ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

วิธีคำนวณเบี้ยประกันชีวิต เขาทำกันอย่างไร วันนี้เลยนำวิธีคำนวณเบี้ยประกันชีวิต แบบง่าย ๆ มาฝากกัน เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การทำประกันชีวิต มีประโยชน์กับครอบครัวหลาย ๆ อย่าง การทำประกันชีวิตโดยชำระเบี้ยประกันที่เหมาะสมกับรายได้ก็จะทำให้ครอบครัวมีความอุ่นใจ

 

โดยปกติแล้วผู้เขียนจะแนะนำให้ลูกค้าทำประกันชีวิต ประมาณ 10 – 20% ของรายได้ปัจจุบัน แต่ในอนาคต รายได้เพิ่มขึ้นก็ควรจะมีการปรับพอร์ทการทำประกันให้สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วยนะครับ

 

วิธีคำนวณเบี้ยประกันชีวิต 

ผมจะยกตัวอย่างแบบประกันของบริษัท เอไอเอ ที่เป็นที่นิยมอย่างมากขึ้นมา 1 แบบ แบบประกันแบบนี้จะให้ความคุ้มครองชีวิตทุกกรณีหากเสียชีวิตไป ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด เช่น เสียชีวิตจากการเจ็บป่วย หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ

วิธีคำนวณ

จากสูตร: (ทุนประกันชีวิต x อัตราเบี้ยประกันชีวิต) / 1,000 = เบี้ยประกันชีวิตที่ต้องชำระต่อปี
ทุนประกันชีวิต: ความคุ้มครองที่เราต้องการหาก ผู้เอาประกันเสียชีวิต
อัตราเบี้ยประกันชีวิต: ขอได้จากตัวแทน (บริษัทเป็นผู้กำหนดโดยคำนวณจากอัตรามรณะของประชากรไทย)

1,000: เป็นเลขคงที่

จากสูตร: (ทุนประกันชีวิต x อัตราเบี้ยประกันชีวิต) / 1,000 = เบี้ยประกันชีวิตที่ต้องชำระต่อปี

ตัวอย่างที่ 1 สมมุติว่าคุณต้องการซื้อประกันชีวิต ทุน 100,000 บาท ก็จะได้สมการแบบนี้
(100,000 x 26.03) / 1,000 = 2,603 บาท (สองพันหกร้อยสามบาทต่อปี)
เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่าถ้าต้องการซื้อประกันชีวิต 100,000 บาท
คุณก็จ่ายเบี้ยประกันปีละ 2,603 บาท

ตัวอย่างที่ 2 สมมุติว่าคุณต้องการซื้อประกันชีวิต ทุน 230,000 บาท ก็จะได้สมการแบบนี้
(230,000 x 26.03) / 1,000 = 5,986.90 บาท (ห้าพันเก้าร้อยแปดสิบเจ็ดบาทต่อปี)
เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่าถ้าต้องการซื้อประกันชีวิต 230,000 บาท
คุณก็จ่ายเบี้ยประกันปีละ 5,986.90 บาท

 

เคล็ดลับซื้อประกันราคาถูก

คุณรู้หรือไม่ว่า ประกันชีวิตมีส่วนลดเบี้ยประกันให้ด้วยนะ หากซื้อเยอะส่วนลดอัตราเบี้ยประกัน (ข้อกำหนดของแต่ละแบบประกัน และแต่ละบริษัทไม่เท่ากัน)

  • ทุนประกันชีวิต 100,000 – 249,999 บาท ไม่มีส่วนลดอัตราเบี้ยประกัน
  • ทุนประกันชีวิต 250,000 – 599,999 บาท มีส่วนลดอัตราเบี้ยประกัน 1 บาท
  • ทุนประกันชีวิต 600,000 ขึ้นไป มีส่วนลดอัตราเบี้ยประกัน 2 บาท

ตัวอย่างที่ 3 สมมุติว่าคุณต้องการซื้อประกันชีวิต ทุน 1,000,000 บาท เช่น
ปกติหากซื้อทุนประกันชีวิตที่ 1,000,000 บาท
(1,000,000 x 26.03) / 1,000 = 26,030 บาท ต่อปี
แต่ถ้าคำนวณโดยใช้ ส่วนลดอัตราเบี้ยประกัน
(1,000,000 x (26.03-2)) / 1,000 = 24,030 บาท ต่อปี 
ประหยัดเงินไปได้ 2,000 บาทต่อปีเลยที่เดียว

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: moneyhub.in.th.(2011).วิธีคำนวณเบี้ยประกันชีวิต.1 มกราคม 2558.
แหล่งที่มา: https://moneyhub.in.th
ภาพประกอบจาก:  www.insurefordream.com 


-1.jpg

5 เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณต้องทำประกันสุขภาพ มีอะไรบ้าง ไปติดตามกันค่ะ

 

เหตุผลที่ทำไมทุกคนควรต้องมีประกันสุขภาพ

  1. พราะค่ารักษาพยาบาลแพงมาก และแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกปี
    โรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อคุณไม่สบาย หรือเจ็บป่วย แน่นอนว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาล ซึ่งค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวนั้นสูงมาก การรักษาในบางโรคคุณอาจจะต้องเสียเงินเป็นล้าน ซึ่งข้อดีของการทำประกันสุขภาพ คือ ช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนคุณ ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องกังวลกับค่ารักษาพยาบาลที่แพงอีกต่อไป
  2. การทำประกันสุขภาพให้ความอุ่นใจ
    การมีประกันสุขภาพจะช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้คุณในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น หากคุณมีการเจ็บป่วย บริษัทประกันจะเข้ามาดูแลค่ารักษาพยาบาลแทนคุณ โดยที่คุณไม่ต้องกังวลกับค่ารักษาพยาบาลที่จะเกิดขึ้น อีกทั้ง คุณจะได้รับคำปรึกษาและการดูแลจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้คุณสามารถอุ่นใจได้ในทุกย่างก้าวของคุณ
  3. ลดภาระค่าใช้จ่ายของคุณและครอบครัวของคุณ
    ยามที่คุณเจ็บป่วยและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ภาระเรื่องค่าใช้จ่ายอาจจะภาระใหญ่ ที่ทำให้คุณและคนในครอบครัวต้องเป็นกังวล แต่เมื่อคุณทำประกันสุขภาพ จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าบริษัทฯ จะช่วยดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลแทนคุณ ซึ่งจะทำให้คุณไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาลอีกต่อไป คุณจะได้รับความคุ้มครองสุขภาพทุก ๆ กรณี ไม่ว่าจะเจ็บเพียงเล็กน้อย หรือโรคร้ายแรงก็ตาม
  4. ป้องกันการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยที่อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงได้
    คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีประกันสุขภาพเมื่อเกิดการเจ็บป่วยโดยมากแล้ว มักหลีกเลี่ยงที่จะไปพบแพทย์เนื่องจากกลัวต้องเสียค่ารักษาพยาบาลที่แพง และมักจะหายามารับประทานเอง ซึ่งบางครั้งการไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีจากแพทย์นั้น แม้อาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็สามารถนำไปสู่โรคร้ายแรงได้ การมีประกันสุขภาพจะช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่าย ดังนั้น คุณจะกล้าที่จะไปพบแพทย์มากขึ้น ถึงแม้ว่าคุณจะมีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย
  5. มีที่ปรึกษาด้านการดูแลสุขภาพ
    ในบางบริษัทที่ให้บริการด้านประกันสุขภาพ โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีทีมแพทย์และทีมพยาบาลคอยให้คำแนะนำ และให้การดูแลในเรื่องของการรักษาพยาบาลสำหรับโรคต่าง ๆ รวมไปถึงการให้คำปรึกษาในเรื่องของดูแลตนเองเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ อีกทั้งยังมีการให้ข้อมูล และความรู้ทางด้านการแพทย์อีกด้วย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: bupa.(2010).ทำไมถึงต้องมีประกันสุขภาพ. 2 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา: www.bupa.co.th
ภาพประกอบจาก: www.skincare-univ.com

 


.jpg

การประกันสุขภาพ คือ อะไร

การประกันสุขภาพ คือ การประกันภัยที่บริษัทประกันภัยตกลงที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จากการรักษาพยาบาลของผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าค่ารักษาพยาบาลนั้นจะเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยจากโรคภัย หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุให้แก่ผู้เอาประกันภัย

 

การประกันสุขภาพมีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีขอบเขตความคุ้มครองแค่ไหน

การประกันสุขภาพ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การประกันภัยอุบัติเหตุ และสุขภาพหมู่และการประกันภัยอุบัติเหตุ และสุขภาพรายบุคคล ทั้ง 2 ประเภท ให้ความคุ้มครองที่เหมือนกัน โดยแบ่งความคุ้มครองหลักออกได้เป็น 7 หมวด ได้แก่

  • ให้ความคุ้มครองเมื่อผู้เอาประกันภัยต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือการป่วยไข้ โดยจะชดเชยค่าใช้จ่ายอันเกิดจาก

    • ค่าห้องและค่าอาหาร
    • ค่าบริการทั่วไป
    • ค่าใช้จ่ายในกรณีที่มีการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน หลังการเกิดอุบัติเหตุ
  • ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการผ่าตัด ค่าปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการผ่าตัด
  • ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการให้แพทย์มาดูแล
  • ค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาที่คลินิก หรือแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล
  • ค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร
  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาฟัน
  • การชดเชยค่าใช้จ่าย

อันเกิดขึ้นจากการบริการโดยพยาบาลพิเศษขณะอยู่ในโรงพยาบาล หรือที่บ้านภายหลังจากการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามคำสั่งของแพทย์

 

อัตราเบี้ยประกันภัยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไร

อายุ อายุของผู้เอาประกันภัยที่แตกต่างกัน สามารถแสดงถึงโอกาสที่ร่างกายจะบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย รวมถึงการได้รับผลกระทบแทรกซ้อนแตกต่างกันไปด้วย เพราะบุคคลทั่วไปเมื่อมีอายุมากขึ้น ก็จะมีโอกาสเกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพได้มากขึ้น และถ้าได้รับบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยแล้วประสิทธิภาพในการที่ร่างกายจะซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอก็จะลดลง มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบรุนแรง และต้องใช้เวลาในการพักรักษาตัวนานกว่าบุคคลที่มีอายุน้อยกว่า

เพศ ปัจจุบันความเสี่ยงภัยของเพศหญิงจะไม่แตกต่างจากเพศมากนัก แต่อย่างไรก็ตาม ความแข็งแรงของสุขภาพร่างกายยังมีความแตกต่างกันอยู่โดยปกติ เพศหญิงจะใช้เวลาในการฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย หรือบาดเจ็บทางร่ายกายนานกว่าเพศชาย ผู้รับประกันภัยจึงอาจจะรับประกันภัย โดยกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยสูงกว่าเพศชาย

สุขภาพ ได้แก่ ประวัติเกี่ยวกับสุขภาพและการรักษาพยาบาล รวมทั้งสภาพร่ายกายของผู้ขอเอาประกันภัย บุคคลที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ไม่เคยมีประวัติการเจ็บป่วยรุนแรง โอกาสที่จะได้รับการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยร้ายแรง หรือได้รับผลกระทบจนทุพพลภาพเป็นเวลานานในอนาคต ก็ย่อมเป็นไปได้น้อยกว่าบุคคลที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอผิดปกติ หรือมีประวัติการเจ็บป่วยร้ายแรงมาก่อน อีกทั้งอาการผิดปกติของร่างกาย หรือจิตใจ บางอย่างจะก่อให้เกิดแนวโน้ม หรือความเป็นไปได้สูงในการเกิดอุบัติเหตุ เช่น โรคลมบ้าหมู ประสาทหลอน หรืออาการตื่นตกใจง่าย เป็นต้น

อาชีพ อาชีพแสดงถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงภัย หรือแนวโน้มที่จะได้รับบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยที่ต่างกันออกไป

การดำเนินชีวิต แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพ หรืออุบัติเหตุของบุคคลที่แตกต่างกันไป  เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การเล่นกีฬาที่เสี่ยงอันตราย เป็นต้น

สำหรับการประกันภัยหมู่ จะต้องมีการพิจารณาถึงจำนวนบุคคลที่จะเอาประกันภัยด้วย เพราะถ้าจำนวนบุคคลมาก การกระจายความเสี่ยงจะมีมากกว่า ซึ่งจะทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยต่ำลงได้

การพิจารณารับประกันภัยของบริษัท

การพิจารณารับประกันภัยของบริษัท ย่อมขึ้นอยู่กับสุขภาพ/อายุของผู้เอาประกันภัยเป็นสำคัญ และในการให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยนั้น บริษัทจะไม่คุ้มครอง “โรคที่เป็นมาก่อนการทำประกันภัย”  เช่น หากผู้เอาประกันภัยเป็นโรคเบาหวานมาก่อนการทำประกันภัย บริษัทจะไม่คุ้มครองหากผู้เอาประกันภัยนั้นต้องรักษาตัวด้วยโรคเบาหวาน แต่จะคุ้มครองหากผู้เอาประกันภัยนั้นเกิดเป็นโรคหัวใจขึ้นมาภายหลัง

ดังนั้น หากผู้ขอเอาประกันภัยที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัวหลายอย่าง โอกาสที่จะเจ็บป่วยในอนาคตย่อมมากกว่าผู้มีสุขภาพแข็งแรง บริษัทอาจจะพิจารณารับประกันภัยผู้ขอเอาประกันภัยรายนั้นด้วยเบี้ยประกันภัยที่สูงกว่าคนปกติ หรืออาจจะไม่รับประกันภัยเลยก็ได้ ในกรณีที่ผู้ขอเอาประกันภัยเจ็บป่วยด้วยโรคที่รุนแรง เช่น เอดส์ มะเร็ง บริษัทมักจะไม่รับประกันภัย

 

หลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นอย่างไร

การจ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับการประกันสุขภาพ ยึดหลักเกณฑ์ดียวกับการประกันภัยประเภทอื่น ๆ คือ “จ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่สูงสุดไม่เกินจำนวนเงินที่เอาประกันภัยไว้”

 

ข้อยกเว้นความคุ้มครอง

การประกันสุขภาพ โดยทั่วไปจะไม่คุ้มครองการเข้าพักรักษาตัว ซึ่งมิได้เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บ หรือป่วยไข้ เช่น การทำหมัน การทำศัลยกรรม การลดความอ้วน การพักผ่อน รวมทั้งการรักษาโรคประสาท กามโรค การติด และการตรวจสายตา เช่นกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: การประกันสุขภาพ.(2010).สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย.8 ตุลาคม 2559.
แหล่งที่มา: www1.oic.or.th
ภาพประกอบจาก: www.moph.go.th


.jpg

มีหลายท่านที่มีความสนใจอยากจะทำประกันสุขภาพ กลัวเวลาตัวเองป่วยเข้าโรงพยาบาลจะไม่เงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล กังวลต่าง ๆ นานา กังวลว่าจะทำอย่างไรที่คิดว่าเราเลือกดีที่สุดแล้ว กลัวคนรอบข้างตำหนิได้ จะเอาอะไรมาวัดความคุ้มกับเงินทองที่หาแสนยาก เพื่อจะซื้อประกันสักฉบับ แล้วที่ได้ล่ะ จะให้ได้บริการที่ดีที่สุด ต้องเปรียบเทียบหลายที่ จนแล้วจนรอดก็เลือกไม่ได้สักที ไป ๆ มา ๆ เจ็บป่วยเสียก่อน ทำให้ประวัติเสีย บริษัทประกันไม่รับประกัน เพราะมั่วแต่เสียเวลากับการตัดสินใจจะทำ

 

ไอเดียในการเลือก ประกันสุขภาพ

  1. ศึกษาแบบประกันว่าคุ้มครอง และไม่คุ้มครองอะไรบ้าง สามารถครอบคลุมทันที หรือต้องรอให้อยู่ในช่วงใดที่เรียกว่าระยะเวลารอคอย
  2. ระยะเวลาประกันความคุ้มครองที่สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ เมื่ออายุมากขึ้นหรือไม่ เช่น บริษัทประกันส่วนใหญ่ที่ขายประกันสุขภาพซื้อได้ถึงอายุ 60 ปี เมื่ออายุ 60 แล้ว หากไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ และหากไม่มีประกันสุขภาพ จะสามารถดูแลค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพอย่างไรบ้าง
  3. การทำประกันสุขภาพที่มีประกันแบบผู้ป่วยนอก OPD จะมีประโยชน์กว่า เพราะตามหลักจิตวิทยา คนเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากนอนโรงพยาบาล ให้มองเผื่อไว้ก็ดี หากปีนี้ไม่ได้ซื้อไว้
  4. ตรวจสอบโรงพยาบาลที่เข้าร่วมแบบไม่ต้องสำรองจ่ายเงินสด เผื่อไว้กรณีฉุกเฉินเงินขาดมือ เมื่อป่วยจะได้มีตัวช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ ยิ่งมีรายชื่อโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการด้วยมาก ก็หมายความว่าคุณจะมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น
  5. ตรวจสอบเวลาการทำงานของฝ่ายพิจารณาสินไหมของบริษัทประกัน ควรสอบถามเวลาการทำงานของแผนกพิจารณาสินไหม เพราะบางแห่งถ้าเราเข้าโรงพยาบาลแล้วจำเป็นต้องออกจากโรงพยาบาลตอนเย็น ๆ ค่ำ ๆ บริษัทปิดรับ Fax Claim ไปแล้วต้องรอวันทำการวันถัดไป กรณีนี้ลูกค้าต้องสำรองเงินก่อน ทำให้เสียโอกาสไป เสียเวลา
  6. ควรศึกษาตารางผลประโยชน์ให้ดีว่าซื้อค่าห้องเท่านี้ องค์ประกอบภายในได้เท่าไร ค่าหมอ ค่าผ่าตัด ค่าใช้จ่ายทั่วไป ว่าพอดีกับยุคเศรษฐกิจและความต้องการในปัจจุบันหรือไม่ ปัจจุบันค่าใช้จ่ายค่าห้องของโรงพยาบาลสูงมาก บางโรงพยาบาลเป็นหลักหมื่นต่อวัน ให้เปรียบเทียบบริษัทประกันที่สามารถซื้อได้เผื่อถึงจุดนี้ เพราะต่อไปในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องค่าห้อง จะได้อุ่นใจได้ว่าบริษัทประกันสามารถรองรับได้
  7. อย่าลืมศึกษาสอบถามตัวแทนว่าถ้าต้องสำรองจ่ายไปแล้ว บริษัทจ่ายคืนเร็วหรือเปล่า ภายในกี่วัน
  8. สิ่งสำคัญนอกจากรู้จักตัวแบบประกันสุขภาพแล้ว อย่าลืมดูฐานะการเงินของบริษัทประกัน และดูบุคลิกภาพตัวแทน ตลอดจนความรู้ความสามารถว่าจะสามารถบริการได้หรือเปล่า

เพียงเท่านี้คุณก็จะอุ่นใจได้ว่า สิ่งที่คุณตัดสินใจทำประกันแล้วไป คุ้มค่าจริงๆ …

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก supreme24.net.(2008).ปัจจัยในการเลือกประกันสุขภาพ.24 มกราคม 2558.
แหล่งที่มา: http://supreme24.net
ภาพประกอบจาก: www.usatoday.com


.jpg

คนทั่วไป หรืออีก 71.6% ของจำนวนประชากรไทย ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต อาจมาจากหลาย ๆ สาเหตุ บางส่วนของเหตุผล คือ ตัวแทนส่วนใหญ่ชอบ “ขายแบบประกันชีวิต”  โดยให้ (ว่าที่) ลูกค้าที่ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต และให้ลูกค้าเลือกหลาย ๆ แบบ หากลูกค้าไม่ชอบก็เปลี่ยนแบบไปเรื่อย ๆ สุดท้ายลูกค้าก็ไม่ซื้ออยู่ดี

 

ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต ชอบซื้อความมั่นคงของครอบครัว

ลูกค้าจะทำประกันชีวิตก็ต่อเมื่อหากมีวิธีการที่ทำให้เขามีความมั่นคงทางรายได้ของครอบครัว “เขาอยากทำ” คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการซื้อประกันชีวิต แต่ต้องการซื้อความมั่นคงของครอบครัว ว่าเขาควรทำอย่างไรเกี่ยวกับรายได้ของครอบครัว ถ้าหากเขาเสียชีวิตไป ครอบครัวยังคงมีเงินใช้อยู่ ไม่เดือดร้อน และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ลูกค้าตัดสินใจ

 

ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต ชอบซื้อความมั่นคงตอนเกษียณ

ลูกค้าแค่อยากรู้วิธีสร้างความมั่นคงตอนเกษียณ พวกเขาจะนึกเสมอว่า ถ้าฉันไม่มีเงินใช้ตอนฉันเกษียณฉันจะลำบาก ทำอย่างไรให้เกษียณอายุแล้วมีเงินใช้ หากตัวแทนแนะนำวิธีการเก็บเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อความมั่นคงตอนเกษียณอายุ ลูกค้าจะตัดสินใจ

 

ไม่ต้องการซื้อประกัน ชอบซื้อวิธีการรักษาทรัพย์สมบัติ

คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ทำงานหารายได้ นอกเหนือจากนำมาเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว ก็มุ่งเน้นนำมาสร้างทรัพย์สมบัติให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

ถามผู้อ่าน

  1. คุณยังผ่อนบ้านอยู่หรือไม่
  2. คุณตั้งใจจะผ่อนบ้านให้หมดหรือไม่
  3. ถ้าหากคุณไม่อยู่ ก็อยากให้บ้านอยู่กับครอบครัวของคุณต่อไป

จากคำถาม 3 ข้อข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ถ้าคุณมีชีวิตอยู่ คุณก็ผ่อนบ้านตามปกติ แต่ถ้าโชคร้ายคุณไม่อยู่ คุณก็ไม่ต้องการให้ธนาคารยึดทรัพย์สมบัติไป อีกเหตุผลสำคัญที่ลูกค้าตัดสินใจ คือ เพราะลูกค้าต้องการรักษาทรัพย์สมบัติที่เขาสร้างไว้ ให้อยู่กับครอบครัวตลอดไป

 

ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต ชอบซื้อสวัสดิการดี ๆ

ทุกวันนี้ ใคร ๆ ก็รู้ทั้งนั้นว่าค่ารักษาพยาบาลแพงมาก ๆ ใคร ๆ ก็รู้ว่าเขามีโอกาสป่วยโรคภัยไข้เจ็บแปลก ๆ เกิดขึ้นได้ทุกวัน ข้อดีของอาชีพรับราชการ คือ หากเจ็บป่วยขึ้นมา จะได้รับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล แต่ไม่สามารถเลือกชนิดของยา เลือกการให้บริการทางการแพทย์ เลือกเตียงห้องพัก เลือกให้มีพยาบาลเฝ้าไข้ ฯลฯ

“คุณคิดว่าข้าราชการตัดสินใจรักษาตัวในโรงพยาบาลของรัฐ หรือเพราะเลือกสวัสดิการไม่ได้ ?”

ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่า ถ้ามีการอนุญาตให้รักษาที่ไหนก็ได้ ข้าราชการส่วนใหญ่คงอยากไปใช้บริการดี ๆ เลือกเตียงห้องพักเองที่โรงพยาบาลเอกชน

 

บทสรุป ประกันชีวิต

ตัวแทนประกันชีวิต หรือนักขายประกันชีวิตที่เก่ง ๆ จะให้คำปรึกษากับลูกค้าในแนวทางการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์จากการซื้อประกันชีวิต ตามวัตถุประสงค์ของลูกค้าเอง ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อประกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: Insurefordream.com.(2014).เหตุผลสำคัญที่ลูกค้าตัดสินใจ ซื้อประกัน.24 ธันวาคม 2558.
แหล่งที่มา: http://www.insurefordream.com
ภาพประกอบจาก: www.reunionfamily.com

 


.jpg

หลายคนอาจมีอาการป่วยแต่กลับไปโรงพยาบาลโดยไม่ใช้ประกันสุขภาพที่ตนเองมี เพราะใช้ไม่เป็น วันนี้เราจะมาบอกถึง วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ให้ทุกคนได้ปรับใช้กันค่ะ

 

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย

  • เจ็บป่วยทั่วไป
  • เจ็บป่วยฉุกเฉิน
  • กรณีอุบัติเหตุ
  • การส่งต่อเพื่อการรักษาต่อเนื่อง

 

การเจ็บป่วยทั่วไป

  1. เข้ารับการรักษาพยาบาลที่หน่วยบริการปฐมภูมิก่อนทุกครั้ง
  2. แจ้งความจำนงขอใช้สิทธิพร้อมแสดงหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร)

หมายเหตุ: ปัจจุบันมีนโยบายใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว ทั้งนี้ ควรเข้ารับบริการในวัน เวลาราชการ หรือเวลาที่หน่วยบริการกำหนดไว้

 

เจ็บป่วยฉุกเฉิน

การวินิจฉัยว่าเจ็บป่วยฉุกเฉิน แพทย์จะพิจารณาตามข้อบ่งชี้ ดังนี้

  1. โรค หรืออาการของโรคที่มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายต่อผู้อื่น
  2. โรค หรืออาการของโรคที่มีลักษณะรุนแรง ต้องรักษาเป็นการเร่งด่วน
  3. โรคที่ต้องผ่าตัดด่วน หากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต
  4. โรค หรือลักษณะอาการของโรคที่คณะกรรมการกำหนด

ทั้งนี้ แพทย์จะพิจารณาจากความดันโลหิต ชีพจร อาการของโรค การวินิจฉัยโรค แนวทางการรักษาและความเร่งด่วน ในการรักษารวมทั้งคำนึงถึงการรับรู้ของผู้รับบริการที่มีต่อการป่วยด้วย

แนวทางการใช้สิทธิ คือ

1. เข้ารับการรักษากับหน่วยบริการของรัฐ หรือเอกชนที่เข้าร่วมโครงการที่อยู่ใกล้ที่สุด

2. แจ้งความจำนงขอใช้สิทธิพร้อมแสดงหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร)

กรณีฉุกเฉิน

สามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการอื่นที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นอกเหนือหน่วยบริการประจำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ปัจจุบัน มีนโยบายใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า

 

ผู้มีสิทธิสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่หน่วยบริการอื่นนอกเหนือหน่วยประจำครอบครัว ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

กรณีได้ประสบอุบัติเหตุทั่วไป

  1. ควรเข้ารับการรักษายังหน่วยบริการของรัฐ หรือเอกชนที่เข้าร่วมโครงการฯ และอยู่ใกล้ที่สุด
  2. แจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิพร้อมแสดงเอกสารประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร)
  3. กรณีประสบภัยจากรถ

ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ ต่อเนื่องจากค่าเสียหายเบื้องต้นที่กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถหรือบริษัทประกันภัยเป็นผู้จ่าย โดย

  1. เข้ารับการรักษายังหน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการ
    • แจ้งใช้สิทธิพร้อมหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ทางราชการออกให้และมีรูปถ่าย (หากเป็นเด็กใช้สูติบัตร) สำเนา พ.ร.บ.รถที่ประสบภัย
    • หากมีความเสียหายเกินค่าเสียหายเบื้องต้น ให้ผู้ป่วยสำรองจ่ายแล้วไปรับคืนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณี (กรณีได้ข้อยุติว่ารถคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด)
  2. เข้ารับการรักษายังหน่วยบริการที่ไม่เข้าร่วมโครงการ
    • แจ้งใช้สิทธิพร้อมหลักฐานประกอบได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร (ใบเกิด)) สำเนา พ.ร.บ.รถที่ประสบภัย
    • ติดต่อสายด่วน สปสช. 1330 เพื่อประสานหาเตียงรองรับ ในการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพต่อเนื่อง
    • หากมีความเสียหายเกินค่าเสียหายเบื้องต้น ให้ผู้ป่วยสำรองจ่ายแล้วไปรับคืนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณี (กรณีได้ข้อยุติว่ารถของคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด)

หมายเหตุ: ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ไม่ได้กำหนดให้โรงพยาบาลเรียกเก็บแทนผู้ประสบภัย

 

การส่งต่อเพื่อการรักษาต่อเนื่อง

  1. เข้ารับการรักษา ณ หน่วยบริการตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ
  2. แจ้งความจำนงเพื่อขอใช้สิทธิทุกครั้ง พร้อมทั้งแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาสูติบัตร)
  3. หากการรักษาพยาบาลครั้งนั้นเกินศักยภาพของหน่วยบริการปฐมภูมิ หน่วยบริการปฐมภูมิจะพิจารณาส่งต่อไปยังหน่วยบริการที่มีศักยภาพที่สูงกว่าตามภาวะความจำเป็นของโรค

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.(2010).วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย. 6 มิถุนายน 2558.
แหล่งที่มา: https://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-forpeople_useuc.aspx
ภาพประกอบจาก: www.dansai-hac.blogspot.com

 


-ต้องดูอะไรedit.jpg

เมื่อเราเริ่มจะคิดถึงสุขภาพของตนเอง แน่นอนว่าการทำประกันสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเป็นหลักประกันที่จะทำให้เราไม่ต้องคอยมานั่งกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจจะทำให้เงินเก็บของคุณหมด

 

1. ศึกษาค่าใช้จ่ายในการรักษาของโรงพยาบาลให้ดี

เมื่อเราเลือกทำประกันสุขภาพ สิ่งสำคัญก็คือ ต้องศึกษาค่ารักษาและค่าบริการของโรงพยาบาลที่เราจะใช้บริการนั้นมีจำนวนเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะได้เลือกซื้อแพคเกจของประกันสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป โดยค่าใช้จ่ายและค่ารักษาหลัก ๆ ที่เราควรพิจารณา คือ ค่าใช้จ่ายจำพวก ค่าห้อง ค่ายา ค่ารักษาและค่าผ่าตัดกรณีเป็นโรคร้ายแรง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจหาได้จากเว็บไซต์ของโรงพยาบาล หรือโทรเข้าไปสอบถามที่โรงพยาบาลก็ได้ครับ

 

2. ควรเลือกทำประกันสุขภาพในลักษณะของวงเงินเหมาจ่าย

การทำประกันสุขภาพ ในวงเงินเหมาจ่ายนั้นจะครอบคลุมค่ารักษากรณีเจ็บป่วยร้ายแรง หรือต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งจะทำให้คุ้มกว่าการทำประกันสุขภาพที่แยกประเภทค่าใช้จ่ายในการรักษา เพราะประกันสุขภาพแบบแยกประเภทจะมีวงเงินค่ารักษาที่น้อยกว่า ในกรณีการผ่าตัด หรือรักษาโรคร้ายแรง เพราะเป็นกรณีที่มีค่ารักษาแพงที่สุด เช่น วงเงินค่ารักษากรณีผ่าตัดของแบบแยกประเภทอาจจะอยู่ที่ 100,000 บาท แต่ขณะที่แบบเหมาะจ่ายจะเหมารวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (ยกเว้นค่าห้อง) อยู่ที่ 1 ล้านบาทเลย ทำให้ครอบคลุมความเสี่ยงมากกว่า

 

3. เลือกทำประกันสุขภาพที่ให้ครอบคลุมทุกความเสี่ยง

บางคนเลือกทำประกันสุขภาพเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งหมด เพราะยังมีกรณีสำคัญที่เราควรจะต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า คือ กรณีที่เราอาจจะประสบภาวะเป็นผู้ “ทุพพลภาพ” (ไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตได้ปกติ) ไม่ว่าจะเกิดจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดในสมองแตก หรือจากอุบัติเหตุ แขนขาด ขาขาด พิกลพิการ มันจึงเกิดประเด็นว่า ถึงแม้ประกันสุขภาพอาจจะจ่ายค่ารักษาให้เราได้หมด แต่หลังจากนั้น เราอาจจะใช้ชีวิตต่อไปโดยทำงานไม่ได้ ไม่มีรายได้ หรือรายได้ลดลงกว่าเดิม ขณะที่เรายังมีชีวิต ยังต้องกินต้องใช้ เราจึงต้องการ “เงินชดเชย” ก้อนโต เพื่อนำมาเลี้ยงชีวิตตลอดระยะเวลาที่เหลือ มันจึงเป็นสาเหตุที่เราควรจะต้องทำประกันสุขภาพกรณีโรคร้ายแรง และประกันสุขภาพที่ครอบคลุมเรื่องการเจ็บป่วยที่เกิดจากอุบัติเหตุด้วย

ดังนั้น อย่าลืมว่าหากจะเลือกซื้อประกันสุขภาพแล้ว เราจึงควรซื้อประกันเรื่องค่ารักษาพยาบาล โรคร้ายแรง และอุบัติเหตุ ให้ครบทั้ง 3 ประเภท (ส่วนรายละเอียดของแต่ละประเภทก็ให้พิจารณาเองตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องซื้อให้ครบทุกแบบที่บริษัทประกันมีก็ได้ครับ) จึงจะปิดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยได้อย่างครอบคลุมที่สุด

อย่าลืมเปรียบเทียบเบี้ยประกันแต่ละบริษัท เลือกบริษัทที่ให้การคุ้มครองไม่แตกต่างจากบริษัทอื่นมากนัก แต่เบี้ยประกันถูกกว่า ในขั้นสุดท้ายเราก็แค่นำเงื่อนไขของประกันสุขภาพของบริษัทประกันแต่ละที่มาเปรียบเทียบกัน แล้วเลือกบริษัทที่คิดเบี้ยประกันที่ถูกกว่า หรือเบี้ยประกันพอๆกัน แต่มีวงเงินคุ้มครองที่สูงกว่า นั่นคือประกันสุขภาพที่คุ้มค่ากับเราที่สุด

ส่วนหลักการในการเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุ ก็จะเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับ ประกันสุขภาพ ดูว่าแพคเกจประกันอุบัติเหตุ (PA : Personal Accident) นั้น ชดเชยครอบคลุมกรณีใดบ้าง (เช่น เสียชีวิต ทุพพลภาพ พิการ กระดูกหัก กรณีถูกลอบทำร้าย กรณีเกิดอุบัติเหตุในวันหยุดนักขัตฤกษ์ กรณีเกิดจากการจลาจล ฯลฯ) ก็ควรจะเลือกแพคเกจให้คุ้มครองหลาย ๆ กรณี โดยที่เบี้ยที่จ่าย แนะนำว่าไม่ควรเกิน 5% ของรายได้รวมทั้งปี ก็พอครับ เนื่องจากประกันอุบัติเหตุก็เปรียบเสมือนประกันสุขภาพแบบย่อม ๆ ที่คุ้มครองเฉพาะกรณีเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่คุ้มครองกรณีเป็นโรค และค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ จึงเหมาะกับการคุ้มครองเบื้องต้นที่อาจจะไม่ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งหมด สำหรับคนที่มีรายได้ไม่สูงมาก แต่ต้องการเริ่มปกป้องความเสี่ยงบ้าง แต่สำหรับคนที่มีรายได้พอสมควรแล้ว ผมแนะนำว่าให้ทำประกันสุขภาพอย่างครอบคลุมเลยจะเหมาะสมกว่า

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: https://aommoney.com
ภาพประกอบจาก:  www.policymantraa.com

 


-Fax-claim-1.jpg

Fax claim คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรบ้างกับการประกันเพื่อสุขภาพในโรงพยาบาล ไปร่วมศึกษาและรู้จักกับบริการใหม่ ๆ ที่จะทำให้ทุกคนสะดวกสบายยิ่งขึ้น

 

Fax claim คืออะไร

  • Fax claim เป็นบริการที่บริษัทประกันเปิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวก ให้แก่ผู้เอาประกันในการจ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาล โดยผ่านโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ

 

มีบริการ Fax claim ดีอย่างไร

  • ลดความกังวลของผู้ป่วยในการสำรองจ่ายค่ารักษา สนับสนุนให้ผู้ป่วยตัดสินใจ เข้ารับการรักษาง่ายขึ้น
  • โรงพยาบาลจะมีผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้น จากการส่งต่อข้อมูลของ บ.คู่สัญญา
  • การมีบริการ fax claim ย่อมหมายถึง โรงพยาบาลเป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ และได้รับความไว้วางใจ ในการให้เครดิต 

 

ทำอย่างไร จึงจะมีบริการ Fax claim

  • โรงพยาบาลที่ต้องการมีบริการ Fax claim จะต้องประสานงานไปยัง บ.ประกัน เพื่อขอให้มีการพิจารณาเปิดคู่สัญญา โดย บ. ประกันจะพิจารณาจากความมั่นคง และความน่าเชื่อถือของโรงพยาบาลเป็นสำคัญ
  • ทั้งนี้เงื่อนไขสัญญาจะมีการกำหนดวันหมดอายุของสัญญา และจะมีการพิจารณาต่ออายุสัญญาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณา การปฏิบัติตามเงื่อนไขในรอบอายุของสัญญาที่ผ่านมา

 

เงื่อนไขการให้บริการ fax claim

  • การให้การรักษาที่อยู่ภายในเงื่อนไขความคุ้มครอง
  • เอกสารประกอบการใช้สิทธิ์ครบ
  • ส่ง fax 1 ให้บ. รับทราบ เพื่อเปิดบัญชีเคลม ในวันแรกของการรับนอน
  • บันทึกการวินิจฉัย การให้การรักษา และรายละเอียดการทำหัตถการ ที่เป็นจริง ครบถ้วน และ ชัดเจน
  • แยกรายการค่ารักษา ถูกต้องตามหมวดมาตรฐาน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: urnurse.(2010).มาทำความรู้จักกับ Fax claim.18 สิงหาคม 2557.
แหล่งที่มา: www.urnurse.net
ภาพประกอบจาก: www.transworldservices.co.uk

 


-ต้องทำประกันชีวิต.jpg

การทำประกันนั้นมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด แต่หากเรามองในความเป็นจริงแล้วนั้น ชีวิตคนเราไม่มีอะไรเลยที่แน่นอน ทุกอย่างมีการเกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปได้อยู่เสมอ ไปลองดูเหตุผล  10 ข้อที่จะตอบคำถามของคุณว่า ทำไมเราถึงต้องทำประกันกันค่ะ

 

1. ทำให้รู้สึกปลอดภัย

รู้หรือไม่ว่า การใช้ชีวิตในแต่ละวันของเรานั้นเต็มไปด้วยภัยอันตราย ทั้งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็นมากมาย อยากให้ลองนึกเส้นทาง หรือวิธีการที่เราต้องใช้ในการเดินทางไปทำงาน หรือไปเรียนในแต่ละวันดู ใครจะรู้ล่ะว่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ที่เรานั่ง อยากจะเกิดอารมณ์ซิ่งขึ้นมา หรือเกิดอุบัติเหตุรถชน ทั้ง ๆ ที่เราก็ขับของเรามาดี ๆ ประกันชีวิตจึงเป็นเหมือนเบาะที่คอยรองรับเราในกรณีที่เกิดเหตุที่คาดการณ์ไม่ถึงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้จิตใจของเรารู้สึกปลอดภัย และโล่งใจมากขึ้นอย่างแน่นอน

 

2. เงินชดเชยหากเสียชีวิต

ในบางครั้งเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด มันก็อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น ถ้าหากเราทำหลักประกันไว้ อย่างน้อยก็อุ่นใจได้ว่า เราจะไม่ทำให้ครอบครัว หรือคนข้างหลังเราเดือดร้อนอย่างกะทันหัน

 

3. มีเงินใช้หลังเกษียณ

เคยเป็นห่วงกันบ้างไหม หลังเกษียณแล้ว เราจะเอาเงินจากที่ไหนใช้ อาหารก็ต้องกิน น้ำก็ต้องดื่ม ไหนจะค่าไฟอีก ถ้าเงินหมดละแย่เลยในยุคสมัยนี้ การทำประกันชีวิตแบบบำนาญ นี่แหละจะทำให้เรามีเงินใช้หลังเกษียณทุกเดือน แถมยังมีการคุ้มครองกรณีเสียชีวิตอีกด้วย

 

4. ประกันชีวิต

จะสอนให้เราวางแผนอย่างเป็นระบบ อย่างที่รู้กันดีว่า การชำระเบี้ยประกันนั่นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญ และต้องตรงเวลา ซึ่งบางมุมเราอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากน่ารำคาญ แต่เคยลองมองอีกมุมบ้างหรือไม่ ว่าเพราะตรงนี้นั้นแหละที่จะเป็น ครูสอนให้เราวางแผนการใช้เงิน หรือกระทั่งการใช้ชีวิตให้เป็นระบบระเบียบได้เป็นอย่างดี  เลยทีเดียว

 

5. หมดกังวล เรื่องค่ารักษาพยาบาล

เกิดอุบัติเหตุ หรือป่วยกะทันหัน ค่าใช้จ่าย หรือค่ารักษาพยาบาลก็หลายสตางค์ ยิ่งบางคน รายได้ยิ่งไม่มั่นคงอยู่ ถ้าหากคุณได้ทำประกันชีวิตเอาไว้ก่อน ก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรือรับภาระค่ารักษามากนัก เอาเวลาเครียดมาพักผ่อนแทนดีกว่า

 

6. ลดหย่อนภาษีได้

รู้หรือไม่ การทำประกันชีวิตนอกจากที่เราจะได้รับการคุ้มครอง และความรู้สึกปลอดภัยแล้ว ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วยนะ เรียกได้ว่าเป็นประโยชน์สองต่อกันไปเลย

 

7. ช่วยออมเงิน

อยากจะทำประกัน แต่กลัวว่าเงินจะสูญเปล่า ทำยังไงดี ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ เมื่อครบกำหนดเราก็จะได้เงินคืนกลับมาใช้ ในรูปแบบของดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ไม่ต้องเป็นห่วงว่าถ้าทำประกันแล้วไม่ได้ใช้ แล้วจะไม่ได้อะไรกลับคืนมาอีกต่อไป แถมยิ่งผูกพันนานเท่าไร เงินปันผลที่ได้ออกมาก็จะเยอะขึ้นตามไปอีกด้วย

 

8. เพิ่มความน่าเชื่อถือ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการทำประกันชีวิต เป็นอีกหนึ่งหนทางที่สามารถเพิ่มเครดิตให้กับเราได้ เช่น ในกรณีกู้ยืมผ่อนบ้าน หากเรามีประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ก็จะทำให้สถาบันการเงินอนุมัติเงินกู้เราได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าหากเกิดกรณีร้ายแรงชนิดเสียชีวิตขึ้น บริษัทประกันก็จะเป็นผู้ชำระหนี้ที่เหลือให้ ทำให้ภาระหนี้ไม่ตกไปอยู่กับคนข้างหลังเรานั่นเอง

 

9. วิธีใหม่ของการแสดงความรัก

หลายคนชอบคิดว่าการทำประกันให้ผู้อื่น หรือมอบของขวัญให้ผู้อื่นในรูปแบบของประกัน เป็นเหมือนการแช่งให้เจ็บปวด หรือเสียชีวิต แต่ทว่าความเป็นจริงแล้ว การที่มีคนทำประกันชีวิตให้เรา มีแต่ได้กับได้ ตังค์ก็ไม่ต้องเสีย แถมหากเกิดกรณีที่คาดไม่ถึงจริง ๆ ก็สามารถหยิบเอามาใช้ได้จริง ดีกว่าดอกกุหลาบ หรือช็อคโกแลตเสียอีก อาจเรียกได้ว่า การทำประกันชีวิตให้แก่กันเป็นเสมือนหนทางใหม่ในการแสดงความรัก หรือความรับผิดชอบต่อบุคคลที่เราห่วงใยเลยก็ได้นะ

 

10. ปลอดภัยกว่าการลงทุนหุ้น

แม้การทำประกันชีวิตจะไม่ได้เห็นผลกำไรชนิดชั่วข้ามคืน แต่ที่แน่นอนเลยก็คือ การลงทุนไปกับประกันมีความเสี่ยงต่ำกว่าการเล่นหุ้นอย่างแน่นอน อย่างน้อยถ้าหากทำควบคู่กันไป ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงจากการเล่นหุ้นได้

 

เห็นไหมล่ะ ว่าประกันชีวิตสำคัญแค่ไหน อุบัติเหตุ หรือเรื่องที่คาดไม่ถึง เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่มันคงจะไม่เรียกว่าคาดไม่ถึงถ้าเรารู้ว่ามันจะเกิดขึ้น ดังนั้น การป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเพื่อตัวคุณเอง หรือเพื่อคนรอบข้างก็ตาม

 

ขอบคุณข้อมูลจาก:  https://finance.rabbit.co.th/blog/why-you-should-do-life-insurance
ภาพประกอบ: https://moneyhub.in.th/


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก