ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-PM-2.5-เสี่ยงเป็นโรคไต.jpg

“พฤติกรรมการบริโภคเค็ม” อาจจะไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยมีความเสี่ยงเป็นโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างเดียวหลังจากมีการศึกษาพบว่า ฝุ่นละออง PM 2.5  มีความเสี่ยงที่จะมีส่วนร่วมทำให้เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง และป่วยเป็นโรคเบาหวาน ได้เช่นกัน

 

ฝุ่นละออง PM 2.5 คืออะไร

ฝุ่นละออง PM 2.5 (Particulate matter 2.5) คืออนุภาคของแข็งหรือหยดละอองของเหลวที่เห็นลอยในบรรยากาศ โดยมีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่ 2.5 ไมครอน ที่พบและเป็นปัญหาในปัจจุบัน คือ PM 10 ซึ่งเป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 2.5 – 10 ไมครอน และ PM 2.5 เป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน ต้นกำเนิดของฝุ่น PM 2.5 มาจากควันเสียจากการสันดาปเครื่องยนต์ดีเซลจากยานพาหนะ ควันเสียจากการใช้พลังงานถ่านหินหรือน้ำมันดีเซลในโรงงานอุตสาหกรรม การปิ้ง เผาประกอบอาหาร และการเผาชีวมวลในช่วงก่อน-หลังฤดูการเพาะปลูก ในเขตเมืองจะประสบปัญหาภาวะฝุ่นละออง PM 2.5 มากกว่า เพราะมีหลายปัจจัยร่วมกันหลายอย่าง อาทิ การสันดาปของเครื่องยนต์ดีเซลจากโรงงานอุตสาหกรรมและการเผาชีวมวลร่วมกับฝุ่นจากเขตเมือง ซึ่งจะมีอันตรายมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ  เพราะเป็นละอองที่ประกอบด้วยโลหะหนัก เช่น แคดเมียม ตะกั่ว ประกอบกับภูมิศาสตร์ของเขตเมืองมีอาคารสูง จึงเกิดลมนิ่งได้ง่ายกว่าทำให้มีความเสี่ยงในการรับฝุ่นละออง PM 2.5 มากกว่า

 

ผลกระทบต่อสุขภาพ

  1. ฝุ่นละออง PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อทุกอวัยวะรวมทั้งโรคไต
    ฝุ่นละอองเป็นปัญหาและภัยต่อสุขภาพได้ทุกรูปแบบ ในช่วงแรกได้มีการตระหนักถึงภัยต่ออาการทางเดินหายใจและโรคหัวใจเป็นหลัก อย่างไรก็ดีฝุ่นละออง PM 2.5 นั้นมีผลกระทบต่อทุกอวัยวะรวมทั้งไตด้วยเช่นกัน จากการศึกษาในประเทศจีน 282 เมือง พบว่า ผู้ที่สัมผัสฝุ่น PM 2.5 จะสัมพันธ์กับการเกิดโรคไตอักเสบ ชนิด membranous nephropathy โดยที่ระดับฝุ่นที่ผู้ป่วยสัมผัสมีปริมาณ ตั้งแต่ 6 – 114 ug/m3 (เฉลี่ย 52.6 ug/m3) การสัมผัสฝุ่นทุก ๆ 10 ug/m3 ที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดโรคไตขึ้นร้อยละ 14 การศึกษาในสหรัฐอเมริกา US Veterans กว่า 2 ล้านคนพบว่า การสัมผัสฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรัง เพิ่มขึ้น ในไต้หวันก็พบเช่นเดียวกันโดยเฉพาะในผู้ที่อายุน้อยกว่า 60 ปี และสตรีผลจะรุนแรงขึ้น
  2. ความดันโลหิตสูง
    นอกจากนี้อากาศเป็นพิษหรือฝุ่นละอองจะสัมพันธ์กับการเกิดความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นการยืนยันการศึกษาจากหลายประเทศร่วมกัน พบว่าความดันโลหิตจะสูงขึ้นในช่วงเวลากลางคืน ร่วมกับการที่ไตขับโซเดียมลดลง มีการคั่งของโซเดียมในร่างกายและเชื่อว่าเป็นสาเหตุทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
  3. เบาหวานเพิ่มขึ้น
    ฝุ่นละออง PM 2.5 และ PM 10 ยังสัมพันธ์กับอุบัติการณ์เบาหวานที่เพิ่มขึ้น จากการศึกษาในยุโรปและอิหร่านพบว่า การสัมผัสฝุ่นละออง PM และ NOx เป็นเวลานาน จะสัมพันธ์กับอุบัติการณ์เบาหวานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสตรีที่อายุน้อยกว่า 50 ปี


โดยเฉพาะเบาหวานและความดันโลหิตสูง จึงเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้เกิดโรคไตเรื้อรังในอนาคต ดังนั้น ฝุ่นละออง PM 2.5 จึงเป็นทั้งสาเหตุทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรังได้ กลไกคือมีทั้งการกระตุ้นภาพประสาทอัตโนมัติ กระตุ้นการสร้างสารก่อการอักเสบ มีความผิดปกติของเซลล์บุหลอดเลือด (endothelium) ทำให้หลอดเลือดหดตัว ผลระยะยาวจากความดันโลหิตสูงที่เพิ่มขึ้นทำให้หลอดเลือดแข็งตัว ถ้าผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นเพิ่ม เช่น สูบบุหรี่ ภาวะอ้วนและเบาหวาน ก็จะทำให้โอกาสเป็นโรคไตสูงมาก สรุป ฝุ่นละออง PM 2.5 มีผลต่อทุกอวัยวะ สารการอักเสบที่ถูกกระตุ้นจากฝุ่นนี้จะเข้าสู่ร่างกายแพร่กระจายไปทุกอวัยวะ รวมทั้งมีผลโดยตรงต่อไป เราต้องร่วมมือกันหาแนวทางลดมลภาวะ PM 2.5 เช่น ลดการเผาไหม้ หาแหล่งพลังงานใหม่ และหลีกเลี่ยงจากฝุ่นนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


14-คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไรฝุ่น.jpg

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไรฝุ่น มีบางส่วนที่ถามคล้าย ๆ กันจึงได้รวบรวมตอบคำถามไว้เพื่อให้มีความเข้าใจไรฝุ่นได้กระจ่างขึ้นและสามารถนำข้อมูลไปตอบผู้สนใจได้อย่างถูกต้องและยังนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

 

1. ไรฝุ่นกับไรอื่น ๆ เหมือนกันไหม

ตัวไร (mite) มีหลายชนิด ทั้งไรคน เช่น ไรขุมขน ไรสัตว์ เช่น ไรนก ไรหนู สำหรับไรที่อยู่ตามฝุ่นบ้านเรือน จึงมักเรียกว่า ไรฝุ่นบ้าน (house dust mite) มูลของไรจำพวกนี้เป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติเป็นสารก่อภูมิแพ้หรือเรียกว่า allergen สามารถก่อโรคภูมิแพ้แก่คนได้

 

2. ไรฝุ่นกัดหรือดูดเลือดไหม ? เพราะตอนนอนรู้สึกคัน

ไรฝุ่น ไม่กัด ไม่ต่อย เพราะปากไม่เป็นลักษณะแทงดูด (Piercing & sucking mouthpart) สำหรับบางคนอาจมีอาการคันเพราะระคายเคืองสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นก็ได้

 

3. ลูกเหม็น ยาฉีดสเปรย์กันยุงใช้ฆ่าไรฝุ่นได้ไหม

โดยทั่วไปสารพวกนี้มีฤทธิ์ฆ่าแมลง ซึ่งก็ฆ่าไรฝุ่นได้ แต่ปัญหาก็คือ ไรฝุ่นมีแหล่งที่อยู่ตามเครื่องนอน ถ้าขืนนำมาฉีดบนที่นอน จะเป็นการใช้ผิดประเภท สงสัยคนจะตายพร้อมไร หรือไรตายก่อนแล้วคนตายตาม

 

4. นำฟูก หมอน ออกตากแดดฆ่าไรฝุ่นได้ไหม

ความร้อนที่ 55 – 60 องศาเซลเซียส นาน 20 นาที สามารถฆ่าไรฝุ่นได้ แต่ไม่ทำลายสารก่อภูมิแพ้ อากาศกลางแดดเปรี้ยง ๆ หน้าร้อนจะประมาณ 40 – 41 องศาเซลเซียส และความร้อนสูงสุดของวันจะเป็น ช่วงบ่าย 2 โมง อุณหภูมิภายในฟูกไม่สูงพอที่จะฆ่าไรได้ มันชาญฉลาดกว่าที่คิด เพราะเมื่อพลิกที่นอนกลับอีกด้าน มันจะหนีลงไปอยู่ในที่ร้อนน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม พบว่าการตากแดดช่วยทำให้ความอับชื้นในที่นอนลดลง และถ้าตากแดดนานติดต่อกัน 5 ชั่วโมง จะทำให้สภาวะไม่เหมาะแก่การฟักตัวของไข่ไรฝุ่น

 

5. ที่นอนใหม่ ไม่มีไรฝุ่นใช่ไหม

บอกไม่ได้ว่า “ไม่มีไรฝุ่น” อาจมีหรือไม่มีไรฝุ่นก็ได้ แต่ที่แน่ ๆ เมื่อใช้งานไปจะตรวจพบไรฝุ่นแน่นอน มีงานวิจัยรายงานไว้ว่า ที่นอนใหม่ที่ใช้ไปได้นาน 4 – 6 เดือน สามารถตรวจพบ mite allergen ได้เกินระดับมาตรฐานสากล

 

6. เครื่องดูดฝุ่นแรงดี ๆ ดูดไรฝุ่นได้หมดเลยไหม

ไรฝุ่นมีขาอันแข็งแรงในการรวบจับเส้นใย และไม่ได้มี 2 ขานะ แต่มี 8 ขา ฉะนั้น สามารถยึดตัวไว้กับเส้นใย ต้านแรงดูดจากเครื่องดูดฝุ่น ตัวไรจึงหลุดออกมาได้ยากมาก อย่างไรก็ตามสามารถดูดซาก และมูลไรได้ ความสำคัญอยู่ที่ถุงเก็บฝุ่นควรเป็นถุงที่หนา หรือ double bag หรือใช้เครื่องที่มีแผ่นกรองที่เรียก HEPA filter จะกั้นไม่ให้ฝุ่นละเอียดเล็ดลอดออกมาอีก ช่วยลดความฟุ้งกระจายไม่ควรให้ผู้ป่วยดูดฝุ่นเอง หรืออาจใช้วิธีอื่นแทน เช่น ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดทำความสะอาด

 

7. จะทราบได้อย่างไรว่าเราสูดดมสารก่อภูมิแพ้เข้าไปเท่าไร ?

เป็นการยากที่จะตรวจวัดว่า เราสูดดมสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นเข้าไปวันละเท่าไร ปัจจุบันเราตรวจโดยอ้อม คือ ดูดฝุ่นแวดล้อมที่เราอยู่อาศัยแล้วนำมาตรวจหาปริมาณ mite allergen concentration โดยวิธีทางอิมมูโนวิทยา

 

8. อยากปูพรม แต่เป็นแพ้ไรทำอย่างไรดี

พรมเป็นแหล่งสะสมไร ใครที่คิดจะปูพรม จงคิดให้รอบคอบถึงการทำความสะอาดด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ “ต้อง” หลีกเลี่ยงการใช้พรม ในต่างประเทศอากาศหนาวต้องใช้พรม และก็เป็นปัญหาที่ยังแก้ไมได้จนทุกวันนี้ ที่ใช้กันทุกวันนี้คือ โรยด้วยยาฆ่าไร (acaridae) ทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วดูดออกด้วยเครื่องดูดฝุ่น หรือใช้เครื่องซักพรมระบบที่มีไอน้ำความร้อนสูง ซึ่งมักต้องให้ professional company มาจัดการ

 

9. ที่ไหน ๆ ก็มีไรฝุ่นใช่ไหม จะกำจัดให้หมดไปได้หรือเปล่า

ไรฝุ่นเป็นสัตว์คู่โลก บ้านสะอาดแค่ไหนก็มีไรฝุ่น ดังนั้นไม่ต้องตกใจเกินเหตุ เราสามารถอาศัยในบ้านเดียวกันได้ เพียงแต่ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ก็ใส่ใจเป็นพิเศษหน่อย เพิ่มความขยันทำความสะอาดมากกว่าผู้ไม่แพ้สักหน่อย ก็จะสามารถมีชีวิตอันปกติได้ ควรใส่ใจห้องนอนมากเป็นพิเศษ และหาทางหลีกเลี่ยงสารแพ้ โดยวิธีง่าย ๆ งบประมาณตามเศรษฐานะของตน ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนซื้อของแพง แต่ประโยชน์น้อยมาใช้

 

10. ขอทราบวิธีง่าย ๆ ที่ป้องกันไรฝุ่นได้

  • เอาอย่างง่าย ๆ
  • ขยันเช็ดฝุ่นด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ
  • ย้ายของรกออกจากห้องนอน อย่าให้มีมุมเก็บฝุ่น
  • หาผ้าพลาสติกมาสวมคลุมที่นอนและหมอน
  • อะไรที่ซักได้ ตากแดดได้ ให้ทำทุก 2 สัปดาห์
  • วิธีอื่น ๆ ยังมีอีก ทำไปแล้วไม่เดือดร้อน เพิ่มได้ก็ไม่ว่ากัน

 

11. ตุ๊กตาก็มีไรฝุ่นเหรอ แล้วจะทำอย่างไรดี

วัสดุที่บรรจุด้วยเส้นใย จะเป็นถิ่นที่ไรฝุ่นชอบอยู่ ตุ๊กตาควรใช้ที่ซักได้และหมั่นนำออกตากแดด เคยมีผู้แนะนำให้จับใส่ในช่อง freeze ในตู้เย็นจากการศึกษาวิจัยพบว่า ไข่ไรฝุ่นสามารถฟักตัวต่อได้แม้จะแช่ไว้ ณ อุณหภูมิตู้เย็นบ้าน (8 – 10 องศาเซลเซียส) นาน 1 เดือน

 

12. การซักผ้า ทำให้ไรฝุ่นตายไหม

ไม่ตาย แต่ชะล้างให้หลุดไปได้ การซักเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมูลไรฝุ่นเป็นสารที่ละลายน้ำได้ จึงขจัดมูลไรได้ดีถึง 98% หรือเกือบหมด ถ้าใช้น้ำผสมผงซักฟอกหรือน้ำสบู่หรือใช้น้ำร้อนด้วยยิ่งทำให้การชะล้างดีขึ้น

 

13. จำเป็นต้องใช้ผ้ากันไรฝุ่นไหม

มีงานวิจัยจำนวนมากทั้งในไทยและต่างประเทศ ยืนยันว่า การใช้ผ้ากันไรฝุ่นทำให้ลดการฟุ้งกระจายของสารก่อภูมิแพ้ (มูลไร) ได้ และการลดการสัมผัสสูดดมสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นลงได้ จะทำให้อาการของโรคทุเลาลง อย่างไรก็ตาม ผ้ากันไรฝุ่นไม่ใช่ผ้าวิเศษ ไม่ได้ใช้ในการรักษาโรค อย่าฝากความหวังไว้กับผ้ากันไรฝุ่นที่นิยมใช้กันมากเพราะเป็นวิธีที่สะดวกในชีวิตประจำวัน

 

14. ผ้ากันไรฝุ่นที่ดีควรเป็นอย่างไร

ผ้ากันไรฝุ่นที่ดีควรที่จะสามารถกั้นตัวไรและมูลได้ ซักล้างได้ สบายตัวเมื่อใช้งาน ราคาไม่แพง

 

ผู้เขียน : รศ. วรรณะ มหากิตติคุณ. ศูนย์บริการและวิจัยไรฝุ่นศิริราช ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราพยาบาล. “14 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไรฝุ่น”.
แหล่งที่มา :  hhttp://www.si.mahidol.ac.th/  (20 กรกฎาคม 2559)
ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต

 

Quiz with ID = "1" does not exist.

 

 

 


6-พฤติกรรมบั่นทอนสุขภาพ-หนุ่มสาววัยทำงาน.jpg

ด้วยภาระรับผิดชอบของคนวัยทำงาน โดยเฉพาะในเมือง ทำให้หลายๆ คนจำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก ไม่ว่าจะเรื่องการเดินทาง การกิน การทำงาน การพักผ่อน การออกกำลังกาย การปรับตัวดังกล่าวทำให้บางคนมีแบบแผนในการดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

เรื่องนี้ ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ที่ปรึกษาแผนงานเครือข่ายควบคุมโรคไม่ติดต่อ ได้บอกถึงสาเหตุ พร้อมแนะนำวิธีหลีกเลี่ยง ความเสี่ยงจากพฤติกรรมทำลายสุขภาพโดยเฉพาะในหนุ่มสาววัยทำงานไว้ ดังนี้

 

การอดอาหารเช้า หรือกินอาหารไม่ตรงเวลา

หากไม่รับประทานมื้อเช้า จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จึงเกิดสภาวะมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสมองเสื่อมได้อีกด้วย ขณะที่การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลานั้น อาจเสี่ยงโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ภาวะกรดไหลย้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด หากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ก็อาจจะเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้

 

การบริโภคอาหารไม่มีประโยชน์

การรับประทานแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารสำเร็จรูป ถึงแม้ว่าจะสะดวกสบาย และใช้เวลาน้อยก็ตาม แต่ถ้าหากเรากินอาหารพวกนี้เป็นประจำ ย่อมเกิดผลเสียต่อร่างกายแน่นอน นอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว ยังเป็นตัวการก่อโรคอีกหลายชนิดด้วย เช่นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วนและโรคตับ เป็นต้น

ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมาก กินหวานเค็มเกินมาตรฐานสุขภาพกว่า 2 เท่า โดยสาเหตุหลักมาจากการปรุงรสที่เกินพอดี ดังนั้นควรเริ่มต้นที่การลดปรุงหวาน มัน เค็ม ลงครึ่งหนึ่ง ตามการรณรงค์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุข (สสส.) ขณะเดียวกันไม่ควรรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ควรทานสลับกับเมนูสุขภาพบ้าง จะได้ไม่เสี่ยงกับโรคต่าง ๆ ในอนาคต

 

การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป

หลายคนต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการดวงตาตึงเครียด มองภาพได้ไม่ชัดเจน และมักจะเกิดอาการปวดศีรษะตามมา ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรพักสายตาทุก ๆ 1 ชั่วโมง โดยการมองออกไปในระยะไกลบ้างสัก 3 – 5 นาที การทำแบบนี้ทุกๆ ชั่วโมงก็จะช่วยลดอาการดังกล่าวได้

นอกจากปัญหาทางด้านสายตาแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่หนีไม่พ้นของหนุ่มสาววัยทำงานก็ คือ อาการปวดหลัง เมื่อยเอว หรือที่เรียกว่าโรคออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการนั่งทำงานนานๆ ทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดศีรษะด้วย ดังนั้นควรจะเปลี่ยนท่านั่ง และลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง ไม่ควรนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ

 

นอนดึก

การนอนดึกย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา และยิ่งบางคนนอนดึกสะสมกันเป็นเวลานาน ก็เหมือนกับเราทำร้ายร่างกายของเราทุกๆวัน ทำให้เราทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่มีสมาธิในกิจกรรมที่เราต้องทำ ดังนั้นลองปรับเปลี่ยนเวลาการนอน และนอนให้ได้ 7 – 8 ชั่วโมง ก็จะทำให้ร่างกายของเราสดชื่นพร้อมทำงาน

 

ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่

ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่ไม่มีผลดีต่อสุขภาพ และการสูบบุหรี่ยังก่อให้เกิดโรคอีกมากมาย เช่น โรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจและหลอดเลือด ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้เป็นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ หรือโรคหัวใจ ดังนั้นผู้ที่ติดเหล้าและบุหรี่ควรลดปริมาณลง และหันไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทนเพื่อสุขภาพที่ดี

 

ขาดการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง ทำให้เราไม่เจ็บป่วยง่าย ช่วยลดความวิตกกังวล ผ่อนคลายความเครียดได้ ดร.นพ.วิชช์ อยากให้หนุ่มสาววัยทำงาน จดจำสโลแกนชวนให้มาออกกำลังกายของ สสส.ไว้ให้ขึ้นใจว่า “แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย” เพราะไม่ว่าจะเป็นการแกว่งแขน หรือลุกเดินอยู่ในที่ทำงาน ก็ช่วยให้เรามีกิจกรรมทางกายได้แล้ว ดังนั้นลองหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น

 

แหล่งที่มา : www.thaihealth.or.th
ภาพประกอบจาก : www.observatoire-sante.fr

 


.jpg

ปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำลายสุขภาพจิตของหลาย ๆ คน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงก็ประสบปัญหาเหมือนกัน ปกติแล้วโรคผมร่วงผมบาง เป็นโรคที่พบบ่อยมากในผู้ชายพบได้ประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ และผู้หญิงพบได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ผมร่วงเปรียบเสมือนกระจกส่องสุขภาพ หากมีปัญหาผมร่วง นั่นเท่ากับว่ากำลังมีปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ  ด้วย จึงควรจะรีบมารักษาและหาสาเหตุ ปัญหาผมบางศีรษะล้าน ส่วนใหญ่มาจากพันธุกรรมที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้การจัดการกับปัญหานั้นแลดูจะเป็นเรื่องยาก แต่ด้วยการแพทย์สมัยใหม่ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกเสมอ เรื่องเส้นผมก็เช่นเดียวกัน

 

นวัตกรรมฉีดเกล็ดเลือดเพื่อปลูกผม

นวัตกรรมการฉีดเกล็ดเลือดเพื่อปลูกผมหรือที่เรียกว่า PRP or Platelet Rich Plasma (พลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น) เป็นการฟื้นฟูผมให้เส้นหนา และแข็งแรงขึ้น โดยการเจาะเลือดแล้วนำมาปั่นแยกส่วนที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นออกมา เกล็ดเลือดนอกจากทำหน้าที่หยุดเลือด แล้วยังมีสารโกรท แฟคเตอร์ (growth factor) ต่าง ๆ อยู่เป็นปริมาณมาก ซึ่ง growth factors เหล่านี้จะช่วยสร้างและส่งเสริมการสร้างเส้นเลือด กระตุ้นการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์เส้นผม โดยเฉพาะเซลล์เดอร์มอล พาพิลาบริเวณรากผมและสเต็มเซลล์รากผม เซลล์ผิวหนัง เซลล์กระดูก ช่วยให้แผลสมานได้เร็วขึ้น ด้วยเทคนิคการปั่นแยก PRP ที่จำเพาะ จะทำให้ได้ PRP ที่มีปริมาณเกล็ดเลือดเข้มข้นกว่าเกล็ดเลือดในกระแสโลหิตทั่วไป 3 – 5 เท่า โดยเกล็ดเลือดเข้มข้นที่เหมาะสมในการใช้รักษาเพื่อการปลูกผม ควรมีปริมาณเกล็ดเลือดประมาณ 1,000,000 หน่วยต่อไมโครลิตร

 

 

ขั้นตอนการทำสำหรับผู้เริ่มต้น

  • เริ่มต้นจากนำผู้ป่วยมาเจาะเลือดจากแขนประมาณ ในปริมาณประมาณ 60 – 100 ซีซี แล้วนำไปปั่นในเครื่อง centrifuge ด้วยวิธีพิเศษที่เรียกว่า double spin technique แยกนำส่วนที่เรียกว่า PRP มา ซึ่งมีโกรทแฟคเตอร์ปริมาณมาก
  • นำมาฉีดบริเวณหนังศีรษะที่มีปัญหาผมบาง โดยก่อนฉีด PRP จะมีการฉีดยาชาและทำการกระตุ้นหนังศีรษะด้วย derma stamp (micro needling system) ก่อน โดยปกติแพทย์จะแนะนำให้ทำการรักษาด้วย PRP เดือนละ 1 ครั้ง จำนวน 3 ครั้ง ติดกันหลังจากนั้นจะมีการติดตามผลการรักษาประมาณ 3 – 4 เดือนโดยติดตามการรักษาโดยภาพถ่ายทางคลินิก และภาพถ่ายขยายจากกล้อง dermoscope

 

ข้อดี

  1. เป็นนวัตการรมที่ปลอดภัยสูง เนื่องจากไม่ได้มีการใช้สารเคมีอื่นใด มีโอกาสแพ้น้อยมากเพราะเป็นเลือดของตัวเราเอง
  2. สามารถกระตุ้นทำให้รากผมของผู้ป่วย หากได้รับการรักษาแบบปกติแล้วไม่ดีขึ้น หรือใช้เป็นการรักษาเสริมเข้ามาเพื่อชะลอการหลุดร่วงของเส้นผม ช่วยให้ผมกลับขึ้นมาใหม่ได้เร็วขึ้น
  3. นอกจากนี้เมื่อฉีด PRP ร่วมกับการปลูกผม จะช่วยทำให้ผลการปลูกผมดีขึ้น แผลหายเร็วและแผลเป็นน้อยหรือเล็กลง PRP เองยังสามารถใช้ร่วมกับวิธีการรักษาอย่างอื่นได้ เช่น การทำเลเซอร์ ทรีทเมนท์ วิตามินและยา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ผลข้างเคียงอาจมีอาการเจ็บบริเวณที่ฉีด ผิวหนังแดงแสบ หน้าบวมจากการฉีดเข้าหนังศีรษะบ้าง แต่ไม่นานก็หายเป็นปกติ

ประโยชน์ของการทำ PRP นอกจากจะนำมาใช้ในการปลูกผมเพื่อช่วยสร้างความมั่นใจแล้ว เสริมบุคลิกภาพของคนที่เกิดปัญหาด้านเส้นผม ที่เกิดความอับอาย ขาดความเชื่อมั่น มีผลต่ออาชีพการงานและไม่กล้าเข้าสังคม การทำ PRP จึงเป็นทางเลือกใหม่ ในปัจจุบันมีการนำ PRP มาใช้ทางการแพทย์ในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาฯ ช่วยให้อาการบาดเจ็บของนักกีฬาหายเร็วขึ้น รวมทั้งอาการ ข้อ เอ็น กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ส่วนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อนำ PRP มาช่วยทำให้กระดูกติดเร็วขึ้น แผลหรือเนื้อเยื่อสมานได้เร็วขึ้น ส่วนในวงการทันตแพทย์ใช้ใช้ PRP ในการฝังรากเทียม แพทย์ผิวหนังใช้ในการทำให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์วัย ลบริ้วรอยความเหี่ยวย่นบนใบหน้า

 


ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 

 


BannerQuiz-สุขภาพทั่วไป.jpg

แบบทดสอบ สุขภาพทั่วไป

 

เลือกคำตอบที่ถูกต้อง จากเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ สุขภาพทั่วไป

แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ

1. เนื้อผ้าสำหรับชุดชั้นในแบบใด เพื่อให้ได้ผลดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน
2. ข้อใดคือหลักที่ใช้ในการรักษาอาการปวดจากเอ็นหุ้มข้อและกล้ามเนื้อฉีก
3. เมื่อมีอาการปวดไมเกรน ควรใช้การประคบแบบใดเพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
4. วิธีแก้ไขเบื้องต้นเมื่อข้อไหล่ติด (Frozen shoulder) ข้อใดถูก
5.ไขมันชนิดใด ที่ดีต่อสุขภาพ
6. อาหารที่มีเส้นใยแบบไหน ที่จะช่วยลด LDL คอเลสเตอรอล
7. นอนกี่ชั่วโมงต่อคืนจึงจะทำให้ลดน้ำหนักได้มากกว่า
8. ผลไม้ชนิดใดที่อาจทำให้อุจจาระร่วงมีสีแดง
9. กางเกงชั้นในชายแบบที่มีขา (Boxer) กับแบบที่ไม่มีขา (Briefs) แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน
10. ข้อใดคือ ข้อควรปฏิบัติในการลดน้ำหนัก

 

 

 

 

 

 

 


1-h2c.jpg

เบื่อ เบื๊อ เบื่อ ไม่รู้เป็นอะไร แค่ปรายตามองเตียงก็หมดอารมณ์ซะแล้ว นั่นแสดงว่าอารมณ์รักใคร่พิศวาสบาดจิตของเรากำลังลดลงต่ำถึงขั้นเบื่อหน่าย เซ็กซ์ อาจเป็นเพราะความซ้ำซากจำเจเสมือนกินน้ำพริกถ้วยเดิมทุกวี่วัน ต่อไปนี้คือวิธีแก้เซ็ง แก้เบื่อ และช่วยเพิ่มอารมณ์เซ็กซ์ให้คึกคักราวกับข้าวใหม่ปลามันเชียวค่ะ

 

สื่อสารให้เข้าใจ

วิธีนี้ง่ายที่สุดค่ะ แค่นั่งจับเข่าคุยกันให้รู้เรื่อง เปิดใจต่อกันว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร แล้วค่อยร่วมมือกันสะสางทีละอย่างจากความต้องการ ทั้งของเราและของเขา ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ อย่าจู่โจมจนอีกฝ่ายตกใจ เพราะสำหรับบางคนการคุยเรื่องเซ็กซ์ดูเป็นเรื่องน่าตะขิดตะขวงใจ

 

มาสเตอร์เบทช่วยได้

การช่วยตัวเองไม่ได้หมายความว่าเราไม่พิศวาสคนของเราอีกต่อไป เพราะมันเป็นเพียงวิธีที่ง่ายและเร็วในการเพิ่มระดับอารมณ์รัก ยิ่งมีจุดสุดยอดมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งมีอารมณ์รักมากขึ้นเท่านั้น

 

จินตนาการ

สมอง คือ เครื่องเพศที่ใหญ่ที่สุด ถ้าไม่มีสมองการตอบสนองทางเพศก็จะไม่บังเกิด ลองสร้าง จินตนาการก่อน ระหว่าง และหลังมีเซ็กซ์ดูสิคะ ลองอ่านนิยายอีโรติกเพื่อให้อารมณ์ระอุจนน้องหนูเปียกชื้น หรือลงมือเขียนเรื่องอีโรติกเองก็ได้ ถ้าได้ลงมือทำจริง ๆ จะทำให้เราคิดถึงเซ็กซ์มากขึ้น อารมณ์รักก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

สวมวิญญาณนักทดลอง

ถ้ามีเซ็กซ์ซ้ำซากจำเจเหมือนกันทุกวันราวกับทำงานรูทีน ลงท้ายก็จะมีแต่ความเบื่อหน่าย อารมณ์รักก็พลอยหดหายไปด้วย ลองเติมสีสันด้วยการเล่นเกมสวมบทบาทเป็นนู่นเป็นนี่ ทำตัวซุกซนเปรี้ยวซ่าท้าทาย หรือลงทุนซื้อเซ็กซ์ทอยอันใหม่ แต่ถ้าใจไม่กล้าพอ เอาเป็นแค่เปลี่ยนบทบาทจากที่เคยเป็นผู้ให้ลองเป็นผู้รับดูบ้างก็ดีนะคะ

 

มองข้าม

แทนที่จะจดจ่ออยู่แต่การไปให้ถึงจุดสุดยอดหรือมีเซ็กซ์แบบสอดใส่ ลองมองข้ามสิ่งเหล่านี้ หันไปสร้างความสุขทางเพศในด้านอื่น เช่น ลองนวดคลึงกันแบบอีโรติกเพื่อความผ่อนคลายเบาสบาย หรือตั้งกฎว่าห้ามแตะต้องบริเวณจุดยุทธศาสตร์สัก 1 เดือน (ฟังดูนานจังแฮะ) วิธีนี้เป็นการผลักดันให้เราต้องคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ บนเตียง และเมื่อครบ 1 เดือนก็มอบโบนัสพิเศษให้กันและกันอย่างสาสมใจ

 

โรแมนติกเข้าไว้

ทำอะไรโรแมนติกให้กัน อาจดูเชย อย่างเช่น ดินเนอร์ใต้แสงเทียนเพียงสองเรา หรือดอกไม้งาม ๆ สักช่อ ถึงแม้เป็นมุขซ้ำซากเก่าจำเจแต่ใช้ได้ผลเสมอ ลองหาเวลาดื่มไวน์และดินเนอร์โรแมนติกด้วยกันบ้าง ออกเดทบ้าง เอ่ยปากชมเสื้อผ้าที่สวม (ข้อแนะนำสำหรับคุณผู้ชาย : ดอกไม้ใช้ได้ผลต่อผู้หญิงเสมอค่ะ)

 

บำบัดด้วยยา

ถ้าหากสาเหตุของอารมณ์รักที่ลดลงเป็นเพราะระดับฮอร์โมนต่ำคงต้องใช้ยาช่วย เทสโทสเตอโรนมักถูกใช้รักษาระดับอารมณ์ทางเพศที่ตกต่ำ ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ผลออกมาในทางที่ดีค่ะ ก่อนอื่นคุณหมอจะเทสต์ระดับฮอร์โมนของเรา เพื่อค้นหาสาเหตุที่อารมณ์เพศตกต่ำก่อนที่จะสั่งจ่ายยา เพราะการใช้ยาเป็นทางเลือกสุดท้ายในการแก้ไขปัญหาค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : tswriter.(2009).เสื่อมสมรรถภาพทางเพศแก้ไขได้.4 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา : http://www.tswriter.com/shortstory.aspx?id=c4320b6f-4d36-46f9-bdd4-a7db6a657472

ภาพประกอบจาก : http://www.pb-effect-beauty.com, www.t-pageant.com


-h2c.jpg

Burn แคลอรีอย่างไร…ให้ได้ผล จึงมีคำถามมาเสมอ ๆ ว่าวิธีการใดเป็นการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและไขมันที่ดีที่สุด บางคนอาจจะบอกว่าออกกำลังกายไว้ก่อน ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าออกกำลังกายไม่ถูกต้องหรือหักโหมจนมากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และไม่ได้ผลตามที่ต้องการอีกด้วยครับ

จากการศึกษาพบว่าโปรแกรมการออกกำลังกายที่ดีและช่วยให้ได้ผลตามที่ต้องการนั้น จะต้องทำการบริหารร่างกายแบบ weight training ควบคู่กันไปกับการออกกำลังกายแบบ aerobic exercise แต่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าถ้าต้องการลดน้ำหนักหรือไขมันส่วนเกินออกไปจะต้องทำ aerobic exercise เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วการบริหารร่างกายแบบ weight training ก็สำคัญและมีส่วนช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีกล้ามเนื้อที่ได้สัดส่วนสวยงามแล้วยังมีส่วนช่วยเพิ่มมวลของกล้ามเนื้อ ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายเพิ่มการเผาผลาญพลังงานหรือแคลอรีที่มากขึ้นตาม ไม่แต่เฉพาะระหว่างการออกกำลังกายเท่านั้น แต่รวมไปถึงช่วงที่พักหรือไม่ได้ออกกำลังกายด้วย

ถ้าเรามองเฉพาะ aerobic exercise ก็มีอยู่หลายวิธีที่สามารถออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันหรือแคลอรีส่วนเกินออกไปได้ เช่นเดียวกัน เรามักจะได้ยินคนพูดถึงการเผาผลาญไขมันจะต้องใช้วิธีการออกกำลังกายแบบเบา ๆ ไม่หนักมาก แต่ใช้เวลานานเพื่อผลในการเผาผลาญเปอร์เซนต์ของไขมันที่มากกว่า ความเชื่ออันนี้ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว เพราะว่าถ้ามีการออกกำลังกายแบบเบา ๆ ประมาณ 40 – 50% maximum heart rate (ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ซึ่งหาได้จาก 220- อายุ) ร่างกายมีการเผาผลาญไขมันมากกว่าก็จริง แต่ถ้ามองถึงแคลอรีโดยรวมแล้วจะมีการเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าการออกกำลังกายที่หนัก แถมยังเปลืองเวลากว่าด้วย เช่น การเดินเร็ว ๆ 50 – 60 นาที อาจมีการเผาผลาญแคลอรีประมาณ 250 – 300 แคลอรี (เปรียบเทียบจากคนที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 70 กิโลกรัม) จะเป็นการเผาผลาญแคลอรีจากไขมันประมาณ 120 – 180 แคลอรี หรือประมาณ 50 – 60% จากแคลอรีโดยรวม

 

เปรียบเทียบการออกกำลังกาย 2 แบบ

เมื่อเปรียบเทียบกับการออกกำลังกายที่มีความหนัก 65 – 80% maximum heart rate เช่น การวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 6 – 7 ไมล์ต่อชั่วโมงในระยะเวลาที่เท่ากันสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 700 – 800 แคลอรี เมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์ของการเผาผลาญไขมันอาจอยู่ที่ 30 – 40% เท่านั้น แต่เมื่อดูถึงปริมาณของแคลอรีที่ใช้ไปจะเผาผลาญพลังงานได้ถึง 210 – 320 แคลอรี ถ้ามีการออกกำลังกายลักษณะนี้เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็สามารถเผาผลาญไขมันได้ปริมาณใกล้เคียงกับการออกกำลังกายเบา ๆ แต่ใช้ระยะเวลานานกว่า

ดังนั้น ถ้าร่างกายของเราฟิตและแข็งแรงดีสามารถออกกำลังกายได้เต็มที่ ก็ควรบริหารร่างกายแบบ aerobic exercise ที่มีความหนักมากๆ ได้เลย ซึ่งจะช่วยเผาผลาญไขมันและแคลอรีโดยรวมได้มากเช่นกัน นอกจากนี้การออกกำลังกายที่หนักยังมีผลทำให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายทำงานต่อเนื่องไปประมาณ 24 – 48 ชั่วโมงหลังจากออกกำลังกายไปแล้ว ซึ่งการบริหารร่างกายแบบเบา ๆ จะไม่เกิดผลเช่นนี้ ถ้าพิจารณาน้ำหนักของไขมันที่ต้องการกำจัดออกไป 1 กิโลกรัมจะต้องมีการเผาผลาญแคลอรีอย่างต่ำประมาณ 7,700 แคลอรี โดยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ

ดังนั้นการออกกำลังกายเพื่อช่วยเผาผลาญแคลอรีให้มากอาจจะขึ้นอยู่กับวิธีการออกกำลังกายแบบ aerobic exercise ชนิดต่าง ๆ ดังนี้

  • Interval Training: เป็นวิธีการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา ส่วนใหญ่แล้วจะพบเห็นโปรแกรม
    ลักษณะนี้ในเครื่องออกกำลังกายแบบ cardio ชนิดต่างๆ มีตั้งแต่โปรแกรม interval ธรรมดาไปจนถึงโปรแกรมที่มีลักษณะของความหนักเบาที่แตกต่างกันออกไป เช่น heart rate interval, trail blazer, alpine หรือแม้แต่โปรแกรม fat loss ก็เป็น interval training เช่นเดียวกัน โดยการออกกำลังกายที่มีความหนักสลับเบานี้มีผลทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เพิ่มอัตราการเผาผลาญได้มากขึ้นตาม
  • Circuit Training: ใช้ได้ทั้งอุปกรณ์ที่เป็นการออกกำลังกายแบบ weight training หรือ cardio machines เพียงอย่างเดียว หรือผสมผสานกันไประหว่างอุปกรณ์ทั้ง 2 แบบ ซึ่งการออกกำลังกายแบบนี้สามารถเผาผลาญได้ตั้งแต่ 10 – 12 แคลอรีต่อนาทีขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับความหนักของการออกกำลังกายด้วย) การเพิ่ม stations หรือสถานีเข้าไปยิ่งเพิ่มระยะเวลาทั้งหมดในการออกกำลังกาย จะสามารถเพิ่มแคลอรีได้มากขึ้นตาม และสามารถกำหนดให้มีได้ตั้งแต่ 4 – 12 สถานี ถ้าสถานีไม่มากสามารถทำซ้ำได้ 2 – 3 รอบ หรือถ้ามีจำนวนสถานีมากอาจทำแค่รอบเดียวก็ได้
  • Body Attack: เป็นแอโรบิคคลาสที่เพิ่มความทนทานและความแข็งแรงให้กับทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งโปรแกรมหลักของคลาสนี้ก็เป็นลักษณะของ interval training โดยช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นอย่างดี ในคลาสนี้เมื่อออกกำลังกายครบ 45 นาทีสามารถเผาผลาญได้ถึง 500 – 550 แคลอรี
  • Body Pump: การออกกำลังกายลักษณะนี้นอกจากจะช่วยให้ร่างกายกระชับ เพิ่มความแข็งแรง และความทนทานกล้ามเนื้อให้ได้สัดส่วนที่สวยงามแล้ว เนื่องจากคลาสนี้เป็นการยกน้ำหนักในขณะออกกำลังกายแบบแอโรบิค จึงช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นอย่างดี
  • RPM หรือ Spinning: เป็นแอโรบิคคลาสที่ใช้การปั่นจักรยาน สามารถเผาผลาญได้มากประมาณ 600 – 800 แคลอรี ในระยะเวลาประมาณ 45 นาที ถือว่าเป็นคลาสที่ช่วยในการลดไขมันได้เป็นอย่างดี

การเผาผลาญแคลอรีไม่เพียงแต่เกิดจากการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ระหว่างที่คุณทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันก็สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะเวลาของการทำกิจกรรมนั้น เช่น การล้างรถ ร่างกายจะเผาผลาญประมาณ 112 – 150 แคลอรี ภายใน 30 นาที ดังนั้นถ้าเราต้องการเพิ่มการเผาผลาญแคลอรีในแต่ละวันให้มากขึ้น ก็ควรเพิ่มหรือทำกิจกรรมในแต่ละวันให้มากขึ้น อย่านั่งเฉย ๆ ดูทีวีเพียงอย่างเดียวนะครับ จะได้ช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงปราศจากโรคภัยต่างๆ มาเบียดเบียนครับ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : med.cmu .(2010).Burn แคลอรีอย่างไร…ให้ได้ผล?.9 สิงหาคม 2559.
แหล่งที่มา : http://www.med.cmu.ac.th/hospital/opd/health/burn.htm
ภาพประกอบจาก : http://www.med.cmu.ac.th


.jpg

หลายคนอาจคิดว่า อาการปวดหัวจากความเครียดไม่อันตราย กินยาแป๊บเดียวเดี๋ยวก็หาย บางคนปล่อยทิ้งไว้ให้หายเอง บางรายสะสมจนถึงขั้นกลายเป็นโรคเรื้อรังในที่สุด ดังนั้นเรามารู้จักวิธีการ บรรเทาปวดหัวจากความเครียดได้ด้วยตัวเอง

 

เยียวยาอาการปวดหัวด้วยตัวเอง

อาการปวดหัวที่ไม่มีลักษณะกะทันหัน หรือมีอาการรุนแรงมากนัก สามารถรักษาด้วยตัวเองได้ด้วย

 

วิธีดังต่อไปนี้

  • ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมคลายเครียด
  • ผ่อนคลายความตึงเครียดเหนื่อยล้า ด้วยการพยายามพักสายตา พักผ่อนร่างกายและจิตใจ
  • เปลี่ยนอิริยาบถจากงานประจำที่ทำอยู่ ไปทำกิจกรรมอย่างอื่น เพื่อเป็นการพักสมอง
  • พักผ่อนหรือนอนหลับสักเล็กน้อย การสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ญาติมิตร หรือจิบเครื่องดื่มร้อน ๆ สักถ้วย อาจจะช่วยคลายอาการปวดได้
  • พยายามเลี่ยงน้ำหอม เนื่องจากมีสารเคมี สูดดมมาก ๆ จะไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย แต่ควรใช้กลิ่นธรรมชาติบำบัดแทนจะดีกว่า
  • เปลี่ยนองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น สี หรือการจัดห้อง ให้รู้สึกสบาย ไม่อุดอู้

 

หลากวิธีบำบัดเครียด

หากมีอาการเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น อาการปวดต่าง ๆ การบำบัดรักษามีมากมายหลายแบบแผน แต่สำหรับคนที่ไม่มีเวลา สามารถนำหลักของการแพทย์แผนไทยเหล่านี้ ไปประยุกต์ใช้ที่บ้านหรือที่ทำงานก็ได้ค่ะ

  • ใช้ยาหอม นอกจากยาหอมจะมีสรรพคุณ ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะได้แล้ว ยังช่วยคลายจากอาการปวดหัวได้เช่นกัน ใช้สูดดมก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะใช้ชงดื่มกับน้ำร้อนได้ตัวยาแล้ว ยังได้สูดดมกลิ่นหอมของยาที่ระเหยขึ้นมาด้วย ซึ่งช่วยบำบัดได้อีกทางหนึ่ง
  • ใช้กลิ่นบำบัด เลือกกลิ่นที่ทำให้รู้สึกสบาย เพราะกลิ่นต่าง ๆ จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นส้ม กลิ่นลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันหอมระเหยของไทย จะใช้ได้ผลดีและปลอดภัยที่สุด
  • ออกกำลังกายและรับอากาศบริสุทธิ์ให้เพียงพอ จะช่วยลดโอกาสอาการปวดศีรษะ โดยช่วยกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนของ ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น และผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบศีรษะ
  • นวดประคบ ด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นบริเวณขมับ ท้ายทอย และต้นคอ จะทำให้รู้สึกดีขึ้น แต่เรามีวิธีกดนวดตัวเอง เพื่อคลายปวดแบบง่าย ๆ มาแนะนำดังนี้ค่ะ

 

กดนวดตัวเองคลายปวดหัว 

  1. นวดบริเวณด้านหลังต้นคอ บีบขยำเบา ๆ และนวดที่กล้ามเนื้อหัวไหล่สลับกันทั้งซ้ายขวา
  2. นวดโดยใช้นิ้วหัวแม่มือ กดแรง ๆ บริเวณกล้ามเนื้อของกระดูกต้นคอทั้งสองข้าง และใช้นิ้วอื่น ๆ ที่เหลือกดนวดบริเวณหลังใบหู
  3. ใช้นิ้วชี้กดนวดขมับแรง ๆ นับ 1 – 10 จากนั้นกรีดนิ้วไปตามแนวคิ้วจนถึงหน้าผาก แล้วกดนิ้วชี้ลงแรง ๆ บริเวณนั้น นับ 1 – 10
  4. นวดเป็นแนวจากต้นคอด้านหลัง เรื่อยลงมายังหัวไหล่ ระวังอย่านวดบริเวณด้านหน้าหรือหลอดลม

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 147.(2008).บรรเทาปวดหัวจากความเครียดได้ด้วยตัวเอง.23 ธันวาคม 2557.
แหล่งที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/44512.html
ภาพประกอบจาก : http://www.thaimassage-academy.com


-ส่อโรคหัวใจ-h2c.jpg

สังเกตอาการเสี่ยง ส่อโรคหัวใจ อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน คืออาการผิดปกติเบื้องต้นของร่างกาย ที่บ่งชี้ว่าอาจเป็นโรคหัวใจ พบบ่อยในคนทั่วไป ที่คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี ทั้งที่ความจริงอาจเป็นโรคหัวใจในระยะแรกเริ่ม มีดังนี้

 

อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน

คืออาการผิดปกติเบื้องต้นของร่างกาย ที่บ่งชี้ว่าอาจเป็นโรคหัวใจ พบบ่อยในคนทั่วไป ที่คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี ทั้งที่ความจริงอาจเป็นโรคหัวใจในระยะแรกเริ่ม มีดังนี้

เหนื่อยเวลาออกกําลังกาย
เพราะหัวใจทําหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ขณะที่เราออกกำลังกาย หัวใจจะทํางานหนักมากขึ้น ปกติเวลาที่เราออกกำลังกายไปถึงระดับหนึ่งจะรู้สึกเหนื่อย แต่ในรายของคนที่มีอาการเริ่มต้นของโรคหัวใจ แม้ออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย จะรู้สึกเหนื่อยผิดปกติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้น หากออกกำลังกาย แล้วรู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า คุณอาจเป็นโรคหัวใจ

เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก
มักพบบ่อยในคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ อาการดังกล่าวจะมีลักษณะเฉพาะคือ รู้สึกเหมือนหายใจอึดอัด และแน่นบริเวณกลางหน้าอก เหมือนมีของหนักทับอยู่ หรือรัดไว้ให้ขยายตัวเวลาหายใจ โดยมากอาการนี้ จะแสดงออกเวลาที่หัวใจต้องทำงานหนัก เช่น ระหว่างการออกกำลังกาย หรือใช้แรงมากๆ เป็นต้น ซึ่ง เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่า อาจเป็นโรคหัวใจ

ภาวะหัวใจล้มเหลว
เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือด ไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกายได้อย่างเพียงพอ โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเหนื่อย ทั้งที่ออกกำลังกายเพียงนิดหน่อย หรือเหนื่อยทั้งที่นั่งอยู่เฉยๆ ในกรณีที่เป็นมาก อาจทำให้ไม่สามารถนอนราบได้เหมือนปกติ เพราะจะรู้สึกเหนื่อยเวลาหายใจ และอึดอัดตรงหน้าอก นอกจากนั้น อาจมีอาการหอบจนต้องตื่นขึ้นมาหอบกลางดึก อีกด้วย อาการภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ หากไม่รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว และไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

ใจสั่นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ปกติหัวใจของเราจะเต้นด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอประมาณ 60 – 100 ครั้ง/นาที แต่สำหรับคนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจขยับไปถึง 150 – 250 ครั้ง/นาที ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจที่ไม่สม่ำเสมอนี้ จะทำให้เหนื่อยง่าย ใจสั่น หายใจไม่ทัน

เป็นลมหมดสติ
คืออีกหนึ่งอาการที่เตือนว่าคุณอาจเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นลมหมดสติสูง เนื่องจากจังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ เพราะเซลล์ซึ่งทำหน้าที่ให้จังหวะไฟฟ้าในหัวใจเสื่อมสภาพ ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง และส่งเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จนทำให้เป็นลมไปชั่วคราวได้ ทั้งนี้ การเป็นลมหมดสติ มักจะเกิดในท่ายืนมากกว่านั่ง ทำให้ขณะล้มลงศีรษะมีโอกาสฟาดพื้น และเกิดการกระทบกระเทือนต่อสมองได้มากกว่า ดังนั้น ใครที่เป็นลมบ่อยๆ ควรรีบไปพบแพทย์

หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน
ในกรณีนี้มักเกิดจากความผิดปกติของเซลล์หัวใจโดยตรง และมักเกิดกับคนปกติที่ไม่มีอาการของโรคหัวใจมาก่อนล่วงหน้า ซึ่งหากมีอาการหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่รวดเร็ว อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

 

อาการผิดปกติที่สังเกตได้จากร่างกาย

นอกจากความผิดปกติชนิดเฉียบพลันแล้ว อาการบ่งชี้ที่สังเกตได้จากร่างกายของเราเอง ก็เป็นอีกหนึ่งความผิดปกติที่เตือนให้รู้ว่า คุณอาจเป็นโรคหัวใจ และควรไปพบแพทย์โดยด่วนได้เช่นกัน เป็นต้นว่า

ขาหรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อกดดูแล้วมีรอยบุ๋มตามนิ้วที่กดลงไป ซึ่งหากเกิดขึ้นกับใคร ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คโดยด่วน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า เวลานี้ คุณอาจอยู่ในภาวะหัวใจล้มเหลวโดยที่ไม่รู้ตัว

ปลายมือ ปลายเท้า และริมฝีปากมีลักษณะเขียวคล้ำ
อาการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ทางเดินของเลือดในหัวใจห้องขวากับห้องซ้ายมีเชื่อมต่อที่ผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการผสมของเลือดแดงกับเลือดดํา และทําให้ปริมาณของออกซิเจนในเลือดมีปริมาณน้อยลง

 

อาการผิดปกติที่ตรวจพบขณะตรวจร่างกาย

การไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถคาดคะเน ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ เช่น ตรวจเลือดแล้วพบว่าเป็นเบาหวาน หรือมีไขมันในเลือดสูง ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบได้เช่นกัน เอ็กซเรย์พบว่าขนาดของหัวใจโตกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว และกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อนกำลังลง ทำให้ห้องต่าง ๆ ของหัวใจขยายขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีความเสี่ยงสูง ไม่ควรนิ่งนอนใจ รีบไปพบแพทย์โดยด่วน

 

ป้องกันโรคหัวใจอย่างไรดี

ข้อมูลที่ได้บอกไปข้างต้น เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เรามีอัตราเสี่ยงสูงต่อการป่วยเป็นโรคหัวใจเท่านั้น ซึ่งผู้ที่จะวินิจฉัยว่าเราเป็นโรคหัวใจหรือไม่ คือแพทย์โรคหัวใจเท่านั้น ดังนั้นหากพบความผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนดีที่สุด

 สำหรับคนที่หัวใจยังเป็นปกติ เรามีข้อแนะนำในการดูแลหัวใจ (ก่อนสายเกินไป) ดังนี้

  • สังเกตความผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น ดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจปกติดีหรือไม่ เจ็บหน้าอก ใจสั่นบ่อย ๆ หรือเปล่า เป็นต้น
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ สุขภาพจิตแจ่มใสแล้ว ยังช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้นอีกด้วย
  • ดูแลสุขภาพใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ พยายามไม่เครียด รู้จักควบคุมอารมณ์ และพึงระลึกไว้เสมอว่า ความเครียดและความโกรธ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หัวใจเต้นแรง และทำงานหนักขึ้น
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยงดอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบได้ง่าย หันไปกินอาหารจำพวกแป้งไม่ขัดขาว และผักผลไม้ให้มากขึ้น
  • ควรไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันและรักษาโรคร้ายที่อาจคาดไม่ถึง ซึ่งแฝงเร้นอยู่ในตัวเราตั้งแต่เนิ่นๆ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 216.(2009).สังเกตุอาการเสี่ยง ส่อโรคหัวใจ.
แหล่งที่มา : https://nawaporn.wordpress.com/2010/05/26/สังเกตอาการเสี่ยง-ส่อโร/
ภาพประกอบจาก : https://www.1413.in.th/category-view-13.htm


3-วิธี-สร้างสุขภาพในที่ทำงาน-1.jpg

การนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะภายในออฟฟิศทั้งวัน ย่อมส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต และกว่า 8 ชั่วโมงอันแสนทรมานนี้ล้วนเต็มไปด้วยปัจจัยที่จะฉุดเอาสุขภาพให้ย่ำแย่ยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของหวานที่ต้องมีติดโต๊ะ หรือแสงไฟที่ไม่เพียงพอ ทางด้านเดอะไทมส์ ได้แนะนำกลยุทธ์เด็ด 3 วิธี สร้างสุขภาพในที่ทำงาน

 

เคล็ดลับที่ 1

เพิ่มพื้นที่สีเขียวบนโต๊ะ งานวิจัยชิ้นใหม่จากวารสารการทดลองด้านจิตวิทยา พบว่า หากมีต้นไม้ดอกไม้ไว้ในออฟฟิศมีส่วนในการเพิ่มศักยภาพในการผลิตงานได้มากถึง 15% เลยทีเดียว นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าระดับความพึงพอใจและสมาธิของพนักงานยังสูงขึ้นอีกต่างหาก และแน่นอนว่าอากาศในอาคารก็ย่อมดีขึ้นด้วย รู้แบบนี้ก็น่าลองหาต้นไม้จิ๋วที่ไม่ต้องดูแลมากมาไว้หน้าโต๊ะเสียแล้ว

 

เคล็ดลับที่ 2

มองออกไปนอกหน้าต่างบ้างมหาวิทยาลัยการแพทย์นอร์ทเวสเทิร์น รัฐอิลลินอยส์ ค้นพบว่าพนักงานที่ได้รับแสงจากธรรมชาติระหว่างวัน มีคุณภาพการนอนหลับ และคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีกว่าบรรดาหนุ่มสาวออฟฟิศที่เอาแต่เพ่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเดียวมิหนำซ้ำผลการวิจัยยังได้ชี้ว่าพนักงานที่ได้นั่งโต๊ะติดกับหน้าต่าง จะได้รับ “แสงสีขาว” ที่ลอดเข้ามามากกว่าถึง 173% ซึ่งส่งผลให้นอนหลับมากกว่าคนอื่นเฉลี่ยถึง 46 นาที ทั้งนี้สำหรับคนที่ไม่มีหน้าต่างอยู่ใกล้ ๆ ก็ลองหาที่นั่งรับประทานอาหารกลางวันข้างนอกแทนก็ได้ประโยชน์ไม่แพ้กัน

 

เคล็ดลับที่ 3

ลุกขึ้นยืนการทำงานในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะทำให้ต้องนั่งอยู่กับที่มากขึ้น บางคนถึงขั้นเปรียบเปรยเลยว่า “นั่งจนรากงอก” แต่ผลเสียของการนั่งนาน ๆ ก็คือ การต้องเสียค่าบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงต่อโรคภัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น มะเร็ง หัวใจวาย หรือน้ำหนักเกิน ก็ทะยานมากกว่าเดิมอย่างเหลือเชื่อ กระนั้นกลยุทธ์ง่าย ๆ ที่สามารถจัดการภัยร้ายรากงอกได้ก็คือ ลุกขึ้นยืนและขยับตัวเดินไปมา

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : ชาลินี ลงกานี.(2009).3 วิธี สร้างสุขภาพในที่ทำงาน.9 กันยายน 2559.
แหล่งที่มา : http://www.thaihealth.or.th/partnership/Content/26115-3%20วิธี%20สร้างสุขภาพในที่ทำงาน.html
ภาพประกอบจาก : http://www.thaihealth.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก