ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

โรคเครียด (Acute Stress Disorder, ASD) เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของร่างกายและจิตใจ ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดัน โดยแสดงออกผ่านการทำงานที่ผิดปกติของระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งทางด้านจิตใจ อารมณ์และพฤติกรรม ผู้ที่เผชิญสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดันซ้ำ ๆ และไม่ได้รับการแก้ไข นานไปก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพและทำให้เป็นโรคเครียดได้ ทั้งนี้สถานการณ์ที่เป็นแรงกดดัน จนนำไปสู่ภาวะและโรคเครียดอาจแตกต่างกันไป เนื่องจากแต่ละคนมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์กดดันได้มากน้อยแตกต่างกัน  

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเครียดมักเกิดอาการของโรคทันทีที่เผชิญสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด โดยจะเกิดอาการของโรคเป็นเวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ อาการของโรคเครียดในแต่ละด้านมีดังนี้

WordPress Tables Plugin

 

อาการที่ควรไปพบแพทย์
เมื่อมีอาการข้างต้นเกิดขึ้นบ่อยหรือต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นอาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์หรือพฤติกรรม โดยไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดันนั้น ๆ ให้ดีขึ้นได้ ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งที่ควรทำ

ทั้งนี้กรมสุขภาพจิตได้พัฒนาแบบประเมินเพื่อเป็นตัวช่วยให้ประชาชนสามารถคัดกรองภาวะเครียดเบื้องต้นด้วยตนเอง ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นแนวทางการดูแลตัวเองและวางแผนจัดการกับความเครียดได้อย่างเหมาะสม โดยให้สำรวจอาการที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ว่ามีอาการหรือความรู้สึกในตารางด้านล่างนี้มากน้อยเพียงใด

โรคเครียด

เมื่อคุณตอบแบบประเมินครบทั้ง 20 ข้อ แล้วให้รวมคะแนนแต่ละข้อ ดังนี้

  • ไม่เคยเลย = 0 คะแนน
  • เป็นครั้งคราว = 1 คะแนน
  • เป็นบ่อย ๆ = 2 คะแนน
  • เป็นประจำ = 3 คะแนน

จากนั้น ให้รวมคะแนนทั้ง 20 ข้อ คะแนนที่ได้จะอยู่ระหว่าง 0 – 60 คะแนน ซึ่งแต่ละช่วงคะแนนมีความหมาย ดังนี้

  • 0 – 5 คะแนน แสดงว่า เครียดน้อยกว่าปกติ อาจเป็นเพราะคุณมีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนในการดำเนินชีวิตสักเท่าใดนัก คุณอาจถามตัวเองว่าพอใจหรือไม่กับสิ่งที่เป็นอยู่ หากพอใจและชีวิตไม่เดือดร้อนก็สามารถดำเนินชีวิตต่อไปอย่างเป็นสุข แต่ถ้าไม่พอใจควรปรับเปลี่ยนวิถี เช่น อ่านหนังสือ สังสรรค์กับเพื่อน หรือวางเป้าหมายชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเองแล้วดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
  • 6 – 17 คะแนน แสดงว่า เครียดในระดับปกติ คุณสามารถจัดการกับความเครียดที่เกินขึ้นในชีวิตประจำวันได้ดี และปรับตัวปรับใจให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างอย่างเหมาะสม คุณควรพยายามรักษาระดับความเครียดเช่นนี้ต่อไปให้ได้นาน ๆ
  • 18 – 25 คะแนน แสดงว่า เครียดสูงกว่าระดับปกติเล็กน้อย คุณอาจกำลังมีปัญหาบางอย่างที่ทำให้ไม่สบายใจ อาจทำให้มีอาการผิดปกติทางร่างกาย จิตใจและการแสดงออกได้เล็กน้อย แต่เมื่อได้พักผ่อนหย่อนใจก็จะรู้สึกดีขึ้นเอง หากทำแล้วยังไม่หายเครียดควรพูดคุยหรือปรึกษาเรื่องที่รบกวนจิตใจกับคนไว้วางใจ
  • 26 – 29 คะแนน แสดงว่า เครียดสูงว่าระดับปกติปานกลาง คุณอาจกำลังมีปัญหาบางอย่างในชีวิตที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ ทำให้มีอาการผิดปกติทางร่างกาย จิตใจ และการแสดงออกอย่างเห็นได้ชัด และแม้จะพักผ่อนหย่อนใจแล้วก็อาจจะไม่หายเครียด ควรค้นหาสาเหตุของปัญหาที่ทำให้ไม่สบายใจ คิดแก้ไขปัญหาและลงมือแก้ไข
  • 30 – 60 คะแนน แสดงว่า เครียดสูงกว่าระดับปกติมาก คุณอาจกำลังเผชิญภาวะวิกฤตในชีวิตหรือสะสมความเครียดไว้มากเกินไปเป็นเวลานาน ควรคลายเครียดด้วยการหยุดพักความคิด ยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายผ่อนคลาย พักผ่อนหย่อนใจ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง คิดแก้ปัญหาและลงมือแก้ไขปัญหา หากไม่ดีขึ้นควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา : แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

 

สาเหตุ

ผู้ที่เป็นโรคเครียดมักเป็นผู้ที่ประสบพบเจอกับเหตุการณ์ร้ายแรง ที่ทำให้รู้สึกกลัว ตื่นตระหนก หรือรู้สึกสะเทือนขวัญ เช่น การประสบอุบัติเหตุจนเกือบเสียชีวิต การได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง การเจ็บป่วยร้ายแรงของตนเองหรือคนในครอบครัว การประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคเครียด ได้แก่ ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เครียด เช่น มีพ่อแม่เครียด มีปัญหาครอบครัว มีปัญหาในการทำงานหรือปัญหากับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน โดยทั้งหมดต้องติดต่อพบเจอกันเป็นประจำ ผู้ที่มีประวัติประสบปัญหาสุขภาพจิตบางอย่าง เช่น วิตกกังวล ย้ำคิดย้ำทำ หรือผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วงรอยต่อ เช่น ช่วยวัยรุ่นก่อนเป็นผู้ใหญ่ หญิงในช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือน ชายหญิงวัยเกษียณ เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ โดยนอกจากตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว จะมีการสอบถามถึงสถานการณ์ที่อาจเป็นแรงกดดันจนส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น การมีอุบัติเหตุ การเจ็บป่วย ความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมถึงสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติดังกล่าวด้วย เช่น การใช้สารเสพติด ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางอย่าง โรคประจำตัวหรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ เพื่อวางแผนในการรักษาได้ถูกต้อง

 

การรักษา

ผู้ป่วยที่เกิดอาการรุนแรงหรือเกิดความเครียดเรื้อรัง ควรต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • ปรึกษาแพทย์ การปรึกษาจิตแพทย์ถือเป็นวิธีรักษาโรคเครียดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเครียดที่เกิดอาการรุนแรงและเป็นมานาน โดยแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด รวมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยจัดการอาการของโรคที่เกิดขึ้นได้
  • บำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) เป็นวิธีจิตบำบัดที่มีแนวคิดว่าความคิดบางอย่างของผู้ป่วยส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิต ผู้ป่วยโรคเครียดอาจได้รับการบำบัดระยะสั้น โดยแพทย์จะพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกและความคิดของผู้ป่วย รวมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าความคิดบางอย่างนั้นไม่ถูกต้อง และปรับทัศนคติของผู้ป่วยที่มีต่อสิ่งต่างๆให้มองทุกอย่างได้ถูกต้องและตรงตามความเป็นจริง
  • ใช้ยารักษา แพทย์อาจจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วยบางรายเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับโรคเครียด เช่น อาการปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อาการนอนไม่หลับ อาการซึมเศร้า เป็นต้น โดยยาที่ใช้รักษาโรคเครียด ได้แก่ ยากลุ่มเบต้า บล็อกเกอร์ (Beta-Blocker) และยาไดอะซีแพม (Diazepam) โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆในผู้ป่วยบางรายที่จำเป็น

นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการอื่น ๆ เช่น ยาระงับอาการวิตกกังวล ยาต้านซึมเศร้า เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

การปรับไลฟ์สไตล์ให้เกิดความสมดุลในด้านต่าง ๆ ของชีวิต สามารถช่วยป้องกันภาวะเครียดในเบื้องต้น ดังนี้

  1. จัดแบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัวให้เหมาะสม (Work Life Balance) การดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างรีบเร่ง การมีชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่ยาวนานเกินไป หรือการนำงานจากที่ทำงานกลับไปทำที่บ้านบ่อย ๆ ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมได้
  2. ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 – 4 ครั้ง ๆ ละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง หรืออย่างน้อยให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างวัน เช่น เดิน ขึ้นลงบันได ในวันที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
  3. พักผ่อนโดยเฉพาะนอนหลับให้เพียงพอ เบื้องต้นควรนอนก่อน 4 ทุ่ม และควรนอนให้ได้คืนละ 7 – 8 ชั่วโมง
  4. มีงานอดิเรก เช่น ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสุนัข สะสมแสตมป์ อ่านหนังสือ งานจิตอาสาและอื่น ๆ ที่ช่วยให้สมองและร่างกายได้ผ่อนคลายจากสถานการณ์ต่างๆที่เป็นแรงกดดันให้เกิดความเครียด
  5. ฝึกใจให้รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติดจนเกินไป ทั้งด้วยการทำสมาธิ การสวดมนต์ ปฏิบัติหรือสนทนาธรรมกับผู้รู้หรือกัลยาณมิตร เพื่อให้รู้เท่าทันอารมณ์ แก้ปัญหา สถานการณ์ต่าง ๆ โดยไม่ทำให้เครียดมากขึ้น
  6. ฝึกเป็นคนมองโลกในแง่บวก มีงานวิจัยพบว่าการคิดบวกเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพ ทั้งชีวิตยืนยาวอย่างมีความสุขมากขึ้น ลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เสริมสร้างสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเครียดและสถานการณ์ยากลำบากได้ดีขึ้น

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.dmh.go.th  www.siamhealth.net  กรมสุขภาพจิต

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

เชื้อราในช่องคลอด (Vaginal candidiasis) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิง เกิดจากการติดเชื้อราบริเวณปากช่องคลอดและในช่องคลอด ส่งผลให้เกิดการอักเสบ การระคายเคือง และคันที่บริเวณดังกล่าว เชื้อราเป็นเชื้อสาเหตุอันดับสองรองจากเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดภาวะช่องคลอดอักเสบ จากข้อมูลพบว่า 75% ของผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน เคยเป็นโรคนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง และ 45% เคยเป็นโรคนี้มากกว่า 1 ครั้ง

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

อาการสำคัญที่พบได้บ่อยคือ “อาการคัน” บริเวณรอบปากช่องคลอดและในช่องคลอด โดยอาจเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ปัสสาวะบ่อย ปวดแสบปวดร้อนขณะถ่ายปัสสาวะ ปวดเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หลังอาการคันบางรายอาจมีตกขาวผิดปกติ โดยเป็นก้อนข้นเหนียว สีขาวหรือสีเหลืองนวลคล้ายตะกอนนมบูด บางรายอาจเกิดผื่นแดงที่บริเวณช่องคลอดร่วมด้วย


เมื่อไรควรไปพบแพทย์

  • ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นครั้งแรก เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นโรคอื่นที่ร้ายแรงกว่านั้น
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนที่จะซื้อยามารักษาเอง
  • ผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อราในช่องคลอด 4 ครั้งต่อปีหรือมากกว่า ต่อปี แพทย์อาจต้องให้ยาต้านเชื้อรานานอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค นอกจากนี้ยังอาจมีความจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุจากโรคอื่น เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น

 

สาเหตุ

เชื้อราที่เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบในช่องคลอด เป็นเชื้อราในกลุ่มแคนดิด้า (Candida) ซึ่งสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือ “แคนดิด้า อัลบิแคนส์” (Candida albicans) เชื้อราสายพันธุ์นี้พบเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดได้ถึง 80 – 92% เนื่องจากสามารถเกาะติดกับเซลล์เยื่อบุช่องคลอดได้ดี

ปกติเชื้อแคนดิด้า อัลบิแคนส์อาศัยอยู่ได้หลายอวัยวะในร่างกาย ทั้งในช่องปาก ช่องคอ ทางเดินอาหาร ผิวหนัง โดยสามารถผ่านจากทางเดินอาหารออกมาทางทวารหนัก และปนเปื้อนไปตกอยู่ในช่องคลอดได้ แต่ในช่องคลอดจะมีแบคทีเรียประจำถิ่นที่สามารถผลิตสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งทำให้สภาพแวดล้อมในช่องคลอดไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อแคนดิด้า อัลบิแคนส์รา ทำให้ในสภาวะปกติต่อให้มีเชื้อนี้อยู่ในร่างกาย ก็ไม่ก่อให้เกิดโรค แต่เมื่อมีปัจจัยที่ส่งผลให้สภาพแวดล้อมในร่างกายหรือในช่องคลอดเกิดการเปลี่ยนแปลง เชื้อนี้ก็สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจนก่อให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดได้ในที่สุด

 

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยที่ทำให้สภาพร่างกายหรือสภาวะในช่องคลอดของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จนเกิดการติดเชื้อแคนดิด้า อัลบิแคนส์ มักเกี่ยวข้องกับโรค ฮอร์โมน ยา และภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังต่อไปนี้

  • การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างจะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นของร่างกายได้ เมื่อไม่มีเชื้อแบคทีเรียที่ทำหน้าที่รักษาสมดุลกรดด่างในช่องคลอดจึงเป็นโอกาสให้เชื้อราเจริญเติบโตจนก่อโรคได้
  • ภาวะเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการทำงานของภูมิคุ้มกัน T-cell เสื่อมลง ส่งผลให้ความสามารถในการกำจัดเชื้อของร่างกายน้อยลง
  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดจะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มขึ้น เอสโตรเจนมีผลให้ไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งพบได้ในสารน้ำในช่องคลอดมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ไกลโคเจนจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคส ช่วยให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
  • ภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายลดต่ำลง ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน (ยากลุ่มสเตียรอยด์หรือยาเคมีบำบัด) จะมีผลให้ความสามารถในการต่อสู้หรือยับยั้งเชื้อของร่างกายลดต่ำลงจนไม่อาจต่อสู้กับเชื้อราได้
  • การใช้ผลิตภัณฑ์สวนล้างช่องคลอด ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะรบกวนสมดุลกรดด่างในช่องคลอด และทำให้เชื้อราเติบโตจนก่อโรคได้

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักถามอาการและอาการแสดง เช่น อาการคัน การตกขาวที่ผิดปกติ การปวดแสบ ประวัติการติดเชื้อราหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ

สำหรับผู้ป่วยที่กลับเป็นซ้ำบ่อย ๆ หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังได้รับการรักษา จำเป็นต้องตรวจหาความผิดปกติภายในช่องคลอด โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในช่องคลอดเพื่อเก็บสารคัดหลั่งหรือเก็บตัวอย่างตกขาวมาตรวจเพิ่มเติม

การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะใช้วิธีการส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหายีสต์ หรือเชื้อราที่มีลักษณะเป็นเส้นไยหรือไฮฟา (hyphae) นอกจากนี้ แพทย์อาจส่งเพาะเชื้อเพื่อหาเชื้อสาเหตุ การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยให้แพทย์ทราบชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุ และหาวิธีการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

การรักษา

เชื้อราในช่องคลอดเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยใช้ยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีทั้งรูปแบบยาใช้เฉพาะที่ ทั้งชนิดครีมทาหรือเหน็บช่องคลอด และรูปแบบยารับประทาน การรักษาเชื้อราในช่องคลอด เบื้องต้นจำเป็นต้องพิจารณาว่าผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มที่มีการติดเชื้อทั่วไปแบบไม่ซับซ้อน (Uncomplicated infection) หรือกลุ่มติดเชื้อซับซ้อน (Complicated infection) เพื่อให้การรักษาได้อย่างถูกต้อง

  • กลุ่มติดเชื้อทั่วไปแบบไม่ซับซ้อน (Uncomplicated infection).
    ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการไม่รุนแรง เกิดอาการนาน ๆ ครั้ง (น้อยกว่า 4 ครั้งต่อปี) เป็นผู้ที่มีสุขภาพดี และไม่ได้ตั้งครรภ์ เชื้อสาเหตุส่วนใหญ่คือ แคนดิด้า อัลบิแคนส์ ผู้ป่วยสามารถซื้อยาต้านเชื้อราที่ขายทั่วไปมาใช้ควบคู่กับการดูแลตนเองที่บ้านได้ ระยะเวลาการรักษาค่อนข้างสั้น ผู้ป่วยจะตอบสนองต่อการรักษาดี และอาการจะดีขึ้นใน 2 – 3 วัน สูตรยาที่ใช้รักษา ได้แก่

    • ยา Clotrimazole 500 mg เหน็บช่องคลอดครั้งเดียวก่อนนอน หรือ Clotrimazole 100 mg เหน็บช่องคลอดวันละครั้งก่อนนอนนาน 6 วัน
    • ยา Fluconazole 150 mg รับประทานครั้งเดียว
    • ยา Itraconazle 200 mg กินวันละ 2 ครั้งนาน 1 วัน
  • กลุ่มติดเชื้อที่มีความซับซ้อน (Complicated infection).
    ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้บ่อย อาจมากกว่า 4 ครั้งต่อปี มีการกลับเป็นซ้ำหรืออาการไม่ดีขึ้นหลังจากเพิ่งให้การรักษาไป มีอาการรุนแรงพบอวัยวะเพศบวมแดงมาก หรือมีรอยแตกของผนังช่องคลอด หรือตั้งครรภ์

    .
    การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง แนะนำให้ไปพบแพทย์ทั่วไปหรือสูตินารีแพทย์ การรักษาจะใช้เวลาค่อนข้างนาน (มากกว่า 2 สัปดาห์) และการเลือกยาจะพิจารณาจากสภาวะของผู้ป่วยเป็นหลัก เช่น กรณีตั้งครรภ์จำเป็นต้องเลือกยาที่ปลอดภัยที่สุด
    .
    การใช้ยาฆ่าเชื้อราจำเป็นต้องเฝ้าระวังอาการข้างเคียงจากการใช้ยา โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน ยากลุ่มเอโซลอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เอนไซม์ตับเพิ่มขึ้น ตับอักเสบ และผื่นแพ้ยาได้ ดังนั้น หากพบอาการผิดปกติหลังการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทันที นอกจากนี้ ยากลุ่มเอโซลจะเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น เช่น ยาลดไขมันในเลือด หรือยาต้านเชื้อไวรัส ดังนั้น ผู้ป่วยควรแจ้งยาโรคประจำตัวที่ใช้อยู่ให้แพทย์และเภสัชกรทราบทุกครั้ง

 

คำแนะนำ

  1. ผู้ป่วยที่ได้รับยารักษาเชื้อราในช่องคลอด ควรให้ความร่วมมือใช้ยาตามคำสั่งแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด แม้ยาจะสามารถฆ่าเชื้อได้ดีและผู้ป่วยมักมีอาการดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน แต่ก็ไม่ควรหยุดใช้ยาก่อนครบคอร์สการรักษา เพราะอาจเกิดการกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดเชื้อดื้อยาได้
  2. เชื้อราในช่องคลอด ไม่ได้เป็นข้อห้ามไม่ให้ร่วมเพศกับคู่นอน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจเกิดอาการเจ็บขณะร่วมเพศ และถึงแม้โอกาสติดต่อไปยังคู่นอนจะน้อยมาก แต่ถ้าพบคู่นอนมีอาการคันที่อวัยวะเพศ หรือมีการอักเสบที่บริเวณปลายองคชาต ก็ควรรักษาด้วยยาทาฆ่าเชื้อรา เพื่อบรรเทาการติดเชื้อ
  3. ผู้ป่วยกลุ่มซับซ้อน ซึ่งมักมีอาการรุนแรง มีการกลับเป็นซ้ำบ่อย ๆ หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังรักษา แนะนำให้ปรึกษาสูตินารีแพทย์ และไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
  4. ผู้ป่วยกลุ่มซับซ้อน แนะนำให้รักษาโรคร่วมต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดเชื้อราในช่องคลอด เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลได้ ก็ควรรักษาเบาหวานควบคู่ไปจนสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นไปตามเกณฑ์

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น
  • ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะทำให้สมดุลกรดด่างเปลี่ยนไป จนทำให้เกิดเชื้อราได้
  • รักษาความสะอาดที่บริเวณช่องคลอดและอวัยวะเพศ
  • สวมใส่ผ้าสะอาด ไม่ปล่อยให้อับชื้นเป็นเวลานาน
  • เปลี่ยนแผ่นอนามัยอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการใช้แผ่นอนามัยแบบสอด
  • เลือกสวมใส่กางเกงหรือกระโปรงที่ไม่คับหรือรัดแน่นเกินไป ใส่แล้วรู้สึกโล่งสบาย ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกเนื้อผ้าที่มีการถ่ายเทอากาศดี ไม่ทำให้เกิดการอับชื้น

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.siphhospital.com  www.cdc.gov

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


-H2C00.jpg

หลายคนเข้าใจว่า “ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม (Degenerative disc)” เป็นภาวะที่มักจะพบในผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมเกิดขึ้นในร่างกายตามวัยที่สูงขึ้น แต่เชื่อหรือไม่ว่า จากสถิติของคนไข้ที่เข้ารับการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังนั้น มีเพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงอายุและในหลากหลายอาชีพ ซ้ำแล้วในวัยทำงานอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คืออายุตั้งแต่ 25 – 50 ปี ยังพบว่ามีผู้ที่ประสบภาวะนี้เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย

 

สาเหตุสำคัญ

ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม เกิดจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการหลัก

  1. การสึกหรอตามอายุการใช้งาน เช่น นั่งนาน ๆ โดยไม่เปลี่ยนอริยาบท นั่งขับรถเป็นระยะทางไกล ๆ เป็นกิจวัตร
  2. การยกของหนัก
  3. การเกิดภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ซึ่งมีผลทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงบริเวณหมอนรองกระดูกน้อยลง ส่งผลให้กระดูกเสื่อมเร็วก่อนเวลาอันควร

 

อาการที่พบ

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลัง ที่เอวระดับเข็มขัดและอาจร้าวลงไปถึงบริเวณด้านข้างของสะโพก ในบางรายที่มีอาการเฉียบพลัน เช่น ไปยกของหนักมีอาการเจ็บหลังร้าวลงขา ข้างใดข้างหนึ่งทันที แสดงว่า เกิดปริแตกหรือโป่งยื่นของหมอนรองกระดูก ทำให้มีส่วนเนื้อในของหมอนรองกระดูก (Nucleus) โป่งหรือทะลักออกมา ไปกดทับเส้นประสาทที่ไปขา บางรายจะมีอาการชาและทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขา อ่อนแรงของเท้า ทำให้เดินลำบาก ผู้ป่วยลักษณะนี้จะมีภาวะที่เรียกว่า “Acute Herniated Disc Syndrome” ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยทำงาน

อาการที่แสดงว่าหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมที่เห็นเด่นชัดคือ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบริเวณเอว ลักษณะอาการปวดจะตื้อ ๆ ระดับเข็มขัดอาจร้าวลงมาที่บริเวณกล้ามเนื้อด้านข้าง ซึ่งอาการปวดจะมีส่วนสัมพันธ์กับการใช้งาน เช่น มีอาการปวดเมื่อนั่งนาน ขับรถนาน ยืนนาน หรือเดินนาน บางรายอาจนั่งได้เพียง 10-15 นาทีก็จะมีอาการ แต่เมื่อนอนพักอาการปวดจะทุเลาลง ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการกดทับเส้นประสาทมากจะมีอาการปวดร้าวลงขา บางรายมีอาการชาและอ่อนแรงของขาหรือเท้าตามเส้นประสาทส่วนที่ถูกกดทับ

หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม

ภาพจาก : discmdgroup.com 

 

แนวทางในการรักษา

สิ่งแรกแพทย์ต้องจะอธิบายให้ผู้ป่วยทราบว่าตนเองเป็นโรคอะไร มีลักษณะผิดปกติอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง พร้อมกับแนะนำวิธีการดูแลรักษาตนเอง เพื่อให้สามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้อง “โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมหรือโป่งยื่น ส่วนใหญ่สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด (ประมาณกว่า 90% ของผู้ป่วย)” แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดเ ร่วมกับให้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบ ๆ เส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งจะทำให้อาการปวดลดลงได้ และอาจใช้การทำกายภาพบำบัด
ร่วมด้วย

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการชาและอ่อนแรง อาจให้ยาบำรุงเส้นประสาท หรือบางรายที่อาการรุนแรงอาจต้องหยุดพักงาน 2-3 วัน จากนั้นจะเริ่มกลับไปมีกิจวัตรประจำวันตามปกติ อีกแนวทางอีกวิธี คือ การฉีดยารอบเส้นประสาท (Selective nerve block) ด้วยการฉีดสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบและระงับปวดบริเวณเส้นประสาท ในกรณีที่รักษาแบบเบื้องต้นดังกล่าวแล้วไม่ดีขึ้น

 

การผ่าตัด

สำหรับข้อบ่งชี้ว่าผู้ป่วยสมควรเข้ารับการผ่าตัด คือ การรักษาด้วยวิธีการพื้นฐานไม่ได้ผล หรือผู้ป่วยมีอาการชา หรืออ่อนแรงมากขึ้น มีอาการชารอบก้น อั้นอุจจาระและปัสสาวะไม่อยู่ เรียกภาวะนี้ว่า “CaudaEquina Syndrome“ ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่พบได้น้อย และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนทันที

เมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด แพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยการส่งตรวจ MRI เพื่อดูลักษณะของหมอนรองกระดูกสันหลังที่โป่งยื่นหรือสึกหรอ การผ่าตัดจะเป็นการตัดชิ้นของหมอนรองกระดูกสันหลังที่โป่งยื่นออกมาเท่านั้น เรียกว่า “Discectomy” ซึ่งมีเทคนิคหลายวิธี ตั้งแต่เปิดแผลผ่าตัดขนาด 10 เซนติเมตร จนถึงการผ่าตัดเล็ก ขนาด 1-2 เซนติเมตร โดยใช้เทคนิคไมโครสโคปเข้าช่วย (Microdiscectomy) ซึ่งหลังการผ่าตัด คนไข้จะพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน จากนั้นสามารถกลับบ้านได้ แต่จะต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

ข้อที่ต้องหลีกเลี่ยงหลังผ่าตัดอย่างน้อย 3 เดือน คือ ห้ามยกของหนัก ห้ามก้มเก็บของหรือเอี้ยวบิดตัวรุนแรง หลีกเลี่ยงการไอจาม การเบ่งถ่ายอุจจาระ ทั้งนี้เนื่องจากจะทำให้เกิดแรงดันในช่องหมอนรองกระดูกสันหลังสูงขึ้น เกิดความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บขึ้นได้ และไม่ควรนั่งนานเกิน 1 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง ต้องหมั่นเปลี่ยนอิริยาบทบ่อยๆ ด้วยการลุก ยืน เดิน พร้อมกับการบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง

 

เมื่อผ่าตัดแล้ว จะหายขาดหรือไม่

หลังการผ่าตัดอาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจน และจะต้องปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ ส่วนโอกาสที่จะเกิดซ้ำมีประมาณ 5% ส่วนใหญ่เกิดซ้ำในปีแรก โดยเฉพาะ 3 เดือนแรกหลังผ่าตัด เรียกว่าเป็นช่วง 3 เดือนอันตราย ขึ้นอยู่กับระดับความเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง และลักษณะการโป่งยื่นของหมอนรองกระดูก

ส่วนวิธีการรักษาโดยใช้เลเซอร์คลื่นความถี่สูง (RADIOFREQUENCY : RF) และขดลวดความร้อน อาจนำมาใช้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาโดยไม่ผ่าตัด แต่ผลของการรักษาโดยวิธีดังกล่าวนี้ได้ผลเพียงชั่วคราว ซึ่งบางรายก็อาจไม่ได้ผล กรณีของการรักษาโดยนักจัดกระดูก (Chiropractor) โดยถ้ามีการปวดหลังเรื้อรัง อาจมีการพิจารณาเลือกรักษาได้ แต่ถ้ามีอาการปวดร้าวลงขา โดยเฉพาะมีอาการชาและอ่อนแรง ไม่แนะนำให้รับการจัดกระดูก เพราะอาจทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทมากขึ้นและอาการเลวลงได้

สำหรับแนวทางป้องกันหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมหรือโป่งยื่น ก็คือการใช้หลังในชีวิตประจำวันอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายและการทำงาน นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยง คือ การสูบบุหรี่ รวมถึงออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังแข็งแรง สามารถช่วยพยุงให้สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

ดังนั้น เมื่อคุณมีอาการปวดหลังและร้าวลงขาเป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษาก่อนที่จะมีอาการปวดมากขึ้นเนื่องจากหมอนรองกระดูกเสียหายมากขึ้น ทำให้ยากต่อการรักษามากตามไปด้วย

 

รศ. นพ. อารีศักดิ์ โชติวิจิตร
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางกระดูกสันหลังและการผ่าตัดข้อเทียม
ศูนย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH)
ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ใต้รูปภาพ


.jpg

ความกลัวหรือความตระหนกตกใจที่เกิดขึ้นอย่างทันทีเหมือนจู่โจม เป็นลักษณะสำคัญของโรคทางจิตเวชโรคหนึ่ง คือ โรคแพนิค ซึ่งมีอาการทางกายที่รุนแรง เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 3 – 10 นาที เกิดขึ้นเป็นพัก ๆ อาจนานถึงครึ่งชั่วโมงโดยเกิดขึ้นร่วมกับความหวาดกลัว

 

อาการที่สำคัญของ โรคแพนิค

อาการที่เกิดขึ้นแบบจู่โจม (แพนิค) นี้มักเกิดขึ้นโดยไม่เลือกเวลาและสถานที่ จึงยากที่จะทำนายได้ ทำให้บางรายเกิดความหวาดกลัวและพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือ กิจกรรมนั้น ๆ ที่เคยมีแพนิคเกิดขึ้น อาการแพนิคสงบลง ผู้ป่วยมักตกอยู่ในสภาพหวาดหวั่นวิตกกังวลว่าจะเกิดอาการขึ้นมาอีก ไม่อาจรู้ว่าเมื่อไรและ ที่ใดยิ่งมีความหวาดหวั่นและ วิตกกังวลมากเท่าใดก็ดูเหมือนว่าจะเกิดอาการจู่โจมมากขึ้นเท่านั้น ผู้ป่วยได้ตกอยู่ในวงเวียนของการเกิดอาการเสียแล้ว

 

WordPress Tables Plugin

 

โรคแพนิคพบบ่อยในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ทำให้ความสามารถในการประกอบอาชีพลดลง และความสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิด ตึงเครียดมากขึ้น ผู้ป่วยมักคิดว่าตนเองเป็นโรคหัวใจหรือ โรคร้ายแรง เวียนไปพบแพทย์บ่อยๆ ซึ่งการตรวจร่างกายและการทดสอบพิเศษจะไม่พบความผิดปกติ

 

สาเหตุ

มีปัจจัยหลายประการที่อาจประกอบกันทำให้เกิดอาการ เช่น

  • ศูนย์ควบคุมการทำงานของสมองและจิตใจเกี่ยวกับความหวาดกลัวไวต่อสิ่งกระตุ้น มากกว่าปกติ
  • กรรมพันธุ์ โรคนี้อาจพบได้ในครอบครัวเดียวกัน
  • การมีอาการจู่โจมเกิดขึ้นครั้งแรก อาจมีความสัมพันธ์กับความตึงเครียดในชีวิต โรคทางอายุรกรรม หรือสารยาบางตัว บางรายอาจไม่มีสิ่งกระตุ้นเหล่านี้เลยและ ถึงแม้ว่า สิ่งกระตุ้นได้หมดไปแล้วก็ตาม แต่ผู้ป่วยก็ยังคงมีอาการจู่โจมเกิดขึ้นต่อไป

 

การรักษา โรคแพนิค

ในปัจจุบันวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ คือการรักษาทางยาร่วมกับการดูแลทางด้านจิตใจ ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นมาก จนหายขาดได้้ 7 หรือ 9 ราย ใน 10 ราย โดยอาการดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัดภายหลังเริ่มการรักษาแล้ว 6-8 สัปดาห์ เมื่ออาการดีขึ้นแล้วแพทย์ยังคงให้การรักษาต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 6 เดือนเพื่อป้องกันการกำเริบของอาการ การหยุดยา ควร ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรหยุดยาทันที เพราะจะเกิดอาการของการหยุดยา หรือมีอาการ เก่ากำเริบ

 

คำแนะนำ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

สิ่งที่ควรทำ ออกกำลังกายตามสมควร ตามความสามารถ

  • โรคนี้ไม่เป็นอันตรายถึงเสียชีวิต เหมือนที่ผู้ป่วยมักกลัว
  • ควรไปพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัย และรักษา
  • ไม่ควรบรรเทาอาการด้วยการเสพสุรา หรือใช้ยานอนหลับ เพราะอาการอาจรุนแรงขึ้นเมื่อหยุดเสพ
  • ลดหรืองดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลังหรือเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน ประเภทโคล่าทุกชนิด
  • ออกกำลังกายตามสมควรตามความสามารถ
  • เมื่ออาการต่าง ๆ ทุเลาแล้ว ควรออกไปเผชิญกับสถานการณ์ที่เคยหวาดกลัว และลองทำกิจกรรมที่เคยหลีกเลี่ยง โดยเริ่มทีละเล็กน้อยแต่สม่ำเสมอ
  • ฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย เพื่อลดระดับของความตึงเครียด


การฝึกควบคุมการหายใจเพื่อการผ่อนคลาย

  • นอนหงายตามสบายบนเตียง หรือพื้นที่ในบริเวณที่สงบ
  • มือทั้งสองประสานวางอยู่บนหน้าท้องไม่เกร็ง ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออกและหัวไหล่
  • สูดลมหายใจเข้าช้าๆพร้อมทั้งสังเกตและจดจ่ออยู่ที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจ ที่ผ่านรูจมูกเข้าไปลึกเต็มที่จนหน้าท้องขยายขึ้นรู้สึกได้จากการที่มือทั้ง สองถูกยก
  • ขึ้นช้า ๆ และหัวไหล่เคลื่อนขึ้น
  • เมื่อหายใจเข้าเต็มที่แล้ว นับ 1, 2, 3 ในใจช้า ๆ
  • ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ พร้อมทั้งสังเกต และจดจ่อที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่เคลื่อนที่ออกผ่านรูจมูกจนหน้าท้อง แฟบลง มือทั้งสองลดต่ำลง
  • เมื่อหายใจออกจนหมด นับ 1, 2, 3 ในใจช้า ๆ
  • เริ่มหายใจเข้าและหายใจออกสลับกันไป เป็นจังหวะสม่ำเสมออย่างน้อย 10 ครั้ง
  • เมื่อมีความชำนาญอาจทำเวลานั่งโดยพิงเก้าอี้ตามสบาย มือทั้งสองวางไว้ที่หน้าขาหรือประสานกันอยู่ที่หน้าท้อง วิธีการเหมือนกับการควบคุมการหายใจในท่านอนหงายทุกประการ

 

แหล่งข้อมูล : thaipsychiatry.wordpress.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

ช่องคลอดอักเสบ (Vaginitis) หมายถึงการอักเสบที่เกิดบริเวณช่องคลอดผู้หญิง ทำให้มีสารคัดหลั่งในช่องคลอดหรือ “ตกขาว” ที่ผิดไป จากปกติตกขาวจะสีขาวขุ่นหรือใส มีปริมาณเพียงเล็กน้อย ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่น เป็นตกขาวมีสี  มีอาการคัน กลิ่นเหม็นและอาจมีเลือดปน โดยการผิดปกติของตกขาวเป็นภาวะที่ทำให้ผู้หญิงมาพบแพทย์ทางสูตินรีเวชมากที่สุด

 

สาเหตุและอาการสำคัญ

ช่องคลอดอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทำให้มีอาการที่แตกต่างกันไป โดยแบ่งสาเหตุสำคัญ ๆ และอาการที่พบบ่อยได้ดังนี้

  1. สาเหตุจากการติดเชื้อ โดยเชื้อและอาการที่พบบ่อยมีดังนี้
    • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial vaginosis, BV) ผู้ป่วยจะมีอาการคันในช่องคลอด หรือรอบ ๆ ปากช่องคลอด และมีตกขาวผิดปกติ ซึ่งอาจมีสีเขียว สีเทา หรือสีขาวที่มีลักษณะเป็นน้ำ เป็นฟอง หรือเป็นแผ่น แสบร้อนเวลาปัสสาวะ มีกลิ่นเหม็นคาวปลา ซึ่งจะรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะหลังร่วมเพศ เป็นต้น
    • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อราแคนดิด้า (Vulvovaginal candidiasis, VVC) ผู้ป่วยจะมีอาการคันในช่องคลอด หรือรอบ ๆ ปากช่องคลอดอย่างมาก และมีตกขาวลักษณะข้นขาวคล้ายแป้งเปียก หรือคราบนม อาจมีความรู้สึกเจ็บขณะร่วมเพศ หรือมีอาการปัสสาวะบ่อย และปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย บางคนอาจมีผื่นแดงรอบ ๆ ปากช่องคลอดหรือบริเวณขาหนีบ
    • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อพยาธิไตรโคโมนาส (Trichomonas vaginalis, TV) ผู้ป่วยจะมีอาการคันในช่องคลอดมาก บางครั้งอาจมีอาการขัดเบา หรือปวดแสบปวดร้อนเวลาปัสสาวะ และมีอาการตกขาว ออกเป็นสีเหลืองหรือเขียว มีกลิ่นเหม็น มักออกเป็นจำนวนมากและมีลักษณะเป็นฟอง ๆ
  2. สาเหตุที่ไม่ใช่การติดเชื้อ ช่องคลอดอักเสบอาจเกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิง (Atrophic vaginitis)

การแพ้สารเคมี (Allergic vaginitis) หรือการมีสิ่งแปลกปลอมระคายเคืองช่องคลอดจนทำให้เกิดอาการอักเสบ เช่น ห่วงคุมกำเนิด ถุงยางอนามัยบางประเภท โดยผู้ป่วยจะมีอาการตกขาวผิดปกติ และมีอาการคันบริเวณช่องคลอดเช่นเดียวกัน

อาการที่ควรมาพบแพทย์
อาการคันบริเวณอวัยวะเพศ และรอบช่องคลอด ตกขาวเปลี่ยนไป เช่น สีเปลี่ยน มีความข้น มีกลิ่นเหม็นกลิ่นคาว ปัสสาวะแสบขัด ปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ปวดหน่วงท้องน้อย อาการเหล่านี้ควรรีบมารับการตรวจจากแพทย์

 

ปัจจัยเสี่ยง

ช่องคลอดอักเสบ มีโอกาสเกิดสูงในผู้หญิงที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

  • ผู้หญิงที่มีอายุน้อย มีเพศสัมพันธ์ถี่ ทำให้มีโอกาสติดเชื้อในช่องคลอดมากขึ้น
  • ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวทำให้ภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคเอดส์
  • ผู้หญิงที่สวนล้างช่องคลอดบ่อย ๆ ทำให้แบคทีเรียในช่องคลอดเกิดความไม่สมดุล เกิดการเปลี่ยนสภาวะกรดด่าง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย
  • ผู้หญิงวัยสูงอายุ ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ส่งผลให้ผนังช่องคลอดบางลง ทำให้แบคทีเรียในช่องคลอดเกิดความไม่สมดุล เกิดการเปลี่ยนสภาวะกรดด่าง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย
  • ผู้หญิงที่ใส่ห่วงคุมกำเนิดนาน ๆ หรือใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอด
  • ผู้หญิงที่รับประทานยาฆ่าเชื้อบ่อย ๆ จนส่งผลต่อความสมดุลของเชื้อประจำถิ่นในช่องคลอดทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
  • คู่นอนมีเชื้อหรือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

 

การวินิจฉัย

  1. การตรวจภายใน นอกเหนือจากการซักประวัติทางการแพทย์ การตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว แพทย์จะทำการตรวจภายใน ในกรณีที่มีการอักเสบและเกิดจากการติดเชื้อ จะตรวจพบตกขาวปริมาณมากผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น สีของตกขาวจะเปลี่ยนเป็นเขียวหรือสีเหลืองหรือสีเทา บางครั้งตกขาวข้นคล้ายตะกอนนมหรืออาจมีลักษณะเป็นฟองขึ้นอยู่กับว่าเกิดจากเชื้อสาเหตุใด ผนังช่องคลอดจะเป็นสีแดงมากขึ้น กรณีที่มีการอักเสบจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิงในสตรีสูงวัย ผนังช่องคลอดจะมีสีแดง เรียบ ไม่ค่อยมีรอยย่น เมื่อสัมผัสผนังช่องคลอดเลือดจะออกง่าย
  2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะป้ายตกขาวจากในช่องคลอดไปส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อค้นหาเชื้อที่ทำให้เกิดการอักเสบ

 

การรักษา

การรักษาช่องคลอดอักเสบขึ้นกับสาเหตุ ทั้งที่เกิดจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ โดยทั่วไปมีแนวทางการรักษา ดังนี้

  • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจพิจารณาเลือกใช้ยาเมโทรดินาโซล (Metronidazole) หรือยาคลินดามัยซิน (Clindamycin) ซึ่งมีทั้งแบบรับประทานและแบบสอดเข้าช่องคลอด หลังการรักษาแพทย์อาจไม่นัดตรวจซ้ำ เพราะส่วนใหญ่ให้ผลการรักษาดี ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจรักษาคู่นอน
  • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา/เชื้อราช่องคลอด กรณีที่มีอาการไม่มาก จะใช้ยาเหน็บช่องคลอด เช่น ยาโคลไตมาโซล (Clotrimazole) ยานิสแตติน (Nystatin) หรือยาไมโคสแตติน (Mycostatin) ร่วมกับยาทาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) แต่หากมีอาการมาก จะให้ยารับประทานร่วมด้วย เช่น ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ยาฟลูโคนาโซล (Fluconazole) หรือยาไอตราโคนาโซล (Itraconazole) ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจรักษาคู่นอน
  • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อพยาธิ หากส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบเชื้อ แพทย์จะให้รับประทานยาปฏิชีวนะทีมีผลยับยั้งเชื้อพยาธิ เช่น ยาเมโทรดินาโซล (Metronidazole) และต้องตรวจคู่นอนด้วยเสมอ
  • ช่องคลอดอักเสบจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิง แพทย์จะให้ครีมฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen cream) สำหรับทาในช่องคลอด ซึ่งต้องใช้ในขนาดและในระยะเวลาที่แพทย์สั่งเท่านั้น
  • ช่องคลอดอักเสบจากการแพ้สารเคมีหรือน้ำยาสวนล้างช่องคลอด ภายหลังจากสืบรู้สาเหตุ แพทย์จะให้ผู้ป่วยหยุดใช้ ร่วมกับการให้การรักษาตามอาการ
  • ช่องคลอดอักเสบในหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสสุดท้าย ส่วนใหญ่หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการอักเสบ มักจะมีโรคแทรกซ้อน เช่น ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด น้ำคร่ำอักเสบ คลอดก่อนกำหนด หรือมีการติดเชื้อหลังคลอดหรือหลังผ่าตัด แพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาชนิดรับประทาน ไม่แนะนำใช้ยาสอดช่องคลอด โดยยาที่แนะนำจะเป็นยาในกลุ่มรักษาการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และมีการตรวจซ้ำภายหลังได้รับยาไปสักระยะ

 

ข้อแนะนำในระหว่างการรักษาและการป้องกัน

  1. ไม่สวนล้างช่องคลอดหรือใช้น้ำยาล้างโดยไม่จำเป็น
  2. รับประทานยาหรือสอดยาในช่องคลอดให้ครบตามแพทย์แนะนำ
  3. ดูแลความสะอาดของร่างกายรวมถึงเสื้อผ้าและชุดชั้นใน ไม่ควรใส่ซ้ำ ไม่ปล่อยให้อับชื้น       
  4. งดการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการรักษา ถ้าจำเป็นควรใช้ถุงยางอนามัย
  5. ดูแลความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์หลังการขับถ่ายทุกครั้ง โดยการล้างจากด้านหน้าไปด้านหลังแล้วซับให้แห้งด้วยผ้าหรือทิชชูสะอาด
  6. ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ตกขาวมีกลิ่น สีผิดปกติ คันบริเวณช่องคลอดหรืออาการกลับไปคล้ายก่อนการรักษา หรือมีอาการผิดปกติใหม่ ๆ เช่น ปัสสาวะแสบขัด อ่อนเพลีย มีไข้ ให้มาพบแพทย์ทันที และไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
  7. ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ในขณะรับการรักษา
  8. เมื่อเป็นการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ต้องรักษาคู่นอนด้วย

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.si.mahidol.ac.th

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

โรคไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia) คือ โรคที่มีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าค่าที่ถูกกำหนดขึ้น ซึ่งค่านี้ได้มาจากการเก็บข้อมูลทางสถิติของระดับไขมันในเลือดของคนสุขภาพดีทั่วไป โดยพบว่าเมื่อมีค่าเกินระดับหนึ่งแล้ว คน ๆ นั้นก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองและหลอดเลือดตามอวัยวะอื่น ๆ ทั่วร่างกาย ทั้งนี้ระดับไขมันในเลือดที่เหมาะสมของแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้จาก อายุ เพศ พฤติกรรมการใช้ชีวิต ภาวะสุขภาพและปัจจัยด้านอื่น ๆ โรคนี้มีแนวโน้มพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบในผู้ที่มีอายุมากสูงกว่าผู้ที่มีอายุน้อย

 

ไขมันในร่างกาย

ปกติร่างกายคนเราจะมีไขมันอยู่ 2 ชนิด คือ คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ โดย

  • คอเลสเตอรอล (Cholesterol) แบ่งเป็น
    • ไคโลไมครอน (Chylomicron) ทำหน้าที่ขนส่งไตรกลีเซอไรด์ที่ได้จากอาหาร นำไปสะสมไว้ในเนื้อเยื่อไขมัน ถูกสร้างจากเยื่อบุลำไส้เล็ก ประกอบด้วยไตรกลีเซอไรด์ ร้อยละ 84
    • วี แอล ดี แอล คอเลสเตอรอล (Very Low Density Lipoprotein, VLDL-c) เป็นคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำมาก ทำหน้าที่ขนส่งไตรกลีเซอไรด์ที่ร่างกายสร้างขึ้นจากตับไปยังผนังหลอดเลือด เนื้อเยื่อไขมันและกล้ามเนื้อ ร่างกายสร้างขึ้นจากตับและลำไส้เล็กเป็นส่วนน้อย ประกอบด้วยไตรกลีเซอไรด์ ร้อยละ 51
    • แอล ดี แอล คอเลสเตอรอล (Low-Density Lipoprotein: LDL-c) เป็นคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำ ทำหน้าที่ขนส่งคอเลสเตอรอลไปยังเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย หากมีมากกว่าที่เซลล์ต้องการก็จะไปสะสมที่บริเวณผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบและแข็ง เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบ จัดเป็นคอเลสเตอรอลหรือไขมันที่ไม่ดี มีมากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
    • เอช ดี แอล คอเลสเตอรอล (High-Density Lipoprotein: HDL-c) เป็นคอเลสเตอรอลชนิดชนิดความหนาแน่นสูง ทำหน้าที่ในการนำคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากเซลล์กลับไปยังตับ เพื่อทำลายหรือขับออกในรูปของเสียจากร่างกาย จัดเป็นคอเลสเตอรอลหรือไขมันที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบได้
  • ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันประเภทหนึ่ง ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง และให้พลังงานเมื่อร่างกายต้องการ แต่มีการสะสมที่ผนังหลอดเลือดได้เช่นกันเมื่อมีปริมาณสูงมาก ๆ แต่จะมีอิทธิพลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่าไขมันชนิดคอเลสเตอรอล

จะเห็นว่า “ไขมัน” เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะร่วมกับสารอาหารในหมู่อื่น ๆ เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วน อย่างไรก็ตามการบริโภคไขมันในปริมาณที่สูงเกินไป อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
โดยปกติแล้วโรคไขมันในเลือดสูงจะไม่มีอาการแสดงให้เห็น โดยมักแสดงอาการในกรณีที่เป็นมากหรือมีอาการรุนแรง หรือสาเหตุมาจากพันธุกรรม โดยอาจพบพบก้อน ตุ่มนูนหรือปื้นตรงกลางสีเหลือง ตรงขอบ ๆ อาจเป็นตุ่มพุพองสีแดง ที่เกิดจากการสะสมของคอเลสเตอรอลขนาดเล็ก ๆ บริเวณผิวหนัง ข้อศอก ข้อเข่า แขนขา แผ่นหลัง เส้นเอ็น ก้นหรือเปลือกตา ซึ่งอาจมีอาการคันได้  หรืออาจพบเอ็นร้อยหวายหนาตัวผิดปกติ หรือเส้นวงสีขาวเกิดขึ้นระหว่างตาขาวกับตาดำ

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์เพื่อทำ
ไม่ควรรอไปพบแพทย์เมื่อมีอาการ เพราะระดับไขมันในเลือดอาจสูงมานานจนเริ่มส่งผลเสียต่อร่างกายแล้ว จึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ตรวจหาระดับไขมันในเลือดเป็นประจำ สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้

  • มีอายุมากกว่า 40 ปี
  • มีน้ำหนักเกิน หรืออยู่ในภาวะอ้วน
  • มีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคเกี่ยวระบบหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร
  • มีสมาชิกครอบครัวที่ใกล้ชิดป่วยด้วยโรคไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม
  • ผู้ป่วยที่ตรวจพบโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง สมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA) หรือโรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral Artery Disease: PAD)
  • มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคไต โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง (Underactive Thyroid) หรือตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)

 

ภาวะแทรกซ้อน

ในกรณีที่ระดับคอเลสเตอรอลสูงมาก ผู้ป่วยไม่รู้เพราะไม่ได้ไปตรวจหรือไปตรวจแต่กลับมาควบคุมได้ไม่ดีพอ นานไปคอเลสเตอรอลจะค่อย ๆ ไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดแดงได้ทั่งร่างกาย จนทำให้หลอดเลือดแข็งตัว และตีบลงจนอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ไขมันอุดตันหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ไขมันอุดตันหลอดเลือดเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ (อัมพฤกษ์) ไขมันอุดตันหลอดเลือดเลี้ยงไต เป็นเหตุทำให้เกิดไตวายเรื้อรังได้ หรือทำให้หัวใจต้องทำงานหนักทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หากปล่อยไว้นานจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาอีกได้

 

สาเหตุ

เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ได้แก่

  • ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์
  • ป่วยด้วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคตับ โรคต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง (Underactive Thyroid), Cushing syndrome
  • มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ผิด เช่น ทานอาหารที่มีไขมันสูง ออกกำลังกายน้อย ดื่มแอลกอฮอล์มาก สูบบุหรี่จัด
  • รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาสเตียรอยด์
  • การมีกระบวนการเมตาบอลิซึมของไขมันที่ผิดปกติเอง

 

การวินิจฉัย

การเจาะเลือดตรวจระดับไขมันในเลือด แพทย์จะเจาะและวัดค่าไขมัน 4 ค่า ซึ่งมีเกณฑ์วัดระดับคอเลสเตอรอลระบุไว้ดังนี้

  • ระดับคอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol)
    • ปกติ: น้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร mg/dl
    • สูงเล็กน้อย: 200 – 239 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูง: มากกว่า 240 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • ระดับแอล ดี แอล (LDL-c) หรือคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี
    • ปกติ: น้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • ใกล้เคียงปกติ: 100 – 129 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูงเล็กน้อย: 130 – 159 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูง: 160 – 189 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูงมาก: มากกว่า 190 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • ระดับเอช ดี แอล (HDL-c)
    • ต่ำ: น้อยกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูง: มากกว่า 60 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • ระดับไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
    • ปกติ: ต่ำกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูงเล็กน้อย: 150 – 199 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูง: 200 – 499 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • สูงมาก: มากกว่า 500 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

ในการสรุปผลการตรวจ จะดูที่ระดับ LDL-c ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีเป็นหลัก หากมีระดับที่สูงแปลว่าผู้ตรวจมีคอเลสเตอรอลสูง ขณะที่ระดับคอเลสเตอรอลรวม หากมีอยู่ในระดับสูงก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดภาวะคอเลสเตอรอลสูงหรือไม่ แต่อาจระบุได้ว่ามีความผิดปกติ ต้องดูที่ระดับ LDL-c ร่วมด้วย ส่วนระดับ HDL-c ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี หากมีสูงก็จะช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีให้ลดลงได้

หลังจากได้ค่าไขมันชนิดต่าง ๆ แล้วพบว่ามีความผิดปกติ อันดับแรกจะต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากมีโรคอื่นๆที่ทำให้ระดับไขมันผิดปกติอยู่หรือไม่ หากไม่พบสาเหตุของโรคอื่นๆที่ทำให้ระดับไขมันผิดปกติดังกล่าวแล้ว จะต้องแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามชนิดของไขมันที่วัดได้ผิดปกติ และพยายามหาสาเหตุ โดยอาศัยการตรวจร่างกาย เช่น การดูก้อนไขมัน การซักประวัติของโรคไขมันสูงในครอบครัว การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ทั้งนี้เนื่องจากสาเหตุของแต่ละโรคที่ทำให้มีระดับไขมันในเลือดสูงนั้น ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดไม่เหมือนกัน รวมทั้งการเลือกรูปแบบการรักษาและชนิดของยาที่จะตอบสนองก็ต่างกัน

 

การรักษา

การรักษาโรคไขมันในเลือดสูงขึ้นอยู่กับจำนวนความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

  • ถ้าไม่มีความเสี่ยงเลยหรือมีความเสี่ยงเพียง 1 ข้อ : ค่า LDL > 160 mg/dl ให้ใช้การรักษาโดยไม่ใช้ยาลดไขมันในเลือด 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้ายัง > 160 ให้ใช้ยารักษาควบคู่ไปด้วย แต่ถ้าค่า LDL > 190 ก็ให้เริ่มใช้ยาไปเลยควบคู่กับการรักษาโดยไม่ใช้ยา
  • ถ้ามีความเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป : ค่า LDL > 130 ให้ใช้การรักษาโดยไม่ใช้ยาลดไขมันในเลือด 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้ายัง > 130 ให้ใช้การรักษาโดยใช้ยาควบคู่กับการรักษาโดยไม่ใช้ยา
    .
    ในกรณีที่เป็นโรคเบาหวานหรือเคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดมาแล้ว ค่า LDL > 100 ให้ใช้การรักษาโดยไม่ใช้ยา ถ้า LDL > 130 ให้ใช้ยาควบคู่กับการรักษาโดยไม่ใช้ยา


การรักษาโดยไม่ใช้ยา

  • การควบคุมอาหาร ผู้ป่วยที่มีระดับกลุ่มไขมัน LDL สูงจะต้องลดอาหารที่มีคอเลสเตอรอลให้น้อยกว่า 300 mg ต่อวัน โดยอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ต่างๆ เนื้อสัตว์ติดมัน กุ้ง หอย ปลาหมึก ไข่ปลา เป็นต้น และต้องลดอาหารประเภทไขมันให้น้อยกว่า 30% ของปริมาณแคลอรีที่ร่างกายได้รับต่อวัน (โดยเฉลี่ยคือ 1,500 – 2,000 กิโลแคลอรี/วัน) โดยต้องเป็นอาหารที่กรดไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 10% ซึ่งอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงพบมากในอาหารผัด ทอด ที่ใช้น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม เนย หรืออาหารที่ใช้กะทิ เป็นต้น ส่วนผู้ป่วยที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงต้องลดอาหารประเภทแป้งขัดสีเช่น ขนมปังชนิดต่างๆ รวม ถึงปาท่องโก๋ โดนัท เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสปาเกตตี มักกะโรนี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น และอาหารที่มีน้ำตาลสูง
  • การออกกำลังกาย จะช่วยลดระดับไขมันชนิดต่างๆได้และช่วยเพิ่มระดับไขมัน HDL แต่ที่สำ คัญคือการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดได้ แม้มีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นร่วมอยู่ด้วยก็ตาม
  • การลดน้ำหนัก ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวเกินต้องลดน้ำหนัก ซึ่งจะช่วยให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงและช่วยเพิ่มระดับกลุ่มไขมัน HDL ได้

การรักษาโดยใช้ยา
จุดประสงค์หลักของการใช้ยาลดไขมัน คือ เพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตันในคนที่ยังไม่เป็น

และ หากเกิดแล้วก็เป็นการป้องกันการกลับเป็นซ้ำอีกโดยแนวทางการรักษาได้มีการเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มุ่งลดระดับ LDL-c ให้อยู่ในค่าที่ต้องการ มาเป็นการใช้ยาเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนมากกว่า โดยมียาที่แพทย์สามารถเลือกใช้

  • ยากลุ่ม HMG-CoA reductase inhibitor (HMG-CoAR) รู้จักกันในชื่อที่ลงท้ายว่า Statin เช่น atorvastatin, rosuvastatin, simvastatin, pravastatin, pitavastatin ยาในกลุ่มนี้ลด LDL-c ได้ร้อยละ 18 – 55% เพิ่ม HDL-c ได้ร้อยละ 5-15% และลด TG ได้ร้อยละ 7 – 30% พบว่าการให้ยานี้เพื่อลดไขมันจะทำให้อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง
  • ยากลุ่ม Fibric acid derivatives (Fibrates) ยากลุ่มนี้ใช้ลดไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่มระดับ HDL-c ในเลือด สามารถลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้ในผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 200 mg/dl ยามีผลข้างเคียงและข้อห้ามในการใช้
  • ยากลุ่ม Nicotinic acid และ analogue จัดเป็นวิตามินบี ยากลุ่มนี้ลด LDL-c ได้ 5 – 25 % เพิ่ม HDL-c 15 – 35% ลด Triglyceride ได้ร้อยละ 20 – 50 ยามีผลข้างเคียงและข้อห้ามในการใช้
  • ยากลุ่ม Bile acid sequestrants (Cholestyramine) ยากลุ่มนี้ลด LDLได้ร้อยละ15 – 30%และเพิ่มระดับ HDLได้ร้อยละ 3 – 5 % ยามีผลข้างเคียงและข้อห้ามในการใช้
  • น้ำมันปลา (Fish oil) สามารถช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้

ยาลดไขมันทุกชนิดมีข้อบ่งชี้ในการใช้ ขนาดในการใช้ ข้อห้ามและผลข้างเคียง จึงควรปรึกษาแพทย์และรับประทานยาตามแพทย์แนะนำเท่านั้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • กินให้ถูกโภชนาการ กองโภชนาการ กรมอนามัย ได้ออกข้อปฏิบัติในการกินเพื่อสุขภาพดีหรือธงโภชนาการ โดยแต่ละมื้อควรมีอาหารหลักครบ 5 หมู่ ในแต่ละหมู่ควรมีเมนูที่หมุนเวียน ไม่จำเจ โดยกินให้ได้สัดส่วนที่ถูกต้องมี กลุ่มคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวขัดสีน้อยสลับกับแป้งมากที่สุด ต่อด้วยกลุ่มวิตามิน แร่ธาตุและใยอาหาร เช่น ผักและผลไม้ ต่อด้วยกลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ถั่ว ไข่ นม และทานน้ำมัน น้ำตาล เกลือ เท่าที่จำเป็น
    .
    หากน้ำหนักตัวเกินและต้องการลดน้ำหนักอาจแบ่งอาหารในจาน ออกเป็น 4 ส่วน เน้นวิตามิน เกลือแร่จากผักและผลไม้ 2 ส่วนหรือ 50% โปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่ว ไข่ นม เป็น 1 ส่วน และลดข้าวหรือแป้งเหลือ 1 ส่วนในแต่ละมื้อ
    .
  • ออกกำลังกายให้หนักพอเหมาะ สม่ำเสมอทุกอาทิตย์ ควรออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน การเต้นแอโรบิค ให้หัวใจเต้นอยู่ในโซน 2-3 ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที  3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินของร่างกาย
    .
    นอกจากนี้ ควรจัดเวลาออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของร่างกายควบคู่ไปด้วย
    .
  • ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมกับเพศและวัย ดูแลน้ำหนักตัวให้เหมาะสมกับส่วนสูง เบื้องต้นคำณวนจากค่า BMI โดยค่า BMI มากกว่า 25 ถือเป็นการเริ่มต้นโรคอ้วน และเสี่ยงต่อการเป็นไขมันในเลือดสูงและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • งดหรือลดเหล้า บุหรี่และแอลกอฮอล์ ผู้ที่ดื่มหรือสูบจะมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคในระบบอวัยวะต่างๆ รวมถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเช่น โรคเบาหวาน โรคตับ โรคหลอดเลือดสมองตีบ-แตก-ตัน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคปอดและระบบทางเดินหายใจ
  • ตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจสุขภาพเป็นการตรวจหาความผิดปกติ ที่อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ซ่อนอยู่ หรือภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคในอนาคต รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรค การตรวจสุขภาพเป็นประจำโดยเฉพาะ การตรวจหาระดับไขมันในเลือดและพบในระยะเริ่มต้นจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการปรับพฤติกรรมและการรักษา
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ซื้อยาทานเองและพบ
  • แพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อน

 

แหล่งข้อมูล : www.srinagarind.md.kku.ac.th  www.siamhealth.net  med.mahidol.ac.th

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

ข้ออักเสบ (Arthritis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบในข้อ ส่งผลให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ ที่อยู่ภายในข้อ เช่น หมอนรองกระดูก กระดูกอ่อนหุ้มผิวข้อ เยื่อบุภายในข้อ เอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นกระดูก เกิดการอักเสบ เสียหายและบาดเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดข้อ ข้อบวม กดเจ็บ เกิดข้อติดขัด ไม่สามารถขยับข้อได้อย่างปกติ ข้ออักเสบพบได้ในคนทุกเชื้อชาติ พบทั้งในวัยเด็ก ผู้ใหญ่ พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะคนที่อายุมากกว่า 65 ปี และมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

 

อาการ ข้ออักเสบ

ข้ออักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแตกต่างกันได้ โดยสามารถแบ่งอาการข้ออักเสบเป็น อาการบริเวณข้อและอาการนอกบริเวณข้อ

  • อาการบริเวณข้อ จะพบอากาดังนี้ ปวด บวม แดง ร้อน หรือกดเจ็บบริเวณข้อ มีภาวะข้อยึดติด ข้อแข็ง เคลื่อนไหวได้น้อย ขยับข้อได้ลำบาก ยืดข้อได้ไม่สุด และอาจมีข้อผิดรูป เช่น ข้อ งอ โก่ง ข้อปูดบวมได้
  • อาการนอกบริเวณข้อ เป็นอาการที่เกิดร่วมกับอาการบริเวณข้อ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดข้ออักเสบ เช่น อาการของโรคออโตอิมมูน อาการจากภาวะติดเชื้อ เช่น มีไข้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เมื่อยล้า เป็นต้น

สำหรับข้ออักเสบชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาตอยด์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้

  • โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis: OA) เป็นโรคที่มีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ อาจมีปุ่มงอกบริเวณข้อ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดข้อ โดยมักปวดตื้อ ๆ ที่บริเวณข้อ ปวดทั่วๆ ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่ชัดได้ มักปวดเรื้อรัง และมีอาการรุนแรงขึ้นเมื่อจำเป็นต้องใช้งานหรือลงน้ำหนักที่ข้อนั้นเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยจะมีภาวะข้อฝืด โดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน หรือหลังจากพักข้อเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังมีข้อบวมผิดรูป และจะค่อย ๆ สูญเสียการทำงานหรือการเคลื่อนไหวที่บริเวณข้อนั้น ๆ  โรคข้อเสื่อมมักพบที่ข้อเข่า ข้อกระดูกสันหลังบริเวณเอว ข้อสะโพก ข้อมือ และต้นคอ
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis: RA) มักเกิดในผู้หญิงอายุ 30 ถึง 50 ปี มีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อหุ้มข้อ ซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อของกระดูก อาการจะค่อยเป็นค่อยไป ผู้ป่วยมักมีอาการปวด ร้อน และบวมตามข้อ โดยเฉพาะข้อต่อเล็ก ๆ เช่น ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า และมักเกิดสมมาตรกัน โดยหากเกิดข้ออักเสบด้านขวาก็จะเกิดด้านซ้ายด้วยเช่นกัน และพบตรงบริเวณข้อใหญ่ ๆ ได้น้อย อาการปวดมักมีอยู่แม้ในขณะพักไม่ได้ใช้ข้อ หลังจากตื่นนอนจะมีอาการข้อต่อติดแข็งเป็นเวลานานกว่าชั่วโมง นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เมื่อยล้า มีไข้ต่ำ ๆ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย และอาจพบก้อนรูมาตอยด์ใต้ผิวหนังบริเวณข้อศอกและข้อมือได้ โดยก้อนรูมาตอยด์เป็นปุ่มที่เกิดจากการรวมตัวของเม็ดเลือดขาวชนิดเก็บกินเซลล์ต่าง ๆ ที่ตายแล้ว

 

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์

เนื่องจากกิจกรรมบางอย่าง เช่น การยกของหนัก ออกกำลังกาย อาจทำให้เกิดการปวดข้อได้ อย่างไรก็ตามหากพักข้อหรือคอยดูอาการหลายวันแล้ว ไม่บรรเทาลงหรืออาจมีอาการเพิ่มขึ้น ควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุพร้อมวางแผนการรักษาทันที

 

ผลข้างเคียง

ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบที่ไม่รับการรักษาอย่างถูกวิธี จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยอาจไม่สามารถเคลื่อนไหวและทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้ตามปกติ อาจมีภาวะข้อผิดรูปและสูญเสียการทำงาน จนถึงขั้นพิการ ทั้งนี้ไม่นับรวมผลข้างเคียงจากโรคที่เป็นสาเหตุทำให้ข้ออักเสบ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาจะเกิดผลเสียเช่นเดียวกัน

 

สาเหตุ ข้ออักเสบ

ข้ออักเสบมีสาเหตุหลายอย่าง โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ข้อเสื่อมตามอายุ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้สูงอายุจะมีเซลล์เนื้อเยื่อข้อเสื่อมลงเป็นส่วนใหญ่ และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี หรือหลังวัยหมดประจำเดือน
  • ข้ออักเสบจากการใช้ข้อซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ๆ เช่น การเล่นกีฬาอาชีพ การยกของหนัก การก้มหรือการนั่งงอเข่านาน ๆ
  • ข้อเสื่อมจากข้อรับน้ำหนักมากต่อเนื่อง เช่น ภาวะอ้วน หรือน้ำหนักตัวเกินทำให้เกิดแรงกดปริมาณมาก ไปยังข้อที่รับน้ำหนักของร่างกาย เช่น ข้อเข่าและสะโพก
  • โรคออโตอิมมูน โรคของความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยภูมิคุ้มกันตัวเองทำลายเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย ซึ่งรวมถึงเนื้อเยื่อที่บริเวณข้อต่อ หรือน้ำเลี้ยงข้อต่อ ทำให้เกิดภาวะข้ออักเสบในที่สุด ได้แก่ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน เป็นต้น
  • ข้ออักเสบจากการติดเชื้อ เชื้อสาเหตุส่วนใหญ่มักเป็นเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้อาจพบเชื้อรา และเชื้อไมโคแบคทีเรียร่วมด้วย
  • โรคจากความผิดปกติในการเผาผลาญพลังงานจากอาหาร เช่น โรคเกาต์ ซึ่งเกิดจากการสะสมของกรดยูริกในข้อ หรือโรคเกาต์เทียม ซึ่งเกิดจากการสะสมของผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต
  • อุบัติเหตุต่อข้อ เกิดจากข้อได้รับบาดเจ็บที่ข้อโดยตรง เช่น การทำงาน การออกกำลังกาย

 

การวินิจฉัย ข้ออักเสบ

  • การซักประวัติอาการต่าง ๆ ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต อาชีพ กิจกรรม การออกกำลังกาย การทำงาน และซักหาอาการสำคัญอื่น ๆ เช่น ช่วงเวลาการเกิดอาการเจ็บปวด รูปแบบการปวด ความสมมาตร อาการข้อติดขณะพัก หรือหลังตื่นนอน ปัจจัยกระตุ้นให้อาการปวดรุนแรงหรือทุเลาลง เป็นต้น
  • การตรวจร่างกายทั่วไป แพทย์จะตรวจดูข้อที่มีอาการและข้อต่าง ๆ ที่ปกติ อาจมีการตรวจภาพข้อด้วยการเอกซเรย์ การทำอัลตร้าซาวด์ เพื่อติดตามหรือประเมินความรุนแรงของโรค
  • การตรวจสืบค้นที่ซับซ้อนเพื่อหาสาเหตุ เช่น การตรวจเลือด เพื่อดูสารภูมิต้านทาน แอนตี้บอดีจำเพาะ รูมาตอยด์แฟกเตอร์ ตรวจหาการติดเชื้อ เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจเจาะตรวจของเหลวจากข้อ การตัดชิ้นเนื้อเยื่อบริเวณข้อไปตรวจ หรือตรวจภาพข้อด้วยวิธีจำเพาะอื่น ๆ เช่น เอ็มอาร์ไอ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

ทั้งนี้หากมีอาการรุนแรง ควรเข้าพบเพื่อรับการตรวจรักษา จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูกและข้อโดยตรง

 

การรักษา ข้ออักเสบ

ข้ออักเสบมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป การรักษานอกจากควบคุมอาการปวดเฉพาะที่แล้ว ยังจำเป็นต้องควบคุมสาเหตุของโรคด้วย แนวทางการรักษาโรคข้ออักเสบจึงแบ่งเป็น

  1. การรักษาการอักเสบบริเวณข้อ การรักษาการอักเสบบริเวณข้อ จะใช้ยาที่สามารถลดการปวดและอักเสบ โดยเป็นยาในกลุ่ม NSAIDs (เอ็นเสด) ชื่อเต็มคือ Non-Steroidal Anti-Inflammatory เป็นกลุ่มยาที่ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการปวด บวม หรืออักเสบต่าง ๆ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) นาโปรเซน (Naproxen) ไดโคลฟิเน็ก (Diclofenac) อินโดเมธาซิน (Indomethacin) เป็นต้น ซึ่งยากลุ่มนี้จะใช้บรรเทาตามอาการ ไม่จำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะเสี่ยงต่ออาการข้างเคียง เช่น การแพ้ยา กระเพาะอาหารอักเสบ ไตวาย และโรคหัวใจ โดยบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) เช่น เพรดนิโซโลน (Prednisolone) เพื่อลดการอักเสบแบบเฉียบพลัน และมักใช้ในกรณีข้ออักเสบรูมาตอยด์
  2. การรักษาที่สาเหตุที่ทำให้ข้ออักเสบ โดยการรักษาจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุของข้ออักเสบ เช่น ผู้ป่วยข้ออักเสบจากการติดเชื้อจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ ผู้ป่วยข้ออักเสบจากโรคออโตอิมมูน อาจต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นต้น

นอกจากนี้การรักษาข้ออักเสบ แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาแบบผสม โดยแนะนำให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัด พร้อมการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ควบคุมน้ำหนัก ใช้อุปกรณ์พยุงข้อ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อหรือใส่ข้อเทียม การหลีกเลี่ยงการใช้ข้อหรือการพักข้อเมื่อข้ออักเสบเกิดจาการใช้งานข้อซ้ำๆ หรือเกิดอุบัติเหตุ การดูดของเหลาวที่คั่งอยู่ในข้อออกลดภาวะข้อบวม การฉีดยาลดการอักเสบเข้าบริเวณข้อ ซึ่งเหล่านี้ขึ้นกับวิจารณญาณของแพทย์ และสาเหตุการเจ็บป่วยของผู้ป่วยแต่ละรายในขณะนั้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน โรคข้ออักเสบ

การดูแลตนเองเมื่อมีข้ออักเสบ

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง รับประทานยาให้ถูกต้อง ตรงเวลา ที่สำคัญไม่หยุดยาเอง โดยเฉพาะยา กลุ่มสเตียรอยด์ หรือยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย และพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยากลุ่ม NSAIDs (เอ็นเสด) ยกเว้นเมื่อมีอาการปวดรุนแรง และไม่ควรรับประทานยากลุ่มนี้ติดต่อเป็นเวลานาน เนื่องจากเสี่ยงเกิดการแพ้ยา หรือเกิดอาการข้างเคียง ระคายเคืองทางเดินอาหาร ไตวาย โรคหัวใจ และอื่น ๆ
  • โรคข้อเสื่อม เป็นโรคเรื้อรัง อาการมักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ในผู้ที่มีอาการในระยะเริ่มแรกควรหันมาดูแลตัวเองอย่างจริงจังเพื่อชะลอการดำเนินของโรคให้ได้มากที่สุด หลีกเลี่ยงอิริยาบถที่เป็นอันตรายต่อข้อ ลดน้ำหนัก บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อให้แข็งแรง หรือพักข้อตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งระยะและความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันไปตามสภาพผู้ป่วยแต่ละคน แม้ไม่สามารถย่นระยะเวลาการเป็นโรคได้ แต่การรักษาแต่เนิ่น ๆ ก็ช่วยให้ผู้ป่วยคงสภาพการทำงานของร่างกายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
  • ควรประคบข้อที่อักเสบด้วยการประคบร้อน/ประคบอุ่น หรือตามคำแนะนำของแพทย์
  • ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมหรือวิตามินดีอย่างเพียงพอ เพื่อช่วยบำรุงเนื้อเยื่อและกระดูกให้แข็งแรง

การป้องกัน

ข้ออักเสบเป็นภาวะที่ป้องกันได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะข้ออักเสบที่เกิดจากอิมมูน อย่างไรก็ตามโรคข้อเสื่อมซึ่งมักพบได้ในผู้สูงอายุ สามารถป้องกันหรือลดความรุนแรงได้โดยปฏิบัติดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการนั่งย่อหรือนั่งงอเข่าเป็นเวลานาน
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน เนื่องจากภาวะอ้วนจะเพิ่มแรงกดทับที่บริเวณข้อต่อที่รับน้ำหนักของร่างกาย
  • บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อ โดยเฉพาะที่บริเวณข้อเข่า ให้แข็งแรง ใช้ข้อต่าง ๆ และเคลื่อนไหว ให้ถูกวิธีตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด
  • ออกกำลังกาย โดยเลือกวิธีออกกำลังกายที่ไม่ลงน้ำหนักบริเวณข้อมากเกินไป เช่น การว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เป็นต้น

 

แหล่งที่มา

  1. www.mayoclinic.org 
  2. th.wikipedia.org 

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


.jpg

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza/Flu) เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ เช่นเดียวกับไข้หวัด (Common cold) แต่เกิดจากเชื้อไวรัสคนละชนิดทำให้มีความรุนแรงแตกต่างกัน โดยไข้หวัดใหญ่จะมีอาการที่รุนแรงมากกว่า พบได้ในคนทุกเพศและทุกวัย พบได้เกือบทั้งปี ส่วนมากในช่วงฤดูฝน การระบาดของเชื้อก่อโรคอาจมีสายพันธุ์ที่แตกต่างกันในแต่ละปี

 

อาการ ไข้หวัดใหญ่

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่จะมีอาการเบื้องต้นคล้ายผู้ป่วยไข้หวัดธรรมดา แต่อาการป่วยไข้หวัดใหญ่จะส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายได้มากกว่า

  • อาการสำคัญที่พบบ่อย
    • ระยะแรก มีไข้สูง ถึงสูงมาก 38 – 41 องศาเซลเซียส อาจมีอยู่ได้ถึง 2 – 3 วัน (ซึ่งต่างจากโรคหวัด ซึ่งมักจะมีเพียงไข้ต่ำ ๆ) ปวดศีรษะมาก ปวดกระบอกตาเวลากลอกลูกตา ปวดกล้ามเนื้อ/ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลียมาก และเบื่ออาหาร
    • ระยะที่สอง มีอาการทางระบบหายใจ ได้แก่ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ในเด็กเล็กอาจได้ยินเสียงหายใจดังครืดคราด อาการมักจะหายหลังผ่านระยะแรกไปได้ 3 – 4 วัน
    • ระยะที่สาม ระยะฟื้นตัว ดังนั้นจะมีอาการอ่อนเพลียอยู่ อาจอยู่ได้นานถึง 2 – 4 สัปดาห์

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ อาจมีอาการทางระบบอาหาร เช่น อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายเหลว

  • เมื่อไร่จึงควรไปพบแพทย์ ผู้ป่วยเด็กเล็กอายุ < 5 ปี หรือผู้ป่วยสูงอายุ > 65 ปี ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรคหัวใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคไตวายเรื้อรัง) และสตรีมีครรภ์ เมื่อมีอาการไข้สูงเกิน 39 – 40 องศาเซียลเซียส และไข้ไม่ลดลงหลังรับประทานยาลดไข้ในขนาดที่เหมาะสม มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจมีหน้าอกบุ๋ม มีอาการเจ็บหน้าอก หรือมีอาการซึม สับสน แขน/ขาอ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นอาการของภาวะแทรกซ้อนได้

 

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (อินฟลูเอนซาไวรัส Influenza virus) เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ A B และ C ซึ่งแต่ละชนิดยังแบ่งเป็นพันธุ์ย่อย ๆ ไปอีกมากมาย เชื้อไข้หวัดใหญ่บางพันธุ์อาจผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในแต่ละปี

  • ไวรัสสายพันธุ์ A มีความรุนแรงและอันตรายมากที่สุด สามารถติดต่อจากสัตว์ (ไก่ นก แมว หมู) มาสู่คน และจากคนที่ติดเชื้อไปสู่คนอื่น ๆ ไวรัสสายพันธุ์ A แบ่งชนิดตามสารโปรตีนที่อยู่บนผิวของไวรัส คือ สาร Hemagglutinin (HA: H1-H16) และสาร Neuraminidase (NA:N1-N9) ทำให้ไวรัสสายพันธุ์ A สามารถแบ่งได้เป็นอีกหลายสายพันธุ์ย่อย ตัวอย่างที่เคยเป็นข่าวดัง ได้แก่ H1N1 (ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009/ไข้หวัดหมู) H5N1 (ไข้หวัดนก)
  • ไวรัสสายพันธุ์ B ก่อโรคในคนและแมวน้ำ แบ่งเป็น 2 ชนิดย่อย คือ B/Yamagata และ B/Victoria มักแพร่ระบาดในฤดูหนาวและฤดูฝน เช่น ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Seasonal Flu)
  • ไวรัสสายพันธุ์ C ก่อโรคในคนและหมู พบได้น้อย เป็นการติดเชื้อทางระบบหายใจที่ไม่รุนแรง ผู้ป่วยอาจอาการป่วยเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการป่วยเลย

โดยสรุปความแตกต่าง อาการของสายพันธุ์ A จะมีความรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์ B และ C เมื่อแพร่ระบาดแล้วจะยากต่อการควบคุม ผู้ป่วยที่ติดไวรัสสายพันธุ์ A จึงต้องระมัดระวังตัวเองไม่ให้ไปแพร่เชื้อต่อผู้อื่น

 

การติดต่อ

ติดต่อโดยการไอ จาม หายใจรดกัน หรือการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งที่ผ่านการหยิบจับเครื่องใช้เปื้อนเชื้อโรค เนื่องจากเชื้อปนเปื้อนกับสารคัดหลั่ง ได้แก่ น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย ระยะฟักตัว 1 – 4 วัน สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 2 วันก่อนเกิดอาการถึง 5 วันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน

 

การวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่

โดยทั่วไป แพทย์วินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ได้จากการถามประวัติและการตรวจร่างกาย และ ตรวจยืนยันโดยตรวจทางห้องปฏิบัติการ คือการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จากสารคัดหลั่งที่ป้ายมาจากโพรงหลังจมูก (nasopharyngeal swab) วิธีที่นิยมในปัจจุบัน ได้แก่ “Rapid influenza diagnostic test” ซึ่งจะทราบผลตรวจภายใน 15 – 30 นาที ราคาถูก แต่ความไวในการจับเชื้อได้นั้นไม่มากนัก และ วิธี “Reverse transcriptase polymerase chain reaction (RT-PCR)” ทราบผลตรวจในเวลา 2 – 4 ชั่วโมง ความไวและความจำเพาะสูง สามารถแยกสายพันธุ์ A และ B ได้ แต่ข้อเสียคือ ราคาแพงกว่า

 

การรักษา

กรณีอาการไม่รุนแรง

การรักษาจะคล้ายกับการรักษาไข้หวัด คือ การประคับประคองตามอาการ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น ไม่สามารถฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสได้ จะใช้เฉพาะกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง จะส่งผลเสียในระยะยาวคือ เชื้อแบคทีเรียดื้อยา ในเบื้องต้นควรดูแลรักษา ดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหนัก ๆ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและอาการไข้หวัดรุนแรงขึ้นได้
  • สวมใส่เสื้อผ้าให้เพียงพอ ในการทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อ การรับประทานอาหาร ช่วงแรก ๆ อาจเป็นอาหารอ่อน ที่ยังเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและฟื้นฟูร่างกายให้กลับสู่ปกติ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้อง เช็ดตัวช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย โดยเช็ดจากล่างขึ้นบน เพราะทิศทางสวนรูขุมขน จะช่วยระบายความร้อนได้มากกว่า เน้นเช็ดบริเวณข้อพับ รักแร้ ข้อศอก ขาหนีบ ข้อเข่า
  • รับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการ ได้แก่ ยาลดไข้ พาราเซตามอล ไม่ควรรับประทาน แอสไพริน เพราะจะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้ มีอาการน้ำมูกมาก ใช้ยาลดน้ำมูก(ยาแก้แพ้)  มีอาการไอ ใช้ยาแก้ไอละลายเสมหะ หรือ ขับเสมหะ อาการเจ็บคอ ใช้ยาอม หรือ สเปรย์พ่นคอ

กรณีอาการรุนแรง

หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง ให้มาพบแพทย์ เพื่อให้พิจารณาให้ยาต้านไวรัสตั้งแต่เริ่มมีอาการ เช่น ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซานามิเวียร์ (Zanamivir) เพื่อออกฤทธิ์ยับยั้งการกระจายตัวของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ A และ B ภายในร่างกาย ใช้ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย และเสี่ยงต่อการติดเชื้อสายพันธุ์ที่รุนแรงขึ้น ทั้งนี้การใช้ยาต้านไวรัสอาจมีผลข้างเคียง ดังนั้น ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ

ได้แก่ หลอดลมฝอยอักเสบ ปอดอักเสบติดเชื้อ (ปอดบวม) สมองอักเสบ เส้นประสาทอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และกลุ่มอาการราย (Reye’s syndrome) ที่พบได้ในผู้ที่รับประทานยาแอสไพริน

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน ไข้หวัดใหญ่

บุคคลทั่วไป

  1. รับประทานอาหารที่ให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว รับประทานผักผลไม้ และอาหารที่เป็นแหล่งวิตามินที่จำเป็นในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย พักผ่อนให้เพียงพอตามความต้องการของแต่ละช่วงวัย
  2. ออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทางจิตใจ แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิควันละประมาณ 30 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์
  3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ติดเชื้อของผู้ป่วย หมั่นล้างมือก่อนการรับประทานอาหารหรือสัมผัสบริเวณหน้า เพื่อลดปริมาณเชื้อที่อาจเข้าสู่ร่างกายได้ทางตา ปากและจมูก หากต้องอยู่ใกล้กับผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัย (Surgical mask) เพื่อป้องกันการรับเชื้อเข้าร่างกายทางการหายใจ
  4. หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ ไปยังสถานที่แออัด สถานที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูง ๆ เช่น โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้าในโซนแออัด เป็นต้น
  5. รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine) ปีละ 1 ครั้ง จำเป็นต้องให้ทุกปี เพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ตลอดเวลา สามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน โดยเฉพาะเด็กที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น หอบหืด โรคปอด โรคหัวใจ โรคอ้วน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาวหรือช่วงที่มีการระบาด ซึ่งสามารถลดโอกาสในการเกิดไข้หวัดใหญ่ลงได้ 50 – 65% วัคซีนนี้มีข้อห้าม ในผู้ป่วยที่แพ้ไข่ไก่ แพ้ชนิดรุนแรง (anaphylaxis)

ผู้ป่วย

  1. หมั่นล้างมือ หลังการไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก และควรสวมหน้าการอนามัยเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น
  2. หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังแหล่งชุมชน เนื่องจากลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
  3. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่จะทำให้อาการรุนแรงขึ้น เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

 

นพ. ฐิติกร เจียงประดิษฐ์
แหล่งที่มา :

  1. Cohen YZ, Dolin R. Influenza. In: Kasper, Dennis L, et al. Harrison’s Principles of Internal Medicine. 19th edition. New York:McGraw Hill Education, 2015. P.1209-1214
  2. นพพร อภิวัฒนากุล. ไข้หวัดใหญ่. ใน: เปรมฤดี ภูมิถาวร, สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์, กาญจนา ตั้งนรารัชชกิจ, สุเทพ วาณิชย์กุล, สุรางค์ เจียมจรรยา, บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตร์สำหรับนักศึกษาแพทย์ เล่มที่ ๒. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ; 2552. หน้า 125-132
  3. Influenza (flu). [Cited 2018 Sep]. Available from: www.mayoclinic.org
  4. Influenza (flu). [Cited 2018 Sep]. Available from: www.cdc.gov/flu

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


.jpg

ตกขาว (leukorrhea หรือ vaginal discharge) เป็นสารคัดหลั่งหรือของเหลวที่อยู่ในช่องคลอด ถ้ามีปริมาณมากอาจจะออกมาภายนอกที่ปากช่องคลอดได้  อาการดังกล่าวนี้อาจเป็นภาวะที่ปกติตามธรรมชาติหรือเป็นภาวะที่ผิดปกติจากการอักเสบติดเชื้อภายในช่องคลอด ปากมดลูก โพรงมดลูกรังไข่ หรือท่อนำไข่ก็ได้  ถ้าตกขาวมีลักษณะเป็นของเหลวใส ปริมาณไม่มาก ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีอาการคัน ถือเป็นอาการตกขาวปกติที่เป็นผลจากอิทธิพลของฮอร์โมนอวัยวะเพศสตรี ในทางตรงกันข้าม ถ้าอาการตกขาวมีสีเหลืองเขียว มีเลือดปน มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ มีอาการคัน แสบร้อนหรืออาการผิดปกติอื่น ๆ ถือเป็นอาการตกขาวที่ผิดปกติควรที่จะมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม

 

อาการ

ตกขาวมีลักษณะและสีที่เปลี่ยนไป เช่น เปลี่ยนจากของเหลวใสเป็นขุ่นข้นคล้ายนมบูด สีเข้มขึ้น สีเหลืองเขียวคล้ายหนองหรือ มีเลือดปน มีกลิ่นผิดปกติโดยเฉพาะกลิ่นเหม็น กลิ่นคล้ายปลาเน่า มีอาการแสบคัน มีอาการอ่อนเพลีย เซื่องซึม ปวดศรีษะ หรืออื่น ๆ จัดเป็นสัญญาณอันตราย ที่ควรมาพบปรึกษาแพทย์ทันที

 

สาเหตุ

ตกขาวผิดปกติ มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส เชื้อพยาธิใบไม้ หรือเชื้ออื่นๆในช่องคลอดและอวัยวะเพศในอุ้งเชิงกราน เช่น การติดเชื้อในอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอดอักเสบ มดลูกอักเสบ ปากมดลูกอักเสบ รวมถึงการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเริม โรคหนองในแท้และหนองในเทียม เป็นต้น
นอกจากนี้อาจเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ  ตกขาวผิดปกติอาจไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโดยตรง โดยอาจเกิดจากการอักเสบระคายเคือง เช่น การใช้อุปกรณ์คุมกำเนิด การสวนล้างช่องคลอด การแพ้สารจากผ้าอนามัยหรือถุงยางอนามัย เป็นต้น โดยลักษณะของตกขาวที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมสาเหตุอาจเป็นดังนี้

  • ตกขาวสีขาวขุ่น มีลักษณะเป็นก้อนหรือข้นคล้ายนมบูด มีอาการคันมาก อาจเกิดจากการติดเชื้อรา โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน มีภาวะภูมิต้านทานต่ำหรือรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ๆ
  • ตกขาวสีเหลือง การติดเชื้อหลายชนิดสามารถทำให้ตกขาวมีสีเหลืองได้ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียเชื้อหนองใน เชื้อพยาธิใบไม้ในช่องคลอดและปากมดลูก ก็อาจทำให้ตกขาวมีสีเหลืองได้
  • ตกขาวสีเขียว โดยเฉพาะการมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว เป็นฟอง มีอาการคันและแสบแดงที่บริเวณอวัยวะเพศ เป็นตกขาวที่เกิดจากการติดเชื้อเชื้อพยาธิใบไม้ แต่แบคทีเรียบางชนิดอาจทำให้ตกขาวมีสีเขียวได้เช่นกัน
  • ตกขาวสีเทา มีกลิ่นเหม็นคาวออกมาจากช่องคลอด หรือหลังมีเพศสัมพันธ์ อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดที่เรียกว่า แบคทีเรียล วาไจโนซิส (bacterial vaginosis)
  • ตกขาวสีน้ำตาล อาจมีเลือดปนออกมากับตกขาว ซึ่งอาจเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น ช่วงการตกไข่ เลือดประจำเดือน การตั้งครรภ์นอกมดลูก รวมถึงจากการติดเชื้อที่ช่องคลอดหรือมดลูก
  • ตกขาวสีชมพูจาง ๆ พบได้ในหญิงหลังคลอด ที่เรียกว่า น้ำคาวปลา เกิดจากการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกหลังคลอด ถ้าไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ก็ถือว่าเป็นภาวะปกติ ซึ่งปริมาณจะค่อยๆลดลงจนหายไปเอง

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว การรักษา การใช้ยา การเจ็บป่วยที่ผ่านมาหรือที่เป็นอยู่ ประวัติการมีเพศสัมพันธ์ พฤติกรรม และสอบถามเกี่ยวกับลักษณะของตกขาว เช่น สี กลิ่น และอาการร่วม เช่น อาการคัน อาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ นอกจากนั้นจะเป็นการตรวจร่างกาย ตรวจภายใน และเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้ตกขาวผิดปกติ

 

การรักษา

วิธีการรักษา ขึ้นกับสาเหตุของตกขาวผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งจากการติดเชื้อและไม่ใช่ติดเชื้อ ในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา หรือพยาธิ แนวทางการรักษาในเบื้องต้นจะเป็นการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ ทั้งรูปแบบที่เป็นยารับประทาน ยาสอดช่องคลอดและยาทา แนวทางเบื้องต้นเป็นดังนี้

  • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial vaginosis หรือ โรค BV) พบบ่อยที่สุด ปัจจุบันเชื่อว่าอาการของ BV นั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิด anaerobe และ Gardnerella  ในช่องคลอดเพิ่มขึ้น 10 เท่า และ 100 เท่า ตามลำดับ แพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นยาแบบรับประทาน โดยยาที่นิยมใช้ (drug of choice) ในปัจจุบันคือ metronidazole, tinidazole และ  clindamycin ผู้ที่รับประทานยาไม่ได้อาจใช้ยาชนิดสอดภายในช่องคลอด
  • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อพยาธิใบไม้ในช่องคลอด (Trichomonas vaginalis หรือเชื้อ TV) เชื้อนี้จะเกาะที่ผนังของช่องคลอดและปากมดลูก แล้วปล่อยสารที่เป็นพิษต่อเซลล์เนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุผนังช่องคลอด ทำให้เกิดอาการระคายเคือง อาจพบเลือดออกที่ปากมดลูก พร้อมกับตกขาวผิดปกติจำนวนมาก ลักษณะสีเหลืองเขียว อาจเห็นว่าตกขาวเป็นฟอง และมีกลิ่นเหม็นรุนแรงได้ เชื้อ TV ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา metronidazole และ tinidazole โดยสามารถให้แบบรับประทานวันละ 2 หรือ 3 ครั้ง กรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหรือมีการดื้อยา อาจเพิ่มขนาดยา หรือใช้ยาสอดช่องคลอดร่วมด้วย ควรรักษาผู้ป่วยที่ตรวจพบเชื้อ TV ทุกราย แม้ว่าจะยังไม่อาการ เนื่องจากมีเชื้ออยู่น้อย แต่มักจะปรากฏอาการในภายหลัง นอกจากนี้เชื้อ TV ยังเป็นพาหะพาเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานได้
  • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อราแคนดิด้า (Vulvovaginal candidiasis : VVC) การอักเสบจากเชื้อราในช่องคลอด ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ Candida albicans รักษาด้วยการใช้ยากลุ่ม Azoles ที่มีฤทธิ์ทำลายเชื้อรา เช่น clotrimazole, miconazole, fluconazole และ itraconazole เป็นต้น โดยยามีทั้งในรูปแบบรับประทาน สอดช่องคลอด และทาภายนอกช่องคลอดตรงบริเวณที่มีอาการคันจากการติดเชื้อรา

มีบางครั้งที่อาการตกขาวเกิดจากการติดเชื้อหลายชนิด โดยพบมากที่สุดคือ การติดเชื้อ BV ร่วมกับ VVC รองลงมาคือ การติดเชื้อ BV ร่วมกับ TV และการติดเชื้อ VVC ร่วมกับ TV วิธีการรักษาจึงมีความจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดเพื่อให้ครอบคลุมเชื้อที่เป็นสาเหตุ  สตรีที่สงสัยว่าอาการตกขาวจะเกิดจากการติดเชื้อจึงควรมาพบแพทย์ เพื่อตรวจวิเคราะห์หาเชื้อที่เป็นสาเหตุ  และให้การรักษาที่ถูกต้อง

 

แหล่งข้อมูล : www.haamor.com  www.med.cmu.ac.th  ccpe.pharmacycouncil.org  www.britannica.com  www.pobpad.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


.jpg

อาการนกเขาไม่ขันหรืออาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศชาย (Erectile Dysfunction หรือ Impotence) คือ ภาวะที่อวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัวจนสามารถร่วมเพศได้ ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่การไม่สามารถร่วมเพศได้เป็นบางครั้ง ถึงไม่สามารถร่วมเพศได้เลย โดยมีการสำรวจพบอาการนี้ในชายอายุ 40 – 49 อายุ 50 – 59 อายุ 60 – 70 ปี ร้อยละ 20.4, 46.3, และ 73.4 ตามลำดับ ทั้งนี้มีสาเหตุได้จากสภาพร่างกาย เช่น ป่วยด้วยโรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคไขมัน ความดันโลหิตสูง และสภาพจิตใจ เช่น วิตกกังวล หดหู่ ซึมเศร้า เครียด มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคู่ เป็นต้น

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
อาการของนกเขาไม่ขันหรือหย่อนสมรรถภาพทางเพศเกิดขึ้นเมื่ออวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัวหรือแข็งตัวได้ไม่นานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์จนสำเร็จ โดยอาจจัดระดับอาการเป็น ระดับรุนแรงน้อยสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้สำเร็จเกือบทุกครั้ง ระดับรุนแรงปานกลางสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้สำเร็จประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และระดับรุนแรงมากไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้สำเร็จเลย ทั้งนี้อาจเกิดร่วมกับอาการบกพร่องทางเพศอื่นๆ ด้วยได้ เช่น มีความต้องการทางเพศลดลง มีความผิดปกติในการหลั่งน้ำอสุจิ เป็นต้น


เมื่อไหร่จึงควรมาพบแพทย์

  • อวัยวะเพศชายแข็งตัวไม่เต็มที่ติดต่อกันนานกว่า 2 – 3 สัปดาห์ และมีปัญหาในการมีเพศสัมพันธ์
  • มีอาการบกพร่องทางเพศอื่น เช่น มีปัญหาในการหลั่งเร็วหรือช้าเกินไปจนกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์

 

ปัจจัยเสี่ยง

  • ผู้ชายที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป
  • ผู้ชายที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหลอดเลือด ระบบประสาท และต่อมไร้ท่อ เช่น โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น
  • ผู้ที่ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการผ่าตัด หรือภยันตรายต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือกระเพาะปัสสาวะ โรคของไขสันหลัง เป็นต้น
  • ผู้ที่ป่วยด้วยโรคทางจิตใจ เช่น โรคเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า เป็นต้น

 

ภาวะแทรกซ้อน

โดยปกติแล้วภาวะนี้จะไม่มีความรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนใด ๆ แต่อาจส่งผลทางด้านจิตใจและความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ เช่น หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล ซึมเศร้า และอาจนำไปสู่ปัญหาความสัมพันธ์ในการใช้ชีวิตคู่และการมีบุตร อย่างไรก็ตามอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจเป็นอาการของโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่เป็นอันตรายได้

 

สาเหตุ

สาเหตุของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

  • สาเหตุทางด้านร่างกาย ส่วนใหญ่จะเป็นอาการที่เกิดจากการมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคอ้วน โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) หรือโรคพาร์กินสัน เป็นต้น
    .
    นอกจากนั้นยังเกิดได้จากผลข้างเคียงจากการรักษาโรคหรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคซึมเศร้า หรือยาแก้แพ้ รวมไปถึงการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าหนัก ร่างกายอ่อนล้า การติดสารเสพติด การมีอาการบาดเจ็บของอุ้งเชิงกรานหรือไขสันหลังสืบเนื่องจากผลข้างเคียงของการผ่าตัด การรักษาโรคต่อมลูกหมากโต (benign prostatic hyperplasia or BPH) หรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับ เป็นต้น
    .
    สำหรับผู้ที่ใช้เวลานานในการปั่นจักรยานอาจมีความเสี่ยงในการเกิดหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เพราะที่ปั่นจักรยานสามารถทำให้เส้นประสาทและเส้นเลือดที่ทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวนั้นบาดเจ็บได้
    .
  • สาเหตุทางด้านจิตใจ สมองมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นทำให้เกิดการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย หรือกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งภาวะทางจิตใจบางอย่างที่ไปขัดขวางหรือส่งผลด้านลบต่ออารมณ์ทางเพศ ซึ่งได้แก่ ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือภาวะสุขภาพจิตอื่น ๆ รวมไปถึงปัญหาความขัดแย้งหรือปัญหาความสัมพันธ์กับคู่

 

การวินิจฉัย

ในเบื้องต้นแพทย์จะซักประวัติผู้ป่วย เช่น อาการที่สำคัญ ประวัติการเจ็บป่วย โรคประจำตัว หรือยาที่ใช้อยู่ จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจร่างกายพื้นฐาน และตรวจเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ อัลตราซาวด์ ตรวจสุขภาพจิต ตรวจการแข็งตัวของอวัยวะเพศ หรืออาจส่งตัวไปให้แพทย์เฉพาะทางของโรคที่เป็นต้นเหตุ โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เกิดภาวะนี้เป็นผู้ที่มีอายุและมักจะมีโรคที่เป็นต้นเหตุซ่อนอยู่

 

การรักษา

การรักษาจะแตกต่างกันตามสาเหตุ ความรุนแรงและโรคประจำตัว เช่น หากสาเหตุเกิดจากโรคทางร่างกาย แพทย์ก็จะรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศควบคู่ไปกับการรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ โดยอาจมีการตรวจและส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทางโรคที่เกี่ยวข้องเป็นการเพิ่มเติม

ปัจจุบันการรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มีหลากหลายวิธีตามความเหมาะสมและความต้องการของผู้ป่วย ดังนี้

  1. การรักษาด้วยยารับประทาน สามารถใช้ยาในกลุ่มพีดีอี 5 อินฮิบิเตอร์ (Phosphodiesterase-5 Inhibitors: PDE-5) ได้แก่ ยาซิลเดนาฟิล (Sildenafil) ยาทาดาลาฟิล (Tadalafil) ยาวาร์เดนาฟิล (Vardenafil) โดยยาจะออกฤทธิ์ชั่วคราวในการช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตของอวัยวะเพศชาย
    .
    โดยพบว่า 2 ใน 3 ของผู้ที่ใช้ยานี้มีการแข็งตัวของอวัยวะเพศที่ดีขึ้น แต่ต้องมีการเล้าโลมก่อนใช้ยาจึงจะเห็นผลได้ดี

    .
    อย่างไรก็ตามมีข้อจำกัดในการใช้ยากลุ่มนี้อยู่ จึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ เช่น ห้ามใช้ในผู้ที่ใช้ยากลุ่มไนเตรท (Nitrate) ห้ามใช้ร่วมกับยาไซเมทิดีน (Cimetidine) หรือการมีความเสี่ยงต่อภาวะองคชาตแข็งค้าง (Priapism)  เป็นต้น และในบางรายอาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ปวดศีรษะ และไมเกรน ผิวหนังแดง อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้และอาเจียน คัดจมูกหรือมีน้ำมูกไหล ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ การมองเห็นแย่ลง
  2. การรักษาโดยใช้ฮอร์โมนบำบัด สำหรับผู้ที่มีสาเหตุมาจากฮอร์โมน เช่น มีระดับฮอร์โมนเพศชายต่ำเกินไป แพทย์อาจรักษาด้วยการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนในร่างกายให้กลับสู่ระดับปกติ
  3. การรักษาโดยใช้อุปกรณ์สุญญากาศหรือกระบอกสุญญากาศ โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่ใช้ยารับประทานไม่ได้ผล อุปกรณ์มีลักษณะเป็นกระบอกกลวง มีทั้งแบบใช้ถ่านและใช้แรงมือ สามารถนำอุปกรณ์นี้สวมครอบเข้าไปที่อวัยวะเพศและปั๊มเอาอากาศออกมา จะทำให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงอวัยวะเพศและทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวนานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้
  4. การผ่าตัดใส่แกนอวัยวะเพศเทียม วิธีนี้จะเป็นวิธีสุดท้ายเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นๆไม่ได้ผล เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง นอกจากนั้น แกนอวัยวะเพศเทียมยังมีราคาแพงมากและต้องเป็นศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะบางรายเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้
  5. การรักษาทางจิตใจซึ่งมีหลายวิธี เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การฝึก “Sensate Focus” เรียนรู้การกระตุ้นอารมณ์จากการสัมผัส การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อรักษาภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล การบำบัดด้วยการเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioural Therapy: CBT)

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  1. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่เป็นปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ แอลกอฮอล์ อาหารไขมันสูง
  2. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ
  3. ฝึกดูแลจิตใจให้สงบ มั่นคง ไม่เครียด ไม่วิตกกังวลจนส่งผลต่อสุขภาพ หากมีปัญหาจิตใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษา อย่าปล่อยไว้
  4. หากมีโรคประจำตัวที่เป็นโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหลอดเลือด ระบบประสาท และต่อมไร้ท่อ เช่น โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน ให้รีบรักษา โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้ส่งผลต่อสุขภาพน้อยที่สุด

 

แหล่งข้อมูล : www.mayoclinic.org  www.webmd.com  www.pobpad.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก