ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-ความกลัวและความกดดัน.jpg

ความกดดัน ความบีบคั้นที่เกิดขึ้นยาวนานนั้นทำให้เราเสียสุขภาพจิต ไปพบกับวิธีรับมือกับความกลัวและความกดดัน เพื่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้นกันค่ะ

รับมือกับ…ความกลัวและความกดดัน

คนที่บอกว่าตัวเองไม่เคยกลัวอะไรเลยนั้น เชื่อได้เลยว่าเขาพูดโกหกแน่ ความกลัวไม่ใช่ความรู้สึกที่เลวร้าย กลับทำให้เราระมัดระวัง ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกนี้เป็นเช่นเดียวกับความรู้สึกเจ็บปวด เป็นความทุกข์ที่ไม่มีใครต้องการ แต่ความทุกข์นี้เองที่ ทำให้เราต้องหันมาใส่ใจต่อปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ หลายคนรอดชีวิตมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะความกลัว

 

ปัญหาของสำราญ

สำราญทำงานอย่างหนักเพื่อ หวังความก้าวหน้าในการงาน ในวันที่ผู้จัดการบอกว่าเขาได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้างาน เขากลับรู้สึกไม่สบายใจ เกิดกลัวว่าตัวเองจะทำไม่ได้

สำราญกลัวอะไร เขาบอกว่าจะต้องมีการประชุมหัวหน้างานต่าง ๆ ในแต่ละเดือน ซึ่งเขารู้สึกอึดอัดเมื่อต้องพบคนเหล่านี้ นอกจากนี้เขายังต้องรับผิดชอบมากขึ้น คุมคนงานที่มีปัญหาต่าง ๆ มากขึ้น อาจต้องทำงานนอกเวลามากกว่าเดิม เพื่อนร่วมงานเก่าก็ดูเฉยเมย เปลี่ยนแปลงไป ความกดดันต่าง ๆ ดูเหมือนจะพุ่งสู่ตัวเขา

สิ่งที่สำราญประสบนี้ เป็นเรื่องที่พบได้ไม่น้อยในชีวิตการทำงานปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันสูง ไม่เฉพาะแต่การถูกลดขั้น หรือให้ออกเท่านั้น การได้รับการส่งเสริมยังอาจก่อให้เราเกิดความเครียดได้ ความกดดันเกิดได้ทั้งกับการประสบความสำเร็จและความล้มเหลว

ปัญหาของสำราญคล้ายกันกับ สิ่งที่ได้กล่าวมาแล้ว เขาคิดว่าตัวเองไม่ควรจะมีความรู้สึกนี้พยายามขจัดมันออกไปโดยวิธีการต่าง ๆ คนเรามักจะต้องการคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่ามาบอกว่าไม่เป็นไรหรอกที่มีความ รู้สึกเช่นนี้ ขอให้ตั้งใจทำงานต่อไปเถอะ ซึ่งถ้าเราปฏิบัติตนแบบอยู่อย่างสร้างสรรค์ จะตระหนักได้ด้วยตนเองว่าการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรก็ตาม ล้วนก่อแรงกดดันแก่เราเป็นเรื่องธรรมดา แม้ว่าบางครั้งทำให้เราเกิดความไม่สบายใจบ้าง แต่ก็เป็นการเตือนให้เราระมัดระวัง ปฏิบัติตนอย่างรอบคอบไม่ประมาท เมื่อเราเกิดความหวั่นกลัว ไม่สบายใจทั้งร่างกายและจิตใจจะอยู่ในสภาพพร้อมอยู่ตลอดเวลา เพื่อเตรียมรับต่อสถานการณ์ นั่นคือเราได้รับการเตือนว่าจะต้องทำอะไรบางอย่าง

ความกดดัน ความบีบคั้นที่เกิดขึ้นยาวนานส่งให้เกิดผลเสียตามมา เช่น เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ความดันโลหิตสูง นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ และภูมิต้านทานของร่างกายลดลง เป็นต้น ซึ่งสาเหตุนั้นมิใช่ความกดดันจากสภาพแวดล้อม หรือความรู้สึกที่มีจากตนเอง หากแต่อยู่ที่การไม่สามารถแก้ไขจัดการต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ถ้าเราไม่ทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ก็เปรียบเสมือนนั่งมองดูน้ำที่กำลังไหลท่วมบ่า ท่วมบ้านตนเอง นอกจากจะโชคดีที่น้ำหยุดท่วม ซึ่งโอกาสเช่นนี้คงพบได้น้อยครั้ง

สำราญมิได้หวังรอคอยโชคชะตา เขาถามหัวหน้างานคนอื่น ๆ ว่ารู้สึกอย่างไร เมื่อต้องรับงานครั้งแรก หรือเข้าที่ประชุม ซึ่งเขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อทราบว่าคนอื่น ๆ ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการบริหารงาน พยายามทำความรู้จักผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคน คิดหาแผนงานหรือโครงการใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงการทำงานเสนอต่อผู้จัดการ แน่นอนว่าคงไม่ราบรื่นเสมอ ไปสำหรับการเริ่มต้นในสิ่งใหม่ ๆ แต่ในขณะที่สำราญยุ่งเกี่ยวกับการพูดคุยแนะนำตนเอง ศึกษาในเรื่องต่าง ๆ เขาลืมที่จะใส่ใจต่อความรู้สึกว่าเขายังไม่ พร้อมพอ เมื่อความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมาอีก เขาก็จะมาหาดูว่าอะไรที่ยังไม่ได้ทำหรือทำไม่เต็มที่อีก ท่ามกลางความพยายามอยู่เรื่อย ๆ ความมั่นใจในตนเองมีเพิ่มมากขึ้น ความกังวลใจในตนเองก็ลดลงตามลำดับ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ศ.นพ. มาโนช หล่อตระกูล(2010).รับมือกับ…ความกลัวและความกดดัน. 2 เมษายน 2558.
แหล่งที่มา : http://thaipsychiatry.wordpress.com/
ภาพประกอบจาก : www.xn--12c9b2bwcg6evc.com


.jpg

ชีวิตคู่เริ่มจากคนสองคนเกิดความรักใคร่ผูกพันจนอยากที่จะใช้ชีวิตร่วมกันและทั้งสองก็มักจะคาดหวังและวาดฝันไว้ว่าจะสามารถครองคู่กันอย่างสุขสมยาวนานไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ มีทฤษฎีและแนวคิดมากมายที่จะทำให้สัมพันธ์รัก

 

การจะมีอีคิวที่ดีในชีวิตคู่และความรัก

บางทฤษฎีบ่งบอกว่า กามารมณ์ที่สุขสมเป็นส่วนหนึ่งของการครองรักครองเรือน เพราะกามารมณ์นั้น เป็นการบอกรักที่เรียบง่าย และเมื่อเกิดความสุขสมร่วมกันแล้ว เรื่องใหญ่ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็ก และเรื่องเล็ก ๆ ก็จะกลายเป็นไม่มีเรื่อง เนื่องจากกามารมณ์ในชีวิตคู่ เป็นการถ่ายทอดความรักด้วยภาษากาย ถ่ายทอดผ่านการสัมผัสรักที่อบอุ่น ซาบซึ้ง ในช่วงเวลาที่แสนจะโรแมนติกและเป็นกันเอง บางทฤษฎีก็บ่งบอกว่า เสน่ห์ปลายจวัก ผัวจักรักจนวันตาย โดยอาศัยทฤษฎีที่ว่า คนเรานั้นต้องดื่มต้องกิน และความสุขที่ได้รับจากการกินอาหารที่แสนอร่อยรสสัมผัสแห่งความสุข ที่ถ่ายทอดผ่านลิ้นจะเข้าไปกำซาบซ่านอยู่ภายในจิตใจ จนติดอกติดใจในรสมือนาง และไม่สามารถที่จะละจากเธอไปได้ และส่วนใหญ่แล้ว ก็มักจะเน้นในลักษณะของ… การเข้าใจกัน ไว้ใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เคารพในกันและกัน รวมทั้งให้อภัยกันในความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยไม่ตั้งใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคน ซึ่งอยากมีชีวิตคู่อย่างสุขสมและมั่นคงต้องการ ก็คือ “อีคิว” ความฉลาดทางอารมณ์ ที่ควรจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี กล่าวกันว่า การจะรักษาสัมพันธ์กับใครสักคนหนึ่งนั้น เรื่องของอารมณ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก… การรู้จักใส่อารมณ์ แต่ไม่ใช้อารมณ์ ในทุกสถานการณ์นั้น มักจะนำความสำเร็จมาสู่ผู้ที่รู้จัก ใส่อารมณ์ออกมาเสมอ

 

มารู้จัก อีคิว…หรือความฉลาดทางอารมณ์กันก่อนจะดีไหม ?

ความฉลาดทางอารมณ์หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า ‘อีคิว’ นั้น หมายถึงความสามารถในการควบคุมอารมณ์ และพัฒนาอารมณ์ให้เป็นปกติสุขได้ ไม่ว่าเหตุการณ์รอบข้างจะเป็นอย่างไร ความฉลาดทางอารมณ์นี้ เป็นสิ่งที่สามารถเพิ่มพูนได้ ทั้งจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก รวมทั้งการฝึกฝนเพิ่มพูนพัฒนาขึ้นในทุกช่วงชีวิต พูดง่าย ๆ ก็คือ อีคิวหรือความฉลาดทางอารมณ์นี้ สามารถฝึกฝนได้ พัฒนาเพิ่มพูนขึ้นได้ด้วยตนเอง จากประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต

คนที่มีอีคิวไม่ดี จะไม่เข้าใจตนเอง ไม่เข้าใจคนอื่น ไม่ยอมรับความจริง เอาแต่ใจตนเอง และไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งในใจของตนเองได้ โดยปกติแล้ว คนเรานั้น มีอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์แช่มชื่น แจ่มใส ยินดีปรีดา เศร้าสร้อย หงอยเหงา โกรธอิจฉาริษยา อาฆาต และมีความเครียด ผิดหวัง หรือสมหวัง แล้วแต่สถานการณ์ไป ซึ่งอารมณ์ในทางลบเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว คนที่มีพื้นฐานของความฉลาดทางอารมณ์ไม่ดี จะเกิดอาการทางอารมณ์มากกว่าและนานกว่าคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ จนเกิดความล้มเหลวในการทำงาน ในสัมพันธภาพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นต่อผู้ร่วมงานหรือบุคคลในครอบครัว

เดี๋ยวนี้ คนเรารักกันง่าย… และเลิกรักกันง่าย เพราะใช้อารมณ์ต่อกัน คิดถึงความเห็น และความต้องการของตนเองเป็นใหญ่ และไม่ยอมรับความคิดและความต้องการของคนใกล้ชิด พูดง่ายๆ ก็คือ เห็นแก่ตัวไว้ก่อน อาจจะเป็นเพราะว่า คนเรายุคนี้ต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันในทุกเรื่องราว จนเป็นนิสัยที่จะประพฤติปฏิบัติตนแบบนั้น โดยไม่เว้นแม้แต่คนใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ถ้าสามารถพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี หรืออย่างน้อยก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแล้ว สัมพันธภาพต่อคนใกล้ชิดในชีวิตคู จะดีขึ้นอย่างทันตาเห็น

ใครๆ ก็รู้กันอยู่ว่า คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ หรืออีคิวสูงนั้น จะเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เข้ากับคนอื่นที่อยู่รอบข้างได้ดี รู้จักการร่วมแรงร่วมใจสมานสามัคคีในการทำงานทุกอย่าง รวมทั้งการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันด้วย แน่นอนว่า คนที่มีอีคิวดีนั้น นอกจากจะรู้จักการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีแล้ว ยังรู้จักพัฒนาความสัมพันธ์ รวมทั้งรักษาให้สัมพันธภาพยืนยาว และเป็นสุข เนื่องจากคนที่มีอีคิวสูง ๆ จะรู้จักเห็นอกเห็นใจ รวมทั้งเข้าใจในความรู้สึกของคนอื่นเป็นอย่างดี

 

เมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต ก็รู้จักการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

ใช้การสื่อสารในทางบวกในการแก้ปัญหา ใช้พลังอำนาจของความคิดในทางบวกให้เป็นประโยชน์ รู้จักใช้ความชื่นชมยินดีและการให้กำลังใจกันแทนการดุด่าว่ากล่าว… เป็นคนที่ไม่จมอยู่กับ ความคิดในทางลบ ไม่จมอยู่กับความเศร้านานเกินควร ไม่ท้อถอย ไม่ท้อแท้ ในอุปสรรคต่าง ๆ ของชีวิต รู้จักหาทางออกที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อทุกคน มีความคิดแบบผู้ชนะคือ… ทุกปัญหามีทางออก เป็นคนที่มองไม่เห็นคนผิด… แต่มองเห็นปัญหาที่จะร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไข

 

การที่จะมีอีคิวที่ดีในชีวิตคู่และความรักนั้น ก่อนอื่นจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการมีชีวิตคู่…

เริ่มจากการรู้จักตนเอง รู้จุดเด่นจุดด้อย รวมทั้งจุดอ่อนของตนเอง และพยายามไม่ให้จุดอ่อนของตนเอง มาเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตคู่ โดยเฉพาะจุดด้อยจุดอ่อนของการใช้อารมณ์ในทางร้าย ใช้การสื่อสารในทางลบ ต้องพยายามยอมรับและปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อนของตนเองที่จะเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตคู่กับใครสักคนหนึ่ง ต้องยอมรับให้ได้ว่า เป้าประสงค์ของการใช้ชีวิตคู่ก็คือ การพยายามที่จะเป็นคู่ชีวิตของใครสักคน หาคำตอบให้ได้ก่อนว่า ต้องการมีชีวิตคู่จริง ๆ รวมทั้งพยายามทำทุกอย่างที่จะประคับประคองนาวารักไม่ให้ล่มกลางสายน้ำ

รู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง ยามดีใจ เสียใจ เศร้าใจ ไม่ให้แสดงออกมากไปหรือไม่เก็บกดมากจนเกิดปัญหาทางจิตใจตามมา ต้องพยายามควบคุมอารมณ์ให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกโกรธ ผิดหวัง รอจนอารมณ์สงบ แล้วจึงค่อย ๆ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยใช้ปัญญามากกว่าอารมณ์

รู้จักปลดปล่อยอารมณ์ที่ไม่ดีออกไป ในรูปแบบของพลังงานที่ใช้ในการเล่นกีฬา เล่นดนตรี หรือทำอะไรก็ได้ที่เป็นการปลดปล่อยพลังงานออกไป จนเมื่อเกิดการผ่อนคลาย หายเครียดแล้ว จึงค่อยๆจัดการปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตคู่ ด้วยความฉลาดในทางอารมณ์

รู้จักการเพิ่มพลังสร้างแรงจูงใจ ให้เห็นสิ่งดีงามของคนที่เป็นคู่ชีวิต มองอย่างรู้แจ้ง เห็นจริง ทัศนคติที่ดีต่อคู่ของตน รวมทั้งมานะพยายามที่จะทำให้คู่ชีวิตเห็นความดีงาม ของการมีสัมพันธภาพร่วมกัน

พยายามเข้าใจถึงจิตใจของคู่ครอง เพราะการจะเปลี่ยนสถานะจากคู่ครองเฉย ๆ มาเป็นคู่คิดและคู่ชีวิตนั้น ต้องอาศัยการพยายามเข้าใจอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ ไม่ใช่อย่างที่อยากจะเห็น จะได้ไม่เกิดความผิดหวัง มีการพยายามที่จะปรับปรุงตัวเข้าหากัน ประสานสอดคล้องความแปลกแยก โดยไม่สร้างความแตกแยก รู้จักการอ่านภาษากาย การกระทำของคู่ครอง และคิดให้ออกว่า ถ้าเราเป็นเขาเราจะทำอย่างไร

รักษาสัมพันธภาพให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ การสร้างสัมพันธภาพนั้น แม้ว่าจะไม่ง่าย แต่การรักษาสัมพันธภาพนั้น ไม่ง่ายแน่นอน เพราะเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องเรียนรู้ และปรับปรุงไปตลอดกาลใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน

รู้จักการยกย่องชมเชยคู่ของตนเองอยู่เสมอ แน่นอนว่าคนเรานั้นมีนิสัยที่ไม่ดีหรือจุดด้อยอยู่ที่ว่า ไม่ชอบให้ใครมาดุด่าว่ากล่าว ในขณะเดียวกันก็ต้องการให้ใครสักคนมาเข้าใจ เห็นใจ ให้กำลังใจ และชื่นชมยินดี

ชีวิตคู่ จึงจะเปี่ยมไปด้วยความรักความผูกพัน และดำเนินไปอย่างราบรื่น และสุขสม ด้วยมธุรสวาจาและความชื่นชม อย่างจริงใจที่มีต่อกัน ร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ไปด้วยความฉลาดทางอารมณ์ หรือ อีคิว นั่นเอง !!!

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : jitwittaya.blogspot.com.(2010).การจะมีอีคิวที่ดีในชีวิตคู่และความรัก.5 มกราคม 2559.
แหล่งที่มา : https://jitwittaya.blogspot.com/2008/
ภาพประกอบจาก : www.free.horoworld.com


-รักษาโรคอะไรได้บ้าง-edit.jpg

รางจืด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Thunbergia Laurifolia Linn จัดอยู่ในวงศ์ Acanthaceae สรรพคุณตามตำรายาไทยกล่าวว่า รางจืดรสเย็น ใช้ปรุงเป็นยาเขียวถอนพิษไข้ ถอนพิษผิดสำแดง และพิษอื่น ๆ ใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำ รักษาโรคหอบหืดเรื้อรัง และแก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่าง ๆ ใช้แก้พิษเบื่อเมา เนื่องจากเห็ดพิษ สารหนู ผักหวาน ว่านพิษ พิษจากสัตว์ หรือแม้ยาเบื่อประเภทยาสั่ง ได้ผลชะงัดนักแล สรรพคุณที่เป็นรูปธรรมของรางจืดยังมีอีกมาก เช่น สามารถแก้อาการท้องร่วง อาการแพ้ ผื่นคัน เนื่องจากอาหารเป็นพิษ

 

วิธีใช้

จะใช้ชนิดสด หรือแห้งก็ได้ ชนิดสดโดยนำใบรางจืดมา 4 – 5 ใบ ตำผสมน้ำ หรือน้ำซาวข้าวยิ่งดี แล้วคั้นเอาน้ำดื่ม หรือจะใช้รางจืดแห้ง 300 กรัม (3 ขีด) ต่อน้ำ 1 ลิตร และให้ดื่มน้ำรางจืด 200 cc. ทุก 2 ชม. แต่หากท่านใดสนใจจะชงดื่มเป็นชา มีวิธีชงดังนี้ นำใบรางจืดแห้ง 1 หยิบมือ ชงกับน้ำเดือด 1 กาเล็ก (ใส่น้ำประมาณ 8 แก้ว) ดื่มต่างน้ำทั้งวัน ชงดื่มได้ทุกวันโดยไม่มีอันตรายใด ๆ นอกจากจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงบ้างเล็กน้อย

 

การศึกษาวิจัย

ส่วนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์นั้น ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ใบรางจืดสามารถลดอัตราการตายของหนูจากพิษโฟลิดอลได้ดีพอควร โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรีได้ทำการศึกษา ใช้รางจืดรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากยาฆ่าหญ้า ตัวสำคัญ คือ “พาราควอท” (ชื่อการค้า กรัมม็อกโซน) พบว่า จากการใช้รางจืดรักษาควบคู่กับวิธีของทางโรงพยาบาล สามารถทำให้ผู้ป่วยรอดชีวิตร้อยละ 51 เปรียบเทียบจากเดิมไม่ใช้รางจืด ผู้ป่วยเสียชีวิต

ส่วนสรรพคุณที่กล่าวถึงมากในปัจจุบัน คือ แก้อาการเมาค้าง หรือดื่มหนัก โดยใช้วิธีกินสด ๆ และแห้ง คือ เอาใบสด 4 – 5 ใบ ใส่ครกตำผสมน้ำ ถ้าได้น้ำซาวข้าวยิ่งดี แล้วคั้นเอาน้ำดื่ม หรือจะใช้ส่วนที่เป็นราก และเถารางจืดสดตำคั้นก็ได้ ส่วนวิธีแห้ง ซึ่งเป็นที่นิยมในเวลานี้ คือ การนำใบแห้งมาชงกับน้ำดื่มเหมือชงชาจีน ส่วนความเข้มของยาแล้วแต่จะชงอ่อนชงแก่ แต่จากความคิดเห็นโดยแพทย์หญิงเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ กล่าวว่า รางจืดตามสรรพคุณยาไทยแล้วจะใช้ถอนพิษไข้ ถอนพิษจากการรับประทานอาหารที่เป็นพิษ เช่น เห็ดพิษต่าง ๆ หรือทำลาย และขับสารพิษของสารเคมีที่ร่างกายได้รับจากการฉีดยาฆ่าแมลง ส่วนกรณีที่ใช้รางจืดในการถอนพิษจากการดื่มสุรา หรือดับฤทธิ์แอลกอฮอล์ ยังไม่มีการศึกษาวิจัยมาก่อน

 

ภาพประกอบจาก: th.wikipedia.org


.jpg

เรามักจะเชื่อมโยงเรื่องผมหงอกกับความแก่ชรา หากเห็นผมสีเทาอันแปลกปลอมแทรกอยู่ในช่วงอายุที่ไม่น่าจะมี ก็ไม่แปลกหากคุณจะเกิดคำถามมากมายอย่าง…ผมหงอกก่อนวัยแบบนี้จะเป็นสัญญาณเกี่ยวกับสุขภาพภายในหรือเปล่า มาค้นหาคำตอบเกี่ยวกับความจริงของเส้นผมและการเปลี่ยนสีกัน

 

ผมเริ่มหงอกตอนไหน

แพทย์ผิวหนังได้ออกมาเผยว่าการเปลี่ยนสีของผมมักเกี่ยวข้องกับช่วงอายุโดยเกี่ยวข้องกับเม็ดสีเมลาโนไซต์ในเกล็ดผม ซึ่งเป็นเซลล์ตัวเดียวกันกับเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดสีในผิวหนัง เมื่อพวกมันค่อย ๆ หยุดการผลิตเม็ดสี ผมในช่วงแรกจะเป็นสีเทา ก่อนจะกลายเป็นสีขาวตามลำดับ ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ได้กระทบกับ Keratinocytes ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเส้นใยผม นั่นแปลว่าสีไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างในเส้นผมใด ๆ อย่างไรก็ตามคุณอาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเนื้อสัมผัสของเส้นผมของคุณได้ เช่น ความหยาบหรือแข็งกระด้าง โดยการเปลี่ยนแปลงของสีผมก็ไม่ได้เปลี่ยนในช่วงอายุที่เท่ากันทุกคน เช่น ผมของคุณอาจเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาได้ในช่วงวัย 30 แต่เพื่อนของคุณยังคงมีผมที่ดกดำและเงางาม ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

นอกจากนั้นผู้เชี่ยวชาญยังได้กล่าวไว้ว่า ร้อยละ 90 ของเหตุผลในการเปลี่ยนเป็นสีเทาของเส้นผม สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยทางพันธุกรรม แต่เราก็ยังคงมีความรู้ที่จำกัดเกี่ยวกับเรื่องยีนส์ที่ส่งผลถึงเรื่องนี้ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่เชื้อชาติของคุณเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนสีของผม โดยอายุเฉลี่ยที่ผมเริ่มจะเป็นสีเทาคือ ช่วงกลางวัย 30 สำหรับชนชาติคอเคเซียน ปลายช่วงวัย 30 ในชาวเอเชีย และช่วงวัย 40 กลางสำหรับ Afro-Caribbeans  และประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้คน จะมีผมสีเทาประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหัวเมื่ออายุอยู่ในช่วงวัย 50 ปี

 

ผมหงอกก่อนวัยอันควรบอกถึงปัญหาสุขภาพหรือไม่

นี่เป็นคำถามที่พบได้บ่อยและเป็นคำถามที่นักวิจัยพยายามหาคำตอบ โดยมีหลักฐานบางอย่างว่าการเกิดผมหงอกก่อนวัย สามารถบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพบางอย่างได้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับหัวใจของคุณ

มีการศึกษาที่นำเสนอในการประชุมประจำปีครั้งที่ 69 ของสมาคมโรคหัวใจแห่งอินเดีย พบว่า ผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีที่มีผมสีเทาก่อนวัย มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้มากกว่าคนที่ผมยังไม่เปลี่ยนสีในช่วงวัยเดียวกันถึงห้าเท่า ซึ่งการหดตัวของหลอดเลือดแดงอาจนำไปสู่อาการหัวใจวายได้

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 2012 ผลวิจัยจากสหราชอาณาจักร ได้ชี้แจงว่าการเสื่อมสภาพของเซลล์เม็ดสีที่ทำให้เกิดสีเทา อาจเกิดจากความเครียดจากภาวะการออกซิเดชั่น ซึ่งก็คือกระบวนการทางชีวภาพที่อาจสร้างความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อที่มีสุขภาพดี ดังนั้นกระบวนการเดียวกันที่เกิดขึ้นในเซลล์ผมของคุณอาจมีโอกาศเกิดขึ้นกับส่วนอื่นในร่างกายของคุณด้วย

แต่อย่าเพิ่งวิตกเกินไป เพราะผลวิจัยของการมีผมสีเทาก่อนวัยอันควรกับปัญหาเกี่ยวกับหัวใจก็ยังไม่ได้มีหลักฐานรองรับที่หนักแน่นมากนัก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถนิ่งนอนใจโดยไม่ป้องกันหากเกิดผมหงอกจำนวนมากก่อนอายุ 35 ปี ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือพบแพทย์เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงอื่น ๆ สำหรับโรคหัวใจ เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย น้ำหนักที่เหมาะสม ความดันโลหิตสูง หรือคอเลสเตอรอลสูง

 

สรุปแล้วผมหงอกก่อนวัยไม่กี่เส้น อาจไม่ได้เป็นอันตรายหรือมีความเสี่ยงมากในการเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจเท่ากับวิธีการที่ไม่ดีต่อสุขภาพอื่น ๆ เช่น การเพิ่มน้ำหนักมากเกินไป การสูบบุหรี่ การกินอาหารขยะหรือการไม่ออกกำลังกาย และในเมื่อคุณไม่สามารถห้ามหรือควบคุมการหงอกของผมได้ แต่คุณสามารถดูแลปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงด้วยกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.menshealth.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


10-วิธี-เร่งอัตราเมตาบอลิซึมของคุณ-1.jpg

เคยสงสัยกันหรือไม่ ทำไมบางคนกินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แต่บางคน แม้จะพยายามควบคุมการกินเท่าไรก็แล้วน้ำหนักกลับเพิ่มเอา ๆ  ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย หรืออัตราเมตาบอลิซึมที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน

ความแตกต่างของการเผาผลาญในร่างกายนั้น มาจากหลายสาเหตุ เช่น ผู้ชายจะสามารถเผาผลาญได้ดีกว่าผู้หญิง  หรือยิ่งอายุมากขึ้น  ระบบเผาผลาญก็จะทำงานได้ลดลง  อย่างไรก็ตาม เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเมตาบอลิซึมได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

 

เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

ปกติร่างกายแม้ในขณะพักก็มีการเผาผลาญอยู่แล้ว โดยอัตราการเผาผลาญจะมีสูงในผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อมาก โดยพบว่าขณะพักกล้ามเนื้อ 1 ปอนด์ (0.45 กิโล) เผาผลาญ 6 แคลอรี่/วัน ขณะที่ไขมันน้ำหนักเดียวกัน เผาผลาญ 2 แคลอรี/วัน ยิ่งภายหลังการออกกำลังกายซึ่งกล้ามเนื้อถูกกระตุ้นให้ใช้งานอย่างเต็มที่ด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้การเผาผลาญเพิ่มมากขึ้นไปอีก

 

ออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic exercise) อาจไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อใหญ่ ๆ ให้กับคุณ แต่จัดเป็นวิธีช่วยเผาผลาญพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น การเดิน วิ่ง  ปั่นจักยาน  หรือว่ายน้ำ ทำให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที  5 วันต่อสัปดาห์ สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก อาจต้องเพิ่มเวลาออกกำลังกายมากขึ้นเป็น 45 -60 นาที ส่วนผู้ที่มีเวลาไม่มากนัก สามารถเลือกวิธีออกกำลังกายที่ใช้แรงเยอะขึ้น แต่ใช้เวลาสั้นลง อาจทำช่วงละ 10 นาที 3 ครั้งต่อวัน

 

ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การเผาผลาญในร่างกายต้องการน้ำในการเผาผลาญ ผลการศึกษาพบว่า แม้ในภาวะที่ขาดน้ำพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้การเผาผลาญลดลง มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่ดื่มน้ำมากกว่า 8 แก้วต่อวัน ร่างกายจะสามารถเผาผลาญได้มากกว่าผู้ที่ดื่มน้ำ 4 แก้ว  แนะนำให้ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มที่ไม่หวานก่อนอาหารที่จะรับประทาน

 

ควรกินเครื่องดื่มประเภทให้พลังงานไหม

บางส่วนประกอบในเครื่องดื่มให้พลังงาน สามารถเพิ่มการเผาผลาญให้กับร่างกายได้ เช่น ทอรีน (Taurine) กรดอะมิโนไม่จำเป็นที่เร่งการเผาผลาญพลังงาน และอาจช่วยเผาผลาญไขมัน อย่างไรก็ตามการกินเครื่องดื่มประเภทนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นความดันโลหิตสูง วิตกกังวล และเรื่องที่เกี่ยวกับการนอน

 

ปรับมากินเป็นมื้อเล็ก ๆ

การแบ่งมื้ออาหารปกติ เป็นมื้ออาหารย่อยหลายมื้อ ทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง จะช่วยกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญทำงานต่อเนื่องทั้งวัน รวมถึงมีส่วนช่วยให้กินอาหารในมื้อปกติได้น้อยลง มีประโยชน์ในการลดน้ำหนักตัว ในทางตรงข้ามการกินมื้อใหญ่และเว้นระหว่างมื้อนาน ระบบเผาผลาญจะลดลงในระหว่างมื้อ

 

รับประทานอาหารรสเผ็ด

อาหารที่มีรสชาติเผ็ดร้อน เช่น เครื่องเทศ พริกสีแดง สามารถช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญได้ ถ้าคุณต้องการเพิ่มอัตราการเผาผลาญในมื้อไหน อาจพิจารณาเลือกประเภทของอาหารประกอบได้

 

เพิ่มอาหารประเภทโปรตีน

การย่อยอาหารประเภทโปรตีน ร่างกายต้องใช้พลังงานมากกว่าการย่อยไขมันและคาร์โบไฮเดรต  ดังนั้นถ้าต้องการอาหารที่สมดุล ให้เปลี่ยนอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต มาเป็นอาหารที่มีโปรตีน เป็นหลัก อาหารโปรตีนพบได้ในเนื้อ นม ไข่ ไก่  ปลา  เป็นต้น

 

กินกาแฟดำ

กาแฟในปริมาณที่เหมาะสม ในกาแฟมีคาเฟอีน ที่อาจช่วยเพิ่มการเผาผลาญในระยะเวลาสั้น ๆได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดการอ่อนล้า เพิ่มความทนทานในการออกกำลังกาย

 

เติมชาเขียว

ชาเขียวและชาอู่หลง มีคาเฟอีน (Caffeine) และแคทีซีน (Catechins) ที่สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้ 2-3 ชั่วโมง  จากผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่มชาเขียว 2-4 แก้ว สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น 17% ในระหว่างการออกกำลังกายที่หนักเพียงพอ

 

หลีกเลี่ยงอาหารที่ลดพลังงานเฉียบพลัน (Crash diets)

การกินอาหารที่ให้พลังงานน้อยกว่า 1,200 แคโรลีต่อวันในผู้หญิง และ 1,800 แคโรลีต่อวันในผู้ชาย เป็นสิ่งผิดสำหรับผู้ที่คาดหวังจะเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ถึงแม้ว่าการกินอาหารลักษณะนี้ อาจช่วยในการลดน้ำหนักให้กับคุณ แต่มันอาจทำให้คุณต้องสูญเสียกล้ามเนื้อ การเผาผลาญจะลดลง ซึ่งอาจจบด้วยการที่คุณต้องกินแล้วกลับมาอ้วนเหมือนเดิม

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com  www.everydayhealth.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


...สัญญาณเตือนการฆ่าตัวตาย.jpg

จากสถิติทุก ๆ ปี มีชาวอเมริกันจำนวนกว่า 42,000 คน เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย คนจำนานมากกว่าล้านคนที่ พยายามปลิดชีวิตตนเองและ 9 ล้านคนเคยคิดที่จะทำ การฆ่าตัวตายจึงเป็นสาเหตุที่เป็นรองเพียงอุบัติเหตุของการเสียชีวิตในช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่า 35 ปีเท่านั้น อ่านแล้วค่อนข้างใจหายไม่เบา แล้วถ้าวันหนึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของเราล่ะ

 

สัญญาณเตือนการฆ่าตัวตาย…ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

แท้จริงแล้วการฆ่าตัวตายป้องกันได้ หากเราสามารถรับรู้และใส่ใจถึงสัญญาณของคนที่อยากฆ่าตัวตายส่งออกมา โดยเริ่มจากการสังเกตุผู้คนรอบตัวที่มีพฤติกรรมเหล่านี้

  • สังเกตุสัญญาณเตือน
    ผู้คนจำนวนมากที่ตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย ทั้งที่แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้อยากตาย แต่แค่ต้องการยุติความเจ็บปวดในชีวิตที่พบเจออยู่เท่านั้น อย่ามองข้ามหากพวกเขาเริ่มที่จะพูดคุยเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายหรือแสดงสัญญาณเตือนบางอย่างที่ผิดสังเกตุซึ่งบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง
  • ถอยจากสังคม
    พวกเขาจะหลีกหนีจากครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเข้าสู่ความโดดเดี่ยว ไม่มีความสนใจในการพบปะสังสรรค์หรือมีกินกรรมทางสังคมใด ๆ เริ่มที่จะทำตัวแปลกแยกไม่เหมือนปกติ ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณซึ่งไม่น่าไว้วางใจและอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย
  • มุ่งเน้นที่ความตาย
    คนบางคนจะพูดคุยอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความต้องการที่จะตาย หรือหัวข้อเกี่ยวกับความตาย โดยพวกเขาอาจจะค้นหาหนทางที่จะฆ่าตัวตาย หรือแม้แต่ซื้อปืน มีด หรือยา มาเตรียมไว้
  • แสดงความสิ้นหวัง
    พวกเขาอาจจะพูดคุยเกี่ยวกับความเจ็บปวดที่เขารู้สึกเกินทนและรับมือไม่ได้ ความรู้สึกสิ้นหวัง ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใดในชีวิต หรือแม้แต่รู้สึกว่าการมีชีวิตของตน กำลังกลายเป็นภาระให้กับผู้อื่น ก็อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้
  • จัดเตรียมแผนการ
    คนบางคน อาจจะมีการตระเตรียมและสิ่งที่ต้องทำก่อนจากไป เช่น บอกความปราถนาสุดท้าย แจกจ่ายข้าวของ บอกลา หรือแม้แต่การเขียนจดหมายก่อนฆ่าตัวตาย
  • มีอารมณ์หรือการนอนหลับที่แปรปรวน
    บ่อยครั้งที่พวกเขาจะมีอารมณ์ที่ไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นความหดหู่ ความเศร้า ความกังวล หรือความโกรธ โดยแปรปรวนและเปลี่ยนแปลงได้ง่าย แต่ความฉุนเฉียว ก้าวร้าวรุนแรงที่แสดงออก อาจจะเปลี่ยนเป็นความสงบนิ่งได้อย่างเฉียบพลันเมื่อพวกเขาตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตาย และอาจมีพฤติกรรมการนอนหลับที่ผิดปกติ โดยอาจนอนมากขึ้น หรือน้อยลงก็เป็นได้
  • เหล้าและยา
    การหันหน้าเข้าสู่ความมึนเมาโดยการใช้เหล้าและยา อาจจะเป็นความพยายามในการลบ หลีกเลี่ยง ความเจ็บปวดหรือการทำร้ายตัวเอง แต่ก็เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้เช่นกัน
  • ดำรงชีวิตด้วยความประมาท
    เมื่อพวกเขาไม่กลัวที่จะตาย ก็อาจจะท้าทายด้วยพฤติกรรมอันตรายอย่างการเมาแล้วขับ หรือมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง

 

เราจะช่วยเหลือคนที่มีความคิดอยากฆ่าตัวตายได้อย่างไร

แค่เพียงคุณใส่ใจสัญญาณเตือนการฆ่าตัวตายทั้งหมดอย่างจริงจัง การมีส่วนร่วมและการสนับสนุนของคุณอาจช่วยรักษาชีวิตของพวกเขาได้ อย่ากลัวที่จะถามว่าคนที่คุณรักกำลังคิดจะทำร้ายตัวเอง รู้สึกหดหู่หรือมีปัญหาอะไรอยู่หรือไม่ การเริ่มต้นสนทนาอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้กระตุ้นให้พวกเขาอยากฆ่าตัวตายมาขึ้น ในความเป็นจริงการพูดคุยและรับฟังด้วยความเข้าใจ จะสามารถช่วยลดความคิดฆ่าตัวตายได้อีกต่างหาก

 

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสิ่ที่สำคัญและมีความหมายต่อคนเราคือการให้กำลังใจ ส่งเสริมความกล้าของพวกเขาในการไปพบแพทย์หรือจิตแพทย์ เพื่อแก้ไขปัญหา เข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้หรือหากพบว่ามีคนบอกว่ากำลังจะฆ่าตัวตายอย่างแน่ชัด อย่าปล่อยให้พวกเขาอยู่คนเดียวตามลำพัง หากเห็นท่าไม่ดี หรือมีแนวโน้มที่เกินความควบคุมของคุณ ควรรีบแจ้งตำรวจเพื่อระงับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


.jpg

หากคุณเป็นผู้ป่วยหรือรู้ตัวว่ากำลังเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือภาวะซึมเศร้า อย่าคาดหวังให้หายด้วยตัวเองเช่นเดียวกับการเจ็บป่วยธรรมดา เพราะการอดทนอาจทำให้ทุกอย่างแย่ลง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาให้เร็วที่สุดและควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ เพื่อเยียวยาตัวเองในขั้นต้นควบคู่ไปด้วยกัน

 

อย่าหยุดรักษา

ในการรักษาโรคซึมเศร้า เป็นเรื่องปกติที่อาการป่วยอาจจะไม่ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเวลา 4 – 6 สัปดาห์แรก และบางกรณีก็อาจจะไม่ได้ผลทำให้ต้องปรับเปลี่ยนยาหรือวิธีการรักษาให้แตกต่างออกไปในแต่ละบุคคล แต่อย่าหมดหวัง ควรให้เวลามากขึ้น ในที่สุดแล้ว หากผู้มีอาการซึมเศร้าได้รับยาที่ถูกต้องในปริมาณที่เหมาะสม ติดต่อกันเป็นเวลาที่เพียงพอ จะช่วยให้การรักษาประสบความสำเร็จสูงถึงประมาณ 70% ดังนั้นอย่าถอดใจหรือสับสนที่จะต้องเปลี่ยนยาไปมา เมื่อถึงเวลาทุกอย่างจะดีขึ้น

 

ใช้ยาตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

สร้างความคุ้นชินในการกินยารักษาโรคซึมเศร้าให้เป็นเวลา จะช่วยให้จำง่ายขึ้นหากคุณรวมการกินยาไว้กับกิจกรรมอื่น ๆ จนเป็นนิสัย เช่น การกำหนดว่าจะกินยาหลังจากแปรงฟัน ก่อนอาหารเช้า หรือก่อนนอน และใช้กล่องยารายอาทิตย์เป็นตัวช่วยเพื่อตรวจสอบว่าคุณพลาดยาของวันใหนไปหรือไม่

 

อย่าหยุดยาด้วยตนเอง

อย่าคิดว่าไม่เป็นไรในการหยุดยาโรคซึมเศร้าด้วยตนเอง เมื่อคิดว่ามีอาการดีขึ้นหรือหายขาดแล้ว เพราะยาบางชนิดทางการแพทย์ จำเป็นที่จะต้องค่อย ๆ ลดปริมาณยาที่ได้รับลงก่อนหยุดยาถาวร การหยุดยาอย่างกะทันหันอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง หรือมีภาวะซึมเศร้ากลับคืนมา โปรดจำไว้เสมอว่าถ้าคุณรู้สึกดีขึ้นเพราะยา จะรีบหยุดมันทำไม ให้แพทย์เป็นคนประเมินและบอกช่วงเวลาที่เหมาะสมดีกว่านะ

 

เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต

เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณสามารถทำด้วยตนเองเพื่อส่งเสริมการรักษาอาการโรคซึมเศร้า โดยอาจจะเริ่มจากสิ่งง่าย ๆ เช่นการดูแลตัวเองให้มากขึ้น กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ผักและผลไม้ ลดน้ำตาลและไขมัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มมึนเมาและสารเสพติด ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าเข้ามาแทรกแซงและกระทบต่อการใช้ยารักษา นอนหลับให้เพียงพอและเริ่มต้นขยับร่างกาย ออกกำลังกาย โดยอาจจะเริ่มที่การเดินเล่นกับเพื่อนในละแวกบ้านก็ได้

 

ลดและหลีกเลี่ยงความเครียด ไม่ว่าจะจากที่บ้านหรือที่ทำงาน

ขอความช่วยเหลือหรือคำปรึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นต้นเหตุของความตึงเครียดและโรคซึมเศร้าในชีวิต ลองพูดคุย แลกเปลี่ยนหรือ ขอให้พวกเขาช่วยดูแลความยุ่งยากในชีวิตประจำวันชั่วคราว และหากคุณได้รับความเครียดจากงานมาก อาจต้องลองลดสเกลและจัดการงานที่รับผิดชอบลงเล็กน้อย

 

ซื่อสัตย์และเปิดใจให้กับการรักษา

การเปิดใจรับการรักษาโรคซึมเศร้าและนักบำบัดโรคหรือจิตแพทย์อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากคุณไม่พูดความจริง ก็เป็นเรื่องยากที่จะมีใครเข้ามาช่วยรักษาอาการที่คุณเป็นอยู่ได้ หากคุณสงสัยหรือเคลือบแคลงเกี่ยวกับวิธีรักษา คุณมีสิทธิที่จะถามอยู่เสมอ อย่าพยายามอดทนและเก็บมันไว้ ยิ่งเปิดเผยมากเท่าใหร่มันก็จะยิ่งง่ายกับการทำงานร่วมกัน ค้นหาแนวทางใหม่ ในการรักษา และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพกับโรคของคุณมากขึ้น

 

เปิดกว้างกับแนวคิดใหม่ ๆ

คุณอาจได้รับคำปรึกษาหรือแนวทางแปลก ๆ จากจิตแพทย์หรือนักบำบัดของคุณในการรักษาโรคซึมเศร้า พวกเขาอาจจะผลักดันให้คุณทำสิ่งที่รู้สึกอึดอัดใจในบางครั้ง แต่หากคุณลองและพยายามที่เปิดกว้าง คุณอาจจะพบประโยชน์ของมันมากกว่าที่คิด

 

อย่ายอมแพ้

ในขณะนี้คุณอาจจะรู้สึกสิ้นหวังจากโรคซึมเศร้า อาจจะกำลังรู้สึกว่าทุกอย่างมืดแปดด้าน และไม่ว่าจะทำอย่างไรมันก็ไม่ดีขึ้น เตือนตัวเองไว้เสมอว่ามันเป็นหนึ่งในอาการของโรคของคุณ ให้เวลากับตัวเอง อย่าเพิ่งหมดหวัง และปล่อยให้ยาและการรักษาต่าง ๆ ของคุณทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ถึงโรคซึมเศร้าและภาวะซึมเศร้าจะเป็นอะไรที่รับมือได้ยากและหาคนเข้าใจอย่างถ่องแท้ได้น้อยเหลือเกิน แต่ขอให้คุณอย่าท้อและหมั่นพูดคุยกับนักบำบัดหรือจิตแพทย์เพื่อหาหนทางรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมกับตัวเองที่สุด ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นอีกครั้งในเวลาที่เหมาะสมแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.webmd.com
ภาพประกอบจาก :  www.pixabay.com


.jpg

คุณอาจมีชีวิตสุดเหวี่ยงในช่วงอายุที่ผ่านมา แต่เมื่อเข้าสู่วัยทองสุขภาพก็เริ่มถดถอย สารเคมีและฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมนิสัยการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยดีก็อาจจะส่งผลไปถึงหัวใจและหลอดเลือดของเราอย่างเห็นได้ชัดขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

 

สิ่งที่ควรทำหรือเลิกทำเมื่อเข้าสู่วัยทอง

ระวังเรื่องน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้น ระบบการเผาผลาญก็เริ่มลดน้อยลง ทำให้การกินอาหารนิดเดิม ๆ ปริมาณเดิม ๆ อาจเป็นสาเหตุให้น้ำหนักของคุณเพิ่มมากขึ้นทีละนิด และไขมันในร่างกายก็จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจเช่นกัน เพราะฉะนั้นควรหมั่นตรวจเช็คน้ำหนักของตนเองอยู่เสมอ โดยชั่งน้ำหนักตอนเช้าก่อนการรับประทานอาหาร ในช่วงเวลาเดิมทุกวัน พร้อมจดบันทึกเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง

กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ ลดแคลอรี่ ลดคาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาล รวมทั้งอาหารแปรรูปต่าง ๆ ที่อุดมไปด้วยโซเดียม เน้นการกินผัก ผลไม้ การทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างพอเพียงจะทำให้คุณไม่หิวในระหว่างวัน หรือแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อยขึ้นก็ช่วยได้เช่นกัน

ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
ถึงแม้ร่างกายของคุณจะดูปกติ ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วย แต่การตรวจร่างกายปีละครั้งก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะความผิดปกติหรือโรคร้ายบางอย่างไม่ได้แสดงอาการออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น การตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละครั้งจะทำให้สบายใจ และอาจพบปัญหาสุขภาพแต่เนิ่น ๆ ในระยะที่ยังไม่ลุกลามร้ายแรง ทำให้การรักษาสามารถทำได้ง่าย และมีโอกาศหายมากขึ้น

เลิกบุหรี่
หากช่วงอายุที่ผ่านมาคุณยังหยวน ๆ ให้กับการเลิกบุหรี่ เข้าเลข 4 แล้วก็ควรตัดให้ขาดซักที เพราะการสูบบุหรี่สามารถส่งผลเสียมากมายต่อร่างกายจากสารพิษอันตรายต่าง ๆ เช่น นิโคติน แอมโมเนีย หรือทาร์ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดโรคร้ายได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็งปอด หลอดอาหาร โรคเกี่ยวกับเส้นเลือดตีบ ที่อาจต่อเนื่องถึงความเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจวาย และโรคเรื้อรังมากมาย ส่งผลให้ร่างกายถดถอยได้เร็วยิ่งขึ้น

ออกกำลังกาย
ซึ่งโดยปกติแล้วการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ต้องมีการเตรียมร่างกายอย่างเหมาะสม อุ่นเครื่องอย่างน้อย 5 – 10 นาที ควรออกกำลังอย่างน้อยประมาณ 30 – 45 นาทีในแต่ละวัน ซัก 3 – 4 วันต่อสัปดาห์ แน่นอนว่าการขยับตัวทำสิ่งต่าง ๆ จะช่วยคงความแอคทีฟ กะปรี้กะเปร่าในชีวิตประจำวัน แต่การออกกำลังกายที่หนักหน่วงเกินไปอาจเป็นปัญหาต่อสุขภาพ เช่น กล้ามเนื้อและข้อต่อ

ทำสมาธิ ผ่อนคลายความเครียด
ความเครียดสามารถส่งผลเสียในระยะยาวได้ ยิ่งช่วงอายุที่มีอารมณ์แปรปรวนพร้อมหน้าที่ความรับผิดชอบ อาจจะหลีกเลี่ยงอาการเครียดได้ยาก แต่ก็ควรมีลิมิต และใช้เวลาอยู่กับตัวเอง หยุดพักบ้าง เยียวยาความเครียดด้วยการทำสมาธิ ผ่อนคลายใจ ร่างกาย จัดการระบบความคิด ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมารับมือกับสิ่งต่าง ๆ อีกครั้ง

นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
เมื่อคุณอายุมากขึ้น การนอนน้อยจะมีผลกระทบกับร่างกายของคุณมากกว่าเดิม ความเหนื่อยล้าจะกินเวลานานขึ้น สมองจะเฉื่อยชาลง ขี้หลงขี้ลืม ในบางคนอาจจะมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ ตื่นง่ายเกิดขึ้นในเวลากลางคืน ซึ่งหากมีอาการแบบนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์เพื่อบำบัดรักษาต่อไป

 

ปัญหาสุขภาพในวัยทองถือเป็นจุดหมายที่หลายคนไม่ต้องการแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นทางที่ดี การเริ่มต้นดูแลสุขภาพร่างกายตั้งแต่ตอนนี้เลยก็จะเป็นการปูพื้นฐานที่ดีแก่สุขภาพในระยะยาว จำเอาไว้ว่าสุขภาพดีเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงอายุ 40 ก่อนก็ได้!

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.prevention.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


13-สิ่งบั่นทอนความสัมพันธ์ทางเพศ.jpg

ชีวิตคู่กับเรื่องเซ็กส์หรือความสัมพันธ์ทางเพศเป็นสิ่งมีอิทธิพลต่อกันไม่น้อย บางคู่อาจมองว่าเรื่องความรักนั้นควรเน้นไปที่จิตใจมากกว่า แต่รู้หรือไม่ว่าเรื่งทางกายอย่างเซ็กส์นี่แหละที่สามารถทำให้ปัญหาเล็ก ๆ ระหว่างคนรักขยายวงกว้างได้มากขึ้น และอะไรบ้างที่เป็นตัวการพาให้เซ็กส์จืดชืดไร้อารมณ์ ควรรีบแก้ไขด่วนก่อนจะเกินเยียวยา

 

อะไรบ้างที่ทำให้หมดอารมณ์ทางเพศ

  1. ความเครียด
    หลายคนทำอะไรได้ดีหลายอย่างเมื่อพวกเขาเครียด ทำให้รู้สึกเซ็กซี่ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับมือได้ เช่น ความเครียดในที่ทำงาน ที่บ้านหรือในความสัมพันธ์สามารถเกิดขึ้ได้กับทุกคน เรียนรู้วิธีการจัดการกับสิ่งที่ดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ คุณสามารถทำอะไรได้มากมายด้วยตัวคุณเองและแพทย์สามารถช่วยคุณได้
  2. ปัญหาคู่ของคุณ
    ปัญหาเกี่ยวกับคู่ของคุณอยู่ในระดับต้น ๆ ของสิ่งบั่นทอนอารมณ์ขับเคลื่อนทางเพศสัมพันธ์ สำหรับผู้หญิง การได้ใกล้ชิดเป็นส่วนสำคัญของความปรารถนา สำหรับทั้งชายและหญิง ผลกระทบจากการทะเลาะกัน การสื่อสารที่ไม่ดี ความรู้สึกที่ถูกทรยศหรือปัญหาความไว้วางใจในเรื่องอื่น ๆ หากเป็นการยากที่จะกลับมาคืนดีกัน ควรติดต่อกับผู้ให้คำปรึกษาเพื่อขอข้อแนะนำ
  3. แอลกอฮอล์
    เครื่องดื่มอาจทำให้คุณรู้สึกอยากมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น แต่ถ้าดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปสามารถทำให้ความรู้สึกทางเพศของคุณด้านชาไปได้ เมามาก ๆ ก็จะทำให้สิ่งต่าง ๆ แย่ลงโดยเฉพาะกับคู่ของคุณกับสิ่งที่เขาต้องการ หากคุณมีปัญหาจากการดื่ม อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากนักบำบัด
  4. นอนน้อยเกินไป
    ถ้าการมีอารมณ์ทางเพศของคุณหายไป บางทีคุณอาจนอนหลับไม่เพียงพอ คุณเข้านอนดึกหรือตื่นเร็วเกินไปหรือเปล่า คุณมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับหรือไม่ เช่น นอนหลับยากหรือนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ หรืออาการนอนไม่หลับเลย สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เพศสัมพันธ์ยุ่งเหยิงได้ ความรู้สึกเหนื่อยเมื่อยล้าทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลงไปด้วย จัดการกับปัญหาการนอนหลับของคุณ หากยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์
  5. มีลูก
    คุณอาจไม่หมดอารมณ์ทางเพศโดยตรงเมื่อเป็นพ่อคนแม่คน แต่คุณจะสูญเสียเวลา ลองจ้างพี่เลี้ยงช่วยเลี้ยงลูก เพื่อที่คุณจะได้บริหารเวลาให้กับคู่ชีวิตของตัวเองหรือลองมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลานอนหลับของลูก
  6. ยา
    ยาบางชนิดสามารถทำให้อารมณ์ทางเพศลดลง เช่น 

    • ยาซึมเศร้า
    • ยาความดันโลหิต
    • ยาคุมกำเนิด (บางการศึกษาแสดงว่ามีผลเกี่ยว บางการศึกษาบอกไม่มีผล)
    • ยาเคมีบำบัด
    • ยาต้าน HIV
    • ยาฟิแนสเทอร์ไรด์ (Finasteride)
    • ยาใช้รักษาต่อมลูกหมากโตและอาการศีรษะล้าน
      โดยการเปลี่ยนยาหรือปริมาณอาจช่วยได้ ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับเรื่องนี้และอย่าหยุดรับประทานยาด้วยตัวเอง
  7. รูปร่างไม่ดี
    คุณจะรู้สึกเซ็กซี่ง่ายขึ้นถ้าคุณชอบรูปร่างของตัวเอง ดูแลรูปร่างให้ดีและอยู่ในระดับที่คุณยอมรับได้ สร้างความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับตัวคุณเอง มีช่วงอารมณ์ที่ดี หากคู่ของคุณไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองทำให้เขามั่นใจว่าเขาดูเซ็กซี่
  8. โรคอ้วน
    เมื่อคุณมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน อาจส่งผลให้คุณไม่สนุกกับการมีเพศสัมพันธ์ ไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่คุณต้องการ หรือถูกเก็บกดไว้ด้วยความไม่มั่นใจ จัดการกับสิ่งที่คุณรู้สึกเกี่ยวกับตัวคุณเอง หากจำเป็นขอคำแนะนำกับผู้ให้คำปรึกษาอาจทำให้รู้สึกดีมากขึ้น
  9. ปัญหาการตื่นตัว
    ผู้ชายที่เป็นโรค ED (Erectile dysfunction) หรือการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มักกังวลว่าจะสามารถทำเรื่องทางเพศได้อย่างไร และความกังวลนั้นทำให้ความต้องการทางเพศของพวกเขาลดลง โรค ED สามารถรักษาได้ ดังนั้นคู่รักยังสามารถกลับมามีเพศสัมพันธ์ได้เหมือนเดิมอีกด้วย
  10. ฮอร์โมน T ต่ำ
    ฮอร์โมน T (Testosterone) เป็นฮอร์โมนหลักที่ช่วยกระตุ้นให้แสดงลักษณะความเป็นชาย ช่วยกระตุ้นการมีเพศสัมพันธ์ ผู้ชายถ้าอายุมากขึ้น ระดับฮอร์โมน T อาจลดลงเล็กน้อย ไม่ทั้งหมดอารมณ์ทางเพศลดลง บางคนอาจจะสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นอีกหลายอย่าง เช่น ความสัมพันธ์กับน้ำหนักก็สามารถส่งผลต่อระดับความต้องการทางเพศและระดับฮอร์โมนเพศชาย ดังนั้นจึงไม่มีคำตอบคำดียวที่ชี้ชัดได้แน่นอน
  11. ภาวะซึมเศร้า
    การหดหู่ใจสามารถปิดความสุขในเรื่องเพศสัมพันธ์ หากการรักษาของคุณเกี่ยวข้องกับยา บอกแพทย์ของคุณว่าอารมณ์ทางเพศลดลง เนื่องจากยารักษาโรคซึมเศร้าบางตัวมีผลต่อความต้องการทางเพศ ดังนั้นพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กับนักบำบัดโรคด้วย
  12. วัยหมดประจำเดือน
    สำหรับผู้หญิงหลายคนอารมณ์ทางเพศจะลดลงเมื่อมาถึงวัยหมดประจำเดือนนั่นเนื่องมาจากอาการ เช่น ความแห้งกร้านทางช่องคลอดและปวดในระหว่างการมีเซ็กส์ แต่ผู้หญิงทุกคนมีความแตกต่างกัน ซึ่งบางรายอาจไม่ได้รับผลกระทบในส่วนนี้ ดังนั้นควรดูแลความสัมพันธ์ให้ดี มีความมั่นใจในตนเองและรักษาสุขภาพร่างกยาให้แข็งแรง
  13. การขาดความใกล้ชิด
    การจะมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีความรู้สึกใกล้ชิดสามารถทำให้หมดอารมณ์ได้ ลองใช้เวลาด้วยกันทำกิจกรรอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์มากขึ้น โดยอยู่เพียงสองต่อสองเท่านั้น เช่น พูดคุย กอด นวดให้กัน เป็นต้น ค้นหาวิธีแสดงออกความรักโดยไม่ต้องมีเพศสัมพันธ์ ความใกล้ชิดสามารถกระตุ้นความปรารถนาได้

 

ทั้ง 13 สิ่งที่บั่นทอนให้หมดอารมณ์ทางเพศนี้ อันที่จริงแล้วมีทางออกเสมอ ในด้านที่เป็นปัจจัยภายนอกคุณควรสังเกตดูว่าอะไรที่กระทบต่อความสัมพันธ์ หรือแม้แต่เรื่องทางกายภาพอย่างความป่วยไข้ สำหรับปัจจัยภายในอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคุณและคนรักเป็นสิ่งที่ควรทะนุถนอม ใส่ใจ ดูแลกันให้ดี เพียงเท่านี้ก็สามารถดำเนินชีวิตรักได้อย่างมีความสุขพร้อมกับเซ็กส์ที่ดีแล้ว

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


5-เทคนิคที่สามารถช่วยให้คุณถึงสุดสุดยอดได้ง่าย.jpg

ถ้าพูดถึงสุขภาพของชีวิตรักและเซ็กส์ที่ดี คงหลีกเลี่ยงเรื่องการไปถึงจุดสุดยอดไม่ได้เลย สาว ๆ ยกมือขึ้นถ้าคุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายประมาณว่า…ตอนที่คุณมีเซ็กส์อยู่และกำลังใกล้ถึงจุดสุดยอด คุณรู้สึกว่า… มันใกล้แล้วแต่ก็ไม่เสร็จสักที และสุดท้ายคุณก็ไม่สำเร็จความใคร่ ทำยังไงล่ะทีนี้

 

จุดสุดยอด ‘Orgasm’ สำคัญแค่ไหน

เป็นเรื่องเลวร้ายมากถ้าคุณผู้หญิงพูดขึ้นมาว่าแทบไม่เคยถึงจุดสุดยอดเวลามีเซ็กส์เลย…ราวกับว่าช่องคลอดเสื่อม ผู้หญิงส่วนใหญ่เคยเป็นแบบนั้นและหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องบนเตียงแบบนี้ไว้ว่า เหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงไม่ถึงจุดสุดยอดนั้นมีมากมาย เช่น การกลัวในสิ่งที่เราไม่รู้หรือกลัวว่าจะเสียการควบคุมนั่นเอง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจมากกว่าทางกายภาพ โดยเฉพาะกับผู้หญิงหลายคนไม่รู้ตัวว่าพวกเธอใกล้จะถึงจุดสุดยอดแล้ว ทำเอาสูญเสียอรรถรสที่ควรได้รับจากความสัมพันธ์ทางเพศไปโดยปริยาย

 

เทคนิคง่าย ๆ ที่ช่วยให้คุณถึงจุดสุดยอด

  1. จินตนาการ
    ลองจินตนาการดูว่า..คุณกำลังช่วยตัวเองอยู่และกำลังจะถึงจุดสุดยอดแล้ว จากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าคุณลืมส่งอีเมล หรือคิดถึงกองผ้าที่ต้องจัดการในสุดสัปดาห์นี้ ทันใดนั้นความรู้สึกที่จะถึงฝั่งฝันนั้นก็จะค่อย ๆ มลายหายไปจากความคิดของคุณอย่างรวดเร็ว หากคุณรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ไม่ว่าจะตอนที่คุณทำเองหรือกับคู่นอนของคุณ  เรื่องใต้สะดือช่วยได้ ลองจินตนาการว่าคุณถูกพันธนาการเหมือนอย่างในหนัง Fifty Shades of Grey หรือไม่ก็ลองนึกถึงการมีเซ็กส์แบบเราสองสามคนดูสิ วิธีนี้ช่วยให้มีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่คุณกำลังทำและกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้เป็นอย่างดี ดังนั้นในขณะที่คุณจะทำเรื่องนี้ให้จินตนาการถึงเหตุการณ์ที่จะทำให้คุณไปถึงจุดสุดยอดได้อย่างมีความสุข
  2. สมาธิในการช่วยตัวเอง
    เราควรรู้สึกอินไปกับการสำเร็จความใคร่ เพราะมันเป็นเวลาที่คุณจะผ่อนคลายและสุขสมไปกับช่วงเวลานั้น แต่การไปถึงจุดสุดยอดมันอาจจะถูกขัดจังหวะขึ้นได้อีก ถ้าคุณยังคิดถึงแต่งานหรือกองบิลที่ยังไม่ได้ชำระ เพราะฉะนั้นการจดจ่ออยู่กับสิ่งที่คุณกำลังทำจะช่วยให้คุณลืมเรื่องในหัวและลื่นไหลไปกับอารมณ์และร่างกายของคุณ ในครั้งต่อไปที่คุณช่วยตัวเอง คุณต้องมีสมาธิอยู่กับมันและพยายามทำให้ดีที่สุด ใส่ใจกับความรู้สึก ณ ตอนที่คุณกำลังลูบไล้จุดนั้นอย่างเพลิดเพลิน หรือลองสลับกับการลูบไล้บริเวณหัวนมซึ่งเป็นอีกจุดที่ให้ความซาบซ่านได้เป็นอย่างดี ลองจุดเทียนหรือหรี่ไฟเล็กน้อย หรือลองทำในขณะที่นอนแช่ในน้ำอุ่น ๆ ซึ่งเป็นตัวช่วยชั้นดีในการคลายเครียด การมีสมาธิไม่เพียงแต่ช่วยลดความเครียด แต่ยังช่วยให้ร่างกายของคุณรับรู้ได้ถึงทุกอรรถรสอีกด้วย
  3. ลิ้มลองของเล่นใหม่ ๆ
    ถ้าคุณไม่ถึงจุดสุดยอดด้วยตัวเอง ไม่ต้องอายที่จะลองใช้ของเล่นเป็นตัวช่วย อย่างเช่น The Womanizer ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตัวช่วยของสาว ๆ หลายคนในการกระตุ้นจุดกระสันหรือจุดคลิตอริส (การสั่นและดูดโดยใช้อากาศเป็นช่วย) และสัมผัสอรรถรสที่แท้จริงของการถึงจุดสุดยอด (จำไว้นะ ‘ปุ่มกระสัน’ หรือ ‘คลิตอริส’ เป็นจุดทำให้ผู้หญิงถึงไปจุดสุดยอดได้) ส่วนเครื่องสั่นแบบ Eva ขนาดกะทัดรัดนี้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับคู่รัก เพราะมีขนาดเล็ก ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ (ส่วนปีกของตัวเครื่องสามารถห่อหุ้มบริเวณแคมได้เป็นอย่างดี) และยังช่วยกระตุ้นอารมณ์ได้อย่างตรงจุด ของเล่นทั้งสองแบบนี้จะกระตุ้นทำให้ร่างกายสุขสมและถึงจุดสุดยอดได้อย่างง่ายดาย
  4. ลองผสมผสานท่าทางของเซ็กส์
    ทุกคนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับเซ็กส์แล้ว การลองสิ่งใหม่ ๆ ยิ่งเปลี่ยนบ่อยแค่ไหนความลงตัวก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ไม่มีใครถึงจุดสุดยอดในท่าเดิม ๆ หรอก ถ้าคุณเริ่มเบื่อกับการทำอะไรเดิม ๆ แนะนำให้ลองเปลี่ยนก่อนที่จะสายเกินแก้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณชอบท่าด้านหลังให้ลองเปลี่ยนมาอยู่ด้านบนดูหรือถ้าปกติคุณถึงจุดสุดยอดด้วยท่าปกติลองหันมาใช้ปากในการสำเร็จความใคร่ก็น่าจะดี บางครั้งการลองอะไรที่แปลกใหม่อาจจะได้ผลดีอย่างคาดไม่ถึงก็ได้
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
    ถ้าการไม่ถึงจุดสุดยอดมักเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ หากคุณรู้สึกว่าลองมาหมดแทบทุกวิธีแล้วก็ยังไม่ได้ผล ลองหาวิธีการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมหรือรูปแบบทางเพศดู การกลัวเสียการควบคุมหรือความกังวล หรือคุณอาจรู้สึกไม่สบายใจกับคู่นอนของคุณ ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ลองปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาและอาจได้วิธีการรับมือกับเรื่องนี้เป็นของแถมอีกด้วย

 

เรื่องการไปถึงจุดสุดยอดด้านเซ็กส์นี้แม้จะดูเป็นเรื่องมิดชิดและเล็ก ๆ สำหรับบางคน แต่เชื่อเถอะว่าถ้าแก้ไขได้แล้วจะสร้างผลดีต่อสุขภาพจิตและสุชภาพกายของคุณได้ย่างมหาศาล ดังนั้นจึงควรดูแลใส่ใจให้ครบทุกด้าน เพียงเท่านี้คุณก็จะมีความสุขสมบูรณ์ในทุกช่วงขงชีวิตแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.womenshealthmag.com
ภาพประกอบ : www.pixabay.com

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก