ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-ใช้สมุนไพรอะไรรักษาได้บ้าง.jpg

การไอ ช่วยขับสิ่งแปลกปลอมที่มากระตุ้นทางเดินหายใจ เช่น ควัน ฝุ่นละออง เสมหะ ออกจากทางเดินหายใจ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการไอชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น การไอติดต่อกันเป็นเวลานานจนเรื้อรัง เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น หวัดจากการแพ้ หลอดลมอักเสบ ไอกรน วัณโรค

 

การรักษาจึงต้องรักษาสาเหตุของการไออื่น ๆ เพื่อคู่ไปด้วย ยาแก้ไอที่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะอาการไอ เช่น หากไอแห้ง ๆ ต้องใช้ยากดอาการไอ ซึ่งสมุนไพรในกลุ่มนี้ที่สำคัญ คือ ฝิ่น แต่ถ้าไอมีเสมหะควรใช้ยาแก้ไอละลายเสมหะ ซึ่งสมุนไพรในกลุ่มนี้แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มย่อยตามสารสำคัญ คือ

  1. กลุ่มที่มีสาระสำคัญเป็นน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ เหง้าขิง หัวกระเทียม และผลดีปลี
  2. กลุ่มที่มีสาระสำคัญเป็นกรด ซึ่งมีรสเปรี้ยว ได้แก่ มะขามเปียก น้ำมะนาว ผลมะขามป้อม และเนื้อสับปะรด และ
  3. กลุ่มสมุนไพรอื่น ๆ ได้แก่ มะแว้งเครือ มะแว้งต้น และเพกา เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรพักผ่อนมาก ๆ งดบุหรี่ อาหารทอด น้ำเย็น และพยายามดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ หากอาการไม่ดีขึ้นใน 1 – 2 สัปดาห์ร่วมกับน้ำหนักลด หรือมีอาการรุนแรงขึ้นควรปรึกษาแพทย์

 

ตำรับยาแก้ไอสมุนไพรต่าง ๆ ตามตำราพื้นบ้าน

  • กระเทียม ใช้กระเทียมและขิงสดอย่างละเท่ากัน ต่ำละเอียดละลายกับน้ำอ้อยสด คั้นน้ำจิบแก้ไอขับเสมหะ หรือคั้นกระเทียมกับน้ำมะนาวเติมเกลือใช้จิบ หรือกวาดคอก็ได้
  • ขิง วิธีใช้ขิงเป็นยาแก้ไอมีอยู่หลายวิธี อาจใช้ต้มกับน้ำพอเดือด ชงด้วยน้ำเดือด หรือคั้นน้ำขิงโดยใช้กระสายยา คือ น้ำมะนาวก็ได้ ขนาดที่ใช้ตั้งแต่ 5 – 30 กรัม
  • ดีปลี ใช้ดีปลีประมาณครึ่งผล ตำละเอียดเติมน้ำมะนาวและเกลือเล็กน้อย กวาดคอ หรือจิบบ่อย ๆ
  • มะนาว ใช้น้ำมะนาว 1 ถ้วยชา ผสมน้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือเล็กน้อย ชงน้ำอุ่นดื่มบ่อย ๆ หรือน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำผึ้ง 4 ช้อนโต๊ะ จิบแก้ไอ
  • มะขาม ใช้มะขามเปียก 3 กรัม จิ้มเกลือรับประทาน หรือนำมะขามเปียกมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาล และเกลือเล็กน้อย
  • มะขามป้อม ใช้ผลสดตำคั้นน้ำดื่มหรือกัดเนื้อเคี้ยวอมบ่อย ๆ
  • มะแว้งเครือ/มะแว้งต้น ใช้ผลมะแว้งสด 5 – 6 ผล ล้างให้สะอาดเคี้ยวอมไว้ กลืนเฉพาะน้ำจนหมดรสขมแล้วคายกาก หรือจะกลืนทั้งน้ำและเนื้อก็ได้ หรือใช้ผลสด 5 – 10 ผล โขลกพอแตกคั้นเอาแต่น้ำ ใส่เกลือเล็กน้อยจิบบ่อย ๆ เวลาไอ
  • เพกา ใช้เมล็ดครั้งละครึ่งถึง 1 กำมือ (หนัก 1 1/2 – 3 กรัม) ใส่น้ำประมาณ 300 cc. ต้มไฟอ่อนพอเดือดประมาณ 1 ชั่วโมงรับประทานวันละ 3 ครั้ง

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-จะใช้สมุนไพรอะไรช่วยได้บ้าง.jpg

ท้องผูก เป็นอาการภาวะผิดปกติของการถ่ายอุจจาระ ซึ่งจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระน้อยผิดปกติ โดยทั่วไปน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ถือว่าผิดปกติ และอุจจาระเป็นก้อนแข็ง

 

สาเหตุ ที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก

  1. พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ไม่รับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผัก ผลไม้ หรือดื่มน้ำน้อย ไม่ออกกำลังกาย
  2. ผลจากการรับประทานยา เช่น ยาคลายเครียด ยาแก้โรคซึมเศร้า ยาแก้ความดันโลหิตสูง ยาลดกรด
  3. ภาวะที่ร่างกายมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน และโรคระบบประสาท นอกจากนี้ อาจเกิดจากการมีเนื้องอก หรือมะเร็ง เข้าไปอุดตันบริเวณลำไส้

เพราะฉะนั้น การรักษาอาการท้องผูกจึงต้องดูจากสาเหตุและอาการร่วมอื่น ๆ ด้วย เช่น ปวดท้องมากผิดปกติ ถ่ายเป็นมูกเลือด น้ำหนักลด ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด ถ้าเป็นไม่มาก และไม่ชอบรับประทานผัก ผลไม้ อาหารที่มีกากใย ให้ปรับปรุงพฤติกรรมการรับประทาน และดื่มน้ำมาก ๆ และออกกำลังกายให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหว เพื่อเป็นการบรรเทาอาการเบื้องต้น แต่ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือจะใช้สมุนไพรช่วย ก็มีสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการระบาย ดังนี้

  1. ขี้เหล็ก (Senna siamea (Lam.) Irwin & Barneby) ใช้ใบอ่อน ดอก และแก่นแห้ง ประมาณ 4 – 5 กำมือ น้ำหนัก 20 – 25 กรัม ใส่น้ำให้ท่วมตัวยา ต้มนาน 25 นาที ดื่มก่อนอาหารเช้า หรือก่อนนอน
    ข้อแนะนำ ให้ใช้ในขณะที่มีอาการท้องผูก ห้ามใช้เป็นประจำและห้ามใช้ในบุคคลที่กำลังตั้งครรภ์แก่
  2. ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) ใช้ใบตากแห้งคั่วจำนวน 12 – 15 ใบย่อย ต้มกับน้ำพอควร ดื่มครั้งเดียวก่อนอาหารตอนเช้า หรือใช้ช่อดอกสด 1 – 3 ช่อดอก ลวก จิ้มน้ำพริก
    ข้อแนะนำ ให้คั่วใบชุมเห็ดเทศทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน
  3. คูณ (Cassia fistula L) ใช้เนื้อในฝักแก่สีน้ำตาลดำ ประมาณ 2 หัวแม่มือ น้ำหนัก 4 – 5 กรัม ต้มกับน้ำ ใส่เกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอน หรือเช้ามืดก่อนรับประทานอาหาร
  4. มะขาม (Tamarindus indica L) เนื้อมะขามเปรี้ยว 70 – 150 กรัม ประมาณ 10 – 20 ฝัก จิ้มเกลือรับประทาน ดื่มน้ำตามมาก ๆ หรือใส่น้ำพอประมาณต้มเดือดใส่เกลือเล็กน้อย รินน้ำดื่ม
  5. มะขามแขก (Senna alexandrina Mill) ใช้ใบแห้ง 3 – 10 กรัม หรือฝัก 5 – 8 ฝัก ต้มกับน้ำดื่ม หรือบดเป็นผงชงด้วยน้ำเดือด รับประทานก่อนนอน หรือเช้ามืดก่อนอาหาร
    ข้อแนะนำ เพื่อป้องกันการเสาะท้องให้ใส่กระวาน 1 – 2 ผล หรือกานพลู ทุบพอแหลก 1 – 2 ดอก ลงไปด้วย สตรีมีประจำเดือน หรือกำลังตั้งครรภ์ห้ามใช้ ห้ามใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  6. แมงลัก (Ocimum americanum L) ใช้เม็ดแมงลัก 1 – 2 ช้อนชา เติมน้ำเมื่อพองเต็มที่ ดื่มก่อนรับประทานอาหาร

 

ภาพประกอบจาก: www.lovepik.com


.jpg

ยาหอมไทยมีการใช้กันมายาวนานมาก จะเห็นได้จากบันทึกตำราวัดโพธิ์ ซึ่งมีด้วยกันหลายตำรับ แต่ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ. 2542) เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ ได้จัดยาหอมเป็นยาสามัญประจำบ้านไว้ 4 ตำรับ ซึ่งแต่ละตำรับก็มีตัวยาสมุนไพรเป็นองค์ประกอบแตกต่างกัน ดังนี้

 

ยาหอมอินทจักร

ประกอบด้วย สะค้าน รากช้าพลู ขิง ดีปลี รากเจตมูลเพลิงแดง ลูกผักชีลา โกศสอ โกศเขมา โกศก้านพร้าว โกศเชียง โกศจุฬาลัมพา โกศกักกรา โกศน้ำเต้า โกศพุงปลา โกศกระดูก เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนเยาวพาณี จันทน์แดง จันทน์เทศ เถามวกแดง เถามวกขาว รากย่านาง เปลือกชะลูด อบเชย เปลือกสมุลแว้ง กฤษณา กระลำพัก บอระเพ็ด ลูกกระดอมกำยาน ขอนดอก ชะมดเช็ด ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู รากไคร้เครือ ลำพันแดง ดอกสารภี ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกจำปา ดอกกระดังงา ดอกมะลิ ดอกคำไทย ฝางเสน ดีงูเห่า ดีหมูป่า ดีวัว พิมเสน สิ่งละ 1 ส่วน มีสรรพคุณ แก้ลมบาดทะจิต แก้ลมจุกเสียด แก้คลื่นเหียนอาเจียน

 

ยาหอมนวโกฐ

ประกอบด้วย สะค้าน รากช้าพลู ขิง ดีปลี รากเจตมูลเพลิงแดง หนักสิ่งละ 3 ส่วน แห้วหมู โกศสอ โกศเขมา โกศก้านพร้าว โกศเชียง โกศจุฬาลัมพา โกศกักกรา โกศหัวบัว โกศพุงปลา โกศกระดูก โกศชฎามังสี เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนตาตั๊กแตน เทียนข้าวเปลือก เทียนเยาวพาณี เทียนสัตตบุษย์ เทียนเกล็ดหอย เทียนตากบ สักขี ลูกราชดัด ลูกสารพัดพิษ ลูกกระวาน กานพลู ดอกจันทน์

ลูกจันทน์ จันทน์เทศ จันทน์แดง อบเชยญวน เปลือกสมุลแว้ง หญ้าตีนนก แฝกหอม เปลือกชะลูด เปราะหอม รากไคร้เครือ กฤษณา ขอนดอก กระลำพัก เนื้อลูกมะขามป้อม เนื้อลูกสมอพิเภก ชะเอมเทศ ลูกผักชีลา ลูกกระดอม บอระเพ็ด เกสรบัวหลวง เกสรบุนนาค ดอกพิกุล ดอกสารภี ดอกมะลิ แก่นสน หนักสิ่งละ 4 ส่วน น้ำประสานทองสะตุ หนัก 2 ส่วน ชะมดเช็ด พิมเสน หนักสิ่งละ 1 ส่วน มีสรรพคุณ แก้ลมกองละเอียดพิการ

 

ยาหอมทิพโอสถ

ประกอบด้วย ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกมะลิ เกสรบัวหลวง ดอกกระดังงา ดอกจำปา ดอกบัวจงกลนี หัวแห้วไทย กระจับ ฝาง จันทน์แดง จันทน์ขาว จันทน์เทศ กฤษณา ชะลูด อบเชย สมุลแว้ง สนเทศ ว่านน้ำ กระชาย เปราะหอม ดอกคำไทยชะเอมเทศ สุรามฤต ข่าต้น ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ หนักสิ่งละ 4 ส่วน โกศสอ โกศเขมา โกศก้านพร้าว โกศเชียง โกศจุฬาลัมพา โกศกักกรา โกศน้ำเต้า โกศพุงปลา โกศกระดูก โกศชฎามังสี และชะมดเช็ด พิมเสน หนักสิ่งละ 2 ส่วน เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนตาตั๊กแตน เทียนข้าวเปลือก เทียนเยาวภาณี เทียนสัตตบุษย์ เทียนเกล็ดหอย เทียนตากบการบูร หนักสิ่งละ 1 ส่วน มีสรรพคุณ แก้ลมวิงเวียน

 

ยาหอมเทพจิตร

ประกอบด้วย ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กานพลู ลูกกระวาน จันทน์แดง จันทน์ขาว กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ชะลูด อบเชย เปราะหอม แฝกหอม หนักสิ่งละ 2 ส่วน ผิวมะกรูด ผิวมะนาว ผิวมะงั่ว ผิวส้มตะรังกะนู ผิวส้มโอ ผิวส้มจีน ผิวส้มเขียวหวาน หนักสิ่งละ 4 ส่วน ชะมดเช็ด การบูร หนักสิ่งละ 1 ส่วน โกศสอ โกศเขมา โกศก้านพร้าว โกศเชียง โกศจุฬาลัมพา โกศหัวบัว โกศพุงปลา โกศกระดูก โกศชฎามังสี เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนตาตั๊กแตน เทียนข้าวเปลือก เทียนเยาวภาณี เทียนสัตตบุษย์ เทียนเกล็ดหอย เทียนตากบพิมเสน หนักสิ่งละ 4 ส่วน ดอกมะลิ หนัก 184 ส่วน มีสรรพคุณ แก้ลม บำรุงหัวใจ

 

ภาพประกอบจาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th


.jpg

ปัจจุบันนี้ โรคเอดส์กำลังเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุข ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งโรคนี้ยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ มีเพียงยาต้านไวรัสเท่านั้น ที่จะช่วยให้เชื้อไวรัสเอดส์ลดลง ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งข้อดี คือ ทำให้ไวรัสลดลง มีภูมิคุ้มกัน CD4 เพิ่มขึ้น แต่ข้อเสีย คือ มีผลทำให้เกิดภาวะผิดปกติ เช่น ตับอักเสบ ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคไต ปลายประสาทอักเสบ ปวดเมื่อยตามข้อตามตัว มีผื่นขึ้นตามตัว เกิดภาวะไขมันเคลื่อนย้าย แก้มตอบ แขนขาลีบ

 

แนวคิดในการรักษา

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แนวคิดในการรักษาเปลี่ยนไป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้วิธีรักษาแบบ 2 ทางที่เรียกว่า Complementary treatment หมายถึง การรักษาระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่ไปกับแพทย์ทางเลือก (Alternative medicine) โดยมีหลักการดังต่อไปนี้

  1. ใช้ต้านไวรัสเพื่อลดจำนวนเชื้อไวรัส จนไม่สามารถตรวจพบได้ ปริมาณไวรัสต่ำกว่า 50 ตัวต่อลบ.มม.
  2. ใช้วิธีป้องกันข้อเสียของยาต้านไวรัส โดยการซ่อมสร้างร่างกายที่เรียกกันว่าแพทย์ทางเลือก (Alternative medicine) เช่น การใช้ยาสมุนไพรแบบสกัด ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ว่ามีฤทธิ์ในการปกป้อง ซ่อมสร้างร่างกาย เช่น ปกป้องตับ โดยการใช้เห็ดหลินจือ ชะเอมเทศ ฯลฯ ใช้มะระขี้นกซึ่งมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ใช้น้ำมันปลาในกลุ่มโอเมก้า 3 ป้องกันไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น สามารถช่วยปกป้องผลข้างเคียงที่เกิดจากยาต้านไวรัสได้

 

สมุนไพรที่ใช้ในการเพิ่มภูมิต้านทานในผู้ติดเชื้อเอดส์

  1. ลูกใต้ใบ พบว่า สารสกัดจากลูกใต้ใบสามารถยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase ของ HIV-1 ได้
  2. ฟ้าทะลายโจร พบว่า สาร dehydroandrographlide succinic acid monoester ซึ่งสังเคราะห์ได้จากสาร andrographolide จากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV-1 และมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อด้วย
  3. ขมิ้นชัน พบว่า มีสารสีเหลือง curcumin ในขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ protease ของ HIV-1 และ HIV-2 และยังสามารถยับยั้งเอนไซม์ integrase ของเชื้อ HIV-1 จึงได้มีการนำ curcumin ไปทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยเอดส์อยู่ในขณะนี้
  4. เห็ดหลินจือ พบว่า มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ HIV-1 ได้ผลดี โดยป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายในช่วงแบ่งตัวของไวรัส
    และไม่เป็นพิษต่อเซลล์ และยังพบอีกว่ามีสาระสำคัญที่ช่วยในการเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย และอาการภูมิแพ้ ตุ่มคันตามผิวหนัง
  5. มะระขี้นก พบว่า มีเมล็ดแก่ของมะระขี้นก มีโปรตีน TBG-P 29 ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV โดยการยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase  ผลอ่อนใช้เป็นยาเจริญอาหาร รักษาอาการเบื่ออาหารในผู้ป่วยเอดส์ได้ดี

 

ภาพประกอบจาก: www.th.wikipedia.org


-มีประโยชน์อย่างไร.jpg

ปัญจขันธ์ เป็นพืชที่พบในภูมิภาคเขตร้อน เขตอบอุ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต่อมามีการกระจายพันธุ์ไปในเขตร้อน และเขตอบอุ่นอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งสมุนไพรชนิดนี้มีประวัติการใช้มายาวนานในประเทศจีน และญี่ปุ่น ทั้งใช้เป็นยาแก้อักเสบ แก้ไอ ขับเสมหะ และแก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง และเป็นอาหารเสริมสุขภาพ

 

สมุนไพรปัญจขันธ์ มีชื่อจีนว่า เจียวกู่หลาน

“ปัญจขันธ์” มีชื่อจีนว่า “เจียวกู่หลาน” (Jiaogolan) หรือซีแย่ตั่น เซียนเฉ่า มีคำแปลว่าสมุนไพรอมตะ และมีชื่อญี่ปุ่นว่าอะมาซารู (ซาหวานจากเถา) ฟากตะวันตกมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษหลายชื่อ เช่น Miracle glass (หญ้ามหัศจรรย์) หรือ Southern ginseng (โสมภาคใต้) หรือ 5-Leaf ginseng (โสมห้าใบ) ดังนั้น “ปัญจขันธ์” จึงนับว่าเป็นยาสารพัดชื่อที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน

องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้ร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทำการทดลองศึกษาวิจัยพืชสมุนไพรจีน “เจียวกู่หลาน” เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกสร้างรายได้ ตลอดจนช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประเทศไทย ในการนำเข้าพืชสมุนไพรจากประเทศจีน ปีละหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ เดิมเจียวกู่หลาน เป็นอาหารที่ใช้รับประทานแก้หิว ยามกระหาย ใช้เป็นยาแก้ไอ และแก้ร้อนใน

ต่อมาก็เริ่มมีการคิดค้นวิจัยและพัฒนาใช้เจียวกู่หลานในการผลิตยาและเหล้า ซึ่งหลังจากการศึกษาด้านคลินิก และด้านเภสัชในประเทศจีน พบว่า มีสรรพคุณใช้บำรุงร่างกาย ระงับประสาท ช่วยให้นอนหลับ ลดความตื่นเต้น ลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล และกรดไขมันอิสระ ลดน้ำตาลในเลือด ชะลอความชรา ยืดอายุของเซลล์ เพิ่มจำนวนอสุจิ รักษาโรคปวดหัวข้างเดียว ช่วยควบคุมน้ำหนักได้โดยไม่ต้องอดอาหาร และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคต่าง ๆ เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณในการควบคุมการเจริญของเซลล์มะเร็ง และสามารถควบคุมการแพร่การเจริญของเซลล์มะเร็งเองได้ รวมทั้งสามารถยับยั้งการทำงานของเชื้อ HIV

สำหรับในประเทศไทย มีการบันทึกการใช้ประโยชน์ปัญจขันธ์ ในยาพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าลาหู่ ใช้ทั้งต้นเป็นยาพอกแผล รักษากระดูก และอาการปวดกระดูก ปัจจุบันมีการใช้เป็นสมุนไพร ในรูปแบบชาชงสมุนไพรเพื่อบำรุงร่างกาย

 

ภาพประกอบจาก: www.th.wikipedia.org


.jpg

โรคพยาธิ นับว่าเป็นปัญหาสำคัญสำหรับประชากรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอุปนิสัยในการบริโภคอาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ ในร่างกาย พบว่า 2 ใน 3 ของประชากรไทยจะมีหนอนพยาธิอยู่ และบางรายอาจมีมากกว่า 2 – 3 ชนิดในเวลาเดียวกัน การรักษานั้นขึ้นอยู่กับการติดเชื้อชนิดใด ก็ต้องเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับโรคนั้น ๆ อีกทั้งระยะเวลาในการถ่ายพยาธิแต่ละชนิดก็ไม่เท่ากัน

 

ยาต้านพยาธิที่ใช้ในปัจจุบันจะเห็นว่ามีหลายชนิดเป็นยาสมุนไพร ซึ่งสืบเนื่องมาแต่ตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เพียงแต่ไม่มีรายงานเกี่ยวกับสารสำคัญที่ออกฤทธิ์และผลทางเภสัชวิทยา ในต่างประเทศก็ยังมีการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคพยาธิเช่นกัน เช่น อังกฤษ อเมริกาและยุโรป

 

ส่วนในประเทศไทยจะขอกล่าวถึง สมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ เป็นยาถ่ายพยาธิได้ ดังนี้

  1. มะเกลือ ใช้ผลดิบสด ๆ ซึ่งมีสีเขียวล้างให้สะอาดนำ มาตำให้แหลกกรองเอาเฉพาะน้ำ ผสมหัวกะทิประมาณ 2 ช้อนชา ต่อมะเกลือ 1 ผล รับประทานครั้งเดียวให้หมดและทานเมื่อเตรียมเสร็จใหม่ ๆ บางคนนิยมผสมน้ำตาลกับเกลือเล็กน้อยจะทำให้ทานง่ายขึ้น ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิปากขอ พยาธิตัวตืด พยาธิเส้นด้าย และพยาธิตัวกลม แต่จะให้ผลดีที่สุดกับพยาธิปากขอ
  2. มะขาม ใช้เมล็ดคั่วให้เหลืองจัด นำมาแช่น้ำเกลือให้นุ่ม กะเทาะเปลือกสีน้ำตาลแดงออก ให้เด็กรับประทานครั้งละ 20 – 30 เมล็ด ใช้ขับพยาธิไส้เดือนและพยาธิเส้นด้ายในเด็ก
  3. ฟักทอง ใช้เมล็ดแห้ง 60 กรัม ตำให้ละเอียด ผสมน้ำตาลให้มีรสหวาน เติมนมและน้ำให้มีปริมาตรประมาณครึ่งลิตรแบ่งรับประทานเป็น 3 ครั้ง ห่างกันทุก 2 ชั่วโมง หลังดื่มยาครั้งสุดท้าย 2 ชั่วโมง ให้รับประทานน้ำมันละหุ่ง 15 ซีซี เพื่อให้ถ่ายออก ใช้ถ่ายพยาธิลำไส้ โดยเฉพาะพยาธิตัวตืดได้ดี
  4. มะหาด ใช้ผงปวกหาด 3 – 5 กรัม (เด็กครั้งละ 2 กรัม เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบใช้ 750 มิลลิกรัมต่ออายุ 1 ปี) ละลายน้ำเย็นดื่มตอนเช้ามืด หลังจากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง ให้รับประทานดีเกลือ เพื่อให้ถ่าย พยาธิจะออกมากับอุจจาระ
  5. สะแก ใช้เนื้อในเมล็ดแก่ 1 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 3 กรัม) ตำให้ละเอียดนำมาทอดกับไข่ ให้เด็กรับประทานตอนท้องว่าง ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือนและพยาธิเส้นด้าย
  6. มะละกอ ใช้ยางมะละกอสดจากผลดิบประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับไข่ 1 ฟอง ตีให้เข้ากัน ทอดให้เด็กรับประทานให้หมดในช่วงเช้าขณะท้องว่างหรืออาจใช้ยางสด 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำผึ้งเท่า ๆ กัน ผสมน้ำร้อนประมาณ 3 – 4 ช้อนโต๊ะ รับประทานครั้งเดียว ในเด็กอายุมากกว่า 10 ขวบ ถ้าอายุ 7 – 10 ขวบให้ลดลงครึ่งหนึ่ง หลังจากให้ยา 2 ชั่วโมง ให้รับประทานน้ำมันละหุ่ง 2 – 3 ช้อนชา เพื่อช่วยให้ถ่ายออก

นอกจากสมุนไพรที่กล่าวมา ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่สามารถนำมาทำเป็นยาขับพยาธิได้อีก เช่น ตานหม่อน มะขามป้อม มะระไทย เล็บมือนาง กระเทียม ทับทิม หมาก เห็ดจิก ฯลฯ

 

ภาพประกอบจาก : www.qsbg.org


-1.jpg

สมุนไพรที่มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษ ยาเบื่อ ยาเมา ถอนพิษต่าง ๆ มีดังนี้

    1. รางจืดเถา (Thunbergia laurifolia Lindl.) รสจืด เย็น แก้ไข้ ร้อนใน กระหายน้ำ ถอนพิษ แก้อักเสบ ปวดบวม ปวดหู
    2. เถารางจืดต้น (Thunbergia colpifera B.Hansen) รสจืด ถอนพิษ ถอนพิษผิดสำแดง
    3. รากพลับพลึง (Crinum asiaticum L.) รสเฝื่อน ทำให้อาเจียน ตำพอกบาดแผล แก้พิษยางน่อง
    4. รากประยงค์บ้าน (Aglaia odorata Lour.) รสเย็นเฝื่อน ทำให้อาเจียน ถอนพิษ
    5. ผักบุ้ง (Ipomoea aquatic Forssk) รสจืด แก้โรคประสาท ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย แก้โรคเบาหวาน แก้วตาอักเสบ บำรุงสายตา แก้เหงือกบวม แก้ริดสีดวง แก้ฟกช้ำ ถอนพิษ แก้พิษของฝิ่น และสารหนู
    6. ย่านาง (Tiliacora triandra Colebr. Diels) รสฝาดขื่น เย็น แก้พิษ ถอนพิษไข้ต่าง ๆ ถอนพิษผิดสำแดง แก้พิษภายใน ถอนพิษยา
    7. ต้นกระทืบยอด (Mimosa pudica L.) ดับพิษร้อน แก้ไข้ แก้ปัสสาวะพิการ แก้สะอึก ถอนพิษ แก้กาฬ แก้เด็กลิ้นกระด้างคางแข็ง แก้แผลเรื้อรัง
    8. รากโลดทะนงแดง (Trigonostemon reidioides (Kurz) Craib) รสร้อน ถอนพิษยา ถอนพิษเห็ดเมา ถอนพิษเสมหะ แก้วัณโรคฝนกับสุรา หรือน้ำมะนาว รับประทานแก้พิษงู ทาแก้ฟกช้ำเคล็ดขัดยอก เกลื้อน ฝีดูดหนอง แก้ปวดฝี
    9. รากเหมือดคน (Helicia robusta (Roxb.) R.Br.ex Wall.) รสขมสุขุม ถอนพิษผิดสำแดง ถอนพิษยา เห็ดเมา หอยเมา ไข้กลับซ้ำ ไข้ปอดบวม ไข้พิษ ไข้หัว
    10. ง้วนตากหงาย (Arundina graminifolia (D.Don) Hochr.) รสเย็น ถอนพิษเห็ด หอยเมา ยาพิษ ถอนพิษไข้ แก้ไข้จับสั่น
  1. รากชะเอมเทศ (Glycyrrhiza glabra L.) รสหวานชุ่มขม แก้น้ำลายเหนียว แก้เสมหะเป็นพิษ ทำให้ชุ่มคอ บำรุงปอด แก้พิษยา แก้พิษจากพืชมีพิษอื่น ๆ แก้เบื่ออาหาร แก้ไข้ แก้อ่อนเพลีย

 

ภาพประกอบจาก: www.commons.wikipedia.org


.jpg

บุหรี่ มีสารพิษต่าง ๆ หลายชนิด แต่สารสำคัญที่ทำให้เกิดการเสพติด คือ นิโคติน เป็นสารที่มีลักษณะคล้ายน้ำมัน ไม่มีสี ร้อยละ 95 ของนิโคตินที่เข้าสู่ร่างกายจะไปจับอยู่ที่ปอด บางส่วนจับอยู่ที่เยื่อหุ้มริมฝีปาก และบางส่วนถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด มีผลโดยตรงต่อต่อมหมวกไต ก่อให้เกิดการหลั่งสาร อิพิเนฟริน (Epinephrine) ทำให้ความดันเลือดสูง หัวใจเต้นเร็ว หลอดเลือดรัดตัว เพิ่มไขมันในเส้นเลือด เป็นต้น

 

เมื่อหยุดสูบบุหรี่จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดนิโคตินในร่างกาย หรือที่เรียกว่าภาวะขาดนิโคติน จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว บางคนอาจเกิดขึ้นในช่วง 2 – 3 วันแรกเท่านั้น และเมื่อผ่านพ้นระยะนี้แล้ว หากมีความอยากสูบบุหรี่อีกต่อไป นั่นเป็นเพียงความต้องการทางอารมณ์ หรือความเคยชินเท่านั้น ภาวะขาดนิโคตินมีอาการดังนี้ โหยหา อยากสูบบุหรี่ หงุดหงิด กระวนกระวาย ใจสั่น ไม่มีสมาธิในการทำงาน ง่วงนอน เซื่องซึม สมองตื้อ ซึมเศร้า ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ กระเพาะอาหารและลำไส้แปรปรวน

 

ยาที่ช่วยเลิกสูบบุหรี่มีหลายอย่างด้วยกัน คือ

  1. น้ำยาอดบุหรี่ (Mouth wash) มีส่วนผสมของ Sodium Nitrate โดยจะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสในปากทำให้สูบบุหรี่ไม่อร่อย เสียรสชาติ จึงทำให้เกิดการเบื่อบุหรี่ วิธีใช้ ใช้อมประมาณ 1 – 2 นาที แล้วบ้วนทิ้ง อย่ากลืน เพราะจะทำให้คลื่นไส้อาเจียน
  2. โคลนิดีน (Clonidine) เป็นยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง แต่มีฤทธิ์ข้างเคียงทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่ ที่สำคัญ คือ มีผลทำให้ความดันโลหิตต่ำ ปัจจุบันไม่นิยมนำมาใช้กับผู้ต้องการเลิกบุหรี่
  3. สมุนไพร สมุนไพรบางชนิดมีฤทธิ์ข้างเคียงทำให้เกิดการเบื่อบุหรี่ เช่น หญ้าดอกขาว ซึ่งเป็นไม้ล้มลุกจำพวกหญ้า มีขึ้นกระจายทั่วไปตามที่รกร้างข้างทาง ทุกภาคของประเทศไทย ใช้ทั้งต้นต้มรับประทานแก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ใบสดตำให้ละเอียดปิดสมานแผล ทำให้เย็น หรือผสมกับน้ำนม คนกรองเอาแต่น้ำ หยอดตา แก้ตาแดง ตาฝ้า ตาเปียก ตาแฉะ แต่ในปัจจุบันนำมาใช้กับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ เพราะผลข้างเคียงของสมุนไพรหญ้าดอกขาว จะทำให้ช่องปากจืดรับรสได้น้อยลง และเบื่อบุหรี่ วิธีใช้สมุนไพรหญ้าดอกขาว ใช้ทุกส่วนของลำต้นโดยผ่านกระบวนการผลิต สามารถนำมาชงแทรกชาดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร เป็นเวลา 10 – 15 วัน จะช่วยลดอาการหงุดหงิดจากการเปรี้ยวปากอยากสูบบุหรี่ได้

 

ภาพประกอบจาก: en.wikipedia.org


-จะใช้สมุนไพรตัวใดรักษาใดบ้าง.jpg

อาการปวดฟัน เกิดจากสาเหตุเพราะฟันผุ เนื่องมาจากการแปรงฟันไม่สะอาด มีเศษอาหารติดค้างอยู่ตามซอกฟัน ทำให้แบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากเจริญเติบโต แบคทีเรียเหล่านี้จะเปลี่ยนแป้งและน้ำตาล จากเศษอาหารที่ค้างอยู่ให้กลายเป็นกรด กรดจะทำลายฟันให้ผุกร่อนทีละน้อย จากชั้นเคลือบภายนอกเข้าไปเนื้อฟัน จนทะลุถึงชั้นโพรงประสาทฟัน ก็จะทำให้เกิดอาการปวดฟัน หรือฟันอักเสบ

 

ถ้าปล่อยไว้รากฟันจะอักเสบ เป็นหนองก็จะทำให้มีอาการปวดฟันรุนแรง แก้มบวม อาจมีไข้ และต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอบวมและปวด จะมีอาการปวดฟันเวลารับประทานอาหารรสจัด รับประทานอาหารเย็นจัด ของหวาน หรือเมื่อมีเศษอาหารไปอุดฟัน

 

เบื้องต้นสามารถใช้สมุนไพร เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้ชั่วคราว โดยใช้

  1. แก้ว ใบแก้วสามารถใช้รักษาอาการปวดฟันได้ โดยนำใบสดมาตำพอแหลก นำมาแช่เหล้าโรงในอัตราส่วน 1.5 หรือ 1 กรัมต่อเหล้าโรง 1 ช้อนชา หรือ 5 มิลลิลิตร และนำเอาน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่ปวด
  2. ข่อย เปลือกข่อยสามารถรักษาอาการปวดฟัน โดยใช้เปลือกต้นสดขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือ สับเป็นชิ้น ต้มกับน้ำพอควร และใส่เกลือให้มีรสเค็ม ต้มนาน 10 – 15 นาที นำน้ำที่ยังอุ่น ๆ มาอมบ่อย ๆ
  3. ผักคราดหัวแหวน ใช้ดอกสดปริมาณพอเหมาะตำกับเกลือ อม หรือกัดไว้บริเวณที่ปวด

สมุนไพรเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการชา ระงับความเจ็บปวดได้ชั่วคราว การไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษา จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด โดยไม่ทำให้อาการปวดกลับมาอีก นอกจากนี้ ยังควรหมั่นตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ ก็จะช่วยป้องกันโรคภายในช่องปากได้เป็นอย่างดี

 

ภาพประกอบจาก: www.pngtree.com


-กัดต่อย.jpg

อาการแพ้อักเสบที่เกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อย หรือสัมผัสสิ่งที่ทำให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้ เช่น ยุงกัด แมลงกัด ถูกแมงกะพรุนไฟ ผึ้งต่อย มักปรากฏอาการเป็นผื่น มีตุ่มน้ำ หรือจุดแดงเล็ก ๆ รู้สึกคัน ถ้าเกาอาจมีน้ำเหลือง หรืออักเสบเป็นหนองได้ ชาวบ้านมักเรียกว่าน้ำเหลืองไม่ดี อาการนี้อาจเป็นอยู่นานหลายชั่วโมง ส่วนผู้ที่เป็นมากและเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง อาจมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ริมฝีปากบวม หนังตาบวม มีลมพิษขึ้นทั่วตัว คลื่นไส้อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจหอบ และอาจเสียชีวิตได้ภายใน 15 – 30 นาที

 

ในกรณีที่ถูกแมลงที่มีเหล็กในจำพวกผึ้ง แตน แมลงภู่ หรือหมาร่ากัดต่อย ควรรีบเขี่ยออกทันที โดยใช้มีด หรือปลายเข็มที่สะอาดขูดออก หรืออาจใช้กระดาษสก๊อตเทปปิดทาบแล้วดึงออก เหล็กไนจะหลุดออกมาด้วย หรือจะใช้ปลายหลอดกาแฟแข็ง ๆ หรือปลายด้ามปากกาลูกลื่น ครอบจุดที่ถูกต่อยแล้วกดลงให้เหล็กในโผล่ขึ้นมา จากนั้นจึงใช้คีมคีบออก ควรป้องกันโดยหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้ หรือแมลงเหล่านั้น

 

สมุนไพรที่ถูกนำมาใช้ในการบรรเทาอาการอักเสบจากพิษ มีอยู่ด้วยกันหลายตัว คือ

  1. ขมิ้น ใช้ส่วนของเหง้าสดและแห้ง โดยนำเอาเหง้าของขมิ้นยาวประมาณ 2 นิ้ว ฝนกับน้ำต้มสุกทาบริเวณที่เป็น หรือใช้ผงขมิ้นโรยทาบริเวณที่มีอาการแพ้คัน อักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้
  2. ตำลึง โดยใช้ใบสด 1 กำมือ (ใช้มากน้อยตามบริเวณที่มีอาการ) ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียดผสมน้ำเล็กน้อย แล้วคั้นน้ำจากใบเอามาทาบริเวณที่มีอาการ พอน้ำแห้งแล้วทาซ้ำบ่อย ๆ จนกว่าจะหาย
  3. ผักบุ้งทะเล ใช้ใบสดและเถาสด ต้มเป็นยาแก้คันตามผิวหนัง
  4. พญายอ ใบพญายอรักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด บวมแดง ร้อน แต่ไม่มีไข้) จากแมลงมีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน เป็นต้น โดยเอาใบสด 10 – 15 ใบ (มากน้อยตามบริเวณที่เป็น) ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียด เติมเหล้าขาวพอชุ่มยา ใช้น้ำและกากทา พอกบริเวณที่บวม หรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ให้ทาซ้ำบ่อย ๆ จนกว่าจะหาย
  5. เสลดพังพอน ใบสดของเสลดพังพอนรักษาอาการแพ้อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย โดยเอาใบสด 1 กำมือ ตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น หรือต่ำผสมเหล้าหรือแอลกอฮอล์เช็ดแผลเล็กน้อยก็ได้

 

ภาพประกอบจาก: www.commons.wikimedia.org


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก