ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

ขิง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale Rsc. จัดอยู่ในวงศ์ Zingiberaceae ตามสรรพคุณยาไทย สามารถใช้รักษาโรคท้องอืดได้ เนื่องจากมีน้ำมันหอมระเหยที่ประกอบด้วยสารเคมีต่าง ๆ คือ Citral, methol, bomeol, zingiberine, fenchone, 6-shogoal และ 6-gingerol มีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมัน แก้ลมจุกเสียด นอกจากนี้ สารที่มีรสเผ็ด ได้แก่ 6-shogoal และ 6-gingerol ทำให้ลำไส้เพิ่มการเคลื่อนไหว จึงบรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง

 

วิธีการใช้

ให้นำเหง้าขิงสดขนาดเท่าหัวแม่มือ (ประมาณ 5 กรัม) ทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่ม แต่มีข้อควรระวัง คือ การได้รับน้ำสกัดจากขิงที่เข้มข้นมาก ๆ จะให้ผลตรงข้าม คือ จะไประงับการบีบตัวของลำไส้จนทำให้ลำไส้หยุดการบีบตัว ดังนั้น การดื่มน้ำขิงไม่ควรให้ความเข้มข้นมากเกินไป เพราะจะทำให้ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ สำหรับโรคท้องอืดนั้น สาเหตุเกิดมาจาก

  1. ระบบการย่อยอาหารทำงานไม่ปกติ อาหารจึงไม่ย่อย หรือรับประทานอาหารมากเกินความต้องการ เคี้ยวไม่ละเอียด มีปัญหาในช่องปาก อาหารย่อยยาก ทำให้เกิดลมในท้องมาก
  2. ท้องผูก เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง เนื่องจากการที่มีก้อนอุจจาระแข็งอุดตันอยู่ในลำไส้ใหญ่
  3. แบคทีเรียในลำไส้มีมากเกินไป ปกติลำไส้จะมีแบคทีเรียทั้งดีและไม่ดีอาศัยอยู่ แต่ถ้าแบคทีเรียไม่ดีอาศัยอยู่มาก เช่น อีโคไล หรือคลอสตริเดียมมีมากเกินไป จะทำให้การสร้างแก๊ส ทำให้ท้องอืด มักพบในผู้ที่นิยมบริโภคเนื้อ นม ไข่ มากเกินไป
  4. ความเครียด เมื่อเกิดอาการเครียดระบบการทำงานของซิมปาเทติก และพาราซิมปาเทติก จะไม่มีความสมดุลกัน จึงเกิดการหลั่งน้ำย่อยออกมาน้อยลง และบางครั้งลำไส้ก็เคลื่อนไหวน้อย ทำให้ลมถูกกักอยู่ในท้อง กรณีนี้มักพบในคนทำงานที่ต้องใช้สมอง และนั่งอยู่กับโต๊ะนาน ๆ
  5. การใส่สเตย์รัดหน้าท้อง หรือใส่เสื้อผ้ารัดรูปเกินไป เป็นการเอาสิ่งของไปกดหน้าท้อง ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวไม่ได้ตามธรรมชาติ

 

วิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง

  1. รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง รสจัด เคี้ยวอาหารให้ละเอียด
  2. ออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ
  3. รับประทานสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับลม เช่น กะเพรา กระเทียม ชะพลู ดีปลี กานพลู ว่านน้ำ จันทน์เทศ พริกไทย ข่า

นอกเหนือจากการรักษาอาการท้องอืดได้แล้ว ขิงยังสามารถรักษาอาการไอ มีเสมหะได้ โดยการใช้เหง้าขิงแก่ผสมกับน้ำมะนาว หรือเหง้าขิงสดตำผสมน้ำเล็กน้อย คั้นเอาน้ำผสมเกลือนิดหน่อย ใช้กวาดคอ หรือจิบบ่อย ๆ และยังมีการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดของขิงป้องกันการคลื่นไส้อาเจียน เมารถ เมาเรือได้ดี จึงจะมีการพัฒนาเป็นยาแก้คลื่นไส้อาเจียนของหญิงมีครรภ์

 

ภาพประกอบจาก: www.lovepik.com


-มีประโยชน์อย่างไรต่อสุขภาพ.jpg

กระเจี๊ยบแดง (Hibiscus sabdariffa L.) เป็นพืชสมุนไพรที่เป็นได้ทั้งอาหาร และมีสรรพคุณทางยา ดังนี้

  1. ทางด้านคุณค่าทางโภชนาการนั้น กลีบเลี้ยง และกลีบรองดอก มีสารชื่อว่า “แอนโธโซยานิน” (Anthocyanin) จึงทำให้มีสีม่วงแดง ประกอบด้วยวิตามินซีสูง มีกรดซิตริก มัลลิก ธาตุแคลเซียม วิตามินเอ และอื่น ๆ ใบ มีวิตามินเอสูง มีแคลเซียม มีฟอสฟอรัส และอื่น ๆ ส่วนกรรมวิธีในการนำไปปรุงเป็นอาหารนั้นใบอ่อน ยอดอ่อนนำไปใส่ในแกงส้ม หรือต้มส้ม เพื่อเพิ่มรสเปรี้ยวในอาหาร กลีบเลี้ยง และกลีบรองดอก นำไปทำเป็นน้ำสมุนไพร แยม และเยลลี่ได้
  2. ทางด้านสรรพคุณทางยานั้น ยอด และใบ ช่วยย่อยอาหาร ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ เป็นยาบำรุงธาตุ และยาระบาย กลีบเลี้ยงทำให้สดชื่น ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ แก้นิ่ว แก้กระหายน้ำ เมล็ด ลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด บำรุงธาตุ ขับน้ำดี แก้ปัสสาวะขัดและเจ็บ นอกจากนั้น ยอด และใบสามารถใช้เป็นยาภายนอกได้ คือ ตำพอกฝี ต้มน้ำชะล้างแผล ตำให้ละเอียดนำมาประคบฝี

 

กระเจี๊ยบแดงกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

  1. ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ผลการศึกษาพบว่า น้ำชงกระเจี๊ยบไม่มีผลในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียในระบบขับถ่ายปัสสาวะ
  2. การทดลองทางคลินิกใช้ขับปัสสาวะ พบว่า เมื่อให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสกัดกระเจี๊ยบแดง มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ และมีผลช่วยฆ่าเชื้อในทางเดินปัสสาวะด้วย
  3. การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่า สามารถลดไขมัน ลดไตรกลีเซอไรด์ในหนูได้ นอกจากนี้ยังพบว่า สารสกัดด้วยน้ำของกลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบ เมื่อฉีดเข้าเส้นแมวแล้ว มีฤทธิ์ลดความดัน

ส่วนน้ำต้ม จากการทดลองให้คนกิน สามารถขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิตสูง ลดการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ ภายหลังการผ่าตัดผู้สูงอายุที่เป็นนิ่วในไต ส่วนสารสกัดจากกลีบดอกของกระเจี๊ยบ ช่วยระบาย ลดอาการบวม ยับยั้งการสร้างอะฟลาท๊อกซิน ปกป้องไม่ให้ตับถูกทำลาย นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อสตรีวัยทอง ส่วนความเป็นพิษนั้น พบว่า การที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่งนั้น ต้องกินน้ำสกัดกระเจี๊ยบ 129.1 กรัมต่อน้ำหนักหนูหนึ่งกิโลกรัม คือ ถ้าเปรียบเทียบกับให้คนกินแล้ว คนหนักประมาณ 60 กิโลกรัมจะต้องกินกระเจี๊ยบประมาณ 7.8 กิโลกรัม

 

คำแนะนำ

กระเจี๊ยบแดงมีเกลือโพแตสเซียมมาก จึงต้องระวังในการใช้กับคนไข้โรคหัวใจ


-และมีประโยชน์อะไรบ้าง.jpg

มะนาว (Lemon) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus aurantifolia Swing. มีสารสำคัญได้แก่ ผิวของผลมีน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil) ประกอบด้วย Citral, Imonnene, linadol, linalylacetate cymene, terpineol

 

มะนาวมี Citric acid และวิตามินซีในใบม้ำมันหอมระเหยจำพวก coumarin, isopimpinellin และยังประกอบด้วยสารอาหารต่าง ๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต วิตามินซี วิตามินบี 1, 2 และ 4

 

มะนาวจึงสามารถใช้รักษาอาการเบื้องต้นของโรคต่าง ๆ ได้ เช่น

  1. โรคลักปิดลักเปิด น้ำมะนาวมีวิตามินซีสูงมาก จึงมีฤทธิ์รักษาโรคลักปิดลักเปิด โดยการดื่มน้ำมะนาวเป็นประจำ
  2. อาการไอ เจ็บคอ เสียงแหบแห้ง ใช้น้ำมะนาวผสมเกลือเล็กน้อย กรดที่มีในน้ำมะนาวจะช่วยกระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมา ทำให้เกิดการชุ่มคอ และลดการระคายคอ
  3. แก้ปวดท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ โดยใช้เปลือกมะนาวคลึงให้น้ำมันออก แล้วชงน้ำดื่ม น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกจะช่วยแก้อาการปวดท้อง และท้องอืดท้องเฟ้อได้
  4. บรรเทาการปวดศีรษะ โดยการนำปูนแดงทาบนมะนาวที่ฝานผ่าครึ่ง แล้วปิดบริเวณขมับ จะบรรเทาอาการปวดศีรษะได้
  5. แก้ก้างปลาติดคอ โดยบีบน้ำมะนาวลงคอ กรดในน้ำมะนาวจะทำให้ก้างปลาอ่อนลง และหลุดได้
  6. แก้หัวโน นำน้ำมะนาวผสมดินสอพองพอกบริเวณที่โน จะทำให้เย็นและยุบตัวเร็ว

 

ประโยชน์อื่น ๆ ของมะนาว

มะนาวนอกจากจะช่วยรักษาอาการเบื้องต้นของโรคต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีประโยชน์อีก เช่น น้ำมะนาวสามารถนำมาปรุงแต่งอาหารให้มีรสเปรี้ยว และดับกลิ่นคาว เช่น ใส่ในน้ำพริกกะปิ ต้มยำ อาหารประเภทยำ ลาบ ส้มตำ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังใช้ทำน้ำมะนาวคั้น บ๊วยรสมะนาว มะนาวแช่อิ่ม มะนาวดอง รับประทานเป็นขนมหรือของว่างได้ ส่วนประโยชน์ในด้านความงามนั้น นำน้ำมะนาวผสมกับดินสอพอง ขมิ้นชันผง พอกหน้าลดการอักเสบของสิวได้ดี หรือเปลือกมะนาวที่เหลือนำมาถูตามข้อศอก หัวเข่า ซอกเล็บ และส้นเท้า จะช่วยลดการด้าน และส้นเท้าแตกได้

การจะใช้น้ำมะนาวให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น มีข้อแนะนำว่า วิตามินซีในน้ำมะนาวจะสลายตัวง่ายในความร้อน จึงควรที่จะปรุงน้ำมะนาวเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการประกอบอาหาร


-ใช้รักษาโรคแก้ไอได้จริงหรือไม่.jpg

มะขามป้อม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus emblica L. จัดอยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae เป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ตามตำรา แพทย์พื้นบ้าน โดยนำผลแก่สด 2 – 3 ผล มาโขลกพอแหลก ผสมเกลือเล็กน้อย อมหรือเคี้ยวรับประทานวันละ 3 – 4 ครั้ง ใช้รักษาอาการไอ ละลายเสมหะ เนื่องจากผลของมะขามป้อมมีรสเปรี้ยวอมฝาด แต่เมื่อรับประทานได้สักครู่ จะมีรสหวานชุ่มคอ

 

ตามสรรพคุณยาโบราณ พบว่า ช่วยบำรุงเนื้อหนังให้บริบูรณ์ กัดเสมหะในคอ แก้พรรดึก แก้ไข้เจือลม แก้ไอ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย เมื่อนำมาใช้เป็นยาตำรับร่วมกับสมอไทย สมอพิเภก เรียกว่า มหาพิกัดตรีผลา ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย และแก้ตรีโทษ คือ โทษที่เกิดจาก ปิตตะ (ดี) วาตะ (ลม) และเสมหะ คือ ลูกสมอพิเภก แก้ปิตตะและคุมธาตุไฟ ลูกสมอไทยแก้วาตะและคุมธาตุลม ส่วนลูกมะขามป้อม แก้เสมหะและคุมธาตุดินและน้ำ ซึ่งเป็นธาตุที่ก่อให้เกิดการมีเสมหะ นอกจากนั้น มะขามป้อมยังสามารถใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้ เพราะมีวิตามินซีสูงมาก

 

รายงานผลการศึกษาวิจัย

มีรายงานการวิจัยทางคลินิกว่าได้ใช้กับผู้ป่วย 20 คน โดยนำผลแห้งที่ผ่าเอาเมล็ดออกประมาณ 3 กรัม มาผสมกับนม ปั่นให้เหลวเหมือนเนย ให้ผู้ป่วยรับประทานวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ พบว่า ผู้ป่วยอาการดีขึ้น 17 คน คิดเป็น 85%

จากการรายงานผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบว่า มะขามป้อม สามารถต้านผิวหนัง ลดการอักเสบ และแก้สิวได้ จึงมีผู้ประกอบการนำเนื้อมะขามป้อมไปสกัดเพื่อนำสารสกัดที่ได้มาผสมในเครื่องสำอาง

 

ภาพประกอบจาก: en.wikipedia.org


.jpg

ว่านหางจระเข้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aloe vera (L.) Burm.f. จัดอยู่ในวงศ์ Asphodelaceae นอกจากจะใช้เป็นสมุนไพรรักษาอาการภายนอกต่าง ๆ เช่น ดับพิษร้อนจากการโดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวกแล้ว ว่านหางจระเข้สามารถรับประทานได้ แต่การรับประทานว่านหางจระเข้นั้นต้องรู้จักกรรมวิธีในการทำ เพราะว่านหางจระเข้มียางสีเหลืองบริเวณเปลือก จะมีสาร Anthraquinone มีฤทธิ์ขับถ่าย เวลาจะรับประทานจึงต้องล้างยางสีเหลืองออกให้หมด

 

การรับประทานว่านหางจระเข้

สามารถรับประทานได้ทั้งแบบสดและนำไปแปรรูป เช่น

  1. การรับประทานเพื่อลดการอักเสบของกระเพาะอาหาร ให้รับประทานวุ้นจากใบสดที่ล้างยางออกจนสะอาดแล้ว ประมาณ 3 – 4 เซนติเมตร ก่อนอาหารเช้า – เย็น ทุกวันจนอาการดีขึ้น หรือหาย จึงหยุดรับประทาน
  2. การรับประทานเป็นขนมหวาน ให้นำวุ้นจากใบสดล้างยางออกให้หมด หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า หรือเป็นเส้น ๆ ตามต้องการ ต้มน้ำเชื่อมเมื่อเดือดใส่วุ้นว่านหางจระเข้ลงไป ต้มต่อไปประมาณ 5 – 7 นาทียกลง ปล่อยไว้ให้เย็น รับประทานกับน้ำแข็ง มีฤทธิ์ลดความร้อนในร่างกาย ลดคอเลสเตอรอล

นอกจากการรับประทานแล้ว ว่านหางจระเข้ยังมีผู้นิยมนำมาทำเป็นเครื่องสำอาง เพราะว่านหางจระเข้มีสรรพคุณบำรุงผิว ป้องกันสิว ฝ้า รักษาสิว โดยใช้สารสกัดจากว่านหางจระเข้ผสมลงไป หรืออาจทำเองง่าย ๆ โดยการล้างทำความสะอาดวุ้นให้ยางสีเหลืองออกให้หมด แล้วหั่นชิ้นบาง ๆ พอกหน้า หรือคั้นน้ำแล้วทาทั่วหน้า ทิ้งไว้ประมาณ  15 นาที แล้วล้างออก จะรักษาสิว ทำให้หน้าไม่มัน บำรุงผิวหน้า ป้องกันแสงแดดได้เป็นอย่างดี จึงมีผู้นำวุ้นจากว่านหางจระเข้ผสมกับไข่แดง และน้ำมันมะกอก อัตราส่วน 1:1:1 ใส่น้ำเล็กน้อยปั่นให้เข้ากันนำไปหมักผม ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วล้างออก สัปดาห์ละครั้ง จะรักษาอาการผมเสีย แตกปลาย

 

ข้อควรระวัง

  1. ก่อนใช้ว่านหางจระเข้ ทดสอบดูว่าแพ้หรือไม่ โดยเอาวุ้นทาบริเวณท้องแขนด้านในถ้าผิวไม่คันหรือแดงก็ใช้ได้
  2. ควรล้างยางสีเหลืองที่อาจติดมากับวุ้นออกให้หมด เพราะจะเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังได้

 

ภาพประกอบจาก: www.pixabay.com


-ใช้สมุนไพรอะไรไดบ้าง.jpg

ก่อนที่จะหาสมุนไพรมารับประทานเพื่อลดความอ้วน ควรมารู้จักโรคอ้วนก่อนว่า หมายถึงอะไรและเกิดจากอะไร

 

โรคอ้วน หมายถึง สภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมากเกินไป โดยการวัดจากดรรชนีมวลรวมของร่างกาย (Body Mass Index) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า BMI

 

ส่วนสาเหตุของโรคอ้วน นั้นเกิดมาจาก

  1. พฤติกรรมการรับประทานอาหารตามใจปากมากเกินไป เกินความต้องการของร่างกาย จึงถูกสะสมไว้ในร่างกาย เมื่อมีมากเกินไปก็จะกลายเป็นไขมันพอกพูนตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  2. ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมใต้สมอง ต่อมไธรอยด์ และกระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกาย คือ อัตราความสามารถในการใช้พลังงาน และเผาผลาญของร่างกายจะค่อย ๆ ลดลงตามอายุ
  3. กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อและแม่อ้วน ลูกมีโอกาสอ้วนถึง 80% แต่ถ้าคนใดคนหนึ่งอ้วน ลูกมีโอกาสอ้วนถึง 40%
  4. เพศ เพศหญิงมีโอกาสอ้วนได้ง่ายกว่าเพศชาย โดยธรรมชาติเพศหญิงมักรับประทานได้ตลอดเวลา อีกทั้งต้องตั้งครรภ์ ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากรับประทานอาหารเพื่อบำรุงร่างกายและทารกในครรภ์ หลังคลอดแล้วไม่สามารถลดน้ำหนักลงได้
  5. อายุ เมื่อมีอายุมากขึ้นก็มีโอกาสอ้วนง่ายขึ้นทางเพศชายและหญิง ซึ่งเนื่องมาจากการใช้พลังงานน้อยลง
  6. ยา ผู้ป่วยบางโรค จะได้รับสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ก็ทำให้อ้วนได้ หรือในเพศหญิงที่ฉีดยา หรือรับประทานยาคุมกำเนิดก็ทำให้อ้วนได้เช่นกัน (อ้างอิง : www.thailabonline.com)

ดังนั้น การที่จะลดความอ้วนให้ได้ผลดี ก็ต้องปรับพฤติกรรมและหลีกเลี่ยงสาเหตุต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนการใช้สมุนไพรเพื่อลดความอ้วนนั้น ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อนว่าไม่มียาสมุนไพรตัวใดช่วยลดความอ้วนโดยตรง แต่ช่วยลดปัจจัยที่ทำให้อ้วนได้ อย่างเช่น สมุนไพรบุก เม็ดแมงลัก ซึ่งจะมีกากใยและพองตัวในกระเพาะ ทำให้รู้สึกอิ่ม โดยไม่ต้องรับประทานอาหารมากนัก หรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ระบาย เช่น มะขามแขก ชุมเห็ดเทศ จะช่วยลดการดูดซึมโมเลกุลของไขมันเข้าสู่ผนังลำไส้ คือ ช่วยระบายไขมันออกมาพร้อมกับอุจจาระ โดยทั่วไปคนอ้วนมักจะท้องผูก เนื่องจากกินอาหารจำพวกเนื้อ ไขมัน เนย แป้ง ซึ่งเป็นอาหารไม่มีกากใยขณะเดียวกันโมเลกุลของไขมัน โปรตีน น้ำตาล ก็ถูกดูดซึม เข้าสู่ร่างกายผ่านทางผนังลำไส้เป็นจำนวนมาก ไม่ถูกขับถ่ายมาพร้อมกับกากใย เมื่อมีแต่เข้าไม่มีออกแบบนี้จึงทำให้อ้วนได้

 

ภาพประกอบจาก: www.lovepik.com


.jpg

เหงือกปลาหมอ เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งจัดอยู่ในวงศ์ Acanthaceae พบในประเทศไทยมี 3 ชนิด คือ

  1. เหงือกปลาหมอดอกขาว (Acanthus ebracteatus Vahl)
  2. เหงือกปลาหมอดอกม่วง (Acanthus ilicifolius L.)
  3. เหงือกปลาหมอเครือ (Acanthus volubilis Vahl)

 

ตามตำราแพทย์แผนโบราณแล้วมักนิยมใช้เหงือกปลาหมอดอกขาว (Acanthus ebracteatus Vahl)

ซึ่งมีสรรพคุณดังนี้

  1. ลูกและเมล็ด รสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณ ขับโลหิตระดู และขับโลหิต แก้ฝี ขับพยาธิ
  2. ทั้งต้น รสเค็มกร่อย มีสรรพคุณ แก้พิษฝีดาษ ฝีภายใน แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย ต้มอาบแก้พิษไข้หัว แก้ผื่นคัน ตำพอกปิดหัวฝี แผลเรื้อรัง เป็นยาอายุวัฒนะ
  3. ใบ รสเค็ม แก้โรคผิวหนังผื่นคัน แก้ประดง แก้ฝีภายในและภายนอก
  4. ทั้ง 5 ส่วน เป็นยาแก้ไข้หัว พิษฝี พิษกาฬ

 

ในอินเดีย

ใช้ยอดและใบอ่อนผสมน้ำเล็กน้อย ปิดแผลที่ถูกงูกัด ทั้งต้นใช้แก้โรคเกี่ยวกับหลอดลม และแก้ไอ นำมาต้มใช้เป็นยารักษาโรคธาตุพิการ

 

ในสิงคโปร์

ใช้เมล็ดเป็นยาแก้ไอ โดยต้มกับดอกมะเฟือง หรือดอกตะลิงปลิง เติมเปลือกอบเชย และน้ำตาลกรวด จิบแก้ไอ เมล็ดบดเป็นผงใช้พอกแก้ฝี หรือนำไปคั่วแล้วบดละลายน้ำกินแก้ฝี ฝักต้มรับประทาน เป็นยาขับโลหิต และแก้ฝี รากต้มเป็นยาดื่มแก้โรคงูสวัด

 

ภาพประกอบจาก: en.wikipedia.org


-ใช้สมุนไพรอะไรรักษาได้บ้าง.jpg

โลหิตจาง หรือเลือดน้อย คือการที่เม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติทางการแพทย์จะหมายถึงการที่ระดับค่าฮีโมโกลบินในเลือดต่ำกว่า 13 กรัม/เดซิลิตรในผู้ชาย หรือ 12 กรัม/เดซิลิตรในผู้หญิง ถ้าคิดเป็นค่าฮีมาโตคริต คือความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงต่ำกว่า 39 และ 36% ในผู้ชายและผู้หญิงตามลำดับ

 

สาเหตุของโลหิตจาง

  1. เกิดจากความสูญเสียเลือด
    • บางครั้งมีเลือดออกจากทางเดินอาหาร ซึ่งจะสังเกตจากการถ่ายอุจจาระมีเลือดปนหรือถ่ายดำ แต่ถ้าออกครั้งละน้อย ๆ แต่ออกบ่อยอาจไม่เห็นว่าอุจจาระมีเลือดปนหรือถ่ายดำ แต่จะมีโลหิตจางได้ โรคที่ทำให้ถ่ายมีเลือดปนที่พบบ่อยได้แก่ โรคกระเพาะอาหาร โรคริดสีดวงทวาร โรคหลอดเลือดโป่งพอง โรคมะเร็งลำไส้ เป็นต้น
    • เสียเลือดจากการมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ถ้าถึงวัยหมดประจำเดือนแล้วมีเลือดออกทางช่องคลอด ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที อาจเกิดจากการเป็นมะเร็งได้
  2. ซีดจากการขาดสารอาหาร ผู้เป็นโรคโลหิตจางบางรายอาจรับประทานอาหารม่ครบ 5 หมู่ทำให้โลหิตจางได้
  3. ซีดจากโรคเรื้อรัง เช่น ไตวาย โรคตับ ข้ออักเสบ ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดได้น้อย
  4. โรคอื่น ๆ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคไขกระดูกเสื่อม หรือธาลัสซีเมีย

 

ชนิดของโลหิตจาง

  1. ขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia) ซึ่งพบมากที่สุดเกิดจากร่างกายขาดธาตุเหล็ก ทำให้ไม่เพียงพอในการสร้างฮีโมโกลบินอาจเกิดจากการรับประทานอาหารไม่เพียงพอ มีโรคลำไส้หรือเสียเลือดซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการมีประจำเดือนมากหรือการเสียโลหิตเรื้อรังจากสาเหตุอื่น
  2. ชนิดไขกระดูกบกพร่องหรืออะพลาสติก (Aplastic Anemia) เกิดเมื่อไขกระดูกไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดบางชนิดได้เพียงพอ เช่น เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือด
  3. ชนิดขาดกรดโฟลิก (Folic acid Deficiency Anemia) มักเป็นผลจากการขาดวิตามินบี ซึ่งจำเป็นในการสร้างฮีโมโกลบิน ภาวะโลหิตจางชนิดนี้พบบ่อยในผู้ที่เป็นพิษสุราเรื้อรัง
  4. ชนิดขาดวิตามินบี หรือเพอร์นิเซีส (Pernicious Anemia) เกิดจากการขาดวิตามินบี 12 เนื่องจากกระเพาะอาหารไม่สามารถสร้างสารที่จำเป็นในการดูดซึมวิตามินเข้าสู่กระแสเลือด

 

การรักษา

การรักษาผู้เป็นโลหิตจางในแต่ละชนิด มีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน จึงควรได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทาง หรือถ้ามีอาการไม่มากก็จะเป็นการดูแลตนเองโดยการรับประทานผักต่าง ๆ ที่มีสีเขียวหรือตับ จะเป็นการเพิ่มธาตุเหล็ก เพราะฉะนั้นการเป็นโลหิตจางยังไม่มีสมุนไพรชนิดใดที่มีข้อมูลทางการวิจัยยืนยันว่าสามารถรักษาโลหิตจางได้

 

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-มีสรรพคุณและประโยชน์อย่างไร.jpg

บัวบก เป็นสมุนไพรในเขตร้อนชื้นทั่วไป เป็นผักพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักกันดี นิยมใช้เป็นผักแกล้มลาบ ส้มตำ ซุปหน่อไม้ กินกับน้ำพริก หรือกินกับหมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย และเป็นที่รู้กันดีว่าน้ำใบบัวบกมีสรรพคุณแก้ช้ำใน คนจีนเชื่อว่าน้ำใบบัวบกเป็นยาแก้ช้ำใน ช่วยลดการกระหายน้ำ บำรุงกำลัง ในตำรายาไทยกล่าวว่า บัวบกมีรสเฝื่อน ขม เย็น แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ ขับลมเสีย

 

ส่วนในคัมภีร์อายุรเวทของอินเดีย บันทึกไว้ว่า บัวบกมีกลิ่นฉุนรสขม อมหวาน ย่อยได้ง่าย เป็นยาเย็น ยาระบาย ยาบำรุง ช่วยฟื้นฟูสภาพ บำรุงเสียง ช่วยให้ความจำดีขึ้น เป็นยาเจริญอาหาร แก้ไข้ แก้อักเสบ ผิวหนังเป็นด่างขาว โลหิตจาง มีหนองออกจากปัสสาวะ หลอดลมอักเสบ น้ำดีในร่างกายมากเกินไป ม้ามโต หืด กระหายน้ำ แก้โรคเกี่ยวกับเลือด และโรคที่สมุฏฐานเกี่ยวกับเสมหะ

ปัจจุบันใบบัวบกเป็นสมุนไพรยอดนิยมของชาวตะวันตก มีประสิทธิภาพการผ่อนคลาย และช่วยเพิ่มความทรงจำได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัช พบว่า ใบบัวบกจะให้สารไกลโคไซด์ (Glycosides) หลายชนิด ที่ให้ผลต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน มีผลในการลดความเสื่อมของเซลล์ของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้ นอกจากนี้ สารไกลโคไซด์จากใบบัวบกยังส่งผลให้เกิดการสร้างสารคอลลาเจน (Collagen) ที่เป็นโครงสร้างของผิวหนัง จึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการกระตุ้นให้แผลสมานเร็วขึ้น

 

จากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

ยังพบว่า สารสกัดจากบัวบกช่วยป้องกันการติดเชื้อของแผล โดยมีข้อมูลสนับสนุนว่าน่าจะป้องกัน และลดรอยแผลเป็นได้ ในทางเครื่องสำอางถือว่าบัวบกเป็น magic herb หรือสมุนไพรมหัศจรรย์ทีเดียว เพราะมีสรรพคุณเย็น ให้พลังงานแก่เซลล์ (Bio-energizing) กระตุ้นการสร้าง collagen และ elastin อันจะช่วยรักษาแผล และรอยเหี่ยวย่น ลดการอักเสบ และเชื่อว่าน้ำคั้นจากใบบัวบกช่วยลดอาการหน้ามันได้ด้วย แม้แต่อาการที่ผิวหนังมีอาการบวมแดงเป็นปื้น (orange peel-like) น้ำคั้นจากใบบัวบกก็ใช้ได้เช่นกัน ทั้งยังมีรายงานว่าสารสกัด 50% เอทานอล มีฤทธิ์กระตุ้นการงอกของผมในคนศีรษะล้าน

 

สรรพคุณทางยาของบัวบกก็มีไม่น้อย

โดยเฉพาะเรื่องของการช้ำใน คือ การที่ตกจากที่สูง ถูกกระแทก เชื่อว่าเกิดจากฤทธิ์ของการลดการอักเสบ และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้มากขึ้น จึงทำให้อาการดังกล่าวดีขึ้น วิธีใช้ คือ คั้นเอาแต่น้ำกินและตำพอกบริเวณที่เป็น และกินไปเรื่อย ๆ จนกว่าแผลจะหาย

 

คนไทยใช้บัวบกเป็นยาอายุวัฒนะ

โดยแก้ปัญหาเรื่องมีฤทธิ์เย็นของบัวบกด้วยการผสมพริกไทย โดยใช้ผงใบบัวบก 2 ส่วนผสมกับพริกไทย 1 ส่วน ละลายน้ำร้อนกินก่อนนอน ครั้งละครึ่งช้อนชา โดยกล่าวว่า “กิน 1 เดือน โรคร้ายหายสิ้นมีปัญญา กิน 2 เดือน บริบูรณ์น่ารักมีเสน่ห์ กิน 3 เดือนริดสีดวงสิบจำพวกหายสิ้น กิน 4 เดือนลมสิบจำพวกหายหมด กิน 5 เดือนโรคร้ายในกายทุเลา กิน 6 เดือน ไม่รู้จักเมื่อยขบ กิน 7 เดือนผิวกายจะสวยงาม กิน 8 เดือน ร่างกายสมบูรณ์ เสียงเพราะ”


-รักษาโรคใดได้บ้าง.jpg

สบู่ดำ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Jatropha Curcas Linn. จัดอยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae เป็นพืชน้ำมันชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมเพื่อใช้เป็นน้ำมันทดแทน และอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สบู่ดำสามารถนำมาใช้ปลูกเป็นแนวรั้ว เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงเข้าทำลายผลผลิต เนื่องจากมีสารพิษ Hydrocyanic ซึ่งมีกลิ่นเหม็นเขียว

 

ตามตำราแพทย์แผนโบราณสบู่ดำมีสรรพคุณดังนี้

  1. ยางจากก้านใบ ใช้ป้ายรักษาโรคปากนกกระจอก ห้ามเลือด แก้ปวดฟัน แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว
  2. ลำต้น แก้ซางตานขโมย แช่น้ำอาบแก้โรคพุพอง

 

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

  1. ใบ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อและฆ่าพยาธิโดยยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียกลุ่ม Taphylococcus, Bacilius และ Mcrococous
    ยาง (sap) มีความเข้มข้น 50% และ 100% สามารถฆ่าไข่พยาธิไส้เดือน และพยาธิปากขอ และยับยั้งการเจริญของลูกน้ำยุง และยางจะมีความเป็นพิษสูงมากต่อหนูถีบจักร เมื่อเข้าทางปาก หรือฉีดเข้าช่องท้อง 
  2. กิ่งก้าน พบว่า มีฤทธิ์ยับยั้ง Cytopathic effect ของเชื้อ HIV โดยมีพิษต่ำ (จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการ)
  3. ผล ทดสอบกับปลาคาร์ฟ พบว่า พิษของ phorbol ester ทำให้ปลาเจริญเติบโตช้าลง มีมูกในอุจจาระและไม่กินอาหาร แต่ถ้าหยุดให้ phorbol ester ปลาจะกลับมาเจริญเป็นปกติ ได้ทดสอบกับตัวอ่อน ในครรภ์ของหนู พบว่า ผลสบู่ดำทำให้หนูแท้งได้
  4. เมล็ด สารพิษในเมล็ด คือ curcin มีฤทธิ์ต่อสัตว์หลายชนิดและมนุษย์
  5. ราก ฤทธิ์ต้านอักเสบ ผงรากเมื่อทาบนใบหูของหนูถีบจักรจะช่วยต้านอักเสบ จากการถูกสาร TPA ได้ และสารสกัดด้วยเมธานอลของผงราก เมื่อให้ทางปากจะต้านอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ได้รับสาร carrageenan
  6. ยางสบู่ดำ ทำให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น (พบในคน) แต่ถ้าเจือจางมาก ๆ จะทำให้เลือดไม่แข็งตัว
  7. ไม่ระบุส่วน ฤทธิ์ต้านการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการ พบว่า สบู่ดำมีฤทธิ์ในการลดการแพร่กระจาย เคลื่อนที่ และการหลั่งสาร เอนไซม์ matrix metallo ของเซลล์

 

ภาพประกอบจาก: www.pixabay.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก