในกลุ่ม Functional bowel disorder ชนิดหนึ่ง  หมายความถึง โรคที่ไม่พบความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นจากการตรวจร่างกายอย่างละเอียดหรือการตรวจเพิ่มเติมเพื่อสืบค้นหาสาเหตุ ไม่พบว่ามีการอักเสบและไม่พบว่าเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งแต่อย่างใด อาการต่างๆ ของโรคนี้เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังลำไส้ โดยมี 3 ปัจจัยที่สำคัญได้แก่

  • การบีบตัวหรือการเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากการหลั่งสารหรือฮอร์โมนบางอย่างในผนังลำไส้ผิดปกติ นำไปสู่อาการปวดท้อง ท้องเสียหรือท้องผูก
  • ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ เช่น หลังกินอาหารซึ่งในคนปกติจะกระตุ้นให้ลำไส้มีการบีบตัวหรือเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่ในผู้ป่วยไอบีเอส จะมีการตอบสนองมากกว่าปกติ มีการบีบตัวและการเคลื่อนตัวของลำไส้มากขึ้น จนมีอาการปวดท้องและท้องเสีย หรือท้องผูกเป็นต้น นอกจากอาหารแล้วตัวกระตุ้นอื่นที่สำคัญ คือ ความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็มีส่วนเสริมให้มีอาการมากขึ้น
  • มีความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของแกนที่เชื่อมโยงระหว่างประสาทรับความรู้สึก ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้และสมอง (Brain-gut axis) โดยเกิดจากความผิดปกติของสารที่ควบคุมการทำงานซึ่งมีหลายชนิดและทำหน้าที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้อาจมีปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม ความไวต่ออาหารที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะบางตัวด้วย

 

การวินิจฉัย

โรคลำไส้แปรปรวนจะได้รับการวินิจฉัย ก็ต่อเมื่อแพทย์ได้วินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆ ที่มีอาการใกล้เคียงกันออกแล้ว และยังหาสาเหตุของอาการไม่ได้ โดยแพทย์จะมีการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจเลือดเพื่อหาภาวะโลหิตจาง ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ และการติดเชื้อ ตรวจอุจจาระเพื่อหาการติดเชื้อในทางเดินอาหารและตรวจหาเลือดที่ปนมาในอุจจาระ ตรวจ X-rays ลำไส้ใหญ่ หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Flexible Sigmoidoscopy) หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colonoscopy) เพื่อหาสัญญาณและอาการของการอุดตันหรือการอักเสบที่ลำไส้ใหญ่ หรือส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น (Upper Endoscopy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแสบร้อนกลางอกหรืออาหารไม่ย่อย ซึ่งหากผลการตรวจร่างการและการสืบค้นต่าง ๆ อยู่เกณฑ์ปกติ ไม่พบโรคอื่น ๆ จึงสรุปว่า เป็นโรคลำไส้แปรปรวน

 

การรักษา

แนวทางการรักษาโรคลำไส้แปรปรวน เป็นการรักษาตามอาการ เช่น การใช้ยาแก้ปวดท้อง หรือน้ำมันหอมระเหยช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อในระบบย่อยอาหาร การใช้ยาระบาย จะช่วยทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มและเคลื่อนตัวได้ง่ายขึ้น การใช้ยาลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ในผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย จะช่วยลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อในลำไส้ มีเวลาให้อุจจาระแข็งและจับตัวเป็นก้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ยังอาจใช้ยาในกลุ่มจิตเวช เช่น ยาลดอาการซึมเศร้า ยาคลายเครียด รวมถึงการปรึกษาโภชนากรเพื่อปรับเปลี่ยนประเภท/ปริมาณ และ/หรือพฤติกรรมการบริโภคอาหาร

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร สังเกตและหลีกเลี่ยงอาหาร เครื่องดื่มที่กระตุ้นให้เกิดอาการ รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดอาการ เช่น ทานกล้วย แอบเปิ้ล อาหารเส้นใยในผู้ที่มีอาการท้องผูก ขณะที่ทานซีเรียล ถั่ว ธัญพืช ในผู้ที่มีอาการท้องเสีย
  • รับประทานอาหารตรงเวลา ไม่ควรอดอาหาร และไม่ควรรีบรับประทาน โดยรับประทานอาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง กินอาหารที่ย่อยง่าย และรสไม่จัด
  • กินอาหารในกลุ่มโปรไบโอติก (Probiotic) เช่น โยเกิร์ต เพื่อปรับสมดุลของแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ โดยจะมีแบคทีเรียที่เป็นมิตรต่อร่างกาย ช่วยสร้างสมดุลให้กับแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางงานวิจัยยืนยันถึงประโยชน์ของโปรไบโอติกอย่างชัดเจน
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม
  • ดื่มน้ำสะอาด ประมาณอย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม (เช่น โรคหัวใจล้มเหลว) เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียจากท้องเสีย เพื่อป้อง กันภาวะขาดน้ำ และเพื่อป้องกันท้องผูก
  • ปรึกษาแพทย์เรื่องการกินยาแก้ท้องเสียในลักษณะที่เป็นการป้องกันไว้ก่อน
  • ออกกำลังกายแต่พอดี และเป็นประจำ เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด กระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.haamor.com  www.bangkokhospital.com  

ภาพประกอบ : www.freepik.com

.jpg

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ บวม แดง ของเยื่อบุภายในกระเพาะอาหาร อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ การกินยาบางชนิด ความเครียด เป็นต้น โดยมีทั้งแบบเฉียบพลัน 1 – 3 อาทิตย์หาย และแบบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ใช้เวลาเป็นปี โรคนี้เป็นโรคทั่วไป พบได้ในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งเพศหญิงและเพศชาย

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

  • ปวดท้องแบบแสบท้อง บริเวณลิ้นปี่หรือยอดอก เป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะเวลาหิวหรือหลังตื่นนอน บางรายอาจปวดท้องรุนแรงแบบปวดบิดอย่างเฉียบพลัน
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย แน่นอึดอัดท้อง อาหารไม่ย่อยแม้กินอาหารเพียงเล็กน้อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน อาจเบื่ออาหาร
  • กรณีเป็นรุนแรง อาจมีการอาเจียนเป็นเลือดหรืออุจจาระมีสีดำจากเลือดที่ออกในกระเพาะ และอาจเป็นแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) หรือโรคร้ายแรงอื่น ๆในกระเพาะ

เมื่อไรควรไปพบแพทย์
หลาย ๆ คนคุ้นเคยกันดี กับอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อย แต่ถ้าพบว่าอาการเหล่านั้นหรืออาการของโรคกระเพาะไม่หายไปภายใน 1 สัปดาห์ หรือหากมีอาการอาเจียนหรือถ่ายอุจาระเป็นสีดำเกิดขึ้น รีบไปพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาทันที

 

สาเหตุ

มีหลายสาเหตุที่ส่งผลต่อเยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร ทำให้ไม่สามารถป้องกันผนังกระเพาะอาหารได้ น้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดสูง จึงสามารถเข้าทำลายผนังกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดการอักเสบ และนำไปสู่การเป็นแผลในกระเพาะอาหาร สาเหตุดังกล่าว ได้แก่

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะ pylori ซึ่งปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่ม
  • การใช้ยาบรรเทาปวดเป็นประจำหรือใช้ยามากเกินไป ยาที่พบบ่อย เช่น แอสไพริน (Aspirin), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอกเซน (Naproxen) ส่งผลให้ความสามารถในการป้องกันผนังกระเพาะอาหารลดลง สามารถทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง
  • การมีอายุมากขึ้น อายุมากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะอักเสบเพิ่มขึ้น เนื่องจากเยื่อบุกระเพาะอาหารมีแนวโน้มที่จะบางลง นอกจากนี้คนสูงอายุยังมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อ pylori หรือความผิดปกติของภูมิต้านทานตนเองมากกว่าคนในวัยอื่น
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป แอลกอฮอล์ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคือง กระตุ้นให้มีการสร้างกรดเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบแบบเฉียบพลัน
  • ความเครียดโดยเฉพาะความเครียดที่รุนแรง จะกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรดก่อให้เกิดการระคายเคือง และทำให้เซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหารอักเสบ
  • โรคภูมิแพ้ตนเอง (Autoimmune disease) ผู้ป่วย Autoimmune gastritis จะมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ จากการที่เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เข้าโจมตีเซลล์ที่ประกอบเป็นเยื่อบุกระเพาะอาหารจนก่อให้เกิดการอักเสบตามมา
  • โรคและภาวะอื่น ๆ เช่น โรคติดเชื้อ HIV โรคโครห์น (Crohn’s disease) และการติดเชื้อปรสิต

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะสอบถามประวัติ อาการเบื้องต้น การตรวจร่างกาย ในบางรายแพทย์จะพิจารณาเลือกการตรวจพิเศษเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงเป็นการเพิ่มเติม เช่น

  • การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Endoscopy) โดยแพทย์จะสอดท่อที่มีความยืดหยุ่นสูงพร้อมกับเลนส์กล้อง ลงไปในลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร เข้าสู่ลำไส้เล็กเพื่อตรวจหาการอักเสบ ในกรณีที่พบชิ้นเนื้อที่ผิดปกติ แพทย์สามารถตัดชื้นเนื้อขนาดเล็กเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไป
  • การเอกซเรย์กระเพาะอาหารด้วยการกลืนแป้งแบเรียม (Barium swallow) วิธีนี้สามารถสร้างภาพของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก เพื่อมองหาความผิดปกติ เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ก้อนต่าง ๆ ได้ชัดขึ้น
  • การตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย pyroli แพทย์อาจพิจารณาการตรวจหาเชื้อดังกล่าว ซึ่งสามารถพบได้จากการตรวจเลือด ตรวจอุจจาระหรือจากการทดสอบลมหายใจ

 

การรักษา

  • การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโรค หากพบว่า การอักเสบนั้นเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย pyroli เช่น ยาคลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) ยาอมอกซิซิลลิน (Amoxicillin) หรือยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole)
  • การบรรเทาอาการปวดท้อง ยาที่นิยมใช้คือ ยาธาตุน้ำขาว (Alum milk) หรือใช้เป็นยาเม็ดอลูมิเนียม ไฮดรอกไซด์ก็ได้ผลเช่นกัน ซึ่งในกรณีของยาเม็ดควรเคี้ยวก่อนกลืน เพราะยาเม็ดบางชนิดแตกตัวในกระเพาะอาหารช้า ยากลุ่มนี้จะรับประทานก่อนอาหาร 3 เวลา หรืออาจรับประทานเพิ่มเติมเมื่อมีการปวดระหว่างมื้อ  นอกจากนี้ควรเลี่ยงอาหารรสจัด น้ำอัดลม กาแฟซึ่งอาจกระตุ้นอาการปวดท้อง
  • การรักษาการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ใช้ยารักษานาน 14 วัน นิยมใช้ยาลดการหลั่งกรด (Acid suppression) ได้แก่ ยากลุ่ม H2 receptor antagonists เช่น ซัยเมททิดีน (cimetidine), รานิทิดีน (ranitidine) หรือยากลุ่ม Proton pump inhibitors โอมิพราโซล (omeprazole), แลนโซพราโซล (lanzoprazole) เพราะหาซื้อได้สะดวกตามร้านขายยา ส่วนยากลุ่ม Cytoprotective เช่น Sucralfate หรือ Bismuth ก็สามารถใช้ได้
  • การป้องกันการเกิดซ้ำ เน้นการปรับพฤติกรรม เช่น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด หรือยาแก้ปวดข้อ การออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันโรค
  • การป้องกันภาวะแทรกซ้อน ส่วนใหญ่ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดจากยาแก้ปวดข้อ เนื่องจากยานี้จะลดอาการปวดได้ขณะที่ยากัดกระเพาะ ทำให้อาการปวดท้องซึ่งเป็นอาการเตือนถูกบดบัง ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นแผลในกระเพาะมาก่อน ผู้ป่วยที่รับประทานยาชุด-ยาลูกกลอน เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นมา การรักษามักจะต้องใช้การส่องกล้องรักษาหรืออาจต้องผ่าตัดถ้ามีกระเพาะอาหารทะลุ

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • กินยาตามแพทย์แนะนำให้ถูกต้อง และสม่ำเสมอ
  • ฝึกสังเกต พร้อมงดอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดอาการ หรือทำให้อาการแย่ลง เช่น แอลกอฮอล์ คาเฟอีน เป็นต้น
  • ปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เพื่อลดความเครียด
  • รักษาความสะอาดการกิน อยู่ หลับ นอน เพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรค
  • ปรึกษาแพทย์ กรณีที่ต้องใช้ยาแก้ปวดอย่างต่อเนื่อง

 

แหล่งข้อมูล : www.honestdocs.co  www.mayoclinic.org  www.vibhavadi.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


.jpg

โรคงูสวัด (Varicella zoster) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคสุกใส พบมากในผู้ที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิ ผู้ที่เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เป็นต้น โรคนี้ ไม่มีอันตรายร้ายแรงและหายเองได้เป็นส่วนใหญ่ แต่อาจมีอาการปวดตามเส้นประสาทหรือเกิดภาวะแทรก ซ้อนตามมาได้ ในรายที่เสียชีวิตมักเกิดจากร่างกายอยู่ในช่วงอ่อนแอและขาดภูมิต้านทานที่มากพอ

 

อาการ

อาการของโรคงูสวัดจะแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังต่อไปนี้

  • ระยะที่หนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะว่าในช่วงนี้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงแล้ว ทำให้เชื้อไวรัสสามารถเพิ่มจำนวนขึ้น เกิดการติดเชื้อที่ปมประสาท ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน อยู่ลึก ๆ ตามแนวเส้นประสาท
  • ระยะที่สอง หลังจากปวดแสบปวดร้อน 2 – 3 วันแล้ว จะเริ่มมีผื่นแดง แล้วต่อมาจะเริ่มเป็นตุ่มน้ำใส เรียงตัวกันเป็นกลุ่มเป็นแนวยาว ตามเส้นประสาทของร่างกาย กระจายตัวกันเป็นหย่อม ๆ เช่น ตามความยาวของแขน หรือตามความยาวของขา และพบบ่อยในบริเวณรอบเอว รอบหลัง หรือแม้แต่รอบศีรษะ ตุ่มน้ำใส นี้จะแตกออกมาเป็นแผลแล้วตกสะเก็ด และสามารถหายไปได้เองภายในเวลา 2 สัปดาห์
  • ระยะที่สาม เมื่อตุ่มแตกและแผลหายดีแล้ว ผู้ป่วยอาจยังรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอยู่ลึก ๆ โดยเฉพาะตามรอยแนวของโรคที่เกิดขึ้น ซึ่งอาการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน โดยผู้สูงอายุอาจรู้สึกปวดแสบปวดร้อนได้เป็นเดือนและปี

 

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (Varicella-zoster virus, VZV) โดยเมื่อได้รับเชื้อไวรัสนี้เข้าสู่ร่างกาย จะเริ่มแสดงอาการออกมาเป็นโรคสุกใสก่อน โดยเป็นตุ่มขึ้นตามตัว แตกออกและเป็นสะเก็ดแห้ง เมื่ออาการเหล่านั้นหายไปแล้ว เชื้อไวรัส VZV จะยังคงซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาทโดยไม่มีการแบ่งตัว โดยคนที่เคยติดเชื้อและเป็นโรคสุกใส จะมีโอกาสเกิดเป็นโรคงูสวัดได้ถึง 20% เมื่อร่างกายเริ่มอ่อนแอ มีภูมิคุ้มกันต่ำลง เช่น อายุมากขึ้น มีโรคประจำตัว เชื้อที่แฝงตัวอยู่ตามปมประสาท ก็จะเกิดการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนและกระจายอยู่ตามปมประสาท ทำให้เส้นประสาทอักเสบ ปวดบวม และมีตุ่มที่ผิวเรียงเป็นแนวตามเส้นประสาท ซึ่งโดยทั่วไปเป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ำ ยกเว้นในบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจกลับเป็นซ้ำได้อีก

โรคนี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ เนื่องจากภูมิคุ้มกันมีแนวโน้มลดต่ำลงตามอายุที่มากขึ้น แต่กลุ่มคนที่มีภูมิต้านทานต่ำกว่าปกติจะมีความเสี่ยงสูงกว่า เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) หรือผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV/AIDS) รวมถึงผู้ที่กินยากดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์ (Steroid) หรือยาที่ได้หลังจากการปลูกถ่ายอวัยวะ

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักถามประวัติสุขภาพ เช่น ประวัติการป่วยโรคสุกใส โรคประจำตัวอื่น ๆ มีการตรวจดูอาการของผื่นและตุ่มน้ำและอาการอื่น ๆ และมีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและตรวจอื่น ๆ ที่จำเป็น เพื่อการวินิจฉัยแยกโรค

 

การรักษา

การรักษาโรคงูสวัด จะใช้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสและรักษาตามอาการ ร่วมกับดูแลความสะอาดบริเวณผิวหนังที่มีตุ่มน้ำ โดยแพทย์จะพิจารณาใช้ยาดังนี้

  • ยาต้านไวรัส ปัจจุบันมียาที่ใช้ต้านเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทั้งโรคสุกใส งูสวัด และเริม โดยสามารถลดการเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสได้ดี หากใช้ก่อนมีตุ่มน้ำใสหรือภายหลังเกิดตุ่มน้ำใสไม่เกิน 2 – 3 วัน โดยต้องทานยาตามจำนวนครั้งและจำนวนวันให้ครบและต่อเนื่องตามแพทย์กำหนด เช่น รับประทานวันละ 5 ครั้ง ต่อเนื่อง 7 – 10 วัน เป็นต้น
  • ยารักษาตามอาการ แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาแก้ปวด ยากลุ่มลดอาการอักเสบ และยาทาบางชนิดที่สามารถช่วยลดอาการผื่นคันร่วมด้วย แต่หากพบว่าแผลหายแล้ว แต่อาการปวดปมประสาทยังคงอยู่ แพทย์อาจพิจารณาส่งต่อให้แพทย์เกี่ยวกับระบบประสาทต่อไป
  • รักษาความสะอาด สามารถบรรเทาอาการได้โดยการอาบน้ำเย็น หลีกเลี่ยงแสงแดด และไม่ควรแกะหรือเกาแผลที่เป็นงูสวัดอย่างเด็ดขาด ถ้ามีแผลเปิดที่เกิดจากตุ่มที่แตกแล้ว ให้รักษาความสะอาด ล้างแผล เพื่อทำให้แผลปราศจากเชื้อแบคทีเรีย
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการโรคงูสวัดขึ้นตา ควรทำการรักษากับจักษุแพทย์โดยตรง ซึ่งแพทย์จะใช้ยาต้านไวรัสชนิดทานและหยอดตาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำและต้องเข้ารับการรักษาตัวภายในโรงพยาบาลจนกว่าจะหายเป็นปกติ

 

ภาวะแทรกซ้อน

  • การปวดตามแนวเส้นประสาท ซึ่งพบได้บ่อยภายหลังการติดเชื้อ อาการปวดอาจจะคงอยู่นานหลายปี หรืออาจปวดตลอดชีวิต แม้ตัวโรคจะจางไปแล้วก็ตาม ภาวะแทรกซ้อนชนิดนี้มักจะพบในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเสียส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นอาการที่รุนแรง แต่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
  • ติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ส่งผลให้การรักษาโรคงูสวัดหายช้าลง คือ การติดเชื้อแบคทีเรียซ้อนทับลงไปบนแผลตุ่มน้ำจากโรคงูสวัด ซึ่งมักเกิดจากพฤติกรรมการรักษาความสะอาดผิวหนังที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้เล็บแกะและเกาบริเวณทีเป็นตุ่มผื่น ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายตัวได้มากขึ้น แผลหายช้า และอาจทำให้เกิดการลุกลามในพื้นผิวข้างเคียง
  • เชื้อแพร่กระจายสู่ทารกในครรภ์ ในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นงูสวัด เชื้อโรคจะแพร่กระจ่ายเข้าสู่ทารกได้ ทำให้การเจริญเติบโตผิดปกติ มีอากาสที่ทารกจะคลอดออกมาอาจพิการ หรือสมองพัฒนาได้ไม่เต็มที่ได้

 

การติดต่อ

โรคงูสวัดเป็นโรคที่ไม่ติดต่อจากคนสู่คน แต่เชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella-zoster virus) สามารถติดต่อไปสู่คนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันผ่านการสัมผัสผื่น แผล ตุ่มในช่วงพุพองของโรค ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคสุกใส ซึ่งจะเป็นอันตรายในคนบางกลุ่ม เช่น ทารกแรกเกิด หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุกใส เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อทำให้ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสุกใส และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคงูสวัดด้วย
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด เพื่อลดโอกาสในการเป็นโรคงูสวัด โดยแม้ว่าจะเป็นในภายหลังก็สามารถลดความรุนแรงและลดภาวะแทรกซ้อนของโรคลงได้อย่างมาก
  • หมั่นดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ และอยู่ห่างจากผู้ป่วยโรคสุกใส เพื่อลดโอกาสในการติดต่อ

 

แหล่งข้อมูล : inderm.go.th  si.mahidol.ac.th

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


.jpg

โรคเครียด (Acute Stress Disorder, ASD) เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของร่างกายและจิตใจ ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดัน โดยแสดงออกผ่านการทำงานที่ผิดปกติของระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งทางด้านจิตใจ อารมณ์และพฤติกรรม ผู้ที่เผชิญสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดันซ้ำ ๆ และไม่ได้รับการแก้ไข นานไปก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพและทำให้เป็นโรคเครียดได้ ทั้งนี้สถานการณ์ที่เป็นแรงกดดัน จนนำไปสู่ภาวะและโรคเครียดอาจแตกต่างกันไป เนื่องจากแต่ละคนมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์กดดันได้มากน้อยแตกต่างกัน  

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเครียดมักเกิดอาการของโรคทันทีที่เผชิญสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด โดยจะเกิดอาการของโรคเป็นเวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ อาการของโรคเครียดในแต่ละด้านมีดังนี้

WordPress Tables Plugin

 

อาการที่ควรไปพบแพทย์
เมื่อมีอาการข้างต้นเกิดขึ้นบ่อยหรือต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นอาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์หรือพฤติกรรม โดยไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดันนั้น ๆ ให้ดีขึ้นได้ ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งที่ควรทำ

ทั้งนี้กรมสุขภาพจิตได้พัฒนาแบบประเมินเพื่อเป็นตัวช่วยให้ประชาชนสามารถคัดกรองภาวะเครียดเบื้องต้นด้วยตนเอง ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นแนวทางการดูแลตัวเองและวางแผนจัดการกับความเครียดได้อย่างเหมาะสม โดยให้สำรวจอาการที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ว่ามีอาการหรือความรู้สึกในตารางด้านล่างนี้มากน้อยเพียงใด

โรคเครียด

เมื่อคุณตอบแบบประเมินครบทั้ง 20 ข้อ แล้วให้รวมคะแนนแต่ละข้อ ดังนี้

  • ไม่เคยเลย = 0 คะแนน
  • เป็นครั้งคราว = 1 คะแนน
  • เป็นบ่อย ๆ = 2 คะแนน
  • เป็นประจำ = 3 คะแนน

จากนั้น ให้รวมคะแนนทั้ง 20 ข้อ คะแนนที่ได้จะอยู่ระหว่าง 0 – 60 คะแนน ซึ่งแต่ละช่วงคะแนนมีความหมาย ดังนี้

  • 0 – 5 คะแนน แสดงว่า เครียดน้อยกว่าปกติ อาจเป็นเพราะคุณมีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนในการดำเนินชีวิตสักเท่าใดนัก คุณอาจถามตัวเองว่าพอใจหรือไม่กับสิ่งที่เป็นอยู่ หากพอใจและชีวิตไม่เดือดร้อนก็สามารถดำเนินชีวิตต่อไปอย่างเป็นสุข แต่ถ้าไม่พอใจควรปรับเปลี่ยนวิถี เช่น อ่านหนังสือ สังสรรค์กับเพื่อน หรือวางเป้าหมายชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเองแล้วดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
  • 6 – 17 คะแนน แสดงว่า เครียดในระดับปกติ คุณสามารถจัดการกับความเครียดที่เกินขึ้นในชีวิตประจำวันได้ดี และปรับตัวปรับใจให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างอย่างเหมาะสม คุณควรพยายามรักษาระดับความเครียดเช่นนี้ต่อไปให้ได้นาน ๆ
  • 18 – 25 คะแนน แสดงว่า เครียดสูงกว่าระดับปกติเล็กน้อย คุณอาจกำลังมีปัญหาบางอย่างที่ทำให้ไม่สบายใจ อาจทำให้มีอาการผิดปกติทางร่างกาย จิตใจและการแสดงออกได้เล็กน้อย แต่เมื่อได้พักผ่อนหย่อนใจก็จะรู้สึกดีขึ้นเอง หากทำแล้วยังไม่หายเครียดควรพูดคุยหรือปรึกษาเรื่องที่รบกวนจิตใจกับคนไว้วางใจ
  • 26 – 29 คะแนน แสดงว่า เครียดสูงว่าระดับปกติปานกลาง คุณอาจกำลังมีปัญหาบางอย่างในชีวิตที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ ทำให้มีอาการผิดปกติทางร่างกาย จิตใจ และการแสดงออกอย่างเห็นได้ชัด และแม้จะพักผ่อนหย่อนใจแล้วก็อาจจะไม่หายเครียด ควรค้นหาสาเหตุของปัญหาที่ทำให้ไม่สบายใจ คิดแก้ไขปัญหาและลงมือแก้ไข
  • 30 – 60 คะแนน แสดงว่า เครียดสูงกว่าระดับปกติมาก คุณอาจกำลังเผชิญภาวะวิกฤตในชีวิตหรือสะสมความเครียดไว้มากเกินไปเป็นเวลานาน ควรคลายเครียดด้วยการหยุดพักความคิด ยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายผ่อนคลาย พักผ่อนหย่อนใจ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง คิดแก้ปัญหาและลงมือแก้ไขปัญหา หากไม่ดีขึ้นควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา : แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

 

สาเหตุ

ผู้ที่เป็นโรคเครียดมักเป็นผู้ที่ประสบพบเจอกับเหตุการณ์ร้ายแรง ที่ทำให้รู้สึกกลัว ตื่นตระหนก หรือรู้สึกสะเทือนขวัญ เช่น การประสบอุบัติเหตุจนเกือบเสียชีวิต การได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง การเจ็บป่วยร้ายแรงของตนเองหรือคนในครอบครัว การประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคเครียด ได้แก่ ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เครียด เช่น มีพ่อแม่เครียด มีปัญหาครอบครัว มีปัญหาในการทำงานหรือปัญหากับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน โดยทั้งหมดต้องติดต่อพบเจอกันเป็นประจำ ผู้ที่มีประวัติประสบปัญหาสุขภาพจิตบางอย่าง เช่น วิตกกังวล ย้ำคิดย้ำทำ หรือผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วงรอยต่อ เช่น ช่วยวัยรุ่นก่อนเป็นผู้ใหญ่ หญิงในช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือน ชายหญิงวัยเกษียณ เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ โดยนอกจากตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว จะมีการสอบถามถึงสถานการณ์ที่อาจเป็นแรงกดดันจนส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น การมีอุบัติเหตุ การเจ็บป่วย ความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมถึงสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติดังกล่าวด้วย เช่น การใช้สารเสพติด ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางอย่าง โรคประจำตัวหรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ เพื่อวางแผนในการรักษาได้ถูกต้อง

 

การรักษา

ผู้ป่วยที่เกิดอาการรุนแรงหรือเกิดความเครียดเรื้อรัง ควรต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • ปรึกษาแพทย์ การปรึกษาจิตแพทย์ถือเป็นวิธีรักษาโรคเครียดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเครียดที่เกิดอาการรุนแรงและเป็นมานาน โดยแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด รวมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยจัดการอาการของโรคที่เกิดขึ้นได้
  • บำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) เป็นวิธีจิตบำบัดที่มีแนวคิดว่าความคิดบางอย่างของผู้ป่วยส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิต ผู้ป่วยโรคเครียดอาจได้รับการบำบัดระยะสั้น โดยแพทย์จะพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกและความคิดของผู้ป่วย รวมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าความคิดบางอย่างนั้นไม่ถูกต้อง และปรับทัศนคติของผู้ป่วยที่มีต่อสิ่งต่างๆให้มองทุกอย่างได้ถูกต้องและตรงตามความเป็นจริง
  • ใช้ยารักษา แพทย์อาจจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วยบางรายเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับโรคเครียด เช่น อาการปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อาการนอนไม่หลับ อาการซึมเศร้า เป็นต้น โดยยาที่ใช้รักษาโรคเครียด ได้แก่ ยากลุ่มเบต้า บล็อกเกอร์ (Beta-Blocker) และยาไดอะซีแพม (Diazepam) โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆในผู้ป่วยบางรายที่จำเป็น

นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการอื่น ๆ เช่น ยาระงับอาการวิตกกังวล ยาต้านซึมเศร้า เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

การปรับไลฟ์สไตล์ให้เกิดความสมดุลในด้านต่าง ๆ ของชีวิต สามารถช่วยป้องกันภาวะเครียดในเบื้องต้น ดังนี้

  1. จัดแบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัวให้เหมาะสม (Work Life Balance) การดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างรีบเร่ง การมีชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่ยาวนานเกินไป หรือการนำงานจากที่ทำงานกลับไปทำที่บ้านบ่อย ๆ ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมได้
  2. ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 – 4 ครั้ง ๆ ละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง หรืออย่างน้อยให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างวัน เช่น เดิน ขึ้นลงบันได ในวันที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
  3. พักผ่อนโดยเฉพาะนอนหลับให้เพียงพอ เบื้องต้นควรนอนก่อน 4 ทุ่ม และควรนอนให้ได้คืนละ 7 – 8 ชั่วโมง
  4. มีงานอดิเรก เช่น ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสุนัข สะสมแสตมป์ อ่านหนังสือ งานจิตอาสาและอื่น ๆ ที่ช่วยให้สมองและร่างกายได้ผ่อนคลายจากสถานการณ์ต่างๆที่เป็นแรงกดดันให้เกิดความเครียด
  5. ฝึกใจให้รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติดจนเกินไป ทั้งด้วยการทำสมาธิ การสวดมนต์ ปฏิบัติหรือสนทนาธรรมกับผู้รู้หรือกัลยาณมิตร เพื่อให้รู้เท่าทันอารมณ์ แก้ปัญหา สถานการณ์ต่าง ๆ โดยไม่ทำให้เครียดมากขึ้น
  6. ฝึกเป็นคนมองโลกในแง่บวก มีงานวิจัยพบว่าการคิดบวกเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพ ทั้งชีวิตยืนยาวอย่างมีความสุขมากขึ้น ลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เสริมสร้างสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเครียดและสถานการณ์ยากลำบากได้ดีขึ้น

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.dmh.go.th  www.siamhealth.net  กรมสุขภาพจิต

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

เชื้อราในช่องคลอด (Vaginal candidiasis) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิง เกิดจากการติดเชื้อราบริเวณปากช่องคลอดและในช่องคลอด ส่งผลให้เกิดการอักเสบ การระคายเคือง และคันที่บริเวณดังกล่าว เชื้อราเป็นเชื้อสาเหตุอันดับสองรองจากเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดภาวะช่องคลอดอักเสบ จากข้อมูลพบว่า 75% ของผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน เคยเป็นโรคนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง และ 45% เคยเป็นโรคนี้มากกว่า 1 ครั้ง

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

อาการสำคัญที่พบได้บ่อยคือ “อาการคัน” บริเวณรอบปากช่องคลอดและในช่องคลอด โดยอาจเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ปัสสาวะบ่อย ปวดแสบปวดร้อนขณะถ่ายปัสสาวะ ปวดเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หลังอาการคันบางรายอาจมีตกขาวผิดปกติ โดยเป็นก้อนข้นเหนียว สีขาวหรือสีเหลืองนวลคล้ายตะกอนนมบูด บางรายอาจเกิดผื่นแดงที่บริเวณช่องคลอดร่วมด้วย


เมื่อไรควรไปพบแพทย์

  • ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นครั้งแรก เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นโรคอื่นที่ร้ายแรงกว่านั้น
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนที่จะซื้อยามารักษาเอง
  • ผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อราในช่องคลอด 4 ครั้งต่อปีหรือมากกว่า ต่อปี แพทย์อาจต้องให้ยาต้านเชื้อรานานอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค นอกจากนี้ยังอาจมีความจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุจากโรคอื่น เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น

 

สาเหตุ

เชื้อราที่เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบในช่องคลอด เป็นเชื้อราในกลุ่มแคนดิด้า (Candida) ซึ่งสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือ “แคนดิด้า อัลบิแคนส์” (Candida albicans) เชื้อราสายพันธุ์นี้พบเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดได้ถึง 80 – 92% เนื่องจากสามารถเกาะติดกับเซลล์เยื่อบุช่องคลอดได้ดี

ปกติเชื้อแคนดิด้า อัลบิแคนส์อาศัยอยู่ได้หลายอวัยวะในร่างกาย ทั้งในช่องปาก ช่องคอ ทางเดินอาหาร ผิวหนัง โดยสามารถผ่านจากทางเดินอาหารออกมาทางทวารหนัก และปนเปื้อนไปตกอยู่ในช่องคลอดได้ แต่ในช่องคลอดจะมีแบคทีเรียประจำถิ่นที่สามารถผลิตสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งทำให้สภาพแวดล้อมในช่องคลอดไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อแคนดิด้า อัลบิแคนส์รา ทำให้ในสภาวะปกติต่อให้มีเชื้อนี้อยู่ในร่างกาย ก็ไม่ก่อให้เกิดโรค แต่เมื่อมีปัจจัยที่ส่งผลให้สภาพแวดล้อมในร่างกายหรือในช่องคลอดเกิดการเปลี่ยนแปลง เชื้อนี้ก็สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจนก่อให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดได้ในที่สุด

 

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยที่ทำให้สภาพร่างกายหรือสภาวะในช่องคลอดของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จนเกิดการติดเชื้อแคนดิด้า อัลบิแคนส์ มักเกี่ยวข้องกับโรค ฮอร์โมน ยา และภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังต่อไปนี้

  • การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างจะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นของร่างกายได้ เมื่อไม่มีเชื้อแบคทีเรียที่ทำหน้าที่รักษาสมดุลกรดด่างในช่องคลอดจึงเป็นโอกาสให้เชื้อราเจริญเติบโตจนก่อโรคได้
  • ภาวะเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการทำงานของภูมิคุ้มกัน T-cell เสื่อมลง ส่งผลให้ความสามารถในการกำจัดเชื้อของร่างกายน้อยลง
  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดจะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มขึ้น เอสโตรเจนมีผลให้ไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งพบได้ในสารน้ำในช่องคลอดมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ไกลโคเจนจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคส ช่วยให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
  • ภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายลดต่ำลง ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน (ยากลุ่มสเตียรอยด์หรือยาเคมีบำบัด) จะมีผลให้ความสามารถในการต่อสู้หรือยับยั้งเชื้อของร่างกายลดต่ำลงจนไม่อาจต่อสู้กับเชื้อราได้
  • การใช้ผลิตภัณฑ์สวนล้างช่องคลอด ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะรบกวนสมดุลกรดด่างในช่องคลอด และทำให้เชื้อราเติบโตจนก่อโรคได้

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักถามอาการและอาการแสดง เช่น อาการคัน การตกขาวที่ผิดปกติ การปวดแสบ ประวัติการติดเชื้อราหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ

สำหรับผู้ป่วยที่กลับเป็นซ้ำบ่อย ๆ หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังได้รับการรักษา จำเป็นต้องตรวจหาความผิดปกติภายในช่องคลอด โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในช่องคลอดเพื่อเก็บสารคัดหลั่งหรือเก็บตัวอย่างตกขาวมาตรวจเพิ่มเติม

การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะใช้วิธีการส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหายีสต์ หรือเชื้อราที่มีลักษณะเป็นเส้นไยหรือไฮฟา (hyphae) นอกจากนี้ แพทย์อาจส่งเพาะเชื้อเพื่อหาเชื้อสาเหตุ การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยให้แพทย์ทราบชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุ และหาวิธีการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

การรักษา

เชื้อราในช่องคลอดเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยใช้ยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีทั้งรูปแบบยาใช้เฉพาะที่ ทั้งชนิดครีมทาหรือเหน็บช่องคลอด และรูปแบบยารับประทาน การรักษาเชื้อราในช่องคลอด เบื้องต้นจำเป็นต้องพิจารณาว่าผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มที่มีการติดเชื้อทั่วไปแบบไม่ซับซ้อน (Uncomplicated infection) หรือกลุ่มติดเชื้อซับซ้อน (Complicated infection) เพื่อให้การรักษาได้อย่างถูกต้อง

  • กลุ่มติดเชื้อทั่วไปแบบไม่ซับซ้อน (Uncomplicated infection).
    ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการไม่รุนแรง เกิดอาการนาน ๆ ครั้ง (น้อยกว่า 4 ครั้งต่อปี) เป็นผู้ที่มีสุขภาพดี และไม่ได้ตั้งครรภ์ เชื้อสาเหตุส่วนใหญ่คือ แคนดิด้า อัลบิแคนส์ ผู้ป่วยสามารถซื้อยาต้านเชื้อราที่ขายทั่วไปมาใช้ควบคู่กับการดูแลตนเองที่บ้านได้ ระยะเวลาการรักษาค่อนข้างสั้น ผู้ป่วยจะตอบสนองต่อการรักษาดี และอาการจะดีขึ้นใน 2 – 3 วัน สูตรยาที่ใช้รักษา ได้แก่

    • ยา Clotrimazole 500 mg เหน็บช่องคลอดครั้งเดียวก่อนนอน หรือ Clotrimazole 100 mg เหน็บช่องคลอดวันละครั้งก่อนนอนนาน 6 วัน
    • ยา Fluconazole 150 mg รับประทานครั้งเดียว
    • ยา Itraconazle 200 mg กินวันละ 2 ครั้งนาน 1 วัน
  • กลุ่มติดเชื้อที่มีความซับซ้อน (Complicated infection).
    ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้บ่อย อาจมากกว่า 4 ครั้งต่อปี มีการกลับเป็นซ้ำหรืออาการไม่ดีขึ้นหลังจากเพิ่งให้การรักษาไป มีอาการรุนแรงพบอวัยวะเพศบวมแดงมาก หรือมีรอยแตกของผนังช่องคลอด หรือตั้งครรภ์

    .
    การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง แนะนำให้ไปพบแพทย์ทั่วไปหรือสูตินารีแพทย์ การรักษาจะใช้เวลาค่อนข้างนาน (มากกว่า 2 สัปดาห์) และการเลือกยาจะพิจารณาจากสภาวะของผู้ป่วยเป็นหลัก เช่น กรณีตั้งครรภ์จำเป็นต้องเลือกยาที่ปลอดภัยที่สุด
    .
    การใช้ยาฆ่าเชื้อราจำเป็นต้องเฝ้าระวังอาการข้างเคียงจากการใช้ยา โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน ยากลุ่มเอโซลอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เอนไซม์ตับเพิ่มขึ้น ตับอักเสบ และผื่นแพ้ยาได้ ดังนั้น หากพบอาการผิดปกติหลังการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทันที นอกจากนี้ ยากลุ่มเอโซลจะเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น เช่น ยาลดไขมันในเลือด หรือยาต้านเชื้อไวรัส ดังนั้น ผู้ป่วยควรแจ้งยาโรคประจำตัวที่ใช้อยู่ให้แพทย์และเภสัชกรทราบทุกครั้ง

 

คำแนะนำ

  1. ผู้ป่วยที่ได้รับยารักษาเชื้อราในช่องคลอด ควรให้ความร่วมมือใช้ยาตามคำสั่งแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด แม้ยาจะสามารถฆ่าเชื้อได้ดีและผู้ป่วยมักมีอาการดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน แต่ก็ไม่ควรหยุดใช้ยาก่อนครบคอร์สการรักษา เพราะอาจเกิดการกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดเชื้อดื้อยาได้
  2. เชื้อราในช่องคลอด ไม่ได้เป็นข้อห้ามไม่ให้ร่วมเพศกับคู่นอน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจเกิดอาการเจ็บขณะร่วมเพศ และถึงแม้โอกาสติดต่อไปยังคู่นอนจะน้อยมาก แต่ถ้าพบคู่นอนมีอาการคันที่อวัยวะเพศ หรือมีการอักเสบที่บริเวณปลายองคชาต ก็ควรรักษาด้วยยาทาฆ่าเชื้อรา เพื่อบรรเทาการติดเชื้อ
  3. ผู้ป่วยกลุ่มซับซ้อน ซึ่งมักมีอาการรุนแรง มีการกลับเป็นซ้ำบ่อย ๆ หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังรักษา แนะนำให้ปรึกษาสูตินารีแพทย์ และไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
  4. ผู้ป่วยกลุ่มซับซ้อน แนะนำให้รักษาโรคร่วมต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดเชื้อราในช่องคลอด เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลได้ ก็ควรรักษาเบาหวานควบคู่ไปจนสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นไปตามเกณฑ์

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น
  • ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะทำให้สมดุลกรดด่างเปลี่ยนไป จนทำให้เกิดเชื้อราได้
  • รักษาความสะอาดที่บริเวณช่องคลอดและอวัยวะเพศ
  • สวมใส่ผ้าสะอาด ไม่ปล่อยให้อับชื้นเป็นเวลานาน
  • เปลี่ยนแผ่นอนามัยอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการใช้แผ่นอนามัยแบบสอด
  • เลือกสวมใส่กางเกงหรือกระโปรงที่ไม่คับหรือรัดแน่นเกินไป ใส่แล้วรู้สึกโล่งสบาย ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกเนื้อผ้าที่มีการถ่ายเทอากาศดี ไม่ทำให้เกิดการอับชื้น

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.siphhospital.com  www.cdc.gov

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

ช่องคลอดอักเสบ (Vaginitis) หมายถึงการอักเสบที่เกิดบริเวณช่องคลอดผู้หญิง ทำให้มีสารคัดหลั่งในช่องคลอดหรือ “ตกขาว” ที่ผิดไป จากปกติตกขาวจะสีขาวขุ่นหรือใส มีปริมาณเพียงเล็กน้อย ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่น เป็นตกขาวมีสี  มีอาการคัน กลิ่นเหม็นและอาจมีเลือดปน โดยการผิดปกติของตกขาวเป็นภาวะที่ทำให้ผู้หญิงมาพบแพทย์ทางสูตินรีเวชมากที่สุด

 

สาเหตุและอาการสำคัญ

ช่องคลอดอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทำให้มีอาการที่แตกต่างกันไป โดยแบ่งสาเหตุสำคัญ ๆ และอาการที่พบบ่อยได้ดังนี้

  1. สาเหตุจากการติดเชื้อ โดยเชื้อและอาการที่พบบ่อยมีดังนี้
    • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial vaginosis, BV) ผู้ป่วยจะมีอาการคันในช่องคลอด หรือรอบ ๆ ปากช่องคลอด และมีตกขาวผิดปกติ ซึ่งอาจมีสีเขียว สีเทา หรือสีขาวที่มีลักษณะเป็นน้ำ เป็นฟอง หรือเป็นแผ่น แสบร้อนเวลาปัสสาวะ มีกลิ่นเหม็นคาวปลา ซึ่งจะรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะหลังร่วมเพศ เป็นต้น
    • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อราแคนดิด้า (Vulvovaginal candidiasis, VVC) ผู้ป่วยจะมีอาการคันในช่องคลอด หรือรอบ ๆ ปากช่องคลอดอย่างมาก และมีตกขาวลักษณะข้นขาวคล้ายแป้งเปียก หรือคราบนม อาจมีความรู้สึกเจ็บขณะร่วมเพศ หรือมีอาการปัสสาวะบ่อย และปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย บางคนอาจมีผื่นแดงรอบ ๆ ปากช่องคลอดหรือบริเวณขาหนีบ
    • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อพยาธิไตรโคโมนาส (Trichomonas vaginalis, TV) ผู้ป่วยจะมีอาการคันในช่องคลอดมาก บางครั้งอาจมีอาการขัดเบา หรือปวดแสบปวดร้อนเวลาปัสสาวะ และมีอาการตกขาว ออกเป็นสีเหลืองหรือเขียว มีกลิ่นเหม็น มักออกเป็นจำนวนมากและมีลักษณะเป็นฟอง ๆ
  2. สาเหตุที่ไม่ใช่การติดเชื้อ ช่องคลอดอักเสบอาจเกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิง (Atrophic vaginitis)

การแพ้สารเคมี (Allergic vaginitis) หรือการมีสิ่งแปลกปลอมระคายเคืองช่องคลอดจนทำให้เกิดอาการอักเสบ เช่น ห่วงคุมกำเนิด ถุงยางอนามัยบางประเภท โดยผู้ป่วยจะมีอาการตกขาวผิดปกติ และมีอาการคันบริเวณช่องคลอดเช่นเดียวกัน

อาการที่ควรมาพบแพทย์
อาการคันบริเวณอวัยวะเพศ และรอบช่องคลอด ตกขาวเปลี่ยนไป เช่น สีเปลี่ยน มีความข้น มีกลิ่นเหม็นกลิ่นคาว ปัสสาวะแสบขัด ปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ปวดหน่วงท้องน้อย อาการเหล่านี้ควรรีบมารับการตรวจจากแพทย์

 

ปัจจัยเสี่ยง

ช่องคลอดอักเสบ มีโอกาสเกิดสูงในผู้หญิงที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

  • ผู้หญิงที่มีอายุน้อย มีเพศสัมพันธ์ถี่ ทำให้มีโอกาสติดเชื้อในช่องคลอดมากขึ้น
  • ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวทำให้ภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคเอดส์
  • ผู้หญิงที่สวนล้างช่องคลอดบ่อย ๆ ทำให้แบคทีเรียในช่องคลอดเกิดความไม่สมดุล เกิดการเปลี่ยนสภาวะกรดด่าง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย
  • ผู้หญิงวัยสูงอายุ ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ส่งผลให้ผนังช่องคลอดบางลง ทำให้แบคทีเรียในช่องคลอดเกิดความไม่สมดุล เกิดการเปลี่ยนสภาวะกรดด่าง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย
  • ผู้หญิงที่ใส่ห่วงคุมกำเนิดนาน ๆ หรือใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอด
  • ผู้หญิงที่รับประทานยาฆ่าเชื้อบ่อย ๆ จนส่งผลต่อความสมดุลของเชื้อประจำถิ่นในช่องคลอดทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
  • คู่นอนมีเชื้อหรือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

 

การวินิจฉัย

  1. การตรวจภายใน นอกเหนือจากการซักประวัติทางการแพทย์ การตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว แพทย์จะทำการตรวจภายใน ในกรณีที่มีการอักเสบและเกิดจากการติดเชื้อ จะตรวจพบตกขาวปริมาณมากผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น สีของตกขาวจะเปลี่ยนเป็นเขียวหรือสีเหลืองหรือสีเทา บางครั้งตกขาวข้นคล้ายตะกอนนมหรืออาจมีลักษณะเป็นฟองขึ้นอยู่กับว่าเกิดจากเชื้อสาเหตุใด ผนังช่องคลอดจะเป็นสีแดงมากขึ้น กรณีที่มีการอักเสบจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิงในสตรีสูงวัย ผนังช่องคลอดจะมีสีแดง เรียบ ไม่ค่อยมีรอยย่น เมื่อสัมผัสผนังช่องคลอดเลือดจะออกง่าย
  2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะป้ายตกขาวจากในช่องคลอดไปส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อค้นหาเชื้อที่ทำให้เกิดการอักเสบ

 

การรักษา

การรักษาช่องคลอดอักเสบขึ้นกับสาเหตุ ทั้งที่เกิดจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ โดยทั่วไปมีแนวทางการรักษา ดังนี้

  • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจพิจารณาเลือกใช้ยาเมโทรดินาโซล (Metronidazole) หรือยาคลินดามัยซิน (Clindamycin) ซึ่งมีทั้งแบบรับประทานและแบบสอดเข้าช่องคลอด หลังการรักษาแพทย์อาจไม่นัดตรวจซ้ำ เพราะส่วนใหญ่ให้ผลการรักษาดี ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจรักษาคู่นอน
  • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา/เชื้อราช่องคลอด กรณีที่มีอาการไม่มาก จะใช้ยาเหน็บช่องคลอด เช่น ยาโคลไตมาโซล (Clotrimazole) ยานิสแตติน (Nystatin) หรือยาไมโคสแตติน (Mycostatin) ร่วมกับยาทาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) แต่หากมีอาการมาก จะให้ยารับประทานร่วมด้วย เช่น ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ยาฟลูโคนาโซล (Fluconazole) หรือยาไอตราโคนาโซล (Itraconazole) ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจรักษาคู่นอน
  • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อพยาธิ หากส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบเชื้อ แพทย์จะให้รับประทานยาปฏิชีวนะทีมีผลยับยั้งเชื้อพยาธิ เช่น ยาเมโทรดินาโซล (Metronidazole) และต้องตรวจคู่นอนด้วยเสมอ
  • ช่องคลอดอักเสบจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิง แพทย์จะให้ครีมฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen cream) สำหรับทาในช่องคลอด ซึ่งต้องใช้ในขนาดและในระยะเวลาที่แพทย์สั่งเท่านั้น
  • ช่องคลอดอักเสบจากการแพ้สารเคมีหรือน้ำยาสวนล้างช่องคลอด ภายหลังจากสืบรู้สาเหตุ แพทย์จะให้ผู้ป่วยหยุดใช้ ร่วมกับการให้การรักษาตามอาการ
  • ช่องคลอดอักเสบในหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสสุดท้าย ส่วนใหญ่หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการอักเสบ มักจะมีโรคแทรกซ้อน เช่น ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด น้ำคร่ำอักเสบ คลอดก่อนกำหนด หรือมีการติดเชื้อหลังคลอดหรือหลังผ่าตัด แพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาชนิดรับประทาน ไม่แนะนำใช้ยาสอดช่องคลอด โดยยาที่แนะนำจะเป็นยาในกลุ่มรักษาการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และมีการตรวจซ้ำภายหลังได้รับยาไปสักระยะ

 

ข้อแนะนำในระหว่างการรักษาและการป้องกัน

  1. ไม่สวนล้างช่องคลอดหรือใช้น้ำยาล้างโดยไม่จำเป็น
  2. รับประทานยาหรือสอดยาในช่องคลอดให้ครบตามแพทย์แนะนำ
  3. ดูแลความสะอาดของร่างกายรวมถึงเสื้อผ้าและชุดชั้นใน ไม่ควรใส่ซ้ำ ไม่ปล่อยให้อับชื้น       
  4. งดการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการรักษา ถ้าจำเป็นควรใช้ถุงยางอนามัย
  5. ดูแลความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์หลังการขับถ่ายทุกครั้ง โดยการล้างจากด้านหน้าไปด้านหลังแล้วซับให้แห้งด้วยผ้าหรือทิชชูสะอาด
  6. ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ตกขาวมีกลิ่น สีผิดปกติ คันบริเวณช่องคลอดหรืออาการกลับไปคล้ายก่อนการรักษา หรือมีอาการผิดปกติใหม่ ๆ เช่น ปัสสาวะแสบขัด อ่อนเพลีย มีไข้ ให้มาพบแพทย์ทันที และไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
  7. ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ในขณะรับการรักษา
  8. เมื่อเป็นการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ต้องรักษาคู่นอนด้วย

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.si.mahidol.ac.th

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

โรคไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia) คือ โรคที่มีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าค่าที่ถูกกำหนดขึ้น ซึ่งค่านี้ได้มาจากการเก็บข้อมูลทางสถิติของระดับไขมันในเลือดของคนสุขภาพดีทั่วไป โดยพบว่าเมื่อมีค่าเกินระดับหนึ่งแล้ว คน ๆ นั้นก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองและหลอดเลือดตามอวัยวะอื่น ๆ ทั่วร่างกาย ทั้งนี้ระดับไขมันในเลือดที่เหมาะสมของแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้จาก อายุ เพศ พฤติกรรมการใช้ชีวิต ภาวะสุขภาพและปัจจัยด้านอื่น ๆ โรคนี้มีแนวโน้มพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบในผู้ที่มีอายุมากสูงกว่าผู้ที่มีอายุน้อย

 

ไขมันในร่างกาย

ปกติร่างกายคนเราจะมีไขมันอยู่ 2 ชนิด คือ คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ โดย

  • คอเลสเตอรอล (Cholesterol) แบ่งเป็น
    • ไคโลไมครอน (Chylomicron) ทำหน้าที่ขนส่งไตรกลีเซอไรด์ที่ได้จากอาหาร นำไปสะสมไว้ในเนื้อเยื่อไขมัน ถูกสร้างจากเยื่อบุลำไส้เล็ก ประกอบด้วยไตรกลีเซอไรด์ ร้อยละ 84
    • วี แอล ดี แอล คอเลสเตอรอล (Very Low Density Lipoprotein, VLDL-c) เป็นคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำมาก ทำหน้าที่ขนส่งไตรกลีเซอไรด์ที่ร่างกายสร้างขึ้นจากตับไปยังผนังหลอดเลือด เนื้อเยื่อไขมันและกล้ามเนื้อ ร่างกายสร้างขึ้นจากตับและลำไส้เล็กเป็นส่วนน้อย ประกอบด้วยไตรกลีเซอไรด์ ร้อยละ 51
    • แอล ดี แอล คอเลสเตอรอล (Low-Density Lipoprotein: LDL-c) เป็นคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำ ทำหน้าที่ขนส่งคอเลสเตอรอลไปยังเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย หากมีมากกว่าที่เซลล์ต้องการก็จะไปสะสมที่บริเวณผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบและแข็ง เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบ จัดเป็นคอเลสเตอรอลหรือไขมันที่ไม่ดี มีมากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
    • เอช ดี แอล คอเลสเตอรอล (High-Density Lipoprotein: HDL-c) เป็นคอเลสเตอรอลชนิดชนิดความหนาแน่นสูง ทำหน้าที่ในการนำคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากเซลล์กลับไปยังตับ เพื่อทำลายหรือขับออกในรูปของเสียจากร่างกาย จัดเป็นคอเลสเตอรอลหรือไขมันที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบได้
  • ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันประเภทหนึ่ง ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง และให้พลังงานเมื่อร่างกายต้องการ แต่มีการสะสมที่ผนังหลอดเลือดได้เช่นกันเมื่อมีปริมาณสูงมาก ๆ แต่จะมีอิทธิพลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่าไขมันชนิดคอเลสเตอรอล

จะเห็นว่า “ไขมัน” เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะร่วมกับสารอาหารในหมู่อื่น ๆ เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วน อย่างไรก็ตามการบริโภคไขมันในปริมาณที่สูงเกินไป อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
โดยปกติแล้วโรคไขมันในเลือดสูงจะไม่มีอาการแสดงให้เห็น โดยมักแสดงอาการในกรณีที่เป็นมากหรือมีอาการรุนแรง หรือสาเหตุมาจากพันธุกรรม โดยอาจพบพบก้อน ตุ่มนูนหรือปื้นตรงกลางสีเหลือง ตรงขอบ ๆ อาจเป็นตุ่มพุพองสีแดง ที่เกิดจากการสะสมของคอเลสเตอรอลขนาดเล็ก ๆ บริเวณผิวหนัง ข้อศอก ข้อเข่า แขนขา แผ่นหลัง เส้นเอ็น ก้นหรือเปลือกตา ซึ่งอาจมีอาการคันได้  หรืออาจพบเอ็นร้อยหวายหนาตัวผิดปกติ หรือเส้นวงสีขาวเกิดขึ้นระหว่างตาขาวกับตาดำ

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์เพื่อทำ
ไม่ควรรอไปพบแพทย์เมื่อมีอาการ เพราะระดับไขมันในเลือดอาจสูงมานานจนเริ่มส่งผลเสียต่อร่างกายแล้ว จึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ตรวจหาระดับไขมันในเลือดเป็นประจำ สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้

  • มีอายุมากกว่า 40 ปี
  • มีน้ำหนักเกิน หรืออยู่ในภาวะอ้วน
  • มีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคเกี่ยวระบบหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร
  • มีสมาชิกครอบครัวที่ใกล้ชิดป่วยด้วยโรคไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม
  • ผู้ป่วยที่ตรวจพบโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง สมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA) หรือโรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral Artery Disease: PAD)
  • มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคไต โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง (Underactive Thyroid) หรือตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)

 

ภาวะแทรกซ้อน

ในกรณีที่ระดับคอเลสเตอรอลสูงมาก ผู้ป่วยไม่รู้เพราะไม่ได้ไปตรวจหรือไปตรวจแต่กลับมาควบคุมได้ไม่ดีพอ นานไปคอเลสเตอรอลจะค่อย ๆ ไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดแดงได้ทั่งร่างกาย จนทำให้หลอดเลือดแข็งตัว และตีบลงจนอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ไขมันอุดตันหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ไขมันอุดตันหลอดเลือดเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ (อัมพฤกษ์) ไขมันอุดตันหลอดเลือดเลี้ยงไต เป็นเหตุทำให้เกิดไตวายเรื้อรังได้ หรือทำให้หัวใจต้องทำงานหนักทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หากปล่อยไว้นานจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาอีกได้

 

สาเหตุ

เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ได้แก่

  • ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์
  • ป่วยด้วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคตับ โรคต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง (Underactive Thyroid), Cushing syndrome
  • มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ผิด เช่น ทานอาหารที่มีไขมันสูง ออกกำลังกายน้อย ดื่มแอลกอฮอล์มาก สูบบุหรี่จัด
  • รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาสเตียรอยด์
  • การมีกระบวนการเมตาบอลิซึมของไขมันที่ผิดปกติเอง

 

การวินิจฉัย

การเจาะเลือดตรวจระดับไขมันในเลือด แพทย์จะเจาะและวัดค่าไขมัน 4 ค่า ซึ่งมีเกณฑ์วัดระดับคอเลสเตอรอลระบุไว้ดังนี้

  • ระดับคอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol)
    • ปกติ: น้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร mg/dl
    • สูงเล็กน้อย: 200 – 239 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูง: มากกว่า 240 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • ระดับแอล ดี แอล (LDL-c) หรือคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี
    • ปกติ: น้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • ใกล้เคียงปกติ: 100 – 129 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูงเล็กน้อย: 130 – 159 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูง: 160 – 189 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูงมาก: มากกว่า 190 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • ระดับเอช ดี แอล (HDL-c)
    • ต่ำ: น้อยกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูง: มากกว่า 60 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • ระดับไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
    • ปกติ: ต่ำกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูงเล็กน้อย: 150 – 199 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูง: 200 – 499 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูงมาก: มากกว่า 500 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

ในการสรุปผลการตรวจ จะดูที่ระดับ LDL-c ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีเป็นหลัก หากมีระดับที่สูงแปลว่าผู้ตรวจมีคอเลสเตอรอลสูง ขณะที่ระดับคอเลสเตอรอลรวม หากมีอยู่ในระดับสูงก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดภาวะคอเลสเตอรอลสูงหรือไม่ แต่อาจระบุได้ว่ามีความผิดปกติ ต้องดูที่ระดับ LDL-c ร่วมด้วย ส่วนระดับ HDL-c ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี หากมีสูงก็จะช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีให้ลดลงได้

หลังจากได้ค่าไขมันชนิดต่าง ๆ แล้วพบว่ามีความผิดปกติ อันดับแรกจะต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากมีโรคอื่นๆที่ทำให้ระดับไขมันผิดปกติอยู่หรือไม่ หากไม่พบสาเหตุของโรคอื่นๆที่ทำให้ระดับไขมันผิดปกติดังกล่าวแล้ว จะต้องแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามชนิดของไขมันที่วัดได้ผิดปกติ และพยายามหาสาเหตุ โดยอาศัยการตรวจร่างกาย เช่น การดูก้อนไขมัน การซักประวัติของโรคไขมันสูงในครอบครัว การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ทั้งนี้เนื่องจากสาเหตุของแต่ละโรคที่ทำให้มีระดับไขมันในเลือดสูงนั้น ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดไม่เหมือนกัน รวมทั้งการเลือกรูปแบบการรักษาและชนิดของยาที่จะตอบสนองก็ต่างกัน

 

การรักษา

การรักษาโรคไขมันในเลือดสูงขึ้นอยู่กับจำนวนความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

  • ถ้าไม่มีความเสี่ยงเลยหรือมีความเสี่ยงเพียง 1 ข้อ : ค่า LDL > 160 mg/dl ให้ใช้การรักษาโดยไม่ใช้ยาลดไขมันในเลือด 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้ายัง > 160 ให้ใช้ยารักษาควบคู่ไปด้วย แต่ถ้าค่า LDL > 190 ก็ให้เริ่มใช้ยาไปเลยควบคู่กับการรักษาโดยไม่ใช้ยา
  • ถ้ามีความเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป : ค่า LDL > 130 ให้ใช้การรักษาโดยไม่ใช้ยาลดไขมันในเลือด 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้ายัง > 130 ให้ใช้การรักษาโดยใช้ยาควบคู่กับการรักษาโดยไม่ใช้ยา
    .
    ในกรณีที่เป็นโรคเบาหวานหรือเคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดมาแล้ว ค่า LDL > 100 ให้ใช้การรักษาโดยไม่ใช้ยา ถ้า LDL > 130 ให้ใช้ยาควบคู่กับการรักษาโดยไม่ใช้ยา


การรักษาโดยไม่ใช้ยา

  • การควบคุมอาหาร ผู้ป่วยที่มีระดับกลุ่มไขมัน LDL สูงจะต้องลดอาหารที่มีคอเลสเตอรอลให้น้อยกว่า 300 mg ต่อวัน โดยอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ต่างๆ เนื้อสัตว์ติดมัน กุ้ง หอย ปลาหมึก ไข่ปลา เป็นต้น และต้องลดอาหารประเภทไขมันให้น้อยกว่า 30% ของปริมาณแคลอรีที่ร่างกายได้รับต่อวัน (โดยเฉลี่ยคือ 1,500 – 2,000 กิโลแคลอรี/วัน) โดยต้องเป็นอาหารที่กรดไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 10% ซึ่งอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงพบมากในอาหารผัด ทอด ที่ใช้น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม เนย หรืออาหารที่ใช้กะทิ เป็นต้น ส่วนผู้ป่วยที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงต้องลดอาหารประเภทแป้งขัดสีเช่น ขนมปังชนิดต่างๆ รวม ถึงปาท่องโก๋ โดนัท เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสปาเกตตี มักกะโรนี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น และอาหารที่มีน้ำตาลสูง
  • การออกกำลังกาย จะช่วยลดระดับไขมันชนิดต่างๆได้และช่วยเพิ่มระดับไขมัน HDL แต่ที่สำ คัญคือการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดได้ แม้มีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นร่วมอยู่ด้วยก็ตาม
  • การลดน้ำหนัก ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวเกินต้องลดน้ำหนัก ซึ่งจะช่วยให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงและช่วยเพิ่มระดับกลุ่มไขมัน HDL ได้

การรักษาโดยใช้ยา
จุดประสงค์หลักของการใช้ยาลดไขมัน คือ เพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตันในคนที่ยังไม่เป็น

และ หากเกิดแล้วก็เป็นการป้องกันการกลับเป็นซ้ำอีกโดยแนวทางการรักษาได้มีการเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มุ่งลดระดับ LDL-c ให้อยู่ในค่าที่ต้องการ มาเป็นการใช้ยาเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนมากกว่า โดยมียาที่แพทย์สามารถเลือกใช้

  • ยากลุ่ม HMG-CoA reductase inhibitor (HMG-CoAR) รู้จักกันในชื่อที่ลงท้ายว่า Statin เช่น atorvastatin, rosuvastatin, simvastatin, pravastatin, pitavastatin ยาในกลุ่มนี้ลด LDL-c ได้ร้อยละ 18 – 55% เพิ่ม HDL-c ได้ร้อยละ 5-15% และลด TG ได้ร้อยละ 7 – 30% พบว่าการให้ยานี้เพื่อลดไขมันจะทำให้อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง
  • ยากลุ่ม Fibric acid derivatives (Fibrates) ยากลุ่มนี้ใช้ลดไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่มระดับ HDL-c ในเลือด สามารถลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้ในผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 200 mg/dl ยามีผลข้างเคียงและข้อห้ามในการใช้
  • ยากลุ่ม Nicotinic acid และ analogue จัดเป็นวิตามินบี ยากลุ่มนี้ลด LDL-c ได้ 5 – 25 % เพิ่ม HDL-c 15 – 35% ลด Triglyceride ได้ร้อยละ 20 – 50 ยามีผลข้างเคียงและข้อห้ามในการใช้
  • ยากลุ่ม Bile acid sequestrants (Cholestyramine) ยากลุ่มนี้ลด LDLได้ร้อยละ15 – 30%และเพิ่มระดับ HDLได้ร้อยละ 3 – 5 % ยามีผลข้างเคียงและข้อห้ามในการใช้
  • น้ำมันปลา (Fish oil) สามารถช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้

ยาลดไขมันทุกชนิดมีข้อบ่งชี้ในการใช้ ขนาดในการใช้ ข้อห้ามและผลข้างเคียง จึงควรปรึกษาแพทย์และรับประทานยาตามแพทย์แนะนำเท่านั้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • กินให้ถูกโภชนาการ กองโภชนาการ กรมอนามัย ได้ออกข้อปฏิบัติในการกินเพื่อสุขภาพดีหรือธงโภชนาการ โดยแต่ละมื้อควรมีอาหารหลักครบ 5 หมู่ ในแต่ละหมู่ควรมีเมนูที่หมุนเวียน ไม่จำเจ โดยกินให้ได้สัดส่วนที่ถูกต้องมี กลุ่มคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวขัดสีน้อยสลับกับแป้งมากที่สุด ต่อด้วยกลุ่มวิตามิน แร่ธาตุและใยอาหาร เช่น ผักและผลไม้ ต่อด้วยกลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ถั่ว ไข่ นม และทานน้ำมัน น้ำตาล เกลือ เท่าที่จำเป็น
    .
    หากน้ำหนักตัวเกินและต้องการลดน้ำหนักอาจแบ่งอาหารในจาน ออกเป็น 4 ส่วน เน้นวิตามิน เกลือแร่จากผักและผลไม้ 2 ส่วนหรือ 50% โปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่ว ไข่ นม เป็น 1 ส่วน และลดข้าวหรือแป้งเหลือ 1 ส่วนในแต่ละมื้อ
    .
  • ออกกำลังกายให้หนักพอเหมาะ สม่ำเสมอทุกอาทิตย์ ควรออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน การเต้นแอโรบิค ให้หัวใจเต้นอยู่ในโซน 2-3 ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที  3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินของร่างกาย
    .
    นอกจากนี้ ควรจัดเวลาออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของร่างกายควบคู่ไปด้วย
    .
  • ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมกับเพศและวัย ดูแลน้ำหนักตัวให้เหมาะสมกับส่วนสูง เบื้องต้นคำณวนจากค่า BMI โดยค่า BMI มากกว่า 25 ถือเป็นการเริ่มต้นโรคอ้วน และเสี่ยงต่อการเป็นไขมันในเลือดสูงและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • งดหรือลดเหล้า บุหรี่และแอลกอฮอล์ ผู้ที่ดื่มหรือสูบจะมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคในระบบอวัยวะต่างๆ รวมถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเช่น โรคเบาหวาน โรคตับ โรคหลอดเลือดสมองตีบ-แตก-ตัน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคปอดและระบบทางเดินหายใจ
  • ตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจสุขภาพเป็นการตรวจหาความผิดปกติ ที่อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ซ่อนอยู่ หรือภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคในอนาคต รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรค การตรวจสุขภาพเป็นประจำโดยเฉพาะ การตรวจหาระดับไขมันในเลือดและพบในระยะเริ่มต้นจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการปรับพฤติกรรมและการรักษา
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ซื้อยาทานเองและพบ
  • แพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อน

 

แหล่งข้อมูล : www.srinagarind.md.kku.ac.th  www.siamhealth.net  med.mahidol.ac.th

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


H2CCVM11400.jpg

รศ. พญ. ธนินี สหกิจรุ่งเรือง
ประชาสัมพันธ์ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ
สาขาวิชาต่อมไร้ท่อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

แรงบันดาลใจในการเลือกแพทย์ โดยเฉพาะสาขาต่อมไร้ท่อ

จบมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสตรีวิทยา แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ตอนนั้นทางบ้านอยากให้เป็นแพทย์ เพราะคุณพ่อในวัยเด็กค่อนข้างลำบาก เรียนหนังสือเก่งแต่ต้องหยุดเรียนออกมาทำการค้า จึงอยากให้ครอบครัวมีความสุข และตอนเด็กๆ เราได้เห็นบทบาทแพทย์ ในมุมมองที่เป็นคนไข้ แพทย์ประจำตัวคุณย่า ศ. นพ. เสนอ อินทรสุขศรี และกุมารแพทย์ ประจำตัวเรา คือ ศ. นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา จึงรู้สึกประทับใจวิชาชีพแพทย์ และด้วยความที่ชอบวิชาชีววิทยา คิดว่าไปทางวิทยาศาสตร์การแพทย์น่าจะเป็นประโยชน์

จากนั้นเอนทรานซ์ติดที่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงปี 4 ได้ขึ้นวอร์ดศัลยกรรมเป็นวอร์ดแรก ได้เห็นตัวอย่างการทำงานหนักเพื่อคนไข้ของอาจารย์และแพทย์ประจำบ้าน ช่วงชั้นคลินิกใช้เวลาในการเรียนหนักขึ้น พักผ่อนน้อยลง แต่รู้สึกสนุก ได้เจอคนไข้ ได้มีประสบการณ์จริง ตอนที่ผ่านอายุรศาสตร์ เจอคนไข้วัยรุ่นเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว มาแอดมิดให้คีโม เราชวนคนไข้คุย ไปเยี่ยมเขาบ่อย ๆ เอาหนังสือที่เขาชอบมาให้อ่าน หลังจากนั้นผ่านไป 2 ปีพยาบาลที่วอร์ดเล่าให้ฟังว่าคนไข้คนนี้มาตามหาคุณหมอ เขาหายดีเลยอยากเอาขนมมาให้ ตอนนั้นรู้สึกดีใจมาก ถึงแม้เป็นนิสิตแพทย์ ก็สามารถทำสิ่งที่มีคุณค่าให้กับคนไข้ได้ เป็นสิ่งที่ทำให้อยากทำแบบนี้ต่อไป พอจบแพทย์ ไปรับเลือกเป็นแพทย์ใช้

ทุนของ รพ.จุฬาฯ ทำอินเทิร์น 1 ปี อยู่ที่ โรงพยาบาลจังหวัดนครนายก และกลับมาเรียนแพทย์เฉพาะทางเลือกเรียนกุมารแพทย์ ส่วนหนึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากกุมารแพทย์ประจำตัวเรา ศ. นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา รู้สึกว่าอาจารย์เป็นแพทย์ที่เก่ง วินิจฉัยได้แม่นยำ มีเทคนิคชวนคุย ฉีดยาโดยที่ไม่ให้เห็นเข็มและอาจารย์รักคนไข้มาก ๆ ช่วงเป็นนิสิตแพทย์ รู้สึกชอบแผนกเด็ก มีความสุขมากเวลาได้อุ้มเด็ก จึงเลือกเรียนกุมารแพทย์ 3 ปี ตอนนั้น ได้พบท่าน ศ. นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเรา บุคลิกของอาจารย์นุ่มนวล ใจดีกับคนไข้และเพื่อนร่วมงานทุกคน เป็นอาจารย์ที่เก่งมาก และ รศ. พญ. สุมาลี ศรีวัฒนา เป็นอาจารย์อาวุโสที่วินิจฉัยคนไข้ได้แม่นยำและเอาใจใส่คนไข้มาก ๆ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้มาเรียนต่อเฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่ออีก 2 ปี จากนั้นไปศึกษาต่อที่ University of California, San Francisco, USA ไปเป็น visiting fellow อีก 2 ปี ศึกษาเกี่ยวกับการทำวิจัยในเชิงลึก ในเรื่องของ Molecular endocrinology การทำวิจัยทาง Basic science research มีโอกาสได้ดูคลินิกเบาหวานและต่อมไร้ท่อที่ทันสมัย ตอนนั้นโปรแกรมไดเรกเตอร์และ mentor ของเราคือ โปรเฟสเซอร์ Walter miller ซึ่งเป็นอาจารย์อีกท่านที่เป็นคนสำคัญ
ของเรา ถ่ายทอดวิชาความรู้ วิชาชีวิต ได้เรียนรู้การทำงานวิจัยชั้นยอดได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และทีมงานดูแลคนไข้ครบวงจรเพื่อมาพัฒนาระบบบริการบ้านเรา เพื่อมาเซ็ตอัพทีมที่จุฬาฯ และกลับมาเป็นอาจารย์สาขาวิชาต่อมไร้ท่อเด็กจนถึงปัจจุบัน

 

เป้าหมายที่มีการตั้งไว้ในการเป็นแพทย์

เป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ อยากให้งานในพันธกิจ 3 ด้าน ขับเคลื่อนไปด้วยกันเป้าหมายทางด้านงานบริการ คือ การดูแลผู้ป่วย สร้างระบบบริการที่ยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งโรคเบาหวานเป็นอะไรที่ชัดมาก จะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีทีมสหสาขาที่มีความพร้อมที่จะเดินไปด้วยกัน ช่วยเหลือกันและกัน ตอนที่กลับมาก็เริ่มแผนงาน โดยเข้าไปคุยกับทุกฝ่าย ขอความช่วยเหลือ มีการจัดค่ายเบาหวานชวนทีมงานไปหลายสิบชีวิต รวมถึงผู้ปกครองและครอบครัวมาเข้าร่วม เป็นการสร้างความร่วมมือให้ทุกฝ่ายไปในทิศทางเดียวกัน พอมาใช้ชีวิตร่วมกันในค่ายได้เห็นความลำบากของคนไข้ ได้รู้ปัญหาของทุกฝ่าย ทุกคนยินดีช่วยเหลือกันทำให้งานที่สานต่อ มีความราบรื่น และวันหนึ่งที่เราไม่อยู่ ทีมจะยังเดินไปได้ คือ กงล้อต้องหมุนไปด้วยตัวของเขาเอง ในที่สุดประโยชน์ที่จะได้คือ คนไข้จะได้เข้าถึงบริการที่เป็นมาตรฐาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และปีที่แล้ว เรามีเป้าหมายการตั้งคลินิกต่อมไร้ท่อเปลี่ยนผ่าน ตอนนี้จัดทำเป็น Transitions Clinic เป็นคลินิกต่อมไร้ท่อเปลี่ยนผ่าน เราอยากจะส่งต่อคนไข้ลูก ๆ ของเราที่เรารักให้ถึงฝั่งอย่างมีความสุขปลอดภัย จึงจับมือคุยกับทีมเบาหวานผู้ใหญ่ ศ. ดร. นพ. วีรพันธุ์ โขวิฑูรกิจ หัวหน้าหน่วยต่อมไร้ท่อและศูนย์ความเป็นเลิศเบาหวานฯ ท่านให้การสนับสนุนเป็นอย่างมากโดยมีเวิร์คช้อปหลายครั้งระหว่างทีมเด็กและผู้ใหญ่มีหมอเด็กหมอผู้ใหญ่ออกตรวจคนไข้ด้วยกัน ประชุมวางแผนการรักษาด้วยกัน ให้คนไข้มาผ่านคลินิกนี้ 1 ปี ทั้งการตรวจ รับยา ทำที่คลินิกผู้ใหญ่ จนคนไข้มั่นใจแล้วว่า คุณหมอผู้ใหญ่ท่านนี้เข้าใจเขา ทำให้การส่งต่อเป็นไปอย่างราบรื่น

เป้าหมายด้านการเรียนการสอน เวลาที่ทีมเบาหวานไปออกตรวจ OPD หรือทีมนักสังคมสงเคราะห์ ทีมเบาหวาน ไปเยี่ยมโรงเรียน เยี่ยมบ้านเยี่ยมคนไข้เบาหวานรายใหม่ เราพานิสิตแพทย์ไปเรียนตรงนั้นด้วย จะได้เรียนรู้ชีวิตผู้ป่วยจริง ๆ ว่ากว่าเขามาถึง รพ. ไม่ได้มาง่าย ๆ การจะส่งเขากลับบ้าน เราต้องทำงานอีกมาก คุณครูที่โรงเรียนจะดูแลผู้ป่วยอย่างไร แก้ไขน้ำตาลตก ปรับยาการออกกำลังกาย ตรงนี้ต้องวางแผน ติดตามอย่างดี นิสิตแพทย์ไปเยี่ยมคนไข้ กลับมาเล่าให้ฟังเขาได้เรียนรู้ มีความเห็นอกเห็นใจคนไข้ เป้าหมายที่เขาวาดไว้อาจไปไม่ถึงเพราะขาดแคลนอุปกรณ์เราต้องดูแลในมิติทางจิตสังคมด้วย ซึ่งนิสิตแพทย์จะเห็นภาพตรงนี้ชัดเจนมาก

เป้าหมายด้านงานวิจัย เราเป็นมหาวิทยาลัยต้องผลิตองค์ความรู้ใหม่ เพื่อสังคม เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน นี้คือพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราเก็บข้อมูลทำ Routine to research พัฒนาระบบให้ดี และเก็บข้อมูล ตีพิมพ์ ทำงานวิจัย เผยแพร่ผลงานไปด้วยงานวิจัยเหล่านี้ให้แพทย์ประจำบ้านและแพทย์ประจำบ้านต่อยอดของเรา ทำวิทยานิพนธ์ เราเป็นที่ปรึกษา เขาเก็บข้อมูล เรียนรู้ เขียนผลงานตีพิมพ์ทีมก็นำผลการศึกษาเหล่านี้มาพัฒนาบริการหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ และพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ

 

เรายังต้องการแพทย์ที่รับฟังคนไข้กุมมือเขา เห็นอกเห็นใจเขา ซึ่งเครื่องจักรทำแทนเราไม่ได้

 

บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิตและการทำงาน

คนแรก ศ. นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ท่านเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาตั้งแต่ตนเองเป็นแพทย์ประจำบ้านได้เห็นการใช้ชีวิตของอาจารย์ในบทบาท หัวหน้าหน่วยงานต่อมไร้ท่อ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานสมาคมวิชาชีพ ของต่อมไร้ท่อในเด็กในระดับภูมิภาค เห็นบทบาทของท่านที่เป็นคุณพ่อของลูกชาย 2 คน เห็นความทุ่มเทในการทำงานควบคู่กับการดูแลครอบครัวท่านทำทุกบทบาทได้ดี เป็น One of a kind จริง ๆ ก็มองท่านเป็นตัวอย่างในแง่เป็นแพทย์ เป็นอาจารย์ เป็นนักบริหาร ที่ประสบความสำเร็จ และแบ่งเวลาได้ดีทั้งครอบครัว ตนเอง และหน่วยงานด้วย

คนที่สอง ผศ. พญ. เทวี วัฒนา เป็นกุมารแพทย์ ทางด้านโรคไต อาจารย์เป็นผู้บุกเบิก เป็นผู้ชี้นำอาจารย์แพทย์รุ่นน้อง เห็นอาจารย์ในบทบาทผู้ขับเคลื่อนงานดูแลคนไข้เรื้อรังของ รพ.จุฬาฯ Psycho-social team มีทีมนักสังคมสงเคราะห์คุณครู จิตแพทย์ ซึ่งมาดูแลคนไข้ร่วมกัน มีการประชุมทีมสม่ำเสมอ อาจารย์เป็นผู้บุกเบิกในส่วนงานตรงนี้ขึ้นมา ทำให้ช่วยสนับสนุนทีมบริบาลคนไข้โรคเรื้อรังอื่น ๆ อีกด้วย

คนที่สาม หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ เป็นพระภิกษุชาวเวียดนาม ท่านเป็นผู้ก่อตั้งพุทธนิกายเซน ที่ก่อตั้งหมู่บ้านพลัม เป็นพระภิกษุที่ผ่านความยากลำบากมาในช่วงสงครามโลก สงครามเวียดนาม ถูกขับไล่ออกจากประเทศ ท่านเป็นสายเมตตา การยุติความรุนแรงด้วยสันติภาพ ด้วย Nonviolent คำสอนและวิธีการของท่านเป็นที่ยอมรับนับถือไปทั่วโลก เทคนิคของท่านนำมาฝึกและใช้ในงานได้ง่าย ทำอย่างไรที่จะผ่านความขัดแย้งโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเกลียดชังกันหลักการนี้ใช้ได้ทุกระดับ ทุกความสัมพันธ์ ทั้งครอบครัว ตนเอง เพื่อนร่วมงานและผู้ป่วย และหลักการนี้ก็สามารถนำไปใช้ได้กับทุกอย่าง ทำให้งานทุกอย่างราบรื่น

 

คติหรือหลักการที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต

การใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดี และบ่มเพาะความกรุณากับผู้คนรอบ ๆ ตัว ภาพลายเส้นของหลวงปู่ที่แปะในห้องทำงานของตัวเองคือ “Breathe and Smile”

 

มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางในอนาคตเป็นอย่างไร

การแพทย์ของไทยเข้าสู่ยุคไอที ใช้ AI มากในฐานะแพทย์ เราคงไม่สามารถสร้างนิสิตแพทย์ให้เก่งเอาชนะ AI ต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกันเราต้องรักษาคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ที่ AI ชนะเราไม่ได้คือเรื่องความเห็นอกเห็นใจกัน ความกรุณาต่อกันการรับฟังกัน เรายังต้องการแพทย์ที่รับฟังคนไข้กุมมือเขา เห็นอกเห็นใจเขา ซึ่งเครื่องจักรทำแทนเราไม่ได้ มองว่าอนาคตแพทย์รุ่นใหม่ต้องมีทักษะตรงนี้ให้ดี ซึ่งโรงเรียนแพทย์ก็ต้องพยายามบ่มเพาะสิ่งเหล่านี้ให้กับบัณฑิตรุ่นใหม่

 

ที่มา : www.cimjournal.com

.

 

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก