ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-เพิ่มกล้ามเนื้อ-เพิ่มน้ำหนักดีไหม.jpg

กล้ามเนื้อเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของร่างกายมนุษย์ โดยในร่างกายมีกล้ามเนื้อหลายประเภท ทำหลายหน้าที่ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อลายจะทำงานร่วมกับกระดูก เอ็นและข้อ ซึ่งไว้ยพยุงร่างกายให้ร่างกายทรงตัวอยู่ได้ และที่สำคัญช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างปกติ  ปริมาณหรือมวลกล้ามเนื้อปกติในผู้ชายวัยกลางคนจะอยู่ที่ 33.2 – 39.2% ในผู้หญิงจะอยู่ที่ 24.2 – 30.3% โดยจะแตกต่างไปตามโครงสร้างร่างกาย และมีแนวโน้มลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น

 

อยากสร้างกล้ามเนื้อ ต้องทำอย่างไร

ปกติแล้วการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ จะต้องดูแลทั้งเรื่องการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย โดยปรับแต่งให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่แต่ละคนตั้งไว้ เทคนิคการออกกำลังกายและเทคนิคการรับประทานอาหารเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ในเบื้องต้นมีดังนี้

  • การออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ควรออกกำลังกายให้มีความหลากหลาย ในลักษณะ Well – rounded exercise program เช่น ใน 1 สัปดาห์ ควรออกกำลังกายที่ผสมกันทั้งแบบ แบบแอโรบิกเพื่อพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจและปอด เช่น การวิ่ง การขี่จักรยาน แบบเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เช่น การเล่นเวทเทรนนิ่ง วิดพื้น ซิทอัพ และแบบเพิ่มความยืดหยุ่นและความอ่อนตัว เช่น โยคะ พิลาทิส โดยผู้ที่ออกกำลังกายครบทั้ง 3 ลักษณะ ติดต่อกันในระยะเวลาหนึ่ง ร่างกายจะมีกล้ามเนื้อที่ทนทานแข็งแรง แต่สามารถยืดหยุ่นได้ดี ออกกำลังกายแบบแอโรคบิคติดต่อกันได้นาน โดยไม่เหนื่อยง่ายทั้งนี้ให้เพื่อน ๆ จัดสัดส่วนในการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับเป้าหมาย อย่างกรณีเพิ่มกล้ามเนื้อ ให้เน้นการออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อ เช่น เวทเทรนนิ่ง วิดพื้น ซิทอัพ ประมาณ 60% โดยแบ่งเวลาอีก 40% ให้กับการออกกำลังกายแบบแอโรบิคและการฝึกความยืดหยุ่น อย่างละเท่าๆกัน
  • การรับประทานอาหารเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ต้องทำควบคู่กันในหลาย ๆ เรื่อง อาทิ ดื่มน้ำก่อนและหลังการออกกำลังกายให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่ ทั้งคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ เทคนิคง่าย ๆ คือ รับประทานผักผลไม้ให้หลากหลายทุกวัน รับประทานคาร์โบไฮเดรต เน้นธัญพืชไม่ขัดสี ในปริมาณแค่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ รับประทานอาหารโปรตีนจากถั่วต่าง ๆ ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ โดยเนื้อสัตว์ควรเลือกแบบไม่ติดมันและลอกหนังออก รับประทานไขมัน ในรูปของอาหารไขมันต่ำและน้ำตาลน้อย เน้นใช้น้ำมันทำจากพืช เช่น น้ำมันทานตะวัน น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันพืชอื่น ๆ รวมทั้งเลี่ยงการบริโภคอาหารไขมันสูงหรือมีน้ำตาลมาก เช่น น้ำอัดลม เนย หรือไอศกรีม เป็นต้นนอกจากรับประทานอาหารอย่างครบถ้วนแล้ว ในการเพิ่มกล้ามเนื้อ ร่างกายยังจำเป็นต้องได้รับโปรตีนในปริมาณที่มากเพียงพอ โดยคนทั่วไปที่ไม่ได้ออกกำลังกายควรได้รับโปรตีน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. สำหรับคนที่ออกกำลังกายเพื่อต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ควรได้รับโปรตีน 2 – 3 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. หรือมากกว่าคนปกติที่ไม่ได้ออกกำลังกาย 2 – 3 เท่า และอาจต้องแบ่งทานเป็นมื้อย่อย ๆ เนื่องจากด้วยข้อจำกัดของร่างกายที่ย่อยและดูดซึมโปรตีนได้เพียงครั้งละ 30 – 50 กรัม

 

ความแตกต่างระหว่างคนอ้วนกับคนผอม เมื่ออยากสร้างกล้ามเนื้อ

ปกติแล้วคนอ้วนมีโอกาสเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้มากกว่าคนผอม เพราะว่าภายใต้ชั้นไขมันส่วนใหญ่ก็จะมีกล้ามเนื้อมากกว่าคนผอม เพื่อให้มีแรงมากพอที่จะขยับร่างกายที่มีน้ำหนักมากกว่าปกติ เมื่อออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ ก็จะได้ผลเร็วมากกว่า เพียงแค่ต้องลดอาหารประเภทไขมัน ให้กล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ภายในปรากฏออกมาให้เด่นชัดนั่นเอง  ในขณะที่คนผอมนั้นจะมีมวลกล้ามเนื้อค่อนข้างน้อย แต่มีดีตรงที่ระบบเผาผลาญพลังงานนั้นสูงกว่าคนอ้วนง่าย ไม่ต้องเหนื่อยกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิคจนมากเกินไป

สำหรับเทคนิคการรับประทานและการออกกำลังกาย สำหรับคนผอมที่อยากสร้างกล้ามเนื้อนั้น มีเทคนิคเบื้องต้นดังนี้

  • กินให้บ่อยและมากกว่าปกติ เน้นปริมาณโปรตีนให้เพียงพอ คนผอมหากต้องการให้ร่างกายขยายและเต็มไปด้วยมัดกล้ามมากขึ้น ต้องรับประทานอาหารให้มากกว่าปกติ โดยหากรับประทานมากไม่ได้ ให้ใช้วิธีรับประทานบ่อยขึ้น มีช่วงมื้อว่างระหว่างวัน เน้นรับประทานอาหารที่ให้โปรตีนสูงเพื่อนำไปใช้สร้างกล้ามเนื้อ รับประทานของหวานหรืออาหารอื่น ๆ ได้ตามปกติ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่คนอ้วนที่ต้องการลดน้ำหนักสร้างกล้ามเนื้อไม่สามารถทำได้เลย โดยเมื่อร่างกายเรามีสารอาหารและพลังงานมากพอก็จะไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ รวมทั้งไม่ดึงไกลโคเจนที่กล้ามเนื้อมาใช้เมื่อพลังงานขาดแคลน ทำให้คุณสามารถออกกำลังกายแล้วกล้ามขึ้นได้เร็ว
  • ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง เพิ่มน้ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ใช้ดัมเบลล์น้ำหนัก 5 กก. สัปดาห์ต่อมาขยับขึ้นไปเป็น 6-7 กก. และเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามความแข็งแรงที่เพิ่มมากขึ้น หรืออีกวิธีใช้การเพิ่มน้ำหนักเข้าไปในแต่ละเซต ตัวอย่างเช่น เซตแรกยก 5 กก. เซตต่อมา 7 กก. ต่อมา 9 กก. โดยปรับความหนักเพิ่มขึ้นในแต่ละเซต หากรู้สึกปวดกล้ามเนื้อจนยกไม่ขึ้นถึงจะพอใจ จากนั้นพักการเล่นกล้ามเนื้อในส่วนนั้นประมาณ 1-2 วัน ทั้งนี้ในการยก ให้ยกให้ช้า ใส่ใจกับการหายใจเข้าออก ให้กล้ามเนื้อทุกมัดได้ออกแรง ทั้งตอนยกขึ้นและลง

ทั้งนี้การสร้างกล้ามเนื้อได้เร็วหรือช้านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัย นอกเหนือจากการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย เช่น การพักผ่อนนอนหลับ สรีระความแข็งแรงที่แตกต่างกันในแต่ละคน อายุ เป็นต้น

 

เวย์โปรตีนอีกตัวเลือก ช่วยคนผอมสร้างกล้ามเนื้อ

เป้าหมายของคนผอมในการเล่นเวทสร้างกล้ามเนื้อ คือ การเพิ่มน้ำหนักตัวให้มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการให้น้ำหนักตัวที่มากขึ้น มาจากกล้ามเนื้อที่ใหญ่ขึ้น บางคนอาจจะเลือกทานอกไก่มากถึงวันละ 2 กิโลกรัม เพื่อให้ได้ปริมาณโปรตีนที่เพียงพอ ไม่รวมถึงสารอาหารอย่างอื่นที่จำเป็นต้องเพิ่มด้วย

วันนี้เพื่อน ๆ สามารถเลือกวิธีที่ง่ายกว่านั้น คือ เวย์โปรตีนสูตรเพิ่มน้ำหนัก MEGA MASS XTREME 1350 โดยนอกจากจะให้พลังงานสูงถึง 1350 Kcal ต่อ Serving แล้วยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วน มากเพียงพอที่จะสนับสนุนการเพิ่มน้ำหนัก และกล้ามเนื้อ ได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งปริมาณโปรตีนแท้สูงถึง70+ กรัม  No Amino Spiking มีคาร์โบไฮเดรต คุณภาพทั้งแบบย่อยไว กลาง และช้า รวมถึง 255 กรัม ต่อ Serving และที่สำคัญใน Mega Mass มีไขมันจากแหล่งที่ดีต่อร่างกาย สูงสุดถึง 8 กรัม ต่อ Serving นอกจากจะเป็นแหล่งพลังงานแล้ว ไขมันยังช่วยในการรักษาอาการอักเสบของกล้ามเนื้อได้ เร่งการสังเคราะห์/ดูดซึมโปรตีน ช่วยหล่อลื่นข้อต่อต่าง ๆ รวมถึงวิตามิน และแร่ธาตุ กว่า 20 ชนิด ที่ร่างกายต้องการ เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย และเร่งการฟื้นตัว  MEGA MASS XTREME 1350 มีให้เลือก 4 รสชาติแสนอร่อย ละลายง่าย

 

Chocolate

 

Banana

 

 

Mega Mass XTREME 1350 เหมาะสำหรับใคร

  • เพื่อน ๆ ที่ต้องการเพิ่มน้ำหนักแบบ HARDCORE แต่เป็นคนผอมมาก ๆ แบบกุ้งแห้ง ไม่มีไขมันสะสม ข้อมือเล็กมาก ๆ และไม่มีพุงเลย (น้ำหนัก < ส่วนสูง – 105)
  • เพื่อน ๆ ที่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก แต่กินเท่าไหร่น้ำหนักก็ไม่ขึ้น ระบบเผาผลาญดีมาก ๆ หรือมีกิจกรรม/กีฬา ที่ใช้พลังงานเยอะมาก ๆ
  • นักเพาะกาย หรือ ผู้ที่มีประสบการณ์สูงในการออกกำลังกาย ที่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก/เพิ่มพลังงาน และเข้าใจการคำนวณสารอาหารเป็นอย่างดี

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม www.fitwhey.com
ข้อมูลอ้างอิง

  1. www.health2click.com/หัวใจสำคัญของการออกกำลังกาย
  2. www.fitwhey.com

.jpg

สำหรับผู้ที่ยังดื่มแอลกอฮอล์ แนะนำให้จำกัดการดื่มไม่เกิน 2 แก้วต่อวันสำหรับผู้ชาย และ 1 แก้วต่อวันสำหรับผู้หญิง สำหรับใครที่อยากทำตาม แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร บางครั้งเพื่อนชวน บางครั้งแพ้ใจตัวเอง อดอื่มไม่ได้ มีเคล็ดลับเล็ก ๆ มาฝาก เลือกวิธีที่ถนัดกันได้เลย

 

หลีกเลี่ยงการไปเที่ยวผับ บาร์

คุณต้องมีวิธีในการถ้าอยากนัดพบเพื่อน คนรักหรือพูดคุยธุรกิจ ควรเลือกจุดนัดพบเป็นร้านกาแฟ หรือร้านที่ไม่ใช่สถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะการใช้เวลาร่วมกัน โดยได้บรรยากาศดี ๆ นั้น อาจไม่ต้องมีเครื่องดื่มประเภทนี้เป็นตัวช่วย

 

เลือกดูถ่ายทอดกีฬาอยู่กับบ้าน

คล้ายกับข้อ 1 การเลือกดูการแข่งขันกีฬาร่วมกับสมาชิกหรือเพื่อนฝูงอยู่กับบ้าน แทนการอออกไปรวมพลเชียร์กันตามแหล่งสังสรรค์ ประเภท Sports bar ยามค่ำคืน ถือเป็นทางเลือกในการเลี่ยงแอลกอฮอล์ได้บ้าง เพราะแค่อาหารว่างสัก 1 – 2 ชิ้น ก็สามารถนั่งเชียร์ทีมโปรดได้แล้ว

 

ตั้งกฏว่า “ไม่ดื่มคนเดียว”

การดื่มคนเดียวไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความเคยชินกับการนั่งดื่มตามลำพัง มีแนวโน้มที่จะทำให้คุณดื่มในปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ตั้งกฎว่า “ดื่มได้ไม่เกินชั่วโมงละแก้ว”

ถ้าจำเป็นต้องดื่ม ลองฝึกการดื่มแบบช้า ๆ หาอาหารทานไปด้วย พูดคุยกับเพื่อน ๆ ไปด้วย รับรองว่าวิธีนี้คุณจะควบคุมการดื่มได้เป็นอย่างดี

 

อย่าดื่มเพื่อปลอบใจตัวเอง

ควรดื่มเพื่อความสุข อย่างมีสติ ไม่ใช่ดื่มเพื่อระบายความเจ็บปวดหรือโศกเศร้า อย่างคนขาดสติ เพราะนั่นเป็นภาพที่เห็นกันซ้ำซากของคนที่ล้มเหลวในชีวิต ซึ่งไม่ใช่คุณที่นั่งอ่านบทความนี้อยู่แน่

 

อย่าดื่มจนเป็นนิสัย

ถ้าทุกสัปดาห์คุณวนเวียนอยู่กับว่า หนึ่งทุ่มแล้วได้เวลาดื่มแอลกอฮอล์ ทำงานวันนี้เสร็จแล้ว เย็นนัดดื่มแอลกอฮอล์ ตัดหญ้าในสนามเสร็จแล้วต้องต่อด้วยเบียร์ นั่นหมายถึง สมองคุณจะบรรจุพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์เป็นนิสัยแล้ว ซึ่งอาจเกิดผลเสียกับร่างกายของคุณในอีกไม่นาน

 

เปลี่ยนการดื่มแอลกอฮอล์ มาสู่การทำกิจกรรมที่ดีกว่า

เลือกเปลี่ยนช่วงเวลาที่เคยดื่มแอลกอฮอล์ มาทำกิจกรรมอื่นแทน เช่น หลังเลิกงานต้องเล่นกีฬา ทุกเย็นวันเสาร์ต้องทำกับข้าว เวลาพักเปลี่ยนจากนั่งเป็นเดิน ดื่มชา กาแฟ น้ำแร่ น้ำผัก น้ำผลไม้ อื่น ๆ ลองฝึกทำเป็นประจำ ในอีกไม่นานคุณจะได้นิสัยใหม่ที่ดีกว่าเดิม

 

อย่าถือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ติดมือเป็นนิสัย

สร้างนิสัยการถือขวดน้ำหรือแก้วน้ำในมือ แทนแก้วหรือขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อคุณคุ้นเคยกับความอร่อยของน้ำเปล่าแล้ว แน่นอนว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีรสชาดแปลก ๆ ทันที

 

อย่าซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ติดบ้าน

ถ้าคุณซื้อเบียร์หรือซื้อไวน์ติดบ้านเป็นประจำแล้วละก็ โอกาสที่คุณจะลดแอลกอฮอล์ได้มีน้อยมาก แนะนำให้ซื้อเล็ก ๆ น้อย ๆ กินเป็นครั้ง อย่างน้อยคุณจะไม่มีความรู้สึกว่าต้องพยายามดื่มให้หมด ในอีกทางการหาเวลาไปซื้อขวดใหม่ อาจทำให้ช่วงเวลาในการดื่มของคุณห่างออกไปได้

 

ลองดื่มโซดาเพียว ๆ

น้ำโซดาที่คุณใช้ผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากคุณดื่มเปล่า ๆ ดูบ้าง รับรองว่านอกจากคุณจะได้สัมผัสฟองซ่า และความสดชื่นแล้ว หลาย ๆ คนอาจไม่รู้สึกอยากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อเลย

 

ดื่ม “น้ำเปล่า” เป็นอันดับแรก

เมื่อจำเป็นต้องดื่ม ให้ดื่มน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ต่าง ๆ ก่อนและตามหลังด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สักแก้ว วิธีนี้ปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายคุณจะไม่เยอะจนเกินไป

 

ทบทวนเหตุผลในการลดหรือหยุดดื่ม

หาโอกาสทบทวนอยู่เรื่อย ๆ ว่า ทำไมควรลดหรือหยุดดื่ม เหตุผลแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่การทบทวนเหตุผลหรือเป้าหมายบ่อย ๆ จะทำให้คุณมุ่งมั่นเพิ่มมากขึ้นตัวอย่างเช่น อยากลดน้ำหนัก อยากนอนหลับดีขึ้น อยากลดระดับน้ำตาลในเลือด อยากให้คุณภาพของเพศสัมพันธ์ดีขึ้น

 

จดบันทึกค่าใช้จ่าย

ทำรายการว่าแต่ละสัปดาห์ใช้จ่ายเงินไปกับการดื่มแอลกอฮอล์เท่าไร วิธีนี้จะทำให้คุณเห็นข้อดีของการลดการดื่มได้อย่างชัดเจน ลองคิดดูว่ายอดค่าใช้จ่ายดังกล่าว ถ้าลดได้ครึ่งหนึ่ง จะเปลี่ยนเป็นอะไรได้บ้าง หรือถ้าเป็นเงินเก็บ สิ้นปีคุณจะมีเงินเหลืออีกเท่าไร แน่นอนว่าข้อนี้เป็นข้อสำคัญลำดับต้น ๆ ของหลาย ๆ คนเลย

 

บอกให้เพื่อนรู้

ในที่สุดคุณอาจจำเป็นต้องบอกให้เพื่อน ๆ รู้ ถึงความตั้งใจ เชื่อได้ว่าเพื่อนที่ดี ๆ จะสนับสนุนคุณ อย่างน้อยแค่แก้วเดียว คงพอที่จะรักษามิตรภาพกับเพื่อนดี ๆ ไว้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.rd.com   www.verywellmind.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


-edit.jpg

ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ Wuhan Coronavirus ว่าจากประสบการณ์ที่เคยต่อสู้กับไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเมื่อหลายปีที่ผ่านมานั้น ตนหวังว่ามาตรการควบคุมโรคของรัฐบาลจีนและรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในปัจจุบันที่มีมาตรฐานดีขึ้นกว่าเดิมมาก น่าจะช่วยสกัดกั้นไม่ให้การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสตัวนี้ขยายตัวความรุนแรงไปสู่ขั้นวิกฤติทั่วโลกได้

 

ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล อธิบายว่า Coronavirus มีอยู่ 7 สายพันธุ์ คือ Alpha Coronavirus 229E, Alpha Coronavirus NL63, Beta Coronavirus CO43, Beta Coronavirus HKU1, Beta Coronavirus MERS – CoV, Beta Coronavirus SARS – CoV, และที่แพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันคือ Novel Coronavirus 2019 – nCoV

ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล กล่าวว่าปัจจุบันความรู้เรื่อง Novel Coronavirus (2019 – nCoV) ยังไม่ตกผลึก ไม่มียา และวัคซีนที่สามารถใช้รักษาและป้องกันโรคนี้ได้ ดังนั้น วิธีต่อสู้กับไวรัสตัวนี้ ก็คือจะต้องใช้มาตรการและเครือข่ายในการตัดวงจรชีวิตของมัน หากไวรัสตัวนี้กลายพันธุ์ ก็จะทวีการแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว และรุนแรงมาก โดยตัวอย่างในอดีตนั้นเคยมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ Spanish Flu ที่รุนแรงมากในปี พ.ศ. 2461 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 30 ล้านคน และการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่ Hong Kong Flu ที่มีผู้เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2511 ประมาณ 2 ล้านคน

 

จากรายงานข้อมูลเมื่อปลายเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ Wuhan Coronavirus (2019 – nCoV) มีประมาณ 2 – 3% เปรียบเทียบกับอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก (H5 N1) ที่เคยมีประมาณ 60% อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ Coronavirus MERS ที่เคยมีประมาณ 35% อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ Coronavirus SARS ที่เคยมีประมาณ 10% และอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Influenza) ที่เกิดขึ้นในทุก ๆ ปีโดยเฉลี่ย 0.1 – 2.5% แต่ที่น่ากลัวก็คือเชื้อไวรัส Coronavirus (2019 – nCoV) ตัวนี้ มีอัตราการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น 1.5 – 3.3 คน ต่อผู้ป่วย 1 คน เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Influenza) ที่มีอัตราการติดเชื้อไปสู่ผู้อื่น 1.3 คน ต่อผู้ป่วย 1 คน

จากรายงานสถิติล่าสุดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มีผู้ติดเชื้อ Novel Coronavirus (2019 – nCoV) ทั่วโลกประมาณ 19,810 คน และมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 426 คน ภายในห้วงเวลาเพียงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอุบัติการณ์ที่น่าวิตกมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการแพร่ระบาดของ Coronavirus SARS – CoV ที่มีผู้ติดเชื้อ 8,098 คน และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 774 คน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2545 – เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2546

 

ณ ปัจจุบันรัฐบาลจีนและองค์การอนามัยโลกยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้จะรุนแรงไปถึงขั้นใด แต่ผู้เชี่ยวชาญและคณะวิจัยไวรัสวิทยาในฮ่องกงพยากรณ์ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และน่าจะถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 จากนั้นความสัมฤทธิ์ผลของมาตรการควบคุมโรค จะมีผลให้ระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดลดลงในลักษณะของเส้นกราฟรูปทรงระฆังคว่ำ แต่ถ้ามาตรการควบคุมโรคล้มเหลวการแพร่ระบาดจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงถึงขั้นวิกฤติในภูมิภาคทวีป หรือทั่วโลก

ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล กล่าวว่าโลกปัจจุบันเป็นสังคม IT ที่มีข้อมูลข่าวสารอยู่ทั่วไปทุกหัวระแหงข้อมูลบางอย่างเป็นเพียงข่าวลือเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อความตื่นเต้น ทำให้เกิดกระแสตื่นตระหนก มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ฉะนั้นประชาชนทุกคนควรให้ความสนใจกับความรู้เบื้องต้น และคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกันเชื้อไวรัสตัวนี้ รวมทั้งพึงสังวรถึงอันตรายของไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Influenza) ที่มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 4 แสนคน ในทุก ๆ ปีด้วย

 

ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล เชื่อว่าแพทย์และพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งโรงเรียนแพทย์ทุกแห่งมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสตัวนี้ โดยได้ให้ข้อแนะนำในการดำเนินมาตรการป้องกันและรักษาโรคไว้ดังนี้

  1. รัฐบาลไทยควรให้ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศอื่น ๆ ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Wuhan Coronavirus (2019 – nCoV) ภายใต้ผลประโยชน์แห่งชาติไทย
  2. จัดตั้งวอร์รูมสกัดไว้รัสในระดับนานาชาติ โดยร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลและยุทธศาสตร์การป้องกันโรคฯ ในลักษณะเดียวกับที่ตนเคยทำไว้ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไว้รัสไข้หวัดนก และเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2548 ร่วมกับ Dr. Lee Jong Wook ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก และ Mr. Michael O. Leavitte รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา โดยเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของประเทศต่าง ๆ รวม 12 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า ฟิลิปปินส์ บรูไน ภูฏาน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งในครั้งนั้นมีพื้นที่ครอบคลุมภูมิภาค Asia Pacific แต่ในครั้งนี้อาจกระชับลงมาเป็นภูมิภาค Southeast Asia ก็ได้
  3. ประชาสัมพันธ์ความรู้เบื้องต้นและข้อปฏิบัติในการป้องกันเชื้อไวรัสฯ ผ่านสื่อต่าง ๆ และเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคฯ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปไม่ตื่นตระหนก และได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง
  4. พัฒนาการประสิทธิภาพของห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อไวรัสฯ ของโรงพยาบาลระดับจังหวัดทุกแห่ง ให้มีขีดความสามารถรายงานผลการตรวจชันสูตรได้อย่างถูกต้องแม่นยำภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับสิ่งส่งตรวจฯ ตามแนวทางที่ตนได้เคยนำร่องการพัฒนาศักยภาพของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในภูมิภาคต่าง ๆ รวม 6 แห่ง (เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา) เมื่อปี พ.ศ. 2548
  5. กรณีผู้ติดเชื้อ หรือผู้ป่วยมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่ชนบทที่ห่างไกลในระดับอำเภอ – ตำบล – หมู่บ้าน ให้รีบส่งตัวไปอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของโรงพยาบาลศูนย์ฯ หรือโรงพยาบาลทั่วไปในระดับจังหวัด รวมทั้งจัดเตรียมยาต้านไวรัสให้เพียงพอที่จะแจกจ่ายไปให้โรงพยาบาลชุมชนในระดับอำเภอ และโรงพยาบาลทั่วไปในระดับจังหวัดทุกแห่งที่มีอุบัติการณ์ของโรค

 

ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
อาจารย์ที่ปรึกษา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช
ประธานมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


banner-editor-featured-image-Jan-Mar63.jpg

บทบรรณาธิการ

 

สวัสดีครับ

ในช่วงนี้ ทางทีมงานยังคงทยอยอัพเนื้อหาในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นบทความจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ บทความรีไรท์โดยกองบรรณาธิการ บทสัมภาษณ์ คลิปวิดีโอ ล่าสุดทีมงานเริ่มมีการจัดทำ Podcast หรือคลิปเสียงเพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้กับผู้เยี่ยมชมเว็บ ให้สามารถเลือกรับฟังเนื้อหาดี ๆ ในระหว่างเดินทาง หรือในกรณีที่ไม่สะดวกอ่าน นอกจากนั้นแล้วทางทีมงานยังได้มีการปรับปรุง Social media ให้มีการนำเสนอเนื้อหาสาระที่หลากหลาย ในรูปแบบของ Info graphic, YouTube, Motion graphic ทุกท่านสามารถติดตามได้ผ่าน Facebook และ Line@

อีกครั้งสำหรับผู้ที่เพิ่งเข้ามาอาจสงสัยว่า Health2click เป็นเว็บไซต์ประเภทไหน คำตอบก็คือ Health2click เป็นเว็บไซต์ที่เน้นการนำเสนอความรู้ในการดูแลสุขภาพแบบง่าย ๆ ครอบคลุมเรื่องการกิน การนอน การพักผ่อน ไลฟ์สไตล์ดี ๆ ต่อสุขภาพ การเงินเพื่อสุขภาพ และข้อมูลโรคและการป้องกัน เน้นผู้อ่านที่อยู่ในวัยทำงาน  หากทุกท่านอยากรู้เรื่องใดเป็นพิเศษ สามารถเสนอผ่านทาง Facebook  และ Line@ โดยทีมงานจะเข้ามาอ่านและดำเนินการอย่างรวดเร็ว

สำหรับในช่วง 3 เดือนนี้ ยังคงเป็นการทยอยเพิ่มเติมเรื่องที่เป็นประโยชน์ทางด้านสุขภาพ ในหมวดออกกำลังกาย ได้แก่ ตอบข้อสงสัยเรื่องการออกกำลังกาย ออกกำลังกายช่วงไหนดี ออกกำลังกาย ร่างกายใช้พลังงานอย่างไร ออกกำลังกายแบบไหนเพิ่มความอึด ทน แกร่ง ในหมวดกินตามโภชนาการ ได้แก่ ความรู้เรื่องการกินมังสวิรัติ เรื่อง Keto sis และ Keto flu เรื่องสุดยอดไดเอทแห่งปี ในเรื่องของการนอน ได้แก่ ความรู้เรื่องการนอนหลับ นอนเท่าไหร่ถึงจะพอ ทำไมอายุมากจึงหลับยาก นอกจากนี้ยังมีบทสัมภาษณ์เรื่อง “เมื่อหยุดออกกำลังกาย ร่างกายก็กลับมาป่วย” โดยคุณธนัฎฐ์สินี เย็นรมภ์ อายุ 38 ปี Sport Leader ร้าน Decathlon สาขาแคราย และเรื่อง “ไตวายไม่ตายไว ถ้ารู้จักดูแลสุขภาพ จากผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ สู่การเป็นนักกีฬา” โดยคุณรัชนิดา กันซัน

นอกจากนี้ในส่วนของข้อมูลความรู้เรื่องโรคต่าง ๆ ยังมีเรื่องที่จะทยอยรับต้นฉบับจากแพทย์ พร้อมอัพขึ้นหน้าเว็บอีกไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10 เรื่อง และที่ขาดไม่ได้ทีมกองบรรณาธิการได้รวบรวมกิจกรรมดี กิจกรรมเด่น ทางด้านสุขภาพมานำเสนอทั้งแบบฟรี และมีค่าใช้จ่าย เดือนละไม่ต่ำกว่า 30 งาน

สุดท้าย อากาศแปรปรวนเดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน สลับฝนและฝุ่น PM2.5 ทำให้พบผู้ป่วยทางเดินหายใจได้ทั่วไป ทุกท่านคงต้องปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มฝุ่น เช่น จุดไฟเผาหญ้า เผาถ่าน ขนดินทรายแบบไม่ปิดลดฝุ่น อื่น ๆ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่มีฝุ่นหนาแน่น เช่น ที่การจราจรติดขัด ในเมือง ถ้าต้องผ่านพื้นที่ดังกล่าว ควรใส่หน้ากากกันฝุ่นควันที่ได้มาตรฐานด้วย และควรระวังเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทางด้านสุขภาพ เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยเรื้อรังอื่น ๆ เป็นต้น

 

ดร.นพ. พรเทพ ศิริวนารังสรรค์
บรรณาธิการที่ปรึกษา


-กับ-การแช่ดีเกลือ.jpg

วันนี้ดูละครเกาหลีแล้ว มีข้อคิดมาแชร์กัน 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ การทำน้ำอุ่นแช่ตัวกรณีที่ไม่มีอ่างอาบน้ำ และกรณีที่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น กับอีกเรื่อง คือ ประโยชน์ของการแช่ตัวด้วย ดีเกลือ ปีนี้เมืองไทยค่อนข้างหนาว การได้อาบน้ำอุ่นก็ช่วยให้เลือดไหลหมุนเวียนสะดวกสบายขึ้น ทำให้ลดอาการปวดเมื่อยได้ในวันที่ต้องเดินเยอะ ๆ หรือวันที่ออกกำลังกายหนัก ๆ ถ้าได้แช่น้ำอุ่นจัด ๆ บวกกับการใช้เกลือ ลดการปวดเมื่อยได้ดีทีเดียว

 

เคยได้ยินเรื่องการใช้เกลือกับการนอนแช่น้ำอุ่น ในเขตชนบทของเกาหลีเหนือ ขอพูดเรื่องบทบาทในละครนิดหนึ่งนะคะ เป็นละครออกมาล่าสุดเลยที่นางเอกจากเกาหลีใต้หลงไปอยู่ในเขตทหารของประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งเขตทหารในเรื่องที่อยู่ติดเขตชายแดน  ก็ค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องความสะดวกสบาย การใช้น้ำใช้ไฟทำให้คิดถึงตอนที่ไปเที่ยวบนดอย หนาวมาก น้ำเย็นเจี๊ยบ แต่คิดว่าปัจจุบัน น้ำ ไฟ ความสะดวกสบายเข้าถึงมากแล้ว

ในเรื่องที่น่าสนใจ คือ ไม่มีตู้เย็น ดังนั้น ก็ใช้วิธีห่อเนื้อแล้วใส่ในตุ่มเกลือ เพื่อรักษาเนื้อไว้ใช้ทานต่อไป ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าทำน้ำอุ่น ในละครใช้วิธีการต้มน้ำร้อนให้ร้อนแล้วก็เอามาใส่ในกะละมังที่พอจะแช่ตัวลงไปได้ แล้วก็หาพลาสติกมาทำเป็นกระโจม ก็คือ ทำราวเหมืนราวตากผ้า แล้วใช้ตัวหนีบผ้า เหน็บพลาสติกไว้ให้เป็นลักษณะกระโจม คลุมให้ทั่วกะละมัง เพื่อลดการระเหยความร้อนออกไปข้างนอก จะเรียกว่าซาวน่าก็ใช่เลย เผื่อเราได้เอาไปใช้แนะนำคนที่อยากอาบน้ำอุ่น ๆ ในเวลาอากาศหนาว ๆ หวังว่าเรื่องราววันนี้น่าจะมีประโยชน์กับใครไม่มากก็น้อย

เรื่องที่เป็นวิชาการหน่อย คือ เรื่อง ดีเกลือ หรือ  Epsom salt ในบ้านเรามี ใช้  2 แบบคือ ดีเกลือไทย และดีเกลือฝรั่ง

 

ดีเกลือไทย และดีเกลือฝรั่ง มีลักษณะและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน

  • ดีเกลือไทย (Na2SO4) หรือโซเดียมซัลเฟต จะเป็นผง มีสีขาว ไม่มีกลิ่น รสเค็ม
  • ดีเกลือฝรั่ง (MgSO4.7H2O) หรือแมกนีเซียมซัลเฟต หรือ Epsom salt จะเป็นผลึก มีสีขาวใส ไม่มีกลิ่น สามารถละลายน้ำได้ มีรสเค็ม


มีการใช้ Epsom salt ค่อนข้างแพร่หลาย โดยเฉพาะสำหรับนักกีฬา หรือบุคคลทั่วไป สรรพคุณมากมาย แต่ที่ชอบมากสำหรับลูกชายที่เล่นกีฬา คือ ประโยชน์ ช่วยคลายเครียด คลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเกร็ง โดยผสมน้ำและนอนแช่น้ำดีเกลือ ช่วยได้ดีเลย

หลังจากละลายในน้ำแล้ว เกลือจะถูกดูดซึมผ่านผิวหนัง มีความปลอดภัยในการใช้ วิธีการผสม คือ ใช้ดีเกลือ หรือ Epsom salt 2 ถ้วยตวง ต่อน้ำแกลลอน ประมาณ 4.5 ลิตร ถ้ามากกว่านี้ก็จะเป็นน้ำกระด้างไป และทำให้ผิวแห้งเกิน ปกติก็ใช้ดีเกลือ  2 ถ้วยตวงต่อน้ำแกลลอน ผสมในอ่างอาบน้ำ แช่อย่างน้อย 15 นาที ถ้าแก้ปวดเมื่อย ก็ให้ใช้น้ำอุ่นอย่าร้อนมาก เพราะอาจจะไม่ยุบบวม นอกจากนี้ ยังใช้เป็นการขับสารพิษได้ด้วย  แถมในบางรายใช้ลดอาการสิวด้วย ทำให้ผมนุ่มสลวย มีสูตรหลายสูตรเลยค่ะ เลือกใช้ได้ตามชอบใจ

 

แมกนีเซียมซัลเฟต

ในทางการแพทย์ นำแมกนีเซียมซัลเฟตเอามาใช้ฉีดเข้าเส้นเลือด ใช้ลดการแข็งตัวของมดลูกในกรณีคลอดก่อนกำหนด และใช้ลดความดันโลหิต ในภาวะครรภ์เป็นพิษ ลดการชักเกร็ง ลดการบวมของสมอง ทางการกินก็เอามาเป็นยาระบายในภาวะท้องผูก

ประวัติของสารตัวนี้ก่อกำเนิดในประเทศอังกฤษ ยุคที่ภัยแล้ง ในปี ค.ศ. 1681 หรือ พ.ศ. 2224 ชายเลี้ยงวัวชื่อ  Henry Wicker ก้มลงดื่มน้ำจากสระน้ำที่  Epsom Common เขาค้นพบว่าน้ำเป็นกรดและขม และทำให้เขาระบายท้อง หรือมีอาการถ่ายเหลวนั่นเอง และหลังจากที่น้ำระเหยไปหมด เหลือแต่ผลึก ก็เลยกลายเป็นเอามาใช้เป็นยาระบาย ในปี ค.ศ. 1755 หรือ พ.ศ. 2318 นักวิทยาศาสตร์ นักเคมีชาวอังกฤษ ทำการศึกษาเกี่ยวกับดีเกลือตัวนี้ และค้นพบว่าสารหลัก คือ แมกนีเซียมซัลเฟต

แมกนีเซียมเป็นสารเกลือแร่ที่สำคํญต่อการดำรงชีวิต ในร่างกายต้องการสารตัวนี้เพื่อการทำงานของกล้ามเนื้อ กระดูก และระบบประสาท ภาวะภูมิคุ้มกัน การเต้นของหัวใจ

 

ข้อดีมากมายแบบนี้ลองเอามาใช้กันดูค่ะ โดยเฉพาะตอนนี้งานวิ่งตามพี่ตูน กำลังเป็นที่นิยมของคนไทยทั้งประเทศ มาลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อกันค่ะ

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


.jpg

เหนื่อยไหมกับการพูดคำว่า “ไม่” กับลูก โดยเฉพาะเรื่องการใช้โทรศัพท์ การเล่นเกมส์ การดูการ์ตูน หรือแม้กระทั่งการดูยูทูป

 

ทุกวันนี้ใครเดินทางด้วยยานพาหนะสาธารณะบ้าง เมื่อปี 2539 หมอได้มีโอกาสไปอยู่ญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 เดือน จำได้ว่าโตเกียวตอนนั้น ในรถสาธารณะรถไฟฟ้า คนสูงอายุขึ้นรถก็จะนั่งหลับตา ก้มหน้า เอาหนังสือมาอ่าน เพราะเด็กวัยรุ่นที่ขึ้นมาจะมีการแสดงความรักกันอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะการสัมผัส กอด จูบ ลูบ คลำ ยังเป็นยุคที่ไม่มีโทรศัพท์ ไวไฟในที่สาธารณะ ตอนนั้นจำได้ว่า แอบดีใจที่บ้านเราไม่มีแบบนี้  แต่ตอนนี้ในบ้านเราตอนขึ้นรถไฟฟ้า  ลองมองไปรอบ ๆ ตัว จะมีเรื่องน่าสนใจ มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้โดยสารเป็นโรคยอดนิยม คือ โรคก้มหน้าก้มตา  ทุกครั้งที่หมอขึ้นรถไฟฟ้า หมอจะพยายามไม่ใช้โทรศัพท์ โดยเฉพาะการสนทนา เพราะทุกคนจะได้ยินหมด แต่ก็มีคนที่เปิดเผย คุยแบบไม่มีการปิดบังใคร เราไม่อยากได้ยินก็ต้องพลอยฟัง และกลายเป็นรู้เรื่องกับเขาไปด้วย แต่ถ้าเราใช้เวลานั้นมองดูรอบ ๆ เราจะแทบไม่อยากมีโทรศัพท์เลยทีเดียว  ยิ่งเห็นภาพที่ถูกส่งกันมา เป็นภาพพระสงฆ์ยืนในรถไฟฟ้า เห็นแล้วมีความคิดกระจัดกระจายกันยังไงบ้างคะ

ทุกคนรู้ดีว่า ถ้าเราลดการใช้โทรศัพท์ โดยเฉพาะเวลาที่เราอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว  ลูกเราก็จะลดการใช้ไปด้วย แต่ทุกวันนี้แม้แต่การที่พาลูกมาหาหมอ มานั่งรอตรวจ ก็จะเห็นว่า มีทั้งพ่อ หรือแม่ หรือลูก ก้มหน้าก้มตา และเมื่อเดินเข้ามาตรวจ ระหว่างการคุย อยากให้ลูกเงียบก็ยื่นโทรศัพท์ให้ลูก เปิดการ์ตูน เปิดยูทูป ถ้าเด็กโตหน่อยก็ห้ามยากขึ้น ไม่เคยเห็นพ่อแม่ห้ามสำเร็จสักที แต่ไม่ใช่ว่าพ่อแม่ทุกคนเป็นแบบนี้กันหมดนะคะ มีกลุ่มที่ไม่ให้ลูกใช้ก็เยอะเช่นกันค่ะ เด็กกลุ่มนี้ก็จะช่างคุย ช่างคิด ช่างถาม พัฒนาการทางด้านภาษา การสื่อสาร จะต่างกับในกลุ่มที่ใช้ชัดเจน  เช่น ห้ามใช้ระหว่างทานอาหาร ก็ต้องมีบทสนทนาที่น่าสนใจแทน กลายเป็นว่าไม่ค่อยมีเรื่องราวมาคุยกัน แถมการพูดคุยน้อยลงไปโดยปริยาย มีอะไรก็ส่งเป็นข้อความแทน ไม่ชอบคุย หมอกลับมองว่า ถ้าไม่เห็นหน้า อย่างน้อยโทนเสียงก็บอกอารมณ์ของผู้พูดได้ว่า เราควรจะฟัง หรือปลอบ หรือควรจะหยุด

มีคนเคยบอกว่า ยกเว้นนั่งในเครื่องบิน หรือรถ อนุญาตให้เด็กเล่นได้ แต่บนเครื่องบิน มีอุปกรณ์ระบายสี วาดรูป หรือขีดเขียน ที่เครื่องบินเคยแจกสมัยลูกหมอยังเล็ก แต่ตอนนี้สายการบินประหยัดของพวกนี้ไปเลย เพราะไม่มีใครขอให้ลูก แถม แอร์ก็ไม่แจกไปด้วย เลยไม่รู้ว่ายังมีไหม การอ่านหนังสือ แทบจะตกอยู่ในกลุ่มของคนรุ่นหมอซะส่วนใหญ่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเราเลือก และเราเลือกที่จะใช้ หรือไม่ใช้ได้  ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เช่นนี้ พ่อแม่สามารถทำได้ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องสม่ำเสมอ และต้องมีความเห็นที่ตรงกัน คำถามที่ต้องตอบลูกได้ คือ ทำไมพ่อแม่ใช้ได้ ทำไมลูกใช้ไม่ได้ พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีของลูกเสมอไม่ว่าในทางบวก หรือทางลบ

บนโต๊ะอาหาร ครอบครัวไหนให้ลูกใช้โทรศัทพ์ระหว่างทานข้าวบ้าง พวกเราที่เป็นพ่อแม่คงไม่คาดคิดว่าการให้ลูกดูการ์ตูน ยูทูป ตอนเล็ก ๆ ระหว่างเราทำงาน หรือป้อนข้าวลูก หรือกล่อมลูกนอน มันจะมีผลในระยะยาว คิด ๆ ดูเหมือนสารเสพติดที่ขาดไม่ได้ในชีวิต ไม่ทำอะไรนอกจากจ้องเข้าไปในจอ เป็นซอมบี้ดี ๆ นี่เอง  หมอเชื่อว่าพ่อแม่หลายคนคงอยากให้ลูกใช้เวลาอยู่กับของพวกนี้น้อยลง

 

ต้องทำยังไง ตามทฤษฎีในเด็กน้อยกว่า 6 ขวบ ราชวิทยาลัยให้ใช้ไม่เกินวันละ 1 ชม. ยากใช่ไหมคะ

ถ้ามีเพื่อนบ้านที่มีลูกอายุไล่เลี่ยกัน ลองคุยกันดูค่ะ หาเวลาตรงกัน มารวมกลุ่มกัน พาลูกไปเล่นด้วยกัน หรือพาลูกเดินหลังทานอาหาร พาลูกไปจ่ายกับข้าว ตลาดนัดหลังบ้าน หรือแม้แต่ในห้าง ชี้ให้ลูกดูว่าอะไรคืออะไร สร้างบทสนทนา สอนคิดเลข อย่าปล่อยให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยง หรือโทรศัพท์ เวลาที่อยู่กับลูกเป็นเวลาทอง แต่ละครอบครัวมีเวลา และวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ถ้าไม่อยากให้ลูกใช้ของพวกนี้ การไม่มี ไม่ซื้อ ก็เป็นวิธีหนึ่งนะคะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเหมาะสม การยอมรับได้ ของแต่ละครอบครัวก็ต่างกัน ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นเพราะอยากให้เลิกใช้ แต่เขียนขึ้นเพื่อบอกว่าทุกคนมีทางเลือกของตัวเอง และไม่ว่าตัดสินใจอย่างไร ผลที่เกิดขึ้นกับลูกในอนาคต ก็ต้องยอมรับได้ ปรับไปตามแต่ครอบครัวกันนะ

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


.jpg

มาคุยกันเรื่องนอน เพราะคำถามนี้ถามง่ายแต่ปฏิบัติกันยาก คุณพ่อคุณแม่ต้องมีระเบียบวินัย และความเห็นตรงกันพอสมควรในการเลี้ยงลูก ยิ่งถ้ามี ปู่ ย่า ตา ยาย ต้องทำข้อตกลงแล้วเดินไปด้วยกันจะดีที่สุดนะคะ

 

การนอนหลับมีผลกับเด็กและผู้ใหญ่ นอนหลับเท่าไหร่ถึงจะพอ หลักการคร่าว ๆ ทางวิชาการ ข้อแนะนำจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศอเมริกัน

  • อายุ 4 – 12 เดือน วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 12 – 16 ชั่วโมง (รวมเวลาการนอนกลางวัน)
  • อายุ 1 – 2 ปี วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 11 – 14 ชั่วโมง (รวมเวลาการนอนกลางวัน)
  • อายุ 3 – 5 ปี วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 10 – 13 ชั่วโมง (รวมเวลาการนอนกลางวัน)
  • อายุ 6 – 12 ปี วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 9 – 12 ชั่วโมง
  • อายุ 13 – 18 ปี วัยนี้ต้องการการนอนประมาณ 8 – 10 ชั่วโมง

 

ส่วนเด็กอายุ  0 – 3 เดือน

ไม่ได้มีข้อกำหนดเพราะว่ามันแตกต่างกันมาก โดยทั่วไปก็จะไปนอนประมาณ 14 – 17 ชั่วโมง เพราะวัยนี้จะมีภาวะหลับตื่นสลับกันไปตลอดทั้งวัน แต่เมื่ออายุได้ประมาณ 4 เดือน จะเริ่มหลับกลางคืนได้ยาวประมาณ 6 ชั่วโมง และเมื่ออายุ 6 เดือน จะสามารถหลับได้นานถึง 10 ชั่วโมง ดังนั้น เราหัดลูกเล็กให้นอนยาวทั้งคืน ไม่ต้องตื่นมากินนมได้ วิธีการที่หมอแนะนำแล้วได้ผล แต่ผู้ใหญ่ในบ้านต้องร่วมมือกันนะคะ

โดยทั่วไปเรามักจะกลัวลูกหิว แต่เด็กที่หมอดูแลมาส่วนใหญ่ ถ้าเป็นลูกชาวต่างชาติ อายุ 1 – 2 เดือน ก็ไม่ตื่นมาทานนมกันแล้ว อาจเป็นเพราะไม่ได้นอนด้วยกันกับพ่อแม่ การถูกรบกวนจากแสง เสียง ก็น้อยกว่า ห้องต้องจัดให้มืด แต่ที่หมอแนะนำ คือ หลังอายุ  9 เดือนไปแล้ว ถ้ายังไม่หลับทั้งคืน หมอแนะนำให้รอ ถ้าเด็กร้อง รอให้เด็กร้องได้นานถึง 45 นาที แต่โดยทั่วไปเชื่อไหมว่า ไม่มีเด็กคนไหนที่ร้องได้นานขนาดนั้นเลย นอกจากผู้ใหญ่ในบ้านใจอ่อน ไปอุ้ม ไปให้นมแบบนี้ วันรุ่งขึ้นเด็กจะร้องนานเป็น 2  เท่า เลยล่ะ ประสบการณ์ของหมอเองที่ผ่านมา พ่อแม่หลายคนทำได้สำเร็จ ใช้กับเด็กที่โตขึ้นก็ได้ อีกอันหนึ่ง ก็คือ การงดนมกลางคืน เด็กที่อายุเกิน 6 เดือนไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้กินนมกลางคืน และวิธีการที่หมอใช้ก็คือว่า เผื่อลูกร้องแทนที่จะให้กินนมก็กินน้ำ เด็กเค้าฉลาดมากการที่เราให้กินน้ำแทนนม เด็กฉลาดมากนะ สุดท้ายจะนอนหลับไปเองโดยที่ไม่ตื่นขึ้นมาอีก แม้กระทั่งวิธีนี้ในเด็กที่โต 4 – 5 ขวบแล้ว ก็ใช้ได้ผล แม่เธอบ่นกับหมอ แต่ปรากฏว่าหมอให้ทำวิธีนี้นะ แม่บอกหมอว่า คุณหมอต้องบ้านแตกแน่ แต่เชื่อไหมว่า แค่สองสามวันก็เดินกลับมาบอกว่าแค่คืนเดียวเท่านั้นที่ตื่น หลังจากที่ไม่มีใครให้นม เธอไม่ตื่นอีกเลย ลองเอาไปใช้ดูนะคะรับรองได้ผลแน่นอน แต่ทุกคนในบ้านต้องอดทน ห้ามยอมแพ้ต่อเสียงร้องเด็ดขาด ถ้าทำไม่ได้ หรือยอมแพ้ ก็ต้องรอไปอีกเดือนก่อนจะลองใหม่

 

ในเด็กโตก็ทำแบบนี้ค่ะ

  1. ตั้งเวลาการนอนและตื่นให้เป็นสำหรับทุกวัน แม้กระทั่งวันหยุด ถ้าผ่อนผันได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
  2. 1 ชั่วโมงก่อนนอน ควรจะเป็นเวลาที่สงบ ไม่ควรจะมีกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานเยอะ เช่น เล่นกัน หรือว่ากระตุ้นเยอะ เช่น ดูทีวี หรือว่าเล่นคอมพิวเตอร์
  3. ไม่ควรเข้านอนด้วยความหิวนม หรือคุกกี้ ก่อนนอน เป็นไอเดียที่ดี หลีกเลี่ยงพวกคาเฟอีน เช่น เครื่องดื่มโซดา ชา กาแฟ ช็อกโกแลต
  4. เด็กควรจะออกกำลังกายนอกบ้านทุกวัน
  5. ห้องให้มันเงียบสงบกับแสงไฟให้ดี อุณหภูมิในห้องให้เหมาะสม
  6. ห้ามใช้ห้องนอนเป็นตำแหน่งที่ทำโทษลูก เช่น ขัง หรือล็อกในห้อง
  7. พวกอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น ทีวี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ควรจะเลิกใช้ 1 ชั่วโมงก่อนนอน ไม่ควรจะมีพวกเหล่านี้ไว้ในห้องนอนของเด็ก เพราะมันจะเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมในการที่เด็กต้องใช้
  8. ในวัยรุ่นก็ควรจะเหมือนกัน ควรจะเข้านอนเป็นเวลาเดียวกัน แล้วก็ไม่ควรจะมีการดื่มอะไรที่มันเป็นคาเฟอีน ไม่ควรจะมีการออกกำลังกายหนัก 3 ชั่วโมงก่อนนอน ไม่ควรจะมีการเล่นคอมพิวเตอร์ หรือว่าใช้โทรศัพท์ 1 ชั่วโมงก่อนนอน

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก