ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

โรคกลาก (Ringworm Tinea, Dermatophytosis) และโรคเกลื้อน (Pityriasis versicolor, Tinea versicolo) เป็นโรคติดเชื้อราบนผิวหนังชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) พบได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย โดยโรคกลากจะเป็นวงแดงหรือขุยสีขาว อาจมีอาการอักเสบและคันร่วมด้วย สามารถติดต่อไปยังบุคคลอื่นได้ง่าย ส่วนโรคเกลื้อนจะเป็นผื่นทรงกลมหรือทรงรี ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะมีสีจางหรือเข้มกว่าผิวปกติ โรคเกลื้อนไม่ใช่โรคติดต่อ

 

โรคกลาก

อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการคันที่ผิวหนัง ผิวหนังเป็นจุดแดงหรือปื้นแดง ขอบผื่นมีทั้งแบบที่ยกนูนหรือแบบเรียบ มีตุ่มหนองหรือตุ่มน้ำรอบผื่น ผิวหนังแห้งเป็นขุยลอกหรือแตก กลากสามารถเกิดได้ในหลาย ๆ จุดของร่างกายและมีลักษณะแตกต่างกันไป เช่น กลากหรือเชื้อราที่ศีรษะ กลากที่เท้า กลากที่มือ กลากที่เล็บ กลากที่ลำตัว กลากที่ใบหน้า กลากที่ขาหนีบ เป็นต้น

กลากและเกลื้อน

ภาพจาก :  Thailandonlinehospital.com/th

 

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

เมื่อพบว่ามีผื่นหรือตุ่มแดงเป็นวงขึ้นตามร่างกาย รักษาด้วยการทายารักษากลากด้วยตนเอง ประมาณ 1 สัปดาห์ อาการไม่ดีขึ้นหรืออาการลุกลามมากขึ้น หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย

สำหรับอาการที่ตำแหน่งอื่น เช่น ที่หนังศรีษะ หากมีอาการผมร่วง เป็นรังแค มีผื่นแดงที่โคนผม หรือที่เล็บ หากมีอาการ เล็บหนา เปราะ มีสีเปลี่ยนไป หรือเล็บแยกตัวออกจากหนังใต้เล็บ ควรไปพบแพทย์ทันที

 

สาเหตุ

โรคกลากเกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอมาโตไฟต์ (Dermatophytes) ซึ่งสามารถเจริญเติบโตบริเวณผิวหนังส่วนที่มีเคราติน (Keratin) ซึ่งเป็นโปรตีนอยู่ในผิวหนังชั้นนอก เล็บ และเส้นผม โรคกลากสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสผู้ป่วยหรือสัตว์เลี้ยงที่เป็นโรค หรือสัมผัสเชื้อราที่อยู่ในดินและทราย

โดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรคกลาก ได้แก่ ผิวหนังบริเวณที่เปียกชื้นบ่อย ๆ ผิวหนังบริเวณที่มีการเสียดสีสูง นอกจากนั้นยังมีโอกาสเสี่ยงสูงในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน

 

การวินิจฉัย

เบื้องต้นแพทย์จะซักถามประวัติสุขภาพ สอบถามอาการ ดูลักษณะและตำแหน่งของผื่นหรือรอยโรค โดยหากยังไม่สามารถบ่งชี้ได้ แพทย์จะพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยนำเซลล์ผิวหนังมาย้อมสี เพื่อตรวจหาเชื้อทางกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งมักจะพบการเปลี่ยนแปลง โดยผิวหนังชั้นนอกหนาตัวขึ้นและมีการสร้างเคราติน (Keratin) มากขึ้น ผิวหนังชั้นในที่เป็นหนังกำพร้ามีการบวมน้ำ พบเซลล์เม็ดเลือดขาวอยู่รอบ ๆ หลอดเลือดในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) และสามารถพบเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรค

 

การรักษา

เมื่อเริ่มมีอาการ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อย่าปล่อยให้โรคลุกลาม ยาที่ใช้รักษาอาจจะใช้ทั้งยาทาและยากินร่วมกันขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ที่รักษา สำหรับยาทาเฉพาะที่ แพทย์จะให้ยาชนิดที่เหมาะกับสภาพของผื่น เช่น ถ้าเป็นตามตัว มีสะเก็ด ผิวค่อนข้างแห้ง อาจใช้ยาทาที่เป็นขี้ผึ้ง แต่ถ้าเป็นบริเวณซอกที่อับชื้นหรือผื่นมีตุ่มหนอง ตุ่มน้ำใส ต้องใช้ยาประเภท ครีม ผง น้ำยาป้ายทา เป็นต้น

ส่วนยากิน ขนาดและระยะเวลาที่ให้จะต่างกันไปขึ้นกับว่าเป็นเชื้อราที่ใด ถ้าเป็นเชื้อราที่ศีรษะหรือผิวหนัง จะกินยานานประมาณ 1 เดือน แต่ถ้าเป็นเชื้อราที่เล็บมือจะให้กินนานประมาณ 4 – 6 เดือน ส่วนเชื้อราของเล็บเท้าไม่นิยมให้ยากิน เพราะไม่ทำให้หายขาดได้ ข้อสำคัญคือ ต้องรักษาความสะอาดอย่าให้เท้าอบ หรือเท้าเปียกชื้น เชื้อราตามซอกเท้าจะดีขึ้นโดยการใช้ยาทาเฉพาะที่

 

ภาวะแทรกซ้อนและการป้องกัน

โดยทั่วไปโรคกลากมักไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง ยกเว้นในผู้ป่วยที่มีปัญหาระบบภูมคุ้มกัน ที่อาจทำให้การรักษาหายช้า นอกจากนี้ การเกาผิวหนังบ่อย ๆ อาจทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วม ทำให้อาการรุนแรงขึ้น

สำหรับการป้องกันนั้น เนื่องจากการติดเชื้อจากการสัมผัสเกิดขึ้นได้ง่าย ผู้ป่วยจึงควรหมั่นล้างมือเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผิวหนังหรืออวัยวะส่วนอื่น

 

โรคเกลื้อน

อาการ

ผู้ป่วยจะเป็นผื่นแบนราบ รูปทรงกลมหรือทรงรี มีขอบเขตของผื่นที่ชัดเจน ผิวสัมผัสบริเวณที่เป็นผื่นจะเป็นขุยละเอียด อาจมีสีแตกต่างกันเนื่องจากการทำงานของเม็ดสีเปลี่ยนไป เช่น สีชมพู เทา น้ำตาล สีขาว ระยะเริ่มจะเป็นผื่นวงขนาดเล็กหลายวง ต่อมาวงผื่นอาจเชื่อมกัน กลายเป็นผื่นผิวหนังขนาดใหญ่ มักเป็นตามบริเวณลำตัว โดยเฉพาะที่หน้าอกและแผ่นหลัง เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรค

กลากและเกลื้อน

ภาพจาก : Medthai.com

 

สาเหตุ

โรคเกลื้อนมีสาเหตุจากการติดเชื้อรามาลาสซีเซีย (Malassezia spp.) ซึ่งมีอยู่หลายชนิดที่สามารถก่อโรคได้แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือ Malassezia globosa, Malassezia sympodialis, Malassezia furfur เชื้อราเหล่านี้ปกติอาศัยอยู่เฉพาะผิวหนังชั้นนอก ในชั้นที่เรียกว่าชั้นขี้ไคลเท่านั้น เมื่อมีปัจจัยบางอย่าง เช่น สภาพอากาศที่ร้อนชื้นมาก ภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง ภาวะขาดสารอาหารบางชนิด ปริมาณและชนิดของไขมันบนผิวหนัง ทำให้เชื้อราเปลี่ยนรูปร่าง ทำให้เกิดรอยโรคบนผิวหนัง

สำหรับผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงสูงในการเป็นโรคเกลื้อน ได้แก่ เด็กอ่อน ผู้สูงอายุ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ผู้ที่มีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐานมาก เนื่องจากอยู่ในกลุ่มของผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักถามประวัติสุขภาพ สอบถามอาการ ดูลักษณะและตำแหน่งของผื่นหรือรอยโรค โดยหากยังไม่สามารถบ่งชี้ได้ แพทย์จะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรค

 

การรักษา

โรคเกลื้อนสามารถรักษาให้หายด้วยยาต้านเชื้อราในรูปแชมพู ครีม หรือยารับประทานก็ได้

  • การใช้ครีมหรือเจลขจัดเชื้อรา กรณีผิวหนังที่ติดเชื้อรา มีพื้นที่เล็ก ๆ เป็นจุด อาจรักษาด้วยการทาครีมขจัดเชื้อรา วันละ 1 – 2 ครั้ง โดยไม่ต้องล้างออก
  • การใช้แชมพูขจัดเชื้อรา กรณีผิวหนังที่ติดเชื้อรา เป็นผื่นกว้าง การทาแชมพูบริเวณที่ติดเชื้อราทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที แล้วล้างออก และทาซ้ำนาน 5 – 7 วัน ทั้งนี้อาจต้องผสมน้ำเพื่อให้เจือจางลงก่อนทา
  • การใช้ยาต้านเชื้อรา กรณีผิวหนังที่ติดเชื้อราเป็นบริเวณกว้าง หรือการใช้แชมพูและครีมไม่ได้ผล ผู้ป่วยอาจได้รับยาชนิดรับประทานจากแพทย์ เป็นระยะเวลา 1 – 4 สัปดาห์

ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีและปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง เกลื้อนจะค่อย ๆ หายและไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก โดยผิวหนังจะเริ่มกลับมาเป็นสีปกติภายในระยะเวลา 1 – 2 เดือน หรืออาจนานกว่านั้น โดยไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นแต่อย่างใด ทั้งนี้การตากแดดบ่อย ๆ จะช่วยเร่งผิวที่เป็นรอยด่างให้กลับมาเป็นสีเดิมได้เร็วขึ้น

ส่วนในผู้ที่เป็นเกลื้อนบ่อย ๆ และมีอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาสั่งจ่ายยาต้านเชื้อราให้รับประทาน 2 – 3 ครั้งต่อเดือน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้ออีก

 

ภาวะแทรกซ้อนและการป้องกัน

เกลื้อนไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เพียงแต่จะทำให้ผิวหนังเกิดรอยด่างเป็นดวง ๆ แลดูไม่สวยงาม และอาจก่อให้เกิดความรำคาญในขณะที่มีอาการคัน โดยโรคเกลื้อนมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนชื้น การป้องกันสามารถทำได้ด้วยการใช้แชมพูขจัดเชื้อราเป็นประจำ ทุก 2 – 4 สัปดาห์ หรือวันละ 1 ครั้ง ในช่วง 2 – 3 วันก่อนออกไปทำกิจกรรมที่ต้องสัมผัสอากาศร้อนนาน ๆ หรือทำให้มีเหงื่อออกมาก

 

แหล่งที่มา

  1. www.si.mahidol.ac.th/siriraj_online
  2. www.pobpad.com
  3. www.medthai.com

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


-อันตรายต่อมนุษย์-อย่างไร.jpg

“ไวรัส” คืออะไร ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร

ไวรัส (Virus) เป็นเชื้อก่อโรคขนาดเล็กมาก ต้องขยายนับแสนเท่าจึงจะมองเห็น มีโครงสร้างหลักเพียงสายพันธุกรรม DNA หรือ RNA หุ้มด้วยโปรตีน ลักษณะสำคัญคือ ไวรัสไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง การมีชีวิตและเพิ่มจำนวนของไวรัส จะเป็นลักษณะของการรุกรานเข้าไปภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่น แล้วควบคุม ปรับเปลี่ยนกลไกต่าง ๆ ให้เซลล์นั้น ทำหน้าที่ช่วยให้ไวรัสแบ่งตัว เพิ่มจำนวนแบบทวีคูณ ต่อมาเซลล์ดังกล่าวค่อย ๆ ตายลง ไวรัสจะเคลื่อนย้ายเข้าไปยึดครองเซลล์ที่อยู่ข้างเคียง ถ้าเซลล์ของอวัยวะนั้น ๆ ถูกทำลายไปจำนวนมาก จากเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส รวมทั้งปฏิกิริยาหรือภูมิคุ้มกันของสิ่งมีชีวิตที่ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อด้วย จะก่อให้เกิดโรคขึ้น

สำหรับเชื้อก่อโรคชนิดอื่น ๆ นอกจากไวรัส ได้แก่ แบคทีเรีย เชื้อรา โปรโตซัว พยาธิ เป็นต้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องพึ่งเซลล์ในการแบ่งตัวแบบไวรัส

“ไวรัส” เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้อย่างไร ทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง

ไวรัสเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ทางผิวหนังและเยื่อบุ ทางเพศสัมพันธ์ ทางเลือด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไวรัสจะเข้าไปในเซลล์ได้ต้องอาศัย “กุญแจจำเพาะที่จะไขเปิดประตูแต่ละบาน” ของเซลล์ได้  ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของไวรัสแต่ละแบบ แต่ละสายพันธุ์ ส่งผลให้ไวรัสเจริญเติบโตได้ดีในอวัยวะที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดการก่อโรคในอวัยวะหรือในระบบที่แตกต่างกันด้วย ตัวอย่างเช่น ไวรัสในโรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก โรคซาร์ส (SARS) และโรคเมอร์ส (MERS) เป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ไวรัสยังทำให้เกิดกาฬโรค ไข้ทรพิษ ไข้เลือดออก โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส โรคพิษสุนัขบ้า ลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

 

โรคติดเชื้อไวรัสรักษาอย่างไร เหมือนหรือต่างจากโรคติดเชื้ออื่น ๆ หรือไม่

จากข้อก่อนหน้า ไวรัสจะรุกราน อาศัยและเพิ่มจำนวนอยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่น คล้ายกับเป็นเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเอง จึงเป็นการยากในการค้นคว้าหายาที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสโดยไม่กระทบเซลล์ปกติ ขณะเดียวกันไวรัสชนิด RNA ยังกลายพันธุ์เก่งเพื่อเอาตัวรอดจากยาได้ดีอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การก่อโรคของไวรัสหลายชนิดค่อนข้างช้า จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตื่นตัวและสร้างแอนติบอดีและภูมิคุ้มกันชนิดต่าง ๆ มาทำลายเชื้อและเซลล์ติดเชื้อ ทำให้โรคติดเชื้อไวรัสส่วนใหญ่หายได้เอง

การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสในปัจจุบัน จึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการในโรคที่หายได้เอง เช่น การให้ยาลดไข้ ลดน้ำมูก ลดการไอ ลดการอักเสบ เป็นต้น ส่วนการใช้ยาต้านเชื้อไวรัส ซึ่งมีใช้อยู่ในบางโรคที่ก่อโรครุนแรง เช่น ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ยาต้านไวรัสเอดส์ ยาต้านไวรัสตับอักเสบ B และ C ยาต้านไวรัสโคโรนา 2019 เป็นการทำลายเชื้อหรือยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อในเซลล์  ทำให้เชื้อลดจำนวนลงและหายจากโรคได้ ทั้งนี้ภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา จะช่วยกำจัดเชื้อไวรัสที่รุกรานร่างกายโดยตรงได้ด้วย  แต่เชื้อไวรัสบางชนิดก็ยังกบดานหลบซ่อนอยู่ในเซลล์ได้ เช่น ไวรัสเอดส์ ไวรัสตับอักเสบ ไวรัสเริ่ม เป็นต้น ทำให้เชื้อเพิ่มจำนวนขึ้นมาก่อโรคได้อีกเมื่อไม่ได้กินยาต้านไวรัส

 

ภูมิคุ้มกันของร่างกายคืออะไร ทำไมถึงจัดการกับไวรัสได้

ระบบภูมิคุ้มกันเป็นหนึ่งในระบบหลัก ๆ ของร่างกาย ทำหน้าที่ป้องกันและกำจัดไม่ให้สิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรคชนิดต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดโรค ประกอบด้วย 2 ระบบย่อยทำงานประสานกันคือ ระบบภูมิคุ้มกันทั่วไปและภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ โดยการกำจัดไวรัสแบบจำเพาะนั้น ร่างกายต้องใช้เวลาระหว่าง 1 – 7 วัน เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะเร่งผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) เพื่อสร้างแอนติบอดี ที่มีความสามารถในการเข้ากำจัดเชื้อไวรัสชนิดที่รุกรานเซลล์โดยตรง และมีการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์เพื่อไปทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อ รวมทั้งการสร้างเซลล์ความจำให้จำไวรัสได้และพร้อมที่จะผลิตภูมิคุ้มกันชนิดต่าง ๆ ออกมาต่อต้านเชื้อไวรัสตัวเดิมเมื่อถูกรุกรานอีก อย่างไรก็ตาม การสร้างภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะจะทำได้ดีและมีประสิทธิภาพเมื่อร่างกายของผู้รับเชื้อมีความแข็งแรงเพียงพอด้วย

 

วัคซีนต้านไวรัส (Antiviral vaccines) สำคัญและมีบทบาทอย่างไรในการป้องกันโรคจากไวรัส

จากการที่ภูมิต้านทานของร่างกายแบบจำเพาะ ต้องรอให้ไวรัสรุกราน และอาศัยระยะเวลาหนึ่ง ถึงจะทำการสร้างภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับที่จัดการกับเชื้อไวรัสได้ ในระหว่างนั้นผู้ติดเชื้ออาจเสี่ยงหรือเป็นโรคไปแล้ว

วัคซีนจึงเข้ามามีบทบาทในการทำหน้าที่ เสมือนไวรัสเทียมที่รุกรานเข้ามาในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับเชื้อไวรัสหรือตำแหน่งตรงผิวไวรัสที่เป็น “กุญแจจำเพาะ” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแบบเฉพาะเจาะจงต่อตำแหน่งที่ผิวไวรัสชนิดนั้น ๆ ขึ้นมา ก่อนที่ร่างกายจะติดเชื้อจริง เมื่อมีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือการฉีดครบโดส ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่รุกรานจะขึ้นสูงพอที่จะต่อสู้กับไวรัสตัวจริงที่อาจรุกรานร่างกายในอนาคต

ทั้งนี้วัคซีนบางชนิด อาจมีการแนะนำให้ฉีดทุกปี เพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้สูงพอ และเพื่อให้มีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อที่ระบาดในปีนั้น ๆ

 

ยาต้านไวรัส (Antiviral drugs) มีบทบาทอย่างไร

ปัจจุบันยาที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรงเป็นยาที่ยับยั้งการเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสทั้งในเซลล์และห้ามเชื้อมิให้หลุดออกมาจากเซลล์หรือเข้าไปในเซลล์ได้ใหม่ ยาต้านไวรัสชนิดต่าง ๆ จึงถูกพัฒนาเพื่อควบคุมการเพิ่มจำนวนของไวรัสในร่างกาย ทำให้อวัยวะที่ติดเชื้อไม่ถูกทำลายต่อไปและหยุดยั้งการดำเนินโรคหรือปฏิกิริยาที่รุนแรงมากกว่าปกติจากภูมิคุ้มกันที่ต่อต้านการติดเชื้อ ทำให้มีเวลาเพียงพอที่จะสร้างภูมิต้านทานแบบจำเพาะต่อไวรัสที่รุกรานและโรคไม่กำเริบได้ การมียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงจะเป็นอีกทางเลือกในการที่แพทย์จะนำมาใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อจากไวรัส และป้องกันการติดเชื้อในคนปกติ เพื่อควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสได้
.
บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม : เข้าใจโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ เข้าใจโรคโควิด 19  |  โควิด 2019 เรื่องต้องรู้ หากจะรับมือให้ได้  |  ฝ่าวิกฤตโรคโควิด 19 (COVID-19) อะไรที่ต้องทำ  |  ป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19 ต้องทำอย่างไรบ้าง  |  การฉีดวัคซีน COVID-19 เพื่อลดความรุนแรง  |  การควบคุมการแพร่ระบาดของ โควิด 19 ใครต้องทำอะไรบ้าง  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19  |  ถามตอบ วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ตรวจทานความถูกต้องโดย : 
ศ.เกียรติคุณ นพ. อมร ลีลารัศมี นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 

 


-Infectious-disease.jpg

โรคติดเชื้อ (Infectious disease) กิดจากเชื้อจุลชีพขนาดเล็กที่ผ่านการป้องกันโดยธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งส่งผลทำให้เกิดผลหลายอย่างส่งผลให้เกิดอาการได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงเสียชีวิตได้ จนถึงปัจจุบันนี้แม้มีโรคติดเชื้อหลายโรคที่สามารถให้การรักษา หรือ การป้องกันได้ แต่มนุษย์ยังสามารถเกิดโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นใหม่ หรือ เป็นเชื้ออุบัติใหม่ที่ยังสามารถพบได้ในปัจจุบัน

 

เชื้อก่อโรค (Pathogen) สามารถเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้ง แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อราหรือปรสิต เชื้อทั้งนี้ยังมีจุลชีพจำนวนมากอาศัยอยู่ในร่างกายของเรา โดยไม่ก่อให้เกิดโรคและเป็นประโยชน์ เรียก จุลชีพไม่ก่อโรค (Non pathogen) แต่เมื่อร่างกายอ่อนแอหรือในบางสภาวะ จุลชีพดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดโรคได้ เราเรียกการติดเชื้อในลักษณะนี้ว่าการติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection)

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าเชื้อก่อโรคนั้นสามารถพบได้ทั่วไป แต่เนื่องจากการทำงานที่มีประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันของมนุษย์ทำให้ เชื้อก่อโรคไม่สามารถทำอันตรายเราได้ โดยเชื้อเหล่านี้มีหลากหลาย สามารถแบ่งออกได้เป็น

  1. แบคทีเรีย เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่สามารถเห็นรูปร่าง และลักษณะได้โดยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งเป็นเชื้อที่มีขนาดเล็กมาก ดังที่กล่าวมาแล้วว่าไม่ใช่แบคทีเรียทุกชนิดที่มีปัญหาและก่อโรคในร่างกาย แต่บางชนิดทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายได้อีกด้วย เช่น Lactobacillus acidophilus เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ ทำหน้าที่ย่อยอาหาร และดูดซึมสารอาหารบางอย่างได้ดียิ่งขึ้น เชื้อก่อโรคจากแบคทีเรีย เช่น การติดเชื้อทางเดินหายใจ, การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือ การติดเชื้อวัณโรค เป็นต้น
  2. ไวรัส เป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กกว่าเซลโดยทั่วไป และต้องการเซลของสิ่งมีชีวิตในการแบ่งตัว ซึ่งที่รู้จักกันมีหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อ ไวรัสเอชไอวี, เริม, หัด, สุกใส, ไข้หวัดใหญ่เป็นต้น
  3. เชื้อรา ซึ่งมีสองประเภทใหญ่ ๆ หากแบ่งตามรูปร่างคือ ยีสต์ และ ราสายการติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อรามักต้องการการเสื่อมหรือเสียหายของระบบป้องกันตัวทำให้เข้าสร้างความเสียหายกับร่างกายได้
  4. โปรโตซัว เป็นสัตว์เซลเดียวที่มีลักษณะการดำรงค์ชีวิตคล้ายสัตว์ การติดเชื้อโปรโตซัวมักเป็นการติดเชื้อผ่านอาหารที่ไม่สะอาด หรือ เป็นอาหารที่อยู่ในวงจรชีวิตของโปรโตซัวเหล่านั้น
  5. หนอนตัวกลม โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะกลายเป็นตัวเต็มไว และอาจเกิดโรคกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็น ลำไส้, ปอด, ตับ ผิวหนัง

โรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic disease) หมายถึง โรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นในมนุษย์ซึงได้รับมาจากสัตว์ ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าอาจจะทำให้สัตว์ที่มีเชื้อโรคนั้นแสดงหรือไม่แสดงอาการก็ได้ โดยมีทั้ง โรคอุบัติใหม่ (emerging disease) และโรคอุบัติซ้ำ (re-emergiing) ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันพบว่าโรคติดเชื้อส่วนใหญ่ที่พบในมนุษย์มีความสามารถในการถ่ายทอดระหว่างคนและสัตว์

โรคติดเชื้อสามารถส่งผ่านจากผู้ป่วยไปสู่คนปกติได้ในหลายช่องทาง เช่น การหายใจ การสัมผัส การกินอาหารปนเปื้อน ถูกสัตว์ที่เป็นพาหะกัด เป็นต้น จึงเรียกได้อีกชื่อว่า “โรคติดต่อ” (Transmissible disease หรือ Communicable disease)

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

โรคติดเชื้อแต่ละชนิดมีอาการและอาการแสดงเฉพาะเจาะจง โดยอาการที่พบบ่อย เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ  ไอ นอกนั้นจะเป็นอาการเฉพาะขึ้นกับว่าเป็นการติดเชื้อกับอวัยวะในระบบใด เช่น อาการไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก เป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อาการท้องเสีย ปวดท้อง อาจมีอุจจาระเป็นเลือด เมื่อเป็นการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร อาการปัสสาวะแสบ ขัด บ่อย และอาจมีปัสสาวะเป็นเลือด เมื่อเป็นการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ อาการตกขาวผิดปกติ หรือมีแผล หนอง ที่อวัยวะเพศ อาจเป็นการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์ 

การติดเชื้อที่ไม่รุนแรงอาจช่วยด้วยการพักผ่อนและการรักษาตามอาการอยู่กับบ้านได้ ในกรณีติดเชื้อรุนแรงหรือมีอาการดังนี้ ควรไปพบแพทย์ทันที เช่น มีปัญหาในการหายใจ มีอาการไอนานกว่าหนึ่งสัปดาห์ มีอาการปวดศีรษะรุนแรงมีไข้ พบผื่นหรือบวม มีไข้ที่หาสาเหตุไม่ได้เป็นเวลานาน มีปัญหาในการมองเห็นฉับพลัน

 

สาเหตุ

ประเภทของการติดเชื้อ

การติดเชื้อโดยภาพรวมสามารถแบ่งออกเป็นได้สองประเภท

  1. การติดเชื้อหลายระบบ หรือ การติดเชื้อที่ไม่มีตำแหน่งชัดเจน เช่น มาลาเรีย (malaria), การติดเชื้อเอชไอวี (HIV), การติดเชื้อไข้เหลือง (yellow fever) เป็นต้น
  2. การติดเชื้อที่มีตำแหน่งชัดเจน สามารถทำให้เกิดโรคในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง เช่น ไข้หวัด (ติดเชื้อเฉพาะทางเดินหายใจส่วนบน), การติดเชื้อในทางเดินอาหาร, การติดเชื้อในปอด และ การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อในตำแหน่งเหล่านี้สามารถกระจายเชื้อทางกระเสเลือดไปตำแหน่งต่าง ๆ ของร่างกาย และ ทำให้เกิดอาการหลากหลายได้ ซึ่งสามารถทำให้เกิดโรคหรืออาการที่รุนแรงได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสองอย่าง
    • การติดเชื้อเฉพาะที่ที่รุนแรงซึ่งเกิดจากตัวเชื้อ เช่น วัณโรค ซึ่งมีความสามารถในการทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาทั่วโลกในปัจจุบันโดยเฉพาะประเทศไทย
    • การติดเชื้อเฉพาะที่ที่รุนแรงซึ่งเกิดจากตำแหน่งของการติดเชื้อ เช่น ติดเชื้อ ในหัวใจ หรือ ในสมอง

การติดต่อของจุลชีพก่อโรคหรือเชื้อโรค

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายทำให้เกิดโรคติดเชื้อหรือโรคติดต่อได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมหลายช่องทาง ได้แก่

  1. การสัมผัสเชื้อโรคทางตรง
    เป็นการติดต่อโดยส่วนใหญ่ของโรคติดเชื้อ ซึ่งเป็นการสัมผัสกับผู้ป่วยหรือสัตว์ที่ติดโรค ซึ่งช่องทางของการติดเชื้อสามาถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่องทางใหญ่ ๆ ดังนี้

    • การติดต่อจากคนสู่คน เป็นวิธีการติดเชื้อที่พบได้บ่อย โดยเป็นการแพร่เชื้อ แบคทีเรีย, ไวรัส โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น การสัมผัสทางผิวหนังกับผู้ติดเชื้อสามารถทำให้เกิดโรคติดเชื้อที่เกี่ยวกับไวรัส เช่น โรคอีสุกอีใส โรคกลาก, การหายใจเอาเชื้อโรคในอากาศจากการไอ จาม ทำให้เกิดโรคติดเชื้อที่เกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่, การสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น สัมผัสเสมหะสามารถทำให้เกิดวัณโรค, การสัมผัสสารคัดหลั่งจากช่องคลอดหรือน้ำอสุจิสามารถทำให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อสามารถทำให้เกิดโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี เป็นต้น
    • การติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น การกัดหรือข่วนโดยสัตว์ที่มีการติดเชื้อ ซึ่งอาจแพร่เชื้อมาสู่มนุษย์ได้ซึ่งการติดเชื้อบางอย่างอาจทำให้สามารถเสียชีวิตได้ นอกจากนี้สิ่งปฏิกูลของสัตว์ยังสามารถแพร่เชื้อได้อีกด้วย ตัวอย่างการแพร่เชื้อจากสัตว์ เช่น การได้รับเชื้อ ท็อกโซพลาสโมสิสจากการเก็บกวาดอุจจาระของแมว
    • การติดต่อผ่านแมลง เช่น ยุง, หมัด, เห็บ ซึ่งนำเชื้อจากสัตว์หรือมนุษย์ที่ติดเชื้อ ไปสู่มนุษย์รายอื่น ซึ่งเราเรียกแมลงเหล่านี้ว่าพาหะ เช่น ยุงลายที่นำเโรคไข้มาลาเรีย เป็นต้น
    • การติดต่อผ่านอาหารที่ปนเปื้อน ในอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนอาจทำให้มีเชื้อบางชนิดมีปริมาณมากเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นช่องทางของการติดเชื้อได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ทำไม่สุก
    • การติดต่อจากมารดาสู่ทารก ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถถ่ายทอดเชื้อก่อโรคบางชนิดได้ โดยผ่านทางรกโดยตรง หรือ ผ่านทางการคลอดทางช่องคลอด
  2. การสัมผัสเชื้อโรคทางอ้อม
    เนื่องจากเชื้อโรคบางชนิด สามารถอยู่ภายนอกร่างกายสิ่งมีชีวิตได้ในระยะเวลาหนึ่ง โดยอยู่ตามสภาพแวดล้อม เช่น ราวบันได ลูกบิด เสื้อผ้า ตุ๊กตา ผ้าห่ม รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ของผู้ติดเชื้อ ทำให้เมื่อคนไปสัมผัส เช่น มือไปโดนแล้วมาสัมผัสจมูก ปากหรือดวงตา จะสามารถรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้อีกทาง ดังนั้นการล้างมือ ก่อนสัมผัสใบหน้าของตนเองจึงเป็นวิธีการป้องกันการติดเชื้อที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่ดีอีกวิธ๊หนึ่ง

ปัจจัยเสี่ยง และผลของการติดเชื้อ

ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการเสมอ คือ 1. ตัวเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงของตัวเชื้อเอง หรือ จำนวนของเชื้อ 2. การตอบสนองของภูมิคุ้มกันของร่างกาย 3. ประสิทธิภาพในการรักษา

ดังนั้นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้การติดเชื้อรุนแรงมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความไม่สะอาดของสภาพแวดล้อม โดยผู้ที่อาศัยในแหล่งชุมชนที่มีอาหาร น้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภคที่ไม่สะอาด มีการใช้ข้าวของเครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่นจะมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ รวมถึง

ผู้มีภูมิต้านทานโรคต่ำ ซึ่งเป็นได้จากสามปัจจัย

  1. ปัจจัยจากตัวผู้ป่วยเอง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยมะเร็งชนิดที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ
  2. ปัจจัยจากการรักษาโรคบางชนิด เช่น ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ ผู้ป่วยที่ต้องใช้ยากดภูมิในผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ
  3. ปัจจัยจากการติดเชื้อที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง เช่น การิตดเชื้อเอชไอวี

 

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยเบื้องต้นสามารถทำได้โดย การซักประวัติอาการ ประวัติทางการแพทย์ การตรวจดูรอยโรค โดยอาจมีการตรวจเพิ่มเติม ดังนี้

  1. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เนื่องจากโรคติดเชื้อหลายชนิดทำให้เกิดอาการและอาการแสดงหลากหลาย และมีความคล้ายคลึงกันในบางโรค ดังนั้นการนำตัวอย่างจากร่างกายผู้ป่วยไปตรวจ เช่น สารคัดหลั่งอาจทำให้พบตำแหน่งของการติดเชื้อ หรือชนิดของการติดเชื้อได้
    • การตรวจเลือด โดยแพทย์/พยาบาล/นักเทคนิคการแพทย์ จะทำการใช้เข็มแทงใต้ท้องแขนหรือตำแหน่งอื่น เพื่อดูดเลือดออก ซึ่งการสืบค้นทางเลือดนับเป็นวิธีการตรวจหาการติดเชื้อโดยส่วนใหญ่ที่สำคัญได้แก่ การนำเลือดไปเพาะเชื้อแบคทีเรีย หรือตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีพีซีอาร์ เป็นต้น
    • การตรวจปัสสาวะ เป็นการตรวจโดยให้ปัสสาวะใส่ที่เก็บ เป็นวิธีการที่ไม่ทำให้ผู้ป่วยต้องเจ็บ หรือปวด แต่ว่าวิธีการเก็บต้องถูกต้องเนื่องจากอาจทำให้ปนเปื้อนจนแปลผลคลาดเคลื่อนได้ อย่างไรก็ตามก่อนที่จะทำการเก็บจะมีการอธิบายวิธีการเก็บก่อนเพื่อให้การแปลผลได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
    • การตรวจโดยการป้ายคอ โดยใช้ไม้ปราศจากเชื้อ กวาดที่บริเวณคอเพื่อทำการส่งตรวจ เช่น การส่งตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นต้น
    • การตรวจอุจจาระ เป็นการตรวจอุจจาระของผู้ป่วยโดยจุดประสงค์หลักมักเป็นการตรวจเพื่อหา เชื้อปรสิต หรือ ไข่ที่ออกมาในทางเดินอุจจาระ
    • การตรวจน้ำไขสันหลัง เป็นการตรวจน้ำไขสันหลังของผู้ป่วย วิธีการตรวจโดยการใช้เข็มแทงทะลุผ่านช่องระหว่างกระดูกสันหลัง หลังจากที่ฉีดยาชาแล้วเพื่อเข้าไปในช่องไขสันหลังแล้วนำน้ำไขสันหลังออกมาตรวจซึ่งการตรวจวิธีนี้สามารถตรวจได้หลากหลายไม่เพียงเฉพาะโรคติดเชื้อเท่านั้น ซึ่งในระหว่างการตรวจอาจต้องมีการขอความร่วมมือจากผู้ป่วย เช่น การให้งอเข่าเข้าชิดอกเพื่อทำให้สามารถตรวจได้ง่ายขึ้น และผู้ป่วยเจ็บลดลง
  2. การตรวจภาพรังสี มีหลายวิธีไม่ว่าจะเป็น การถ่ายเอกซเรย์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือ เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อหาตำแหน่งของอวัยวะที่สงสัยว่าติดเชื้อ
  3. การตัดชิ้นเนื้อ ในกรณีที่ตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วไม่ทราบผล หรือ ในบางโรคที่มีความจำเป็นต้องได้ผลชิ้นเนื้อเท่านั้นในการวินิจฉัย เช่น การติดเชื้อรา โดยส่วนใหญ่เป็นการตัดชิ้นเนื้อที่ใช้ปริมาณไม่มาก

 

การรักษา

โรคติดเชื้อชนิดไม่รุนแรง สามารถรักษาตามอาการได้ แต่ในกรณีที่เป็นโรคติดเชื้อชนิดรุนแรงซึ่งอาจทำให้เสียชีวิต หรือผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงตามที่กล่าวมาข้างต้น ควรเข้ารับการรักษาโดยแพทย์ทันที สาเหตุและอุปสรรคของการรักษาโรคติดเชื้อในปัจจุบันได้แก่

  1. เชื้อจุลชีพหลายชนิดที่มีความสามารถก่อโรครุนแรงได้ ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย, ไวรัส, เชื้อรา และ เชื้อปาราสิต มีการค้นพบใหม่ทุก ๆ ปี เช่น โรคเชื้อไวรัสอีโบลา เป็นต้น
  2. เชื้อจุลชีพหลายชนิดที่เคยค้นพบมาก่อน ปัจจุบันเชื้อเหล่านี้มีความสามารถที่จะดื้อหรือมีความสามารถต้านการรักษาที่มี ไม่ว่าจะเป็นยาต้านจุลชีพ เช่น เชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาหลายขนานเป็นต้น
  3. จำนวนประชากรที่มากขึ้นและอยู่กันหนาแน่น และการเดินทางสามารถทำได้ง่ายขึ้น ทำให้การระบาดของโรคติดเชื้อสามารถแพร่กระจายได้มากขึ้น

โดยภายหลังจากทราบถึงชนิดของเชื้อ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคแล้ว แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาโดยให้ยาเพื่อกำจัดหรือต้านเชื้อโรคในร่างกายเป็นหลัก เช่น

  1. ยาปฏิชีวนะในกรณีที่ร่างกายติดเชื้อแบคทีเรีย ทั้งนี้แบคทีเรียและยาปฏิชีวนะมีหลากหลายชนิด โดยจะมีผลในการรักษาต่อเมื่อเลือกใช้ยาปฏิชีวนะที่สอดคล้องกับเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะจึงจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร การซื้อยาทานเอง อาจได้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ตรงกับเชื้อที่อยู่ในร่างกาย หรืออาจทานไม่ครบปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้เกิดเชื้อดื้อยารักษายากขึ้นและอาการไม่ดีขึ้นได้ และที่สำคัญยาปฏิชีวนะนั้นสงวนไว้ใช้กับการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ดังนั้นการติดเชื้อไวรัสจะไม่มีผลแต่อย่างใด
  2. ยาต้านไวรัสในกรณีที่ร่างกายติดเชื้อไวรัสชนิดที่มียาต้าน ทั้งนี้การรักษาโดยทั่วไป จะเป็นการรักษาตามอาการ เนื่องจากร่างกายจะสร้างภูมิต้านโรคขึ้นมากำจัดไวรัสได้เอง โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาต้านไวรัสในกรณีโรครุนแรง หรือเมื่อเป็นการติดเชื้อของผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ 
  3. ยาต้านเชื้อราในกรณีที่ร่างกายติดเชื้อรา มีทั้งชนิดที่เป็นยาภายนอก (Topical antifungal drug) เพื่อรักษาโรคเชื้อราที่ผิวหนังหรือเล็บ ชนิดกินเพื่อรักษาการติดเชื้อราบางชนิดที่มีผลต่อปอดหรือเยื่อเมือก หรือชนิดฉีดเพื่อรักษาการติดเชื้อราอวัยวะภายใน โดยเฉพาะกับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  4. ยาต้านปรสิต ปรสิตบางชนิด เช่น โปรโตซัวที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรีย จะมียาต้านเชื้อมาลาเรียอยู่หลายชนิด ทั้งนี้ แพทย์จะต้องพิจารณาถึงเรื่องการดื้อยา ในการพิจารณาใช้ยาให้เหมาะสมด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเชื้อจุลชีพบางชนิด หรือหลาย ๆ ชนิดมีความสามารถในการต้านฤทธิ์ของยาต้านจุลชีพ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ยาต้านจุลชีพที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นแพทย์ หรือผู้ป่วยควรใช้ยาต้านจุลชีพอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเป็นสาเหตุที่กระตุ้นทำให้เกิดเชื้อดื้อยาที่สำคัญ


เชื้อดื้อยา
โดยส่วนใหญ่เมื่อกล่าวถึงเชื้อดื้อยา มักหมายความถึงเชื้อแบคทีเรียที่มีความสามารถในการตื้อยาต้านจุลชีพได้หลายขนาน ซึ่งเชื้อดื้อยาเหล่านี้สามารถก่อโรคได้ไม่แตกต่างกับเชื้อทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นปอดอักเสบ, การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, การติดเชื้อในชั้นผิวหนัง

แบคทีเรียมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อเอาต้ัวรอดจากยาที่มนุษย์สร้างเพื่อฆ่าเชื้อ ซึ่งมีผลทำให้การรักษานั้น ๆ ที่เคยเป็นการรักษามาตรฐาน อาจทำให้การรักษานั้นได้ผลลดลง หรืออาจไม่ได้ผลเลยในบางราย สิ่งที่ควรทราบ คือ วิธีการที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียกระจายเร็วขึ้น เช่น

  1. ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งปัจจัยข้อนี้เป็นข้อที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสม ไม่จำเป็นจะทำให้เชื้อมีการดื้อยาได้อย่างรวดเร็วมาก ดังนั้นควรใช้ยาเท่าที่จำเป็น ใช้ยาอย่างเคร่งครัด ไม่นำยาปฏิชีวนะของผู้อื่นที่มีอาการคล้ายกับเรามารับประทานเป็นต้น
  2. การป้องการติดเชื้อไม่เหมาะสม เช่น ไม่ล้างมือเมื่อสััมผัสกับผู้ป่วย หรือ ผู้ที่สงสัยว่ามีอาการป่วย
  3. อาศัยหรือทำงานในสถานที่ที่ผู้คนแออัดเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ
  4. การประกอบอาหาร หรือรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  1. การฉีดวัคซีน
    ปัจจุบันวัคซีนเป็นวิธีการป้องกันการติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพ และอาจจะเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมากที่สุดในปัจจุบัน (IDSA, 2019) โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ และมีความรุนแรงสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนหลายชนิดในปัจจุบัน โดยวัคซีนอาจแบ่งออกเป็น

    • วัคซีนที่แนะนำให้ฉีดในผู้ป่วยทั่วไป เช่น วัคซีน คอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก, วัคซีนป้องกันสุกใส, วัคซีนป้องกัน หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน, วัคซีนป้องกันเชื้อ HPV, วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่, วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี และ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส
    • วัคซีนที่แนะนำในผู้ป่วยพิเศษบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยตั้งครรภ์, ผู้ที่ทำงานในสถานพยาบาล, ผู้ป่วยโณคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคไตเรื้อรัง โรคตับแข็ง, ผู้ป่วยที่ตัดม้าม, ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีจำนวน CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์/uL, ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง, ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ หรือ ปลูกถ่ายไขกระดูก
    • วัคซีนที่แนะนำในผู้ป่วยที่มีการเดินทาง เช่น วัคซีนไข้เหลือง วัคซีนอหิวาตกโรค วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอหรือบี วัคซีนไข้ไทฟอยด์ เป็นต้น
  2. เสริมสร้างสุขาภิบาลในระดับชุมชน
    • สนับสนุนให้มีแหล่งน้ำสะอาด, มีการจัดการสิ่งปฏิกูลที่เหมาะสม เช่น แหล่งน้ำเสีย หรือ การกำจัดขยะให้เหมาะสม
    • เน้นและสนับสนุนการล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะก่อนและหลังการเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร หลังการใช้ห้องน้ำ อย่าแตะต้องตาจมูกหรือปากด้วยมือ เนื่องจากเป็นช่องทางหลักที่เชื้อโรคต่างๆเข้าสู่ร่างกาย
    • ดูแลขั้นตอนในการเตรียมอาหารให้สะอาดและปลอดภัย เช่น อุปกรณ์ครัว ภาชนะบรรจะการเก็บอาหารทั้งก่อนและหลังทำเสร็จ รวมถึงการปรุงอาหารควรเป็นอาหารสุกอยู่เสมอขึ้นอยู่กับอาหารแต่ละชนิด
  3. การสืบค้นโรค
    โรคติดเชื้อบางชนิดจำเป็นต้องได้รับการสืบค้นในชุมชน เพื่อหาข้อมูลของการติดต่อโรคในชุมชน รวมไปถึงเฝ้าระวังการระบาดที่อาจเกิดขึ้นจากเชื้ออุบัติใหม่ หรือ โรคระบาดจากเชื้อเดิม เช่น การสืบค้นวัณโรคในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณที่แออัด เช่น ห้องขัง หรือ บริเวณที่มีผู้ติดเชื้อวัณโรคเป็นต้น
  4. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง
    • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องอุปโภคบริโภคร่วมกัน เช่น แปรงสีฟัน หวี มีดโกน แก้วน้ำ รวมถึงจานชามในกรณีที่ไม่มั่นใจในความสะอาด
    • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่แออัด เช่นเดียวกับบุตรหลานกรณีที่ป่วยควรอยู่กับบ้าน ไม่ควรไปโรงเรียน
    • หลีกเลี่ยงการมีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย เช่น ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  5. การล้างมือ
    การล้างมือนับเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ รวมไปถึงยังป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้ดีอีกด้วย ทุกครั้งที่เราสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว จะทำให้สะสมเชื้อที่อยู่ที่ต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ได้ ดังนั้นหากเรานำมือที่มีเชื้อไปสัมผัสตามตำแหน่งต่าง ๆ ของร่างกายส่งผลให้สามารถแพร่เชื้อที่อยู่บนมือเข้าสู่ร่างกายของเราได้ ความจริงแล้วเราไม่อาจทำให้มือของเราปราศจากเชื้ออยู่เสมอตลอดเวลา แต่ว่าการล้างมือบ่อย ๆ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ปริมาณเชื้อที่อยู่บนมือนั้นลดลง เราควรล้างมือเมื่อ

    • ล้างมือเสมอก่อนทำสิ่งเหล่านี้
      • ก่อนรับประทานอาหาร หรือ ก่อนเตรียมอาหาร
      • ก่อนทำแผล หรือ ก่อนที่ให้การดูแลผู้ป่วย
      • ก่อนหรือหลังถอดคอนแทคเลนส์
    • ล้างมือเสมอหลังจากทำกิจกรรมเหล่านี้
      • หลังเตรียม หรือ ประกอบอาหาร
      • หลังใช้ห้องน้ำ หรือ เปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็ก/ผู้ใหญ่
      • หลังสัมผัสสัตว์ หรือ สิ่งปฏิกูลของสัตว์
      • หลังจามหรือไอหรือใช้มือปิดปาก
      • หลังทำแผล หรือ ดูแลผู้ป่วย
      • หลังทำการกำจัดขยะ
    • ล้างมือเสมอเมื่อเห็นสิ่งปนเปื้อนบนมือ

 

เอกสารอ้างอิง
  1. Infectious Diseases Society of America (2019), Fact about ID (online). Available: https://www.idsociety.org/public-health/facts-about-id/
  2. สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย, คำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่ และ ผู้สูงอายุ (Recommended Adult and Elderly Immunization Schedule) พ.ศ. 2561
  3. Whorld Health Organization (2019), Infectious diseases. Available: https://www.who.int/topics/infectious_diseases/en/
  4. Mayo Clinic (2019), Infectious diseases, Available: https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/infectious-diseases/symptoms-causes/syc-20351173
  5. James M. Steckelberg (2019), What are superbugs, and how can I protect myself from infection?, Available: https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/infectious-diseases/expert-answers/superbugs/faq-20129283
  6. Mayo Clinic Staff (2019), Germs: Understand and protect against baceria, viruses and infection, Available: https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/infectious-diseases/in-depth/germs/art-20045289

ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


.jpg

มะเร็ง เป็นโรคร้ายที่น่าหวาดกลัวของคนทั่วโลก แม้ทางการแพทย์ไม่อาจยืนยันว่าสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีวิธีการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ด้วยตนเอง โดยการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค และป้องกันด้วยการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีอยู่ในพืชผักและสมุนไพร ตัวอย่างเช่น

 

บัวบก

มีฤทธิ์ และประโยชน์ทางยา ดังนี้

  1. ฤทธิ์ในการสมานแผล และลดการอักเสบ
  2. ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา
  3. ฤทธิ์ในการรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
  4. ฤทธิ์ยับยั้งมะเร็ง

 

ดีปลี

มีฤทธิ์ และประโยชน์ทางยา ดังนี้

  1. ใช้เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ น้ำมันหอมระเหย และสารพิษเพอรีนในผลดีปลีมีฤทธิ์ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากธาตุไม่ปกติ
  2. แก้ไอ ขับเสมหะ

 

ขึ้นฉ่าย

มีฤทธิ์ และประโยชน์ทางยา ดังนี้

  1. ฤทธิ์ลดปริมาณการสร้างอสุจิ และลดอัตราการตั้งท้อง
  2. ฤทธิ์ลดความดันโลหิต
  3. ช่วยขับลม ขับปัสสาวะ


กระชาย

มีฤทธิ์ และประโยชน์ทางยา ดังนี้

  1. ใช้เป็นยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม โดยสารสำคัญในน้ำมันหอมระเหยเป็นตัวออกฤทธิ์ ทำให้กระเพาะและลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น
  2. ช่วยเจริญอาหาร บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำหนัด
  3. ใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง ท้องเดินที่ไม่ใช่มีสาเหตุจากบิด หรืออหิวาตกโรค

 

ขมิ้นอ้อย

มีฤทธิ์ และประโยชน์ทางยา ดังนี้

  1. ทาแก้โรคผิวหนังผื่นคัน รักษาแผลพุพอง แก้อาการแพ้เนื่องจากแมลงกัดต่อย สารที่ออกฤทธิ์ คือ สารสำคัญในน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา
  2. ใช้รับประทานแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น (dyspepsia)
  3. ช่วยป้องกันโรคกระเพาะอาหาร และรักษาแผลเปื่อยในกระเพาะและลำไส้

-มีสมุนไพรอะไรรักษาได้.jpg

สังคัง คือ โรคกลาก (ขี้กลาก) เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยมากในคนทุกวัย เกิดจากเชื้อราพวกเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophyte) เชื้อราพวกนี้สามารถทำให้เกิดโรคตามผิวหนังได้แทบทุกส่วนของร่างกาย ถ้าพบที่ใบหน้า คอ ลำตัว แขน ขา เรียกว่า กลากตามลำตัว (Tinea corporis) ถ้าพบที่ศีรษะเรียกว่า กลากที่ศีรษะ (Tinea capitis) ถ้าพบที่ง่ามนิ้วเท้า เรียกว่า ฮ่องกงฟุต หรือน้ำกัดเท้า (Athletw’s foot or Tinea pedis) พบที่เล็บ เรียกว่า โรคเชื้อราที่เล็บ หรือโรคกลากที่เล็บ และถ้าพบที่ขาหนีบจะเรียกว่า สังคัง (Tinea cruris)

 

อาการเริ่มแรกจะเป็นตุ่มแดง ๆ ที่ต้นขา หรือขาหนีบแล้วลุกลามเป็นวงไปที่ต้นขาด้านใน และอวัยวะเพศภายนอก (อัณฑะ หรือปากช่องคลอด) หรืออาจลามไปที่ก้น เป็นผื่นมีลักษณะสีแดง มีสะเก็ดและขอบชัดเจน มีอาการคันและมักเป็นทั้งสองข้าง มักเป็นในช่วงหน้าร้อนเพราะมีเหงื่อ อับชื้น การใส่กางเกงรัดแน่นเกินไป หรือคนที่อ้วนมาก ๆ มีโอกาสเป็นโรคนี้มากขึ้น ส่วนใหญ่ผู้ชายเป็นมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 เท่า

 

สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคกลากเกลื้อน 

  1. กระเทียม ฝานกระเทียมแล้วนำมาถูบ่อย ๆ หรือตำคั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็น โดยใช้ไม้เล็ก ๆ หรือไม้ไผ่ที่สะอาด ขูดบริเวณที่เป็นพอให้ผิวแดง ๆ ก่อนแล้วจึงเอาน้ำกระเทียมขยี้ทา
  2. ข่า เอาหัวขาดแก่ ๆ ล้างให้สะอาด ฝานเป็นแว่นบาง ๆ หรือทุบให้แตกนำไปแช่เหล้าขาวทิ้งไว้ 1 คืน ทำความสะอาดบริเวณที่เป็น และใช้ไม้บาง ๆ เขี่ยให้ผิวแดง ๆ และใช้น้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็น
  3. ชุมเห็ดเทศ ใช้ใบสดขยี้ หรือตำให้ละเอียด เติมน้ำเล็กน้อย หรือใช้ใบชุมเห็ดเทศกับหัวกระเทียมเท่า ๆ กัน ผสมปูนแดงที่กินกับหมากนิดหน่อย ตำผสมกันทาบริเวณที่เป็นกลาก
  4. ทองพันชั่ง ใช้ใบ หรือราก (จำนวนที่ใช้อาจเพิ่ม หรือลดลงได้ตามอาการ) ตำให้ละเอียด แช่เหล้า หรือแอลกอฮอล์พอท่วมยาและทิ้งไว้ 7 วัน นำมาทาบริเวณที่เป็น
  5. พลู นำใบพลูสดประมาณพอเหมาะมาล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียดผสมแอลกอฮอล์ หรือเหล้าขาว แล้วใช้น้ำคั้นทา

 

การป้องกันโรคเชื้อรา

อาจป้องกันได้โดยอย่าคลุกคลี หรือใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรคนี้ และควรรักษาร่างกายให้สะอาดทั่วถึงอย่างสม่ำเสมอ และระวังอย่าให้มีเหงื่ออับชื้น

 

ภาพประกอบจาก: www.th.wikipedia.org


.jpg

ตกขาวเป็นสิ่งที่พบได้ในผู้หญิงทั่วไป  ความสำคัญ คือ คุณควรรู้ว่าเมื่อไหร่ตกขาวนั้นปกติ เมื่อไหร่ตกขาวนั้นผิดปกติ ซึ่งการประเมินนั้นจะขึ้นอยู่กับสี กลิ่น ปริมาณ และอาการผิดปกติอื่น ๆ บริเวณพื้นที่ลับของคุณ

 

ตกขาวปกติ

ตกขาว เป็นสิ่งปกติที่พบได้ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยธรรมชาติของเพศหญิง ตกขาว คือ สารคัดหลั่งที่หลั่งจากต่อมบริเวณอวัยวะเพศ เพื่อหล่อลื่นและความสะอาดอวัยวะเพศ โดยทั่วไปตกขาวจะมีลักษณะเป็นเมือก ซึ่งประกอบไปด้วยเซลล์ที่ตายแล้ว เชื้อแบคทีเรียและของเสียอื่นจากภายในช่องคลอด ดังนั้น ตกขาวจึงเป็นขั้นตอนธรรมชาติในการรักษาความสะอาดภายในอวัยวะเพศของผู้หญิง ซึ่งจากกระบวนการนี้ทำให้ โดยทั่วไปการล้างทำความสะอาดตอนอาบน้ำนั้นก็เพียงพอ ในการทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศแล้ว ไม่จำเป็นต้องสวนล้างด้วยน้ำยาหรือสเปรย์ใด ๆ ซึ่งน้ำยาหรือสเปรย์เหล่านั้นจะระคายเคืองช่องคลอด และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อภายในช่องคลอดได้

ลักษณะตกขาวของผู้หญิงหนึ่งคนอาจจะแตกต่างกันในแต่ละช่วง เช่น ช่วงมีประจำเดือน ช่วงตั้งครรภ์ ช่วงให้นมบุตร หรือกระทั่งช่วงใกล้หมดประจำเดือน และสำหรับผู้หญิงในช่วงหมดประจำเดือนแล้วนั้นส่วนมากจะมีตกขาวที่ลดลง ลักษณะตกขาวที่ปกติโดยทั่วไปนั้นจะมีสีขาวใส และเหนียวข้น แต่อาจจะมีลักษณะเป็นเมือกลื่นๆได้ หากผู้หญิงคนนั้นอยู่ในช่วงตกไข่ของรอบเดือน หรือกำลังมีการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ โดยการใช้ยาคุมกำเนิด หรือยาฆ่าเชื้อบางชนิดอาจทำให้ตกขาวนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะปกติเดิมได้ แต่ก็ไม่ได้ถือเป็นความผิดปกติที่ต้องได้รับการรักษาอะไร การหยุดยาเหล่านั้นจะทำให้ตกขาวกลับมาปกติเอง

นอกจากลักษณะขาว ใส เหนียวข้นแล้ว ตกขาวที่มีลักษณะเป็นครีมขาว หรือการมีเลือดปนออกมาบ้างครั้ง (มักพบในช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน) ก็ถือว่าเป็นปกติได้ และตกขาวที่ปกติก็มักจะไม่มีกลิ่น หรือมีกลิ่นฉุน ๆ แค่เพียงเล็กน้อย

 

ตกขาวที่ผิดปกติ

ลักษณะที่พบได้บ่อยสำหรับตกขาวที่ผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ มีสีเหลือง เขียว หรือเป็นตะกอนก้อนๆ คล้ายชีสหรือตะกอนคล้ายนมและการมีอาการปวด แสบ หรือคันบริเวณอวัยวะเพศร่วมด้วย ซึ่งจากลักษณะข้างต้นนั้น เป็นอาการของภาวะช่องคลอดอักเสบ โดยสาเหตุหลักมักเกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจจะเป็นเชื้อภายในช่องคลอด หรือ จากภายนอกช่องคลอดก็ได้ โดยราชวิทยาลัยสูตินรีเวชของประเทศสหรัฐอเมริกา (The American Congress of Obstetricians and Gynecologists) ได้อธิบายถึงภาวะการอักเสบของช่องคลอด ซึ่งเกิดจากเชื้อภายในช่องคลอดว่า เกิดจากความผิดปกติของสมดุลระหว่างเชื้อแบคทีเรียกับเชื้อราในช่องคลอด โดยในช่องคลอดของผู้หญิงนั้นจะมีเชื้อแบคทีเรียและราอาศัยอยู่ร่วมกันอยู่ในลักษณะของการรักษาความสมดุล หากเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งปริมาณน้อยลงอีกชนิดหนึ่งก็จะการแบ่งตัวเพิ่มปริมาณมากขึ้น  หากเกิดการเปลี่ยนแปลงของสมดุลดังกล่าวทำให้เชื้อตัวใดตัวหนึ่งมีปริมาณมากขึ้นกว่าปกติเชื้อนั้นจะทำให้เกิดภาวะอักเสบของช่องคลอด โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อสมดุลในช่องนั้นประกอบด้วย ยาฆ่าเชื้อ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน การสวนล้างช่องคลอด ยาฆ่าตัวอสุจิ การมีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อขนิดอื่นๆ นอกจากนั้นเชื้อจากภายนอกที่ทำให้ช่องคลอดอักเสบนั้น สามารถติดทางการมีเพศสัมพันธ์ได้ เช่น เชื้อคลามัยเดีย (Chlamydia) เชื้อหนองใน (Gonorrhea) เชื้อทิโครโมนาส (Trichomoniasis)

ดังนั้น เมื่อสงสัยว่ามีตกขาวที่ผิดปกติหรือสงสัยว่าจะตัวเองจะเป็นช่องคลอดอักเสบให้มองหาลักษณะเหล่านี้ในตกขาวของคุณ

  • กลิ่นที่ผิดปกติ ซึ่งหากคุณทำความสะอาดอย่างถูกต้องเป็นประจำ ตกขาวของคุณไม่ควรจะมีกลิ่น หากกลิ่นของตกขาวนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั้นเป็นอาการบ่งบอกว่า คุณอาจมีภาวะช่องคลอดติดเชื้อได้ โดยเชื้อที่เป็นสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ คลามัยเดีย (Chalmydia) ทิโครโมแนส (Trichomoniasis) และเชื้อแบคทีเรียภายในช่องคลอดเอง
  • สีที่ผิดปกติ โดยปกติสีของตกขาวจะเป็นสีขาวครีม หรือขาวใส หากตกขาวของคุณเปลี่ยนไปเหลือง เขียว หรือน้ำตาล และอาจมีเลือดปนออกมาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในข่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน แสดงว่าคุณมีภาวะช่องคลอดอักเสบ
  • ลักษณะของตกขาวที่ผิดปกติไป เช่นการมีตกขาวที่มีลักษณะ เหนียว ข้น ร่วมกับการมีตะกอน คล้ายก้อนชีสเล็กหรือ ตะกอนของนม ซึ่งเป็นลักษณะของการอักเสบของช่องคลอดที่เกิดจากเชื้อรา โดยการติดเชื้อรา มักเกิดความอับชื้นบริเวณอวัยวะเพศ หรือการเปลี่ยนสมดุลกรดเบสในช่องคลอด นอกจากลักษณะของตกขาวที่เปลี่ยนไปแล้ว มักจะมีอาการคันบริเวณช่องคลอดร่วมด้วย ซึ่งการรักษานั้นสามารถทำได้ง่าย โดยการใช้ยาตามร้านขายยาทั่วไป
  • อาการอื่น ๆ เช่น อาการคัน ปวดแสบปวดร้อน บวม แดง ผื่น  หรืออาการที่แสดงถึงการระคายเคืองอวัยวะเพศ

หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ ในกรณีที่เคยไปรักษาและได้รับการวินิจฉัยว่าเกิดจากเชื้อรา และหากอาการในครั้งนี้เป็นเหมือนเดิม คุณสามารถซื้อยาฆ่าเชื้อราในช่องคลอดมาใช้เองได้ ซึ่งโดยส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบยาสอดทางช่องคลอด แต่หากไมแน่ใจสาเหตุ หรือเพิ่งเปลี่ยนคู่นอนควรปรึกษาแพทย์

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: Qualityhealth.(2009).ตกขาว.23 ธันวาคม 2559.
แหล่งที่มา: www.Qualityhealth.com
ภาพประกอบจาก: www.ayushveda.com


-เชื้อโรค-Pathogen-25.jpg

ว่าด้วยเรื่อง เชื้อโรค (Pathogen) หรือต (Infectious agent) โดยทั่วไปหมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Microorganism) เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วก่อให้ความเจ็บป่วยต่าง ๆ หรือเกิดโรคขึ้น  

 

การแบ่งกลุ่มเชื้อโรค

ว่าด้วยเรื่อง เชื้อโรค มีอยู่มากมายเป็นหมื่น ๆ ชนิด สามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 6 กลุ่ม คือ

 

แบคทีเรีย (Bacteria)

เป็นเชื้อโรคขนาดเล็ก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น สามารถแบ่งได้หลายประเภท เช่น แบ่งตามผนังเซลล์ แบ่งตามลักษณะรูปร่าง เป็น รูปร่างกลม (Cocci) รูปร่างแท่ง (Bacilli) รูปร่างเกลียว (Spirochetes) หรือแบ่งตามความต้องการและไม่ต้องการใช้ Oxygen เป็นต้น

ทั้งนี้พบว่ามีแบคทีเรียมากมายหลายชนิด ที่ไม่ก่อโรคในสิ่งแวดล้อม และหลายชนิดก็อาศัยอยู่ในบางส่วนของร่างกาย เช่น ผิวหนัง ทางเดินหายใจ และทางเดินอาหาร โดยไม่ก่อโรค

การติดเชื้อแบคทีเรีย มักจะทำให้เกิด หนอง ฝี ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ฝี พุพอง แผลเป็นหนอง หูน้ำหนวก กุ้งยิง ต่อมทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ (ปอดบวม) วัณโรค ไข้รากสาดน้อย (ไทฟอยด์) ฝีในสมอง ไอกรน คอตีบ บาดทะยัก กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ บิดชิเกลลา (บิดไม่มีตัว) อหิวาต์ หนองใน ซิฟิลิส เป็นต้น ทั้งนี้โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)

 

ไวรัส (Virus)

เป็นเชื้อโรคขนาดเล็กกว่าแบคทีเรีย ไม่สามารถมองเห็นได้จากการดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา ต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศอิเลคตรอน ซึ่งมีกำลังขยายตั้งแต่ 5,000 เท่าขึ้นไป เซลล์ของไวรัสจะต่างจากเซลล์ของสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น โดยเป็น DNA RNA ที่มีปลอกหุ้ม และไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอยู่

โดยเมื่ออยู่นอกเซลล์ ไวรัสจะไม่มีการแบ่งตัว ไม่มีการเคลื่อนไหวแต่เมื่ออยู่ภายในเซลล์ เช่น เซลล์ของมนุษย์ ไวรัสจะสามารถแบ่งตัว ขยายจำนวน จนรบกวนหรือทำลายการทำงานของเซลล์ที่มีเชื้อไวรัสอยู่ เมื่อเซลล์นั้นตาย ไวรัสจะเคลื่อนเข้าสู่เซลล์ข้างเคียงต่อ ๆ ไป

เมื่อเซลล์ถูกทำลายเป็นจำนวนมาก จะก่อให้เกิดอาการของโรคต่าง ๆ ได้ เช่น ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ทำลายเซลล์ประสาท ทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ หมดสติ และเสียชีวิต

โรคจากเชื้อไวรัสที่พบบ่อย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คางทูม อีสุกอีใส หัด หัดเยอรมัน ไข้เลือดออก ตับอักเสบ (ไวรัสลงตับหรือดีซ่าน) โปลิโอ สมองอักเสบ โรคพิษสุนัขบ้า (โรคกลัวน้ำ) เริม งูสวัด หูด หงอนไก่ รวมทั้ง โรคเอดส์ โรคที่เกิดจากไวรัส ยังไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ รวมทั้งยาปฏิชีวนะก็ใช้ไม่ได้ผล (มิหนำซ้ำกลับมีโทษถ้าใช้ผิด ๆ) การรักษา เพียงแต่ให้ยาแก้ตามอาการ รอให้ร่างกายฟื้นตัวได้เอง แต่ถ้าร่างกาย อ่อนแอก็อาจมีโรคแทรกซ้อน พิการหรือตายได้

 

เชื้อรา (Fungus)

ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ โดยมีทั้งที่ให้คุณและที่ให้โทษต่อมนุษย์ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ สำหรับเชื้อราที่ก่อโรคในมนุษย์ได้นั้นมีอยู่ประมาณ 175 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้เป็นชนิดที่ก่อโรคขึ้นต่ออวัยวะภายในโดยตรงเสีย 20 สายพันธุ์

ส่วนที่เหลือเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคขึ้นที่ผิวหนังโรคเชื้อรา (mycosis) จะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น โรคไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดาย ดังเช่น โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แต่ถ้าโรคเกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นปัญหาตามมาภายหลังอีกมาก เช่น ความเรื้อรังและอาการรุนแรงของโรค หรือการรักษาซึ่งค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อน

โรคจากเชื้อราที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเชื้อราที่ผิวหนัง (กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุต ลิ้นเป็นฝ้าขาว) หรือ ตกขาว แต่บางชนิดอาจเข้าไปทำให้มีการอักเสบในปอดหรือสมอง เป็นอันตรายถึงตายได้ ในปัจจุบันมียาที่ใช้ฆ่าเชื้อราโดยเฉพาะ

 

 

เชื้อริกเกตเซีย (Rickettsia)

เป็นจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคที่มีลักษณะกึ่งพืชกึ่งสัตว์และมี ขนาดเล็กกว่าเชื้อแบคทีเรียแต่ใหญ่กว่าเชื้อไวรัส มีสภาพกึ่งแบคทีเรีย กึ่งไวรัส คือมีรูปร่างได้ หลายอย่างเหมือนแบคทีเรีย แต่ต้องอาศัยเจริญเติบโตในเซลล์ (Cell) ที่มีชีวิต เชื้อริกเกตเชียสามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ มักอาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นซึ่งเป็นพาหะของโรค เช่น เห็บ เหา หมัด เป็นต้น โรคที่เกิดจากริกเกตเชีย ได้แก่ ไข้รากสาดใหญ่ หรือไทฟัส โรคนี้สามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

 

เชื้อโปรโตซัว (Protozoa)

เป็นจุลินทรีย์หรือเชื้อโรค ซึ่งมีความสามารถสูงและคุณสมบัติในการดำรงชีพเหมือนสัตว์หลายเซลล์ โดยมีระบบต่าง ๆ ภายในตัวเองอย่างสมบูรณ์ เช่น การสืบพันธุ์ การย่อยอาหาร การหายใจ และการขับถ่าย โปรโตซัวมีมากกว่า 3 หมื่นชนิด ประมาณเกือบ 1 หมื่นชนิดเป็นปรสิตของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังรวมทั้งมนุษย์ สามารถดำรงชีพแบบอิสระ และอาศัยสิ่งมีชีวิตอื่นร่วมด้วยโรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว ได้แก่ มาลาเรีย (ไข้ป่า) บิดอะมีบา (Ameba) เชื้อทริโคโมแนส (ซึ่งทำให้ช่องคลอดอักเสบ มีอาการตกขาวและคันยิบ ๆ ในช่องคลอด) ในปัจจุบันมียาที่ใช้ฆ่าเชื้อโปรโตซัวโดยเฉพาะ

 

พยาธิ (Parasites)

เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในร่างกาย มนุษย์และสัตว์ คอยแย่งอาหารหรือดูดเลือด และมักจะ ทำให้เกิดอันตรายต่อคนหรือสัตว์ตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายที่มันอาศัยอยู่ นอกจากนี้พยาธิยังปะปนอยู่ในธรรมชาติที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต เช่น ในดิน พื้นหญ้า ในน้ำ ในเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ พืชผักต่าง ๆ น้ำดื่ม และในแมลงพาหะนำโรคหลายชนิด พยาธิสามารถเข้าสู่ร่างกาย

มนุษย์ได้หลายทางที่สำคัญ คือ ปากและผิวหนังโรคที่เกิดจากพยาธิ ได้แก่ โรคพยาธิใบไม้ในตับ โรคพยาธิปากขอ โรคพยาธิตัวจี๊ด โรคพยาธิแส้ม้า โรคเท้าช้าง เป็นต้น ในปัจจุบันมียาที่สามารถใช้รักษาโรคพยาธิโดยเฉพาะ (ยกเว้นพยาธิเพียงบางชนิด เช่น ตัวจี๊ดที่ยังไม่มียารักษาอย่างได้ผล)

ทั้งนี้เชื้อโรคในแต่ละกลุ่มใหญ่ ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ อีกเป็นจำนวนมาก โดยเชื้อแต่ละชนิดหนึ่งจะทำให้เกิดโรคขึ้นโดยเฉพาะ เช่น เชื้อหัด ทำให้เกิดโรคหัด เชื้อวัณโรค ทำให้เกิดวัณโรค เชื้อมาลาเรีย ทำให้เกิดไข้มาลาเรีย เป็นต้น ขณะที่ในบางโรคยังอาจเกิดจากเชื้อโรคหลายตัวได้ เช่น ไข้หวัด จะมีเชื้อย่อย ๆ อยู่ร่วม 200 ชนิด (ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนเราเป็นไข้หวัดได้บ่อย ๆ) เชื้อไข้มาลาเรียมีอยู่ 4 – 5 ชนิด เป็นต้น

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.doctor.or.th  www.siamreview.com  www.nectec.or.th  www.thaitravelclinic.com
ภาพประกอบจาก : www.futura-sciences.com 
 organiqueshop.net

 

 


.jpg

เมื่อมีอาการคัน หรือมีตกขาวปริมาณมาก สตรีมักจะนึกถึงการติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นสาเหตุแรก ๆ ทำให้ไปหาซื้อยามาใช้เอง ใช้ครบบ้างไม่ครบบ้าง จนเกิดเป็นปัญหาเรื้อรังขึ้นมา อันที่จริงแล้วอาการคันและตกขาวเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากการติดเชื้อรา แบคทีเรีย หรือไวรัส หรือแม้กระทั่งไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อเลย เช่น การตกขาวปกติร่วมกับความเป็นกรดของช่องคลอด สิ่งแปลกปลอมที่ตกค้างในช่องคลอด เป็นต้น ดังนั้น ก่อนที่จะซื้อยามาใช้เองควรได้รับการประเมินจากสูติ-นรีแพทย์ก่อน โดยเฉพาะในการเป็นครั้งแรก

เชื้อราในช่องคลอด ช่องทางของอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง เป็นบริเวณที่เหมาะสมสำหรับการดำรงชีพของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ บางชนิด การพบเชื้อดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสตรีรายนั้นเป็นโรค พบมากถึงร้อยละ 41 ของสตรี จะมีเชื้อราในช่องคลอดโดยไม่มีอาการ ทั้งนี้ ขึ้นกับอายุ ฐานะ ภูมิภาคที่อยู่อาศัย เชื้อราชนิดที่สัมพันธ์กับการเกิดอาการช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา ส่วนใหญ่คือ เชื้อ Candida albicans เพราะเป็นเชื้อที่สามารถยึดติดกับเซลล์เยื่อบุช่องคลอดได้ดี นอกจากนี้ เชื้อ Candida ยังสามารถอยู่ในระบบทางเดินอาหารได้โดยไม่ก่ออาการอีกด้วย โดยสามารถตรวจพบเชื้อรานี้ในอุจจาระของประชากรร้อยละ 65

 

เชื้อ Candida albicans

Candida albicans เป็นเชื้อราที่เมื่อย้อมสีแกรมจะติดสีน้ำเงิน ปรากฏให้เห็นเป็นสองรูปแบบ คือ ยีสต์และสายรายาว สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งบนพื้นผิว และในสารคัดหลั่งของร่างกาย โดยเมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเป็นรูปแบบยีสต์ที่มีการแตกหน่อจำนวนมาก ขณะที่เจริญแทรกเข้าไปในเนื้อเยื่อจะมีการเปลี่ยนรูปร่างเป็น เส้นใยที่มีและไม่มีผนังกั้น

 

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเชื้อราในช่องคลอด

การอักเสบในช่องคลอดจากเชื้อรา พบได้น้อยในเด็กหญิงก่อนมีวัยประจำเดือน และสตรีวัยหมดประจำเดือน ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุน คือ ปริมาณไกลโคเจนในสารน้ำในช่องคลอดและความชื้น ดังนั้น ภาวะนี้จึงพบได้มากในสตรีตั้งครรภ์และสตรีที่อยู่ในภูมิประเทศที่อาการร้อนและมีความชื้นสูง ผู้ที่ได้รับยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังพบบ่อย ในผู้ที่มีการทำหน้าที่ของ T-cell เสื่อมลง ได้แก่ โรคเบาหวานที่คุมได้ไม่ดี ผู้ที่ต้องรับยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสภูมิต้านทานบกพร่อง ทำให้การกำจัดหรือการลดจำนวนของเชื้อราได้ช้าลง

 

อาการและอาการแสดง

อาการแสดงที่เด่นชัดที่สุดคือ อาการคัน ซึ่งมักจะคันค่อนข้างมาก อาการมักจะดีขึ้นเมื่อมีประจำเดือน เชื่อว่าเกิดจากความเป็นด่างของเลือดประจำเดือน โดยอาการคันจะครอบคลุมบริเวณฝีเย็บด้วย หากคันเฉพาะบริเวณแคมใหญ่ ควรคิดถึงการติดเชื้อราที่ผิวหนัง หรือการติดปรสิตบางชนิด หากคันทั้งที่ในช่องคลอดและฝีเย็บอาจเกิดจากเชื้อ T. vaginalis, Human papilloma virus โดยควรได้รับการตรวจแยกโรคที่สถานพยาบาล อาการเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์หรือแสบเมื่อปัสสาวะ โดนบริเวณอักเสบก็สามารถพบได้บ่อย สำหรับอาการตกขาวจะไม่ชัดเจนในบางรายโดยหากมีตกขาวผู้ป่วยมักจะมีอาการคันนำมาก่อน

 

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยจะทำเมื่อผู้ป่วยมีอาการและอาการแสดงของช่องคลอดอักเสบร่วมกับผลการตรวจข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

  1. ตรวจตกขาว Wet smear (saline, 10% KOH) หรือ Gram stain พบ yeast, hyphae, หรือ pseudohyphae
  2. เพาะเชื้อหรือการตรวจอื่นแล้วพบยีสต์ชนิดใดชนิดหนึ่ง

โดยการตรวจเหล่านี้จำเป็นต้องทำโดยบุคลากรที่มีความชำนาญ สำหรับการเป็นครั้งหลัง ๆ ผู้ป่วยอาจลองซื้อยามาใช้เองได้ แต่จะต้องใช้อย่างถูกวิธีและครบตามจำนวน

 

การรักษา

  • ยาเฉพาะที่ ได้แก่ ยาทา หรือยาเหน็บ ยากลุ่มนี้ ทั้งครีมและยาเหน็บเป็น Oil-based ควรระวังเมื่อใช้ร่วมกับ Latex condom ยาทาเฉพาะที่อาจทำให้มีการระคายเคืองหรือแสบร้อนได้ แต่จะไม่ทำให้แพ้ทั้งร่างกาย
  • ยารับประทาน อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง หรือปวดศีรษะได้ สำหรับยารับประทานกลุ่ม Azole พบมีรายงานทำให้เมีเอนไซม์ตับสูงขึ้น ภาวะข้างเคียงจะพบมากขึ้นหากใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับยาบางชนิด เช่น Astemizole, Calcium channel antagonists, Cisapride, Cyclosporine A, Oral hypoglycemic agents, Phenytoin, Protease inhibitors, Tacrolimus, Terfenadine, Theophylline, Trimetrexate, Rifampin, และ Warfain

 

สามีต้องรักษาด้วยหรือไม่

ภาวะนี้ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงยังไม่มีข้อสรุปให้รักษาในทุกราย หากคู่นอนมีอาการ ก็ควรที่จะรักษาร่วมกันไปด้วย

 

กรณีที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ

  • อาการไม่ดีขึ้น หรือกลับเป็นซ้ำในสองเดือน หลังการรักษา
  • การมีอาการอย่างน้อย 4 ครั้งใน 1 ปี พบได้ในน้อยกว่าร้อยละ 5 ของสตรีทั่วไป
  • อาการรุนแรง คือ อวัยวะเพศบวมแดงมาก มีผิวเป็นขุย จนถึงอาจมีรอยแตกของผิวหนัง กลุ่มนี้มักจะตอบสนองต่อยาระยะสั้นทั้งรูป รับประทานหรือทายาเฉพาะที่ระยะสั้นได้ไม่ดี
  • ตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีการทำหน้าที่ของ T-cell เสื่อมลง ได้แก่ โรคเบาหวานที่คุมได้ไม่ดี ผู้ที่ต้องรับยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสภูมิต้านทานบกพร่อง

 

ผู้เขียน: รศ. พญ. เจนจิต ฉายะจินดา. หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. 2554.
แหล่งที่มา: www.si.mahidol.ac.th
ภาพประกอบ: http://www.ultrabeauty.it/


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก