ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-Digestive-system-re.jpg

ระบบย่อยอาหาร (Digestive system) เป็นระบบที่รวมอวัยวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการรับอาหาร การย่อยโดยแปรรูปอาหารให้เป็นสารอาหารที่จำเป็น  และการดูดซึมสารอาหารเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงการกำจัดเอากากอาหารที่ร่างกายไม่ใช้ออกจากร่างกาย ข้อมูลจาก American Society of Gastrointestinal Endoscopy (ASGE) กล่าวว่าระบบทั้งหมดนี้มีความยาวประมาณ 30 ฟุต (9 เมตร)

 

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะหลัก ๆ ดังนี้

  1. ปาก (Mouth) ในช่องปากประกอบด้วย 3 อวัยวะหลัก คือ

    • ฟัน (Teeth) ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารที่รับประทานให้เล็กลง โดยมนุษย์จะมีฟัน 2 ชุด ชุดแรก คือ ฟันน้ำนม มี 20 ซี่ ส่วนชุดที่ 2 คือ ฟันแท้มี 32 ซี่ แบ่งเป็นฟันบนข้างละ 8 ซี่ ฟันล่างข้างละ 8 ซี่ แต่ละข้างแบ่งเป็น ฟันตัด 2 ซี่ ฟันเขี้ยว 1 ซี่ ฟันหน้ากราม 2 ซี่ และฟันกราม 3 ซี่ เรียงตามลำดับจากหน้าไปหลัง
    • น้ำลาย (Saliva) ถูกผลิตจากต่อมน้ำลาย (Salivary gland) โดยน้ำลายนั้นจะมีเอนไซม์อะไมเลส (Amylase) หรือไทยาลีน (Ptyalin) ช่วยย่อยคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งให้มีขนาดเล็ก นอกจากนี้น้ำลายยังช่วยให้อาหารอ่อนตัว เพื่อกลืนอาหารได้ง่ายขึ้น
    • ลิ้น (Tongue) ทำหน้าที่รับรสอาหาร เกลี่ยอาหารเพื่อให้ฟันบด คลุกเคล้าอาหารเพื่อสะดวกในการกลืน ประกอบด้วยกล้ามเนื้อโครงร่างขนาดใหญ่ ที่พื้นผิวปกคลุมไปด้วยปุ่มรับรส (Taste bud) ซึ่งสามารถรับรสได้แตกต่างกันตามตำแหน่งของลิ้น
  2. คอหอย (Pharynx) อยู่หน้ากระดูกสันหลังส่วนคอ เป็นทางผ่านของอาหารจากปากไปยังหลอดอาหาร โดยระหว่างการกลืน ขณะที่อาหารผ่านคอหอย หลอดลมจะปิดเพื่อไม่ให้อาหารไหลเข้าไป บริเวณนี้ไม่มีการย่อยเกิดขึ้น
  3. หลอดอาหาร (Esophagus) มีทั้งส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อลายและส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อเรียบ ทำหน้าที่รับอาหารจากคอหอยและส่งต่อไปยังกระเพาะอาหาร โดยการบีบรัดกล้ามเนื้อหลอดอาหารในลักษณะของการหดและคลายกล้ามเนื้อเป็นจังหวะ ๆ เรียกการบีบตัวแบบเพอริสตัลซิส (Peristalsis)
  4. กระเพาะอาหาร (Stomach) อยู่ระหว่างปลายของหลอดอาหารกับส่วนต้นของลำไส้เล็ก มีลักษณะคล้ายถุงมีผนังกล้ามเนื้อเป็นลูกคลื่น มีความแข็งแรง เป็นที่รองรับ คลุกเคล้าอาหาร และหลั่งน้ำย่อยประเภทโปรตีนซึ่งจะทำให้อาหารกลายเป็นของเหลวเหนียว ๆ แล้วส่งต่อไปยังลำไส้เล็ก บริเวณที่เชื่อมต่อกับหลอดอาหารจะมีหูรูดป้องกันน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลขึ้นหลอดอาหาร ขณะที่บริเวณเชื่อมต่อกับลำไส้เล็กจะมีหูรูดเพื่อป้องกันไม่ให้อาหารไหลเข้าสู่ลำไส้เล็กเร็วเกินไป
  5. ลำไส้เล็ก (Small intestine) มีลักษณะคล้ายท่อกลวงขดไปมาในช่องท้อง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ลำไส้เล็กส่วนต้นที่เรียกว่าดูโอดีนัม (Duodenum) ส่วนกลางที่เรียกว่าเจจูนัม (Jejunum) และส่วนปลายที่เรียกว่าไอเลียม (Illeum) เป็นบริเวณที่มีการย่อยและดูดซึมสารอาหารมากที่สุด บริเวณลำไส้เล็กจะมีเอนไซม์จากตับอ่อน (Pancreas) มาช่วยย่อยสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต รวมถึงน้ำดีจากตับ (Liver) ที่ช่วยย่อยไขมันและกำจัดของเสียในเลือด
  6. ลำไส้ใหญ่ (Large intestine) ประกอบด้วย 3 ส่วน เริ่มจากส่วนที่เรียกว่าซีคัม (Caecum) ซึ่งมีส่วนของไส้ติ่ง (Appendix) ยื่นออกมา ส่วนโคลอน (Colon) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนที่ยาวที่สุด มีหน้าที่ดูดซึมน้ำและวิตามินบางชนิด รวมถึงการขับกากอาหารให้เข้าสู่ลำไส้ใหญ่ส่วนที่เรียกว่าไส้ตรง (Rectum) เพื่อรอขับถ่ายผ่านทางทวารหนัก (Anus) ต่อไป

 

นอกจากนี้ระบบย่อยอาหารยังมีอวัยวะที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  1. ต่อมน้ำลาย (Salivary gland) มี 3 คู่ คือ ต่อมข้างกกหู ถ้าอักเสบจะมีอาการ บวมแดง เรียก คางทูม ต่อมใต้ขากรรไกรและต่อมใต้ลิ้น ผลิตน้ำลายลักษณะต่าง ๆ เปิดเข้าสู่ปาก
  2. ตับ (Liver) เป็นอวัยวะภายในที่มีหน้าที่สำคัญในขบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) ของร่างกาย เช่น การควบคุมปริมาณน้ำตาลกลูโคส (Glucose) โดยเซลล์ตับจะเก็บไว้ในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) การสลายเซลล์เม็ดเลือดแดง (Red blood cell) การสังเคราะห์พลาสมาโปรตีน การผลิตฮอร์โมน (Hormones) และการกำจัดสารพิษ และที่สำคัญ ตับยังเป็นต่อมช่วยย่อยอาหาร โดยผลิตน้ำดี (Bile) ส่งเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม เพื่อย่อยอาหารประเภทไขมัน
  3. ตับอ่อน (Pancreas) เป็นอวัยวะที่จัดอยู่ในระบบย่อยอาหารและระบบต่อมไร้ท่อ โดยในระบบย่อยอาหารนั้นตับอ่อนจะสร้างน้ำย่อยที่มีเอนไซม์หลายชนิด เพื่อทำหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน โดยเอนไซม์เหล่านี้จะถูกหลั่งออกมาและรวมเข้ากับน้ำดีจากถุงน้ำดี ก่อนที่จะเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม นอกจากนี้ในระบบต่อมไร้ท่อ ตับอ่อนยังมีการหลั่งฮอร์โมนกลูคากอน (Glucagon) ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) โดยฮอร์โมนทั้งสองตัวมีผลในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  4. ถุงน้ำดี (Gallbladder) เป็นอวัยวะในช่องท้องเพื่อเก็บสะสมน้ำดี (bile) ที่ผลิตจากตับ โดยจะส่งน้ำดีผ่านท่อถุงน้ำดี เข้าท่อน้ำดีตับ ท่อน้ำดีใหญ่ ท่อตับอ่อน ก่อนเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการปล่อยน้ำดีออกสู่ทางเดินอาหาร

 

การทำงานของระบบย่อยอาหาร

การย่อยอาหารมี 2 ขั้นตอน

  • การย่อยเชิงกล (Mechanical digestion) เป็นกระบวนการทำให้อาหารมีขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนที่และการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยการบดเคี้ยว รวมทั้งการบีบตัวของทางเดินอาหาร ทั้งนี้ในการย่อยเชิงกล โมเลกุลของอาหารยังไม่เล็กมากพอที่ร่างกายจะดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้
  • การย่อยทางเคมี (Chemical digestion) เป็นการย่อยโมเลกุลของอาหาร ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ให้มีขนาดเล็กมากพอที่ร่างกายจะดูดซึมเอาไปใช้ได้ โดยการย่อยในขั้นตอนนี้ จะเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างโมเลกุลของอาหารกับน้ำ โดยมีเอนไซม์หรือน้ำย่อยเข้าเร่งปฏิกิริยา ส่วนเกลือแร่ และวิตามินจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง

เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป อาหารจะถูกย่อยเชิงกลโดยฟัน และอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์อะไมเลส (Amylase) จากน้ำลาย ได้เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ อาหารในขั้นตอนนี้จะถูกกลืนผ่านคอหอยกลายเป็นอาหารรูปทรงกลมเล็ก ๆ ผ่านการบีบและคลายตัวของกล้ามเนื้อหลอดอาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร ที่กระเพาะอาหาร เอนไซม์เพปซิน (Pepsin) จะย่อยโปรตีนให้เป็นเพปไทด์ (Peptide) และเอนไซม์เรนนิน (Rennin) จะเปลี่ยนโปรตีนในน้ำนมให้อยู่ในรูปที่เอนไซม์เพปซินสามารถย่อยได้ การดูดซึมที่กระเพาะอาหารจะมีไม่มาก แต่แอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมได้ดี หลังจากผ่านไป 1 – 2 ชั่วโมง อาหารที่ผ่านการย่อยจากกระเพาะอาหารซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวข้นหนืด (Chyme) จะไหลเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม ที่ซึ่งจะมีเอนไซม์สำหรับย่อยอาหารจากตับอ่อนและน้ำดี รวมถึงน้ำย่อยจากลำไส้เล็กเอง ย่อยโมเลกุลของอาหารให้เป็นสารอาหารที่มีโมเลกุลเล็ก พอที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ โดยโปรตีนจากกระเพาะอาหารจะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโน (Amino acids) คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยต่อให้เป็นเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส (Glucose) น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose) และน้ำตาลกาแลคโตส (Galactose) และไขมันจะถูกย่อยเป็นไขมันโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่ กรดไขมัน (Fatty acid) และกรีเซอรอล (Glycerol)

สารอาหารที่ได้จากการย่อยจะถูกดูดซึมจะเข้าสู่กระแสเลือด และส่งต่อไปยังตับ โดยตับจะนำสารอาหารดังกล่าวไปปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการใช้งานของร่างกาย เช่น นำกรดอะมิโนไปสร้างโปรตีนเม็ดเลือดไปสร้างโปรตีนให้เลือดแข็งตัว สร้างน้ำเหลือง รวมถึงการเก็บสะสมและนำสารอาหารออกมาใช้เมื่อร่างกายต้องการ เช่น เปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสเป็นไกลโคเจน และเปลี่ยนกลับเป็นกลูโคสอีกครั้งเมื่อร่างกายต้องการพลังงาน นอกจากนี้ตับยังเป็นที่เก็บของวิตามิน A D E K ควบคุมสมดุลของฮอร์โมนต่าง ๆ รวมถึงการกำจัดของเสียอีกด้วย ในส่วนของการย่อยอาหาร ของเหลือจากการดูดซึมจะผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีการดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่ร่างกาย และส่งส่วนที่เหลือออกมาเป็นอุจจาระต่อไป

 

โรคระบบย่อยอาหารที่พบบ่อย

โรคกระเพาะอาหาร    โรคลำไส้แปรปรวน    โรคกรดไหลย้อน    โรคท้องร่วง    โรคไวรัสตับอักเสบบี    โรคไขมันพอกตับ    ตับอ่อนอักเสบ    ถุงน้ำดีอักเสบ

 

โรคกระเพาะอาหาร สาเหตุหลักเกิดจากการเสียสมดุลของกรดที่หลั่งออกมา ทำให้เกิดการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ปัจจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกับไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิต เช่น การตื่น การทำงาน การนอน ความเครียดความกังวล และพฤติกรรมการรับประทานอาหาร รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพอื่น ๆ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดด้วย

โรคลำไส้แปรปรวน เป็นโรคเกี่ยวกับการทำงานผิดปกติของระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะลำไส้ โดยไม่พบความผิดปกติที่โครงสร้างและพยาธิสภาพของทางเดินอาหาร ผู้ป่วยมักจะปวดบริเวณท้องน้อย มีทั้งการปวดมากและการปวดน้อย และหลายๆครั้งมีการขับถ่ายที่ผิดปกติ จัดเป็นหนึ่งในโรคเกี่ยวกับลำไส้ที่พบได้บ่อย

โรคกรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร หรือไหลออกนอกหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร รวมถึงส่งผลเสียต่อกล่องเสียงและลำคอได้ สาเหตุเกิดจากการทำงานบกพร่องของหูรูดกั้นหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร รวมถึงการบีบตัวของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร พบได้มากในคนอ้วน และคนสูบบุหรี่

โรคท้องร่วง เป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทย สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาหารเป็นพิษ การติดเชื้อจากแบคทีเรียและไวรัส รวมถึงปาราสิตบางประเภท กรณีเป็นแบบไม่รุนแรง มีอาการท้องร่วงและเสียน้ำไม่มาก ร่างกายจะปรับตัวโดยดึงเอาน้ำจากเนื้อเยื่อเข้าไปชดเชยได้ ยกเว้นท้องร่วงในเด็กหรือคนชรา รวมถึงการเป็นแบบรุนแรงที่มีการเสียน้ำมาก โรคนี้อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตได้

โรคไวรัสตับอักเสบบี โรคนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากพบการระบาดของเชื้อได้บ่อย โดยเมื่อติดเชื้อแล้วจะทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับ และเซลล์ตับถูกทำลาย หากเป็นเรื้อรังจะเกิดพังผืด ทำให้ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ จากหลักฐานการศึกษาบ่งชี้ว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในการเกิดมะเร็งตับ ซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่พบมากในคนไทย

โรคไขมันพอกตับ เป็นภาวะที่ไขมันไปอยู่ในเซลล์ตับจำนวนมากจนทำให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบ หรือตายได้  ภาวะนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ การดื่มสุรา การมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin) หรือมีโรคที่เกี่ยวกับเมตาบอลิก อาทิ โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง  อาการที่พบ เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ผิวเหลือง ในบางรายอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง

ตับอ่อนอักเสบ เกิดขึ้นเมื่อเอนไซม์โดยเฉพาะทริปซิน (Trypsin) ซึ่งสร้างที่ตับอ่อนและไปออกฤทธิ์ในการย่อยโปรตีนที่ลำไส้เล็ก ถูกกระตุ้นให้ทำงาน จึงเกิดการย่อยเซลล์ของตับอ่อนเอง จนเกิดอาการอักเสบ กรณีที่เป็นเรื้อรังโดยสาเหตุไม่ได้ถูกแก้ไข เซลล์ของตับอ่อนจะค่อย ๆ ถูกทำลายจนไม่สามารถฟื้นตัวได้ ทำให้เกิดปัญหาในการสร้างน้ำย่อยและฮอร์โมนที่จำเป็น

ถุงน้ำดีอักเสบ มีหลายสาเหตุที่ทำให้ถุงน้ำดีอักเสบได้ เช่น ติดเชื้อ ท่อน้ำดีอุดตัน นิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งจะส่งผลให้ถุงน้ำดีบวม อักเสบ  และเกิดอาการปวด ผู้ป่วยอาจมีไข้ เจ็บหลังจากทานข้าว คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด เป็นต้น

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.livescience.com  www.niddk.nih.gov  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com

     


.jpg

ในชีวิตประจำวัน มีการใช้คำว่า “เอ็น” กันบ่อยครั้งมาก ทั้งเอ็นข้อ เอ็นยึด เอ็นยึดข้อ เอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นกระดูกหรือเส้นเอ็น ทำให้ในการสื่อสารหลาย ๆ ครั้ง อาจเกิดความสับสนได้ โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพ เช่น เอ็นอักเสบ เอ็นหัวไหล่อักเสบ เส้นเอ็นอักเสบ ยิ่งมีการพูดถึงเรื่อง “พังผืด” ขึ้นมาด้วย ดังนั้นเรามาดูกันว่าหลัก ๆ แล้วหมายถึงอะไร

 

เอ็นกล้ามเนื้อ

เอ็นกล้ามเนื้อ (Tendon) เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดเส้นใย (Fibrous tissue) อยู่ส่วนปลายของมัดกล้ามเนื้อ โดยช่วยยึดให้กล้ามเนื้อติดกับกระดูก ทำให้กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และกระดูกต่าง ๆ ทั่วร่างกายสามารถเคลื่อนไหวร่วมกันได้ เมื่อดูในกายวิภาคของกล้ามเนื้อ จะเห็นเอ็นกล้ามเนื้อเป็นสีขาวที่ปลายมัดกล้ามเนื้อด้านที่ติดกับกระดูกและข้อต่อต่าง ๆ

โรคหรือภาวะผิดปกติของเอ็นกล้ามเนื้อ จะส่งผลให้เกิดอาการปวด เจ็บ บวม การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ และอวัยวะที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างลำบาก โดยทั่วไปมักเกิดจากการบาดเจ็บ ทั้งจากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุ รวมถึงการเสื่อมตามอายุเช่นเดียวกับเอ็นกระดูก

 

เอ็นกระดูก

เอ็นกระดูก (Ligament) เป็นกลุ่มหรือมัดของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดเส้นใย (Fibrous tissue) ที่เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีกล้ามเนื้อยึดที่ปลาย โดยช่วยยึดกระดูกและกระดูกชิ้นอื่นเข้าไว้ เพื่อเป็นข้อต่อ (Joint) ทั้งนี้เอ็นกระดูกหรือเอ็นยึด บางครั้งเรียกเส้นเอ็น จะมีคุณสมบัติยืดหยุ่น เมื่อมีแรงดึงจะยืดออกได้เล็กน้อย และกลับสภาพเดิมเมื่อไม่มีแรงดึง ทั้งนี้จะต่างจากเอ็นกล้ามเนื้อซึ่งไม่มีความยืดหยุ่น แต่หากแรงดึงมากเกินหรือถูกดึงทิ้งไว้ระยะเวลานานเกิน เอ็นกระดูกจะไม่สามารถกลับสภาพเดิม ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดข้อเคลื่อน (Joint dislocation) แล้ว ต้องได้รับการรักษาโดยทันที ถ้าเอ็นกระดูกถูกยืดมากเกินไป ข้อต่อก็จะอ่อนแอลงและมีแนวโน้มจะเกิดข้อเคลื่อนได้ง่าย

ในกรณีที่เอ็นฉีก (Broken ligament) อาจทำให้ข้อต่อไม่เสถียร ทั้งนี้เอ็นฉีกทุกครั้งไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเสมอไป ในบางกรณีการให้ข้อต่ออยู่นิ่ง ก็ทำให้เอ็นยึดมาต่อกันได้ แต่การผ่าตัดสามารถเย็บซ่อมเอ็นได้โดยตรง หากการรักษาดังกล่าวไม่ได้ผล อาจต้องใช้หัตถการอื่นๆ การปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้กระดูกอ่อนสึก และทำให้ข้อเสื่อม (Osteoarthritis) ได้

 

พังผืด

พังผืด (Fibrosis) เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดเส้นใย (Fibrous tissue) ช่วยในการยึดเกาะระหว่างเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้อกับกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อกับกระดูก และร่างกายยังใช้เนื้อเยื่อนี้ในการซ่อมแซมเมื่อเกิดมีการบาดเจ็บ เสียหาย อักเสบ หรือการตายของเซลล์ในเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ เช่น การเกิดแผลเป็น กรณีผิวหนังเกิดแผล เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีพังผืดเกิดมากผิดปกติ อาจทำให้เนื้อเยื่อหรืออวัยวะดังกล่าว สูญเสียการทำงานได้

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : th.wikipedia.org  www.haamor.co
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 

     


BannerQuiz-ความรู้สุขภาพ-edit1.jpg

แบบทดสอบ ความรู้สุขภาพ

 

เลือกคำตอบที่ถูกต้อง จากเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ ความรู้สุขภาพ

แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ

1. ข้อใดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ (Free radical) ได้
2. หากปริมาณของสารต้านอนุมูลอิสระ (Free radical) เสียสมดุล สามารถทำให้เกิดข้อใด
3. ฮอร์โมนใดที่มีส่วนช่วยให้ร่างกายมีความตื่นตัว ต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
4. ความเครียดเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนตัวใด
5. ฮอร์โมนใดมีส่วนสำคัญในการควบคุมระบบนาฬิกาชีวภาพ
6. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
7. สัญญาณชีพใด ที่เราอาจตรวจวัดวิธีการง่าย ๆ ด้วยตนเอง
8. ค่าความดันโลหิตปกติที่ใช้ตรวจวัดจากเครื่องวัด จะอยู่ที่เท่าใด
9. โรคใดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
10. สมองส่วนใดทำหน้าที่เกี่ยวกับ ความรู้ ความจำ ความรู้สึกนึกคิด

 

 

 

 

 

 

 


-Circulatory-system.jpg

ระบบไหลเวียนโลหิต (Circulatory system) เป็นเครือข่ายของหัวใจและหลอดเลือดขนาดต่าง ๆ มีหน้าที่ในการเคลื่อนย้าย เลือด สารอาหาร ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์และฮอร์โมน เข้าและออกจากเซลล์ หากไม่มีระบบนี้ ร่างกายจะไม่สามารถต่อสู้กับโรคหรือไม่สามารถรักษาสภาพร่างกาย (Homeostasis) เพื่อดำเนินชีวิตอยู่ได้

 

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

  1. เลือด (Blood) เลือดประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำเลือด (Plasma) กับส่วนที่ไม่เป็นของเหลว คือ เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red blood cells) เซลล์เม็ดเลือดขาว (White blood cells) และเกล็ดเลือด (Platelet)
    • น้ำเลือด (Plasma) ประกอบด้วยน้ำและสารต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ สารอาหารที่ถูกย่อยแล้วรวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ ฮอร์โมนและสารอื่น ๆ ที่ละลายน้ำได้ โดยมีประมาณ 50% ของเลือดทั้งหมด น้ำเลือดทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่ถูกดูดซึมจากลำไส้เล็กไปสู่เซลล์ทั่วร่างกาย พร้อมกับการลำเลียงของเสียที่เป็นของเหลวจากเซลล์ เช่น ยูเรีย มาสู่ไต ซึ่งไตจะสกัดเอาสารยูเรียแล้วขับถ่ายออกมาในรูปของปัสสาวะ
    • เลือดในส่วนที่ไม่เป็นของเหลว ประกอบด้วย
      • เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red blood cell, Erythrocyte, RBCs) ช่วงเจริญเติบโตจะอยู่ในไขกระดูก หลังจากนั้นจะเข้าไปอยู่ในกระแสเลือด แล้วนิวเคลียสจะหายไป มีสีแดง เนื่องจากภายในมีสารฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจน จากปอดไปสู่เซลล์ทั่วร่างกาย และขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียจากเซลล์มาสู่ถุงลมในปอด เพื่อขับถ่ายออกนอกร่างกายทางลมหายใจออก  ในหนึ่งไมโครลิตรจะมีเม็ดเลือดแดงอยู่ระหว่าง 4 – 6 ล้านเซลล์ โดยจะมีชีวิตอยู่ในกระแสเลือดเฉลี่ย 120 วัน หลังจากนั้นจะถูกส่งไปทำลายที่ตับและม้าม
      • เซลล์เม็ดเลือดขาว (White blood cells, Leukocyte) เป็นเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน ทำหน้าที่ป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคและสารแปลกปลอมต่าง ๆ เม็ดเลือดขาวมีหลายชนิด พบได้ทั่วไปในร่างกาย รวมไปถึงในเลือดและในระบบน้ำเหลือง จำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวในเลือดมักใช้เป็นข้อบ่งชี้และการดำเนินไปของโรค
        ชนิดของเม็ดเลือดขาวที่พบมากสุดคือ Neutrophils มีบทบาทในการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียเชื้อรา และจุลชีพอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดการอักเสบภายในร่างกาย เม็ดเลือดชนิดนี้เป็นเหมือนด่านแรกของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันหากร่างกายได้รับเชื้อโรค ซึ่งถ้ามีการทำงานหรือเกิดการตายเกิดขึ้นจะแสดงออกมาในรูปของหนอง
      • เกล็ดเลือด (Platelet, Thrombocyte) เป็นส่วนของเซลล์ที่ปนอยู่ในน้ำเลือด มีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว เวลาเกิดบาดแผลเล็ก ๆ โดยเกล็ดเลือดจะหลั่งเอนไซม์เพื่อช่วยให้เลือดแข็งตัว มีการจับตัวเป็นก้อน เพื่อขวางทางไหลของเลือดและอุดบาดแผล ทำให้เลือดหยุดไหลและลดการสูญเสียเลือด รวมถึงช่วยลดขนาดของก้อนเลือดหรือลิ่มเลือดที่อุดอยู่บริเวณปากแผล ภายหลังเมื่อเลือดหยุดไหลแล้ว
  2. หลอดเลือด (Blood vessels) หลอดเลือดในร่างกายคนแบ่งออกได้ 3 ประเภท
    • หลอดเลือดแดง (Artery) เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย (ยกเว้น Pulmonary artery ซึ่งจะนำเลือดดำจากหัวใจไปฟอกที่ปอด) เป็นเลือดที่มีปริมาณออกซิเจนสูง ลักษณะของหลอดเลือดแดงจะเป็นชั้นกล้ามเนื้อที่หนา มีความยืดหยุ่นมาก ไม่มีลิ้นกั้น ทนต่อแรงดันเลือดที่ถูกฉีดออกจากหัวใจ
      หลอดเลือดแดงมีชื่อเรียกตามขนาดเริ่มจาก หลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ เอออร์ตา (Aorta) ออกจากหัวใจและอยู่ตรงส่วนกลางของลำตัว ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดแดงที่ถูกสูบฉีดออกจากหัวใจไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ผ่านทางหลอดเลือดแดงขนาดกลาง อาร์เทอรี (Artery) มีชื่อตามอวัยวะที่นำเลือดไปเลี้ยง อาทิ หลอดเลือดเลือดหัวใจ (Coronary artery) หลอดเลือดเลือดตับ (Hepatic artery) หลอดเลือดไต (Renal artery) โดยบริเวณอวัยวะที่หลอดเลือดอาร์เทอรี่ไปเลี้ยง จะพบหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก อาร์เทอริโอล (Arteriole) โดยจะเชื่อมกับหลอดเลือดแดงฝอย คาพิลลารี (Capillary) ซึ่งเป็นหลอดเลือดแดงที่มีผนังบางมาก และเป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ
    • หลอดเลือดดำ (Vein) เป็นหลอดเลือด ที่นำเลือดที่มีของเสียและคาร์บอนไดออกไซด์จากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจ เพื่อส่งไปฟอกที่ปอด (ยกเว้น Pulmonary vein ซึ่งจะนำเลือดแดงที่ผ่านการฟอกจากปอดแล้วนำกลับเข้าสู่หัวใจ) ลักษณะของหลอดเลือดดำ มีผนังบาง มีความยืดหยุ่นน้อย มีลิ้นกั้น แรงดันภายในหลอดเลือดต่ำ หลอดเลือดดำเรียงตามขนาดจากใหญ่ไปเล็กได้เป็น หลอดเลือดดำขนาดใหญ่ เวนาคาวา (Vena cava) หลอดเลือดดำขนาดกลาง เวน (Vein) หลอดเลือดดำขนาดเล็ก เวนูล (Venule) และหลอดเลือดดำฝอย คาพิลลารี (Capillary)
    • หลอดเลือดฝอย (Capillaries) เป็นหลอดเลือดที่มีขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นหลอดเลือดที่เชื่อมระหว่างหลอดเลือดแดง (Artery) และหลอดเลือดดำ (Vein) โดยจะแทรกอยู่ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ผิวหนัง กล้ามเนื้อ สมอง และอวัยวะอื่น ๆ ประกอบด้วยเซลล์เพียงชั้นเดียว โดยเป็นแหล่งที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซ และสารต่างๆระหว่างเลือดกับเซลล์ของร่างกาย
  3. หัวใจ (Heart, Cardio) มีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยอยู่บริเวณส่วนกลางของช่องอก ขนาบข้างด้วยปอด และมีหลอดเลือดแดงใหญ่และหลอดอาหารวางอยู่ด้านหลัง ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ หัวใจจะมีน้ำหนักประมาณ 250 – 350 กรัม และมีขนาดประมาณสามในสี่ของกำปั้น หัวใจมีระบบหลอดเลือดหัวใจ (coronary system) ซึ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง

    หัวใจมี 4 ห้อง แบ่งออกเป็น 2 ห้องบนและ 2 ห้องล่าง หัวใจทางด้านขวา เริ่มจากหัวใจห้องบนขวา (Right atrium) รับเลือดมาจากร่างกายส่วนบนและล่าง มีลิ้นหัวใจ ไตรคัสปิด (Tricuspid valve) คั่นกับหัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle) ซึ่งจะอยู่ทางด้านหน้าสุดของหัวใจ ติดกับกะบังลม ทำหน้าที่ส่งเลือดไปยังปอด ผ่านลิ้นหัวใจ พัลโมนารีเซมิลูนาร์ (pulmonary semilunar valve) และหลอดเลือดแดง พัลโมนารี (pulmonary arteries) สำหรับหัวใจทางด้านซ้าย เริ่มจากหัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium) รับเลือดจากปอดผ่านทางหลอดเลือดดำ พัลโมนารี (pulmonary veins) มีลิ้นหัวใจ ไมตรัล (Mitral valve) คั่นกับหัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle) ซึ่งเป็นห้องหัวใจที่มีขนาดใหญ่และมีผนังหนาที่สุด ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ผ่านทางลิ้นหัวใจ เอออร์ติกเซมิลูนาร์ (Aortic semilunar valve) และหลอดเลือดแดงใหญ่ เอออร์ตา (Aorta)

    กล้ามเนื้อหัวใจมีคุณสมบัติที่น่าสนใจคือ สามารถกระตุ้นการทำงานได้ด้วยตัวเอง โดยอาศัยระบบนำไฟฟ้า (conduction system) ภายในผนังของหัวใจ

 

การทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต

เลือดดำหรือเลือดที่มีออกซิเจนต่ำจากส่วนบนของร่างกาย จะไหลเข้าสู่หัวใจทางห้องบนขวา (Right atrium) หลังจากนั้นจะมีการบีบตัวส่งเลือดผ่านลิ้นหัวใจ (Tricuspid valve) ลงสู่หัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle) และบีบตัวส่งเลือดผ่านลิ้นหัวใจ (Pulmonary valve) เข้าสู่หลอดเลือดแดงปอด (Pulmonary arteries) เพื่อส่งเลือดไปยังปอด ที่ปอด เลือดดำจะผ่านเข้าไปในเส้นเลือดฝอยรอบ ๆ ถุงลมปอด (Alveoli) แล้วส่งผ่านคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับถุงลมปอด พร้อมรับออกซิเจนเข้ามาแทน เป็นผลให้เลือดดำกลายเป็นเลือดแดง หรือเลือดที่มีออกซิเจนสูง หลังจากนั้นจะไหลออกจากปอด ผ่านหลอดเลือดดำปอด (Pulmonary veins) กลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium) ซึ่งมีขนาดเล็กและอยู่หน้าสุด ไหลต่อผ่านลิ้นหัวใจ (Mitral valve) ลงมายังหัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle) เพื่อบีบเลือดผ่านลิ้นหัวใจ (Aortic valve) และหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ เอออร์ต้า (Aorta) ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

 

โรคระบบไหลเวียนโลหิตที่พบบ่อย

โรคหลอดเลือดหัวใจ    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ    โรคลิ้นหัวใจ    โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ    โรคหลอดเลือดสมอง    โรคหลอดเลือดแดงแข็ง    โรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง    โรคความดันโลหิตสูง

 

โรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดจากการเกาะของคราบไขมัน (Plaque) ในผนังของหลอดเลือด ทำให้เยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในหนาตัวขึ้น หลอดเลือดตีบแคบลง จนทำให้เลือดซึ่งนำออกซิเจนไหลผ่านได้น้อยลง ส่งผลให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด รวมถึงอวัยวะอื่น ๆ ขาดเลือดด้วย

โรคกล้ามเนื้อหัวใจ มีทั้งแบบที่เป็นตั้งแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลังก็ได้ โดยที่พบบ่อยจะเป็น โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการโดยไม่ทราบสาเหตุ ชนิดที่หัวใจขยายตัวโตขึ้นและบีบตัวได้ไม่ดี (Dilated Cardiomyopathy) มีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ไม่พอ นอกจากนั้นไวรัสหลายชนิดยังสามารถทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้

โรคลิ้นหัวใจ เป็นโรคที่มีพยาธิสภาพเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติ ทั้งลิ้นหัวใจตีบหรือลิ้นหัวใจรั่ว ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ การทำงานของหัวใจผิดปกติ เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นภาวะที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในห้องหัวใจ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ  ซึ่งอาจมีทั้งที่เร็วเกินไปหรือช้าเกินไปทำให้การสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

โรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับหลอดเลือดแดงใหญ่ของร่างกาย โดยผู้ป่วยอาจไม่มีอาการแสดงมาก่อน แต่อาจตรวจพบโดยบังเอิญ เช่น การถ่ายภาพเอ็กซเรย์ทรวงอก หรือการคลำก้อนได้ในช่องท้อง  ทั้งนี้หากหลอดเลือดแดงใหญ่ที่โป่งพองกำลังปริแตก หรือแตกแล้ว จะทำให้ผู้ป่วยมีอัตราตายที่สูง

โรคความดันโลหิตสูง หรือภาวะความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยวัดความดันโลหิตได้สูงตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท ขึ้นไป แบ่งเป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด พบได้ 90 – 95% และชนิดทราบสาเหตุ 5 – 10%

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.livescience.com  www.hematology.org  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com    


-Symptom.jpg

อาการ (Symptom) หลาย ๆ คนอาจสับสนกับคำว่าอาการ เพราะมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยในทางการแพทย์จะมีความหมายของอาการ (Symptom) กับอาการแสดง (Sign) ที่แตกต่างกัน

 

อาการ (Symptom)

เป็นความผิดปกติที่ผู้ป่วยหรือผู้ใกล้ชิดรู้สึกหรือตรวจพบ เป็นลักษณะ subjective คือความรู้สึกแห่งตน เช่น ความรู้สึกปวด คัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร แสบอก ฯลฯ ที่ผู้ป่วยรู้สึกได้คนเดียว หรือเป็นอาการ ไอ อาเจียน บวม ตาแดง ตาเหลือง เดือนเซ ฯลฯ ที่คนอื่น ๆ ก็สามารถมองเห็นได้ หรืออาจเป็นอาการที่ตัวผู้ป่วยเองก็ไม่รู้สึกผิดปกติ แต่ผู้ใกล้ชิดรู้สึก เช่น นอนกรน สับสน พฤติกรรมเปลี่ยน เป็นต้น

 

อาการแสดง (Sign)

เป็นความผิดปกติที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ตรวจพบ เป็นลักษณะ Objective คือ เชิงวัตถุวิสัย ซึ่งเป็นหลักฐานการปรากฏของโรค ไม่ใช่จากความรู้สึกของผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยมีไข้มาพบแพทย์ ไข้ที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ คือ อาการ (Symptom) ต่อมามีการวัดปรอทพบอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.8 0C การขึ้นสูงของอุณหภูมิ คือ อาการแสดง (Sign) โดยปกติแล้วอาการแสดงจะเป็นการตอบสนองของร่างกายที่บ่งชี้ถึงพยาธิสภาพต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเมื่อแพทย์ประเมินอาการที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟัง ร่วมกันกับอาการแสดงที่ได้ตรวจพบ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวินิจฉัยภาวะความผิดปกติของร่างกายผู้ป่วยที่มาพบ

อย่างไรก็ตาม อาการกับอาการแสดง อาจเหมือนกันได้ เช่น ไอ เป็นได้ทั้ง อาการและอาการแสดง เป็นต้น ดังนั้น อาการและอาการแสดงจึงมีความใกล้เคียงสัมพันธ์กัน ทางการแพทย์จึงมักใช้ 2 คำนี้ควบคู่กันเสมอ เช่น อาการและอาการแสดงของผู้ป่วย คือ ปวดท้อง และกดเจ็บตรงตำแหน่งช่องท้องด้านขวาล่าง เป็นต้น

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.mutualselfcare.org  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.diversame.com


-เชื้อโรค-Pathogen-25.jpg

ว่าด้วยเรื่อง เชื้อโรค (Pathogen) หรือต (Infectious agent) โดยทั่วไปหมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Microorganism) เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วก่อให้ความเจ็บป่วยต่าง ๆ หรือเกิดโรคขึ้น  

 

การแบ่งกลุ่มเชื้อโรค

ว่าด้วยเรื่อง เชื้อโรค มีอยู่มากมายเป็นหมื่น ๆ ชนิด สามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 6 กลุ่ม คือ

 

แบคทีเรีย (Bacteria)

เป็นเชื้อโรคขนาดเล็ก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น สามารถแบ่งได้หลายประเภท เช่น แบ่งตามผนังเซลล์ แบ่งตามลักษณะรูปร่าง เป็น รูปร่างกลม (Cocci) รูปร่างแท่ง (Bacilli) รูปร่างเกลียว (Spirochetes) หรือแบ่งตามความต้องการและไม่ต้องการใช้ Oxygen เป็นต้น

ทั้งนี้พบว่ามีแบคทีเรียมากมายหลายชนิด ที่ไม่ก่อโรคในสิ่งแวดล้อม และหลายชนิดก็อาศัยอยู่ในบางส่วนของร่างกาย เช่น ผิวหนัง ทางเดินหายใจ และทางเดินอาหาร โดยไม่ก่อโรค

การติดเชื้อแบคทีเรีย มักจะทำให้เกิด หนอง ฝี ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ฝี พุพอง แผลเป็นหนอง หูน้ำหนวก กุ้งยิง ต่อมทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ (ปอดบวม) วัณโรค ไข้รากสาดน้อย (ไทฟอยด์) ฝีในสมอง ไอกรน คอตีบ บาดทะยัก กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ บิดชิเกลลา (บิดไม่มีตัว) อหิวาต์ หนองใน ซิฟิลิส เป็นต้น ทั้งนี้โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)

 

ไวรัส (Virus)

เป็นเชื้อโรคขนาดเล็กกว่าแบคทีเรีย ไม่สามารถมองเห็นได้จากการดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา ต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศอิเลคตรอน ซึ่งมีกำลังขยายตั้งแต่ 5,000 เท่าขึ้นไป เซลล์ของไวรัสจะต่างจากเซลล์ของสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น โดยเป็น DNA RNA ที่มีปลอกหุ้ม และไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอยู่

โดยเมื่ออยู่นอกเซลล์ ไวรัสจะไม่มีการแบ่งตัว ไม่มีการเคลื่อนไหวแต่เมื่ออยู่ภายในเซลล์ เช่น เซลล์ของมนุษย์ ไวรัสจะสามารถแบ่งตัว ขยายจำนวน จนรบกวนหรือทำลายการทำงานของเซลล์ที่มีเชื้อไวรัสอยู่ เมื่อเซลล์นั้นตาย ไวรัสจะเคลื่อนเข้าสู่เซลล์ข้างเคียงต่อ ๆ ไป

เมื่อเซลล์ถูกทำลายเป็นจำนวนมาก จะก่อให้เกิดอาการของโรคต่าง ๆ ได้ เช่น ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ทำลายเซลล์ประสาท ทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ หมดสติ และเสียชีวิต

โรคจากเชื้อไวรัสที่พบบ่อย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คางทูม อีสุกอีใส หัด หัดเยอรมัน ไข้เลือดออก ตับอักเสบ (ไวรัสลงตับหรือดีซ่าน) โปลิโอ สมองอักเสบ โรคพิษสุนัขบ้า (โรคกลัวน้ำ) เริม งูสวัด หูด หงอนไก่ รวมทั้ง โรคเอดส์ โรคที่เกิดจากไวรัส ยังไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ รวมทั้งยาปฏิชีวนะก็ใช้ไม่ได้ผล (มิหนำซ้ำกลับมีโทษถ้าใช้ผิด ๆ) การรักษา เพียงแต่ให้ยาแก้ตามอาการ รอให้ร่างกายฟื้นตัวได้เอง แต่ถ้าร่างกาย อ่อนแอก็อาจมีโรคแทรกซ้อน พิการหรือตายได้

 

เชื้อรา (Fungus)

ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ โดยมีทั้งที่ให้คุณและที่ให้โทษต่อมนุษย์ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ สำหรับเชื้อราที่ก่อโรคในมนุษย์ได้นั้นมีอยู่ประมาณ 175 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้เป็นชนิดที่ก่อโรคขึ้นต่ออวัยวะภายในโดยตรงเสีย 20 สายพันธุ์

ส่วนที่เหลือเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคขึ้นที่ผิวหนังโรคเชื้อรา (mycosis) จะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น โรคไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดาย ดังเช่น โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แต่ถ้าโรคเกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นปัญหาตามมาภายหลังอีกมาก เช่น ความเรื้อรังและอาการรุนแรงของโรค หรือการรักษาซึ่งค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อน

โรคจากเชื้อราที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเชื้อราที่ผิวหนัง (กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุต ลิ้นเป็นฝ้าขาว) หรือ ตกขาว แต่บางชนิดอาจเข้าไปทำให้มีการอักเสบในปอดหรือสมอง เป็นอันตรายถึงตายได้ ในปัจจุบันมียาที่ใช้ฆ่าเชื้อราโดยเฉพาะ

 

 

เชื้อริกเกตเซีย (Rickettsia)

เป็นจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคที่มีลักษณะกึ่งพืชกึ่งสัตว์และมี ขนาดเล็กกว่าเชื้อแบคทีเรียแต่ใหญ่กว่าเชื้อไวรัส มีสภาพกึ่งแบคทีเรีย กึ่งไวรัส คือมีรูปร่างได้ หลายอย่างเหมือนแบคทีเรีย แต่ต้องอาศัยเจริญเติบโตในเซลล์ (Cell) ที่มีชีวิต เชื้อริกเกตเชียสามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ มักอาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นซึ่งเป็นพาหะของโรค เช่น เห็บ เหา หมัด เป็นต้น โรคที่เกิดจากริกเกตเชีย ได้แก่ ไข้รากสาดใหญ่ หรือไทฟัส โรคนี้สามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

 

เชื้อโปรโตซัว (Protozoa)

เป็นจุลินทรีย์หรือเชื้อโรค ซึ่งมีความสามารถสูงและคุณสมบัติในการดำรงชีพเหมือนสัตว์หลายเซลล์ โดยมีระบบต่าง ๆ ภายในตัวเองอย่างสมบูรณ์ เช่น การสืบพันธุ์ การย่อยอาหาร การหายใจ และการขับถ่าย โปรโตซัวมีมากกว่า 3 หมื่นชนิด ประมาณเกือบ 1 หมื่นชนิดเป็นปรสิตของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังรวมทั้งมนุษย์ สามารถดำรงชีพแบบอิสระ และอาศัยสิ่งมีชีวิตอื่นร่วมด้วยโรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว ได้แก่ มาลาเรีย (ไข้ป่า) บิดอะมีบา (Ameba) เชื้อทริโคโมแนส (ซึ่งทำให้ช่องคลอดอักเสบ มีอาการตกขาวและคันยิบ ๆ ในช่องคลอด) ในปัจจุบันมียาที่ใช้ฆ่าเชื้อโปรโตซัวโดยเฉพาะ

 

พยาธิ (Parasites)

เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในร่างกาย มนุษย์และสัตว์ คอยแย่งอาหารหรือดูดเลือด และมักจะ ทำให้เกิดอันตรายต่อคนหรือสัตว์ตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายที่มันอาศัยอยู่ นอกจากนี้พยาธิยังปะปนอยู่ในธรรมชาติที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต เช่น ในดิน พื้นหญ้า ในน้ำ ในเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ พืชผักต่าง ๆ น้ำดื่ม และในแมลงพาหะนำโรคหลายชนิด พยาธิสามารถเข้าสู่ร่างกาย

มนุษย์ได้หลายทางที่สำคัญ คือ ปากและผิวหนังโรคที่เกิดจากพยาธิ ได้แก่ โรคพยาธิใบไม้ในตับ โรคพยาธิปากขอ โรคพยาธิตัวจี๊ด โรคพยาธิแส้ม้า โรคเท้าช้าง เป็นต้น ในปัจจุบันมียาที่สามารถใช้รักษาโรคพยาธิโดยเฉพาะ (ยกเว้นพยาธิเพียงบางชนิด เช่น ตัวจี๊ดที่ยังไม่มียารักษาอย่างได้ผล)

ทั้งนี้เชื้อโรคในแต่ละกลุ่มใหญ่ ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ อีกเป็นจำนวนมาก โดยเชื้อแต่ละชนิดหนึ่งจะทำให้เกิดโรคขึ้นโดยเฉพาะ เช่น เชื้อหัด ทำให้เกิดโรคหัด เชื้อวัณโรค ทำให้เกิดวัณโรค เชื้อมาลาเรีย ทำให้เกิดไข้มาลาเรีย เป็นต้น ขณะที่ในบางโรคยังอาจเกิดจากเชื้อโรคหลายตัวได้ เช่น ไข้หวัด จะมีเชื้อย่อย ๆ อยู่ร่วม 200 ชนิด (ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนเราเป็นไข้หวัดได้บ่อย ๆ) เชื้อไข้มาลาเรียมีอยู่ 4 – 5 ชนิด เป็นต้น

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.doctor.or.th  www.siamreview.com  www.nectec.or.th  www.thaitravelclinic.com
ภาพประกอบจาก : www.futura-sciences.com 
 organiqueshop.net

 

 


-Metabolism-และการเผาผลาญ-1.jpg

ปัจจุบันคำว่า “เมตาบอลิซึม” ถูกนำมาใช้กันในหลาย ๆ กรณี เกือบจะเรียกได้ว่าตลอด 24 ชม.ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นตอนนอน เช้า กลางวัน เย็น ทานอาหาร ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ความอ้วน บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเมตาบอลิซึมกัน

 

ความสำคัญของเมตาบอลิซึม

เมตาบอลิซึม (Metabolism) เป็นกระบวนการทางเคมีที่ร่างกายเปลี่ยนสารอาหารและน้ำให้กลายเป็นพลังงานเพื่อให้เซลล์ของอวัยวะในแต่ละระบบร่างกาย สามารถทำงานตามหน้าที่ได้อย่างปกติ เช่น การหายใจเข้า – ออกของระบบหายใจ การเคลื่อนย้ายเลือด สารอาหาร ออกซิเจนของระบบไหลเวียนโลหิต การย่อยอาหารโมเลกุลเล็กให้กลายเป็นสารอาหารของระบบย่อยอาหาร รวมถึงการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และการรักษาสมดุลของภาวะต่าง ๆ ในร่างกายให้คงที่ (Homeostasis) เช่น อุณหภูมิ ความดันเลือด ความสมดุลของน้ำและเกลือแร่ ความเป็นกรดเป็นด่าง ความเข้มข้นของสารต่าง ๆ ภายในร่างกาย ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันในระดับหนึ่งได้ เช่น มนุษย์สามารถอยู่ได้ในสภาพอากาศที่ร้อนหรือเย็นในระดับหนึ่ง โดยที่ยังไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

 

กระบวนการทางเคมี

กระบวนการสลาย (Catabolism) เป็นกระบวนการสลายสารอาหาร เช่น กลูโคส กาแลกโทส ฟรุกโทส กรดอะมิโน กรดไขมัน ที่ถูกดูดซึมจากการย่อยอาหารตามปกติ โดยการสลายสารอาหารดังกล่าวเกิดขึ้นในเซลล์ เรียก การหายใจระดับเซลล์ (Cellular respiration) และจะได้พลังงานที่ถูกเก็บไว้ในรูปของสารประกอบ ATP ซึ่งพร้อมสำหรับร่างกายในการเปลี่ยนเป็นพลังงาน

กระบวนการสร้าง (Anabolism) เป็นกระบวนการทางเคมีในการนำพลังงานที่ได้จากกระบวนการสลายและมีเอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา มาใช้ในการเปลี่ยนสารโมเลกุลเล็ก ให้กลายเป็นสารโมเลกุลใหญ่ เช่น สร้างโปรตีนจากกรดอะมิโน สร้างไกลโคเจนจากน้ำตาลกลูโคส ทั้งนี้เพื่อนำมาใช้ในการซ่อมแซมอวัยวะต่าง ๆ ที่สึกหรอ

 

การเผาผลาญพลังงาน

พลังงานที่ได้จากกระบวนการเมตาบอลิซึม จะถูกเผาผลาญผ่าน 3 ช่องทางหลัก ประกอบด้วย

อัตราความต้องการเผาผลาญของร่างกาย (Basal Metabolic Rate: BMR) คือ ปริมาณพลังงานที่เผาผลาญในขณะที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวทำกิจกรรมใด ๆ รวมไปถึงพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ควบคุมระบบอวัยวะต่าง ๆ ให้ทำงานปกติหรืออยู่ในภาวะคงที่ (Homeostasis) อัตราความต้องการเผาผลาญของร่างกายนี้ คิดเป็นร้อยละ 50-80 โดยจะมีความแตกต่างกันไปจากหลายปัจจัย เช่น เพศ โดยผู้ชายจะมีอัตราการเผาผลาญวันละประมาณ 1,700 กิโลแคลอรี่ (7,100 กิโลจูล) ส่วนผู้หญิงมีอัตราการเผาผลาญวันละประมาณ 1,400 กิโลแคลอรี่ (5,900 กิโลจูล) นอกจากนั้นยังมีเรื่องของมวลกล้ามเนื้อ อายุ พฤติกรรมการรับประทาน การตั้งครรภ์ สภาพอากาศ เป็นต้น

พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical Activity) เป็นพลังงานที่ร่างกายเผาผลาญหรือใช้ไปขณะเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น นั่ง ยืน เดิน วิ่ง ขับรถ ออกกำลังกาย คิดเป็นร้อยละ 25 – 35 โดยพลังงานที่ต้องใช้จะเพิ่มขึ้นเป็น 50 เท่า หรือมากกว่านั้นระหว่างที่ออกกำลังกาย จึงมีการแนะนำให้ออกกำลังกายที่หนักเพียงพอและต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีเป็นประจำ

พลังงานที่ใช้ย่อยอาหาร (Thermic Effect of Food) เป็นพลังงานที่ใช้ในการรับประทาน ย่อย และเผาผลาญอาหาร โดยการใช้พลังงานส่วนนี้คิดเป็นร้อยละ 5 – 10 โดยอัตราการเผาผลาญจะเพิ่มขึ้นหลังจากบริโภคอาหารเข้าไปได้สักพัก และจะพุ่งขึ้นสูงในช่วง 2 – 3 ชั่วโมงต่อจากนั้น การเพิ่มขึ้นของอัตราการเผาผลาญจะแตกต่างกันไปตั้งแต่ร้อยละ 2 – 30 ขึ้นอยู่กับปริมาณและชนิดของอาหารที่รับประทาน เช่น
ไขมัน เพิ่มอัตราการเผาผลาญร้อยละ 0 – 5 คาร์โบไฮเดรต เพิ่มอัตราการเผาผลาญร้อยละ 5 – 10 โปรตีน เพิ่มอัตราการเผาผลาญร้อยละ 20 – 30 เป็นต้น

ทั้งนี้พลังงานส่วนเกินจากการเผาผลาญ ร่างกายจะมีกระบวนการเพื่อนำมาเก็บไว้ในรูปของไขมันตามส่วนต่างๆของร่างกาย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.healthcarethai.com  biochem.md.chula.ac.th  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


-Hormones-เคมีวิเศษในร่างกาย.jpg

หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า ฮอร์โมนกันมาบ่อยแล้ว วันนี้เรามาดูกันว่า ฮอร์โมนคืออะไร และมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร ฮอร์โมนที่ควรรู้จักในชีวิตประจำวันมีตัวไหนบ้าง

 

ฮอร์โมนและหน้าที่

ฮอร์โมน คือ สารเคมีชนิดหนึ่งที่ต่อมไร้ท่อ (Endocrine gland) ในร่างกาย สร้างขึ้น แล้วปล่อยสู่กระแสเลือดไปส่งผลต่อเซลล์หรืออวัยวะเป้าหมาย (Target organ) ซึ่งอาจเป็นอวัยวะเดียวหรือหลายอวัยวะได้ โดยผลที่เกิดขึ้นและถือเป็นหน้าที่ของฮอร์โมน ได้แก่

  • การเร่งการเจริญเติบโต ตั้งแต่ระดับเซลล์ เนื้อเยื่อไปจนถึงอวัยวะ เช่น การเจริญเติบโตของร่างกาย พัฒนาการทางเพศ การเจริญพันธุ์ เป็นต้น
  • การช่วยควบคุมและรักษาสมดุลของภาวะต่าง ๆ ในร่างกาย ให้คงที่ เช่น การรักษาอุณหภูมิ ความดันเลือด ความสมดุลของน้ำและเกลือแร่ ความเป็นกรดเป็นด่าง ความเข้มข้นของสารต่าง ๆ ภายในร่างกาย เป็นต้น
  • การควบคุมอาการกระหายน้ำ ควบคุมอารมณ์และความจำ ตลอดจนการช่วยในการรักษาโรคบางโรค

โดยสรุปคือ เพื่อให้ระบบในร่างกาย ทำงานได้เป็นปกติ ตามเพศและวัยของแต่ละบุคคล

 

ความไม่สมดุลของฮอร์โมน

จากการที่ฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของทุกระบบในร่างกาย การมีฮอร์โมนในระดับที่เหมาะสมจะทำให้การทำหน้าที่ของอวัยวะในทุกระบบเป็นไปอย่างราบรื่น สอดคล้องกับวัย แม้กระนั้นการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในภาวะปกติ อาจส่งผลต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก เช่น เพศหญิง จะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายและจิตใจ ในช่วงก่อนมี ขณะมี และหลังการมีประจำเดือน

เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ขณะที่เพศชาย การเปลี่ยนแปลงของระดับฮออร์โมนเทสโทสเตอโรน จะทำให้หลายคนรู้สึกเหนื่อย ขาดความกระตือรือร้น หงุดหงิด เบื่อง่าย นอนไม่หลับ

ในรายที่มีความบกพร่องของฮอร์โมน จะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นได้ เช่น โรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น ที่เกิดจากความผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน โรคไทรอยด์ เกิดความปรวนแปร ทั้งร่างกาย จิตใจและสมองโดยเฉพาะระบบประสาทอัตโนมัติ เกิดจากความผิดปกติของไทรอยด์ฮอร์โมน

 ฮอร์โมน-Hormones-เคมีวิเศษในร่างกาย

ฮอร์โมนที่ควรรู้

  • อะดรีนาลิน (Adrenaline) หรืออิพีเนฟฟริน (Epinephrine) สร้างจากต่อมหมวกไต เวลาที่ตกใจ ตื่นเต้นหรือกลัวมาก ๆ  ฮอร์โมนนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนและกลูโคสไปยังสมองและกล้ามเนื้อ
    โดยการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ การขยายตัวของหลอดเลือด และเร่งปฏิกิริยาในการเปลี่ยนไกลโคเจนในตับ ให้กลายเป็นกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด กลไกดังกล่าวเพื่อให้ร่างกาย ตื่นตัว มีกำลังและความพร้อมต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
  • คอร์ติซอล (Cortisol) สร้างจากต่อมหมวกไต จัดเป็นฮอร์โมนที่มีความจำเป็น (Essential Hormone) เพื่อตอบสนองต่อความเครียด รวมถึงมีบทบาทต่อกระบวนการอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมระดับอินซูลินในเลือด ควบคุมสารน้ำภายในร่างกาย โดยเป็นการช่วยให้ร่างกายกลับสู่สมดุล
    อย่างไรก็ตามเมื่อมี
    ความเครียดมาก ๆ ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามาก ๆ ส่งผลไปกระตุ้นร่างกายให้รู้สึกหิว อยากทานอาหารที่ให้พลังงานสูงมากขึ้น เพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไปกับความเครียด ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มในการเป็น โรคอ้วน
  • โดพามีน (Dopamine) เป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยส่งสัญญาณภายในสมอง โดยจัดเป็นฮอร์โมนกลุ่ม catecholamine มีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรม ความรู้ ความเข้าใจและการเคลื่อนไหวโดยสมัครใจ ช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต มีบทบาทสำคัญในคุณลักษณะทางจิตวิทยา เช่นแรงจูงใจ การลงโทษ การให้รางวัล ความสุข การรับรู้ ความจำ การเรียนรู้ เมื่อโดพามีนที่หลั่งออกมาจะทำให้ร่างกายตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิ และไวต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น มีการนิยามให้โดพามีนเป็นสารเคมีแห่งรัก
  • เอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ผลิตจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า และสมองส่วนไฮโปธาลามัส เป็นสารที่มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน ทำหน้าที่ระงับความเจ็บปวด เสมือนยาระงับปวดตามธรรมชาติ นอกจากนั้นเอ็นดอร์ฟินยังเป็นสารเพิ่มความตื่นตัว ความมีชีวิตชีวาและมีความสุข   สารนี้จะหลั่งเมื่อเราออกกำลังกาย ได้รับแสงแดดเหมาะสม มีงานวิจัยพบว่าการหัวเราะ การยิ้มมีความสุข จะช่วยให้สมองสร้างสารเอ็นดอร์ฟินเพิ่มขึ้น มีการนิยามให้เอ็นดอร์ฟินเป็นสารเคมีสารแห่งความสุข
  • เอสโตรเจน (Estrogen) ผลิตจากรังไข่ ส่งผลต่อรูปร่าง นิสัยและอารมณ์ของเพศหญิง โดยทำให้มีหน้าอก เต้านมเต่งตึง สะโพกผาย ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีอารมณ์อ่อนไหว เปลี่ยนแปลงขึ้นลงตลอดเวลาตามรอบของประจำเดือน นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างเซลล์ ซ่อมแซมระบบสืบพันธุ์ รักษาสภาพผนังช่องคลอด ควบคุมเมือกในช่องคลอด ทำให้ไข่ในรังไข่เจริญเติบโต ควบคุมการตกไข่ กระตุ้นการหนาตัวของเยื่อบุผนังมดลูกชั้นใน รองรับการปฏิสนธิร่วมกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
  • โกรท ฮอร์โมน (Growth hormone) ผลิตจากต่อมใต้สมอง เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดการเจริญและเพิ่มความยาวของกระดูก โดยการเก็บรักษาแคลเซียม กระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีนทำให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่ม กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆให้กับอวัยวะภายในที่มีการสึกหรอ รวมถึงการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังส่งเสริมการสลายไขมันและไตรกลีเซอไรด์ รวมถึงควบคุมการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด มีการนิยามโกรท ฮอร์โมน ให้เป็นสารเคมีต้านความชรา
  • อินซูลิน (Insulin) ผลิตจากตับอ่อน ทำหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต และยังมีบทบาทต่อการเผาผลาญไขมัน ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด โดยเร่งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคส (Glucose) จากกระแสเลือด เข้าสู่ตับ กล้ามเนื้อลายและเนื้อเยื่อไขมัน โดยตับจะเก็บกลูโคสไว้ในรูปของไกลโคเจน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ตับจะเปลี่ยนจากไกลโคเจนกลับมาเป็นกลูโคส เพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในกระแสเลือด อินซูลินมีผลกระทบต่อเซลล์เกือบทุกชนิดในร่างกาย
  • เมลาโทนิน (Melatonin) ผลิตจากต่อมไพเนียล มีกลไกในการทำงานขึ้นอยู่กับแสงสว่าง และอุณหภูมิ โดยในเวลากลางคืนต่อมนี้จะหลั่งเมลาโทนินเข้าสู่กระแสเลือด ส่งสัญญาณให้ร่างกาย รู้ว่าเป็นเวลาพักผ่อน ร่างกายจะผ่อนคลาย อุณหภูมิร่างกาย ลดลง พร้อมที่จะนอนหลับ เมลาโทนินมีส่วนสำคัญในการควบคุมระบบนาฬิกาชีวภาพของมนุษย์ ทั้งนี้ฮอร์โมนดังกล่าวจะมีอยู่ในร่างกายสูงในตอนกลางคืน และจะคงอยู่ในกระแสเลือดประมาณ 12 ชั่วโมง ก่อนที่จะลดปริมาณลงในตอนเช้า
  • โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ผลิตจากรังไข่หลังจากที่มีการตกไข่ เปรียบเสมือนฮอร์โมนสำหรับการตั้งครรภ์โดยทำงานร่วมกันกับเอสโตรเจน ในการช่วยกระตุ้นให้เยื่อบุผนังมดลูกชั้นในหนาตัวขึ้น เพื่อรองรับการตั้งครรภ์ โดยกรณีที่มีการตั้งครรภ์ โปรเจสเตอโรนจะช่วยปรับสภาพเยื่อบุโพรงมดลูกให้เหมาะสมกับการฝังตัว ช่วยสะสมไขมัน เพื่อให้มีพลังงานและสารอาหาร ช่วยทำให้ร่างกายพร้อมสำหรับการมีบุตร ในกรณีที่ไม่มีการตั้งครรภ์ โปรเจสเตอโรนก็จะไปสลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาขึ้น ให้หลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนออกมาไปจนถึง  อายุ 50 ปีปลาย ๆ จากนั้น ฮอร์โมนจะเริ่มผลิตน้อยลง เข้าสู่ภาวะวัยทอง
  • เซโรโทนิน (Serotonin) ประมาณ 80 – 90% จะถูกสร้างและอยู่ที่ทางเดินอาหาร ที่เหลือจะพบที่ระบบประสาทส่วนกลาง โดยเซโรโทนินมีหน้าที่แตกต่างกันในแต่ละอวัยวะ เช่น พบที่ทางเดินอาหารจะมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะอาหาร การเคลื่อนไหวของลำไส้ กระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย พบที่สมอง มีหน้าที่ควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึก ไม่ให้แปรปรวน ควบคุมวงจรการนอนหลับ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต การหลั่งฮอร์โมน การรับรู้ความเจ็บปวด ฯลฯ เป็นเหมือนกับระบบเข็มนาฬิกาของสมอง มีการให้นิยามของเซโรโทนิน เป็นสารเคมีแห่งความสงบ
  • เทสโทสเตอโรน (Testosterone) ผลิตจากลูกอัณฑะ เป็นฮอร์โมนหลักที่ช่วยกระตุ้นลักษณะความเป็นชาย ทำให้ผู้ชายมีรูปร่างลักษณะ อารมณ์ นิสัย แตกต่างไปจากผู้หญิง เช่น การมีเสียงทุ้มใหญ่ มีหนวดเครา ขนตามร่างกาย มีกล้ามเนื้อ กระดูกที่ใหญ่และแข็งแรง รวมถึงมีการสร้างอสุจิ ในส่วนของนิสัย ทำให้ผู้ชายมีนิสัยชอบแข่งขัน ชอบเอาชนะ ชอบความท้าทาย มีความสนใจในเรื่องเพศมากกว่าผู้หญิง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.bodytomy.com  th.wikipedia.org  haamor.com  www.bangkokhealth.com  www.vcharkarn.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


-huj.jpg

ชีพจร (Pulse) เกิดจากการบีบตัวของหัวใจเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ทำให้เกิดแรงดันมากระทบผนังของเส้นเลือด เป็นผลให้เส้นเลือดมีการหดและขยายตัวตามจังหวะการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งเราสามารถคลำได้ตรงตำแหน่งที่เส้นเลือดแดงวิ่งผ่านหรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ชีพจรคือจังหวะการเต้นของหัวใจ

 

ชีพจรอยู่ตรงไหน

ชีพจรที่คลำได้ตามร่างกายนั้น จะพบว่ามักจะอยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นส่วนข้อต่อของกระดูก เช่น ข้อมือ ข้อพับแขน ขาหนีบ ขมับ และคอ ในผู้ใหญ่นิยมจับชีพจรที่ข้อมือทางด้านหัวแม่มือ หรือที่แขนเพราะคลำได้ง่ายและสะดวก ในเด็กเล็ก ๆ ที่ข้อมือบางครั้งอาจจะคลำลำบากมาก ดังนั้นจึงนิยมคลำที่ขาหนีบเพราะที่ตำแหน่งขาหนีบจะเป็นตำแหน่งที่คลำได้ชัดทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

 

วิธีจับชีพจร

ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนพักหายเหนื่อยก่อนประมาณ 5 – 10 นาที
  2. ในท่านั่งให้ผู้ป่วยนั่งให้สบายที่สุดเหยียดแขนหรือข้อมือให้ตรง ที่แขนควรมีที่รองรับเพื่อให้รู้สึกสบายแขนไม่เกร็ง แต่ถ้าจับในท่าที่คนไข้นอนให้ผู้ป่วยนอนหงายแขนราบกับพื้นหงายฝ่ามือขึ้น
  3. วางนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง บนตำแหน่งที่เส้นเลือดแดงผ่าน (ดังรูป) เช่น ที่ข้อมือด้านหัวแม่มือหรือข้อแขน เป็นต้น แล้วกดปลายนิ้วทั้งลงเบา ๆ จับเวลา นับจำนวนครั้งในการเต้นของชีพจรนาน 1 นาที ในรายที่เต้นสม่ำเสมออาจจับเวลาเพียงครึ่งนาทีแล้วคูณสอง

 

ชีพจร

https://www.doctor.or.th

 

ข้อควรระวัง

  1. ระวังอย่าใช้นิ้วหัวแม่มือจับชีพจรคนไข้ เพราะจะจับได้ชีพจรของผู้จับเอง เนื่องจากนิ้วหัวแม่มือมีเส้นเลือดใหญ่มาเลี้ยงนั่นเอง
  2. ไม่จับชีพจรในขณะที่คนไข้ตื่นเต้นหรือตกใจกลัว หรือภายหลังออกกำลังกายมาใหม่ ๆ เพราะขณะนั้นชีพจรจะเต้นเร็วกว่าปกติ ควรรอให้ร่างกายอยู่ในสภาพปกติก่อน
  3. ควรใช้นาฬิกาที่มีเข็มวินาทีจับชีพจร เพราะสะดวกในการจับ

 

ควรจับชีพจรเมื่อใดบ้าง

  1. เมื่อมีอาการผิดปกติหรือเจ็บป่วยเกิดขึ้น เช่น เป็นไข้ตัวร้อน
    ปวดหัว ปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องเดิน ซีด เหลือง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลม เจ็บหน้าอก ฯลฯ
  2. เมื่อมีการเสียเลือด หรือประสบอุบัติเหตุ
  3. เมื่อรู้สึกว่าใจสั่น ซึ่งอาจมีสาเหตุจากโรคทางกายจริง ๆ หรือโรคทางใจ (โรคประสาท วิตกกังวลคิดมาก) ก็ได้

 

ชีพจรเต้นอย่างไร

ในคนปกติ ชีพจรจะเต้นแรงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

  • ผู้ใหญ่ เต้นประมาณนาทีละ 60 – 80 ครั้ง
  • เด็ก เต้นประมาณนาทีละ 90 – 100 ครั้ง
  • ทารกแรกเกิด เต้นประมาณนาทีละ 120 – 130 ครั้ง

จะเห็นว่าทารกแรกเกิดชีพจรเต้นเร็วมาก เมื่อยิ่งโตขึ้นอายุมากขึ้นชีพจรจะเต้นช้าลง แต่จะแรงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

 

การเต้นของชีพจรที่ผิดปกติ

การเต้นของชีพจรที่ผิดปกติ เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ได้หลายสาเหตุ การเต้นผิดปกติอาจเกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว นาน ๆ ครั้ง หรือเกิดขึ้นเป็นประจำ

เราลองมาพิจารณาการเต้นของชีพจรลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

  • ชีพจรที่เต้นแรงและเร็วกว่าปกติ
    เช่น ผู้ใหญ่เต้นนาทีละ 100 – 120 ครั้ง ชีพจรแบบนี้จะพบได้ในคนที่เป็นโรคและไม่เป็นโรคก็ได้

    • ถ้าการเต้นนั้นเกี่ยวข้องกับอาการเหนื่อยง่าย เวลาออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยหรือว่าอยู่เฉย ๆ หัวใจก็เต้นแรงผิดปกติ รู้สึกเจ็บหน้าอกบ่อย ๆ เหนื่อยง่าย อาการที่เกิดขึ้นนี้มักพบในคนที่เป็นโรคหัวใจ
    • ถ้ามีอาการเหนื่อยง่าย กินจุ แต่ผอมลง คลื่นไส้อาเจียน คอโต หรือตาโปน ก็อาจเป็นโรคต่อมไทรอยด์ (คอพอกเป็นพิษ)
    • คนที่มีไข้ตัวร้อน ก็อาจมีชีพจรเต้นแรงและเร็วได้ ตามปกติถ้าไข้ขึ้น 1 ฟ. (องศาฟาเรนไฮท์) ชีพจรจะเต้นเร็วขึ้นอีกนาทีละ 10 ครั้ง
    • คนที่ซีดโลหิตจาง หรือได้รับยาบางตัว (เช่น ฮะดรีนาลีน ฉีดแก้หืด) ก็มีชีพจรที่เต้นเร็วได้
    • ในคนที่ร่างกายเป็นปกติ ชีพจรก็อาจเต้นเร็วได้ แต่มักจะมาจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ออกกำลังกายมาใหม่ ๆ ตื่นเต้น ตกใจกลัว แต่เมื่อได้พักหัวใจก็จะเต้นเป็นปกติเหมือนเดิม
  • ชีพจรที่เต้าช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที
    บางรายอาจไม่แสดงอาการ แต่บางรายก็มีอาการหน้ามืดเป็นลมได้ มักพบในคนที่มีความผิดปกติของหัวใจ

    • คนไข้ที่มีก้อนเลือดในสมอง (เช่น ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ) หรือมีสาเหตุอะไรก็ตามที่ทำให้ความดันภายในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ก็อาจมีชีพจรเต้นช้าลงได้
    • ในคนที่เป็นนักกีฬาที่มีร่างกาย “ฟิต” เต็มที่ก็จะพบว่าชีพจรเต้นค่อนข้างช้า แต่มีแรงและสม่ำเสมอดีชีพจรแบบนี้เราถือเป็นสิ่งที่ดีมาก
  • ชีพจรเต้นเบาและเร็ว พบในคนที่เป็นลม ช็อก ท้องเดินมาก ๆ ท้องนอกมดลูก กระเพาะทะลุ ถ้าชีพจรในลักษณะนี้รีบให้การปฐมพยาบาลแล้วส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
  • ชีพจรที่เต้นไม่สม่ำเสมอ
    • ถ้าเป็นตลอดเวลา จะพบในคนที่เป็นโรคหัวใจ คอพอกเป็นพิษ
    • ในคนปกติ บางครั้งชีพจรก็เต้นไม่สม่ำเสมอเป็นครั้งเป็นคราวได้ ซึ่งเป็นผลมาจากร่างกายได้รับยาและสารเคมีบางชนิดเข้าไปในร่างกาย เช่น เหล้า บุหรี่ กาแฟ หรือแม้แต่ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอเคร่งเครียดก็ทำให้ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอได้

 

ขอให้ท่านลองฝึกจับชีพจรกันดู เมื่อจับแล้วไม่แน่ใจว่า เต้นปกติหรือผิดปกติหรือไม่ ท่านอาจจะขอคำแนะนำจากหมอที่ใกล้บ้านท่าน ต่อ ๆ ไปเมื่อท่านจับชีพจรบ่อย ๆ ครั้ง จะเกิดความชำนาญขึ้นสามารถจะแยกออกว่าเต้นปกติหรือผิดปกติได้ จะเป็นประโยชน์ต่อตัวท่านเอง และทุก ๆ คนในบ้าน เมื่อเกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ดังที่กล่าวเป็นข้อ ๆ ไว้นั้น จะสามารถป้องกันอันตรายขั้นรุนแรงที่จะเกิดกับผู้ป่วยได้

 

ผู้เขียน : ลลิตา อาชานานุภาพ
แหล่งที่มา : นิตยสารหมอชาวบ้าน  เล่มที่: 3, กรกฎาคม 2522, www.doctor.or.th
ภาพประกอบจาก : www.doctor.or.th 


-Dream.jpg

ความฝัน (Dream) หรือฝัน เป็นลำดับภาพ ความคิด อารมณ์ และการรับรู้ที่เกิดขึ้นนอกเหนืออำนาจจิตใจ มีผู้มองว่าฝันเชื่อมโยงกับจิตไร้สำนึก โดยมีตั้งแต่ปกติและสามัญไปจนถึงเหนือจริงหรือแปลกประหลาด

 

ฝันสามารถมีได้หลายอารมณ์ เช่น กลัว ตื่นเต้น สนุกสนาน เศร้าโศก ผจญภัยหรือเกี่ยวกับเพศ สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงของการนอนหลับ (sleep stages) ทั้งในช่วงหลับธรรมดา (NREM sleep) และช่วงหลับฝัน (REM sleep) แต่จะมีลักษณะที่ต่างกัน

หลับฝัน (REM sleep)

โดยฝันเกิดขึ้นในช่วงหลับฝัน หรือ REM sleep เป็นหลัก ช่วงนี้กิจกรรมของสมองเพิ่มสูงขึ้นเสมือนว่ากำลังตื่นอยู่ มีการกลอกไปมาของลูกตาขณะหลับ ขณะที่ระบบร่างกายอื่นๆได้ลดการทำงานลง ยกเว้นระบบในร่างกายเพื่อใช้ยังชีพ ฝันที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ มักจะยาว มองเห็นภาพชัดเจน เกิดอารมณ์ร่วมด้วย โดยเรื่องที่ฝันมักจะไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือเหตุการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิตประจำวัน ณ ขณะนั้น แต่เป็นเรื่องที่สัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เรียนรู้ใหม่กับสิ่งที่เคยเรียนรู้ เรื่องเก่า ๆ ที่จดจำมาก่อนแล้ว

 

หลับธรรมดา (NREM sleep)

สำหรับฝันในช่วงหลับธรรมดา หรือ NREM sleep จะตรงกันข้ามกับฝันในช่วงหลับฝัน โดยเรื่องที่ฝันมักเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เป็นฝันที่สั้นๆ ทบทวนซ้ำสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้เพื่อทำให้เกิดเป็นความจำระยะยาว (memory consolidation) โดยมีแนวโน้มสมจริงหรือผู้ฝันจำเรื่องราวได้น้อยกว่าฝันหลับธรรมดา

ฝันกินระยะเวลาตั้งแต่ไม่กี่วินาทีไปจนถึงยี่สิบนาที โดยเฉลี่ยจะมีการฝัน 3 ถึง 5 ฝันต่อคืน และมีแนวโน้มนานขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ในระหว่างการหลับ 8 ชั่วโมง จะใช้เวลากับการฝัน 2 ชั่วโมง และเมื่อตื่น คนมักจะจำฝันที่เกิดขึ้นในหลับฝัน ได้มากกว่า ฝันที่เกิดขึ้นในช่วงหลับธรรมดา

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สมพล เทพชุม
แหล่งที่มา : www.ps2.si.mahidol.ac.th  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : thecrackeddoor.com  


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก