ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

H2CCVM11500.jpg

รศ. นพ. ธีรภัทร ยิ่งชนม์เจริญ
สาขาวิชาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาโรคหัวใจ

เรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เหตุผลที่เลือกเรียนแพทย์ เนื่องจากชอบวิชาชีววิทยา และรู้สึกว่าเป็นวิชาที่ได้ช่วยคน อีกส่วนหนึ่งครอบครัวก็อยากให้เรียนแพทย์ด้วยตอนเอนทรานซ์ ติดที่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เหตุที่อยากเรียนอายุรศาสตร์ เพราะอายุรศาสตร์เป็นรากฐานของวิชาแพทย์แขนงต่าง ๆ มากมาย หากเรียนรู้ให้ดีจะสามารถช่วยเหลือผู้คนได้มาก โดยในขณะนั้นมี รศ. นพ. วันล่า กุลวิชิต อาจารย์ประจำหน่วยอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ เป็นแรงบันดาลใจ จึงตามรอยอาจารย์ จบจาก จุฬาฯ และไปใช้ทุนที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) เป็นแพทย์ใช้ทุนอายุรศาสตร์ที่ มอ. 4 ปี

จุดเปลี่ยนในชีวิตอีกครั้ง คือ ตอนไปเจอ ศ. นพ. ธาดา ยิบอินซอย อาจารย์เป็นปูชนียบุคคลอันเป็นที่เคารพรักยิ่งของ มอ. อาจารย์มีความรู้กว้างขวางและลึกซึ้ง เข้าใจอะไรอย่างถ่องแท้ เนื่องจาก อ. วันล่า เคยบอกไว้ว่า หากได้มา มอ. ให้ไปเรียนกับอาจารย์ให้ได้มาก ๆ อาจารย์จะเริ่ม round คนไข้ตอนสองทุ่มวันอังคาร ผมก็จะพยายามไปเรียนกับอาจารย์ให้บ่อยครั้งที่สุด ในทุก ๆ ครั้งที่ไม่ได้อยู่เวร ซึ่งได้เรียนรู้จากอาจารย์มากมาย อาจารย์สอนให้ตั้งคำถาม และฝึกกระบวนการคิดหาคำตอบ และเรียนรู้ด้วยตัวเอง หลังจากที่จบอายุรศาสตร์จาก มอ. อยากจะเรียนต่อแผนกหัวใจ ที่รพ.รามาฯ ได้รับความกรุณาจาก อ. ธาดา เขียนจดหมายแนะนำตัวให้ การที่อาจารย์ให้เกียรติเขียน letter of recommendation ให้นั้นนับเป็นเกียรติสูงสุดของชีวิต เมื่อได้เข้ามาเรียนที่แผนกโรคหัวใจที่ รพ.รามาฯ เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก ด้วยเนื้อหาวิชาที่ชอบตั้งแต่แรกและบรรยากาศการเรียนที่เป็นกันเอง อาจารย์สอนสนุก และเพื่อนร่วมงานดี เป็นสองปีที่ได้เจอผู้คนในสถานที่ใหม่ ๆ และได้โอกาสพัฒนาตัวเองในหลาย ๆ ด้านมาก

หลังจากนั้น เรียนเฉพาะทางด้านหัวใจที่ รพ.รามาฯ 2 ปี สนใจในกลุ่มงานที่เกี่ยวกับ cardiac imaging ซึ่งได้รับความกรุณาจาก อ. พญ. อรพร สีห์ ช่วยติดต่อ รศ. นพ. อดิศัย บัวคำศรี ที่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่ง อ. อดิศัย เป็นรุ่นพี่ที่จบจากรามาฯ ช่วยส่งจดหมายติดต่อไปที่ Cleveland clinic, Ohio, U.S.A. รอไปเรียนที่นี่ 1 ปี และหลังจากนั้นไปเรียนในปีถัดไป

ปีแรก ไปเป็น Research fellow มีหน้าที่เก็บและวิเคราะห์ข้อมูล พยายามนำเสนอผลงานวิจัยตีพิมพ์ ผมบอกเขาว่าผมอยากทำ Clinical fellow อยากดูคนไข้ อยากนำวิชาความรู้ที่ทันสมัยกลับมาช่วยเหลือคนไข้ในประเทศไทย เขาให้เงื่อนไขว่า เราต้องทำผลงานวิจัยได้ 3 ชิ้น เสร็จภายใน 1 ปี และได้ตีพิมพ์ สุดท้ายก็ทำได้ ซึ่งเจ้านายผมในขณะนั้นคือ Professor Thomas Marwick จึงไปคุยกับ program director ให้พิจารณาให้ได้เรียน MRI พร้อมกับ Echo ในปีเดียว ผมจึงได้เป็น Clinical fellow ในปีที่ 2 ส่วนในปีที่ 3 ผมเห็นว่ามีเรื่องวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนหัวใจ การรักษาผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว ซึ่งตอนนั้น รพ.รามาฯ ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้ จึงปรึกษากับอาจารย์หลายคน รวมถึง ศ. นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา ซึ่งอาจารย์ก็เห็นด้วย สุดท้ายจึงได้เข้าไปเรียน เป็นปีที่สนุก ได้เรียนรู้ศาสตร์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเรียนมาก่อนในประเทศไทย ได้เจอคนไข้หลากหลาย และทำหัตถการมากมาย ทำให้มี connection จนถึงทุกวันนี้ หลังจากเรียนจบก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี จนถึงปัจจุบัน

 

คนที่เขาดีกับเรา เขาจะกล้าวิจารณ์เราตรง ๆ โดยที่เขารู้ว่า คำติติงของเขา ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เรารู้สึกแย่ แต่ตั้งใจทำให้เราดีขึ้น

 

เป้าหมายที่มีการตั้งไว้ในการเป็นแพทย์หรือการใช้ชีวิต

เริ่มที่การเป็นแพทย์ก่อน คือ เป้าหมายของการรักษา ผมตั้งใจเอาความรู้ที่เรียนมาจากต่างประเทศมาพัฒนา ศาสตร์ที่เรียนมาก็เกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มโปรแกรมการเปลี่ยนหัวใจครั้งแรกในรามาธิบดีได้สำเร็จ ถือว่าเป็นหนึ่งในเป้าประสงค์ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น การใส่อุปกรณ์หัวใจเทียม ที่เรียกว่า LVAD การดูแลคนไข้ที่ต้องใช้ ECMO รวมถึงการก่อตั้งคลินิกเพื่อผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว ทั้งหมดเกิดขึ้นตอนช่วงที่ผมกลับมา และพยายามสร้างของพวกนี้ขึ้นมาทีละชิ้น หลังจากนั้นก็เริ่มหารุ่นน้องที่มีความสนใจทางด้านนี้มาทำต่อ ให้ผ่อนลงมาบ้าง จะได้ทำการศึกษามากขึ้น

เป้าหมายการเรียนการสอน ตอนนี้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิจัย ผมต้องมีการบริหารเกี่ยวข้องกับการวางแผนหลักสูตรใหม่ เกี่ยวกับการทำ Simulation Center ซึ่งเราอาศัยหุ่นจำลอง หรือแบบจำลองเพื่อใช้ในการสอนนักศึกษาแพทย์และแพทย์ประจำบ้านนี่เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้อง รวมถึงการเรียนการสอนด้วย ผมเป็นคนที่ชอบสอนและมีความสุขที่ได้สอน

เป้าหมายด้านการวิจัย ต้องยอมรับว่าทำน้อยลง ถ้าเทียบกับตอนที่อยู่ต่างประเทศ เพราะว่าเวลาของเราจะถูกแบ่งไปกับการดูแลผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ซับซ้อนต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย อาศัยการลงแรง อาศัยเวลาที่ต้องทุ่มเท ประคับประคองช่วงหลังผ่าตัดจนผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้

งานวิจัยเกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลว ที่กำลังพัฒนากับทางภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คือ การพัฒนาอุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบนด้วยวัสดุฉลาด ก็ได้รางวัลเหรียญทองระดับนานาชาติที่ประเทศเยอรมันก็หวังว่าจะเป็นนวัตกรรมที่ไว้ใช้ในการรักษาผู้ป่วย Heart failure with preserved LV ejection fraction (HFpEF) ที่มีหัวใจล้มเหลวน้ำท่วมปอดบ่อยครั้งต้องเข้าโรงพยาบาลหลายรอบจนกระทั่งไม่มีการรักษา ไม่สามารถทำการผ่าตัดทั่วไปได้ เป็นสิ่งที่อยากจะทำเพิ่มต่อไป

สำหรับเป้าหมายด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากการเป็นแพทย์ ดำรงตำแหน่งประธานวิชาการของชมรมหัวใจล้มเหลวแห่งประเทศไทย ประธานวิชาการสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยฯ สิ่งที่เรามองในแง่ของบทบาทของสมาคมหรือชมรม คือ ในฐานะองค์กรวิชาชีพผู้ซึ่งให้ความรู้กับสังคม ก็ได้จัดทำ แนวทางการปฏิบัติ หรือ guideline ของภาวะหัวใจล้มเหลวให้ออกมารู้สึกดีใจที่ผลักดันได้สำเร็จ และอาศัยความร่วมมือจากอาจารย์หลายสถาบันที่ช่วยกัน ในส่วนสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ ก็คงออกมาในรูปของการจัดประชุมวิชาการ กิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งจะให้ความรู้ออกไปสู่โรงพยาบาลที่ห่างไกล เช่น วิชาการสัญจร ที่เราออกไปต่างจังหวัด

 

ที่ผ่านมาเป้าหมายที่สำเร็จ เกิดจากอะไร

เป้าหมายที่จะสำเร็จได้จะประกอบด้วยหลายปัจจัย ทั้งภายใน และภายนอกปัจจัยภายในเริ่มจาก ปัจจัยแรก passion ความอยากที่จะทำ ถ้ามีเป้าประสงค์มีความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ผมเชื่อว่าปัญหาอะไรก็แก้ไขได้ เช่น เรากำลังจะตั้งศูนย์ที่มีการปลูกถ่ายหัวใจขึ้นมา เราต้องเริ่มต้นหาความรู้ว่า เรามีทรัพยากรบุคคลมีสถานที่แค่ไหน ถ้าจะทำจริง ต้องมีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง กว่าจะได้บุคลากรที่จะมาร่วมงานทีละคนก็ไม่ง่าย กว่าที่เราจะ convince ให้เขารู้สึกว่าทำร่วมกัน หลังจากนั้นก็ต้องขอ Top-down support ต้องยอมรับว่า ผมได้รับความเมตตาเอ็นดูจากอาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่านที่สนับสนุนโครงการให้เกิดขึ้นได้ จากนั้นก็ไปรวบรวมประชาสัมพันธ์ ว่าต้องการเลือกคนไข้ที่เหมาะสม ต้องอาศัยเครือข่ายที่มีรุ่นพี่รุ่นน้องที่จบไป ช่วยกันส่งเคสกลับมาให้เราได้ทำ ก็ต้องเรียนรู้ลองผิดลองถูกหลายครั้ง สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก คือ ความเพียรพยายาม แน่นอนเราต้องผิดพลาดบ้าง แต่หลังจากที่ล้ม เราทำอย่างไรให้ลุกกลับขึ้นมาใหม่ได้เร็ว เหมือนตุ๊กตาล้มลุก

ปัจจัยต่อมา กัดไม่ปล่อย เมื่อไรก็ตามที่รู้สึกว่า ต้องทำให้สำเร็จ ก็ต้องทำให้สำเร็จ ผิดพลาดก็เรียนรู้ไป อย่าทำให้เกิดซ้ำอีก เรียนรู้จากความผิดพลาดเดิมผมมั่นใจว่าถึงจุดหนึ่งก็ต้องเก่งขึ้น ทำได้ดีขึ้น

 

มีบางครั้งที่เป้าหมายไม่สำเร็จเกิดจากอะไร ควรปรับปรุงเรื่องอะไร

ส่วนใหญ่จะมองเป็นส่วนที่แก้ไขได้กับส่วนที่แก้ไขไม่ได้ ถ้าเป็นส่วนที่แก้ไขไม่ได้จริง ๆ เราคงต้องยอมรับมันว่า เราทำเต็มที่แล้ว ทำได้แค่นี้ เช่น อยากจะจัดงานอะไรบางอย่าง แต่โควิดเข้ามา ซึ่งคงทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยอมรับไป นี่คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่อะไรที่เกิดจากตัวเราเอง และเราทำไม่เต็มที่ หรือว่าเราทำไม่ดีพอ และแก้ไขได้ก็เรียนรู้ไปว่า น่าจะทำได้ดีกว่านี้ในครั้งต่อไป

 

ในอดีตที่ผ่านมาเวลาประสบปัญหาแก้อย่างไร หรือปรึกษาใคร

ก็คงเหมือนกับทุกคนที่การดำเนินชีวิตต้องเจอกับปัญหา คนที่ผมปรึกษาบ่อยที่สุดก็คงเป็นครอบครัว คือคุณแม่ และ ศ. นพ. สุรเดช หงส์อิง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่สามารถคุยได้ทุกเรื่อง หากถ้าเป็นเรื่องงาน หลายครั้งที่มีปัญหาก็จะขอคำปรึกษาจากอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น ศ. นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา เป็นคนหนึ่งที่ผมโทรหาทุกครั้ง ผศ. นพ. ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ เป็นอีกหนึ่งคนผมปรึกษาบ่อยครั้ง ผศ. นพ. ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา เป็นอีกคนหนึ่งที่ผมปรึกษาบ่อยครั้งเช่นกัน ข้อดี คือ ทำให้เราเห็นตัวเอง ถ้าคนที่เขาดีกับเราจริง ๆ เขาจะกล้าวิพากษ์วิจารณ์เราตรง ๆ โดยที่เขารู้ดีว่า คำติติงของเขานั้นไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เรารู้สึกแย่หรือว่าเสียใจแต่ตั้งใจทำให้เราดีขึ้น

 

ที่มา : www.cimjournal.com

.

 

 


-Insole-เพื่อสุขภาพ.jpg

แผ่นรองรองเท้า (Insole) คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า แผ่นรองรองเท้าหรือ Insole นั้นคือ ส่วนประกอบของรองเท้าที่สัมผัสกับฝ่าเท้าของผู้สวมใส่โดยตรง หากซื้อรองเท้ามาจะอยู่ในส่วนของพื้นรองด้านในที่ส่วนใหญ่สามารถดึงออกได้ ซึ่งจะไม่ใช่พื้นรองเท้าชั้นกลางหรือ Midsole ที่แต่ละแบรนด์จะพัฒนาเป็นเทคโนโลยีของตัวเอง เช่น พื้นชั้นกลางแบบ Air sole, Lunar lon หรือ Boost เป็นต้น

ประเด็นก็คือว่า ฝ่าเท้าของแต่ละคนมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน หากแผ่นรองรองเท้าไม่เหมาะสมกับฝ่าเท้าผู้สวมใส่ โอกาสที่จะได้สัมผัสเทคโนโลยีที่แตกต่างกันของพื้นรองเท้าแต่ละแบรนด์ได้จริง ๆ ก็อาจเป็นไปได้ยาก ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวกับฝ่าเท้าภายหลังการสวมใส่ไประยะหนึ่งได้ เช่น ปวด ตึง บวมหรืออักเสบ ส้นเท้า ฝ่าเท้า เอ็นร้อยหวาย นิ้วหัวแม่เท้าผิดรูป รองช้ำ เป็นต้น จนถึงขั้นอุบัติเหตุขณะใช้งาน

 

ฝ่าเท้าคนมีกี่แบบ แบบไหนบ้างที่ควรใส่แผ่นรองรองเท้า หากไม่ใช้แผ่นรองมีข้อเสียอย่างไร

แยกตามประเภทของอุ้งเท้าได้เป็น 3 ประเภทหลัก อุ้งเท้าสูง (High arch) อุ้งเท้าปกติ (Normal arch) และอุ้งเท้าแบน (Flat arch) ทั้ง 3 แบบต้องเลือกใช้แผ่นรองที่แตกต่างกัน โดยปัญหาหลัก ๆ จะอยู่กับคนที่อุ้งเท้าแบน กับอุ้งเท้าสูง

ประเภทของอุ้งเท้า

ภาพจาก : www.luckyonegroup.net

 

ในรายที่อุ้งเท้าแบน หากไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาคือ เจ็บอุ้งเท้า ส้นเท้า ฝ่าเท้าด้านในบวม อาจกดเจ็บ ฝ่าเท้าแข็ง รู้สึกชา ปวดเอ็นร้อยหวาย น่อง ขา เคลื่อนไหวทรงตัวบนเท้าลำบาก บางรายมีอาการเจ็บหลัง

ในรายที่อุ้งเท้าสูง หากไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาคือ เจ็บฝ่าเท้าด้านหน้า ส้นเท้าซึ่งต้องรับน้ำหนักแทนส่วนกลางของอุ้งเท้า ข้อเท้าผิดรูป ข้อเท้าพลิกง่าย ข้อเท้าเสื่อม เป็นต้น

แผ่นรองรองเท้า ถือเป็นการแก้ปัญหาเบื้องต้นสำหรับคนที่มีฝ่าเท้าแบนและฝ่าเท้าสูง ทุกคนสามารถตรวจเช็กฝ่าเท้า และเลือกแผ่นรองรองเท้าที่เหมาะสมได้เลย

 

แผ่นรองรองเท้า (Insole) มีกี่ประเภท ใครเหมาะกับแบบไหน

แบ่งกว้าง ๆ ให้เป็นประโยชน์สำหรับผู้สวมใส่ ได้ 2 แบบ คือ

  • แผ่นรองรองเท้าแบบทั่วไป เน้นประโยชน์ในการเพิ่มความหนาให้กับพื้นรองเท้าเดิม เพื่อซับแรงและให้สวมใส่ได้กระชับเท้ามากขึ้น ทั้งนี้รองเท้าเดิมอาจใส่มานานจนพื้นบางลง หรือเสริมพื้นรองเท้าใหม่ให้กระชับมากขึ้น โดยทั่วไปปรับใช้ได้กับรองเท้าหลายประเภทที่มีรูปทรงใกล้กัน
  • แผ่นรองรองเท้าเพื่อช่วยแก้หรือบรรเทาอาการจากความผิดปกติของฝ่าเท้า กรณีนี้จะคล้ายกับอุปกรณ์เสริมทางการแพทย์ โดยต้องมีการตรวจเช็กความผิดปกติของฝ่าเท้า และเลือกแผ่นรองรองเท้าที่ช่วยแก้ความผิดปกติดังกล่าว โดยบางรายอาจต้องรักษาอาการผิดปกติกับแพทย์ด้วยแผ่นรองเท้าประเภทนี้ แบ่งย่อยได้อีก 2 ประเภท คือ
    • แบบสำเร็จรูป แผ่นรองแบบนี้จะทำมาสำเร็จรูป โดยปรับองศาส้นเท้า กลางเท้า ปลายเท้า ให้เป็นไปตามอุดมคติของสรีระเท้า โดยมักจะทำการเสริมอุ้งเท้าขึ้นมา ซึ่งเหมาะกับบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเท้ามาก รวม ๆ แล้วจะช่วยปรับสมดุลของแรงกระแทก ลดความเสี่ยงในการเกิดอาการต่าง ๆ จากความผิดปกติของฝ่าเท้าได้
    • แบบทำเฉพาะคน แผ่นรองแบบนี้ มักมีแพทย์เป็นผู้ดูแล สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติของฝ่าเท้าอย่างชัดเจน และต้องแก้ไข ซึ่งมีทั้งแบบใช้การหล่อและไม่หล่อฝ่าเท้า แต่จะได้แผ่นรองที่ใช้งานได้ตามสรีระของแต่ละคน.
      สำหรับแผ่นรองรองเท้าเฉพาะคน ยังมีแบบที่ทำสำหรับผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน รูมาตอยด์ ผู้ที่กระดูกผิดรูป ซึ่งมีปัญหาเรื่องการกดทับ ทำให้ต้องใช้แผ่นรองที่นุ่ม ยืดขยาย ตามขนาดของเท้า เพื่อลดแรงกด ลดอาการปวด ได้

ลักษณะเท้า 2

ภาพจาก : www.amazon.com

 

แผ่นรองรองเท้าที่ซื้อสำเร็จรูปตามร้านขายทั่วไป เป็นแบบไหน ทำไมราคาแตกต่างกันมาก

เบื้องต้น ถ้าเป็นแผ่นรองที่ติดมากับรองเท้าที่ซื้อ หรือแผ่นรองสำเร็จรูปที่หาซื้อได้ตามร้านขายทั่วไป มักจะเป็นแผ่นรองรองเท้าแบบทั่วไป ที่เน้นการเพิ่มความหนา ซับแรงกระแทกให้กับผู้สวมใส่ ราคาขายมักจะสูงต่ำตามประเภทของวัสดุ ความคงทนและแบรนด์สินค้า

และถ้าเป็นแผ่นรองรองเท้าแบบที่ช่วยแก้ปัญหาความผิดปกติของฝ่าเท้า จะต้องตรวจเช็กเท้าเพื่อตรวจสอบความผิดปกติ แล้วถึงดูรูปแบบของแผ่นรองรองเท้าที่จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว ในกรณีที่ผิดปกติไม่มาก สามารถใช้แผ่นรองแบบสำเร็จรูป ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในรายละเอียดของแต่ละแบรนด์  กรณีที่ฝ่าเท้าผิดปกติมากหรือสำหรับเท้าผู้ป่วย ควรใช้แบบที่ทำขึ้นเฉพาะคน และมักจะมีการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เฉพาะทาง

 

แผ่นรองรองเท้า (Insole) ใช้ได้กับรองเท้าทุกประเภทไหม

โดยทั่วไปแผ่นรองรองเท้า สามารถปรับใช้ได้กับรองเท้าที่มีพื้นลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น สามารถใช้กับรองเท้ากีฬา รองเท้าคัทชู รองเท้าเดินเล่นทั่วไป  ยกเว้นรองเท้าที่มีส้นหรือรองเท้าที่มีรูปทรงแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามบางแบรนด์อาจทำแยกเพื่อกิจกรรมหรือกีฬาแต่ละประเภท แนะนำให้แจ้งวัตถุประสงค์ และลักษณะในการใช้งาน เพื่อเลือกรูปแบบแผ่นรองที่สอดคล้องกับความต้องการให้มากที่สุด

ลักษณะเท้า 3

ภาพจาก : www.freepik.com

 

มีไหมที่วัดความผิดปกติฝ่าเท้าอย่างถูกต้อง แต่ซื้อแผ่นรองรองเท้าแบบปรับแก้อาการไปแล้ว ยังไม่ดีขึ้น

เบื้องต้น ต้องแน่ใจว่าแผ่นรองที่ซื้อนั้นเป็นแบบปรับแก้อาการฝ่าเท้าผิดปกติ ไม่ใช่แผ่นรองรองเท้าแบบทั่วไป สังเกตง่าย ๆ ต้องมีการตรวจเช็กฝ่าเท้าถึงความผิดปกติด้วยเครื่องมือที่มีมาตรฐาน เมื่อมั่นใจและซื้อแผ่นรองที่ถูกต้องไปใช้งานจริง ในบางรายอาจยังไม่สบายเท้าเหมือนที่คิดไว้ หรือแก้ปัญหาไม่ได้ 100% กรณีนี้ต้องกลับไปยังร้านที่ซื้อ เพื่อตรวจสอบและอาจต้องมีการปรับแก้ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งแผ่นรองแบบปรับแก้อาการแต่ละแบรนด์อาจมีวิธีการที่แตกต่างกัน ดังนั้น ควรซื้อจากร้านที่สามารถเป็นที่ปรึกษา ช่วยแก้ปัญหาภายหลังการใช้งานในเบื้องต้นได้

 

วัสดุและเทคโนโลยีที่ใช้ทำแผ่นรองรองเท้ามีอะไรบ้าง  แต่ละแบบอายุการใช้งานนานแค่ไหน

ในเกรดปานกลางถึงสูง หรือแผ่นรองประเภทที่แก้อาการ แต่ละแบรนด์ก็จะใช้วัสดุและเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป วัสดุพื้น ส้นเท้า ฝ่าเท้าอาจเป็นคนละแบบกันก็ได้ วัสดุหลัก ๆ ที่นิยมใช้ก็จะมีโฟม คาร์บอน โพลิเมอร์ ซิลิโคนเจล ไมโครไฟเบอร์ รูปแบบหรือเทคนิคก็แตกต่างกัน เช่น มีโครงสร้างแบบรังผึ้ง  แบบมีผ้าไนล่อนหุ้มโครงพื้น แบบปรับระดับความสูงของส้นเท้า อายุการใช้งานขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้ เช่น ใช้วิ่ง ใช้ออกกำลังกาย หรือใช้เดินทั่วไป รวมถึงความถี่ในการใช้ แต่เบื้องต้น 1 – 2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลด้วย

  

หลักในการเลือกซื้อแผ่นรองรองเท้าที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

ตอบแบบกระชับเลย อันดับแรก ต้องรู้ก่อนว่าฝ่าเท้าเราเป็นแบบไหน มี 3 แบบเบื้องต้น มีอุ้งเท้าสูง อุ้งเท้าปกติ หรืออุ้งเท้าแบน ถามว่าจะรู้ได้อย่างไร แนะนำให้ไปหานักกายภาพบำบัดทั้งที่เป็นคลินิกหรือโรงพยาบาล หรือไปร้านที่ขายแผ่นรองรองเท้าที่มีเครื่องสแกนเท้า มีเครื่องวัดเท้าที่บอกได้ว่า ฝ่าเท้าเราเป็นแบบไหน

ลักษณะเท้า 4

ภาพจาก : www.freepik.com

 

ต่อมาก็ต้องรู้วัตถุประสงค์ในการใช้ เช่น ใช้เดินทั่วไป ใช้เล่นกีฬา และถ้าสามารถลงลึกไปถึงกีฬาประเภทไหนด้วยจะดี เนื่องจากแผ่นรองรองเท้าบางแบรนด์มีแยกตามประเภทกีฬาอีก เช่น วิ่ง เตะฟุตบอล ขี่จักรยาน เป็นต้น เพราะแผ่นรองที่เหมาะกับกีฬาแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน พื้นคอร์ด พื้นหญ้า บันไดจักรยาน ถ้าเป็นไปได้ถือรองเท้ากีฬาที่จะใช้งาน หรือสเปคของรองเท้ารุ่นนั้นติดไปด้วยก็ได้ เพราะบางทีอาจต้องพิจารณาแผ่นรองประกอบกับพื้นจริง (Midsole) ของรองเท้าด้วย

มาถึงจุดที่เรารู้ประเภทเท้า วัตถุประสงค์ในการใช้ อาจจะเหลือไม่เกิน 3 แบรนด์ ก็ดูงบประมาณของเรา เทคโนโลยี ความทนทาน และบริการหลังการขาย  เช่น หากไปใส่แล้วมีปัญหามีทางเลือกในการปรับเสริมเติมแต่งอะไรได้บ้างไหม เป็นต้น

 

ฝากข้อแนะนำเรื่องการดูแลเท้าในชีวิตประจำวัน

ฝาก 3 ข้อ คือ กระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณเท้า เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ป้องกันข้อต่อต่าง ๆ ยึด ด้วยการยืดเหยียดเท้าเป็นระยะ ไม่แช่หรือกดทับอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ นวดผ่อนคลายบ้างตามโอกาส สำหรับคนที่มีฝ่าเท้าผิดปกติมากควรปรึกษานักกายภาพบำบัดหรือแพทย์เฉพาะทาง หากต้องเล่นกีฬาใดเป็นประจำควรเลือกประเภทรองเท้า รวมถึงพื้นรองรองเท้าให้สอดคล้องกันด้วย

 

แนะนำแผ่นรองรองเท้า CurrexSole

CurrexSole เราเชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาความสมดุลของเท้า ช่วยลดการบาดเจ็บ โดยได้รับการยอมรับจากแพทย์และนักกายภาพบำบัดทั้งในและต่างประเทศ โดยได้มีการจดสิทธิบัตรในเรื่องของเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งมีเรื่องของ Auto fit heel cup, Triple layer, Dynamic arch technology, Metatarsal cushioning

ที่เมืองไทยเรามีรุ่น Runpro สำหรับกีฬาวิ่งและเดินในชีวิตประจำวัน รุ่น Bikepro สำหรับกีฬาปั่นจักรยาน รุ่น Activepro สำหรับกีฬาบอลทุกชนิด แบดมินตัน เทนนิส ฟิตเนส และรุ่น Edgepro สำหรับกีฬากอล์ฟ

 

ขอขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์ คุณกิตติ์ธเนศ อัศวธนะสิริกุล Managing Director บริษัท ไซคลอลิค จำกัด
ติดต่อ Facebook : CurrexSoleThailand
แหล่งที่มา :
1. คู่มือดูแลสุขภาพเท้า กรมแพทย์ทหารเรือ
2. เท้าแบน ปัญหาของนักวิ่ง เว็บไซต์ www.samitivejhospitals.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


-การรักษาอาการนอนกรน-edit.jpg

อาการนอนกรน เกิดในขณะนอนหลับ กล้ามเนื้อคอจะผ่อนคลายและหย่อนตัว ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง อากาศที่เคลื่อนผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง จะทำให้เกิดการสั่นของเนื้อเยื่อคอ ทำให้เกิดเสียงกรนขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดการแคบลงหรืออุดตันของทางเดินหายใจ อาการนอนกรนจึงเป็นสัญญาณว่าผู้ป่วยอาจมีความผิดปกติกับร่างกายเกิดขึ้นแล้ว

 

อาการนอนกรน

กรนธรรมดา (Primary snoring) เป็นการนอนกรนที่ไม่เป็นอันตราย เพราะไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับร่วมด้วย ปกติไม่มีผลกระทบต่อตัวเองมากนัก แต่อาจมีผลกระทบต่อคนรอบข้าง โดยเฉพาะกับคู่นอน ทำให้นอนหลับยาก เนื่องจากเสียงดัง

กรนอันตราย (Obstructive sleep apnea : OSA) โดยมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับร่วมด้วย กรณีนี้นอกจากจะมีผลกระทบต่อคนรอบข้างแล้ว  ถ้าผู้ป่วยไม่รักษา อาจมีผลกระทบจากการนอนไม่พอ อาทิ ทำงานหรือเรียนได้ไม่เต็มที่ เกิดอุบัติเหตุขณะขับรถหรือเดินทาง นอกจากนั้นจะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่น ๆ ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดในสมอง โดยผู้ป่วยอาจเสียชีวิต โดยเฉพาะถ้าดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่ว  (AHI) ≥ 20 ต่อชั่วโมง

 

การแยกอาการนอนกรน

ปัจจุบันสามารถทำได้โดย การตรวจการนอนหลับ (Sleep test or polysomnography)  เพื่อแยกประเภทของการกรน และในกรณีที่เป็นกรนแบบอันตราย ยังใช้บอกความรุนแรงของโรค ตามภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพื่อให้แพทย์วางแผนการรักษาได้ดีขึ้น

 

โดยผลการตรวจการนอนหลับ บ่งชี้ว่าผู้ป่วยเป็น

  • กรนธรรมดา: ถ้าดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบา < 5 ครั้งต่อชั่วโมง
  • ภาวะก้ำกึ่งระหว่าง กรนธรรมดาและกรนอันตราย: ถ้าดัชนีหยุดหายใจ และหายใจแผ่วเบา < 5 ครั้งต่อชั่วโมง แต่มีดัชนีของการตื่นสูง และมีอาการเหมือนกรนอันตราย
  • กรนอันตราย: ถ้าดัชนีหยุดหายใจ และหายใจแผ่วเบา ≥ 5  ครั้งต่อชั่วโมง โดยมีความรุนแรงอยู่ในระดับ
WordPress Tables Plugin

 

 

การส่องกล้องตรวจ

การส่องกล้องตรวจระบบทางเดินหายใจส่วนบน จะทำให้ทราบถึงตำแหน่ง และสาเหตุของการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนได้

 

การรักษา

การรักษา มี 2 ทาง เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรูปแบบในการดำเนินชีวิต การใช้เครื่องมือช่วย กรณีที่อาการไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยอาจมีความจำเป็นต้องใช้วิธีการผ่าตัด

  1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • ลดน้ำหนัก ถ้าผู้ป่วยมีน้ำหนักเกิน ต้องลดให้น้ำหนักอยู่ในระดับที่แพทย์แนะนำ เนื่องจากผู้ที่มีน้ำหนักเกินจะมีไขมันมาพอกรอบคอหรือทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ การลดน้ำหนัก จะช่วยลดไขมันในบริเวณดังกล่าว ทำให้อาการดีขึ้น
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผู้ป่วยต้องขยันออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายในแบบแอโรบิคที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วอย่างต่อเนื่อง เช่น วิ่ง เดินเร็ว ขึ้นลงบันได ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค อื่น ๆ อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วันขึ้นไป การออกกำลังกายจะเป็นการเพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอหอย  และเนื้อเยื่อทางเดินหายใจส่วนบน  นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยควบคุมน้ำหนักตัวอีกด้วย
  • หลีกเลี่ยงยาชนิดที่ทำให้ง่วง เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาแก้แพ้ชนิดง่วง หรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เบียร์ ไวน์  วิสกี้  เหล้า โดยเฉพาะก่อนนอน  เนื่องจากจะทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนคลายตัวมากขึ้น และสมองตื่นตัวช้าลง ทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือสัมผัสควันบุหรี่ ภายใน 4 – 6 ชั่วโมง ก่อนนอน เนื่องจากจะทำให้เนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนบวม ทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนมากขึ้น นอกจากนั้นสารนิโคติน (nicotine) อาจกระตุ้นสมอง ทำให้ตื่นตัว และนอนไม่หลับ หรือหลับได้ไม่สนิท ซึ่งโดยปกติผู้ป่วยมีแนวโน้มที่นอนหลับได้ไม่เต็มที่ โดยสมองจะถูกปลุกให้ตื่นเพื่อเริ่มหายใจใหม่ จากการที่สมองขาดออกซิเจนเป็นระยะ ๆ ตลอดคืน
  • นอนศีรษะสูงเล็กน้อย ประมาณ 30 องศาจากแนวพื้นราบ จะช่วยลดบวมของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้บ้าง และควรนอนตะแคง เพราะการนอนหงายจะทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนมากขึ้น
  • ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก พ่นวันละครั้งก่อนนอน ซึ่งยาสเตียรอยด์พ่นจมูกจะทำให้เยื่อบุจมูกยุบบวม ทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น และยังจะช่วยหล่อลื่น ทำให้การสะบัดตัวของเพดานอ่อนและลิ้นไก่น้อยลง ทำให้เสียงกรนเบาลงได้
  • การใช้เครื่องเป่าลมในทางเดินหายใจส่วนบน ( Continuous positive airway pressure (CPAP)) ปกติเวลานอน เพดานอ่อน และลิ้นไก่ที่ยาว และโคนลิ้นที่โต จะตกลงมาบังทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ ลมที่เป่าเข้าไป จะไปถ่างทางเดินหายใจให้กว้างออก (Pneumatic splint)  ทำให้ไม่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ ผู้ป่วยไม่กรน และไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหานอนกรนธรรมดา หรือภาวะก้ำกึ่งระหว่าง กรนธรรมดา และกรนอันตราย หรือเป็นกรนอันตรายที่มีความรุนแรงอยู่ในระดับน้อยถึงรุนแรง ซึ่งควรลองใช้ในผู้ป่วยทุกราย ก่อนพิจารณาการผ่าตัดเสมอ  ปัจจุบันตัวเครื่อง CPAP มีขนาดเล็ก สามารถพกพาไปที่ไหนๆได้ค่อนข้างสะดวก  การรักษาวิธีนี้ผู้ป่วยควรใช้เครื่อง CPAP ทุกคืน
  • การใช้เครื่องมือทางทันตกรรม (Oral appliance) ปกติเวลานอนหงาย ขากรรไกรล่างและลิ้นจะตกลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก  ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ  การใช้เครื่องมือทางทันตกรรม จะช่วยยึดขากรรไกรบนและล่างเข้าด้วยกัน   และเลื่อนขากรรไกรล่างมาทางด้านหน้า และป้องกันไม่ให้ลิ้นและขากรรไกรตกลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งจะทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้นขณะนอนหลับ  เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหานอนกรนธรรมดา หรือภาวะก้ำกึ่งระหว่าง กรนธรรมดา และกรนอันตราย หรือเป็นกรนอันตรายที่มีความรุนแรงอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง (ดัชนีหยุดหายใจ และหายใจแผ่วเบา < 30 ต่อชั่วโมง)
  1. การผ่าตัด
    การผ่าตัดเป็นการทำให้ขนาดของทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้น ควรพิจารณาวิธีนี้ ถ้าผู้ป่วยได้ลอง CPAP แล้วปฎิเสธการใช้ CPAP และเครื่องมือทางทันตกรรม  ซึ่งการผ่าตัดจะทำมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตำแหน่งและสาเหตุของการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน การผ่าตัดไม่ได้ทำให้อาการนอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจหายขาด  หลังผ่าตัดอาการอาจยังเหลืออยู่ หรือมีโอกาสกลับมาใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สิ่งสำคัญยังคงเป็นการควบคุมน้ำหนักตัว และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 

ผู้เรียบเรียง : กองบรรณาธิการ
ข้อมูลต้นฉบับ : รศ.นพ. ปารยะ  อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. 2560 “ขั้นตอนการรักษาอาการนอนกรน” (ระบบออนไลน์).
แหล่งที่มา : www.si.mahidol.ac.th (11 มากราคม 2560)
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-CPR.jpg

การทำ CPR นั้นไม่ใช่เรื่องยากและเป็นทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยการปั๊มหัวใจที่ทุกคนควรฝึกฝนติดตัวไว้เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ในยามฉุกเฉิน เมื่อเราต้องเจอกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่พบผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ก็จะทำให้เราสามารถยื้อเวลา แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที

 

ปั๊มหัวใจ (CPR) คืออะไร

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือ CPR คือวิธีการปั๊มช่วยชีวิตผู้ที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้วเพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นได้ใหม่อีกครั้ง สมองคนเราหากขาดออกซิเจนไปเลี้ยงเกิน 4 นาที จะทำให้เกิดการสูญเสียเซลล์สมองบางส่วนอย่างถาวร แม้หัวใจจะสามารถกลับมาเต้นใหม่ แต่สมองส่วนที่เสียไปจะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถฟื้นคืนสติกลับมาสมบูรณ์ได้เหมือนเดิม การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือ CPR  จึงเป็นวิธีการที่จะช่วยยื้อชีวิตผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นได้เป็นอย่างดี

 

เหตุผลที่เราควรฝึกฝนการทำ CPR  ปั๊มหัวใจ

  1. CPR ช่วยชีวิตคนได้จริงๆ คนทั่วโลกมากมายเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ ภาพที่หลายคนอาจเคยเห็นคือ ผู้ป่วยจะล้มฟุบลงกับพื้น หมดสติ แล้วหยุดหายใจในที่สุด ในกรณีเช่นนี้หากไม่ได้รับการทำ CPR ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก เราสามารถใช้วิธีทำ CPR กู้ชีวิตผู้ป่วยกลับคืนมาได้หากทำอย่างถูกต้อง
  2. เชื่อหรือไม่ว่ายังมีการใช้ CPR ช่วยชีวิตผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลยังไม่มากพอ ดังนั้นหากเราทุกคนฝึกฝน
    การทำ CPR อย่างถูกวิธีก็จะสามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้ทุกที่ทุกเวลา และหากเกิดเหตุฉุกเฉินให้เรากลายเป็นผู้ป่วยเสียเอง เราก็จะได้รับการช่วยชีวิตอย่างถูกต้องเช่นกัน
  3. การทำ CPR ไม่ใช่การทำ Mouth-to-mouth หลายคนลังเลที่จะทำ CPR ให้ผู้ป่วยเพราะเข้าใจผิดว่าต้องใช้วิธีเป่าปากเพื่อช่วยหายใจ แต่ความจริงแล้ว CPR คือการใช้แรงกดที่หน้าอกของผู้ป่วยโดยใช้มือหรือเครื่อง AED (เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ) หรือหากใช้ควบคู่กันทั้ง 2 อย่างก็จะเพิ่มความสัมฤทธิผลมากยิ่งขึ้นถึง 45%
  4. ขั้นตอนการทำ CPR คือสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่ายมาก เมื่อพบเจอเหตุฉุกเฉินและมีผู้ป่วย ควรประเมินสภาพแวดล้อมว่าตรงนั้นคือที่ที่ปลอดภัยหรือไม่ ดูว่าผู้ป่วยยังมีสติอยู่หรือไม่ หากหมดสติ ลองคลำหาชีพจร หากไม่พบให้รีบขอช่วยเหลือด่วนภายใน 4นาที เพราะหากเกิน 4 นาที ออกซิเจนในสมองผู้ป่วยจะหมดไป รีบแจ้งหน่วยงานแพทย์ฉุกเฉินเช่น ศูนย์เอราวัณ (โทร 1646 เฉพาะในพื้นที่ กทม.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (โทร. 1669 ทั่วประเทศ) และเริ่มทำ CPR ทันที
  5. ระลึกไว้เสมอว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมักเกิดขึ้นที่บ้าน เมื่อมีผู้เสียชีวิต เรามักได้ยินญาติ ๆ พูดเสมอว่า หากมีผู้ช่วยปั๊มหัวใจน่าจะช่วยชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ หากทุกคนฝึกฝนการทำ CPR เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น และเราอาจได้ใช้วิธีนี้ช่วยคนใกล้ตัวหรือแม้แต่ผู้เป็นที่รักของเราเอง

 

10 ขั้นตอนการทำ CPR

  1. เมื่อพบคนหมดสติ ให้ตรวจดูความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมก่อนเข้าไปช่วยเหลือ
  2. ปลุกเรียกผู้ป่วยด้วยเสียงที่ดัง และตบไหล่ทั้งสองข้างหากผู้ป่วยรู้สึกตัว หายใจเองได้ ให้นอนตะแคง 
  3. แต่หากผู้ป่วยไม่หายใจ โทรขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1669  เพื่อขอเครื่อง AED
  4. ประเมินผู้ป่วย หากไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ ให้ทำ CPR ทันที
  5. ทำ CPR ด้วยการกดหน้าอก ให้ผู้ป่วยนอนหงาย ผู้ทำ CPR วางสันมือข้างหนึ่งตรงครึ่งล่างกระดูกหน้าอก และวางมืออีกข้างทับประสานกันไว้  เริ่มกดหน้าอกให้ลึกลงไปอย่างน้อย 5 เซนติเมตร ในอัตราความเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที
  6. หากมีเครื่อง AED ให้เปิดเครื่อง ถอดเสื้อผ้าผู้ป่วยออก
  7. ติดแผ่น AED หรือแผ่นนำไฟฟ้าตรงใต้กระดูกไหปลาร้าด้านขวา และชายโครงด้านซ้าย ห้ามสัมผัสตัวผู้ป่วย
  8. ปฏิบัติตามแนะนำที่เครื่อง AED บอก เมื่อเครื่องสั่งให้ช็อกไฟฟ้า ให้กดปุ่มช็อก และกดหน้าอกหลังทำการช็อกทันที แต่หากเครื่องไม่สั่งให้ช็อก ให้ทำการกดหน้าอกต่อไป
  9. กดหน้าอกอย่างต่อเนื่อง ทำ CPR และปฏิบัติตามคำแนะนำของเครื่อง AED จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง
  10. ส่งต่อผู้ป่วยให้กับทีมกู้ชีพเพื่อนำส่งโรงพยาบาล

จะเห็นได้ว่าการศึกษาจดจำขั้นตอนเหล่านี้ไว้จะมีประโยชน์มากในเวลาคับขัน ทุกคนควรเรียนรู้ไว้และสนับสนุนให้คนรอบข้างเรียนรู้ด้วย เพราะนอกจากช่วยชีวิตผู้อื่นได้แล้ว ผู้อื่นก็อาจจะใช้ขั้นตอนนี้ช่วยชีวิตเราได้เช่นกัน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.everydayhealth.com
ภาพประกอบจาก : www.flickr.com 


...แบบง่ายๆ.jpg

น้ำมีประโยชน์ต่อชีวิตคนเราอย่างยิ่ง ทั้งนี้ 4 ใน 5 ของน้ำหนักมนุษย์ประกอบไปด้วยน้ำ เราอาจอยู่โดยขาดอาหารได้นานกว่าการอยู่โดยขาดน้ำ  ประโยชน์ของน้ำที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ทำให้ผิวพรรณผ่องใส ไม่แห้งกร้าน ดวงตาสดใสไม่ขุ่นมัว ทำให้ดูเปล่งปลั่งอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ นอกจากนั้น น้ำยังทำให้สมองคิดประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเครียด และช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้อย่างปกติ ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ในร่างกายได้อย่างเต็มที่ อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้สมบูรณ์ และยังบรรเทาอาการต่าง ๆ เช่นปวดหัว ท้องผูกได้โดยไม่ต้องพึ่งยา

 

แต่มีบ่อยครั้งที่เราไม่รู้ตัวว่ากำลังดื่มน้ำน้อยเกินไป และดื่มแค่ในตอนที่รู้สึกกระหายน้ำเท่านั้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่สูบบุหรี่ โทษของการดื่มน้ำน้อยเกินไปนั้น ส่งผลมากมายกว่าที่คิด อาทิ ผิวหนังจะแห้งกร้าน ดวงตาไม่สดใส สมองประมวลผลช้าลง ปัสสาวะสีเข้มและมีกลิ่นแรง และยังนำไปสู่โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ โรคไต หรือแม้แต่อาการไม่พึงประสงค์ เช่น เป็นสิวอักเสบ ท้องผูก ผิวแตกแห้งกร้าน ประจำเดือนมาไม่ปกติ หากรู้ตัวว่ามีอาการเช่นนี้ รู้ได้เลยว่าเป็นอาการของการดื่มน้ำน้อยเกินไป วิธีแก้ไขคือพยายามดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว นำเอาขวดน้ำมาวางไว้ใกล้ ๆ มือและคอยจิบอยู่เรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน การดื่มนมสดไม่ถูกนับรวมว่าเป็นการดื่มน้ำ แม้จะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ เพราะนมสดจัดอยู่ในกลุ่มของอาหาร นอกจากนั้นแล้วคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือคนป่วยเป็นไข้หวัด จะต้องการน้ำในปริมาณมากกว่าคนปกติด้วย

 

กรณีที่รู้สึกว่าการดื่มน้ำเปล่าเฉย ๆ ยังไม่น่าดึงดูดใจพอ ลองใช้วิธีนี้ข้างล่างนี้ เพื่อช่วยให้การดื่มน้ำเป็นเรื่องน่าสนุกและมีสีสันยิ่งขึ้น

  • เพิ่มสีสันลงในแก้วน้ำ โดยหั่นผลไม้สด เช่น สับปะรด สตรอว์เบอร์รี ส้ม มะนาว หรือแม้แต่ผักอย่างแตงกวา ใส่ลงไปแก้วเพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติที่แปลกใหม่
  • ดื่มน้ำทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ เพื่อเติมน้ำกลับคืนให้ร่างกายทุกครั้งที่น้ำถูกขับออกไป
  • จิบน้ำก่อนกินอาหารทุกมื้อ วิธีนี้จะทำให้กินอาหารน้อยลงด้วย แต่อย่าเผลอดื่มมากไปเพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจางได้
  • ใช้แอพพลิเคชั่นในสมาร์ตโฟนช่วยเตือน ซึ่งเดี๋ยวนี้มีมากมายให้เลือก เช่น Daily Water และ Carbodroid เป็นต้น
  • หากระบอกใส่น้ำหรือแก้วสวย ๆ แบบที่ชอบมาใส่น้ำดื่มวางไว้ใกล้ ๆ ตัว
  • ถ้ารู้สึกว่าน้ำเปล่ารสชาติจืดชืดไป ลองหาน้ำผลไม้ที่ชอบมาเจือจางในน้ำดื่มเพื่อเพิ่มรสชาติสักนิดก็ยังได้
  • ใช้กระติกหรือแก้วน้ำที่มีขีดบอกระดับน้ำ จะได้รู้ทันทีว่าดื่มน้ำไปมากแค่ไหนแล้ว

 

วิธีเหล่านี้จะช่วยสร้างบันดาลใจในการดื่มน้ำในแต่ละวันให้มากขึ้นได้ ทั้งยังให้ความรื่นรมย์และดีต่อสุขภาพไปพร้อม ๆ กัน แถมยังเป็นวิธีที่ไม่ยากเลย ลองพยายามดื่มน้ำในแต่ละวันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด แล้วคุณจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากน้ำอยู่ใกล้ตัวได้อย่างเต็มที เพื่อชีวิตที่สดใสและสุขภาพที่แข็งแรงของคุณนั่นเอง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.self.com
ภาพประกอบ : www.unsplash.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก